~ จัดกระเป๋ากันเถอะ ตื่นแต่เช้าดีกว่า แหละออกไปเที่ยวให้ทั่วฟ้าเมืองไทย จะปีนภูเขาลงทะเลเราก็ไป จะใกล้จะไกล เที่ยวเมืองไทยกันดีกว่า... ~

ผู้ชายที่ปลายตะวัน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ผู้ชายที่ปลายตะวัน's blog to your web]
Links
 

 

สิ่งใดๆในโลกล้วนมีวิถีของมัน

"สิ่งใดๆในโลกเกิดมา ล้วนมีวิถีของมันและมีคู่กัน และวิถีของสิ่งๆนั้นล้วนเป็นไปตามอัตตา แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีชีวิตหรือไม่"


ไส้ดินสอเกิดมาคู่กับไม้ และไส้ดินสอก็มีวิถีเพื่อเขียน จด และบันทึกเรื่องราว

ดินเกิดมาคู่กับต้นไม้ และดินก็มีวิถีเพื่อหล่อเลี้ยง บำรุง และดูแลต้นไม้

เมฆเกิดมาคู่กับฟ้า และเมฆก็มีวิถีเพื่อทำให้ฟ้าดูไม่ว่างเปล่า สวยงาม

หินเกิดมาคู่กับทราย และหินก็มีวิถีเพื่อทำให้เกิดทรายใหม่ๆขึ้นมาเรื่อยๆ

โลกคงจะไม่โหดร้ายเกินไปที่จะสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมา "เพื่ออยู่ลำพัง"



อย่างไรก็ตาม "วิถีเซน" ได้ระบุไว้ถึง "อัตตา" ในแนวทางที่ว่ามันมีอยู่แต่จะรู้ไปทำไมว่ามีอะไร

มีก็เหมือนไม่มี ไม่มีก็เหมือนมี
รู้ก็เหมือนไม่รู้ ไม่รู้ก็เหมือนรู้

แล้วคนเราจะรู้ไปทำไมว่าไม่มีหรือมี ในเมื่อมันคือ "อัตตา" ที่ไม่ใช่ของเรา




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2555 22:26:20 น.
Counter : 922 Pageviews.  

โลกเท้าช้าง

ในปี ค.ศ. 2150 ในยุคสมัยที่โลกใบกลมที่เคยสีฟ้านั้นกลายเป็นโลกใบกลมสีน้ำตาลดำไปด้วยสีของเขม่าควันและผืนดินอันแห้งแล้ง ผู้คนต่างอพยพกันออกมาจากโลกที่เคยสีฟ้าแห่งนี้ไปอยู่ดาวดวงอื่นๆ เหลือไว้เพียงกองขยะที่ถูกนำมาทิ้งจากดาวดวงต่างๆที่มนุษย์ได้อพยพไปอยู่ และมีหุ่นยนต์คอยทำงานในการจัดการกับขยะที่นำมาทิ้งเท่านั้น

ในบรรดาดาวแต่ละดวงที่มนุษย์ต่างแยกย้ายกันไปอยู่นั้น จะไม่เรียกกันว่าดาว พวกเขานั้นจะเรียกดาวของเขาว่าโลก เหมือนๆกับที่บรรพบุรุษของเขาเคยเรียกดาวที่อาศัยอยู่กันมานานนับพันปีว่าโลก ขึ้นกับดาวที่เขาไปอยู่กัน

ดาวบางดวงถูกตั้งเป็นโรงงานผลิตอุปกรณ์ไฮเทคก็เรียกกันว่าดาวไฮเทค ดาวบางดวงเป็นดถูกกำหนดไว้เป็นดาวเลี้ยงสัตว์ก็เรียกกันว่าดาวปศุสัตว์ ดาวบางดวงก็เป็นดาวที่มีที่พักตากอากาศสวยๆอยู่มากมายก็ถูกเรียกว่าดาวพักร้อน เป็นต้น

