บทที่ 19 ผลการชันสูตร
บทที่ 19

ผลการชันสูตร

หลังการประชุม อันเดอร์ฮิลล์พาวลาร์ดและวูล์ฟไปพักที่ห้องของเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ภายในอาคารด้านในสุดขององค์กร จากนั้นชายชราจึงรีบตรงไปยังห้องชันสูตรเพื่อตรวจร่างผู้เคราะห์ร้ายร่วมกับแอชเชอร์และเทเลอร์ซึ่งไปรออยู่ที่นั่นแล้ว
เมื่ออันเดอร์อิลล์พ้นไปจากสายตาแล้ววูล์ฟจึงหันไปมองวลาร์ดที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ริมหน้าต่าง เขานิ่วหน้าอย่างนึกขัดใจ
“นายจะอยู่แบบนั้นไปจนถึงเมื่อไหร่”
“เรื่องของฉัน” ลูกครึ่งแวมไพร์ตอบ หนุ่มหมาป่าเดินเข้าไปใกล้และชี้ไปที่เด็กหญิงตัวน้อยซึ่งยังเกาะชายเสื้อของวลาร์ดแน่น
“ฉันไม่สนว่านายกำลังคิดอะไรแต่ก็น่าจะสนใจเด็กคนนี้หน่อย”
ลูกครึ่งแวมไพร์เหลือบตามองเด็กแล้วเบือนหน้าหนี เขาพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญ
“ฉันไม่มีเวลา”
“ตอนนี้ยังไม่ได้ทำอะไรไม่ใช่หรือ” วูล์ฟพูดและขมวดคิ้วอย่างขัดใจ เขาเรียกเพื่อนเสียงดังด้วยความโมโห “วลาร์ด!”
“น่าเบื่อจริง ถ้าเป็นห่วงนักทำไมนายไม่ดูแลเธอเอง”
“ถ้าเด็กคนนี้ยอมให้เข้าใกล้ฉันก็คงไม่ปล่อยให้เธอมายุ่งกับผีดิบเลือดเย็นอย่างนายแน่” หนุ่มหมาป่าพูดเสียงดัง “ให้ตายสิเขาเพิ่งเห็นครอบครัวถูกฆ่าไปต่อหน้านะ นายน่าจะให้ความสนใจเธอบ้าง”
“ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง” วลาร์ดพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง วูล์ฟเลิกคิ้ว
“ถามชื่อ” เขาแนะนำ “ด้วยภาษามนุษย์ธรรมดา”
ลูกครึ่งแวมไพร์เหลือบตามองเพื่อนและถอนใจออกมา เขาก้มหน้าลงมองเด็กหญิงผมทองที่ยังคงเกาะชายเสื้อแน่นพร้อมกับถามเสียงไม่ดังนัก
“เธอชื่ออะไร”
“อยู่ๆก็ถามแบบนั้นใครจะไปตอบกันเล่าเจ้าผีดิบ” หนุ่มหมาป่าพึมพำ วลาร์ดหันไปถลึงตาใส่เขาและพูดเสียงห้วน
“งั้นนายถามเอง”
“ได้” วูล์ฟตอบพร้อมกับย่อตัวลงนั่ง เขาส่งยิ้มที่อ่อนโยนให้กับเด็กหญิงและถามอย่างสุภาพ
“หนูชื่ออะไร”
เด็กน้อยส่ายหน้า เธอขยับตัวหลบไปยืนด้านหลังวลาร์ดและกอดตุ๊กตาที่อุ้มไว้แน่น หนุ่มหมาป่านิ่วหน้า
“ตุ๊กตาตัวนี้น่ารักดี มันชื่ออะไรเหรอ”
เขาทำหน้าเจื่อนเมื่ออีกฝ่ายรีบเอาตุ๊กตาซ่อนไว้ทางด้านหลัง ลูกครึ่งแวมไพร์ยิ้ม
“ว่าไง”
“อะไร” วูล์ฟตอบเสียงห้วนพร้อมกับลุกยืน วลาร์ดเลิกคิ้ว
“ชื่อของเด็ก”
“เธอไม่ยอมบอก” หนุ่มหมาป่าตอบพลางยกมือขึ้นเกาศีรษะ “ฉันดูไม่น่าไว้ใจขนาดนั้นเลยหรือไง”
“นายดูน่ากลัวมากกว่า” ลูกครึ่งแวมไพร์พูด อีกฝ่ายแยกเขี้ยว
“ก็ได้ นายจัดการต่อเองก็แล้วกัน ฉันไปหาอะไรกินดีกว่า” เขาพูดเสียงดังและโน้มตัวลงไปพูดกับเด็กน้อย “อยากกินอะไรไหมฉันจะเอามาฝาก ขืนอยู่กับเจ้าผีดิบนี่มีหวังหนูได้อดตายแน่”
เด็กหญิงสั่นศีรษะและเงยหน้าขึ้นมองวลาร์ด วูล์ฟยืดตัวขึ้นและส่งยิ้มให้เพื่อน
“โชคดี”
เขาเดินผิวปากออกจากห้อง ลูกครึ่งแวมไพร์นิ่วหน้าและก้มลงมองเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังแหงนหน้าขึ้นจ้องเขาด้วยดวงตากลมโตสีฟ้าใส เด็กหนุ่มถอนใจก่อนจะย่อตัวลงนั่งและถามเสียงเรียบ
“เธอชื่ออะไร” เขานิ่งไปเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมตอบ “ฉันรู้ว่าเธอกำลังตกใจที่เห็นพ่อแม่ถูกฆ่า แต่พวกเราคงจับตัวคนที่ทำแบบนั้นกับครอบครัวของเธอไม่ได้ถ้าเธอไม่ยอมพูดอะไรออกมาบ้าง”
เด็กน้อยยังคงยืนนิ่งจนวลาร์ดต้องถอนใจ
“ฉันคงใช้ภาษามนุษย์ธรรมดาได้ไม่ดีอย่างที่เจ้านั่นพูด”
“แอลลิสัน” เสียงเล็กน่ารักพูดขึ้นไม่ดังนัก ลูกครึ่งแวมไพร์มองเด็กหญิงด้วยความแปลกใจ
“เธอว่าอะไรนะ”
“หนูชื่อแอลลิสัน” เด็กน้อยตอบ “แอลลิสัน เบลล์”
“เป็นชื่อที่ดี” วลาร์ดชมขณะที่นึกถึงวิธีการที่วูล์ฟใช้เมื่อครู่ เด็กหนุ่มมองตุ๊กตากระต่ายสีชมพูที่แอลลิสันอุ้ม “แล้วเจ้านั่นชื่ออะไร”
“ไม่ใช่เจ้านั่น ซิลค์ต่างหาก” เด็กหญิงพูดพร้อมกับยื่นตุ๊กตามาข้างหน้า “แม่บอกว่าตัวเธอนุ่มเหมือนผ้าไหมหนูเลยเรียกว่าซิลค์”
“เข้าใจคิด” ลูกครึ่งแวมไพร์พึมพำ อีกฝ่ายจ้องเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงถาม
“คุณเป็นผีดิบหรือคะ”
“ทำไมถามแบบนั้น” วลาร์ดย้อนด้วยความแปลกใจ แอลลิสันยืนลังเลเล็กน้อยก่อนตอบ
“หนูได้ยินคนตัวใหญ่เรียกคุณแบบนั้น”
“ฉันเป็นพวกเลือดผสมและชื่อวลาร์ด แปลว่าการขัดเกลา” เขาอธิบายและหยุดเมื่อนึกได้ว่าสิ่งที่พูดเมื่อครู่อาจจะฟังยากเกินไปสำหรับเด็กแต่แอลลิสันกลับยิ้ม
“หนูรู้ พ่อเคยสอนคำพวกนี้มาแล้ว” เธอเอียงคอเล็กน้อย “ตกลงคุณไม่ได้เป็นผีดิบใช่ไหมคะ”
“ก็ไม่เชิง” วลาร์ดตอบเสียงเรียบทั้งที่ในใจนึกอยากจะหักคอเพื่อนปากมาก เขาสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงแอลลิสันขณะยื่นหน้าเข้ามาจนเกือบชิด
“คุณมีฟันแหลม” เธอเอียงคอ “แปลกดี”
“งั้นหรือ” ลูกครึ่งแวมไพร์พูดพร้อมกับเบือนหน้าหลบ “ก็แค่ลักษณะพิเศษทางพันธุกรรม เอ้อ....ฉันหมายถึงเป็นจุดเด่นเฉพาะตัว”
เด็กหนุ่มเว้นระยะคำพูดเล็กน้อยก่อนถาม
“อยากกินอะไรไหม”
“ค่ะ” แอลลิสันตอบ “หนูขอนมร้อน แซนวิชทูน่ากับชีส”

ห้องอาหารขององค์กรแม้จะกว้างขวางกว่าที่หน่วยนักล่าแต่ก็มีรูปแบบการจัดวางหมวดหมู่ของอาหารคล้ายกัน เจ้าหน้าที่ประจำองค์กรหลายคนมองวลาร์ดที่กำลังยืนอ่านรายการอาหารด้วยความแปลกใจ บางคนอมยิ้มเมื่อเห็นเด็กหญิงผมทองหน้าตาน่ารักยืนเกาะชายเสื้อเขาแน่นและเดินตามทุกฝีก้าว เสียงสอบถามกันอย่างสงสัยทำให้วูล์ฟซึ่งกำลังเพลินกับการกินต้องเงยหน้าขึ้นมอง เขายิ้มกว้างด้วยความดีใจเมื่อเห็นเพื่อนและทำท่าจะร้องเรียกแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยดังมาจากกลุ่มคนที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหลัง
“เด็กคนนั้นมาจากไหน” เสียงชายคนหนึ่งถาม เพื่อนที่นั่งด้วยกันหันไปมอง
“คงเป็นพวกนักล่า” เขาหันกลับมาสนใจอาหารตรงหน้าอีกครั้ง “พวกเขามาทำธุระกันที่นี่ เห็นว่ามาถึงตั้งแต่เช้าแล้ว”
“ยังเด็กอยู่เลย” ผู้หญิงอีกคนกระซิบ “แต่แน่ใจหรือว่าใช่ ฉันรู้มาว่าเครื่องแบบของพวก
นักล่าคล้ายนักบวชแต่เป็นสีดำทั้งชุด ดูจากเสื้อของเด็กคนนี้แล้วไม่เห็นเหมือนเลยสักนิด”
“เขาคงใส่เฉพาะเวลาทำงาน” หญิงสาวอีกคนพูด “ขืนแต่งตัวแบบนั้นเข้ามามีหวังได้แตกตื่นกันทั้งโรงอาหาร” เธอลดเสียงลง
“ฉันได้ยินมาว่านักล่าคนหนึ่งเป็นแวมไพร์”

“จริงหรือ แล้วจะเป็นอันตรายไหม เขาจะไม่ไล่จับพวกเราดูดเลือดหรือไงถ้าเกิดหิวขึ้นมา”
“ไม่หรอกครับเพราะเขาเป็นแวมไพร์แค่ครึ่งเดียวและไม่กินเลือดคน” วูล์ฟซึ่งนั่งฟังอยู่นานพูดขึ้น ทั้งสี่สะดุ้งสุดตัวและหันไปมองพร้อมกัน หนุ่มหมาป่ายิ้มแยกเขี้ยว “ส่วนนักล่าอีกคนก็เป็นมนุษย์หมาป่าซึ่งก็แค่ครึ่งเดียวเหมือนกันและไม่กลายร่างในคืนพระจันทร์เต็มดวงด้วย”
เจ้าหน้าที่ทั้งสี่จ้องเด็กหนุ่มร่างใหญ่ด้วยความตกใจ ทุกคนพร้อมใจกันส่งยิ้มฝืดฝืนให้กับเขาก่อนจะรีบลุกขึ้นและเดินออกไปจากที่นั่น วูล์ฟมองตามด้วยความขบขันก่อนจะหันหน้าไปโบกมือให้เพื่อนพร้อมกับตะโกนเรียก
“วลาร์ด!”
ทั้งโรงอาหารต่างหันมามองเด็กหนุ่มเป็นตาเดียว วลาร์ดนิ่วหน้าและบ่นพึมพำ
“จะต้องตะโกนทำไมกันนะเจ้าบ้าวูล์ฟ”
หนุ่มหมาป่าลุกขึ้นและเดินไปลากเพื่อนมานั่ง เขาแกล้งเลื่อนจานเสต็กส่งให้พร้อมกับเอ่ยปากชวน
“กินไหม เนื้อที่นี่อร่อยมากนะ”
“อย่ายั่วฉัน” ลูกครึ่งแวมไพร์พูดเสียงห้วนก่อนจะเบือนหน้าหนี วูล์ฟหัวเราะลั่นอย่างชอบอกชอบใจ เขาหันไปทางแอลลิสัน
“สาวน้อยนี่คงหิว ไม่อย่างนั้นนายคงไม่มานี่แน่ เธออยากกินอะไรล่ะเอ้อ...”
“แอลลิสัน” วลาร์ดรีบบอก หนุ่มหมาป่าทำตาโต
“ชื่อเพราะดีนี่ ฉันชื่อวูล์ฟยินดีที่ได้รู้จัก” เขายื่นมือไปข้างหน้า แอลลิสันชำเลืองตามองลูกครึ่งแวมไพร์ก่อนจะยื่นมือไปให้เขาด้วยท่าทางครึ่งกล้าครึ่งกลัว
“คุณเป็นมนุษย์หมาป่าเหรอคะ”
“ใช่” วูล์ฟตอบอย่างร่าเริง “แต่ฉันไม่แปลงร่างในวันพระจันทร์เต็มดวงหรอกนะและไม่โก่งคอหอนเหมือนหมาป่าทั่วไปด้วย”
“งั้นคุณทำอะไรได้บ้าง” เด็กน้อยถาม วูล์ฟยิ้มกว้าง
“เยอะแยะอย่างวิ่งไล่จับคนร้าย กระโดดขึ้นตึกสองชั้น แต่ที่ถนัดที่สุดคือบาสเก็ตบอล”
“มีแต่เรื่องบ้าพลังทั้งนั้น” เสียงเรียบเย็นขัดขึ้น หนุ่มหมาป่าหันไปมองหน้า
“ก็ยังดีกว่าพวกผีดิบไร้อารมณ์ ฉันแปลกใจจังที่สาวน้อยคนนี้เข้าใจสิ่งที่นายพูด”
วลาร์ดนิ่วหน้าและทำท่าจะเถียงแต่ต้องหยุดเมื่อแอลลิสันพูดแทรกขึ้นมา
“หนูหิว”
“เธออยากได้นมร้อน แซนวิชทูน่ากับชีส นายพอจะหาให้ได้ไหม” ลูกครึ่งแวมไพร์ถาม วูล์ฟยิ้มกว้าง
“สบายมาก” เขาตอบเพื่อนก่อนจะหันไปค้อมตัวให้กับแอลลิสัน “กรุณารอสักครู่นะครับคุณผู้หญิง” หนุ่มหมาป่าพูดอย่างหยอกล้อก่อนจะเดินออกไป
*/*/*/*/*
“นี่มันอะไรกัน”
อันเดอร์ฮิลล์พูดขณะใช้ปากคีบหยิบก้อนเนื้อสีขาวขุ่นรูปทรงกระบอกออกมาจากกระเพาะอาหารของเหยื่อรายหนึ่ง แอชเชอร์รีบหันไปมองและขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“เหมือนตัวอ่อนของอะไรบางอย่าง แต่ทำไมถึงมีขนาดใหญ่แบบนี้” เขารับเครื่องมือวัดขนาดมาจากเทเลอร์ “ 2.5 มิลลิเมตร นี่คงไม่ใช่ปรสิตธรรมดาแน่ คุณพบมันที่ตำแหน่งไหน”
“กระเพาะอาหาร” เขาพลิกก้อนเนื้อไปมาก่อนจะวางบนชามรูปไต ผมจะไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง”
“เดี๋ยวก่อน” เทเลอร์ห้ามขณะแหวกกล้ามเนื้อบริเวณช่องท้องของเหยื่ออีกรายลึกลงไปจนถึงแนวกระดูกสันหลัง “ตรงนี้มีก้อนเนื้อแบบนั้นอีกชิ้น” เขาพูดพลางใช้ปากคีบหยิบขึ้นมา
“เป็นปรสิตชนิดเดียวกัน มีขนาดเท่ากัน” เทเลอร์นิ่วหน้า “แต่ดูเหมือนมันจะถูกของมีคมเฉือนบางส่วนจนขาดหายไป”
“ในตัวของเหยื่อรายนี้ก็มีก้อนเนื้อแปลกปลอมแบบเดียวกันครับ” เจ้าหน้าที่ชันสูตรพูดขึ้น เขาคีบชิ้นเนื้อสีขาววางลงในชามรูปไตและส่งให้แอชเชอร์
“บางส่วนถูกตัดขาดเหมือนสองชิ้นแรก” ผู้นำองค์กรพูด “คงเกิดจากมีดของฆาตกร เขาจงใจแทงเหยื่อเพื่อทำลายปรสิตพวกนี้”
แอชเชอร์นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางอันเดอร์ฮิลล์พร้อมกับสั่ง
“คุณรีบนำก้อนเนื้อพวกนี้ไปตรวจ สรุปผลให้เร็วที่สุด ส่วนคุณ” เขาเลื่อนสายตาไปที่
เทเลอร์ “ตรวจศพทั้งสามให้ละเอียดพยายามหาร่องรอยให้พบว่าคนเหล่านี้รับปรสิตนี่เข้าไปได้ยังไง”
สีหน้าของผู้นำองค์กรเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดขณะจ้องก้อนสีขาวขุ่นที่วางนิ่งอยู่ในชามรูปไต
“บางทีนี่อาจจะเป็นตัวอ่อนของการ์กอยล์”

*/*/*/*/*/*

เนื่องจาก นักล่าแห่งรัตติกาล ภาค โรงงานมรณะ ได้รับการตีพิมพ์และจะทำการวางจำหน่ายกลางเดือนธันวาคมนี้

ผู้เขียนจึงขอภัยผู้อ่านทุกท่านที่จำต้องลงบทความให้อ่านได้เพียงแค่บทที่ 19 เท่านั้นค่ะ

สำหรับปก คงได้รับประมาณอาทิตย์หน้า แล้วจะนำมาให้ชมกัน

ขอฝากผลงานเรื่อง นักล่าแห่งรัตติกาลทั้งภาคกำเนิดนักล่า และภาค โรงงานมรณะ ไว้กับผู้อ่านทุกท่านด้วยนะคะ

ขอบพระคุณมากค่ะ






Create Date : 30 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2552 12:32:29 น.
Counter : 216 Pageviews.

0 comment
บทที่ 18 พยานที่เหลือรอด
บทที่ 18

พยานที่เหลือรอด

“ผมได้รับรายงานมาว่ามีการตรวจพบสถานที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นห้องทดลองลับอีกแห่งของอิลูมิเนติค” แอชเชอร์พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและหันไปมองเจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่นั่งอยู่ปลายโต๊ะ “ส่งหน่วยพิเศษลงพื้นที่เข้าสืบสวนโดยด่วน ถ้าพบประเด็นหรือมีสิ่งใดผิดปรกติให้ดำเนินการได้ทันที”
“ครับท่าน” เจ้าหน้าที่นายนั้นรับคำ แอชเชอร์จึงปิดแฟ้มรายงาน เขาไล่สายตามองเจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งนั่งอย่างเป็นระเบียบก่อนจะพูดขึ้น
“ถึงแม้หน่วยนักล่าจะสามารถทำลายห้องทดลองใหญ่ขององค์กรร้ายนั่นได้สำเร็จแต่มันไม่ได้หมายความว่าเราได้รับชัยชนะ คนพวกนั้นยังคงแฝงตัวปะปนอยู่กับคนทั่วไป ดังนั้นขอให้ทุกท่านระวังตัว หากได้รับข่าวหรือข้อมูลอะไรที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ให้รายงานมาที่ผมโดยตรงเพราะตอนนี้ผมทราบมาว่ามีสายของอิลูมิเนติคแทรกซึมอยู่ในองค์กรของเรา”
เขาชำเลืองไปทางท่านผู้หญิงการ์ดเนอร์ก่อนจะกวาดสายตามองทุกคนอีกครั้ง
“ปิดประชุม”
เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างพากันทยอยเดินออกจากห้อง การ์ดเนอร์รวบรวมเอกสารเก็บใส่กระเป๋าก้าวออกจากห้องประชุมมุ่งตรงไปที่รถ คนขับรีบเปิดประตูพร้อมกับโค้งคำนับด้วยกิริยานอบน้อมขณะที่ท่านผู้หญิงก้าวไปนั่ง รถยนต์คันงามวิ่งออกจากที่นั่นมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านพักของเธอ
เสียงโทรศัพท์ส่วนตัวที่อยู่ภายในรถดังขึ้น ท่านผู้หญิงการ์ดเนอร์เหลือบมองหมายเลขก่อนจะรับสาย หลังจากนั่งฟังอีกฝ่ายรายงานอยู่ครู่หนึ่งเธอจึงพูดเสียงเรียบ
“ฉันไม่สนใจคำแก้ตัว รีบจัดการพวกนั้นให้เร็วที่สุดและไม่ต้องติดต่อมาอีกจนกว่าจะมีคำสั่งเพิ่มเติม”
การ์ดเนอร์วางโทรศัพท์ลงและเอนตัวพิงเบาะ หลังจากทางองค์กรจับได้ว่าวิลสันเป็นมนุษย์หมาป่าและเป็นสายให้กับอิลูมิเนติคแล้วทำให้แอชเชอร์เพิ่มความระมัดระวังในการทำงานมากยิ่งขึ้นและมักจะมองเธออย่างไม่ไว้ใจ ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าเขาลอบส่งนักล่าทั้งสองคนไปตามสืบคดีฆาตกรต่อเนื่องซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการทดลองของอิลูมิเนติคโดยไม่ให้คนในองค์กรได้ล่วงรู้ด้วยแล้วยิ่งทำให้การทำงานของเธอต้องลำบากยิ่งขึ้น ท่านผู้หญิงขมวดคิ้วและถอนใจออกมาด้วยความหงุดหงิด
“ฉันจะต้องหาทางจัดการเจ้านักล่าสองคนนั่นให้ได้”
เธอพึมพำและมองประตูเหล็กบานใหญ่ที่กำลังเปิดกว้างรถยนต์ค่อยๆเคลื่อนเข้าไปจอดบริเวณด้านหน้าบ้านหลังใหญ่ คนรับใช้รีบวิ่งมาเปิดประตูรถและโค้งตัวลงเมื่อการ์ดเนอร์ก้าวลงมา เขารายงานด้วยกริยานอบน้อม
“มีคนมารอพบท่านผู้หญิงครับ”
“ใคร” การ์ดเนอร์ถามและผงกศีรษะเป็นเชิงรับรู้เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย “พาเขาไปที่ห้องหนังสือ”
“ครับ”
ท่านผู้หญิงเดินเข้าไปในบ้านและรับน้ำผลไม้เย็นจัดจากสาวใช้มาดื่มจนหมด หลังจากส่งแฟ้มเอกสารและถอดเสื้อคลุมให้คนรับใช้สาวแล้วการ์ดเนอร์จึงเดินไปยังห้องหนังสือ สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้ที่กำลังนั่งรอ เขารีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพ
“ท่านผู้หญิง”
“มีธุระอะไร”
การ์ดเนอร์ถามเสียงเรียบขณะเดินไปนั่งที่เก้าอี้บุนวมชั้นดี อีกฝ่ายมองตามพร้อมกับตอบ
“ผมได้ข่าวว่าพวกนักล่าชิงศพที่มีตัวอ่อนไป”
“ไม่ใช่แค่พวกนักล่า แต่เป็นคนขององค์กร” ท่านผู้หญิงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ อีกฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อย
“แบบนั้นไม่เป็นผลดีแน่ ผมไม่อยากให้คนพวกนั้นรู้เรื่องการทดลองของเรา”
“แล้วทำไมถึงยังไม่ลงมือจัดการกับเจ้ามนุษย์กลายพันธุ์นั่น ฉันไม่สนใจว่าคุณต้องการจะทดสอบอะไรแต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้เจ้านั่นอาจทำลายแผนการของพวกเรา”
“ผมไม่คิดว่าเขาจะทรยศ”
“แล้วที่ผ่านมาเรียกว่าอะไร” การ์ดเนอร์ถามเสียงเรียบ “ตอนนี้ร็อคนีย์เองก็พยายามหาทางจัดการกับหน่วยนักล่าอยู่แต่มีส.ส.บางคนที่เป็นคนขององค์กรคอยคัดค้าน เขารายงานเข้ามาว่ายังเคลื่อนไหวอะไรมากไม่ได้”
“ผมจะจัดการส.ส.คนนั้นให้”
“ไม่ต้อง” ท่านผู้หญิงพูดเสียงห้วน “ฉันอยากให้คุณจัดการมนุษย์กลายพันธุ์คนนั้นก่อนและดำเนินการตามแผนเดิมไว้ให้สำเร็จ ส่วนที่เหลือนอกจากนั้นฉันจะเป็นคนลงมือเอง”
“ครับ” อีกฝ่ายรับคำพร้อมกับค้อมตัวลง การ์ดเนอร์มองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงสั่งเสียงเรียบ
“ไปได้”
เธอมองร่างสูงโปร่งที่กำลังก้าวออกจากห้องและเลื่อนสายตามองออกไปนอกหน้าต่างทันทีที่เสียงบานประตูปิดลง คิ้วเข้มสวยขมวดเข้าหากัน ดวงตาของท่านผู้หญิงทอประกายดุดันออกมา
“เจ้านักล่าตัวแสบ”

*/*/*/*/*

เสียงเครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ดังกระหึ่มขณะที่กำลังร่อนลงจอดที่ลานบินภายในบริเวณที่ทำการขององค์กร เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบสีเข้มต่างวิ่งกันเข้าไปช่วยผู้ที่อยู่บนเครื่องลำเลียงร่างของผู้เสียชีวิตลงมาและนำไปยังห้องชันสูตรซึ่งอยู่ในตึกอีกด้านหนึ่ง เทเลอร์ก้าวลงจากเครื่องทางประตูตอนหน้าโดยมีวลาร์ดและวูล์ฟตามลงมา ส่วนวอลเตอร์ถือกระเป๋าเอกสารใบใหญ่เดินลงมาเป็นคนสุดท้าย ทั้งหมดรีบมุ่งตรงไปยังห้องประชุม
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง อันเดอร์ฮิลล์รีบเดินเข้ามาหาพร้อมกับกล่าวคำทักทาย
“สวัสดีเทเลอร์”
“สวัสดีอันเดอร์ฮิลล์” อีกฝ่ายตอบ เขาหันไปทางวอลเตอร์ที่ตามมาด้านหลัง “นำเอกสารไปวางไว้ที่โต๊ะ ส่วนคุณไปพักผ่อนได้”
“ครับ” วอลเตอร์ตอบและนำกระเป๋าไปวางตามคำสั่ง เขาหันกลับมาและมองเด็กหญิงตัวน้อยที่เกาะเสื้อวลาร์ดแน่น
“ให้เธออยู่กับผมก่อนไหมครับ”
วอลเตอร์ถาม เทเลอร์มองเด็กที่กำลังหลบไปอยู่ด้านหลังลูกครึ่งแวมไพร์และมองทุกคนด้วยสายตาหวาดระแวง เขาสั่นหน้าพร้อมกับพูดเสียงไม่ดังนัก
“ไม่เป็นไร ให้เธออยู่กับวลาร์ดดีกว่า คุณไปพักก่อนเถอะ”
“ครับ” วอลเตอร์รับคำและเดินออกจากห้องโดยไม่ลืมที่จะหันไปกล่าวลาวูล์ฟกับวลาร์ดพร้อมทั้งส่งยิ้มให้กับเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งเกาะแขนเด็กหนุ่มไม่ยอมปล่อย อันเดอร์ฮิลล์รอจนบานประตูปิดสนิทลงเรียบร้อยแล้วเขาจึงหันไปหยิบกระเป๋าเอกสารและเดินไปยังประตูด้านข้าง เทเลอร์รีบก้าวตามและขมวดคิ้วเมื่อเด็กหนุ่มทั้งสองยังคงยืนนิ่ง
“มัวทำอะไรอยู่ ตามมาเร็ว”
“เราไม่ได้ประชุมที่นี่หรือครับ” วูล์ฟถามแต่วลาร์ดกลับเดินตามไปโดยไม่พูดอะไร หลังจากเดินตามอันเดอร์ฮิลล์ไปชั่วครู่ทั้งหมดจึงหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูไม้ขนาดใหญ่ ชายชราหันไปกดปุ่มที่เสาข้างประตูพร้อมกับพูดเสียงไม่ดังนัก
“อันเดอร์ฮิลล์ครับท่าน”
“เข้ามา”
ประตูเคลื่อนเปิดออกอย่างเงียบกริบ อันเดอร์ฮิลล์ก้าวนำเข้าไปด้านในโดยมีเทเลอร์ตามหลัง วลาร์ดรีบเดินตามชายชราทั้งสองแทบจะทันทีในขณะที่วูล์ฟไล่สายตามองไปโดยรอบก่อนจะก้าวเท้าตามเข้าไป อันเดอร์ฮิลล์เดินเลี่ยงไปวางกระเป๋าลงบนโต๊ะส่วนเทเลอร์ก้มศีรษะลงทำความเคารพชายคนหนึ่งซึ่งกำลังยืนอ่านเอกสารอยู่กลางห้อง
“คุณแอชเชอร์”
“เทเลอร์” เขาเอ่ยทักตอบ “การเดินทางเป็นยังไงบ้าง”
“ราบรื่นดีครับ” เทเลอร์ตอบพร้อมกับหันหน้าไปทางสองหนุ่มนักล่า “นี่คือคุณแอชเชอร์ ผู้นำองค์กรของเรา”
วลาร์ดก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการแสดงความเคารพในขณะที่วูล์ฟเอ่ยทักด้วยสีหน้าตื่นเต้นจนแอชเชอร์ยิ้ม
“เธอคงจะเป็นวูล์ฟ ได้ยินมาว่าเล่นบาสเก็ตบอลเก่งมาก”
“ครับ” หนุ่มหมาป่าตอบพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะอย่างเก้อเขิน แอชเชอร์ยิ้มให้เขาก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางลูกครึ่งแวมไพร์
“ส่วนเธอก็คือวลาร์ด” เขามองเด็กหนุ่มอย่างพิจารณา “ได้ยินมาว่าเป็นนักล่าที่มีฝีมือที่สุด”
“ผมแค่ทำตามหน้าที่” วลาร์ดพูดเสียงเรียบ แอชเชอร์เลิกคิ้วและยิ้มขณะชำเลืองตามองอันเดอร์ฮิลล์
“อย่างที่ได้ยินมาจริงๆ” เขาพูดเสียงไม่ดังนักก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปที่ลูกครึ่งแวมไพร์อีกครั้ง แอชเชอร์มองเด็กหญิงผมสีทองตัวน้อยที่ยืนหลบอยู่ทางด้านหลังและนิ่วหน้าด้วยความสงสัย
“สาวน้อยคนนี้เป็นใคร”
“ผู้รอดชีวิตจากเหตุสังหารหมู่รายล่าสุดครับ” เทเลอร์ตอบ “ผมต้องขออภัยที่จำเป็นต้องพาเธอมาด้วยเพราะดูเหมือนตอนนี้เธอจะไว้ใจวลาร์ดมากที่สุด ไม่ว่าเราจะทำยังไงแม่หนูคนนี้ก็ไม่ยอมออกห่างจากเขา”
“ผมเข้าใจ” แอชเชอร์พูดและก้มลงมองเด็กหญิงตัวน้อยอีกครั้ง “เธอเพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมาแถมยังเห็นพ่อแม่เป็นแบบนั้นไปต่อหน้า เป็นผมก็คงจะยึดคนที่ไว้ใจได้เป็นที่พึ่งเหมือนกัน”
ผู้นำองค์กรยิ้มให้เธอก่อนจะเงยหน้าขึ้นและมองเด็กหนุ่มทั้งสอง
“พวกเธอเดินทางมาไกล จะดื่มอะไรกันก่อนไหม”
“ไม่ครับ ขอบคุณ” วลาร์ดรีบพูดแต่วูล์ฟกลับยกมือขึ้น
“ผมขอน้ำให้เด็กคนนี้ครับ”
“ได้สิ” แอชเชอร์ยิ้มก่อนจะหันไปรินน้ำใส่แก้ว ลูกครึ่งแวมไพร์หันไปจ้องเขาพร้อมกับพูดเสียงห้วน
“นายจะบ้าหรือไงวูล์ฟ ท่านเป็นผู้นำองค์กรนะ”
“ฉันรู้ แต่เด็กคนนี้ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยนี่” หนุ่มหมาป่าเถียง “ขอน้ำแค่แก้วเดียวท่านคงไม่ว่าอะไรหรอก”
“ใช่” แอชเชอร์พูดพลางส่งแก้วน้ำให้กับวลาร์ด “พาสาวน้อยคนนี้ไปนั่งรอตรงเก้าอี้นั่นก่อนนะวลาร์ด”
เขาชี้ไปที่เก้าอี้ยาวซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง ลูกครึ่งแวมไพร์หันไปมองพร้อมกับรับคำด้วยเสียงไม่ดังนัก
“ครับ”
เขาพาเด็กหญิงไปนั่งที่เก้าอี้นวมยาวและกดไหล่เบาๆเป็นเชิงห้ามเมื่อเธอทำท่าจะลุกขึ้น เด็กน้อยจึงเอนตัวพิงพนักและกอดตุ๊กตากระต่ายแน่น แอชเชอร์มองวลาร์ดที่กำลังเดินกลับมานั่งที่โต๊ะเขาหันหน้าไปทางอันเดอร์ฮิลล์และพูดขึ้น
“ขอเชิญทุกท่านนั่งได้ ผมอยากฟังข้อมูลที่พวกคุณไปสืบมาอย่างละเอียด”
ทั้งหมดจึงเข้านั่งประจำที่และเริ่มประชุมกันอย่างเคร่งเครียด สีหน้าของแอชเชอร์เต็มไปด้วยความหนักใจขณะรับฟังรายงานจากวลาร์ดถึงการพบตัวอ่อนของการ์กอยล์ ผู้นำองค์กรขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเด็กหนุ่มพูดถึงการกระทำของคนร้ายที่เลือกสังหารเฉพาะคนที่ถูกตัวอ่อนฝังลงไปในร่างเท่านั้น
“เขารู้ได้ยังไงว่าคนไหนมีตัวอ่อน” แอชเชอร์ถามขณะไล่สายตาอ่านรายงานช่วงที่ลูกครึ่งแวมไพร์ปะทะกับกีพาร์ด อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ
“ผมไม่ทราบ”
“เธอบอกว่าการ์กอยล์ที่พบยังอายุน้อย” แอชเชอร์มองหน้าวลาร์ด “ทำไมถึงคิดว่าเป็นอย่างนั้น”
“เพราะรูปร่างของมันครับ มันเป็นลักษณะของสัตว์ที่ยังมีการพัฒนาไม่เต็มที่ และการโจมตีก็ยังไม่รุนแรงเหมือนอมนุษย์ที่ผมเคยสู้มาก่อน”
“หมายความว่าถ้านี่เป็นการทดลองของอิลูมิเนติคจริง แสดงว่ามันสามารถสร้างปิศาจขึ้นมาจากร่างของคนธรรมดาได้สำเร็จ” อันเดอร์ฮิลล์พูด เขาถอนใจ“ร้ายกาจยิ่งกว่าการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมเสียอีก”
“เรายังสรุปอะไรไม่ได้จนกว่าการชันสูตรเหยื่อรายสุดท้ายจะเสร็จสิ้น” แอชเชอร์พูด วลาร์ดนั่งนิ่งไปชั่วครู่ก่อนตัดสินใจถาม
“ผมขอตรวจร่างกายของผู้ตายทั้งสามคนได้ไหมครับ”
“ไม่ได้” ผู้นำองค์กรพูดเสียงเรียบ “เธอน่าจะรู้สถานภาพของตัวเองดี เท่าที่ฉันยอมให้ออกไปสืบคดีเองนี่ก็เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของท่านประธานสูงสุดมากพออยู่แล้ว”
“แต่ผม” วลาร์ดแย้งและนิ่งเมื่ออันเดอร์ฮิลล์ปราม
“วลาร์ด”
แอชเชอร์มองเด็กหนุ่มที่เอนตัวพิงพนักเก้าอี้และระบายลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด เขาปิดรายงานและวางมือประสานไว้บนแฟ้ม
“คำถามของเราในตอนนี้ก็คือ อิลูมิเนติคใช้วิธีอะไรถึงสามารถฝังตัวอ่อนลงไปในร่างของคนโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว และทำไมถึงได้เกิดขึ้นแต่ในเฉพาะที่เมืองนี้เท่านั้น”
“อาจจะเป็นไปได้ว่าพวกมันเลือกที่นั่นเป็นห้องทดลอง” อันเดอร์ฮิลล์พูด เทเลอร์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่หลังจากพยายามตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยหลายแห่งแล้วไม่พบที่ใดผิดปรกติ”
“ห้องทดลองคราวก่อนอยู่ใต้ดิน พวกมันอาจสร้างแบบเดิมก็ได้นี่ครับ” วูล์ฟแย้งแต่เทเลอร์ส่ายหน้า
“เราส่งคนเข้าไปสืบและใช้อุปกรณ์ตรวจอย่างละเอียดแล้ว ที่เมืองนั้นมีห้องใต้ดินร้อยกว่าแห่ง แต่ไม่มีที่ไหนมีขนาดใหญ่มากพอจะเป็นห้องทดลอง”
“มันอาจอยู่ลึกมาก” วูล์ฟแย้งแต่เทเลอร์พูดเสียงเรียบ
“เราตรวจอย่างละเอียดแล้วทุกที่”
“บางทีคนพวกนั้นอาจสร้างห้องทดลองไว้ที่อื่นแล้วเลือกเมืองที่ห่างออกไปเป็นตัวทดสอบ”
แอชเชอร์พูดขึ้น “สรุปก็คือเวลานี้พวกเรารู้แค่ว่าอิลูมิเนติคกำลังสร้างปิศาจในร่างมนุษย์แต่ยังไม่รู้ว่าคนพวกนั้นใช้วิธีอะไรและห้องทดลองนั่นอยู่ที่ไหน”
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหนักใจ
“คนพวกนั้นกำลังวางแผนการร้ายที่พวกเราไม่อาจคาดคิดได้”

*/*/*/*/*











Create Date : 30 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2552 12:27:30 น.
Counter : 193 Pageviews.

0 comment
บทที่ 17 การสังหารหมู่
บทที่ 17

การสังหารหมู่

เลือดสีแดงสดที่สาดกระจายไปทั่วบ้านสร้างความสยดสยองต่อเจอร์ราดจนเขาต้องคว้าขอบประตูเอาไว้เพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้ม ยิ่งเมื่อได้กลิ่นเลือดที่คาวจัดด้วยแล้ว เด็กหนุ่มถึงกับนิ่วหน้าและทำท่าจะอาเจียนออกมา วูล์ฟชำเลืองตามองเพื่อนด้วยความกังวล
“อยู่ตรงนี้”
เขาก้าวเข้าไปในบ้านและกวาดตามองอย่างระวัง เงาไหววูบที่กำลังหายไปทางด้านหลังบ้านทำให้หนุ่มหมาป่ารีบพุ่งตัวตาม เขาสบถออกมาด้วยความโกรธเมื่อพบแต่ความว่างเปล่า กลิ่นสาบเสือรุนแรงที่สัมผัสได้เมื่อครู่ถูกกระแสลมพัดกระจายหายไปจนจับทิศทางไม่ได้ วูล์ฟหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้งและยืนมองร่างของเหยื่อที่นอนกระจายทั่วบ้าน เจอร์ราดพูดเสียงสั่น
“ต้องรีบแจ้งตำรวจ”
เขาหมุนตัวเพื่อจะวิ่งกลับไปที่บ้านแต่ต้องชะงักเมื่อถูกวลาร์ดยืนขวางเอาไว้ เขาจ้องเด็กหนุ่มด้วยดวงตาวาว
“ไม่ต้อง”
เจอร์ราดยืนแข็งนิ่ง วูล์ฟรีบร้องห้าม
“อย่าสะกดเขา”
“แต่เราไม่ต้องการให้พวกตำรวจมาที่นี่” ลูกครึ่งแวมไพร์แย้ง หนุ่มหมาป่าถอนใจ
“ฉันรู้ แต่เจอร์ราดเป็นเพื่อน ฉันไม่อยากให้นายทำแบบนี้กับเขา”
วูล์ฟพูดอย่างดื้อดึง วลาร์ดถอนใจ
“ฉันเตือนนายแล้วว่าอย่าสนิทกับคนพวกนี้ให้มากนัก” ลูกครึ่งแวมไพร์พูดพร้อมกับถอนสายตาออก เจอร์ราดไหวตัวเล็กน้อยพร้อมกับสะบัดหัวอย่างมึนงง
“เกิดอะไรขึ้น” เขาจ้องหน้าวลาร์ด “นายมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”
ลูกครึ่งแวมไพร์ไม่ตอบ เขาหันไปทางวอลเตอร์ที่กำลังปิดเครื่องมือสื่อสารและเดินตรงมาหา
“บอกพวกเขาแล้วใช่ไหม”
“ครับ อีกเดี๋ยวก็คงจะมา”
“เร่งมือหน่อย” วลาร์ดพูดเสียงเรียบ เขาหันไปมองหน้าหนุ่มหมาป่า “ฉันจะรีบเก็บหลักฐาน นายเฝ้าเขาเอาไว้ให้ดี”
เจอร์ราดมองลูกครึ่งแวมไพร์ซึ่งกำลังเดินเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ เขาเบิกตากว้างและรีบขยับตัว
“ฆาตกรรม ฉันต้องรีบแจ้งตำรวจ”
“ใจเย็นเจอร์ราด” วูล์ฟคว้าแขนเพื่อนเอาไว้ “อยู่เฉยๆปล่อยให้พวกเราเป็นคนจัดการดีกว่า”
“หมายความว่าไง” เด็กหนุ่มถามด้วยความงงงัน เขามองรถตู้สีดำหลายคันที่วิ่งมาจอดอย่างเงียบกริบ “คนพวกนั้นกำลังทำอะไร”
เขามองหนุ่มหมาป่าอย่างตื่นกลัว
“นายเป็นใครกันแน่แล้วเขา” เจอร์ราดเลื่อนสายตาไปที่วลาร์ดซึ่งกำลังส่งซองเก็บหลักฐานให้ชายชุดดำ “เพื่อนนายคนนั้น เขามาที่นี่ได้ยังไง”
“เขามารับฉัน” วูล์ฟตอบเสียงเรียบและหันไปมองเจ้าหน้าที่องค์กรที่กำลังลำเลียงถุงเก็บศพขึ้นรถ “น่าเสียดายที่มาช้าไป”
“หมายความว่ายังไง” เจอร์ราดถามเสียงสั่น “ความจริงแล้วพวกนายเป็นใครกันแน่”
สีหน้าและน้ำเสียงที่ตื่นกลัวของเพื่อนทำให้หนุ่มหมาป่าเกิดความเสียใจขึ้นมา เขามองเจอร์ราดด้วยสายตาเศร้า
“สักวันฉันจะบอกให้นายรู้ แต่ตอนนี้ขออะไรสักอย่างจะได้ไหม” เขาเว้นระยะและมองอีกฝ่ายที่ยืนนิ่ง “ฉันอยากให้นายเชื่อใจและเชื่อมั่นในความเป็นเพื่อนของพวกเรา”
“ถ้าเป็นเพื่อนกันจริงก็ไม่ควรปิดบัง” เจอร์ราดพูดเสียงเรียบและก้าวถอยห่างจากวูล์ฟ “ฉันไม่มั่นใจในตัวนาย”
เจอร์ราดมองหนุ่มหมาป่าด้วยสายตาผิดหวังก่อนจะหมุนตัวและเดินกลับเข้าไปในบ้าน วูล์ฟมองด้วยความรู้สึกเศร้า เขาถอนใจและหันกลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้งพร้อมกับก้าวไปยืนข้างวลาร์ดที่กำลังเก็บหลักฐานทุกอย่างเท่าที่เขาจะทำได้
“นายน่าจะมาให้เร็วกว่านี้” หนุ่มหมาป่าพูดขึ้น ลูกครึ่งแวมไพร์เหลือบตามองเขาก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ฉันต้องไปสถานเก็บศพเทศบาลและไปตรวจที่บ้านของเด็กที่ชื่อดาร์เรล มาทันเก็บศพพวกนี้ก่อนตำรวจได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว”
“แต่จะดีกว่านี้ถ้าพวกเขาไม่ถูกเจ้าคนครึ่งเสือนั่นฆ่าตาย” วูล์ฟพูดเสียงห้วน วลาร์ดหันไปมองเขาทันที
“นายพูดเหมือนฉันเป็นฝ่ายผิด”
“หรือไม่จริง ทั้งที่เป็นตุลาการแท้ๆแต่กลับปกป้องคนพวกนี้ไม่ได้ นายทำตัวไม่สมกับหน้าที่เลยสักนิด”
“ฉันเป็นนักล่า” ลูกครึ่งแวมไพร์พูดเสียงเรียบก่อนจะหันไปสนใจงานตรงหน้าอีกครั้ง หนุ่มหมาป่ากำมือแน่นด้วยความโกรธ เขาตบชั้นวางของอย่างแรง
“อย่าทำท่าเย็นชาแบบนั้นได้ไหมวลาร์ด คนพวกนั้นถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมนายน่าจะให้เกียรติพวกเขามากกว่านี้”
“ฉันว่านายควรควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดี” วลาร์ดตอบพร้อมกับมองโต๊ะที่เพื่อนตบเมื่อครู่ “ทำแบบนั้นมันทิ้งหลักฐานของนายไว้นะ”
“พอที! นายมีหัวใจบ้างหรือเปล่าเจ้าผีดิบ” วูล์ฟพูดเสียงดังลั่น ลูกครึ่งแวมไพร์มองเขาอย่างใจเย็น
“นายออกไปรอที่รถดีกว่า”
“ทำไม กลัวฉัน...” หนุ่มหมาป่าชะงักคำพูดค้างและนิ่วหน้า เขาสูดลมหายใจและกวาดตามองรอบตัว วลาร์ดมองตามอย่างระวัง
“มีอะไร”
“มีใครบางคนอยู่แถวนี้” วูล์ฟตอบพร้อมกับก้มตัวลงมองตู้เก็บของที่อยู่ด้านล่าง เขาส่งสัญญาณมือให้วลาร์ดรู้ว่ามีคนอยู่ในนี้ อีกฝ่ายพยักหน้าและทำท่าเตรียมพร้อม หนุ่มหมาป่าจึงดึงฝาตู้อย่างแรง ทั้งคู่เบิกตากว้างเมื่อเห็นผู้ที่ซ่อนอยู่ด้านใน
“เด็ก!”
ทั้งคู่มองหน้ากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่งวลาร์ดจึงพูดขึ้น
“ดูเหมือนเด็กคนนี้จะเป็นลูกของเหยื่อที่ถูกฆาตกรรม” เขาเงยหน้าและมองไปยังผนังที่มีรูปครอบครัวเบลล์แขวนไว้ ภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังยืนยิ้มระหว่างพ่อแม่และเด็กวัยรุ่นอีกคนทำให้เขาหันกลับมามองหนูน้อยที่นั่งตัวสั่นอยู่ในตู้อีกครั้ง
“เธอเป็นผู้รอดชีวิต”
วูล์ฟย่อตัวนั่งลงและมองเด็กสาวที่พยายามถอยเข้าไปจนติดผนังด้านในของตู้ เขาส่งยิ้มให้และยื่นมือไปข้างหน้า
“ไม่เป็นไรแล้ว ออกมาเถอะ” เขาขยับเข้าไปใกล้และชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่ายน้ำตาไหลพราก “คนใจร้ายมันหนีไปแล้ว หนูปลอดภัย ออกมาหาฉันเถอะนะ”
เด็กน้อยสั่นหน้าและกอดตุ๊กตาที่อุ้มไว้แน่น หนุ่มหมาป่าถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม เขาหันไปมองวอลเตอร์ที่กำลังเดินเข้ามา
“เราต้องรีบไปกันแล้ว” เขาชะงักเมื่อเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มทั้งสอง “มีอะไร”
“เราพบผู้รอดชีวิต” วลาร์ดตอบพลางบุ้ยใบ้ไปยังตู้ “แต่พาออกมาจากที่นั่นไม่ได้”
วอลเตอร์ก้มตัวลงไปมอง สีหน้าของเขาฉายแววหนักใจออกมาทันที
“เด็ก” เขาหันไปทางหนุ่มหมาป่า “เราต้องพาเธอไปด้วย”
“ผมพยายามเรียกเธออยู่แต่ดูเหมือนเด็กคนนี้จะตกใจกลัวมาก” เขาหันไปมองเพื่อน “เอาไงดี”
“ขนาดนายยังไม่รู้แล้วอย่างฉันจะทำอะไรได้” ลูกครึ่งแวมไพร์ตอบเสียงกระด้างและขมวดคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน “อะไร”
“ทำไมนายไม่ลองดูบ้าง” เขาทำเป็นส่ายหน้า “แต่คงไม่มีทางเพราะแค่พูดภาษาคนธรรมดายังไม่รู้เรื่อง”
คำพูดเชิงดูแคลนทำให้วลาร์ดขมวดคิ้วด้วยความโกรธ เขาผลักเพื่อนให้พ้นทางพร้อมกับพูดเสียงห้วน
“หลีกไป”
“เขายังเด็ก ช่วยพูดแบบที่ฟังแล้วเข้าใจหน่อยนะ”
วูล์ฟแหย่พลางถอยหลังออกห่างปล่อยให้วลาร์ดขยับเข้าไปใกล้ตู้และนั่งลง เด็กหนุ่มนิ่วหน้าพร้อมกับพูดเสียงไม่ดังนัก
“คนที่ทำกับพ่อแม่ของเธอไม่อยู่แล้ว” เขาเว้นระยะพร้อมกับยื่นมือไปข้างหน้า “พวกเรามาช่วยเธอ ออกมาเถอะเราต้องรีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่มันจะย้อนกลับมาอีกครั้ง”
“เป็นคำปลอบเด็กที่ไม่เข้าท่าสักนิด” หนุ่มหมาป่าพึมพำและอ้าปากค้างเมื่อเด็กหญิงตัวน้อยคลานออกจากตู้และโผเข้ากอดลูกครึ่งแวมไพร์แน่น เขาเกาหัวพร้อมกับบ่น
“สงสัยจะชอบผีดิบ”
“พูดมากน่า” วลาร์ดพูดขณะอุ้มเด็ก วอลเตอร์พยายามสะกดรอยยิ้มเมื่อเห็นท่าทางเก้กังของเด็กหนุ่ม
“ป่านนี้คงมีคนแจ้งตำรวจแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ”
เขาเดินนำไปที่รถทันทีโดยมีวลาร์ดอุ้มเด็กตามไป วูล์ฟเดินไปที่ประตูและชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังบ้านมาร์ติน หนุ่มหมาป่าถอนใจเมื่อเห็นเจอร์ราดกำลังมองเขาผ่านม่านหน้าต่างเช่นเดียวกัน
“แล้วเจอกัน เพื่อน”
วูล์ฟพึมพำและเข้าไปนั่งในรถ วอลเตอร์จึงรีบขับออกไปจากบริเวณนั้นและพาทุกคนมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบซึ่งอยู่แถวลานกีฬาร้างด้านนอกของเมือง

*/*/*/*/*
สีหน้าของคาร์เพนเตอร์เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดขณะจ้องเลือดสีแดงเข้มที่สาดกระจายไปทั่วบ้าน เขาหันไปทางสายตรวจคอลลินที่กำลังสอบปากคำเพื่อนบ้านคนหนึ่งอยู่
เอฟบีไอหนุ่มเดินเข้าไปหาพร้อมกับถาม
“พวกคุณไม่ได้ยินอะไรผิดปรกติเลยหรือ”
“ไม่เลย” ชายผู้นั้นตอบ คาร์เพนเตอร์ขมวดคิ้ว
“คนถูกฆ่าถึงสามคนในบ้านของตัวเอง แต่คุณกลับบอกว่าไม่ได้ยินอะไร ไม่คิดว่ามันน่าแปลกเกินไปหน่อยหรือไง”
“ผมไม่ได้ยินจริงๆ” อีกฝ่ายโต้เสียงดัง “พวกเราได้ยินเสียงคนทะเลาะกันพอชะโงกหน้าออกไปดูก็เห็นแค่เด็กวัยรุ่นสองคนกำลังโต้เถียงกันอยู่กลางถนนเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าพวกเบลล์จะถูกฆ่าตาย”
“จำเด็กที่ว่านั่นได้ไหม” คาร์เพนเตอร์ถาม อีกฝ่ายพยักหน้า
“ได้” เขาชี้ข้ามไปอีกฝั่ง “คนหนึ่งผมไม่รู้จักแต่อีกคนเป็นลูกชายของบ้านมาร์ติน”
คาร์เพนเตอร์หมุนตัวเดินตรงไปยังบ้านมาร์ตินทันที เขามองนักสืบเครนที่กำลังสอบปากคำเมอร์ซี่อย่างเคร่งเครียดก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่เจอร์ราด เอฟบีไอหนุ่มก้าวไปหาเขาทันที
“ไง” เขาเอ่ยทัก เจอร์ราดมองเขาอย่างไม่ไว้ใจ คาร์เพนเตอร์แสร้งยิ้ม “แย่หน่อยนะ” เขาทำเป็นเหลือบตามองไปยังบ้านที่เกิดเหตุ อีกฝ่ายผงกศีรษะแต่ยังคงไม่พูดอะไรออกมา
“รู้จักพวกเขาไหม” คาร์เพนเตอร์ถาม เจอร์ราดพยักหน้ารับ “สนิทกันแค่ไหน”
“ก็แค่เพื่อนบ้าน” เจอร์ราดตอบเสียงกระด้าง เอฟบีไอหนุ่มเลิกคิ้ว
“แล้วเมื่อคืนนี้เธอสังเกตเห็นอะไรผิดปรกติบ้างไหมอย่างเช่นมีคนแปลกหน้ามาเดินแถวนี้หรืออะไรทำนองนั้น”
“ไม่มี” เจอร์ราดตอบเสียงห้วน คาร์เพนเตอร์หรี่ตาลง
“แน่ใจนะ”
“ผมแน่ใจ” เด็กหนุ่มตอบและขยับตัวถอยออกห่าง เจ้าหน้าที่พิเศษจับตามองท่าทางที่มีพิรุธของเขาแล้วยิ้ม
“ได้ยินมาว่าเธอเก่งบาสเก็ตบอล คงลำบากใช่ไหมที่เมื่อวานมันถูกปิด”
“ก็งั้นๆ” เจอร์ราดตอบ คาร์เพนเตอร์อมยิ้ม
“แบบนี้ก็แย่เหมือนกันนะเพราะที่นั่นเหมือนเป็นแหล่งชุมนุมของพวกเธอ” เขาเว้นระยะและทำท่าราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “หรือว่าเธอนัดพบเพื่อนที่อื่น จริงสิถนนที่นี่ไม่ค่อยมีรถแล่นผ่านเธออาจชวนพวกเขามาเล่นที่บ้านก็ได้”
เด็กหนุ่มชักสีหน้าขึ้นมาในทันที เขาเบือนหน้าหนีเจ้าหน้าที่พิเศษด้วยท่าทางอึดอัดใจ
คาร์เพนเตอร์ทำท่าจะพูดอะไรออกมาอีกแต่ต้องชะงักเมื่อนางมาร์ตินเดินเข้ามา เธอมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ
“เด็กคนนี้เพิ่งอายุแค่ 15 คุณไม่มีสิทธิ์สอบปากคำเขาโดยไม่มีผู้ปกครอง”
“ผมแค่คุยอะไรด้วยนิดหน่อย ดูเหมือนลูกชายของคุณจะรู้อะไรมากกว่าที่คิด” เขาเหลือบตามองเจอร์ราด เด็กหนุ่มขบกรามแน่น
“ผมปวดหัว ขอตัวขึ้นไปนอนก่อน”
นางมาร์ตินตบไหล่เขาสองสามครั้งและปิดประตูบ้านทันทีที่เจอร์ราดหายเข้าไป เธอหันหน้าไปจ้องคาร์เพนเตอร์ที่ถือวิสาสาะมองตาม
“พวกเราไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น เมอร์ซี่และเจอร์ราดก็ยังเด็กเกินกว่าที่จะทำอะไรอย่างที่พวกคุณเข้าใจ” นางหันไปทางนักสืบเครน “ฉันคิดว่าคุณได้คำตอบมากพอแล้ว กลับเข้าบ้านเดี๋ยวนี้เมอร์ซี่”
เด็กสาวรีบเดินหนีเข้าบ้านท่ามกลางสีหน้าไม่พอใจของเจ้าหน้าที่ทั้งสอง นางมาร์ตินจ้องหน้าพวกเขาและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อย่ามายุ่งกับพวกเราอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะเรียกทนาย”
เธอกลับเข้าไปในบ้านและปิดประตู่ใส่หน้าคาร์เพนเตอร์ นักลืบเครนพับสมุดบันทึกเก็บใส่กระเป๋าและพูดเสียงเรียบ
“ไม่ได้เรื่องอะไรเลย” เขาหันไปมองบ้านของครอบครัวเบลล์ “ผมไม่คิดว่าคดีนี้จะเกิดจากฝีมือของคนร้ายเพียงคนเดียว เราพบรอยเท้าในที่เกิดเหตุมากกว่าสามรอยและที่สำคัญศพถูกเคลื่อนย้ายออกไปหมดซึ่งต่างจากคดีที่ผ่านมา”
“แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น” คาร์เพนเตอร์ตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “บางทีฆาตกรอาจจะมีแค่หนึ่งแต่คนร้ายตัวจริงมีหลายคน มันอาจเป็นฝีมือของพวกลัทธิหรือองค์กรลับอะไรบางอย่าง ซึ่งผมจะต้องรู้ให้ได้ว่าพวกมันเป็นใคร”

*/*/*/*/*












Create Date : 30 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2552 12:26:50 น.
Counter : 184 Pageviews.

0 comment
บทที่ 16 ครอบครัวมาร์ติน
บทที่ 16

ครอบครัวมาร์ติน

เสียงร้องตะโกนเอะอะที่ดังมาจากพนักงานดับเพลิงซึ่งวิ่งวุ่นดับไฟที่กำลังโหมไหม้ตึกร้างอย่างรุนแรง ฝูงชนแถวนั้นต่างพากันออกมายืนมองด้วยสีหน้าหวาดหวั่น บางคนหันหน้าคุยกัน บางคนรีบกลับบ้านด้วยความกลัวขณะที่หลายคนยังคงยืนปักหลักคอยฟังการสนทนาของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนบางครั้งเผลอตัวขยับเข้าไปใกล้ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่ในบริเวณนั้นต้องคอยเตือน
เมื่อควบคุมเพลิงจนสงบ นักสืบเครนยืนรอพนักงานดับเพลิงที่กำลังเก็บอุปกรณ์ด้วยความหงุดหงิดจนกระทั่งหัวหน้าของพวกเขาเดินเข้ามาหา นักสืบร่างใหญ่จึงถามเสียงดัง
“ผมเข้าไปในนั้นได้หรือยัง”
“ยัง” หัวหน้าหน่วยดับเพลิงตอบ “เราต้องดูให้แน่ใจก่อนว่าจะไม่มีการปะทุของเชื้อไฟจึงจะปล่อยให้คนของคุณเข้าไปทำงานได้ ซึ่งก็น่าจะอีกสามชั่วโมงหลังจากนี้”
“สามชั่วโมง” เครนอุทาน “นานขนาดนั้นหลักฐานไม่เหลือแน่”
“ถ้าเรื่องต้นเพลิงคนของผมทราบแล้วว่ามาจากจุดไหน” หัวหน้าหน่วยดับเพลิงพูดและชี้มือไปที่ตึกหลังนั้น “เราพบเชื้อปะทุและตัวเร่งบริวเณผนังใกล้กับจุดที่พวกคุณพบศพเมื่อวันก่อน”
“อาจเป็นการเผาเพื่ออำพรางคดี” เครนพึมพำ อีกฝ่ายสั่นหน้า
“เรื่องนั้นไม่ใช่หน้าที่ผม” เขาตบบ่าเครน “แล้วจะส่งรายงานไปให้”
หัวหน้าหน่วยดับเพลิงหันไปสั่งงานลูกน้องก่อนจะเดินจากไป นักสืบเครนเงยหน้าขึ้นมองควันสีเทาทึบที่ลอยเป็นกลุ่มก้อนขึ้นไปในอากาศด้วยสายตาครุ่นคิด เสียงฝีเท้าดังมาจากทางด้านหลังทำให้นักสืบร่างใหญ่ไหวตัวเล็กน้อย เขาลดสายตาลงพร้อมกับหันไปมองผู้ที่กำลังยืนอยู่ข้างตัว
“เอฟบีไอนี่จมูกไวไม่ใช่เล่น”
“เสียงรถดับเพลิงดังลั่นเมืองแบบนี้ไม่ได้ยินก็แปลกไป” คาร์เพนเตอร์พูด เขาเลื่อนสายตามองไปยังซากอาคาร “ได้ยินมาว่าเป็นการวางเพลิง คิดว่าเป็นฝีมือของใคร”
“ผมยังไม่ทราบ และคงระบุอะไรแน่นอนไม่ได้จนกว่าจะเข้าไปตรวจดูข้างในก่อน”
“ไม่จำเป็น” เจ้าหน้าที่จากเอฟบีไอพูด เครนหันไปมองหน้าเขาทันที
“ทำไม”
“เอฟบีไอจะรับคดีนี้ไปจัดการเอง”
“คุณไม่มีสิทธิ์” นักสืบเครนพูดเสียงดัง อีกฝ่ายมองและยิ้มอย่างใจเย็น
“คุณต่างหากที่ไม่มีสิทธิ์ ผมบอกแล้วไงว่าทุกคดีที่เกิดขึ้นในเขตของคุณตอนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเอฟบีไอ”
“แต่นี่เป็นเหตุเพลิงไหม้” นักสืบเครนแย้งอย่างระงับอารมณ์เต็มที่ คาร์เพนเตอร์ส่ายหน้า
“มันอาจเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เอฟบีไอกำลังตามอยู่ในขณะนี้”
“คุณยังไม่มีหลักฐานอะไรมาเชื่อมโยง” อีกฝ่ายแย้งเสียงแข็ง เอฟบีไอหนุ่มมองเขานิ่งและตอบด้วยเสียงเรียบ
“คุณเองก็ไม่มีเหมือนกัน” เขาเว้นระยะ “หรือถ้าจะพูดให้ถูก พวกตำรวจไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับคนร้ายรายนี้เลยสักนิด ผมว่าคุณอย่าเข้ามาขัดขวางการสืบสวนของเราดีกว่า หากเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมาจะหาว่าผมไม่เตือน”
คาร์เพนเตอร์จ้องหน้านักสืบเครนนิ่ง อีกฝ่ายกำหมัดแน่นด้วยความแค้นก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่รถ เขาเข้าไปนั่งประจำที่คนขับและปิดประตูอย่างแรง
“ฉันไม่ยอมให้พวกเอฟบีไอมาทำอวดเบ่งในเมืองนี้ คอยดูให้ดีก็แล้วกันคาร์เพนเตอร์ว่าใครจะคลี่คลายคดีนี้ได้ก่อน”

*/*/*/*/*

เจอร์ราดและดาร์เรลลุกขึ้นและเดินออกจากห้องเมื่อเสียงกริ่งสัญญาณบอกเวลาเลิกเรียนหยุดลง ทั้งสองเดินไปตามถนนเพื่อไปยังสนามบาสฯเหมือนทุกวันที่ผ่านมา หลังจากเดินไปด้วยกันสักนิดเจอร์ราดจึงหันไปถามเพื่อน
“เมื่อวานเป็นไงบ้าง”
“ก็ดี” ดาร์เรลตอบพลางกระโดดตีใบไม้ที่อยู่เหนือหัวเล่น เจอร์ราดขมวดคิ้ว
“ตอนกลับบ้านไม่เห็นอะไรแปลกๆบ้างเลยหรือ”
“ไม่เห็นมีอะไร” ดาร์เรลตอบ เขาหันไปมองเพื่อนและถามด้วยความสงสัย “นายถามเรื่องนี้ทำไม”
“เปล่าไม่มีอะไร” เจอร์ราดรีบปฏิเสธและแกล้งทำเป็นหมุนลูกบาสเก็ตบอลเล่นเพื่อกลบเกลื่อน ดาร์เรลมองท่าทางของเขาและทำท่าจะถามแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกของเพื่อนดังมาจากทางด้านหลัง ทั้งคู่หยุดและหันไปมองพร้อมกัน เจอร์ราดยิ้มกว้างเมื่อเห็นแซมมวลก้าวเข้ามาหา
“จะรีบไปไหนเพื่อน” แซมมวลถาม
“ไม่น่าถาม” เจอร์ราดตอบ “ก็ต้องสนามบาสเก็ตบอลที่ประจำของพวกเรา”
“นายไม่ได้ยินข่าวหรือไง” แซมมวลพูด ดาร์เรลและเจอร์ราดมองหน้าเพื่อน
“ข่าวอะไร”
“เมื่อคืนนี้ไฟไหม้ตึกร้างข้างสนามบาสฯ ตอนนี้ที่นั่นมีตำรวจเต็มไปหมด สนามของพวกเราก็พลอยโดนไปด้วย”
“บ้าน่า ที่นั่นไม่ได้โดนไหม้สักหน่อย ตำรวมีสิทธิอะไรมาห้ามพวกเรา” ดาร์เรลพูดอย่างโมโหแต่เจอร์ราดกลับนิ่งจนแซมมวลมองหน้า
“เป็นอะไรไป”
“เปล่า” เจอร์ราดตอบ “พอดีฉันนึกขึ้นได้ว่ามีธุระ ขอตัวก่อนนะเพื่อน”
เขาวิ่งออกไปทันที ดาร์เรลมองตามด้วยความแปลกใจ
“หมอนั่นเป็นอะไรไป ตอนเลิกเรียนยังชวนฉันไปเล่นบาสฯอยู่เลย” เขาบ่นเสียงไม่ดังนัก แซมมวลยักไหล่
“นิสัยเขาก็เป็นแบบนี้อย่าไปสนเลย จริงสิไหนๆวันนี้เราก็ไปสนามบาสฯไม่ได้แล้วไปเล่นเกมส์ที่บ้านฉันกันไหม”
แซมมวลชวนเพื่อน ดาร์เรลทำท่าคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
“ตกลง” เขากอดคอเพื่อน “ไปกันเถอะ”

ทันทีที่แยกตัวจากเพื่อน เจอร์ราดรีบวิ่งตรงไปยังสนามบาสเก็ตบอลด้วยความกังวล เด็กหนุ่มเฝ้าคิดวนเวียนถึงเรื่องหัวของคนตายที่พบและตัวประหลาดที่โจมตีเขากับวูล์ฟเมื่อเย็นวานอยู่ตลอดเวลา เจอร์ราดนิ่วหน้าและพึมพำ
“มันคงไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้แน่”
เด็กหนุ่มหยุดยืนหอบหายใจ เขาหันหน้าไปมองตึกร้างซึ่งบัดนี้กลายเป็นซากอิฐสีดำ
เจอร์ราดกวาดตามองรอบตัวอย่างระวังขณะเดินเข้าไปใกล้แถบสีเหลืองที่ตำรวจคาดไว้รอบบริเวณและคงจะลอดตัวเข้าไปในตึกหากไม่ได้ยินเสียงร้องห้าม
“อย่าเข้าไปเจอร์ราด”
เด็กหนุ่มชะงักและหันหน้าไปมอง เขาเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นวูล์ฟกำลังเดินเข้ามา
“วูล์ฟ นายมาที่นี่ทำไม”
“เหมือนนาย” หนุ่มหมาป่าตอบ “เพียงแต่ฉันเข้าไปดูในนั้นมาแล้ว”
“ฉันเองก็อยากเข้าไปดูบ้าง” เจอร์ราดพูดและเลื่อนมือไปแตะแถบสีเหลือง วูล์ฟคว้าไหล่ของเขาพร้อมกับอธิบาย
“ในนั้นไม่มีอะไรแล้ว พวกเอฟบีไอมาขนทุกอย่างออกไปจนหมด”
“เอฟบีไอ” เจอร์ราดทวนคำ “พวกนั้นมาทำอะไรที่ตึกไฟไหม้ ฉันคิดว่าพวกเขาจะทำแต่คดียากๆเท่านั้น”
“ฉันก็คิดแบบนาย” หนุ่มหมาป่าตอบและหันมองรอบตัว “เราไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะถูกสงสัยว่าเป็นคนวางเพลิง”
ทั้งสองคนเดินออกไปจากที่นั่นและมุ่งตรงไปยังสวนสาธารณะ เจอร์ราดเหลือบตามองวูล์ฟก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากถาม
“เพื่อนนายคนนั้นไม่ได้มาด้วยหรือ”
“ไปทำธุระเดี๋ยวคงตามมา” หนุ่มหมาป่าตอบ เจอร์ราดนิ่งไปอีกครั้ง เขาทำหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงถามเสียงไม่ดังนัก
“นายสองคนไม่ใช่นักบวชฝึกหัดใช่ไหม” เด็กหนุ่มเว้นระยะ “คนพวกนั้นก็เหมือนกัน เขาไม่ได้เป็นผู้ปกครองธรรมดาอย่างที่นายพูด”
เจอร์ราดหันไปมองวูล์ฟ
“ความจริงแล้วพวกนายเป็นใครกันแน่”
หนุ่มหมาป่าหยุดเดินทันที เขานิ่วหน้าด้วยความลำบากใจก่อนจะตอบ
“นายเข้าใจได้ถูกต้องแล้วเจอร์ราด พวกฉันไม่ได้เป็นนักบวชฝึกหัดหรืออะไรก็ตามที่เคยพูดไว้” วูล์ฟถอนใจ “แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ต้องขอโทษที่ยังบอกนายตอนนี้ไม่ได้”
“เพราะอะไร”
“เพราะสิ่งที่ฉันและวลาร์ดกำลังทำอยู่มันอันตรายมาก” หนุ่มหมาป่ามองหน้าเขา”และที่สำคัญนายคือเพื่อน และฉันก็ไม่อยากให้เพื่อนต้องมาพลอยได้รับอันตรายไปกับการกระทำของพวกเรา หวังว่านายคงเข้าใจ”
น้ำเสียงและสีหน้าจริงจังของวูล์ฟทำให้เจอร์ราดนิ่งอึ้ง เขาขบกรามตนเองเล็กน้อยก่อนพยักหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันเข้าใจ” เด็กหนุ่มยื่นมือออกไปข้างหน้า “แต่นายต้องสัญญาก่อนว่าจะบอกทุกอย่างให้ฉันรู้เมื่อถึงเวลา”
“ตกลง” หนุ่มหมาป่าตอบพร้อมกับจับมือเจอร์ราดและกระชับแน่น “ฉันสัญญา”
“เยี่ยม ทีนี้มีอีกเรื่องที่นายยังติดค้างฉันไว้”
“เรื่องอะไร” วูล์ฟถามด้วยความแปลกใจ อีกฝ่ายยิ้ม
“ไปเที่ยวบ้านฉันและกินมื้อค่ำด้วยกัน” เขามองหน้า “ว่าไง”
“แล้วครอบครัวนายจะไม่ว่าอะไรเหรอ” หนุ่มหมาป่าพูดด้วยสีหน้ากังวล เจอร์ราดใช้กำปั้นชกแขนเขาเบาๆ
“สบายมาก และที่สำคัญวันนี้มีมันบดกับเนื้อย่างด้วย”
“ของโปรดฉันทั้งนั้น” วูล์ฟพูดพร้อมกับยิ้ม “นำไปได้เลยเพื่อน”
เจอร์ราดหัวเราะและโยนลูกบาสฯส่งให้อีกฝ่าย หนุ่มหมาป่ารับมาโยนเล่นสองสามครั้งก่อนจะส่งกลับไปให้เพื่อน ทั้งสองต่างเดินสลับวิ่งและส่งลูกบอลให้กันไปมาจนกระทั่งถึงหน้าบ้านของเจอร์ราด เด็กหนุ่มรีบตรงไปที่ประตูและร้องบอกคนในบ้านเสียงดัง
“กลับมาแล้วครับ” เขาเปิดประตูและหันมาทางวูล์ฟ “เข้ามาสิ”
หนุ่มหมาป่าเดินตามเพื่อนเข้าไปด้านในและหยุดอยู่ที่ห้องรับแขก เจอร์ราดยกนิ้วขึ้นแตะปากทำนองห้ามเขาส่งเสียงก่อนจะย่องเข้าไปในครัว เขามองมารดาที่กำลังก้มหน้าก้มตาปอกเปลือกมันฝรั่งอย่างขะมักเขม้นและแกล้งส่งเสียงดังเพื่อให้เธอตกใจ
“ทำอะไรน่ะแม่”
นางมาร์ตินสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับร้องอุทานออกมา เธอหันไปตีแขนลูกชายไม่แรงนัก
“เล่นอะไรกันแบบนี้เจอร์ราด” นางมาร์ตินแกล้งทำเป็นดุและหยิบมันฝรั่งขึ้นมาปอกเปลือกต่อ “ทำไมวันนี้กลับเร็วนัก ไม่ได้ไปที่สนามบาสฯเหมือนทุกวันหรือ”
“ที่นั่นมีปัญหานิดหน่อย ตำรวจเลยกั้นไม่ให้พวกเราเข้าไป” เจอร์ราดตอบพลางหยิบแก้วมาวางสองใบ นางมาร์ตินพูด
“คงกลัวจะเป็นอันตรายจากตึกร้างที่ถูกไฟไหม้” เธอเงยหน้าขึ้นและมองลูกชายวัยรุ่นที่กำลังรินน้ำใส่แก้ว “ทำไมมีแก้วสองใบ ดาร์เรลมาบ้านด้วยหรือ”
“ดาร์เรลกลับบ้านไปก่อน วันนี้ผมพาเพื่อนใหม่มาเที่ยว” เด็กหนุ่มตอบพร้อมกับชะโงกหน้าไปเรียกหนุ่มหมาป่า “มารู้จักแม่ฉันก่อนสิวูล์ฟ”
นางมาร์ตินวางมือจากมันฝรั่งและหันไปมองเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินเข้ามา วูล์ฟยิ้มอย่างสุภาพร้อมกับกล่าวทักทาย
“สวัสดีครับ ผมวูล์ฟเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนี้”
“ยินดีที่ได้รู้จัก” นางมาร์ตินพูดพร้อมกับยื่นมือออกไปให้เขา “ได้ยินเจอร์ราดพูดถึงเธอหลายครั้ง เล่นบาสเก็ตบอลเหมือนกันหรือ”
“ครับ เป็นกีฬาโปรดของผมเลยก็ว่าได้” หนุ่มหมาป่าตอบ นางมาร์ตินยิ้ม
“เหมือนเจอร์ราด รายนั้นทำท่าเหมือนคนใกล้ตายถ้าวันไหนไม่ได้ออกไปเล่น”
“ผมไม่เป็นถึงขนาดนั้นสักหน่อย” เจอร์ราดบ่นพร้อมกับส่งแก้วน้ำให้เพื่อน วูล์ฟรับมาดื่มรวดเดียวหมดแก้วและมองนางมาร์ตินที่กำลังลงมือปอกเปลือกมันฝรั่งต่ออีกครั้ง
“ให้ผมช่วยไหมครับ”
“อย่าเลยเดี๋ยวมือเธอจะเปื้อนเปล่าๆ ไปนั่งคุยกับเจอร์ราดที่ห้องรับแขกดีกว่า” นาง
มาร์ตินตอบแต่หนุ่มหมาป่าส่ายหน้า
“ผมรู้วิธีทำมันบด” เขาขยับเข้าไปยืนใกล้นางมาร์ติน “ผมจัดการตรงนี้เอง คุณไปเตรียมน้ำเกรวี่เถอะครับ”
“แน่ใจนะว่าทำได้”
“ครับ”
วูล์ฟตอบ นางมาร์ตินเลื่อนถาดมันฝรั่งส่งให้และยิ้มอย่างถูกใจเมื่อเห็นเขาปอกและหั่นมันได้อย่างคล่องแคล่ว
“เก่งนี่” เธอเอ่ยชมก่อนจะหันไปลงมือปรุงน้ำเกรวี่ เจอร์ราดเดินไปยืนข้างเพื่อนและกระซิบ
“ไม่ยักรู้ว่านายเข้าครัวเป็น”
“ตอนเด็กๆฉันชอบเข้าไปเล่นในโรงอาหาร” หนุ่มหมาป่าตอบพลางเทมันฝรั่งที่หั่นเสร็จเรียบร้อยแล้วลงหม้อต้ม เจอร์ราดมองด้วยความสนใจและหันไปทางหน้าบ้านเมื่อได้ยินเสียงปิดประตู เมอร์ซี่ก้าวเข้ามาในครัวพร้อมกับถุงใบใหญ่
“วันนี้ร้านคุณลองได้ผลไม้เข้ามาใหม่ หนูเลยได้ส้มกลับมาสามสี่ลูก อ้อคุณเบลล์ฝากของมาให้ด้วย ดูเหมือนจะเป็นยาบำรุงที่แม่อยากได้”
เด็กสาวพูดไปเรื่อยและชะงักค้างเมื่อเห็นวูล์ฟยืนยิ้มอยู่ในครัว ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้นมาทันทีในขณะที่เจอร์ราดรีบแนะนำ
“นั่นเมอร์ซี่พี่สาวฉัน ส่วนนี่วูล์ฟอัจฉริยะบาสเก็ตบอลที่เล่าให้ฟังไง”
“สวัสดีครับ” หนุ่มหมาป่าเอ่ยทักด้วยท่าทางสุภาพ เมอร์ซี่รีบวางถุงลงบนโต๊ะพร้อมกับส่งมือให้
“ยินดีที่ได้รู้จัก” เด็กสาวพูดด้วยท่าทางเขินอายจนเจอร์ราดหัวเราะ
“อะไรกัน เจอคนหน้าตาดีหน่อยทำตัวไม่ถูกเลยหรือไง”
“อย่ามาพูดแบบนี้นะ” เมอร์ซี่หันไปทำตาวาวกับน้องชายก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้วูล์ฟ “สองสามวันมานี่เจอร์ราดพูดเรื่องของคุณให้ฟังไม่หยุด โดยเฉพาะเรื่องบาสเก็ตบอล”
“ฉันแค่เล่าว่านายเก่งมากเท่านั้น” เจอร์ราดโต้เสียงอ่อย พี่สาวของเขาทำเป็นไม่สนใจ เธอหันไปหยิบของออกจากถุง
“คุณคงอยู่ทานมื้อค่ำด้วยกันกับเรานะ”
“ครับ” วูล์ฟรับคำ เจอร์ราดคว้าส้มไปโยนเล่น เขามองกิริยาเก้อเขินของพี่สาวแล้วยิ้มพร้อมกับพูดเสียงดัง
“นี่ยังดีนะที่มาแค่วูล์ฟ ถ้าเจอเพื่อนเขาอีกคนมีหวังเมอร์ซี่คงทำอะไรไม่ถูกแน่”
“หมายความว่าไง” เด็กสาวหันมาถามเสียงห้วน เด็กหนุ่มหัวเราะดังลั่น
“เปล่า” เขาปฏิเสธและอุทานออกมาเมื่อถูกเมอร์ซี่ตีเข้าที่แขน วูล์ฟยิ้มขณะเทมันที่ต้มจนสุกแล้วใส่ชามใบใหญ่และเริ่มลงมือบดมันให้ละเอียด เด็กสาวมองด้วยความทึ่ง
“นายน่าจะหัดทำแบบนี้บ้างนะเจอร์ราด” เธอหันไปพูดกับน้องชาย อีกฝ่ายเบ้หน้าพร้อมกับตอบ
“ยุ่งน่า”

หลังช่วยกันปรุงอาหารจนเสร็จเรียบร้อย ทุกอย่างก็ถูกจัดวางบนโต๊ะ สมาชิกครอบครัวมาร์ตินรวมทั้งวูล์ฟก็เริ่มลงมือรับประทานอาหาร พวกเขาสนทนากันอย่างเป็นกันเอง เจอร์ราดคุยเรื่องบาสเก็ตบอลที่เขาชอบเสียงดังลั่นและแลกเปลี่ยนความคิดกับหนุ่มหมาป่าอย่างกระตือรือล้นในขณะที่นางมาร์ตินและเมอร์ซี่ฟังเรื่องต่างๆที่วูล์ฟเล่าอย่างสนใจ
มื้อค่ำที่แสนสนุกจบลง ทุกคนช่วยกันเก็บโต๊ะและทำความสะอาดครัวจนเสร็จเรียบร้อยและย้ายไปสนทนากันต่อที่ห้องรับแขก ขณะที่เจอร์ราดกำลังเล่าถึงการแข่งขันระหว่างโรงเรียนมัธยมที่กำลังจะมีขึ้นอยู่นั้นอยู่ๆวูล์ฟก็ยกมือห้าม เขาถามเพื่อนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นายได้กลิ่นอะไรไหม”
เจอร์ราดสูดลมหายใจพร้อมกับส่ายหน้า
“ไม่” เขามองหนุ่มหมาป่าด้วยความแปลกใจ “นายได้กลิ่นอะไรหรือวูล์ฟ”
“ฉันไม่แน่ใจ กลิ่นมันจางมาก อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ในบ้านหรือตำแหน่งเหนือลม” วูล์ฟตอบพร้อมกับสูดลมหายใจค่อนข้างแรง เขาลุกพรวดขึ้นและหันหน้ามองไปยังบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทันที
“มันมาจากบ้านหลังนั้น”
“บ้านของครอบครัวเบลล์ทำไมเหรอ” เมอร์ซี่ถาม เธอมองกิริยาของหนุ่มหมาป่าด้วยความตระหนกในขณะที่เจอร์ราดนึกย้อนถึงท่าทางของวูล์ฟเมื่อตอนที่เจอพวกการ์กอยล์ เขาถามเสียงไม่ดังนัก
“นายได้กลิ่นอะไร”
“เลือด” หนุ่มหมาป่าตอบพร้อมกับเบิกตากว้าง “กับกลิ่นเสือ หรือว่าเจ้านั่น...”
เขาก้าวพรวดไปที่ประตูและเปิดออก เจอร์ราดรีบวิ่งตามไปแต่ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายหันมาห้าม
“อย่าออกมา” วูล์ฟวิ่งข้ามถนนไปยังบ้านฝั่งตรงข้าม เจอร์ราดยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจวิ่งตามไปดู เป็นจังหวะเดียวกับที่หนุ่มหมาป่ากำลังเปิดประตูหน้า ทั้งคู่ต่างผงะเมื่อกลิ่นคาวจัดของเลือดพุ่งทะลักออกมา เด็กหนุ่มสอดสายตามองเข้าไปด้านในและอ้าปากค้างเมื่อเห็นสภาพภายใน
“นี่มันอะไรกัน!”
*/*/*/*/*/*



Create Date : 30 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2552 12:25:59 น.
Counter : 258 Pageviews.

0 comment
บทที่ 15 เผชิญหน้าฆาตกรร้าย
บทที่ 15

เผชิญหน้ากับฆาตกรร้าย

วลาร์ดวิ่งไล่ชายต้องสงสัยซึ่งกำลังหลบหนีไปตามหลังคาตึก หลายครั้งที่เด็กหนุ่มเกือบจะไล่ตามทันแต่อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนทิศทางการวิ่งอย่างรวดเร็วฉับพลันซึ่งทำให้ลูกครึ่งแวมไพร์ไม่สามารถจับทิศทางการหลบหนีได้ หลังจากหนีไปได้สักพักชายคนนั้นก็กระโดดลงจากอาคารชั้นสามและวิ่งหายเข้าไปในสวนสารธารณะ
“ไวเป็นบ้า”
วลาร์ดบ่นพึมพำขณะกระโจนตามลงไป เขาวิ่งเข้าไปในสวนและกวาดตามองหาอย่างระวัง เสียงย่ำใบไม้ที่ดังมาจากทางด้านหลังทำให้ลูกครึ่งแวมไพร์รีบหันกลับไปมองแล้วถอนใจออกมา
“วูล์ฟ”
“เป็นไง” หนุ่มหมาป่าถาม วลาร์ดนิ่วหน้า
“มันหนีไปได้” เขาพูดด้วยความเจ็บใจ วูล์ฟเลิกคิ้วก่อนจะเงยหน้าขึ้นและสูดลมหายใจเข้าปอดค่อนข้างแรง
“เจ้านั่นยังอยู่แถวนี้” เขาพูดพร้อมกับไล่สายตามองฝ่าความืดไปตามพุ่มไม้ วลาร์ดกวาดตามองหา
“นายแน่ใจนะ”
“ฉันแน่ใจ” หนุ่มหมาป่าตอบ เขากางกรงเล็บและพุ่งไปยังต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสิบฟุต เล็บแหลมคมตวัดผ่านเงาสีดำที่ซ่อนอยู่ทางด้านหลัง มันรีบหลบอย่างว่องไววูล์ฟจึงเหวี่ยงกรงเล็บของเขาตามแต่พลาดไปโดนเปลือกของต้นไม้จนกระจุย
“แน่จริงก็อย่าหนี มาสู้กันซึ่งหน้าดีกว่าเจ้าคนครึ่งเสือ” หนุ่มหมาป่าตะโกน วลาร์ดมองเงาที่กำลังเคลื่อนผ่านไปตามต้นไม้และขว้างมีดออกไปทันที ร่างนั้นยกมือขึ้นรับอย่างคล่องแคล่ว และหมุนมีดเล่มนั้นเล่นก่อนจะยกขึ้นมาดุ
“ซีเกียน” เขาพูดและเลื่อนสายตาไปที่ลูกครึ่งแวมไพร์ “ไปได้มีดนี่มาจากไหน”
“แกน่าจะรู้” วลาร์ดตอบ อีกฝ่ายหรี่ตาลงและก้าวออกมาจากเงามืด
“ตามฉันมาทำไม” เขาถามเสียงห้วน ลูกครึ่งแวมไพร์จ้องเขา
“แกเป็นฆาตกร”
“ฉันไม่ได้ฆ่าใคร”
“แล้วเหยื่อทั้งสิบห้ารายนั่นเป็นฝีมือของใคร อย่าบอกนะว่าแกไม่ได้เป็นคนทำ”
วลาร์ดพูดด้วยน้ำเสียงโกรธ ชายคนนั้นตอบเสียงเรียบ
“พวกนั้นเป็นโฟริด ฉันต้องกำจัดให้หมด”
“ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย แกเป็นพวกอิลูมิเนติคเหมือนกันไม่ใช่หรือ” ลูกครึ่งแวมไพร์ถาม อีกฝ่ายเค้นเสียงหัวเราะ
“ฉันน่ะหรือเป็นพวกอิลูมิเนติค อย่าพูดให้ขำดีกว่า” น้ำเสียงประชดประชันเต็มที่ ดวงตาทอประกายเกลียดชังออกมา วลาร์ดมองด้วยความแปลกใจ
“หมายความว่ายังไง”
“หมายความว่าฉันจะฆ่าพวกโฟริดให้หมด ไม่ว่ามันจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน” มือเลื่อนไปแตะมีดข้างเอว “และต่อไปก็จะเป็นเจ้านั่น”
“แกพูดถึงใครกันเจ้าคนครึ่งเสือ” วูล์ฟถามเสียงห้วน อีกฝ่ายหันไปมองหน้า
“กีพาร์ดต่างหากเจ้ามนุษย์หมาป่า”
“ฉันไม่สนใจว่าจะเป็นกีพาร์ดหรือกีต้าร์ แกฆ่าคนไปหลายศพแล้วยังทำให้เพื่อนของฉันเดือดร้อน วันนี้แกโดนฉันจับหักกระดูกแน่”
หนุ่มหมาป่าพูดเสียงดังและเตรียมจะพุ่งเข้าทำร้ายชายที่เรียกตัวเองว่ากีพาร์ด วลาร์ดรีบเข้าไปขวางพร้อมกับห้ามเขาเอาไว้
“ใจเย็นก่อนวูล์ฟ”
“เจ้านี่เป็นฆาตกรโหดแถมยังทำให้นายต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัย แบบนี้ยังจะให้ฉันใจเย็นอยู่อีกเหรอ”
วูล์ฟเถียงและทำท่าจะเข้าไปเล่นงานกีพาร์ดแวมไพร์หนุ่มคว้าเสื้อเขาเอาไว้และพูดเสียงห้วน
“เรามีเรื่องต้องถามเขาอีกมาก” วลาร์ดออกแรงดึงหนุ่มหมาป่าที่ยังคงขืนตัว “หรือนายไม่อยากรู้เรื่องไรซิน”
วูล์ฟชะงักทันที
“นายคิดว่าเขาจะรู้เอย่างงั้นหรือ” เขาจ้องกีพาร์ดนิ่งก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาที่ลูกครึ่งแวมไพร์ “ตกลง”
เขาผ่อนลมหายใจและหันกลับไปมองคนครึ่งเสืออีกครั้ง “นายเป็นคนถาม แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าฉันไม่ยั้งมือแน่ถ้าเจ้านั่นทำอะไรไม่เข้าท่า”
“อย่างที่บอก ฉันฆ่าแต่โฟริด” กีพาร์ดพูดเสียงเรียบและชูมีดขึ้น “เขาเป็นยังไงบ้าง”
“ถ้าหมายถึงคนที่ทำมีดให้แก เขาตายไปนานแล้ว”
ลูกครึ่งแวมไพร์ตอบ อีกฝ่ายยิ้มพลางหมุนมีดในมือ
“อย่างนี้เอง เธอถึงได้สงสัยว่าฉันไม่ใช่มนุษย์” เขาเหลือบตามองวลาร์ด แววตาลุกวาวราวกับสัตว์ล่าเนื้อในยามราตรี เด็กหนุ่มมองเขาด้วยดวงตาวาวไม่แพ้กัน
“ความจริงฉันรู้ตั้งแต่เจอแกครั้งแรก แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องฆ่าคน”
“สืบคดีไปถึงไหนแล้ว” กีพาร์ดถามและยิ้มอย่างรู้ทันเมื่อเห็นลูกครึ่งแวมไพร์ยืนนิ่ง “ไม่ได้เรื่องอะไรเลยใช่ไหม”
“อิลูมิเนติคฝังตัวอ่อนลงไปในร่างของคนแล้วปล่อยให้พวกมันเติบโตในระยะหนึ่งจากนั้นจึงเคลื่อนออกจากช่องท้องผ่านไขสันหลังไปยังส่วนหัวและพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นการ์กอยล์ เมื่อถึงเวลาพวกมันก็จะเจาะเปลือกนอกซึ่งก็คือซากส่วนหัวของร่างที่มันอาศัยอยู่ออกมา”
วลาร์ดมองกีพาร์ดซึ่งยืนนิ่งฟัง
“มันเป็นกระบวนการขยายพันธุ์แบบเดียวกันกับแมลงวันโฟริด ฉันเข้าใจถูกต้องใช่ไหม กีพาร์ด”
“ไม่ทั้งหมด” อีกฝ่ายตอบเสียงต่ำ “เธอรู้แค่กระบวนการแต่ไม่รู้ที่มาและวิธีกระทำ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีกี่คนที่ตกเป็นเหยื่อ”
“แต่แกรู้” ลูกครึ่งแวมไพร์พูด เขาจ้องกีพาร์ดนิ่ง อีกฝ่ายยิ้มมุมปากพลางปัดผ้าคลุมให้สะบัดไปทางด้านหลังและปลดกระดุมเสื้อ วลาร์ดจ้องรอยสักรูปสามเหลี่ยมที่อยู่กลางแผ่นอกของเขาด้วยความตกใจ
“ฉันเคยเป็นหนึ่งในนั้น” กีพาร์ดพูดเสียงเรียบขณะกลัดกระดุมและดึงผ้าคลุมมาปิดไว้ตามเดิม ลูกครึ่งแวมไพร์บดกราม
“ทำไมแกถึงไม่ถูกฝังแคปซูลพิษ”
“นั่นสินะ คงเป็นความเมตตาของเจ้านั่นล่ะมั้ง” มนุษย์ครึ่งเสือพูดด้วยน้ำเสียงประชด “เมื่อรู้แบบนี้แล้วยังคิดจะขัดขวางฉันอีกไหม”
“ถ้าแกยังฆ่าคนบริสุทธิ์” วลาร์ดตอบ กีพาร์ดมองหน้าเขา
“ยังไม่เข้าใจอีกหรือไง คนพวกนั้นหมดสภาพความเป็นมนุษย์ตั้งแต่ถูกฝังตัวอ่อนลงไปแล้ว ต่อให้องค์กรหรือหน่วยนักล่าไปพบก็ไม่มีทางช่วยพวกเขาได้ ทางเดียวที่ทำได้คือฆ่าทิ้งเท่านั้น”
“ฉันปล่อยให้แกทำแบบนั้นไม่ได้” ลูกครึ่งแวมไพร์พูดเสียงเรียบ ดวงตาของอีกฝ่ายทอประกายขณะถาม
“พวกเธอเป็นนักล่าไม่ใช่หรือ”
“นั่นเป็นหน้าที่ และเรากำจัดแต่อมนุษย์เท่านั้น” วูล์ฟเป็นฝ่ายตอบ กีพาร์ดเลื่อนสายตาไปทางเขาและยิ้มแยกเขี้ยว
“พวกเธอก็ใช่” เขาหันกลับมายังวลาร์ดอีกครั้ง “ทำไมต้องไปปกป้องคนเหล่านั้น เคยคิดบ้างไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์พวกนั้นรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเธอเป็นอะไร”
“ฉันไม่สนใจเรื่องแบบนั้น” ลูกครึ่งแวมไพร์ตอบ กีพาร์ดนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“ฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ไม่รู้ และฉันก็ไม่เห็นด้วยถ้าแกคิดจะใช้เรื่องนั้นมาเป็นข้ออ้างในการฆ่าคน” วลาร์ดพูดเสียงห้วน มนุษย์ครึ่งเสือขบกราม
“มันจำเป็น และที่สำคัญฉันต้องการตัดขั้นตอนการทดลองของเจ้านั่น”
“หมายถึงใคร” ลูกครึ่งแวมไพร์ถาม กีพาร์ดยิ้ม
“เธอไม่มีทางรู้ และไม่มีวันห้ามฉันได้”
“เดี๋ยวก็รู้” วลาร์ดพูดพลางขยับตัว กีพาร์ดหมุนมีดในมือและปาใส่เขาทันที ลูกครึ่ง
แวมไพร์เบี่ยงตัวหลบและคว้าเอาไว้ได้ เขาพุ่งเข้าใส่มนุษย์ครึ่งเสืออย่างรวดเร็ว
“บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าคนที่แกพูดถึงเป็นใคร” เด็กหนุ่มพูดและจ้องกีพาร์ดด้วยดวงตาแดงก่ำ อีกฝ่ายหัวเราะ
“คิดจะสะกดฉันอย่างนั้นหรือ” เขามองหน้าวลาร์ดนิ่งอย่างท้าทาย “ไม่สำเร็จหรอกเจ้าหนูผีดิบ”
ร่างในผ้าคลุมรุงรังกระโดดขึ้นไปยืนบนต้นไม้ ลูกครึ่งแวมไพร์รีบดีดตัวตามขึ้นไปแต่อีกฝ่ายกลับกระโจนหนีไปยังต้นไม้อีกต้น เขาดึงมีดออกมาฟันกิ่งไม้ขนาดเหมาะมือและพุ่งส่วนที่เป็นปากฉลามเข้าใส่วูล์ฟที่กำลังจะกระโดดตาม หนุ่มหมาป่าเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับสบถเสียงดัง
“ไม่ง่ายอย่างที่คิดใช่ไหม” กีพาร์ดพูดเยาะ วูล์ฟขบกรามแน่นในขณะที่วลาร์ดกระโดดเข้าไปคว้าตัวเขาจากทางด้านหลัง อีกฝ่ายสะบัดและเหวี่ยงศอกกลับทันทีแต่เด็กหนุ่มกลับเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับจับแขนข้างนั้นเอาไว้และบิดไปในทิศทางที่คู่ต่อสู้หมุนตัว
“ฉันไม่มีวันปล่อยแกให้หนีไปได้” เขาพูดพลางบิดแขนอีกฝ่ายไขว้ไว้ทางด้านหลัง กีพาร์ดหัวเราะ
“ไอคิโด” เขาพูดด้วยดวงตาแวววาว “นึกว่าพอไม่มีดาบแล้วจะหมดท่า เก่งเหมือนกันนี่เจ้าหนู” เขาย่อตัวลงเล็กน้อยก่อนจะบิดม้วนตัวไปตามแรงดึง ดวงตาของลูกครึ่งแวมไพร์เบิกกว้างด้วยความตระหนกเมื่อกีพาร์ดหมุนหันหน้ามาประจันกับเขา แขนที่ถูกจับไว้เมื่อครู่เลื่อนหลุดออกจากมือ มนุษย์ครึ่งเสือยิ้มกว้าง
“ขอโทษด้วยที่ต้องทำให้ผิดหวัง”
เขากระแทกเข่าเข้าที่ลิ้นปี่ของวลาร์ดและเหวี่ยงกำปั้นซ้ำอีกครั้งจนเด็กหนุ่มร่วงลงไปกองกับพื้น วูล์ฟร้องเรียกเพื่อนด้วยความตกใจและรีบวิ่งเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง เสียงแหบต่ำดังมาจากด้านบน
“แล้วค่อยเจอกันใหม่เจ้าหนูแวมไพร์”
หนุ่มหมาป่าประคองวลาร์ดซึ่งพยายามกัดฟันข่มความเจ็บดันตัวให้ลุกขึ้น และเมื่อทั้งสองเงยหน้าขึ้นไปมองยังกิ่งไม้อีกครั้งก็ไม่เห็นกีพาร์ดแม้แต่เงา

*/*/*/*/*
คิ้วของเทเลอร์ขมวดเข้าหากัน สีหน้าของผู้อาวุโสฉายความหนักใจออกมาหลังจากได้ฟังเหตุการณ์ทุกอย่างจากวลาร์ดและวูล์ฟซึ่งรายงานให้ทราบทันทีที่ย้อนกลับมายังจุดนัดพบ
“แสดงว่าเขาคือคนร้ายจริง” เทเลอร์พูดและชำเลืองตามองวลาร์ดที่นั่งเงียบอยู่เบาะหลัง “และยังเป็นมนุษย์ทดลองของอิลูมิเนติคอีกด้วย”
“ครับ” เด็กหนุ่มตอบ “ที่ผมไม่เข้าใจก็คือทำไมเขาจึงไม่ได้รับการฝังแค็ปซูลพิษหลังถูกเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมและหนีออกมาจากห้องทดลองได้ยังไง”
“คงต้องถามกับเจ้าตัวโดยตรง” เทเลอร์พูดอย่างเคร่งขรึม “แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ที่ไหนและมีใครเป็นเป้าหมาย”
“ไม่มีข่าวคืบหน้าจากองค์กรเลยหรือครับ” ลูกครึ่งแวมไพร์ถาม เทเลอร์ส่ายหน้าช้าๆ
“ยังไม่มี และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคุณแอชเชอร์คิดว่าอีกฝ่ายล่วงรู้ถึงการปฏิบัติงานของพวกเธอในครั้งนี้แล้ว ตอนนี้ท่านผู้หญิงการ์ดเนอร์อาจกำลังวางแผนเพื่อกำจัดเธอทั้งสองคน โดยเฉพาะวลาร์ด”
“ทำไมถึงต้องเจาะจงมาที่หมอนี่ด้วยล่ะครับ” วูล์ฟถาม เทเลอร์ถอนใจก่อนตอบ
“เพราะเขารู้ทันแผนการของอิลูมิเนติคเกือบทุกครั้งและวลาร์ดก็เป็นตุลาการ”
“ฉลาดเกินไปก็ไม่ดี” หนุ่มหมาป่าบ่นและหันไปมองเพื่อน “เป็นยังไงบ้าง”
“ดีขึ้น” วลาร์ดตอบเสียงเรียบ วอลเตอร์ซึ่งขับรถฟังอย่างเงียบเฉยมานานจึงเอ่ยปากถามขึ้นบ้าง
“เขาเก่งมากเลยหรือครับ”
“ใช่ ไม่คิดว่าเจ้านั่นจะเก่งถึงขนาดรับมือวลาร์ดได้” วูล์ฟตอบ “หนำซ้ำยังเคลื่อนไหวได้คล่องตัวแถมเงียบกริบอย่างกับแมว”
“ฉันขยับตัวไม่ถนัดต่างหาก” ลูกครึ่งแวมไพร์แย้งเสียงขุ่น “เสื้อผ้าแบบนี้ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก นายทนแต่งอยู่ได้ยังไงกันวูล์ฟ”
“อย่ามาหาข้ออ้าง นายสู้เจ้าคนครึ่งเสือนั่นไม่ได้เองต่างหาก” หนุ่มหมาป่าพูดพร้อมกับฟาดกำปั้นลงบนมือของตัวเอง
“ให้ตายเถอะ เจอคราวหน้าฉันต้องหักกระดูกมันให้ได้” เขามองหน้าเพื่อน “นายอย่าเข้ามาห้ามอีกเข้าใจไหม”
“ได้” วลาร์ดตอบเสียงห้วนก่อนจะเลื่อนสายตามองท้องฟ้าที่เริ่มปรากฏแสงสว่างรำไร เป็นจังหวะเดียวกับที่วอลเตอร์เลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ตรอกใกล้อาคาร
“เธอสองคนคงเหนื่อยมาก ขึ้นไปนอนพักก่อนบ่ายค่อยลงมาพบฉัน” เทเลอร์สั่งหลังจากที่ทุกคนลงจากรถเรียบร้อยแล้ว ลูกครึ่งแวมไพร์ขมวดคิ้ว
“แต่ผมอยากออกไปหาข้อมูลเพิ่มเติม” เด็กหนุ่มแย้งและชะงักเมื่ออีกฝ่ายหันมามอง
“ฉันสั่งให้ขึ้นไปพัก” เทเลอร์พูดเสียงดุ “หรือเธออยากจะถูกส่งกลับไปที่ส่วนกลาง”
“นั่นยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก” เสียงวูล์ฟดังขึ้นมา เทเลอร์พูดเสียงเข้ม
“วูล์ฟ”
หนุ่มหมาป่าหุบปากเงียบทันที เขาเหลือบตามองวลาร์ดที่กำลังยืนนิ่วหน้า ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในตัวอาคารอยู่นั้นทั้งหมดก็ต้องชะงักเมื่อสมิธเดินหน้าเครียดลงมา เขาตรงไปหาเทเลอร์และพูดเสียงเครียด
“เรามีปัญหาแล้วครับ”
“อะไร”
“ผมได้รับข่าวด่วน” สมิธตอบ “ตอนนี้ตึกที่พวกเราสงสัยว่าเป็นรังของการ์กอยล์กำลังถูกไฟไหม้ ตำรวจสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นการวางเพลิง”
สีหน้าของทุกคนฉายความตระหนกออกมา เทเลอร์นิ่วหน้าและพูดพึมพำ
“หรือว่านี่จะเป็นฝีมือของพวกมัน”

*/*/*/*/*













Create Date : 30 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2552 12:25:07 น.
Counter : 187 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

Valentine's Month



กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี