ศาสตราแห่งเดราเนียร์ บทที่ 7 ร่างจริงของจอมเวท
<7>

ร่างจริงของจอมเวท

โซลย์ก้าวข้ามก้อนหินขนาดใหญ่ มือที่แข็งแรงยกขึ้นป้องดวงตาขณะมองไปรอบๆ เขาหันกลับไปทางฟอร์เซ็ตติซึ่งกำลังเดินเข้ามาหยุดยืนใกล้ๆ สีหน้าของจอมเวทแห่งมาร์วัลลัสมีแววของการครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งเมื่อเขาไล่สายตาขึ้นไปตามไหล่เขาอันลาดชันและหยุดลงตรงกลุ่มไม้ยืนต้นขนาดกลางซึ่งขึ้นอยู่บนยอด

“มีสิ่งใดผิดปรกติยังงั้นหรือ” โซลย์กระซิบถามพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของฟอร์เซ็ตติ จอมเวทเม้มปากน้อยๆก่อนตอบ

“เรารู้สึกถึงพลังบางอย่างบนยอดเขานี่”

“อาจจะเป็นพลังของเจ้าไฮดร้าเมื่อคืนนี้ก็ได้ มันคงหนีมาหลบแดดตรงป่าด้านบนนั่น”

“ไม่ใช่” ฟอร์เซ็ตติตอบ “มันเป็นพลังที่สะอาดและบริสุทธิ์แตกต่างไปจากพลังของเหล่าปิศาจจากแซฟเวจย์โดยสิ้นเชิง และที่สำคัญ.......” เขาพยักหน้าไปทางด้านป่าละเมาะตรงหน้า

“ท่านไม่รู้สึกแปลกใจบ้างเลยหรืออย่างไรว่า เหตุใดสถานที่แห่งนี้จึงมีต้นไม้ขึ้นหนาทึบกว่าที่อื่น ทั้งๆที่อาณาบริเวณโดยรอบตั้งแต่เชิงเขาลงไปจนถึงหมู่บ้านนั่นแห้งแล้งราวกับทะเลทราย”

“ข้าเองก็กำลังสงสัยอยู่เหมือนกัน” โซลย์ตอบ เขาย่ำเท้าไปบนพื้นหินแข็งๆสองสามครั้ง “พื้นดินตรงนี้ก็แห้งจนร่วนเป็นผง นอกนั้นก็เป็นหินเกือบทั้งหมด แล้วทำไมป่าจึงต้องไปขึ้นเฉพาะตรงนั้น”

“เราน่าจะขึ้นไปสำรวจดูนะ” จอมเวทแห่งมาร์วัลลัสตัดบทและเดินนำขึ้นไป โซลย์มองดูร่างในผ้าคลุมสีขาวซึ่งกำลังเดินอยู่เบื้องหน้าแล้วยิ้ม

“มีสิ่งใดน่าขัน” เสียงฟอร์เซ็ตติร้องถามทั้งที่ไม่ได้หันหน้ามา แม่ทัพแห่งมอร์เซลหุบปากของเขาลงทันทีและตอบ

“ข้าแค่นึกแปลกใจที่จอมเวทอย่างท่านดูแข็งแรงกว่าที่เห็นภายนอก”

“อย่าไว้ใจกับภาพลวงที่ท่านเห็นตรงหน้า” ฟอร์เซ็ตติกล่าว ดวงตาสีฟ้าฉายแวววาววับภายใต้ฮู้ดที่ปกคลุมอยู่

“ท่านกำลังจะบอกว่าตัวจริงของท่านไม่ได้งดงามอย่างที่ข้าเห็นนี่หรือ”

“อะไรคือความงดงาม” จอมเวทย้อนถาม “เราไม่เข้าใจวิธีการตัดสินของมนุษย์อย่างพวกท่านจริงๆ”

“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ท่านเข้าใจได้อย่างไร เอาเป็นว่าสิ่งที่ข้าเห็นแล้วรู้สึกชอบ รู้สึกว่าปลอดภัยและไม่เป็นอันตราย นั่นคือความงามในความคิดของข้า”

“ถ้าเช่นนั้นท่านคงตายตั้งแต่ยังเดินทางไม่พ้นชายแดนมอร์เซลแล้ว” ฟอร์เซ็ตติพูดและหันหน้ามามองดูโซลย์ ชั่วขณะหนึ่งแม่ทัพแห่งมอร์เซลมองเห็นใบหน้าของจอมเวทที่เดินทางมาด้วยกันเกิดการแปรเปลี่ยนไปเป็นใบหน้าที่ดุดันจนน่ากลัว ดวงตาสีฟ้าสดใสเข้มจัดจนเป็นสีน้ำเงินส่งแสงเรืองรองวาววับสะท้อนแสงแดด ริมฝีปากบางที่เม้มเป็นเส้นตรงอยู่เสมอแสยะยิ้มกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคม

โซลย์ถึงกับผงะและถอยหลังออกไปสองสามก้าว เขารีบยกมือขึ้นขยี้ดวงตาของตนเองก่อนเพ่งมองดูจอมเวทซึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ความน่าสะพรึงเมื่อครู่หายวับไปราวกับภาพมายา
ฟอร์เซ็ตติยิ้มน้อยๆ

“ท่านจะบอกเราได้หรือไม่ว่าสิ่งใดคือภาพลวงและสิ่งใดคือภาพจริง”

เขาหมุนกายและเดินต่อไปโดยไม่สนใจจะรอคำตอบ โซล์กัดฟันตนเองแน่นพลางสะบัดหัวสองสามครั้ง

“ข้าคงเป็นบ้าไปเสียก่อนแน่หากเดินทางกับพวกผู้วิเศษนี่ต่อไปอีกนานๆ”

เขาบ่นกับตัวเอง และเมื่อทั้งคู่ปีนป่ายไปจนถึงยอดของเนินเขาที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาทึบ ไอเย็นจากแผ่นดินลอยมากระทบร่างของนักเดินทางทั้งสอง สายลมพัดโชยมาแผ่วๆ โซลย์สูดลมหายใจเข้าด้วยความรู้สึกสดชื่น

“ข้าไม่ได้ยืนรับลมเย็นๆแบบนี้มานานแล้ว” เขาพูดพลางมองสำรวจโดยรอบด้วยความรู้สึกแปลกใจที่เห็นนกกำลังโผบินไปมาระหว่างต้นไม้ ต่างจากฟอร์เซ็ตติที่ไล่สายตามองทุกสิ่งอย่างพิจารณา

“มีพลังบางอย่างในที่แห่งนี้” เขาเปรยขึ้นมา “เป็นพลังที่อบอุ่นและอ่อนโยนอย่างที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน”

“ถ้ามันเป็นพลังที่ดีก็ไม่ต้องไปใสใจกับมันนัก” โซลย์ตัดบทบ้าง “บ้านของท่านเดฟล่อนอยู่เลยป่านี่เข้าไปอีก พวกเราน่าจะเร่งเดินทางไปให้ถึงที่นั่นก่อนค่ำ”

ทั้งสองคนเริ่มออกเดินตามกันไปอย่างเงียบๆอีกครั้ง ระหว่างทางทั้งสองได้พบกับกลุ่มชาวบ้านที่เดินทางตามโมไดขึ้นมาก่อนกำลังช่วยกันลำเลียงถังบรรจุน้ำกลับ พวกเขาก้มลงทักทายนักเดินทางทั้งสองและรีบเร่งกลับหมู่บ้านโดยไม่พูดคุยอะไรมากนัก โซลย์มองตามหลังชาวบ้านเหล่านั้นไปจนลับสายตา

“บางทีบ่อน้ำที่เบนพูดถึงคงจะอยู่ในป่าแถวนี้”

“ใช่”

เสียงกระด้างคุ้นหูดังตอบมาจากโคนต้นไม้ตรงหน้า โซลย์หันขวับไปดูทันที มือที่เลื่อนไปแตะดาบลดลงเมื่อเห็นผู้พูดเต็มตา

“โมได เจ้าเกือบขาดสองท่อนไปแล้วรู้หรือเปล่า” เขาพูดฉุนๆ อีกฝ่ายหัวเราะ

“เฮอะ! ที่ขาดสองท่อนน่ะน่าจะเป็นทางเจ้ามากกว่านะ” เขาย้อนและยกมือขึ้น วัตถุสีเงินสะท้อนแสงแดดกำลังหมุนร่อนผ่านยอดไม้พุ่งตรงไปหาเขา ชายหนุ่มคว้ามันเอาไว้ด้วยท่าทางชำนาญ เขายกมันขึ้นมาเป่าเบาๆก่อนเก็บมันไว้ที่ซองหนังข้างเอว

โซลย์เพ่งสายตามองอย่างสนใจ

“เจ้าของอาวุธนี่ตอนนี้อยู่ที่ไหน”

“ถ้าเจ้าหมายถึงพ่อของข้า” โมไดตอบด้วยท่าทางกวนๆ “เขาอยู่ในไร่”

“ไร่....หรือ” โซลย์ทวนคำด้วยสีหน้าฉายความรู้สึกคาดไม่ถึง โมไดยิ้ม

“ใช่ เมื่อเจ้ารู้แล้วก็รีบออกไปจากบ้านของข้าได้ เพราะข้าไม่ชอบการต้อนรับแขก”

“คงไม่ได้เพราะข้ามีธุระจำเป็นจะต้องคุยกับเขา” โซลย์วางมือบนเข็มขัดของเขาขณะตอบ โมไดมองหน้าเขานิ่งด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจ

“พ่อของข้าไม่มีธุระอะไรกับคนในกองทัพอีก ออกไปได้แล้ว”

เด็กหนุ่มพูดเน้นเสียงทีละคำ แต่ดูเหมือนโซลย์จะไม่สนใจ เขาทำท่าเหมือนจะเดินผ่านร่างของโมไดไป อีกฝ่ายกระชากดาบออกจากฝักทันที

“ถ้าขืนก้าวเข้ามาในเขตบ้านของข้าอีกก้าว ข้าจะไม่เกรงใจเจ้าล่ะ”

“ก็ได้” โซลย์ดึงดาบของตัวเองออกมาบ้าง เขากวัดแกว่งอาวุธของตนเองไปมาแล้วยิ้ม

“อยากรู้เหมือนกันว่าลูกชายของอดีตแม่ทัพใหญ่แห่งมอร์เซลจะมีฝีมือเหมือนดังที่คุยเอาไว้หรือเปล่า”

“กลัวแต่ว่าพอรู้แล้วเจ้าจะเหลือแต่เพียงร่างไร้วิญญาณเท่านั้นน่ะสิ”

โมไดตอบด้วยน้ำเสียง ดูถูก โซลย์ก้าวเดินไปรอบๆอย่างระมัดระวัง เขากระดิกนิ้วเรียกเด็กหนุ่มราวกับท้าทายซึ่งดูเหมือนจะได้ผลเพราะอีกฝ่ายสบถออกมาดังๆก่อนพุ่งตัวเข้าโจมตีแม่ทัพหนุ่ม โซลย์ปัดป้องและตอบโต้กลับอย่างชำนิชำนาญ

“ฝีมือเจ้ามีเท่านี้เองหรือ” แม่ทัพแห่งมอร์เซลร้องถาม โมไดยิ้มพลางแกว่งดาบของเขา

“นั่นน่ะแค่โหมโรงท่านั้น” เขาตอบ “ของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้ต่างหากเจ้าแก่”

เด็กหนุ่มเหวี่ยงดาบเข้าใส่โซลย์เต็มที่ แม่ทัพหนุ่มยกอาวุธของตนขึ้นรับ และปัดออกไปด้านข้าง โมไดพลิกข้อมือและฟาดดาบลงไปที่ขาของคู่ต่อสู้ เขากระโดดถอยหลังพร้อมกับหมุนตัวไปอีกด้าน ดาบในมือถูกตวัดออกไปหมายจะสกัดอาวุธของอีกฝ่ายให้หยุดการจู่โจม แต่ดูเหมือนโมไดจะอ่านเกมส์รุกออก เขาบิดตัวเองไปอีกด้านพร้อมกับเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ช่วงลำตัวของแม่ทัพแห่งมอร์เซล

อึก!

โซลย์ร้องอุทานในลำคอก่อนก้าวถอยหลังออกมาสองสามก้าว เด็กหนุ่มรีบฉวยจังหวะฟาดดาบของเขาลงไปบนใบหน้าของโซลย์ทันที แต่

อ่อก!

โมไดร้องเสียงดังเมื่อโดนเท้าของแม่ทัพถีบเข้าไปตรงบริเวณท้องเต็มที่ ร่างสูงงอตัวคุดคู้ลงพร้อมกับสำลักไอด้วยความจุก โซลย์ยิ้มเยาะก่อนเหวี่ยงหมัดเข้าไปที่ปลายคางของเขาไม่แรงนัก เด็กหนุ่มถึงกับทรุดตัวนั่งลงกับพื้น

“ข...ขี้โกง”

เขาตะโกนพร้อมกับถ่มน้ำลายปนเลือดออกมาจากปาก โซลย์เลิกคิ้วสูง

“ข้าโกงเจ้าตรงไหน”

“เจ้าถีบกับข้า”

“แล้วทีเจ้าลอบใช้หมัดกับข้าก่อนล่ะ แบบนั้นไม่เรียกว่าโกงหรือไง” เขาย้อน “แพ้ก็ต้องยอมรับสิว่าแพ้”

“ข้าไม่ได้แพ้!” โมไดโต้เสียงกร้าว “ข้าแค่เผลอไปหน่อยเท่านั้น พวกเรามาสู้กันใหม่อีกรอบดีกว่า”

“ถ้าข้าเอาจริงขึ้นมา หัวของเจ้าคงจะขาดสะบั้นไปแล้ว อย่าได้ใช้คำว่าแค่เผลอในการต่อสู้เป็นอันขาดเจ้าเด็กเมื่อวานซืน” โซลย์พูดเสียงดุและหันไปทางฟอร์เซ็ตติที่ยังคงยืนนิ่งเงียบ

“ท่านไม่คิดจะช่วยเหลือข้าเลยหรือยังไงกัน”

“เราไม่ชอบการออกแรงต่อสู้แบบนั้น” จอมเวทตอบ ดวงตาสีฟ้ามองจ้องตรงไปข้างหน้า ผ่านร่างของแม่ทัพแห่งมอร์เซลออกไป อีกฝ่ายเลื่อนสายตามองตาม

“คนที่ท่านต้องการพบกำลังมาแล้ว” ฟอร์เซ็ตติพูด เสียงฝีเท้าย่ำบนใบไม้ดังใกล้เข้ามา โซลย์ยืดตัวขึ้นและเก็บดาบเข้าฝักขณะที่สายตายังคงเพ่งมองไปยังทิศทางของเสียง

ชั่วอึดใจร่างของชายวัยกลางคนที่ดูบึกบึนแข็งแรงก็แหวกพุ่มไม้ออกมายืนตรงหน้า เขากวาดสายตาไล่สำรวจผู้มาเยือนทีละคน แม่ทัพแห่งมอร์เซลก้มตัวลงพร้อมกับกล่าวทัก

“ท่านเดฟล่อน แม่ทัพผู้ยิ่งยงแห่งมอร์เซล”

“นั่นมันเป็นเพียงอดีตที่ผ่านมานานแล้วของข้า” เสียงห้าวดังตอบกลับมา ดวงตาสีฟ้าเข้มจ้องมองดูโซลย์นิ่ง

“หากจำไม่ผิดท่านคงจะเป็นรองแม่ทัพโซลย์”

“ข้าเป็นแม่ทัพแห่งมอร์เซลแล้วในเวลานี้” แม่ทัพหนุ่มตอบอย่างสุภาพ คิ้วดกหนาของเดฟลอนเลิกสูง

“ข้าไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินเช่นนั้น” เขาพูดพลางยกมือขึ้นตบบ่าของโซลย์สองสามครั้ง “มอร์เซลโชคดีนักที่ได้คนเก่งกล้าเช่นท่านมาปกป้อง”

เดฟล่อนเลื่อนสายตามาทางฟอร์เซ็ตติ เขาเบิกตากว้างอย่างตระหนกระคนแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายชัดเต็มตา

“ท่านฟอร์เซ็ตติ!” ชายวัยกลางคนอุทาน “น่าแปลกใจเหลือเกินที่ได้พบท่านในดินแดนมนุษย์แห่งนี้”

โมไดลุกยืนขึ้น เขามองดูบิดาและแขกผู้มาเยือนสลับไปมาอย่างงงงัน

“พ่อรู้จักเจ้าพวกนี้ด้วยหรือ”

“อย่าพูดจาเหมือนคนไร้มารยาทแบบนี้ โมได ท่านผู้นี้คือแม่ทัพแห่งมอร์เซลมีนามว่าโซลย์ ฝีมือของเขาน่ะ เจ้าไม่มีวันเอาชนะได้หรอก”

“เชอะ แต่ข้าก็เคยช่วยเจ้าแก่นั่นไว้ได้ครั้งหนึ่งล่ะน่า” โมไดบ่นอุบอิบอย่างนึกเคือง เขาเบนสายตาไปทางจอมเวทแห่งมาร์วัลลัสและถาม

“แล้วเจ้านั่นล่ะ พ่อรู้จักเขาได้ยังไง”

“ระวังปากของเจ้าไว้บ้าง โมได ท่านผู้นี้คือฟอร์เซ็ตติ จอมเวทแห่งความเที่ยงธรรมของ
มาร์วัลลัส เขาคือผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตข้าเมื่อครั้งที่ยังเป็นรองแม่ทัพแห่งมอร์เซล”

“หา!”

ทั้งโมไดและโซลย์ต่างอุทานออกมาด้วยความรู้สึกแปลกใจพร้อมกัน


*/*/*/*/*/*


ลินซ์ บุตรสาวคนเล็กของเดฟล่อนรินน้ำใส่ถ้วยดินเผาที่ตั้งไว้ตรงหน้าของฟอร์เซ็ตติอย่างระมัดระวัง ดวงตากลมโตสีฟ้าสดใสจับจ้องมองดูจอมเวทแห่งมาร์วัลลัสไม่วางตา เด็กน้อยสะดุ้งเมื่อได้ยินเขากล่าว

“ใบหน้าเรามีสิ่งใดติดอยู่หรือ”

ลินซ์ส่ายหน้าแทนคำตอบและวิ่งไปยืนข้างกายของเดฟล่อนผู้เป็นพ่อของเธอซึ่งกำลังนั่งคุยอยู่กับโซลย์อยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง โมไดที่กำลังยืนกอดอกมองดูคนทั้งสามด้วยสีหน้าบึ้งตึงแถวหน้าประตูบ้านพูดลอยๆ

“หน้าเจ้าคงพิลึกสิ้นดีในสายตาของเด็ก”

ฟอร์เซ็ตติยิ้ม

“น้องของเจ้าคงจะคุ้นกับคำนี้จนรู้สึกแปลกใจที่ได้เห็นคนหน้าตาดีเช่นเรา”

เด็กหนุ่มพ่นลมออกมาแรงๆพร้อมกับเบือนสายตาออกไปมองด้านนอก

“เฮอะ! พวกจอมเวทนี่นอกจากจะแต่งตัวประหลาดแล้ว ยังหลงตัวเองอีกต่างหาก”

“เราแค่กล่าวออกไปตามความเป็นจริง”

โมไดหันมาถลึงตาใส่เขาก่อนเดินไปหาเดฟลอนกับโซลย์ที่กำลังนั่งสนทนากันและถามเสียงดัง

“เมื่อไหร่ธุระของเจ้าจะเสร็จเสียที นี่มันก็ใกล้จะค่ำเต็มทนแล้วด้วย”

เดฟล่อนมองหน้าบุตรชายของเขาคิ้วเข้มขมวดมุ่นก่อนถามเสียงห้าว

“ใกล้ค่ำแล้วจะทำไม”

“พ่อจะให้พวกเขาเดินทางกันตอนกลางคืนหรือ” น้ำเสียงที่ใช้แฝงความประชดมากกว่าวิตก ผู้เป็นพ่อวางมือบนเท้าแขนเก้าอี้และตอบ

“ข้าไม่ยอมให้พวกเขาออกไปเสี่ยงอันตรายข้างนอกนั่นในยามค่ำคืนแน่ โมได เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะทั้งท่านโซลย์และท่านฟอร์เซ็ตติจะอยู่ค้างคืนกับพวกเราที่นี่...”

“ไม่ได้” เด็กหนุ่มร้องขัดขึ้นทันทีจนแม้แต่เดฟล่อนเองยังรู้สึกตกใจ โมไดหันไปทางจอมเวทแห่งมาร์วัลลัส

“เจ้านั่น เป็นตัวอันตราย”

“เหลวไหล!” เดฟล่อนพูดเสียงกร้าว “อย่าพูดจาไร้สาระเช่นนี้กับท่านผู้มีพระคุณของข้า ต่อให้เป็นลูก พ่อก็จะไม่ยกโทษให้เด็ดขาด!”