ผู้คนสามารถเดินทางไปมายังโลกใบต่างๆของเขาเหล่านี้ได้ด้วยยานอวกาศความเร็วกึ่งแสง เครื่องเคลื่อนย้ายโมเมกุล หรือ รถไฟอวกาศนั่งนับดาวกันตลอดทางก็ยังคงมี

บนโลกใบหนึ่งในมุมบางมุมของจักรวาล เป็นโลกที่ผู้คนต่างพูดกันถึงเรื่องความรักและการใช้ชีวิตในแง่มุมต่างๆ ซึ่งบนโลกใบนี้นั้นมักเปรียบความรักเป็นเหมือนเท้าช้าง โลกใบนี้จึงถูกผู้คนเรียกกันว่า โลกเท้าช้าง คาดว่าคนพวกนี้คงมาจากประเทศนึงในแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแน่แท้

โลกใบนี้มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และก็สามารถแบ่งกลุ่มของผู้คนบนโลกเท้าช้างใบนี้ได้ ออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่หนุ่มสาว ยายปู่ อากู๋อากิ๋ม มักจะเปรียบฝ่ายชายให้เป็นช้างเท้าหน้ากัน ด้วยเหตุเพราะฝ่ายชายนั้นเป็นผู้ที่ออกไปนอกบ้านทำมาหากินนอกบ้าน มีหน้าที่การงานที่ได้ค่าตอบแทนดี โดยที่ฝ่ายหญิงเองอยู่คอยดูแลบ้าน เป็นแม่บ้านที่ดี

หนุ่มบางคนก็ออกไปทำงานวิจัยให้อุลตร้าแมน ว่าจะทำยังไงให้แปลงร่างได้เกินกว่า 5 นาที ไม่ต้องแปลกใจก่อนหน้านี้มีคนวิจัยไปแล้วทำให้ครอบครัวอุลตร้าแมนแปลงร่างได้ถึง 5 นาที

หนุ่มบางคนก็ออกไปทำงานกับมดเอ็กซ์ที่ปัจจุบันเปิดสถานพยาบาลรับเลี้ยงไดโนเสาร์ โดยลงหุ้นกับกลุ่มมนุษย์กิ้วๆที่ตกงานจากหัวหน้าใหญ่ เพราะเบื่อที่จะตีกันแล้ว

หนุ่มบางคนก็ออกไปทำงานขายไอเดียลับๆให้กับครอบครัวเนสซี่ ว่าควรจะออกไปหลอกให้มนุษย์ตกใจเล่นในหน้าตาแบบไหนดี เพราะแบบเก่าๆเขาจับได้ไล่ทันหมดแล้ว

หนุ่มบางคนก็ออกไปทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับโรงงานผลิตโดเรม่อน ว่าจะพัฒนาโปรแกรมต่อไปยังไงดี เวอร์ชั่น Mark III 25.4 ก็เริ่มถูกตีตลาดด้วยหุ่นยนต์อีทีที่ไฮแทคกว่าจากกาแลคซี่อื่น

กลุ่มที่สอง ก็เป็นกลุ่มที่หนุ่มสาว ป๊าม้า อาเจ็กอาแจ้ มักจะเปรียบฝ่ายหญิงให้เป็นช้างเท้าหน้า ด้วยเหตุที่เปี่ยมล้นด้วยความสามารถมากกว่าฝ่ายชาย แม้ว่าทั้งคู่จะออกไปทำงานพร้อมกันก็ตามแล้วปล่อยให้ลูกเล่นกับโดเรม่อนไป

บ้างก็เป็นสาวแกร่งไปทำงานเป็นคู่หูให้กับแบทแมนรุ่นที่ 67 คอยออกไปปราบเหล่าโจรอันชั่วร้าย แถมได้นั่งยานเหาะสีดำรุ่นใหม่ล่าสุดจากกาแลคซีอื่นด้วย

บ้างก็เป็นสาวหวานไปทำงานโรงงานน้ำตาลสดแบบเม็ดอัดตราต้นสนที่คนไทยมาตั้งโรงงานไว้ที่โลกต้นตาลโน่น

บ้างก็เป็นสาวนักคิดไปทำงานครีเอทีฟให้กับหนังสือพิมพิ์ซิงเสียนเยอะเป้า เพื่อออก E-Book มาตีตลาดแข่งกับมติชนสุดสัปดาห์ ในชื่อ อาเป้าต้นสัปดาห์

บ้างก็เป็นสาวนักพัฒนาไปทำงานอสังหาริมทรัยพ์ให้กับนินจาเต่าที่ดำมุดดำผ่านจนเจอบ่อน้ำมัน ร่ำรวยจนจากน้ำมันมาลงทุนสร้างคอนโดอวกาศ

กลุ่มที่สาม จะเป็นกลุ่มที่ต่างฝ่ายต่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเก่งกว่าใคร ไม่มีใครยอมเป็นช้างเท้าหน้าและช้างเท้าหลัง แต่หนุ่มสาวกลุ่มนี้อยู่บนโลกเท้าช้างหนิหน่า แล้วกลุ่มนี้จะได้ข้อสรุปอย่างไร

ในเมื่อหนุ่มก็ทำงานให้กับ Microsoft ที่กำลังพัฒนา “Winhole รุ่นใหม่ล่าสุด ฝ่ายสาวก็เก่งไม่พ้นกัน ทำงานกับ Apple ที่เป็นตัวตั้งตัวตีออกพัฒนา I-Board อยู่เช่นกัน

หรือในเมื่อหนุ่มก็แอบทำงานให้กับขบวนการห้าสีขี่หุ่นยนต์ชนสัตว์ประหลาด ฝ่ายสาวก็แอบไปทำงานให้กับชาร์ลีแองเจิ้ลรุ่นที่หนึ่งร้อย คอยเตะเหล่าร้าย

และในเมื่อหนุ่มเองก็เป็นถึงนายกเด็กแว้นอวกาศ ฝ่ายสาวเองก็เป็นนายกฝั่งเด็กสก๊อยซ์อวกาศด้วยเช่นกัน

กลุ่มคนกลุ่มนี้มีทางออกคือ ต่างคนก็ต่างไม่ยอมเป็นช้างเท้าหน้ากัน ใช้ชีวิตกันไปตามปกติ อยู่กันตามปกติ ไม่มีใครเหนือใคร จนถูกผู้ใหญ่หัวโบราณ มองว่าไม่มีหลักไม่มีฐานอะไร ครอบครัวต้องมีผู้นำสิ

แต่วันนึงระหว่างที่ผมนั่งทานโกโก้ปั่นไปเพลินๆ ผมเองแอบได้ยินหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ทำงานด้วยกันอยู่ที่ดาวปศุสัตว์หลังจากเขาทั้งสองคนมานั่งทานอาหารเย็นหลังเลิกงานที่โต๊ะใกล้ๆผม เขาสองคนคุยกันว่า

หนุ่มมั่งมี : เธอ รู้ไหมว่าป๊ากับม้าเรา อยากให้เราเป็นช้างเท้าหน้า

สาวศรีสุข : แล้วไม่ดีเหรอ เราก็อยากให้เธอเป็นช้างเท้าหน้านะ

หนุ่มมั่งมี : ไม่เอาอะศรีสุข เราไม่อยากเป็นช้างเท้าหน้าหนิ เธอก็เก่งออก เรายังต้องคอยให้เธอให้คำปรึกษาเราตลอดเลย

สาวศรีสุข : ไม่หรอก

หนุ่มมั่งมี : จริงๆ เธอเองเก่งกว่าเรานะ เธอเองก็น่าจะเป็นช้างเท้าหน้าให้ครอบครัวเรานะ

สาวศรีสุข : ไม่ได้หรอกมั่งมี ป๊ากับม้าเราเองก็บอกว่าเราเป็นผู้หญิง จะเก่งมากแค่ไหนยังไงก็ต้องให้เกียรติผู้ชายเขาเป็นช้างเท้าหน้า

หนุ่มมั่งมี : เฮ้อ.... ( ถอดหายใจเหือกใหญ่ )

บริกรหนุ่ม : คุณสองคนจะรับอะไรดีครับ

หนุ่มมั่งมี : เราสั่งอาหารกันดีกว่า ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลัง

สาวศรีสุข : งั้น... เราทานหมูสี่ชั้นนึ่งมะนาวนะ อยากทานมานานแล้วเห็นว่าร้านนี้ทำอร่อยมาก

หนุ่มมั่งมี : ดี... งั้นเราสั่งผัดหมี่โคราชนะ เห็นว่าร้านนี้เป็นเจ้าเก่า เขาทำกันมาตั้งแต่โลกยังเป็นสีฟ้าเลยนะ

บริกรหนุ่ม : เราเป็นเจ้าเก่าที่สุดชุบแป้งทอดครับ

สาวศรีสุข : หือ มีด้วยเหรอเจ้าเก่าที่สุดชุบแป้งทอด

บริกรหนุ่ม : มีสิครับ ตอนแรกๆเราก็เป็นเจ้าเก่าแหละครับ แล้วก็มีเจ้าอื่นมาเปิดทีหลังแต่ขึ้นชื่อว่าเจ้าเก่า เถ้าแก่ผมเลยตั้งชื่อว่าเจ้าเก่ากว่า

หนุ่มมั่งมี : แล้วก็มีเจ้าอื่นมาเปิดเป็นเจ้าเก่าที่สุดใช่ไหม ??

บริกรหนุ่ม : ใช่ครับ เถ้าแก่ปวดหัวเลย ไม่รู้จะทำไงดี แกเลยไปทำกุ้งชุบแป้งทอด แล้วหลานแกทักว่า กุ้งชุบแป้งทอดใหญ่กว่าไม่ชุบ แกเลยได้ไอเดียมาตั้งชื่อนี่แหละครับ

สาวศรีสุข : อ๋อ... แล้วถ้ามีเจ้าใหม่มาเปิดอีกหละ แบบว่า เจ้าเก่าที่สุดชุปแป้งทอดสองชั้น ??

บริกรหนุ่ม : งั้น คงปล่อยเขาไปเถอะครับ เอ่อ... เอาเป็นว่าสั่งหมูสี่ชั้นนึ่งมะนาว กับ ผัดหมี่โคราชเจ้าเก่าชุบแป้งทอดนะครับ เครื่องดื่มหละครับ ??

หนุ่มมั่งมี : ขอเป็นน้ำเปล่าสองละกันนะ

บริกรหนุ่ม : ขอเลยเหรอครับ คงจะไม่ได้ครับ

หนุ่มมั่งมี : แหม น้องนี่ก็ อารมณ์ขันเยอะนะเรา ยังไงเดี๋ยวพี่มีอะไรจะเรียกมาสั่งเพิ่มนะ

.... เวลาผ่านไปสักครู่ ....

สาวศรีสุข : นี่มั่งมีเรานึกออกแล้ว

หนุ่มมั่งมี : นึกออกเรื่องอะไรเหรอศรีสุข

สาวศรีสุข : ก็เรื่องของเราไง ว่าใครจะเป็นช้างเท้าไหน

หนุ่มมั่งมี : ยังไงเหรอ

สาวศรีสุข : ก็เราสองคนต่างก็ไม่อยากเป็นช้างเท้าหน้ากันใช่ไหมหละ

หนุ่มมั่งมี : ใช่ แล้วเธอมีทางออกยังไงเหรอ

สาวศรีสุข : ก็ เราก็เป็นช้างเท้าซ้ายกับช้างเท้าขวาไง เราเดินไปด้วยกัน ทำอะไรไปพร้อมๆกัน ใช้ชีวิตไปพร้อมๆกัน จะว่าไปก็เหมือนข้างซ้ายกับข้างขวานี่แหละ

หนุ่มมั่งมี : เก่งจังศรีสุข เธอนี่เก่งสมกับเป็นแฟนเราเลยนะ

สาวศรีสุข : แหม เธอก็ เราก็แค่อยากให้เราทั้งคู่สบายใจกัน และก็คิดว่าพ่อแม่เราทั้งสองฝ่ายน่าจะเข้าใจได้นะ ว่าเราไม่อยากมีใครเด่นดีกว่าใคร

หนุ่มมั่งมี : เราก็อยากให้เป็นแบบนั้นเหมือน ว่าแต่เราขอเป็นช้างเท้าซ้ายนะ

สาวศรีสุข : ไม่เอาอะ ( ศรีสุข ทำเสียงไม่พอใจ )

หนุ่มมั่งมี : ทำไมหละศรีสุข ไหนว่าเราจะเป็นเท้าข้างกันไง

สาวศรีสุข : เปล่าหรอก มั่งมีก็รู้ว่าเราถนัดซ้าย เราต้องเป็นเท้าซ้ายสิ

หนุ่มมั่งมี : แหม ก็นึกว่าอะไร แบบนั้นก็ได้ ตกลงว่าเราเป็นช้างเท้าขวา และ เธอก็เป็นช้างเท้าซ้ายนะ

สาวศรีสุข : ไม่เอาอะ ( เสียงไม่พอใจเกิดขึ้นอีกครั้ง )

หนุ่มมั่งมี : คราวนี้อะไรอีกหละศรีสุข

สาวศรีสุข : ก็เราไม่อยากเป็นช้างเท้าซ้ายแล้ว

หนุ่มมั่งมี : อ้าว แล้วเธอจะเปลี่ยนใจมาเป็นช้างเท้าขวางั้นเหรอ

สาวศรีสุข : เปล่าหรอก มั่งมีก็ เธอก็รู้ว่าเราชอบแมว เราเป็นแมวเท้าซ้าย แล้วเธอก็เป็นแมวเท้าขวาละกันนะ นะ นะ นะ นะ นะ

หนุ่มมั่งมี : หือ

สาวศรีสุข : นะ นะ นะ นะ นะ ( เสียงอ้อนยังคงอยู่ )

หนุ่มมั่งมี : อะ อะ อะ ก็ได้ แมวก็แมว

สาวศรีสุข : มั่งมีน่ารักที่สุดเลย

หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองคนก็จ่ายค่าอาหารแล้วก็เดินควงกันออกไปอย่างมีความสุข....




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2555 20:55:16 น.
Counter : 277 Pageviews.  

เพราะคิดถึง จึงผูกพัน กันมีรัก

รักคือคำคำนี้รักคือความอดทนทุกอย่าง จริงใจให้กัน

รักคือความเข้าใจรักคือยอมอภัยทุกอย่าง อภัยให้กัน...

ดั่งดวงตะวันที่ยังยั่งยืนคู่ฟ้าความรักจึงบังเกิดมา

ให้เป็นภาษาทางใจให้ไว้เพื่อช่วยนำทาง คู่ใจของเรา… ~

ขณะที่ผมเองกำลังนอนกลิ้งไปกลิ้งมาแล้วอ่านหนังสือ ตัวหนังสือคุยกัน ของพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ อยู่ตอนหนึ่ง เพลง ความรัก ที่ร้องโดยวงออโตบาห์น ซึ่งถูกแต่งขึ้นโดยคุณจิรพรรณ อังศวานนท์ แปลกดีเหมือนกันที่เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นนะจุดนี้ที่ศิลปินสองคนที่ผมชอบมากๆมาบรรจบกันโดยไม่ได้นัดหมายและซ้ำยังนามสกุลสี่พยางค์และลงท้ายด้วย -านนท์ เหมือนกัน รวมทั้งตัวผมเองก็นามสกุลสี่พยางค์เช่นกัน

ด้วยประเด็นจากเพลงและตัวหนังสือนั้นตรงกับความเชื่อของผมเองคนเดียวว่า ความผูกพันต้องมาก่อนความรัก ผมเองเลยต่อยอดความหมายของคำว่ารักของผมเองออกไปเป็น รักคือรู้สึกดีด้วยใจผูกพันกัน อาจจะฟังดูขัดๆบ้างสำหรับบางคนบางท่าน ผมเองก็ยังไม่เคยได้ปรึกษาคนอื่นๆมากนักว่าคิดยังไงกับคำว่ารัก ผมเองก็เคยถามเพื่อนทั้งเพื่อนชายและเพื่อนหญิง บ้างก็บอกว่า ไม่รักจะผูกพันเหรอ บ้างก็บอกว่า ถ้าไม่ผูกพันก็คงไม่รัก ด้วยเสียงแข็งก็มี เสียงเศร้าก็มี ผมเองไม่ตอบอะไร และไม่บอกต่อว่าใครถูกใครผิด เพราะคำตอบนั่นคือความคิดของเพื่อนๆที่ผมได้ถามไป ไม่อาจบอกได้เพราะถ้าบอกไปแล้วเพื่อนจะด่ากลับมาได้ว่าแล้วจะมาถามทำไม ในเมื่อผมเองตั้งหลักในใจแล้วว่าคนเราจะรักกันได้ยังไงก็ต้องผูกพันกันเสียก่อน

กลับมาตรงที่ที่ผมบอกว่าบังเอิญ ที่บังเอิญนั่นคือจังหวะที่ผมอ่านหนังสือของพี่จิกอยู่นั้นเองซึ่งเป็นลักษณะตอบจดหมายในคอลัมม์หนังสือพิมพ์มติชนเมื่อปี 2544 เจอในประเด็นเรื่องถามประมาณว่าความคิดถึงมีความหมายอย่างไร ผู้ถามเองก็ได้ยกคำแปลตามพจนานุกรมมาแปลได้ว่า คิดถึง แปลว่า นึกถึงด้วยใจผูกพัน ซึ่งผมเองอ่านครั้งแรกก็ยิ้มในทันทีว่าก็ใช่ตามที่เขาแปล เพราะหากไม่ผูกพันกันเสียก่อน ก็ไม่มีใจที่จะนึกถึงกันได้ ตรงจุดนี้คำแปลที่ว่านั้นไม่จำเป็นต้องตีกรอบกันแค่คนคิดถึงคนเท่านั้น พจนานุกรมเองก็ไม่ได้บอกว่ากรอบคืออะไร

ฉะนั้นแล้วคิดถึงจึงไม่มีกรอบ คนเราจะคิดถึงอะไรก็ได้ คิดถึงอดีตอันแสนเศร้า คิดถึงคืนวันที่เคยมีเรา คิดถึงรถคันเก่าชื่อเจ้าดำ คิดถึงบ้านที่มีคนยิ้มให้เราตอนกลับบ้าน คิดถึงเจ้าทุยกลางนาที่ให้เราพิงนอน คิดถึงผืนป่ากลางเขาที่เช่นชุ่มฉ่ำใจ คิดถึงลุงขายหมูปิ้งกลับบ้านไปทำนานานจัง คิดถึงไอ้เพื่อนสนิทชวนเล่นเกมตลอด คิดถึงแยกปากหมาที่ผ่านทีไรก็โดนผู้ชายแซว คิดถึงอะไรก็ได้สุดแต่จะเคยผูกพันกันมาเสียก่อนหน้า ถ้าไม่เคยผูกพันมาก่อนก็ไม่มีสิทธิคิดถึง !! จริงไหมหละครับ

ทีนี้เจ้า ความผูกพัน และ ความรัก ผมว่ามันหนีกันไม่พ้นหรอก ผมเองมองว่า ความผูกพันคือส่วนผสม และ ความรักคือผลสำเร็จ ซึ่งจะถูกผสมปนเปกันแล้วค่อยๆก่อขึ้นมาโดย สิ่งสองสิ่งหรือมากกว่า ที่ตั้งกรอบไว้ด้วยคำว่า สิ่ง นั่นเพราะผมอยากให้คำคำนี้แทนทุกอย่าง แทนคน สัตว์ ต้นไม้ สิ่งของ หรือแม้แต่สถานที่

เพราะว่า หากผืนป่ากับลำธาร แผ่นหมอกกับดอกไม้ ดอกหญ้ากับสายลม แก้วกับที่รองแก้ว ช้อนกับส้อม หรือแม้แต่แมวหน้าประตูวัดกับแมวท้ายวัดเดินมาเจอกัน หากสิ่งเหล่านี้พูดคุยกันได้ก็คงได้ยินเขาเหล่านี้บอกรักกันทุกวันเป็นแน่แท้ ถ้าผมไปเดินป่าอาจจะได้ยินต้นไม้บอกรักกันระงมป่าเป็นแน่แท้ หรือผมไปเจอเจ้าดอกไม้ในฤดูร้อนแล้วเจ้าดอกไม้อาจจะฝากผมไปบอกคิดถึงเจ้าสายหมอก หรือมดน้อยนับพับตัวอยากจะบอกขอบคุณต้นไม้ที่ปล่อยใบไม้หรือผลไม้ลงมาให้พวกเขาได้เอาใช้เอาไปกินกัน

หรือยามใดที่ผมกินบะหมี่บ่อยๆเจ้าช้อนอาจจะบอกว่าเบื่อหน้าฝาแฝดแท่งยาวๆแล้วคิดถึงส้อมนะเจ้านาย ถ้าเป็นเช่นนี้ผมว่าโลกคงดูน่ารักขึ้นเยอะเลย ( เนอะๆเจ้าชามเนอะ เสียงเจ้าช้อนหาพวกกันคิดถึงเจ้าส้อมยังตามแทรกท้ายมา )

ย้อนกลับมาจากโลกของผมข้างบนกลับมาโลกความจริงกัน นั่นคือเมื่อคนสองคนหรือมากกว่ามารู้จักกันใช้ ผูกพันกันแล้วย่อมมีการใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ว่าจะกิจกรรมใดก็ตาม กินข้าวกับครอบครัว ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ไปออกค่ายอาสากับทีมอาสา เล่นเว็บบอร์ดพันทิป ทั้งหมดทั้งมวลนั่นคือคนเหล่านั้นกำลังต่างใส่ส่วนผสมที่เรียกว่าความผูกพันลงไปให้กันและกันในสังคมที่แต่ละคนได้เจอจนได้ผลออกมาเป็นความรัก ซึ่งจะรักมากรักน้อยก็อยู่ที่คนแต่ละคนใส่ความผูกพันลงไปมากเท่าไหร่กัน

มันก็เหมือนเค้กนั่นหละใส่แป้งลงไปเท่าไหร่ ก้อนเค้กก็ก้อนใหญ่ตามกันไปด้วย กับความรักก็เช่นกัน หากปรารถนาจะได้ความรักก้อนใหญ่ๆ เราเองก็คงต้องใส่ความผูกพันลงไปเยอะๆด้วยเช่นกัน ยิ่งหากอยากให้เค้กออกมากลมกล่อมหอมหวานมากขึ้นก็ใส่เนย ใส่ชอคโกแลต ใส่อัลมอนต์ ลงไป กับความรักนั้นก็ยังคงเป็นเช่นกันอยู่ อยากให้ออกรสไหนก็ปรุงกันไป แต่ต้องปรุงด้วยความใส่ใจ เค้กจะได้ออกมาลงตัวพอดี

ยังไงก็ตามแต่เมื่อสิ่งสองสิ่งหรือมากกว่ามาร่วมกันใส่ส่วนผสมที่เรียกว่าความผูกพันกันแล้ว ผลสำเร็จที่ผสมกันออกมานั้นจะเป็นไปตามแต่ที่จะผสมกันมากแค่ไหน เมื่อคนผสมความพูกผันคนหนึ่งหายหน้าไปจากอีกคนหนึ่งนั่นไม่ได้แปลว่าสองคนนั้นสร้างความรักที่มีต่อกันไม่สำเร็จ ความรักนั้นสำเร็จตั้งแต่เขาสองคนเริ่มผสมแล้ว แต่เป็นรักที่ก้อนเล็กๆอาจจะเล็กมากๆแต่ไม่ใช่ไม่มีก้อนความรักเกิดขึ้นเลย ไม่เหมือนรักก้อนใหญ่ๆที่ใครๆเขาผสมกันมาเป็นสิบปี

เมื่อก้อนรักหยุดการผสมลงเพราะคนใดคนหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งขาดหายไป ก้อนอะไรก็ไม่รู้หน้าตาแปลกๆไม่คุ้นเคยเลยค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นมาเองก้อนนึง ยิ่งนานก็ยิ่งใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวันนึงทนไม่ได้แปลกใจมากๆว่าก้อนอะไรเลยไปดู แล้วต้องร้องอ๋อ !! ก้อนคิดถึง นี่เอง

และเมื่อคนผสมความผูกพันกลับมายังเค้กก้อนเดิม ก้อนคิดถึงก็ยังอยู่ ก้อนความรักก็ยังอยู่ ฝ่ายที่คิดถึงก็ก้มลงหยิบก้อนคิดถึงแล้วยื่นให้อีกฝ่ายแล้วบอกไปว่า รู้ไหม... คิดถึงของเราก้อนเท่านี้เลยนะ อีกฝ่ายก็ไม่พูดอะไรรับก้อนคิดถึงไว้แล้วก็เปิดกระเป๋าหยิบของออกมาให้คืนอีกฝ่ายพร้อมบอกว่า รู้ไหม... คิดถึงของเราก็ก้อนใหญ่ไม่แพ้กันหรอก แล้วทั้งสองฝ่ายก็ต่างจับก้อนคิดถึงที่ได้มาใส่ลงไปผสมกับก้อนความรักด้วยรอยยิ้มที่อิ่มเอิบกันทั้งคู่ จากนั้นก็เป็นเวลาใส่ความผูกพันกันต่อไป

แต่ผมแอบเห็นว่าทั้งคู่แอบฉีกก้อนคิดถึงกันออกมาคนละนิดติดตัวไว้โดยไม่บอกอีกฝ่าย ผมแอบไปถามเขาว่าเก็บไว้ทำไม เขาตอบกันมาว่า ก็เพราะก้อนคิดถึงทำให้มายืนอยู่ตรงนี้ ฉะนั้นหากยังอยากอยู่ตรงนี้ ตรงที่รู้สึกดีๆ ตรงที่ผูกพัน ตรงที่เราต่างผสมให้เป็นก้อนความรักกัน เราต้องคิดถึงกันตลอดเวลา...

ฉะนั้นเมื่อเพลงผ่านเข้าหู ต่อมาในหัวชนกับสิ่งที่ผมกำลังคิดพอดี ประโยคในเพลงที่ลงท้ายว่า รักคือเธอแหละฉัน รักคือความผูกพันยิ่งใหญ่จากใจของเรา เพราะเราคู่กัน... นั่นก็คงพอแถๆไถๆไปแบบเนียนๆได้ว่าผมเองก็คิดถูกเหมือนกันนะ...





 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2555 20:49:06 น.
Counter : 967 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.