Group Blog
 
All blogs
 

ข้อคิด ข้อเตือนใจ เรื่องความรัก



1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือการรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง

2. พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่..ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่ เพื่อเวลาเราพบคนคนนั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ท่าน ประทานมา

3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความ รู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว

4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป

5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลงประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้นแต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่เปิดไว้รอ

6. เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกัน อย่างประทับใจที่สุด

7. เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา

8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเราเอง

9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ

10. อย่าบอกลาถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจ

11. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน

12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต

13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้

14. มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคนจนกระทั่งอยากดึงเขา มาจากความฝันเพื่อกอดเอาไว้ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น

15. ฝันถึงสิ่งที่คุณต้องการฝันไปในที่ที่คุณต้องการไปเป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ

16. ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์ และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข

17. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน

18. คำพูดที่ไม่ได้ยั้งคิดอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง คำพูดที่โหดร้ายอาจทำลายชีวิต คำพูดที่เหมาะกาละเทศะอาจลดความเครียด คำรักอาจเยียวยาและทำให้มีสุข

19. จุดเริ่มของความรักคือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา มิฉะนั้นจะหมายความว่ามันเป็นเพียงภาพสะท้อนของตัวเรา ที่ปรากฎในพวกเขา

20. คนที่มีความสุขที่สุดไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก

21. ความสุขรออยู่เบื้องหน้าผู้ที่มีน้ำตา ผู้ที่เจ็บปวด ผู้ที่ค้นหา และผู้ที่ พยายามแล้ว เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้จักคุณค่า-ของผู้คนที่ได้สัมผัสชีวิต

22. ความรักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม งอกงามด้วยรอยจูบ และจบลงด้วยคราบน้ำตา

23. อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่แสนเจ็บปวด คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดี ถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางความผิดพลาดในอดีต และความปวดใจ

24. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ

25. ความรักก็เหมือนกับการเสี่ยง คุณอาจจะต้องพบกับความล้มเหลว แต่ถ้าคุณไม่เสี่ยง คุณก็อาจจะต้องพบกับความล้มเหลวตลอดไป

26. ความรัก มักเหมือนแก้วบาง ถ้าหากคุณมือหนัก แก้วที่คุณถือ ก็อาจจะต้องแตกร้าวทุกครั้งที่คุณใช้มัน

27. ความรัก ง่ายที่เราจะหามัน แต่ยากที่จะรักษาเอาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

28. ความรัก เป็นเรื่องง่ายๆ ที่จะรักษามันไว้กับใจ หากคนทั้งคู่ ไม่ โง่...





 

Create Date : 21 สิงหาคม 2551    
Last Update : 21 สิงหาคม 2551 22:03:48 น.
Counter : 301 Pageviews.  

"เรื่องรัก เรื่องใคร่ ใครว่าไม่สำคัญในชีวิตคู่"

คัดลอกบทความมาจากของ นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล ซึ่งเป็นบุคคลที่เราให้การนับถือ และชอบในการสอนสื่อจิตวิทยาของท่านมากๆค่ะ ท่านจะนำเสนอเนื้อหาได้น่าคิด และเข้าใจง่ายมากๆลองอ่านดูกันนะคะ



สามีภรรยาหลายคู่อยู่ร่วมชีวิตกันได้ยาวนาน ตามสุภาษิตโบราณที่ว่า ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร...แต่อีกจำนวนมากกลับมิได้เป็นเช่นนั้น

นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวิตคู่และสุขภาพทางเพศ แห่งโรงพยาบาลนมารมย์ เล่าแจ้งในงานบรรยายพิเศษซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานนี้

ในหัวข้อ “ชีวิตคู่ : เรื่องรักสดใส เรื่องใคร่สุขสม” ถึงองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการที่มีผลต่อความสัมพันธ์ของคนสองคน ได้แก่ ความรู้สึก การสื่อสารและการปรับตัว ซึ่งความสัมพันธ์ของคู่สมรสจะมั่นคงหรือเปราะบาง

ก็ให้พิจารณาที่เหตุปัจจัยสามอย่างนี้
โดยเริ่มที่“ความรู้สึก” ที่มีต่อกันว่าเป็นบวกหรือลบ...

เมื่ออยู่ใกล้กันแล้วมีความสุขใจ อบอุ่น มั่นคง ผูกพัน (ความรู้สึกทางบวก)
ตรงข้ามกับความหงุดหงิด รำคาญ ขุ่นเคือง จนถึงความเคียดแค้นใจต่อกัน (ความรู้สึกทางลบ)




ความรัก (love) คือความรู้สึกชื่นชมยินดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่ง มากจนเกิดความปรารถนาขึ้น แล้วจึงแยกความปรารถนาเป็น 2 อย่าง ได้แก่

“ความเมตตา” คือ ความรักที่ปรารถเป็นผู้ให้ (give) เป็นรักแท้ คือ ความผูกพัน ปรองดอง ห่วงใย คิดถึง เห็นใจ เข้าใจ เอื้ออาทร เสียสละ ให้อภัย

“ความเสน่หา” คือ ความรักที่ปรารถนาเป็นผู้รับ (take) มีรากฐานจากราคะที่ปลอมตัวมาในรูปของความรัก ได้แก่ ความต้องตา ติดใจ หลงเสน่ห์ หลงใหล เคลิบเคลิ้ม คลั่งไคล้ โหยหา


ความรักระหว่างหญิงชายที่มีเฉพาะความเมตตาอย่างเดียว โดยปราศจากความเสน่หาก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตคู่ เพราะคบกันเป็นเพื่อนสนิทหรือกัลยาณมิตรก็เพียงพอ

ความรักที่สมบูรณ์ในคู่สามีภรรยา คือมีความเสน่หาเป็นพื้นฐาน และต้องความเมตตามาประกอบกัน...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใช้ชีวิตคู่ผ่านไปนานหลายสิบปี ความเสน่หาลดลง ความเมตตาต้องมากขึ้น




นพ.สุกมล ยกตัวอย่างการแบ่งความรักออกเป็น 4 ระดับ หรือความรัก 4 เกรด ได้แก่

เกรด 1 - รักใคร่ใฝ่กามา (lust) ปรารถนาเพียงสัมผัสสัมพันธ์ทางเพศ แต่ไม่ต้องการความผูกพัน

เกรด 2 - รักหวังวิวาห์มาคู่กัน (eros) ความรักใคร่ระหว่างหนุ่มสาว ซึ่งอาจมีความหึงหวงตามมา

เกรด 3 - รักปันแบ่งความสุข (well wish) หมั่นทำให้คนรักมีความสุข หลีกเลี่ยงไม่ทำในสิ่งที่ทำให้คนรักเป็นทุกข์ และให้อภัยเมื่ออีกฝ่ายทำให้เสียใจหรือเจ็บใจ

เกรด 4 - รักยอมทุกข์เพื่อสุขเธอ (devoted love) เป็นความรักแบบอุทิศ ยอมเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อคนที่เรารัก


เครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาความรักจากเสน่หาไปเป็นความเมตตา หรือบั่นทอนความรักให้จืดจางแล้วกลายเป็นความโกรธเคืองต่อกัน คือ “การสื่อสาร”
ซึ่งมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ
คำพูด (สื่อสารความคิด) และภาษากาย เช่น น้ำเสียง แววตา สีหน้า ท่าทาง ระยะห่าง
การสัมผัส (สื่อสารความรู้สึก) ซึ่งแยกได้เป็น 2 อย่าง ได้แก่

สื่อสารทางบวก (พูดหรือทำให้อีกฝ่ายมีความสุข) เพิ่มพูนความรัก สร้างสรรค์ความสัมพันธ์เกิดพัฒนาการ

สื่อสารทางลบ (พูดหรือทำให้อีกฝ่ายเป็นทุกข์) บั่นทอนความรัก ผลสุดท้ายต้องอยู่ร่วมกันด้วยพันธนาการ


คู่สมรสที่สื่อสารทางบวกต่อกันอย่างสม่ำเสมอจะสามารถพัฒนาความรักแบบเสน่หาไปเป็นความเมตตา
ในทางตรงข้ามหากถนัดในการใช้การสื่อสารทางลบเป็นประจำจะค่อยๆทำลายความรู้สึกปรารถนาดีต่อกัน และเพิ่มพูนความขุ่นเคืองใจให้มากขึ้น จนนำไปสู่การหย่าร้างแยกทางกัน




นพ.สุกมล ตั้งข้อสังเกตุที่น่าสนใจในวัฒนธรรมของไทยเราว่า มีความพร่องในการสื่อสาร 3 ประการ ได้แก่

1. ไม่นิยมการสื่อสารทางกาย ไม่สัมผัส ไม่แตะต้องเนื้อตัวแม้แต่คนที่เรารัก
2. เมื่อเกิดความรู้สึกที่ดี ไม่ชื่นชมพฤติกรรมของอีกฝ่าย พูดชมกันไม่เป็น
3. สื่อสารทางลบ แม้มีความปรารถนาที่ดี ทำให้เสียความสัมพันธ์

เมื่อใดก็ตามที่คู่สมรสของเรามีการปฏิบัติบางอย่างที่ทำให้เราเป็นทุกข์ แทนที่จะตำหนิหรือด่าว่า ควรใช้การสื่อสารทางบวกเพื่อให้อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งมีทั้งหมด 3 ขั้นตอน ได้แก่

1. พูดถึงสิ่งที่เขาทำ
2. พูดถึงความรู้สึกของเราที่เกิดขึ้น (โดยไม่ต้องมีการตัดสินว่าถูก - ผิด, ดี - เลว)

3. พูดถึงสิ่งที่อยากให้เขาเปลี่ยนแปลง


ทั้งสามขั้นตอนนี้ต้องสื่อด้วยคำพูด หลังจากที่เราจัดการกับอารมณ์ทางลบที่เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากพูดตอนที่ยังโกรธอยู่ ก็สร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่ายได้
แต่การที่คนสองคนที่แตกต่างกันต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน ต้องอาศัย “การปรับตัว” เข้าหากัน…แทนที่จะเอาแต่ใจตนเอง และคาดหวังให้อีกฝ่ายเป็นหรือทำในสิ่งที่เราต้องการ


การปรับตัว มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่
1.การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง ให้เป็นไปตามความต้องการของอีกฝ่าย
2.การปรับตัวให้ยอมรับสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น หรืออยู่กับสิ่งที่เขาเป็นอย่างไม่ต้องเป็นทุกข์


ส่วนหนึ่งของความล้มเหลวในชีวิตคู่ คือ ความคาดหวังสูงในคู่สมรส อยากให้เขาเป็นหรือทำในสิ่งที่เราต้องการ ซึ่งคนแต่ละคนก็มีลักษณะนิสัยหลายอย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นำไปสู่ความผิดหวัง

หากคู่สมรสไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างได้ การปรับตัวที่สำคัญของอีกฝ่ายคือลดความคาดหวังลง เปรียบเสมือน “การไม่สามารถเพิ่มน้ำให้เต็มแก้วได้ จึงต้องลดขนาดแก้วให้พอดีกับปริมาตรน้ำที่มีอยู่”


ส่วนประเด็นความใคร่ ที่จะให้สุขสมหวังดังใจปรารถนานั้น นพ.สุกมล แนะนำว่า หากคู่สมรสที่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้สม่ำเสมออย่างมีความสุข จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงสุขภาพทางกายและจิตที่ดี

แต่หากมีภาวะบกพร่องในเรื่องทางเพศอาจสะท้อนถึงปัญหาทางจิตใจหรือภาวะโรคทางกายที่ซ่อนเร้น


ในปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์ได้พัฒนาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความบกพร่องที่เกิดขึ้น และฟื้นฟูความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ (marital life) เพื่อให้สามีภรรยาถนอมรักไว้ให้ยั่งยืน

ก่อให้เกิดความสุขแก่สมาชิกในครอบครัว นำไปสู่ความเข้มแข็งทางสังคมในอนาคตได้ นพ.สุกมล สรุปให้แง่คิดที่น่าจะนำไปปรับปรุงใช้ได้เป็นอย่างดี ให้กับทุกชีวิตคู่ เพื่อความสุขทางกายและใจที่ยืนยาวและมั่นคงจริงๆ





 

Create Date : 18 สิงหาคม 2551    
Last Update : 18 สิงหาคม 2551 20:56:21 น.
Counter : 300 Pageviews.  

คุณอยากเสียตัวหรือไม่ ในวันวาเลนไทน์...

พอดีวันนี้อ่านคอลัมน์ แหลม อินเตอร์ ของ คุณลุงแหลม หญ้าคา ในคู่สร้าง คู่สม ฉบับทศนี้เห็นน่าสนใจเลยเอามาให้อ่านกันดูค่ะ
อ่านดูแล้วสนุกดี แต่ค่อนข้างยาวไปนิ๊ดดดด

ตามนี้เล้ยยยยย

ผมว่าคนไทยเนี่ยเป็นชนชาติที่ใจกว้างเป็นแม่น้ำเลยทีเดียวนะครับ ท่านผู้อ่าน เพราะไม่ว่าจะมีอะไรเผยแพร่เข้ามา คนไทยก็จะซึมซับ รับเอาไว้ได้หมด นอกจากนี้ยังนำมาปฏิบัติหน้าตาเฉย โดยไม่สนว่าจะเป็นของใคร และจะเหมาะสมกับสภาพของบ้านเราหรือไม่ ดังนั้นการไหลบ่าของวัฒนธรรมจากดินแดนต่างๆ ทั่วโลกจึงเผยแพร่เข้ามาในบ้านเราได้อย่างง่ายดาย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา ศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ แม้แต่เรื่องจิ๊บๆ อย่างแฟชั่น ดารา อาหารการกิน ฯลฯ ไปจนถึงวัฒนธรรมอันซับซ้อนออย่างพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งตามธรรมดา เขาจะไม่ยอมรับกันง่ายๆ แต่พี่ไทยกลับนำมาปฏิบัติอย่างจริงจังทั่งที่บางอย่าง เราไม่เข้าใจความหมายจริงๆเลยด้วยซ้ำไป

อย่างพิธีกรรมของพราหมณ์งี้ก็มีให้เห็นทั่วไปในเมืองไทยครับ
จริงๆแล้วเราเป็นเมืองพุทธ แต่เมื่อดูดีๆ จะพบว่ามีพิธีกรรมของพราหมณ์มาปะปนอยู่เยอะมาก เราจะเห็นศาลพระพรหมอยู่ทั่วไปและมีผู้คนไปกราบไหว้บูชา แต่พอไปถามว่านับถือศาสนาอะไร พี่ไทยก็จะตอบว่า"ศาสนาพุทธ"หน้าตาเฉยเลย

"แล้วมากราบไหว้เทพของพราหมณ์ทำไม?"
"อ๋อ เผื่อเหลือเผื่อขาดน่ะ"
"เป็นยังไง?"
"คือไปอธิษฐานขอหวยหลวงพ่อไว้ แต่กลัวพลาดแต่มาขอพระพรหมเอาไว้อีกทาง เผื่อพลาดทางหนึ่งจะได้มีลุ้นอีกทางไง!"

อืมม มีเหตุผลดีครับ
ผมถึงบอกว่าคนไทยใจกว้างไง
บางราย เซ่นสรวงพระพิฆเนศวรก็มี ที่หนักกว่านี้คือบางเจ้านับถือพระราหู ซึ่งดูยังไงก็ไม่ใช่พุทธ!

เทศกาลต่างๆก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหน พี่ไทยก็รับได้เสมอ คือเฮไหน เฮนั่น เอามันกันไว้ก่อน ว่างั้นเถอะครับ

ทำให้เทศกาลของไทยมีทั้งจีน แขก ฝรั่ง ผสมปนเปกันไปหมดครับ ท่านผู้อ่าน บางทีเทศกาลเล็กๆ ที่ฝรั่งเขาก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรพี่ไทยก็นำมาทำซะจนสำคัญก็มี อย่าง "วันฮัลโลวีน" งี้ พี่ไทยก็เล่นซะสนุกไปเลย ทั้งที่ความจริงเราก็มี "แม่นาคพระโขนง" เป็นของเราเองอยู่แล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์ไปสนุกกับผีฝรั่ง

และที่เป็นจริงเป็นจังมากที่สุดคือ เทศกาลวันวาเลนไทน์


เทศกาลวันวาเลนไทน์นั้นจริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดมาจากโรมัน ซึ่งยุคแรกๆนั้นตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เขาเรียกว่าเทศกาลลูเพอร์คาร์เลีย ซึ่งเทศกาลนี้จะเฉลิมฉลองโดยพวกหนุ่มๆ เขียนชื่อสาวๆใส่ลงไปในไหจากนั้นก็จับฉลาก หากใครได้คู่กับใครก็จะไปเฉลิมฉลองเทศกาลตามประเพณี และหนุ่มสาวเหล่านี้ก็มีหลายคู่ถูกอกถูกใจกันและแต่งงานกันจริงๆ ในเวลาต่อมา

ถือว่าเป็นวันแห่งความรักว่างั้นเถอะ


พอมาถึงสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 พระองค์ทรงต้องการให้พวกหนุ่มๆ ไปเป็นทหารสู้รบมากกว่าจึงกำหนดไม่ให้หนุ่มสาวแต่งงานกันในโรม พวกหนุ่มๆจะได้ออกศึกอย่างเต็มที่ เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านเป็นทุกข์กันมาก เนื่องจากความรักความใคร่เป็นเรื่องธรรมชาติของปุถุชน

ดังนั้นแม้จะมีกฎห้ามอย่างนี้ แต่ก็มีหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยแอบลักลอบหมั้นหมายและแต่งงานกันอยู่เสมอ ส่วนหลวงพ่อก็ต้องแอบทำพิธีทางศาสนาให้ ซึ่งในจำนวนนั้นมี "เซนต์วาเลนไทน์"รวมอยู่ด้วย ต่อมาถูกทหารโรมจับได้ จึงถูกตัดสินประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี 270

ชาวบ้านเห็นว่าท่านทำเพื่อความรักแท้ๆ จึงได้กำหนดให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันแห่งความรักครับ



ในวันนี้ หนุ่มสาวชอบให้ของขวัญกันหลายอย่าง เช่น ดอกไม้ ช็อกโกแล็ต ตุ๊กตา หรือการ์ดอวยพร เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่เขามักจะให้กุหลาบครับ เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรัก

ผมเปิดดูจากเว็บไซต์ซาบซ่า เขาบอกว่าการมอบดอกกุหลาบกันในวันวาเลนไทน์นั้น กุหลาบแต่ละสีจะมีความหมายแตกต่างกันไปอย่างนี้ครับ


กุหลาบแดง หมายถึงความรักและความปรารถนา กุหลาบแดงเป็นดอกไม้ของกามเทพ ถือว่าเป็นสิ่งนำโชคมาให้ผู้ที่ได้รับครับ เพราะฉะนั้นท่านที่ได้รับกุหลาบแดงจึงต้องมองเจตนาเขาให้ออก ลองมาสีนี้ละก็บอกได้สั้นๆว่า เขาอยากฟันท่านแหงๆ
แม่ยายคนไหนที่ลูกเขยให้กุหลาบแดง จึงควรระมัดระวังตัวให้ดีเลย
เอ๊ะ! มันเกี่ยวกันไหมเนี่ย!


ทีนี้มาดูกุหลาบสีอื่นกัน
กุหลาบสีขาว หมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ ความเงียบสงบและนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับ

กุหลาบสีชมพู หมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์ที่สุด

กุหลาบสีเหลืองหรือสีส้ม หมายถึง ความรักร้อนแรงและยาวนาน ไม่จืดจาง หวานชื่นและมีความสุข

กุหลาบตูม หมายถึง ความรักและเยาว์วัย

กุหลาบบาน หมายถึง ความรักที่เบ่งบาน ความอ่อนหวานและสดชื่น

เอ้าก็ว่ากันไป
ใครอยากให้ผู้รับได้รู้ความในใจว่าเราคิดยังไงก็เลือกสีให้ตรงกะที่ผมบอกไปก็แล้วกัน
นอกจากนั้นยังมีดอกไม้ชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิดที่หนุ่มสาวให้คนรักในวันวาเลนไทน์ เช่น

ดอกคาร์เนชั่นสีแดง หมายถึง รักอย่างสุดซึ้ง (อยู่ด้วยกันซักสิบปีก่อนแล้วจะรู้ว่ามันซึ้งขนาดไหน!)


ดอกลิลลี่สีขาว หมายถึง ความโรแมนติก อ่อนหวานระหว่างคุณกับคนรัก

ดอกทิวลิปสีแดง หมายถึง ความรักที่ต้องฟันฝ่าไปด้วยกัน ใครโดนว่าที่พ่อตาขัดขวางอยู่ตลอดเวลาก็ควรจะให้ดอกทิวลิปสีแดงแก่คนรักไป เธอจะได้รู้ว่าเราพร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรคไปกับเธอ


และดอกไวโอเล็ต หมายถึง การให้รักตอบแทน

"แล้วดอกมะลิล่ะ?" หนุ่มบางคนอาจถามมา
ก็รักเธอเหมือนแม่ไง

ก็แล้วแต่จะตีความหมายกันไปครับท่านผู้อ่าน

แต่ที่แน่ๆ คือ วันนี้เป็นวันที่หนุ่มถวิลหาอย่างแน่นอน!

บางคนอาจอยากแค่บอกรัก
แต่บางคนอยากอะไรที่มากกว่านั้น โดยเฉพาะพวกผู้ชายจะหวังมากๆ ในวันนี้ขนาดบางคนยอมทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อวันนี้โดยเฉพาะก็มี

"ไปรู้ดีกะเขานะเฒ่าแหลม!"
อ้าว ก็ผมเคยเป็นหนุ่มมาก่อนนี่ครับ แม้สมัยผมจะไม่รู้จักวันวาเลนไทน์ แต่พวกผู้ชายเขาก็หวังอะไรมากๆ กันทั้งนั้นแหละ และนอกจากผมจะใช้ประสบการณ์เก่ามาเล่าให้อ่านแล้ว เดี๋ยวนี้เค้ายังมีโพล มีโพย สอบถามความในใจกันด้วยว่าหนุ่มสาวทุกวันนี้เขาต้องการอะไร แค่ไหนในวันวาเลนไทน์

ผมจะลองหยิบข้อมูลจาก "จุลสารสายใยเพื่อวัยรุ่น" มาเสนอให้แฟนๆ "คส.คส."ได้เห็นกันว่าพวกวัยรุ่นหนุ่มๆสาวๆนั้น เขามองวันวาเลนไทน์ยังไงในเรื่องความรักและความหวังของวันนี้


เริ่มต้นจากประเด็นเบาๆก่อนว่า พวกคนรุ่นใหม่มองเห็นความสำคัญของวันนี้ขนาดไหน
8.1% ของกลุ่มวัยรุ่นที่สุ่มมา เห็นว่าวันนี้สำคัญมาก
39.5% บอกว่าสำคัญ
51.9% บอกว่าเฉยๆ

ก็แปลว่าว่าวัยรุ่นสมัยใหม่รู้สึกเฉยๆกับวันวาเลนไทน์ แต่ทำไมโรงแรมทุกแห่งถึงเต็มก็ไม่รู้
หรือ 39.5% ที่บอกว่าสำคัญพากันเวียนเทียนเข้าไปใช้บริการของโรงแรมนะ
"คิดอะไรเพี้ยนๆ ใครจะเวียนเทียนเข้าโรงแรมให้เสียตังค์เยอะๆเล่า
"
บางท่านท้วงมา
ก็ไม่แน่ครับ บางคนอาจมีแฟนหรือมีกิ๊กหลายคนก็ได้ เลยต้อเวียนเทียนในวันนี้เพราะไม่สามารถเข้าพร้อมๆ กันทุกคนได้ไง

"คิดได้ไงเนี่ย!"
แต่มันเป็นไปได้จริงๆนะครับ ใครมีแฟนหลายๆคน อาจต้องวิ่งรอกทั้งคืนก็ได้ เพราะเท่าที่มีการสำรวจแล้ว พบว่า เด็กไทยวันนี้เขามีแฟนทีละหลายๆคน นะครับ

ลองมาดูตัวเลขกัน
5.9% บอกว่า มีแฟนคนเดียว
1.6% บอกว่า มีแฟนสองคน
1.1% บอกว่า มีแฟนสามคน (จ๊าก!)
1.6% บอกว่า มีแฟนมากกว่าสามคน (อ๊ะจ๊ากๆๆ)
21.1% บอกว่า มีกิ๊กแน่ๆ ไม่ระบุจำนวน

เป็นไงละครับ พวกหนุ่มสาวทุกวันนี้ธรรมดาเสียที่ไหนล่ะ ดังนั้น พอถึงวันวันแห่งความรักทีก็สับหลีกรางรถไฟกันวุ่นวายไปเลยละครับท่านผู้อ่าน
และหากมาแยกรายละเอียดดูแต่ละเพศ ท่านก็จะยิ่งอึ้งกิมกี่ เพราะเด็กผู้หญิงสมัยนี้มีแฟนทีละหลายๆคน ไม่แพ้ผู้ชายเหมือนกันครับ

มาดูรายละเอียดหน่อยเป็นไร
ที่บอกว่า
ที่มีแฟนหนึ่งคนนั้น จะเป็นเพศชาย 5.8% เพศหญิง 6%
แฟนสองคน เพศชาย 1.9% เพศหญิง 1.5%
แฟนสามคน เพศชาย 0% เพศหญิง 1.5%
มากกว่า 3 คน เพศชาย 1.9% เพศหญิง 1.5%
เห็นตัวเลขแล้ว ท่านผู้อ่านช็อกไหมครับที่ 1.5% ของผู้หญิงมีแฟนตั้ง 3 คน ขณะที่ผู้ชายไม่มีเลย อีแบบนี้พอถึงวันวาเลนไทน์ไม่วิ่งรอกกันลิ้นห้อยไปเลยละครับ

และยิ่งใครมีความสัมพันธ์ขั้นลึกซึ้งต้องเข้าโรงแรมละก็...ไม่อยากจินตนาการว่าการเข้าโรงแรมวันละ 3 รอบนั้นเป็นอย่างไร

กึ๋ยส์...สยอง!
แต่ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้วนั่นแหละครับว่าเด็กสมัยใหม่เขามักทำอะไรที่เรา คนแก่นึกไม่ถึงเสมอแหละ

สาวบางคนอาจจะบอกว่ามีแฟนแค่ 3 คนน่ะมันเรื่องจิ๊บๆ

ทีนี้ก็มาดูข้อมูลอีกเรื่องหนึ่งซึ่งสะท้อนความจริงว่า ความใคร่ของพวกวัยรุ่นในวันนี้เป็นอย่างไร นั่นคือ ระดับความสัมพันธ์กับแฟน

31.9% บอกว่า แค่จับมือถือแขน
10.3% บอกว่า มีการโอบกอด
11.4% บอกว่า มีการหอมแก้ม
9.7% บอกว่า ถึงขั้นจูบ...และ
13.5% บอกว่า ถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กัน และที่เหลือจากนั้น เขาไม่ยอมตอบข้อมูลครับ

13.5% ผมว่ามากนะ อย่างน้อยก็มากกว่าการโอบกอดและการจูบเสียอีกแหน่ะ เพราะฉะนั้นในวันวาเลนไทน์อย่างนี้จะเหลือเร๊อะ!

ใครมีลูกสาวจึงต้องทำใจหน่อยนะครับ โดยเฉพาะในวันวาเลนไทน์นั้นเด็กจะใจจด ใจจ่อมาก เพราะคาดหวังเอาไว้เยอะ

เขาลองสำรวจดูว่าวันนี้พวกหนุ่มสาว คาดหวังอะไรซักแค่ไหนก็ได้คำตอบว่า
27% กลัวรถไฟชนกัน (ก็เล่นมีกิ๊กทีละหลายๆคนนี่นา)
48.6% คิดว่าน่าจะถูกสารภาพรัก
15.7% คาดว่าวันนี้ได้แสดงอภินิหารแน่ๆ กึ๊กกึ๋ย...และเมื่อดูรารายละเอียดเข้าไปอีกก็พบว่า

พวกผู้ชายคากหวังไว้ว่าจะต้องฟันในวันนี้ถึง 21.2% ส่วนผู้หยิงคิดอยู่ในใจว่าโดนแน่ 13.5%

เออผมก็เพิ่งรู้ว่าพวกผู้หญิงเขาก็คิดนะ นึกว่าพวกผู้ชายคิดอยู่ฝ่ายเดียว

โห...ผู้หญิงสมัยนี้คิดมาจากบ้านเลยนะเนี่ยว่าวันนี้ต้องทำอะไร
และประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากนำมาขยายคือในวันนี้ถ้าแฟนขอมีเพศสัมพันธ์ด้วยจะว่ายังไง

เอาผู้ชายก่อน
44.2% บอกว่าเอาก็เอา (วะ)
38.5% อิดออด ยังไม่แน่ใจ (แต่สุดท้ายก็เสร็จ)
17.3% ปฏิเสธ (ไม่เป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว ก็ประสาทกลับแหงเลยเพ่!)

ส่วนผู้หญิงคิดแบบนี้ฮะ
3.8% บอกโอเคเลยพี่ (อะจ๋าย!)
17.3% บอกจะดีหรือพี่ เดี๋ยวแม่รู้ เดี๋ยวใครเห็น ไม่แน่ใจ ฯลฯ (แต่ไปๆมาๆ ก็ใจอ่อน)
77.4% ปฏิเสธไม่ยอมเด็ดขาด

เฮ้อ! วิตกเสียแทบตายแต่พอมาเห็นตัวเลขซึ่งเป็นสถิติสุดท้ายของเด็กผู้หญิงที่จะปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ ในวันวาเลนไทน์ถึง 77% ก็รู้สึกสบายใจ
อย่างน้อยหยิงไทยก็ยังคงความงดงามอยู่ จึงขออวยพรให้เที่ยววันวาเลนไทน์อย่างสุขใจและปลอดภัยกลับบ้านนะครับ





 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 1:46:19 น.
Counter : 536 Pageviews.  

สาเหตุที่ทำให้คู่รัก เลิกกันมากที่สุด



บางทีอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรผิดไป ลองถามตัวเองสักนิดนะ ว่าเราทำตัวแบบนี้มั่งรึเปล่า

เอาแต่ใจ ตัวเอง

ทำตัวเป็นเจ้าของ มากเกินไป : ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ โดยไม่ให้เขามีเวลา ส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว ก็อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน

หึง แบบไร้ขีดจำกัด : คงจะห้ามกันได้ยาก เรื่องความหึงเนี่ย แต่ต้องมีลิมิตกันบ้างนะคะ

บอกเลิกทุกครั้ง ที่ทะเลาะ : วิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้นค่ะ แต่หลังๆ ล่ะก็ เอ้า.. อยากเลิกดีนัก เลิกเลยดีกว่า น้ำตาเช็ดหัวเข่าค่ะ

ไปเจ๊าะแจ๊ะ กับคนอื่น


เชื่อเพื่อน มากเกินไป : บางครั้งเพื่อนก็ไม่อยากให้คุณมีแฟน ก็เลยคิดแทนคุณไปหมด ว่าแฟนคุณดีพอ สำหรับคุณหรือเปล่า

โกรธแล้ว ไม่พูดด้วย : เรื่องที่โกรธอาจมาจากความเข้าใจผิด แล้วไม่พูด กัน ก็ไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้

นัดแล้ว ไม่เป็นนัด : การเลื่อนนัด ประเภท เลื่อนแล้วเลื่อนอีก รอบ่อยๆเค้าก็อาจจะเลิกรอ ได้เลยนะคะ

พูดจาข่มกัน ต่อหน้าคนอื่น

โกหก : บางคนโกหกเป็นนิสัย ทั้งที่บางทีไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าอีกฝ่ายเข้าใจก็คงไม่เป็นไร แต่ขอบอกว่าเรื่องอย่างนี้ น้อยคนนัก ถึงจะยอมเข้าใจค่ะ

ถ้ารู้ยังงี้แล้วก็อย่าทำตัวไม่ดี ให้ใครเขาเขามาบอกเลิกนะจ๊ะ เตือนไว้ก่อนนะจ้ะ





 

Create Date : 07 มิถุนายน 2550    
Last Update : 7 มิถุนายน 2550 18:53:14 น.
Counter : 172 Pageviews.  

มาทายใจเล่นกันเถอะ

ทายใจจากเส้นทางแห่งรัก

ฮั่นแน่!! รู้นะห้ามแอบดูเฉลยก่อนจิตัวเอง ^^

1.หากคุณจะเดินทางไปบ้านแฟน มีสองทางให้เลือกระหว่างทางลัดที่แสนขรุขระ เต็มไปด้วยหลุมบ่อ และหินแหลมที่จะบาดเท้า กับทางอ้อมที่แสนราบเรียบ และร่มรื่นไปด้วยต้นไม้สองข้างทางคุณจะเลือกเดินไปทางไหน?

2.ในระหว่างทางมีดอกกุหลาบสีขาว และสีแดงขึ้นเต็มไปหมด ให้คุณเก็บดอกกุหลาบสีขาวและสีแดงอย่างล่ะเท่าไหร่ได้ จนครบ 20 ดอก ไปฝากแฟน คุณจะเลือกเก็บดอกกุหลาบสีไหนอย่างล่ะเท่าไรบ้าง?

3.เมื่อเดินทางไปถึง คุณอยากจะไปพบแฟนคุณหลับหรือตื่นอยู่?

4.และเมื่อไปถึงให้คุณเอาดอกกุหลาบที่เก็บมาไปใส่แจกัน หลังจากนั้นคุณจะเลือกเอาแจกันไปวางตรงไหนในห้องนอนแฟนของคุณ ระหว่างข้างหัวเตียงหรือ ริมหน้าต่าง?

5.ขากลับคุณจะกลับทางไหน ระหว่างทางลัดที่แสนขรุขระกับทางอ้อมที่แสนร่มรื่น?

เย้!! มาอ่าคำเฉลยกันเถอะ

เฉลย 1.หากคุณเลือกทางลัดที่ขรุขระ แสดงว่าคุณเป็นคนรักคนง่าย ประเภทเห็บปุ๊บรักปั๊บเลย แต่ถ้าคุณเลือกทางอ้อมที่แสนราบเรียบแลร่มรื่น ความรักของคุณก็มักจะเริ่มต้นจากความเป็นเพื่อนก่อน

เฉลย 2.ดอกกุหลาบที่คุณเลือกเก็บไป ดอกกุหลาบสีแดง เป็นเครื่องแสดงความรักที่คุณต้องการจากแฟน ส่วนดอกกุหลาบสีขาว แสดงถึงความรักที่คุณต้องการมอบให้แฟน คุณเลือกเก็บอย่างไหนไปมากกว่ากันล่ะ

เฉลย 3.เมื่อไปถึงบ้านแฟน ถ้าคุณต้องการเห็นแฟนคุณนอนหลับอยู่ แสดงว่าคุณชอบที่ตัวตนที่แท้จริงของแฟน ไม่ใช่ที่เปลือกนอก แต่ถ้าหากคุณต้องการเห็นแฟนคุณตื่นอยู่ ก็แสดงว่าคุณอยากเห็นแต่สิ่งดีๆ ของแฟนแต่ก็ไม่ใช่ได้หมายความว่า คุณไม่รักแฟนจริงหรอกนะ

เฉลย 4.หากคุณตั้งแจกันกุหลาบไว้ข้างหัวเตียงของแฟน แสดงว่าคุณต้องการอยู่ใกล้แฟนตลอดเวลา เพราะการอยู่ไกลมันทรมานจิตใจคุณมากเลยแต่ถ้าตั้งแจกันไว้ที่ริมหน้าต่างในห้องนอนแฟน ก็แสดงว่า ความรักของคุณเป็นความเชื่อใจและเชื่อมั่นกันและกัน ดังนั้นแม้ไม่ได้อยู่ใกล้กันแต่รักของคุณก็ยังมั่นคง

เฉลย 5.ขากลับหากเลือกทางลัดที่ขรุขระ แสดงว่าคุณเป็นคนใจเด็ด หากมีอันต้องเลิกกัน คุณก็จะลืมรักครั้งนี้ได้ไม่ยาก แต่หากกลับทางอ้อมที่ร่มรื่น แสดงว่าคุณจะต้องจมอยู่กับอดีตแห่งรักครั้งนี้ไปอีกนานแสนนานทีเดียว เวลาเท่านั้นที่จะช่วยรักษาแผลใจให้คุณได้

แล้วความรักของเพื่อนๆเป็นอย่างไรกันบ้างจ้ะ




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2549 18:23:49 น.
Counter : 111 Pageviews.  


แพนด้าตัวกลม
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"ต้องกล้าที่จะเปลี่ยน ต้องกล้าที่จะเสี่ยง
ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ แต่เราทำไม่ได้เพราะเราไม่ได้ทำ
อุปสรรคทุกคนเจออยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะใช้วิธีไหนแก้ไขมัน
ฉลาดที่จะคิด ฉลาดที่จะพูด ทุกอย่างอยู่ที่ปาก และการกระทำ ^____^ "
Friends' blogs
[Add แพนด้าตัวกลม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.