นักล่าแห่งรัตติกาล ภาค สัญลักษณ์เลือด บทที่ 16 เหยื่อทดลองรายแรก (2)

โทมัสเดินอย่างรีบเร่งตรงไปยังห้องทำงานของศาสตราจารย์แลงคาสเตอร์ เขาภาวนาอยู่ในใจว่าขอให้เธออยู่ตามลำพังเพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่าเขาขอเข้าพบรองอธิการบดีเป็นการส่วนตัว ระหว่างเดินลัดเลาะไปตามต้นไม้ เด็กหนุ่มต้องหยุดชะงักเมื่อใครบางคนเอ่ยทัก

 

            “จะรีบไปไหนกัน คุณเฮลเลอร์สไตน์”

 

            น้ำเสียงทุ้มเยือกเย็นแต่ทรงพลังทำให้โทมัสรู้ในทันทีว่าผู้เรียกคือใคร เขาหมุนตัวหันกลับไปมองพร้อมกับพูด

 

            “ไรซิน”

 

            “ดีใจจริงที่จำผมได้” อีกฝ่ายพูดพลางชำเลืองตาไปยังอาคารสีขาวที่อยู่ไม่ไกลนักราวล่วงรู้เป้าหมายของโทมัสก่อนถามเสียเงรียบ “ผมมารบกวนคุณหรือเปล่า”

 

            “ก็ไม่เชิง” โทมัสตอบและยืนลังเลอยู่อึดใจก่อนถาม “คุณมาที่นี่ทำไม”

 

            ไรซินยิ้มในหน้า

 

“ผมมาพาคุณไปเยี่ยมชมห้องวิจัย” เขาเว้นระยะคำพูดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อเหมือนรู้ถึงความกังวลของโทมัส “ไม่ต้องเป็นห่วง ผมแจ้งเรื่องนี้ให้รองอธิการบดีทราบแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแต่คุณว่าจะตัดสินใจยังไง”

 

โทมัสกำเครื่องหมายอิลูมเนติคที่อยู่ในกระเป๋าและตัดสินใจบอกความตั้งใจของเขา

 

“ผมยินดีไปกับคุณแต่ยังไม่ให้คำตอบจนกว่าจะได้เห็นว่าห้องวิจัยของอิลูมิเนติคค้นคว้าเรื่องอะไรกันแน่”

 

ไรซินยิ้มกับคำพูดของเขา

 

“นั่นสินะเรื่องแบบนี้มันต้องเห็นกับตา แต่รับรองได้เลยว่าคุณจะชอบ”

 

พูดจบมนุษย์พิษเดินนำไปยังรถยนต์หรูสีดำสนิทซึ่งจอดรอบนถนนไม่ห่างจากพวกเขาเท่าใดนัก ชายในชุดสูทสีดำที่ยืนอยู่ข้างรถก้มศีรษะให้กับไรซินก่อนจะเปิดประตูด้วยท่าทางนอบน้อม แต่มนุษย์พิษกลับผายมือให้โทมัสขึ้นก่อนส่วนตัวเขาเดินไปเปิดประตูอีกด้านและเข้าไปนั่งทางนั้น เมื่อผู้โดยสารทั้งสองประจำที่เรียบร้อยแล้วรถยนต์คันนั้นจึงเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยมุ่งหน้าตรงไปยังสนามบินส่วนบุคคลที่อยู่นอกเมืองและออกเดินทางต่อโดยเฮลิคอปเตอร์

 

            ตลอดการเดินทางไรซินไม่ได้พูดคุยอะไรกับเขาเลยสักคำ โทมัสจึงมองลงไปยังเบื้องล่างและดูยอดไม้เคลื่อนผ่านไปพลางครุ่นคิด เขาไม่ได้กังวลเรื่องห้องวิจัยเท่าใดนักเมื่อนึกถึงมุมมองอีกด้าน หากนี่เป็นเพียงเรื่องเล่นตลกของพวกเลือดสีน้ำเงินที่ต้องการสร้างความอับอายให้กับเขาก็นับว่าเป็นการลงทุนที่ไม่น้อย แต่สำหรับลูกคนโปรดของบรรดามหาเศรษฐีและชนชั้นสูงแล้วมันอาจเป็นแค่เงินจำนวนหนึ่งเท่านั้น ดูเหมือนความคิดครั้งนี้จะแสดงออกมาทางใบหน้าเพราะ

 

ไรซินซึ่งนั่งเงียบมาตลอดทางเอ่ยปากพูด

 

            “มีอีกเรื่องที่อยากให้คุณรู้ กลุ่มไร้สาระอะไรนั่นจะไม่เข้ามาวุ่นวายกับคุณอีกต่อไป”

 

            “คุณหมายถึงพวกเลือดสีน้ำเงินอย่างนั้นหรือ” โทมัสถาม “เป็นไปได้ยังไงในเมื่อ...” เขากลืนคำว่าอาจารย์กลับลงไปในลำคอ ดูเหมือนไรซินจะรู้เรื่องราวทุกอย่างเพราะเขาพูดสั้นๆว่า

 

            “เพราะมันเป็นคำสั่งของผม”

 

            โทมัสนึกถึงจดหมายที่ทำให้พวกอาจารย์หน้าซีดและหลุดคำพูดออกมาเบาๆ

 

            “ที่แท้ก็เป็นคุณ”

 

            ไรซินไม่สนใจกิริยาของเด็กหนุ่มเท่าใดนัก เขามองตรงไปข้างหน้าก่อนจะพูดเสียงเรียบ

 

            “บ้านใหม่ของคุณอยู่ข้างหน้า คุณเฮลเลอร์สไตน์”

 

            โทมัสมองตามสายตาไรซิน ภาพที่เห็นเบื้องล่างคือคฤหาสน์หลังใหญ่ท่ามกลางผืนป่า มันถูกบดบังด้วยต้นไม้หนาทึบ เมื่อมองจากด้านบนจะไม่มีทางเห็นหากไม่สังเกตให้ดี แต่ไม่ว่าจะดูในมุมไหนเด็กหนุ่มก็มองไม่ออกว่ามันคือสถาบันค้นคว้าวิจัย แม้ว่าจะลงมาจากเจ้าเครื่องบินปีกหมุนจนมาหยุดยืนหน้าคฤหาสน์หลังงามแล้วก็ตาม

 

“อย่าบอกนะครับว่านี่คือสถาบันวิจัยของคุณ” โทมัสพูดทั้งสายตายังคงไล่มองไปโดยรอบ ไรซินยิ้มน้อยๆ

 

“ถูกต้อง” เขาเดินนำเข้าไปด้านในผ่านประตูไม้งามวิจิตรจนถึงโถงกว้างและก้าวต่อไปจนถึงชุดเกราะโบราณที่วางประดับไว้มุมห้องจึงหยุด มือยื่นไปจับใบหอกและบิดซ้ายขวาสลับกันสามครั้ง เสียงกริ๊กเบาๆมาจากทางด้านหลัง โทมัสจึงหันไปมอง สิ่งที่เห็นทำให้เด็กหนุ่มถึงกับเบิกตากว้างเมื่อผนังห้องด้านหนึ่งเปิดออกเผยให้เห็นประตูกลทันสมัยภายใน

 

ไม่รอให้อีกฝ่ายต้องเอ่ยปากถาม ไรซินเดินไปที่ประตูกลและกดรหัสตัวเลขบนแป้นพิมพ์ มันเลื่อนออกอย่างเงียบกริบเมื่อโทมัสมองลึกเข้าไปจึงเห็นว่าด้านในเป็นช่องทางเดิน

 

“ตามผมมา” มนุษย์พิษพูดก่อนจะก้าวนำเข้าไปด้านใน แต่พอเดินได้เพียงสองหรือสามเมตรเขาก็หยุดและยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ไม่จำเป็นต้องถามโทมัสก็พอจะเดาออกว่าถึงจุดที่จะต้องใช้รหัสผ่านตัวต่อไป เขายืนมองไรซินวางมือลงบนแท่นปล่อยให้เข็มขนาดเล็กเจาะนิ้วทั้งห้า ไม่ถึงสองวินาทีเสียงคอมพิวเตอร์ก็พูดขึ้น

 

“ยินดีต้อนรับค่ะท่านหัวหน้าไรซิน”

 

ผนังด้านข้างเปิดออก มนุษย์พิษจึงเดินเข้าไปโดยไม่พูดอะไร แม้จะเป็นช่องทางทึบที่มีแค่แสงไฟสีนวลที่ให้ความสว่างดุจแสงตะวันแต่ความรู้สึกของโทมัสบอกว่า เขากำลังก้าวลึกลงไปในใต้ดิน

 

ไรซินเดินตรงไปจนกระทั่งสุดทางจึงหยุด โทมัสหันมองด้วยความฉงนเพราะทั้งซ้ายและขวาเป็นผนังสีขาว ไม่มีร่องรอยของช่องทางเปิดหรือประตู แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถาม จู่ๆก็มีลำแสงสีแดงพุ่งออกมาจากทั้งสองด้าน มันฉายวาบไปบนร่างของไรซินไล่ไปตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เสียงคอมพิวเตอร์ดังมาจากด้านบน

 

“ข้อมูลถูกต้อง เชิญผ่านเข้าไปได้”

 

ผนังที่คิดว่าเป็นทางตันครั้งแรกเลื่อนเปิดออก โทมัสถึงกับยืนอึ้งเมื่อภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเขาคือห้องปฏิบัติการที่มีอุปกรณ์ทันสมัยกว่าห้องทดลองหรือห้องวิจัยที่เขาเคยพบมาทั้งหมด ความตื่นเต้นในสิ่งที่ได้เห็นทำให้เด็กหนุ่มก้าวไปข้างหน้าอย่างลืมตัว ไรซินมองกิริยาของเขาด้วยความพอใจก่อนจะพูด

 

“ยินดีต้อนรับสู่สถาบันวิจัย”

 

“มหัศจรรย์มาก” โทมัสหลุดคำแรกออกมาจากปาก “มันช่างเป็นห้องวิจัยที่วิเศษที่สุด”

 

“นี่เป็นเพียงแค่ห้องรับแขก” ไรซินพูดพลางผายมือไปข้างหน้า “ห้องวิจัยที่แท้จริงอยู่ด้านใน”

 

เขาก้าวนำทันทีที่พูดจบ โทมัสรีบเดินตามอย่างกระตือรือร้น ยิ่งเมื่อได้เห็นการทดลองซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในแง่การพัฒนาด้านพันธุกรรมด้วยแล้วเด็กหนุ่มแทบจะถลาเข้าไปมีส่วนร่วมในงาน เขาเดินผ่านห้องทดลองต่างๆด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนลืมความกังขาและเงื่อนไขที่ตัวเองตั้งไว้

 

“งานของคุณน่าสนใจมาก” โทมัสพูดขณะมองนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเปิดกะโหลกกระต่ายเพื่อฝังอะไรบางอย่างลงไป “แต่ถ้าพัฒนาเป็นเซรุ่มแล้วฉีดเข้ากระแสเลือดไม่ง่ายกว่าหรือครับ”

 

เขาเสนอความคิดเห็นอย่างอดไม่ได้ ไรซินสั่นศีรษะ

 

“มันให้ผลเร็วก็จริง แต่มีความผันแปรง่าย ครึ่งหนึ่งของสัตว์ทดลองจะกลายพันธุ์ มีสภาพเป็นผีดิบหรือซอมบี้ซึ่งเราไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้”

 

“แล้วการฝังดีกว่าแบบฉีดยังไง”

 

“มันเป็นการพัฒนา ถึงจะช้าแต่ให้ผลดีเยี่ยม สัตว์ทดลองยังคงมีสติปัญญาแต่อยู่ภายใต้การควบคุม เราสามารถสั่งให้มันทำอะไรก็ได้”

 

โทมัสพยักหน้าช้าๆ ไรซินมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสนใจก่อนพูด

 

“ความจริงสัตว์พวกนี้เป็นเพียงงานเริ่มต้น ถ้าสนใจผมจะพาไปดูผลงานที่แท้จริงของพวกเรา”

 

เด็กหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อยก่อนผงกศีรษะรับ เขาเดินตามมนุษย์พิษลึกเข้าไปด้านในจนกระทั่งถึงประตูโลหะที่ดูแปลกไปจากที่อื่นจึงหยุด ไรซินหันมาทางเขาพร้อมกับพูด

 

“สิ่งที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้คืองานวิจัยหลักของเรา คนที่รู้มีเพียงนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หากเป็นคนนอกหลุดหลงเข้ามาเห็น เขาจะได้ออกไปในสภาพไร้ชีวิต ดังนั้นตัดสินใจให้ดีคุณเฮลเลอร์สไตน์ ว่าจะหยุดอยู่ตรงนี้หรือเดินไปกับพวกเรา”

 

จิตใต้สำนึกเตือนให้โทมัสรู้ว่า คนที่กำลังยืนอยู่กับเขาคือบุคคลอันตรายและงานวิจัยหลังประตูโลหะอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่เลือดของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังวิ่งพล่านอยู่ในตัวกลับบอกให้เขาพูดในสิ่งตรงกันข้าม

 

“ผมขอเดินไปกับคุณ”

 

ไรซินยิ้มอย่างพอใจก่อนจะกดปุ่มเปิดประตู เขาเดินนำไปยังห้องแรกและหันมามองโทมัส

 

“นี่คืองานวิจัยของผม” พูดพลางเบนหน้ากลับไปในห้องอีกครั้ง โทมัสมองตามและเบิกตากว้างเมื่อเห็นนักวิทยาศาสตร์สี่คนกำลังยืนรายล้อมเตียงซึ่งชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่ ทันทีที่เห็นไรซิน หนึ่งในนั้นจึงถาม

 

“จะให้ดำเนินการต่อไหมครับ”

 

“จัดการได้เลย” มนุษย์พิษตอบ นักวิทยาศาสตร์ทั้งสี่จึงเริ่มลงมือเปิดกะโหลกชายคนนั้นและฝังอะไรบางอย่างลงไปในสมอง โทมัสยืนมองด้วยหัวใจที่เต้นระทึก

 

“คุณฝังอะไรลงไปในตัวเขา”

 

“ปรสิต” ไรซินตอบ “สายพันธุ์พิเศษที่ผมสร้างขึ้นมาเอง ถ้าอยากรู้ว่าผลจะเป็นยังไงให้ตามผมมา”

 

พูดจบก็เดินนำไปยังห้องถัดไป โทมัสถึงกับผงะเมื่อเห็นอมนุษย์หน้าตาอัปลักษณ์กำลังดิ้นรนอยู่ภายใต้เครื่องพันธนาการ

 

“สำหรับเขา มันเป็นการทดลองที่ผิดพลาด แต่ไม่เป็นไรเพราะเรายังใช้ได้อยู่”

 

โทมัสมือไม้เริ่มสั่น เขาพยายามควบคุมอารมณ์ให้มั่นคงก่อนจะปล่อยคำถามให้หลุดรอดผ่านลำคอ

 

“แล้วคุณเคยทำสำเร็จบ้างหรือเปล่า”

 

ไรซินยิ้มและมองผ่านเด็กหนุ่มไปยังด้านหลัง แทนที่จะตอบเขากลับเอ่ยถามเสียงเรียบ

 

“มีอะไร”

 

“ผมมารายงานเรื่องการนัดพบกันของกลุ่มเลือดใหม่” คาร์เพนเตอร์ตอบพลางยื่นซองเอกสารให้ในขณะเดียวกันก็ชำเลืองมองโทมัสด้วยหางตา

 

“เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ” ไรซินพูด “มีแค่นี้ใช่ไหม”

 

“เมื่อคืนนี้สัตว์ทดลองทั้งหมดถูกพวกนักล่าจัดการ”

 

รายงานนี้ทำให้มนุษย์พิษเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

 

“พวกนักล่าออกมาทำงานได้แล้วหรือ” เขายิ้มมุมปาก “เก่งไม่เบาเลยนี่เจ้าหนูแวมไพร์”

 

ไรซินเคาะซองกระดาษกับมือเหมือนกำลังใช้ความคิด คาร์เพนเตอร์จึงถามอย่างสุภาพ

 

“มีคำสั่งเพิ่มเติมหรือเปล่าครับ”

 

“ไม่ กลับไปทำงานของคุณได้คาร์เพนเตอร์”

 

โทมัสมองเจ้าหน้าที่อันเทสต์ที่กำลังเดินห่างออกไปอย่างครุ่นคิด แต่สิ่งที่อยู่ในหัวทั้งหมดต้องหยุดนิ่งเมื่อไรซินพูดขึ้น

 

“เขาคืองานวิจัยที่ประสบความสำเร็จ”

 

เด็กหนุ่มหันหน้ากลับมามองด้วยสายตาคาดไม่ถึงและยืนอึกอักราวสองหรือสามวินาทีจึงถาม

 

“ผมได้ยินคุณพูดว่าแวมไพร์”

 

“ใช่” ไรซินตอบ “คุณคงไม่รู้หรอกว่าโลกที่พวกเราอยู่มีสิ่งเร้นลับมากมาย ภูตผีปิศาจและอสูรร้ายมีตัวตนจริง”

 

“ผมไม่เข้าใจ คุณกำลังพูดถึงอะไรกันแน่”

 

“ผมกำลังพูดถึงสิ่งมีชีวิตเหนือมนุษย์อย่างแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า หรือปิศาจอย่าง

 

การ์กอยล์” ไรซินพูดอย่างเคร่งขรึมและจริงจัง “พวกมันมีจริง”

 

            สิ่งที่ได้ยินทำให้โทมัสยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออกอยู่นาน เขาแทบไม่เชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ที่ทั้งเฉลียวฉลาดและเก่งกาจอย่างไรซินจะเชื่อเรื่องเหลวไหลพวกนี้ ดูเหมือนความคิดของเขาจะดังไปถึงหูของอีกฝ่ายเพราะมนุษย์พิษพูดขึ้น

 

“มันไม่ใช่เรื่องเหลวไหล คุณเฮลเลอร์สไตน์”

 

“แต่ทั้งมนุษย์หมาป่ากับแวมไพร์เป็นเพียงนิทานหลอกเด็กเท่านั้น”

 

“ถูกโกหกให้กลายเป็นเรื่องหลอกเด็กต่างหาก” ไรซินพูดเสียงเนิบเย็น “ถ้ายังไม่เชื่อก็ตามมา ผมจะให้คุณดูข้อพสูจน์ว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง”

 

ไรซินหมุนตัวเดินนำ โทมัสยืนขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิดครู่หนึ่งจึงรีบก้าวตามและหยุดเมื่อเห็นมนุษย์พิษกำลังยืนจ้องอะไรบางอย่างที่อยู่ในห้อง ตอนแรกเด็กหนุ่มคิดว่าอาจจะเป็นมนุษย์ทดลองอีกคนแต่พอเห็นชัดเต็มตาแล้วเขาถึงกับยืนตกตะลึงตัวแข็ง เพราะสิ่งที่อยู่ในห้องเป็นมนุษย์รูปร่างสูงใหญ่มีขนยาวรุงรัง สิ่งชวนสยองขวัญมากที่สุดก็คือใบหน้าที่หมือนหมาป่า

 

“นี่คือหลักฐาน” เสียงไรซินดึงสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงกลับคืนมา โทมัสสูดลมหายใจเพื่อเรียกความกล้ากลับคืนก่อนพูด

 

“ผมว่ามันเป็นผลจากการทดลองของคุณมากกว่า”

 

ข้อสันนิษฐานของเด็กหนุ่มทำให้ไรซินยิ้ม

 

“ถูกแค่ครึ่งเดียว” เขากดปุ่มบนแผงหน้าห้อง ภาพดวงจันทร์จำลองเลือนหายไป มนุษย์หมาป่าที่กำลังร้องคำรามหยุดอาละวาดในบัดดล แต่พอเขากลับคืนสภาพโทมัสถึงกับเบิกตากว้างพร้อมกับอุทาน

 

“คูเปอร์เขาหันไปมองไรซินที่ยังคงยืนยิ้ม “คุณทำอะไรกับเขา”

 

“แค่ดึงสัญชาตญาณเดิมออกมา” มนุษย์พิษตอบอย่างใจเย็น เขามองโทมัสที่กำลังยืนตัวสั่นแล้วยิ้ม “ไม่คิดว่ามันเป็นผลตอบแทนที่สาสมหรอกหรือ”

 

“ผลตอบแทนเรื่องอะไร”

 

“สิ่งที่เขาเคยทำกับคุณ” ไรซินตอบ โทมัสกำหมัดแน่นก่อนส่ายหน้า

 

“ถึงคูเปอร์จะเป็นคนนิสัยไม่ดีแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายจนต้องโดนอะไรแบบนี้”

 

คำพูดของเด็กหนุ่มทำให้มนุษย์พิษเลิกคิ้วสูง

 

“ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคำพูดของคนที่เคยใช้พิษหอยทะเลกับเขา” ไรซินมองใบหน้าฉงนน้อยๆของอีกฝ่าย “ถูกต้องผมรู้ และรู้ด้วยว่าคนคนนี้เลวร้ายจนถึงขนาดออกคำสั่งฆ่าคน และเหยื่อคนนั้นคือว่าที่นักวิทยาศาสตร์คนใหม่ของผมเอง”

 

โทมัสนึกถึงริชาร์ด ซิมส์สัน นักศึกษาที่ถูกพบเป็นศพกลางป่า ถึงจะมีข่าวลือและตัวคูเปอร์เป็นคนพูดทำนองว่าเป็นการกระทำของเขาซึ่งเด็กหนุ่มคิดว่ามันเป็นเพียงคำอวดอ้างเพื่อสร้างบารมี คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะเป็นความจริง

 

“ถ้าเขาเป็นคนทำเราควรส่งให้ตำรวจ”

 

“คุณก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือว่ากฏหมายทำอะไรคนพวกนี้ไม่ได้” ไรซินพูดพลางหันไปมอง

 

คูเปอร์ซึ่งกำลังยืนคอพับคออ่อน “และที่เขาโดนทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะการฆ่าคน มันมาจากเหตุผลที่ว่า เขาไม่สมควรเข้ามาอยู่ในองค์กรของพวกเรา”

 

            มนุษย์พิษหันกลับมาที่โทมัสอีกครั้ง

 

            “คุณได้รับของจากศาสตราจารย์แลงคาสเตอร์แล้วใช่ไหม”

 

            โทมัสนึกถึงตราโลหะได้ในทันที ไรซินยิ้มน้อยๆ

 

            “นั่นคือเครื่องหมายประจำองค์กรของเรา”

 

            “อิลูมิเนติค” โทมัสต่อประโยค มนุษย์พิษพยักหน้ารับ

 

            “ถูกต้อง และคุณน่าจะรู้เอาไว้ด้วยว่า ที่ผมสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นมาก็เพื่อคัดเลือกคนมีฝีมือให้มาทำงานกับพวกเรา แน่นอนว่ามีบางคนปฏิเสธแต่นั่นไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่สร้างความลำบากใจให้กับผมก็คือระดับสติปัญญาของแต่ละคน เพื่อแก้ปัญหานี้ผมจึงกำหนดกลุ่มขึ้นมาสามกลุ่มนั่นก็คือจักษุดารา อหังการ์ราชสีห์และไพรีตรีศูล คุณพอจะคิดออกไหมว่าทำไมผมจึงทำเช่นนั้น”

 

            ประโยคสุดท้ายเขาถามโทมัส เด็กหนุ่มตอบโดยแทบไม่ต้องคิด

 

            “เพื่อแยกประเภท จักษุดาราคือคนฉลาด อหังการ์ราชสีห์คือคนกล้าส่วนไพรีตรีศูลน่าจะเป็นพวกที่มีสติปัญญาน้อยที่สุดแต่ซื่อสัตย์ที่สุด”

 

            “ถูกต้อง” ไรซินพูดด้วยความพอใจ “แต่ถ้าจะพูดให้ละเอียดก็คือ จักษุดาราจะถูกคัดกรองอีกครั้งเพื่อให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเลิศ ส่วนอหังการร์ราชสีห์จะเป็นกลุ่มที่มีความผยอง กล้าได้กล้าเสีย พวกนี้จะถูกส่งให้ไปเป็นนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลสำหรับคอยเกื้อหนุนองค์กร ในขณะที่

 

ไพรีตรีศูลซึ่งแม้จะไม่ฉลาดแต่มีความภักดีเป็นเลิศ คนกลุ่มนี้จะถูกดึงให้เข้ามาอยู่ในหน่วยพิเศษของผมคอยทำหน้าที่ปกป้อง คุ้มครองห้องทดลองและทำงานทั่วไปหรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ พวกเขาคือกองกำลังของผมนั่นเอง”

 

            “คูเปอร์ก็อยู่ในกลุ่มจักษุดารา ทำไมถึง...”

 

            “เพราะเขาเป็นคนเห็นแก่ตัว ตาขาว โหดร้ายและที่สำคัญคืออวดดี ผมไม่ต้องการให้คนแบบนี้เข้ามาเดินในห้องทดลอง”

 

            ไรซินพูดด้วยใบหน้าอำมหิต โทมัสหันไปมองคูเปอร์อีกครั้งก่อนพูดอย่างกังวล

 

            “ครอบครัวของคูเปอร์ไม่อยู่เฉยแน่ถ้าลูกชายหายตัวไป”

 

            “คนพวกนั้นสนใจแต่ชื่อเสียง เงินทอง อีกอย่างผมจัดการเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครคิดตามหาเขาแน่”

 

            ไรซินพูดเสียงเย็นและมองโทมัสด้วยดวงตาที่น่ากลัว

 

            “เลิกพูดเรื่องคนอื่นและหันมาสนใจเรื่องของเราดีกว่า คุณควรตัดสินใจได้แล้ว

 

เฮลเลอร์สไตน์”

 

            โทมัสหันกลับไปมองห้องทดลองที่เขาเดินผ่านมาและหยุดลงที่คูเปอร์ แน่นอนว่าเขาหวาดกลัวการกระทำของไรซินอยู่บ้างแต่ยังน้อยกว่าความกระหายในการค้นคว้า หัวใจที่เคยเต้นระรัวเพราะความตื่นเต้นลดระดับความเร็วลง ความกังขาทั้งหลายถูกปัดเป่าจนหลุดหายไป ในที่สุดเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจ

 

            “ถ้ามาทำงานที่นี่ กรุณาเรียกผมว่าโทมัส”

 

            “เมื่อเริ่มชีวิตใหม่คุณควรทิ้งอดีตทุกอย่างไป” ไรซินพูดพลางจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้าแน่วนิ่ง ชื่อใหม่ของคุณก็คือ แอนแทรกซ์”

 

            โทมัสเงียบไปเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มออกมาในที่สุด

 

            “ผมชอบชื่อนี้” เขาหันไปมองคูเปอร์ “คุณจะทำยังไงกับเขาต่อไป”

 

            “นั่นเป็นคำถามของผม” มนุษย์พิษพูด “จะทำอะไรกับเหยื่อทดลองรายแรกของคุณ”

 

            โทมัสไม่ตอบแต่กลับหยิบชาร์ตรายงานการทดลองขึ้นมาดู แล้วรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นก่อนจะหันมาตอบ

 

            “มนุษย์หมาป่าที่มีเลือดเป็นโคโนทอกซิน”

 

 

*/*/*/*/*

 

 

 

 




Create Date : 17 มีนาคม 2556
Last Update : 17 มีนาคม 2556 12:13:51 น.
Counter : 191 Pageviews.

0 comment
นักล่าแห่งรัตติกาล ภาค สัญลักษณ์เลือด บทที่ 16 เหยื่อทดลองรายแรก (1)

บทที่ 16 เหยื่อทดลองรายแรก

 

 

การกลับมาของสมิธสร้างความยินดีให้กับเจ้าหน้าที่ในหน่วยนักล่าเป็นอย่างมาก แม้

 

วลาร์ดซึ่งมักซ่อนความรู้สึกอยู่เสมอยังเผลอปล่อยรอยยิ้มออกมา แต่คนดีใจมากที่สุดคือสตีฟ ทันทีที่เห็นเพื่อน เขาถึงกับโผเข้ากอดอย่างลืมตัว

 

            “นายปลอดภัย” สคีฟพูดทั้งน้ำตาซึม สมิธเลิกคิ้ว

 

            “นายร้องไห้”

 

            “ฝุ่นเข้าตาต่างหาก” สตีฟตอบพร้อมกับแสร้งทำเป็นขยี้ตา “ผมนายมีแต่ฝุ่นทั้งนั้น”

 

            สมิธหัวเราะและตบไหล่เพื่อนค่อนข้างหนัก

 

            “บอกมาตามตรงก็ได้ว่าดีใจที่เจอฉัน”

 

            “ฉันดีใจที่คนเลี้ยงเบียร์กลับมาแล้วต่างหาก” สตีฟแย้งทั้งรอยยิ้ม เขาบีบไหล่สมิธและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ดีใจที่นายกลับมา”

 

             “ขอบใจ” สมิธพร้อมกับมองเพื่อนร่วมงานที่กำลังยืนล้อมตัวเขา “ขอบใจทุกคน”

 

            เจ้าหน้าที่ชายหญิงพร้อมใจกันปรบมือให้เขา วลาร์ดซึ่งยืนรออยู่นานจึงพูดขึ้น

 

            “คุณเทเลอร์รออยู่ รีบไปกันเถอะครับ”

 

            สมิธหันไปส่งยิ้มให้กับทุกคนอีกครั้งก่อนจะเดินตามลูกครึ่งแวมไพร์ไปจนถึงห้องทำงานของหัวหน้าหน่วยนักล่า ซึ่งเมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าเทเลอร์กำลังนั่งรออยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ชายหนุ่มรีบก้าวไปแสดงความเคารพพร้อมกับรายงานตัว

 

            “สมิธ รองหัวหน้าหน่วยนักล่า ขออภัยที่เข้ามารายงานตัวช้า”

 

            สีหน้าเคร่งขรึมของเทเลอร์มีเงาของรอยยิ้มผุดขึ้นมาเล็กน้อย เขาผายมือไปยังเก้าอี้ด้านตรงกันข้ามพร้อมกับพูด

 

            “เชิญ”

 

            “ขอบคุณครับ” สมิธก้มศีรษะให้หัวหน้าอีกครั้งก่อนจะนั่งลงโดยวลาร์ดและวูล์ฟนั่งเรียงตามกันมา เมื่อทุกคนประจำที่เรียบร้อยเทเลอร์จึงถาม

 

            “คุณหายไปไหนมาตั้งเกือบเดือน”

 

            “ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เป็นห่วง หลังจากโดนยิงผมตกลงไปในแม่น้ำโชคดีที่แถวนั้นมีรากไม้ยื่นออกมา มันช่วยพยุงผมให้ลอยตัวอยู่ในน้ำ แต่แผลถูกยิงทั้งสองนัดทำให้เสียเลือดมากพอควร ผมคงหมดแรงจมน้ำตายถ้าไม่ได้นักเดินป่าที่บังเอิญผ่านมาช่วยไว้”

 

            “แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น” วูล์ฟซักด้วยความอยากรู้ วลาร์ดถลึงตาใส่เพื่อนก่อนจะหันกลับไปที่สมิธอีกครั้ง

 

            “เล่าต่อเลยครับ”

 

            สมิธยิ้มให้วูล์ฟและเริ่มเล่าเรื่องราวของเขาต่อ

 

            “พอถูกดึงขึ้นจากน้ำผมก็หมดสติไป มารู้สึกตัวอีกครั้งในบ้านพักส่วนตัวริมทะเลสาบ ผมถึงรู้ว่านักเดินป่าคนนั้นเป็นแพทย์ เขากลัวว่าผมจะตายก่อนไปถึงโรงพยาบาลเลยพาไปรักษาที่บ้านพักซึ่งอยู่แถวนั้น”

 

            “เป็นการบังเอิญที่เหมาะมาก เป็นไปได้หรือเปล่าว่าเขาเป็นพวกอิลูมิเนติค”

 

            เทเลอร์ถาม สมิธส่ายหน้า

 

            “ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นแต่พอตรวจสอบดูแล้วเขาเป็นเพียงศัลยแพทย์คนหนึ่ง”

 

            “แล้วแผลของคุณเป็นยังไงบ้างครับ” วูล์ฟแทรกคำถามขึ้นมาอีกครั้งและยิ้มแป้นเพราะคราวนี้วลาร์ดไม่หันมาดุ สมิธถอนใจออกมาเบาๆ

 

            “ตอนคาร์เพนเตอร์เล็งปืนมาผมขยับตัวหนีพอดี กระสุนนัดแรกจึงพลาดหัวใจไปโดนไหล่ทะลุออกด้านหลัง แต่นัดที่สองเจ็บหน่อยเพราะมันเจาะเข้าไปในซี่โครง เคราะห์ดีที่ไม่ถึงอวัยวะภายใน บ้านของแพทย์ท่านนั้นมีเครื่องมือผ่าตัดชุดเล็กเขาเลยผ่าหัวกระสุนออกได้ ผมนอนรักษาตัวอยู่สองสามวันนายแพทย์คนนั้นก็ถูกโรงพยาบาลตามตัว ได้ยินว่ามีนักการเมืองป่วยกะทันหัน เขาเลยอนุญาตให้ผมอยู่ที่นั่นต่อจนกว่าจะหายดี แต่ผมไม่อยากรบกวนเขามากไปกว่านั้นเลยออกจากที่นั่นมาพร้อมกัน”

 

“เป็นคนใจดีจริงๆ” หนุ่มหมาป่าแทรกขึ้นมากลางคันและเลิกคิ้วขึ้นเมื่อวลาร์ดหันมามอง “ไม่จริงหรือไง คนโดนยิงมาแบบนั้นเป็นใครก็ต้องนึกไว้ก่อนว่าเป็นคนไม่ดี”

 

คำพูดของวูล์ฟเรียกเสียงหัวเราะจากสมิธ

 

“เขาคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ผมบอกไปว่าถูกลูกหลงจากนักล่าสัตว์ ถ้าตอนนั้นปืนยังอยู่กับตัวเขาก็คงไม่เชื่อ”

 

เทเลอร์รอจนสมิธพูดจบจึงถาม

 

“แล้วทำไมถึงไม่ติดต่อกลับมา”

 

 “ตอนแรกผมตั้งใจจะทำแบบนั้นเหมือนกันแต่เจอเบาะแสน่าสนใจระหว่างทาง”

 

“เบาะแส” เทเลอร์ทวนคำ สมิธผงกศีรษะพร้อมกับหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าไปวางไว้ตรงหน้าอีกฝ่าย

 

“ผมพบของสิ่งนี้บนถนนไม่ห่างจากบ้านพักของร็อคนีย์เท่าไหร่นักเลยตัดสินใจย้อนกลับไปที่นั่นอีกครั้งและพบเรื่องน่าสนใจ ถึงร็อคนีย์จะถูกกำจัดแต่หน่วยอันเทสต์ของไรซินยังคงอยู่ที่นั่น ผมจึงติดกล้องไว้สองตัวถึงได้รู้ว่าไรซินอยู่แถวนั้น”

 

ชื่อนักวิทยาศาสตร์ใหญ่ของอิลูมิเนติคทำให้ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที

 

เทเลอร์ถาม

 

            “พอจะรู้หรือเปล่าว่าเขามาทำไม”

 

            “ผมตามรอยพวกอันเทสต์ไปจนถึงที่พักปรากฏว่าเขาออกไปแล้ว แต่จากการพูดคุยของพวกมันผมพอจะจับใจความได้ว่าไรซินกลับไปที่ห้องทดลองของเขาซึ่งอยู่ห่างจากเมืองของเราไปทางเหนือราว 300 ไมล์ น่าเสียดายที่ข้อมูลน้อยเกินไปทำให้ไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัด”

 

            “อย่างน้อยเราก็ได้ตำแหน่งคร่าวๆมา ผมจะรายงานเรื่องนี้ไปยังส่วนกลางเขาจะได้ช่วยเราอีกแรง”

 

            เทเลอร์พูดเสียงเรียบ ทั้งหมดนั่งเงียบสักพักวูล์ฟจึงยกมือขึ้น

 

            “ผมมีข้อสงสัย คุณสมิธไปหากล้องมาจากไหนหรือครับ”

 

วลาร์ดแทบอยากจะใช้ด้ามดาบทุบหัวเพื่อนด้วยความโมโหก่อนจะติงเสียงเข้ม

 

“ถามอะไรไร้สาระ”

 

“ไม่ได้ไร้สาระแต่ฉันอยากรู้จริงๆเพราะถ้าเกิดคุณสมิธไปฉกกล้องของอิลูมิเนติคมา จะเชื่อได้ยังไงว่าภาพที่เห็นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด”

 

สมิธส่ายหน้ากับคำถามตรงไปตรงมาของหนุ่มหมาป่าก่อนตอบ

 

“อันแรกผมดึงมาจากบ้านพักหมอ ส่วนอีกสองอันซื้อในร้านขายของจิปาถะเชิงเขา”

 

“แล้วคุณเอาเงินมาจากไหน”

 

“ถึงจะตกน้ำ บัตรเครดิตของผมก็ยังใช้ได้” สมิธตอบกลั้วหัวเราะ วูล์ฟทำเหมือนจะมีคำถามอีกแต่ต้องหยุดเมื่อถูกศอกของลูกครึ่งแวมไพร์อัดเข้าที่ชายโครง

 

“พอได้แล้ว”

 

            วลาร์ดพูดเสียงเข้มและมองเทเลอร์ซึ่งกำลังจ้องเข็มกลัดที่ได้รับจากสมิธอย่างพิจารณา

 

            “เข็มกลัดนั่นมีอะไรหรือครับ”

 

            “ผมกำลังคิดว่ามันเหมือนสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายอะไรบางอย่าง” เทเลอร์ตอบอย่างใช้ความคิดก่อนจะทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ เขารีบเปิดคอมพิวเตอร์และเรียกข้อมูลขึ้นมา จากนั้นจึงหมุนให้วลาร์ดกับวูล์ฟดู

 

            “เหมือนเครื่องหมายอันเทสต์ในมือคุณเปี๊ยบเลย” วูล์ฟพูดขณะมองเครื่องหมายสามรูปแบบบนหน้าจอและชี้นิ้วไปที่รูปดาวกับดวงตา “ส่วนนี่ก็คล้ายกับเครื่องหมายของพวก

 

อิลูมิเนติค”

 

            “มันเป็นส่วนหนึ่งของอิลูมิเนติคต่างหาก” วลาร์ดพูดและมองเทเลอร์ “ถ้าจำไม่ผิดนี่เป็นเครื่องหมายจักษุดาราของมหาวิทยาลัยสแตฟฟอร์ด”

 

            “ถูกต้อง” หัวหน้าหน่วยนักล่าพูด “สิงโตคำรามก็คืออหังการ์ราชสีห์ ส่วนโล่กับหอกสามง่ามนั่นคือสัญลักษณ์ของกลุ่มไพรีตรีศูล”

 

            ลูกครึ่งแวมไพร์มองเข็มกลัดในมือเทเลอร์อย่างใช้ความคิดและหันกลับไปที่ภาพบนหน้าจออีกครั้งก่อนจะถามด้วยความสงสัย

 

            “ผมเคยได้ยินชื่อกลุ่มที่คุณพูดแต่ไม่เคยเห็นรูปพวกนี้มาก่อน คุณได้มาจากไหนหรือครับ”

 

            “สายของเราที่อยู่ในสแตฟฟอร์ดส่งมา” เทเลอร์ตอบอย่างเคร่งขรึม “และเขายังบอกอีกว่าในห้องประชุมพิเศษของจักษุดารา มีภาพวาดผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอยู่ด้วย ที่น่าตกใจก็คือ คนที่อยู่ในภาพมีรูปร่างหน้าตาเหมือนไรซิน”

 

            ทั้งสามนิ่งเงียบกับสิ่งที่ได้ยิน ลูกครึ่งแวมไพร์พูดพึมพำ

 

            “งั้นก็หมายความว่าไรซินมีส่วนเกี่ยวข้องกับสแตฟฟอร์ด”

 

            “ผมก็คิดแบบนั้น” เทเลอร์พูดพร้อมกับชูเข็มกลัดในมือ “และมันเป็นสิ่งยืนยันว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตบุคลากรสำคัญให้อิลูมิเนติค”

 

 

*/*/*/*/*

 

“ไฮโปธาลามัส (Hypothalamus) เป็นส่วนของสมองที่อยู่ด้านล่างต่อ thalamus ประกอบด้วยโครงสร้างที่สำคัญคือ optic chiasma, tuber cinereum, infundibulum....”

 

            คำบรรยายระบบประสาทของอาจารย์หน้าชั้นไม่ได้ทำให้โทมัสบังเกิดความสนใจเลยสักนิดเพราะเขากำลังครุ่นคิดถึงข้อเสนอของไรซิน โดยเฉพาะคำว่าวิทยาศาสตร์กับการวิจัย มันช่างเป็นคำที่เย้ายวนใจเขาเสียเหลือเกิน

 

            โทมัสหมุนเครื่องหมายอิลูมิเนติคอย่างไตร่ตรอง ถ้าเขาตอบรับคำชวนย่อมหมายถึงจะต้องออกจากมหาวิทยาลัย อันที่จริงเขาก็ไม่ได้กังวลเท่าใดนักเพราะตอนนี้ความรู้ของเขามีมากกว่าที่อาจารย์สอนเสียอีก

 

ถ้างานวิจัยของอิลูมิเนติคคือการผลิตยาเสพติดหรือสร้างวัตถุเคมีเพื่อทำลายล้างชีวิตมนุษย์ล่ะ ความคิดอีกด้านแย้งขึ้นมา โทมัสขมวดคิ้วก่อนจะสั่นศีรษะพลางคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้เพราะเรื่องทำนองนี้มีแต่ในนิยายหรือภาพยนต์เท่านั้น อีกอย่างไรซินก็บอกแล้วว่างานของเขาไม่ใช่สิ่งผิดกฏหมาย

 

เด็กหนุ่มกำโลหะสีเงินในมือแน่น เขาตัดสินใจตอบรับคำเชิญแต่ต้องหลังจากได้เห็นงานวิจัยในสถานที่จริง แน่นอนว่าครั้งนี้เขาจำเป็นต้องปิดเป็นความลับที่แม้แต่เพื่อนรักอย่าง

 

คริสโตเฟอร์ก็รู้ไม่ได้ แต่เขาจะแจ้งข่าวนี้ให้ไรซินรู้ได้ยังไงเพราะเขาไม่มีทั้งที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ของชายคนนี้เลย

 

ศาสตราจารย์แลงคาสเตอร์

 

ชื่อรองอธิการบดีพุ่งวาบเข้ามาในความคิด โทมัสจึงเก็บเครื่องหมายอิลูมิเนติคลงกระเป๋าจากนั้นก็หอบหนังสือเรียนทั้งหมดเดินออกจากห้องท่ามกลางความแปลกใจของเพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์  

 

 




Create Date : 17 มีนาคม 2556
Last Update : 17 มีนาคม 2556 12:12:47 น.
Counter : 185 Pageviews.

0 comment
นักล่าแห่งรัตติกาล ภาค สัญลักษณ์เลือด บทที่ 15 หุ่นเชิด 2

“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

 

ชายลึกลับถาม แฮมเมอร์ส่ายหน้าและหันไปมองสองหนุ่มนักล่าที่กำลังวิ่งเข้ามา วูล์ฟตะโกนเรียกด้วยความเป็นห่วง

 

“คุณแฮมเมอร์” เขาหยุดยืนมองหน่วยอันเทสต์ทั้งสามที่นอนตายในท่าแตกต่างกันก่อนจะหันกลับไปที่อดีตนาวิกโยธินอีกครั้ง “คุณจัดการทั้งหมดหรือครับ”

 

“แค่หนึ่ง ที่เหลือเป็นฝีมือเขา”

 

แฮมเมอร์ตอบพลางพยักหน้าไปทางชายจรจัดที่กำลังเหน็บปืนไว้ด้านหลัง หนุ่มหมาป่ามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบสีดำสกปรกแล้วนิ่วหน้าก่อนจะสูดลมหายใจเข้า วลาร์ดซึ่งตามมาสบทบเห็นท่าทางประหลาดของเพื่อนจึงถามด้วยความสงสัย

 

“มีอะไร”

 

วูล์ฟไม่ตอบแต่กลับสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง คราวนี้เขายิ้มกว้างและร้องเรียกด้วยความดีใจ

 

“คุณสมิธ”

 

 

*/*/*/*/*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 17 มีนาคม 2556
Last Update : 17 มีนาคม 2556 12:10:53 น.
Counter : 157 Pageviews.

0 comment
นักล่าแห่งรัตติกาล ภาค สัญลักษณ์เลือด บทที่ 15 หุ่นเชิด

แฮมเมอร์เดินวนกลับไปกลับมาอยู่แถวหน้ารถด้วยความหงุดหงิด ทั้งที่เขาอยากเข้าไปช่วยสองนักล่าใจแทบขาดแต่คำสั่งของวลาร์ดคือสิ่งที่ไม่อาจฝ่าฝืน จริงอยู่ที่ฝีมือการต่อสู้ของเขาไม่เป็นรองใครแต่หากเผชิญหน้ากับสัตว์ทดลองของอิลูมิเนติคแล้ว อดีตทหารเลือดนักสู้อย่างเขาจะกลายเป็นเพียงเด็กทารกไปในพริบตา 

 

ระหว่างที่เขากำลังจมอยู่กับความคิดพลันหูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนใกล้เข้ามา ตอนแรกแฮมเมอร์คิดว่าอาจจะเป็นวลาร์ดกับวูล์ฟแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าทั้งคู่วิ่งเร็วจนแทบไม่มีเสียงเขาจึงรีบเข้าไปซ่อนในพุ่มไม้พร้อมกับดึงปืนออกมา ชายหนุ่มจ้องเงาที่เคลื่อนใกล้เข้ามาด้วยความกังวลว่าจะทำอย่างไรถ้าเจ้าของฝีเท้าคือมนุษย์ทดลอง

 

ความเครียดเพิ่มขึ้นตามความดังของเสียง อดีตนาวิกโยธินกำปืนในมือแน่นขณะจ้องตรงไปข้างหน้า จนเมื่อเห็นเจ้าของฝีเท้าชัดเจนว่าเป็นแค่คนธรรมดา เขาจึงระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกและขยับเตรียมจะออกจากที่ซ่อนแต่ต้องหยุดยืนตัวแข็งสันหลังเย็นวาบเมื่อมีวัตถุบางอย่างสัมผัสบริเวณท้ายทอย ไม่ต้องมองก็รู้ว่าสิ่งนั้นคือปืน

 

“วางปืนลงและก้าวออกไปช้าๆ”

 

เจ้าของอาวุธสังหารบอกเสียงเข้ม แฮมเมอร์เอียงตัวเล็กน้อยพร้อมกับชำเลืองไปยังด้านหลังเพื่อประเมินกำลังคู่ต่อสู้แต่อีกฝ่ายกดปากกระบอกปืนย้ำไปบนต้นคอของเขาอีกครั้งพร้อมกับพูดเสียงห้วน

 

“อย่าแม้แต่จะคิด”

 

เมื่อเป็นฝ่ายเสียเปรียบแฮมเมอร์จึงจำต้องทำตามแต่การคำนวณวิธีตอบโต้จำต้องเปลี่ยนแผนเมื่อเห็นชายในชุดสูทสีดำอีกสองคนกำลังยืนเล็งปืนมาที่เขาในลักษณะพร้อมยิง

 

“ดูเหมือนหมอนี่จะมากับพวกนักล่า” ชายคนแรกพูด อีกสองคนมองเขาอย่างมุ่งร้ายก่อนจะหันไปมองชายวัยกลางคนที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบใกล้เข้ามา

 

“มีเหยื่อรอดมาได้หนึ่งคน”

 

“แสดงว่าสัตว์ทดลองทั้งสามตัวเสร็จพวกนักล่าไปแล้ว” คนที่ยืนอยู่ข้างๆพูด แฮมเมอร์จึงรู้ว่าทั้งสามคืออันเทสต์ หน่วยพิเศษของไรซิน

 

“เอาไงดี”

 

“ทำตามคำสั่งของหัวหน้า อย่าให้เป้าหมายรอดไปได้แม้แต่คนเดียว” คนที่ยืนอยู่ด้านหลังแฮมเมอร์พูด อันเทสต์อีกคนจึงเล็งปืนไปยังชายร่างท้วมที่กำลังหยุดยืนหอบหายใจและลั่นกระสุนออกไป มันระเบิดหัวของอีกฝ่ายจนสมองกระจาย มือสังหารยิ้มมุมปากพอใจในผลงาน

 

“เรียบร้อย” เขาหันมาทางแฮมเมอร์ “เอายังไงกับหมอนี่ดี”

 

ยังไม่ทันได้รับคำตอบเสียงปืนก็ดังขึ้นหนึ่งนัด ขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในความงุนงง

 

อันเทสต์ที่เป็นมือสังหารก็ล้มคว่ำลงโดยศีรษะเป็นรูทะลุคล้ายถูกยิง

 

            “พวกนักล่า” คนที่เหลือพูดด้วยความตระหนกพร้อมกับกวาดปืนไปโดยรอบ แฮมเมอร์จึงอาศัยจังหวะที่ทุกคนเผลอหมุนให้พ้นจากวิถีกระสุนและใช้ศอกเสยปลายคางของอีกฝ่ายตามด้วยการหักข้อมือเพื่อแย่งปืน อันเทสต์ที่มาด้วยกันเห็นดังนั้นจึงเล็งมาที่เขาทันที

 

            “วางมันลงเดี๋ยวนี้”

 

            “คุณต่างหากที่ต้องวางอาวุธ” เสียงทุ้มคุ้นหูดังมาจากพุ่มไม้ด้านข้าง แฮมเมอร์เหลือบตามองจึงพบว่าผู้พูดเป็นชายแปลกหน้าที่มีผมเผ้ารุงรัง แต่สิ่งที่แปลกในความคิดของเขาก็คือแม้จะอยู่ในเครื่องแต่งกายขาดรุ่งริ่งแต่การถือปืนของเขากลับดูมั่นคงเหมือนผู้เชี่ยวชาญในด้านการใช้อาวุธ

 

            “จะยิงก็ได้แต่รับรองได้เลยว่าหมอนี่ตายก่อน” อันเทสต์พูด ชายลึกลับหัวเราะเบาๆและลั่นกระสุนออกไปทันที คนที่เหลืออ้าปากค้างด้วยความตระหนกก่อนจะมองเขาด้วยความแค้น

 

            “โง่มากที่คิดเป็นศัตรูกับพวกเรา” มือรวบทรายบนพื้นและซัดใส่หน้า แฮมเมอร์เดาสถานการณ์ของอีกฝ่ายไว้ว่าจะเป็นแบบนี้จึงก้มหน้าหลบได้ทัน อันเทสต์คนนั้นจึงพุ่งเข้าใส่เขาเพื่อแย่งปืนแต่ก็ช้ากว่ากระสุนที่ถูกลั่นออกไป มันเจาะใบหน้าวายร้ายจนสะบัด เขาหงายหลังล้มทั้งยืน

 

            “ที่โง่คือพวกนายมากกว่า” บุรุษแปลกหน้าพูด แฮมเมอร์มองเขาด้วยความงุนงง เพราะสภาพสกปรกมอมแมมคล้ายกับคนจรจัดแต่การตอบโต้กลับเฉียบขาดเหมือนได้รับการฝึกมาอย่างดี และที่สำคัญเขาไม่ควรมีอาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ

 

 




Create Date : 17 มีนาคม 2556
Last Update : 17 มีนาคม 2556 12:07:54 น.
Counter : 146 Pageviews.

0 comment
นักล่าแห่งรัตติกาล ภาค สัญลักษณ์ลือด บทที่ 14 เป้าล่อ

บทที่ 14 เป้าล่อ

 

 

เสียงซู่ซ่าของใบไม้ยามต้องกระแสลมทำให้หญิงสาวสองคนที่กำลังเดินหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานต้องหยุดชะงักและหันมองรอบตัวด้วยความหวาดระแวง เมื่อไม่พบสิ่งผิดปรกติทั้งคู่จึงเริ่มออกเดินแต่ต้องหยุดอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแสกสากดังมาจากพุ่มไม้ไม่ห่างจากพวกเธอเท่าใดนัก สองสาวจึงหันไปมองและถอนใจออกมาพร้อมกันเพราะเจ้าของเสียงคือสุนัขจิ้งจอกกำลังมุดหัวลงไปในถังขยะ หญิงสาวคนหนึ่งจึงหัวเราะ

 

“ตกใจแทบแย่ที่แท้ก็”

 

คำพูดของเธอหยุดอยู่แค่นั้น เพื่อนที่มาด้วยกันจึงหันไปมองและขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังยืนตกตะลึงอ้าปากค้างจ้องอะไรบางอย่างแถวถังขยะ ความสงสัยเธอจึงหันหน้าไปมองและต้องยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกเพราะสิ่งที่เห็นไม่ใช่สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยแต่กลับเป็นอะไรบางอย่างคล้ายคนแต่มีรูปร่างสูงใหญ่ดำทะมึน สิ่งที่สร้างความสยองขวัญมากกว่าก็คือใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวราวอสูรร้าย ยิ่งเมื่อมันส่งเสียงร้องคำราม หญิงสาวก็รู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ปลายเท้าไล่ขึ้นมาถึงไขสันหลัง ความหวาดกลัวทำให้พวกเธอตกตะลึงยืนตัวแข็งไม่กล้าขยับเขยื้อนร่างกายแต่พอปิศาจร้ายแยกเขี้ยวคำรามอีกครั้งหญิงสาวทั้งสองจึงทิ้งข้าวของที่ถือมาทั้งหมดแล้ววิ่งหนีสุดชีวิตพร้อมกับกรีดร้อง

 

“ปิศาจ

 

 

*/*/*/*/*

 

   

 

หลังจากอ่านแฟ้มข้อมูลส่วนบุคคลของนักธุรกิจที่เสียชีวิตติดต่อกันห้ารายแล้วเทเลอร์ค่อยๆเอนตัวพิงพนักพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่นอย่างใช้ความคิด เพราะเบื้องหน้าของคนเหล่านี้คือเจ้าของธุรกิจมูลค่ามหาศาลแต่เมื่อสายของเขาสืบลึกลงไปกลับพบว่าทุกคนมีส่วนพัวพันกับองค์กรลึกลับและจะเดินทางออกจากเมืองเกือบจะพร้อมกันทุกวันที่สิบสามของเดือน ดังนั้นข้อสงสัยของวลาร์ดที่ว่านักธุรกิจเหล่านี้อาจทำงานให้กับอิลูมิเนติคจึงมีน้ำหนัก เมื่อเขาเสนอความคิดนี้ไปยังแอชเชอร์ก็ได้รับความเห็นชอบด้วย ตอนนี้งานของหน่วยนักล่านอกจากจะคอยกำจัดอสูรกับมนุษย์กลายพันธุ์และสืบหาห้องทดลองของไรซินแล้ว ยังต้องหาข้อมูลนักธุรกิจว่าคนไหนมีพฤติกรรมผิดปรกติส่วนทางด้านนักการเมือง ส่วนกลางจะเป็นผู้ดำเนินการเอง

 

เทเลอร์หยิบแฟ้มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการสิ่งทอจำนวนหนึ่งขึ้นมาเพื่อจะหาข้อมูลเพิ่มเติมแต่ยังไม่ทันได้ลงมือเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน หัวหน้าหน่วยนักล่าจึงเอื้อมมือไปรับสายเมื่อฟังอีกฝ่ายรายงานจนจบเขาจึงถามกลับไปสองสามคำจากนั้นจึงวางหูลงและหันไปกดปุ่มโทรศัพท์ติดต่อภายใน

 

“ให้วลาร์ดกับวูล์ฟมาพบผมที่ห้อง”

 

ไม่ถึงสามนาทีนักล่าทั้งสองก็ก้าวเข้ามาในห้องแต่ยังไม่ทันจะได้นั่งเทเลอร์ก็พูดขึ้น

 

“สายของเรารายงานมาว่าพบมนุษย์กลายพันธุ์ในสวนสาธารณะ”

 

วูล์ฟชะงักกึกส่วนวลาร์ดยังคงหย่อนตัวลงนั่งเหมือนรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้น

 

“ทางตำรวจว่ายังไงครับ” เขาถาม เทเลอร์ส่ายหน้า

 

“พวกเขายังไม่รู้เรื่องนี้”

 

“เหลือเชื่อ มนุษย์กลายพันธุ์ไม่ใช่ตัวเล็กๆ ต่อให้อยู่ในสวนสาธารณะก็ไม่มีทางรอดตาคนไปได้”

 

วูล์ฟพูดขึ้นมาบ้าง เทเลอร์จึงโน้มตัวมาข้างหน้ามือประสานกันไว้บนโต๊ะก่อนอธิบาย

 

“ที่ไม่รู้เพราะมนุษย์กลายพันธุ์ตัวนี้เอาแต่เดินวนเวียนอยู่ในสวนสาธารณะจนกระทั่งมีผู้หญิงสองคนไปเจอ โชคดีที่ตำรวจที่พวกเธอพบเป็นสายของเรา เขาจึงรีบรายงานมาโดยไม่แจ้งกลับศูนย์”

 

“แล้วตอนนี้อมนุษย์ตัวนั้นกำลังทำอะไรอยู่หรือครับ” วลาร์ดถาม เทเลอร์สั่นศีรษะ

 

“ไม่ทำอะไรเลย มันเอาแต่เดินกลับไปกลับมาแล้วส่งเสียงหอนเหมือนสุนัข”

 

คำตอบของหัวหน้าทำให้ลูกครึ่งแวมไพร์นั่งคิด สักพักเขาจึงพูดเสียงเรียบ

 

 “พวกเราไม่จำเป็นต้องออกไป”

 

ทั้งเทเลอร์และวูล์ฟหันไปมองวลาร์ดพร้อมกัน

 

“ทำไม”

 

“เพราะมนุษย์กลายพันธุ์ตัวนี้ถูกส่งมาเพื่อล่อผมกับวูล์ฟ”

 

“นายรู้ได้ยังไง” หนุ่มหมาป่าถาม ลูกครึ่งแวมไพร์จึงอธิบาย

 

“จากพฤติกรรมของมัน เจ้านี่เอาแต่เดินวนกับส่งเสียงเห่าหอน แสดงว่าเขาอาจจะเป็นคนธรรมดาที่ถูกไรซินฉีดยาบางอย่างให้กลายสภาพ”

 

เทเลอร์นิ่วหน้าพลางคิดตามเมื่อฟังเหตุผล เขามองหน้าวลาร์ดแล้วถาม

 

“อะไรทำให้เธอคิดแบบนั้น”

 

“เพราะผมกับวูล์ฟติดเชื้อจากมนุษย์หมาป่ามาเกือบสองอาทิตย์ ไรซินคงคิดว่าเราสองคนคงป่วยจนออกไปทำงานไม่ไหว แต่เพื่อความมั่นใจเขาเลยส่งมนุษย์กลายพันธุ์ออกมาเพื่อทดสอบ”

 

“ซึ่งถ้าพวกเธอออกไปไรซินก็จะรู้ทันทีว่าแบคทีเรียของเขาไม่ได้ผล” เทเลอร์พูดและเคาะนิ้วเบาๆเมื่อวลาร์ดผงกศีรษะรับ

 

“ถ้าเธอสองคนไม่ออกไป แล้วจะให้ใครมาทำหน้าที่นี้”

 

“แฮมเมอร์ไงครับ” วูล์ฟรีบเสนอ “เขาเคยช่วยวิคตอเรียสู้กับมนุษย์หมาป่า”

 

“ถึงจะเคยเป็นนาวิกโยธินมาก่อนแต่แฮมเมอร์ก็เป็นแค่คนธรรมดา” เทเลอร์ค้านแต่

 

วลาร์ดกลับส่ายหน้า

 

“มนุษย์กลายพันธุ์ตัวนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวล่อ มันไม่แข็งแรงพอจะต่อสู้กับใคร แค่ปืนกับเครื่องช็อตไฟฟ้าก็จัดการมันได้แล้วครับ”

 

“เธอแน่ใจอย่างนั้นหรือ”

 

“ถ้ามนุษย์กลายพันธุ์ที่ว่านั่นบ้าพลังเหมือนใครบางคนแถวนี้ คงฉีกต้นไม้หมดสวนไปแล้ว”

 

เทเลอร์นิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะผงกศีรษะช้าๆและเลื่อนมือไปยังโทรศัพท์ติดต่อภายใน

 

“ให้แฮมเมอร์กับสตีฟมาพบผมที่ห้อง”

 

เขาเลื่อนมือออกจากปุ่มและหันกลับไปที่วลาร์ด

 

“อยู่ที่นี่ก่อน เธอต้องให้คำแนะนำพวกเขาว่าควรทำยังไง”

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นทันทีที่เขาพูดจบ เมื่อกล่าวคำอนุญาตแฮมเมอร์กับสตีฟจึงก้าวเข้ามาในห้อง ทั้งสองเอ่ยคำทักทายวลาร์ดกับวูล์ฟก่อนนั่งลงและมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อรู้ว่าพวกเขาจะต้องทำหน้าที่เป็นนักล่าชั่วคราว

 

 

เมื่อได้รับคำแนะนำจากสองหนุ่มนักล่าและรับอาวุธที่จำเป็นต้องใช้แล้วแฮมเมอร์กับสตีฟจึงเดินทางไปยังสวนสาธารณะโดยมีรถของหน่วยติดตามไปอีกสองคัน แต่ก่อนจะเข้าบริเวณของสวนรถติดตามก็ชะลอความเร็วลงและจอดซุ่มรอคำสั่งอยู่ข้างทางส่วนนักล่าจำเป็นทั้งสองยังคงขับรถเข้าไปจนถึงลานจอดเมื่อหยุดรถและตรวจสอบความพร้อมของอาวุธเรียบร้อยทั้งสองก็ก้าวลงจากรถ เมื่ออยู่ในที่โล่ง บรรยากาศอันเงียบสงัดจนเกือบจะวังเวงของสวนสารธารณะยามดึกทำให้ทั้งคู่รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ยิ่งเมื่อสายลมเย็นพัดวูบผ่านร่าง สตีฟถึงกับสั่นสะท้านและหลุดปากบ่นเบาๆ

 

“หนาวเป็นบ้า”

 

แฮมเมอร์มองหน้าเพื่อนแล้วอดยิ้มอย่างนึกขันไม่ได้เพราะโดยปรกติแล้วสตีฟมักจะทำงานอยู่ภายในหน่วยไม่ค่อยได้ออกภาคสนามเท่าใดนักต่างจากเขาซึ่งผ่านการรบมาแล้วแม้จะไม่มากแต่ก็มีประสบการณ์พอที่จะรับมือพวกอันเทสต์ นักฆ่าของไรซินได้

 

“พยายามอย่าพูดหรือทำอะไรให้เกิดเสียง” แฮมเมอร์เตือนสตีฟเบาๆพลางกวาดตามองหาเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นสายของหน่วยและพบว่าเขากำลังซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ “ตรงนั้น”

 

อดีตนาวิกโยธินหันไปกระซิบบอกเพื่อน ทั้งคู่จึงย่องไปหาสายคนนั้นอย่างระมัดระวัง ทันทีที่ถึงตัวอีกฝ่ายรีบยกนิ้วขึ้นจรดริมฝีปากก่อนจะชี้ไปยังต้นเมเปิ้ลขนาดใหญ่

 

“อยู่นั่น” เขาพูดพลางมองแฮมเมอร์กับสตีฟแล้วเลิกคิ้วเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “แค่สองคนเองเหรอ”

 

“ใช่” แฮมเมอร์ตอบสั้นๆและยักคิ้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำตาโต “มีสิงโตสองตัวไว้เพื่อล่าดีกว่าพาแกะยี่สิบตัวมาให้เชือด”

 

สตีฟแทบจะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่ได้เมื่อเห็นสายสืบทำหน้าเบ้แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของแฮมเมอร์แล้วเขาจึงรีบปรับอารมณ์ให้เคร่งขรึมก่อนถาม

 

“เอาไงดี จะลองคุยกับมันก่อนหรือบุกเข้าไปตรงๆแล้วจัดการทีเดียว”

 

แฮมเมอร์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและขมวดคิ้วเมื่อดวงจันทร์สีซีดกำลังซ่อนตัวอยู่ในก้อนเมฆ

 

“วลาร์ดบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะพอถึงเที่ยงคืนยาจะออกฤทธิ์เต็มที่และเขา...” อดีตนาวิกฯพยักเพยิดไปทางอมนุษย์

 

“ไม่มีวันกลับเป็นคนได้อีกต่อไป”

 

“สรุปก็คือต้องยิง” สตีฟพูดด้วยใบหน้าเศร้า เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มเข้าใจความรู้สึกของสองหนุ่มนักล่า การฆ่าใครบางคนหรืออะไรบางอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด แฮมเมอร์มองหน้าเพื่อนเหมือนเข้าใจความคิดในเวลานี้

 

“อยู่ในสนามรบแล้วสิ่งที่เราควรทำก็คือเล็งกับเหนี่ยวไก” พูดพลางหมุนอุปกรณ์เก็บเสียงเข้ากับปากกระบอกปืน “จะได้ไม่แตกตื่นกันทั้งเมือง”

 

เขาอธิบายพลางพยักหน้าเป็นเชิงสั่งให้อีกฝ่ายรีบทำแบบเดียวกัน เมื่อทั้งสตีฟและสายสืบติดเครื่องเก็บเสียงกับปืนเรียบร้อยแล้วเขาจึงหันไปมองมนุษย์กลายพันธุ์อย่างพิจารณา

 

“ผมจะจัดการมันที่หัว คุณสองคนเป็นกองหนุน ถ้านัดแรกเอาไม่อยู่ผมจะยิงหัวใจของมันอีกครั้งแต่ถ้ายังหยุดมันไม่ได้พวกคุณก็กระหน่ำมันให้หมดแม็กไปเลย”

 

สตีฟกับสายสืบพยักหน้ารับพร้อมกัน แฮมเมอร์ค่อยๆย่องเข้าไปใกล้มนุษย์กลายพันธุ์จนถึงระยะเหมาะสมจึงยกปืนขึ้นเล็ง จะเป็นเพราะเหตุบังเอิญหรือดวงดีก็สุดจะเดาเพราะจังหวะที่แฮมเมอร์ลั่นกระสุนสุนัขจิ้งจอกที่หากินอยู่แถวนั้นก็ส่งเสียงหอนขึ้นมาทำให้มนุษย์กลายร่างหันไปมองด้วยความสนใจ แทนที่กระสุนนัดแรกจะเจาะหน้าผากกลับฉีกใบหูของมันจนขาดกระจุย ความเจ็บปวดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้อมนุษย์ตัวนั้นเงยหน้าขึ้นและอ้าปากร้องโหยหวน ปฏิกริยาของมันทำให้แฮมเมอร์รีบลั่นกระสุนตามไปอีกสองนัด คราวนี้ได้ผลเพราะมันเจาะทะลุกะโหลกกับหัวใจของมนุษย์กลายพันธุ์อย่างแม่นยำ ร่างอัปลักษณ์ของคนกึ่งสัตว์ล้มลงนอนเหยียดยาวกับพื้นสิ้นใจทันที

 

ด้วยนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นทหารทำให้แฮมเมอร์ไม่ประมาทพอจะก้าวพรวดพราดเข้าไปใกล้ ปืนในมือจ้องตรงไปยังร่างไร้วิญญาณขณะเขาเดินวนรอบเพื่อตรวจตรา เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายตายสนิทแล้วเขาจึงส่งเสียงเรียกสตีฟออกจากที่ซ่อนพร้อมกับดึงวิทยุสื่อสารออกมา

 

“เรียบร้อยแล้ว ส่งหน่วยเก็บกวาดเข้ามาได้”

 

เขาหันไปทางเพื่อนซึ่งยืนมองมนุษย์กลายพันธุ์ด้วยดวงตาก้ำกึ่งระหว่างสังเวชกับสาแก่ใจส่วนสายสืบกลับยืนหน้าซีดห่างออกไปพอสมควร

 

“ไม่เป็นไรใช่ไหม” แฮมเมอร์ถาม อีกฝ่ายชูนิ้วหัวแม่โป้งแทนคำตอบ ทั้งหมดยืนรอจนกระทั่งหน่วยเก็บกวาดนำร่างมนุษย์กลายพันธุ์ขึ้นรถและทำความสะอาดที่เกิดเหตุจนสะอาดเรียบร้อยจึงเดินทางกลับหน่วยนักล่าเพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เทเลอร์ฟังโดย

 

มีวลาร์ดกับวูล์ฟนั่งอยู่ด้วย แต่การเล่าต้องหยุดชะงักลงกลางคันเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สีหน้าของเทเลอร์ทำให้ทุกคนรู้ว่ามีบางอย่างผิดปรกติ เมื่อหัวหน้าหน่วยนักล่าวางสาย ลูกครึ่งแวมไพร์จึงถาม

 

            “พบมนุษย์กลายพันธุ์อีกแล้วหรือครับ”

 

            “ร้ายแรงกว่านั้น” เทเลอร์ตอบด้วยท่าทางเคร่งเครียด “มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นระหว่างที่สตีฟจัดการกับมนุษย์กลายพันธุ์ ผู้เคราะห์ร้ายเป็นชายหญิงอายุประมาณ 25-30 ปี สาหตุการเสียชีวิตคือถูกแทงที่ลำคอกับทรวงอก”

 

            “เป็นเหตุฆาตกรรมธรรมดา” วูล์ฟพูดแต่เทเลอร์กลับส่ายหน้า

 

            “คงใช่ถ้ากะโหลกของพวกเขาไม่ถูกแบะออกเป็นสองซีก” เขาจ้องหน้าสองหนุ่มนักล่า “และมีคนเดียวเท่านั้นที่ทำแบบนี้”

 

            สีหน้าของวลาร์ดกับวูล์ฟแปรเปลี่ยนเป็นดุดันในทันทีและหลุดปากออกมาพร้อมกัน

 

            “กีพาร์ด” 

 

 

*/*/*/*/*

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 17 มีนาคม 2556
Last Update : 17 มีนาคม 2556 12:02:58 น.
Counter : 288 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี
All Blog