สำนักพิมพ์ เต่าตัวโต มาช้าๆ แต่ตั้งใจจริงค่ะ
Group Blog
 
All blogs
 

Mama หนังผีเศร้าๆ


เริ่มต้นเรื่องราวด้วยการอ้างอิงถึงช่วงเศรษฐกิจตกต่ำของอเมริกา นักธุรกิจคนหนึ่งฆ่าเพื่อนร่วมงาน กลับบ้านมาฆ่าเมียตัวเอง แล้วหอบหิ้วลูกขึ้นรถฝ่ากองหิมะไปจากบ้าน รถเกิดอุบัติเหตุ และพวกเขาก็ได้เข้าไปในบ้านร้างหลังหนึ่ง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสยองขวัญของเรื่องราวทั้งหมด

แล้วลูคัส ผู้เป็นพ่อ วิคตอเรีย วัย 5 ขวบ และลิลลี่วัย 1 ขวบก็หายสาบสูญไป

เมื่อดูถึงตอนนี้ฉันก็เริ่มเปลี่ยนใจ หยิบเรื่องอื่นมาใส่เครื่องเล่นแทนเรื่อง Mama แต่แล้วก็เปลี่ยนใจอีกครั้ง ย้อนกลับมาดูต่อ อยากดูหนังที่ไม่ต้องคิดมากนัก และไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย เนื่องจากหนังผีหลายเรื่องที่ผ่านมาก็ผิดหวังมาตลอด



หลังจากพี่ชายและหลานสาวสองคนหายตัวไปในวันนั้น เจฟฟ์น้องชายของลูคัสยังคงออกตามหาพี่ชายและหลานสาว จนเวลาผ่านไป 5 ปี เขาก็พบเด็กทั้งสองคนในสภาพเหมือนสัตว์ป่าในบ้านหลังนั้น เขาจึงพาเด็กกลับมาดูแลในบ้านหลังหนึ่ง ด้วยการสนับสนุนจากจิตแพทย์ที่ศึกษาเรื่องเด็กทั้งคู่ พวกเขาจึงต้องย้ายมาอยู่บ้านหลังใหญ่ชานเมืองแล้วดูแลเด็กภายใต้การกำกับของจิตแพทย์ผู้นั้น

หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยเหมือนหนังผีที่เกี่ยวกับเด็กทั่วไปนัก แอนนาเบลในเรื่องเป็นแฟนสาวของเจฟฟ์ที่ต้องมารับหน้าที่ดูแลเด็กไปพร้อมกับเขา ในเรื่องแอนนาเบลเป็นมือเบสของวงร๊อค แอนนาเบลไม่ใช่แม่บ้าน ไม่ได้เนี้ยบ ไม่ได้เคร่งครัดระเบียบ ไม่ได้อยากมีลูก (มีฉากแรกๆ ดีใจด้วยซ้ำที่ไม่ได้ตั้งท้อง) ไม่ได้อยากเลี้ยงเด็ก แต่ต้องเลิกเล่นดนตรี สูญเสียเสรีภาพ เพื่อมาเลี้ยงดูเด็กร่วมกับเจฟฟ์





แม้ว่าทั้งสองฝ่าย แอนนาเบลกับเด็ก เหมือนอยู่ฝั่งตรงข้าม ทั้งหมดก็อยู่ร่วมกันได้ด้วยดี ไม่มีขัดแย้งหรือทะเลาะเบาะแว้งกันแต่ประการใด แต่ก็ไม่ได้พยายามจะเอาชนะใจอีกฝ่ายหนึ่ง แค่ทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้นเอง

เรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ เริ่มเปิดเผยตัวตนของ "มาม่า" ที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กมาตลอด 5 ปี วิคตอเรียตอนนั้นอายุ 5 ขวบ ยังคงสภาพของมนุษย์ได้มากกว่าลิลลี่ที่เติบโตมาเหมือนสัตว์ป่า เธอวิ่งสี่ขา นอนใต้เตียง กินอาหารด้วยมือ พูดจาได้จำกัด กลัวคน และเธอก็ผูกพันกับมาม่ามากอีกด้วย

ขอบอกว่าเด็กที่เล่นเป็นลิลลี่เก่งมากๆ หน้าตาท่าทางเหมือนกับสัตว์ป่า เด็กทั้งคู่แสดงได้ดีมากจนต้องขอชมเชยผู้กำกับ



เนื้อเรื่องของ MAMA ถือว่าทำได้สนุกทีเดียว ทำได้หลอนใช้ได้ แถมยังเป็นหนังผีที่เศร้าและเหงามากในตอนจบ








 

Create Date : 26 ธันวาคม 2556    
Last Update : 26 ธันวาคม 2556 17:05:46 น.
Counter : 738 Pageviews.  

บ้านหลอน เด็กประหลาด

ฉันเป็นคนที่ไม่กลัวผี


ในสมัยที่เด็กกว่านี้ฉันน่าจะเชือนะว่ามีผี และมักจะบอกว่า "กลัวคนมากกว่ากลัวผี" มาในวัยนี้ฉันเลิกเชื่อเรื่องผีไปแล้ว จริงๆ ก็เลิกเชื่อหลายๆ อย่างที่เป็นอภินิหาริย์หรือบุญกรรมอะไรพวกนี้ไปทั้งหมด ไม่เชื่อสวรรค์นรกหลังความตาย

ฉันเชื่อว่าเมื่อฉันตายก็หมายถึงร่างกายหยุดการทำงาน มันจะเปื่อยสลายตัวลงเหมือนกับชีวิตของทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ แล้วตัวฉันก็จะสูญสิ้นไป ไม่มีวิญญาณล่องลอยคอยรับการตัดสินผลกรรม



แม้จะไม่เชื่อเรื่องผี แต่ฉันกลับชอบนักล่ะกับการหาหนังผีมาดูและหาหนังสือผีๆ มาอ่าน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ถ้าให้วิเคราะห์ก็น่าจะเป็นเหมือนกับคนที่ชอบเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวในสวนสนุก มันทำให้ร่างกายและสมองได้ตื่นตัวจากสภาวะซ้ำซากจำเจจากโลกรอบตัวล่ะมั้ง

ฉันอยากดูหนังผีแบบที่หลอนให้กลัวได้เหมือนที่เคยดูมาในตอนเด็ก ทั้งเรื่อง Exorcist ทั้ง Poltergeist และอีกบางเรื่องที่จำชื่อไม่ได้ หรือจะเป็นเพราะตอนนั้นยังเด็ก ดูอะไรก็น่ากลัว อื่มม ตอนดูเรื่องศุกร์ 13 กับเพื่อนๆ ฉันก็ไม่กลัวนะ แต่เพื่อนที่ดูด้วยกันกลับกลัวกันจนไปหลบหลังประตูกันเลยทีเดียว สงสัยจะกลัวยากเอาการล่ะฉัน

"เรื่องหลอนอันดับ 1 แห่ง New York Times Bestseller" คือสิ่งที่ดึงดูดให้ฉันหยิบหนังสือเล่มนี้้ไปจ่ายตังค์ที่เคาน์เตอร์ แถมหนังสือเล่มนี้ยังชื่อเรื่องว่า "บ้านหลอน เด็กประหลาด" หน้าปกก็ดูน่าจะใช่แนวที่ฉันชอบเชียวล่ะ

หลังจากอ่านไปได้ครึ่งเรื่องฉันก็พบว่าเนื้อเรื่องเป็นการเอาหนังเรื่อง X Men มาผสมรวมกับ Harry Potter  (พลาดไปไม่ได้สังเกตเห็นคำว่า "แพรวเยาวชน") เอาล่ะแม้ว่าหนังสือจะไม่ตรงใจแต่เนื้อเรื่องก็ถือว่าสนุกได้ในระดับหนึ่ง มาเริ่มน่าเบื่อเอาก็ตอนเกือบจบเล่ม ตรงบทบู๊เด็กๆ ดูจะชืดๆ ไปนิด (คงเป็นเพราะ "ไม่ใช่เยาวชน" แล้วก็เลยอ่านไม่หนุกล่ะมั้ง) และอ่านจนจบเล่มได้ในที่สุด

ก็อย่างว่าล่ะที่มันเป็นหนังสือเยาวชนจะให้มาหลอกหลอนขนหัวลุกกันมากมายก็กระไรอยู่ ถึงยังไงก็ยังมีสิ่งที่ชอบในหนังสือเล่มนี้อยู่บ้าง ตรงที่เขาเอาภาพถ่ายโบราณมาประกอบเนื้อหา เป็นภาพของเด็กประหลาด เช่น เด็กลอยได้ เด็กทรงพลังยกก้อนหินได้ เด็กล่องหน เด็กผึ้ง และอื่นๆ







ภาพถ่ายพวกนี้ไม่ใช่ภาพที่นำมาทำใหม่เพื่อประกอบหนังสือเล่มนี้ แต่เป็นภาพเก่าจริงๆ ที่ผู้เขียนไปรวบรวมมาได้จากร้านขายของเก่าแล้วนำมาผูกเข้ากันเป็นเรื่องราวได้แนบเนียน ภาพเหล่านี้พิเศษตรงที่เป็นภาพที่เขาทำหลอกคนโดยใช้เทคนิคเก่าๆ ทำให้ภาพถ่ายดูเหมือนแนวอภินิหาริย์เหนือจริง ท้ายเล่มจะมีรายละเอียดชื่อผู้ถ่ายภาพทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในเล่มอีกด้วย

ดังนั้นฉันก็เลยผิดหวังอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เข็ดนะคะ จะยังเพียรพยายามค้นหาหนังและหนังสือที่จะทำให้ฉันหลอนจนขนหัวลุกให้ได้


เก็บตก

ชื่อหนังสือภาษาอังกฤษคือ Miss Peregrine's Home for Peculiar Children เขียนโดย แรนซัม ริกกส์ (Ransom Riggs) ปกหนังสือภาคภาษาไทยเหมือนกับภาคภาษาอังกฤษ

ถ้าต้องการดูภาพถ่ายอื่นๆ ที่ปรากฏในหนังสือก็ลองใช้ google หาชื่อหนังสือภาษาอังกฤษ ที่จะเจอเยอะมากๆ ค่ะ



และมีข่าวนานแล้วที่บอกว่าทิม เบอร์ตันสนใจจะสร้างเรื่องนี้เป็นหนัง สงสัยว่าหนังของพี่เบอร์ตันน่าจะหลอนกว่าต้นฉบับอีกนะ ข้อมูลใน imdb.com ระบุว่าท้ายชื่อหนังว่าปี 2015 แต่จริงๆ ไม่รู้ว่าจะเสร็จจริงเมื่อไร ไว้จะรอดู




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2556 11:19:05 น.
Counter : 4774 Pageviews.  

อ่านหนังสือ : หนึ่งปีแสนสุขในโปรวองซ์

ระยะหลังฉันเริ่มคิดถึงการเปลี่ยนบรรยากาศไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศสักหนึ่งปี หรือถ้าจะให้พูดกันจริงก็คือย้ายบ้านทุกปี ไปที่ไหนก็ได้ ซึ่งถ้าจะให้ดีที่สุดคือไปต่างประเทศแถบยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย เอาประเภทที่มีความแตกต่างจากเราให้สุดขั้วไปเลย ไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไปเจอคนแปลกหน้าแปลกวัฒนธรรม มันคงกระตุ้นให้ฉันหายจากอาการขี้เบื่อนี่ได้มั่งล่ะน้า




ปีเตอร์ เมย์ล (Peter Mayle บอกตรงๆ ว่าอ่านนามสกุลไม่ออก ไม่รู้ว่าตัวหลังนี่ออกเสียงยังไง) นักเขียนชาวอังกฤษที่ย้ายบ้านไปอยู่ในโปรวองซ์ ชนบทของฝรั่งเศส ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่เขาพบทำให้เขาเขียนหนังสือเรื่อง "หนึ่งปีแสนสุขในโปรวองซ์" ออกมาได้อย่างฮา

A Year In Provence ไม่ใช่หนังสือนำเที่ยว ไม่ได้พูดถึงว่าไปโปรวองซ์แล้วควรไปเที่ยวที่ไหน ไปยังไง เมื่อไร ตรงไหนมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ไม่ได้ชวนไปเที่ยว

เขาเล่าถึงโปรวองซ์จากมุมมองของเขา ที่มองเห็นความแตกต่างหลายเรื่องจากประเทศบ้านเกิด ทั้งผู้คน นิสัยใจคอ สภาพสังคมที่ทำให้เขาต้องปรับตัวปรับใจอย่างใหญ่โต และกลายเป็นชาวโปรวองซ์ไปบ้างแล้ว

วิธีที่เขาเล่าถึงผู้คน อ่านแล้วเห็นภาพ บางทีก็ประชดเสียดสีอย่างชัดเจน บางอย่างก็ใส่ความขบขันเข้าไปในเรื่องเล่า

ที่ชอบที่สุดคือเพื่อนบ้านของเขาคนหนึ่งชื่อ มาสโซ เท่าที่อ่านดูจะไม่น่าใช่เพื่อนบ้านในอุดมคติ  ก็เขาน่ะทั้งละโมบ ทั้งใจแคบ และติดจะโหดร้ายอยู่นิดๆ แต่ผู้เขียนก็เขียนออกมาจนทำให้เรารักชายคนนั้นไปเลยทีเดียว (เขาเองก็รักเหมือนกัน)

ชีวิตในบ้านชนบทดูก็ไม่น่าจะรื่นรมย์สักเท่าไร โดยเฉพาะการซ่อมแซมบ้านที่ทำกันทั้งปีก็ไม่เสร็จซะที พวกช่างทำค้างไว้ก็ทิ้งงานไปรับงานที่อื่นที่เงินดีกว่า เขาก็ต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่โปร่งโล่ง (เพราะทุบผนังออกแล้วแต่ยังไม่ได้ก่อ) เศษสิ่งของที่อยู่ระหว่างปรับปรุง และที่สำคัญฤดูหนาวที่โหดร้ายกำลังจะมาถึง กระนั้นเขาก็เล่าออกมาออกแนวขำขันไปซะ ถ้าฉันเจออย่างนี้สงสัยจะเสียสติซะก่อนล่ะ

สำหรับฉันถ้าต้องไปอยู่ในชนบทแบบนั้นคงอยู่ไม่ได้ เป็นคนเมืองตั้งแต่เด็กจนแก่ ขอไปใช้ชีวิตในเมืองก็แล้วกัน เอาแบบที่มีร้านกาแฟหอมๆ มีร้านขายหนังสือขายเครื่องเขียน มีอินเทอร์เน็ตใช้ และที่สำคัญขอมีเงินไว้ซื้อของเหล่านี้ด้วยเถอะ สาธุ (ฮา)






ปีเตอร์ เมย์ล เกิดในปี 1939 ปัจจุบันอายุ 73 ปี เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม ฉันเคยอ่านเล่มอื่นที่แปลเป็นไทยอยู่บ้าง กลับไม่ค่อยชอบสักเท่าไร หนังสือของเขาทำเป็นหนังอยู่เรื่องหนึ่งคือ A Good Year ได้หนุ่มรัสเซล โครว์นำแสดง เคยดูอยู่เหมือนกัน (ดูบางส่วนไม่ต่อเนื่อง) ไม่ถือว่าประทับใจหรือไม่เกลียด กลับไปชอบเพลงประกอบซะนี่ เพลงชื่อ How Can I Be Sure of You โดย Harry Nilsson

จากหนังสือเล่มเดียว โยงไปจบที่เพลง ยังไงกันเนี่ย

สนใจฟังเพลงไปฟังได้ที่นี่นะคะ
https://www.youtube.com/watch?v=zAMulWQGsWQ




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2556    
Last Update : 8 มิถุนายน 2556 19:42:30 น.
Counter : 603 Pageviews.  

อ่านหนังสือ : Daywatch และ Twilightwatch


หลังจากอ่าน Nightwatch จบไปฉันก็ทิ้งห่างการอ่านหนังสือเล่มต่อไปมานานราวครึ่งปี จนแทบต่อไม่ติด

จริงๆ หลังจากอ่านจบเล่ม Nightwatch ฉันก็เกิดอาการลังเลว่าควรอ่านต่อหรือไม่ ในร้าน หนังสือชุดนี้จัดอยู่ในหมวดของแฟนตาซี (ถ้าจำไม่ผิด) แต่เท่าที่อ่าน เนื้อหาออกจะหนักไปทางปรัชญาเสียมากกว่า ยิ่งต้องผจญกับภาษาที่แปลมาเป็นไทยฉันก็ยิ่งมึนงงหนักขึ้น อ่านแล้วหนักหัวเกินกว่าจะสนุก

แต่ทุกอย่างก็ต้องมีตอนจบ และฉันก็อยากรู้ตอนจบ ก็เลยเช่าหนังสือชุดนี้มาอ่านเพิ่มอีก 2 เล่ม

*****************

อย่างที่เกริ่นไปหนังสือเล่มนี้มีบทสนทนาในเชิงปรัชญามากมาย --ปรัชญาในเรื่องดี-ชั่ว ที่คลุมเครือไม่ชัดเจน ความดีหรือชั่วนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งยุคสมัย สถานที่ สถานการณ์ มุมมอง ความตั้งใจ

หนังสือบอกเล่าว่าในโลกนี้ในกลุ่มมนุษย์ปกติอย่างเราๆ นั้นมีบุคคลอีกพวกหนึ่งที่มีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ มีทั้งผู้ใช้มนตรา ผู้วิเศษ แม่มด พ่อมด แวมไพร์ มนุษย์หมาป่า และอื่นๆ ในพวกเขายังแบ่งออกเป็นฝ่ายมืดและฝ่ายสว่าง เมื่อหลายพันปีก่อนทั้งมืดและสว่างทำสงครามจนเกือบทำลายโลกนี้ลง ดังนั้นจึงมีการลงนามในสัญญาเพื่อสร้างกฎเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดสันติ (แบบสงครามเย็น ที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ) และเกิดความสมดุล โดยแต่ละฝ่ายก็จะจัดกองกำลังของตนเองในการจับตาดูอีกฝ่ายไม่ให้ทำผิดกฎ และมีอีกกลุ่มเป็นผู้ตัดสิน

คนของฝ่ายสว่างเรียกกองกำลังของตัวเองว่าไนท์วอทช์ (nightwatch) เนื่องจากเป็นการเฝ้าดูคนฝ่ายมืด มีหัวหน้านามว่า "เกย์ซา" และคนฝ่ายมืดก็ตั้งกองกำลังชื่อว่าเดย์วอทช์ (daywatch) ด้วยเหตุผลเดียวกัน มีหัวหน้าชื่อว่า "ซาบุลอน"

ในเล่ม Nightwatch ผู้นำฝ่ายสว่างได้วางหมากเพื่อทำบางสิ่งให้บรรลุจุดประสงค์ของตนเอง จนฝ่ายไนท์วอทช์ได้เปรียบและสมดุลของอำนาจเริ่มสั่นคลอน ซึ่งอาจนำไปสู่ความพินา่ศ

ในเล่ม Daywatch ฝ่ายมืดได้เริ่มการวางหมากเพื่อตอบโต้และอำนาจของทั้งสว่างและมืดก็กลับเข้าสู่สมดุลอีกครั้ง เราจะได้พบกับมุมมองของฝ่ายมืดผ่านสายตาของแม่มดสาวอลิสาที่เคยเป็นคนโปรดของซาบุลอนมาก่อน แม้ว่าฝ่ายมืดจะทำเรื่องชั่วร้าย แต่พวกเขาก็เหมือนกับพวกที่ตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีความพยายามจะปิดบังหรือทำเป็นอิดๆ เอื้อนๆ พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อบรรลุความต้องการของตัวเอง แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตคนอื่นก็ตา่ม นอกจากนั้นเราก็ยังจะได้พบกับตัวละครอื่นจากด้านมืดและผู้สอบสวนที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนคนกลางหรือผู้พิพากษาที่คอยดูแลให้เกิดความเรียบร้อยของทั้งสองกลุ่ม

และในเล่ม Twilighwatch เราก็ยังเห็นการเล่นเกมกันของหัวหน้าฝ่ายสว่างและฝ่ายมืด เพื่อชิงความได้เปรียบ แต่ในเล่มนี้เราจะได้รับรู้เป็นนัยๆ ถึงสิ่งที่ "คนอีกพวก" เป็น เรื่องราวในเล่มนี้ได้เกิดการค้นพบตำราเวทย์มนต์ลึกลับที่เชื่อกันว่าสามารถเปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาให้เป็นคนอีกพวกได้ (ซึ่งตามปกติไม่ได้ ต้องเกิดมาเป็นเลย) มีคนพยายามจะนำมันไปเพื่อเปลี่ยนแปลงมนุษย์ให้กลายเป็นคนอีกพวก ดังนั้นทั้งไนท์วอทช์ เดย์วอทช์ และฝ่ายสืบสวนจึงร่วมมือกันค้นหา

อันทอน โกโรเดทสกี้ ผู้ใช้มนตราระดับไม่สูงไม่ต่ำ เป็นตัวละครหลักในเรื่องนี้ เขาเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาในวอทช์และเป็นผู้ที่ยังคงกังขากับประเด็นเรื่องความถูก-ผิด ดี-ชั่ว ความสว่าง-ความมืด ในกลุ่มคนทำงานเขายังถือว่าเป็นผู้ที่มีพลังระดับต่ำ และมักเป็นสิ่งสะกิดใจทุกครั้งเืมื่อต้องเปรียบเทียบกับภรรยา (สเวตลาน่า) ที่เป็นแม่มดพลังระดับสูง แต่เขามักเป็นคนที่ทำงานได้สำเร็จ นั่นก็เพราะเขาใช้สมองมากกว่ากำลังเพียงอย่างเดียว

ในเล่มต่อไป Lastwatch จะเป็นเล่มสุดท้ายของหนังสือชุดนี้ ซึ่งฉันก็จะติดตามมันต่อไปเพื่อดูว่าผลสุดท้าย "คนอีกพวก" จะดำรงต่อไปกันอย่างไร

ย่อหน้าสุดท้ายนี้คงต้องบอกว่าความดี-ชั่วยังเป็นเรื่องที่คลุมเครือไม่ชัดเจน คิดว่านั่นเป็นเหตุผลให้ผู้เขียนเรียกพวกเขาว่า ฝ่ายสว่างและฝ่ายมืด แทนที่จะเป็นฝ่ายขาวหรือฝ่ายดำ เพราะในความสว่างก็ยังมีเงามืด และในความมืดก็ยังมีแสงสว่าง ไม่มีอะไรที่สุดโต่งจนแยกไม่ได้




อ่างอิงบทความก่อนหน้าที่เขียนไว้  //mizshorty153.blogspot.com/2012/07/nightwatch.html




 

Create Date : 25 มีนาคม 2556    
Last Update : 25 มีนาคม 2556 14:00:52 น.
Counter : 480 Pageviews.  

อ่านหนังสือ : Nightwatch ผู้พิทักษ์แห่งรัตติกาล

เคยดูหนังรัสเซียในชื่อเดียวกัน Nightwatch เรื่องราวของฝ่ายสว่างกับฝ่ายมืดที่ต่อสู้ชิงไหวพริบกันเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายตัวเอง ที่แน่นอนก็คือฝ่ายมืดนั้นคือฝ่ายที่ก่อเรื่องราวให้เกิดปัญหา ตามติดมาด้วยภาคสองในชื่อว่า Daywatch



จากการค้นทางเน็ตพบว่าหนังสร้างจากหนังสือในชุด Watch ทั้งหมด 4 เล่ม ได้แก่ Nightwatch, Daywatch, Twilightwatch และ Lastwatch โดยนักเขียนชื่อเซอร์เก ลุกยาเนนโก (Sergei Lukyanenko) นักเขียนรัสเซีย มีการแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษแล้ว เมื่อรู้เช่นนี้ฉันจึงเฝ้ารอว่าหนังน่าจะมีภาคต่อออกมาอีก 2 ภาค

ชอบแนวของเรื่องราว ที่สร้างออกมาเหนือจริง ฉูดฉาด รวดเร็ว อยากอ่านแต่คิดว่าคงอ่านยาก แล้วเมื่อราวเดือนก่อนได้ไปเห็นหนังสือ Lastwatch ภาคภาษาไทยในร้านหนังสือ แปลโดยคุณสุวิทย์ ขาวปลอด พิมพ์โดยสำนักพิมพ์วรรณวิภา จึงออกตามหาหนังสือมาอ่าน เริ่มจากภาคแรก Nightwatch

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าใครที่คิดว่าหนังสือจะมีอะไรเหมือนกันกับหนังล่ะก็ ขอให้ปรับเปลี่ยนลบความทรงจำของหนังทิ้งให้เกือบหมด หนังเอาเรื่องราวในหนังสือมาขยำๆ แยกส่วน คัดกรอง แล้วเลือกเอาบางส่วนออกมาใช้ สร้างของใหม่เพิ่มเติมเข้าไปจนออกมากลมกล่อมในแนวทางของหนังที่แตกต่างจากหนังสือ



หนังสือเล่ม Nightwatch ฉบับแปลนี้หนา 640 หน้า แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 3 ภาค เมื่ออ่านจบคุณก็จะรู้ว่าในหนังที่ชื่อว่า Nightwatch นั้นนำแกนเรื่องมาจากภาค 1 ส่วนหนัง Daywatch นั้นนำเอาแกนเรื่องบางส่วนของภาคที่ 2-3 ของเล่มแรกนี้มารวมกัน ดังนั้น Daywatch เวอร์ชั่นภาพยนตร์จึงน่าจะไม่ใช่เวอร์ชั่นเดียวกับ Daywatch ภาคหนังสือ (ไว้รออ่านเล่ม Daywatch ก่อนถึงจะบอกได้ค่ะ)

สำหรับบล็อคนี้จะเป็นเรื่องของ Nightwatch ภาคหนังสือที่แปลโดยคุณสุวิทย์ ขาวปลอด

เรื่องราวในหนังสือบอกเล่าว่าโลกเรานั้นปะปนไปด้วยคนอีกกลุ่ม (The Other) ที่มีพลังพิเศษเหนือคนธรรมดา คนอีกกลุ่มนี้บางคนเกิดมาเพื่อเป็นฝ่ายมืดหรือฝ่ายสว่างตั้งแต่เกิด เช่นพวกแวมไพร์หรือหมาป่า (เรื่องนี้ไม่ค่อยแน่ใจนักนะคะ แต่คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น) แต่ก็มีอีกกลุ่มที่เลือกได้ว่าต้องการเป็นฝ่ายมืดหรือสว่าง และยังเลือกได้อีกว่าต้องการเข้าร่วมกลุ่ม watch เพื่อพัฒนาพลังพิเศษขึ้นหรือจะอยู่แบบคนธรรมดาที่มีพลังพิเศษเพียงเล็กน้อย พวกเขาเกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นคนธรรมดาทั้งสิ้น

เมื่อพันปีก่อน ฝ่ายมืดและสว่างได้จับมือกันเลิกสงคราม และดำรงไว้ซึ่งความสมดุลย์ โดยต้องมีคนของอีกฝ่ายเป็นผู้คอยตรวจสอบอีกฝ่าย ฝ่ายสว่าง (Light) ตั้งผู้ตรวจสอบฝ่ายมืดในชื่อว่า Nightwatch ในอีกด้าน ฝ่ายมืด (Dark) ก็ตั้งผู้ตรวจสอบฝ่ายสว่างในชื่อว่า Daywatch

พวกเขามีข้อตกลงกันหลายอย่าง การใช้พลังพิเศษของตัวเองกับมนุษย์จะก่อให้เกิดการแทรกแซงที่ทำไม่ได้ เช่น ฝ่ายสว่างใช้พลังช่วยเหลือคนที่กำลังจะตายไม่ได้ และฝ่ายมืดก็ใช้พลังฆ่าคนไม่ได้ด้วยเช่นกัน โดยอาจมีการอนุโลมกันและกันบ้างในบางกรณี เช่น ใบอนุญาตให้ฝ่ายมืดฆ่าคนได้บ้างเพื่อดำรงชีวิต หรือการแทรกแซงเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ส่งผลกับชีวิตคน

ในภาคแรกของหนังสือเราจะได้ทำความรู้จักกับตัวเอกของเรื่องก็คือ อันทอน พนักงานดูแลระบบคอมพิวเตอร์ของ Nightwatch ซึ่งจู่ๆ ก็ถูกส่งออกไปทำงานภาคสนามในการติดตามแวมไพร์ที่กำลังออกล่าสังหารคน ระหว่างนี้เขาก็ได้พบกับหญิงสาวผู้หนึ่ง สเวตลาน่า ที่มีลมหมุนก่อตัวเหนือหัว เนื่องจากถูกฝ่ายมืดบางคนสาปแช่ง เขาต้องรับหน้าที่คลี่คลายคำสาปนี้ให้ได้ก่อนที่ลมหมุนนี้จะก่อตัวใหญ่โตและกลืนกินทุกคนในมอสโคว์ ไม่เพียงแต่สเวตลาน่าเท่านั้น

ตัดมาที่การตามล่าแวมไพร์ที่ทำผิดกฎของ watch เขาได้พบกับแวมไพร์หนุ่มหนึ่งตนที่กำลังสอนสาวแวมไพร์ตัวใหม่ให้หาเหยื่อซึ่งเป็นเด็ก 12 ขวบที่มีแววว่าจะเป็นผู้มีพลังสูงสุดในยุคนี้ เด็กคนนี้ชื่อว่า อีกอร์ อันทอนได้สังหารแวมไพร์หนุ่มและปล่อยให้แวมไพร์สาวมือใหม่ให้หลุดรอดไปได้ และเขาจึงต้องรับหน้าที่ในการป้องกันอีกอร์จากการกลับมาเอาคืนจากแวมไพร์สาวที่กำลังหิวโหยตนนั้น และชักจูงให้อีกอร์เลือกมาอยู่กับฝ่าย "สว่าง"

พวกเขามีสถานที่ลับที่เข้าไปได้เฉพาะคนที่มีพลังพิเศษที่ฝึกฝนมาเท่านั้น นั่นคือมิติทไวไลท์ อันเป็นโลกที่อยู่คู่ขนานกับโลกของเรา แต่เวลาในนั้นจะเดินเร็วกว่า เมื่อเข้าไปในนั้นคุณจะมองออกมาเป็นโลกของเราเป็นภาพที่เชื่องช้า และในมิติทไวไลท์ก็ยังมีมิติที่ลึกลงไปอีก ซึ่งการเข้าไปนั้นหากไม่มีพลังเพียงพอคุณอาจกลับออกมาไม่ได้ เพราะมันจะกลืนกินพลังและตัวคุณไว้เป็นอาหารของมัน

ในปฏิบัติการเราจะได้พบกับตัวละครอื่นๆ ที่สำคัญในเรื่องราว ทั้ง เกซาร์ หัวหน้า Nightwatch ประจำมอสโคว์ และซาบุลอน หัวหน้า Daywatch ประจำมอสโคว์เช่นกัน โอลก้า นักแปลงร่างที่ถูกทำโทษให้อยู่ในร่างนกฮูกมานาน 80 ปี ที่ถูกส่งไปช่วยเหลืออันทอนในงานนี้ รวมถึงตัวละครรองๆ หลายตัว

หนังสือจะมีการโต้เถียงกันอยู่หลายต่อหลายครั้งในประเด็น "ความดี" และ "ความชั่ว" ที่บ่อยครั้งมันไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นขาวกับดำชัดเจน ความดีบางอย่างก็น่ากังขา ความชั่วบางอย่างก็ไม่ได้เลวร้ายจริงๆ เส้นแบ่งความดีความชั่วจึงออกมาเลือนลาง ถือว่าเป็นหนังสือแนวแฟนตาซีที่ให้มุมมองด้านปรัชญาที่ลึกซึ้งทีเดียว อ่านไปก็ชักมึนพอสมควร ประกอบกับตัวหนังสือที่น่าจะไม่มีการพิสูจน์อักษรอย่างละเอียดนัก จึงมีทั้งคำผิดและการเว้นวรรคที่ผิด สร้างความมึนงงหนักเข้าอีกเมื่อได้อ่าน

เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง คุณจะพบว่าฝ่ายมืดและฝ่ายสว่างเองก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย ต่างก็เต็มไปด้วยแผนการเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยมีคนอื่นเป็นเบี้ยที่จะโยนทิ้งเมื่อไรก็ได้ ถือเป็นการสูญเสียที่จำเป็นและยอมรับได้ ดังนั้นจงฟัง ใคร่ครวญ และเลือกทางของตัวเอง อย่าให้ใครจูงจมูกคุณได้ล่ะ





 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2555 8:24:00 น.
Counter : 1163 Pageviews.  

1  2  3  

นั่งมอร์มาต่อเมล์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




บล็อกของสำนักพิมพ์เต่าตัวโต เจ้าของหนังสือ "ลงมือทำสมุด" ที่รวบรวมผลงานการเย็บสมุดที่เคยทำไว้มาให้ได้ชมกัน นอกจากนั้นก็ยังเป็นเรื่องราวทั่วไปในชีวิต

โดยเฉพาะเรื่องของแมวทั้ง 8 ตัว อันได้แก่ เหมียว บุญทิ้ง บุญชู บุญเติม บุญแต่ง บุญแต้ม บุญตาม และบุญเต็ม ( 4 ตัวแรกล่วงหน้าไปอยู่สวรรค์แล้วล่ะ )

สนใจติดตามเรื่องราวของแมว งานทำสมุด เครื่องหนัง และเรื่องอื่นๆ ได้ที่ http://www.facebook.com/tortaobooks
Friends' blogs
[Add นั่งมอร์มาต่อเมล์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.