ชมปกนิยายเรื่องเซ็นซูได้ค่ะ
เซ็นซูพัดคู่ปราบมารได้รับการตีพิมพ์เรียบร้อยแล้วนะคะ
โดย สนพ.ตะวันส่อง
ราคาเล่มละ 195 บาท
สามารถสั่งซื้อกับทางสนพ.หรือตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปค่ะ

ปกนิยายเรื่อง เซ็นซู ฝีมือการวาดของคุณ panthera ค่ะ



Create Date : 01 มิถุนายน 2554
Last Update : 1 มิถุนายน 2554 12:22:54 น.
Counter : 882 Pageviews.

0 comment
บทที่ 20 การเดินทางสู่บ้านโอริโมโนะ
บทที่ 20

การเดินทางสู่บ้านโอริโมโนะ

เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นฮารุคาเสะมีสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นโฮชิโนะกำลังเดินกลับไปกลับมาอยู่หน้าห้องฝึกนาฏกรรม ทันทีที่เห็นอาจารย์หนุ่มเดินเข้ามา เด็กสาวจึงยิ้มกว้างพร้อมกับร้องทักด้วยความดีใจ
“ฮารุจัง”
“บอกแล้วใช่ไหมว่าให้เรียกข้าว่าอาจารย์” ฮารุคาเสะตอบอย่างเคร่งขรึม อีกฝ่ายยิ้มอย่างประจบ
“ขออภัยเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” โฮชิโนะพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ชายหนุ่มส่ายหน้าด้วยความระอาก่อนเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นเด็กสาวประคองถ้วยชามาวางไว้ตรงหน้าทันทีที่เขานั่งลง
“แปลก” เขาพูดเสียงไม่ดังนัก โฮชิโนะยิ้ม
“อะไรที่แปลก”
“เจ้ารินชาให้ข้า” ฮารุคาเสะมองถ้วยกระเบื้องเคลือบเนื้อดีที่มีชาร้อนอยู่เต็มเปี่ยมก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างรู้ทัน “กำลังคิดอะไรอยู่”
“ข้ากลัวว่าท่านอาจารย์จะคอแห้ง” โฮชิโนะพูด “ชานี่ข้าเป็นคนชงเองกับมือ ท่านน่าจะลองชิมดู”
ฮารุคาเสะมองรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยของเด็กสาว เขาส่ายหน้าอีกครั้งก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“จะขอให้ข้าทำอะไร”
“รู้ทันกันแบบนี้ไม่สนุกเลย” โฮชิโนะบ่นและพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการขึ้น “ข้ากลัวว่าท่านพ่อจะเป็นห่วง มาซาบุโร่เลยอาสาจะเดินทางกลับบ้านโอริโมโนะเพื่อแจ้งข่าว”
“ข้าไม่เห็นด้วย” ฮารุคาเสะค้านขึ้นมาในทันที”เจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าเส้นทางนั้นมันอันตรายมากแค่ไหน”
“ข้ารู้ แต่ถ้าไม่มีใครไปท่านพ่อต้องเดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเองแน่” สีหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความกังวล ชายหนุ่มถึงกับถอนใจ
“มีใครอาสาไปกับเขาบ้าง”
“ไม่มี” โฮชิโนะตอบ “ข้าไม่กล่าวโทษพวกเขาในเรื่องนี้เพราะทุกคนก็ย่อมที่จะรักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น”
คำกล่าวของเด็กสาวทำให้ฮารุคาเสะนิ่งอึ้ง เขาเลื่อนสายตามองออกไปนอกห้องและจ้องกิ่งไม้ที่กำลังโยกไหวไปตามลมนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงถาม
“เจ้าอยากให้ข้าทำอะไร”
“เขียนยันต์ป้องกันปิศาจให้มาซาบุโร่พกไว้เพื่อป้องกันตัว” โฮชิโนะตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ชายหนุ่มหันหน้ากลับไปมองนางพลางเลิกคิ้ว
“ข้าไม่ใช่หมอผีหรือนักบวช”
“ท่านเก่งกว่าคนพวกนั้น” เด็กสาวขยับตัวเข้าไปใกล้ฮารุคาเสะพร้อมกับอ้อนวอน “เขียนยันต์ให้ข้าหน่อยนะฮารุจัง”
“ไม่ได้” ชายหนุ่มปฏิเสธและถอนใจเมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของโฮชิโนะ “ข้าไม่ได้มีพลังเวทปราบปิศาจ หวังว่าเจ้าคงจะเข้าใจ”
“ข้าไม่เข้าใจ” โฮชิโนะพูดและจ้องหน้าฮารุคาเสะ “เจ้ามีพลังปราบมารที่แข็งแกร่งถึงขนาดนั้น ทำไมจะเขียนยันต์ไม่ได้”
“พลังเวทกับพลังปราบมารนั้นต่างกัน” ชายหนุ่มพยายามอธิบาย “พวกหมอผีหรือนักบวชระดับสูงจะมีพลังที่สามารถถ่ายทอดโดยใช้ตัวอักษรเป็นสื่อกลางได้ และเป็นความสามารถที่เกิดจากการฝึกฝน แต่พลังปราบมารนั้นไม่ใช่”
ชายหนุ่มเว้นระยะเมื่อเห็นเด็กสาวนั่งฟังอย่างตั้งใจ
“มันเป็นสิ่งที่ติดตัวของผู้ได้รับพรมาแต่กำเนิด ข้าอาจจะกำจัดพวกปิศาจได้ก็จริง แต่ไม่สามารถสร้างเครื่องรางเพื่อคุ้มครองผู้ใดได้ ขอให้เจ้าเข้าใจในข้อนี้ด้วย”
สีหน้าของโฮชิโนะงอง้ำขึ้นมาในทันที นางเบือนหน้าหนีพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
“หมายความว่าเจ้าจะใจดำปล่อยให้มาซาบุโร่เดินทางโดยไม่ยอมช่วยอะไร”
“ข้าอยากช่วย เพียงแต่...”
“เจ้าไม่ใช่นักพรตปราบมาร” เด็กสาวพูดประชด นางหันกลับไปมองฮารุคาเสะอีกครั้ง “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
โฮชิโนะกระแทกเสียงประโยคท้ายอย่างจงใจก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วโดยที่อาจารย์ของนางมองตามด้วยความหนักใจ

โทอิจิโรวางถ้วยชาลงและมองข้ารับใช้ของบ้านโอริโมโนะที่กำลังนั่งค้อมกายอย่างนอบน้อมตรงหน้า เขาระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักก่อนจะกล่าวถามเสียงเรียบ
“เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะเดินทางกลับไปเพียงลำพัง”
“ข้าแน่ใจ” มาซาบุโร่กล่าวอย่างสุภาพขณะยืดตัวนั่งตรง เจ้าบ้านฟูจิวาระมองเขาด้วยความกังวล
“เส้นทางที่จะไปบ้านโอริโมโนะเต็มไปด้วยปิศาจ มันอันตรายเกินไป รออีกสักหน่อยจะไม่ดีกว่าหรือ”
“ถ้าเป็นแบบนั้นนายท่านต้องออกเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเองแน่” มาซาบุโร่กล่าวด้วยน้ำเสียงวิตก “เพราะพวกเรายังไม่ได้ส่งข่าวกลับไปเลย”
“มันก็จริง” โทอิจิโรกล่าวอย่างเคร่งขรึม “แล้วเจ้าตกลงใจว่าจะออกเดินทางเมื่อใด”
“เช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ขอรับ” มาซาบุโร่ตอบ เจ้าบ้านฟูจิวาระผงกศีรษะ
“โฮชิโนะรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง”
“ข้าแจ้งให้คุณหนูทราบแล้ว” ข้ารับใช้บ้านโอริโมโนะกล่าวพร้อมกับค้อมตัวลงอีกครั้ง “ที่มาพบกับนายท่านก็เพื่อกล่าวคำอำลา ขอฝากคุณหนูโฮชิโนะด้วยนะขอรับ”
“นางเหมือนบุตรีของข้า เจ้าไม่ต้องกังวล” โทอิจิโรกล่าวอย่างปราณี มาซาบุโร่โค้งตัวลงจนศีรษะจรดพื้น
“ขอบพระคุณนายท่านขอรับ” เขาพูดด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง“ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขอลา”
“ขอให้เจ้าเดินทางโดยปลอดภัย”
ข้ารับใช้จากบ้านโอริโมโนะโน้มตัวลงรับคำอวยพรก่อนจะกล่าวคำขอบคุณและถดกายถอยออกจากห้อง โทอิจิโรมองร่างที่กำลังเดินห่างออกไปด้วยความเป็นห่วง พลันสายตาของเขาก็แลเห็นเงาสีดำปรากฏขึ้น มันแผ่กระจายครอบคลุมตัวของมาซาบุโร่และจางหายไปอย่างรวดเร็วโดยที่เจ้าบ้านฟูจิวาระเองยังไม่ทันแม้จะขยับตัว โทอิจิโรนั่งอึ้งไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะรำพึงออกมา
“ขออย่าให้เกิดเรื่องร้ายกับเจ้าเลย”

*/*/*/*/*

คืนนั้นหลังจากได้กล่าวลาและฝากฝังโฮชิโนะกับเหล่าข้ารับใช้ที่มาจากบ้านโอริโมโนะด้วยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาซาบุโร่จึงกลับไปที่ห้องเพื่อลงมือเก็บเสื้อผ้าของตน หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลเมื่อนึกถึงการเดินทางในวันรุ่งขึ้น ภาพปิศาจที่กัดกินเพื่อนทั้งเป็นหวนกลับเข้ามาในความทรงจำ มาซาบุโร่ถอนใจออกมาก่อนจะล้มตัวลงนอน
“จะเกิดอะไรขึ้นกับข้าก็ไม่เป็นไร ขออย่าให้นายท่านกับคุณหนูได้รับอันตรายเท่านั้นก็พอ”
ข้ารับใช้จากบ้านโอริโมโนะพึมพำก่อนจะปิดเปลือกตาลงและหลับสนิทภายในเวลาอันรวดเร็ว
เสียงนกร้องเพลงขับขานอย่างร่าเริงบ่งบอกถึงเวลาอรุณรุ่ง มาซาบุโร่ลืมตาตื่นและลุกขึ้นชำระล้างหน้าตา หลังจากผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเขาจึงหอบสัมภาระไปกล่าวอำลาต่อเจ้าบ้านฟูจิวาระอีกครั้งซึ่งโทอิจิโรก็ได้มอบเสบียงอาหารให้กับเขาพร้อมกับกล่าวคำอวยพร
ขณะกำลังเดินไปที่ประตู มาซาบุโร่ก็ต้องชะงักเมือ่ได้ยินเสียงร้องเรียกของเด็กสาวจากทางด้านหลัง เขาหมุนตัวหันกลับไปมองและพึมพำด้วยความแปลกใจ
“คุณหนูโฮชิโนะ”
“จะไปโดยที่ไม่ร่ำลาข้าสักคำก่อนหรือ” เด็กสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ข้ารับใช้ของนางค้อมตัวลงพร้อมกับกล่าว
“ข้ากลัวว่าจะเป็นการรบกวนคุณหนูขอรับ”
“เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ใช่คนนอนตื่นสาย” โฮชิโนะพูดเสียงห้วน นางมองข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์นิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงยื่นมือออกไป “รับไปสิ”
“อะไรหรือขอรับ” มาซาบุโร่ถามพลางรับของที่อยู่ในมือเด็กสาว เขาเบิกตากว้างเมื่อพบว่ามันคือถุงเครื่องรางคุ้มภัยที่โฮชิโนะพกติดตัวเป็นประจำ “นี่มัน ของสำคัญของคุณหนูนี่ขอรับ ข้าไม่บังอาจรับไว้ ได้โปรดนำกลับคืนไปเถอะขอรับ”
ข้ารับใช้จากบ้านโอริโมโนะกล่าวเสียงระรัวขณะค้อมตัวลงและยื่นถุงเครื่องรางส่งให้กับนายหญิงน้อยแต่โฮชิโนะกลับส่ายหน้า
“ข้าให้เจ้า” นางผลักมือเขากลับ “เอาไว้ป้องกันตัวและเพื่อให้เดินทางโดยปลอดภัย”
“แต่”
“มันอาจจะมีค่าเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่เจ้ากำลังทำให้ข้า แต่ช่วยรับไว้ด้วยเถอะนะมาซาบุโร่”
โฮชิโนะพูดด้วยน้ำเสียงเชิงอ้อนวอน มาซาบุโร่มองนายหญิงน้อยของตนก่อนค้อมตัวลงและกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบพระคุณคุณหนูมากขอรับ”
“ข้าจะออกไปส่งเจ้าจนถึงทางแยก” เด็กสาวกล่าวแต่มาซาบุโร่รีบห้าม
“นอกบ้านฟูจิวาระมีแต่อันตราย กรุณาอย่าออกไปเลยขอรับ”
“แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าไปเพียงลำพัง ขอเดินไปเป็นเพื่อนสักหน่อยก็ยังดี”
โฮชิโนะกล่าวอย่างดื้อดึง สีหน้าของมาซาบุโร่แสดงความหนักใจขึ้นมาในทันที เขาขยับเตรียมจะห้ามนายหญิงน้อยของตนอีกครั้งแต่ต้องชะงักเมื่อเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น
“ข้าจะไปส่งเขาเอง”
ทั้งโฮชิโนะและมาซาบุโร่ต่างหันกลับมามองด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นฮารุคาเสะก้าวเข้ามาหา
“ทำไมเจ้าถึง...”โฮชิโนะกล่าวเสียงแผ่วก่อนจะทำสีหน้างอง้ำขึ้นมาทันที “ไหนบอกว่าไม่สนใจ”
“ข้าพูดว่าไม่สามารถทำตามที่เจ้าขอได้” ชายหนุ่มตอบศิษย์ตัวน้อย นางขมวดคิ้ว
“แล้วมันต่างกันตรงไหน” เด็กสาวพูดพร้อมกับเมินหน้าหนี ฮารุคาเสะอมยิ้มในหน้าก่อนจะหันไปทางมาซาบุโร่และยื่นของสิ่งหนึ่งให้
“นำของสิ่งนี้ติดตัวไปด้วย”
“พู่ไหม” ข้ารับใช้จากบ้านโอริโมโนะพึมพำด้วยความประหลาดใจขณะที่มองด้ายสีแดงที่ถูกมัดเป็นกลุ่มคล้ายพู่ห้อยที่ประดับบนพัดของฮารุคาเสะ โฮชิโนะมองพู่สีแดงสดในมือของ
มาซาบุโร่ที่กำลังสะบัดไปมา นางหันหน้าไปที่ชายหนุ่มทันที
“ไหนเจ้าบอกว่าทำเครื่องรางไม่ได้”
“ข้าเขียนยันต์ไม่ได้ต่างหาก” ฮารุคาเสะกล่าวเสียงเรียบก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปยัง
มาซาบุโร่ “นี่เป็นไหมที่ข้าดึงมาจากพู่ของพัดประจำตัว แม้จะมีพลังไม่เท่ายันต์ของพวกนักพรต แต่ก็มีอำนาจพอที่จะคุ้มครองเจ้าให้รอดพ้นจากอสูรชั้นต่ำได้”
“ขอบพระคุณคุณชายเป็นอย่างมากขอรับ” มาซาบุโร่กล่าวพร้อมกับโค้งกายลงต่ำ อีกฝ่ายยิ้มก่อนจะหันไปทางโฮชิโนะ
“เจ้าไปที่ห้องฝึกและซ้อมท่ารำไปจนกว่าข้าจะกลับ”
“แต่” เด็กสาวทำท่าจะแย้ง ฮารุคาเสะยกมือห้ามพร้อมกับกล่าวเสียงดุ
“เดี๋ยวนี้”
โฮชิโนะเม้มปากและหันไปมองมาซาบุโร่ทันที เขารีบพูดขึ้น
“กรุณาทำตามที่อาจารย์ของท่านบอกเถิดขอรับ”
“ตกลง” เด็กสาวกล่าวอย่างยอมจำนน นางมองข้ารับใช้ด้วยความเป็นห่วงก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่ฮารุคาเสะอีกครั้งจากนั้นจึงเดินกลับเข้าไปด้านใน มาซาบุโร่มองนายหญิงน้อยของตนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปกล่าวกับชายหนุ่ม
“สายมากแล้ว คงต้องขอลาคุณชาย”
“ข้าจะเดินไปส่ง” ฮารุคาเสะกล่าวเสียงเรียบแต่อีกฝ่ายกลับสั่นหน้า
“จะเป็นการรบกวนคุณชายมากเกินไป แค่พู่ไหมที่ท่านให้มานี่นับเป็นความกรุณาอย่างมากแล้ว”
“ข้าไม่อยากให้โฮชิโนะเป็นกังวล” ชายหนุ่มพูดอย่างเคร่งขรึมพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงสว่างรำไร “รีบเดินทางเสียตั้งแต่ตอนนี้จะได้ถึงบ้านโอริโมโนะก่อนค่ำ”
“ขอรับ” มาซาบุโร่กล่าว เขาค้อมตัวลงเล็กน้อยเมื่อฮารุคาเสะก้าวนำออกจากบ้านฟูจิวาระ จากนั้นทั้งสองจึงเดินตามกันไปโดยไม่มีการสนทนากระทั่งถึงทางแยก ฮารุคาเสะจึงหยุดและหันไปกล่าวกับข้ารับใช้ของบ้านโอริโมโนะ
“ข้าส่งเจ้าได้เท่านี้ จงเร่งเดินทางให้เร็วที่สุด ห้ามหยุดพักหรือแวะทักทายผู้ใดระหว่างทาง ไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าอาจจะมีภัย”
“ขอบพระคุณคุณชายที่เตือน ข้าน้อยจะระวัง” มาซาบุโร่กล่าวพร้อมกับค้อมตัวลง
ฮารุคาเสะมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวเสียงเรียบ
“ขอให้โชคดี”
มาซาบุโร่ค้อมตัวลงอีกครั้งดุจเป็นการส่ง เขามองชายหนุ่มที่กำลังเดินห่างออกไปอยู่ครู่หนึ่งจึงหมุนตัวหันไปในเส้นทางกลับสู่บ้านตระกูลโอริโมโนะ มาซาบุโร่ถอนใจออกมาอย่างหนักหน่วงก่อนจะตัดสินใจเริ่มต้นออกเดิน
แม้จะเป็นการเดินทางอย่างเร่งรีบ แต่ด้วยอากาศที่เริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้เวลากลางวันนั้นแสนสั้น มาซาบุโร่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีด้วยความกังวลขณะที่พยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นแต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทัน เขามองบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มมืดสลัวลงอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในเสื้อและกำพู่ไหมที่ได้รับมาจากฮารุคาเสะแน่น ในใจของมาซาบุโร่ภาวนาขอให้เขาเข้าเขตชุมชนก่อนค่ำ เขาแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้งและขบกรามแน่นขณะที่ก้าวเร็วขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นวิ่ง ภาพฝูงปิศาจที่บุกเข้ามาทำร้ายเมื่อหลายวันก่อนหวนกลับเข้ามาอีกครั้ง หัวใจของมาซาบุโร่เต้นแรงด้วยความหวาดกลัว
“เจ้าจะรีบไปไหนกัน”
เสียงทุ้มห้าวของใครบางคนร้องถาม มาซาบุโร่สะดุ้งสุดตัวและหยุดชะงัก เขากวาดตามองรอบตัวอย่างระวังและผวาเยือกอีกครั้งเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้นที่พุ่มไม้ข้างทาง
“ใคร”
เขาร้องถามเสียงสั่น เสียงหัวเราะแผ่วต่ำดังมาจากร่างที่กำลังก้าวออกมา มาซาบุโร่ขยับตัวถอยหลังเมื่อเห็นอีกฝ่ายมายืนขวางทางเอาไว้ ชายผู้นั้นแสยะยิ้ม
“ดูเหมือนข้าจะทำให้เจ้าตกใจ” ดวงตามองกลับมาอย่างดุดัน ข้ารับใช้ของบ้านโอริโมโนะพยายามข่มความกลัวขณะร้องตอบ
“ข้าไม่ได้ตกใจ เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจะมีใครมาซุ่มซ่อนอยู่ข้างทางต่างหาก”
“ข้าไม่ได้ซุ่มซ่อน แต่มารอเจ้า” ชายลึกลับกล่าวเสียงเรียบ มาซาบุโร่ถึงกับอ้าปากค้างเมื่อเห็นไอสีดำแผ่กระจายออกมาจากฝ่ายตรงข้าม เขาก้าวถอยหลังพลางกลั้นใจถาม
“ข้าไม่รู้จักเจ้า”
“แต่ข้ารู้จักเจ้าดี” ชายผู้นั้นตอบพร้อมกับโบกมือ เงาสีดำขนาดใหญ่ไหววูบออกมาจากพุ่มไม้และตรงเข้าไปล้อมมาซาบุโร่เอาไว้ เขามองด้วยดวงตาเหลือกลาน
“ป...ปิศาจ”
“ถูกต้อง” ชายลึกลับตอบ มาซาบุโร่ขบกรามแน่นขณะกวาดตามองปิศาจสามตัวที่ยืนรอบตัวเขา
“แกต้องการอะไร”
ข้ารับใช้บ้านโอริโมโนะข่มใจถาม อีกฝ่ายหัวเราะพร้อมกับยื่นมือออกมาข้างหน้า
“พวกเราไม่เคยปล่อยให้อาหารหลุดมือ” ดวงตาแดงก่ำเบิกโพลง “คงคิดว่าหนีไปที่นั่นแล้วจะรอดใช่ไหมเจ้ามนุษย์หน้าโง่”
เจ้าหัวหน้าปิศาจขยับมือ
“ฉีกมันให้เป็นชิ้น!”
มาซาบุโร่ร้องลั่นเมื่อปิศาจทั้งสามกางกรงเล็บออกและกรูกันเข้าไปหาเขาด้วยท่าทางหิวกระหาย เขาพยายามจะวิ่งแต่ปิศาจตนหนึ่งรีบเข้าไปขวาง มันคว้าชายเสื้อของมาซาบุโร่เอาไว้และส่งเสียงร้องคำรามออกมาขณะที่ตวัดกรงเล็บเข้าใส่อกเสื้อของเขาหมายจะควักหัวใจ เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่นเมื่อแขนข้างนั้นถูกตัดขาด เจ้าปิศาจปล่อยร่างของเหยื่อก่อนจะใช้มือข้างที่เหลือกุมแขนที่ขาดด้วน หัวหน้าปิศาจถึงกับตกตะลึงและตะโกนถาม
“เกิดอะไรขึ้น”
ปิศาจที่เหลือต่างมองหน้ากัน มันจ้องเส้นไหมสีแดงที่พุ่งออกมาจากเสื้อของมาซาบุโร่และกวัดแกว่งไปมาราวกับมีชีวิตด้วยความตกใจ หัวหน้าปิศาจคำราม
“แค่เส้นด้ายเท่านั้น ฆ่ามันเดี๋ยวนี้!”
สิ้นเสียงสั่ง ปิศาจทั้งสองต่างขยับตัวหมายจะเข้าไปขย้ำมาซาบุโร่ให้แหลกคามือ แต่เพียงแค่มันทั้งสองกระดิกปลายนิ้วเท่านั้น ด้ายสีแดงก็ตวัดเข้าใส่พวกมันตัดร่างอัปลักษณ์ออกเป็นชิ้นภายในชั่วพริบตา หัวหน้าปิศาจถึงกับร้องลั่นด้วยความโกรธจัด มันพุ่งเข้าใส่มาซาบุโร่ทันทีเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เส้นด้ายสีแดงเหวี่ยงสะบัดกลับมา มันฟาดใส่ร่างสูงใหญ่และเฉือนออกเป็นสามท่อนอย่างรวดเร็ว ข้ารับใช้จากบ้านโอริโมโนะมองซากร่างที่ร่วงลงไปกองกับพื้นด้วยความตระหนก เขาจ้องเส้นสายสีแดงที่กำลังหดหายเข้าไปในเสื้อของตนพร้อมกับพึมพำ
“เกิดอะไรขึ้น”
มือที่สั่นเทาล้วงเข้าไปในอกและดึงพู่ไหมที่ฮารุคาเสะมอบให้ออกมา มาซาบุโร่นิ่วหน้าด้วยความแปลกใจเมื่อพบว่าเส้นด้ายมรณะที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตเมื่อครู่ บัดนี้กลับกลายเป็นกลุ่มไหมสีแดงดังเดิม
“นี่มันอะไรกัน”
“ต้องถามว่านี่เป็นพลังอะไรกันแน่มากกว่า” เสียงต่ำทุ้มน่าสะพรึงดังแทรกขึ้น มาซาบุโร่สะดุ้งอีกครั้ง เขารีบหันกลับไปมองทางด้านหลังและจ้องปิศาจร่างยักษ์ที่กำลังก้าวเข้ามา มันจ้องมนุษย์ที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาวาว
“พลังของพู่ไหมนั่นไม่ได้เกิดมาจากเวทหรือบทสวด แต่เป็นพลังธรรมชาติพิสุทธิ์ของพวกเทพมารชั้นสูง” มันส่งเสียงคำรามในลำคอขณะที่ยื่นมือออกไปข้างหน้าและหดกลับทันทีเมื่อพู่ไหมกลายสภาพเป็นด้ายมรณะอีกครั้ง อสรูร้ายส่งเสียงคำราม
“นี่ไม่ใช่ด้ายธรรมดา” มันจ้องมาซาบุโร่เขม็ง “คนที่มอบให้กับเจ้ามันเป็นใครกัน”
“ฟูจิวาระ ฮารุคาเสะ นักนาฏกรรม” เสียงหวานแต่เย็นเยียบดังมาจากยอดไม้สูง อสูรร่างยักษ์และมาซาบุโร่ต่างแหงนหน้าขึ้นไปมองพร้อมกัน ดวงตาของเจ้าปิศาจร้ายทอประกายวาวน่ากลัวขณะที่เอ่ยปากถามผู้ที่กำลังนั่งกระดิกหางอยู่บนกิ่งไม้อย่างสบายอารมณ์
“เบียคโกะ” มันแสยะปาก “เจ้ามาที่นี่ทำไม”

*/*/*/*/*/*












Create Date : 31 สิงหาคม 2552
Last Update : 31 สิงหาคม 2552 10:38:23 น.
Counter : 201 Pageviews.

0 comment
บทที่ 19 ผู้ภักดี
บทที่19

ผู้ภักดี

ยาสึฮิระมองโคดาจิซึ่งกำลังนั่งค้อมตัวนิ่งหลังจากรายงานเหตุการณ์ที่เขาประสบมาจากแคว้นทาคุฮันจบลง สีหน้าของผู้นำแห่งโคะโตโระสงบนิ่งไร้ความรู้สึกใดๆ เขาหันไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาถือไว้และกล่าวถาม
“เจ้ายอมให้มินาโมโตะตัดหัวอย่างนั้นหรือ”
“ขอรับ” โคดาจิตอบอย่างนอบน้อม ยาสึฮิระมองนักรบของตนผ่านไอร้อนที่ลอยอ้อยอิ่งออกมาจากถ้วยชาก่อนจะยกขึ้นดื่มและวางลงบนจานรองดังเดิม
“ทำไม” เขาถามเสียงเรียบ โคดาจิก้มตัวลงอีกเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“เพราะมินาโมโตะบอกว่าเป็นคำสั่งของท่าน”
“เจ้ายอมตายด้วยเหตุผลเพียงแค่นี้เท่านั้นหรือ” ผู้นำแห่งโคะโตโระย้อนถามขณะมองนักรบของตน อีกฝ่ายตอบออกมาอย่างไม่ลังเล
“ขอเป็นเพียงคำสั่งของท่าน ข้ายินดีทำตามด้วยความเต็มใจ”
“โดยไม่มีคำถามหรือข้อสงสัยใดเลยอย่างนั้นหรือ”
“ขอรับ” โคดาจิตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ยาสึฮิระมองเขาด้วยสายตาชื่นชมก่อนจะเอ่ยถามเสียงไม่ดังนัก
“ระหว่างการเดินทาง เจ้าได้พบปีศาจบ้างหรือไม่”
“ไม่เลยขอรับ” โคดาจิตอบพร้อมกับล้วงมือเข้าไปในเสื้อและดึงกระดาษพับรูปสามเหลี่ยมออกมาและยื่นส่งให้ยาสึฮิระ “คงเป็นเพราะของที่ท่านมอบให้”
ผู้นำแห่งโคะโตโระมองกระดาษที่อยู่ในมือของโคดาจิและยิ้มออกมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าคล้ายจะส่งมันคืนให้กับเขา ยาสึฮิระโบกมือพร้อมกับกล่าว
“เก็บมันไว้กับตัว เจ้าจะได้ปลอดภัย” น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความปราณี โคดาจิค้อมตัวลงจนต่ำและพูดออกมาด้วยความปลื้มปิติ
“ขอบพระคุณมากขอรับ”
“เจ้าเดินทางมาไกลสมควรจะได้พัก” ยาสึฮิระกล่าวและหันไปทางข้ารับใช้ที่นั่งรออยู่อีกด้าน “พาเขาไปที่เรือนหลังเล็กท้ายสุดของจวนและจัดเตรียมที่พักพร้อมกับอาหารอย่างดีให้กับเขาด้วย”
ชายรับใช้ค้อมตัวลงรับคำ โคดาจิเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขารีบพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นระรัว
“ข้าเป็นเพียงนักรบธรรมดาเท่านั้น แค่เครื่องรางที่ท่านมอบให้ก็มีค่ามากมายแล้วขอรับ”
“สิ่งที่ข้ากำลงจะมอบให้เจ้ามิใช่รางวัล หากเป็นการตอบแทนหัวใจที่เต็มไปด้วยความจงรักภักดีที่เจ้ามีต่อข้าต่างหากโคดาจิ” ยาสึฮิระกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นับแต่นี้ต่อไปเจ้าคือหัวหน้าหน่วยคุ้มครองข้า คอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในจวนแห่งนี้โดยขึ้นตรงต่อข้าแต่เพียงผู้เดียว”
ดวงตาจ้องนักรบที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขม็ง
“เจ้าจะทำได้ไหม โคดาจิ”
“ข้าขอรับใช้ท่านด้วยชีวิต” โคดาจิตอบพร้อมกับค้อมตัวลง ยาสึฮิระยิ้มอย่างพอใจ
“ดีมาก” เขาเลื่อนมือไปหยิบถ้วยชา “ไปพักได้”
“ขอรับ” นักรบหนุ่มค้อมกายลงรับคำอีกครั้งก่อนจะเดินตามข้ารับใช้ออกไปจากห้อง ยาสึฮิระมองตามและยิ้มออกมาด้วยความยินดี มันจางหายไปทันทีเมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่เร่งร้อนกำลังเดินเข้ามาหา ผู้นำแห่งโคะโตโระมองบานประตูที่ถูกเลื่อนเปิดออกและจ้องคนเดินสารที่ค้อมตัวลงเพื่อแสดงความเคารพก่อนจะเอ่ยถามเสียงห้วน
“มีอะไร”
“ข่าวจากสนามรบขอรับ” คนเดินสารตอบด้วยน้ำเสียงยำเกรง ยาสึฮิระนิ่วหน้าทันที
“ข่าวจากสนามรบ” เขาทวนคำและขยับตัวนั่งตรง “หรือว่ากันโซพ่ายศึก”
“หามิได้ขอรับ” คนเดินสารกล่าว “ท่านขุนพลกันโซเป็นฝ่ายมีชัย ทัพของฮะคุโจแตกพ่ายไม่เหลือรอดแม้สักคน” เขาชะงักคำพูดค้างไว้และทำท่าลังเลใจว่าสมควรจะพูดต่อไปดีหรือไม่ ยาสึฮิระมองเขาด้วยความสงสัยและพูดเสียงดัง
“เล่ามาให้หมด”
“ขอรับ” คนนำสารค้อมตัวลงและพูดเสียงสั่น “เพียงแต่ชัยชนะที่ท่านกันโซได้มาในครั้งนี้คล้ายกับการรบกับพวกอุเอโนะ”
“คล้ายกับตอนที่ต่อสู้กับอุเอโนะอย่างนั้นหรือ” ยาสึฮิระทวนคำและเบิกตากว้าง “หรือว่า”
“ขอรับ ก่อนที่ทัพของท่านกันโซจะปะทะกับทัพของฮะคุโจ ได้มีฝูงปีศาจจำนวนมากปรากฏตัวขึ้น พวกมันกัดกินนักรบฝ่ายทาคุฮันจนหมดสิ้นและหายไปกับหมอกควันเหลือไว้แต่ซากเกราะและอาวุธเท่านั้นเอง”
“ปีศาจพวกนั้นไม่ได้แตะต้องคนของกันโซเลยหรือ”
“ข้าได้ยินมาว่าหลังจากที่ปีศาจพวกนั้นกัดกินนักรบของฮะคุโจจนหมดแล้ว พวกมันก็หายตัวไปในทันทีโดยไม่สนใจหรือทำร้ายนักรบฝ่ายเราเลย”
คำบอกเล่าของคนเดินสารสร้างความตระหนกต่อยาสึฮิระยิ่งนัก สีหน้าของเขาฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักขณะที่นึกทบทวนเหตุการณ์ครั้งที่ปีศาจบุกโจมตีพวกอุเอโนะ ต่างกันตรงที่ในครั้งนี้พวกมันไม่แตะต้องนักรบของกันโซเลยแม้แต่น้อย ผู้นำแห่งโคะโตโระถอนใจ เขาโบกมือไล่คนเดินสารให้ออกไปจากห้องและนั่งคิดด้วยความวิตกกังวลอย่างหนัก หลังจากไตร่ตรองทุกอย่างอยู่นานยาสึฮิระจึงพึมพำออกมา
“หรือเขาเป็นผู้บงการปีศาจเหล่านั้น” ยาสึฮิระยกมือขึ้นกุมศีรษะ “เป็นไปไม่ได้ กันโซไม่ใช่คนร้ายกาจเช่นนั้นอย่างแน่นอน”

*/*/*/*/*/*

ข่าวที่กันโซได้รับชัยชนะเหนือขุนพลไร้พ่ายฮะคุโจแพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว
โอริเอะรีบนำข่าวนี้ไปบอกกับฮารุคาเสะทันทีพร้อมกับกล่าวคำอำลาต่อโทอิจิโรผู้เป็นเจ้าบ้านเพื่อเดินทางกลับปราสาทยาสึฮิระโดยไม่สนใจคำทัดทานของอีกฝ่ายที่บอกให้เขารออยู่ที่บ้านฟูจิวาระก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่าเส้นทางที่เขาใช้นั้นปลอดภัย เมื่อเห็นว่านายกองหนุ่มดึงดันที่จะไปโทอิจิโรจึงจำต้องปล่อยให้เขาเดินทางกลับเพียงลำพัง
หลังจากส่งโอริเอะเรียบร้อยแล้ว โทอิจิโรจึงเดินกลับไปยังห้องฝึกซ้อมและเฝ้าดูฮารุคาเสะสอนการรำพัดแก่โฮชิโนะอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ห้อง ระหว่างที่เขากำลังผ่านสวนที่คั่นกลางระหว่างเรือนนอนกับห้องซ้อมอยู่นั้นโทอิจิโรก็ต้องชะงักฝีเท้าของตนเมื่อจมูกสัมผัสกับกลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรง เขากวาดตามองไปโดยรอบและบ่นพึมพำออกมา
“นี่มันกลิ่นอะไรกัน”
เจ้าบ้านฟูจิวาระก้าวลงจากระเบียงและสอดส่ายสายตามองไปตามพุ่มไม้ด้วยเข้าใจว่าที่มาของกลิ่นนั้นอาจจะเป็นนกหรือกระรอก เขาขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อไม่พบกับสิ่งใด จนกระทั่งเสียงของใครผู้หนึ่งถามขึ้นอย่างสุภาพ
“ท่านเจ้าบ้านมองหาสิ่งใดหรือขอรับ”
โทอิจิโรเงยหน้าขึ้น เขามองมาซาบุโร่ซึ่งยืนอย่างนอบน้อมอยู่ทางด้านหลังและกล่าวตอบ
“ข้าได้กลิ่นอะไรบางอย่าง”
“ท่านได้กลิ่นแบบไหนกันหรือขอรับ” มาซาบุโร่ถามพร้อมกับสูดลมหายใจ “ข้าไม่ได้กลิ่นอะไรเลยสักนิด”
“เป็นไปได้ยังไงกัน” โทอิจิโรพูดพร้อมกับนิ่วหน้า เขากวาดตามองรอบตัวอีกครั้งและบ่นพึมพำ “น่าแปลกใจจริงๆ”
“บางทีอาจจะเป็นเพราะลมก็ได้นะขอรับ” มาซาบุโร่กล่าว เจ้าบ้านฟูจิวาระผงกศีรษะก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“อาจจะเป็นไปได้” เขามองหน้าบ่าวจากบ้านโอริโมโนะ “ข้าคงจะกังวลมากไป”
“ท่านกังวลเรื่องอะไรหรือขอรับ” มาซาบุโร่ถามและสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นสายตาของโทอิจิโร เขารีบค้อมตัวลง “ขออภัยที่ข้าบังอาจถาม”
“ไม่เป็นไร” เจ้าบ้านฟูจิวาระตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตามองมาซาบุโร่แน่วนิ่ง “เจ้าเข้ามาถึงในนี้ มีธุระอะไรหรือ”
“ข้าเป็นห่วงคุณหนู”
“โฮชิโนะกำลังฝึกการร่ายรำ ซ้ำนางยังอยู่กับฮารุคาเสะ มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง”
“ข้ากลัวพวกปิศาจจะบุกเข้ามา” มาซาบุโร่กล่าวออกมาแค่นั้นก่อนจะค้อมตัวลง “ขออภัยที่บังอาจกล่าวเช่นนี้แต่ข้าเป็นห่วงคุณหนูจริงๆ”
“ข้าเข้าใจ” โทอิจิโรกล่าว “นางอยู่ที่ห้องฝึกซ้อม ข้าอนญาตให้เจ้าไปดูได้ แต่ห้ามทำสิ่งใดที่เป็นการรบกวน”
“ขอรับ” มาซาบุโร่ค้อมกายลงต่ำ เขายืนรอจนกระทั่งเจ้าบ้านฟูจิวาระเดินห่างออกไปจึงหมุนกายและมุ่งหน้าตรงไปยังห้องฝึกซ้อมการรำ ข้ารับใช้แห่งบ้านโอริโมโนะเฝ้าดูนายหญิงน้อยของตนด้วยความห่วงใยขณะที่หัวใจของเขาหวนคิดถึงเรื่องราวร้ายแรงที่เพิ่งประสบมา มาซาบุโร่ถอนใจ
“โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด คุณหนูโฮชิโนะ”
มาซาบุโร่พึมพำพร้อมกับค้อมตัวลง
การฝึกของโฮชิโนะแม้จะไม่หนักหนาเท่าใดนัก แต่ความเข้มงวดและจริงจังของฮารุคาเสะทำให้เด็กสาวรู้สึกอ่อนล้าจนแทบจะก้าวขาเดินกลับห้องไม่ไหว เมื่อเห็นมาซาบุโร่ซึ่งนั่งคอยอยู่ด้านนอกโฮชิโนะจึงยิ้มกว้างด้วยความดีใจ นางรีบเดินเข้าไปหาข้ารับใช้ของตนทันที
“เจ้าเข้ามาในนี้ได้ยังไงมาซาบุโร่”
“ข้าเป็นห่วงคุณหนู จึงขอท่านโทอิจิโรเข้ามาขอรับ” ข้ารับใช้ของนางตอบด้วยท่าทางอ่อนน้อม โฮชิโนะเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“ข้าอยู่กับฮารุจัง” นางหันไปส่งยิ้มให้กับฮารุคาเสะก่อนจะหันหน้ากลับไปยังมาซาบุโร่อีกครั้ง “ไม่มีใครเข้ามาทำร้ายพวกเราในบ้านฟูจิวาระได้หรอกมาซาบุโร่”
“แต่ข้าก็ยังอดเป็นกังวลไม่ได้” มาซาบุโร่กล่าว “ถ้าเกิดพวกปิศาจบุกเข้ามาในนี้จะทำอย่างไรกัน”
“เจ้าก็เห็นแล้วว่าฮารุจังมีพลังปราบมาร ถ้ามีปิศาจตัวไหนบุกเข้ามาข้าจะบอกให้เขาไล่พวกมันให้กระเจิง”
เสียงกระแอมดังมาจากทางด้านหลัง โฮชิโนะหันไปมองอาจารย์ของตนและยิ้มอย่างซุกซน ฮารุคาเสะส่ายหน้าอย่างเอือมระอาและกล่าวเสียงเรียบ
“ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่เหนื่อยเท่าไหร่ ฝึกต่ออีกสักสองชั่วยามดีไหม”
“ไม่ดี ข้าเหนื่อยจนแทบยกแขนไม่ขึ้นแล้ว อย่าให้ข้าฝึกต่อเลยนะฮารุจัง” เด็กสาวรีบแย้งทันควัน ดวงตากลมโตที่กำลังมองมาอย่างอ้อนวอนทำให้ฮารุคาเสะถึงกับอมยิ้มด้วยความเอ็นดู
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ควรรีบกลับห้อง” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “และห้ามออกมาเดินเล่นยามค่ำคืนอย่างเด็ดขาด”
“ทำไม” โฮชิโนะย้อนถาม ฮารุคาเสะมองนางก่อนจะตอบอย่างเคร่งขรึม
“เพราะตอนนี้มีปิศาจบางตัวสามารถเข้ามาในนี้ได้” สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวลขณะที่เขาเลื่อนสายตามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดสลัวลง “อย่าชะล่าใจเกินไปนักโฮชิโนะ”
ฮารุคาเสะเบือนหน้ากลับมามองเด็กสาวอีกครั้ง เขาถอนใจก่อนจะหันไปทางมาซาบุโร่และสั่ง
“พานางไปได้แล้ว”

หลังทำความสะอาดร่างกายและรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วโฮชิโนะจึงรีบเข้านอนตามที่ฮารุคาเสะสั่ง เด็กสาวมองมาซาบุโร่ที่กำลังดับตะเกียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดเสียงแผ่ว
“จริงหรือที่ฮารุจังบอกว่ามีปิศาจบุกเข้ามาในนี้”
“เป็นความจริงขอรับ” มาซาบุโร่ตอบ เขามองตะเกียงที่เหลือไว้เพียงดวงเดียวและกล่าวต่อ “พวกมันเข้ามาในวันที่คุณชายฟูจิวาระไปช่วยคุณหนู”
“ไม่น่าเชื่อ” โฮชิโนะพึมพำ มาซาบุโร่มองนางด้วยความเป็นห่วง
“ถึงจะมีพลังปราบมารที่แข็งแกร่ง แต่คุณชายไม่มีทางช่วยเหลือคนจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้นกรุณาทำตามคำแนะนำของเขาเถอะนะขอรับคุณหนู”
“รู้แล้ว” เด็กสาวตอบเสียงห้วนและถอนใจ “ข้าไม่มีทางทำอะไรให้ฮารุต้องเป็นห่วงหรอกมาซาบุโร่”
โฮชิโนะนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะหันหน้าไปทางข้ารับใช้ที่กำลังจะออกจากห้อง
“คนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง”
“พวกเขาคลายความหวาดกลัวลงไปมากแล้วขอรับ” มาซาบุโร่ตอบอย่างนอบน้อม เด็กสาวผงกศีรษะก่อนจะเลื่อนสายตามองเพดาน ข้ารับใช้ของนางมองด้วยความแปลกใจ “คุณหนูกังวลใจเรื่องอะไรหรือ”
“ข้าเป็นห่วงท่านพ่อ” โฮชิโนะตอบ “หากไม่มีใครไปส่งข่าวว่าข้ามาถึงบ้านฟูจิวาระอย่างปลอดภัยแล้ว ท่านต้องตามมาแน่”
คำพูดของนายหญิงน้อยทำให้มาซาบุโร่นิ่งเงียบไป หลังจากนั่งนิ่งอยู่ชั่วขณะเขาจึงตัดสินใจค้อมตัวลงและกล่าว
“ข้าขออาสาเดินทางกลับไปที่โอริโมโนะเอง”
“ไม่ได้” โฮชิโนะร้องห้ามพร้อมกับลุกขึ้นนั่ง “มันอันตรายมาก อาจจะมีพวกปิศาจรอทำร้ายเจ้าระหว่างทาง”
“แต่ถ้าข้าไม่ไป ผู้ที่จะได้รับอันตรายก็คือนายท่าน” มาซาบุโร่แย้ง เด็กสาวนั่งนิ่งไปในบัดดล นางถอนใจออกมา
“ไม่มีหนทางอื่นแล้วหรือ”
“ข้าเกรงว่าจะไม่มี” ข้ารับใช้ตอบเสียงแผ่ว โฮชิโนะเม้มปากแน่นขณะใช้ความคิด หลังจากนั่งไตร่ตรองอยู่นานเด็กสาวก็เบิกตาโต นางหันไปทางมาซาบุโร่และกล่าวออกมาอย่างดีใจ
“รู้แล้ว ข้าจะไปขอให้ฮารุจังช่วย”
“ท่านฮารุคาเสะเป็นถึงคุณชายบ้านฟูจิวาระ ข้าไม่บังอาจถึงเพียงนั้น”
“เจ้าพูดเรื่องอะไร ที่ข้าบอกว่าจะให้ฮารุจังช่วยก็คือเรื่องเครื่องรางต่างหาก” เด็กสาวยิ้ม “คนเก่งแบบเขาต้องทำได้อยู่แล้ว”
“แต่มันจะเป็นการรบกวน” มาซาบุโร่พูดด้วยความเกรงใจแต่โฮชิโนะกลับโบกมือ
“เรื่องความเป็นความตายแบบนี้ฮารุจังยินดีช่วยอยู่แล้ว” เด็กสาวกล่าว “โดยเฉพาะเพื่อคนดีแบบเจ้า”
“คุณหนู” ข้ารับใช้ของนางกล่าวเสียงเครือ เขาค้อมตัวลงจนศีรษะแนบกับพื้น “ขอบคุณมากขอรับ”
“ข้าต่างหากที่สมควรกล่าวคำนั้น” โฮชิโนะพูดพลางมองเขาด้วยสายตาสำนึกบุญคุณ “ขอบใจเจ้ามาก”
“ข้าเพียงแต่ทำไปตามหน้าที่”
“สำหรับข้ามันคือความภักดี และมีน้ำใจ” เด็กสาวกล่าวพร้อมกับเอนตัวลงนอน นางหันไปมองมาซาบุโร่อีกครั้ง
“ดึกมากแล้วเจ้าควรไปพัก”
“ขอรับคุณหนู” มาซาบุโร่ค้อมตัวลงอีกครั้งและมองโฮชิโนะที่กำลังปิดเปลือกตาลง เขาเลื่อนประตูปิดอย่างแผ่วเบาและนั่งอีกชั่วครู่จนแน่ใจว่านายหญิงน้อยหลับสนิทแล้วจึงลุกขึ้นและเดินกลับห้องของตน

*/*/*/*/*







Create Date : 31 สิงหาคม 2552
Last Update : 31 สิงหาคม 2552 10:37:35 น.
Counter : 168 Pageviews.

0 comment
บทที่ 18 ขุนพลไร้พ่าย
บทที่ 18

ขุนพลไร้พ่าย

สีหน้าของมินาโมโตะ ฮิโรมาเสะ เจ้าผู้ครองแคว้นทาคุฮันเคร่งเครียดขึ้นในทันทีหลังจากอ่านสารของยาสึฮิระ โยชิฮิโระจบลง เขามองหน้าขุนพลทั้งสามซึ่งนั่งเรียงรายอยู่ทางด้านขวามือก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังโคดาจิซึ่งนั่งค้อมตัวอยู่ห่างจากเขาพอควร ยางิว มูเระ หนึ่งในสี่ยอดขุนพลมองกริยานายของตนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเอ่ยถาม
“ทางโคะโตโระยื่นข้อเสนอใดมาหรือขอรับ”
“แค่คำเตือน” น้ำเสียงที่ตอบฟังคล้ายกำลังสะกดกลั้นความโกรธที่พลุ่งขึ้น ยางิวเบิกตากว้างและหันไปทางโคดาจิทันที
“เป็นแค่เจ้าเมืองใยจึงอาจหาญนัก” ขุนพลร่างยักษ์กล่าวเสียงดัง “ข้าขอตัดหัวเจ้านักรบนั่นและส่งกลับไปให้นายของมัน”
“ช้าก่อน” มินาโมโตะร้องห้าม ยางิวชะงักและหันหน้ากลับไปทางนายของเขาด้วยความไม่พอใจแต่เมื่อได้เห็นดวงตาดุที่จ้องกลับมาขุนพลแห่งทาคุฮันจึงถอยกลับไปนั่งยังที่ของตนพร้อมกับก้มหน้าลง มินาโมโตะเลื่อนสายตากลับไปที่โคดาจิและกล่าวเสียงเรียบ
“เจ้าคิดว่าข้าควรกระทำตามที่ยาสึฮิระบอกหรือไม่”
“ข้าเป็นเพียงคนนำสารเท่านั้น แต่หากเนื้อความในจดหมายเป็นเช่นไรข้าก็ย่อมเห็นด้วยในทุกประการ”
“แม้จะมีคำสั่งให้ประหารเจ้าอย่างนั้นหรือ”
โคดาจินิ่งไปเล็กน้อย เขาค้อมตัวลงจนต่ำก่อนจะตอบด้วยท่าทางนอบน้อม
“ขอรับ”
มินาโมโตะนั่งอึ้ง เขาก้มหน้าลงมองเนื้อความในสารอีกครั้งก่อนจะพับและส่งให้เด็กรับใช้ที่นั่งอยู่ทางด้านหลัง ผู้ครองแคว้นทาคุฮันกล่าวเสียงเรียบ
“ไปให้พ้น”
คำสั่งของเขาทำให้ขุนพลทั้งสามมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ ยางิวทำท่าจะแย้งแต่ต้องหยุดเมื่อมินาโมโตะยกมือห้าม
“จงไปให้พ้นจากแคว้นของข้าภายในครึ่งชั่วยาม มิเช่นนั้นแล้วอย่าหาว่าทาคุฮันไร้ความปราณี”
โคดาจิค้อมตัวลงอีกครั้งและกล่าวคำอำลาก่อนจะรีบถดตัวถอยออกไปจากห้อง
มินาโมโตะมองตามจนกระทั่งนักรบแห่งโคะโตโระหายลับไปจากสายตาจึงได้ถอนใจออกมา ยางิวมองนายของตนด้วยความสงสัย
“เหตุใดจึงปล่อยเจ้านักรบนั่นไปเล่าขอรับ”
“เป็นคำขอของยาสึฮิระ” มินาโมโตะตอบ ขุนพลของเขานิ่วหน้า
“แค่คำขอของเจ้าเมืองระดับสามเท่านั้น ท่านไม่จำเป็นต้องทำตามเลยสักนิด”
ยางิวพูดเสียงดังและชะงักคำพูดค้างเมื่อเห็นดวงตากร้าวของผู้เป็นนาย มินาโมโตะกล่าวเสียงห้วน
“ที่ข้ายอมปล่อยคนของโคะโตโระก็เพราะคำพูดที่ภักดี” เขากำมือแน่น “เจ้านั่นยอมตายตามคำบัญชาของยาสึฮิระ”
“แล้วเนื้อความในจดหมายนั่นแจ้งว่าอย่างไรหรือขอรับ” ฮะคาอิ ไดโกะ ขุนพลแห่งทิศใต้เอ่ยถาม มินาโมโตะนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“เขาขอให้ข้ารอฟังข่าวจากฮะคุโจ” ดวงตามองออกไปด้านนอกมันทอประกายกร้าวด้วยความโกรธ “และบอกว่าอย่าได้คิดยกทัพไปอีกหากยังไม่ต้องการให้ข้าสูญเสียตำแหน่งเจ้าครองแคว้นทาคุฮัน”
“บังอาจนัก” ยางิวร้องออกมา “ข้าขออาสานำทัพออกไปบดขยี้พวกโคะโตโระให้พินาศ”
ขุนพลแห่งทาคุฮันขยับตัวและชะงักเมื่อมินาโมโตะตวาดเสียงดัง
“หยุด” เขาจ้องขุนพลทั้งสามซึ่งนั่งกำลังนั่งมองด้วยความแปลกใจ “ยาสึฮิระไม่เคยรุกรานใคร เขาไม่แม้แต่จะแสดงความก้าวร้าวต่อแคว้นอื่น แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น”
มินาโมโตะขบกรามแน่นก่อนจะเลื่อนสายตามองไปนอกห้องและจ้องท้องฟ้าเขม็ง
“ข้าคิดว่าเวลานี้ยาสึฮิระมีอะไรบางอย่างที่น่ากลัว เพราะดูเขามั่นใจเหลือเกินว่าสามารถบดขยี้ทาคุฮันได้ภายในพริบตา”
เขาหันหน้ากลับมามองขุนพลทั้งสามพร้อมกับถอนใจ
“สิ่งที่พวกเจ้าควรกระทำในตอนนี้คือรอฟังข่าวจากฮะคุโจ หากเขามีชัยเราจะยกกองทัพไปถล่มโคะโตโระให้พินาศ”
“ฮะคุโจไม่มีทางพ่าย” ฮะคาอิพูดขึ้น ผู้ครองแคว้นทาคุฮันมองเขา
“ข้าก็หวังไว้เช่นนั้น” มินาโมโตะกล่าวเสียงเรียบ “เพราะหากฮะคุโจแพ้ เราคงต้องจำยอมทำตามคำของยาสึฮิระว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับโคะโตโระอีกต่อไป”

*/*/*/*/*

ฮะคุโจนั่งบัญชาการเหล่านักรบของเขาอยู่บนหลังม้า ร่างอ้วนพีซึ่งอยู่ในชุดเกราะนักรบอันหนาหนักยิ่งเพิ่มขนาดตัวของเขาให้ใหญ่มากขึ้นจนแลเห็นเด่นชัดท่ามกลางไพร่พล ยิ่งเมื่อมีธงประจำตำแหน่งพลิ้วสะบัดอยู่ทางด้านหลังแล้ว ทำให้ขุนพลผู้นี้ดูเด่นชัดมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า แต่ดูเหมือนฮะคุโจจะไม่ใส่ใจในข้อนี้เท่าใดนัก ตรงกันข้ามเขากลับภาคภูมิใจในความโดดเด่นของตนจนไม่สนใจคำเตือนของเหล่าที่ปรึกษาซึ่งคอยบอกให้เขาระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
“ข้าคือขุนพลไร้พ่าย” เสียงกล่าวดังกังวานไปจนทั่ว ใบหน้าอวบอูมหันไปมองที่ปรึกษาคนหนึ่งซึ่งกำลังทำหน้าลำบากใจ “ทำไมต้องทำตัวให้เหมือนกับพวกทหารไพร่เหล่านั้นด้วย”
“แต่การทำตัวตามสบายเช่นนี้จะเป็นเป้ามากเกินไป” ที่ปรึกษาของเขาเตือน “ท่านอาจมีอันตราย”
ฮะคุโจพ่นลมหายใจออกมาอย่างดูแคลน เขาเบนสายตามองนักรบที่กำลังก้าวเดินอย่างรวดเร็ว
“จะต้องไปกลัวสิ่งใด” เขากล่าวด้วยท่าทางผยอง “จนป่านนี้ยังไม่มีใครสามารถโค่นข้าได้”
“แต่”
“พอที” ฮะคุโจตัดบทอย่างรำคาญ “ข้าให้เจ้ามาเป็นที่ปรึกษาการรบ หากยังขืนวิจารณ์หรือตักเตือนอีก ข้าจะปลดเจ้าและส่งไปเป็นคนขนเสบียง”
คำขู่ของขุนพลแห่งทาคุฮันทำให้ที่ปรึกษาของเขาหยุดพูดในทันที ฮะคุโจยิ้มอย่างพอใจ มันคลายลงเมื่อเห็นนักรบคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าตระหนก เขาเอ่ยถามเสียงดัง
“มีอะไร”
“ทัพของโคะโตโระตั้งรอเราอยู่ที่ชายป่าพ้นเนินเขาไปร้อยเก้าและกำลังเคลื่อนกำลังตรงมาที่นี่ขอรับ”
สีหน้าของฮะคุโจแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึงในการกระทำของข้าศึก ขุนพลแห่งทาคุฮันคำรามออกมาก่อนจะร้องสั่งเสียงห้วน
“จัดกระบวนทัพใหม่เดี๋ยวนี้” เขาหันไปทางรองแม่ทัพซึ่งบังคับม้าเข้ามาใกล้ “กระจายกำลังออกไป เตรียมบดขยี้นักรบของโคะโตโระให้พินาศ อย่าให้มันเหลือรอดไปแม้แต่คนเดียว”
“ได้ยินว่าผู้นำทัพครั้งนี้คือขุนพลกันโซ”
“ข้าไม่สนว่ามันเป็นใคร” ฮะคุโจพูดเสียงกร้าว และหันหน้าไปยังนักรบของตน “ผู้ใดสามารถบั่นคอกันโซได้ ข้าจะปูนบำเหน็จให้อย่างงาม”
เหล่านักรบทั้งหลายเมื่อได้ยินดังนั้นก็พากันส่งเสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิม กองทัพของ
ทาคุฮันแปรขบวนไปเป็นลักษณะพร้อมจู่โจมโดยมีพลธนูเดินนำหน้า ฮะคุโจชักดาบของเขาออกจากฝักและขี่ม้านำไปจนถึงเนินเขาขนาดย่อม ดวงตาจ้องมองลงไปยังเบื้องล่างและยิ้มเมื่อเห็นทัพของโคะโตโระเต็มตา
“จำนวนพลน้อยกว่าเราถึงสองเท่าตัว” ขุนพลแห่งทาคุฮันกล่าวพร้อมกับแสยะยิ้ม “เหมือนมดปลวกที่บินเข้ากองเพลิง”
ฮะคุโจเลื่อนสายตามองไปยังนักรบซึ่งนั่งเด่นสง่าอยู่บนหลังม้า ชุดเกราะอันน่าเกรงขามของเขามีสีดำสนิทจนดูน่าขนลุก ชั่วขณะหนึ่งที่ขุนพลแห่งทาคุฮันมองเห็นเงาขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือร่างของกันโซ เป็นครั้งแรกที่ฮะคุโจรับรู้ถึงความหวาดกลัวที่พุ่งเข้าเกาะกุมหัวใจ ยิ่งเมื่อได้เห็นดวงตาลุกวาวแดงก่ำของอีกฝ่ายแล้วร่างของเขาก็เกิดอาการสะท้านเยือกขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ขุนพลแห่งทาคุฮันกำดาบในมือแน่นและขบกราม
“นี่มันอะไรกัน เจ้านั่นใช่กันโซแน่หรือ”
ฮะคุโจพึมพำกับตัวเอง เสียงทิวธงที่สะบัดไปตามแรงลมทำให้เขาสะดุ้งขึ้นสุดตัว ขุนพลแห่งทาคุฮันชูดาบของขึ้นและร้องสั่งเสียงดัง
“พลธนูเตรียมตัว”
เสียงเหนี่ยวสายศรลั่นขึ้นพร้อมเพรียงกัน ฮะคุโจมองกันโซซึ่งยังคงนั่งนิ่ง เขาคำรามออกมาอย่างขุ่นเคือง
“กันโซ”

นักรบของโคะโตะโระมองไพร่พลของข้าศึกที่ยืนเรียงรายจนเต็มเนินเขาด้วยสายตาหวาดวิตก ด้วยจำนวนคนที่มีมากกว่าถึงสองเท่าทำให้พวกเขาต่างมองหน้ากันด้วยความลังเล เสียงหัวเราะแผ่วต่ำที่ดังมาจากขุนพลของตนทำให้นักรบทุกคนหันไปมองพร้อมกัน พวกเขาเบิกตากว้างด้วยความตระหนกเมื่อเห็นคลื่นพลังบางอย่างแผ่กระจายออกมาจากร่างของกันโซ
“จงอย่าหวั่นกับจำนวนของข้าศึก” เสียงกล่าวทุ้มต่ำน่าสะพรึง “พวกทาคุฮันไม่มีทางทำอะไรเราได้”
“แต่จำนวนของพวกมันมีมากกว่าเราถึงสองเท่า” รองแม่ทัพกล่าว กันโซหัวเราะ
“แล้วยังไง” เขาหันไปมองผู้ใต้บังคับบัญชาและยิ้มอย่างน่ากลัว อีกฝ่ายรีบก้มหน้าลงทันที
“พวกมันกำลังจะยิงธนู” นักรบที่ยืนอยู่ด้านหน้าร้องขึ้น “เตรียมโล่กำบัง ปกป้องท่านแม่ทัพเอาไว้”
“ไม่จำเป็น” กันโซกล่าวเสียงกร้าวพลางชำเลืองตาไปด้านข้าง เงาสีดำขนาดใหญ่ขยับและพุ่งออกไปในทันที เสียงลูกธนูที่กำลังวิ่งแหวกอากาศตรงเข้ามาหาทำให้ขุนพลแห่งโคะโตโระเลื่อนสายตากลับไปมองอีกครั้ง เขายิ้มเมื่อธนูเหล่านั้นถูกกระแสลมอันรุนแรงพัดกรรโชกเข้าใส่และปลิวหายไปจนหมด เหล่านักรบของโคะโตโระพากันยืนมองอย่างตกตะลึงในขณะที่นักรบของฮะคุโจอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
“นี่มันอะไรกัน” ฮะคุโจร้องถาม “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้”
“เพราะข้าเป่ามัน” เสียงแหบพร่าดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ฮะคุโจหันไปมองทันที เขาเบิกตากว้างด้วยความตระหนกเมื่อเห็นปีศาจร่างยักษ์กำลังยืนแสยะยิ้ม มันจ้องขุนพลร่างอ้วนเขม็งขณะเลียริมฝีปาก มันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่น่ากลัว
“น่ากินเหลือเกิน”
เงาปีศาจจำนวนมากปรากฏขึ้นท่ามกลางเหล่านักรบ พวกเขาต่างร้องอุทานออกมาด้วยความตระหนกและทำท่าจะหนีแต่ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ ปีศาจร่างยักษ์มองสีหน้าหวาดกลัวของนกรบทาคุฮันอย่างพึงพอใจ มันเลื่อนสายตามองไปทางกันโซและยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายผงกศีรษะอย่างเชื่องช้า เสียงคำรามแผ่วต่ำดังขึ้นอีกครั้ง
“กันโซอนุญาตแล้ว” ปีศาจร่างยักษ์พูดขึ้น ดวงตาเบนกลับมายังฮะคุโจและฉีกยิ้ม “เจ้าช่างน่ากินเหลือเกิน”
กรงเล็บอันแหลมคมคว้าเข้าที่ลำคอของขุนพลแห่งทาคุฮัน ฮะคุโจน้ำตาไหลพรากด้วยความรู้สึกทั้งหวาดกลัวและคั่งแค้น เขาเค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผากออกมา
“เจ้าช่างชั่วร้ายนัก กันโซ”
ปีศาจร่างยักษ์ฉีกลำคอของฮะคุโจอย่างแรงกระชากหัวของเขาจนหลุดออกจากลำตัวและอ้าปากดื่มกินเลือดที่พุ่งออกมาอย่างกระหาย มันเงยหน้าขึ้นและส่งเสียงร้องแหลมสูงเรียกกลุ่มควันสีเทาทึบให้ลอยออกมาจากป่าเคลื่อนเข้าปกคลุมกองทัพของทาคุฮันจนหมดสิ้น เหล่านักรบของโคะโตโระพากันยืนชะงักนิ่งและก้าวถอยหลังเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังสลับกับเสียง
คำรามที่ฟังคล้ายสัตว์ป่าดังออกมาจากกลุ่มหมอกควัน หลังจากผ่านไปราวครึ่งชั่วยามเสียงเหล่านั้นจึงค่อยๆเงียบหายไป กันโซมองกลุ่มควันซึ่งกำลังสลายเมื่อถูกสายลมพัดผ่าน เขาชำเลืองตามองเงาขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่มาหยุดยืนข้างตัว
“เจ้าเหลืออะไรไว้บ้าง”
“เศษขยะที่พวกข้ากินไม่ได้” เสียงต่ำแว่วตอบกลับมา กันโซเลื่อนสายตามองไปยังเนินตรงหน้าและยิ้มออกมาเมื่อพบว่ากองทัพอันเกรียงไกรของฮะคุโจบัดนี้เหลือเพียงเศษซากของเกราะและอาวุธที่ตกเกลื่อนไปทั่วบริเวณ
“นี่มันอะไรกัน” รองแม่ทัพพูดขึ้น “ทัพของฮะคุโจหายไปได้อย่างไร” เขาหันไปมองกันโซและหยุดพูดทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังมองกลับมาด้วยดวงตาอันน่ากลัว
“บนเนินนั่นเป็นทางผ่านของพวกปีศาจ” ขุนพลแห่งโคะโตโระกล่าว “ข้าจึงยั้งทัพของเรามิให้บุกเข้าไป”
“ท่านทราบได้อย่างไร” รองแม่ทัพถามเสียงสั่น กันโซหัวเราะในลำคอ
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็นอะไร” เขาจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่งพร้อมกับสั่งเสียงเรียบ “เก็บอาวุธของศัตรูกลับไปให้หมด”
“แล้วพวกเกราะ” รองแม่ทัพถาม กันโซยิ้ม
“ทิ้งไว้แบบนั้น” เขามองกองเสื้อเกราะที่เปื้อนเลือดของฮะคุโจด้วยสายตาหยามหยันก่อนจะกล่าวเสียงเหี้ยม
“ให้พวกทาคุฮันสำนึกว่าอย่าได้มายุ่งกับโคะโตโระอีกต่อไป เพราะแม้แต่ขุนพลไร้พ่ายของพวกมันยังสิ้นชีพด้วยฝีมือของข้า กันโซ”

*/*/*/*/*/*











Create Date : 31 สิงหาคม 2552
Last Update : 31 สิงหาคม 2552 10:36:49 น.
Counter : 340 Pageviews.

0 comment
บทที่ 17 ผู้นำสารของยาสึฮิระ
บทที่ 17

ผู้นำสารของยาสึฮิระ

“พลเดินสารของเราถูกปีศาจสังหารระหว่างทาง” กันโซกล่าวกับยาสึฮิระในห้องประชุมภายในปราสาท ผู้นำแห่งโคะโตโระมองหน้าเขาด้วยสายตาตระหนก

“เจ้ามิได้ส่งนักรบไปคอยคุ้มกันเขาหรือ” ยาสึฮิระถามเสียงดัง กันโซค้อมตัวลงและตอบ

“ข้าส่งนักรบห้าคนไปคอยคุ้มครอง แต่พวกเขาล้วนถูกปีศาจฆ่าตายหมด” ขุนพลใหญ่ถอนใจ “และที่สำคัญข้าได้ข่าวมาว่าฮะคุโจเริ่มเคลื่อนกำลังพลแล้ว"

“ว่ายังไงนะ” ยาสึฮิระอุทานและนิ่วหน้า “ทำไมฝ่ายนั้นถึงได้เร่งโจมตีเรานัก”

“อาจจะเกี่ยวกับฤดูกาล” กันโซอธิบาย “เพราะเส้นทางสู่โคะโตโระในช่วงหน้าหนาวจะลำบากมาก ฮะคุโจเองคงกังวลในเรื่องนี้ด้วย”

“ถูกของเจ้า” ผู้นำแห่งโคะโตโระนิ่งไปชั่วขณะ “ข้าจะลองส่งหนังสือไปอีกฉบับ บางทีอาจจะยังทัน”

“เปล่าประโยชน์” กันโซโพล่งขึ้นและก้มศีรษะลงเมื่อเห็นสายตาไม่พอใจของยาสึฮิระ “ขออภัยที่กล่าวแทรกท่านขึ้นมา แต่ท่านน่าจะทราบดีว่าตอนนี้เราไม่มีทางติดต่อกับทาคุฮันได้ เพราะแม้จะส่งคนนำสารไปกี่ครั้งก็คงจะถูกปีศาจดักสังหารไปจนหมด”

สีหน้าของยาสึฮิระเคร่งเครียดขึ้นในทันที เขามองกันโซนิ่งและถอนใจออกมา

“หมายความเราไม่มีทางหลีกเลี่ยงสงครามในครั้งนี้ได้อย่างนั้นหรือ”

“ข้าทราบดีว่าท่านต้องการสันติแต่อีกฝ่ายไม่คิดเช่นนั้น” ขุนพลแห่งโคะโตโระหรี่ตาลงและกล่าวเสียงต่ำ “ทาคุฮันอยากทำลายเรา เพื่อขยายอำนาจและข่มขวัญพวกคาสึรางิ”

คำกล่าวของกันโซทำให้ยาสึฮิระต้องนิ่งไปอีกครั้ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันในขณะที่เขาครุ่นคิด ในที่สุดผู้นำแห่งโคะโตโระจึงกล่าวเสียงเรียบ

“เจ้าต้องการนักรบจำนวนเท่าใด”

“ครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดในกองทัพ” กันโซตอบด้วยน้ำเสียงยินดี ยาสิฮิระนิ่วหน้าและมองขุนพลของตน

“นั่นยังไม่ถึงหนึ่งในสี่ของนักรบฝ่ายฮะคุโจ เจ้าจะนำคนของเราไปพบกับความตายมากกว่า”

“หากฮะคุโจคือขุนพลไร้พ่าย ข้าก็คือขุนพลผู้ไม่เคยปราชัย การรบครั้งนี้โคะโตโระจะต้องเป็นผู้มีชัยอย่างแน่นอน”

“เจ้าแน่ใจอย่างนั้นหรือ กันโซ”

“หากกันโซผู้นี้พ่ายแพ้กลับมา ขอให้ท่านบั่นหัวของข้าและปักประจานไว้ที่ประตูเมือง”

ขุนพลแห่งโคะโตโระกล่าวรับรองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ยาสึฮิระมองใบหน้าที่เข้มแข็งและจริงจังของเขาแล้วพยักหน้า

“หวังว่าข้าคงไม่ต้องทำเช่นนั้น” เขาวางมือลงบนหน้าตัก “จัดเตรียมคนให้พร้อมและยกทัพออกไปสู้กับฮะคุโจทันที เพราะด้วยนิสัยของคนผู้นี้จะไม่มีการตั้งค่ายพัก ทัพของเขาจะหยุดก็ต่อเมื่อถล่มศัตรูจนพินาศไปแล้วเท่านั้น”

“ข้าทราบดี” กันโซกล่าวพร้อมกับค้อมตัวลง “และขอตัวไปจัดเตรียมกองทัพเพื่อออกไปต่อสู้กับฮะคุโจ”

“ขอให้เจ้ามีชัยกลับมา” ยาสึฮิระกล่าวอวยพร ขุนพลของเขาค้อมกายลงอีกครั้งก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ผู้นำแห่งโคะโตโระมองตามด้วยสีหน้าครุ่นคิดและเอ่ยปากเรียกข้ารับใช้ที่นั่งรออยู่ด้านนอกด้วยเสียงไม่ดังนัก

“จัดเตรียมพู่กันกับกระดาษให้ข้าโดยเร็ว” เขามองชายรับใช้ที่รีบลุกขึ้นและเดินหายไปอีกด้านก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองทหารรักษาการณ์คนหนึ่งซึ่งยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลไปจากห้องประชุมนัก
ยาสึฮิระจึงสั่งให้ข้ารับใช้อีกคนไปนำเขาเข้ามาหา ทันทีที่มาอยู่ตรงหน้าผู้นำปราสาท นักรบผู้นั้นจึงรีบทรุดตัวนั่งลงและค้อมกายต่ำพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม

“ท่านจะให้ข้ารับใช้สิ่งใดหรือขอรับ”

“เจ้าชื่ออะไร” ยาสึฮิระกล่าวถามเสียงเรียบพลางจรดพู่กันลงบนกระดาษ นักรบผู้นั้นตอบเสียงไม่ดังนัก

“โคดาจิ คุโมะ ขอรับ”

“โคดาจิ” ยาสึฮิระพูดทวนขณะลากพู่กันเขียนอะไรบางอย่าง “เจ้าเป็นนักรบมานานเท่าใด”

“สามปีขอรับ” โคดาจิตอบโดยไม่เงยหน้า ผู้นำแห่งโคะโตโระผงกศีรษะขณะที่วางพู่กันลง

“เจ้าเคยประจำการที่หน่วยใดมาบ้าง” ยาสึฮิระถามเสียงขรึม โคดาจิตอบอย่างเร็ว

“ข้าเคยอยู่ในสังกัดของท่านคุโรมาสะ ทำหน้าที่รักษาประตูเมืองอยู่หนึ่งปี หลังจากออกศึกสามครั้งข้าจึงถูกย้ายมาอยู่ในหน่วยที่ขึ้นตรงต่อท่านและทำหน้าที่รักษาการณ์ภายในจวนมาโดยตลอดขอรับ”

“อย่างนั้นหรือ” ยาสึฮิระพูดพลางล้วงมือเข้าไปในเสื้อและหยิบตราประจำตระกูลออกมา เขาจุ่มมันลงในหมึกและกดประทับลงบนซองกระดาษที่บรรจุจดหมายและปิดผนึกจนสนิท “แสดงว่านอกจากข้าแล้วเจ้าจะไม่ฟังคำสั่งของใคร”

“ขอรับ” โคดาจิตอบ ยาสึฮิระชำเลืองตามองเขาพร้อมกับกล่าว

“ดี” เขาหยิบซองจดหมายขึ้นมาถือเอาไว้ “เข้ามารับนี่ไป”

โคดาจิค้อมตัวลงก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ยาสึฮิระด้วยกิริยาสำรวม เขายื่นมือออกไปรับจดหมายจากมือของผู้เป็นนายและมองด้วยความสงสัยแต่ก็ยังไม่ยอมเอ่ยปากถามจนกระทั่งผู้นำแห่งโคะโตโระกล่าวขึ้น

“นำจดหมายฉบับนี้ไปที่แคว้นทาคุฮัน มอบมันให้กับเจ้าผู้ครองแคว้นและกลับมาโดยไม่ต้องรอคำตอบ”

“ขอรับ” โคดาจิรับคำ พร้อมกับรีบเก็บจดหมายฉบับนั้นเข้าไปในเสื้อของตน ยาสึฮิระมองนักรบที่นั่งอยู่ตรงหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อ

“การเดินทางในครั้งนี้จะต้องเป็นความลับ ห้ามมิให้ผู้ใดรู้แม้แต่ขุนพลกันโซ เจ้าจะต้องออกจากเมืองด้วยวิธีการเดินเท้าและเมื่อพ้นเขตโคะโตโระแล้วจะมีชายคนหนึ่งนำม้าฝีเท้าดีมามอบให้ จงขี่มันตรงไปที่ทาคุฮันห้ามหยุดพักระหว่างทางอย่างเด็ดขาด”

“ขอรับ” นักรบหนุ่มค้อมตัวลงขณะที่รับคำสั่ง ยาสึฮิระมองเขา

“จะไม่ถามสักคำหรือว่าทำไมจึงใช้เจ้า”

“ข้าเป็นนักรบและในขณะเดียวกันก็เป็นข้ารับใช้ท่าน สิ่งที่ควรกระทำก็คือการรับคำสั่งโดยปราศจากคำถาม”

“หนทางสู่ทาคุฮันเต็มไปด้วยปีศาจร้าย ไม่คิดหรือว่าข้าจะส่งเจ้าไปตาย”

“การตายเพื่อท่านถือเป็นเกียรติอันสูงส่งยิ่งสำหรับนักรบ” โคดาจิกล่าวพร้อมกับค้อมตัวลงจนศีรษะจรดพื้น ยาสึฮิระยิ้มอย่างยินดี

“นับเป็นโชคของข้าที่มีนักรบผู้ภักดีเช่นเจ้า” เขาหยิบกระดาษที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมขึ้นมาและยื่นส่งให้ผู้ที่กำลังนั่งค้อมกายอยู่ตรงหน้า “สิ่งนี้จะคุ้มครองเจ้าให้รอดพ้นจากปีศาจทั้งปวง”

“เป็นความกรุณายิ่งนัก” โคดาจิยื่นมือออกไปรับกระดาษนั้นมาและรีบเก็บเอาไว้กับตัว “ท่านจะให้ข้าออกเดินทางเมื่อใดหรือขอรับ”

“เดี๋ยวนี้” ยาสึฮิระตอบ “และเจ้าจะต้องไปถึงทาคุฮันในวันพรุ่งนี้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน จำเอาไว้ให้ดีว่าเมื่อมอบจดหมายนี้แล้วต้องรีบออกมา มิเช่นนั้นแล้วชีวิตของเจ้าจะไม่ปลอดภัย”

“ขอรับ” โคดาจิค้อมกายลงอีกครั้ง “ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขอลา”

เขาถดตัวถอยออกจากห้องและก้าวออกไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว ยาสึฮิระมองนักรบของตนด้วยสายตากังวลและพึมพำออกมา

“ขอให้เจ้าโชคดี”

*/*/*/*/*/*

ที่บ้านฟูจิวาระ โทอิจิโร่นั่งมองนักดนตรีของเขาที่กำลังซ้อมการเล่นอย่างตั้งอกตั้งใจ หลายครั้งที่เขาสั่งให้ทุกคนหยุดและทบทวนบทเพลงใหม่ก่อนจะบอกให้พวกเขาเริ่มเล่นตั้งแต่ต้นอีกครั้ง เสียงดนตรีอันไพเราะและรับกันเป็นจังหวะอย่างลงตัวทำให้เจ้าบ้านฟูจิวาระพยักหน้าอย่างพอใจ เขาหันไปมองโฮชิโนะที่นั่งกระวนกระวายอยู่อีกด้านพลางกล่าว

“หากเจ้าเบื่อ จะไปนั่งเล่นในสวนก่อนก็ได้”

“ข้าไม่ได้เบื่อแค่หงุดหงิดที่ฮารุจังมาช้าต่างหาก” เด็กสาวตอบพลางชะเง้อมองไปที่ประตูทางเข้า “เขาเป็นแบบนี้เสมอเลยหรือท่านลุง”

“เฉพาะตอนที่มีธุระเร่งด่วนหรือคิดท่ารำจนเพลินเท่านั้น” โทอิจิโร่กล่าวและยิ้มเมื่อเห็นใบหน้างอง้ำของโฮชิโนะ “เดี๋ยวเขาก็มา”

เจ้าบ้านฟูจิวาระหันกลับไปมองนักดนตรีอีกครั้งหลังกล่าวจบ โฮชิโนะนั่งอยู่เช่นนั้นต่อไปอีกครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นและเดินไปนั่งเล่นที่ระเบียง จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วยามฮารุคาเสะจึงก้าวเข้ามา เขามองเด็กสาวที่กำลังนั่งส่งยิ้มให้ด้วยความแปลกใจ

“เจ้าหายดีแล้วหรือ”

ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง โฮชิโนะรีบลุกขึ้นพร้อมกับตอบ

“ข้าไม่ได้เป็นอะไร” สีหน้าสลดลง “ที่น่าเป็นห่วงคือพวกมาซาบุโร่ต่างหาก”

“พวกเขาไม่เป็นอะไรนอกจากตกใจมากเท่านั้น” ฮารุคาเสะพูดและมองเด็กสาวตรงหน้า “เจ้าไม่ตกใจกลัวบ้างเลยหรือ”

“ก็มีบ้าง แต่เพราะเจ้าทำให้ข้าสบายใจขึ้น” โฮชิโนะเอียงคอและยิ้มอย่างน่ารัก “วันนี้เจ้าต้องอยู่สอนข้านะ”

“แต่ข้า” ฮารุคาเสะกล่าวเพียงเท่านั้นและถอนใจออกมาก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังโทอิจิโรซึ่งกำลังนั่งมองตรงมาที่เขา

“โฮชิโนะรอเจ้ามาเกือบทั้งวัน” น้ำเสียงเจือการตำหนิ ฮารุคาเสะนิ่งไปเล็กน้อยก่อนตอบ

“ข้าพบกับโอริเอะและสนทนากันจนลืมเรื่องการฝึกสอนไป” ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองเด็กสาวที่ยังคงจ้องเขา“ต้องขอโทษด้วย”

“ไม่เป็นไร” โฮชิโนะตอบพร้อมกับยิ้ม “จะสอนข้าได้หรือยัง”

คำพูดและรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กสาวทำให้ฮารุคาเสะยิ้มออกมา เขาขยี้ผมของ
โฮชิโนะเบาๆพร้อมกับกล่าวเสียงเรียบ

“เจ้าต้องเรียกข้าว่าอาจารย์” ชายหนุ่มเดินไปหยิบพัดที่วางไว้บนชั้นและส่งให้กับโฮชิโนะ “และจงจำไว้ว่าอาจารย์ผู้นี้เข้มงวดกว่าที่เจ้าคิดมาก จงเรียนด้วยความตั้งใจไม่เช่นนั้นแล้วข้าจะลงโทษเจ้าเช่นเดียวกัน”

*/*/*/*/*/*
การฝึกที่เข้มงวดและจริงจังเป็นไปอย่างต่อเนื่องเกือบตลอดทั้งวันทำให้โฮชิโนะแทบจะหมดเรี่ยวแรงเดินกลับห้อง ฮารุคาเสะจึงต้องเป็นผู้จัดการพาเด็กสาวไปยังที่พักและอยู่เป็นเพื่อนจนกระทั่งนางหลับ จากนั้นเขาจึงเดินกลับไปยังห้องพักของตนและต้องพบกับความแปลกใจเมื่อเห็นโทอิจิโรกำลังยืนสนทนาอยู่กับโอริเอะที่หน้าห้อง ทั้งสองหันหน้ามามองและรอจนกระทั่งชายหนุ่มเข้าไปใกล้ บิดาของเขาจึงเอ่ยถาม

“โฮชิโนะเป็นอย่างไรบ้าง”

“หลับไปแล้ว” ฮารุคาเสะตอบ บิดาของเขาพยักหน้าและกล่าวเสียงเรียบ

“ช่างเป็นเด็กสาวที่เข้มแข็งมาก หนำซ้ำยังโชคดีที่ครั้งนี้บิดาของนางไม่ได้เดินทางมาด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วเรื่องราวคงน่าตกใจกว่านี้”

“แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังเสียใจ และเฝ้าแต่โทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อน” ฮารุคาเสะพูดขึ้น โทอิจิโรถอนใจ

“ทุกอย่างล้วนเกิดจากการกระทำของพวกปีศาจ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหนักใจ
ฮารุคาเสะยืนนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางโอริเอะซึ่งอยู่ในเครื่องแต่งกายอันรัดกุม เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“ท่านเตรียมตัวจะไปไหน”

“ข้าได้ยินมาว่าท่านกันโซกำลังยกกองทัพออกจากเมือง” นายกองหนุ่มกล่าวตอบ “ข้าต้องรีบกลับไปอารักขาท่านยาสึฮิระ”

“ทำไมกระทันหันเช่นนี้” ฮารุคาเสะกล่าวด้วยสีหน้ากังวลและเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่กำลังถูกเมฆบัง “นี่เป็นเวลาที่ฝูงปีศาจออกล่าเหยื่อ ท่านไปไม่ได้”

“ต่อให้ยิ่งกว่าปีศาจข้าก็ต้องกลับไป” โอริเอะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ฮารุคาเสะสั่นศีรษะอย่างไม่เห็นด้วย

“ข้าเข้าใจว่าท่านเป็นห่วงท่านยาสึฮิระ แต่การเดินทางในยามค่ำคืนแบบนี้มันก็เหมือนกับการก้าวเข้าไปหาความตาย ข้าไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นแน่”

“ท่านควรเชื่อคำของฮารุคาเสะ” โทอิจิโรเอ่ยขึ้น “รอให้ฟ้าสางก่อนแล้วค่อยไปจะไม่เป็นการดีกว่าหรือ”

“แต่ข้าเป็นห่วงท่านยาสึฮิระ” นายกองหนุ่มกล่าว เขาหันไปทางฮารุคาเสะ “หวังว่าท่านคงจะเข้าใจ”

“ข้าเข้าใจดี แต่มันเป็นคนละเรื่อง” ชายหนุ่มตอบเสียงห้วน โอริเอะมองเขานิ่ง

“ท่านไม่เข้าใจ” เขาหันกลับไปค้อมตัวให้กับโทอิจิโร “ข้าต้องขอลา”

นายกองหนุ่มหันไปก้มศีรษะให้กับฮารุคาเสะก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป อีกฝ่ายนิ่วหน้าพร้อมกับร้องเรียกเสียงดัง

“เดี๋ยว”

โอริเอะชะงัก เขาหันไปมองฮารุคาเสะที่กำลังก้าวตามมาอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันที่นายกองหนุ่มจะได้พูดอะไรเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีสายลมอันรุนแรงพัดกรรโชกผ่านร่าง โอริเอะมองใบไม้ที่หมุนวนรอบตัว มันเคลื่อนไปยังกำแพงของบ้านและพุ่งเข้าใส่เงาสีดำซึ่งกำลังไต่ข้ามมา มันขยับตัวคล้ายจะหนีแต่ไม่ทัน เสียงดังคล้ายเศษผ้าถูกฉีกกระชากดังขึ้น นายกองหนุ่มนิ่วหน้าเมื่อมีกลิ่นเหม็นเน่าลอยมากระทบกับจมูก เขาก้าวถอยหลังและมองใบไม้ที่กำลังแตกกระจายออกไป เศษชิ้นส่วนของอมนุษย์ร่วงลงมากองกับพื้นและสลายกลายเป็นน้ำไปในทันที

“นี่มันอะไรกัน” โอริเอะถามและหันไปมองฮารุคาเสะ อีกฝ่ายก้าวมาหยุดยืนข้างตัวและตอบเสียงไม่ดังนัก

“ปีศาจ” ชายหนุ่มนิ่วหน้าในขณะที่โทอิจิโรกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตระหนก

“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน พวกปีศาจไม่มีทางบุกเข้ามาในบ้านของเราได้”

“แต่มันก็เป็นไปแล้ว” ฮารุคาเสะพูดเสียงเรียบ เขาหันไปมองโอริเอะก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางบิดาของตน “ดูเหมือนบ้านฟูจิวาระของเราจะไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยเสียแล้ว”

*/*/*/*/*/*














Create Date : 26 กรกฎาคม 2552
Last Update : 26 กรกฎาคม 2552 10:35:45 น.
Counter : 191 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  

กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี