ภูตคราม บทที่ 2 ภูตคราม

บทที่ 2 ภูตคราม

คำพูดและสีหน้าตระหนกของนิลเนตรสร้างความตกใจต่อนายองอาจและเพื่อนร่วมงานทุกคนเป็นอย่างมาก พวกเขาต่างรีบหันมองรอบตัวกันจ้าละหวั่นเพื่อช่วยกันหาแต่ก็ไม่เห็น
พิมมาดาแม้แต่เงา นายองอาจจึงถามเลขานุการสาว


“เขาหายไปได้ยังไง”

“ไม่ทราบค่ะ ตอนแรกก็เดินมาด้วยกันดีๆเผลอแป๊บเดียวพิมก็หายไป” นิลเนตรพูดเสียงเครือและทำท่าจะร้องไห้ นงนภัสเบะปากอย่างหมั่นไส้ก่อนจะสะบัดเสียงพูด

“เขาอาจแวะเข้าไปทำธุระในป่าก็ได้”

“ฉันตะโกนเรียกจนลั่นป่า ต่อกำลังนั่งทำธุระยายพิมก็ต้องขานรับ” นิลเนตรตอบเสียงกระด้าง นงนภัสเหยียดยิ้ม

“เขาอาจจะเบื่อหรือขี้เกียจพูดกับเธอก็ได้”

“อย่าคิดว่าพิมเขาจะนิสัยเสียแบบเธอสิ” นิลเนตรพูดเสียงมะนาวไม่มีน้ำ นงนภัสถลึงตาใส่เธอด้วยความไม่พอใจก่อนจะหันหน้าไปออดอ้อนกับนายองอาจ

“นงว่าคุณพิมเขาอาจจะแค่แวะทำธุระข้างทางก็ได้ เราเดินล่วงหน้ากันไปก่อนดีกว่าค่ะ”

“โดยทิ้งพิมไว้แบบนี้น่ะหรือ”นายองอาจถาม อีกฝ่ายปรายตาไปทางนิลเนตร

“ก็ให้เพื่อนเขาอยู่รอตรงนี้สิคะ ทางเดินก็มีอยู่แค่ทางเดียวคงไม่หลงกันหรอก”

นายองอาจหันมามองเธอเหมือนนึกไม่ถึงว่าจะได้ยินคำพูดไร้น้ำใจแบบนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมาเจ้าหล่อนมักจะทำเพียงแค่วางท่าหยิ่งยะโสกับพนักงานบริษัทซึ่งก็เป็นปรกติสำหรับผู้หญิงสวยที่มักจะมีนิสัยเอาแต่ใจ

“ผมทิ้งพวกเธอไว้แบบนี้ไม่ได้หรอก”

นายองอาจพูดพลางดึงแขนออกจากการกอดกุมของหญิงสาว เธอเม้มปากด้วยความโกรธ

“แต่ว่า”

“ตอนนี้ผมไม่อยากฟังความคิดเห็นของคุณ” อีกฝ่ายตัดบทพร้อมกับหันไปทางฤทธิ์ที่กำลังยืนหน้าถอดสี

“ผมจำได้ว่าเราเพิ่งผ่านป้อมของเจ้าหน้าที่อุทยานมา คุณรีบไปบอกพวกเขาว่าคนของเราหลงเข้าไปในป่าขอความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด”

ฤทธิ์รับคำและวิ่งออกจากที่นั่นทันที นายองอาจระบายลมหายใจด้วยความกลัดกลุ้มและร้องห้ามสิทธิศักดิ์ที่ทำท่าเหมือนจะมุดเข้าไปในป่า

“นั่นคุณกำลังจะทำอะไร”

“ผมจะลองเข้าไปหาดูก่อน เผื่อคุณพิมอยู่แถวนี้”

“ป่าไม่ใช่ที่ที่เราจะเดินไปมาได้ตามใจชอบ ผมรู้ว่าทุกคนเป็นห่วงคุณพิมแต่ทางดีที่สุดก็คือยืนอยู่กับที่และรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่อุทยาน”

ทุกคนรับคำและถอยมายืนรวมกันเป็นกลุ่ม นิลเนตรมองผ่านต้นไม้หนาทึบ ความเป็นห่วงเพื่อนทำให้เธอยกมือขึ้นพนมพร้อมกับสวดมนตร์และอธิษฐานขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยนำพิมมาดากลับออกมาอย่างปลอดภัย

เสียงร้องเหมือนก้อนหินกระทบผิวน้ำที่ดังมาเป็นจังหวะทำให้พิมมาดาชะงักเท้าและหยุดยืนนิ่ง เหมือนเจ้าของเสียงจะรู้ว่าผู้ที่เดินอยู่ด้านล่างกำลังเงี่ยหูฟังมันจึงหยุดลง หญิงสาวกวาดตามองไปจนทั่วเหมือนต้องการหาที่มาแต่ความหนาทึบของป่าช่วยอำพรางสัตว์น้อยใหญ่ได้เป็นอย่างดีทำให้เธอเห็นแค่สีเขียวของใบไม้ หลังจากมองหาอยู่นานเมื่อไม่พบตัวอะไรหญิงสาวจึงเริ่มออกเดินต่อ แต่พอไปได้แค่สองสามก้าว เสียงลึกลับก็ดังขึ้นอีกครั้ง พิมมาดาถึงกับส่ายหัวอย่างระอา

“อยากจะร้องก็ร้องไป”

เธอพูดพึมพำพลางก้มตัวมุดผ่านไม้พุ่มหนึ่งออกไปยังพื้นที่โล่งขนาดไม่ใหญ่นัก ที่นั่นเองที่หญิงสาวได้พบกับที่มาของเสียงที่ได้ยินครั้งแรก

“เจ้าหนูนี่เอง”

พิมมาดาพูดพลางมองเม่นตัวน้อยที่กำลังนอนดิ้นอยู่ใต้พุ่มไม้ เมื่อเข้าไปใกล้เธอจึงพบว่าตัวของมันถูกพันด้วยเชือกพลาสติกโดยปลายด้านหนึ่งโยงไปพันแน่นติดกับต้นไม้ หญิงสาวจึงขยับเข้าไปหามันอย่างระมัดระวังพร้อมกับยื่นมือออกไป

“อยู่นิ่งๆเจ้าหนูเดี๋ยวฉันจะตัดเชือกนี่ให้”

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดเพราะเจ้าเม่นกลับแยกเขี้ยวขู่สลับกับแผดเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว เมื่อแน่ใจว่าการกระทำของเธอทำให้สัตว์ตัวน้อยแตกตื่นพิมมาดาจึงดึงมือกลับและนั่งคิด

“เอาไงดี”

เธอขมวดคิ้วพลางนึกทบทวนถึงตอนที่ช่วยดึงสุนัขที่ถูกรถชนให้พ้นจากถนน ความตกใจและหวาดกลัวทำให้มันกัดทุกคนที่เข้าใกล้ จนเธอใช้กระสอบเก่าๆที่วางอยู่แถวนั้นมาครอบหัวเจ้าสุนัขตัวนั้นเอาไว้มันจึงสงบลงและยอมให้ทุกคนพาไปจนถึงโรงพยาบาล เมื่อคิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงดึงผ้าขนหนูที่เอาไว้ซับเหงื่อมาคลี่ออก พอได้จังหวะเธอจึงโยนมันไปคลุมตัวเม่นเอาไว้ ซึ่งก็ได้ผลเพราะเมื่อทุกสิ่งรอบตัวตกอยู่ในความมืดอย่างฉับพลัน เจ้าตัวน้อยก็หยุดดิ้นรนทันที พิมมาดาจึงรีบเข้าไปอุ้มมันอย่างระวังพลางหยิบมีดพกขนาดเล็กออกมา

“เดี๋ยวฉันจะตัดเชือกนี่ออกให้นะ”

เธอพูดเบาๆและเริ่มต้นตัดเชือกให้หลุดจากต้นไม้จากนั้นจึงค่อยๆดึงมันออกจากตัวของเม่นแต่ก็ไม่ง่ายนักเพราะขนที่แหลมคมราวกับเข็มของมันคอยจะแทงมือตลอดเวลา ระหว่างที่ก้มหน้าก้มตาสาวเส้นเชือกอยู่นั้นอยู่ๆหญิงสาวก็รู้สึกเหมือนถูกใครบางคนเฝ้ามอง เธอเงยหน้าขึ้นและกวาดตามองไปรอบตัวอย่างหวาดระแวงแต่สิ่งที่พบมีเพียงใบไม้แห้งที่กำลังร่วงโรยลงจากต้นกับสายลมที่พัดผ่านกิ่งไม้จนไหวโยกไปมา เมื่อไม่พบสิ่งผิดปรกติพิมมาดาจึงหันไปช่วยเจ้าเม่นต่อแต่พอทำไปได้สักพักความรู้สึกเดิมก็กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูชัดเจนมากกว่าเดิมเพราะหญิงสาวรู้สึกเหมือนดวงตาคู่นั้นลอยอยู่เหนือร่างของเธอ พิมมาดารีบเงยหน้าขึ้นมองแต่สิ่งที่เห็นคือกิ้งก่าตัวหนึ่งกำลังเผ่นแผล็วขึ้นไปบนต้นไม้ ถึงจะตกใจอยู่บ้างแต่หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาอย่าง
โล่งอก

“กิ้งก่าเองหรอกเหรอ”  

เธอพูดพร้อมกับยิ้มให้กับตัวเองและก้มลงทำงานที่ค้างต่อขณะที่ปลดเชือกเส้นสุดท้ายออกจากตัวเม่นอยู่นั้นหญิงสาวรู้สึกเหมือนมีใครบางคนยืนอยู่ทางด้านหลัง แม้จะมองไม่เห็นแต่เธอก็แน่ใจว่ามีคนยืนอยู่จริง และที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือคนผู้นั้นยืนอยู่ใกล้จนเธอสามารถสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่กำลังรดต้นคอ หัวใจของพิมมาดาเต้นแรงด้วยความหวาดกลัวแต่เม่นที่เธออุ้มไว้ในมือนั้นหวาดกลัวยิ่งกว่าเพราะแม้จะอยู่ภายใต้ผ้าแต่มันกลับดิ้นรนอย่างรุนแรงจนหลุดจากมือและวิ่งหนีหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว อาการตื่นตระหนกของสัตว์ตัวน้อยทำให้หญิงสาวยืนตัวแข็งก้าวขาไม่ออก มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ พิมมาดาจึงเหลือบมองไปทางด้านหลังและยืนอ้าปากค้างเพราะแม้จะเห็นไม่ชัดนักแต่เธอก็แน่ใจว่ามีผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่อย่างแน่นอน

ในช่วงที่ตกอยู่ในความหวาดกลัว พิมมาดารู้สึกว่าอากาศรอบตัวเริ่มเคลื่อนไหวราวกับสิ่งมีชีวิต มันเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าหมุนวนเป็นวงและเลื่อนไล้ไปตามลำตัวของหญิงสาวอย่างอ่อนละมุน สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดหวั่นให้กับเธอเป็นอย่างมาก หญิงสาวอยากจะส่งเสียงกรีดร้องออกมาแต่ร่างกายที่แข็งราวกับหินทำให้ไม่สามารถทำเช่นนั้น เธอจึงได้แต่ปล่อยให้สิ่งลึกลับลูบคลำร่างกายตามอำเภอใจ จนเมื่อสัมผัสนั้นเลื่อนขึ้นไปถึงลำคอมันจึงหยุด ตอนนั้นเองที่เธอได้ยินเสียงเฮือกเหมือนใครบางคนถอนใจ เรี่ยวแรงที่หายไปกลับคืนมาอีกครั้ง พิมมาดารีบกระโดดออกจากจุดที่ยืนอยู่และวิ่งออกไปสองสามก้าวจากนั้นจึงหมุนตัวหันหน้ากลับมาโดยหมายจะมองผู้ล่วงละเมิดให้เต็มตา แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นเพียงความว่างเปล่ากับต้นไม้ที่กำลังโยกเอนไปตามลม

“เมื่อกี้มันอะไรกัน”

เธอพึมพำด้วยความตระหนก ดวงตาจ้องนิ่งอยู่ตรงตำแหน่งที่ยืนเมื่อครู่ ขณะที่พยายามคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นั้นหญิงสาวก็ต้องสะดุ้งสุดตัวอีกครั้งเมื่อมีมือข้างหนึ่งตะปบลงบนไหล่

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณ”

เสียงถามอย่างสุภาพ พิมมาดาจึงพบว่าเจ้าของมือคือชายสูงอายุในเครื่องแบบเจ้าหน้าที่อุทยาน อีกฝ่ายมองสีหน้าตื่นกลัวของหญิงสาวพร้อมกับถาม

“คุณพิมมาดาใช่ไหมครับ”  

“ค...ค่ะ”

หญิงสาวตอบเสียงสั่นพลางกวาดตามองไปรอบตัว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นมองกิริยาเธอด้วยสายตาที่เหมือนจะเข้าใจในอะไรบางอย่าง

“คุณเข้ามาในนี้ทำไมหรือครับ”

“ฉันได้ยินเสียงสัตว์ร้องเลยเข้ามาดู”

“แล้วเจออะไรหรือเปล่า”

น้ำเสียงที่ถามเจือความหวาดหวั่นอย่างบางเบา พิมมาดาตอบทั้งที่ยังหันมองไปรอบตัว

“ค่ะ ลูกเม่นถูกเชือกพลาสติกพัน ฉันเลยเข้ามาช่วยมัน”

“แค่นั้นหรือครับ”

คราวนี้พิมมาดาหันมามองเจ้าหน้าที่ผู้นั้นด้วยความแปลกใจ

“ทำไมหรือคะ”

อีกฝ่ายไม่ตอบแต่กลับเลื่อนสายตามองไปยังจุดที่หญิงสาวพบเหตุการณ์ประหลาดเมื่อครู่และยืนจ้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ

“ผมว่าเรารีบกลับออกไปดีกว่า ทุกคนเป็นห่วงคุณมาก”

พูดจบเขาก็เดินนำออกไปทันที พิมมาดารีบก้าวเท้าตามทั้งที่ในใจยังคงสงสัยในสีหน้าและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่คนนั้น ระหว่างทางที่เดินมาด้วยกันเธอจึงถาม

“ตรงนั้นมีอะไรหรือคะ”

“อะไรนะครับ” อีกฝ่ายย้อนถามทั้งที่สายตายังคงมองตรงไปข้างหน้า พิมมาดานิ่วหน้าเล็กน้อย

“เมื่อกี้คุณทำเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง พอจะบอกได้ไหมคะว่ามันคืออะไร”

“ผมแค่มองทุกอย่างตามนิสัยของพราน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยและยกมือขึ้นตบเครื่องหมายอุทยานสองสามครั้ง “หมายถึงงานของเจ้าหน้าที่น่ะครับ”

เขาแหวกใบเฟิร์นที่ระลงมาจากคบไม้และหยุดชะงักอย่างฉับพลันทำเอาพิมมาดาซึ่งตามหลังมาเกือบจะยั้งเท้าไม่ทัน หญิงสาวขยับตรียมจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ต้องยั้งปากเอาไว้เมื่อท่าทางของเจ้าหน้าที่อุทยาน เพราะสีหน้าของเขาแม้จะเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดแต่ดวงตาที่จ้องไปด้านหน้ากลับฉายความพรั่นพรึงออกมาอย่างไม่ปิดบัง

“มีอะไรหรือคะ”

พิมมาดาขยับเข้าไปกระซิบถาม อีกฝ่ายยกมือเป็นเชิงห้ามไม่ให้เธอพูดก่อนจะถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวและเดินเลี่ยงไปอีกด้าน หญิงสาวรีบเดินตามแต่ยังไม่วายอดที่จะเหลียวหลังกลับไปมองจุดที่เจ้าหน้าที่จ้องเมื่อครู่ไม่ได้ ทั้งคู่เดินตามกันโดยไม่มีการพูดจาไปได้สักพัก พิมมาดาจึงถามขึ้น

“เมื่อกี้นี้คุณเห็นอะไรเหรอคะ”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ”

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบต่างจากการเดินซึ่งดูเหมือนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น หญิงสาวรีบก้าวเท้ายาวๆเข้าไปจนใกล้

“ฉันไม่เชื่อ” เธอพูดและหยุดยืนนิ่งเมื่อเห็นเขาไม่ยอมตอบอะไร อีกฝ่ายจึงจำต้องหยุดและหันกลับมาเตือน

“ใกล้ค่ำแล้วคุณต้องรีบกลับเข้าที่พัก”

หญิงสาวส่ายหน้าและเริ่มต้นเล่าเหตุการณ์ที่เธอเพิ่งประสบ

“ตอนที่ช่วยเม่นฉันเจอเรื่องประหลาด แน่นอนว่าถ้าพูดให้คนอื่นฟังคงไม่มีใครเชื่อแต่เจ้าหน้าที่อย่างคุณคงรู้จักเรื่องแบบนี้แน่”

“คนที่หลงป่ามักจะสร้างจินตนาการหลอกตัวเองทุกคน การที่คุณเห็นอะไรที่ผิดธรรมชาติก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

เจ้าหน้าที่อุทยานอธิบายแต่พิมมาดาไม่สนใจ เธอมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่จงใจจะเน้นย้ำถึงความมั่นใจของตัวเอง

“บ้านของฉันอยู่กลางสวน ฉันคุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวตามลำพัง และฉันก็แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นไม่ได้เกิดจากจินตนาการแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง”

สีหน้าขึงขังกับน้ำเสียงจริงจังของเธอทำให้เจ้าหน้าที่นิ่งไปเล็กน้อย สุดท้ายเขาจึงยอมผงกศีรษะ

“ผมรู้”

“งั้นคุณพอจะบอกได้ไหมคะว่าสิ่งที่ฉันเห็นคืออะไร”

ลุงเจ้าหน้าที่ไม่ตอบเธอในทันทีแต่กลับกวาดตามองไปรอบด้านด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่เห็นสิ่งใดผิดปรกติแล้วเขาจึงหันกลับมาทางพิมมาดา

“พูดตอนนี้คงไม่เหมาะ ไว้ถึงที่พักแล้วผมจะเล่าให้คุณฟัง”

บอกเพียงแค่นั้นเขาก็เริ่มต้นออกเดินทางอีกครั้งและไม่ยอมเปิดปากสนทนาอะไรอีกเลย ฝ่ายพิมมาดาเมื่อได้ยินคำพูดเป็นเชิงตอบตกลงแล้วเธอจึงรีบเดินตามโดยไม่ทันได้สังเกตว่าทางด้านหลังภายใต้โคนต้นเคี่ยมคะนองที่สูงเสียดฟ้า มีเงาร่างเลือนลางของใครคนหนึ่งกำลังเฝ้ามองเธออยู่ เมื่อคนทั้งสองหายลับไปจากสายตาแล้วเสียงหนึ่งจึงเอ่ยถามขึ้น

“เหตุใดจึงปล่อยนางไป”

เปลือกต้นไม้ขยับไหวราวกับมีชีวิต ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งเคลื่อนออกมาจากต้นเคี่ยมคะนอง หากใครมาพบก็คงคิดว่าเขาคือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะต่างก็เพียงเครื่องแต่งกายที่มีแค่หนังสัตว์ห่อหุ้มกายท่อนล่างกับดวงตาสีน้ำตาลทองที่สะท้อนแสงวาววับราวกับนัยน์ตาของสัตว์ป่าเขายืนนิ่งไม่ยอมขยับ มีเพียงใบหน้าเท่านั้นที่หันไปมองผู้กำลังก้าวเข้ามาหา

“ข้ายังไม่หิว”

บุรุษผู้นั้นตอบโดยมิได้ขยับริมฝีปาก อีกฝ่ายหยุดยืนในระยะห่างเพียงหนึ่งช่วงแขนและมองคู่สนทนาด้วยสายตาเชิงแปลกใจ

“หากข้าจำไม่ผิดมื้อสุดท้ายของเจ้าคือสองจันทร์เพ็ญที่แล้ว เวลานานขนาดนั้นเจ้าจะบอกว่ายังไม่หิวหรือภูธรา”

ผู้ถูกเรียกว่าภูธรามิได้ตอบคำ เขาหมุนตัวเหมือนต้องการจะไปให้พ้นจากที่นั่นแต่ต้องหยุดชะงักเมื่ออีกฝ่ายพูดขึ้น

“อย่าบอกนะว่าเจ้าเห็นใจมนุษย์”

“ข้าไม่เคยมีความคิดเช่นนั้น อย่าได้กล่าวหาความกันแบบนี้มฤต” ภูธราตอบพร้อมกับหันไปมองผู้ที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน มฤตกระตุกยิ้ม

“เช่นนั้นแล้วเหตุใดเจ้าจึงปล่อยนางผู้นั้นไป”

“ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วว่า ข้ายังไม่หิว”

ภูธราตอบเสียงเข้มขึ้น เสียงสวบสาบทำให้ทั้งคู่หยุดและหันไปมองพร้อมกันจึงพบว่าผู้ที่เข้ามาขัดการสนทนาของพวกเขาคือกวางตัวหนึ่ง ทันทีที่เห็นภูตทั้งสองสัญชาตญาณระแวงภัยก็กระตุ้นเตือนให้รู้ว่าชีวิตของตนไม่ปลอดภัย ดวงตาของกวางตัวนั้นก็เบิกกว้างด้วยความตระหนก ขาทั้งสี่ขยับเตรียมจะหนีแต่ช้าเกินไปเมื่อมฤตวางมือลงบนหลัง พลังชีวิตของมันทั้งหมดก็ไหลพร่างพรูออกจากร่าง ชั่วพริบตาเจ้ากวางเคราะห์ร้ายก็ล้มลงขาดใจตาย

“พวกเราดำรงอยู่ได้ด้วยพลังชีวิตของสัตว์”มฤตพูดพลางมองภูธราแน่วนิ่ง”แน่นอนว่ารวมถึงมนุษย์ ข้าจึงไม่อยากให้เจ้าเห็นใจอาหารพวกนี้”

“ข้าไม่ได้เห็นใจ”

“งั้นบอกหน่อยว่าทำไมเจ้าไม่สูบพลังชีวิตของนาง” มฤตถามด้วยน้ำเสียงเชิงคาดคั้น ด้วยนิสัยไม่ยอมรามือต่อสิ่งใดทำให้ภูธราจำต้องยอมตอบในที่สุด

“เพราะข้าเห็นบางอย่างในตัวของผู้หญิงคนนั้น”

“บางอย่างที่เจ้าว่านั่นคืออะไร” มฤตซักพร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้ อีกฝ่ายขมวดคิ้วคล้ายพยายามหาคำตอบแต่หลังจากคิดทบทวนอยู่หลายรอบก็ยังนึกไม่ออกเพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่า สิ่งนั้นคืออะไร

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

คำตอบที่หลุดออกมาทำให้มฤตส่ายหน้า

“เป็นคำตอบที่ไม่สมกับผู้ที่ถูกคัดเลือกให้เข้าชิงตำแหน่งหัวหน้า”

“ข้าไม่สนใจเรื่องแบบนั้น เชิญเจ้ารับตำแหน่งที่ว่านั่นไปเลย”

ภูธรากล่าวด้วยความรำคาญและทำท่าจะเดินจากไป มฤตเคลื่อนไปขวางเขาเอาไว้และจ้องด้วยดวงตาลุกวาว

“อย่ามาแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ข้ารู้ดีว่าแท้จริงแล้วเจ้าเองก็ปรารถนาในตำแหน่งนี้เช่นกัน”

“ก็แล้วแต่เจ้าจะคิด”ภูธราพูดและเตรียมจะเดินเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งไม่ยอมขยับเขาจึงหันไปจ้องหน้า

“หลีก”

มฤตยืนจังก้าขวางทางเหมือนต้องการจะลองดีแต่เมื่อเห็นดวงตาของอีกฝ่ายทอแสงลุกวาวด้วยความไม่พอใจกายของเขาก็บังเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว มฤตเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้กับภูธราด้วยความหวาดผวาในคลื่นพลังแห่งความดุดันเพราะแม้จะเป็นภูตที่มีนิสัยเงียบขรึมไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่ในยามบันดาลโทสะ ต่อให้ภูตรวมกันสามตนก็ไม่มีทางทำอะไรภูธราได้เลย

ฝ่ายภูธราเมื่อมฤตยอมหลีกทางให้แล้วเขาจึงเดินผ่านไปโดยไม่สนใจที่จะกล่าวอะไร ส่วนมฤตยเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเฉยไม่แสดงท่าทางหรือพูดจาโต้ตอบก็บังเกิดความโกรธผนวกกับความไม่พอใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงเผลอหลุดปากถาม

“เจ้าจะหนีหรือภูธรา”

ภูตหนุ่มหยุดชะงักและมองมฤตด้วยหางตาก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ข้าจะไปพบท่านวิษธร”

พูดจบร่างสูงกำยำก็ก้าวหายเข้าไปในต้นไม้ มฤตกำหมัดแน่นและบดกรามด้วยความโกรธ

“ข้าไม่ยอมให้เจ้าสอพลอท่านวิษธรได้อย่างสบายใจหรอกภูธรา”

พูดจบเขาก็หมุนตัวหายเข้าไปในต้นมะค่าลิ้นทางด้านหลัง เสียงซู่ซ่าของใบไม้ดังสนั่นเมื่อมีสายลมแห่งขุนเขาพัดผ่านเข้ามาหอบใหญ่ เมื่อทุกอย่างสงบลงบริเวณนั้นก็เหลือเพียงซากของกวางเคราะห์ร้ายที่นอนตายเพียงลำพัง ไม่มีวี่แววของภูตตนใดอีกลย

หลังจากได้รับความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่อุทยานจนสามารถกลับไปหาเพื่อนที่รอกันอยู่บริเวณที่พักแถวน้ำตกเหวนรกแล้ว พิมมาดาจึงกล่าวขออภัยกับทุกคน แต่นายองอาจกับคุณนายนวลศรีกลับไม่กล่าวตำหนิเธอแม้แต่คำเดียวเช่นเดียวกันกับนิลเนตรที่โผข้ากอดเพื่อนด้วยใบหน้านองน้ำตา มีเพียงนงนภัสคนเดียวเท่านั้นที่ค้อนปะหลับปะเหลือกอย่างไม่พอใจ

“ไม่น่ารอดออกมาเลย”

เจ้าหล่อนเปรยด้วยเสียงที่ไม่ดังนักก่อนจะสะบัดหน้ามองไปทางด้านอื่นด้วยความหมั่นไส้ที่ทุกคนพากันรอบล้อมและผลัดกันซักถามพิมมาดาด้วยความเป็นห่วงไม่เว้นแม้แต่ชู้รักของเธอเอง เมื่อเห็นว่าทุกคนหายจากอาการตื่นตระหนกแล้วนายองอาจจึงปรบมือสองสามครั้งพร้อมกับร้องบอก

“เอ้า เมื่อทุกคนสบายใจกันแล้วผมก็มีข่าวดีจะบอก คุณนวลศรีโทร.มาแจ้งว่าได้ปลาสดกับกุ้งแม่น้ำมาหลายโล ดังนั้นพวกเราควรจะรีบกลับที่พัก เย็นนึ้เราจะปิ้งปลาย่างกุ้งปิดท้ายวันพักร้อนและฉลองที่คุณพิมกลับมาอย่างปลอดภัย”

เสียงพนักงานทุกคนยกเว้นนงนภัสร้องเฮกันดังลั่นจากนั้นทั้งหมดจึงเดินกลับขึ้นไปบนถนนและขึ้นรถที่มาจอดรออยู่เมื่อทุกคนขึ้นไปนั่งประจำที่กันเรียบร้อยแล้วทั้งหมดจึงเดินทางกลับสู่ผากล้วยไม้ ระหว่างที่นั่งรอยู่บนรถพิมมาดามองต้นไม้ซึ่งเคลื่อนที่ผ่านไปทางด้านหลังพลางนึกถึงคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อุทยาน

‘คุณโชคดีมากที่รอดจากภูตครามมาได้ แต่เพื่อความปลอดภัยคุณกับเพื่อนควรรีบเดินทางออกจากป่า เพราะภูตพวกนั้นไม่เคยปล่อยให้เหยื่อให้มีชีวิตรอด’

“ภูตคราม”หญิงสาวพึมพำด้วยความสงสัยเพราะตั้งแต่เล็กจนโตเธอได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีป่ามามากมายไม่ว่าจะป็นผีโป่ง ผีป่าหรือผีก็องกอย จะแปลกหน่อยก็ตรงผีโพรงแต่ไม่มีใครเคยเล่าถึงภูตครามเลยสักครั้ง มันคือปิศาจชนิดใดกันแน่

“คงต้องไปถามลุงคนนั้นอีกครั้ง”

พิมมาดาคิดพลางเอนกายพิงเก้าอี้และระบายลมหายใจออกมา นิลเนตรซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างเห็นท่าทางของเพื่อนจึงถามด้วยความเป็นห่วง

“เป็นอะไรหรือเปล่ายายพิม”

“หือ”หญิงสาวทำเสียงในลำคอและยิ้มน้อยๆ”แค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก”

“แน่ใจนะ” นิลเนตรถามย้ำ หญิงสาวผงกศีรษะแต่ไม่ได้ตอบอะไร เมื่อเห็นพิมมาดาทำท่าเหมือนไม่อยากพูดเธอจึงตีความหมายไปว่าเพื่อนต้องการจะพักผ่อน ทั้งสองต่างนั่งนิ่งเงียบไม่พูดจากันจนกระทั่งถึงที่พักทุกคนจึงทยอยลงจากรถและตรงไปหาคุณนวลศรีที่กำลังนั่งอยู่หน้าเต้นท์อย่างสบายใจ

“เป็นไง เดินป่าสนุกมั้ย” นายหญิงของบริษัทเอ่ยถาม ฤทธิ์ซึ่งเดินตามหลังนายองอาจรีบตอบ

“สนุกครับ เราเจอต้นไม้แปลกๆตั้งหลายอย่าง แถมยังได้เจอเรื่องตื่นเต้นอีกด้วย”

ทุกคนหันไปมองเด็กหนุ่มปากไวเป็นตาเดียว นิลเนตรแอบหยิกเขาเป็นเชิงตำหนิแต่ดูเหมือนคุณนวลศรีจะไม่ทันเห็นเพราะเธอเลิกคิ้วสูงพร้อมกับหันไปถามนายองอาจ

“ไปเจออะไรมาเหรอคะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม”

นายองอาจหันไปส่งสายตาดุใส่ฤทธิ์ก่อนจะหันหน้ากลับไปที่ภรรยาและตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรืองปรกติธรรมดา  

“ก็ไม่มีอะไร แค่คุณพิมมาดาเดินออกนอกเส้นทางไปนิดหน่อยเท่านั้น”

“พูดง่ายๆก็คือเดินออกนอกกลุ่มจนหลงเข้าไปในป่าน่ะแหละค่ะ” นงนภัสพูดแทรกขึ้นมาและสะบัดหน้าหนีสายตาตำหนิของนายองอาจทันที คุณนายนวลศรีทำตาโต

“หลงป่า ตายจริง ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นไปได้คะหนูพิม แล้วนี่ได้รับบาดเจ็บอะไรตรงไหนบ้างหรือเปล่า”

ไม่เพียงแค่พูดแต่คุณนวลศรียังเดินมาสำรวจพิมมาดาจนทั่วทั้งตัว หญิงสาวรีบส่ายหน้าพร้อมกับตอบเสียงนุ่ม

“หนูแค่เข้าไปช่วยเม่นแต่หาทางออกไม่เจอเท่านั้นแหละค่ะ”เธอคว้ามือของนายหญิงที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการหาบาดแผลบนตัวและบีบเบาๆ”หนูไม่เป็นอะไรหรอกค่ะคุณนวล”

“แน่ใจนะ” อีกฝ่ายถามด้วยความเป็นห่วงจนนงนภัสแอบเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ พิมมาดายิ้มอย่างอ่อนโยนตามนิสัย

“ค่ะ”เธอเลื่อนสายตาไปยังโฟมกล่องใหญ่ที่วางไว้หน้าเต้นท์”ได้ยินคุณองอาจบอกว่าคุณนวลได้กุ้งกับปลาสด”

“จ้ะ พอดีมีคนเอามาขายน่ะ เห็นว่าได้มาจากอ่างเก็บน้ำแต่ฉันจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ตอนแรกก็ว่าจะไปให้ทางร้านอาหารทำให้แต่เจ้าหน้าที่บอกว่ามีอุปกรณ์สำหรับปิ้งย่างเลยว่าจะทำกินกันเอง”

“เดี๋ยวหนูจะติดเตาให้” พิมมาดาพูด นิลเนตรซึ่งเดินไปเปิดกล่องโฟมหันมายิ้ม

“งั้นฉันขอเป็นคนปิ้ง”

“ส่วนผมจะเป็นคนรอกิน”ฤทธิ์เสริมทันควัน เพื่อนพนักงานทุกคนจึงพร้อมใจกันเขกกำปั้นลงบนหัวเขาไม่แรงนัก

“ยังมีหน้ามาพูดอีก ตะกละจริงๆเลย”

เสียงพนักงานหญิงคนหนึ่งพูดไม่ดังนัก ฤทธิ์ยกมือขึ้นคลำหัวป้อยพร้อมกับบ่น

“ก็แหม ถ้ามีแต่คนทำไม่มีคนกินของมันก็เสียหมดสิครับ”

ทุกคนเงื้อมะเหงกขึ้นอีกครั้ง ฤทธิ์เด้งพรวดออกไปยืนจนไกล นายองอาจซึ่งกำลังยืนยิ้มด้วยความขบขันจึงยกมือขึ้นปราม

“เอาล่ะพอกันได้แล้ว ไปล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดแล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อน ใครจะอยู่ช่วยคุณพิมก็ตามใจ ตอนค่ำค่อยมากินเลี้ยงกัน”

พวกพนักงานต่างแยกกันไปเข้าห้องอาบน้ำชำระล้างดินโคลนจากการเดินทางไกล ส่วนพิมมาดายกโฟมทั้งกล่องไปตั้งหน้าห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดกุ้งปลาจากนั้นจึงนำน้ำแข็งซึ่งฤทธิ์วิ่งไปขอซื้อมาจากร้านค้ามาโรยทับและปิดฝากล่อง หลังจากนำไปวางไว้ที่เต้นท์ของบริษัทแล้วเธอจึงคว้าผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำอาบท่าจนสดชื่น แต่แทนที่จะนอนพักผ่อน หญิงสาวกลับเดินไปยังที่ทำการอุทยานเพื่อสอบถามชื่อลุงเจ้าหน้าที่ที่ช่วยเหลือเธอ หลังจากบอกรายละเอียดรูปร่างหน้าตาให้กับคนที่อยู่ในที่ทำการแล้วเขาก็หัวเราะ

“อ๋อ คงเป็นลุงแคล้ว”

“แน่ใจเหรอคะ” พิมมาดาย้ำเพื่อความมั่นใจ อีกฝ่ายพยักหน้าพร้อมกับชี้ไปที่ผังรูปพร้อมรายชื่อเจ้าหน้าที่ของอุทยาน

“คนที่เกษียณอายุแล้วแต่ยังทำงานเป็นเจ้าหน้าที่มีแค่ลุงแคล้วคนเดียวเท่านั้นแหละครับ ครอบครัวของแกดูแลเขาใหญ่มาตั้งแต่รุ่นปู่ทวด ตระกูลของแกเป็นพรานป่าที่เก่งที่สุดในแถบนี้”

“แล้วจะเจอแกได้ที่ไหนคะ”พิมมาดาถามและอธิบายเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่มองมาด้วยสายตาแสดงความสงสัย”คือดิฉันอยากจะมอบอะไรเล็กน้อยให้กับแกและกล่าวคำขอบคุณอีกครั้งน่ะค่ะ”

“ลุงแคล้วไม่เคยรับของจากใครหรอกครับ” เจ้าหน้าที่อีกคนพูดแทรกขึ้น เขาหันไปเก็บเอกสารลงลิ้นชักก่อนจะหมุนกลับมาพูดต่อ”แต่ถ้าแค่คำขอบคุณก็คงจะพอคุยกันได้”

“ทำไมล่ะคะ”

“แกถือว่าเป็นหน้าที่น่ะครับ แค่คุณไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติและสัตว์ป่าแล้วแกยินดีให้ความช่วยเหลือเสมอ”เจ้าหน้าที่คนแรกตอบพลางใช้ปากกาชี้ไปยังอีกด้านหนึ่งของที่ทำการหน่วย “ลุงแคล้วแกอยู่กับครอบครัวในบ้านพักเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าจะไปหาตอนนี้คงยังไม่เจอ”

เขาพูดพลางหันหน้ามาทางพิมมาดา หญิงสาวผงกศีรษะ

“งั้นดิฉันควรไปหาแกกี่โมงดีคะ”

“ซักสองทุ่ม แกจะกลับมากินข้าวและนอนพักสองสามชั่วโมงก่อนออกตรวจตราบริเวณรอบผากล้วยไม้นี่อีกครั้ง เอาเป็นว่าคุณมาหาแกซักสองทุ่มครึ่งจะดีที่สุด”

เจ้าหน้าที่ตอบ พิมมาดาส่งยิ้มอย่างสุภาพให้กับเขาและก้มศีรษะลงน้อยๆพร้อมกับพูด

“ขอบคุณมากค่ะ”

“ด้วยความยินดีครับ” อีกฝ่ายตอบ เมื่อสอบถามรายละเอียดจนเป็นที่เข้าใจแล้วพิมมาดาจึงเดินกลับที่พัก ระหว่างนั้นเธอหวนนึกถึงเหตุการณ์อันแสนตื่นเต้นที่เพิ่งประสบมาอีกครั้ง ถึงจะไม่รู้ว่าภูตครามคืออะไรแต่สัมผัสที่ไล้ไปบนตัวของเธอในตอนนั้นบ่งบอกถึงเจตนาบางอย่างซึ่งหญิงสาวแน่ใจว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างแน่นอน แต่นั่นก็เป็นเครื่องบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่า แม้จะถูกรุกรานจากมนุษย์แต่ผืนป่าในเขาใหญ่ยังคงมีสิ่งเร้นลับอยู่ ถึงจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า ผีป่ามีจริง มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังค้างคาอยู่ในใจของหญิงสาวก็คือช่วงเวลา เพราะเท่าที่ได้ฟังประสบการณ์ของคนที่เคยพบหรือเรื่องเล่าปากต่อปากของคนเฒ่าคนแก่ บรรดาผีป่าทุกชนิดมักจะบุกเข้าทำร้ายมนุษย์ในยามค่ำคืนเท่านั้น

“แสดงว่าภูตครามต้องเป็นผีป่าที่ร้ายกาจมาก”

พิมมาดาพูดกับตัวเองขณะเดินไปยืนที่จุดชมวิว ดวงตาทอดมองผ่านขุนเขาที่สลับซับซ้อนไปไกลแสนไกลขณะที่ความคิดล่องลอยไปกับกลุ่มเมฆที่ล่องลอยไปตามสายลม หญิงสาวจมอยู่กับคำถามของตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกเฝ้ามองจากใครบางคนซึ่งเร้นกายอยู่ภายใต้กระเบากลักต้นสูงใหญ่ ดวงตาสีน้ำตาลทองคล้ายตาไม้จับจ้องการเคลื่อนไหวของหญิงสาวทุกอิริยาบถจนเมื่อนิลเนครเพื่อนของเธอร้องเรียก เงาเลือนลางของคนผู้นั้นจึงจางหายไป

“ทำอะไรอยู่น่ะพิม”

ผู้ถูกเรียกหันหน้าไปมองพร้อมรอยยิ้ม

“ยืนคิดอะไรนิดหน่อยน่ะ”

“ยืนคิดอะไรกันนักกันหนา เรามาเที่ยวไม่ได้นั่งประชุม โยนเรื่องงานทิ้งลงเหวไปซะแล้วไปสนุกกันดีกว่า”

ไม่พูดเปล่านิลเนตรยังดึงแขนเพื่อนให้เดินตามไปด้วย พิมมาดาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยและเตรียมจะอ้าปากถามแต่พอได้ยินเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมงานที่ดังมาจากลานหญ้าบริเวณหน้าเต้นท์แล้วหญิงสาวจึงยอมหุบปากเงียบและเดินตามเพื่อนไปอย่างว่าง่าย

“เล่นอะไรกันน่ะ” พิมมาดาถามเมื่อเห็นทุกคนนั่งล้อมเป็นวงโดยมีฤทธิ์เดินวนอยู่รอบนอก นิลเนตรยิ้มกว้าง

“มอญซ่อนผ้า”

“โตป่านนี้แล้วเล่นอะไรเป็นเด็ก ใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้กันน่ะ” พิมมาดาถามด้วยความสงสัยขณะมองฤทธิ์ที่ค่อยๆหย่อนผ้าขนหนูผืนเล็กไว้ข้างหลังสิทธิศักดิ์จากนั้นจึงทำเป็นเดินตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ต่อ นิลเนตรอมยิ้มพร้อมกับกระซิบตอบ

“คุณองอาจ”  

ชื่อของคนต้นคิดทำเอาคนถามต้องอ้าปากค้างเพราะนึกไม่ถึงว่าเจ้านายที่มักจะมีสีหน้าเคร่งเครียดและทำงานอย่างจริงจังอยู่เสมอจะรู้จักสรรหาวิธีเล่นสนุกแบบนี้ ถึงมันจะเป็นการเล่นที่ออกจะโบราณไปหน่อยก็เถอะ พิมมาดาอมยิ้มขณะมองสิทธิศักดิ์ที่กำลังใช้มือกวาดหาทางด้านหลัง เมื่อพบผ้าผืนนั้นเขาจึงคว้ามันและวิ่งไล่คนวางไปรอบวงแต่ฤทธิ์กลับวิ่งหนีได้ทันและกระโดดลงไปนั่งแทนที่อย่างว่องไว สิทธิศักดิ์จึงต้องรับหน้าที่เป็นคนเดินรอบวงแทน เสียงหัวเราะด้วยความสนุกสนานดังไม่ขาดระยะ นายองอาจหันมาเห็นหญิงสาวจึงร้องเรียก

“อ้าวคุณพิมมัวยืนอยู่ทำไม มาเล่นด้วยกันเร็ว”

พิมมาดาเดินไปร่วมวงตามคำเชิญ หลังจากเล่นมอญซ่อนผ้าจนเบื่อแล้วทุกคนจึงเปลี่ยนมาเล่นงูกินหางตามคำแนะนำของคุณนายนวลศรี นายองอาจซึ่งเล่นเป็นพ่องูวิ่งไล่จับพนักงานที่เล่นเป็นลูกงูอยู่ไม่ถึงสิบนาทีก็ต้องยอมแพ้ ทั้งเขาและภรรยาต่างขอตัวไปนั่งพักปล่อยให้ลูกน้องเล่นเกมส์ทายปัญหากันจนถึงบ่ายสามฤทธิ์และสิทธิศักดิ์จึงหอบเตาปิ้งบาบีคิวของเจ้าหน้าที่อุทยานมาตั้งที่กลางลาน กลิ่นกุ้งเผาปลาย่างหอมกรุ่นไปจนถึงที่ทำการอุทยาน เจ้าหน้าที่แวะมาดูสองสามครั้งเพื่อต้องการให้แน่ใจว่าไฟจะไม่ลุกลามเข้าไปในป่า นายองอาจจึงชวนพวกเขาร่วมวงรับประทานอาหารด้วย เวลาแห่งความสนุกผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อความมืดโรยตัวลงมาคลุมผืนป่า งานเลี้ยงจึงจบลง เมื่อดับฟืนไฟและเก็บข้าวของทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วนายองอาจและพนักงานทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับเข้าไปพักผ่อนในเต้นท์เพราะต้องออกเดินทางกลับในตอนเช้า มีเพียงพิมมาดาเท่านั้นที่ยังคงนั่งมองความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนเพียงลำพัง พอใกล้จะได้ถึงเวลาสองทุ่มเธอจึงเริ่มเดินตรงไปยังบ้านพักเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ห่างจากจุดตั้งเต้นท์พอสมควร

 เนื่องจากเป็นคืนวันเพ็ญ แสงสีนวลของดวงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังผืนป่าช่วยให้พิมมาดาสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ไม่ยากนัก หญิงสาวเดินเรื่อยไปจนกระทั่งถึงบ้านของเจ้าหน้าที่อุทยาน ประตูหน้าต่างที่ถูกปิดกับความเงียบสงัดแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเข้านอนกันจนหมดแล้ว หลังจากยืนรีรออยู่สองสามนาทีหญิงสาวจึงตัดสินใจหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับ แต่แสงไฟสีแดงที่สว่างวาบมาจากบ้านหลังหนึ่งทำให้เธอต้องหยุดและมองเงาตะคุ่มที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้อยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ยเรียก

“ลุงแคล้วใช่ไหมคะ”

“ครับ”

เสียงตอบดังกลับมาขณะที่อีกฝ่ายโยนก้นยาสูบลงบนพื้นและใช้เท้าขยี้จนมันดับสนิทจากนั้นจึงลุกขึ้นและเดินตรงเข้ามาหาพิมมาดา

“คุณพิมมาดา” ลุงแคล้วกล่าวทักพร้อมกับเปิดรอยยิ้ม”ผมกำลังรอคุณอยู่”

“กำลังรอ” หญิงสาวทวนคำด้วยความแปลกใจ “รู้ได้ยังไงคะว่าฉันจะมาหาลุง”

“ดูจากนิสัยน่ะครับ”อีกฝ่ายกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบเย็น”เท่าที่ผ่านมาผู้หญิงที่หลงป่าถ้าไม่นั่งร้องไห้ฟูมฟายก็ตกใจกลัวจนสติแตก แต่คุณกลับควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดีทั้งที่เพิ่งได้พบกับสิ่งน่ากลัวที่สุดในชีวิต”

คำพูดของเจ้าหน้าที่ผู้มากวัยทำให้พิมมาดาขมวดคิ้วด้วยความฉงน

“ลุงกำลังพูดถึงเรื่องอะไรหรือคะ”

“เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คุณมาหาผม”ลุงแคล้วตอบพลางผายมือไปด้านหน้า “ยืนพูดตรงนี้ไม่เหมาะ เราเดินไปคุยไปดีกว่าครับ”

เขาเว้นระยะคำพูดเล็กน้อยและยิ้มเมื่อเห็นแววตาสงสัยของหญิงสาว

“ทากไม่ถูกกับถนนยางมะตอยน่ะครับ”

คำอธิบายของเจ้าหน้าที่ชราทำให้พิมมาดาเข้าใจในทันที เธอรีบเดินขึ้นจากพื้นหญ้าและก้มลงปัดทากสองสามตัวที่กำลังคลานอยู่บนขาเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงพยักหน้าให้กับลุงแคล้ว เขายิ้มและเริ่มต้นออกเดิน

“คุณเชื่อเรื่องภูตผีปิศาจหรือเปล่า”

เจ้าหน้าที่ชราถาม พิมมาดานิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ

“ถ้าเป็นเรื่องของวิญญาณ ฉันพอจะเชื่ออยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องผีบอกตามตรงว่าไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นักเพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล่าจากความกลัวของคนมากกว่า”

“บางอย่างมันก็ใช่ แต่บางอย่างมันเร้นลับมากกว่านั้น สำหรับคนเมืองอย่างคุณ เรื่องผีป่าอาจจะเป็นแค่เรื่องเล่าน่าตื่นเต้น แต่สำหรับพรานอย่างพวกผมมันคือเรื่องจริง และสิ่งพวกนี้น่ากลัวชนิดที่พวกคุณเองไม่มีทางคาดถึง”

“ฉันไม่เข้าใจ” พิมมาดาขมวดคิ้ว “แล้วผีป่าเกี่ยวข้องอะไรกับการที่ฉันหลงอยู่ในป่าวันนี้”

“คุณเองก็น่าจะรู้”ลุงแคล้วตอบ หญิงสาวนิ่งและระบายลมหายใจออกมา

“ก่อนที่ลุงจะเข้าไปช่วยฉันรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนมองอยู่ตลอดเวลา แต่พอมองหาก็ไม่มีอะไรซักอย่าง ตอนแรกฉันก็คิดว่าความกลัวเลยทำให้เกิดภาพหลอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมันไม่ใช่”

พิมมาดาหยุดพูดพลางคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง สัมผัสของลมที่ลูบไล้ไปบนลำตัวยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ หญิงสาวกอดแขนของตัวเองเบาๆ

“ทั้งที่ไม่มีลมแต่ฉันกลับรู้สึกถึงอากาศที่กำลังเคลื่อนที่ มันไม่ใช่การโบกพัดแต่เป็นการหมุนวนไล่จากข้อเท้า ลำตัวเรื่อยไปจนถึงคอ”

หญิงสาวแตะลำคอของตนเองอย่างลืมตัว

“จากนั้นก็มีเสียงเหมือนใครบางคนกำลังถอนใจและทุกอย่างก็หยุดกระทั่งลุงเข้ามา”

ลุงแคล้วฟังพิมมาดาเล่าด้วยอาการสงบนิ่ง มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ฉายความหวาดกลัวออกมาจางๆ แต่ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ทันได้สังเกตเพราะเธอยังคงเล่าเรื่องราวต่ออีกสองสามคำก่อนจะหันมาถาม

“ลุงเห็นสิ่งนั้นใช่ไหมคะ”

ลุงแคล้วสูดลมหายใจเข้าและระบายออกมาค่อนข้างแรง

“ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะครับ”

“ระหว่างออกจากป่าอยู่ๆลุงก็หยุดและเดินเลี่ยงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ถึงฉันจะไม่ใช่คนชำนาญการเดินป่าแต่ก็พอจะดูออกว่าลุงเดินอ้อมจากเส้นทางที่ใช้ประจำ”

เธอมองหน้าอีกฝ่าย

“ก่อนออกจากน้ำตกลุงพูดถึงภูตคราม พอจะบอกได้ไหมคะว่ามันคืออะไร”

ลุงแคล้วอึ้งเล็กน้อยเหมือนหนักใจในสิ่งที่ถูกถาม แกล้วงมือลงไปในกระเป๋าและหยิบยาเส้นออกมาทำท่าจะจุดแต่ก็เปลี่ยนใจยัดมันกลับเข้ากระเป๋าตามเดิม

“ภูตครามไม่ใช่ผีป่า สาง สมิงหรือปิศาจ แต่เป็นสิ่งเร้นลับที่เกิดจากต้นไม้ของผืนป่า พวกเขาจะไม่ย่องเข้าไปดูดเลือดหรือกินตับไตไส้พุงเหยื่อในตอนกลางคืนเหมือนพวกผีก็องกอยหรือผีโขมด”

ลุงแคล้วพูดและหันมาจ้องหน้าพิมมาดาก่อนจะพูดต่อเสียงหนัก

“วิธีกินของภูตครามก็คือการดูดกลืนวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเพียงแค่สัมผัส พวกเขาสามารถกินได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ตั้งแต่ผมจำความได้ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครรอดชีวิตจากเงื้อมมือของภูตคราม ตอนที่เห็นคุณในป่าผมเองยังแปลกใจที่เขาไม่ทำร้ายคุณ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ภูตครามไม่เคยปล่อยเหยื่อให้หลุดมือเป็นครั้งที่สอง”

*/*/*/*/*




Create Date : 05 พฤษภาคม 2555
Last Update : 5 พฤษภาคม 2555 7:54:10 น.
Counter : 321 Pageviews.

0 comment
ภูตคราม บทที่ 1 พิมมาดา(3)
การหยอกเย้าอย่างเป็นกันเองทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกผ่อนคลายแต่ก็ไม่ถึงขนาดพูดจาเล่นหัวกับเจ้านายเหมือนเพื่อนเล่น นิลเนตรซึ่งเป็นช่างพูดอยู่แล้วก็สรรหาเรื่องตลกมาเล่าให้ทุกคนหัวเราะ แต่ที่สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนมากที่สุดก็คือพิมมาดาซึ่งปรกติเป็นคนพูดน้อย วันนี้เธอกลับหยอดมุขขำขันเรียกเสียงฮาจากเพื่อนร่วมงานได้ไม่แพ้เพื่อนรัก ยกเว้นนงนภัสซึ่งยืนแยกตัวออกจากกลุ่ม เมื่อเห็นนายองอาจไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควรเธอจึงสะบัดหน้าเดินไปนั่งรอในรถและแกล้งเปิดเพลงเสียงดังลั่นเหมือนจงใจกลบเสียงหัวเราะของทุกคน นิลเนตรถึงกับเบ้หน้าและบ่นพอให้เพื่อนได้ยิน

“หล่อนเป็นอะไรอีกน่ะ”

“คงน้อยใจที่คุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง”คุณนวลศรีพูดเสียงเรียบและหันไปทางสามี”ไปปลอบเขาหน่อยสิคุณ”

“ไม่จำเป็น”นายองอาจพูดอย่างไม่ใส่ใจนักและหันไปมองรถยนต์รับจ้างสีเขียวเหลืองที่วิ่งเข้ามาจอด

“ขอโทษครับที่มาช้า” ชายหนุ่มที่ก้าวลงจากรถพนมมือไหว้เจ้านายทั้งสองและหันไปก้มหัวให้กับเพื่อนทุกคน นายองอาจจึงโบกมือ

“เอ้ามากันครบแล้ว ออกเดินทางกันได้”

ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปนั่งประจำที่ จากนั้นรถตู้ทั้งสองจึงเคลื่อนออกจากบริษัทมุ่งหน้าสู่เขาใหญ่ ระหว่างการเดินทางทุกคนต่างร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งถึงร้านอาหารริมเขื่อนลำตะคอง หลังจากรับประทานอาหารมื้อเที่ยงซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกปลาและกุ้งจนอิ่มหนำสำราญแล้วทั้งหมดจึงออกเดินทางต่อ ขณะที่วิ่งไปตามถนนธนรัตน์ ประตูสู่เขาใหญ่อยู่นั้นคุณนายนวลศรีก็พูดขึ้น

“ฉันว่าเราน่าจะแวะซื้ออะไรขึ้นไปกินด้วยนะคะ”

“เป็นความคิดที่ดี แต่เราจะซื้ออะไรดีล่ะ” นายองอาจถาม ฝ่ายภรรยาจึงชี้หันไปทางคนขับรถ

“ข้างหน้ามีร้านอาหาร ช่วยจอดรถที่นั่นก็แล้วกัน” สั่งเสร็จเธอจึงหันกลับมาที่สามี”เย็นนี้คงเป็นไก่ย่าง ส้มตำ ส่วนใครจะกินอะไรก็สั่งเพิ่มกันตามใจชอบ”

เสียงเฮดังมาจากพนักงานที่นั่งอยู่ด้านหลัง พิมมาพายกนิ้วขึ้นจรดเป็นเชิงห้ามให้เบาลงพร้อมกับพูด

“เกรงใจท่านกันหน่อย”

“ไม่เป็นไรหรอกหนูพิม นานๆได้มาพักผ่อนกันทีไม่ต้องเข้มงวดนักก็ได้” คุณนายนวลศรีพูดและเลื่อนสายตาไปยังนิลเนตร”หนูนิลจ๊ะ ช่วยโทรศัพท์ไปบอกรถคันหลังด้วยว่าเราจะจอดซื้อของ”

“ค่ะ”

นิลเนตรรับคำและดึงโทรศัพท์มือถือออกมาจัดการตามคำสั่ง หลังจากซื้ออาหารการกินเสร็จเรียบร้อยรถตู้ทั้งสองจึงออกเดินทางอีกครั้งโดยจอดแวะไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ตรงบริเวณทางขึ้นซึ่งคุณนายนวลศรีได้ถวายเหล้าขาวให้กับท่านด้วย แม้การเดินทางจะค่อนข้างลำบากเพราะถนนที่คดเคี้ยวแต่ทุกคนก็เต็มไปด้วยความสนุก นายองอาจเตือนลูกน้องว่าห้ามโยนอาหารให้ลิงที่อยู่ริมถนน เพราะจะทำให้พวกมันโดนรถทับ และสอนด้วยว่าการให้อาหารทำให้สัตว์ป่าเสียนิสัย ซึ่งจะเป็นผลร้ายต่อพวกมันในภายหลัง

“แค่โยนอาหารให้พวกมันเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก”

นงนภัสซึ่งนั่งเงียบมานานพูดขึ้น นายองอาจสั่นศีรษะ

“มองเผินๆเหมือนจะเป็นแบบนั้น แต่ลองคิดให้ดี ถ้าสัตว์ป่าทุกตัวเลิกหาอาหารตามธรรมชาติและมารอขอจากคนแบบนี้ อีกหน่อยบนถนนก็จะมีแต่ซากศพของพวกมัน เพราะพวกสัตว์น่ะมันรู้จักแต่จะขอ แต่ไม่เข้าใจถึงอันตราย อีกอย่างก็คือมนุษย์บางคนเป็นพวกมักง่ายหรือเห็นแก่ความสนุก คนพวกนี้จะโยนอาหารลงไปทั้งถุงโดยไม่คำนึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าสัตว์พวกนี้กินเข้าไป”

“ฉันเคยเจอข่าวกวางตายเพราะกินขวดน้ำเข้าไป” นิลเนตรพูดขึ้น “ไม่ใช่แค่นั้นนะ ยังมีพวกฝากระป๋อง ถุงพลาสติกอีกด้วย”

“น่ากลัวจัง” พนักงานสาวที่นั่งอยู่ด้านหลังพูด”งั้นอย่าให้อาหารพวกมันเลยดีกว่า”

“ไม่ใช่แค่อาหารเท่านั้นรวมถึงการทิ้งขยะด้วย” พิมมาดาเสริม ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยยกเว้นนงนภัสที่กระแทกลมหายใจพรืดและพูดพึมพำ

“หมั่นไส้”

เธอสะบัดหน้าเมินไปอีกด้านจากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีกเลย ก่อนจะเข้าไปยังสำนักงานอุทยาน รถได้จอดให้ทุกคนบันทึกภาพทิวทัศน์บริเวณจุดชมวิวแรก ขณะที่เพื่อนกำลังสนุกสนานอยู่กับการเก็บภาพอันงดงาม พิมมาดากลับแยกตัวออกจากกลุ่มและยืนมองทิวเขาสีเขียวขจีที่ทอดยาวออกไปไกลแสนไกล สายลมของขุนเขาที่พัดผ่านมากระทบนำพากลิ่นหอมของทุ่งหญ้ามาสู่นาสิก หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าด้วยความรู้สึกสดชื่นและยิ้มอย่างมีความสุข สมองที่เคยเคร่งเครียดกับหน้าที่การงานเริ่มผ่อนคลาย จิตใจของเธอคงลอยไปไกลมากกว่านี้หากนิลเนตรไม่เดินมาคว้าแขนและลากไปหาเพื่อนพร้อมกับบ่น

“มัวยืนใจลอยอะไรอยู่ได้”

“ไม่ได้ใจลอย แค่เก็บบรรยากาศของป่าเท่านั้น”

พิมมาดาพูด อีกฝ่ายค้อนขวับ

“เอาไว้ค่อยไปเก็บตอนถึงที่พัก ตอนนี้มาถ่ายรูปกันก่อนจะได้ออกเดินทางต่อ”

ไม่พูดเปล่า เพื่อนสาวจับเธอไปยืนกลางกลุ่มและผลัดกันตั้งท่ากันอย่างสนุกสนาน หลังจากปล่อยให้ลูกน้องถ่ายรูปราวยี่สิบนาทีนายองอาจจึงต้อนทุกคนขึ้นรถเพื่อออกเดินทาง ระหว่างที่เคลื่อนผ่านทุ่งโล่ง ฤทธิ์ซึ่งนั่งอยู่ด้านซ้ายชี้ไปยังเนินดินสีแดงส้มผิดไปจากที่อื่นพร้อมกับถาม

“นั่นอะไรเหรอ”

ทุกคนมองตาม พิมมาดาชำเลืองดูเล็กน้อยก่อนตอบ

“โป่งน่ะ”

“โป่ง” ฤทธิ์ทวนคำและนิ่วหน้า”มันคืออะไร”

หญิงสาวหันไปมองเหมือนไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้จักแต่เมื่อเห็นสีหน้าของนิลเนตรกับเพื่อนที่เหลือแล้วเธอจึงถาม

“พวกเธอไม่รู้จักโป่งเหรอ”

ทุกคนพร้อมใจกันส่ายหน้า พิมมาดาจึงถอนใจและอธิบาย

“โป่ง คือแอ่งดินตามธรรมชาติ มักมีเนื้อละเอียดแต่บางทีอาจมีกรวด หินหรือทรายปนอยู่ เนื้อดินมีสีดำ แดงลูกรังหรือขาว ที่มันแปลกไปจากดินทั่วไปก็คือ มันมีเกลือแร่ต่าง ๆ ปนอยู่ด้วย เช่น เกลือโซเดียมคลอไรด์ เกลือแคลเซียม แมกนีเซียม หรือ โปตัสเซียม”

“แล้วทำไมถึงต้องเรียกว่าโป่งล่ะ”ฤทธิ์ซักด้วยความอยากรู้ พิมมาดานิ่วหน้าเล็กน้อย

“สำหรับเรื่องนี้ฉันเองก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าถามว่าโป่งต่างจากดินอื่นยังไงก็พอจะบอกได้ว่าเพราะความที่มีแร่ธาตุจำเป็นนี่แหละ พวกสัตว์ถึงต้องลงมากิน เพราะร่างกายของพวกมันขาดเกลือแร่อย่างเช่นพวกกวางซึ่งต้องการแคลเซียมไปบำรุงเขาให้งอกงาม พวกช้าง กระทิง ก็ชอบกินดินโป่งด้วยเหมือนกัน”

ฤทธิ์พยักหน้าหงึกหงักและมองพิมมาดาด้วยความทึ่ง

“ไม่น่าเชื่อว่าคุณพิมจะรู้เรื่องแบบนี้ด้วย”

“ก็ได้จากการอ่านหนังสือยามว่างน่ะ อีกอย่างก่อนออกเดินทางฉันหาข้อมูลของเขาใหญ่จากอินเตอร์เน็ตเลยได้ความรู้ใหม่มาหลายอย่าง อยากรู้เรื่องทากไหมล่ะ”

เธอหันไปถามพวกที่นั่งอยู่ด้านหลัง นิลเนตรยกมือขึ้นห้าม

“ไม่ต้องเลย น่าขยะแขยงจะตายไป”

พิมมาดายิ้มและหันกลับไปมองถนนตามเดิม รถทั้งสองคันวิ่งต่อไปอีกครู่ใหญ่จึงถึงที่ทำการอุทยาน เมื่อลงชื่อและรับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่แล้วทั้งหมดจึงตรงไปยังผากล้วยไม้ หลังจากช่วยกันกางเต้นท์เสร็จเรียบร้อยแล้วทุกคนจึงทะยอยขนสัมภาระลงจากรถ จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปเที่ยวโดยคนที่มีแรงมุ่งหน้าไปยังน้ำตกผากล้วยไม้ซึ่งอยู่ไม่ไกล ส่วนนายองอาจกับคุณนวลศรีอยู่โยงเฝ้าเต้นท์โดยมีพิมมาดาคอยจัดการเรื่องอาหารการกิน

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าความมืดก็เริ่มเคลื่อนเข้าปกคลุมไปทั่วขุนเขา ความร้อนอันเกิดจากแสงแดดในตอนกลางวันถูกแทนที่ด้วยไอเย็นของผืนป่า เหล่าแมลงเริ่มกรีดปีกส่งเสียงสะท้อนก้องสลับกับเสียงร้องของสัตว์ที่ออกหากินยามค่ำคืน ผู้คนที่ออกไปหาความเพลิดเพลินจากพงไพรต่างพากันกลับเข้าที่พัก นักท่องเที่ยวบางคณะจับกลุ่มร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน เช่นเดียวกับพวกของพิมมาดา

แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางแต่ความปลอดโปร่งของธรรมชาติและความตื่นเต้นกับชีวิตท่ามกลางขุนเขาทำให้เหล่าบรรดาพนักงานของนายองอาจรู้สึกสนุกจนไม่อยากเข้านอน หลังจากผลัดกันเล่าเรื่องราวชวนหัวกันไปได้สักระยะ นิลเนตรจึงยกนาฬิกาขึ้นดู

“ทุ่มกว่าแล้ว ไปส่องสัตว์กันเถอะ”

แทบทุกคนต่างลุกขึ้นยกเว้นนงนภัสที่ทำเป็นนั่งหมุนแก้วน้ำเหมือนไม่สนใจจะเข้าร่วมกิจกรรมกับใคร คุณนายนวลศรีส่ายหน้าพลางสะกิดสามี

“ชวนเขาหน่อย”

นายองอาจถอนใจอย่างเบื่อหน่ายแต่ก็ยอมทำตาม เขาหันไปหานงนภัสพร้อมกับเอ่ยปากชวน

“ไปด้วยกันมั้ยนง”

หญิงสาวทำเป็นเมินหน้ามองไปด้านอื่นก่อนตอบด้วยเสียงที่เกือบจะเป็นสะบัด

“ไม่ล่ะค่ะ”

“ทำไมล่ะ อุตส่าห์มาเขาใหญ่ทั้งที เอาแต่นั่งอยู่ในเต้นท์จะไปสนุกอะไร”

คราวนี้คุณนายนวลศรีเป็นนพูด นงนภัสเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะหันไปแสร้งส่งยิ้มให้กับเธอ

“นงปวดหัวค่ะ ไปไม่ไหวจริงๆ”

“ปวดหัวเหรอ เป็นอะไรไป ไม่สบายหรือเปล่า”

คุณนวลศรีถามด้วยความเป็นห่วง อีกฝ่ายยักไหล่

“แค่เมารถเท่านั้นค่ะ”

“งั้นเหรอ แล้วทานยาหรือยัง” อีกฝ่ายยังคงถามพลางควานมือเข้าไปในกระเป๋าเหมือนต้องการหายาแก้เมาให้ หญิงสาวรีบโบกมือ

“ทานเรียบร้อยแล้วค่ะ นี่เดี๋ยวก็ว่าจะเข้านอน คุณนวลไปเที่ยวเถอะ”

ประโยคสุดท้ายเหมือนจงใจจะตัดบท คุณนวลศรีจึงดึงมืออกจากกระเป๋าและพยักหน้า ส่วนนายองอาจซึ่งดูเหมือนจะรู้นิสัยหญิงสาวดีจึงสะกิดภรรยาพร้อมกับพูด

“ไปกันเถอะ”

ทั้งหมดเดินไปขึ้นรถตู้และขับตรงไปยังที่ทำการอุทยานเพื่อนั่งรถนำเที่ยวที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ซึ่งดูเหมือนในวันนี้จะมีนักท่องไพรมากพอดูเพราะมีรถจอดอยู่สามคัน นิลเนตรพานายองอาจและเพื่อนๆไปขึ้นรถคันแรกซึ่งมีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่สองคน เมื่อผู้โดยสารเข้าประจำที่เรียบร้อยแล้วรถทั้งสามจึงเคลื่อนตัวออกจากที่นั่นโดยแยกย้ายกันไปคนละเส้นทาง

การส่องสัตว์ในเขาใหญ่คือการนั่งรถวิ่งไปตามเส้นทางที่กำหนดโดยเจ้าหน้าที่จะใช้ไฟส่องกราดเข้าไปในป่าตามจุดหากินของสัตว์ป่า ในความรู้สึกของพิมมาดา การชมชีวิตสัตว์ยามราตรีไม่ได้มีความท้าทายอะไรมากนัก แต่เธอยอมรับว่าตื่นเต้นที่ได้เห็นสัตว์ในมุมมองที่ไม่เคยเห็น ไม่ว่าจะเป็นช้างสองแม่ลูกที่ออกมาเดินเล่นกลางถนน หรือนางอายที่เกาะบนยอดไม้สูง และเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นตัวจริงของชะมด ถึงมันจะวิ่งมุดหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็วก็เถอะ แต่ที่สร้างความประทับให้เธอมากที่สุดก็คือเม่นสามตัวที่เดินเรียงกันเป็นแถวออกหาอาหาร เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเธอมักจะนึกว่าเม่นจะต้องเดินกร่างและพร้อมจะยิงขนปักหน้าทุกคนที่เข้าใกล้ แต่ภาพตรงหน้าเม่นทั้งสามแทบไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตา เพราะใบหน้าน่ารักกับท่าทางการเดินที่อุ้ยอ้ายทำให้มันกลายเป็นสัตว์น่าเอ็นดูสำหรับเธอไปเลย

ใช้เวลาราวสองชั่วโมงการส่องสัตว์ก็เสร็จสิ้น หลังจากกล่าวคำขอบคุณเจ้าหน้าที่แล้วทุกคนจึงเดินทางกลับที่พักและแยกย้ายกันเข้านอนยกเว้นพิมมาดา หญิงสาวจุดธูปเดินออกจากเต้นท์ตรงไปยังบริเวณที่ไม่ค่อยมีผู้คนจากนั้นจึงบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางเพื่อขออนุญาตพักพิงรวมทั้งขอขขมาลาโทษในบางสิ่งที่กระทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อปักธูปลงบนดิน ลมหอบใหญ่ก็พัดกรรโชกผ่านวูบเข้ามา ไฟบนปลายธูปลุกวาบขึ้นและราแสงลงจนกลับเป็นปรกติ ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งสูงขึ้นไปในอากาศและหมุนหนึ่งรอบก่อนจะลอยหายเข้าไปในป่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้พิมมาดาบังเกิดความกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเธอกลับคิดว่านั่นคือสิ่งที่เจ้าป่าเจ้าเขาแสดงเพื่อยอกรับในคำอธิษฐาน หญิงสาวจึงยกมือขึ้นพนมอีกครั้งจากนั้นจึงเดินกลับไปยังที่พัก หลังจากเอนตัวลงนอนแล้วเธอยังคงมองผ้าเต้นท์ที่สะบัดไปมาตามแรงลมและปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปไกลแสนไกล แต่เพียงก็ไม่นานเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางทำให้หญิงสาวผล็อยหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว

เสียงพูดคุยกับฝีเท้าย่ำไปมาบนพื้นหญ้าปลุกพิมมาดาให้รู้สึกตัวลืมตาขึ้น หญิงสาวควานหานาฬิกาปลุกที่วางไว้บนหัวนอนแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเวลานี้เธอกำลังนอนอยู่ในเต้นท์กลางป่าเขาใหญ่ หญิงสาวจึงลุกขึ้นนั่งและกวาดตามองไปรอบตัว ภาพนิลเนตรที่กำลังนอนกอดผ้าห่มของตัวเองกับนงนภัสซึ่งนอนในท่าที่ดูแล้วไม่ยั่วยวนเหมือนอย่างที่เคยเห็นทุกครั้งทำให้เธออมยิ้ม หลังจากมองเพื่อนทุกคนแล้วพิมมาดาจึงชะโงกหน้ามองออกไปนอกเต้นท์และขมวดคิ้วเพราะแม้นักท่องเที่ยวหลายคนจะเดินไปเดินมาแต่ท้องฟ้ายังคงมืดมิด หญิงสาวจึงมุดกลับเข้าไปข้างในอีกครั้งและหยิบโทรศํพท์มือถือขึ้นมาดูจึงรู้ว่าเป็นเวลาตีห้าเท่านั้นเอง

“เอาไงดี จะนอนต่อก็คงไม่หลับ”

เธอพูดกับตัวเองและตัดสินใจหยิบแปรงสีฟัน สบู่ เสื้อผ้าชุดใหม่ออกจากกระเป๋าก้าวออกจากเต้นท์เดินตรงไปยังห้องน้ำรวม เพราะความที่ฟ้ายังไม่สาง ผู้คนที่ต่อแถวอยู่จึงมีไม่มากนัก หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอจึงเก็บข้าวของเครื่องใช้กลับเข้าที่จากนั้นจึงออกไปต้มน้ำชงกาแฟ กลิ่นหอมกรุ่นโชยเข้าไปในเต้นท์ปลุกนิลเนตรให้ตื่นลืมตา เธอชะโงกศีรษะออกมาจากเต้นท์พร้อมกับถาม

“กี่โมงแล้วน่ะ”

“ตีห้าสี่สิบ เธอนอนต่อเถอะ”

พิมมาดาตอบ เมื่อเห็นเพื่อนกลับเข้าไปนอนอีกครั้งเธอจึงเดินไปยังจุดชมวิว สายลมเย็นของขุนเขากับกลิ่นหอมของไอดินยามเช้าสร้างความกระชุ่มกระชวยอย่างประหลาดล้ำ หญิงสาวยกกาแฟขึ้นจิบและทอดสายตามองเทือกสีเทาทึบเพื่อเฝ้ามองความงามจากแสงแรกของยามเช้าซึ่งก็ไม่ผิดหวังเมื่อลำแสงสีทองเจิดจรัสทาบตัวบนเส้นขอบฟ้า ภาพของแมกไม้สีเขียวที่ค่อยๆกระจ่างชัดขึ้นทำให้พิมมาดารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง โลกของธรรมชาติอันแสนสงบที่มนุษย์ผู้ดำรงชีวิตท่ามกลางความวุ่นวายไม่มีโอกาสได้สัมผัส หมอกสีเงินที่โรยตัวเหนือยอดไม้ดูอ่อนนุ่มคล้ายสำลี พิมมาดานึกอยากจะเป็นผู้วิเศษโบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้าและเกลือกกลิ้งไปมาอยู่บนกลุ่มหมอกอย่างมีความสุข ขณะที่กำลังคิดอะไรอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้นเสียงคุณองอาจก็ดังขึ้นข้างตัว

“เป็นภาพเราไม่มีวันได้เห็นหากอยู่ในเมือง”

“คุณองอาจ” พิมมาดาหันไปเอ่ยทัก”เดี๋ยวดิฉันจะไปชงกาแฟมาให้นะคะ”

“ไม่ต้องหรอก”เจ้านายของเธอพูดพลางยกถ้วยกาแฟในมือขึ้น”นวลศรีเขาจัดการให้เรียบร้อยแล้ว

หญิงสาวยิ้มและหันกลับไปมองความงามเบื้องหน้าตามเดิม ทั้งสองยืนซึมซับความสดชื่นจากธรรมชาติโดยไม่คุยอะไรกันจนกระทั่งคุณนายนวลศรีและนิลเนตรเดินเข้ามาหา

“หนีมาชมวิวกันอยู่ที่นี่เอง”

เสียงนายหญิงเอ่ยทัก พิมมาดาหันไปพนมมือไหว้และส่งยิ้มให้กับเพื่อน อีกฝ่ายยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มพร้อมกับบ่น

“จะออกมาก็ไม่บอก”

“เห็นเธอกำลังหลับสบาย”หญิงสาวตอบ อีกฝ่ายสั่นศีรษะ

“มาดูทิวทัศน์ทั้งทีทำไมไม่ถือกล้องมาด้วย แบบนี้ฉันก็ไม่ได้เห็นภาพสวยๆน่ะสิ”

“เรายังนอนที่นี่อีกคืน พรุ่งนี้ค่อยตื่นมาดูก็ได้” นายองอาจเป็นคนตอบ”อ้อจริงสิ วันนี้มีโครงการจะไปเที่ยวที่ไหนบ้างคุณนิลเนตร”

“ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำตกค่ะ พวกหนุ่มๆเขาอยากเดินป่า”

“แบบนั้นฉันคงต้องขอตัว”คุณนวลศรีพูดขึ้นมา พิมมาดาจึงรีบอธิบาย

“ทางไปน้ำตกเหวสุวัตไม่ลำบากหรอกคะคุณนวล ลงจากรถเดินไปอีกนิดก็เห็นน้ำตกแล้ว”

“พูดเหมือนเคยมายังงั้นแหละ”

นิลเนตรกระเซ้า พิมมาดายิ้ม

“ฉันถามเจ้าหน้าที่อุทยานมาต่างหาก”

การโต้ตอบไปของสองสาวคงดำเนินไปอีกยืดยาวหากนายองอาจไม่ยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกให้หยุดและพูดสั้นๆเป็นเชิงถาม

“เที่ยวน้ำตกกับเดินป่า”

“ค่ะ เมื่อวานหนูขอเส้นทางเจ้าหน้าที่เอาไว้แต่ต้องไปแจ้งอีกทีว่าเราจะไปกันกี่คน ไม่ทราบว่าคุณองอาจจะไปด้วยกันไหมคะ”

คนเป็นนายไม่ตอบแต่กลับมองหน้าแล้วอมยิ้ม

“กลัวฉันเดินไม่ไหวหรือไง”

“หนูนิลเขากลัวคุณเป็นลมกลางทางต่างหาก”

คุณนวลศรีพูดขัด ฝ่ายสามีหัวเราะด้วยความขบขันพลางยกแขนขึ้นและทำท่าเบ่งกล้ามอวด

“เห็นแบบนี้ฉันยังแข็งแรงไม่แพ้พวกหนุ่มๆ เอาไว้คอยดูตอนเดินป่า รับรองได้เลยว่าพวกเธอตามฉันไม่ทันแน่”

“ทำเป็นพูดดีไปเถอะ”

คุณนวลศรีพูดด้วยความหมั่นไส้และเลื่อนสายตามองไปยังพนักงานบริษัทที่กำลังเดินเข้ามาหา หลังจากพูดคุยจัดการกับมือเช้าจนอิ่มหนำทั้งหมดจึงเดินทางไปยังน้ำตกเหวสุวัต ซึ่งในช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูฝนน้ำจึงลดปริมาณลงกว่าเดิมมากจนสามารถเดินลัดเลาะย้อนขึ้นไปหาน้ำตกได้มากพอสมควร ช่วงสายทุกคนย้ายไปชมน้ำตกก่องแก้วและแวะไปส่งคุณนวลศรียังที่พักก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเส้นทางเดินป่าแนวน้ำตกเหวนรกเป็นรายการต่อไป

รถจอดในตำแหน่งที่กำหนดปล่อยให้ผู้โดยสารทั้งหมดเดินไปตามทางที่มีลูกศรแจ้งเอาไว้ การเดินทางช่วงต้นเป็นไปอย่างสนุกสนานแต่พอผ่านไปได้สักระยะเสียงพูดคุยก็เริ่มเบาลงโดยเฉพาะพวกผู้หญิงถึงกับขอหยุดพักหลายครั้ง จนเมื่อถึงบริเวณที่มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบนงนภัสที่เดินเกาะนายองอาจไปตลอดทางก็เริ่มบ่น

“ใครเป็นคนเสนอความคิดนี้นะ”

“ผมเอง”

นายองอาจตอบเพื่อต้องการตัดความรำคาญ นงนภัสทำหน้างอและมองทางเดินที่ทอดยาวไปราวกับไม่มีวันสิ้นสุด

“นงเหนื่อยจะตายอยู่แล้วขอพักก่อนได้ไหมคะ”

เธอพูดอย่างออดอ้อนจนนิลเนตรแอบหันไปทำท่าเหมือนกำลังจะอ้วก พิมมาดาตีแขนเพื่อนเบาๆทั้งที่ตัวเองกำลังหัวเราะ

“เดี๋ยวเขาก็เห็นหรอก”

“ช่างปะไร ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากจะจับแม่นั่นมัดติดไว้กับต้นไม้แล้วปล่อยให้เสือมันคาบไปกิน”

“ผมกลัวว่ามันจะไม่มาน่ะสิพี่นิล”

ฤทธิ์ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังยื่นหน้าเข้ามากระซิบ พิมมาดาตีแขนเขาดังเพียะพร้อมกับดุ

“ปากร้ายนักนะเรา”

เด็กหนุ่มยิ้มแหยในขณะที่นิลเนตรหัวเราะจนท้องแข็ง เสียงของเธอทำให้นงนภัสหันมาตวาด

“หัวเราะอะไรกัน”

“ขำหนอนน่ะ”

นิลเนตรตอบพลางแอบยักคิ้วให้พิมมาดา อีกฝ่ายส่ายหน้าอย่างนึกเอือม ส่วนนงสภัสซึ่งดูไม่เชื่อจึงลุกขึ้นและถามเสียงห้วน

“ไหนหนอนอะไรไม่เห็นมีเลยซักตัว”

นิลเนตรทำท่าจะตอบแต่ต้องอ้าปากค้างและชี้นิ้วไปที่ปลายเท้าของนงนภัส หญิงสาวขมวดคิ้วและก้มหน้ามองตาม ตัวประหลาดคล้ายหนอนสีดำที่กำลังไต่อยู่บนหลังเท้าทำให้เธอต้องกรีดร้องออกมา

“ตัวอะไรเนี่ย”

“ทากน่ะ” พิมมาดาตอบและถอนใจเมื่อเห็นนงนภัสโผเข้าไปกอดนายองอาจพร้อมกับร้องโวยวายไม่หยุด

“ช่วยปัดมันออกให้หน่อยค่ะคุณองอาจ นงขยะแขยงจะแย่อยู่แล้ว”

“แค่ทากเท่านั้นเองน่ะ”

นายองอาจบ่นพลางดีดทากจนกระเด็นไปไกล นงนภัสทำท่าขนลุก

“ถึงจะแค่ทากแต่มันน่ากลัวนี่คะ ว้ายดูสิมันมาอีกตัวแล้ว”

เธอส่งเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดลั่นป่า พิมมาดาได้แต่ส่ายหน้าพลางดึงขวดบรรจุน้ำสีน้ำตาลเข้มออกมาจากกระเป๋า นิลเนตรซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาปัดทากออกจากขาของตัวเองเห็นจึงถามด้วยความสงสัย

“อะไรน่ะพิม”

“ยาเส้นแช่น้ำ”อีกฝ่ายตอบพร้อมกับยื่นขวดใบนั้นส่งให้เพื่อน”ทาให้ทั่วตัว มันจะช่วยไม่ให้ทากเข้ามาเกาะ”

คำพูดของเธอได้ยินไปถึงนงนภัส เธอก้าวพรวดมาแย่งขวดน้ำจากมือของนิลเนตร

“ฉันทาก่อน”

เจ้าหล่อนเปิดฝาเทพรวดแบบไม่ยั้งจนพิมมาดาต้องเอ่ยปากเตือน

“แค่ทาบางๆก็พอแล้วคุณนง”

“ถ้ามันไม่ได้ผลล่ะ” นงนภัสตวาดพลางชะโลมน้ำยาเส้นจนตัวเปียกชุ่ม นิลเนตรถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจแต่ยังไม่ทันจะได้ต่อว่าพิมมาดาก็ส่งขวดน้ำอีกใบให้

“เอาไปแบ่งกัน”

จัดการเรื่องยากันตัวทากเสร็จทั้งหมดจึงออกเดินทางต่อ แม้จะเป็นระยะทางเพียงไม่กี่กิโลแต่ความเป็นป่าทำให้ทุกคนไปได้ไม่เร็วนัก ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมงเสียงซู่ซ่าของน้ำตกก็ดังแว่วมาแต่ไกล

“ใกล้จะถึงแล้วล่ะ” นายองอาจหันมาให้กำลังใจลูกน้อง”เอ้ากัดฟันเดินกันอีกหน่อย ใครไปถึงก่อนฉันจะให้รางวัลหนึ่งพันบาท”

เสียงร้องเฮดังขึ้นพร้อมกัน พนักงานทุกคนรวมทั้งนิลเนตรรีบก้มหน้าก้มตาเดินด้วยหวังว่าจะให้ถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุดมากกว่าเงินรางวัล พิมมาดาเองก็เช่นเดียวกัน แม้จะเหน็ดล้าเหมือนขาจะหลุดแต่ความที่อยากการเดินทางจบลงเสียทีเธอจึงกัดฟันฝืนเร่งฝีเท้าให้ก้าวเร็วขึ้น แต่ระหว่างที่กำลังเดินอยู่นั้นก็มีเสียงแหลมเล็กของสัตว์ดังมาจากด้านข้าง เสียงที่ฟังเหมือนผู้ร้องกำลังตกอยู่ในอาการตื่นตระหนกทำให้หญิงสาวต้องหยุดชะงัก

“เสียงอะไรน่ะ”

เธอก้มตัวลงมองลอดพุ่มไม้หนาทึบเข้าไปด้านในแต่เมื่อกวาดสายตาสอดส่ายไปจนทั่วแล้วกลับไม่พบอะไรเลยสักอย่าง อย่าว่าแต่สัตว์เลย มดสักตัวก็ยังไม่มี

“สงสัยเราจะเหนื่อยจนหูฝาด”

หญิงสาวพูดติดตลกและขยับเพื่อจะเดินต่อแต่ต้องหยุดเมื่อเสียงร้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ต้นไม้ขนาดเล็กต้นหนึ่งสั่นไหวอย่างรุนแรงเหมือนโดนเขย่า

เสือ

คำแรกวิ่งผ่านเข้ามาความคิด พิมมาดารีบก้าวถอยหลังเพื่อเตรียมจะวิ่งแต่เสียงร้องแหลมเล็กคล้ายสัตว์จำพวกหนูทำให้เธอหยุดความตั้งใจที่จะทำเช่นนั้น หญิงสาวหันไปมองกลุ่มเพื่อนซึ่งก็พบว่าทุกคนเดินทิ้งห่างไปไกลแล้ว ตอนแรกเธอคิดจะวิ่งไปบอกทุกคนแต่เมื่อนึกถึงความน่ารักของเม่นกับข่าวเรื่องสัตว์ป่าตายเพราะความมักง่ายของคนแล้วจึงเปลี่ยนใจ หญิงสาวก้าวเท้าออกจากทางเดินที่กำหนดมุ่งตรงเข้าไปในป่าเพื่อหาเจ้าของเสียงที่ตนเองได้ยิน  

ฝ่ายนิลเนตรหลังจากเดินมาได้สักระยะจึงหยุดพักหอบหายใจ เธอยกมือขึ้นโบกให้กับฤทธิ์และสิทธิศักดิ์เพื่อเป็นการบอกว่าไม่เป็นไร ทั้งสองจึงดึงขวดน้ำออกมาดื่ม

“เป็นไงบ้างยายพิม”

นิลเนตรถามและขมวดคิ้วเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบจากเพื่อน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นและมองไปทางด้านหลังพร้อมกับร้องเรียก

“พิม”

สิ่งขานรับมีเพียงเสียงกราวจากใบไม้ที่แกว่งไหวกระทบกันเมื่อถูกลม ความเงียบของเพื่อนทำให้นิลเนตรนึกเอะใจ

“เธออยู่ไหนน่ะพิม”

หญิงสาวเรียกด้วยเสียงที่ดังมากขึ้นกว่าเดิม ฤทธิ์และสิทธิศักดิ์จึงเดินย้อนกลับมาพร้อมกับถาม

“มีอะไรหรือครับ”

“ฉันหายายพิมไม่เจอ”

นิลเนตรตอบ ฤทธิ์จึงพยักหน้าไปทางกลุ่มที่เดินนำหน้า

“อยู่กับพวกนั้นหรือเปล่าครับ”

“เขาเดินคู่กับฉันมาตลอด”

นิลเนตรพูดพลางเดินย้อนกลับไปทางเดิม ดวงตาทั้งคู่สอดส่ายไปตามพุ่มไม้ข้างทางเพราะคิดว่าบางทีเพื่อนสาวอาจจะแวะทำธุระเมื่อไม่พบเธอจึงป้องปากตะโกนเรียก

“พิม”

ไร้วี่แว่วทั้งเงาหรือเสียงตอบรับ นิลเนตรจึงแน่ใจว่าเพื่อนของเธอหายตัวไป เพียงแต่จะเป็นแค่การหลุดออกนอกเส้นทางพลัดหลงเข้าไปในป่าหรือถูกสัตว์ทำร้าย พอคิดถึงเหตุผลประการหลังหญิงสาวจึงเริ่มต้นแหวกพุ่มไม้ข้างทางอย่างบ้าคลั่งและร้องเรียกเพื่อนไม่ขาดปาก การกระทำของนิลเนตรทำให้ทั้งคณะต้องหยุด นายองอาจเดินย้อนกลับมาพร้อมกับถามด้วยความสงสัย

“มีอะไรหรือคุณนิลเนตร”

หญิงสาวกวาดตามองไปโดยรอบคล้ายกำลังมองหาอะไรบางอย่าง เมื่อไม่พบร่องรอยใดเธอจึงหันกลับมายังเจ้านาย อีกฝ่ายถึงกับยืนตกตะลึงเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดเพราะความตระหนก นิลเนตรตอบเสียงสั่น

“พิมหายไปค่ะ”


*/*/*/*/*




Create Date : 28 เมษายน 2555
Last Update : 28 เมษายน 2555 11:47:34 น.
Counter : 294 Pageviews.

0 comment
ภูตคราม บทที่ 1 พิมมาดา(2)
บ้านของพิมมาดาอยู่ห่างจากถนนใหญ่มากชนิดที่เธอต้องนั่งรถยนต์เข้าไปแต่ส่วนใหญ่แล้วหญิงสาวมักจะอาศัยบริการจากรถจักรยานยนต์รับจ้างมากกว่าเพราะทั้งสะดวก รวดเร็วและสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะชาวบ้านในบริเวณนั้นรวมถึงคนขับรถในวินทุกคนรู้จักครอบครัวของเธอเป็นอย่างดีโดยเฉพาะคุณตาคุณยายซึ่งเป็นชาวสวนเก่าแก่ สวนผลไม้ที่นั่นเกือบทั้งหมดก็เป็นที่ดินของพวกท่านที่อนุญาตให้ชาวบ้านทำกินโดยไม่คิดค่าเช่า ใครเดือดร้อนก็สามารถเข้าไปขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา ความมีน้ำใจของพวกท่านทำให้ชาวบ้านทุกคนให้ความเคารพแม้ทั้งสองจะสิ้นบุญไปแล้ว ทุกคนก็ยังคงรักและให้ความดูแลเอาใจใส่พิมมาดาเหมือนดังเช่นตากับยายของเธอทุกประการ และนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่หญิงสาวไม่ยอมขายที่ดินให้กับนายทุนที่มักจะเข้ามาติดต่ออยู่เป็นประจำ

ความที่อยู่ท่ามกลางสวน รอบบ้านจึงอุดมไปด้วยต้นไม้นานาชนิดสร้างความร่มรื่นต่อผู้อาศัยจนแม้วันร้อนที่สุดก็ยังมีลมเย็นพัดเข้ามาในบ้านตลอดเวลา ไม้ผลหลากพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง หว้า มะปราง ขนุนหรือแม้แต่พืชสวนครัวต่างแย่งกันผลิดอกออกผลให้รับประทานกันแทบไม่หวาดไม่ไหว ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการเอาใจใส่ของตัวพิมมาดาด้วย ถึงจะมีความรู้ระดับปริญญาโทและมีความสามารถชนิดที่บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งยื่นข้อเสนอมาให้แต่เธอไม่สนใจ หญิงสาวรักที่จะดำเนินชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติมากกว่าความหรูหราในเมือง

หลังจากรดน้ำต้นไม้จนเสร็จเรียบร้อยแล้วพิมมาดาจึงจัดกระเป๋า อาบน้ำและรับประทานอาหารเย็น ซึ่งกว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่ม จากนั้นหญิงสาวจึงเปิดโทรทัศน์เพื่อเป็นการฆ่าเวลาแต่หลังจากกดปุ่มเลือกช่องอยู่ราวห้านาทีเธอก็ต้องปิด เพราะนอกจากละครน้ำเน่ากับเกมส์โชว์ไร้สาระแล้วก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ

“บอกแล้วว่าให้ติดเคเบิ้ล ดูหนังชุดของฝรั่งสนุกกว่าละครพวกนี้ตั้งเยอะ”

คำพูดของนิลเนตรดังวาบขึ้นมาในความคิด พิมมาดายิ้มให้กับตัวเองก่อนจะเดินไปเปิดเครื่องเสียงซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกดนตรีประกอบภาพยนต์หรือเพลงบรรเลง หลังจากเปิดไปได้พักใหญ่หญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาและบ่นออกมาเบาๆ

“จะเที่ยงคืนแล้วเหรอเนี่ย” เธอชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่างและขมวดคิ้ว”ยายนิลมัวทำอะไรอยู่นะ ป่านนี้ยังมาไม่ถึงอีก”

บ่นพลางหยิบรีโมตมากดปุ่มเปลี่ยนเป็นวิทยุเพื่อฟังรายการโปรด ท่วงทำนองดนตรีเย็นยะเยือกน่าขนลุกกับเสียงแหบเครือของผู้จัดทำให้หญิงสาวรีบเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งตัวตรงและฟังเรื่องราวอย่างตั้งใจ

‘เริ่มแรกของเราวันนี้เป็นเรื่องเล่าจากผู้ฟังทางบ้านนะครับ’ เสียงพิธีกรอารัมบทตามด้วยเสียงดังกุกกักเหมือนกำลังขยับอะไรบางอย่าง’เป็นเรื่องราวสยองขวัญที่เจอะเจอในเขาใหญ่ ซึ่งเธอตั้งชื่อว่า ผีโพรงจากลำตะคอง สวัสดีครับคุณ...’

พิมมาดานั่งฟังเรื่องเล่าซึ่งกล่าวถึงการพบกับสิ่งประหลาดที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของวิญญาณอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งมีเสียงรถจักรยานยนต์มาจอดหน้าบ้านเธอจึงลุกขึ้นและยิ้มอย่างโล่งใจเมื่อเห็นนิลเนตรกำลังลงจากรถและควักธนบัตรส่งให้คนขับ

“ทำไมมาช้านักล่ะ”

ประโยคแรกหลุดออกจากปากขณะเปิดประตูรั้วให้เพื่อน อีกฝ่ายถอนหายใจพรืด

“รถชนกันบนทางด่วนน่ะ ติดอยู่สองชั่วโมงกว่าจะหลุดออกมาได้” นิลเนตรบ่นพลางวางกระเป๋าไว้บนโต๊ะและทิ้งตัวนั่งลงอย่างอ่อนแรง พิมมาดายื่นแก้วน้ำให้พร้อมกับถาม

“กินอะไรมาหรือยัง”

“เรียบร้อยแล้ว” เพื่อนสาวตอบและนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินรายการวิทยุ”นี่เธอยังฟังเรื่องพวกนี้อีกเหรอยายพิม”

“ก็มันสนุกดีนี่” พิมมาดาตอบ อีกฝ่ายส่ายหน้า

“พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวเขาใหญ่แต่เธอดันฟังเรื่องผีที่ลำตะคอง งานนี้ฉันมีหวังหลอนจนนอนไม่หลับแหง”

“มันก็แค่เรื่องเล่าเท่านั้น มีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้”

พิมมาดาพูดหน้าตาย นิลเนตรค้อนเพื่อนวงใหญ่พร้อมกับพูด

“ไม่เชื่อแต่ยังฟัง พิลึกคนจริงๆเลยนะเธอ”

“ก็มันสนุกนี่นา ดีกว่าดูละครตั้งเยอะ” พิมมาดาเดินไปหยิบหมอนกับผ้าห่มที่เธอเตรียมไว้มายื่นให้พร้อมกับถาม”จะนอนหรือยังล่ะ”

นิลเนตรพยักหน้าและทำท่าจะขึ้นไปยังชั้นบนแต่เมื่อเห็นเพื่อนรักเดินไปนั่งเก้าอี้ยาวเธอจึงขมวดคิ้ว

“นี่ยังจะฟังต่ออีกเหรอพิม”

“อื้อ”พิมมาดาตอบสั้นๆพลางโบกมือให้อีกฝ่าย “เธอขึ้นไปนอนก่อนเถอะ พอฟังจบแล้วฉันจะตามขึ้นไป”

นิลเนตรส่ายหน้าอย่างนึกระอาก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง หลังจากสวดมนจร์ไหว้พระขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางตามธรรมเนียมแล้วเธอจึงเอนตัวลงนอน ความเหนื่อยอ่อนทำให้หญิงสาวหลับสนิทลงอย่างรวดเร็ว

เสียงไก่ขันแว่วแต่ไกลปลุกให้พิมมาดาตื่นขึ้น เธอบิดตัวเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าจากนั้นจึงผละจากเตียงตรงไปลุกนิลเนตรที่นอนห้องติดกัน เสียงบ่นพึมพำด้วยความงัวเงียของเพื่อนทำให้หญิงสาวอมยิ้มจากนั้นเธอจึงอาบน้ำแต่งตัวและเข้าครัวเพื่อเตรียมกาแฟ เมื่อได้รับความสดชื่นจากเครื่องดื่มรสกลมกล่อมเรียบร้อยแล้วทั้งคู่จึงออกจากบ้านเพื่อขึ้นรถจักรยานต์ที่นัดเวลาให้มารับและมุ่งหน้าตรงไปยังจุดนัดพบซึ่งก็คือบริษัทของพวกเธอ

เมื่อไปถึงนิลเนตรยิ้มกว้างและเอ่ยปากทักทายเพื่อนร่วมงานอย่างร่าเริง แม้คนที่ไม่สามารถไปด้วยได้ยังอุตส่าห์หอบข้าวเหนียวหมูย่างมาฝาก ทุกคนต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งรถกะบะคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดเสียงหัวเราะทั้งหมดจึงยุติลง หลายคนเบ้หน้าอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเห็นนงนภัสก้าวนวยนาดลงจากรถและออกคำสั่ง

“ช่วยขนกระเป๋าให้ฉันหน่อย”

นิลเนตรขยับเตรียมจะปฏิเสธแต่พิมมาดากลับเดินไปยังท้ายรถและดึงกระเป๋าเดินทางใบย่อมสองใบออกมา เสียงกระแนะกระแหนเปรยออกมาจากกลุ่มพนักงาน

“ทำตัวเป็นคุณนายเชียวนะนังชะนี”

นงนภัสหันขวับมามองตาวาว สิทธิศักดิ์ หัวหน้าแผนกสินค้าจึงรีบเข้าไปช่วยพิมมาดา หลังจากยัดกระเป๋าทั้งสองเข้ารถเรียบร้อยแล้วนิลเนตรซึ่งยืนหน้าบอกบุญไม่รับจึงพูดขึ้น

“ไปช่วยมันทำไมน่ะ”

“ตัดปัญหาเรื่องมลภาวะทางเสียง”หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เพื่อนของเธอกระแทกลมหายใจค่อนข้างแรง

“ฉันรู้ว่าเธอไม่อยากได้ยินอะไรไร้สาระ แต่ลองช่วยยายนั่นครั้งหนึ่งเดี๋ยวก็มีครั้งต่อไปไม่มีสิ้นสุด”

“ไม่จำเป็นต้องทำตามทุกครั้งนี่นา อีกอย่างคุณนวลศรีไปด้วย นงนภัสคงไม่กล้าทำตัวเป็นคุณนายแน่”

พิมมาดาพูดอย่างอารมณ์ดี นิลเนตรส่ายศีรษะและเตรียมจะพูดอะไรอีกยืดยาวแต่เสียงร้องทักอย่างร่าเริงจากใรบางคนทำให้เธอต้องหยุดและหันไปยกมือไหว้ผู้ใหญ่สองคนที่กำลังเดินเข้ามาหา

“สวัสด่ะคุณองอาจ คุณนวลศรี”

“ไหว้พระเถอะจ้ะ”

คุณนายนวลศรีพูดอย่างเมตตาในขณะที่ฝ่านสามีผงกศีษะรับอย่างอารมณ์ดี

“มากันครบหรือยัง”

“เหลือเจ้าฤทธิ์คนเดียวเท่านั้นครับ” สิทธิศักดิ์ตอบ นายองอาจผงกศรีษะและหันถามนิลเนตร

“เรื่องเขาใหญ่ล่ะว่าไง”

“ดิฉันดึงข้อมูลเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวมาแล้วค่ะ”เธอพูดพร้อมกับดึงกระดาษสองสามใบออกจากกระเป๋ายื่นส่งให้เจ้านาย”วันแรกเราคงไปเที่ยวได้ไม่กี่แห่ง แต่ถ้าใครอยากจะเล่นน้ำจะไปที่น้ำตกผากล้วยไม้ก็ได้ เพราะอยู่ห่างจากจุดกางเต้นท์ไม่มาก”

เธออธิบายพลางชี้แผนที่ที่พิมพ์มาด้วย

“แต่พรุ่งนี้ถ้าตื่นแต่เช้าหลังจากไปเที่ยวที่น้ำตกเหวสุวัตแล้วเราจะไปน้ำตกเหวไทรหรือเหวประทุนก็ได้ ถ้าพวกหนุ่มๆนักผจญภัยอยากเดินป่าก็มีเส้นทางเดินป่าซึ่งมีอยู่หลายจุดอย่างทางไปน้ำตกมะนาว น้ำตกตาดตาภู่ น้ำตกผากระจายหรือน้ำตกเหวนรก”

“เอาไว้ปรึกษากันตอนเดินทางว่าจะไปเที่ยวที่ไหน” นายองอาจพูดหลังจากเปิดข้อมูลอ่านแบบคร่าวๆ นิลเนตรรับคำและพูดต่อ

“ถ้าเป็นไปได้ดิฉันอยากให้สรุปก่อนจะถึงเขาใหญ่เพราะจะได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตอนติดต่อเรื่องที่พัก ส่วนตอนกลางคืนถ้าไม่เหนื่อยนักก็นั่งรถไปส่องสัตว์กับพวกอุทยาน ดิฉันคิดว่าจะโทร.ไปจองระหว่างการเดินทาง”

“ผมว่าเราควรไปส่องสัตว์กันตั้งแต่คืนนี้” นายองอาจพูด นิลเนตรพยักหน้ารับและบันทึกลงสมุดประจำตัวจากนั้นจึงถาม

“แล้วเรื่องอาหารล่ะคะ”

“เราจะแวะกินมื้อเที่ยงกันที่เขื่อนลำตะคอง” คุณนายนวลศรีเป็นคนตอบ”ได้ยินว่ากุ้งแม่น้ำของที่นั่นตัวหนึ่งหนักเป็นกิโล”

“ตัวโตแบบนั้นผมคงกินไม่ลงหรอก”นายองอาจหยอก คุณนวลศรีหัวเราะ

“อย่ามาแย่งฉันก็แล้วกัน”



Create Date : 28 เมษายน 2555
Last Update : 28 เมษายน 2555 10:17:39 น.
Counter : 317 Pageviews.

1 comment
ภูตคราม บทที่ 1 พิมมาดา(1)

ภูธรา ภูตป่าที่ดำรงเผ่าพันธุ์ด้วยการสูบพลังวิญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่น
ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สัตว์แม้กระทั่งมนุษย์
กระทั่งเขาพบกับพิมมาดา หญิงสาวผู้มีดวงจิตอันแสนบริสุทธิ์
รักแรกพบจึงเกิดขึ้น
แต่ความรักของทั้งสองคงไม่มีวันสมหวัง หากอีกฝ่ายยังคงเป็นสิ่งไร้ตัวตน
พวกเขาจึงต้องหาหนทางที่จะได้ครองคู่กัน

ภูตคราม

บทที่ 1 พิมมาดา

เสียงรองเท้าส้นสูงที่ดังใกล้เข้ามาทำให้ผู้ที่กำลังพรมปลายนิ้วลงบนปุ่มเครื่องคิดเลขชะงักเล็กน้อย เพราะแม้จะรู้ดีว่าเจ้าของรองเท้าคู่นั้นจะเป็นใครแต่ความเร็วของจังหวะการก้าวเดินบ่งบอกว่าเธอผู้นั้นกำลังอยู่ในอารมณ์เร่งรีบ

“มีอะไรเหรอนิล”

คนที่นั่งอยู่ในห้องเอ่ยถามทั้งที่ดวงตายังคงจ้องอยู่กับตัวเลข สาวสวยในชุดกระโปรงสุดเปรี้ยวแม้มปากเล็กน้อยเพราะเกิดความเซ็งที่เพื่อนรู้ทันก่อนจะเอ่ยปากพูด

“พิมยังไม่รู้ใช่ไหม”

“อะไร” คนที่ถูกเรียกว่าพิมย้อนถามพลางเงยหน้าขึ้นมองด้วยความฉงน อีกฝ่ายวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะจากนั้นจึงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พร้อมกับตอบ

“คุณองอาจเรียกทุกคนให้เข้าประชุมในอีกสิบนาที”

คำตอบของเพื่อนทำให้พิมมาดาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างงั้นเหรอ ปรกติคุณองอาจไม่เคยเรียกประชุมด่วนเลยนี่นา เธอพอจะรู้รายละเอียดบ้างไหม”

“ไม่ แต่ข่าวแว่วมาว่าคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องนี้คือคุณนายนงนภัส”

ชื่อที่หลุดมาจากปากเพื่อนทำให้พิมมาดาระบายลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เพราะนอกจากการเป็นภรรยาน้อยของนายองอาจแล้ว นงนภัสไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลยในบริษัท ส่วนที่ถูกเรียกว่าคุณนายนั้นก็เพราะพนักงานส่วนใหญ่หมั่นไส้ท่าทางกรีดกรายของเจ้าหล่อน ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันตั้งฉายาให้เป็นการประชด ซึ่งในตอนแรกนิลเนตรเรียกแบบเต็มยศว่าคุณนายชะนี
นงนภัสด้วยซ้ำ

“เขาจะเอาอะไรอีก”

พิมมาดาพูดพลางปิดงานที่กำลังทำและเริ่มต้นแยกประเภทเอกสารที่เธอคิดว่าจำเป็นต่อการประชุมออกเป็นกลุ่มจากนั้นจึงวางทุกอย่างลงในแฟ้มขนาดใหญ่ นิลเนตรมองการทำงานอย่างคล่องแคล่วของเพื่อนแล้วยิ้ม

“รู้ได้ยังไงว่าจะต้องใช้งานตัวไหน”

“ถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนแบบนี้น่าจะมาจากรายรับที่ผิดพลาด แต่ถ้าคุณนงนภัสเข้าประชุมด้วยอาจจะมีเรื่องรายจ่ายเพิ่มขึ้น”

พูดพลางหันไปหยิบสมุดจดจำประจำตัวมาถือไว้และมองหน้าเพื่อน

“กำลังจะมีประชุมในอีกไม่กี่นาที จะไม่ไปเตรียมอะไรไว้ก่อนเลยเหรอคะคุณเลขา”  

น้ำเสียงล้อเลียนของเธอทำให้นิลเนตรหัวเราะ

“ไปเดี๋ยวนี้แล้วค่ะเจ้านาย” หญิงสาวทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหารจากนั้นจึงคว้าเอกสารและโค้งให้กับพิมมาดาอีกครั้งก่อนจะเดินตรงไปยังห้องประชุมซึ่งอยู่ติดกัน

ความเป็นคนรอบคอบและเพื่อเป็นการฆ่าเวลา พิมมาดาจึงเปิดแฟ้มรวมและหยิบเอกสารที่จะนำเข้าประชุมขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง เพราะแม้บริษัทที่เธอทำงานอยู่จะมีขนาดเล็กแต่สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นยารักษาโรคนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นเอกสารทุกอย่างจึงมีความสำคัญชนิดที่ขาดหายไม่ได้แม้แต่เพียงฉบับเดียว เมื่อดูจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่นหญิงสาวจึงรวมทุกอย่างกลับลงไปในแฟ้มและหอบมันเข้าไปในห้องประชุม

เมื่อเข้าไปในนั้นพิมมาดาพบว่าพนักงานรวมทั้งคุณองอาจได้นั่งรออยู่แล้ว เธอกล่าวขออภัยเบาๆขณะเดินไปนั่งประจำที่แต่ดูเหมือนผู้เป็นนายจะไม่ตำหนิในความล่าช้าเลยแม้แต่น้อยต่างจากนงนภัสซึ่งชักสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างเด่นชัดจนถึงขนาดเปรยออกมาพอให้ทุกคนได้ยิน

“เพิ่งยุรยาตรเข้ามาเหรอยะ”

พิมมาดาทำเป็นไม่สนใจในขณะที่นิลเนตรซึ่งนั่งด้านข้างนายองอาจแอบเบ้หน้า ส่วนพนักงานคนอื่นแสร้งทำเป็นเปิดแฟ้มและก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารเหมือนไม่ต้องการได้ยินคำประชดประชันของนงนภัส

“ไม่ต้องเคร่งเครียดนักก็ได้” เสียงนายองอาจทำลายความอึดอัดภายในห้อง ทุกคนต่างเงยหน้าและหันไปมองเขาพร้อมกัน

“ที่ผมเรียกพวกคุณเข้าประชุมก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญหรอก แค่อยากจะบอกว่าปีนี้บริษัทของเราได้ผลกำไรมากกว่าเดิมถึงสามเท่า” นายองอาจหยุดพูดและหันไปมองพิมมาดา”ใช่ไหมคุณพิม”

“ค่ะ”

หญิงสาวตอบสั้นๆ นายองอาจยิ้มจนตาหยีก่อนจะเลื่อนสายตามองพนักงานไล่ไปทีละคน

“ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากจะแจ้งให้พวกคุณได้ทราบว่า เราจะหยุดทำการสามวัน และพาทุกคนไปพักผ่อนที่เขาใหญ่แน่นอนว่างานนี้ไม่เกี่ยวกับโบนัส”

เสียงเฮดังมาจากพนักงานฝ่ายชาย ส่วนพนักงานหญิงยิ้มและปรบมือด้วยความดีใจต่างจากพิมมาดาซึ่งมีสีหน้ายุ่งเล็กน้อยเพราะการไปเที่ยวย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น นั่นก็คืองานของเธอจะต้องมากขึ้นตามไปด้วย ดูเหมือนนายองอาจจะอ่านความคิดจากสีหน้าของเธอออก

“เจ้าของความคิดนี้คือคุณนวลศรีและเธอจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนเงินของบริษัทแม้แต่แดงเดียว”

คุณนวลศรีที่นายองอาจพูดถึงคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมาย แม้จะดุอยู่บ้างแต่เธอก็เป็นคนมีน้ำใจ เรียกได้ว่าถ้าลูกน้องคนไหนเดือดร้อน สามารถเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเธอได้ตลอดเวลา เมื่อได้ยินคำอธิบายจากผู้เป็นนายแล้วพิมมาดาจึงยิ้มอย่างโล่งอกแต่ก็แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น

“หมายความว่านงไปด้วยไม่ได้ใช่ไหมคะ”

เสียงหวานแบบใส่จริตเต็มที่ของนงนภัสถามขึ้น ทุกคนต่างหันไปมองเธอเป็นตาเดียว ส่วนนายองอาจยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”

“ก็คุณนวลศรีไปด้วยนี่”

เสียงพูดกระแทกกระทั้นเชิงเง้างอน ฝ่ายชายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ไปหลายคนสนุกดีออก ถ้าคุณไม่ชอบก็ไม่ต้องไป”

นิลเนตรแอบทำหน้าสะใจในขณะที่พนักงานคนอื่นกลั้นรอยยิ้ม เมื่อเห็นว่าแผนการออดอ้อนไม่สำเร็จนงนภัสจึงลดน้ำเสียงลง

“ทำไมจะไม่ชอบ แต่นงกลัวทำให้คุณนวลศรีไม่พอใจ”

“นวลเป็นคนมีเหตุผล เขาไม่มาใส่ใจกับเรื่องไร้สาระแบบนี้หรอก” นายองอาจตัดบทพลางหันไปยังกลุ่มพนักงาน “งั้นตกลงว่าอีกสองวันพวกเราจะไปเขาใหญ่กัน ใครไปได้หรือไม่ได้ยังไงให้มาบอกนิลเนตร อ้อ เราจะนอนกันในเต้นท์ดังนั้นขอให้เตรียมเสื้อผ้าให้พร้อมด้วย ส่วนเรื่องอาหารการกินไม่ต้องเป็นห่วง รับรองว่าทุกคนอิ่มกันจนพุงปลิ้นแน่”

เขาจบประโยคด้วยเสียงหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดีจากนั้นจึงกล่าวปิดการประชุม ขณะที่ทุกคนเริ่มทะยอยออกจากห้องนงนภัสจึงเริ่มออดอ้อนนายองอาจอีกครั้ง

“วันนี้ไปกินข้าวเย็นกันที่บางปูนะคะ”

คำพูดของเธอทำให้ทั้งนิลเนตรและพิมมาดาชะงัก ส่วนนายองอาจนิ่วหน้า

“ทำไมต้องไปถึงที่นั่นด้วย”

“ก็ที่นั่นบรรยากาศดีแถมอาหารอร่อยด้วย นงเคยไปกินครั้งนึงแล้วติดใจ จะไปอีกก็ไม่มีเวลาแถมไม่สะดวกอีกต่างหาก”

พูดพลางทิ้งสะโพกนั่งลงบนตักอย่างวิสาสะ นายองอาจโอบเอวเธอไว้พร้อมกับพูด

“ไม่สะดวกยังไง รถก็มี อยากกินอะไร ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ขับไปได้ทุกเวลา”

นงนภัสทำเป็นบิดตัวเอียงไปเอียงมาก่อนจะเอนหน้าซบไหล่นายองอาจพลางไล่นิ้วไปบน
สูทด้วยกิริยาราวเด็กไร้เดียงสา  

“นงไม่เถียงหรอกค่ะว่าจะขับรถไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่นงอยากไปกับคุณองอาจนี่คะแล้วอีกอย่างรถที่คุณซื้อให้น่ะมันเป็นยังไงไม่รู้ สตาร์ทก็ไม่ค่อยติด วิ่งไปบางทีก็ดับกลางทาง มีครั้งหนึ่งมันดันไปดับในซอยเปลี่ยว นงงี้กลัวแทบตาย”

น้ำเสียงอ้อนเต็มที่หวังจะเรียกความเห็นใจ แต่นายองอาจกลับนิ่วหน้า

“รถเพิ่งซื้อให้เมื่อปีที่แล้วเองไม่ใช่เหรอ ลองเอาไปให้ศูนย์ดูหรือยัง”

“ไม่เอาหรอก ที่ศูนย์น่ะเรื่องมาก เดี๋ยวให้เปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่จุกจิกน่ารำคาญ” นงนภัสรีบปฏิเสธและก้มลงไปกระซิบข้างใบหู”ซื้อคันใหม่ให้นงได้ไหมคะ”

คราวนี้นายองอาจถึงกับถอนใจเพราะถึงเขาจะชอบนงนภัสมากจนยอมซื้อทั้งรถและคอนโดมิเนียมให้แต่ก็ไม่ได้หลงจนถึงขนาดยอมทำทุกอย่างตามที่เธอร้องขอ เมื่อได้ยินว่าหญิงสาวต้องการจะได้รถคันใหม่ เขาจึงแกล้งหันไปถามพิมมาดาซึ่งกำลังจะเดินออกจากห้อง

“รายจ่ายของเดือนนี้เป็นยังไงบ้าง”

“ยังไม่ติดลบถ้าไม่มียอดซื้ออื่นเข้ามาเพิ่มค่ะ” พนักงานบัญชีสาวตอบอย่างรู้ทัน นายองอาจจึงหันไปทางนงนภัส

“งั้นเย็นนี้ทิ้งรถไว้ที่นี่ผมจะจัดการเอาเข้าศูนย์ให้ ช่วงนี้คุณขับรถกระบะของบริษัทไปก่อน กลับจากเขาใหญ่คงซ่อมเสร็จพอดี” เมื่อเห็นสาวสวยทำท่าจะแย้งเขาจึงแกล้งทำเป็นยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู”เย็นนี้ผมต้องกลับไปทานข้าวที่บ้าน พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน อ้อคุณพิม”

ประโยคสุดท้ายเขาหันไปร้องเรียกพิมมาดาที่ทำท่าจะเดินเลี่ยงออกไป

“ช่วยหยิบกุญแจรถให้นงด้วย”

“ค่ะ”

หญิงสาวรับปากและเดินไปหยิบกุญแจรถจากลิ้นชักรวมมายื่นส่งให้นงนภัส อีกฝ่ายดึงมันไปด้วยกิริยาที่เกือบจะกลายเป็นกระชากจากนั้นจึงสะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าออกไป นายองอาจมองตามพร้อมกับส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

“เขาเป็นคนอย่างนี้แหละ อย่าไปถือสาเลย”

“ค่ะ” พิมมาดาตอบสั้นๆแต่ในใจนึกแย้งว่า แบบนี้เขาเรียกว่าสันดานเสียมากกว่าเพราะนงสภัสจะระบายอารมณ์ใส่พนักงานบริษัททุกครั้งที่ไม่ได้ของตามต้องการ โชคดีที่นายองอาจเป็นคนมีเหตุผลดังนั้นเขาจึงไม่ถือเป็นอารมณ์นัก หลังจากจัดการเรื่องกุญแจรถตามคำสั่งเรียบร้อยแล้วหญิงสาวจึงกลับเข้าห้องเพื่อจัดการงานที่ค้างไว้จนเสร็จ ฝ่ายเจ้านายหลังจากตรวจงานและเซ็นต์เอกสารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจึงสั่งให้นิลเนตรหาข้อมูลการท่องเที่ยวของเขาใหญ่ให้ไว้ให้พร้อม จากนั้นจึงขับรถกลับบ้านเพื่อไปหาคุณนวลศรีตามที่นัดไว้

เช้าวันรุ่งขึ้นจัดเป็นวันที่วุ่นวายที่สุดของพิมมาดา เนื่องจากทุกคนในบริษัทต้องช่วยกันจัดการงานให้เรียบร้อยก่อนวันหยุด เอกสารเกี่ยวกับรายรับและรายจ่ายทุกชิ้นจึงมากองสุมอยู่ตรงหน้าเธอ ในความคิดของคนอื่น งานด้านบัญชีและการเงินเป็นเรื่องน่าปวดหัวแต่สำหรับหญิงสาวแล้วไม่เป็นปัญหาเพราะความเฉลียวฉลาดและการทำงานอย่างเป็นระบบทำให้เธอจัดการงานทั้งหมดจนเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงเช้า

ตอนเที่ยงระหว่างพักกินข้าว นิลเนตรเดินสะพายกระเป๋าถือประจำตัวเข้ามาหาพิมมาดาที่โต๊ะพร้อมกับพูด

“วันนี้ฉันไปค้างบ้านเธอนะ”

หญิงสาวหยุดไว้แค่นั้นเพื่อรอคำตอบแต่เมื่อเห็นเพื่อนรักมองด้วยสายตาเป็นเชิงถาม เธอจึงอธิบาย

“ก็พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางตั้งแต่ตีห้า ขืนกลับไปนอนบ้านมีหวังตกรถแหง”

“แล้วเธอเตรียมเสื้อผ้ามาหรือยัง”

“ยัง ฉันเลยขอคุณองอาจลาครึ่งวัน แต่บ้านฉันมันไกลกว่าจะหอบของไปถึงบ้านเธอก็คงดึก ยังไงก็อย่าเพิ่งนอนซะก่อนล่ะ”

“ได้”

พิมมาดารับปากสั้นๆ ส่วนนิลเนตรเมื่อบอกกล่าวเพื่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงนั่งรถยนต์รับจ้างกลับบ้าน ตกเย็นหลังจากแวะห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อเครื่องใช้สำหนับการเดินทางแล้วหญิงสาวจึงกลับบ้านซึ่งแม้จะไม่ไกลจากที่ทำงานเท่าใดนัก แต่ก็จัดว่าอยู่ห่างจากชุมชนมากพอควร




Create Date : 26 เมษายน 2555
Last Update : 28 เมษายน 2555 11:45:33 น.
Counter : 599 Pageviews.

1 comment

กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี