มะกะโทแห่งอาณาจักรสุโขทัย


ตอนเด็กๆเราเรียนวิชาภาษาไทยเนื้อเรื่องแสนสนุกเรื่องหนึ่งที่เราต้องเรียนกันทุกคนคือราชาธิราช อันมีพระเอกของเรื่องเป็นชาวมอญเจ้าปัญญาคนหนึ่งชื่อมะกะโทจริงๆแล้วมะกะโทเป็นคนที่มีตัวตนจริงและมีบทบาทอยู่ทั้งในประวัติศาสตร์ของสุโขทัย,พม่าและมอญในนามของพระเจ้าฟ้ารั่ว จากตำนานของสุโขทัยและพงศาวดารของมะกะโท//www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9580000120242

มะกะโทเป็นมอญหนุ่มที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในพงศาวดารไทยสมัยพระร่วงเข้ามารับราชการอยู่กรุงสุโขทัยพ่อขุนรามคำแหงทรงชุบเลี้ยงให้ได้ดิบได้ดีเป็นถึงกรมวัง พอโอกาสเหมาะมักกะโทได้แอบพาพระราชธิดาหนีไปเมืองมอญ แต่แทนที่พ่อขุนรามคำแหงจะทรงกริ้วกรีฑาทัพไปตาม พระร่วงเจ้ากลับทรงเห็นว่าเป็นบุพเพสันนิวาสทั้งยังทรงอวยพรให้มอญหนุ่มและพระราชธิดาประสบแต่ความสุขสวัสดี

มะกะโทเป็นบุตรชาวบ้านธรรมดาอยู่ที่ตำบลตะเกาะวุ่น เมืองเมาะตะมะ ในรามัญประเทศได้ยกกองคาราวานเดินทางค้าขายกับเมืองสุโขทัย วันหนึ่งมะกะโทพร้อมกับลูกหาบ ๓๐คนหาบสินค้ามาถึงเชิงเขานวรัตนคีรี ขณะนั้นก็ไม่ใช่ฤดูฝน แต่เกิดฝนตกฟ้าร้องอสุนีบาตได้ผ่าลงมาที่ปลายไม้คานของมะกะโทจนแตกหัก ส่วนตัวเขากลับไม่ได้รับอันตรายเมื่อมะกะโทแหงนขึ้นมองดูท้องฟ้าก็เห็นแสงฟ้าเป็นปราสาทราชมณเฑียรประดับด้วยราชวัตรฉัตรธง ทำให้มะกะโทประหลาดใจแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นนิมิตดีร้ายประการใด

ครั้นเดินทางไปถึงหมู่บ้าน มะกะโทจึงไปกราบกรานโหราจารย์ที่ชาวบ้านนับถือขอให้ช่วยทำนายนิมิต โหราจารย์เฒ่ารู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนมีบุญวาสนาจะได้เป็นใหญ่ในวันหน้า จึงบอกกับมะกะโทว่า นิมิตที่ได้เห็นนั้นเป็นสิริสวัสดิ์มงคลใหญ่หลวงยิ่งนักท่านจงนำเงินทองมากองให้สูงเสมอจอมปลวก เป็นการคำนับบูชาครูเราก่อนเราจะทำนายให้มะกะโทก็คิดว่าสินค้าที่นำมาขายครั้งนี้ ถึงจะขายหมดก็ยังได้เงินไม่มากขนาดนั้นแต่ทำอย่างไรจึงจะได้เงินทองให้สูงเสมอจอมปลวก เมื่อใช้ปัญญาไตร่ตรองแล้วมะกะโทก็ถอดแหวนที่นิ้วนำไปวางไว้เหนือจอมปลวก บอกโหราจารย์ว่าได้บูชาคำนับครูของท่านด้วยทองเสมอจอมปลวกแล้วขอท่านได้เมตตาทำนายนิมิตให้ข้าพเจ้าเถิด

โหราจารย์เห็นดังนั้นก็คิดว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นคนมีปัญญาเฉียบแหลมยิ่งนัก จึงทำนายนิมิตว่าในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้มะกะโทจะได้เป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองใหญ่โต มีอานุภาพมาก ฉะนั้นอย่าได้ค้าขายอยู่เลยจงอุตส่าห์หาช่องทางเข้าทำราชการเถิด จะได้เป็นใหญ่มียศศักดิ์รุ่งเรืองมะกะโทกับบริวารทั้งหลายได้ฟังก็ดีใจ ก้มลงกราบขอบพระคุณโหราจารย์

ครั้นขายของเที่ยวนั้นหมดแล้ว มะกะโทก็พาบริวารไปฝากไว้กับบ้านคนชอบพอกันแล้วหาช่องเข้าทำราชการ จนได้ฝากตัวกับนายช้างพระที่นั่งโรงในซึ่งเป็นมงคลคเชนทร์ตัวโปรดของสมเด็จพระร่วงเจ้าช่วยดูแลรักษาเก็บกวาดมูลช้างล้างโรงให้สะอาด นายช้างก็มีความเมตตารักใคร่มะกะโทเรียกใช้สอยอยู่ทุกวัน

สมเด็จพระร่วงเจ้าเสด็จไปที่โรงช้างนั้นเป็นประจำทรงแปลกพระทัยที่เห็นโรงช้างสะอาดเรียบร้อยผิดกว่าแต่ก่อน จึงรับสั่งถามนายช้างได้ความว่ามีมอญน้อยคนหนึ่งมาขออาศัยช่วยปัดกวาดทำความสะอาดพระร่วงจึงรับสั่งให้นายช้างเลี้ยงมอญน้อยผู้นี้ให้ดี

อยู่มาวันหนึ่งพระร่วงเสด็จโรงช้าง ประทับบนพระที่นั่งใกล้ช่องพระแกลโผล่พระพักตร์ออกไปบ้วนพระโอษฐ์ เห็นเบี้ยอันหนึ่งตกอยู่ จึงตรัสเรียกมะกะโทว่ามอญน้อยจงมาเก็บเบี้ยนี้ไป มะกะโทคลานเข้าไปถวายบังคมแล้วเก็บเบี้ยนั้นไว้มีความดีใจว่าได้รับพระราชทานเบี้ย จึงหมอบเฝ้าอยู่หน้าพระที่นั่งจนเสด็จกลับ

มะกะโทคิดไตร่ตรองว่าจะนำเบี้ยพระราชทานนี้ไปทำประการใดให้เกิดผลสมกับเป็นเบี้ยมงคลในที่สุดก็เห็นว่าควรจะนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาปลูกแต่แม่ค้าบอกว่าเบี้ยเดียวไม่รู้ว่าจะขายให้ได้อย่างไรมะกะโทจึงว่าขอเพียงจิ้มนิ้วลงไป เมล็ดผักติดมาแค่ไหนก็แค่นั้นแม่ค้าก็ยอมตามที่ว่ามะกะโทจึงเอานิ้วจุ่มน้ำลายในปากก่อนที่จะจุ่มลงในกระบุงเมล็ดผักกาดจึงมีเมล็ดพันธุ์ติดนิ้วขึ้นมาไม่น้อยแม่ค้าเห็นดังนั้นก็ชมว่ามอญน้อยผู้นี้ฉลาดเฉียบแหลมยิ่งนัก

มะกะโทขุดดินยกแปลงขึ้นข้างโรงช้างเอามูลช้างผสมลงเป็นปุ๋ย เอาเมล็ดพันธุ์ผักติดนิ้วโรยลงไป ไม่ช้าผักก็ขึ้นงอกงามครั้นพระร่วงเสด็จมาโรงช้าง มะกะโทจึงถอนผักกาดถวายมีรับสั่งถามว่ามอญน้อยได้พันธุ์ผักมาอย่างไร มะกะโทก็ทูลไปตามความเป็นจริงพระร่วงเจ้าทรงเห็นว่ามอญน้อยผู้นี้ปัญญาเฉียบแหลมสมควรจะเลี้ยงไว้จึงขอตัวมะกะโทจากนายช้าง ให้เข้าไปรับราชการเป็นพวกวิเสทเครื่องต้นในพระราชวัง

ต่อมามะกะโททำความดีความชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ในพงศาวดารรามัญกล่าวว่าสมเด็จพระร่วงเจ้าโปรดเกล้าฯเลื่อนมะกะโทขึ้นเป็นขุนวัง มีตำแหน่งในกรมวัง

ครั้นอยู่มาเกิดกบฏขึ้นที่หัวเมืองชายแดนสมเด็จพระร่วงเจ้าเสด็จกรีธาทัพออกไปปราบกบฏด้วยพระองค์เองตรัสสั่งให้มะกะโทกรมวังอยู่เฝ้าพระนคร ในช่วงเวลานี้ นางสุวรรณเทวีราชธิดาของพระร่วงเจ้าได้เกิดจิตปฏิพัทธ์ผูกเสน่หากับมะกะโทขึ้นการลอบรักใคร่ของมะกะโทกับพระราชธิดานี้ข้าราชการทั้งปวงต่างก็รู้แต่เห็นว่าพระร่วงทรงโปรดปรานมะกะโทมาก ทุกคนจึงพากันเกรงกลัวไม่มีใครกล้าว่ากล่าวตำหนิ

ฝ่ายมะกะโทกับนางสุวรรณเทวี ก็สำนึกว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นความผิดถ้าพระร่วงเจ้ากลับมาอาจจะต้องได้รับพระราชอาญา จึงปรึกษากันที่จะหนีไปเสียก่อนพระราชธิดาได้รวบรวมแก้วแหวนเงินทองทรัพย์สินที่ได้รับพระราชทานส่วนมะกะโทก็เกลี้ยกล่อมผู้คนข้าทาสได้ ๓๐๐ คนเศษพาพระราชธิดาขึ้นช้างหนีออกจากกรุงสุโขทัยไปทางด่านกะมอกะลกรีบเดินทางกันทั้งกลางวันและกลางคืน พอบรรดาเสนามาตย์รู้ว่ามะกะโทพาพระราชธิดาหนีไปก็พากันออกติดตามแต่มะกะโทก็พาพระราชธิดาหนีข้ามแดนไปได้จึงต้องพากันกลับมารอฟังพระราชโองการดำรัสสั่งของพระร่วงเจ้าต่อไป

มะกะโทพาพระราชธิดาและผู้คนไปที่บ้านตะเกาะวุ่นซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนและยกย่องพระราชธิดาอย่างสูงส่ง กับจัดที่อยู่ที่ทำกินแก่บริวารทั้งกว่า ๓๐๐คนนั้นให้มีสุขกันถ้วนหน้า

เมื่อพระร่วงเจ้าทรงปราบกบฏราบคาบ ยกทัพกลับพระนครเสนาอำมาตย์ทั้งปวงจึงนำความเรื่องมะกะโทพาพระราชธิดาหนีไปกราบทูลให้ทรงทราบแต่พระร่วงเจ้ากลับไม่พิโรธอย่างที่พากันคาดคิด ตรัสว่า เรารู้มาแต่เดิมแล้วมอญน้อยผู้นี้มีลักษณะดี นานไปภายหน้าจะมีบุญได้เป็นใหญ่เราจึงมีความรักใคร่เหมือนบุตร ถ้าเราจะสาปแช่งให้เป็นอันตรายหรือยกกองทัพติดตามไปจับมาลงทัณฑ์ก็ทำได้ทุกประการ แต่จะเป็นเวรกรรมแก่เราแลเสียเกียรติยศของบ้านเมือง เป็นที่อัปยศแก่นานาประเทศ ซึ่งมอญน้อยพาธิดาเราไปหากตั้งตัวเป็นใหญ่ได้เมื่อใด ก็คงจะต้องแต่งตั้งให้ธิดาเราเป็นใหญ่ยิ่งขึ้นจะเป็นเกียรติยศแก่บ้านเมืองทั้งสองฝ่าย อนึ่งบุพเพสันนิวาสแห่งธิดาเรากับมอญน้อยนั้น ก็ได้อบรมกันมาแต่ชาติปางก่อนแล้วจึงให้มีจิตปฏิพัทธ์ต่อกันดังนี้ เพราะเหตุนี้ เราจึงจะอวยพรแก่มอญน้อยแลธิดาเราอย่าให้มีภัยอันตรายใดๆ ให้เกิดความสิริสุขสวัสดีด้วยกันเถิดคำอำนวยอวยพรของพระร่วงเจ้าผู้มีวาจาสิทธิ์นี้ จึงได้ส่งผลแก่มะกะโทต่อไป ตั้งแต่พาพระราชธิดาของพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยมาอยู่บ้านตะเกาะวุ่นแล้ว มะกะโทก็มีสง่าราศีเกิดสิริมงคลยิ่งขึ้นด้วยนางนั้นเป็นราชธิดาของกษัตริย์ผู้มีราชอิสริยยศยิ่งใหญ่พวกชาวบ้านชาวเมืองต่างพากันเกรงกลัวรักใคร่ในมะกะโทและพระราชธิดาพากันมาสวามิภักดิ์ฝากตัวเป็นให้ใช้สอยมากขึ้นทุกที นับเป็นจำนวนได้หลายพันหลายหมื่นมะกะโทนั้นเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด จึงช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้ชนทั้งหลายจนบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติมีความสุขกันถ้วนหน้า จึงเป็นที่นับถือแก่ชนทั่วไป

ครั้นมะกะโทเห็นว่ามีผู้ให้ความนับถือรักใคร่ตนมากแล้วจึงประกาศเกลี้ยกล่อมทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ในรามัญประเทศให้ร่วมสามัคคีรวมน้ำใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเมื่อรวบรวมผู้คนเข้ามาอยู่ในอำนาจตนได้มากแล้วมะกะโทก็ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ครองราชย์สมบัติ ณ เมืองเมาะตะมะ

แม้ชนทั่วไปจะยินดีถวายพระพรชัยแก่กษัตริย์องค์ใหม่แต่พระเจ้ามะกะโทก็หาได้ทำพิธีราชาภิเษกเฉลิมพระนามไม่ด้วยระลึกถึงพระเดชพระคุณของสมเด็จพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัยจึงได้แต่งพระราชสาสน์ลงในสุพรรณบัตรแลจัดเครื่องมงคลราชบรรณาการให้อำมาตย์ผู้หนึ่งเป็นราชทูตนำพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการไปถวายสมเด็จพระร่วงเจ้า ณ กรุงสุโขทัย

พ่อขุนรามคำแหงโปรดให้อำมาตย์นำราชทูตจากเมืองเมาะตะมะเข้าเฝ้ามีรับสั่งให้อ่านพระราชสาสน์มีข้อความว่า

       “ข้าพระบาทผู้ชื่อว่ามะกะโทเป็นข้าสวามิภักดิ์ใต้พระบาทมุลิกากรของพระองค์ผู้เป็นพระมหากษัตริย์ผ่านพิภพกรุงสุโขทัยพร้อมด้วยพระราชธิดาของพระองค์ขอโอนอุตมงคเศียรเกล้ากราบถวายบังคมมาแทบพระยุคลบาทบงกชมาศของพระองค์ซึ่งทรงพระมหากรุณาธิคุณชุบเลี้ยงข้าพระบาททั้งสองให้มีความร่มเย็นเป็นสุขพระเดชพระคุณปกป้องอยู่เหนือเกล้าข้าพระองค์ทั้งสองหาที่เปรียบให้สิ้นสุดมิได้ด้วยเผอิญบุพเพสันนิวาสแห่งข้าพระบาททั้งสองมาดลบันดาลให้มีปฏิพัทธ์จิตต่อกันข้าพระองค์ได้ละเมิดล่วงพระราชอาญาพาพระราชธิดาของพระองค์มาโทษานุโทษมีแก่ข้าพระองค์เป็นล้นเกล้าฯแต่บัดนี้ด้วยเดชะพระบารมีบรมเดชานุภาพของพระองค์ปกแผ่อยู่เหนือเกล้าฯข้าพระองค์ทั้งสองชนทั้งปวงจึงยินดีพร้อมกันอัญเชิญข้าพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองราชย์สมบัติในเมืองเมาะตะมะเป็นใหญ่ในรามัญประเทศทั่วไปเพราะฉะนี้ข้าพระองค์ขอพระราชทานโทษานุโทษซึ่งมีผิดมาแต่หลังขอพระบารมีของพระองค์เป็นที่พึ่งสืบไปขอได้ทรงประสาทพระราชทานนามกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ ประการแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ครองราชย์ใหม่เพื่อเป็นสวัสดิชัยมงคลแก่ข้าพระองค์ทั้งสองสืบไปเมืองเมาะตะมะนี้จะได้เป็นสุพรรณปฐพีแผ่นเดียวกับกรุงสุโขทัยอยู่ใต้พระเดชานุภาพของพระองค์สืบต่อไปจนตลอดกัลป์ปาวสาน”

สมเด็จพระร่วงเจ้าได้ทรงทราบความในพระราชสาสน์แล้วก็มีพระทัยยินดีตรัสสรรเสริญว่า มะกะโทมอญน้อยผู้นี้ เราได้ทำนายไว้แล้วว่าสืบไปจะมีบุญญาธิการบัดนี้ได้เป็นกษัตริย์ครองรามัญประเทศแล้ว ต่อไปภายหน้านอกจากเราผู้เดียวแล้วจะหากษัตริย์อื่นมีบุญยิ่งกว่ามะกะโทนี้มิได้พระองค์จึงทรงพระราชทานพระนามให้มะกะโทว่า “พระเจ้าวาริหู” หรือ “ฟ้ารั่ว”หมายถึงหล่นมาจากฟ้า กับพระราชทานเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำหรับกษัตริย์ ๕ประการคือพระขรรค์ ๑ ฉัตร ๑ พระมหามงกุฎ ๑ ฉลองพระบาท ๑ พัดวาลวิชนี ๑และโปรดพระราชทานพระราโชวาทแก่ราชทูตไปว่า ให้แผ่นดินเมาะตะมะอยู่ในทศพิธราชธรรมบำรุงปกครองแผ่นดินโดยยุติธรรม ให้ตั้งใจรักใคร่ราษฎรพลเมืองดุจบุตรในอุทรและทรงประสาทพระพรว่า ให้เจ้าแผ่นดินเมาะตะมะปราศจากภัยอันตรายทั้งภายนอกภายในให้ครองราชย์สมบัติเป็นสุขเจริญสืบไปสิ้นกาลนานเทอญ

เมื่อราชทูตนำความกลับไปกราบทูลให้พระเจ้าแผ่นดินแห่งเมาะตะมะได้ทรงทราบและถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ ประการแล้ว พระเจ้ามะกะโทก็ทรงโสมนัสยินดีผินพระพักตร์ไปทางทิศเมืองสุโขทัย กราบถวายบังคมสมเด็จพระร่วงเจ้าระลึกพระคุณของพระองค์อันยิ่งใหญ่เหลือล้นไม่มีที่สิ้นสุด ได้พระนามว่า“พระเจ้าฟ้ารั่ว” ตั้งแต่บัดนั้น

ในประวัติศาสตร์พม่าซึ่งเรียกมะกะโทว่า “มะกะทู” กล่าวว่ามะกะทูมีบิดาเป็นไทย มารดาเป็นมอญ เกิดที่เมืองสะเทิม เป็นนักผจญภัยเมื่อพม่าปราบกบฏพวกมอญ มะกะทูได้หนีมาอยู่กรุงสุโขทัยเข้ารับราชการกับพ่อขุนรามคำแหง และได้เป็นนายกองช้าง ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๑๘๒๓มะกะทูได้พาพระราชธิดาของพ่อขุนรามคำแหงหนีไปเมาะตะมะมะกะทูได้เกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองเมาะตะมะให้เป็นกบฏในขณะที่พม่ากำลังรบติดพันกับพวกมองโกล แต่เจ้าเมืองเป็นคนนิยมพม่าจึงไม่ยอมมะกะทูได้ฆ่าเจ้าเมืองแล้วประกาศตัวเป็นกษัตริย์แห่งเมาะตะมะ ทรงพระนามว่า “วาเรรุ”ซึ่งแปลว่า “กษัตริย์ที่หล่นมาจากฟ้า”

ในปี พ.ศ.๑๘๓๐ พม่าอ่อนอำนาจลง เจ้าเมืองหงสาวดี (พะโค)ซึ่งเป็นมอญได้ประกาศตนเป็นกษัตริย์อีกองค์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าตละพญาผูกสัมพันธ์เป็นพันธมิตรกับพระเจ้าวาเรรุ กษัตริย์มอญทั้ง ๒ องค์ได้ร่วมกับเจ้าฟ้าไทยใหญ่เข้ารบกับพม่าและเป็นฝ่ายมีชัย ได้ครอบครองดินแดนพม่าตอนใต้ไว้ได้ทั้งหมด

ต่อมาพระเจ้าวาเรรุกับพระเจ้าตละพญาก็แตกคอจนรบพุ่งกันเองพระเจ้าตละพญาเป็นฝ่ายแพ้ถูกประหารพระเจ้าวาเรรุเลยสถาปนาราชอาณาจักรมอญขึ้นในพม่าตอนใต้ โดยมีเมาะตะเป็นเมืองหลวงจากนั้นก็ส่งทูตไปขอพระราชทานอภัยโทษพร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการแด่พ่อขุนรามคำแหงซึ่งทางสุโขทัยก็รับเครื่องราชบรรณาการและพระราชทานช้างเผือก ๑ เชือกเป็นของขวัญ

พระเจ้าวาเรรุได้ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตเพื่อชำระกฎหมายของมอญขึ้นแทนการใช้กฎหมายพม่าอย่างแต่ก่อนซึ่งกฎหมายที่ชำระขึ้นใหม่นี้มีชื่อเรียกกันต่อมาว่า “ประมวลกฎหมายวาเรรุ”

แต่อย่างไรก็ตาม วัฏจักรของการชิงอำนาจก็เวียนมา พระเจ้าวาเรรุได้ถูกพระราชนัดดาองค์หนึ่งของพระเจ้าตละพญาปลงพระชนม์ในปีพ.ศ.๑๘๓๙ บ้างก็ว่า มะกะโทผู้มีบุญบารมีราวกับฟ้ารั่วหล่นลงมา เสวยราชย์เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๒๙ ครองราชย์อยู่ ๒๓ ปี สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๑๘๕๒

จากตำนานแสนสนุกจนมาถึงประวัติศาสตร์ของพม่านั้นยืนยันอย่างชัดเจนว่ามะกะโทเป็นผู้เป็นพระเจ้าฟ้ารั่วและสร้างตัวมาจากสามัญชนจริงอีกทั้งทรงเป็นลูกเขยของพ่อขุนรามคำแหงแห่งเมืองสุโขทัยอีกด้วยแม้มีเนื้อหาเรื่องการพาหนีต่างๆเพื่อให้นิทานเรื่องนี้สนุกขึ้น แต่โครงเนื้อหาก็แสดงเหตุและผลหลายอย่างค่อนข้างชัดเจนนั่นคือมะกะโทนี้เป็นสามัญชนที่มารับราชการเติบโตในกรุงสุโขทัยจริง เมื่อรับราชการเติบโตถึงขั้นหนึ่งก็ได้แต่งงานกับบุตรสาวของพ่อขุนรามคำแหงและได้เดินทางออกจากสุโขทัยไปพร้อมเจ้าหญิงผู้เป็นภรรยาพร้อมทั้งไพร่พลจำนวนหนึ่ง

มะกะโทใช้กำลังคนที่ได้ไปจากสสุโขทัยนี่เองในการทำรัฐประหารเจ้าผู้ครองเดิมในเมืองเมาะตะมะในยุคที่เกิดการยึดครองเมาะตะมะนั้น พม่าในนามของอาณาจักรพุกามกำลังมีการรบพุ่งกับชาวมองโกลอยู่ในทางเหนือทำให้ไม่มีกำลังพอที่จะยกมาปราบปรามมะกะโทที่ทำการยึดครองเมาะตะมะได้


คำถามพื้นๆคือทำไมพ่อขุนรามคำแหงจึงต้องมอบพระธิดาให้แต่งงานกับหนุ่มนักแสวงโชคอย่างมะกะโทได้หากพิจารณานโยบายของราชวงศ์พระร่วงในยุคต่างๆ น่าจะพอสังเกตุทิศทางที่ชัดเจนได้

· เมืองสุโขทัยตั้งอยู่ในพื้นที่เหมาะสมกับการตั้งตนเป็นเมืองด่านรวบรวมสินค้าและส่งผ่านไปออกทะเลยังบริเวณเมืองเมาะตะมะอู่แต่แรกแล้วเพื่อทำการค้าขายไปยังอินเดีย

· ในสมัยที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพ่อขุนรามคำแหงในวัย19 ปี ยกไปตีเมืองฉอดและได้ทำยุทธหัตธีกับขุนสามชนนั้น เป็นแนวทางที่ชัดเจนอย่างยิ่งในการพยายามควบคุมเส้นทางการค้าไปยังเมืองเมาะตะมะ(หรือที่เรียกว่าเมืองพัน)

· พ่อขุนรามคำแหงพญางำเมืองและพญามังรายร่วมเป็นพันธมิตรไม่ทำการรุกรานขยายอำนาจไปในเขตแดนของแต่ละฝ่าย

· มะกะโททำการยึดอำนาจจากเจ้าเมืองเดิมและตั้งตนเป็นพระเจ้าฟ้ารั่วครองเมืองเมาะตะมะหลังจากนั้นก็ขยายอำนาจไปครองเมืองพะโคจนยึดพม่าตอนใต้ที่ติดทะเลได้ทั้งหมดแต่ก็ยอมเป็นเมืองประเทศราชของสุโขทัยตลอดรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหง

· เมื่อสมัยพญาเลอไทพระเจ้าฟ้ารั่ว(มะกะโท) โดนทำการยึดอำนาจและสังหารต่อมาแม้น้องชายของมะกะโทคือมะกะตาสามารถยึดอำนาจกลับมาได้ก็เป็นเพียงระยะสั้นๆเท่านั้นก็โดนยึดอำนาจอีกและเชื้อสายของมะกะโทก็หลุดจากอำนาจของเมืองมอญตลอดไป

· เมืองมอญเมื่อไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของราชวงศ์ของพระเจ้าฟ้ารั่วก็ไม่ยอมขึ้นต่ออำนาจของสุโขทัยอีกพญาเลอไทได้ทำการส่งกองทัพไปปราบปรามแต่ไม่สำเร็จ แพ้ไม่เป็นท่ากลับมา

· พญาเลอไทหมดอำนาจโดนบีบให้ออกบวชและพญางั่วนำถมขึ้นครองอำนาจแทนช่วงนี้สุโขทัยตกต่ำมาก วุ่นวายไปหมดเมืองเล็กน้อยแตกตัวเป็นอิสระ

· พญาลิไทยึดเมืองสุโขทัยยึดเมืองสุโขทัยและตั้งตนเป็นพระมหาธรรมราชายึดเมืองต่างๆคืนมาได้เกือบหมด สามารถอารารนาภิกษุจากลังกามาทางเมืองพัน(เมาะตะมะ)ได้

จากลำดับเหตุการคร่าวๆที่ไล่เลียงมาแสดงให้เห็นนัยสำคัญของความสัมพันธ์ของเมืองสุโขทัยและเมาะตะมะเป็นอย่างมากนั่นคืโดยภูมิประเทศแล้วสุโขทัยนั่นแม้จะควบคุมเส้นทางการค้าทางบกได้ก็จริงแต่หากไม่มีเส้นทางในการออกทะเลเพื่อไปค้าขายกับจีนและอินเดียได้เมาะตะมะจึงเป็นเส้นทางหายใจเส้นเดียวที่สุโขทัยสามรถจะส่งออกสินค้าได้ ตั้งแต่ยุคพ่อขุนศรีอินทราทิตย์พยายามควบคุมเส้นทางการค้าจากสุโขทัย-แม่สอด-เมาะตะมะ ให้ได้ จึงเกิดการยกพลไปรบที่เมืองฉอด(แม่สอด)เพื่อควบคุมเส้นทางการค้าจึงได้ต้องสู้ครับขุนสามชนอันเป็นเจ้าเมืองเดิม เชื่อว่าสงครามครั้งนี้คงเป็นผลสำเร็จในระดับหนึ่งแต่คงไม่เบ็ดเสร็จนัก ครั้นเมื่อถึงยุคพ่อขุนรามคำแหงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สสำคัญคือมีกองทัพมองโกลรุกรานมาทางทิศเหนือเมืองที่อยู่ติดจีนต่างมีภาระรับศึกใหญ่จากอภิมหากองทัพที่พิชิตมาครึ่งโลกแล้วโดยผู้ที่ตกหนักสุดคืออาณาจักรพุกามจนล่มสลายไปในที่สุดส่วนพญามังรายก็พลอยฟ้าพลอฝนในการต้องรับศึกมองโกลที่รุกมาทางล้านนาไปด้วย การที่พญามังรายต้องรับศึกของมองโกลนี่เองบีบให้พญามังรายกษัตริย์ยอดนักรบจำเป็นต้องสู้ศึกมองโกลอย่างไม่วอกแวกจึงเกิดสนธิสัญญาสามกษัตริย์ขึ้นเพื่อป้องกันการตีกระหนาบจากสุโขทัยขึ้นไป สั่นพุกามนั้นอำนาจสั่นคลอนเพราะต้องรับศึกมองโกลตลอดอำนาจการครองเมืองมอญที่ติดทะเลจึงลดลงมากส่วนสุโขทัยก็เกิดขึ้นมาเมื่ออาณาจักรพระนครตกต่ำลงมากแล้ว เมือถึงในยุคพ่อขุนรามคำแหงพระองค์จึงได้ทรงขยายอำนาจโดยสนับสนุนให้มะกะโทประกาศอิสระภาพจากพม่ามาขึ้นครองสุโขทัย

ยุคของพ่อขุนรามจึงเป็นยุคทองตลอดรัชสมัยเนื่องจากสามารถเปิดประตูการค้าและควบคุมเมืองเมาะตะมะโดยสมบูรณ์ผ่านทางลูกเขยทางมะกะโทก็ไม่มีฐานอำนาจเก่าหากไม่มีพ่อขุนรามก็จะไม่มีทางปฏิวัติสำเร็จเมื่อสิ้นพ่อขุนรามอำนาจหนุนหลังหายไปมะกะโทก็โดนปฏิวัติในที่สุด

เมื่อสุโขทัยขาดเมาะตะมะเพราะพระเจ้าฟ้ารั่วไม่มีชีวิตเสียแล้วสุโขทัยคงทรุดโทรมลงมากจนแม้แต่พญาเลอไทยังคงสิ้นอำนาจต้องโดนบังคับให้ไปออกบวชเสีย สภาวะวุ่นวายดังกล่าวคงอยู่อย่างน้อยหลายสิบปีจนพญาลิไทได้ครองอำนาจอีกครั้งแม้จะไม่มีหลักฐานว่าพระองค์มีอำนาจเหนือเมาะตะมะหรือไม่ แต่ก็มีร่องรอยที่เห็นชัดเจนนั่นคือการอัญเชิญพระองค์ต่างๆผ่านเมืองเมาะตะมะมาได้นั่นย่อมแสดงง่าพญาลิไทคงมีอำนาจหรืออย่างน้อยก็ความสัมพันธ์กับเมาะตะมะสุโขทัยในยุคของพระองค์จึงขึ้นมามีอำนาจอีกครั้ง

ภายหลังเมื่อพม่าเริ่มกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งจนยึดหัวเมืองชายทะเลคืนได้สุโขทัยก็สิ้นหวังในการส่งออกสินค้าทางเมาะตะมะหรือทวายอีก จึงยินยอมย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรไปยังพิษนุโลกแทน

เรียกง่ายๆว่าเมาะตะมะนี้เป็นลมหายใจของสุโขทัยเลยทีเดียวเมือสิ้นเมาะตะมะก็สิ้นสุโขทัยตามไป





Create Date : 18 พฤษภาคม 2560
Last Update : 18 พฤษภาคม 2560 21:56:26 น.
Counter : 1074 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



สมาชิกหมายเลข 3850125
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สนใจประวัติศาสตร์ช่วงสมัยสุโขทัย-อยุธยา พยายามทำความเข้าใจตามหลักการความรู้ตามปัจจุบันเท่าที่พอหาได้