“ข้าไม่ได้พูดจาเหลวไหล เจ้านั่นน่ะทำให้ไฮดร้าลูกนางปิศาจเซอเพนนาได้รับบาดเจ็บ เจ้าปิศาจงูนั่นจะคอยติดตามเขาไปทุกๆแห่งเพื่อแก้แค้น ขืนให้เจ้านั่นกับหมอนี่ค้างกับพวกเราคืนนี้มีหวังได้เดือนร้อนแน่ๆ”

“ใจคอเจ้าจะส่งพวกเขาออกไปเสี่ยงอันตรายข้างนอกนั่นทั้งที่รู้เหตุผลดีอยู่แก่ใจอย่างงั้นรึ
โมได ข้าจำได้ว่าไม่เคยสอนให้เจ้าเป็นคนไร้น้ำใจเช่นนี้”

“ข้าไม่ได้ไร้น้ำใจ แต่ข้าเป็นห่วงลินซ์” เด็กหนุ่มเถียงเสียงอ่อย เดฟล่อนอ้าปากจะโต้บุตรชายแต่ฟอร์เซ็ตติกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

“เจ้าหนูนั่นพูดถูกแล้ว เราจะเป็นผู้นำภัยมาสู่ครอบครัวของท่าน” เขาลุกขึ้นและเดินตรงไปที่ประตูโดยไม่ยอมพูดอะไรต่ออีก โซลย์ร้องถามขึ้นทันที

“นั่นท่านจะไปไหนกัน”

“เราจะออกไปข้างนอก ท่านอยู่กับพวกเขาที่นี่เถิด” จอมเวทตอบ โซลย์ผุดลุกขึ้นทันทีพร้อมกับเดินมาจับมือที่กำลังเลื่อนดาลประตู

“ข้าไม่ยอมให้ท่านออกไปเพียงลำพัง” เขาหันไปทางเดฟล่อนพลางก้มศีรษะลง

“ข้าขออภัยที่ต้องกล่าวปฏิเสธคำเชื้อเชิญของท่าน แล้วพรุ่งนี้เช้าข้าจะมาปรึกษากับท่านอีกครั้ง”

“หยุด!” เดฟล่อนร้องห้ามเสียงดัง “บ้านข้าไม่ใช่ที่พักริมทางซึ่งใครพอใจจะไปจะมาก็ทำได้ดังใจ หากยังเห็นเกียรติหรือให้ความสำคัญกัน ก็จงละมือและถอยออกมาจากประตูเสีย ทั้งสองคน!”

“แต่......”

“เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น โมได คืนนี้พวกเขาต้องพักค้างคืนที่นี่ หากเจ้าไม่ชอบก็กลับเข้าไปในห้องและไม่ต้องโผล่หัวออกมาจนกว่าจะเช้า”

เด็กหนุ่มหุบปากนิ่งเงียบทันที เขาหมุนตัวและเดินกลับไปที่ห้องของเขาตามคำของผู้เป็นบิดา เดฟล่อนก้มลงมองดูลินซ์ บุตรสาวตัวน้อยที่กำลังดึงชายเสื้อของเขา

“มีอะไรหรือ”

“ลูกหิวแล้วค่ะ” เด็กหญิงตอบเสียงใส เดฟล่อนยิ้มให้กับเธออย่างอ่อนโยนและหันไปทางอาคันตุกะทั้งสองที่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตู

“ขอเชิญท่านทั้งสองนั่งลงก่อน เราจะคุยธุระกันอีกครั้งหลังอาหารค่ำ ลินซ์เจ้าไปจัดเตรียมจานสำหรับแขกของเราด้วย”

ฟอร์เซ็ตติและโซลย์หันมามองหน้ากัน แม่ทัพแห่งมอร์เซลถอนหายใจน้อยๆ

“ท่านเดฟล่อนอาจจะมัดท่านติดไว้กับเก้าอี้หากยังฝืนก้าวขาออกไปจากบ้านของเขา ไปนั่งตามคำเชิญของเขาเถอะท่านจอมเวท เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”

โซลย์หันไปทางลินซ์ที่กำลังเรียงจานไม้บนโต๊ะตามจำนวนของแขกอย่างคล่องแคล่ว เด็กน้อยหันมาส่งยิ้มให้

“ข้าจะไปช่วยพ่อเจ้ายกอาหารออกมา”

แม่ทัพหนุ่มกล่าวพร้อมกับก้าวเข้าไปในห้องครัว ลินซ์มองตามหลังเขาและเลื่อนใบหน้ามาทางจอมเวทที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ เด็กน้อยเดินมาหาเขาพร้อมกับดึงมือเบาๆ

“มานั่งเถอะค่ะ ซุปผักวันนี้ลินซ์เป็นคนทำเองเชียวนะ” เด็กหญิงกล่าวชวนด้วยน้ำเสียงร่าเริง ฟอร์เซ็ตติยิ้มออกมาจางๆและยอมเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารแต่โดยดี

*/*/*/*

ควันอันหอมกรุ่นของชาร้อนๆลอยอ้อยอิ่งขึ้นไปในอากาศผ่านดวงตาสีฟ้าดุดันของเดฟล่อนซึ่งกำลังฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง เขายกมือขึ้นประสานกันไว้ที่คางและเคาะเบาๆหลังจากได้ฟังเรื่องราวต่างๆจบลง

“ข้าไม่ได้เก่งกาจหรือกล้าหาญเหมือนเมื่อก่อน” อดีตแม่ทัพแห่งมอร์เซลกล่าว “ใจข้าไม่แกร่งพอที่จะออกไปฟาดฟันกับเหล่าปิศาจเหมือนเมื่อครั้งยังหนุ่มอีกแล้ว”

“ท่านยังดูองอาจสมเป็นแม่ทัพไม่เคยเลื่อมคลาย” โซลย์พูดขณะที่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ “และที่ข้าชวนท่านก็มิได้เพื่อไปวิ่งไล่ล่าสังหาร แต่เป็นพันธมิตรร่วมเดินทางต่างหาก”

“การค้นหาของวิเศษไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ ท่านเองยังไม่รู้เลยว่าเดราเนียร์และกรามร์อยู่ที่ใด ฟังดูแล้วเหมือนกับพวกท่านกำลังวิ่งไล่ตามก้อนเมฆที่ล่องลอยบนท้องฟ้าเสียมากกว่า”

“ข้ายินดีที่จะไล่ตามมากกว่านั่งกอดเข่าเฝ้ามองดูมันเลื่อนลอยผ่านไปเฉยๆ”

เดฟล่อนถอนหายใจหนักๆ เขาเลื่อนสายตามองไปทางลินซ์ที่กำลังนั่งอยู่กับจอมเวทแห่ง
มาร์วัลลัส

“ข้าทิ้งลูกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

คราวนี้โซลย์ถึงกับนิ่งอึ้ง แม่ทัพหนุ่มเอนกายลงพิงพนักเก้าอี้และกล่าว

“ข้าเข้าใจ แต่ข้าตัดสินใจอะไรไม่ได้” เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบแหวนสีเงินสุกปลั่งออกมาวงหนึ่งและถือไว้ตรงหน้าของเดฟล่อน

“ท่านคงปฏิเสธอะไรไม่ได้ หากถูกแหวนวงนี้เลือก”

ดวงตาสีเหล็กจ้องประสานกับแววตาดุดันสีฟ้าเข้มของอดีตแม่ทัพแห่งมอร์เซล ปากหนาภายใต้หนวดเคราเม้มแน่น เดฟล่อนยื่นมือของเขาออกมาข้างหน้า

“วางแหวนวงนั้นลงมาบนมือของข้าสิ” เขาสั่ง โซลย์หย่อนแหวนลงไปตามคำของอดีตแม่ทัพ มันนอนนิ่งสงบอยู่บนอุ้งมือหยาบของเดฟล่อน ไม่มีแม้แต่เงาสะท้อนแสงไฟดังเช่นแหวนเงินควรจะเป็น ชายผู้สูงวัยยิ้ม

“ข้าไม่ใช่ผู้ถูกเลือก”

โซลย์ถอนหายใจด้วยความรู้สึกผิดหวังระคนโล่งอก เขาหยิบแหวนขึ้นมาจากมือของเดฟล่อนและเก็บไว้ในเสื้อเช่นเดิม ชายทั้งสองนั่งนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แม่ทัพหนุ่มจึงเอ่ยถามขึ้น

“จริงสิ ข้าสงสัยเหลือเกินว่าเหตุใดรอบๆบ้านของท่านจึงดูอุดมสมบูรณ์ผิดกับที่อื่น หนำซ้ำยังมีบ่อน้ำอยู่เต็มทั้งที่ตามสภาพแวดล้อมบนเขานี่ไม่น่าจะมีตาน้ำหรือทางน้ำใต้ดินไหลผ่าน”

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เดฟล่อนตอบ “ตาน้ำใต้บ่อนั่นมันเกิดขึ้นมาเองเมื่อราวสิบปีก่อนเห็นจะได้ ข้ารู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันที่มันไม่เคยแห้งลงเลยสักครั้งแม้ว่าบ่อน้ำอื่นๆจะกลายเป็นฝุ่นผงไปหมดแล้วก็ตาม”

“ท่านไม่เคยสังเกตุเลยหรือว่ามีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นมาก่อนจะมีตาน้ำนี่บ้าง”

“จะว่าไป.......”เดฟล่อนพูดอย่างใช้ความคิด สายตาของเขาเลื่อนไปมองดูลูกสาวตัวน้อยซึ่งนั่งไม่ห่างจากเขาไปเท่าใดนัก “น้ำนั้นผุดขึ้นมาในวันและเวลาที่ลินซ์เกิดพอดี”

“จริงรึ” โซลย์กล่าวอย่างนึกไม่ถึง เขามองดูเด็กหญิงวับสิบขวบที่กำลังทำท่าลังเลใจขณะมองดูชายชุดขาวตรงหน้า

“แล้วทำไมพวกผีดิบถึงไม่เคยมาโจมตีที่นี่เลยสักครั้ง”

“ท่านทราบได้ยังไง”

“ลินซ์ไง เจ้าผีดิบพวกนั้นไล่ล่าเด็กโดยเฉพาะ แต่ลินซ์กลับรอดมาได้แสดงว่าพวกปิศาจนั่นไม่เคยกล้ำกรายมาแถวนี่เลย”

“พวกมันเคยมา” เดฟล่อนตอบ “แต่ข้าขับไล่มันไปด้วยรันนิ่ง เมซเซอร์ที่ได้รับมาจากท่าน ฟอร์เซ็ตติ”

“อะไรนะ!” โซลย์ร้องเสียงสูง “มีดบินเล่มนั้นท่านได้มาจากฟอร์เซ็ตติเรอะ”

อดีตแม่ทัพผงกศีรษะรับอย่างเคร่งขรึม แม่ทัพหนุ่มเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ขณะมองไปทางจอมเวทซึ่งกำลังมองจ้องออกไปนอกบ้าน

“ข้าจำได้ว่าเคยเห็นท่านและมีดเล่มนั้นมาตั้งแต่เข้ากองทัพใหม่ๆ นั่นมันผ่านมาซักยี่สิบปีเห็นจะได้กระมัง”

“ถูกต้อง แต่ตอนนี้ข้ายกให้โมไดบุตรชายไปแล้ว เพราะข้าคงไม่ว่องไวพอจะกวัดแกว่งรันนิ่งได้เหมือนเมื่อก่อน”

โซลย์พยักหน้าแล้วจู่ๆเขาก็ทำท่าราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ แม่ทัพหนุ่มมองหน้าเดฟล่อนนิ่ง

“เดี๋ยว....ท่านบอกว่าได้รับมาจากเขามาเมื่อยี่สิบปีก่อน...แล้วทำไมเจ้าหมอนั่นถึงได้ยังดูอายุน้อยนัก”

สายตาของโซลย์มองไปยังฟอร์เซ็ตติที่กำลังหันหน้าไปทางลินซ์


“เจ้านั่นมันอายุเท่าไหร่กันแน่”

.............
.............
.............

“แล้วเจ้าจะอยากรู้ไปทำไมกัน” ฟอร์เซ็ตติถามเสียงนุ่ม ลินซ์ยิ้มน้อยๆขณะที่แกว่งขาไปมา

“พ่อเคยเล่าเรื่องของท่านให้ข้าฟังหลายครั้ง ส่วนมากจะพูดถึงตอนที่พ่อยังหนุ่มๆ พ่อบอกว่าท่านเคยช่วยชีวิตพ่อเอาไว้ครั้งหนึ่งด้วย”

“เราเคยช่วยพ่อของเจ้าไว้เมื่อนานมาแล้ว” จอมเวทรับ เด็กหญิงมองหน้าเขานิ่ง

“แล้วทำไมท่านถึงดูไม่แก่เลยสักนิด ท่านโซลย์ยังดูอายุมากกว่าอีก พ่อบอกว่าพวกจอมเวทความจริงก็คือมนุษย์เหมือนพวกเรา เพียงแต่ว่าพวกเขาได้รับพรสวรรค์พิเศษมาจากเทพเบื้องบนเท่านั้นเอง”

“พ่อของเจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว” ฟอร์เซ็ตติกล่าว “จอมเวทก็คือมนุษย์ที่มีพลังพิเศษเท่านั้น พวกเขารู้จักเจ็บ รู้จักแก่ รู้จักตายเหมือนกับคนทั่วไป เพียงแต่พรที่ได้รับมานั้นช่วยยืดช่วงอายุของพวกเขาให้ยืนยาวกว่ามนุษย์ธรรมดาเท่านั้นเอง”

“ท่านดูแตกต่างไปจากพวกเขา” ลินซ์ตั้งข้อสังเกตุ จอมเวทหันมามองดูเธอและยิ้มน้อย

“อะไรทำให้เจ้าคิดเช่นนั้น”

“ข้าไม่รู้” เด็กน้อยทำท่าคิด “มันเหมือนมีอะไรบางอย่างในตัวท่านที่ดูแปลกไปจากที่เห็นในตอนนี้”

ฟอร์เซ็ตติมองดูเด็กน้อยตรงหน้าด้วยแววตาแสดงความทึ่ง และเมื่อลินซ์เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีฟ้าสดใสของเธอก็ทอประกายแสงออกมา มันเป็นแสงที่อ่อนโยนจนหัวใจของจอมเวทหนุ่มถึงกับสั่นไหว มือที่กุมไม้เท้าคลายออกจนมันเกือบเลื่อนหลุด กายสูงสง่าเอนผงะไปทางด้านหลัง

“เจ้า....”

ฟอร์เซ็ตติกลืนคำพูดของเขากลับลงไปในลำคอและสั่นหน้า ลินซ์มองดูกิริยาของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกฉงน

“เป็นอะไรไปหรือคะ”

“เปล่า” จอมเวทรีบปฏิเสธ “เจ้าว่าเราแปลกยังไงหรือ”

“เอ่อ....” เด็กน้อยนั่งกอดอกทำท่าคิดราวกับผู้ใหญ่ ฟอร์เซ็ตตินั่งมองดูเธอด้วยสายตาพิจารณา

“เป็นไปไม่ได้” เขาพึมพำกับตัวเองเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ลินซ์เบิกตาโต

“ใช่แล้ว ท่านดูเหมือนมีเงาสองเงาในร่างเดียว บางครั้งท่านดูใจดีมากๆ แต่บางทีท่านกลับดูน่ากลัวจนข้าไม่กล้ามองเลยล่ะ”

“แล้วมันแปลกตรงไหน”

“ไม่มีใครที่มีความแตกต่างในตัวเองมากขนาดนี้เหมือนท่าน” มือน้อยๆเอื้อมไปแตะที่อกของฟอร์เซ็ตติ “หัวใจของท่านมีแต่ความโกรธ”

จอมเวทหนุ่มถึงกับปัดมือของลินซ์ออกทันทีพร้อมกับผุดลุกขึ้นอย่างลืมตัว ดวงตาสีฟ้าที่เคยสงบนิ่งฉายแววหวั่นอย่างเห็นได้ชัด

“จะ....เจ้า.....รู้ได้ยังไงกัน”

เด็กหญิงเอียงหน้าน้อยๆก่อนตอบ

“ก็หัวใจท่านบอกมาแบบนั้น” เธอขมวดคิ้วแล้วทำหน้าราวกับจะร้องไห้เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย

“ท่านโกรธข้าหรือ ข้าจะไม่ฟังเสียงหัวใจของท่านอีกก็ได้หากท่านไม่ชอบ”

“เราแค่แปลกใจเท่านั้น” ฟอร์เซ็ตติพูดเสียงเบาก่อนตัดสินใจหย่อนกายนั่งลงข้างๆเด็กน้อยเหมือนเดิม เธอยิ้มกว้าง

“พ่อบอกว่าท่านเป็นคนใจดีและจะคอยปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่าเสมอ”

“บางทีก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป” จอมเวทหนุ่มตอบ เขาสะดุ้งเมื่อลินซ์เลื่อนตัวมานั่งใกล้ๆ

“โมไดบอกว่าท่านจะนำปิศาจร้ายมาที่นี่ แต่ข้าไม่เชื่อ” เด็กหญิงเอื้อมมือมากอดแขนของ ฟอร์เซ็ตติไว้แน่น “ท่านคือผู้วิเศษที่จะคอยคุ้มครองเด็กๆให้รอดพ้นจากผีร้ายต่างหาก”

“เราไม่ใช่ผู้วิเศษ........”

“ท่านเป็น” ลินซ์เงยหน้าขึ้นมองดูใบหน้าภายใต้ฮู้ด เด็กน้อยยิ้มอย่างน่ารัก “ท่านจะคอยปกป้องและขับไล่ปิศาจไม่ให้มาทำร้ายข้า”

ดวงตาสีฟ้าที่เคยเฉยชาของฟอร์เซ็ตติฉายความอ่อนโยนออกมาเมื่อมองหน้าที่แสนบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเด็กหญิง เขาขยี้ผมของลินซ์และยิ้ม

“ตกลง....เราจะคุ้มครองเจ้าไม่ให้ผีร้ายหรือปิศาจตัวใดมาทำร้ายเจ้าแม้เพียงปลายก้อย”

“สัญญานะ”

“เราให้สัญญา”

เด็กน้อยยิ้มกว้างอย่างดีใจ เธอกอดแขนของฟอร์เซ็ตติแน่นและเอนใบหน้าลงไปซบดุจยึดเขาเป็นที่พึ่ง จอมเวทหนุ่มมองเธอด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนเลื่อนสายตาออกไปมองดูกิ่งไม้ที่สะบัดไหวเอนไปมาเพราะกระแสลมอันปั่นป่วนรุนแรง เขากอดร่างของลินซ์เอาไว้ทันที

“มีอะไรรึ” โซลย์เดินมายืนใกล้ๆเอ่ยถามขึ้น

“มันมาแล้ว” ฟอร์เซ็ตติตอบ เขาก้มลงมองดูลินซ์ที่กำลังมีสีหน้าตระหนก

“เราจะปกป้องเจ้าตามคำสัญญาไม่ต้องกลัว”

เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มรับพร้อมกับพยักหน้า เดฟล่อนดึงร่างของบุตรสาวออกมาจากจอมเวทซึ่งกำลังยืนขึ้น เป็นจังหวะเดียวกันกับโมไดวิ่งออกมาจากห้องของเขา

“มันมาแล้ว” เขาร้องเสียงดัง “ข้าบอกให้ไล่พวกเขาไปพ่อก็ไม่เชื่อ”

“นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องแบบนี้” เดฟล่อนดุ “พาลินซ์ไปซ่อนในห้องก่อน”

“ให้นางอยู่กับท่านและลูกชายที่นี่จะดีกว่า” ฟอร์เซ็ตติบอก “เราจะสร้างพลังเวทคุ้มครองให้พวกท่าน”

“ข้าจะสู้ด้วย” โมไดพูดเสียงดัง “ข้าไม่ยอมนั่งเฉยๆภายใต้ปีกของใคร”

“ก็ตามใจ” จอมเวทพูดพร้อมเปิดประตูบ้านและก้าวออกไปยืนข้างนอก เสียงกรีดร้องแหลมเล็กลอยมากับสายลมที่พักกรรโชกรุนแรงขึ้นทุกขณะ เงาร่างทะมึนหลายร่างเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา โซลย์ดึงดาบออกจากฝักและตั้งท่าเตรียมพร้อมเช่นเดียวกันกับโมได

“พวกมันมีมากกว่าเมื่อคืน” จอมเวทแห่งมาร์วัลลัสพูด เขาชูไม้เท้าขึ้นเหนือศีรษะ

“ซอนเน็น!”

คริสตัลที่ประดับบนยอดคทาส่องแสงสว่างเจิดจ้าราวกับแสงตะวัน ทั้งโซลย์และโมไดถึงกับขนลุกเมื่อเห็นฝูงผีดิบนับร้อยตัวกำลังเดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทางมุ่งร้าย ฟอร์เซ็ตติตวัดไม้เท้าของเขาวาดเป็นวงกลม แสงสว่างก็พุ่งวาบออกไปกระแทกเข้าใส่ร่างของเหล่าผีดิบ มันกลายเป็นเปลวไฟเผาร่างอัปลักษณ์จนมอดไหม้เป็นจุณไปในพริบตา เด็กหนุ่มถึงกับอ้าปากค้าง

“จะไม่คิดช่วยกันบ้างเลยหรือ” จอมเวทร้องถาม โมไดจึงได้สติและเริ่มกวัดแกว่งดาบของเขาตัดหัวเจ้าผีดิบจนขาดกระเด็น โซลย์มองดูแล้วยิ้ม

“ฝีมือไม่เลวนี่เจ้าหนู”

“เก่งกว่าเจ้าก็แล้วกันเจ้าแก่” เขาหันมาโต้พร้อมกับเหวี่ยงดาบตัดแขนผีดิบที่เดินทะเร่อทะร่าเข้ามาใกล้ก่อนฟันหัวของมันทิ้ง โซลย์ถีบอมนุษย์ตัวหนึ่งออกไปและเหวี่ยงดาบตัดคอเจ้าผีดิบทีเดียวถึงสองตัว

“ข้าอายุแค่สามสิบห้า เลิกเรียกข้าว่าเจ้าแก่เสียทีไอ้เด็กบ้า!”

แม่ทัพหนุ่มหันไปตะโกนบอกโมได อีกฝ่ายแยกเขี้ยวตอบ

“ข้าก็อายุสิบห้าแล้ว” เขาหันไปฟันปากผีดิบที่เดินเอียงเข้ามาหา ส่วนบนของมันขาดหายไปตามแรงเหลือเพียงปากล่างที่ติดอยู่กับลำคอ โมไดใช้เท้ายันมันจนล้ม

“เลิกเรียกข้าว่าไอ้หนูจะได้ไหม!”

