Movieworm
 
“2022 สึนามิ วันโลกสังหาร” เสียงเตือนจากผู้กำกับที่ถูกตราหน้าว่า ‘บ้า’ ที่สุดในวงการหนังไทย ‘ทรนง ศรีเชื้อ’

คอลัมน์ CLOSER นิตยสาร FILMAX

คนรุ่นเก่าอาจคุ้นเคยเขาจากผลงานที่ถ่ายทอดความบ้าคลั่งของสงครามใน สัตว์สงคราม, มหาราชดำ, ถล่มค่ายนรกจางซีฟู, แหกนรกเวียดนาม, นักรบประจัญบาน, กัมพูชา และผลงานที่ถ่ายทอดความดิบเถื่อนของสันดานมนุษย์ใน อุบัติโหด

คนรุ่นกลางอาจคุ้นเคยกับเขาจากผลงานที่ถ่ายทอดความกระสันของมนุษย์และความบิดเบี้ยวของสังคมใน กลกามแห่งความรัก, สวรรค์ชั้น 7 และมาม่าซัง

คนรุ่นใหม่อาจส่ายหน้าเมื่อนึกถึงผลงานที่ประสบความล้มเหลวทั้งด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ของเขาอย่าง อมนุษย์

เขาเคยถูกตราหน้าว่าบ้า เสียสติ เขาเคยตัดนิ้วตัวเอง!

แต่ก่อนที่บ้านเราจะมีผู้กำกับออเตอร์ที่นักวิจารณ์ต่างชาติพากันยกย่องว่าเป็นคนทำหนังที่เปี่ยมสไตล์เฉพาะตัว อย่าง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หรือ เป็นเอก รัตนเรือง เขาคนนี้เป็นคนทำหนังที่มีความเป็นตัวของตัวเองเด่นชัดที่สุดคนหนึ่งในวงการหนังบ้านเราโดยไม่ต้องยกเอาทฤษฎีอะไรมาอ้างอิง การันตี

หลังผิดหวังจากความล้มเหลวของผลงานเรื่องล่าสุดเมื่อหลายปีที่ผ่านมา วันนี้เขากลับมาอีกครั้งกับผลงานที่เป็นเสมือนดั่งเสียงเตือนต่อคนกรุงเทพฯ และมนุษยชาติ

“อีก 13 ปีข้างหน้า มหานครกรุงเทพฯ จะเกิดภัยพิบัติ !” เป็นคำพูดที่อาจจะฟังดูเพ้อเจ้อ ไร้สาระ แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน ถ้ามีใครมาบอกว่าบ้านเราจะมีคลื่นยักษ์สึนามิ คงจะถูกหัวเราะเยาะ และตราหน้าว่าบ้าเหมือนกัน มิใช่หรือ?

มาร่วมกันฟังไปพร้อมๆ กันกับเราเถอะว่า ผู้กำกับที่ถูกคนดูปรามาสว่า ‘บ้า’ ที่สุดในวงการหนังไทยอย่าง ‘ทรนง ศรีเชื้อ’ คนนี้จะมีอะไรมาเตือนเราบ้าง

FILMAX : เริ่มแรกเลย คุณอาบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทำไมถึงหันมาสนใจเรื่องพวกนี้ล่ะครับ
ทรนง : เมื่อประมาณซัก 18 ปีที่แล้ว ผมจะทำหนังเรื่องเขื่อนดงดิบ ประกาศสร้างแล้วนะ แล้วก็เซ็ตงานแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะลงข่าวหนังสือพิมพ์ด้วย คือมันเกิดแผ่นดินไหว แล้วเขื่อนแตก จากสมัยนั้นจนถึงวันนี้มันก็ยังเป็นเรื่องหวาดผวาอยู่ ของคนเมืองกาญจน์ คนราชบุรี กลัวเขื่อนเขาแหลม เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนาแตก ซึ่งตอนนั้นผมก็ไปถ่ายหนังอยู่แถวนั้นประจำ เราเคยถ่ายหนังกันอยู่แล้วก็ต้องวิ่งหนีกันทั้งกองมาแล้ว สมัยถ่ายจางซีฟู เพราะชาวบ้านจะกลัวเขื่อนแตก อยู่ๆ ชาวบ้านก็วิ่งมา เร็วๆ เค้าประกาศว่าเขื่อนแตก แผ่นดินไหว ซึ่งเราเห็นแล้วว่า คนไทยไม่คุ้นกับตรงนั้น แต่คนในพื้นที่กาญจนบุรีตั้งแต่ศรีสวัสดิ์ลงมาเจอปัญหานี้ตลอด ผมก็เลยหยิบปัญหาเรื่องเขื่อนมาทำ แต่ผมก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะว่าเขื่อนทุกเขื่อนนั้นก็อยู่ในพระราชดำริ เราก็เลยไม่ทำ ถ้าจะพูดอะไรซักเรื่องก็อย่าพูดเรื่องนี้ดีกว่า แต่ช่วงนั้นผมก็ได้หาข้อมูลไปแล้ว และการหาข้อมูลตรงนั้นเนี่ย มันทำให้ผมสนใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่นั้นมา แล้วก็สนใจรอยเลื่อนทั้งหลายแหล่ ซึ่งรอยเลื่อนทั้งหมดเนี่ย คนไทยเมื่อก่อนพอได้ยินเรื่องแผ่นดินไหวแล้วคนไทยหัวเราะ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดที่เราเจอกันมาก็คือ ปี 2526 ที่ไหวแล้วตึกประมาณ 7-8 ชั้นขึ้นไปเนี่ย สั่นหมด เพราะว่าแผ่นดินในกรุงเทพฯ เนี่ย เป็นโคลน เป็นดินที่อ่อนนุ่ม เพราะฉะนั้นเวลาไหวมันจะไหวรุนแรงมาก เมื่อวานผมก็ได้อ่านข่าวจากหนังสือ แต่ไม่ได้อ่านละเอียดนักว่า มีการพบรอยแยกที่หลักสี่ หรือบางบัวทอง ซึ่งรอยแยกนี้ต้องมีการเอานักธรณีวิทยามาทำการค้นคว้าจากวันนี้เป็นต้นไป อีก 3 ปีถึงจะรู้ผล ที่นี้เมื่อผมได้ศึกษาข้อมูลสิ่งแวดล้อมโลกเนี่ย มันทำให้เราเรียนรู้อะไรเยอะแยะ ผมเนี่ยเป็นคนค่อนข้างจะบ้า คือเก็บข้อมูลเป็นดีวีดี ไม่สิ สมัยนั้นไม่ได้เป็นดีวีดี เป็น VHS วิดีโอเทป มีเป็นร้อยๆ ม้วน เกี่ยวกับทอร์นาโอ เฮอร์ริเคน น้ำท่วม วาตภัย ภูเขาไฟระเบิด เก็บนี่คือ เก็บๆๆ แล้วก็นั่งดูๆๆ จนมีความรู้สึกว่า โอ้โห ตัวเองเรียนภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์มาเหมือนวัวเหมือนควายน่ะ เพิ่งมาเข้าใจว่าโลกของเรา ที่คนทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่ 90% มีความคิดว่า เราอยู่บนแผ่นดิน แล้วใต้ดินลงไปเนี่ย มันแข็งๆๆ เพราะเวลาเราขุดดินเรารู้สึกว่ายิ่งลึกมันยิ่งแข็ง แต่ในแง่ของความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แกนกลางของเปลือกโลกมันมีแร่ธาตุหลอมละลาย ใจกลางของโลกมันไม่ได้แข็งเป็นเหล็กกล้า มันเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้น เปลือกโลกที่เราอยู่ ความหนาประมาณ 30-60 กิโลเนี่ย มันเปราะบางมาก ถ้าเทียบกับอัตราส่วนของโลก ตรงนี้ทำให้ผมสนใจ พอสนใจเสร็จมันก็ตามไปถึงสิ่งแวดล้อมโลก ว่าทำไมถึงเกิดภูเขาไฟระเบิด ทำไมถึงเกิดอะไรต่ออะไร ก็ไปศึกษาตั้งแต่ ภูเขาไฟ การากาตั๊ว ของอินโดนีเซีย ปินาตุโบ ของฟิลิปปินส์ ไปถึงแผ่นดินไหวในอเมริกาในตุรกี แล้วหลังจากนั้นมาเนี่ย ดร. สมิทธ ก็มาพูดเรื่องจะเกิด สึนามิ ก็ยิ่งสนใจใหญ่

