พระจันทร์สัญจร
Group Blog
 
All Blogs
 
ตอนที่ 8 พิพิธภัณฑ์ แวนโก๊ะ(Van Gogh Museum)

รูปเขียนดอกทานตะวันสีเหลืองสดใสปักอยู่ในแจกันทรงสูง ที่หลายๆคนคุ้นตากันดีแต่อาจมีหลายคนที่ไม่ทราบว่าเป็นภาพเขียนที่วาดขึ้นโดย แวนโก๊ะ ศิลปินเอกของโลก โดยส่วนตัวแล้วผมชื่นชอบการเขียนภาพมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นชื่อของแวนโก๊ะและผลงานภาพเขียนที่มีชื่อเสียง ผมจึงรู้จักดี และเมื่อได้มาเนเธอร์แลนด์ ก็จะไม่ขอพลาดการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ แวนโก๊ะ ที่ที่ผมจะได้ชมภาพเขียนต้นฉบับ ของแท้ๆที่แขวนไว้ที่ผนังจัดแสดงตรงหน้า ใช่ภาพเขียนบนนิตยสารหรือสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป



พิพิธภัณฑ์ แวนโก๊ะ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวมรวมผลงานของแวนโก๊ะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีภาพเขียนมากกว่า 200 ชิ้นรวมทั้งผลงานชิ้นเอกของโลกที่มีชื่อเสียง นอกจากนั้นทางพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงผลงานของภาพเขียนและปฏิมากรรมของศิลปิน ในศตวรรษที่ 19 อีกด้วย
บนพื้นที่ชั้นที่หนึ่ง มีการคัดเลือกผลงานภาพเขียนของแวนโก๊ะ จัดเป็นนิทรรศการเพื่อให้เห็นภาพรวมเรียงลำดับตามพัฒนาการเขียนภาพของแวนโก๊ะ น่าเสียดายอย่างยิ่งภาพร่างลายเส้นและจดหมายที่ไม่สามารถจัดแสดงได้อย่างถาวรเพราะมีความเสี่ยงมากต่อความเสียหายจากแสงสว่าง ส่วนผลงานศิลปในศตวรรษ ที่ 19 ได้จัดแสดงที่ชั้นใต้ดินและชั้นที่สาม
ในชั้นที่สองของพิพิธภัณฑ์ ได้เปลี่ยนเป็นการนำเสนอผลงานภาพวาดลายเส้นและศิลปภาพเขียน ที่จัดเป็นพื้นที่สำหรับศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติผลงานของแวนโก๊ะ และศิลปินในทศวรรษเดียวกันกัน การจัดแสดงภาพเขียนของชั้นที่สองนี้มีการปรับเปลี่ยนผลงานไปเรื่อยๆตามวันเวลาที่เหมาะสม นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลได้จากประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับผลงานที่การจัดแสดงผลงานอยู่ในขณะนั้น



การรวบรวมผลงานของแวนโก๊ะแต่ดั้งเดิมนั้นต้องย้อนกลับไปที่ตัวของแวนโก๊ะและครอบครัวของเขา ในช่วงเวลาชีวิตการทำงานของเขาที่ยังต้องพึ่งพารายได้จากการสนับสนุนด้านการเงินจากน้องชาย Theo ผู้ที่มีอาชีพเป็นตัวแทนจำหน่ายผลงานทางศิลป หลังจากแวนโก๊ะเสียชีวิตในเดือนกรกฏาคม ปี 1890 Theo จึงเป็นผู้ที่ครอบครองผลงานของส่วนใหญ่แวนโก๊ะ ในปี 1962 ผลงานของ แวนโก๊ะได้ถูกซื้อโดยผู้ก่อตั้ง กองทุน แวนโก๊ะ ซึ่งเงินทุนนั้นได้รับการจัดหาให้โดยทางรัฐบาล รวมทั้งการก่อสร้างตัวตึกพิพิธภัณฑ์ ด้วย พิพิธภัณฑ์ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวดัชซ์ Gerrit Rietveld และเพื่อนร่วมงานของเขา พิพิธภัณฑ์ แวนโก๊ะได้เปิดทำการครั้งแรกในปี 1973.
วินเซนต์ แวน โก๊ะ เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี ค.ศ. 1853 ที่ซันเดิรท์ ย่านบราแบรนท์ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ วินเซนต์เป็นบุตรชายคนโต บิดาเป็นนักบวชนิกาย โปรแตสแตนท์ เมื่อแวนโก๊ะอายุได้ 16 ปี เขาได้ไปฝึกงานขายภาพศิลปะที่ฮูเก้นท์ เขาทำงานขายภาพทั้งในลอนดอน และปารีสไปจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 1876 แวน โก๊ะก็เริ่มตระหนักว่า เขาไม่ชอบงานขายภาพที่เขาทำอยู่เลยประกอบกับถูก

ปฏิเสธความสัมพันธ์จากหญิงที่ตนรัก ทำให้เขาเริ่มทำตัวออกห่างจากผู้คนมากขึ้น และตัดสินใจที่จะออกบวช แต่เขาก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขา ไม่สามารถผ่านการทดสอบให้เข้ามาเป็นนักบวชได้ ในที่สุดเขาก็กลายเป็นนักเทศน์ไป และในปีค.ศ.1878 เขาได้เดินทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเบลเยี่ยมเพื่อทำการ เผยแพร่ศาสนา โดยพกพาเอาความยากจนข้นแค้นไปตลอดการเดินทาง จากการเดินทาง ครั้งนี้ แวนโก๊ะ ได้มีปากเสียงกับนักเทศน์ผู้อาวุโส ทำให้เขาถูกขับออกจากกลุ่มในปี ค.ศ.1880 ในสภาพของคนสิ้นไร้ และสูญเสียความเชื่อของตนไป เขาจมอยู่กับ ความผิดหวัง และได้เริ่มเขียนรูป แต่ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถที่จะ เรียนรู้การเขียนภาพด้วยตนเองได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปบรัสเซลเพื่อเรียน การเขียนภาพ



ในปี ค.ศ.1881 แวน โก๊ะได้กลับมาทำงานที่ฮูเก้นท์อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มทำงานกับ ช่างเขียนภาพทางภูมิศาสตร์ ที่ชื่อ อันตน มัวร์ ฤดูร้อนของปีถัดมาได้เริ่มการทดลอง การเขียนภาพด้วยสีน้ำมัน และด้วยเสียงเรียกร้องภายในจิตใจของ แวน โก๊ะ ให้ไปใช้ ชีวิตตามลำพังอยู่กับธรรมชาติ ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปยังหมู่บ้านของชาวดัชท์ เพื่อเริ่มการเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงามตามท้องที่ต่างๆ เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับ การเขียนถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขา ในปี ค.ศ.1883 เขาได้สร้างงานเขียนภาพชิ้นแรก ขึ้นมา โดยให้ชื่อภาพว่า " โปเตโต อีทเตอร์ "


ถาพ .โปเตโต อีทเตอร์

เมื่อความเหงาและความอ้างว้างเริ่มเข้ามาแกาะกุมจิตใจของ แวน โก๊ะ เขาจึงออกจาก หมู่บ้านและเข้าศึกษาต่อที่ แอนท์เวอป์ ในเบลเยี่ยม แต่เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะปฏิบัติ ตามกฎของการเรียนที่นั่นมากนัก ช่วงที่เรียนอยู่ที่แอนเวอป์ เขาได้รับแรงบันดาลใจ จากจิตรกรที่ชื่อ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และได้เริ่มสนใจภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นด้วย ในที่สุด เขาก็ได้เลิกเรียน เพื่อไปยังปารีส ทีนั่นเขาได้พบกับ เฮนรี่ เดอ ตัวรูส และจอร์จีนส์ รวมทั้งศิลปินอิเพราสเช่นนิสท์อีกหลายคน เช่น คามิล ปิสซาโร โซรัส และคนอื่น ๆ การใช้ชีวิต 2 ปีเต็มที่ปารีสนั้น ได้ขัดเกลาฝีมือในการเขียนภาพของ แวน โก๊ะ ให้ เฉียบคมยิ่งขึ้น เขาเริ่มใช้สีสันที่มีชีวิตชีวา และไม่ยึดติดอยู่กับการเขียนภาพแบบเก่าๆ
วินเซนต์ แวน โก๊ะ ใช้ชีวิตในตัวเมืองปารีส ได้สักพักก็เริ่มเบื่อ เขาจึงออกจากปารีส ไปในปี ค.ศ.1888 เพื่อไปยังเมืองอาเรสทางตอนใต้ของฝรั่งเศษ ที่เมืองอาเรสนั้น
แวน โก๊ะได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง แล้วตกแต่งบ้านด้วยสีเหลืองทั้งหมด เขาหวังที่จะตั้ง กลุ่มศิลปินอิมเพรสเช่นนิสท์ขึ้น ในเดือนตุลาคม จอร์จีนส์ได้มาอยู่ร่วมกับเขาแต่ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็ต้องขาดสะบั้นลงในคืนวันคริสตมาส อีฟ จอร์จีนส์ ได้โต้เถียงอย่างรุนแรงกับแวน โก๊ะ ทำให้แวน โก๊ะ เกิดบ้าเลือดขึ้นมาแล้วตัดใบหู ของตัวเอง ทำให้จอร์จีนส์จากไป และตัวของเขาเองต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การแสดงอาการต่างๆ ของแวน โก๊ะ นั้น ทำให้เห็นถึงสภาพจิตใจและประสาทที่ผิดปกติ ในที่สุดเขาก็ต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า เป็นเวลา 1 ปีเต็ม เมื่อ แวน โก๊ะ ออกจากโรงพยาบาล เขาได้ไปอาศัยอยู่กับศิลปิน นักฟิสิกส์ ได้ประมาณ 2 เดือน และในวันที่ 27 กรกฎาคมของปี ค.ศ.1890 เขาได้ยิงตัวเอง และเสียชีวิตในอีก2 วันต่อมา
ช่วงชีวิตของ แวน โก๊ะตอนที่อยู่ที่อาเรสนั้น ได้สร้างผลงานเขียนภาพที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ มากมาย เขาเขียนภาพของธรรมชาติอันงดงาม ภาพทุ่งหญ้ายามต้องแสงอาทิตย์ ภาพของดอกไม้นานาชนิด และภาพดอกไอริสที่มีชื่อเสียงนั้นสามารถขายได้ถึง53.9 ล้านดอลลาร์


The Starry Night
วาดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1889
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบ ขนาดภาพ 72 x 92 ซม. (29 x 36 1/4 นิ้ว)
สถานที่แสดง The Museum of Modern Art เมืองนิวยอร์ก
วินเซนต์ได้กล่าวถึงภาพ " Starry Night " นี้ว่า "ฉันกำลังประสบกับปัญหาอย่างมากใน การเขียนภาพของยามค่ำคืน ถ้าพูดให้ถูกแล้วก็คือ การถ่ายถอดภาพลงบนผืนผ้าในเวลา
กลางคืนก็ได้ " ภาพของแสงสีในยามค่ำคืนนั้น เป็นภาพที่เขาใฝ่ฝันอยากเขียนขึ้นและ
ความฝันของเขาก็ได้กลายมาเป็นความจริง เมื่อเขาตัดสินใจย้ายมา อยู่ที่เมืองอาเรส ในเดือนกุมภาพันธ์ของปี ค.ศ. 1888 ในจดหมายเขาได้กล่าวไว้ว่า
" ในชีวิตของจิตกรแล้ว ความตายอาจไม่ใช่ความยากลำบากที่สุดในชีวิต ฉันสามารถพูดได้ว่า ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย แต่เมื่อฉันได้มองดูดวงดาวแล้ว ฉันก็เริ่มนึกคิดจุดดำมืดที่แสดง ถึงภาพของเมือง และหมู่บ้านในแผนที่ ทำให้ฉันคิดว่าทำไมมนุษย์เราถึงได้ให้ความสำคัญของ จุดดำมืดที่อยู่บนแผนที่ของฝรั่งเศษ มากไปกว่า แสงสว่างอันแท้จริงที่ส่องตรงมาจากสวรรค์ มันก็คงเหมือนกับการที่เราเลือกไป รถไฟเพื่อจะไปยังทาราสคอน หรือโรน หรือเราจะเลือก เอาความตายเพื่อจะไปให้ถึงดวงดาวบนฟ้านั่น "


Vincent’s Bedroom
ตั้งแต่วินเซนต์ได้ทราบข่าวจากโกแกง ว่าเขาจะเดินทางมาร่วมกับ วินเซนต์ที่บ้านสีเหลืองนี้ วินเซนต์ก็ได้จัดเตรียมทุกอย่างเพื่อคอย การมาของเพื่อนของเขา เขาตกแต่งบ้านเสียใหม่โดยเขียนภาพอีก หลายภาพขึ้นเพื่อใช้ตกแต่งฝาผนัง และห้องนอนของโกแกง ภาพห้องนอนของวินเซนต์นี้ เมื่อตอนที่เขาอยู่ที่เซนต์เรมี ได้สร้างภาพจำลองขึ้น อีกสองภาพจากภาพต้นฉบับจริงที่เขาเขียนขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมของ ปี ค.ศ.1888 ในขณะที่เขากำลังรอคอยให้โกแกงมาพักอยู่ด้วย วินเซนต์ได้ยกย่องให้ภาพนี้เป็นหนึ่ง ในภาพที่ดีที่สุดของเขา โดยได้เขียนบรรยายไว้ในจดหมายถึง ธีโอน้องชายของเขาว่า " ถ้าจะให้พูดถึงภาพนี้แล้ว การได้มองดูภาพนี้ก็เปรียบเสมือนการได้พักผ่อนสมอง และปลดปล่อยจินตนาการให้เพ้อฝันไกลออกไป " ภาพห้องนอนของวินเซนต์ได้กลายมา เป็นภาพที่มีชื่อเสียงในทางศิลปะ ความเรียบง่ายของภาพ แสดงให้เห็นถึง ครรลองของชีวิตที่สมถะ และเรียบง่าย หรือในอีกแง่หนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ภาพนี้ได้แสดงถึงมุมมองของ ศิลปินในยุคโรแมนติคผู้หนึ่ง ซึ่งอุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทุ่มเทให้กับงานศิลปะเท่านั้น
การมาเข้าชมพิพิธภัณฑ์ แวนโก๊ะ ควรมาต่เช้าเพราะเมื่อถึงเวลาพิพิธภัณฑ์ เปิดทำการจะมีนักท่องที่ยวจำนวนมากที่รอเข้าชม ถ้ามาสายอาจต้องเข้าคิวยาวเหยียดทำให้เสียเวลาการรอคอย



เมื่อเข้าไปด้านในแล้วขอแนะนำให้เช่าหูฟังและแถบเสียงที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะมีประโยชน์มาก การเดินดูภาพเขียนต่างๆที่จัดแสดงไว้แต่ละรูปจะมีรหัสหมายเลข เมื่อเราต้องการทราบประวัติและรายละเอียดของภาพนั้นๆ ก็สามารถกดหมายเลขรหัสของรูปภาพนั้นๆแถบเสียงก็จะทำงานบรรยายประวัติที่มาของภาพเขียน
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปภาพเขียนที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาด เพียงแต่มายืนมองภาพเขียนต้นฉบับของ แวนโก๊ะก็คุ้มแสนคุ้มแล้ว



Create Date : 25 กันยายน 2551
Last Update : 6 ตุลาคม 2551 21:10:58 น. 5 comments
Counter : 7665 Pageviews.

 
อยากไปชมจัง


โดย: ค่ำคืนหน้าหนาว วันที่: 28 กันยายน 2551 เวลา:15:53:22 น.  

 
บทความบทนี้ดีจังค่ะ
อยากไปมั่งจัง


โดย: Neilnuch_T วันที่: 28 กันยายน 2551 เวลา:17:19:45 น.  

 
ฮืมมม......อันนี้ค่อยน่าดูกว่าหน้าแรกหน่อย.....ได้ความรู้ด้วย


โดย: (^_^) IP: 203.147.44.211 วันที่: 29 กันยายน 2551 เวลา:12:01:22 น.  

 
ได้ความรู้


โดย: ไม่บอก IP: 58.9.115.33 วันที่: 31 สิงหาคม 2554 เวลา:19:15:48 น.  

 
IT VERY GOOD


โดย: NUA IP: 58.9.32.26 วันที่: 15 กันยายน 2554 เวลา:21:38:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พระจันทร์สัญจร
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ขอบคุณ ทุกๆ คอมเม้น คราฟฟฟ
Friends' blogs
[Add พระจันทร์สัญจร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.