เซ็นซู จอมอสูรจากหิมาลัย บทที่ 18 ความภักดีกับความถูกต้อง

บทที่ 18

ความภักดีกับความถูกต้อง

 เสียงล้อเกวียนบดบนพื้นกรวดซึ่งดังตั้งแต่ยังไม่ทันรุ่งสางทำให้โยรินากะซึ่งกำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยภายในปราสาทต้องเดินออกมาดูด้วยความสงสัย ภาพข้ารับใช้ที่กำลังช่วยกันขนสิ่งของกันอย่างรีบเร่งทำให้ที่ปรึกษาเฒ่าขมวดคิ้วและเอ่ยถาม

 “พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่”

 “ท่านโยรินากะ”คนอยู่ใกล้ที่สุดอุทานพร้อมกับค้อมตัวลง”พวกเรากำลังขนกระสอบข้าวกันอยู่ขอรับ”

 โยรินากะมองกระสอบข้าวสารกองสูงท่วมหัวและนิ่วหน้าด้วยความแปลกใจ

 “นี่ไม่ใช่เวลาเรียกเก็บข้าวเข้าคลังพวกเจ้าไปเอามาได้ยังไง ใครเป็นคนออกคำสั่งให้ทำแบบนี้”

 “ท่านอาซามิขอรับ ที่ออกไปเรียกเก็บนอกเวลาเพราะท่านต้องการส่งข้าวพวกนี้ไปให้เมืองอิวะ” ชายคนเดิมตอบอย่างนอบน้อม โยรินากะถึงกับอุทานออกมา

 “ว่าไงนะ” เขากำมือแน่นและหมุนตัวเดินตรงไปยังจวนของฮิโรซะทันที เพียงก้าวเข้าไปในสวนซึ่งอยู่ด้านนอกที่ปรึกษาเฒ่าต้องขบกรามด้วยความโกรธเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของสตรีและเสียงดนตรีดังออกมาจากห้องของผู้เป็นนาย ด้วยความโกรธโยรินากะจึงก้าวพรวดเข้าไปโดยไม่สนใจเสียงทัดทานของข้ารับใช้ที่ยืนอยู่หน้าห้อง

 “ท่านอาซามิ!” เสียงตะโกนเรียกดังลั่น พวกผู้หญิงพากันเงียบกริบต่างจากฮิโรซะที่ส่งเสียงหัวร่อร่าอย่างเมามาย

 “นึกว่าใคร ที่แท้ก็ที่ปรึกษาเก่าแก่ของข้านี่เอง” เขายื่นถ้วยสุราให้”ดื่มด้วยกันสักหน่อยไหมโยรินากะ”

 โยรินากะมองทั้งผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนายและเหล้าในมือด้วยสายตารังเกียจ เขากำมือแน่นเพื่อเป็นการข่มความไม่พอใจที่ปะทุขึ้นมา เมื่อระงับสติอารมณ์ได้เขาจึงเอ่ยถาม

 “ท่านสั่งให้คนออกไปเรียกเก็บข้าวจากราษฏรอย่างนั้นหรือ”

 “ใช่” ฮิโรซะตอบพร้อมกับดึงหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามากอด”มันเป็นความต้องการของซาวาระ”

 “ความต้องการของซาวาระ” โยรินากะทวนประโยคเสียงห้วน”ทางอิวะเองก็มีผลผลิตที่ดีไม่แพ้คาสึรางิ เหตุใดจึงต้องขอข้าวจากที่นี่ไปด้วย”

 “อิวะกำลังทำศึกกับโคะโตโระเสบียงอาหารย่อมเป็นสิ่งสำคัญ การส่งข้าวไปให้แค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยนัก อย่าลืมสิว่าซาวาระช่วยทำสงครามให้กับเรา”

 ฮิโรซะตอบเสียงอ้อแอ้และหันไปร้องเพลงกับนางต้องห้ามอย่างสนุกสนานเหมือนไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่พูดเท่าใดนัก การกระทำของเขาทำให้โยรินากะยืนตัวสั่นด้วยความโกรธ

 “แต่ข้ากลับคิดว่าซาวาระทำสงครามเพื่อตัวเอง เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าหลังจากทำลาย
โคะโตโระแล้วใครจะเป็นเป้าหมายต่อไปของอิวะ”

 “ข้าเองก็ไม่ได้ถาม บางทีอาจจะเป็นทาคุฮัน” ฮิโรซะตอบขณะยื่นถ้วยสุราไปให้ข้ารับใช้แต่โยรินากะกลับดึงมันจากมือและยื่นไปตรงหน้าผู้เป็นนาย

 “แต่ข้ากลับคิดว่ามันอาจจะเป็นแคว้นของเรา ท่านไม่ฉุกใจบ้างเลยหรือว่าทำไมซาวาระจึงขอดึงกำลังทหารของเรา หนำซ้ำตอนนี้ยังขนทั้งข้าวสารและเสบียงต่างๆออกไปอีก นี่ไม่ใช่ความร่วมมือแต่เป็นการตัดกำลัง คาสึรางิอ่อนแอลงเมื่อใดเขาคงยกกองทัพมาถล่มง่ายยิ่งกว่าแย่งถ้วยเหล้าออกจากมือของท่านเสียอีก”

 คำพูดของที่ปรึกษาเฒ่าทำให้ฮิโรซะแทบหายเมาเป็นปลิดทิ้ง เขากระชากถ้วยจากมือของโยรินากะ

 “มันจะมากไปแล้วนะโยรินากะ ซาวาระเป็นมิตรเขาไม่มีวันทำลายข้าแน่”

 “ข้าไม่เคยเห็นมิตรที่ขนข้าวสารออกจากบ้านสหายเหมือนโจรปล้น ท่านออกไปดูหรือยังว่าเราต้องเสียข้าวไปเป็นจำนวนเท่าไหร่ ขืนทำแบบนี้ต่อไปประชาชนจะเอาอะไรกิน พวกเขามิต้องอดตายกันหมดหรือ”

 “พวกมันเป็นชาวนามีหน้าที่ต้องส่งของพวกนี้ให้กับข้าอยู่แล้ว อีกอย่างถ้าข้าวหมดก็ปลูกขึ้นมาใหม่ ไม่กี่อึดใจก็มีกิน”

 คำพูดของฮิโรซะทำให้โยรินากะโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เขาก้าวเข้าไปหาพร้อมกับตะโกนเสียงดัง

 “ท่าน”

 “พอได้แล้ว!” ผู้เป็นนายตวาดและลุกพรวดขึ้น”ที่ผ่านมาข้าไม่เคยถือโทษเพราะคิดว่าเจ้าเป็นที่ปรึกษาผู้ภักดี แต่การกระทำเมื่อครู่ถือเป็นการลบหลู่ข้าซึ่งเป็นเจ้าครองแคว้นจนยากเกินจะอภัย”

 เขาร้องเรียกทหารและออกคำสั่ง

 “พาโยรินากะไปให้พ้นหน้าข้า” เขาจ้องหน้าที่ปรึกษาเฒ่าเขม็ง”ห้ามเจ้ามาที่จวนนี้อีกต่อไป”

 โยรินากะถึงกับตกตะลึงพรึงเพริดกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เมื่อเห็นฮิโรซะนั่งลงคลอเคลียกับสตรีเหมือนไม่สนใจในตัวเขาอีกต่อไปแล้วที่ปรึกษาเฒ่าจึงจำต้องยอมให้ทหารกุมตัวออกจากจวน เมี่อถึงประตูด้านหน้าทหารผู้นั้นจึงก้มศีรษะลงพร้อมกับพูดอย่างนอบน้อม

 “ข้าส่งท่านได้แค่นี้ ขออภัยที่หยาบคายต่อท่าน”

 “ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ของเจ้า ข้าไม่ถือสาหรอก”

 โยรินากะตอบและทำท่าจะเดินออกไปจากที่นั่นแต่ต้องหยุดเมื่อทหารผู้นั้นเรียก

 “ท่านโยรินากะ” เขานิ่งไปเล็กน้อยคล้ายลังเลว่าสมควรจะพูดต่อดีหรือไม่ “ตอนนี้คาสึรางิไม่เหมือนเมื่อก่อน เพื่อความปลอดภัยท่านควรหลบไปอยู่ที่อื่น”

 “จะให้ข้าหลบไปไหน หากคาสึรางิอยู่ไม่ได้ แผ่นดินใดก็ไม่เป็นสุขเช่นเดียวกัน”   

 ที่ปรึกษาเฒ่าพูดเสียงหนักและเดินจากไปในทันที ทหารผู้นั้นมองตามด้วยความแปลกใจเพราะในตอนแรกนั้นเขาคิดว่าโยรินากะคงจะเสียใจกับการถูกขับไล่ แต่ดวงตาและน้ำเสียงเมื่อครู่กลับแสดงให้เห็นว่าเขามิได้มีความรู้สึกเช่นนั้นเลยสักนิด ตรงกันข้ามมันกลับแสดงออกถึงความมุ่งมั่นบางอย่างแต่เขาก็เดาไม่ออกเหมือนกันว่าเป็นสิ่งใด

 “ท่านกำลังมีแผนการอะไรก็ช่าง ขอเพียงอย่าให้คาสึรางิลุกเป็นไฟเท่านั้นก็พอ”

 นายทหารผู้ภักดีพึมพำขณะมองร่างโยรินากะที่กำลังเดินลับไปจากสายตา

 หลังจากถูกฮิโรซะขับไล่ออกจากจวนแล้วโยรินากะจึงกลับไปยังที่พักและสั่งให้ข้ารับใช้จัดเตรียมม้าสำหรับการเดินทางส่วนตัวเขาเองรีบเดินเข้าไปในห้องเพื่อหยิบสิ่งสำคัญที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยที่ปรึกษาเฒ่าจึงควบม้าออกจากเมืองมุ่งหน้าตรงไปยังภูเขาซึ่งอยู่ห่างออกไป การเดินทางผ่านไปราวครึ่งวันเขาจึงถึงจุดหมาย โยรินากะมองบ้านที่ถูกสร้างอยู่ท่ามกลางป่าทึบอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงลงจากหลังม้าและก้าวเข้าไปด้านในจึงพบว่าผู้ที่เขาต้องการพบกำลังยืนรออยู่เช่นเดียวกัน

 “ท่านซาคายูกิ”

 โยรินากะค้อมตัวลงเพื่อทำความเคารพแต่อีกฝ่ายกลับยกมือเป็นเชิงห้ามก่อนจะผายไปด้านข้างพร้อมกับกล่าว

 “ท่านเดินทางมาไกล เชิญนั่งพักดื่มน้ำชาให้หายเหน็ดเหนื่อยก่อนเถิด” 

 “แต่ข้ามีเรื่องสำคัญ” ที่ปรึกษาแห่งคาสึรางิพูด ซาคายูกิกลับกล่าว

 “น้ำชาที่ดีต้องดื่มตอนกำลังร้อน หากมัวแต่ชักช้าสิ่งที่ท่านลิ้มรสก็จะเป็นเพียงน้ำกลิ่นใบไม้เท่านั้น”

 กล่าวจบชายหนุ่มจึงก้าวนำไปยังด้านใน โยรินากะจึงระบายลมหายใจออกมาและรีบเดินตาม เมื่อเห็นผู้มาเยือนพักดื่มน้ำชาจนคลายความเมื่อยล้าลงแล้วซาคายูกิจึงเอ่ยถาม

 “ท่านรีบร้อนมาที่นี่ มีธุระเร่งด่วนอะไรหรือ”

 ที่ปรึกษาประจำตระกูลอาซามิวางถ้วยชาลงและก้มศีรษะเล็กน้อย

 “ต้องขออภัยที่มารบกวนท่าน แต่ตอนนี้แคว้นของเรากำลังเข้าสู่ความคับขัน ข้าคิดว่าหากขืนนิ่งเฉยอีกต่อไปไม่ช้าคาสึรางิก็จะต้องตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของอิวะ”

 “ท่านฮิโรซะคงไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นแน่”

 ซาคายูกิกล่าวแต่โยรินากะกลับพ่นลมหายใจออกมา

 “ตรงกันข้าม เขาไม่สนใจอะไรเลยสักนิด หนำซ้ำยังส่งทั้งกำลังพลและเสบียงเกือบทั้งหมดไปให้อิวะด้วยซ้ำ”

 “ข้าได้ยินมาว่าอิวะช่วยเราทำสงคราม”

 ซาคายูกิกล่าวเสียงเรียบ ที่ปรึกษาเฒ่าสั่นศีรษะ

 “ก็แค่ข้ออ้างเท่านั้น โคะโตโระเป็นแค่เมืองเล็กๆลำพังทหารของอิวะก็สามารถถล่มได้ราบแล้ว จุดประสงค์ที่ซาวาระขอทหารของเราไปก็เพื่อเป็นการตัดกำลังและส่วนเรื่องข้าวกับเสบียงนั่นเป็นแผนการให้ชาวคาสึรางิอดตาย”

 “ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ”

 ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงตระหนก โยรินากะพยักหน้า

 “ขอรับ”

 ซาคายูกิยกมือขึ้นกอดอกพร้อมกับถอนใจ

“คิดไม่ถึงว่าฮิโรซะจะเบาปัญญาเช่นนี้”

“ข้าจึงเดินทางมาที่นี่เพื่อขอให้ท่านช่วย” โยรินากะรีบพูดพร้อมกับค้อมตัวลงจนศีรษะจรดพื้น”ได้โปรดเถิดขอรับท่านซาคายูกิ ตอนนี้คาสึรางิมีเพียงท่านเท่านั้น”

“แต่ข้าเป็นเพียงแค่คนธรรมดาคงไม่อาจช่วยอะไรได้”

ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ ที่ปรึกษาเฒ่าจึงเงยหน้าขึ้น

“ท่านเป็นบุตรชายของตระกูลอาซามิ ย่อมมีสิทธิ์ในตำแหน่งทุกอย่างเช่นเดียวกัน หากสิ้นท่านฮิโรซะ ท่านก็คือผู้ครองแคว้นคาสึรางิ”

สีหน้านิ่งขรึมของซาคายูกิแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความรู้สึกลำบากใจ เพราะแม้จะเป็นหนึ่งในทายาทของตระกูลอาซามิแต่เขาไม่เคยสนใจเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์เลยแม้แต่น้อย 

“ท่านควรจะกลับไปอธิบายแผนการของอิวะให้ฮิโรซะเข้าใจ”

“หากเขาเป็นคนมีความคิดข้าก็คงไม่มารบกวนท่าน” โยรินากะตอบ”ใช่ว่าจะไร้ความภักดี แต่หากนิ่งเฉยยอมให้ท่านฮิโรซะทำเช่นนี้ต่อไปแผ่นดินก็จะไม่สงบผู้เดือดร้อนที่สุดก็จะเป็นราษฎร”

เขาก้มศีรษะลงอีกครั้ง

“ข้ารู้ดีว่าท่านเกลียดชังการฆ่าฟัน แต่การสังหารฮิโรซะในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ได้โปรดยอมรับในสิ่งที่ท่านควรเป็นเถิดขอรับ”

  “แต่ข้า...” ซาคายูกิเตรียมปฏิเสธแต่ต้องชะงักคำพูดค้างเมื่อที่ปรึกษาเฒ่าค้อมตัวลงจนศีรษะกระทบพื้น

“ขอร้องล่ะขอรับท่านซาคายูกิ”

ทายาทคนสุดท้ายของอาซามิถึงกับพูดอะไรไม่ออก เขามองชายชราผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของเหล่าเสนาบดีที่กำลังนั่งก้มหน้าแนบพื้นอย่างอึดอัดใจ ชายหนุ่มจึงเลื่อนสายตามองออกไปด้านนอกและจ้องทิวไม้ที่กำลังโยกไหวตามลมพลางหวนนึกถึงบิดา เมื่อครั้งที่เคียวคุเซ็นยังมีชีวิตแผ่นดินคาสึรางิมีแต่ความสงบสุข แม้ในระยะหลังบิดาของเขาจะเริ่มก่อสงคราม แต่ก็ไม่เคยทำให้ประชาชนคนใดเดือดร้อนต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เมื่อใคร่ครวญถึงการกระทำของฮิโรซะแล้วซาคายูกิจึงถอนใจและหันหน้ากลับมายังโยรินากะอีกครั้งพร้อมกับผงกศีรษะ

“หากมันทำให้บ้านเมืองสงบลงได้ข้าก็ตกลง เพียงแต่เจ้าต้องรับปากข้อหนึ่งว่าจะหลีกเลี่ยงการสังหารชาวคาสึรางิด้วยกัน รวมทั้งฮิโรซะพี่ชายของข้าด้วย”

ที่ปรึกษาเฒ่ายิ้มกว้างด้วยความดีใจ เขาค้อมตัวให้กับซาคายูกิด้วยความรู้สึกซาบซึ้งอย่างที่สุดพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณและเลื่อนของที่นำติดตัวไปไว้ตรงหน้าชายหนุ่ม

“ท่านเคียวคุเซ็นสั่งข้าไว้ว่า หากวันใดท่านยอมรับตำแหน่งเจ้าครองแคว้น ให้มอบของสิ่งนี้ไว้เป็นของประจำกาย”

แม้จะยังไม่ได้เปิดดูแต่จากรูปร่างลักษณะของกล่องทำให้ชายหนุ่มพอจะเดาออกว่าสิ่งที่อยู่ภายในคืออะไร แม้จะไม่เต็มใจนักแต่เขาก็ยังยอมเปิดมันและหยิบดาบสีดำน่าเกรงขามออกมา มือเลื่อนไปแตะตราประจำตระกูลที่ถูกสลักไว้บนด้ามในขณะที่โยรินากะพูดขึ้น

“มันเป็นดาบประจำตระกูลอาซามิ มีเพียงเจ้าครองแคว้นคาสึรางิเท่านั้นที่ได้ครอบครอง ดูเหมือนท่านเคียวคุเซ็นจะคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าท่านฮิโรซะไม่มีความสามารถจึงมอบดาบนี่ไว้กับข้าและกำชับให้นำมามอบกับท่านเมื่อถึงเวลา”

ซาคายูกิดึงดาบออกจากฝักและจ้องคมดาบสะท้อนแสงวาววับนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงเก็บกลับเข้าไปดังเดิม

 “ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่ข้าก็ไม่มีวันยอมให้ดาบนี้ดื่มเลือดคนในตระกูลอาซามิด้วยกันเป็นอันขาด” เขาวางดาบลงบนพื้นและมองหน้าโยรินากะ”จะยึดตำแหน่งจากฮิโรซะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะรอบตัวเขามีทหารคุ้มครองอยู่เป็นจำนวนมาก เราต้องมีกำลังพลและต้องเป็นนักรบมีฝีมือ”

 “สำหรับเรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวล”ที่ปรึกษาเฒ่าพูดพร้อมกับปรบมือ บุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนระเบียงหน้าห้องและนั่งลงค้อมตัวให้กับซาคายูกิอย่างนอบน้อม

 “ท่านผู้นี้คือ”

 “ผู้นำกลุ่มทามาซูกูริ เขาเป็นคนของท่านแม่ทัพซะวะมิและเป็นนักรบ”

 โยรินากะตอบ ซาคายูกิผงกศีรษะ

 “นอกจากกำลังคนแล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างคือแผนการ จะบุกปราสาทฮิโรซะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องผ่านด่านซึ่งมีทหารเฝ้าระวังอย่างเข้มแข็ง ข้าเชื่อว่าพวกท่านสามารถตีฝ่าเข้าไปได้อย่างสบายแต่ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ยากให้ใครเสียเลือดเนื้อ”

 เขามองที่ปรึกษาเฒ่า

 “มีเส้นทางที่พอจะใช้หลีกเลี่ยงได้ไหม”

 “อันที่จริงทหารรักษาการณ์ในตอนนี้มีจำนวนน้อยมาก ถ้าเราคิดจะบุกเข้าไปก็ทำได้โดยง่าย แต่ถ้าท่านต้องการรักษาชีวิตทุกคนเอาไว้ข้าก็พอจะมีแผนการ” โยรินากะดึงกระดาษแผ่นออกจากอกเสื้อมากางลงตรงหน้า “ด้านหน้าปราสาทมีทั้งป้อมและทหารอยู่อย่างหนาแน่น จะต้องมีการสูญเสียเป็นจำนวนมากหากบุกเข้าไปโดยตรง”

 มือเลื่อนไปบนแผนที่

 “แต่ทางด้านนี้มีการป้องกันน้อยกว่าถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะมีทหารราวสามสิบคน ผ่านประตูนี้เข้าไปได้ก็จะเป็นจวนของท่านฮิโรซะ”

ซาคายูกิมองตามและพยักหน้าพร้อมกับถาม

“พอจะหาทางลดจำนวนทหารลงบ้างได้ไหม”

“ได้ขอรับ ข้าจะสั่งให้พวกเขาออกไปทำหน้าที่ด้านอื่น แม้จะไม่ทั้งหมดแต่ก็คงเหลือจำนวนไม่มากนัก อาจจะราวสิบหรือสิบห้าคน”

“ดี” ซาคายูกิพูดอย่างพอใจ “เราจะบุกให้เงียบและเร็วที่สุดเพื่อฮิโรซะจะได้ไม่ทันรู้ตัว”

“มีเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ” หัวหน้ากลุ่มทามาซูกูริพูดแทรกขึ้น”ระหว่างทางที่มานี่ท่านโยรินากะถูกลอบติดตาม แม้ข้าจะสังหารพวกมันไปแล้วแต่อีกไม่นานเรื่องนี้คงถึงหู
ซาวาระ”

 “ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องรีบลงมือ” ซาคายูกิกล่าวพลางวางมือลงบนแผนผัง”เราจะบุกปราสาทอาซามิในอีกสามวัน”

 ทั้งโยรินากะและหัวหน้ากลุ่มทามาซูกูริต่างค้อมตัวลงรับคำสั่ง จากนั้นทั้งสามจึงหารือเรื่องรายละเอียดแผนการและการวางตำแหน่งกำลังคน เมื่อเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วทุกคนจึงแยกย้ายกันออกไป ทางด้านที่ปรึกษาเฒ่าหลังจากร่ำลาซาคายูกิแล้วจึงควบม้ากลับเข้าเมืองโดยไม่รู้ตัวว่าเขากำลังถูกดวงตากระหายเลือดหลายคู่เฝ้ามอง

 “เจ้านั่นจะหักหลังซาวาระ” เสียงปิศาจตนหนึ่งพูดขึ้น ปิศาจอีกตัวแยกเขี้ยว

 “งั้นก็กำจัดมันซะ”

 “เราน่าจะรายงานเรื่องนี้ให้ซาวาระรู้ก่อน” ปิศาจตัวแรกแย้งแต่ปิศาจตัวที่สองกลับส่ายหน้า

 “ไม่จำเป็น จัดการมันซะตั้งแต่ตอนนี้เลย”

 ทั้งหมดพุ่งตัวลงไปหาโยรินากะพร้อมกัน แต่เพียงไปได้แค่ครึ่งทางเท่านั้นพวกมันก็ถูกพายุใบไม้หมุนเข้ามาขวาง ปิศาจทั้งสามคำรามด้วยความโกรธ

 “ใครกันที่กล้ามาขวางทางพวกข้า”

 กรงเล็บตวัดผ่านกลุ่มใบไม้เหล่านั้นหมายจะปัดมันไปให้พ้นทางแต่สิ่งที่ขาดกระจุยกลับเป็นมือของมันเอง ปิศาจโชคร้ายมองเลือดสีดำข้นคลั่กที่ไหลทะลักออกมาจากท่อนแขนขาดด้วนด้วยดวงตาเหลือกลาน พวกที่เหลือต่างพากันถอยหลังและสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเย็นเยือกดังมาจากป่ารอบตัว

“แกเป็นใคร ปรากฏตัวออกมาเดี๋ยวนี้!”

ปิศาจอีกตัวตะโกนก้องและอ้าปากค้างอยู่เช่นนั้นเมื่อถูกหางสีขาดสลับดำพุ่งออกมารัดเอาไว้  

“ไม่เคยมีใครบอกเจ้าหรือว่าการพูดจาไม่ระวังอาจทำให้ตายได้”

เสียงหวานของอิสตรีเอ่ยถาม ใบไม้ที่ตกเกลื่อนบนพื้นดินถูกสายลมหอบขึ้นมาและหมุนวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแตกสลายลงเผยให้เห็นเจ้าของเสียงในอาภรณ์สีขาวสะอาดงดงาม ปิศาจทั้งสามเบิกตากว้างด้วยความตระหนก

“เบียคโกะ”

“ดีใจจริงที่ปิศาจอย่างพวกเจ้ารู้จักข้า” มารเสือขาวพูดพลางมองไปยังปิศาจวัว ความอำมหิตที่แฝงอยู่ภายในดวงตาคู่งามสร้างความหวาดหวั่นจนอีกฝ่ายถึงกับทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

“ท่านมาขวางพวกเราทำไม”

หนึ่งในสามทำใจกล้าเอ่ยถาม เบียคโกะเลื่อนสายตาไปหามันพร้อมกับเลิกคิ้ว

“ข้าขวางอะไรพวกเจ้า”

“เมื่อครู่พวกข้ากำลังจะสังหารโยรินากะแต่ถูกใบไม้พวกนั้นมาขัดขวาง ถ้าไม่ได้เกิดจากฝีมือของท่านแล้วจะเป็นการกระทำของใคร”

“พวกเจ้าหมายถึงชายแก่คนนั้นหรือ” มารเสือขาวกล่าวและเหยียดยิ้ม “ถูกต้องข้าเป็นคนช่วยเขาเอง”

“ทำไม”

ปิศาจอีกตัวกระชากเสียงถามและหน้าถอดสีเมื่อเห็นดวงตาสีอำพันทอแสงวาววับ แต่เบียคโกะกลับไม่ลงมือทำอะไร นางไล้หางของตัวเองเล่นขณะตอบ

“มันเป็นความพอใจของข้า”

“แต่โยรินากะกำลังหักหลังซาวาระ ข้าต้องกำจัดเขาตามคำสั่ง”

“นั่นมันเป็นเรื่องของพวกเจ้า” มารเสือขาวพูดอย่างไม่สนใจ ปิศาจตัวหนึ่งจึงขยับไปข้างหน้าพร้อมกับถามเสียงดัง

“ท่านคิดจะขัดคำสั่งของท่านจ้าวอสูร”

หางอีกเส้นพุ่งไปรัดลำคอปิศาจปากกล้า

“สามหาวนัก รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอยู่กับใคร” วงหางรัดแน่นขึ้นจนปิศาจตนนั้นต้องอ้าปากเพื่อสูดลมหายใจอย่างทรมาน

”ความสนุกที่ได้เห็นมนุษย์เข่นฆ่ากันทำให้ข้าไม่อาจทนดูโยรินากะถูกพวกเจ้าสังหารได้ และไม่ว่าซาวาระกับจ้าวอสูรของพวกเจ้าจะมีแผนอะไร หากมาขัดขวางความสำราญของข้าก็จะถูกกำจัดเช่นเดียวกัน”

ลำคอของปิศาจทั้งสองถูกรัดจนขาดออกจากกัน ร่างของพวกมันล้มลงจมกองเลือดท่ามกลางความตระหนกของปิศาจที่เหลือ มันขยับตัวเตรียมจะหนีแต่ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่เมื่อถูกกระแสลมรุนแรงล้อมเอาไว้ ใบไม้แห้งสีน้ำตาลที่กองสุมบนพื้นดินเริ่มลอยตัวขึ้นและหมุนวนอย่างรวดเร็วราวกงจักรตัดร่างปิศาจจนขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี เบียคโกะมองเศษซากที่กลาดเกลื่อนเต็มพื้นอย่างพอใจ รอยยิ้มน่าขนลุกผุดขึ้นบนใบหน้างาม

“ใบไม้ยามใช้คู่กับลมมีพลังทำลายรุนแรงอย่างนี้เอง มิน่าเล่าเจ้านักนาฏกรรมนั่นจึงชอบใช้วิธีนี้นัก”

มารเสือขาวกล่าวพลางกวัดแกว่งหางทั้งเก้าอย่างร่าเริงแต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นเพราะเมื่อนางหันไปยังทิศทางที่ตั้งปราสาทอาซามิ ใบหน้าเปื้อนยิ้มก็คลายลง ดวงตาสีเหลืองสะท้อนแสงตะวันเป็นประกายโชติช่วงราวกับเปลวเพลิง

   “โยรินากะ เท็นโน ที่ช่วยเจ้าเพราะข้าต้องการจะเห็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า” นางหรี่ตาลง “หวังว่ากลิ่นเลือดของมนุษย์จะคุ้มกับความเหนื่อยของข้าในครั้งนี้”

สายลมอบอุ่นหอบใบไม้กองใหญ่หมุนวนโอบล้อมรอบตัวเบียคโกะพานางลอยสูงขึ้นไปในอากาศจนกระทั่งอยู่เหนือยอดไม้จึงหยุด จากนั้นใบไม้ทั้งหมดก็ร่วงพรูลงสู่พื้นเช่นเดียวกับมารเสือขาวที่หายวับไป เหลือไว้แต่เพียงกระแสลมอ่อนที่พัดผ่านยอดสนให้โอนเอนไปมา

*/*/*/*/*

 

 





Create Date : 01 สิงหาคม 2555
Last Update : 1 สิงหาคม 2555 8:56:58 น.
Counter : 438 Pageviews.

0 comment
เซ็นซู จอมอสูรจากหิมาลัย บทที่ 17 มารเหมันต์
บทที่ 17

มารเหมันต์

ความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในจวนของซาวาระมิได้มีเพียงไพราเท่านั้นที่รู้สึก ยาสึฮิระซึ่งเคยไปยังเมืองอิวะโดยหมายจะกำจัดเจ้าเมืองผู้โอหังที่บังอาจเอ่ยปากขอมิสึกิยังต้องชะงักงันและถอยกลับปราสาทเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังประหลาดที่แผ่กระจายออกมา แม้จะบางเบาแต่แรงกดดันอันมหาศาลทำให้เขารู้ว่าเจ้าของพลังผู้นั้นเป็นปิศาจที่มีความร้ายกาจกว่าทุกตัวที่เคยพบ อาจจะมากกว่าจอมอสูรไพราที่ตนเคยประมือมาครั้งหนึ่งแล้วด้วยซ้ำ

“เจ้าไปทำสัญญากับปิศาจชนิดใดกันแน่ ซาวาระ”

ยาสึฮิระพึมพำพลางนิ่วหน้าด้วยความสงสัยเพราะแม้อีกฝ่ายมีทีท่าว่าจะยืมพลังของปิศาจแต่เมืองโคะโตโระกลับไม่ปรากฏวี่แววของภูตผีร้ายเลยสักตัว ต่างจากตอนที่อาซามิ เคียวคุเซ็นเจ้าครองแคว้นคาสึรางิเมื่อครั้งทำข้อตกลงกับโอชินิไค เพราะในตอนนั้นเขาต้องรับมือทั้งจากฝูงปิศาจและกองทัพมนุษย์ที่หนุนเนื่องเข้ามาโจมตีอยู่เกือบตลอดเวลา

ขณะที่กำลังจมอยู่ในข้อกังขา สายลมผสมผสานแรงกดดันอันหนักอึ้งก็พัดผ่านเข้ามาในห้องดึงความคิดของยาสึฮิระให้กลับมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง เขาเลื่อนสายตามองไปยังประตูซึ่งยังคงปิดสนิทและกระตุกยิ้มมุมปากพลางเบนหน้าไปยังอีกด้านหนึ่งของห้องพร้อมกับกล่าวทักทาย

“เมื่อมาถึงแล้วใยจึงไม่ปรากฏตัว”

“ข้าไม่อยากรบกวนความคิดของเจ้า” เสียงหวานดังตอบ ยาสึฮิระมองหางสีขาวคาดดำซึ่งกำลังเลื่อนมาหยิบแผนที่ไปอย่างวิสาสะ

“ไม่คิดว่าเทพจะสนใจสงครามของมนุษย์”

“ข้าก็ไม่ได้สนใจเรื่องราวของพวกเจ้านักแต่กลิ่นเลือดกับน้ำตาของมนุษย์ทำให้ข้ารู้สึกสนุกจนอดที่จะมีส่วนร่วมไม่ได้”

มารเสือขาวตอบพลางมองแผนที่ด้วยสีหน้ากระตือรือล้นคล้ายเด็กน้อยเห็นของเล่นชิ้นใหม่ เจ้าเมืองโคะโตโระมองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงถาม

“อสูรที่ชื่อไพราคงไม่ได้อยู่ในปราสาทสินะ”

“ทำไมจึงถามเช่นนั้น” เบียคโกะย้อนทั้งที่ดวงตายังคงจับจ้องอยู่บนแผ่นที่ ยาสึฮิระเหยียดริมฝีปากยิ้มอย่างรู้ทัน

“เจ้าจะเข้ามาก็ต่อเมื่อเขาออกไปนอกเมือง” เขามองมารเสือขาวนิ่ง “ข้าไม่สนใจจุดประสงค์ของเจ้า แต่อยากรู้ว่าที่พยายามหลีกเลี่ยงอสูรตนนั้นเพราะหวาดกลัวหรือไม่อยากเจอกันแน่”

“ช่างสังเกตสมกับเป็นผู้นำ” เบียคโกะพูดพลางใช้หางร่อนแผนที่ให้ไปตกตรงหน้ายาสึฮิระพร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ”ข้าเป็นถึงหนึ่งในสี่จตุรเทพรักษาทิศ มีหรือจะกลัวอสูร”

“งั้นเจ้าก็เลี่ยงที่จะประจันหน้ากับเขา” เจ้าเมืองโคะโตโระกล่าว “ทำไม”

“เจ้าควรสนใจเรื่องหาวิธีตั้งรับการโจมตีจากเมืองอิวะจะดีกว่า” เบียคโกะพูดพลางใช้นิ้วม้วนปลายหางของนางเล่น ดวงตาทอประกายอย่างสมใจเมื่อเห็นแววตาของอีกฝ่ายลุกโชนขึ้น

“เจ้าซาวาระมีแผนอะไรอีก”

“นี่เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ” มารเสือขาวถามเสียงสูงพร้อมแสร้งทำตาโตด้วยท่าทางแปลกใจ”เขาสมคบกับอาซามิ ฮิโรซะผู้นำแคว้นคนใหม่ของคาสึรางิ ผนวกกองทัพทั้งสองเมืองเข้าด้วยกัน เป้าหมายคือถล่มโคะโตโระให้ราบเป็นหน้ากลอง”

คำตอบของเบียคโกะทำให้ยาสึฮิระถึงกับขบกรามพร้อมกับกำมือแน่นด้วยความโกรธ

“ดูท่าว่าแค่การตายของเคียวคุเซ็นคงยังไม่พอ” เขาพูดเสียงรอดไรฟัน ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจเลือด มารเสือขาวเผยอยิ้มเมื่อเห็นเงาของปิศาจปรากฏซ้อนกับร่างของเขาอย่างเลือนราง

“ในความเห็นของข้า เจ้าไม่ควรมานั่งใจเย็นอยู่แบบนี้” นางพูดพลางเดินไปยืนข้างยาสึฮิระ และใช้หางทั้งเก้าตวัดพันรอบตัวเขาพร้อมก้บเอนหน้าลงไปกระซิบ”อำนาจปิศาจของเจ้าทรงพลังนัก ใช้มันให้เป็นประโยชน์ กวาดให้ราบทั้งอิวะและคาสึรางิ”

เสียงคำรามอย่างขุ่นเคืองดังตอบกลับมา ดวงตาของยาสึฮิระทอแสงลุกโชนแรงกล้าแต่แล้วจู่ๆมันกลับดับวูบลงอย่างฉับพลันแช่นเดียวกับเงาทะมึนของปิศาจที่จางหายไป

“เหตุใดข้าจึงต้องทำตามที่เจ้าพูด” เจ้าเมืองโคะโตโระกล่าวขึ้นพร้อมกับหันไปจ้องหน้าเบียคโกะ สีหน้าที่ดูสงบนิ่งแต่น้ำเสียงซึ่งแฝงโทสะอย่างแรงกล้าทำให้มารเสือขาวต้องขยับตัวถอยออกห่างแต่ใบหน้างามยังคงรอยยิ้มเย็นเยือกเอาไว้

“แค่คำแนะนำเท่านั้น”

“คำแนะนำของเจ้าเหมือนต้องการให้ข้าผลาญชีวิตผู้คน” ยาสึฮิระพูดเสียงห้วน”แม้จะเป็นศัตรูแต่ผู้ที่ข้าต้องการสังหารคือผู้นำที่มีแต่ความละโมบเท่านั้น หากเจ้าปรารถนาจะเห็นโลหิตของมนุษย์ก็จงไปยุยงพวกคาสึรางิหรืออิวะอย่าได้มาวุ่นวายกับข้าและชาวโคะโตโระ”

คำพูดและท่าทางของยาสึฮิระทำให้เบียคโกะนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึงไปชั่วขณะ เมื่อตั้งสติได้นางจึงเหยียดยิ้มพร้อมกับกล่าว

“คงไม่จำเป็นเพราะอย่างที่เจ้ารู้ว่าทางอิวะมีคนช่วยอยู่แล้ว ส่วนคาสึรางิจะยังคงความเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่ต่อไปหรือไม่นั้นขึ้นกับการกระทำของฮิโรซะ”

นางชะงักคำพูดค้างและขมวดคิ้วอย่างขัดใจ

“ทำไมวันนี้กลับเร็วนัก” มารเสือขาวบ่นพึมพำพร้อมกับเลื่อนกายถอยไปที่ผนังจากนั้นจึงเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ยาสึฮิระรีบก้าวไปเปิดประตูและกวาดตามองไปโดยรอบ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อพบว่าพลังวิญญาณของเบียคโกะนั้นมลายหายไปจนไม่เหลือร่องรอย และปรากฏคลื่นพลังของจอมอสูรเคลื่อนเข้ามาแทน

“เจ้าพยายามเลี่ยงไพราจริงๆ” ยาสึฮิระนิ่วหน้าอย่างใช้ความคิด “เพราะอะไร”

เขาพยายามนึกหาสาเหตุแต่ก็ต้องหยุดยั้งความคิดทั้งหมดลงเมื่อเสียงนอมบน้อมของข้ารับใช้ดังมาจากด้านนอก

“ท่านโอริเอะมาขอพบขอรับ”

“ให้เขาเข้ามา”

ยาสึฮิระตอบเสียงเรียบขณะเดินกลับไปนั่งและแสร้งทำเป็นมองแผนที่เมืองอิวะด้วยท่าทางเคร่งขรึมกระทั่งแม่ทัพใหญ่แห่งโคะโตโระก้าวเข้าไปในห้องพร้อมกับค้อมกายลงคำนับเขาจึงเอ่ยถาม

“มีเรื่องอะไร”

“สายของเรารายงานมาว่าเวลานี้ทัพของคาสึรางิกำลังเดินทางไปสมทบกับทัพของซาวาระที่เมืองอิวะ”

โอริเอะรายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ยาสึฮิระจึงละสายตาจากแผนที่

“คิดว่าการตายของเคียวคุเซ็นจะทำให้พวกมันเลิกล้มความคิดที่จะรุกรานเราเสียอีก” เขานิ่งไปเล็กน้อย”พอจะรู้จำนวนทหารของคาสึรางิไหม”

“ราวสองพันหกร้อยคน” โอริเอะตอบ ผู้เป็นนายจึงลูบคางอย่างใช้ความคิด

“สองพันหกร้อย” เขาขมวดคิ้ว”คาสึรางิเสียไพร่พลไปกับการโจมตีเราถึงสองครั้ง ไม่น่าจะมีกำลังทหารถึงขนาดส่งไปช่วยอิวะได้มากมายขนาดนี้”

“ข้าได้ยินมาว่าทหารที่ถูกส่งไปคือกำลังพลส่วนใหญ่ของคาสึรางิ ที่เหลือในแคว้นตอนนี้มีเพียงทหารใหม่แค่หยิบมือเดียวเท่านั้นหากเราจะยกทัพไปโจมตีก็คงเอาชนะได้ไม่ยาก”

“ข้าคงทำเช่นนั้นแน่หากไม่กังวลเรื่องทัพของอิวะ” ยาสึฮิระกล่าว “แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฮิโรซะจะเบาปัญญาจนถึงขนาดยอมยกทหารเกือบทั้งหมดให้กับซาวาระ”

“ไม่เพียงมอบทหารให้ไปเท่านั้น เขายังแต่งตั้งให้ซาวาระเป็นแม่ทัพใหญ่ควบคุมการบัญชากองทัพทั้งหมดอีกด้วย การตัดสินใจของเขาในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจต่อพวกเสนาบดีและที่ปรึกษารวมทั้งแม่ทัพนายกองเป็นอย่างมาก สายของข้าสืบรู้มาว่าตอนนี้ที่ปรึกษาใหญ่นามโยรินากะกำลังมีการเคลื่อนไหวบางอย่าง ซึ่งคงไม่เป็นผลดีต่อฮิโรซะเท่าใดนัก”

“ข้าเคยได้ยินเรื่องราวของโยรินากะมาบ้าง เขาเป็นผู้ที่มีความภักดีและเป็นพวกใฝ่สันติ หากเขาคิดโค่นล้มฮิโรซะจริงก็น่าจะเป็นผลดีกับเรา”

ยาสึฮิระกล่าวพลางเลื่อนสายตาไปยังแผ่นที่เมืองอิวะอีกครั้ง โอริเอะมองตามนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น

“แต่ข้ากลัวว่าซาวาระจะชิงลงมือสังหารโยรินากะเสียก่อน เพราะเจ้าเมืองอิวะผู้นี้มากด้วยไหวพริบเล่ห์กล เขาคงคิดจะครอบครองแว้นคาสึรางิเช่นเดียวกัน”

“ซาวาระเป็นคนฉลาดและมีความมั่นใจในความคิดของตัวเองเป็นอย่างมาก สิ่งนี้แหละที่จะทำให้เขาก้าวเข้าสู่ความพินาศโดยไม่รู้ตัว”

ยาสึฮิระแย้งเสียงเรียบ โอริเอะขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

“อะไรทำให้ท่านคิดเช่นนั้นหรือขอรับ”

ผู้เป็นนายกระตุกยิ้มบนมุมปาก มันเป็นรอยยิ้มที่สร้างความเย็นยะเยือกจนน่าขนลุกในความรู้สึกของโอริเอะ

“ความฉลาดก็เหมือนดาบอันคมกริบ มันจะปลอดภัยหากเจ้าของรู้จักเก็บคมเอาไว้ในฝัก” ยาสึฮิระกล่าว”แต่หากเมื่อใดที่ผู้ใช้เกิดทะนงจนประมาท คมดาบนั่นก็จะย้อนกลับมาปลิดชีวิตตนเองโดยไม่รู้ตัว”

เสียงใบไม้กระทบกันดังซู่ซ่าทั้งที่ปราศจากสายลมทำให้ยาสึฮิระชำเลืองตาไปมอง คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นไพรากำลังนั่งมองการสนทนาระหว่างเขากับโอริเอะอยู่บนต้นไม้ ดวงตาของจอมอสูรฉายแววประหลาดออกมาวูบหนึ่งและดับหายไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับร่าง ครั้นเห็นว่าไพราจากไปโดยไม่กล่าวอะไรเจ้าเมืองโคะโตโระจึงหันไปปรึกษาแผนการรับมือข้าศึกกับแม่ทัพใหญ่ของเมืองต่อทั้งที่ในใจนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยในเรื่องปิศาจที่ให้ความช่วยเหลือเมืองอิวะและเรื่องราวระหว่างมารเสือขาวกับไพรา

ทางด้านจอมอสูรหนุ่มเมื่ออกจากบริเวณห้องของยาสึฮิระแล้วจึงมุ่งหน้าตรงไปยังที่พักของท่านหญิงมิสึกิด้วยตั้งใจว่าจะแกล้งหาเรื่องหยอกเย้านางเพื่อให้คลายความกังวลในเรื่องของสงคราม แต่เมื่อไปถึงเขาก็ต้องเปลี่ยนใจเพราะแทนที่จะเห็นหญิงสาวยืนเหม่อมองต้นไม้อย่างวิตกกังวลดังเช่นทุกครั้งกลับพบว่านางกำลังซ้อมการร่ายรำอย่างตั้งอกตั้งใจ สีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขขณะวาดพัดในมือด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความอ่อนช้อยตามที่ได้เรียนมาทำให้ไพราต้องยืนนิ่ง สายลมอันอบอุ่นที่พัดผ่านร่างของหญิงสาวอย่างอ่อนโยนจนเรือนผมสีดำพลิ้วไหวไปมาทำให้จอมอสูรต้องถอนใจ

“การได้พบกับเขาทำให้เจ้ามีความสุขมากเพียงนี้เชียวหรือ”

ไพราพึมพำโดยที่ยังคงจ้องมิสึกิไม่วางตา ชั่วขณะหนึ่งนั่นเองเงาเลือนลางของหญิงสาวในเครื่องแต่งกายสีขาวสะอาดก็ปรากฏซ้อนทับกับร่างที่กำลังร่ายรำ ห้องพักอันแสนอบอุ่นตรงหน้ากลับแปรเปลี่ยนไปเป็นลานหิมะสีขาวกว้างสุดลูกตา สายลมเย็นยะเยือกของเทือกเขาหิมาลัยพัดผ่านกระทบโตรกน้ำแข็งสร้างเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงดนตรีรับกับเสียงกระพรวนที่ดังเป็นจังหวะขณะที่ร่างแน่งน้อยกำลังเต้นรำอย่างร่าเริง ดวงหน้างดงามราวเทพธิดาระบายด้วยรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ หญิงสาวนางนั้นหมุนตัวไปรอบๆและหันมาทางเขาพร้อมกับเอ่ยเรียก

“ไพรา”

จอมอสูรสะดุ้งเฮือกสุดตัว ความคิดที่ล่องลอยถูกดึงกลับมาราวกบถูกกระชาก เขามองผู้ที่กำลังยืนตรงหน้าพร้อมกับหลุดปากเรียกชื่อของนางอย่างงุนงง

“มิสึกิ”

หญิงสาวมองเขาด้วยความแปลกใจ

“เจ้าเป็นอะไรไป”

คำถามและสีหน้าที่ฉายความกังวลของมิสึกิทำให้ไพราแสร้งทำเป็นหัวเราะพร้อมกับย้อนถามราวต้องการกลบเกลื่อน

“ทำไมถึงถามแบบนั้น”

“ทุกครั้งที่เจ้าเข้ามาจะต้องหาเรื่องหยอกเย้าหรือเอ่ยปากทักทายก่อนเสมอแต่คราวนี้เจ้ากลับยืนเงียบซ้ำข้าเรียกตั้งหลายครั้งแล้วก็ยังไม่ได้ยิน”

หญิงสาวพูดพลางขยับเข้าไปใกล้ จอมอสูรรีบถอยออกห่างและเบือนหน้าหนีไปด้านอื่น

“ข้าแค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย”

เขาตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มปาก มีสึกิมองไพราอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจถาม

“คาร์มูเป็นใคร”

จอมอสูรหันขวับมามองหญิงสาวด้วยดวงตาคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนผู้บังอาจเอ่ยนามต้องห้ามนั้นออกมา แต่เมื่อเห็นสีหน้าเผือดของนางเขาจึงรีบหันหน้าเลี่ยงไปด้านอื่นโดยไม่พูดอะไร ส่วนมิสึกิเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางที่ดูสงบลงจึงรวบรวมความกล้าและถามด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

“นางเป็นคนรักของเจ้า”

“ไม่ใช่”

จอมอสูรหันมาตอบเสียงกระด้างทันควันและหยุดคำพูดค้างเมื่อเห็นมิสึกิสะดุ้งพร้อมกับก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ เขาถอนใจออกมาก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม

“นางเป็นน้องร่วมสาบานของข้า”

“เกิดอะไรขึ้นกับนางอย่างงั้นหรือ” ท่านหญิงแห่งโคะโตโระเผลอตัวหลุดปากถามและรีบก้มหน้าลงหลบสายตาของไพราที่มองกลับมาอย่างไม่พอใจ”ข้าแค่แปลกใจที่เห็นท่านซึ่งกำลังดูการร่ายรำแต่ดวงตานั้นกลับมองผ่านเลยไปอย่างเหม่อลอยซ้ำยังเอ่ยปากเรียกชื่อนี้ออกมา”

มิสึกิอธิบายด้วยความเป็นห่วงแต่จอมอสูรกลับยืนนิ่งไม่ตอบอะไรเลยสักคำ ไม่แม้แต่จะชักสีหน้าหรือแสดงอาการโกรธเกรี้ยวดังเช่นที่กระทำเมื่อครู่ สิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงความในใจของเขาคือแววตาแสนเศร้าที่มองออกไปด้านนอก ผ่านกำแพงปราสาทไปยังที่ไกลแสนไกล หญิงสาวจึงรู้ได้ในทันทีว่าเขากำลังคิดถึงดินแดนหิมาลัยอันเป็นบ้านเกิดรวมทั้งหญิงสาวซึ่งมีนามว่าคาร์มู

“ข้าเข้าใจดีว่าท่านไม่อยากกล่าวถึงอดีต”มิสึกิพูดพลางขยับเข้าไปใกล้และวางมือลงบนแขนไพราอย่างอ่อนโยน”แต่บางครั้งการระบายเรื่องราวที่ติดค้างอยู่ในใจให้ใครสักคนฟังอาจช่วยลดความปวดร้าวลงไปได้บ้าง”

“เจ้าอยากฟังเรื่องของข้าอย่างงั้นหรือ” ไพราถามเสียงเรียบ มิสึกิสั่นศีรษะ

“ข้าแค่ไม่อยากเห็นท่านเศร้าใจ”

จอมอสูรหันหน้ามามองหญิงสาวด้วยความตั้งใจว่าจะแย้งในสิ่งที่นางพูดแต่เมื่อได้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงแล้วเขาจึงเปลี่ยนใจ รอยยิ้มเจือความปวดร้างผุดขึ้บนใบหน้าสง่างาม เขาหันไปยังต้นซากุระและมองกลีบที่กำลังปลิวไปตามสายลมนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

“ข้าไม่ได้เศร้า แต่ปวดใจที่ไม่อาจรักษาชีวิตเพื่อนเพียงคนเดียวเอาไว้ได้”

“เกิดอะไรขึ้นกับเขาอย่างนั้นหรือ” มิสึกิถามและก้มหน้าลงเมื่อเห็นดวงตาวาววับของจอมอสูร”ขอโทษข้าเพียงแต่...”

“ไม่เป็นไร” ไพรากล่าวพร้อมกับระบายลมหายใจออกมาเบาๆและหันหน้าไปยังสวน

“อย่างที่เคยพูดกับเจ้าในตอนแรก ข้าไม่ใช่อสูรบนแผ่นดินนี้ บ้านเกิดของข้าคือเทือกเขาหิมาลัยซึ่งอยู่ไกลจากที่นี่มาก”

“แล้วท่านมาอยู่ที่โคะโตโระได้อย่างไร” มิสึกิถาม ไพราเลื่อนมือไปแตะขนสัตว์สีขาวบนต้นแขนและหลับตาลงคล้ายกำลังหวนนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน จำได้แค่ว่าหลังจากลอยคออยู่ในทะเลอยู่หลายวันข้าก็มาถึงชายฝั่งแห่งหนึ่งแต่ยังไม่ทันได้รู้ว่าเป็นที่ไหนก็ถูกใครบางคนผนึกพลังและขังเอาไว้ในถ้ำกระทั่งเจ้ามาพบ”

“ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้น ท่านไม่ได้เป็นอสูรที่ชั่วร้ายเลยสักนิด” มิสึกิพูด ไพราหันมามองนางพร้อมกับยิ้ม

“เพราะเขาไม่เหมือนเจ้า”

คำพูดแสนอ่อนโยนของอสูรหนุ่มทำให้ใบหน้าของหญิงสาวมีสีแดงระเรื่อขึ้นมา นางรีบหันหน้าหลบเมื่อมิให้ไพราเห็นก่อนจะแสร้งถาม

“ท่านเคยบอกว่าหิมาลัยเป็นดินแดนแห่งความหนาวเย็น พอจะเล่าให้ฟังได้ไหมว่ามันเป็นอย่างไร”

“ก็เหมือนกับเมืองของเจ้าในฤดูหนาว จะต่างกันก็ตรงที่นั่นไม่มีต้นไม้ มองไปที่ใดก็มีแต่หิมะกับน้ำแข็ง แสงแดดแม้จะเจิดจ้าแต่ก็แทบจะไม่สร้างความอบอุ่น สัตว์ก็อยู่เพียงน้อยนิด หากคิดจะล่ามาเป็นอาหารต้องใช้เวลาค้นหานานหลายวัน”

“ช่างเป็นดินแดนที่โหดร้ายเหลือเกิน” มิสึกิพึมพำ จอมอสูรยิ้มมุมปาก

“แต่มันก็เป็นบ้านเกิดของข้า” เขาเอนตัวพิงเสาและมองช่อดอกโมคุเร็นสีขาวที่พัดลู่ไปตามลมด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความคิดคำนึง

“หิมาลัยก็มีมนุษย์แต่จะอยู่แถบเชิงเขาเป็นส่วนใหญ่ ยอดเขาที่อยู่สูงขึ้นไปมันจะเป็นที่อาศัยของสัตว์กับภูตผีปิศาจและอสูรมากมายหลายเผ่าพันธุ์ และเช่นเดียวกับแผ่นดินนี้ ปิศาจทุกตัวต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่ เผ่าพันธุ์ไหนอ่อนแอก็จะถูกผู้แข็งแรงกว่าฆ่าหรือกัดกินเป็นอาหาร”

“แล้วท่านล่ะ” มิสึกิเผลอตัวถามและยกมือขึ้นปิดปากเมื่อคิดได้ว่ามันเป็นคำพูดไร้ปัญญาเสียเหลือเกิน แต่ไพรากลับยิ้มพร้อมกับตอบ

“เมื่อข้าถือกำเนิดขึ้นสิ่งแรกที่ทำคือฉีกเนื้อปิศาจตัวหนึ่งเป็นอาหาร” เขามองใบหน้าตระหนกของหญิงสาวและรีบพูด”ข้าเกิดจากพลังธรรมชาติผนวกกับลมหายใจของเทพที่สถิตย์อยู่บนหิมาลัยมิได้มีพ่อแม่เหมือนมนุษย์”

จอมอสูรยกมือขึ้นกอดอกขณะเล่าต่อ

“เพราะอำนาจอันยิ่งใหญ่คือผู้ให้กำเนิด ข้าจึงมีพลังเหนือกว่าปิศาจทุกตัวบนหิมาลัย ครั้งแรกพวกมันก็พยายามต่อต้านและพยายามหาทางทำลายข้าแต่เมื่อถูกสังหารไปเป็นจำนวนมากปิศาจพวกนั้นจึงยอมก้มหัวและยกให้ข้าเป็นจอมอสูรแห่งหิมาลัย”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ไพราก็หัวเราะออกมาดังๆ

“ทั้งที่ในหัวใจของพวกมันปรารถนาที่จะบดขยี้ข้าให้ย่อยยับเสียเหลือเกิน”

“ถึงจะเป็นการกระทำเพื่อเอาใจ แต่ข้าเห็นด้วยกับตำแหน่งของท่าน”

มิสึกิพูดเสียงไม่ดังนักพลางมองแผ่นหลังแกร่งและต้นแขนกำยำอย่างชื่นชม ไพรายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก

“ข้าไม่สนใจคำสอพลอของพวกมัน”

“แล้วท่านรู้จักคาร์มูได้ยังไง” หญิงสาวถาม จอมอสูรนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองดอกโมคุเร็นอีกครั้ง

“ข้าเองก็ไม่ต่างไปจากปิศาจตนอื่นที่ออกล่าสัตว์บนหิมาลัยเป็นอาหาร จามรีก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น พวกมันมักอยู่รวมกันเป็นฝูงหากินแถบเชิงเขาแต่ก็มีหลายครั้งที่ถูกพายุหิมะจนพลัดหลงขึ้นมายังด้านบน แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ข้าบังเอิญจับจามรีตัวหนึ่งได้แต่ยังไม่ทันลงมือก็ถูกปิศาจจากที่ไหนไม่รู้พุ่งเข้ามาขวาง เราสู้กันอยู่นานในที่สุดเจ้านั่นก็ถูกข้าฉีกเนื้อมาเต็มกำมือ พอเตรียมจะกระชากหัวใจของมันออกมาก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งมาห้าม”

ไพราสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดและผ่อนออกมา

“จนบัดนี้ข้ายังนึกแปลกใจตัวเองว่าเหตุใดจึงปล่อยทั้งปิศาจและจามรีตัวนั้นให้รอดชีวิตเพียงเพราะคำพูดของนาง”

“อาจจะเป็นเพราะวิธีการพูดของนาง” มิสึกิพูดแทรกขึ้นมา”แสดงว่าผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นคนที่ฉลาดมาก”
“ฉลาดน่ะใช่ แต่นางไม่ใช่คน” ไพราพูดและหันมาทางหญิงสาว”ผู้หญิงคนนั้นคือคาร์มู นักรบจามรีขาวของฝูงจามรีแห่งหิมาลัย”

ไพรากุมขนสัตว์สีขาวบนแขน

“ตอนแรกข้าคิดว่าเรื่องจะจบลงแต่ไม่ใช่เพราะหลังจากนั้นคาร์มูก็พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ข้ายอมรับนางเป็นเพื่อน ทั้งพูดคุยตั้งคำถามและหว่านล้อมให้ข้าเลิกล่าจามรีเป็นอาหารด้วยการหาผลไม้ที่ข้าก็ไม่รู้ว่านางไปหามาจากไหนมาให้ คาร์มูทำเช่นนี้อยู่หลายเดือนซึ่งข้าก็ไม่ได้สนใจกระทั่งได้เห็นนางปกป้องลูกจามรีตัวหนึ่งจากปิศาจอย่างกล้าหาญ ข้าจึงยอมรับคาร์มูเป็นน้องสาว และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ข้าได้รู้ว่าฝูงของนางอยู่ภายใต้การดูแลของจามรีเฒ่านามชิเคอรังผู้มีอายุมากกว่าเจ็ดร้อยปี ฝูงจามรีแห่งหิมาลัยทุกตัวมีเชื้อสายของปิศาจ หากบำเพ็ญตนได้เกินร้อยปีก็จะสามารถกลายร่างเป็นมนุษยซึ่งก็ทำได้แค่นั้น แต่ก็มีจามรีบางตัวที่นอกจากจะแปลงร่างได้แล้วยังมีพลังพิเศษอย่างอื่นอีกด้วย จามรีที่ว่านี้จะมีแค่หนึ่งหรือสองตัวเท่านั้นในช่วงเวลาร้อยปีและคาร์มูเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เนื่องจากนางเป็นจามรีที่มีขนสีขาวสะอาดดุจหิมะจึงถูกเรียกว่าจามรีขาว”

“แสดงว่าในฝูงยังมีนักรบอีกคน”

มิสึกิพูด ไพราผงกศีรษะ

“นัคปู จามรีดำ เขาคือคนที่ข้าต่อสู้ด้วยในตอนแรก ความพ่ายแพ้ในครั้งนั้นทำให้เจ้านั่นมองข้าเป็นศัตรู”

“หากเขารู้ว่าความจริงแล้วท่านเป็นคนมีน้ำใจคงไม่คิดเช่นนั้น”

คำพูดอย่างบริสุทธิ์ใจของมิสึกิทำให้จอมอสูรชะงักเรื่องที่กำลงเล่า เขาหัวเราะออกมาเบาๆ

“ถึงรู้เขาก็ไม่มีวันที่จะทำใจยอมรับ และข้าเองก็ไม่สนใจ” ไพรายื่นมือไปรับกลีบดอกซากุระที่ปลิวมาตามสายลม

“คาร์มูก็เหมือนกับเจ้า นางช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจเสมอไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์หรือปิศาจ การกระทำของนางทำให้ข้าประทับใจและตั้งปฏิญาณว่าจะเลิกกินเนื้อจามรีตลอดไป แม้จะต้องต่อสู้กับพวกปิศาจแต่คาร์มูกับข้าและเหล่าจามรีก็ดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขจนกระทั่งปิศาจแห่งฤดหนาวปรากฏตัวขึ้น มันประกาศชื่อตัวเองว่ากุนบุและบอกจุดประสงค์กับปิศาจทุกตัวว่าต้องการเป็นจ้าวแห่งหิมาลัย แน่นอนว่าทั้งอสูรและพวกปิศาจทั้งหลายไม่ยอมรับ มันจึงเริ่มลงมือสังหารทุกคนอย่างเลือดเย็น จนในที่สุดเมื่อไม่มีผู้ใดกล้าต่อกร กุนบุจึงเข้าครอบครองทุกอย่างแต่มันไม่มีวันได้เป็นจ้าวปิศาจตราบใดที่ยังมีข้าอยู่ กุนบุจึงขอท้าประลอง เราสู้กันอยู่สามวันแต่เจ้านั่นกลับใช้แผนสกปรกทำร้ายคาร์มูจนบาดเจ็บ ด้วยความเป็นห่วงว่านางจะเป็นอันตรายข้าจึงจำต้องล่าถอย หลังจากพานางกลับไปที่ฝูงแล้วข้าจึงย้อนไปหากุนบุอีกครั้งเพื่อจัดการให้จบเรื่องแต่คาดไม่ถึงเลยว่ามันจะใช้วิธีต่ำช้าเล่นงานข้า”

“เขาทำอะไร” มิสึกิถามด้วยความอยากรู้และนิ่งเงียบแทบจะทันทีเมื่อเห็นดวงตาสีเข้มทอแสงลุกโชนราวเปลวเพลิง

“มันฆ่าจามรีทั้งฝูงและลากคาร์มูมาฉีกทั้งเป็นบนลานน้ำแข็ง กว่าข้าจะไปถึงก็สายเกินไปจึงได้แต่หยิบแผ่นหนังและประคำของนางออกมาจากนั้นจึงเดินทางไปยังสุดขอบแผ่นดินเพราะคาร์มูเคยพูดว่าอยากเห็นทะเล”

มือเลื่อนขึ้นกุมขนสัตว์สีขาวบนท่อนแขนและกำแน่น ดวงตาของไพราแดงก่ำราวกำลังสะกดกลั้นหยาดน้ำตา

“สิ่งที่ข้าคิดไม่ถึงก็คือจามรีดำ เขาตามไปถึงที่นั่นเพราะเข้าใจผิดคิดว่าข้าเป็นคนสังหารคาร์มู แม้จะพยายามอธิบายยังไงนัคปูก็ไม่ยอมเข้าใจ ที่สุดเราจึงต้องต่อสู้กัน”

“ข้าไม่เข้าใจในเมื่อจามรีดำก็เป็นนักรบแต่ทำไมจึงมีเขาเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต และทำไมถึงคิดว่าท่านเป็นคนฆ่าคาร์มู”

มิสึกิถามขัดขึ้น ไพราขบกรามก่อนตอบ

“กุนบุ เจ้านั่นลวงให้จามรีดำออกไปนอกฝูง หลังจากฆ่าคาร์มูแล้วมันได้ทิ้งอัญมณีประจำตัวของข้าเอาไว้บนกองเลือดของนางเพื่อที่เมื่อจามรีดำกลับมาเจอจะได้เข้าใจผิดคิดว่าข้าเป็นคนลงมือซึ่งก็เป็นเช่นนั้น ความแค้นของนัคปูทำให้เขาตามข้าไปจนถึงชายฝั่งทะเลและใช้พลังที่มีอยู่ทั้งหมดโจมตีข้าแต่ไม่สำเร็จ ช่วงที่พวกเรากำลังบอบช้ำกุนบุก็บุกเข้ามาจู่โจมโดยไม่รู้ตัว ข้าถูกพลังของมันอัดเข้าใส่เต็มที่จนตกลงไปในทะเล ในตอนนั้นข้าไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่เลย สิ่งที่ทำได้มีแต่เพียงพยุงตัวให้ลอยไปตามคลื่นกระทั่งมาถึงชายฝั่งแห่งหนึ่ง ยังไม่ทันได้รู้ว่าเป็นที่ไหนข้าก็ถูกผนึกเอาไว้ในประคำและถูกขังอยู่ในถ้ำจนเจ้าไปพบ”

ไพรายุติเรื่องของเขาลงและยืนนิ่งไม่พูดอะไรต่อจากนั้น มิสึกิมองเขาด้วยรู้สึกทั้งสงสารและเห็นใจแต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยคำปลอบโยน หลังจากลังเลอยู่อึดใจหญิงสาวจึงถาม

“กุนบุเป็นคนทำแบบนั้นกับท่านใช่ไหม”

จอมอสูรแค่นหัวเราะ

“หากเป็นเจ้านั่นคงเลือกที่จะสังหารข้ามากกว่ากักขัง”

“แล้วท่านจำได้หรือเปล่าว่าเป็นใคร”

มิสึกิซักไซ้เพราะต้องการหาเรื่องคุยมากกว่าอยากรู้ ไพราบดกรามตัวเองแน่นก่อนจะตอบด้วยเสียงลอดไรฟัน

“ข้าจำได้ไม่มีวันลืม นางคือหนึ่งในสี่จตุรเทพ เสือขาวเบียคโกะ”

“ไม่น่าเชื่อ เบียคโกะเป็นเทพเหตุใดจึงทำเช่นนั้น บางทีอาจจะเป็นเพราะนางไม่รู้จักท่านเลยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นปิศาจร้าย”

จอมอสูรหัวเราะในลำคอ

“นางรู้จักข้าดี” เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า”มังกรน้ำเงินเซย์ริวเพื่อนข้าซึ่งเป็นหนึ่งในสี่
จตุเทพเช่นเดียวกันเคยบอกว่าทุกห้าร้อยปีเบียคโกะจะมีจิตกระหายเลือดดุจมาร นางทำได้ทุกอย่างแม้แต่สังหารมนุษย์เพียงเพื่อความสำราญใจ”

ไพราลดสายตาลงมาและจ้องนิ่งอยู่ที่มิสึกิซึ่ง ดวงหน้างดงามที่กำลังมองกลับมาทำให้หัวใจของอสูรหนุ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาปรารถนาที่จะดึงหญิงสาวเข้ามากอดไว้แนบอกเพื่อปลอบประโลมหัวใจที่เป็นทุกข์และปัดเป่าให้มลายหายไป แต่จิตใจส่วนหนึ่งกระตุ้นให้สำนึกถึงเกียรติของนาง ไพราจึงจำต้องสลัดความคิดทั้งหมดพร้อมกับถอนใจออกมา เมื่อเขามองมิสึกิอีกครั้งและเห็นตาคู่งามกำลังฉายความลังเลออกมาจางๆ อสูรหนุ่มจึงรู้ทันทีว่านางคิดสิ่งใด

“จะเล่าให้เขาฟังก็ได้”

มิสึกิสะดุ้งและมองอีกฝ่ายอย่างตระหนก

“ท่านพูดเรื่องอะไร”

“เจ้าหนุ่มนักรำพัด เจ้ากำลังคิดว่าควรจะเล่าเรื่องของข้าให้เขาฟังดีไหม” ไพราตอบและยิ้ม หญิงสาวรีบส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวปฏิเสธ

“แต่มันเป็นการไม่สมควร...”

“ไม่เป็นไร อย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นกับข้า อาจทำให้เขารู้จักการปกป้องคนรักมากขึ้น”

จอมอสูรกล่าวพลางยื่นมือออกไปแตะพวงแก้มปลั่ง

“ข้าก็เช่นกัน”

ไพราพูดพึมพำและเลือนหายไปพร้อมกับสายลม ทิ้งให้มิสึกิยืนงุนงงต่อการกระทำของเขาท่ามกลางกลีบซากุระที่โปรยปราย

“ไพรา”

หญิงสาวเรียกชื่อจอมอสูรเสียงแผ่วพลางยกมือขึ้นจับแก้มข้างที่ถูกสัมผัสและหลับตาลงด้วยความรู้สึกสงสารอสูรหนุ่มอย่างสุดหัวใจ


*/*/*/*/*/*/*



Create Date : 25 กรกฎาคม 2555
Last Update : 25 กรกฎาคม 2555 20:45:37 น.
Counter : 376 Pageviews.

0 comment
เซ็นซู ภาค จอมอสูรจากหิมาลัย บทที่ 16 กระแสธารภายใต้แผ่นน้ำแข็ง
บทที่ 16

กระแสธารภายใต้แผ่นน้ำแข็ง

อาซามิ ฮิโรซะ ซึ่งบัดนี้มีฐานะเป็นเจ้าครองแคว้นคาสึรางินั่งมองทหารที่กำลังตั้งแถวอยู่บนลานกว้างหน้าจวนอย่างเบิกบานใจ หลังจากเห็นจำนวนคนที่ดูเหมือนจะน้อยกว่าตามที่คาด เขาจึงวางพัดและหันไปถามโยรินากะ

“เจ้าส่งทหารไปกี่คน”

“แปดร้อยขอรับ” ที่ปรึกษาประจำตระกูลตอบ ฮิโรซะขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจแทบจะทันที

“แปดร้อย” เขาพูดทวนเสียงดังพร้อมกับฟาดพัดกับต้นขาของตนเอง”ซาวาระขอกำลังพลมาครึ่งหนึ่งแต่เจ้ากลับส่งไปแค่หนึ่งในสาม ทำแบบนี้ตั้งใจจะขัดคำสั่งข้าใช่ไหม”

ท่าทางเกรี้ยวกราดของผู้เป็นนายทำให้โยรินากะรีบค้อมตัวลงและอธิบาย

“ข้าไม่กล้าทำเช่นนั้นแน่ แต่ที่ส่งทหารไปเพียงเท่านี้ก็เพราะไม่ไว้ใจพวกอิวะ เพราะเราสูญเสียไพร่พลไปกับการโจมตีโคะโตโระถึงสองครั้งทำให้จำนวนทหารในตอนนี้เหลืออยู่ไม่มากนัก หากส่งไปตามที่ซาวาระขอ คาสึรางิก็แทบจะไม่เหลือทหารคุ้มกัน ซึ่งถ้าอิวะคิดหักหลังส่งกองทัพมาโจมตี เราจะไม่มีทางรับมือกับพวกมันได้เลย”

“ซาวาระรับปากว่าจะสนับสนุนข้า เขาไม่มีทางทรยศแคว้นของเราแน่” ฮิโรซะพูดสวนขึ้นมาทันควันและยกมือขึ้นห้ามโยรินากะที่ขยับปากเตรียมจะโต้แย้ง”ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว เรียกแม่ทัพใหญ่มาพบข้า ส่วนเจ้าอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าจนกว่าจะเรียก”

คำพูดตัดบทของผู้เป็นนายทำให้ที่ปรึกษาอาวุโสจำต้องค้อมตัวลงพร้อมกับกล่าวรับคำและถดตัวถอยออกจากห้องท่ามกลางความรู้สึกหลากหลายของเหล่าเสนาบดีและที่ปรึกษาซึ่งนั่งเรียงรายกันเป็นแถว บ้างก็ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกไม่พอใจในการกระทำของบุคคลผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าครองแคว้นในขณะที่บางคนตีสีหน้าเหมือนไม่รับรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงกระนั้นก็ยังมีที่ปรึกษาหลายคนลอบถอนใจออกมาเบาๆเพราะทดท้อต่อความด้อยปัญญาของอาซามิ ฮิโรซะ

หลังจากโดนไล่ออกจากจวนเจ้าครองแคว้น โยรินากะจึงก้าวเดินไปตามระเบียงด้วยความรู้สึกสับสน ทั้งโกรธแค้นต่อความโง่เขลาของฮิโรซะ ทั้งหวาดหวั่นต่อแผนการของซาวาระที่มีต่อคาสึรางิ ขณะที่กำลังตกอยู่ในความวิตกเสียงกลองระดมพลก็ดังกึกก้องขึ้น ที่ปรึกษาเฒ่าจึงชะลอฝีเท้าให้ก้าวช้าลงและหยุดยืนดูทหารที่กำลังวิ่งตรงไปยังลานกว้างหน้าจวนของเจ้าครองแคว้นคาสึรางิตามคำบัญชาของฮิโรซะ ภาพที่เห็นสร้างความไม่พอใจต่อโยรินากะเป็นอย่างมากแม้จะไม่เห็นด้วยที่กองทัพอันเข้มแข็งของคาสึรางิจะต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของซาวาะ แต่เมื่อเป็นคำสั่งของนายเหนือหัวแล้ว ที่ปรึกษาอาวุโสจึงจำต้องน้อมรับและปฏิบัติตามด้วยความขมขื่น หลังจากยืนมองด้วยความคับแค้นใจอยู่ครู่หนึ่งซะวะมิ อุคอน แม่ทัพแห่งคาสึรางิจึงก้าวเข้ามาหาพร้อมกับกล่าวคำทักทาย

“กำลังคิดอะไรอยู่หรือท่านโยรินากะ”

ที่ปรึกษาอาวุโสถอนสายตาจากทหารตรงหน้าและหันไปมองผู้ที่อยู่ในชุดเกราะเต็มยศพลางถอนใจออกมาเบาๆ

“ความคิดของคนแก่เช่นข้าคงไม่สำคัญต่อแม่ทัพผู้องอาจเท่าใดนัก”

โยรินากะกล่าวเสียงเรียบพร้อมกับเลื่อนสายตากลับไปยังทหารที่กำลังตั้งแถวอย่างมีระเบียบด้านล่าง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะคาดเดาความคิดของที่ปรึกษาแห่งคาสึรางิออกเพราะเขาหันไปมองกองทัพภายใต้อาณัติของตนพร้อมกับกล่าว

“ใช่ว่าข้าจะเห็นด้วยกับการกระทำของท่านฮิโรซะ แต่เมื่อเป็นคำสั่ง ทหารอย่างเราก็จำต้องปฏิบัติตาม”

“แม้สิ่งนั้นจะทำให้คาสึรางิต้องด้อยกำลังลงอย่างนั้นหรือ”

ซะวะมิผงกศีรษะรับ โยรินากะจึงถอนใจออกมาอีกครั้ง

“หากเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ช้าแคว้นของเราคงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอิวะ” สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความวิตก “ข้าไม่คิดว่าคนอย่างซาวาระ ชินโนจะทำเพื่อโจมตีโคะโตโระเท่านั้น”

“ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” แม่ทัพใหญ่กล่าวและหยุดนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวังมากกว่าเดิม “ถึงจะอ้างว่าเป็นการรวมกองทัพแต่กำลังพลที่ขอมานั้นมากกว่ากึ่งหนึ่งของทหารที่เรามี หากอิวะคิดตลบหลังแค่ส่งทหารมาเพียงห้าร้อยก็สามารถยึดแคว้นของเราได้ไม่ยาก”

สิ่งที่ซะวะมิกล่าวออกมานั้นสร้างความตระหนกต่อโยรินากะเป็นอย่างยิ่ง เขายืนนิ่งด้วยความหวาดกลัวอยู่ครู่หนึ่งจึงหลุดคำพูดออกมา

“ร้ายแรงถึงขนาดนั้นเลยหรือ”

แม่ทัพแห่งคาสึรางิผงกศีรษะ

”ทหารของอิวะได้ชื่อว่าเป็นจักรกลสังหาร ถึงจะมีเพียงห้าร้อยเราก็ไม่มีทางสู้พวกเขาได้”

“หมายความว่าท่านฮิโรซะกำลังเดินไปตามแผนการของซาวาระ” ที่ปรึกษาเฒ่ากล่าวพร้อมกับมองหน้าซะวะมิ”แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อคาสึรางิแน่”

แม่ทัพใหญ่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของโยรินากะ เขาหันไปมองจวนของฮิโรซะพร้อมกับถอนใจ

“อาจจะเป็นคำพูดที่ฟังดูไม่เหมาะสมนัก แต่ข้าคิดว่าโคะโตโระโชคดีนักที่มีเจ้าเมืองอย่างยาสึฮิระ”

“คาสึรางิเองก็อาจโชคดีอย่างนั้นหากท่านเคียวคุเซ็นมีความเมตตาและท่านฮิโรซะมีความเข้มแข็งมากกว่านี้” ที่ปรึกษาอาวุโสกล่าวและหยุดชะงักแทบจะทันทีพร้อมกับทำสีหน้าคล้ายลังเลที่จะกล่าวอะไรบางอย่างออกมา ซะวะมิมองเขาด้วยความสงสัย

“ท่านทำท่าเหมือนจะพูดคำว่า ‘แต่’”

โยรินากะสูดลมหายใจเข้าพร้อมกับผงกศีรษะ

“อาจจะไม่เป็นการสมควรนัก แต่ข้าต้องการจะกล่าวเช่นนั้น”เขาจ้องหน้าแม่ทัพแห่งคาสึรางิ “ข้ารู้ว่าท่านเป็นผู้มีความภักดี แต่อยากจะให้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่าความซื่อสัตย์ที่มีต่อท่านฮิโรซะนั้นจะสร้างความมั่นคงต่อคาสึรางิหรือนำความพินาศมาสู่ประชาชนของเรา”

ซะวะมิยืนอึ้ง เขามองที่ปรึกษาอาวุโสนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงหลุดคำพูดออกมาอย่างคาดไม่ถึง

“ท่านคิดจะทรยศต่อท่านฮิโรซะ”

“ความภักดีต่อตระกูลอาซามิของข้านั้นมั่นคงพอๆกับท่าน” โยรินากะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “เช่นเดียวกับความหวงแหนแผ่นดินคาสึรางิที่ข้าไม่มีวันยอมให้ตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ใด”

“ข้าไม่เข้าใจ” ขุนพลแห่งแคว้นกล่าว โยรินากะเลื่อนสายตากลับไปยังจวนของตระกูลอาซามิ

“ท่านฮิโรซะแม้จะเป็นบุตรของท่านเคียวคุเซ็นแต่กลับเป็นคนไร้ความสามารถแถมยังปราศจากความเมตตาอันเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำซึ่งต่างจากเด็กหนุ่มอีกคนที่ข้ารู้จัก เพราะนอกจากจะมีฝีมือในการต่อสู้เป็นเลิศแล้วเขายังเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและยังเป็นผู้มีคุณธรรม พูดง่ายๆก็คือเป็นบุคคลที่แตกต่างจากเจ้าเมืองของเราในเวลานี้ราวหงส์กับอีกา หากเขาอยู่ที่นี่ แคว้นคาสึรางิของเราคงเต็มไปด้วยความสงบสุข ที่สำคัญซาวาระไม่มีทางทำอะไรได้ตามใจชอบเหมือนในตอนนี้แน่”

ซะวะมิจ้องที่ปรึกษาอาวุโสอย่างงงงัน

“ข้าไม่เข้าใจ ท่านต้องการจะบอกอะไรกันแน่”

โยรินากะยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งคล้ายต้องการชั่งใจว่าสิ่งที่ตนจะเล่าต่อไปนั้นเป็นการสมควรหรือไม่แต่เมื่อนึกถึงความมั่นคงของแคว้นและชีวิตของประชาชนคาสึรางิแล้วเขาจึงตัดสินใจพูดออกมาในที่สุด

“มีเรื่องหนึ่งที่ข้าปกปิดไว้นานแล้ว ท่านเคียวคุเซ็นมิได้มีท่านฮิโรซะเป็นทายาทแค่คนเดียว” เขามองหน้าซะวะมิ”แต่ท่านยังมีสายเลือดที่เกิดกับบุตรีของนักรบผู้เก่งกาจของคาสึรางิอีกหนึ่งคน แม้จะไม่มีเป็นที่เปิดเผยแต่ข้าก็ได้รับคำสั่งให้คอยดูแลเด็กคนนั้นมาโดยตลอด”

โยรินากะเว้นระยะไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อด้วย

“ชื่อของเขาก็คือ อาซามิ ซาคายูกิ”

ซะวะมิยืนตกตะลึงด้วยความคาดไม่ถึง เมื่อตั้งสติได้เขารีบกวาดตามองรอบตัวเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้และลดน้ำเสียงลงกล่าวอย่างระวัง

“ท่านเคียวคุเซ็นมีบุตรกับภรรยาลับอย่างนั้นหรือ”

“จะว่าลับก็ไม่เชิงเพราะนอกจากข้าแล้วยังมีเสนาบดีอีกหลายคนที่รู้เรื่องนี้” ที่ปรึกษาเฒ่าตอบ”อันที่จริงแล้วท่านซาคายูกิไม่ได้สนใจเรื่องการปกครองเท่าใดนัก แต่หากท่านฮิโรซะเป็นเช่นนี้เขาคงไม่ยอมนิ่งเฉยแน่”

แม่ทัพแห่งคาสึรางินิ่งไปเล็กน้อยและขยับตัวออกห่างจากโยรินากะ เขาเลื่อนสายตามองไปยังทหารที่ตั้งแถวเรียงรายเต็มลานกว้างหน้าปราสาทอย่างครุ่นคิด ที่สุดเขาจึงหันกลับมายังที่ปรึกษาเฒ่าอีกครั้ง

“ท่านคิดจะยึดอำนาจท่านฮิโรซะ”

โยรินากะผงกศีรษะ

“หากต้องการยับยั้งก็จงสังหารข้าเสียตั้งแต่ตอนนี้”

ซะวะมิมองอีกฝ่ายอย่างตรึกตรอง ในที่สุดเขาก็สั่นศีรษะและกล่าวเสียงหนัก

“แค่ความคิดนั้นไม่อาจนำชัย สิ่งที่ท่านควรเพิ่มเข้ามาคือนักรบผู้มีฝีมือ แม้ทหารส่วนใหญ่จะถูกส่งไปเมืองอิวะแต่พวกที่เหลือในตอนนี้ย่อมทำตามหน้าที่ที่ได้รับ พวกเขาจะต่อสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องท่านฮิโรซะ”  

“ข้าไม่อยากให้คนของเราต้องมาเสียเลือดเนื้อกันเอง แต่เท่าที่ฟังท่านฮิโรซะกล่าวเมื่อครู่ทำให้รู้ว่าเขาไม่มีทางรับฟังผู้ใด”

“โชคร้ายที่เจ้าครองแคว้นของเรามองเห็นแต่เงาของตัวเอง” แม่ทัพใหญ่แห่งคาสึรางิพูดและทำท่าจะกล่าวต่อแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงกลองศึกลั่นระรัว

“ด้วยหน้าที่ของข้าในเวลานี้ทำให้ไม่อาจเห็นดีกับความคิดของท่าน แต่...”เขาหยุดคำพูดพร้อมกับหันมองรอบตัว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในบริเวณนั้นซะวะมิจึงล้วงเข้าไปในอกเสื้อดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา

“การทำให้ประชาชนอยู่อย่างสันติสุขคืองานสำคัญอีกอย่างของทหารเช่นเดียวกัน เมื่อข้านำกองทัพออกจากเมืองไปแล้วขอให้ท่านไปตามแผนที่นี้ และส่งมอบตรานี่ให้กับผู้ที่มีฉายาว่า
ทามาซูกูริ พวกเขาจะทำตามคำสั่งของท่านทุกประการ”

โยรินากะรับกระดาษและตราประจำตำแหน่งของซะวะมิมาถือไว้ แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะก้าวออกไปจากที่นั่น เขาได้เอ่ยปากร้องเรียกเอาไว้พร้อมกับถาม

“ทามาซูกูริเป็นใคร”

“นักรบและเป็นคนสนิทของข้าเอง”

แม่ทัพแห่งคาสึรางิกล่าวตอบโดยที่ไม่หันหน้ากลับมาและเดินจากไปในทันที โยรินากะยืนรอจนกระทั่งขบวนทัพเริ่มต้นเคลื่อนออกจากเมืองจึงเดินหลบหลีกผู้คนตรงไปยังสวนทางด้านหลัง หลังจากมองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าปลอดคนแล้วเขาจึงดึงกระดาษที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมาคลี่ดูโดยไม่ทันสังเกตเห็นเงาของกิ่งไม้ที่กำลังยืดยาวอย่างเชื่องช้าและค่อยๆแปรสภาพเป็นมือปิศาจ กรงเล็บทั้งห้ากางออกหมายจะคว้าร่างที่ยืนอยู่เบื้องล่างมาฉีกให้กระจุยแต่ตัวมันเองกลับถูกใครบางคนคว้าคอเอาไว้ เพียงแค่ออกแรงบีบเบาๆร่างของเจ้าปิศาจก็แหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงปลิวไปตามสายลม ไพรามองที่ปรึกษาเฒ่าซึ่งกำลังยืนดูแผนที่อย่างตั้งใจก่อนจะเลื่อนสายตามองไปยังทิวทหารที่เคลื่อนทัพไปยังเมืองอิวะ

“ท่ามกลางความทะเยอทะยานก็ยังคงมีคนดี”จอมอสูรหันกลับมายังโยรินากะอีกครั้ง”หากเจตนาของเจ้าคือการสงบศึกกับโคะโตโระ ข้าก็ยินดีที่จะช่วย”

ร่างของจอมอสูรจางหายไปอย่างเงียบงัน ทิ้งให้โยรินากะยืนจมอยู่กับการวางแผนขัดขวางซาวาระและยึดอำนาจจากฮิโรซะไว้ลำพังเพียงผู้เดียว

*/*/*/*/*

เสียงบิวะบรรเลงเพลงในท่วงทำนองแสนหวานรับกับร่ายรำอันแช่มช้าแต่เต็มไปด้วยความงดงามของฮารุคาเสะ เขาเคลื่อนไหวอย่างอ่อนช้อยขณะหมุนตัวพร้อมกับวาดพัดในมือวงและจบการแสดงด้วยการโบกพัดลงแนบกับข้างกาย

“นี่เป็นท่วงท่าการรำเบื้องต้นซึ่งจัดเป็นการร่ายรำที่ง่ายที่สุด” เขากล่าวพลางหันไปทาง
มิสึกิ”คงไม่ยากเกินไปนักสำหรับท่าน”

หญิงสาวสูดลมหายเข้าเพื่อเรียกความมั่นใจจากนั้นจึงหยิบพัดที่วางไว้ข้างตัวและลุกขึ้นเดินไปยืนกลางห้อง ฮารุคาเสะมองนางพร้อมกับกล่าว

“อย่ากังวลว่าจะผิด จงเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ คิดว่าบิวะคือเสียงจากใบไม้และร่างกายของท่านเป็นสายลม”

“ข้าจะพยายาม” เสียงหวานพึมพำตอบ ชายหนุ่มจึงหันไปผงกศีรษะให้กับนักดนตรี เสียงทุ้มนุ่มของบิวะจึงดังขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวพยายามทำท่าตามที่เห็นจากฮารุคาเสะแต่เพราะเป็นการร่ายรำครั้งแรก การวาดพัดจึงดูเก้งก้างไม่อ่อนช้อยงดงาม มิสึกิเหลือบตามองอาจารย์หนุ่มด้วยความกลัวว่าจะถูกตำหนิแต่เมื่อเห็นเขายืนดูนิ่งไม่กล่าวสิ่งใดนางจึงเริ่มต้นร่ายรำใหม่อีกครั้งด้วยหวังว่าจะดีขึ้นแต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเริ่มจะเสียกำลังใจ ฮารุคาเสะจึงก้าวเข้าไปหาพร้อมกับกุมมือนางไว้และสอนให้เคลื่อนไหวในท่าที่ถูกต้องไปพร้อมกัน

“ที่ท่านควรทำก็คือ ปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปตามเสียงเพลง” เขากระซิบบอกพร้อมกับกดมือของท่านหญิงให้ลดต่ำลง”เหมือนสายลมพัดโบกไปตามยอดไม้ที่จะเลื่อนไหลไปในทางเดียวกัน จับจังหวะของบิวะให้ได้และร่ายรำไปตามท่วงทำนอง หากดนตรีบรรเลงบทเพลงบรรยายถึงความงามของธรรมชาติ การเคลื่อนไหวของพัดต้องแช่มช้าอบอุ่น หากเป็นการบรรเลงถึงความอารมณ์ของผู้คน ท่านก็ต้องตีความหมายของความรู้สึกนั้นให้ออกและร่ายรำให้ผู้ชมได้เข้าใจ”

ชายหนุ่มคลายมือและถอยออกห่างปล่อยให้มิสึกิวาดพัดร่ายรำในท่าเดิมอีกครั้ง เมื่อเห็นว่านางสามารถเคลื่อนไหวได้อ่อนช้อยขึ้นเขาจึงยกมือเป็นเชิงสั่งให้นักดนตรียุติการบรรเลง หญิงสาวมองด้วยความแปลกใจ

“ท่านสั่งให้เขาหยุดทำไม”

“ท่านเรียนติดต่อกันมาตั้งแต่เช้าคงเหน็ดเหนื่อยมาก ดังนั้นจึงพอแค่นี้ก่อน”

ฮารุคาเสะตอบแต่มิสึกิกลับสั่นศีรษะ

“ข้ายังไม่เหนื่อย”  

“การร่ายรำไม่ทำให้เหนื่อยหอบเหมือนการวิ่งหรือการฟันดาบ แต่มันสามารถสร้างความอ่อนล้าต่อผู้ฝึกได้ไม่แพ้กัน”

ชายหนุ่มอธิบาย มิสึกิมองพัดในมืออยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

“แต่ข้ายังไม่อยากเลิก” นางมองฮารุคาเสะ “ขอให้ข้าได้ร่ายรำต่อเถอะ แม้เพียงสักรอบก็ยังดี”

เสียงหวานกล่าวขอร้องกับดวงตาคู่งามที่กำลังฉายแววอ้อนวอนทำให้ชายหนุ่มพูดอะไรไม่ออก ในที่สุดเขาจึงยิ้มพร้อมกับผงกศีรษะ

“ตกลง แต่แค่รอบเดียวเท่านั้นนะ”

มิสึกิพยักหน้าและยิ้มออกมาด้วยความดีใจ แต่แทนที่จะให้นักดนตรีเป็นผู้เล่นดังเช่นทุกครั้ง ฮารุคาเสะกลับเดินไปสั่งให้เขาหยุดพักพร้อมกับหยิบบิวะขึ้นมาบรรเลงเอง เมื่อปลายนิ้วพรมลงบนสายพิณ เสียงหวานละมุนก็ดังก้องกังวานขึ้น มันทำให้มิสึกิต้องยืนนิ่งงันอย่างตกตะลึงเพราะแม้จะเป็นการเล่นจากเครื่องดนตรีชิ้นเดียวกันแต่ความไพเราะของบทเพลงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากเปรียบเทียบกันแล้วเสียงเพลงที่นักดนตรีเล่นนั้นฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกระแสที่พัดผ่านโตรกผาในขณะที่บทเพลงอันเกิดจากการบรรเลงของฮารุคาเสะนั้นทำให้ผู้ฟังบังเกิดความรู้สึกสดชื่นราวกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ที่โยกไหวเพราะสายลมโชย ความรู้สึกเหมือนมีกลิ่นหอมรวยรินของดอกไม้ทำให้หญิงสาวต้องพริ้มตาลงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าอย่างลืมตัว เมื่อได้สตินางจึงรีบวาดพัดในมือร่ายรำไปตามที่ฮารุคาเสะสอนอย่างตั้งใจ แต่เพียงรำไปได้เพียงสองท่วงท่าเท่านั้นเสียงบิวะก็เงียบลงอย่างฉับพลัน มิสึกิจึงหันไปมองชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นใบหน้าเรียบเฉยกำลังจ้องออกไปนอกห้องนางจึงเลื่อนสายตามองตามและอุทานออกมาเบาๆเมื่อเห็นต้นเหตุที่ทำให้การเรียนต้องยุติลง

“ไพรา”

“ถึงจะแข็งกระด้างไปสักนิดแต่ก็เป็นการร่ายรำที่งดงาม” จอมอสูรเอ่ยชม ใบหน้าของมิสึกิมีสีแดงระเรื่อขึ้นในขณะที่ฮารุคาเสะวางบิวะลงข้างตัว

“มีธุระอะไร”

ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ ไพราซึ่งก้าวมายืนในห้องอมยิ้ม

“แค่อยากฟังดนตรีกับชื่นชมนาฏกรรมสาวผู้งดงาม”

“มิสึกิเป็นนายหญิงแห่งโคะโตโระ” ฮารุคาเสะกล่าวเน้นทีละคำ “และข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะมาที่นี่เพียงเพื่อจะฟังบทเพลง”

ไพรากวาดตามองเพื่อจะหาที่นั่งเมื่อพบว่ามีเพียงเบาะรองซึ่งเขาไม่ชอบเท่าใดนัก จอมอสูรจึงเปลี่ยนเป็นถอยไปยืนพิงขอบประตูและยกมือขึ้นกอดอก

“ข้าเพิ่งกลับจากการเยี่ยมเยือนอิวะกับคาสึรางิ”

เขากล่าวเสียงเรียบ มิสึกิยกพัดขึ้นแตะริมฝีปากด้วยความตระหนกในขณะที่ฮารุคาเสะขมวดคิ้ว  

“ไม่คิดว่าอสูรอย่างเจ้าจะสนใจเรื่องราวของมนุษย์”

“หากมันไม่เกี่ยวข้องกับนาง ข้าก็คงไม่ใส่ใจ” ไพราตอบพลางเลื่อนสายตาไปทางมิสึกิ นักนาฏกรรมหนุ่มจึงชำเลืองตาไปที่นางขณะที่ปากถามจอมอสูรด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะราบเรียบแต่ผู้ฟังพอจะจับได้ถึงความไม่พอใจที่แฝงเร้นอยู่จางๆ

“เจ้าไปที่นั่นทำไม”

รอยยิ้มประหลาดผุดบนมุมปากไพรา ดวงตาทั้งคู่ฉายแวววาววับดุจคาดเดาความรู้สึกของอีกฝ่ายออก แต่มันก็ทอแสงเพียงชั่ววูบเดียวเท่านั้นและจางหายไปอย่างรวดเร็ว

“เป็นนักปราบมารเสียเปล่าแต่กลับไม่รู้วิธีการค้นหาความเคลื่อนไหวของศัตรู ข้าไม่สงสัยเลยว่าทำไมโคะโตโระจึงมีปิศาจเต็มเมือง”

“ข้าเป็นนักนาฏกรรม” ฮารุคาเสะพูดเสียงห้วน จอมอสูรหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจแต่ะเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่ายเขาจึงพูดด้วยท่าทางที่เป็นงานเป็นการมากขึ้นกว่าเดิม

“ปรกติแล้วพวกปิศาจมักจะแยกกันอยู่อย่างโดดเดี่ยวและหลีกเลี่ยงการโจมตีมนุษย์ แต่จากการที่พวกมันบุกเข้ามาในปราสาทเมื่อวันก่อนทำให้ข้าคิดว่าน่าจะมีคนบงการ ตอนแรกคิดว่าจะเป็นผู้นำของแคว้นคาสึรางิเพราะข้าได้ยินมาว่าพวกนี้เคยยกทัพมาโจมตีเมืองของเจ้าถึงสองครั้งซึ่งพอเข้าไปดูแล้วกลับไม่ใช่ เพราะแม้รอบปราสาทจะมีปิศาจอยู่มากมายแต่พวกมันทำเพียงเฝ้าดูอาซามิเท่านั้น”

“แสดงว่าผู้นำคนใหม่ของคาสึรางิไม่เกี่ยวข้องกับพวกปิศาจ” ฮารุคาเสะพูดขึ้น ไพราพ่นลมหายใจออกมาอย่างดูถูก

“คนอย่างเจ้านั่นมีปัญญาแค่รินเหล้าใส่ถ้วยเท่านั้น และก็คงทำเช่นนั้นได้อีกไม่นาน เพราะการที่เขายอมส่งทหารเกือบทั้งหมดไปยังเมืองอิวะทำให้พวกเสนาบดีและแม่ทัพระดับสูงไม่พอใจ”

“คาสึรางิเป็นแคว้นที่เข้มแข็ง ไม่มีวันที่พวกเขาจะหักหลังกันเอง”

ฮารุคาเสะแย้งแต่ไพรากลับส่ายหน้า

“แต่เท่าที่ข้าเห็น คาสึรางิเปรียบเสมือนแม่น้ำกลางฤดูหนาว แม้ด้านบนจะดูนิ่งสงบแต่เบื้องล่างกลับมีสายธารอันเชี่ยวกราก”

“หมายความว่ามีคนไม่เห็นด้วยกับการกระทำของอาซามิ”

จอมอสูรผงกศีรษะ

“ข้าคิดว่าแคว้นนี้คงเกิดการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า เพราะอาซามิ ฮิโรซะเป็นมนุษย์ที่ไร้ทั้งปัญญาและฝีมือ แต่พวกเจ้าน่าจะดีใจเพราะถ้าคาสึรางิเปลี่ยนผู้นำจริง โคะโตโระก็จะรอดพ้นจากการรุกราน”

“ถ้าผู้นำคนใหม่เป็นพวกกระหายสงครามล่ะ” มิสึกิถามแทรกขึ้น ไพรายิ้มมุมปากคล้ายพอใจที่ได้ยินเสียงของนาง

“ข้ายังไม่เคยเห็นคนที่ชื่อซาคายูกิ แต่เท่าที่ได้ยินดูเหมือนเขาจะเป็นพวกรักสงบ”

“ถ้าเป็นคนแบบนั้นจริงซาวาระคงไม่ปล่อยเขาเอาไว้แน่” ฮารุคาเสะพูด ไพราหัวเราะในลำคอ

“ถูกของเจ้า เพราะทันทีที่โยรินากะแสดงตนว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อฮิโรซะ เขาก็เกือบถูกปิศาจตัวหนึ่งลอบสังหาร โชคดีที่บังเอิญข้าอยู่แถวนั้นพอดีเลยลงมือเด็ดหัวมันเสียก่อน” จอมอสูรนิ่งไปเล็กน้อยพร้อมกับขมวดคิ้ว “พูดถึงปิศาจ มีอีกเรื่องที่ทำให้ข้ากังวล เพราะตอนที่กำลังสำรวจเมืองอิวะข้ารู้สึกถึงพลังชั่วร้ายบางอย่างแฝงเร้นอยู่ภายใต้จวนของเจ้าเมือง”

“บางทีซาวาระอาจจะทำการเปลี่ยนวิญญาณตัวเองให้กลายเป็นปิศาจ”

ฮารุคาเสะพูดขณะที่หวนนึกถึงการกระทำของยาสึฮิระแต่ไพรากลับส่ายหน้า

“ไม่ใช่”

“อะไรทำให้เจ้าแน่ใจเช่นนั้น” นักนาฏกรรมหนุ่มถาม จอมอสูรเลื่อนสายตามองออกไปนอกห้องและจ้องท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ

“เพราะมันเป็นพลังของอสูรไม่ใช่ปิศาจและที่สำคัญ...” เขาหันกลับมาทางฮารุคาเสะอีกครั้ง” ข้ารู้สึกเหมือนเคยสัมผัสพลังนี้มาก่อน”

มือเลื่อนไปแตะขนสัตว์สีขาวที่พันรอบแขนอย่างลืมตัวในขณะที่ดวงตาฉายแววปวดร้าวออกมา

“ถ้าเป็นจริงอย่างที่คิด อสูรตนนั้นมีพลังแข็งแกร่งเกินกว่าที่เจ้าจะรับมือ และหากเป้าหมายของมันคือทำลายโคะโตโระ ต่อให้มียาสึฮิระอีกสิบคนก็ยากจะต่อกร”

“เจ้าพูดเหมือนรู้จักอสูรตนนั้น”

ฮารุคาเสะพูดและจ้องไพราอย่างไม่ไว้วางใจ แต่อีกฝ่ายกลับยืนนิ่งเฉยไม่กล่าวสิ่งใดออกมานอกจากดวงตาแสนเศร้าซึ่งเลื่อนไปทางมิสึกิ หลังจากมองนางอยู่ชั่วครู่ร่างของจอมอสูรก็เลือนหายไปทิ้งความสงสัยให้ค้างอยู่ในใจของคนทั้งสอง

*/*/*/*/*




Create Date : 14 กรกฎาคม 2555
Last Update : 14 กรกฎาคม 2555 12:20:36 น.
Counter : 414 Pageviews.

0 comment
เซ็ฯซู ภาค จอมอสูรจากหิมาลัย บทที่ 15 ภูตลม

บทที่ 15

ภูตลม

เสียงร้องอันไพเราะของนกกระจิบที่เกาะอยู่บนกิ่งซากุระดึงความสนใจของฟุคิบิที่กำลังเดินบนระเบียงให้เงยหน้าขึ้นไปมอง ภาพของนกน้อยสองตัวที่กำลังกระโดดไปมาบนกิ่งไม้อย่างร่าเริงทำให้ข้ารับใช้หนุ่มประจำบ้านฟูจิวาระอมยิ้มด้วยความเอ็นดู หลังจากชื่นชมความน่ารักของวิหคอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงลดสายตาลงและก้าวตรงไปยังห้องนักนาฏกรรมหนุ่มผู้เป็นนาย ซึ่งเมื่อไปถึงฟุคิบิได้กล่าวคำขออนุญาตก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องและค้อมตัวลงแสดงความเคารพต่อ
ฮารุคาเสะ

“ข้านำเสื้อผ้ามาให้ขอรับ” ฟุคิบิพูดอย่างนอบน้อม อีกฝ่ายซึ่งดูเหมือนจะเพิ่งเสร็จสิ้นจากการชำระร่างกายเพราะกำลังใช้ผ้าซับหยดน้ำบนใบหน้าและท่อนแขนทั้งสองข้างผงกศีรษะ

“ขอบใจ”

“ข้าเตรียมชาและอาหารเช้าไว้เรียบร้อยแล้ว จะให้ยกมาเลยไหมขอรับ”

ฮารุคาเสะสั่นศีรษะอย่างเคร่งขรึม

“ยังไม่ต้อง ข้าอยากจะทำธุระบางอย่างก่อน เสร็จแล้วจะเรียกเจ้าเอง” ชายหนุ่มพูดพลางส่งผ้าเช็ดตัวให้กับฟุคิบิและยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าละล้าละลัง “ที่นี่ไม่ใช่บ้านฟูจิวาระ ข้าดูแลตัวเองได้ เจ้าไปคอยช่วยพวกนักดนตรีเถอะ”

“ขอรับ”

ฟุคิบิค้อมตัวลงพร้อมกับกล่าวรับคำและออกจากห้องไปตามคำสั่ง หลังจากข้ารับใช้เดินไปไกลพอสมควรแล้วฮารุคาเสะจึงถอดเสื้อผ้าชุดเก่าออกแต่ยังไม่ทันที่จะปลดเชือกรัดกางเกงชายหนุ่มก็ต้องหยุดชะงักเมื่อสัมผัสถึงแรงกดดันอันรุนแรงแผ่มาจากด้านหนึ่งของห้อง มือเลื่อนไปหยิบพัดที่วางไว้บนโต๊ะทันทีตามสัญชาตญาณแต่ยังช้ากว่าหางสีดำสลับขาวที่พุ่งออกมาจากผนังห้องรวบพัดทั้งคู่ไปอย่างรวดเร็ว ฮารุคาเสะเบนสายตามองตาม คิ้วเมขมวดเข้าหากันด้วยความโกรธเมื่อเห็นหางเก้าเส้นกำลังแกว่งไกวอย่างร่าเริงเบื้องหลังเรือนร่างอันงดงาม

“เบียคโกะ” ชายหนุ่มเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแทบจะเป็นคำราม มารเสือขาวเหยียดยิ้มอย่างยั่วเย้าขณะคลี่พัดเล่มหนึ่งออกและมองอย่างพิจารณา

“คิดว่าจะทำมาจากอะไรเป็นพิเศษที่แท้ก็เป็นแค่พัดธรรมดา” นิ้วเรียวสวยลูบไปตามด้ามไล่ไปจนถึงพู่ไหมสีแดงสด ดวงตาสีอำพันเหลือบขึ้นมองฮารุคาเสะ “สิ่งที่แตกต่างไปก็คือพู่ประดับนี่ต่างหาก เจ้าจะบอกข้าได้หรือยังว่ามันเป็นเส้นผมของปิศาจตนใด”

ฮารุคาเสะหยิบเสื้อขึ้นมาสวมพร้อมกับกล่าวอย่างไม่พอใจนัก

“จะรอให้ข้าแต่งตัวเสร็จก่อนไม่ได้หรือ”

“วิธีปลอดภัยที่สุดในการเข้าใกล้เจ้าคือเวลาที่พัดอยู่ห่างจากตัว ซึ่งเจ้าจะทำเช่นนี้ก็ต่อเมื่อตอนเข้าห้องอาบน้ำเพราะถึงจะเป็นนักนาฏกรรมและผู้ปราบมารเจ้าคงไม่นำพัดติดไปด้วยแน่”

คำพูดของเบียคโกะทำให้ใบหน้าของฮารุคาเสะเข้มขึ้นเล็กน้อย เขาจ้องมารเสือขาวที่กำลังโบกพัดไปมาอย่างสนุกสนานและเอ่ยถามเสียงห้วน

“หมายความว่าเจ้ารอข้าอยู่นานแล้ว”

“ใช่” เบียคโกะตอบพลางมองเขาด้วยหางตาและยิ้มอย่างยั่วยวน “ตอนแรกข้าก็คิดจะเข้าไปคุยในห้องนั้นเลยแต่กลัวเจ้าจะเขินอายเลยอดใจรอให้อาบน้ำจนเสร็จเรียบร้อยก่อน”

ดวงตาสีเหลืองอำพันไล่มองแผ่นอกในสภาพที่เกือบจะเปลือยเปล่าอย่างซุกซน

“แต่ไม่ว่าจะเป็นตอนไหนก็น่าดูไม่แพ้กัน”

สายลมรุนแรงพุ่งออกจากตัวฮารุคาะเสะวิ่งเข้าใส่เบียคโกะทันที นางเพียงใช้มือข้างหนึ่งปัดออกไปอย่างรำคาญ

“จะต้องให้บอกกี่ครั้งว่าเจ้าไม่มีทางทำอะไรข้าได้”

“เจ้ามีธุระอะไร” ชายหนุ่มถามเสียงเข้มและขบกรามแน่นเมื่อถูกหางของมารเสือขาวพันรอบตัว

“เป็นคำถามที่ไม่ถนอมน้ำใจกันสักนิด ข้าหรืออุตส่าห์ยอมอดทนรอตั้งแต่เช้ากระทั่งอสูรตนนั้นออกไปจากปราสาทจึงเข้ามาหาเจ้า น่าจะกล่าวอะไรที่ฟังแล้วรื่นหูกว่านี้”

“นอกจากเสียงร่ำไห้ของมนุษย์แล้วมารร้ายอย่างเจ้ายังต้องการได้ยินสิ่งใดอีก” ฮารุคาเสะพูดเป็นเชิงประชด เบียคโกะยกพัดขึ้นป้องปากตนเองด้วยกิริยาของสาวน้อยที่กำลังอยู่ในอาการเขินอาย

“ข้าเบื่อเสียงพวกนั้นแล้ว สิ่งที่อยากได้ยินในตอนนี้ก็คือชาติกำเนิดของเจ้าต่างหาก” นางยื่นหน้าเข้าไปหาอีกฝ่าย”สัญญาไว้ไม่ใช่หรือว่าจะเล่าให้ข้าฟัง”

ฮารุคาเสะกำมือแน่นขณะพยายามใช้พลังของสายลมบั่นหางมารเสือขาวที่พันรอบตัวแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเพราะนอกจากจะไม่สามารถทำอะไรได้แล้วมันกลับรัดแน่นขึ้นแถมหางเส้นหนึ่งยังเลื่อนเข้าไปในเสื้อและไล้แผ่นอกของเขาอย่างย่ามใจ ชายหนุ่มขยับตัวอย่างนึกรังเกียจพร้อมกับพูด

“ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือว่าตระกูลฟูจิวาระเป็นเพียงนักนาฏกรรม”

“ตระกูลของเจ้าเป็นผู้ปรนนิบัติเทพวายุ การร่ายรำซึ่งถือปฏิบัติกันมานานก็เพื่อปลอบประโลมภูตลมให้สงบเท่านั้นแต่ไม่มีผู้ใดมีอำนาจในการปราบมารเหมือนกับเจ้า”

ดวงตาวาววับมองฮารุคาเสะอย่างจ้องจับผิด

“เจ้ามีพลังในการควบคุมสายลมได้อย่างไร”

“ข้าเรียนมาจากตำราไสยเวทประจำตระกูล” นักนาฏกรรมหนุ่มตอบ เบียคโกะสะบัดพัดเสียงดังพรึ่บพร้อมกับกล่าวสวนขึ้นมาทันควัน

“อย่ามาโกหก ตระกูลของเจ้าเชี่ยวชาญในเรื่องการร่ายรำเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับมนตร์มายาเลยสักนิด”

มารเสือขาวก้าวเข้าไปใกล้ฮารุคาเสะและวางกรงเล็บลงบนลำคอของเขา

“จะยอมเล่าให้ฟังแต่โดยดีหรือรอให้ข้าเจาะคอแสนสวยของเจ้าก่อนจึงค่อยสาธยาย”

ปลายเล็บคมกริบกดลงไปบนเนื้อเรียกเลือดสีแดงเข้มไหลซึมออกมา แต่ฮารุคาเสะกลับไม่สนใจ เขามองเบียคโกะด้วยสีหน้าเฉยชาปราศจากความรู้สึก มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ฉายความชิงชังออกมาอย่างไม่ปิดบัง

“ข้าไม่มีอะไรจะเล่าให้เจ้าฟัง”

น้ำเสียงราบเรียบไร้ความยำเกรงทำให้มารเสือขาวต้องขบกรามแน่น แต่แทนที่จะลงมือสังหารชายหนุ่มตามคำขู่นางกลับลดมือลงและถอยหลังออกไปสองสามก้าว ดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายโทสะจ้องฮารุคาเสะเขม็ง

“ลืมไปว่านักปราบมารผู้หนักแน่นอย่างเจ้าคงไม่ยอมเปิดปากพูดอะไรโดยง่าย” เบียคโกะคลี่พัดออกและโบกไปมาอย่างเชื่องช้า ใบหน้างดงามเบือนไปยังตำหนักของมิสึกิ ริมฝีปากได้รูปเหยียดยิ้ม

“อยากรู้จริงว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากกรงเล็บของข้าวางบนลำคอระหงของบุตรียาสึฮิระ” ดวงตาสีอำพันเลื่อนกลับมายังฮารุคาเสะ เขากำมือแน่นด้วยความโกรธ

“อย่าแตะต้องมิสึกิ”

“ถ้าเจ้ายอมเล่าทุกอย่างนางก็จะปลอดภัย”

มารเสือขาวตอบเสียงเย็น เมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้ำอึ้งคล้ายกำลังตัดสินใจนางจึงรวบพัดในมือและยื่นไปข้างหน้าโดยจงใจให้พู่ไหมสีแดงที่ประดับอยู่นั้นแกว่งไหวพร้อมกับเอ่ยถาม

“พู่ไหมนี่เป็นเส้นผมของปิศาจตนใด”

ฮารุคาเสะขบกรามด้วยความแค้นแต่เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของสตรีอันเป็นที่รักเขาจึงต้องก้มหน้าลงและตอบอย่างจำใจ

“ภูตลม”

คิ้วสวยเลิกสูงด้วยความแปลกใจขณะดึงพัดกลับเข้าไปพิจารณา ดูเหมือนตัวพู่ไหมเองจะรับรู้ถึงพลังเทพมารของเบียคโกะเพราะมันเริ่มสั่นไหวราวกับมีชีวิตพร้อมกับปล่อยสายลมเป็นคลื่นออกมาอย่างบางเบา

“ไม่น่าเชื่อว่าภูตลมจะยอมสละเส้นผมให้มนุษย์” มารเสือขาวกล่าวและหยุดนิ่งไปเล็กน้อยประกายบางอบ่างทอวาบขึ้นในดวงตา นางหันไปทางฮารุคาเสะ

”หรือภูตลมที่เจ้าพูดถึงนี่คือเทพจากศาลเจ้าวายุ”

ชายหนุ่มผงกศีรษะแทนการตอบคำ เบียคโกะนิ่วหน้าด้วยความสงสัย

“ต่อให้เป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่เทพจะมอบของประจำตัวให้ โดยเฉพาะเส้นผมซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวและเป็นสิ่งสำคัญ” นางขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอีกครั้ง”ภูตลมผู้นั้นมีนามว่าอะไร ด้วยเหตุผลใดจึงยอมสละเส้นผมอันมีค่านี้ให้กับเจ้า”

“ฟูจิน”ฮารุคาเสะตอบสั้นๆและนิ่งไปเล็กน้อยคล้ายลังเลในคำพูดที่จะกล่าวต่อไป แต่เมื่อเห็นดวงตาสีเหลืองทองที่กำลังจ้องเขม็งราวกับรอคอยเขาจึงสูดลมหายใจเข้าก่อนจะหลุดคำพูดออกมา

“นางเป็นแม่ของข้า”

ดูเหมือนสิ่งที่ได้ยินจะอยู่นอกเหนือความคาดหมายเพราะเบียคโกะยืนทำตาโตนิ่งอย่างคิดไม่ถึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อตั้งสติได้นางจึงยกพัดคู่ขึ้นมาและมองพู่ประดับสีแดงสดที่กำลังแกว่งไหวคล้ายร้องเรียกหาผู้ที่เป็นเจ้าของ ดวงตาคมกริบเลื่อนไปยังฮารุคาเสะอีกครั้ง

“พลังการควบคุมสายลมของเจ้าเกิดจากสายเลือดของภูตลม มิได้มาจากการร่ำเรียนตามที่ข้าคิดจริงๆ แต่ฟูจินเป็นภูต ย่อมไม่มีการดับสลายเหมือนปิศาจหรือมนุษย์ เท่าที่ข้าสัมผัสได้ในเวลานี้มีเพียงคลื่นพลังแผ่วเบาวนเวียนอยู่ในศาลเจ้าเท่านั้น เจ้าพอจะบอกได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง”

ฮารุคาเสะมองมารเสือขาวด้วยความแปลกใจ

“เจ้าพูดเหมือนรู้จักแม่ของข้าดี”

“ข้าคือเบียคโกะผู้ควบคุมเทพวายุทั้งปวง” นางตอบอย่างเคร่งขรึมและขมวดคิ้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าคล้ายไม่เชื่อถือ”มีภูตลมนามฟูจินอยู่สองสามคนที่ข้ารู้จัก หนึ่งในนั้นเป็นหญิงที่มีเรือนผมสีแดงเพลิงแสนงดงาม”

เบียคโกะชูพัดในมือขึ้นและสะบัดให้พู่ไหมกวัดแกว่งอย่างจงใจ

“ที่น่าแปลกใจก็คือเมื่อ 17 ปีก่อนนางได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย บอกข้าหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะฟูจินมีพลังแข็งแกร่งชนิดที่แม้มนุษย์ทรงเวทที่สุดก็ไม่อาจต่อกร ดังนั้นต้องมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้นางต้องสลายหายไป”

“ไม่ได้สลาย แต่เป็นการมอบดวงจิต พลังและวิญญาณให้กับชีวิตใหม่ต่างหาก” ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก มือทั้งสองข้างที่เคยขัดขืนต่อสู้กับหางที่พันรัดรอบร่างผ่อนคลายลง ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบฉายความเศร้าออกมาจางๆ มารเสือขาวมองท่าทางที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่มพลางขมวดคิ้ว

“ข้าไม่เข้าใจ”

ฮารุคาเสะขบกรามพร้อมกับหลับตาลงคล้ายต้องการสงบจิตใจขณะหวนรำลึกถึงอดีต เมื่อลืมตาขึ้นเขาจึงเล่าเรื่องราวของตนด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ฟังเหมือนพยายามสะกดให้ราบเรียบ

“อย่างที่เจ้ารู้ ตระกูลฟูจิวาระของเรามีหน้าที่รับใช้ศาลเจ้าวายุ แต่แม้จะมีการประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์รวมถึงการร่ายรำเพื่อปลอบประโลมเทพฟูจินมายาวนานแต่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นร่างที่แท้จริงของเทพที่สถิตย์อยู่ภายในศาล จนเมื่อ 20 ปีก่อนได้เกิดศึกระหว่างทาคุฮันกับคาสึรางิ โคะโตโระซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างกลางจึงถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านยาสึฮิระ โมโตคาระซึ่งเป็นเจ้าเมืองในเวลานั้นจึงเดินทางมาขอความช่วยเหลือที่ศาลเจ้าฟูจิน และในค่ำคืนนั้นเองก็บังเกิดพายุพัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงทำลายกองทัพทั้งสองฝ่ายจนต้องถอยร่นกลับแคว้น เมืองโคะโตโระของเราจึงรอดพ้นจากความพินาศของสงคราม”

“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้ายังไง”

เบียคโกะถามแทรกขึ้นพลางคลายหางที่พันรอบตัวฮารุคาเสะออกปล่อยเขาให้เป็นอิสระ ชายหนุ่มรีบขยับเตรียมจะเรียกสายลมเพื่อโจมตีแต่เมื่อเห็นสีหน้าของนางที่กำลังฟังอย่างตั้งใจแล้วจึงล้มเลิกความคิดนั้นและวกกลับไปเล่าเรื่องราว

“พ่อของข้าเห็นเทพฟูจินตอนที่กำลังสร้างพายุพอดี ในครั้งแรกท่านเองก็ตกใจจนแทบสิ้นสติด้วยความคาดไม่ถึงว่าเทพผู้ที่ตระกูลฟูจิวาระรับใช้มานานนั้นแท้จริงแล้วเป็นสตรี เมื่อตั้งสติได้ท่านจึงเฝ้ามองด้วยความรู้สึกชื่นชมเพราะนอกจากพลังทำลายที่น่าเกรงขามแล้วเทพวายุผู้นั้นยังเปี่ยมไปด้วยความงามอันชวนตะลึง แต่หลังจากปลดปล่อยพลังขับไล่กองทัพทาคุฮันและคาสึรางิไปจนหมดสิ้นแล้วเทพฟูจินก็ล้มลง พ่อของข้าจึงนำนางไปรักษาตัวที่บ้าน ระหว่างที่อยู่ในช่วงพักฟื้นทั้งสองก็บังเกิดความรักต่อกันจนข้าถือกำเนิดขึ้นมา”

สีหน้าของฮารุคาเสะเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย

“แม้จะเป็นรักแท้แต่ภูตกับมนุษย์นั้นไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ การมีบุตรก็เหมือนเป็นการทำลายจิตวิญาณของภูตลม เพราะหากต้องการคงสภาพความเป็นเทพวายุก็ต้องละทิ้งทุกอย่างรวมทั้งชีวิตของทารกในครรถ์ แต่แม่ของข้ากลับทำสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะเมื่อข้าลืมตาดูโลกและได้ดื่มนมจากอกของมารดาครั้งแรก นางก็มอบพลังชีวิตและอำนาจการควบคุมสายลมให้ ท่านพ่อบอกว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นแม่ของข้าในร่างมนุษย์เพราะหลังจากนั้นนางก็สูญสลายหายไป เหลือไว้เพียงเส้นผมสีแดงเพลิงที่วางไว้ข้างเบาะกับจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักที่ยังคงหมุนวนอยู่รอบตัวข้าจนกระทั่งเติบใหญ่ ซึ่งข้าคิดว่าเจ้าคงสัมผัสความอบอุ่นนั้นได้จากศาลเจ้าวายุ”

ฮารุคาเสะจบเรื่องของตนด้วยประโยคที่หันไปกล่าวกับเบียคโกะ นางเหยียดยิ้ม

“ที่แท้สายลมที่โจมตีข้าในตอนนั้นก็คือพลังที่หลงเหลือของฟูจินนั่นเอง สิ่งที่แม่ของเจ้าทิ้งไว้ให้ไม่ได้มีแค่ความอบอุ่นเท่านั้น มันยังมีอำนาจในการขับไล่ผู้ที่คิดร้ายต่อเจ้าด้วยฮารุคาเสะ”

“น่าเสียดายที่พลังนั้นอ่อนเกินไป” ชายหนุ่มพูดพลางมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาวาว มารเสือขาวเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นราวกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่นั้นเป็นเรื่องขบขันเสียเหลือเกิน

 “ต่อให้ฟูจินมีพลังเต็มเปี่ยมก็ไม่มีวันแม้แต่จะสร้างรอยข่วนบนปลายหางของข้า” นางคลี่พัดคู่ในมือและโบกไปมาในท่าร่ายรำพร้อมกับชายดวงตาซึ่งทอประกายวาววับไปทางฮารุคาเสะ รอยยิ้มสาสมใจผุดขึ้นบนเรียวปากเมื่อเห็นใบหน้างามกำลังบึ้งตึงด้วยความโกรธ 

“ลืมไปแล้วหรือว่าหางของเจ้าเคยถูกสายลมข้าบั่นจนขาดสะบั้น”

เบียคโกะยุติการเล่นในทันทีและจ้องอีกฝ่ายแน่วนิ่ง แม้สีหน้าจะราบเรียบปราศจากอารมณ์แต่ฮารุคาเสะกลับมองเห็นความขุ่นเคืองกำลังเต้นระริกอยู่ภายในดวงตา ขณะที่กำลังคิดว่ามารเสือขาวจะใช้วิธีใดจัดการกับตนอยู่นั้นจู่ๆพัดคู่ก็ถูกโยนกลับมา ชายหนุ่มรีบรับมาถือไว้อย่างว่องไวและมองมารร้ายอย่างงุนงง ช่วงจังหวะที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวนั่นเองเขาก็ถูกหางเส้นหนึ่งเลื่อนมาพันรอบคอ ฮารุคาเสะสะบัดพัดในมือตัดมันทันทีแต่ยังไม่ทันได้ทำสิ่งใดนอกเหนือไปจากนั้นแขนทั้งสองข้างก็ถูกหางอีกสองเส้นรัดเอาไว้และถูกกระชากอย่างแรงจนหงายหลังลงไปนอนกับพื้น

“ทำได้แค่นี้คิดว่าเก่งแล้วหรือ” เบียคโกะพูดเสียงเย็นพลางยื่นหางที่ถูกตัดขาดไปตรงหน้านักนาฏกรรมหนุ่ม เขาขบกรามแน่นเมื่อเห็นมันเริ่มงอกขึ้นมาใหม่อีกครั้งจนสมบูรณ์ดังเดิม มารเสือขาวย่อตัวลงนั่งข้างตัวเขาและก้มลงไปจนเกือบจะชิดใบหน้าพร้อมกับกล่าว

“ข้าคือเบียคโกะ หนึ่งในจตุรเทพรักษาทิศ ขอเตือนด้วยความหวังดีว่าอย่าได้ผยองนักเพราะต่อให้ผู้มีพลังเข้มแข็งอย่างเจ้าอีกร้อยคนก็ไม่มีทางทำอะไรเจ้าแห่งวายุผู้ดำรงมานานนับพันปีอย่างข้าได้”

นางยืนขึ้นโดยยังคงมองฮารุคาเสะด้วยดวงตาที่ทำให้เขาต้องไหวเยือกไปทั้งตัว

“พบกันครั้งหน้าข้าจะไม่รามือให้เจ้าอีก ลาก่อนฟูจิวาระ ฮารุคาเสะ”

หางที่รัดแขนทั้งสองข้างค่อยๆเลือนลางและจางหายไปพร้อมกับร่างของมารเสือขาว ชายหนุ่มรีบลุกยืนขึ้นทันทีที่เป็นอิสระเมื่อพบว่าศัตรูตัวร้ายจากไปแล้วเขาจึงทำได้แต่เพียงกำพัดในมือแน่นพร้อมกับพูดด้วยความแค้นใจ

“ข้าไม่มีวันยอมแพ้เจ้าเช่นเดียวกัน เบียคโกะ”

*/*/*/*/*

 




Create Date : 03 กรกฎาคม 2555
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 11:04:44 น.
Counter : 452 Pageviews.

0 comment
เซ็นซู ภาค จอมอสูรจากหิมาลัย บทที่ 14 เงาของซาวาระ

บทที่ 14

เงาของซาวาระ

เหล่าบรรดาที่ปรึกษาและข้าราชการระดับสูงของแคว้นคาสึรางิต่างพากันนั่งนิ่งด้วยความคาดไม่ถึงหลังจากฟังข้อเสนอของซาวาระ ชินโนจบลง ทุกคนต่างหันไปมองอาซามิ ฮิโรซะ ซึ่งบัดนี้เป็นผู้นำของคาสึรางิดุจต้องการได้ยินการตัดสินใจแต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เจ้าเมืองอิวะพูดเท่าใดนัก โยรินากะ เท็นโน ที่ปรึกษาอาวุโสซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้น

“ท่านแน่ใจหรือว่าการตายของท่านอาซามิ เป็นฝีมือของยาสึฮิระ”

“แล้วยังจะมีใครอีกเล่าที่กล้าแข็งข้อต่อคาสึรางิ” ซาวาระย้อนถาม อีกฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อย
“แต่ภายในจวนของเรามีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ลอบเข้ามาโดยไม่มีใครเห็น อีกประการหนึ่งสภาพของท่านอาซามิสยดสยองเกินกว่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์ ข้าจึงไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นการกระทำของยาสึฮิระ”

โยรินากะยกเหตุผลมาแย้ง แต่เจ้าเมืองอิวะกลับยิ้ม

“งั้นช่วยบอกหน่อยว่ากองทัพของท่านพ่ายแพ้ต่อโคโตโระได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ครั้งที่เพิ่งผ่านมา แต่รวมถึงคราวก่อนที่ลอบเข้าไปโจมตีถึงประตูเมือง”

ที่ปรึกษาคนหนึ่งขมวดคิ้วและตอบอย่างไม่พอใจนัก

“เรื่องที่ท่านโยรินากะกล่าวกับสิ่งที่ท่านถามเป็นคนละเรื่องกัน”

“แต่ข้ากลับคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียว เพราะทุกอย่างโยงไปถึงโคะโตโระ หากไม่ใช่เพราะเล่ห์กลของยาสึฮิระ พวกท่านก็คงไม่พ่ายแพ้ติดต่อกันถึงสองครั้ง ซ้ำท่านเคียวคุเซ็นยังต้องมาตายในสภาพแบบนั้น”

“มีคนบอกข้าว่านั่นเป็นการะกระทำของปิศาจ” อาซามิ ฮิโรซะพูดขึ้นมาบ้าง ซาวาระหันไปทางเขา

“มันจะทำเพื่ออะไร และหากเป็นฝีมือของพวกปิศาจจริงก็ต้องมีคนบงการซึ่งก็น่าจะเป็นเจ้ายาสึฮิระ เพราะลำพังเมืองขนาดเล็กแบบนั้นคงไม่มีกำลังต้านทานทัพใหญ่อย่างคาสึรางิได้ อ้อ หวังว่าพวกท่านคงไม่ลืมขุนพลไร้พ่ายแห่งทาคุฮัน เขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องสิ้นชีวิตจากการรบกับโคะโตโระ”

ทั้งหมดนั่งเงียบไปในบัดดล หลังจากนิ่งไปได้ชั่วครู่โยรินากะจึงพูดขึ้น

“ถ้าเป็นอย่างที่ท่านกล่าวเป็นความจริง เรายิ่งไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับยาสึฮิระ”

“ตรงกันข้ามข้ากับคิดว่าควรถล่มเขาให้ราบคาบ เพื่อความปลอดภัยของท่านฮิโรซะกับแคว้นคาสึรางิ”

“ท่านเพิ่งพูดเมื่อครู่นี้เองมิใช่หรือว่าทุกครั้งที่เราพ่ายแพ้เพราะปิศาจที่มาจากการบงการของยาสึฮิระ หากยังรั้นที่จะส่งกองทัพออกไปก็เท่ากับให้คนของเราออกไปตาย ดีไม่ดีอาจจะเป็นผลร้ายต่อท่านฮิโรซะของเรา”

โยรินากะกล่าว ซาวาระยิ้มอย่างใจเย็น

“ที่ข้าพูดก็คือพวกท่านพ่ายต่อเล่ห์กลของยาสึฮิระ และพวกท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าหากยกเลิกการโจมตีแล้วท่านฮิโรซะจะปลอดภัย ถ้ากังวลว่าสงครามในครั้งนี้จะเป็นผลร้ายต่อคาสึรางิก็ขอให้ข้าเป็นคนออกหน้าจัดการโคะโตโระเอง”

“ข้าไม่เข้าใจ”

อาซามิ ฮิโรซะกล่าว ผู้นำอิวะจึงหันไปทางเขาพร้อมกับอธิบาย

“กองทัพของข้าแม้จะมีฝีมือแต่ด้วยทำเลที่ตั้งของเมืองโคะโตโระทำให้ยากต่อการรุก อีกทั้งเล่ห์ของยาสึฮิระที่อาจจะวางกับดักไว้ตามทางทำให้ข้าต้องแยกกำลังทหารออกเป็นหลายส่วนซึ่งจะเป็นข้อเสียเปรียบ ดังนั้นข้าจึงวางแผนที่จะให้ทหารของคาสึรางิเข้าร่วมในการโจมตีโดยแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน กลุ่มแรกเพื่อกรุยทางให้กับทหารของข้า ส่วนกลุ่มที่สองเป็นกองหนุนเมื่อทัพของอิวะเข้าประชิดกำแพงโคะโตโระได้สำเร็จ”

“หากทำแบบนั้นยาสึฮิระคงไม่ละเว้นคาสึรางิและท่านฮิโรซะของพวกเรา ข้าไม่เห็นด้วยที่จะให้ยกกองทัพไปบุกโคะโตโระอีกครั้ง” โยรินากะแย้งขึ้นมาในทันควันและหันไปมองผู้นำซึ่งกำลังนั่งโบกพัดมองเขาและซาวาระสลับกันไปมา เจ้าเมืองอิวะมองที่ปรึกษาอาวุโสด้วยสายตาที่ฉายแววดุจต้องการจะเชือดเฉือนเขาให้เป็นชิ้นจากนั้นจึงเลื่อนไปยังฮิโรซะ

“ที่ข้าเสนอความคิดเช่นนี้เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของท่าน”

เจ้าครองแคว้นคาสึรางิพยายามโบกพัดในมือให้ดูสง่างามขณะมองซาวาระด้วยแววตาเชิงดูถูกที่อีกฝ่ายมีบรรดาศักดิ์ต่ำกว่า

“เจ้าคิดจะดึงทหารของเราไปใช้และถ้าเป็นไปได้ก็คงจะหาทางครอบงำข้าเพื่อปกครองคาสึรางิ บอกหน่อยซิว่าตรงไหนที่เจ้าคำนึงถึงความปลอดภัยของข้า”

แม้จะคาดไม่ถึงว่าผู้ด้อยปัญญาอย่างอาซามิ ฮิโรซะจะมองแผนการของตนออกแต่ซาวาระก็ยังคงรักษาท่าทางให้ดูเคร่งขรึมสงบนิ่ง เขาก้มศีรษะลงพร้อมกับตอบ

“ข้าเป็นเพียงเจ้าเมืองเล็กๆเท่านั้นไม่อาจหาญที่จะกระทำในสิ่งที่ท่านกล่าวมาเลยสักนิด ความคิดทั้งหมดที่กล่าวออกมาก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของยาสึฮิระ เพราะหากเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารท่านเคียวคุเซ็นจริงก็ต้องเปลี่ยนเป้าหมายมาจัดการกับข้า ในฐานะผู้กุมกองทัพเข้าโจมตีโคะโตโระ”

ฮิโรซะนิ่งนิ่งและยกพัดขึ้นแตะริมฝีปากอย่างใช้ความคิด โยรินากะจึงขยับตัวเข้าไปหาพร้อมกับกล่าว

“แต่การยอมให้ท่านซาวาระมีอำนาจในการออกคำสั่งก็เท่ากับเป็นการยกตำแหน่งแม่ทัพให้กับเขา แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อทั้งตัวท่านและแคว้นคาสึรางิ”

“ข้าขอแค่ทำหน้าที่ออกหน้าในการรบ มิได้หวังจะครอบครองคาสึรางิ หากพวกท่านไม่ไว้ใจก็ไม่เป็นไร” ซาวาระเว้นระยะคำพูดเล็กน้อยคล้ายต้องการดูท่าทีของอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่พูดอะไรจึงกล่าวต่อ “แต่หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เป้าหมายของยาสึฮิระก็คือท่านซึ่งเป็นผู้นำแคว้นต่อจากท่านเคียวคุเซ็น”

คำพูดทิ้งท้ายถูกเน้นน้ำเสียงอย่างจริงจังจนฮิโรซะทำพัดหลุดร่วงลงจากมือ เขารีบหันไปทางซาวาระซึ่งลุกขึ้นและเตรียมจะออกไปจากห้องพร้อมกับร้องเรียก

“เดี๋ยวก่อนท่านซาวาระ” ผู้นำแคว้นคาสึรางิรีบยกมือห้ามโยรินากะที่ขยับตัวหมายจะเข้ามาห้าม”จริงหรือที่ยาสึฮิระต้องการจะสังหารข้า”

ซาวาระยิ้มในหน้าก่อนจะหันกลับมาตอบ

“หากเขาคิดว่าคาสึรางิเป็นศัตรู ย่อมหาทางปลิดชีวิตผู้ครองแคว้นทุกคน”

สีหน้าของอาซามิ ฮิโรซะซีดเผือดในบัดดล เขารีบลุกขึ้นและเอ่ยถามเสียงสั่น

“ท่านมีทางจัดการกับเขาหรือไม่”

“หากท่านยอมมอบทุกสิ่งที่ข้าร้องขอ โคะโตโระก็จะสูญสิ้นไปตลอดกาล”

เจ้าเมืองอิวะตอบเสียงเย็น เหล่าที่ปรึกษาและแม่ทัพที่นั่งอยู่ในห้องต่างพากันส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่พอใจ แต่ดูเหมือนฮิโรซะจะไม่สนใจ เขาก้าวลงจากยกพื้นอันเป็นที่นั่งประจำตำแหน่งพร้อมกับกล่าว

“ข้ายินดีมอบทุกอย่างตามที่เจ้าต้องการ” ผู้นำแคว้นคาสึรางิหันไปทางโยรินากะ”เตรียมกระดาษ พู่กันและตราประทับเดี๋ยวนี้ ข้าจะทำหนังสือมอบหมายอำนาจให้กับท่านซาวาระ”

“แต่...” โยรินากะทำท่าจะแย้งแต่ฮิโรซะกลับโบกมือพร้อมกับตัดบท

“ไปจัดการตามที่ข้าสั่งเดี๋ยวนี้ก่อนที่หัวของเจ้าจะหลุดจากบ่า”

ที่ปรึกษาอาวุโสแห่งคาสึรางิถึงกับยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก เขาค้อมตัวลงพร้อมกับกล่าวรับคำและออกคำสั่งกับข้ารับใช้ตามที่ฮิโรซะบัญชาทุกประการ หลังจากได้รับหนังสือจากผู้นำแคว้นแล้วซาวาระจึงขอตัวกลับที่พัก แต่ก่อนที่จะเดินเข้าห้องเขาหยุดมองดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้านิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงดึงหนังสือที่ได้รับมาจ้องด้วยแววตาละโมบ

“ข้าจะจัดการกับเจ้าต่อจากยาสึฮิระ จากนั้นก็จะเป็นแคว้นทาคุฮัน เมื่อครอบครองแถบนี้ทั้งหมดแล้วเป้าหมายต่อไปคือเมืองหลวง หากทำสำเร็จแผ่นดินนี้ก็จะเป็นของข้าซาวาระ ชินโนแต่เพียงผู้เดียว”

มุมปากกระตุกรอยยิ้มอย่างลำพองพลางยัดหนังสือสำคัญกลับเข้าไปในเสื้อ เขามองแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่ฉาบท้องฟ้าให้เป็นสีแดงดุจโลหิตก่อนจะถูกความมืดยามรัตติกาลกลืนหายไป ซาวาระมองดวงไฟที่ถูกจุดขึ้นภายในปราสาทก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องและนั่งลงบนเบาะที่วางไว้ แสงไฟจากตะเกียงที่วางไว้ด้านข้างส่องกระทบร่างปรากฏเงาขึ้นบนพื้นห้อง แม้เปลวไฟจะสั่นระริกไปตามแรงลมแต่เงานั้นกลับนิ่งเฉยไม่ไหวติง ตรงกันข้ามมันกลับขยายตัวใหญ่ขึ้นและยืดยาวขึ้นไปจนจรดเพดาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่สร้างความแปลกใจต่อซาวาระแม้แต่น้อย เขาเพียงชำเลืองตามองไปทางด้านหลังและเอ่ยถามเสียงเรียบ

“มีอะไร”

“เจ้าไม่ใช่นายข้า อย่าได้ใช้คำพูดกับน้ำเสียงเช่นนี้”

เสียงที่ฟังคล้ายสัตว์คำรามตอบกลับมา ซาวาระสูดลมจึงสูดหายใจเข้าดุจต้องการระงับความไม่พอใจที่ปะทุขึ้นมา เมื่อจิตใจสงบนิ่งเขาจึงกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนกว่าเดิม

“มีอะไรเร่งด่วนหรือถึงได้ตามข้ามาถึงที่นี่”

”แค่อยากจะฟังแผนการของเจ้าเท่านั้น” เสียงเดิมตอบ “ทั้งที่เจ้าสามารถกำชัยชนะได้โดยง่ายด้วยพลังของข้า เหตุใดจึงหันมาใช้คนของคาสึรางิ”

คำถามจากเงาปิศาจทำให้เจ้าเมืองอิวะยิ้ม

“มันเป็นวิธีการแสดงอำนาจอย่างหนึ่ง เจ้าก็เห็นมิใช่หรือว่าอาซามิ ฮิโรซะ เป็นพวกไร้ความสามารถ หากควบคุมเขาได้คาสึรางิก็จะเป็นของข้าในที่สุด”

“แต่เท่าที่เห็นมีบางคนไม่พอใจการกระทำของเจ้า” เสียงปิศาจพูด ซาวาระพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก

“เป้าหมายของข้าคือเจ้าครองแคว้น ใครเกะกะก็กำจัดมันทิ้งไปให้หมด” เขาเอียงศีรษะไปทางด้านหลังเล็กน้อย “เจ้าคงไม่ได้มาเพื่อถามเรื่องนี้เท่านั้นใช่ไหม”

“ใช่”อีกฝ่ายตอบ “ข้าจะมาเตือนเจ้าว่าอย่าลำพองใจให้มากนักเพราะยาสึฮิระเองก็มีผู้ช่วยฝีมือฉกาจด้วยเช่นกัน”

ซาวาระกระตุกยิ้มอย่างดูแคลน

“ผู้ช่วยของมันคงไม่เก่งไปกว่าเจ้าเท่าใดนัก”

“ตรงกันข้าม เขาเป็นจอมอสูรที่มีพลังแกร่งกล้ามากกว่าปิศาจทุกตัวบนแผ่นดินนี้” เงาสวนคำตอบกลับทันควัน ผู้นำอิวะเลื่อนสายตาไปมองพร้อมกับย้อนถาม

“รวมถึงเจ้าด้วยใช่ไหม”

“หากเป็นเมื่อก่อนอาจจะใช่ แต่ในตอนนี้ข้ามั่นใจว่าเราทั้งคู่มีพลังทัดเทียมกัน”

“งั้นเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกลัว” ซาวาระกล่าวและเบนสายตากลับไปยังที่เดิมจึงไม่ทันได้เห็นแสงสีแดงสองดวงที่ปะทุวาบขึ้นบนตำแหน่งดวงตาของปิศาจเงา

“ข้าไม่เคยกลัวอสูรตนนั้น แต่ที่มาเตือนก็เพื่อให้เจ้าระวังตัว เพราะแม้เจ้านั่นจะไม่เคยลงมือทำร้ายผู้ใด แต่ก็ไม่เคยละเว้นชีวิตผู้ที่ตั้งตนเป็นศัตรู”

คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ซาวาระนิ่งไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย

“เจ้าแน่ใจหรือว่าอสูรตนนั้นคอยปกป้องโคะโตโระ เพราะเท่าที่ข้ารู้มายาสึฮิระเป็นคนที่ทะนงในศักดิ์ศรีชนิดที่ไม่มีวันยอมเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร”

“เช่นเดียวกับจอมอสูรที่ข้าพูดถึง เจ้านั่นก็ไม่มีวันยอมก้มหัวให้กับผู้ใด ข้าจึงแปลกใจที่เห็นเขาเฝ้าวนเวียนอยู่ในปราสาทของยาสึฮิระ ข้าเคยส่งปิศาจแมวดำเข้าไปสืบหาข่าวแต่ก็ถูกจอมอสูรกับนักปราบมารคนหนึ่งไล่ตะเพิดออกมา”

“นักปราบมาร” ซาวาระทวนคำด้วยความแปลกใจ”หากยาสึฮิระเลี้ยงจอมอสูรไว้คอยปกป้อง เหตุใดจึงมีนักปราบมารร่วมอยู่ด้วย”

“ปิศาจแมวดำบอกว่าเขาเป็นอาจารย์สอนนาฏกรรมให้กับบุตรีของยาสึฮิระแต่มีพลังปราบปิศาจที่แข็งแกร่งจนน่ากลัว” เงาปิศาจตอบ “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้เพราะแม้ข้าจะส่งปิศาจลอบเข้าไปในโคะโตโระหลายครั้งแต่คนพวกนั้นก็ไม่เคยรู้ว่าพวกมันมาจากที่ใด ถึงจะมีอยู่สองสามครั้งที่เจ้าจอมอสูรนั่นจะออกมาเยี่ยมเยือนแคว้นแห่งนี้รวมถึงเมืองอิวะของเจ้าก็ตาม”

ประโยคสุดท้ายทำให้ผู้นำอิวะต้องนิ่วหน้า

“แล้วอสูรตนนั้นได้พบกับเจ้าหรือเปล่า”

“ข้าผนึกปราณของตัวเองเอาไว้ ต่อให้มีพลังกล้าแข็งแค่ไหนก็ไม่มีวันรู้” เงาปิศาจตอบและและนิ่งไปชั่วครู่จึงพูดต่อ

“เจ้าจะแสดงอำนาจหรือใช้คนของคาสึรางิยังไงข้าไม่สน แต่สำหรับอสูรตนนั้นข้าจะเป็นจัดการกับเขาด้วยตัวเอง และหากต้องการพลังของพวกปิศาจก็ขอให้บอกเพราะพวกมันพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเจ้าทุกเวลา”

“ตกลง” ซาวาระกล่าวพลางหันไปมองเงาของตัวเอง “สิ่งแรกที่พวกมันต้องทำก็คือคอยเฝ้าพวกที่ปรึกษาของคาสึรางิเอาไว้ หากใครคิดต่อต้านหรือขัดขวางข้าก็สังหารมันได้ทันที จะกัดกินหรือฉีกกระชากซากศพยังไงก็ได้แต่เหลือส่วนหัวเอาไว้เพื่อเตือนให้พวกที่เหลือรู้ว่าใครคือคนที่พวกมันสมควรภักดี”

“ได้” รับปากเพียงเท่านั้นเงาที่ยืดยาวไปจนจรดเพดานก็หดตัวลงทีละน้อยจนมีขนาดเท่ากับรูปร่างของซาวาระ เขาจึงรู้ว่าปิศาจที่สนทนาด้วยได้ออกไปจากที่นั่นแล้ว เมื่ออยู่ตามลำพังผู้นำอิวะจึงดึงแผนที่เมืองโคะโตโระออกมากางและจมอยู่กับความคิดที่จะครอบครองดินแดนทั้งหมดอย่างลำพอง

*/*/*/*/*

 




Create Date : 25 มิถุนายน 2555
Last Update : 25 มิถุนายน 2555 11:00:07 น.
Counter : 414 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี
All Blog