FILMAX : ตอนนั้นที่คุณอากำลังค้นคว้าข้อมูลอยู่ ยังไม่ได้เกิดภัยพิบัติสึนามิขึ้นในบ้านเรา?
ทรนง : ยังไม่มีๆ พอ ดร. สมิทธ บอกว่าจะเกิดสึนามิขึ้นแล้วคนก็ด่า ด่าท่านเละเลยนะ ไม่ได้ด่าธรรมดา คนภูเก็ตถึงกับไม่ให้ท่านเหยียบภูเก็ต แต่ไม่น่าเชื่อ ผมก็ตามข่าวนี้มาจนกระทั่งวันหนึ่ง เกิดสึนามิขึ้นจริงๆ ผมยังจำได้เลย คุณสรยุทธ์ (สุทัศนจินดา) นั่งอ่านข่าวอยู่ตอนเช้าแล้วก็หัวเราะ เค้าพูดในรายการทีวีว่า มีรายงานข่าวเข้ามาว่า มีคลื่นยักษ์ท่วมเข้ามาทางภูเก็ต คลื่นยักษ์ ผมไม่เข้าใจว่าคลื่นอะไร แต่หลังจากนั้นมาคุณสรยุทธ์ก็รู้ว่านั่นคือสึนามิ ขนาดผู้สื่อข่าวระดับที่มีภูมิความรู้อย่างคุณสรยุทธ์ ก็ยังไม่เชื่อว่าจะเกิดสึนามิ ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของเค้า เพราะใครก็ไม่เชื่อ ก่อนหน้านั้น ถ้าใครทำหนังว่าเมืองไทยจะเกิดสึนามิเนี่ย เป็นคนเสียสติ คือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่พอมันเกิดขึ้นมาจริงๆ แล้ว คนไทยก็รู้จักคำว่าสึนามิ นี่แค่ที่ภาคใต้ ขณะเดียวกัน หลังจากนั้นไม่นาน คนที่เชียงราย ลำปาง ลำพูน ก็เจอ แลนด์สไลด์ เค้าก็ได้พบว่า ไอ้ภูเขาที่เค้าอยู่น่ะ ซึ่งเค้าอยู่ในที่สูง ในชาตินี้คงไม่เจอน้ำท่วม แต่เค้าพบว่า หมู่บ้านที่เพชรบูรณ์ ที่อุตรดิตถ์ทั้งหมู่บ้าน มันหายไปเพราะแลนด์สไลด์ จนกระทั่งมาเกิดในปากีสถาน เกิดนาร์กิสในพม่า แล้วก็มาเกิดในเสฉวนของจี ในเดือนพฤษภา ทุกอย่างมันทำให้คนทุกวันนี้หันมาให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมโลกมากกว่า 50% โดยเฉพาะคนไทย จากเมื่อก่อนนี้ คุณจะไปพูดเรื่องทอร์นาโด สึนามิอะไรเนี่ย คนไทยไม่รับเลย แต่วันนี้รับ แล้วในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนี่ย เราได้ค้นพบด้วยตัวเองว่า อากาศมันร้อนจัดจริงๆ แล้วเวลาหนาวก็หนาวผิดปรกติ ในกรุงเทพฯ มีคำว่าลมพัดกระโชก คัทเอาท์ตกทับคนตาย มีคำว่ากรุงเทพฯ ร้อนจัดจนอยู่กันแทบไม่ได้ คนแทบบ้าคลั่ง เวลาเย็น ซึ่งความเย็นไม่น่าจะมาถึงกรุงเทพฯ มันก็ถึง นักวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งมาสรุปกันว่าเกิดจากแกนโลกเอียง ด้วยเหตุหลายๆ อย่าง มันทำให้มุมเบี่ยงเบนจากดวงอาทิตย์มันเปลี่ยนไปประมาณ 3 องศา ทั้งหมดทั้งปวงเนี่ย มันเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต เกี่ยวกับมนุษย์เรา เราก็เหมือนกับมดตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บนลูกกลมๆ ใบใหญ่ ซึ่งเคลื่อนที่และปรับตัวเองตลอดเวลา วันนึงมันอาจจะน้ำท่วมโลก วันนึ่งมันอาจจะไฟลุกทั้งโลก เหมือน ออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนียโดน ซึ่งไม่ว่าจะไฟ น้ำ หรือว่าอุณหภูมิหนาวจัด ร้อนจัด เราก็ไม่สามารถจะยังชีพอยู่ได้ เพราะมนุษย์เปราะบาง แล้วมนุษย์ทุกวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน คนเมื่อก่อนสามารถทนความหนาวจัด ร้อนจัดได้ เพราะเมื่ออากาศร้อนจัด เค้าไม่เคยอยู่ห้องแอร์ เวลาหนาวจัดก็ไม่ได้มีเครื่องทำความร้อน นั่นคือระบบที่มนุษย์อยู่กับธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้ เด็กรุ่นใหม่อยู่กับห้องแอร์ ห้องปรับอากาศ เมื่อเค้าไปเจออุณหภูมิที่แตกต่างเพียง 2-3 องศา เค้าจะรู้สึกผิดปกติทันที เค้าจะรับไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมเรียนรู้มา

FILMAX : แล้วจากความสนใจตรงนั้น มันกลายมาเป็นหนังเรื่อง ‘2022 สึนามิ วันโลกสังหาร’ได้ยังไงครับ
ทรนง : หนังเรื่องสึนามิก็คือที่บอกว่าจะทำหนังเรื่อง เขื่อนดงดิบ แต่พอโปรเจ็กต์มันพับไป เราก็มาสนใจคำพูดของ ดร.สมิทธ ก็มาปรับบทในระดับนึง แต่พอสึนามิเกิดขึ้นที่ภูเก็ตจริงๆ เนี่ย ก็ปรับบทให้เข้ากับเหตุการณ์ แต่พอปรับเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็หยุดอีก ไม่กล้าทำเรื่องสึนามิในปี 2547 เพราะว่ามันสะเทือนใจเกินไป อีกอย่าง ผมมีความรู้สึกว่า คนไทยมีจุดอ่อนอยู่อย่างนึงคือ ถ้าอะไรที่ไม่ใช่ความทุกข์ยากที่เจอกับตัวเอง เค้าก็จะลืมมันได้ง่ายๆ ถ้าเราไปทำหนังสึนามิที่ภูเก็ตปี 2547 เนี่ย คนจะมีความรู้สึกว่า โอ๊ย! ตอนนั้นเค้าอยู่ที่เชียงใหม่ เค้าอยู่ที่กรุงเทพฯ มันไม่ได้มีผลกระทบกับเค้า

FILMAX : ไม่มีความรู้สึกร่วม
ทรนง : ใช่ ไม่ใช่เรื่องของเค้า ผมเลยตั้งคำถามว่า เมื่อมันมีปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก สึนามิมันคงไม่เกิดที่ภูเก็ตอย่างเดียวหรอก มันน่าจะเกิดทุกที่ ที่มันอยู่ติดทะเล ผมก็เลยหยิบสึนามิในอนาคต ก็คืออีก 13 ปีข้างหน้า แต่สึนามิของผมไม่ใช่สึนามิที่อันดามันอย่างเดียว มันเป็นการระเบิดของภูเขาไฟการากาตั๊ว กับปินาตูโบ ในอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ และภูเขาไฟยวน ซึ่งอยู่ปลายแหลมเกาะกูดของไทย ซึ่งภูเขาไฟลูกนี้ค้นพบมาประมาณ 40, 50 ปีแล้ว แล้วตอนนี้ภูเขาไฟใต้น้ำลูกนี้ มันก็เจริญเติบโตสูงขึ้นทุกวันๆ เชื่อว่าอีกไม่น่าเกิน 10 ปี มันจะโผล่เหนือน้ำ อย่างเมื่อเช้านี้ คุณก็จะพบข่าวทั่วโลกรายงานว่า ภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดครั้งยิ่งใหญ่มาก แล้วสวยมากเลย เค้าถ่ายรูปมา ภูเขาไฟที่อยู่ใต้น้ำ 30 กว่าลูกระเบิดขึ้นพร้อมกัน นี่คือเรื่องจริง ซึ่งทั้งหมดเนี่ย ถามว่าผมเป็นนักพยากรณ์รึเปล่า ไม่เกี่ยวกับการพยากรณ์เลย มันเป็นวิทยาศาสตร์ มันเป็นธรณีวิทยา ตราบใดที่เราอาศัยอยู่ อย่างแผ่นดินกรุงเทพฯ ที่เราอยู่ทุกวันนี้ มันไม่มีมาก่อน มันคือปากน้ำที่ไหลมาจากนครสวรรค์ ทราย ดิน โคลน เลน มันเข้ามาถม พอถมๆๆ มา เมื่อพันปีที่แล้ว คนก็เข้ามาอยู่ ซึ่งแผ่นดินในกรุงเทพฯ ที่เราอยู่กันทุกวันนี้มันก็ไม่ใช่แผ่นดินจริง แผ่นดินจริงมันอยู่ต่ำลงไปประมาณ 2 เมตร แผ่นดินที่เราเหยีบอยู่ทุกวันนี้ก็คือแผ่นดินที่เราเอารถสิบล้อไปขนดินมาจากนครนายก จากอยุธยา จากรังสิตมาถมกัน ไม่มีแผ่นดินไหนในกรุงเทพฯ ตอนนี้ ที่ไม่ถูกถม อันนี้คุณต้องยอมรับว่าจริงๆ แผ่นดินของกรุงเทพฯ มันต่ำกว่านี้มาก แล้วทุกวันนี้มีการคาดการณ์กันว่าแผ่นดินกรุงเทพฯ จะลดลงเป็นเมตร และระดับน้ำจะสูงขึ้น ทำให้พระประแดง สมุทรปราการทุกวันนี้อยู่ต่ำกว่าน้ำทะเล ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่ถึงขนาดนี้ แล้วผมเชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะหนักกว่านี้ แล้วประจวบกับที่ อดีตรองประธานาธิบดี อัล กอร์ ก็ออกมาเสนอข้อมูลด้านนี้ออกมาอีก หลายๆ ฝ่ายเข้ามาพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมโลก ถามว่าเรากลัวไหม เรากลัวแล้วเราแก้ปัญหาได้ยังไง เราแก้ปัญหาได้ง่ายมาก เราก็อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงอยู่ในจุดที่มันเสี่ยงภัย อย่างเช่น เรามีประเทศที่มันกว้างใหญ่ไพศาล เราสามารถที่จะสร้างเมืองสร้างอะไรก็แล้วแต่ในจุดที่ไม่เสี่ยงภัย เราไม่จำเป็นต้องไปสร้างเมืองอยู่บนจุดที่แผ่นดินแยกแบบซานฟรานซิสโก แบบแคลิฟอร์เนีย คุณย้ายได้คุณก็ย้ายสิ แต่เมื่อคุณดันทุรังอยู่ไป เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นมา คุณก็แย่

FILMAX : กรุงเทพฯ ที่เรากำลังอยู่ตอนนี้เนี่ยนะครับ
ทรนง : ใช่ เราสามารถย้ายได้ ในกรุงเทพฯ ตอนนี้มีการเตือนแล้วว่ามีรอยเลื่อน ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่เมืองกาญจน์ ที่พม่า หรือทางด้านเหนือของเมืองไทยอย่างเชียงใหม่ ผลกระทบจะมาถึงที่กรุงเทพฯ ทันทีเลย ซึ่งตึกใหญ่ๆ จะมีผลกระทบ ไม่ต้องถึงกับตึกถล่มหรอก ถ้าเกิดแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ จริงๆ เนี่ย กระจก ซึ่งเราใช้หุ้มตึกเพื่อความทันสมัย ทุกตึกจะมีกระจกเป็นหมื่นๆ บาน ทันทีที่ตึกไหวตัวนิดเดียว กระจกพวกนี้ก็คือมีดโกนที่จะปลิวใส่คนเดินถนน นั่นคือเรื่องจริง

FILMAX : ซึ่งตรงส่วนนี้จะปรากฏอยู่ในหนังด้วย?
ทรนง : มีด้วย เราพูดถึงเขื่อน พูดถึงแผ่นดินไหว เราพูดถึงภูเขาไฟระเบิดแล้วทำให้สิ่งแวดล้อมในเมืองไทยเปลี่ยนแปลง อย่างตอนนี้ คนเชียงใหม่ คนทางภาคเหนือรู้จักคำว่าหมอกควันแล้ว มองไปทางไหน ทัศนวิสัยไม่ดี เริ่มชินมา 3-4 ปีแล้ว ซึ่งต่อไปมันก็จะหนักหนาขึ้น เมื่อก่อนนี้ พอไฟไหม้ป่าที่อินโดนีเซีย คนกรุงเทพฯ คนภาคใต้จะมีปัญหาเรื่องหมอกควัน แต่ในขณะเดียวกัน คนเชียงใหม่มีปัญหาเรื่องหมอกควันจากการเผาป่า ทั้งหมดมันเป็นระบบนิเวศวิทยาโดยตรง ซึ่งเราปฏิเสธมันไม่ได้ คุณจะเป็นสีเหลือง คุณจะเป็นสีแดง คุณจะขัดแย้งกันทางกันเมืองยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าเกิดภัยพิบัติมันกวาดคุณด้วยเวลาแค่นิดเดียว สึนามิใช้เวลากวาดล้างคุณแค่ 15 นาที คุณก็หมดทั้งเมืองแล้ว การที่คุณทะเลาะกันมา ฆ่ากันมามันไม่มีความหมายอะไรเลย มันก็แค่นั้นเอง

FILMAX : คุณอามีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองบ้านเราด้วยไหมครับ
ทรนง : พูดจริงๆ หนังเรื่องนี้พูดเรื่องการเมืองทั้งเรื่อง เพราะตัวเอกของเรื่องเป็นนายกรัฐมนตรี
FILMAX : นายกรัฐมนตรีหนุ่มหล่อเสียด้วยนะครับ อันนี้มีนัยยะแฝงอะไรไปถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันด้วยหรือเปล่าครับ
ทรนง : โอ๊ย ไม่เกี่ยวเลย มันเป็นความบังเอิญ บทภาพยนตร์เรื่องนี้ เขียนเสร็จสมบูรณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมเขียนเนี่ย คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมสร้างนายกฯ ในความฝันของผมขึ้นมา โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนชอบคาแรคเตอร์ของ โทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ผมก็ถอดเอาคาแรกเตอร์ของเค้าออกมา ในขณะเดียวกัน ตอนที่ผมเขียนเนี่ย นายกรัฐมนตรีทักษิณ ไทยรักไทย ครองอำนาจสภาด้วยพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่น แต่ในหนังผมเขียน 5 พรรคร่วมรัฐบาล แล้วคนแรกที่ผมไปติดต่อให้มาเล่นเป็นนายกฯ คือคุณสรยุทธ์ เค้าก็ปฏิเสธ เมื่อเค้าปฏิเสธมาผมก็ไล่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาจบที่คุณดุ๊ก ภาณุเดช (วัฒนสุชาติ) ซึ่งผมมีความรู้สึกว่าใกล้กับ โทนี่ แบลร์ คุณดุ๊กก็เข้ากล้องมาทั้งหมดเกือบ 2 ปีครึ่ง ตอนที่ถ่ายทำพอดีคุณทักษิณถูกขับไล่ออกไป นายกฯ ก็เป็นพลเอกสุรยุทธ์ แล้วมาเป็นคุณสมัคร แล้วมาเป็นสมชาย ซึ่งทั้งหมดก็ไม่ได้เหมือนคุณดุ๊กเลย แต่พอหนังผมกำลังจะออกฉาย กลายเป็นคุณอภิสิทธิ์มาเลย แล้วก็เป็นอภิสิทธิ์ที่ตรงกับเรื่องอีก คือ 5 พรรคการเมือง

FILMAX : มันจะส่งผลดีหรือผลเสียกับตัวหนังไหมครับเนี่ย
ทรนง : ไม่ทราบเหมือนกัน ว่ามีผลดีหรือผลเสีย แต่ถ้าคนไปดูหนังปั๊บ จะบอกเลย ผมสร้างหนังแล้วปิดกล้องเมื่อวานนี้ แต่จริงๆ หนังเรื่องนี้เขียนบทมา 4 ปี นักแสดงในเรื่องรู้ดี คนในวงการก็รู้ดี ว่ามันถ่ายกันมานานแล้ว

FILMAX : ที่บอกว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นในอนาคตปี 2022 นี่ เป็นจินตนาการหรือการคาดเดาครับ
ทรนง : ไม่ใช่การคาดเดา มันมาจากหลายเหตุผล อันนึงก็คือ มีคนประเมินว่า กรุงเทพฯ จะจมน้ำ อย่าง ดร. อาจอง (ชุมสาย) เนี่ย เค้าฟันธงไว้ 10 ปี นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งบอกว่า 12 ปี พ.ศ. ไม่มีใครตรงกันเลย แต่ของผมเนี่ย 2565 หรือ 2022 อีก 13 ปีเนี่ย ผมได้ข้อมูลมาจากพระ

