ปกหนังสือเรื่อง นักล่าแห่งรัตติกาล
ปกนิยายเรื่อง นักล่าแห่งรัตติกาล ภาคกำเนิดสองนักล่า
โดย สำนักพิมพ์สถาพร
ราคาเล่มละ 230 บาท



Create Date : 12 กรกฎาคม 2552
Last Update : 12 กรกฎาคม 2552 10:23:33 น.
Counter : 406 Pageviews.

0 comment
บทที่ 10 นักล่ากับนักล่า
บทที่ 10

นักล่า กับ นักล่า

รถที่วูล์ฟและวลาร์ดนั่งมาด้วยกันวิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอไปตามทางโดยวูล์ฟได้เล่าเรื่องของฟ็อกซ์และนายปีเตอร์สันให้สมิธฟังอย่างสนุกสนานในขณะที่วลาร์ดนั่งฟังด้วยใบหน้าเงียบขรึม หลังจากนั่งนิ่งไม่พูดไม่จามาตลอดทางอยู่ๆลูกครึ่งแวมไพร์ก็พูดขึ้น
“ผมขอแวะไปดูที่เกิดเหตุหน่อย”
สมิธหันไปมองเด็กหนุ่มด้วยความแปลกใจในขณะที่วูล์ฟเลิกคิ้วและยื่นหน้าไปถาม
“นายจะไปที่นั่นทำไม”
“อยากดูอะไรเพิ่มเติมเท่านั้น” วลาร์ดตอบเสียงเรียบแต่สมิธกลับนิ่วหน้า
“จะไม่รายงานให้คุณอันเดอร์ฮิลล์ทราบก่อนหรือครับ”
“ไม่จำเป็น” ลูกครึ่งแวมไพร์ตอบ สมิธชำเลืองตามองวูล์ฟคล้ายขอความเห็น อีกฝ่ายเอนตัวพิงเบาะพร้อมกับพูด
“แวะไปดูสักหน่อยก็ดี เผื่อเราอาจจะได้อะไรเพิ่ม”
สมิธหักพวงมาลัยทันทีเมื่อถึงทางแยก รถตู้จึงเลี้ยวอย่างกระทันจนล้อสีกับถนนเสียงดังลั่น โชคดีที่เป็นเวลาใกล้ค่ำท้องถนนจึงไม่มีรถราวิ่งขวักไขว่เหมือนตอนกลางวัน รถที่พวกเขานั่งวิ่งไปตามทางจนกระทั่งถึงที่พบศพของเด็กทั้งสามคน ทันทีที่จอดสนิทวลาร์ดจึงลงจากรถและเดินตรงไปยังโคนต้นไม้ที่เจอเศษหนังศีรษะ เขาเดินวนรอบต้นไม้ต้นนั้นอยู่ครู่หนึ่งจึงเริ่มตรวจบริเวณลำต้นอย่างละเอียด วูล์ฟกับสมิธซึ่งเดินตามมายืนมองการกระทำของเด็กหนุ่มด้วยความสงสัย
“มีอะไรหรือครับ”
สมิธถามขึ้นขณะที่ขยับตัวเข้าไปใกล้แต่ต้องชะงักเมื่อวลาร์ดร้องห้าม
“อย่าเข้ามา” เขาเพ่งมองเปลือกของต้นไม้อย่างพิจารณาก่อนจะเลื่อนสายตามองไปบนพื้น “นายได้กลิ่นอะไรไหม”
เด็กหนุ่มหันไปถามเพื่อน วูล์ฟสูดลมหายใจอย่างแรงและนิ่วหน้าก่อนจะตอบ
“อย่างที่บอก มันเป็นกลิ่นที่คล้ายกับสิงโต”
“ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คล้าย” วลาร์ดชี้ไปที่ต้นไม้ วูล์ฟเดินเข้าไปมองและทำตาโตเมื่อเห็นรอยคล้ายกรงเล็บของสัตว์ปรากฏบนเปลือกไม้ในระดับที่ค่อนข้างสูงเกินสายตาคน สมิธซึ่งเดินไปจ้องด้วยความอยากรู้พึมพำออกมา
“เหมือนรอยเล็บของอะไรบางอย่าง”
“ยังมีรอยเท้าที่โคนต้นไม้นั่นอีก” วลาร์ดชี้ไปที่รอยเท้าขนาดใหญ่ซึ่งปรากฏไม่ชัดนักบริเวณโคนต้น วูล์ฟขมวดคิ้ว
“ทำไมตอนแรกพวกเราถึงไม่เห็น”
“เพราะมันยังไม่มี” ลูกครึ่งแวมไพร์ตอบและพูดต่อเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของทั้งสองคน “ส่วนรอยเล็บนั่นมีตั้งแต่แรก แต่ฉันไม่อยากบอกให้ใครรู้เท่านั้น”
“ทำไม” วูล์ฟถาม วลาร์ดหันไปตอบเขาเสียงเรียบ
“เพราะถ้าบอกมันก็จะถูกทำเป็นรายงานกว่าเราจะได้รับอนุญาตให้ออกมาตรวจอีกครั้งคงต้องใช้เวลาอีกสามหรือสี่วัน”
“มันเป็นระบบ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน” หนุ่มหมาป่าพูดแต่วลาร์ดกลับเบือนหน้าไปอีกด้าน
“คงใช่ถ้าเป็นเรื่องปิศาจทำร้ายมนุษย์ธรรมดา แต่คราวนี้เหยื่อเป็นแค่เด็กถึงสามคน” เขาหันไปจ้องเพื่อน “ฉันไม่ใจเย็นพอที่จะรอ”
“แล้วที่พาพวกเรามานี่มันมีประโยชน์ตรงไหน” วูล์ฟถาม อีกฝ่ายชี้ไปที่รอยเท้าที่อยู่บนพื้นพร้อมกับตอบ
“รอยนั่นยังใหม่” เขากวาดสายตามองไปโดยรอบ “และดูเหมือนเจ้าของจะเพิ่งทิ้งไปไม่นาน พูดง่ายๆก็คือตอนนี้เจ้านั่นยังอยู่แถวนี้”
คำพูดของวลาร์ดทำให้วูล์ฟหันมองไปรอบตัวทันทีในท่าเตรียมพร้อม ส่วนสมิธรีบดึงปืนออกมาจากซองขณะขยับตัวเข้าไปใกล้หนุ่มหมาป่าและถามอย่างระวัง
“คุณแน่ใจหรือ”
“ผมแน่ใจ” วลาร์ดตอบ “เพราะการเฝ้าเหยื่อเป็นนิสัยของพวกสิงโต”
“ถ้าเจ้านั่นยังอยู่แถวนี้จริงทำไมฉันถึงไม่ได้กลิ่นมันล่ะ” วูล์ฟถามด้วยความสงสัย วลาร์ด
มองชายเสื้อคลุมของตนที่กำลังพลิ้วสะบัดไปตามแรงลมก่อนตอบ
“เพราะนายอยู่เหนือลม”
คำตอบของลูกครึ่งแวมไพร์ทำให้คนทั้งสามหันไปมองในทิศทางเดียวกันทันที พวกเขาไล่สายตามองพุ่มไม้แต่ละต้นอย่างละเอียด สมิธถึงกับสะดุ้งเมื่อไม้พุ่มหนึ่งสั่น
“ใจเย็น” วูล์ฟกระซิบ “ไม่ว่าเจ้านั่นจะเป็นตัวอะไรมันก็ไม่เร็วพอที่จะวิ่งมาทำร้ายเราตรงนี้ได้”
คำพูดของหนุ่มหมาป่าเงียบหายไป สมิธมองเขาอย่างสงสัยและใจหายวาบเมื่อเห็นดวงตาของวูล์ฟลุกวาว
“นายเห็นมันไหม” เขากระซิบถามวลาร์ด อีกฝ่ายพยักหน้าขณะที่เลื่อนมือไปแตะดาบ
สมิธมองเด็กทั้งสองและถามเสียงแผ่ว
“มันอยู่ที่ไหนครับ”
“ตรงนั้น” วูล์ฟจ้องเขม็งไปยังเบื้องหน้า “ที่พุ่มไม้นั่นและมันก็กำลังมองเราอยู่”
สมิธรีบมองไปยังพุ่มไม้ตามที่หนุ่มหมาป่าบอก หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวาบเมื่อเห็นดวงตาวาวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมายังพวกเขา จากขนาดและความสูงของมันทำให้สมิธแน่ใจว่าเจ้าของดวงตาคู่นั้นต้องไม่ใช่สัตว์หากินกลางคืนทั่วไปอย่างแน่นอน
“เอาไงดี” วูล์ฟถามวลาร์ด อีกฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“เรายังไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร” เขาขยับตัวไปข้างหน้า “รอดูมันก่อน......”
ยังไม่ทันที่หนุ่มแวมไพร์จะพูดจบ พุ่มไม้ที่อยู่ตรงหน้าก็บังเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงร้องคำรามของสัตว์ป่าดังขึ้น เงาร่างขนาดใหญ่กระโจนออกมาและพุ่งเข้าไปหาคนทั้งสามอย่างรวดเร็ว
“ระวัง” วูล์ฟร้องก่อนจะคว้าร่างของสมิธหลบไปอีกด้านในขณะที่วลาร์ดเบี่ยงตัวหลบและชักดาบออกมา เขาพุ่งเข้าไปหาร่างนั้นและฟันเข้าใส่มันทันทีแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทัน มันพลิกตัวหลบและกระโดดไปยืนอีกด้าน ร่างนั้นร้องคำรามพร้อมกับกางกรงเล็บออกและพุ่งเข้าโจมตี
วูล์ฟอย่างรวดเร็ว
“วูล์ฟ”
วลาร์ดเรียกเพื่อนด้วยความเป็นห่วง หนุ่มหมาป่ากางเล็บของตนออกและยกขึ้นรับการจู่โจมของอีกฝ่ายอย่างว่องไว สมิธซึ่งยืนอยู่ด้านข้างทำท่าจะเข้าไปช่วยแต่ต้องหยุดเมื่อวูล์ฟร้องห้าม
“อย่าเข้ามา” เขาขบกรามแน่นและคำรามออกมาเมื่อพบว่าพละกำลังของคู่ต่อสู้มีมากพอๆกับตน ดวงตาของวูล์ฟทอประกายวาวและเริ่มแปรเปลี่ยนไป
“มนุษย์หมาป่า” ร่างนั้นพูดเสียงต่ำ วูล์ฟนิ่วหน้าเมื่อเห็นมันยิ้ม “ลูกของผู้หญิงคนนั้นหรือ”
“แกพูดอะไร” วูล์ฟถามเสียงดัง อีกฝ่ายผ่อนกำลังลงและกระโดดถอยออกห่าง เขาหันไปมองวลาร์ดแล้วยิ้มออกมา
“ส่วนเจ้าหนูแวมไพร์นั่นก็น่าจะเป็นเด็กคนนั้น” เขาหัวเราะในลำคอ “โตขึ้นมากเลยนี่”
คำพูดของร่างลึกลับทำให้วลาร์ดและวูล์ฟยืนอึ้ง ทั้งคู่จ้องชายร่างใหญ่ซึ่งมีเส้นผมรุงรังคล้ายสิงโตเขม็ง
“แกเป็นใคร” วูล์ฟถาม “ทำไมถึงรู้จักเราสองคน”
“กลับไปถามอันเดอร์ฮิลล์” ร่างนั้นตอบเสียงต่ำก่อนจะหมุนตัว “ลาก่อน”
วลาร์ดรีบพุ่งตัวเข้าไปหาชายลึกลับทันที เขาเงื้อดาบขึ้นหมายจะฟันร่างนั้นให้ขาดเป็นสองท่อน เด็กหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายหมุนตัวหันกลับมา แสงสีเงินสะท้อนไฟวาววับเมื่อเขายกอาวุธขึ้นรับดาบของวลาร์ดเอาไว้และเหวี่ยงเท้าเตะเด็กหนุ่มจนกระเด็น
“ผู้ใช้ดาบ” เขาพูดพลางหมุนดาบในมือ “เธอก็เป็นตุลาการด้วยหรือ”
“พูดเรื่องอะไร” วลาร์ดย้อนขณะที่พยายามยันตัวให้ลุกขึ้น “ที่ฉันใช้ดาบก็เพราะมันตัดคอปิศาจอย่างพวกแกได้”
“ดาบคือสัญลักษณ์ของผู้ตัดสิน เธอถูกองค์กรเลือกให้ทำหน้าที่เป็นตุลาการ” เขาพูดพลางเก็บดาบกลับเข้าฝัก “เหมือนฉันในอดีต”
“หมายความว่าอะไร” วลาร์ดขยับตัวและร้องออกมา วูล์ฟมองเขาและอุทานอย่างตกใจ
“นายบาดเจ็บ” เขารีบเข้าไปประคองร่างของเพื่อนที่กำลังทรุดลง และใช้มืออุดเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากบาดแผลขนาดใหญ่บริเวณลำตัวของวลาร์ดทันที
“เขาโดนดาบนั่นตอนไหน” สมิธซึ่งวิ่งเข้ามาหาถาม วลาร์ดสั่นหน้าขณะที่พยายามขบกรามแน่นเพื่อสะกดความเจ็บปวด เด็กหนุ่มเลื่อนสายตามองไปยังร่างของชายลึกลับที่ยังคงยืนมองพวกเขา
“แกเป็นใครกันแน่” วลาร์ดถามเสียงแผ่ว อีกฝ่ายแสยะยิ้ม
“ถามอันเดอร์ฮิลล์” เขาล้วงมือเข้าไปในเสื้อและดึงอะไรบางอย่างออกมา ดวงตาของชายผู้นั้นทอประกายลุกโชน “เขารู้จักฉันดี”
บุรุษลึกลับโยนวัตถุสิ่งนั้นลงบนพื้น เขามองวลาร์ดและวูล์ฟนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงหมุนตัวและวิ่งหายไปในความมืด สมิธรีบหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาเพื่อติดต่อกับนายอันเดอร์ฮิลล์แต่วลาร์ด
กลับห้าม เขายันตัวลุกยืนขึ้นและมองไปยังโลหะสีเงินที่ชายผู้นั้นทิ้งไว้ สมิธรีบเดินไปเก็บและส่งให้กับวลาร์ด
“นี่มันอะไรกัน” เขาถามขณะมองหนุ่มแวมไพร์ด้วยสายตาวิตก วูล์ฟคลายมือที่กดปากแผลของเพื่อนออกพร้อมกับพูด
“เลือดหยุดไหลแล้ว” เขาจ้องแผ่นโลหะที่อยู่ในมือวลาร์ด “อะไรน่ะ”
“จี้ห้อยคอ” เด็กหนุ่มตอบพลางจ้องลายดุนรูปสิงโตกอดดาบบนจี้นั้นอย่างพิจารณา “ฉันเคยเห็นมันมาแล้วครั้งหนึ่ง”
“นายเคยเห็นมันมาแล้ว ที่ไหน” วูล์ฟถามเสียงดัง วลาร์ดสั่นหน้าพร้อมกับเก็บจี้โลหะลงในกระเป๋า สมิธซึ่งยืนนิ่งอยู่จึงเอ่ยปากถาม
“แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ทำไมเขาถึงได้รู้จักคุณทั้งสองคน”
“ผมไม่รู้” วลาร์ดตอบเสียงเรียบก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่รถ “เราคงต้องกลับไปถามคุณอันเดอร์ฮิลล์”

*/*/*/*/*

สีหน้าของนายอันเดอร์ฮิลล์แปรเปลี่ยนไปขณะที่ฟังเรื่องราวของชายลึกลับจากวลาร์ดและวูล์ฟ และเมื่อได้เห็นจี้ห้อยคอที่ลูกครึ่งแวมไพร์ส่งให้ ใบหน้าของชายชราก็ยิ่งเผือดลง เขาจ้องลายดุนรูปสิงโตกอดดาบที่ปรากฏบนโลหะเงินชิ้นนั้นเขม็งก่อนจะพูดพึมพำออกมา
“ลีโอ”
“เขาเป็นใครกันหรือครับ ทำไมหมอนั่นถึงได้รู้จักเราทั้งสองคน”
เสียงถอนหายใจอย่างหนักดังมาจากนายอันเดอร์ฮิลล์ เขามองวูล์ฟและวลาร์ดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก
“เธอสองคนรู้ใช่ไหมว่าองค์กรของเรามีหลายหน่วยงาน”
“ครับ” วลาร์ดตอบ ชายชรามองเขาก่อนจะกล่าวต่อ
“หนึ่งในหน่วยงานขององค์กรนั้นก็คือนักล่าแห่งรัตติกาลที่มีหน้าที่กำจัดพวกปิศาจและอสูรร้ายที่เป็นอันตรายกับมนุษย์ นักล่าของเราจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามความสามารถ นั่นก็คือฝ่ายสนับสนุนด้านกำลังซึ่งก็คือเธอ”
เขาหันไปทางวูล์ฟ หนุ่มหมาป่าขยับตัวเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา นายอันเดอร์ฮิลล์จึงพูดต่อ
“ฝ่ายนี้จะเป็นเหมือนกองหนุนที่เป็นทั้งกำลังและคอยปกป้องดูแลนักล่าอีกฝ่าย พูดง่ายๆก็คือเป็นคนคอยระวังหลังให้กับเพื่อน กองหนุนนี้มีความสำคัญมากเพราะเขาจะต้องเป็นคนที่มีความเป็นเลิศในด้านการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และต้องเป็นคนที่นักล่าอีกกลุ่มสามารถมอบความไว้วางใจได้มากที่สุด”
“ชายคนนั้นพูดว่าผู้ใช้ดาบ” วลาร์ดถามขึ้น “มันหมายความว่าอะไรกันครับ”
“มันเป็นสัญลักษณ์ของนักล่าอีกกลุ่มซึ่งจัดเป็นกำลังสำคัญขององค์กร เพราะคนพวกนี้จะถูกส่งไปกำจัดสิ่งที่ถูกตัดสินว่าเป็นอันตรายกับมนุษย์ นักล่ากลุ่มนี้จะมีดาบเป็นอาวุธและถูกเรียกว่าเป็นพวกตุลาการ”
“อะไรนะครับ” สีหน้าของวลาร์ดฉายความประหลาดใจออกมา “ทำไมผมถึงไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้”
“เพราะฉันไม่เคยเล่าให้เธอทั้งสองคนฟัง และตั้งใจว่าจะไม่มีวันบอกให้พวกเธอรู้อย่างเด็ดขาด”
“ทำไมล่ะครับ” วูล์ฟถามขึ้นมาบ้าง “ทั้งที่มันเป็นเรื่องสำคัญมากขนาดนี้”
“เพราะมันจะสร้างความคลางแคลงใจ” นายอันเดอร์ฮิลล์ตอบด้วยใบหน้าเศร้า “องค์กรของเราสูญเสียนักล่าไปเพราะความแตกต่างระหว่างกองหนุนกับพวกตุลาการ”
“ผมไม่เห็นว่ามันจะแตกต่างกันตรงไหน” วลาร์ดพูดพร้อมกับหันไปมองวูล์ฟ “ไม่ว่าจะเป็นอะไรหมอนั่นก็เป็นเพื่อนและพี่น้องของผมเสมอ”
“เพราะความสัมพันธ์ของเธอทั้งสองคนเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่แรก” ชายชราตอบ “แต่นักล่าบางคนไม่ใช่ พวกเขาจะถูกเลือกว่าให้อยู่กลุ่มไหนจากความสามารถและสติปัญญา จากนั้นจึงนำมาฝึกให้ทำงานร่วมกัน ดังนั้นแม้ทั้งคู่จะมีความไว้วางใจต่อกันมากแค่ไหนก็ยังมีความคิดในเรื่องระดับฝีมือกับความแตกต่างซึ่งถ้าหากศัตรูรู้ถึงจุดอ่อนของพวกเขาแม้เพียงสักนิดก็สามารถทำลายนักล่าทั้งสองคนนั้นได้อย่างง่ายดาย”
“ไม่น่าเชื่อ” วูล์ฟพึมพำ “มันเคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วยหรือครับ”
“หนึ่งหรือสองครั้งในแต่ละรุ่น” นายอันเดอร์ฮิลล์ตอบ “รวมทั้งนักล่าที่อยู่ในรุ่นของฉันด้วย”
“คุณก็เคยเป็นนักล่าด้วยหรือครับ” วลาร์ดถามด้วยความแปลกใจ ชายชรายิ้มพร้อมกับสั่นศีรษะ
“ฉันไม่มีความสามารถถึงขนาดนั้น” เขานิ่งไปเล็กน้อย “แต่เพื่อนของฉันคนหนึ่งเป็น เขาเป็นคนที่เก่งมากมีทั้งความฉลาดและความคล่องแคล่วว่องไว ข้อด้อยของเขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนั่นก็คือเขามีสายเลือดของอสุรกายบีสต์ในยุคโบราณ สิ่งนั้นทำให้เขามีอารมณ์ฉุนเฉียวและโกรธง่ายซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างยิ่งสำหรับนักล่ากลุ่มตุลาการ”
“เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือครับ” วูล์ฟถามและนั่งอึ้งเมื่อเห็นสายตาเศร้าจากบิดาบุญธรรม นายอันเดอร์ฮิลล์ถอนใจออกมาขณะที่ยกจี้ขึ้นดู
“หลังการปฏิบัติงานครั้งสุดท้าย เขาถูกส่งให้ไปทำลายสาขาย่อยของอิลูมิเนติค ลีโอหายสาบสูญไปตอนที่อาคารของคนพวกนั้นระเบิด”
“หรือว่านั่นเป็นแผนกำจัดเขาจากองค์กร” หนุ่มหมาป่าพูดเสียงไม่ดังนัก นายอันเดอร์ฮิลล์สั่นหน้า
“นั่นเป็นเพียงแค่ข่าวลือ องค์กรไม่มีทางทำอะไรร้ายกาจแบบนั้นแน่”
“คุณพูดถึงการปฏิบัติงานครั้งสุดท้ายของเขา” วลาร์ดนิ่งไปเล็กน้อย “คงไม่ใช่.....”
“ถูกแล้ววลาร์ด เขาคือคนที่ไปหยุดรถพยาบาลและนำเธอมาส่งให้ฉัน” เขามองหน้าเด็กหนุ่ม “ทำไมถึงคิดว่าเป็นลีโอ”
“น้ำเสียงของเขาครับ” วลาร์ดตอบ “มันฟังเหมือนดีใจที่ได้เจอกับผมอีกครั้ง”
“งั้นหรือ” นายอันเดอร์ฮิลล์มองจี้ในมือ “นั่นสินะ เขาเอ็นดูเธอมากนี่นา” เสียงพูดพึมพำอย่างเศร้าใจ ชายชราเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มทั้งสองพร้อมกับกล่าว
“ดึกมากแล้วพวกเธอกลับไปพักกันได้”
“แต่” วลาร์ดทำท่าแย้งแต่ต้องนิ่งเมื่อนายอันเดอร์ฮิลล์มองเขาด้วยสายตาดุ “ครับ”
เขาลุกขึ้นและเดินออกจากห้อง วูล์ฟซึ่งกำลังก้าวตามออกไปหันมามองนายอันเดอร์ฮิลล์อีกครั้ง
“ราตรีสวัสดิ์ครับ”
“ราตรีสวัสดิ์ พักให้เต็มที่อย่าคิดอะไรมากนักล่ะวูล์ฟ”
เขาเตือนด้วยความเป็นห่วง อีกฝ่ายรับคำก่อนจะก้าวออกไปจากห้อง ทันทีที่บานประตูปิดสนิทลงนายอันเดอร์ฮิลล์จึงหยิบจี้ขึ้นมาดูอีกครั้ง เขาถอนใจออกมาอย่างหนักและพูดเบาๆ
“เกิดอะไรขึ้นกับนายกันแน่ ลีโอ”

*/*/*/*/*



















Create Date : 12 มิถุนายน 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 7:03:46 น.
Counter : 140 Pageviews.

0 comment
บทที่ 9 น้ำใจของมนุษย์
บทที่ 9

น้ำใจของมนุษย์

“เราตรวจพบพิษของแอแทรกซ์หลงเหลืออยู่บนผิวของศพค่ะ”
หญิงสาวซึ่งอยู่ในชุดกาวน์ประจำห้องชันสูตรพูดขณะที่ส่งเอกสารให้กับนายอันเดอร์ฮิลล์ เขารับมาเปิดอ่านอย่างตั้งใจ
“นอกจากนี้เรายังเจอขนละเอียดกระจายอยู่ทั่วตัวของผู้เคราะห์ร้ายด้วยครับ” เจ้าหน้าที่ชันสูตรอีกคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น ชายชรารับซองพลาสติดบรรจุขนสั้นๆสีค่อนข้างเข้มที่เขาส่งให้มาพิจารณา
“เหมือนขนของแมลง”
“มันเป็นขนของแมงมุมแม่ม่ายดำตระกูลแอแทรกซ์” วลาร์ดพูด นายอันเดอร์ฮิลล์เลิกคิ้ว
“เธอรู้ได้ยังไง”
“ผมไปตรวจมาแล้ว” เด็กหนุ่มตอบพลางยื่นกระดาษสองสามแผ่นให้กับนายอันเดอร์ฮิลล์ เขามองรูปแมงมุมแล้วขมวดคิ้ว
“ตัวโตเต็มที่ไม่เกิน 16 มิลลิเมตร ไม่น่าเชื่อว่าแมงมุมตัวแค่นี้จะฆ่าคนได้”
“มันอาจจะมีเป็นร้อยตัว” นักวิจัยหญิงพูด วลาร์ดพยักหน้าไปที่ซองบรรจุหลักฐานในมือของชายชราพร้อมกับพูดเสียงเรียบ
“หรือขนาดใหญ่แค่ตัวเดียว” เขาเลื่อนสายตาไปทางนายอันเดอร์ฮิลล์ “คิดว่าเป็นฝีมือของพวกนั้นไหมครับ”
“ฉันไม่แน่ใจ” นายอันเดอร์ฮิลล์พูดพลางรวมหลักฐานต่างๆไว้ด้วยกัน “คงต้องส่งรายงานทั้งหมดไปให้หน่วยกลางและรอจนกว่าทางนั้นจะสืบให้แน่ชัด”
“ผมอยากไปจัดการเองมากกว่า” วลาร์ดพูดเสียงขรึม นายอันเดอร์ฮิลล์มองหน้าเขา
“ฉันไม่อนุญาต” เขาปรามเสียงดุ “เราเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ จะทำอะไรต้องมีระบบและขั้นตอน”
“คงได้เก็บกันอีกหลายศพกว่าจะรู้เรื่อง” เด็กหนุ่มพูดและทำท่าจะเดินจากไป นาย
อันเดอร์ฮิลล์ จึงถามขึ้น
“จะไปไหน”
“ห้องฝึก” เขาตอบเสียงเรียบและก้าวเท้าออกไปจากที่นั่นโดยไม่พูดอะไรอีกเลย ชายชรายืนนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางเจ้าหน้าที่ห้องชันสูตรที่ยืนรออยู่และสั่ง
“รวมรวบหลักฐานทุกอย่างและสรุปรายงานทั้งหมดส่งไปให้ผมที่ห้องก่อนค่ำ เสร็จแล้วอย่าลืมจัดการเผาร่างผู้เคราะห์ร้ายและจำหน่ายห้องชันสูตรด้วย”
เจ้าหน้าที่ทั้งสองรับคำก่อนจะแยกย้ายกันออกไปอย่างรวดเร็ว นายอันเดอร์ฮิลล์มองคนของเขาแล้วถอนใจออกมา เสียงพูดคุยด้วยความตื่นเต้นที่ดังมาจากเจ้าหน้าที่สองสามคนซึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้ทำให้เขาต้องเลิกคิ้ว
“มีอะไรกันหรือ”
“ครับ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งชะงักและปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมขณะหยุดยืนต่อหน้านายอันเดอร์ฮิลล์ “ไม่มีอะไรครับ”
“แล้วทำไมพวกเธอถึงดูตื่นเต้นนัก” ชายชรามองหน้าคนทั้งสามอย่างจับพิรุธ หนึ่งในนั้นยิ้มแห้งๆก่อนจะตอบ
“พวกเรากำลังจะไปดูวูล์ฟครับ”
“ไปดูวูล์ฟ” เสียงทวนคำอย่างแปลกใจ “ทำไม”
“วูล์ฟกำลังแข่งบาสกับคุณสมิธอยู่ที่ห้องกีฬา เรากำลังไปดูว่าใครจะชนะเท่านั้นเองครับ”
“อ้อ” นายอันเดอร์ฮิลล์พยักหน้าและยิ้ม “แล้วพวกเธอพนันข้างไหน”
“ต้องเป็นวูล์ฟอยู่แล้ว” คนหนึ่งตอบเสียงดังและรีบหุบปากทันทีเมื่อเห็นสายตาดุจากเพื่อน เขาหันไปยิ้มแหยๆให้กับผู้เป็นนาย “ขอโทษครับ”
“ไม่เป็นไร” นายอันเดอร์ฮิลล์โบกมือ “อย่ามัวแต่เล่นจนลืมเรื่องงานก็แล้วกัน”
เขาตบบ่าชายคนนั้นก่อนจะเดินกลับไปที่ห้อง เจ้าหน้าที่ทั้งสามมองหน้ากันและยิ้มกว้างก่อนจะรีบเดินตรงไปยังห้องกีฬาซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของตัวอาคาร

*/*/*/*/*

วูล์ฟเช็ดหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนตัวของเขาระหว่างเดินกลับไปที่ห้อง สมองของเขาคิดวนเวียนระหว่างเรื่องราวของเขากับการตายของผู้ให้กำเนิด หนุ่มหมาป่าขบกรามตนเองแน่นก่อนจะสะบัดผมที่ชุ่มไปด้วยน้ำ เขาถอนใจออกมาอย่างหนักก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปที่ห้องทำงานของนายอันเดอร์ฮิลล์ วูล์ฟหยุดยืนลังเลเล็กน้อยจึงตัดสินใจเคาะประตูไม่แรงนัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจเมื่อไม่ได้ยินเสียงผู้ที่อยู่ด้านในตอบออกมา หลังจากยืนรออยู่ครู่หนึ่งเขาจึงเปิดประตูออกและชะโงกหน้าเข้าไปมอง
“คุณอันเดอร์ฮิลล์ครับ”
วูล์ฟเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงที่ไม่ดังนักและชะงักเมื่อพบว่าผู้ที่เขาต้องการพบกำลังนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ ความอ่อนล้าที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าอันสูงวัยทำให้หนุ่มหมาป่ายืนอึ้ง เขามองนายอันเดอร์ฮิลล์ด้วยความสงสารก่อนจะตัดสินใจถอยออกมาและปิดประตูอย่างระวัง วูล์ฟยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องของชายชราอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัว
“จะไปไหน”
เสียงเรียบเย็นของวลาร์ดถามขึ้น วูล์ฟหยุดเท้าของเขาและตอบ
“ข้างนอก” เขาเว้นระยะไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ฉันสัญญากับฟ็อกซ์ว่าจะเอาไส้กรอกไปให้”
“ฉันว่านายไม่ควรไป”
“ทำไม”
อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปอึดใจก่อนจะตอบเสียงแผ่ว
“เขาเห็นตัวจริงของฉัน”
วูล์ฟหันไปมองเพื่อนและตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของวลาร์ดกำลังฉายความเจ็บปวดออกมา เขายืนนิ่งไปครู่หนึ่งจึงยิ้ม
“ไม่เห็นจะแปลก” หนุ่มหมาป่าพูด “เพราะนายก็ทำตัวเหมือนผีดิบอยู่แล้วนี่นา”
ดวงตาของวลาร์ดลุกวาวขึ้นมาทันที เขามองวูล์ฟที่กำลังเดินหัวเราะแล้วเผยอยิ้ม เด็กหนุ่มรีบก้าวตามหลังเพื่อนไปอย่างรวดเร็ว วลาร์ดหันไปมองสมิธซึ่งกำลังยืนถือถ้วยกาแฟรออยู่แถวนั้น ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงพร้อมกับส่งยิ้มตอบกลับมา
“ผมจะขับรถให้” เขาพูดพร้อมกับเดินนำเด็กทั้งสองตรงไปยังรถซึ่งจอดรออยู่ที่หน้าอาคาร

รถตู้สีดำวิ่งไปตามถนนข้ามผ่านแหล่งชุมชนและมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง สมิธขับรถไปเรื่อยๆโดยสายตาชำเลืองมองวลาร์ดที่นั่งอยู่ด้านข้าง เขายิ้มเมื่อเห็นเด็กหนุ่มนั่งนิ่งไม่พูดไม่จาอะไรเหมือนเคยต่างจากวูล์ฟที่สรรหาเรื่องมาพูดคุยกับเขาได้ตลอดเวลา หนุ่มหมาป่าชะโงกหน้าไปมองตุ๊กตาแดร็กคิวล่าตาโตที่วางประดับไว้หน้ารถแล้วยิ้ม
“หน้าเหมือนเจ้าวลาร์ดเลย” เขายื่นมือไปจิ้มหัวตุ๊กตาแล้วหัวเราะลั่นเมื่อเห็นมันกระเด้งไปมา “น่ารักดีแฮะ นายน่าจะทำหน้าแบบนี้บ้างนะจะได้ดูน่ากลัวน้อยลง”
เขาหันไปพูดกับเพื่อนที่กำลังทำหน้าบอกบุญไม่รับ วลาร์ดเบือนหน้าหนีไปอีกด้านแต่ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมา วูล์ฟมองหน้าเขาแล้วยิ้มก่อนจะหันไปทางสมิธ
“คุณได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจากไหนครับ”
“ร้านขายของที่ระลึก” สมิธตอบพลางเลี้ยวรถเข้าไปในเขตโกดัง “ผมเห็นมันน่ารักดีเลยซื้อมาตั้งในรถ เอาไว้ดูเล่นคลายเครียดน่ะครับ”
“ผมเห็นด้วย” วูล์ฟพูดพลางถอยกลับไปนั่งที่ของตัวตามเดิม “เพราะถ้ามองแต่หน้าผีดิบตัวจริงนานๆมีหวังเป็นโรคเครียดขึ้นสมอง ดีไม่ดีอาจจะเป็นบ้าไปเลยก็ได้”
“มีแต่นายเท่านั้นที่บ้า”
วลาร์ดพูดพึมพำ สมิธชำเลืองตามองเขาแล้วแทบจะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเด็กหนุ่มในขณะที่วูล์ฟทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้และร้องเพลงออกมาเบาๆ
“ถึงแล้วครับ” สมิธพูดพลางหักรถเลี้ยวเข้าไปจอดในตรอกที่พวกเขาจับมนุษย์จิ้งเหลนได้ “จะให้ผมเข้าไปด้วยไหม”
“ไม่ต้องหรอกครับ” วูล์ฟพูดพลางเปิดประตูและก้าวลงจากรถโดยไม่ลืมที่จะหยิบถุง
ไส้กรอกตามลงไปด้วย เขาหันไปมองวลาร์ดที่ยังคงนั่งนิ่ง
“ไปด้วยกันไหม”
“ไม่” อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ หนุ่มหมาป่ามองเขาด้วยความเป็นห่วงก่อนจะยักไหล่
“ตามใจ อย่ามาบ่นเสียดายที่ไม่ได้เล่นกับเจ้าฟ็อกซ์ก็แล้วกัน

*/*/*/*

ฟ็อกซ์นอนหมอบอยู่หน้าตรอกที่มันกับนายปีเตอร์สันใช้เป็นที่พักอาศัย อากาศที่ค่อนข้างเย็นสบายทำให้เจ้าสุนัขแสนรู้อ้าปากหาวพร้อมกับหรี่ตาลง ขณะที่กำลังจะหลับนั่นเองพลันจมูกของเจ้าฟ็อกซ์ก็ได้กลิ่นที่มันคุ้นเคย ใบหูของหมาแสนรู้ชี้ตั้ง ฟ็อกซ์ลุกยืนขึ้นทันที พวงหางพองฟูเริ่มกวัดแกว่งไปมา มันแลบลิ้นเลียปากและเห่าหนึ่งครั้งก่อนจะวิ่งออกไปหาผู้ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ท่ามกลางเสียงร้องเรียกด้วยความแปลกใจของผู้เป็นนาย
“จะไปไหนฟ็อกซ์”
นายปีเตอร์สันเดินตามหมาของตนไปด้วยความเป็นห่วง เขาเบิกตากว้างด้วยความตระหนกเมื่อเห็นเจ้าฟ็อกซ์กำลังวิ่งวนรอบตัววูล์ฟพร้อมกับส่งเสียงเห่าอย่างดีใจ นายปีเตอร์สันรีบขยับตัวไปด้านข้างและยืนแนบตัวชิดกับกำแพง เขาชะโงกหน้ามองวูล์ฟที่กำลังก้มตัวลงขยี้หัวของฟ็อกซ์ด้วยความเอ็นดู
“ไงเพื่อนยาก” วูล์ฟทักเสียงดังและหัวเราะเมื่อเห็นเจ้าหมาแสนรู้ยื่นหน้าไปที่ถุงไส้กรอกแล้วทำจมูกฟุดฟิดพร้อมกับแลบลิ้นเลียปาก มันรีบนั่งลงและยกสองขาหน้าขึ้น ลูกครึ่งมนุษย์หมาป่าหัวเราะขณะดึงไส้กรอกออกมาสูดกลิ่นและทำเป็นเลียริมฝีปากราวกับว่ามันช่างน่ากินเสียเหลือเกิน เขายิ้มเมื่อเห็นฟ็อกซ์นั่งน้ำลายยืด
“กินไหม” เขาถาม เจ้าหมาแสนรู้เห่าตอบพร้อมกับกระดิกหาง วูล์ฟหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจและยื่นไส้กรอกชิ้นนั้นให้กับมัน “ตกลงแกชนะ”
นายปีเตอร์สันมองวูล์ฟที่กำลังนั่งลงและลูบหัวฟ็อกซ์ด้วยความรัก เขาถอนใจออกมาอย่างหนักก่อนจะสะดุ้งเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายชำเลืองมองมาที่เขาเช่นเดียวกัน ลูกครึ่งหมาป่าเอ่ยปากพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก
“อย่าซ่อนเลยครับ” เขาส่งไส้กรอกอีกชิ้นให้กับฟ็อกซ์ “คุณก็รู้ว่าแอบผมไม่ได้”
คำพูดของเด็กหนุ่มทำให้นายปีเตอร์สันต้องถอนใจออกมาอีกครั้ง เขามองวูล์ฟที่กำลังหยอกล้อสุนัขของตนอย่างสนุกสนานก่อนจะตัดสินใจรวบรวมความกล้าก้าวออกไป
“สวัสดีครับคุณปีเตอร์สัน” หนุ่มหมาป่าเอ่ยทัก นายปีเตอร์สันทำท่าลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงเบาราวกระซิบ
“ส....สวัสดีวูล์ฟ”
“วันนี้อากาศดีนะครับ” วูล์ฟชวนคุยขณะยกห่อไส้กรอกขึ้นและทำเป็นแยกเขี้ยวใส่ฟ็อกซ์ “เฮ้ เหลือให้ฉันกินบ้างสิพวก”
เจ้าหมาแสนรู้ส่งเสียงเห่าและกระโดดไปรอบตัวเขา วูล์ฟหัวเราะดังลั่นก่อนจะดึงไส้กรอกออกมาอีกชิ้น
“ก็ได้ แต่นี่เป็นชิ้นสุดท้ายนะ” เขาโยนไส้กรอกขึ้นไปในอากาศซึ่งเจ้าฟ็อกซ์ก็สามารถกระโดดขึ้นไปงับเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ วูล์ฟปรบมืออย่างชอบใจก่อนจะหันหน้าไปทางนายปีเตอร์สันพร้อมกับยิ้ม
“สบายดีเหรอครับ”
“ส.....สบายดี” นายของฟ็อกซ์ตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก”ขอบใจ”
“สองสามวันมานี่มีอะไรอีกไหมครับ” วูล์ฟถามพลางดินไปนั่งที่กองไม้ในบริเวณนั้น ปีเตอร์สันมองเขาอย่างชั่งใจก่อนจะตอบ
“ไม่มี” เขานิ่งไปชั่วอึดใจ “ตั้งแต่เพื่อนของเธอจัดการกับเจ้าตัวประหลาดนั่น”
“งั้นหรือครับ” ลูกครึ่งหมาป่าพูดด้วยสีหน้าสบายอกสบายใจ เขาร้องเพลงออกมาเบาๆและหยุดเมื่อฟ็อกซ์เห่าแทรกขึ้นมา “โอเค ไม่ร้องก็ได้”
วูล์ฟกระโดดลงจากกองไม้และลงไปนั่งเล่นกับเจ้าหมาแสนรู้อย่างเมามัน ปีเตอร์สันมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจถาม
“แล้วเพื่อนของเธอคนนั้น เขาไม่ได้มาด้วยเหรอ”
“วลาร์ดหรือครับ” วูล์ฟถามทั้งที่ยังกอดรัดร่างของฟ็อกซ์และงับคอของมันเล่นเบาๆ เขาพูดต่อเมื่อเห็นนายปีเตอร์สันพยักหน้า “เจ้าหมอนั่นไม่กล้าลงมาหาคุณหรอกครับ”
“เขามาด้วยหรือ” ปีเตอร์สันพึมพำ “แล้วทำไมถึงไม่กล้าลงมาหาผม”
“เขาไม่อยากให้คุณตกใจ” วูล์ฟตอบและร้องลั่นเมื่อโดนฟ็อกซ์งับแขน เขาคว้าตัววายร้ายมากอดแน่นและก้มหน้าลงไปกัดหูของมันเป็นการแก้แค้น ปีเตอร์สันเห็นดังนั้นจึงเผลอตัวหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
“ผมยอมรับว่าตกใจ” เขาพูดเสียงแผ่ว “และกลัวเขามาก”
“เพราะอะไรหรือครับ” หนุ่มหมาป่าเงยหน้าขึ้น อีกฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“เธอไม่รู้หรือแกล้งถาม”
วูล์ฟถอนใจออกมาก่อนจะปล่อยแขนที่กอดรัดฟ็อกซ์และลุกยืนขึ้น เขาส่งยิ้มให้กับนาย
ปีเตอร์สันพร้อมกับพูด
“ผมก็เป็นเหมือนกับเขา”
ดวงตาของปีเตอร์สันเบิกกว้าง เขาก้าวถอยหลังและมองวูล์ฟด้วยความตกใจ
“เธอก็เป็นแวมไพร์ด้วยอย่างนั้นหรือ”
“ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงกลายเป็นเถ้าไปนานแล้ว” วูล์ฟชี้มือขึ้นไปบนท้องฟ้า “มีแวมไพร์ที่ไหนเล่นกับหมากลางวันแสกๆแบบนี้ครับ”
“ก็เธอบอกว่าเป็นเหมือนเพื่อน”
นายปีเตอร์สันเถียงเสียงอ่อย วูล์ฟหัวเราะพร้อมกับยกมือขึ้นเกาศีรษะ
“ชื่อผมก็บอกอยู่แล้วนี่ครับ” เด็กหนุ่มหันไปแยกเขี้ยวใส่ฟ็อกซ์ ซึ่งกำลังกัดขากางเกงของเขาอย่างเมามัน นายปีเตอร์สันยืนอึ้ง
“มนุษย์หมาป่า”
“ครับ” วูล์ฟยิ้มในขณะที่อีกฝ่ายเริ่มหน้าซีด
“อย่าบอกนะว่าเธอเป็นพวกที่กลายร่างตอนพระจันทร์เต็มดวง”
“นั่นมันมนุษย์หมาป่ารุ่นโบราณ” เด็กหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “อย่างผมเป็นพวกพัฒนาแล้วไม่จำเป็นต้องแปลงร่างให้ยุ่งยากแบบนั้นหรอกครับ” เขายกมือขึ้นและกางกรงเล็บที่แหลมคมออก
“แค่นี้ก็กลายเป็นมนุษย์หมาป่าแล้ว”
นายปีเตอร์สันมองกรงเล็บของอีกฝ่ายด้วยสายตาตระหนก เขาก้าวถอยหลังและทำท่าจะเรียกฟ็อกซ์แต่ต้องหยุดเมื่อเห็นสุนัขตัวโปรดกำลังเล่นกับวูล์ฟอย่างสนุกสนาน หลังจากยืนมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงถอนใจออกมา นายปีแตอร์สันส่ายหน้าก่อนจะเดินไปนั่งที่กองไม้และจ้องดูวูล์ฟเขม็ง
“พวกเธอเป็นใครกันแน่”
“นักล่าแห่งรัตติกาล” วูล์ฟตอบก่อนจะก้มตัวลงอุ้มฟ็อกซ์ขึ้นมา นายปีเตอร์สันนิ่วหน้าก่อนจะกวักมือเป็นเชิงเรียกเขาให้เข้าไปนั่งเด็กหนุ่มจึงเดินไปที่กองไม้และหย่อนตัวนั่งห่างจากเขาพอควร
“มันคืออะไร”
“มันเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์กรปราบปรามและกำจัดสิ่งมีชีวิตผิดธรรมชาติ” วูล์ฟพูดพลางขยี้ขนพองฟูของฟ็อกซ์อย่างมันมือ “ผมกับวลาร์ดเป็นนักล่าที่มีหน้าที่กำจัดพวกแวมไพร์หรือปิศาจที่ออกมาทำร้ายมนุษย์”
“มีเรื่องแบบนั้นด้วยเหรอ” นายปีเตอร์สันหลุดปากถาม วูล์ฟหันไปมองหน้าเขา
“คุณจำมนุษย์จิ้งเหลนเมื่อวันก่อนได้มั้ยครับ”
คำพูดของหนุ่มหมาป่าทำให้อีกฝ่ายอึ้ง เขามองฟ็อกซ์ซึ่งกำลังเลียมือของวูล์ฟและส่ายหน้า
“เหลือเชื่อ” ปีเตอร์สันกำมือแน่น “ฉันเจอแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่าตัวจริง”
“น่าดีใจใช่ไหมครับ” วูล์ฟยิ้มกว้าง นายปีเตอร์สันมองหน้าเขาและยิ้มออกมา
“นั่นสินะ” เขายื่นมือไปตบบ่าของลูกครึ่งหมาป่า “มันเป็นเรื่องที่น่าดีใจจริงๆ”
วูล์ฟยิ้มกว้างก่อนจะเลื่อนสายตาออกไปด้านหน้าในขณะที่หูของฟ็อกซ์ชี้ตั้งขึ้น มันลุกยืนและจ้องไปในทิศทางที่เด็กหนุ่มกำลังมอง
“สบายใจขึ้นหรือยัง” หนุ่มหมาป่าพูดขึ้น นายปีเตอร์สันจึงหันหน้าไปมองและเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นวลาร์ดกำลังยืนอยู่ในเงามืด “อย่าทำอะไรน่ากลัวแบบนั้นสิเพื่อน คนอื่นเขาตกใจกันหมด”
“ผมเข้าใจว่าแวมไพร์โดนแดดไม่ได้” นายปีเตอร์สันรีบพูดและอ้าปากค้างเมื่อเห็นวลาร์ดก้าวออกมายืนกลางแจ้ง “เป็นไปไม่ได้”
“ผมบอกแล้วไม่ใช่หรือครับว่าเราเป็นพวกพัฒนาแล้ว” วูล์ฟพูดพร้อมกับหัวเราะ “แวมไพร์อย่างเจ้านั่นกลัวแค่เสียงหัวเราะเท่านั้นแหละครับ”
“เจ้าบ้า” เสียงวลาร์ดพูดพึมพำ วูล์ฟมองใบหน้าที่ดูผ่อนคลายของเพื่อนแล้วยิ้ม เขาหันไปมองปีเตอร์สันที่ดูเหมือนจะคลายความหวาดกลัวลงไปมากพร้อมกับยื่นห่อไส้กรอกให้
“มื้อเย็นของฟ็อกซ์” เขาขยี้หัวหมาแสนรู้อีกครั้งก่อนจะกระโดดลงจากกองไม้และเดินไปยืนข้างวลาร์ด ปีเตอร์สันมองเขา
“พวกเธอจะไปกันแล้วหรือ”
“ครับ” วูล์ฟตอบ “พอดีพวกเรามีงานค้างอยู่ต้องรีบกลับไปทำให้เสร็จ” เขามองนาย
ปีเตอร์สันและถาม
“คราวหน้าผมเอาตับบดมาฝากฟ็อกซ์ได้ไหมครับ”
“ได้” นายปีเตอร์สันตอบและหันไปขยี้หัวหมาของตน “ฟ็อกซ์ชอบตับบดมาก”
“งั้นตกลงตามนี้นะครับ” วูล์ฟยิ้มกว้าง “แล้วเจอกันนะฟ็อกซ์” เขาหันไปโบกมือให้กับหมาแสนรู้ มันเห่ารับพร้อมกับกระดิกหาง นายปีเตอร์สันมองเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังเดินไปด้วยกัน เขาตะโกนออกมา
“อย่าลืมชวนเพื่อนมาด้วยนะ วูล์ฟ”
หนุ่มหมาป่าโบกมือรับอย่างร่าเริงก่อนจะหันไปกอดคอวลาร์ดและพูดจาหยอกเย้าเขาอย่างอารมณ์ดี นายปีเตอร์สันมองทั้งคู่ไปจนลับสายตา เขาก้มหน้าลงไปหาฟ็อกซ์
“แกรู้ใช่ไหมว่าพวกเขาเป็นคนดี” เจ้าหมาแสนรู้กระดิกหางพร้อมกับเห่า เขาตบหัวมันเบาๆและพูดเสียงไม่ดังนัก
“ฉันเชื่อแก”

*/*/*/*/*/*














Create Date : 12 มิถุนายน 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 7:02:58 น.
Counter : 117 Pageviews.

0 comment
บทที่ 8 เสี้ยวหนึ่งของความจริง
บทที่ 8

เสี้ยวหนึ่งของความจริง

คำพูดของวลาร์ดทำให้วูล์ฟนั่งตัวแข็ง ความรู้สึกของหนุ่มหมาป่าในเวลานี้เหมือนกำลังถูกค้อนขนาดใหญ่ทุบกระหน่ำลงมาบนหัว เขาทำท่าจะพูดอะไรออกมาแต่กลับชะงักและนิ่วหน้า หลังจากนั่งนิ่งอยู่นานวูล์ฟจึงหลุดคำพูดออกมา
“นายโกหก” เขาจ้องหน้าวลาร์ดเขม็งก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังนายอันเดอร์ฮิลล์ “เขาพูดเล่นใช่ไหมครับ”
“ฉันไม่ชอบพูดเล่น” วลาร์ดพูดเสียงเรียบ วูล์ฟหันไปจ้องเขาและขมวดคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเฉยชาปราศจากอารมณ์ใดๆเหมือนทุกครั้ง หนุ่มหมาป่าถอนใจก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปที่นายอันเดอร์ฮิลล์
“ถ้าผมกับเจ้านี่เป็นสิ่งที่องค์การบ้านั่นสร้างขึ้นมา แล้วเราสองคนมาอยู่ในหน่วยงานของคุณได้ยังไงกันครับ”
น้ำเสียงที่ถามไม่ดังนั้น นายอันเดอร์ฮิลล์มองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความปราณี
“เพราะฉันเป็นคนจัดการเรื่องของพวกเธอ” เขาหันไปมองวลาร์ดและทำท่าจะลุกขึ้นแต่เด็กหนุ่มกลับห้าม
“อย่าดีกว่าครับ” เขาเบนสายตาไปยังตู้เอกสารที่เก็บแฟ้มสีดำเอาไว้และพูดต่อ “สำหรับเจ้านี่อธิบายให้ฟังจะง่ายกว่า”
หากเป็นเวลาปรกติ คำพูดเชิงดูแคลนแบบนี้คงทำให้วูล์ฟโกรธจนแทบจะหันไปหักคอ
วลาร์ด แต่คราวนี้เขากลับนั่งนิ่งและมองนายอันเดอร์ฮิลล์ที่พยักหน้าและเดินกลับมานั่งตามเดิม
“อย่างที่รู้ เธอทั้งสองคนมีเลือดผสมของแวมไพร์และมนุษย์หมาป่า” ชายชรามองหน้าเด็กทั้งสองสลับกันและถอนใจเมื่อเห็นวลาร์ดเมินหน้าหนีไปอีกด้านในขณะที่วูล์ฟกำมือแน่น
“ตามปรกติแล้วหน้าที่หลักของหน่วยงานเราก็คือทำลายสิ่งมีชีวิตพวกนี้ทันทีที่พบ แต่สำหรับเธอทั้งสองคนแล้วนับเป็นกรณีพิเศษเพราะหลังจากที่ฉันพยายามติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มอิลูมิเนติคมานาน มีข่าวจากสายที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ภายในนั้นแจ้งมาว่ามีมันสมองระดับสูงขององค์กรนี้กำลังสร้างอมนุษย์ที่มีความแข็งแกร่ง โดยการนำเอาแวมไพร์และมนุษย์หมาป่าสายเลือดแท้ไปทดลองตัวยาสูตรใหม่ที่พวกเขาคิดค้นขึ้น”
“มันเป็นยาอะไรกันครับ” วูล์ฟถามแทรกขึ้นมา นายอันเดอร์ฮิลล์นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ
“ฉันเองก็ไม่รู้ข้อมูลตรงนี้มากนักเพราะทันทีที่ข่าวนี้หลุดออกมา สายของพวกเราก็ถูกจับได้และถูกส่งกลับไปที่ส่วนกลางในสภาพถูกตัดเป็นชิ้นยัดใส่กล่องพัสดุไปรษณีย์” ชายชราเว้นระยะและพูดต่อ “แต่เท่าที่รู้ยาพวกนี้จะมีผลทำให้สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่มีความเฉลียวฉลาดและมีพละกำลังที่เป็นเลิศ ที่พวกเขาเลือกแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่าเป็นตัวทดลองก็เพราะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด”
“ถ้าเราสองคนเป็นผลผลิตจากการทดลองนั่น แล้วทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ”
“เพราะฉันสืบรู้แหล่งกบดานของกลุ่มอิลูมิเนติค ถ้าจะพูดให้ชัดก็คือพวกเราเจอห้องทดลองลับของพวกเขา หน่วยกลางจึงจัดตั้งกลุ่มกวาดล้างพิเศษขึ้นมาและส่งไปทำลายที่นั่นจนพินาศ แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นเราไม่สามารถจับแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่าคู่ที่ถูกทดลองได้เพราะพวกมันรีบหนีออกไปในช่วงที่ชุลมุน”
“ถ้าอย่างนั้นพวกผมเกิดขึ้นมาได้ยังไงกันครับ” วูล์ฟถามด้วยความสงสัย นายอันเดอร์
ฮิลล์มองหน้าเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ
“เพราะเราได้ข่าวว่ามีมนุษย์หมาป่าที่มีขนาดใหญ่โตกว่าปรกติบุกเข้าไปในบ้านของผู้หญิงคนหนึ่ง มันพาเธอหนีหายเข้าไปในป่า พวกเราใช้เวลาเกือบสองเดือนถึงตามเจอ เราสามารถจัดการกับเจ้ามนุษย์หมาป่าตัวนั้นได้แต่....” ชายชรากลืนน้ำลายลงคอ วูล์ฟขยับตัวและถาม
“ผู้หญิงคนนั้นตายหรือครับ”
“เปล่า” นายอันเดอร์ฮิลล์มองหน้าเขาก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เราช่วยผู้หญิงคนนั้นได้ ในสภาพที่เธอกำลังตั้งท้อง”
“ท....ท้อง” วูล์ฟทวนคำและรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว “หรือว่า”
“ถูกต้องแล้ววูล์ฟ ผู้หญิงคนนั้นท้องกับมนุษย์หมาป่าและเป็นแม่ของเธอ”
คำตอบของนายอันเดอร์ฮิลล์ทำให้วูล์ฟรู้สึกเหมือนโดนทุบศีรษะอย่างแรง เขานั่งนิ่งด้วยความงุนงงไปชั่วครู่ก่อนจะถามเสียงแผ่ว
“แล้วทำไม” ลูกครึ่งหมาป่าพูดออกมาได้เพียงเท่านั้น เขาเลื่อนสายตาไปทางบิดาบุญธรรมและมองนิ่งคล้ายตั้งคำถาม อีกฝ่ายอึ้งไปชั่วอึดใจก่อนตอบ
“ทางหน่วยกลางต้องการกำจัดอมนุษย์ทุกคนให้หมด แต่ฉันปฎิเสธ” เขากำมือแน่น “จะให้ฆ่าผู้หญิงท้องกับเด็กทารกที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นมาดูโลกแบบนั้นฉันทำไม่ได้แน่ ฉันจึงพยายามหาข้อมูลและอ้างเหตุผลมากมายเพื่อให้พวกผู้ใหญ่ในหน่วยกลางเชื่อว่าเราสามารถเลี้ยงดูเด็กเลือดผสมเหล่านี้ให้กลายเป็นนักล่าขององค์กรได้ ต้องใช้เวลานานพอดูกว่าเขาจะยอมเชื่อและปล่อยให้เราดูแลผู้หญิงคนนั้นจนกระทั่งเธอคลอด”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น” วูล์ฟถามเสียงเรียบ “ผมหมายถึงเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของผม”
นายอันเดอร์ฮิลล์มีสีหน้าลำบากใจ เขาทำท่าจะตอบแต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชายชรารีบรับและฟังเสียงผู้ที่ติดต่อเข้ามาอย่างตั้งใจ วลาร์ดมองใบหน้าที่ฉายแววตระหนกของเขาและถามทันทีที่นายอันเดอร์ฮิลล์วางโทรศัพท์ลง
“มีอะไรหรือครับ”
“เราพบศพเด็กสามคนทางเหนือห่างจากถนนใหญ่ไปห้าไมล์”
“นั่นเป็นงานของตำรวจไม่ใช่หรือครับ” ลูกครึ่งแวมไพร์ถามด้วยความสงสัยและนิ่งทันทีเมื่อเห็นสีหน้าวิตกของชายชรา
“เราคงต้องหยุดคุยเรื่องแม่ของเธอเอาไว้แค่นี้ก่อน” นายอันเดอร์ฮิลล์หันไปพูดกับวูล์ฟ อีกฝ่ายนิ่วหน้าพร้อมกับตอบ
“แต่ผมอยากรู้”
“กลับมาแล้วจะเล่าให้ฟัง” ชายชราลุกขึ้นและทำท่าจะเดินออกจากห้อง เขามองหนุ่มหมาป่าที่ยังคงนั่งนิ่ง “วูล์ฟ”
“ทำไมครับ” เขาถาม “ทำไมถึงเล่าตอนนี้ไม่ได้”
“เพราะเราต้องไปจัดการกับเด็กที่ไม่มีวันกลับไปหาพ่อแม่ได้อีกต่อไปแล้วถึงสามคน” นายอันเดอร์ฮิลล์ตอบ “พวกเขาจะไม่มีวันแม้แต่จะได้นอนในหลุมศพเหมือนกับคนทั่วไป”

*/*/*/*/*

วลาร์ดนั่งมองต้นไม้ที่เคลื่อนผ่านไปตามความเร็วของรถที่กำลังวิ่งไปบนถนนเพื่อมุ่งหน้าไปยังนอกเมือง บ่อยครั้งที่เขาชำเลืองตามองไปทางด้านหลังและถอนใจออกมาก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปมองทิวทัศน์นอกรถอีกครั้ง สมิธซึ่งนั่งนิ่งอยู่นานจึงพูดขึ้น
“เป็นห่วงวูล์ฟหรือครับ”
“อะไรนะ” วลาร์ดย้อนถาม อีกฝ่ายหัวเราะออกมาเบาๆ
“ทุกครั้งคุณจะนั่งมองตรงไปข้างหน้าเสมอ” เขาหักพวงมาลัยหลบรถที่สวนมาก “แต่วันนี้คุณกลับเอาแต่ชำเลืองไปข้างหลังเกือบตลอดทาง ถ้าไม่เพราะเป็นห่วงวูล์ฟแล้วจะเป็นเพราะอะไร”
“ทำไมผมต้องห่วงเจ้านั่นด้วย” วลาร์ดพูดเสียงห้วน สมิธยิ้มกว้าง
“เขาเพิ่งฟื้นไม่ใช่หรือครับ ความจริงวันนี้แค่ไปตรวจดูศพเท่านั้น วูล์ฟไม่จำเป็นต้องมาก็ได้ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณอันเดอร์ฮิลล์ต้องให้เขาตามมาด้วย”
“คงกลัวหมอนั่นบ้า” เด็กหนุ่มพูดเสียงขรึม สมิธเลิกคิ้วขณะชำเลืองมองเขา สีหน้าที่เรียบเฉยกับดวงตาที่มองตรงไปข้างหน้าทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าวลาร์ดคงไม่พูดอะไรออกมาอีก สมิธจึงยุติการสนทนาและหันไปให้ความสนใจกับเส้นทางตามเดิม
ทันทีที่รถตู้จอดสนิท เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงเดินตรงไปหานายอันเดอร์ฮิลล์ทันที เขายืนซองพลาสติกบรรจุปอยผมสีน้ำตาลเข้มกระจุกหนึ่งให้กับชายชราพร้อมกับเดินนำไปยังพุ่มไม้ที่ขึ้นอยู่ในบริเวณนั้นและชี้ไปที่ร่างแห้งกรังสามร่างที่นอนเรียงกัน
“ศพพวกนี้เหมือนมัมมี่มาก” นายอันเดอร์ฮิลล์พูดและมองวลาร์ดที่กำลังตรวจซากแห้ง “ว่ายังไง”
“ศพพวกนี้เหลือแต่หนัง ไม่มีกระดูก ไม่มีอะไรเลย” เขานิ่วหน้า “เหมือนโดนสูบอวัยวะภายในออกไปจนหมด”
เด็กหนุ่มหันไปขอก้านสำลีจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่งและสาวเส้นใยสีขาวขุ่นขึ้นมาพิจารณา เขาขมวดคิ้ว “นี่มันอะไรกัน”
วลาร์ดพูดพึมพำขณะพลิกก้านสำลีไปมา วูล์ฟชะโงกหน้ามามองพร้อมกับพูด
“อย่างกับใยแมงมุม” เขามองอีกสองร่างที่อยู่ใกล้กัน “ที่สองศพนั่นก็มี แถมรอบๆนี่ก็มีใยแบบนี้ทั่วไปหมด สงสัยเด็กสามคนนี่คงจะโดนแมงมุมฆ่าตาย”
“มันต้องเป็นแมงมุมยักษ์แน่” วลาร์ดประชดก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังศพที่อยู่ท้ายสุด เขาลุกขึ้นและเดินไปมองอย่างสนใจ
“มีอะไรหรือวลาร์ด”
“ศพนี้แปลกว่าคนอื่น” เขาชี้ไปที่ส่วนศีรษะ “มีคนถลกหนังหัวเขาไป”
“หรือว่านี่จะเป็นฝีมือของพวกคลั่งลัทธิ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูด นายอันเดอร์ฮิลล์ส่ายหน้า
“จากสภาพศพผมคิดว่าไม่น่าจะใช่” เขาหันไปทางด้านหลังและสั่งชายสี่ห้าคนที่ยืนรออยู่ “เก็บทุกอย่างไปให้หมด บางทีนี่อาจจะเป็นฝีมือของพวกปิศาจหรือมนุษย์กลายพันธุ์”
นายอันเดอร์ฮิลล์มองคนของตนลงมือเก็บซากทั้งสามอย่างรวดเร็ว เขามองวลาร์ดที่กำลังยืนนิ่งในขณะที่วูล์ฟทำหน้าย่นพร้อมกับหันมองไปโดยรอบ
“วูล์ฟ”
“ผมได้กลิ่นเลือด” ลูกครึ่งหมาป่าขมวดคิ้วและเดินลึกเข้าไปด้านใน เขาหยุดยืนอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่พร้อมกับเงยหน้าขึ้น “นั่นเหมือนหนังหัวคนไหมครับ”
เขาชี้นิ้วไปบนคบไม้ นายอันเดอร์ฮิลล์รีบเดินไปดู ภาพหนังศีรษะที่ขาดรุ่งริ่งของคนห้อยติดอยู่บนกิ่งไม้ทำให้เขาต้องลดสายตาลงและร้องสั่ง
“ใครก็ได้ขึ้นไปเก็บมันลงมาที” นายอันเดอร์ฮิลล์ตบไหล่วูล์ฟสองสามครั้ง เขาหันไปมอง
วลาร์ดซึ่งกำลังยืนนิ่ง
“คิดอะไรอยู่หรือ”
“ครับ” เด็กหนุ่มตอบ “ผมกำลังคิดว่ามันดูแปลกมากที่เจอศพเด็กสามคนในที่เดียวกันแบบนี้ แถมสภาพศพก็ยังเหมือนกันมากจนแทบจะพูดได้เลยว่าพวกเขาถูกฆ่าพร้อมกันด้วยฝีมือคนเพียงคนเดียว”
“แต่ผมไม่คิดว่าเป็นคน” วูล์ฟพูดขึ้นพร้อมกับสูดลมหายใจและพ่นออกมาอย่างแรง นายอันเดอร์ฮิลล์มองเขา
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น”
“กลิ่นไงครับ” หนุ่มหมาป่าหันไปมองเขาและวลาร์ด “ถึงจะจางมากแต่ผมก็แน่ใจว่ามันไม่ใช่กลิ่นของคน”
“แล้วมันเป็นกลิ่นของอะไร” ลูกครึ่งแวมไพร์ถามเสียงเรียบ อีกฝ่ายนิ่วหน้า
“ฉันยังไม่แน่ใจนัก แต่คิดว่ามันน่าจะเป็นกลิ่นของสิงโต”

*/*/*/*/*

สมิธมีสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นนายอันเดอร์ฮิลล์เดินมาเปิดประตูรถและนั่งลงที่เบาะข้างตัวเขา ชายหนุ่มชำเลืองตามองไปทางด้านหลังและยิ่งความแปลกใจมากขึ้นเมื่อเห็นวลาร์ดกำลังก้าวตามวูล์ฟขึ้นไปและนั่งห่างจากเขาเล็กน้อย
“โลกแตกแน่” สมิธพูดเสียงกลั้วหัวเราะ นายอันเดอร์ฮิลล์มองเด็กหนุ่มทั้งสองผ่านกระจกมองหลังและยิ้ม
“คงเป็นห่วงวูล์ฟ” เสียงถอนใจ “หวังว่าเขาคงจะเข้าใจ”
นายสมิธขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแต่เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกของชายชราแล้วเขาจึงตัดสินใจไม่ถามอะไรออกมา ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่องรถและขับออกไปจากที่นั่นมุ่งหน้ากลับไปยังที่ทำการของพวกเขาอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักทั้งหมดก็ถึงยังที่ตั้ง หลังจากเจ้าหน้าที่ช่วยกันลำเลียงซากศพเข้าไปในห้องชันสูตรจนหมดแล้วนายอันเดอร์ฮิลล์จึงก้าวเข้าไปในห้อง วลาร์ดซึ่งยืนรออยู่ด้านนอกชำเลืองตามองวูล์ฟและพูดเสียงเรียบ
“เขาเป็นห่วงนายมาก”
“ฉันรู้” ลูกครึ่งหมาป่าตอบและยืนนิ่ง อีกฝ่ายถอนใจ
“เขาอยู่ด้วยตอนนายเกิด”
“แล้วยังไง” วูล์ฟหันไปมองหน้าเขา “นายเองก็เหมือนกัน”
วลาร์ดสั่นหน้าก่อนจะเลื่อนสายตามองผ่านกระจกเข้าไปในห้อง เขาพูดด้วยเสียงไม่ดังนัก
“แม่ถูกแวมไพร์ทำร้ายอาการสาหัส” เด็กหนุ่มพูดโดยสายตายังคงจ้องแผ่นหลังของนายอันเดอร์ฮิลล์นิ่ง “ระหว่างไปโรงพยาบาลทางองค์กรส่งนักล่าไปดักรถคันนั้นและพาแม่ของฉันกลับมาที่นี่”
“เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น”
“ฉันคลอดออกมากลางทาง พวกเขาเลยส่งฉันมาให้คุณอันเดอร์ฮิลล์”
“แล้วแม่ของนาย” วูล์ฟถามเสียงแผ่ว วลาร์ดนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“ทำตามกฎขององค์กร” เขากำมือแน่น “กำจัดอมนุษย์และผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะติดเชื้อชั่วให้หมด”
คำตอบของวลาร์ดทำให้วูล์ฟยืนตัวแข็ง เขามองเพื่อนด้วยความเห็นใจก่อนจะหันหน้าไปมองนายอันเดอร์ฮิลล์ซึ่งกำลังให้ความสนใจกับศพของผู้เคราะห์ร้าย เขาถอนใจออกมา
“นายรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”
“คุณอันเดอร์ฮิลล์ให้ฉันดูแฟ้มลับ” วลาร์ดชำเลืองตามองวูล์ฟ “ความจริงเขาก็ตั้งใจจะให้นายดูด้วยเหมือนกันแต่ฉันห้ามเอาไว้”
“ทำไม”
“เพราะนายไม่ชอบอ่านรายงาน”
หนุ่มหมาป่านิ่งไปชั่วขณะ เขาขบกรามตัวเองแน่นก่อนจะถามวลาร์ดเสียงไม่ดังนัก
“นายรู้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของฉัน”
วลาร์ดพยักหน้า เขาหันไปมองวูล์ฟซึ่งยืนกำมือแน่นและพูด
“นายรอถามคุณอันเดอร์ฮิลล์จะดีกว่า” เขาหมุนตัวเดินไปหยิบเสื้อกาวน์มาสวมและทำท่าจะก้าวเข้าไปในห้อง
“ฉันอยากจะขอร้องอะไรนายอย่างหนึ่ง ไม่ว่าคำตอบจะเป็นยังไง อย่าได้โกรธคุณอันเดอร์ฮิลล์เป็นอันขาด เพราะในโลกนี้มีแค่เขาเท่านั้นที่รักและห่วงใยเราสองคนอย่างแท้จริง”
ดวงตาสีเข้มจ้องหน้าวูล์ฟเขม็ง อีกฝ่ายผงกศีรษะอย่างเชื่องช้าพร้อมกับตอบ
“ตกลง”

*/*/*/*/*








Create Date : 12 มิถุนายน 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 7:01:57 น.
Counter : 110 Pageviews.

0 comment
บทที่ 7 ใยสีขาว
บทที่ 7

ใยสีขาว

“แน่ใจเหรอว่าบ้านนี้ไม่มีใคร”
เสียงเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งถามขึ้นขณะที่มุดตัวลอดผ่านรอยขาดของรั้วตาข่ายที่ล้อมรอบบ้านหลังหนึ่งเอาไว้ เพื่อนของเขาหันมาทำตาเขียวพร้อมกับพูดเสียงดุ
“ฉันบอกว่าบ้านนี้มีแค่ผู้หญิงคนเดียว” เขาพูดพลางซ่อนตัวกับพุ่มไม้และกวาดตามองไปรอบตัวอย่างระวังก่อนจะวิ่งนำหน้าเพื่อนทั้งสองผ่านสนามหญ้ากว้างและไปแอบอยู่ที่มุมหนึ่งของตัวบ้าน เด็กทั้งสามย่อตัวลงและมองไปรอบๆอีกครั้ง
“บ้านเก่าขนาดนี้คงไม่มีอะไร” อีกคนหนึ่งบ่น “นายจะทำให้เราเสียเวลาไปเปล่าๆนะ
เดเมียน”
“อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่ารอส บ้านเก่าแบบนี้สิถึงจะมีของดี” เขาย่องไปยืนที่หน้าต่างและชะเง้อมองผ่านช่องกระจกเข้าไปด้านใน จอมวายร้ายยิ้มเมื่อเขาไม่พบใครสักคน “เยี่ยม ยายนั่นคงเข้านอนแล้วพวกเราเข้าไปขนของกันเถอะ”
“แล้วถ้ามีคนมาเจอล่ะ เอ้อ...ฉันหมายถึงถ้ายายเจ้าของบ้านน่ะ ถ้าหล่อนเกิดตื่นขึ้นมาเจอพวกเราแล้วทำยังไง” รอสพูดด้วยสีหน้ากังวลแต่เดเมียนกลับยิ้ม
“ทุบหัวมันเหมือนที่เจมส์ทำกับตาแก่จรจัดเมื่อวันก่อนก็หมดเรื่อง”
เด็กหนุ่มหันไปหลิ่วตาให้กับเพื่อนอีกคนก่อนจะเริ่มต้นงัดหน้าต่างและเปิดออกอย่างเบามือที่สุด ด้วยขนาดรูปร่างที่ปราดเปรียวตามวัย เด็กทั้งสามจึงลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปในบ้านได้ไม่ยากนัก พวกเขาหยุดยืนมองข้าวของเครื่องใช้ที่วางประดับอยู่ภายในห้องนั่งเล่นพร้อมกับอุทานออกมา
“สุดยอด นี่มันเครื่องเงินทั้งหมดเลยใช่ไหมเนี่ย” รอสรีบเดินไปหยิบเชิงเทียนอันหนึ่งขึ้นมาและพลิกดูลวดลายอันงดงามอย่างชื่นชม “แค่ชิ้นเดียวก็มีกินไปได้หลายวันเลยล่ะเพื่อน”
เดเมียนยิ้มกว้างขณะที่เดินผ่านไปยังอีกห้อง เขาส่งเสียงอุทานออกมาไม่ดังนักก่อนจะร้องเรียกเพื่อนอย่างตื่นเต้น
“เข้ามาดูอะไรนี่เร็ว”
ทั้งรอสและเจมส์รีบเดินตามเข้าไปดู ทั้งคู่เบิกตากว้างด้วยความดีใจเมื่อพบว่าทั้งห้องถูกประดับประดาด้วยอัญมณีหลายสีหลายขนาด มันส่องประกายวิบวับสะท้อนกับไฟฉายที่เด็กทั้งสามใช้จนแพรวพราวละลานตา รอสถึงกับอ้าปากค้างและพูดออกมา
“นี่มันห้องอะไรกัน” เขาเดินไปหยิบแจกันประดับพลอยขึ้นมาลูบ “ยายเจ้าของบ้านคนนี้คงบ้าพวกเพชรพลอยแน่”
“จะยังไงก็ช่าง พวกเรารีบขนมันไปให้หมดดีกว่า” เจมส์พูดพร้อมกับดึงถุงผ้าใบโตออกมาและเริ่มลงมือกวาดเครื่องประดับที่วางอยู่บนโต๊ะ รอสเห็นดังนั้นจึงรีบดึงถุงของตัวเองออกมาบ้างและหยิบเครื่องตกแต่งที่แขวนบนผนังยัดใส่ลงไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเดเมียนนั้นเดินไปอีกมุมหนึ่ง
ของห้องและจ้องภาพเหมือนของผู้หญิงคนหนึ่งอย่างสนใจ
“รูปวาดนี่เหมือนคนจริงๆเลย” เขาพูดขึ้นแต่ดูเหมือนเพื่อนทั้งสองจะไม่ใส่ใจเพราะมัวแต่โกยของมีค่าใส่ถุงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เดเมียนจึงยักไหล่และหันไปมองรูปอย่างพิจารณาอีกครั้ง เขาจ้องใบหน้าของผู้หญิงในภาพและผวาเฮือกเมื่อเห็นมันกำลังกลอกตาไปมา เดเมียนอ้าปากค้างและก้าวถอยหลัง เส้นใยสีขาวพุ่งออกมาจากภาพนั้นทันทีเพียงแค่เขาขยับตัว
“ฉันเก็บของตรงนี้หมดแล้ว” รอสพูดขึ้นขณะที่มัดปากถุงและทำท่าจะลากออกไปจากห้อง เขามองเจมส์ที่กำลังหยิบกล่องเครื่องประดับโยนลงไปในถุงพลางกวาดตามองหาเพื่อนอีกคน
“เดเมียนไปไหน”
“อะไรนะ” เจมส์ย้อนถามพร้อมกับเงยหน้าขึ้น เขาหันมองไปโดยรอบ “เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้เลยนี่”
“ถ้าหมอนั่นยืนอยู่ตรงนั้นแล้วตอนนี้เขาหายไปไหน” รอสถามเสียงฉุนก่อนจะเดินไปหยุดยืนหน้ารูปภาพและพยายามมองหา “มันหายไปไหนของมัน”
เขาบ่นพลางหมุนตัวหันกลับไปทางเจมส์ เพื่อนของเขาทำท่าจะพูดแต่กลับเปลี่ยนเป็นอ้าปากค้างเมื่อเห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ทางด้านหลังของรอส เจมส์ขยับถอยหลังพร้อมกับยกมือขึ้นชี้ตรงไปที่เพื่อนและพูดเสียงสั่น
“ร...รอส ข้างหลัง”
“อะไร”
พูดออกมาได้เพียงเท่านั้นรอสก็ต้องส่งเสียงร้องออกมาเมื่อมีใยสีขาวเหนียวหนึบพุ่งมาจากทางด้านหลังรัดพันร่างของเขาเอาไว้แน่น เด็กหนุ่มมองไปที่เจมส์ด้วยหวังจะให้ช่วยแต่เพื่อนของเขากลับวิ่งไปที่หน้าต่างและมุดหนีออกไปเสียแล้ว รอสตะโกนตามเสียงดังลั่น
“เจมส์”
เขาสะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อแผ่นหลังถูกอะไรบางอย่างแทงทะลุเข้าไปในเนื้อ เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนกำลังถูกของเหลวฉีดเข้าไปในตัว เพียงชั่วอึดใจทั่วทั้งร่างของเขาก็เริ่มร้อนขึ้น รอสรู้สึกราวกับว่าประสาทสัมผัสทั้งหมดกำลังมลายหายไป ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงและทรุดล้มลง เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาทำให้เด็กหนุ่มพยายามเปิดตามอง ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้น หัวใจของรอสแทบจะหยุดเต้นเมื่อพบว่าตั้งแต่ช่วงเอวของเธอลงไปนั้นไม่ใช่ท่อนขาที่เรียวงาม แต่เป็นลำตัวสีดำสนิทกับขาทั้งแปดของแมงมุม
เจมส์วิ่งเตลิดไปตามถนนอันมืดมิด ความหวาดกลัวในสิ่งที่ได้พบทำให้เขาวิ่งจนสุดฝีเท้าจนกระทั่งผ่านไปได้สักระยะเด็กหนุ่มจึงหันไปมองทางด้านหลัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครตามมาเจมส์จึงชะลอฝีเท้าลง เขาหยุดยืนพิงต้นไม้และหอบหายใจ ภาพของเพื่อนที่ถูกผู้หญิงในรูปปล่อยใยออกมาพันรอบตัวทำให้เจมส์กลัวจนตัวสั่น เด็กหนุ่มทรุดตัวนั่งลงและเริ่มต้นร้องไห้
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” เขาสบถพร้อมกับยกมือขึ้นปิดหน้า “ในบ้านนั้นมีตัวอะไรกันแน่”
“ถ้าอยากรู้นักฉันก็จะพาไปดู” เสียงต่ำทุ้มเย็นเยือกดังขึ้น เจมส์สะดุ้งสุดตัวและเงยหน้าขึ้นทันที เด็กหนุ่มอ้าปากค้างเมื่อเห็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่กำลังยืนมองเขาอยู่ เจมส์รีบลุกยืนขึ้นทันทีเมื่อเห็นชายคนนั้นแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว
“มาสิ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมขณะที่เขายื่นมือเข้าไปหาเด็กหนุ่ม เจมส์สั่นหน้าขณะก้าวถอยหลัง เขาร้องไห้ออกมาก่อนจะร้องตะโกน
“ไม่”
เด็กหนุ่มรีบหันหลังเตรียมจะวิ่งหนีแต่ยังช้ากว่าอีกฝ่าย ชายคนนั้นกางกรงเล็บออกและคว้าผมของเจมส์เอาไว้พร้อมกับกระชากอย่างแรง เสียงคล้ายผ้าถูกฉีกดังขึ้น ละอองเลือดกระเซ็นไปจนทั่ว ร่างของเจมส์ล้มฟาดกับพื้นและสั่นกระตุกสองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป ชายผู้นั้นยิ้มกว้างขณะที่โยนหนังศีรษะของเด็กหนุ่มขึ้นไปบนต้นไม้และก้มตัวลงคว้าลำคอของเขาลากกลับไปยังบ้านหลังที่เด็กทั้งสามเพิ่งงัดเข้าไปอย่างเงียบงัน

*/*/*/*/*

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้งทำให้นายอันเดอร์ฮิลล์ต้องเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มรายงานที่เขากำลังอ่านอยู่ ชายชราชำเลืองตามองนาฬิกาบนผนังและนิ่วหน้าเมื่อพบว่าเลยเวลาเที่ยงคืนไปมาก เขาถอดแว่นตาออกและวางมันลงบนโต๊ะก่อนจะใช้นิ้วกดบริเวณหัวคิ้วและพูด
“เข้ามาได้”
บานประตูถูกเปิดออก นายอันเดอร์ฮิลล์มองวูล์ฟที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องด้วยความแปลกใจในขณะที่อีกฝ่ายมองบิดาบุญธรรมของตนด้วยสายตาเป็นห่วง
“มีอะไรหรือวูล์ฟ”
“ผมออกมาเดินเล่นและเห็นไฟในห้องนี้เปิดอยู่เลยคิดว่าคุณคงยังไม่นอน” เขามองแฟ้มที่กางอยู่บนโต๊ะ “รายงานการชันสูตรมนุษย์จิ้งเหลนหรือครับ”
“ใช่” นายอันเดอร์ฮิลล์ตอบพลางปิดแฟ้มนั้นลง “ฉันต้องอ่านให้ละเอียดก่อนส่งให้กับส่วนกลาง”
“เรารู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าตัวนั่นบ้างครับ” วูล์ฟถามและยิ้มเมื่อเห็นสายตาแปลกใจของชายชรา “ถึงจะไม่เก่งเท่าหมอนั่นแต่ผมก็ยังอยากจะรู้”
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะสรุปให้เธอฟังก็แล้วกัน” นายอันเดอร์ฮิลล์พูดพร้อมกับเคาะนิ้วบนแฟ้ม “เราไม่ได้อะไรเกี่ยวกับมนุษย์จิ้งเหลนคนนี้เลย”
“อะไรนะครับ” วูล์ฟร้องเสียงดัง “เราจับเจ้านั่นมาที่นี่แถมรีบผ่าศพมันทันทีที่ตายแล้วทำไมถึงบอกว่าไม่รู้อะไรเลยล่ะครับ”
“เพราะร่างกายของเขาหลั่งสารเคมีที่เป็นกรดออกมาทำลายเนื้อเยื่อทุกอย่างจนหมด” นายอันเดอร์ฮิลล์ถอนใจ “พวกอิลูมิเนติคฉลาดกว่าที่พวกเราคิดไว้มาก”
“พวก....อะไรนะครับ” วูล์ฟถามด้วยความสงสัย นายอันเดอร์ฮิลล์มองเขาและตอบ
“อิลูมิเนติค มันเป็นองค์กรลับที่ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์” ชายชราเว้นระยะคำพูดไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าตระหนกของหนุ่มหมาป่า “ถูกแล้ววูล์ฟ ทั้งผีดิบ มนุษย์หมาป่าหรือสัตว์อสูรที่เธอกับวลาร์ดเคยเจอล้วนมาจากการกระทำของคนในองค์กรนี้”
“ผมหลงคิดมาตลอดว่าพวกเขาเป็นปิศาจร้าย” วูล์ฟนิ่วหน้า “แล้ววลาร์ดรู้เรื่องนี้หรือยังครับ”
“รู้แล้ว” เสียงเรียบเย็นตอบมาจากทางด้านหลัง หนุ่มหมาป่าขมวดคิ้วและพูดเสียงขุ่น
“เคาะประตูไม่เป็นหรือไง”
“เคาะแล้วแต่นายไม่ได้ยินเอง”
วูล์ฟพยายามข่มอารมณ์ไม่ยอมต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย เขาชำเลืองตามองหนุ่มแวมไพร์ที่เดินมานั่งด้านข้างก่อนจะตวัดสายตาไปทางบิดาบุญธรรมและถามเสียงเรียบ
“แล้วทำไมผมถึงเพิ่งรู้”
“เพราะนายหลับ” วลาร์ดเป็นฝ่ายตอบขึ้นมาแทน เขาหันหน้าไปยังนายอันเดอร์ฮิลล์ “ผมเข้าไปในห้องชันสูตรด้วยและพบกับสิ่งนี้”
เขาวางซองพลาสติกใสลงตรงหน้าชายชรา ภายในมีวัตถุกลมสีขาวขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วนายอันเดอร์ฮิลล์หยิบมันขึ้นมาพิจารณา
“นี่มัน”
“เซซามอยด์” วลาร์ดตอบ “ผมพบมันในปริมาณที่มากกว่าคนปรกติถึงสองเท่า ที่น่าแปลกก็คือกรดของเจ้าจิ้งเหลนนั่นไม่สามารถทำลายกระดูกพวกนี้ได้”
“ให้ทีมวิจัยดูหรือยัง”
“ครับ” วลาร์ดตอบ “แต่ผมคิดว่าคุณคงอยากส่งไปให้ส่วนกลางก็เลยเก็บชิ้นนี้ไว้”
นายอันเดอร์ฮิลล์พยักหน้าขณะที่พลิกซองบรรจุกระดูกชิ้นจิ๋วไปมา วูล์ฟซึ่งนั่งมองอยู่นานจึงโพล่งขึ้น
“มีอะไรที่ผมพอจะรู้ได้บ้าง”
“ไม่มี” วลาร์ดตอบอย่างไร้อารมณ์ วูล์ฟหันไปคว้าคอเสื้อของเขา
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” เขาจ้องหน้าหนุ่มแวมไพร์ “นายเห็นฉันเป็นคนโง่เรอะ”
“เปล่า” วลาร์ดกระตุกยิ้มอย่างกวนอารมณ์ วูล์ฟขบกรามแน่นและคงจะเขย่าคอของอีกฝ่ายจนหลุดถ้านายอันเดอร์ฮิลล์ไม่ร้องห้าม
“พอได้แล้ววูล์ฟ” เขาหันไปทางวลาร์ดและพูดเสียงดุ “เธอเองก็เหมือนกันมีอะไรก็น่าจะบอกให้เพื่อนฟังบ้างอย่าเก็บเงียบเอาไว้คนเดียว”
“ครับ” น้ำเสียงเยาะในทีจนวูล์ฟนึกอยากจะดึงเขามาทุบให้กะโหลกยุบ นายอันเดอร์
ฮิลล์มองเด็กหนุ่มทั้งสองที่กำลังหันหน้าหนีอีกฝ่ายด้วยความโกรธอย่างอ่อนใจ ชายชราถอนใจออกมาก่อนจะวางวางซองพลาสติกบรรจุกระดูกไว้บนแฟ้มและเอนตัวพิงพนักเก้าอี้
“ทำไมเธอสองคนถึงได้ชอบทะเลาะกันนัก” เขาถามขึ้น วลาร์ดนั่งนิ่งในขณะที่วูล์ฟเบ้หน้า
“เจ้านั่นชอบวางท่าว่าเป็นผู้ใหญ่กว่า” เขากระแทกลมหายใจ “เกิดห่างกันแค่ห้านาทีเท่านั้นกลับทำกร่างจนน่าโมโห”
“มันเป็นเรื่องจริง” หนุ่มแวมไพร์พูดเสียงเรียบ วูล์ฟหันไปจ้องหน้าเขาทันทีและคงจะพูดอะไรออกมาอีกยาวเหยียดถ้านายอันเดอร์ฮิลล์ไม่รีบยกมือขึ้นและร้องห้าม
“พอทีทั้งสองคน” เขาถอนใจออกมาพร้อมกับส่ายหน้า “พวกเธออายุสิบหกแล้วยังจะมามัวทะเลาะกันเหมือนเด็กอายุแปดเก้าขวบอยู่อีก ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปมีหวังคงถูกพวกอิลูมิเนติคฆ่าสักวัน”
“การที่พวกผมทะเลาะกันมันไปเกี่ยวกับคนพวกนั้นตรงไหนครับ” วูล์ฟถามขึ้นด้วยความสงสัย นายอันเดอร์ฮิลล์มองเขานิ่งก่อนตอบ
“เพราะพวกเขารอเวลาให้เธอสองคนแตกคอกัน” เขาเลื่อนสายตาไปทางวลาร์ด “ฉันอยากจะบอกให้รู้ว่า นอกจากองค์กรของเขาแล้วกลุ่มอิลูมิเนติคก็รู้ว่าพวกเธอคือใครและเป็นอะไรด้วยเหมือนกัน คนในหน่วยงานของเราเห็นเธอทั้งสองคนเป็นมนุษย์ เป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง แต่กลุ่มคนเหล่านั้นมองพวกเธอเป็นศัตรูและทำทุกอย่างเพื่อกำจัดเธอทั้งสองคนไปให้พ้นทาง”
“ถึงพวกนั้นจะจัดการผมกับวูล์ฟได้แต่หน่วยกลางก็ยังมีคนอีกมากและเขาจะต้องทำลายกลุ่มอิลูมิเนติคได้แน่”
“ไม่หรอกวลาร์ด” นายอันเดอร์ฮิลล์พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เวลานี้พวกเรามีแค่เธอสองคนเท่านั้นที่สามารถสู้กับมนุษย์กลายพันธุ์เหล่านั้นได้”
“หมายความว่ายังไงครับ” วูล์ฟถามขึ้น ชายชรานั่งนิ่งคล้ายลังเลใจแต่วลาร์ดกลับพูดเสียงเรียบ
“เพราะเราสองคนคือผลพวงจากการทดลองของพวกอิลูมิเนติค” เขาหันไปมองหน้าวูล์ฟ “นายกับฉันคือแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่าที่คนพวกนั้นสร้างขึ้นมา”

*/*/*/*/*






















Create Date : 12 มิถุนายน 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 7:01:09 น.
Counter : 142 Pageviews.

2 comment
1  2  3  

กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี