4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
ความเป็นมาของยักษ์มักกะสัน






ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มี ระตู หรือแขกองค์หนึ่งพาสมัครพรรคพวกซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ประมาณ ๓๐๐ คนเศษ หนีภัยของนักล่าเมืองขึ้นชาวฮอลันดาจากเกาะมาคัสชาร์ในหมู่เกาะเซลีบีส ซมซานเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้ทรงพระคุณธรรมอันประเสริฐ ทรงเห็นว่าแขกมาคัสซานจากเกาะมาคัสซาร์เหล่านี้หนีร้อนมาพึ่งเย็น จึงทรงโปรดรับไว้เป็นกองอาสาแขก พระราชทานที่ดินนอกกรุงศรีอยุธยาทางด้านใต้ที่อยู่ระหว่างทางจากภูเขาทองไปเพนียดคล้องช้างที่เรียกกันว่า ทุ่งลุมพินีวัน ให้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกิน แขกมาคัสซานเหล่านี้เมื่อมาอยู่เมืองไทยนานเข้าคนไทยก็เรียกชื่อเพี้ยนไปเป็น แขกมักกะสัน และทุ่งลุมพินีก็เลยกลายเป็น ทุ่งมักกะสัน ไป..





เชอลาวิเอร์ เดอ ฟอร์บัง (Chevalier de Forbin) นักรบชาวฝรั่งเศสที่เข้ามารับราชการทหารในแผ่นดินของสมเด็จพระนรารายณ์มหาราชและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ออกพระศักดิ์สงคราม ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บังคับการกองทหารไทยและต่างชาติที่ป้อมบางกอก ได้เขียนบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับแขกมาคัสซานหรือมักกะสันพวกนี้ไว้ว่า

"ระตูแขกมักกะสันผู้พาสมัครพรรคพวกหนีเข้ามาขอพึ่งพระบารมีของสมเด็จพระนารายณ์ในครั้งนี้นั้น ความจริงแล้วไม่ได้เป็นคนมักน้อยใฝ่สันโดษอย่างที่ตนเองแอบอ้างหรืออย่างที่คนไทยส่วนากเข้าใจกัน แต่ตรงกันข้าม ระตูผู้นี้กลับเป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูง มีความทะยานอยากที่จะได้เป็นใหญ่ ฉะนั้นพอได้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งเรียบร้อยดิบดีแล้ว ระตูผู้นี้ก็บังอาจคิดเนรคุณสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยการชักชวนเจ้าเขมร เจ้าแขกมลายู และเจ้าจามที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ก่อนหน้านี้แล้วให้คิดการกบฏ ร่วมมือร่วมใจกันยกกำลังจู่โจมเข้าไปยังพระบรมมหาราชวัง ปล้นเอาพระราชทรัพย์ให้หมดท้องพระคลัง ทำการปลดปล่อยนักโทษออกจากคุก และถ้ามีโอกาสก็ให้จับเอาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาสำเร็จโทษเสีย แล้วยกเอา พระองค์เจ้าไตรภูวนาถ ซึ่งเป็นพระราชอนุชาขึ้นครองราชสมบัติแทน โดยจะบังคับพระองค์เจ้าไตรภูวนาถให้ละศาสนาพุทธ หันมานับถือศาสนามุสลิม และบรรดาข้าราชการไทยนั้น ถ้าผู้ใดไม่หันมานับถือศาสนามุสลิมแล้วก็ให้ล้างชีวิตเสียให้หมด แผนการดังกล่าวนี้เป็นที่ตกลงปลงใจกันมั่นแม่นแล้ว ยังรอแต่จะหาเวลาและโอกาสที่เหมาะ อยู่เท่านั้น"

เซอวาลิเย เดอ ฟอร์บัง เล่าต่อไปว่า ในขณะที่กำลังรอเวลาและโอกาสกันอยู่นี้ ขุนนางแขกมลายูคนหนึ่งชะรอยจะนึกละอายใจที่มาพากันคิดประทุษร้ายต่อผู้มีพระคุณ หรือไม่อีกทีก็อาจจะนึกเกรงว่า ถ้าทำการไม่สำเร็จแล้วตนเองก็จะต้องได้รับโทษทัณฑ์ จึงแอบนำความไปแจ้งแก่ขุนนางผู้ใหญ่ผู้รักษาพระนครศรีอยุธยา ก่อนหน้าที่พวกกบฏจะก่อการร้ายเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในขณะนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงแปรพระราชฐานเสด็จขึ้นไปประทับที่เมืองลพบุรีซึ่งเป็นเมืองหลวงที่สอง





เซอวาลิเย เดอ ฟอร์บัง เล่าว่า พอขุนนางผู้ใหญ่ผู้รักษาพระนครศรีอยุธยาได้รับรายงานก็จัดระดมทหารออกจุกช่องล้อมวงรอบพระบรมมหาราชวังได้อย่างรวดเร็จจนเป็นที่น่าประหลาดใจ และในเวลาเดียวกันก็มีใบบอกขึ้นไปให้กราบทูลให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงทราบ การที่ฝ่ายไทยรู้ตัวเสียก่อนเช่นนี้ทำให้พวกแขกกบฏไม่สามารถจะก่อการร้ายใด ๆ ขึ้นได้ คงทำเป็นสงบนิ่งเหมือนบ้านเมืองเป็นปกติ ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อความทราบถึงพระกรรณแล้ว ก็ให้ระดมทหารเป็นจำนวนมาก ให้นายทหารฝรั่งเศสอีกนายหนึ่งชื่อ มองซิเออร์ คอนสตั้นซ์ เป็นผู้บังคับบัญชา ยกลงมาทำการปราบปรามพวกแขกกบฏเหล่านี้เสียให้ราบคาบ

กิตติศัพท์ความอำมหิตโหดร้ายของแขกเหล่านี้นั้นย่อมเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป เมื่อยกกองกำลังมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว มองซิเออร์ คอนสตั้นซ์ก็ตัดสินใจที่จะปราบปรามพวกแขกกบฏเหล่านี้โดยวิธีละมุนละม่อม คือแทนที่จะยกกำลังบุกเข้าไปจับกุมซึ่งย่อมเป็นของแน่นอนที่จะต้องมีการต่อสู้กันอย่างนองเลือด มองซิเออร์ คอนสตั้นซ์กลับเลือกใช้วิธีส่งคนไปเกลี้ยกล่อมให้พวกแขกสำนึกในบาปบุญคุณโทษและถ้าหากจะมีการมอบตัวยอมรับผิด มองซิเออร์ คอนสตั้นซ์ ก็รับรองที่จะช่วยกราบบังคมทูลพระกรุณาขอให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดพระราชทานอภัยโทษให้ 





คำเกลี้ยกล่อมของมองซิเออร์ คอนสตั้นซ์ ดังเช่นที่ว่านี้มีแขกระดับหัวหน้าพากันมัดตัวเองเข้ามามอบตัวกันเป็นส่วนมาก จะเหลือที่ยังแข็งขืนอยู่ก็ดูเหมือนจะมีระตูจากมาคัสซาร์เท่านั้น แต่มองซิเออร์ คอนสตั้นซ์ก็ไม่ยอมท้อถอย ยอมเสียเวลาให้คนไปเกลี้ยกล่อมต่อไป ท้ายที่สุดระตูผู้นั้นก็ส่งเงื่อนไขมาว่า ตนเองและลูกน้องคู่ใจจำนวน ๕๒ คน จะขอเดินทางออกไปให้พ้นพระราชอาณาเขต มองซิเออร์ คอนสตั้นซ์เห็นได้ทีก็เอ่ยปากอนุญาต แต่ในทันทีนั้นก็รีบส่งคำสั่งให้เรือเร็วนำไปให้เดอ ฟอร์บังที่ป้อมกรุงเทพฯ เดอ ฟอร์บังเอาโซ่เหล็กขึงขวางแม่น้ำเจ้าพระยาอย่าให้เรือแขกกบฏเหล่านี้ขึ้นมาขอให้แก้โซ่ แล้วก็ให้เดอ ฟอร์บังจับตัวแขกกบฎเหล่านี้ส่งกลับขึ้นไปชำระโทษที่กรุงศรีอยุธยาโดยด่วน เดอ ฟอร์บังทราบคำสั่งแล้วก็สั่งการเตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์

ครั้นพวกแขกกบฏเดินทางมาถึงบางกอกแล้ว ก็ส่งตัวแทนแปดคนขึ้นไปเจรจาขอให้เดอ ฟอร์บังเปิดทางให้เรือผ่าน ตอนแรกก็มีการเจรจากันด้วยสันถวไมตรี แต่พอเดอ ฟอร์บังขอปลดอายุธ แขกทั้งแปดก็ชักกริชออกแทงทหารที่ทำหน้าที่อารักขาเดอ ฟอร์บังตายไปในทันทีทันใดถึงห้าคน แล้วก็กระโดดลงไปจากป้อมไปรวมตัวกับพรรคพวกที่รออยู่ข้างล่าง ฝ่ายพวกทหารของเดอ ฟอร์บังที่รักษาการณ์อยู่เห็นพวกแขกก่อการจลาจลก็กลุ้มรุมเข้ามาโจมตีแต่ก็ไม่สามารถต้านทานกำลังของพวกแขกได้ ในชั่วอึดใจเดียวพวกแขกก็สามารถฆ่าพลทหารของฟอร์บังได้เป็นสิบ ๆ ทหารที่เหลืออีกเป็นจำนวนมากเห็นเช่นนั้นก็บังเกิดอาการย่อท้อ และต่อมาก็แตกกระเจิงไปอย่างมิเป็นส่ำ ไม่มีผู้ใดยอมฟังคำสั่งของเดอ ฟอร์บังอีกต่อไป

ฝ่ายแขกมักกะสันทั้งหมดพอเห็นเลือดก็บังเกิดอาการบ้าคลั่งออกอาละวาดฆ่าฟันผู้ที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือลูกเล็กเด็กแดง ฆ่าแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า เฉพาะวันนั้นมีคนถูกแขกมักกะสันฆ่าตาย ๓๖๖ คน ส่วนแขกถูกฆ่าตาย ๑๗ คน ที่เหลืออีก ๓๕ คน เตลิดหนีเข้าป่า เดอ ฟอร์บังต้องระดมทหารออกติดตามค้นหาเสียเวลาไปหลายวัน จึงสามารถกำจัดได้หมด





ท่านขุนวิจิตรมาตรานักเขียนระดับปรมาจารย์ผู้ใช้นามปากกาว่า กาญจนาคพันธุ์ ได้เขียนเกี่ยวกับแขกมักกะสันไว้ในหนังสือภูมิศาสตร์สุนทรภู่ว่า

"มักกะสัน มาจากคำว่า มากัสซาร์ (Macassar) เป็นเมืองอยู่ในเกาะเซเลบีสใต้เกาะฟิลิปปินส์ลงไปเล็กน้อย พวกมักกะสันได้อพยพเข้ามาอยู่ใกล้กรุงศรีอยุะยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้ก่อการกบฏขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๒๙ การปราบกบฏมักกะสันคราวนั้นได้เป็นไปอย่างรุนแรงเพราะพวกมักกะสันเป็นพวกดุร้ายทารุณ ฆ่าฟันราษฎรไม่เลือกหน้าและต่อสู้กับกองทหารอย่างฉกาจฉกรรจ์ ที่สุดกองทหารหลวงต้องล้อมหมู่บ้านมักกะสัน แล้วเอาไฟเผาปรากกว่าผู้หญิงและเด็กถูกไฟคลอกตายแทบไม่เหลือ ที่รอดตายก็ถูกจับจนหมดสิ้น"

การที่แขกมักกะสันได้ฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง ฆ่าโดยไม่เลือกว่าจะเป็นเด็กหรือผู้หญิงหรือเป็นคนชรา ประดุจยักษ์มารผู้กระหายเลือดเช่นนี้ ในกาลต่อ ๆ มาคนไทยเราจึงเรียกเปรียบเทียบคนที่มีใจอำมหิตโหดเหี้ยมว่าเป็นเหมือน ยักษ์มักกะสัน

ในสมัยรัตนโกสินทร์มีเรื่องของแขกมักกะสันปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารนิดหนึ่งว่า เมื่อปราบดาภิเษกแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้กวาดต้อนเอาแขกมักกะสันที่หลงเหลืออยู่ที่กรุงศรีอยุธยาลงมาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สถานที่ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แขกพวกนี้เข้าอยู่อาศัยนั้นก็ได้แก่ตำบลที่เราเรียกกันว่า มักกะสัน ในปัจจุบันนี้........





โดย : ภาสกร 
จากหนังสือ : ต่วยตูนพิเศษ ปีที่ ๔๐ ฉบับที่ ๔๘๐ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๘











Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 22 กันยายน 2560 15:44:56 น. 2 comments
Counter : 843 Pageviews.

 
ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ

เพิ่งได้รู้วันนี้แหละ ว่ามักกะสันมาจากไหน

ปกติ เคยไปแค่ขึ้นแอร์พอร์ตลิงค์สถานีนั้นค่ะ

คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ hathairat2011 เรียบร้อยแล้วนะคะ

แปะหัวใจแทนคำขอบคุณนะคะ



โดย: LemonOnTheRock วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:21:15:29 น.  

 
ขอบคุณค่ะ ^^


โดย: hathairat2011 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:8:04:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.