FILMAX : พระ?
ทรนง : พระภิกษุ ผมบวชมาแล้ว 5 โบสถ์ ครั้งสุดท้ายที่ผมบวชแล้วเดินธุดงค์ ผมไปเจอหลวงปู่รูปนึง หลวงปู่รูปนี้บอกว่าจะเกิดภัยน้ำท่วม ในช่วงปีนี้ๆ ผมไม่เชื่อ พอมาเกิดสึนามิขึ้น ผมก็เลยนึกถึงท่าน แล้วเมื่อผมไปพบท่านอีกที ท่านบอกว่า ในช่วงประมาณไม่เกิน 15 ปีเนี้ย กรุงเทพฯ จะหายไปเลย

FILMAX : ส่วนนึงเป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนนึงเป็นคำทำนายทางโหราศาสตร์ ไม่ขัดแย้งกันไปหน่อยเหรอครับ
ทรนง : ไม่ขัดแย้งเลย เรื่องเดียวกัน เพราะว่าการทำนายก็มาจากสถิติ เหมือนกับประเทศไทยน่ะ เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งนึงเมือ 1200 ปีที่แล้ว คือโยนกนคร เมืองทั้งเมืองทรุดหายไปเลย อย่างการเกิดสึนามิ พอพูดถึงสึนามิเนี่ย คนจะนึกถึงญี่ปุ่น หรือเมืองอีกหลายเมืองที่เคยเกิดสึนามิบ่อยๆ แล้วประเทศไทยเนี่ย แต่ก่อนบอกว่าจะเกิดสึนามินี่ เป็นเรื่องตลกมากเลย แล้วสุดท้ายสึนามิที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยครั้งที่แล้ว เป็นสึนามิที่ใหญ่ที่สุดครั้งนึงที่โลกเคยเจอกันมา นี่คือ เราไม่น่าจะเกี่ยวข้อง แต่มันก็เกี่ยวข้อง แล้วพอพูดถึงเปลือกโลกเนี่ย เราก็พบว่าไอ้รอยแยกของเปลือกโลกที่มันมี 8 เพลทเนี่ย เปลือกนี้อยู่ห่างประเทศไทยแค่ 500 กิโล มันอยู่ใกล้มาก ซึ่งถามว่าประชาชนเคยให้ความสนใจไหม เหมือนกับที่ผมเคยเขียนในบทความว่า เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ที่กัมพูชามีการฆ่าประชาชนถึง 3 ล้านคน ที่เวียดนามมีคนตายมากกว่า 7 ล้านคนจากการรบ ที่ลาวมีคนตายนับล้านคน รอบประเทศไทยมีคนตาย แต่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเหล่านี้ไม่เกินสี่ห้าร้อยกิโลเนี่ย เรายังเต้นรำ เรายังกินเหล้า เรายังจัดงานเลี้ยง เรายังเสพสุข เรายังทำทุกอย่างโดยไม่สนใจว่ามีคนเป็นล้านๆ คนถูกฆ่ารอบตัวเราตลอดเวลา เฉกเช่นวันนี้ มีคนถูกฆ่าตายที่ปักษ์ใต้ทุกวัน แต่คนในกรุงเทพฯ ก็ยังดำเนินชีวิตเหมือนกับไม่มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น เราหลับหูหลับตา เหมือนกับที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า วันนี้คุณจะไม่ตาย ผมมีความเชื่อแบบนั้น คุณจะเรียกว่าอะไรล่ะ ไสยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มันเป็นความจริงที่ว่า ไม่มีใครหนีความตายพ้น แต่เราก็ชอบคิดเสมอว่าเราไม่ตาย สึนามิ แผ่นดินไหวก็เหมือนกัน

FILMAX : แล้วที่ทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมา คุณอามีประเด็นอะไรที่ต้องการจะบอกกับผู้ชม
ทรนง : ผมบอกว่า ถ้าเราจะอยู่ในโลกนี้ เพราะเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดมาบนโลกนี้ เราต้องทำความเข้าใจกับโลกนี้ แล้วหาทางปรับตัวเข้ากับโลกนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณจะซื้อที่ดินซักแปลงนึงเพื่อจะสร้างบ้านอยู่กับครอบครัวคุณ คุณมีเงินอยู่ก้อนเดียวแล้วคุณต้องการสร้างบ้าน ถามซิ คุณจะไปสร้างบ้านบนโคลนเลนไหม คุณจะไปสร้างบ้านตรงที่แม่น้ำเจ้าพระยามันจะถล่มไหม คุณจะไปสร้างบ้านตรงที่ไฟป่ามันจะมาไหม้บ้านคุณไหม คุณเพียงแต่เลือกมัน ออกไปนอกกรุงเทพฯ ไปประมาณ 20 กิโล คุณจะพบว่ามีทุ่งนากว้างใหญ่มากเลย แล้วก็มีภูเขา มันมีที่ที่คุณจะสร้างเมืองใหญ่ อดีตทีผ่านมาเนี่ย อย่าลืมว่าว่ากรุงเทพฯ สร้างเป็นเมืองเป็นรูปเป็นร่างจริงๆ ประมาณ 100 ปี แต่เราต้องดำรงชีวิตอยู่จากกรุงเทพฯ อีกเป็น 1,000 ปี จะให้ 100 ปีมาตรึงเราไว้ เป็นไปไม่ได้ เรามีอยุธยา เราก็มีกรุงรัตนโกสินทร์ได้ มันมีเกียวโตแล้วก็มีโตเกียวได้ ทุกอย่างมันปรับปรุงได้ มันขึ้นกับว่าคุณจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ไหม นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะบอก

FILMAX : ถ้าเกิด ปี 2022 ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ คุณอาไม่กลัวคนด่าว่าเพ้อเจ้อหรือครับ
ทรนง : ดีสิ ไม่เป็นไร คนด่าผมไม่มีอะไรเสียหาย ผมบอกว่าจะเกิดสึนามิเป็นการเตือนภัย แต่จริงๆ ผมไม่ได้พูดถึงสึนามิอย่างเดียว ผมพูดถึงสิ่งแวดล้อม จะเกิดสึนามิได้ ต้องเกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินไหวเกิดจากอะไร เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกตลอดเวลา ในขณะเดียกัน เราก็ไปดูดเอาสสารออกมาจากพื้นโลกเพื่อเอามาทำน้ำมัน เมื่อคุณไปดูดเอาวัตถุขึ้นมาจากพื้นโลก พื้นโลกก็เกิดช่องว่าง มีการขยับตัว คุณดูดน้ำมันๆๆ ออกมา แล้วคุณบอกมันไม่ส่งผลอะไรไม่ได้ การที่คุณไปเอาทรัพยากรของโลกมาใช้มันก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มันขยับตัว คุณต้องมีวิธีคิด ทุกวันนี้เราเริ่มใช้พลังงานทดแทน เริ่มอยู่อย่างประณีประนอมกับธรรมชาติแล้ว แต่ ถ้ามันเกิดสึนามิในปี 2022 ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แล้วมันทำให้คนตาย 10 ล้านคน ถามว่าผมดีใจไหม ถ้าผมดีใจผมเป็นโรคประสาท คนตาย 10 ล้านคน เพื่อให้คำพูดผมถูกต้อง แล้วผมดีใจ ผมบ้า แต่ถ้าวันนั้นมันไม่เกิดสึนามิ ผมดีใจที่ผมทำนายผิด แต่ประเทศอยู่อย่างสันติสุข คนเป็นล้านๆ คนสันติสุข ไม่มีใครเสียชีวิต ไม่มีใครบาดเจ็บ และไม่เกิดภัยพิบัติ ผมควรจะดีใจ ผมภาวนาและพูดอยู่เสมอว่า ถ้าหนังหายนะ ดีกว่าให้เกิดหายนะขึ้นจริงๆ เมื่อคนดูหนังผมจนจบ มันจะมีประโยคนึงที่ผมเขียนแล้วลงชื่อตัวเองว่า “มนุษย์เรา ยอมจ่ายงบประมาณเป็นล้านๆๆ เพื่อจะทำสงครามทุกสงครามในโลก มนุษย์เราจ่ายเงินเป็นล้านๆ เพื่อจะสร้างยานอวกาศไปสำรวจดาวทุกดวงในจักรวาล แต่มนุษย์เราใช้เงินเพียงน้อยนิด เพื่อจะรักษาโลก” องค์การนาซ่าคิดอยู่อย่างเดียวว่า ใช้เงินทั้งหมดเลย เพื่อจะเดินทางไปดาวอังคาร โลกทั้งใบคุณยังรักษาไม่ได้ มีป่าไม้อยู่เป็นล้านๆๆ ต้น คุณดูแลไม่ได้ แต่คุณสนใจวิธีที่จะไปปลูกต้นไม้บนดาวอังคาร ปลูกได้ 5 ต้น คุณเฮ คุณเปิดแชมเปญ คุณบ้ารึเปล่า คุณจะไปสร้างเมืองบนดาวอังคาร ในขณะที่คุณอยู่นี่มีเขาใหญ่ให้คุณเที่ยว คุณยังไม่เที่ยว มีทะเลคุณยังไม่ไป แต่คุณจะไปดูหนองน้ำเล็กๆ บนดาวอังคารกัน ถามว่าความคิดนี้วิปริตไหม ทุกวันนี้ประเทศชาติ โลกทั้งโลกมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ องค์การนาซ่าหยุดใช้งบประมาณแค่ 4 ปี ทุกอย่างก็ดีขึ้น ถามว่าถ้าเกิดคุณไปสำรวจดาวอังคารช้าไป 4 ปีจะเกิดอะไรขึ้น นั่นคือคำถามในหนังของผม ทำไมอเมริกาเสียเงินเป็นล้านๆๆๆ เพื่อจะทำสงครามในเวียตนาม โซมาเลีย ในอิรัก ในตะวันออกกลาง พร้อมที่จะจับซัดดัม ทุ่ม (เน้นเสียง) ใช้เฮลิคอปเตอร์พันลำ ใช้เรือบรรทุกเครื่องบิน แต่พอเกิดอุทกภัย วาตภัย หรือสึนามิ มันส่งเรื่อช่วยเหลือมา 3 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 10 ลำ แล้วก็ตีข่าว ยูเอ็นช่วย (เน้นเสียง) ในหนังผมพูดถึงเรื่องเนี้ย มันปล่อยยานอวกาศทีเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงตูมเดียวขึ้นไปเนี่ย รถยนต์เป็นแสนๆ คันยังใช้น้ำมันไม่เท่ากับมันเลย ทางการแพทย์บอกว่า ไปเพื่อค้นยาตัวใหม่ๆ มาเพื่อรักษาชีวิตมนุษย์ ไปเพื่อหายามารักษาโรคมะเร็ง แต่ในขณะเดียวกันมันกลับเอาเอ็ม 16 ยัดใส่มือทหารแล้วก็ไล่ยิงคนทั้งโลก คุณว่ามันรักษาแบบไหนล่ะ ยาที่มันคิดได้อาจจะรักษาได้แค่ 20 คน แต่ระหว่างที่มันคิดค้นหายาเนี่ย คนตายไปเยอะแยะแล้ว

FILMAX : หนังเรื่องนี้คุณอาใช้ทุนสร้างลงไปเยอะเลยใช่ไหมครับ
ทรนง : ไม่เยอะนะ ถ้าพูดกันตรงๆ ในแง่ของความเป็นหนังแบบนี้ ผมอยากได้เงินประมาณ 800 ถึง 1,200 ล้าน เพื่อจะทำหนังเรื่องนี้ ซึ่งตรงนี้นะคุณ (ชี้ไปที่รูปฉากน้ำท่วม) ไม่ใช่คลองแสนแสบ ผมทำนี่ผมทำแบบคนจน ประหยัดที่สุด 160 ล้าน ซื้อฟิล์มก็ล่อไป 4- 5 ล้านแล้ว อุปกรณ์ก็ 10 กว่าล้านแล้ว นักแสดงใหม่เก่าผสมกัน แล้วใช้เวลา 3 ปีน่ะ หนังนี้ถ่าย 3 ปี 500 กว่าม้วน 3 ปีนะคุณ ถ้าเป็นในแง่ธุรกิจล่ะก็ ล้มเหลวแน่นอน แต่ผมแก่แล้ว ผมทำหนังมา 20- 30 เรื่องแล้ว ผมอายุ 58 แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อผมทำหนังเนี่ย ผมคิดว่าหนัง มันเหมือนหนังสือดีๆ เล่มนึง มันเหมือนคุณไปเรียนมหาวิทยาลัยได้ปริญญามาใบนึง เวลาคุณทำหนัง คุณต้องพูดอะไรที่มันเหมาะสม แล้วผมถือว่า สึนามิ มันเป็นเรื่องของคนทั้งโลก ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนไทยคนเดียว

FILMAX : แต่ไหนแต่ไรมา การทำงานกับ CG ก็ยังเป็นจุดอ่อนของหนังไทยหลายๆ เรื่องมาตลอด แต่คุณอาก็ยังกล้าทำ
ทรนง : ถูกต้องๆ ที่ผมกล้าทำ ผมถือว่าตอนนี้ CG บ้านเรา หรือ CG ทั้งโลกน่ะ อยู่ในขั้นที่ยอมรับกันได้ ตอนที่ผมทำใหม่ๆ น่ะ น้ำ CG ในหนังผมนี่แย่มาก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันนี้ ความที่หนังล่าช้าด้วยเนี่ย ทำให้น้ำใน CG ผมน่ะ พัฒนาไปคนละเรื่อง เมื่อก่อนผมจะได้น้ำขยับประมาณ 24 เฟรม ผมต้องใช้เวลา 1 วัน แต่วันนี้ผมใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที มันได้แล้ว มันทันสมัยมาก มันคนละเรื่องเลย แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้สนใจ CG มาก ในหนังผมจะทำของจริงมากที่สุด CG เข้ามาช่วยผมในหนังอยู่ 174 ช็อต จาก 1,200 กว่าช็อต ผมเอามาใช้เนี่ย เพราะผมเลี่ยงไม่ได้จริงๆ น้ำเข้ากรุงเทพฯ น้ำเข้าพระประแดง น้ำทำลายสะพานพระราม 9 สะพานพระประแดง มันไม่มีทางเลือก แต่อะไรที่มันเล็กกว่านั้นปุ๊บ ผมทำของจริงหมด ผมทำแท็งค์น้ำ แล้วก็สร้างฉากขึ้นมา

FILMAX : เพื่ออะไรครับ
ทรนง : เพื่อให้มันสมจริง เพราะน้ำจริงกับน้ำปลอมมันคนละเรื่องเลยนะ คุณเอานักแสดงมาเล่นบนบลูกสกรีนนะ คนละอารมณ์ ผมเอาน้ำจริงๆ เทใส่นักแสดงตู๊ม แล้วก็กระเด็น ถามว่านักแสดงยอมรับได้ไหม ยอมรับได้ นั่นคือการทำงานของผม น้ำ CG เข้ามา มันจะไม่มีน้ำหนัก เหมือน จูราสสิก พาร์ก หรือไดโนเสาร์ทั้งหลายแหล่ที่เราดูน่ะ คุณเห็นไหม ไดโนเสาร์แม่งตัวใหญ่ฉิบหาย ทำไมมันวิ่งเบาหวิว นั่นคือคอมพิวเตอร์กราฟิก ผมดูแล้วมันไม่ได้ แต่ว่าผมใช้เทคโนโลยี่มารองรับงาน ถามว่า CG ผมเนียนไหม ก็ไม่ได้เนียนอะไรมากมาย แต่จากเนื้อเรื่องของหนัง จากวิธีพรีเซ็นต์มันจะทำให้คนรับรู้ได้ โอเค เข้าใจ ทุกคนจะเข้าใจตรงนี้

FILMAX : หนังเรื่องล่าสุดที่ผ่านมาของคุณอาอย่าง ‘อมนุษย์’ ก็เจอปัญหาตรงนี้เหมือนกัน
ทรนง : อมนุษย์ก็เป็นเนื้อเรื่องที่ชอบมาก แต่มันก็ล้มเหลว เพราะเราไมได้เป็นเจ้าของหนัง เพราะว่าเดิมเนี่ย หนังมันจะเป็นเรื่องของคนที่อยากแสวงหาความเป็นอมตะ อยากมีชีวิตยืนยาว แล้วมันก็มีคนหัวใสกลุ่มนึงเห็นว่า เศรษฐีทั้งโลกเนี่ย เวลาอวัยวะเจ็บป่วย เค้าก็จะไป ซื้อไตคนอื่นมา ซื้อตับคนอื่นมา ซื้อหัวใจคนอื่นมา มีแพทย์ระดับโลกหลายคนก็เลยมาสุมหัวกัน แล้วมันก็พบวิธีนึงก็คือโคลนนิ่งมนุษย์ขึ้นมา คือการไปเอาของมนุษย์จริงๆ ไปฆ่าแล้วเอาอวัยวะเค้ามามันมีปัญหา ก็ไปโคลนนิ่ง แล้วที่นี้จะโคลนนิ่งมนุษย์เนี่ย มนุษย์คนนั้นต้องมีภูมิต้านทานสูง ต้องมีส่วนผสมของสัตว์ อย่างคนจีนกินอุ้งตีนหมี ดีเสืออะไรพวกนี้ ก็เอาดีเอ็นเอมาผสมจนกลายมาเป็นมนุษย์เผ่าหนึ่ง เสร็จเรียบร้อยแล้วมันไปอยู่ในยุโรป อยู่ในอเมริกาไม่ได้ ก็ต้องมาอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา มาอยู่แถวเอเชีย อยู่แถวชายแดนไทย ไอ้พวกนี้มันก็ไปสร้างแล็ปทดลองอยู่ ในขณะเดียวกันคนพวกนี้เมื่อถูกสร้างขึ้นมาก็มีชีวิตจิตใจ แล้วพอมีออเดอร์จากเศรษฐีทั่วโลกว่าต้องการหัวใจ ไอ้พวกนี้ก็จะถูกจับมาแล้วฆ่าเอาหัวใจ ต้องการแขนขา ก็จะถูกฆ่าแล้วเอาไป สุดท้ายพวกนี้มันทนไม่ไหว มันก็หนีออกมา พอหนีออกมาคนไปเห็น คนก็ไปล่ามัน เพราะคิดว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว ทั้งที่จริงเค้าก็เป็นมนุษย์ในโลกนี้ ผมทำไว้เยอะ แต่ว่าเจ้าของหนังผมเค้ามีความรู้สึกว่า เค้าอยากเน้นพระเอกนางเอก ไม่อยากเน้นในเรื่องนี้ เค้าตัดพวกนี้ทิ้งออกไปประมาณ 30% ซึ่งพอมันถูกตัดทั้งหมดออกไปเลย มันเลยจบ มันเลยแป๊ก (เน้นเสียง) แต่ไม่เป็นไร คือเป็นสิทธิของเค้าผมก็ไม่ว่า ผมก็ไม่อยากต่อสู้แล้ว เมื่อ 20 ปีที่แล้วผมเคยมีปัญหาสูงสมัยตอนทำอุบัติโหด ซึ่งชิง 11 ตุ๊กตาทองน่ะ มีโปรดิวเซอร์เข้ามายุ่ง แล้วก็ทะเลาะกัน ผมก็ถอนชื่อออกจากการเป็นผู้กำกับหนัง เป็นเรื่องร้ายแรงมาก ผมก็ไม่อยากมีเรื่องเป็นครั้งที่ 2 มันจะกลายเป็นว่า ทรนงไปรับจ้างกำกับให้ใครก็มีปัญหา คือผมเข้าใจอารมณ์ของผู้ลงทุน มีความรู้สึก เฮ้ย! มันเสี่ยงเว้ย เค้าก็กลัวมันขาดทุน เค้าก็คิดว่า ขายหน้านางเอกสวยๆ หน้าพระเอกหล่อๆ มันน่าจะดูดีกว่า เข้าใจ ก็เลยปล่อย

FILMAX : คุณอาทำหนังหลายแนวมากเลยนะครับ
ทรนง : จริงๆ ผมมี 3 แนว เวอร์ชั่นแรก ผมทำหนังสงคราม ก็ทราบกันดีใช่ไหม ผมทำหนังสงครามมากที่สุดในโลก ‘สัตว์สงคราม’ ไทยรบในลาว ‘มหาราชดำ’ ไทยรบกับพม่า ‘จางซีฟู’ ไทยรบกับขุนส่า ‘แหกนรกเวียดนาม’ ไทยรบเวียดนาม ‘กัมพูชา’ ไทยรบกัมพูชา มันจะมีหมด พอทำเสร็จปุ๊บ ก็มาจับเวอร์ชั่นเล็กลง เวอร์ชั่นที่ 2 ก็คือ ‘อุบัติโหด’ คือมือปืน ‘กลกามฯ’ คือโสเภณี เป็นอาชีพที่เน้นๆ ผมทำ ‘กลกามฯ’ ทำ ‘มาม่าซัง’ ทำ ‘สวรรค์ชั้นเจ็ด’ เป็นเรื่องของผู้กำกับคนนึง ทำหนังสงครามมาตลอดแล้วล้มเหลว คนไม่อยากดู ผลสุดท้ายพอไปทำหนังเรตอาร์แล้ว คนแห่มาดู ซึ่งก็คือเรื่องของผมเอง เสร็จแล้วทิ้ง จะไปสร้างโรงถ่าย พอไปเจอไอเอ็มเอฟก็กลับมาทำหนังอีกแนว ก็เริ่มจากอมนุษย์ ก็คิดแบบคนแก่แล้วล่ะ คือทุกอย่างต้องลุ่มลึก แต่ก็ล้มเหลว ก็เลยมาจับสึนามิ

FILMAX : ช่วงตอนหนุ่มๆ ดูคุณอาเป็นคนที่ทำหนังแบบใช้แรง ใช้สัญชาติญาณมากกว่าตอนนี้นะครับ
ทรนง : ถูกต้องเพราะการทำหนังสงครามต้องใช้แรงเยอะ ผมเริ่มกำกับหนังตั้งแต่อายุ 25 สมัยนั้นก็ถือว่าเด็กมาก ทำแบบไม่ต้องหลับต้องนอนน่ะ 3 วัน 3 คืน อยู่กับลูกน้องในป่า ทำหนังอินดี้จริงๆ ปืนจริงๆ ยิงจริงๆ ระเบิดกันจริงๆ เมื่อก่อนทำกันแบบนั้น เอ็ม 16 กระบอกนึงจะทำปลอมมันต้องนั่งแกะไม้นุ่นกัน เดี๋ยวนี้มีขายเยอะเยอะ BB Gun เมื่อก่อน ฟิล์มก็คือฟิล์ม เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ผมถ่ายหนังเสร็จ กว่าผมจะได้ดูมันอีก 7 วัน ถ่ายๆ เสร็จ ผมถามตากล้อง ใช้ได้ไหม มันพยักหน้า ได้ ต้องส่งไปล้างแล็ป แล้วอีกเจ็ดวันก็ตามมากรุงเทพฯ เพื่อมาดู เฮ้ย! ทำไมมันเป็นยังงี้วะ ไปถ่ายใหม่ ทุกวันนี้ไม่ใช่ ทุกวันนี้ผู้กำกับนั่ง...

FILMAX : หน้ามอนิเตอร์?
ทรนง : เออ! เท่ฉิบหายเลย (หัวเราะ) ดื่มโค้ก ดื่มเบียร์ คนละอารมณ์ แล้วตัดหนังเมื่อก่อนตัดเอง ฟิล์มคล้องคอนั่งตัดป๊าบๆ ตัดหนังเนี่ย กล้ามขึ้นน่ะ เดี๋ยวนี้ ตู๊ดๆๆๆ (หัวเราะ) ก็ดี ก็ได้ประสบการณ์ ตอนนี้ข้อดีของผู้กำกับรุ่นใหม่คือว่าเทคโนโลยีเค้าดีแล้ว ผู้กำกับรุ่นใหม่ผู้กำกับเมืองไทยนะ มือดีหลายๆ คน ขาดอย่างเดียว เค้าขาดประสบการณ์ ไม่ใช่ประสบการณ์ทำหนังนะ ประสบการณ์ชีวิต อย่างผมนี่เคยเดินจากนี่ไปเชียงราย เดินเท่าเปล่า ผมเคยไปหมกตัวอยู่ในป่าอยู่เป็นปี รุ่นผมนี่ 14 ตุลา เดินแถวหน้า ตีหัวหมาด่าแม่คน สูบกัญชาชักดิ้นกระแด่วๆ นี่ทำมาหมดแล้ว เขียนหนังสือ ตั้งหนังสือ คาราวาน แล้วสุดท้ายเพื่อนก็เอาไปตั้งเป็นชื่อวงคาราวานจนทุกวันนี้ นั่นมันคือที่มาหมดเลย ขณะที่ผู้กำกับรุ่นนี้เค้าอายุ 27- 28 เค้าเริ่มกำกับหนังจากการไปเสนอโปรเจ็กต์ และพอได้เงินมาเสร็จปุ๊บ เค้าก็มานั่งหน้ามอนิเตอร์ เค้าไม่เคยรู้ว่า ล่องแก่งมันเป็นยังไง ความตายมันเป็นยังไง เค้าไม่เคยเห็นคนตายมันเป็นยังไง คนโดนยิงมันเป็นยังไง คนที่เจ็บปวดมันเป็นยังไง เค้าไม่เคยมีหนี้ 100 ล้าน เค้าไม่เคยนอนกับผู้หญิง 100 คน เค้าไม่เคยอดจนไม่มีข้าวกิน 7 วัน พอเป็นอย่างงี้ปุ๊บ มันจะทำอะไรล่ะ ก็ต้องทำหนังผี เพราะหนังผีเป็นเรื่องเดียวที่คิดเอาเองได้หมด ถูกต้องไหม คุณจะทำผียังไงก็ได้ ผีหกหัว เจ็ดขาก็ได้ ทำได้หมด เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่ จะรู้เรื่องเทคโนโลยีหมดเลย แต่ไม่รู้อะไรเลย

FILMAX : พูดแรงไปรึเปล่าครับ
ทรนง : ไม่ได้แรง ตรง! เอ้า ลูกผมอายุ 37 เนี่ย มันก็เรียนหนังมาโดยตรง แต่ผมไม่ให้ลูกผมเข้ามาในวงการเลย เพราะเค้ายังไม่รู้จักชีวิต

FILMAX : จำเป็นด้วยเหรอครับ
ทรนง : จำเป็นดิ คุณทำสิ่งที่คุณไม่รู้ให้คนอื่นดูได้ไง มันน่ะแรง ผมไม่ได้แรง ไอ้ผู้กำกับหนังที่ทำสิ่งที่ตัวเองไม่รู้สิแรง คุณไปสร้างเรื่องที่ไม่รู้ให้คนอื่นดูได้ไง แล้วพอเค้าถามก็บอก นึกเอา จินตนาการ บ้าเหรอ! มึงจะบ้ารึเปล่า ไม่ได้! จินตนาการต้องมีพื้นฐานรองรับ ถ้าคุณเป็นจิตรกรเขียนภาพแอปสแตรก เซอร์เรียลริสต์ คุณต้องมาจากเรียลลิสติก

FILMAX : ประสบการณ์หรือความรู้ที่ว่าเนี่ย คนรุ่นใหม่ก็สามารถหาได้จากสื่อต่างๆ มากมายที่มีอยู่รอบตัวไม่ใช่หรือครับ อย่างโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ท
ทรนง : ไอ้นั่นไม่ใช่ความรู้หรอกครับ ไอ้นั่นเค้าเรียกของปลอม นั่นคือเฟก คุณไม่ต้องเอาเรื่องความเป็นความตายหรอก คนรุ่นใหม่ เอาแค่ความเหงา เฮ้ย มึงลองนั่งอยู่คนเดียว 3 วัน 3 คืนแล้วไม่มีคนมาเยี่ยมมึง แฟนมึงไม่มา พ่อแม่มึงก็ไม่มา แค่นั้นก็ตายแล้ว เหงาจริงๆ มันต้องเหงาที่ชายแดน เหงาจริงๆ แม่งต้องเหงาแล้วงูจะกัดกูรึเปล่า เสือจะแดกกูรึเปล่า คอมมิวนิสต์จะยิงกูรึเปล่า นั่นแหละเหงาเจ็บปวด ก็เหมือนกับคนไทย คนไทยส่วนใหญ่ขับรถเร็วหมดเลย แต่เราไม่เคยมีนักขับรถแข่งเป็นแชมป์โลก ไปไหนก็เจอแต่คนเตะบอล แต่ทีมฟุตบอลเราไม่เคยเป็นแชมป์โลก เรามีๆๆๆ หมด เลย เราเก่งกันหมด แต่เราเก่งไม่จริง เราขับรถทุกยี่ห้อบนถนน แต่เราไม่มีรถเมดอินไทยแลนด์ วันนี้คุณนั่งเล่นเกมตั้งแต่ 10 โมงเช้า จนถึงตี 1 คุณยิงไป 200 ศพ คุณออกไปที่ถนน แล้วคุณเจอมือปืนเดินมาแล้วเอาปืนจ่อหัวคุณโดยไม่มีลูกนะ แช๊ะเดียว เยี่ยวคุณราดเดี๋ยวนั้นเลยนะ มันคนละอารมณ์ คุณเล่นเกมวันนี้ทำคะแนนได้หมื่นนึง โอ๊ย! อย่ามาพูดเลย ไม่ได้ ชีวิตจริงมันไม่ได้ แค่คุณข้ามถนน คุณเผลอนิดเดียว รถชนคุณตาย จริงป่ะ ชีวิตจริงๆ กับชีวิตปลอมๆ มันไม่เหมือนกันนะ มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าคนไทยใส่สูท ญี่ปุ่นใส่สูท ฝรั่งใส่สูท ทุกคนใส่สูทเหมือนกันหมด แล้วเราจะไปดูมันทำไม ผมไปดูอินเดียแดง เพราะอินเดียแดงมันแต่งชุดอินเดียแดง ผมไปดูแม้วเพราะแม้วมันแต่งแม้ว ผมไปลาวเพราะคนลาวแต่งตัวแบบนี้ ผมไปญี่ปุ่นเพราะคนญี่ปุ่นแต่งตัวแบบนี้ ถ้าทั้งโลกแต่งตัวเหมือนกันแล้วคุณจะไปทำไม ทำไมเด็กไทยต้องแต่งตัวเหมือนเด็กญี่ปุ่น ทำไมเด็กญี่ปุ่นต้องแต่งตัวเหมือนเด็กฝรั่ง ถามว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหรอ ไม่ใช่เลย เด็กสมัยนี้เล่นเว็บไซต์ เล่นเกม เล่นอินเตอร์เน็ท เสร็จแล้วมันก็วิ่งเข้าบ้าน เพื่อให้แม่ทอดข้าวไข่เจียวให้กิน คุณดื่มโค้กคุณบอกเท่ คุณดื่มเป๊ปซี่คุณบอกยอดเยี่ยม สุดท้ายคุณก็ต้องกินน้ำเปล่าใช่ไหมล่ะ เสร็จแล้วคุณก็ต้องไปนอน เสร็จแล้วคุณก็ต้องการความอบอุ่น ต้องการความรัก ยิ่งคุณห่างไกลความเป็นมนุษย์เท่าไหร่ คุณก็ยิ่งเหงา เปล่าเปลี่ยว ผมพูดแล้วคุณจำไว้เลย อีกไม่เกิน 10 ปีคนไทยจะฆ่าตัวตายระเนระนาดทุกวัน จากสิ่งที่เป็นอยู่ เพราะนั่นคือความเหงาจากเทคโนโลยี เมื่อ 30 ปีที่แล้วผมเขียนบทละครให้ตัวละครของผมใส่หน้ากากป้องกันไอพิษในเมือง โอ้โห! โดนวิพากษ์วิจารณ์หาว่าผมบ้า พอถึงวันนี้เป็นไง ตำรวจจราจรยืนใส่หน้ากากกันตรึม ผมถามเพื่อนผมว่า เป็นไงมึง เมื่อก่อนหัวเราะกูจ๊างงง

FILMAX : แล้วตอนนั้นคุณอาไปเอาความคิดแบบนั้นมาจากไหน
ทรนง : ก็สิ่งแวดล้อมรอบตัวผมไง ผมอยู่ในค่ายทหารตั้งแต่เกิด อยู่มา 20 กว่าปี ผมตื่นนอนด้วยเสียงเครื่องบินรบปลุกผม เสร็จแล้ว 3 โมงเช้าก็กลับมา บางลำตกมั่ง โดนยิงมามั่ง ไฟลุกมามั่ง นักบินโดนยิงตายคาที่มั่ง ชีวิตมันอยู่อย่างงั้นมาตลอด พี่ไปรบลาวก็ตายลาว ไปเวียดนามก็เจ็บกลับมา พ่อรบเชียงตุง ทุกคนแม่งทุพพลภาพกลับมา คือตระกูลผมผู้ชายทุกคนเป็นทหารหมด มีผมคนเดียวที่เดินออกมาได้ ผมบอกทุกคน กูจะเป็นศิลปิน กูจะไม่ยุ่งกับทหาร แล้วพอทำหนังปัง ไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้เรื่องทหารอย่างเดียว ทำหนังทหารแม่ง 6 เรื่อง (หัวเราะ) โดนหัวเราะเยาะ นี่คือเรื่องจริง ที่ผมพูดถึงผู้กำกับหนังรุ่นใหม่เนี่ย ผมไม่ได้มีเจตนาไปจาบจ้วงนะ แต่ที่ผมพูด ผมพูดในฐานะที่ผมผ่านประสบการณ์มาแล้ว ประสบการณ์ของความเป็นคน ไม่ว่าคุณจะทำหนังผี หนังอะไร ถ้าคุณเจอผีจริงๆ คุณจะรู้ว่ามันเป็นยังไง ถ้าคุณได้สัมผัสกับความตายจริงๆ คุณจะรู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน มันน่ากลัวเกินกว่าที่คุณจะบรรยายด้วยการตัดเร็ว ใช้แสงทึม ทำฟิล์มนัวร์ มันไม่ใช่ คุณจะมาใช้ซาวน์ดีไซน์ผ่างๆ ไอ้นี่มันเป็นเทคนิค เค้าเรียกลักไก่ ภาษาผมเรียกเฟก มันได้อะไรจากการนั้น สังคมมันก็หลอกตัวเองอยู่แล้ว แล้วเรายังจะไปหลอกมันเพิ่มอีก แต่วันนึงคนเหล่านี้เค้าจะรู้ เมื่อเค้าอายุมากขึ้น เค้าจะทำสิ่งที่เค้ารู้จริงๆ ถามว่าตอนนี้ ผมเห็นผู้กำกับหนังไทยมือดีๆ ไหม มีหลายคนเลย แต่ต้องรอให้เค้าบ่มจนสุก แต่ถ้าคุณไม่แสวงหาข้อมูล ไม่แสวงหาประสบการณ์ชีวิต ก็จบอีก คุณจะมากำกับหนังเรื่องสองเรื่องแล้วเป็นอัจฉริยะ มันเป็นไปไม่ได้ อย่างเจ้ย (อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล) เนี่ยชอบ แต่เค้าก็ต้องสั่งสมประสบการณ์ให้มากขึ้นอีก เค้ายังปรับตัวเข้ากับโลกไม่ได้ เหมือนผม ตอนนี้ผมก็ยังปรับตัวเข้ากับโลกไม่ได้ (หัวเราะ)

FILMAX : แต่ทุกวันนี้ผู้กำกับรุ่นเก่าๆ ก็ค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ
ทรนง : ที่หายไปมีเหตุผลเดียว มันไม่มีเม็ดเงินทำหนัง คุณทำหนังเดี๋ยวนี้ 20 ล้าน มันไม่ได้อะไรเลย จริงป่ะ แล้วด้วยความที่เค้าอายุมาก เค้าก็ไม่อยากเสี่ยง หมดแล้วหมดเลยนะ ขายบ้านทั้งหลังได้ 50 ล้านมา แป๊กนี่ ไปเลยนะ แล้วหนังเดี๋ยวนี้ก็รู้กันอยู่แล้ว 4 วันรู้ผล 4 วันอันตราย เข้าพฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ก็รู้แล้วว่าตัวเองจะไปไหน

FILMAX : แล้วคุณอาล่ะครับไม่กลัวเสี่ยงบ้างเหรอ
ทรนง : ผมไม่กลัว เพราะว่าตอนนี้ผมทำโรงถ่ายเป็นพันล้าน หนักกว่านั้นเยอะ แล้วอีกอย่างผมก็ให้สัมภาษณ์เสมอว่า ธุรกิจอะไรล่ะ ที่ไม่เสี่ยง คุณค้าทอง คุณไปถามร้านทองเยาวราชสิ เครียดฉิบหาย คุณทำร้านเพชร เพชรวันนึงจะขายได้เม็ดสองเม็ดรึเปล่ายังไม่รู้เลย คุณค้าน้ำมัน น้ำมันก็ขึ้นก็ลง เฮ้ย! ไปเล่นการเมือง เดี่ยวคุณก็เป็นรัฐบาล เดี๋ยวคุณก็เป็นฝ่ายค้าน มันไม่มีอะไรแน่สักอย่าง เพราะฉะนั้นถามว่าทำหนังมั่นคงหรือเปล่า เปล่า แต่อาชีพอื่นก็ไม่ได้มั่นคงเหมือนกัน แต่มันเป็นอาชีพที่เราทำได้ เราสร้างสมมาตอนนี้ 30 ปีแล้ว เราทิ้งมันเราก็เหมือนคนที่ทำอะไรไม่สำเร็จ ผมจะทำไปเรื่อยๆ ถามว่าทำแล้วหวังผลอะไร ไม่ได้หวังผลอะไรเลย ทำให้ดีที่สุด

FILMAX : แล้วทำไมต้องออกมาลงทุนทำเอง
ทรนง : สาเหตุที่ต้องลงทุนเองก็คือ ไม่ต้องไปถามใคร ผมจะทำฉากนี้ได้ไหม เฮ้ย! เบาๆ หน่อย มึงจะเอาทำเชี่ยอะไรสองล้าน เอาไปแค่สี่แสนพอ มันก็จบอ่ะดิ ตอนนี้ตื่นขึ้นมา กูจะไปทำฉากนี้ ผมก็ไปเลย จบ ไปถามนายทุนเมื่อไหร่จะได้สร้างล่ะ จริงๆ ผมก็ทำเองมานานแล้ว หนังเรื่องแรก เรื่องที่สองทำเอง กลกามฯ สวรรค์ชั้นเจ็ด ทำเอง

FILMAX : แล้วอยู่ได้ยังไงครับ
ทรนง : ผมทำธุรกิจตัวอื่นไง ผมทำเรื่องที่ดิน ก็เนี่ย โรงถ่ายก็ที่ดิน อย่างเรามีที่ดิน 30,000 ไร่ ที่ดินเราไร่ละ 3 แสน 4 แสน เราก็ไปสร้างโรงถ่าย เราก็หวังว่า ไอ้ไร่ละ3 - 4 แสน เมื่อมันเป็นโรงถ่ายที่ทันสมัยและดีที่สุดในเอเชีย มันอาจจะเป็นไร่ละล้าน ถ้าเราขายได้ เรามีหนี้ 5,000 ล้านเรายังพอใช้ได้ เราสร้างหนังได้โรงถ่าย สร้างโรงถ่าย ได้พัฒนาที่ดิน ได้แหล่งท่องเที่ยว ทุกวันนี้ทำทุกอย่าง แต่ถ้าสร้างหนังแล้วรอดู 4 วันอันตราย เฮ้ย! เรียบร้อย บ้านใครบ้านมัน จบ (หัวเราะ)

FILMAX : แสดงว่าถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ทำเงินก็ไม่เป็นไร
ทรนง : อ๋อ! ขาดทุนแน่นอน แต่ว่าต้องไปต่อ หยุดทำไม ตัวเลขมันไม่เห็นกำไรน่ะ แต่ที่อยากได้มากที่สุดก็คือ อยากจะดึงผู้กำกับหนังไทยส่วนนึง ให้กลับมาทำหนังที่มันจริงจัง

FILMAX : จริงจังในที่นี้หมายความว่า?
ทรนง : หนังที่เป็นจริง คนไทยทำหนังผีกับหนังตลก มีเหตุผลเดียว หนึ่ง ผู้มีอำนาจในแผ่นดินบอก มึงอย่าแตะสถาบัน อย่าแตะตำรวจ อย่ายุ่งทหาร เฮ้ย! อย่าไปยุ่งกับศาล ทนายพูดแบบนี้ไม่ได้นะ 6 ตุลา14 ตุลามึงอย่าไปทำ อย่าไปแตะปัญหาภาคใต้นะโว้ย แล้วตกลงจะให้กูทำอะไร มึงไปทำหนังผีดิ ทำไปเลย หนังตลกก็ได้ อะไรก็ได้ บ้าๆ บอๆ ทำหนังรักก็ได้ ผู้ชาย 3 ผู้หญิงหนึ่ง ผู้หญิง 3 ผู้ชาย 1 ก็ได้ ทำไปเลย ถามดิ๊ คุณจะมีชีวิตอยู่เพื่อให้คนอื่นมาบล็อกคุณเหรอ

FILMAX : แล้วคุณอาเองไม่โดนบ้างเหรอครับ
ทรนง : โดน ผมก็สู้ดิ ผมเคยสู้ ผมเคยตัดนิ้วตัวเองมาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ตัดนิ้วตัวเองแล้ว สาบาน ตัดนิ้วคนอื่น (หัวเราะ) คนทำหนังสมัยนี้มันไม่สู้กันไง อย่าให้พูดเลย ผมอยากให้ผู้กำกับหนังแม่งมา เฮ้ย! อยากทำหนังมาคุยกับทรนง จบ ดีจริงได้ทำแน่นอน ผมอนุมัติ คุณก็สร้างเลย แต่ไม่มีใครกล้ามาเลย มันกลัวผมกันหมดไง (หัวเราะ)




Create Date : 21 มิถุนายน 2553
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 0:44:19 น. 0 comments
Counter : 563 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

panueddie
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add panueddie's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com