ฟอร์เซ็ตติมองดูคนทั้งสองทะเลาะกันไปพลางสู้กับพวกผีดิบไปพลางด้วยความรู้สึกอิดหนาระอาใจ แล้วจู่ๆฝูงผีดิบทั้งหมดก็หยุดการเคลื่อนไหว กระแสลมที่ปั่นป่วนรุนแรงเงียบสงบลงอย่างฉับพลัน คลื่นความร้อนอันมหาศาลเริ่มถาโถมเข้ามาแทนที่ สีหน้าของจอมเวทเคร่งขรึมลงไปกว่าเดิม โมไดลดดาบในมือลงและร้องถาม

“เกิดอะไรขึ้น”

“ไฮดร้า” ฟอร์เซ็ตติตอบ “มันมาที่นี่แล้ว”

ทั้งโมไดและโซลย์หยุดโต้เถียงกันทันที ทั้งสองคนขยับตัวมายืนขนาบข้างจอมเวทแห่งมาร์วัลลัส สายตาสอดส่ายไปมาอย่างระมัดระวัง

“มันอยู่ไหน” โซลย์กระซิบถามฟอร์เซ็ตติ แต่จอมเวทหนุ่มไม่ตอบ เขาหมุนไม้เท้าในมือและปักปลายด้านหนึ่งลงบนพื้นดินพร้อมกับร่ายเวท รัศมีสีฟ้าสดใสแผ่ออกมาจากคริสตัลบนคทาครอบคลุมตัวบ้านของเดฟล่อนไว้ทั้งหลัง

ทันทีที่รัศมีคุ้มครองปกคลุมทั่วบ้าน พื้นดินที่อยู่ตรงหน้าของฟอร์เซ็ตติก็ยุบตัวลง ร่างสยองของไฮดร้าโผล่พรวดขึ้น หัวทั้งสี่ของมันอ้าปากส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กฟังคล้ายโลหะเสียดสีออกมา มันบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกจนโมไดและโซลย์ต้องยกมือขึ้นอุดหูไว้แน่น น้ำลายสีขาวขุ่นของอสรพิษยักษ์หยดลงไปบนผนังกำแพงเวท มันสั่นกระเพื่อมดุจผิวน้ำแต่ไม่แตกสลาย ไฮดร้าสะบัดหางของมันไปมาอย่างขุ่นเคือง

“อาคมของท่านแข็งแรงพอจะต้านมันถึงเช้าไหม” โซลย์ถามด้วยความวิตก จอมเวทหนุ่มเม้มปากแน่นก่อนตอบ

“ถ้าเพียงแค่การโจมตีเบาๆคงพอจะทานไหว แต่ถ้าโดนจู่โจมหนักๆ พลังกายของเราคงทนรับไม่ได้เหมือนกัน”

“เราต้องหาทางกำจัดเจ้างูบ้านี่” โมไดพูดขึ้น “ไม่มีวิธีดีๆจะแนะนำเลยหรือยังไงเจ้าหน้าขาว”

ดวงตาของฟอร์เซ็ตติวาววับขึ้นเล็กน้อย เขายกมือขึ้นประสานกันไว้บนไม้เท้าเมื่อไฮดร้าเริ่มใช้หางฟาดใส่กำแพงเวทไม่ยั้ง รัศมีสีฟ้าเริ่มสั่นไหวรุนแรงขึ้นทุกขณะ

“กำจัดไฮดร้ายากกว่าเซอเพนนาหลายเท่านัก” จอมเวทหนุ่มพูด “เพียงแค่มันพ่นลมหายใจใส่ก็สามารถสังหารเจ้าได้แล้ว”

เสียงระเบิดดังขึ้นรอบๆ โซลย์มองดูเหล่าผีดิบซึ่งลุกเป็นไฟทันทีที่มันเดินมาชนกำแพงอาคมของฟอร์เซ็ตติ แม่ทัพหนุ่มพ่นลมหายใจขณะที่ใช้ความคิด

“อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ต้องเปลืองแรงจัดการเจ้าพวกนั้น” โมไดพูดขณะที่มองดูซากเถ้าถ่านของผีดิบรอบบ้าน

“มีดบินของเจ้านี่ใช้จัดการกับไฮดร้าได้ไหม” จู่ๆโซลย์ก็เอ่ยถามขึ้น จอมเวทเหลือบสายตามองข้ามไหล่ของตนและตอบ

“ถ้ารู้จักวิธีใช้อย่างแท้จริงแล้วล่ะก็ ได้”

“วิธีที่แท้จริง” โมไดพูดทวนพลางดึงรันนิ่งออกมาจากซองหนัง “ยังมีวิธีใช้รันนิ่งนอกจากขว้างมันใส่ศัตรูอีกเรอะ”

“คนฉลาดเท่านั้นที่รู้จักใช้ของวิเศษ” ฟอร์เซ็ตติกล่าว สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมื่อไฮดร้าเริ่มต้นผลัดกันใช้หัวทั้งสี่ของมันฉกลงมาบนกำแพงเวท ตรงจุดที่เขายืนโดยเฉพาะ พิษจากเขี้ยวของมันเริ่มสร้างความเสียหายให้กับปราการมนตราจนเกิดไอสีขาวลอยคละคลุ้ง ผีดิบทั้งหมดเริ่มเปลี่ยนทิศทาง มันพากันเดินเข้ามาชนกำแพงเวทตรงตำแหน่งที่ฟอร์เซ็ตติยืนเพียงจุดเดียว การสั่นไหวของม่านอาคมเริ่มรุนแรงขึ้นทุกขณะ โซลย์มองอย่างวิตก

“รีบบอกวิธีใช้มาเร็ว ฟอร์เซ็ตติ”

“เจ้าเห็นอัญมณีสีเทาตรงกลางของรันนิ่งไหม” จอมเวทถาม โมไดยกอาวุธของเขาขึ้นและพิจารณาดู ตรงกลางของรันนิ่งนอกจากช่องเล็กๆที่เขาใช้เป็นที่จับอาวุธแล้วมันยังมีตัวอักษรประหลาดเรียงกันเป็นแถว เด็กหนุ่มเพ่งสายตาดูตัวอักษรหนึ่งที่อยู่ตรงกลาง อัญมณีขนาดเล็กกำลังส่องประกายอยู่

“ข้าไม่เคยสังเกตเห็นมันมาก่อน” โมไดพึมพำ “เจ้ารู้ได้ยังไงกัน”

“เราเป็นผู้สร้างรันนิ่งนี่ขึ้นมาเอง” ฟอร์เซ็ตติตอบ “อย่ามัวแต่ถามให้มากเรื่องราว อัญมณีนั่นคือจุดรวมพลัง จงรวมสมาธิและใช้มือสัมผัสมันเอาไว้ จากนั้นให้........................”

เสียงหวีดหวิวคล้ายวัตถุขนาดเล็กกำลังแหวกผ่านอากาศดังขึ้น ร่างของจอมเวทแห่ง
มาร์วัลลัสสะดุ้งเฮือกสุดตัว โซลย์หันไปมองด้วยความตกใจ ดวงตาของแม่ทัพหนุ่มเบิกกว้างอย่างตระหนกเมื่อเห็นลูกธนูดอกหนึ่งปักติดแน่นบนไหล่ซ้ายของฟอร์เซ็ตติ

“พวกกองโจร!” โมไดร้องขึ้น “นี่มันมาช่วยเจ้าผีดิบพวกนี้ด้วยหรือนี่”

“เจ้าจอมมารคงรู้ว่ามีชาวมาร์วัลลัสอยู่ที่นี่ด้วย” จอมเวทกัดฟันแน่นขณะที่พูด “กำแพงเวทของเราป้องกันได้แค่เหล่าผีร้ายและปิศาจเท่านั้น”

ลูกธนูอีกหลายสิบดอกวิ่งผ่านทะลุรัศมีแห่งเวทมนตร์เข้ามา หลายดอกพุ่งเฉียดร่างของ
ฟอร์เซ็ตติไป โซลย์สะบัดดาบของเขาปัดศรบางดอกได้ทัน

“แบบนี้ไม่ไหวแน่” แม่ทัพหนุ่มพูด “ใช้รันนิ่งของเจ้าสิโมได”

ชายหนุ่มพยักหน้า เขากุมอาวุธวงกลมไว้ด้วยมือข้างขวาและเหวี่ยงมันออกไปโดยแรง รันนิ่งหมุนคว้างผ่านกำแพงเวทอย่างไร้สุ้มเสียง มันตีวงโค้งตัดหัวของพวกโจรหลายคนจนขาดสะบั้นก่อนวกกลับมาหาเจ้าของ เสียงร้องตะโกนเอะอะดังขึ้นอย่างสับสน โมไดยิ้มอย่างสะใจ

“ขอเล่นแบบนี้อีกซักสองสามรอบเถอะ” เขาทำท่าจะเหวี่ยงรันนิ่งออกไปอีก แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงโครมครามดังออกมาจากตัวบ้าน ฟอร์เซ็ตติหันขวับไปมองทันที

“แย่แล้วเจ้าพวกมนุษย์นั่นผ่านกำแพงเวทของเราเข้าไปได้!”

โมไดร้องคำรามอย่างโกรธจัดขณะที่พุ่งตัวเข้าไปในบ้าน เดฟล่อนกำลังกวัดแกว่งดาบของเขาต่อสู้กับกลุ่มโจรห้าถึงสิบคนโดยกอดลินซ์เอาไว้แน่นในอ้อมแขน

“ออกไปห่างๆน้องสาวของข้านะไอ้พวกถ่อย!” โมไดตะโกนลั่น เขากวัดแกว่งรันนิ่งซึ่งเปลี่ยนมาถือไว้ในมือซ้ายและใช้ดาบด้วยมือขวาเข้าฟาดฟันพวกมันอย่างคล่องแคล่วว่องไว

“ถอยออกไปรวมกับโซลย์ก่อน โมได!” เสียงเดฟล่อนร้องบอก เด็กหนุ่มกระโดดถีบโจรคนหนึ่งที่ทำท่าจะแทงพ่อเขาทางด้านหลังจนกระเด็นและรีบวิ่งตามออกไป

“ทีนี้จะเอายังไงดี” โซลย์ถามจอมเวทเสียงดัง เขาทั้งเป็นห่วงบาดแผลที่ฟอร์เซ็ตติได้รับและเป็นกังวลในความปลอดภัยของเดฟล่อนกับลินซ์ พวกโจรพากันรุมล้อมพวกเขาเรื่อยๆ เสียงกรีดร้องของไฮดร้าสร้างความหวาดหวั่นให้บังเกิดขึ้นในใจ

“รีบมายืนใกล้ๆเรา เร็ว!”

ฟอร์เซ็ตติร้องสั่งเสียงดัง แม้จะไม่เข้าใจแต่โซลย์ก็รีบดันเดฟล่อนให้ไปยืนที่ด้านหลังของจอมเวทอย่างรวดเร็ว เขาดึงโมไดให้เข้าไปอยู่ใกล้ๆพ่อของเขา รัศมีเวทของฟอร์เซ็ตติสลายตัวทันที แต่มีครอบแสงสีขาวใสปรากฏขึ้นปกคลุมร่างคนทั้งห้าเอาไว้แทน เหล่าโจรพากันวิ่งกรูเข้าไปด้วยความลำพองเป็นจังหวะเดียวกันกับหัวทั้งสี่ของไฮดร้าฉกลงมาและพ่นควันพิษสีแดงคละคลุ้งไปจนทั่วบริเวณ พวกโจรสูดละอองพิษเข้าไปจนเต็มปอดทุกคนร้องลั่นขึ้นด้วยความเจ็บปวดก่อนล้มลงนอนชักดิ้นชักงอ โมไดมองดูผิวหนังของคนเหล่านั้นกำลังเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว เขาเบ้หน้าด้วยความรู้สึกสยอง เสียงพร่ำมนตราดังขึ้นมาอีกครั้ง มันสร้างกระแสลมอันรุนแรงขึ้นพัดพาไอพิษกระจายออกไปจนหมด

“พอเราปลดม่านพลังนี่ออก จงวิ่งออกไปให้ห่างจากเราทันที”

ฟอร์เซ็ตติพูด ลินซ์เอื้อมมือไปดึงผ้าคลุมของเขา

“แล้วท่านล่ะ”

“เราไม่เป็นอะไร ไม่ต้องห่วง เจ้าจะต้องปลอดภัยเราให้สัญญา”

เด็กน้อยมองดูรอยยิ้มอันอ่อนโยนของจอมเวท เธอพยักหน้าและปล่อยมือออก กำแพงแก้วที่ครอบคลุมคนทั้งห้าหายวับไป เดฟล่อนรีบวิ่งออกไปตามคำสั่งของฟอร์เซ็ตติทันที เขาหันกลับไปมองจอมเวทด้วยความเป็นห่วง ลินซ์กรีดร้องออกมาอย่างตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นไฮดร้าใช้หางของมันรัดร่างของฟอร์เซ็ตติเอาไว้ จอมเวทหนุ่มใช้ไม้เท้าของเขาปัดป้องหัวทั้งสี่ที่พยายามฉกลงมา โซลย์รีบวิ่งย้อนกลับไปทันที

“อย่า!” เสียงฟอร์เซ็ตติร้องห้าม “ดูแลลินซ์ให้ดี เธอมีวิญญาณของเทพวาลิ เทพผู้มีพลังแห่งธรรมชาติ อย่าให้พวกจอมมารเอาตัวเธอไปได้เป็นอันขาด!”

โซลย์เลื่อนสายตาลงมามองดูลินซ์ในอ้อมแขนของเดฟล่อนในทันที เขากัดฟันแน่นและกระโจนเข้าใส่คลื่นผีดิบที่ถาโถมเข้ากลุ้มรุมทำร้ายโมไดและเดฟล่อน รันนิ่งถูกปล่อยออกมาเป็นระยะมันตัดคอของผีดิบเหล่านั้นจนขาดกระจุยกระจาย แต่ดูเหมือนไม่อาจยับยั้งฝูงอสุรกายเหล่านั้นได้ เพราะเมื่อตัวหนึ่งล้มลง อีกสองตัวก็จะหนุนเนื่องเข้ามาแทน

เสียงร้องคำรามดังมาจากอีกด้านหนึ่งของบ้าน เดฟล่อน โซลย์และโมไดหันขวับไปมองดูทันที พวกเขาตกใจจนแทบสิ้นสติมื่อเห็นโกเล็ม ปิศาจดินเดินตรงเข้ามา มันยกแขนขึ้นรับคมดาบของโซลย์และปัดร่างของแม่ทัพหนุ่มออก ก่อนหันมาคว้าร่างของโมไดและโยนไปกระแทกกับผนังบ้านอย่างแรงจนเขาสลบลงไปทันที เดฟล่อนกระชับดาบในมือของตนเองขณะที่กอดร่างของลินซ์แน่น

“แกต้องข้ามศพของข้าไปก่อนจึงจะได้ตัวลินซ์” เขาคำรามและฟาดดาบเข้าใส่ปิศาจดินต็มแรง มันยกมือขึ้นรับและหักดาบเล่มนั้นเป็นสามท่อนราวกับเศษไม้ อดีตแม่ทัพใหญ่ถอยหลังออกไปสองสามก้าวและเริ่มเหวี่ยงหมัดเข้าใส่โกเล็มที่เดินย่างสามขุมเข้าไปหา มันตบเขาเพียงเบาๆ ร่างที่บึกบึนก็ปลิวหวือไปกระแทกกับต้นไม้ ลินซ์กรีดร้องเสียงดัง

“ลินซ์!”

ฟอร์เซ็ตติหันไปมองอย่างตระหนก ไฮดร้าจึงอ้าปากและฝังเขี้ยวพิษลงไปบนร่างของเขา จอมเวทแห่งมาร์วัลลัสสะดุ้งเฮือกสุดตัว ไม้เท้าในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เขาพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดออกจากคมเขี้ยวของอสรพิษร้าย ดวงตาสีฟ้าเบิกโพลงขณะที่จ้องมองดูเด็กหญิงตัวน้อยกำลังดิ้นสุดชีวิตอยู่ในอุ้งมือของโกเล็ม

“ปล่อย.....นาง”

เขาพึมพำออกมา แขนที่พยายามดันวงหางไฮดร้าเริ่มอ่อนล้าลง พิษที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเริ่มออกฤทธิ์ร่างทั้งร่างร้อนราวกับถูกไฟเผา

“ลินซ์!”

เดฟล่อนร้องเรียกชื่อของบุตรสาว เขาดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากและคว้าดาบของโจรซึ่งตกอยู่ข้างๆขึ้นมาถือเอาไว้

“ปล่อยลูกของข้าเดี๋ยวนี้ไอ้ปิศาจชั่ว!”

เดฟล่อนฟาดดาบลงไปที่ขาของโกเล็มเต็มแรง มันเอี้ยวตัวมาดู มือข้างที่ว่างเอื้อมลงมาคว้าร่างของอดีตแม่ทัพแห่งมอร์เซลไว้และออกแรงบีบ เสียงกระดูกแตกดังลั่นสลับกับเสียงกรีดร้องของลินซ์ มือน้อยๆทุบระรัวไปบนแขนของโกเล็ม

“อย่าทำพ่อของข้า! ปล่อยพ่อข้าเดี๋ยวนี้นะเจ้าปิศาจ!”

โกเล็มส่งเสียงร้องคล้ายรำคาญ มันโยนร่างอ่อนปวกเปียกของเดฟล่อนทิ้งไปอีกด้านอย่างไม่ไยดี โมไดซึ่งเริ่มได้สติค่อยๆยันกายลุกขึ้น เขาทันได้เห็นภาพพ่อของตนถูกเหวี่ยงทิ้งราวกับสิ่งของ เด็กหนุ่มร้องอย่างโกรธจัดและวิ่งถลันเข้าไปหาโกเล็มทันที เจ้าปิศาจดินหมุนตัวหันกลับมาและคว้าร่างของโมไดไว้ มันทำท่าราวกับหัวเราะเยาะและโยนเขาเข้าไปในป่าก่อนจะเดินโงนเงนหายไปในความมืด
ท่ามกลางสายตาที่เบิกค้างของฟอร์เซ็ตติ ไฮดร้าค่อยๆคลายวงหางของมันออกและเหวี่ยงร่างของเขาไปกระแทกกับต้นไม้

เจ้าอสรพิษยักษ์ร้องคำรามอย่างลำพองเมื่อได้จัดการกับผู้ที่เคยทำร้ายมันลงไปได้ ขนดหางมหึมาฟาดเข้าใส่ตัวบ้านของเดฟล่อนไม่หยุด มันส่งเสียงขู่ใส่ผีดิบทุกตัวที่เข้าไปยุ่มย่ามกับร่างของมนุษย์ทั้งสี่ซึ่งมันถือว่าเป็นเหยื่อ โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นโซลย์ซึ่งนอนหมดสติอยู่ข้างๆกับจอมเวทกำลังดันตัวลุกขึ้น เขาคลานเข้าไปหาฟอร์เซ็ตติอย่างเงียบที่สุด หัวใจของแม่ทัพหนุ่มถึงกับกระตุกวาบเมื่อเห็นดวงตาที่เปิดค้างของจอมเวทหนุ่ม

“ฟอร์เซ็ตติ”

เขากระซิบเรียกและประคองร่างของฟอร์เซ็ตติขึ้นมา ฮู้ดที่เคยปิดใบหน้าเลื่อนหลุดออกพร้อมกับคอที่ห้อยพับลง โซลย์มองดูใบหน้าของจอมเวทด้วยความตระหนก

“เจ้า....เป็นเอลฟ์หรือนี่” เขาพึมพำด้วยความรู้สึกประหลาดใจและเริ่มเขย่าร่างที่อยู่ในอ้อมแขนแรงๆ

“เฮ้ย! ฟื้นขึ้นมาเสียทีสิ เจ้าเป็นจอมเวทไม่ใช่เรอะ จะมาแพ้กับงูยักษ์แค่นี้ได้ยังไงกัน”

เสียงเรียกของโซลย์ดึงความสนใจของไฮดร้ากลับมาอีกครั้ง มันเอี้ยวตัวมามองและอ้าปากร้องคำรามเมื่อพบว่าเหยื่อของมันอีกคนยังมีลมหายใจอยู่

“เฮ้!เจ้าจอมเวท ไหนเจ้ารับปากว่าจะปกป้องลินซ์ให้ได้ไงล่ะ แม่หนูนั่นถูกจับไปแล้วนะ!”

โซลย์ตะโกนเสียงดัง เขารู้สึกหมดหวังเมื่อร่างของฟอร์เซ็ตติยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง แม่ทัพหนุ่มจึงค่อยๆวางร่างของเขาลงและหันมาทางไฮดร้า เขาคว้าดาบมาถือไว้ก่อนจะลุกขึ้น

“เอ้า! เข้ามาเลยเจ้างูบ้า!ข้าจะไม่ยอมตายจนกว่าจะได้ตัดหัวของแกทั้งหมด!”

ไฮดร้าขู่คำรามเสียงดังและเลื้อยปราดเข้ามาหาเขาทันที มันอ้าปากกว้างคล้ายจะคว้าร่างของโซลย์และกลืนลงคอไปในคำเดียว

ตูม!

จู่ๆหัวนั้นก็เกิดระเบิดขึ้น เลือดเนื้อของไฮดร้ากระจายไปจนทั่ว ผีดิบที่ยืนอยู่ใกล้ๆส่งเสียงโหยหวนเมื่อเลือดกรดของมันกระเซ็นไปถูกร่าง โซลย์มองดูละอองหยดเลือดที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศราวกับมีพลังงานบางอย่างขวางกั้นให้หยุดอยู่ตรงหน้าเขาด้วยความประหลาดใจ เจ้าไฮดร้าบิดตัวร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด หางขนาดใหญ่ของมันฟาดไปมาบนพื้นบดขยี้ผีดิบจนแหลกเละไปหลายตัว แม่ทัพหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างของเดฟล่อนอยู่ในอาณาเขตการดิ้นของอสรพิษยักษ์

“ท่านเดฟล่อน!”

โซลย์ร้องตะโกนเรียกอย่างตระหนกเมื่อเห็นปลายหางของไฮดร้าม้วนสะบัดฟาดเข้าใส่ร่างของอดีตแม่ทัพแห่งมอร์เซล เขาอ้าปากค้างเมื่อเห็นขนดหางนั้นลอยค้างนิ่งอยู่กลางอากาศราวกับมีมือขนาดยักษ์มาจับเอาไว้ ไฮดร้ามองดูปลายหางของมันด้วยความแปลกใจ

“ลินซ์”

เสียงร้องเรียกมาจากร่างของฟอร์เซ็ตติ โซลย์หันไปมองดูทันที ความดีใจแปรเปลี่ยนไปเป็นความตื่นตะลึงเมื่อเห็นร่างของจอมเวทหนุ่มลุกยืนขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีฟ้าใสเบิกกว้างและแปรเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำเงินเข้ม รอบกายของเขาบังเกิดกระแสลมที่รุนแรงพัดกรรโชกจนผ้าคลุมของเขาสะบัดเสียงดัง

“ลิน...น....ซ์”

เสียงเรียกเริ่มแปร่งเพี้ยนไปเป็นแหบพร่าจนน่ากลัว แม่ทัพหนุ่มถึงกับก้าวถอยไปทางด้านหลังแต่ดวงตายังคงจับจ้องมองดูร่างที่เปลี่ยนไปของฟอร์เซ็ตติแน่วนิ่ง ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวเหยเก ดวงตาส่องแสงแวววาวราวกับตาของสัตว์ล่าเนื้อยามราตรี ริมฝีปากแสยะอ้าออกกว้างจนแลเห็นเขี้ยวแหลมคม ผมสีเงินละเอียดกลายเป็นสีขาวสะบัดกระจายอยู่ในอากาศท่ามกลางพลังลมอันรุนแรง มือที่เคยเรียวงามกลับแข็งเกร็ง นิ้วทั้งห้ากางออกอวดกรงเล็บอันคมกริบดุจใบมีด

“ท่านจะบอกเราได้หรือไม่ว่าสิ่งใดคือภาพลวงและสิ่งใดคือภาพจริง”

คำพูดที่ฟอร์เซ็ตติเคยกล่าวไว้แว่วเข้ามาในความคิด โซลย์มองร่างอันน่ากลัวตรงหน้าแล้วพึมพำออกมา

“หรือว่านี่คือร่างจริงของท่าน”


*/*/*/*/*/*

โมได



Create Date : 16 มีนาคม 2554
Last Update : 16 มีนาคม 2554 9:34:47 น.
Counter : 297 Pageviews.

1 comment
ศาสตราแห่งเดราเนียร์ บทที่ 6 การเดินทาง
<6>

การเดินทาง

เปลวแดดที่เต้นระยิบเป็นไอกลางอากาศทำให้นักเดินทางบนหลังม้าทั้งสองคนต้องมองหาร่มเงาเพื่อหลบพัก แต่ดูเหมือนสิ่งที่อยู่รอบตัวจะไม่เป็นใจเนื่องจากบริเวณที่คนทั้งสองยืนอยู่นั้นมีเพียงพุ่มไม้ที่แห้งกรอบไม่กี่พุ่มและต้นไม้ยืนตายซากเพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง โซลย์โดดลงจากหลังม้าของเขาและก้มลงหยิบดินที่แห้งจนเป็นผงขึ้นมาขยี้ดูก่อนจะปล่อยให้มันปลิวไปกับสายลมอันร้อนผ่าวอย่างสิ้นหวัง

“นี่มันอะไรกัน เหตุใดผืนแผ่นดินที่แสนอุดมสมบูรณ์แห่งมอร์เซลจึงได้แห้งแล้งปานนี้”

“เพราะพลังอันแสนชั่วร้ายของแซฟเวจย์” ฟอร์เซ็ตติตอบ โซลย์มองดูจอมเวทแห่ง
มาร์วัลลัสที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าของเขาด้วยสายตาที่ฉายแววขุ่นใจก่อนเอ่ยปาก

“ท่านไม่คิดจะลงมาเดินบนพื้นดินนี่ดูบ้างหรือ ท่านฟอร์เซ็ตติ บางทีมันอาจจะช่วยให้ม้าที่ท่านนั่งอยู่เหน็ดเหนื่อยน้อยลงก็เป็นได้”

เสียงฟอร์เซ็ตติหัวเราะผ่านผ้าคลุมของเขาก่อนตอบ

“ท่านเห็นม้าของเราเหนื่อยหอบอย่างนั้นหรือ ท่านโซลย์”

โซลย์มองดูม้าที่ฟอร์เซ็ตตินั่งแน่วนิ่ง เขายอมรับว่าออกจะแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ม้าของจอมเวทนั้นดูไม่เหน็ดเหนื่อยหรือมีอาการหอบหายใจแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับม้าตัวที่เขานั่งมาอย่างเห็นได้ชัด โซลย์หันหน้ากลับมาดูมันด้วยสายตาเป็นห่วงเพราะดูเหมือนว่ามันกำลังจะทรงกายยืนแทบไม่ได้ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจนแทบละลายแบบนี้ แม่ทัพแห่งมอร์เซลลูบหน้าม้าของเขาเบาๆพลางกระซิบคำพูดแผ่วราวกับปลอบโยน ฟอร์เซ็ตตินั่งมองดูโซลย์นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงหย่อนกายลงจากหลังม้าที่เขานั่งและเดินตรงไปหานายทัพด้วยกิริยาสำรวม

“จงนำหัวเทอร์นิปนี้ให้ม้าของท่านกิน” ฟอร์เซ็ตติกล่าวพลางส่งหัวผักกาดเล็กๆให้กับโซลย์ เขารับมันมาถือไว้อย่างงงๆจนอีกฝ่ายต้องอธิบาย

“นี่เป็นหัวผักกาดจากมาร์วัลลัส ในสวนขององค์มีย์อาร์ มันจะช่วยฟื้นพลังให้กับม้าของท่าน และทำให้มันรู้สึกกระชุ่มกระชวยราวกับได้ดื่มน้ำสะอาดมาจนเต็มอิ่ม”

โซลย์มองดูหัวผักกาดที่มีขนาดเล็กเท่ากำปั้นเด็กสามขวบในมือของเขาก่อนจะยื่นไปให้ม้าซึ่งกำลังยืนโอนเอนไปมาอย่างสิ้นเรี่ยวแรง เจ้าม้านั้นใช้จมูกแห้งผากของมันดมหัวเทอร์นิปในมือของโซลย์ก่อนร้องเบาๆและกินหัวผักกาดเล็กนั้นทันทีด้วยท่าทางหิวโหย

โซลย์มองดูม้าของเขามีท่าทางสดชื่นขึ้นแทบจะทันทีเมื่อมันกลืนอาหารชิ้นสุดท้ายเข้าไปในลำคอ กิริยาอ่อนแรงและอิดโรยนั้นเปลี่ยนเป็นร่าเริงกระฉับกระเฉงอย่างฉับพลัน ราวกับมันได้กินหญ้าสดๆและดื่มน้ำสะอาดมาอย่างเต็มอิ่ม ฟอร์เซ็ตติมองดูโซลย์ที่ยังคงมีสีหน้าท่าทางอึ้งและทึ่งจัดอย่างนึกขบขันก่อนพูด

“พวกเรารีบออกเดินทางกันต่อเถิดท่านแม่ทัพเพราะตัวเรานั้นมีแต่อาหารสำหรับม้าหาได้มีเสบียงสำหรับมนุษย์ไม่ และอีกประการหนึ่งหากพวกเรายังรั้งรอไปจนกระทั่งมืดค่ำแล้ว พวกสมุนจากแซฟเวจย์อาจจะมาพบเราก็เป็นได้ นั่นจะยิ่งสร้างปัญหายิ่งกว่าความร้อนที่กำลังเผชิญนี่เสียอีก”

โซลย์พยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนจะเหนี่ยวตัวของเขาขึ้นไปนั่งบนหลังม้า เขามองดูฟอร์เซ็ตติที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและยกไม้เท้ารูปร่างประหลาดของเขาขึ้นกวัดแกว่งไปมา อัญมณีที่ประดับอยู่บนยอดคทานั้นส่องประกายเรืองรองและพุ่งหายไปทางด้านทิศตะวันออก

ฟอร์เซ็ตติยิ้มอย่างพึงพอใจขณะลดไม้เท้าในมือของเขาลงและหันมาทางโซลย์

“มีหมู่บ้านเล็กๆอยู่ทางด้านนั้น ห่างจากที่นี่ราว 30 ไมล์ หากเราเร่งฝีเท้าม้าให้วิ่งอย่างเต็มที่แล้ว คิดว่าคงไปถึงที่นั่นก่อนค่ำอย่างแน่นอน”

“ท่านทราบได้อย่างไรกัน” โซลย์ถามอย่างสงสัย ฟอร์เซ็ตติหันมามองเขาแล้วยิ้ม

“เพราะเราคือจอมเวทไงท่านแม่ทัพ มาเถิดอย่ามัวเสียเวลากับคำถามซ้ำซากน่าเบื่อนี้อยู่เลย ยิ่งพวกเราไปได้เร็วเท่าใด เราก็จะได้พบกับผู้ถูกเลือกที่เหลือได้เร็วขึ้นเท่านั้น”

โซลย์ผงกศีรษะก่อนบังคับม้าของเขาให้ออกวิ่งตามหลังฟอร์เซ็ตติซึ่งควบม้าวิ่งนำหน้าออกไปอย่างรวดเร็ว ตลอดระยะทางที่ทั้งสองผ่านไปนั้นมีแต่ความแห้งแล้ง ต้นไม้ที่เคยขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นกลับยืนตายซากเหลือเพียงกิ่งก้านหงิกงอราวกับนิ้วมือเหี่ยวแห้งของหญิงชรา แม้แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นดินก็กรอบและแตกเป็นผงทันทีที่กีบม้าเหยียบย่ำลงไป ฟอร์เซ็ตติมองดูต้นไม้เหล่านั้นด้วยท่าทางเศร้าแต่มิได้พูดอะไรออกมา ตรงกันข้ามกับโซลย์ซึ่งมองดูซากไม้ยืนต้นด้วยสายตาโกรธแค้นและสาบานในใจว่าจะต้องทำทุกอย่างเพื่อทำลายอำนาจของแซฟเวจย์ให้สำเร็จ

ทั้งคู่ควบม้าวิ่งเป็นระยะทางยาวโดยมิได้หยุดพักจนแสงอาทิตย์นั้นเริ่มอ่อนแสงลง ความร้อนเริ่มบรรเทาเบาบาง โซลย์ซึ่งกำลังจ้องไปด้านหน้าเบิกดวงตาของเขากว้างขึ้นเมื่อเห็นควันไฟลอยอ้อยอิ่งสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า

“หมู่บ้านที่ท่านพูดถึงอยู่ตรงหน้านี่แล้วท่านฟอร์เซ็ตติ”

จอมเวทนั้นมิได้เอ่ยคำตอบใดกลับมา เขาเพ่งสายตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งขณะบังคับม้าของเขาให้ชะลอฝีเท้าลงเป็นวิ่งเหยาะๆและเปลี่ยนเป็นย่างก้าวเดินเมื่อล่วงเข้าสู่เขตแดนของหมู่บ้าน โซลย์หมุนกายมองรอบตัวด้วยนึกแปลกใจที่เห็นชาวบ้านต่างพากันร้องอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อได้เห็นเขาและฟอร์เซ็ตติ ทุกคนต่างพากันวิ่งหนีอย่างหัวซุกหัวซุนหลบหายเข้าไปในบ้าน บางคนรีบหอบลูกหลานที่เริ่มร้องไห้เสียงดังวิ่งอย่างลนลานหายไป

โซลย์เม้มปากตนเองแน่นด้วยนึกขัดใจก่อนกระตุ้นม้าของเขาให้ออกวิ่งตามหลังชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งวิ่งสะดุดขาของตัวเองล้มลงก่อนถึงประตูบ้านของเขา ชายผู้นั้นส่งเสียงร้องอย่างหวาดกลัวออกมาทันทีที่แม่ทัพแห่งมอร์เซลเข้าไปใกล้ๆ มือหยาบกร้านทั้งสองข้างยกขึ้นปิดป้องใบหน้าขณะที่ปากของเขานั้นพร่ำร้องเสียงระรัว

“กรุณาด้วยเถิดท่าน บ้านข้าไม่มีอะไรให้ท่านอีกแล้ว พวกเราไม่เหลืออะไรที่พอจะกินได้ไว้ให้ท่านแล้วแม้เพียงเศษอาหารสักชิ้นก็ตาม”

“เราไม่ได้ต้องการสิ่งของใดจากเจ้า พลเรือน หากแต่ต้องการที่พักผ่อนนอนหลับสักคืน ลืมตาขึ้นมาเถิดและมองดูว่าเรานั้นเป็นใคร”

“ข้าไม่กล้าหรอกท่าน” ชายผู้นั้นยังคงปิดใบหน้าของเขาไว้เช่นนั้นขณะตอบ ขาทั้งสองข้างเริ่มหดคู้งอเข้าหาลำตัวด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด โซลย์มองดูกิริยาของชายผู้นั้นแล้วส่ายหน้าก่อนกระโดดลงจากหลังม้าและเดินไปหาเขาพลางพยายามแกะมือของเขาออก

“จงมองดูข้า ข้าเป็นมนุษย์ไม่ใช่ผีร้ายหรือภูตทรามใด เอ้า! ดูสิเนื้อตัวของข้าก็ยังอุ่นดีอยู่หากไม่เชื่อก็ลองจับดูได้”

โซลย์ยื่นแขนของเขาไปตรงหน้าของชายผู้นั้น ทั้งที่ตัวยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เขาใช้สายตามองลอดผ่านระหว่างแขนของเขาไล่สำรวจไปจนทั่งร่างของโซลย์ เสียงที่สั่นพร่าถามย้ำ

“ท่านคือมนุษย์แน่หรือ”

“แล้วข้ามีตรงไหนที่แตกต่างไปจากพวกเจ้าบ้างล่ะ” โซลย์ย้อนถามก่อนเอื้อมมือของเขาไปคว้าแขนของชายผู้นั้นและออกแรงฉุดให้เขาลุกขึ้น เสียงร้องดังขึ้นอย่างตกใจหลุดออกมาจากชาวบ้านคนนั้นขณะที่เขาพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่แล้วชายผู้นั้นก็หยุดชะงักก่อนเลื่อนมืออันสั่นเทาคลำแขนของโซลย์อย่างไม่มั่นใจ

แม้จะอยู่ในชุดเกราะอ่อน แต่สัมผัสนั้นแสดงให้รู้สึกถึงเลือดเนื้อที่อบอุ่นภายใต้ชุดที่ห่อหุ้มร่างอยู่ ชายผู้นั้นยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกก่อนอุทาน

“ท่านเป็นมนุษย์จริงๆด้วย” เขาชะงักและมองหน้าโซลย์อย่างสงสัย

“แต่ท่านเป็นใครกัน พวกโจรหรือ” สายตาไม่ไว้วางใจมองไล่สำรวจอีกครั้งและเลื่อนผ่านไปยังร่างของฟอร์เซ็ตติที่ยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่บนหลังม้าของเขา

“มีโจรคนไหนกันที่กล้าใส่ชุดเกราะทหารแบบนี้” โซลย์เอ่ยอย่างเหลืออดก่อนเหลือบสายตาไปทางจอมเวทแห่งมาร์วัลลัส

“ส่วนเจ้านั่นน่ะเป็น…….”

“เราคือหมอ” เสียงทุ้มเรียบดังขัดประโยคของโซลย์ขึ้นมา แม่ทัพแห่งมอร์เซลเลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา เขาเพียงพยักหน้าก่อนหันกลับไปทางชาวบ้านผู้นั้นอีกครั้ง

แม้ความหวาดกลัวจะดูลดลง แต่จากสายตาที่มองจ้องกลับมาทำให้โซลย์รู้ว่าชายคนนั้นยังคงมีความหวาดระแวงอยู่ในจิตใจ ดวงตาของเขาคอยลอบมองไปยังดาบซึ่งแขวนไว้ที่เอวของนักรบหนุ่มอยู่เกือบตลอดเวลาขณะสนทนากัน โซลย์เลื่อนมือไปตบด้ามดาบของเขาเบาๆและพูด

“จงไว้ใจในดาบของข้า มันจะไม่หลุดออกมาจากฝักและทำร้ายประชาชนของมอร์เซลเป็นอันขาด ตรงกันข้ามมันจะปกป้องคุ้มครองพวกท่านให้พ้นจากความหวาดกลัวที่มีอยูในเวลานี้และขจัดมันให้หมดสิ้นไป”

“จะให้พวกข้าเชื่อคำพูดของท่านได้อย่างไรในเมื่อข้าไม่รู้จักแม้แต่นามของท่านทั้งสองคน” ชายผู้นั้นกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูดีขึ้นเล็กน้อย โซลย์ผงกศีรษะของเขาอย่างเข้าใจก่อนตอบ

“ข้าคือแม่ทัพแห่งมอร์เซลมีนามว่าโซลย์ ส่วนท่านผู้นั้นมีนามว่าฟอร์เซ็ตติ เราทั้งสองคนเดินทางมาจากวังหลวงตามพระบัญชาของพระราชาเนื่องเพราะพระองค์ทรงสดับมาว่าพวกท่านได้รับความเดือนร้อนอย่างแสนสาหัสจากภัยแล้งที่ไม่เคยมีมาก่อน”

“ไม่เพียงภัยแล้งเท่านั้นที่พวกข้าได้ประสบ หากแต่มีเหล่าผีดิบและพวกโจรชั่วช้าออกมาฆ่าฟันปล้นทำลายพวกเราเกือบทุกวันทันทีที่ดวงอาทิตย์สิ้นแสง” ชายผู้นั้นตอบ โซลย์ขมวดคิ้วย่นก่อนถาม

“พวกโจรอย่างนั้นหรือ”

“ใช่แล้วท่านแม่ทัพ พวกมันเลวร้ายมาก เจ้าผีดิบจะคอยไล่ล่าจับเด็กๆและนำกลับไปยังรังของพวกมัน ในขณะที่เจ้าพวกโจรจะตามหลังมาปล้นชิงเอาอาหารและน้ำดื่มไปจากพวกเรา”

“หากท่านทั้งสองประสงค์ที่จะสนทนากัน เราคิดว่าเป็นการสมควรยิ่งหากจะเคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านของท่าน เพราะข้างนอกนี่ดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร”

ฟอร์เซ็ตติพูดขัดขึ้น โซลย์หันกลับมามองดูจอมเวทซึ่งในเวลานี้ได้ลงจากหลังม้าและยืนสงบนิ่งอยู่เช่นนั้น ใบหน้าที่เรียบเฉยภายใต้ฮู้ดกำลังมองจ้องไปทางด้านทางเข้าสู่หมู่บ้าน ดวงตาสีฟ้าส่องประกายอยู่ในความมืดชั่วครู่หนึ่งก่อนดับวูบลง

“มีอะไรหรือ” โซลย์กระซิบถามฟอร์เซ็ตติหมุนกายหันกลับมาทางเขาก่อนตอบ

“มีกลิ่นสาบสางราวกับกลิ่นซากศพกำลังลอยมากับสายลม ข้าคิดว่ามันน่าจะเป็นเหล่าบรรดาภูตผีจากแซฟเวจน์ที่ออกมาล่าหาเหยื่อเรารีบเข้าไปในบ้านก่อนจะดีกว่าเพราะเจ้าพวกนี้เกลียดและกลัวไฟเป็นที่สุด”

โซลย์รีบหันกลับมาทางชายเจ้าของบ้าน เขามีสีหน้าหวาดกลัวขึ้นมาในทันที ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านจนเห็นได้ชัดมือซึ่งสั่นระริกกำลังเปิดบานประตูด้วยอาการลนลานในขณะที่ปากนั้นพร่ำพูด

“พวกภูตผีมันกำลังมาแล้ว ข้าจำกลิ่นที่มากับสายลมแล้งนี้ได้ เร็วเข้าเถิดท่านทั้งสอง รีบเข้ามาหลบในบ้านของข้าก่อนเถิด”

“ข้าต้องหาที่ซ่อนม้าของข้าก่อน” โซลย์พูดขึ้น ฟอร์เซ็ตติลูบลำคอม้าของเขาพร้อมกับกระซิบภาษาแปลกๆกับมันสองสามคำ เจ้าม้านั้นร้องตอบราวกับรับรู้ก่อนจะเดินหายไปในความมืดทั้งสองตัว โซลย์มองตามด้วยความรู้สึกวิตกกังวล

“พวกมันรู้วิธีรักษาชีวิตของมันได้ดีกว่ามนุษย์อย่างท่านมากนัก ไม่ต้องวิตกกังวลไปหรอกท่านแม่ทัพ รีบหลบเข้าไปข้างในก่อนเถิด”

ฟอร์เซ็ตติพูดก่อนเดินนำหน้าโซลย์เข้าไปในบ้านของชาวบ้านผู้นั้น เขารีบปิดประตูลงดาลทันทีและกุลีกุจอจัดแจงเก้าอี้นั่งให้กับอาคันตุกะทั้งสองพร้อมกับเติมฟืนลงไปในเตาผิงเพิ่มอีก ไฟที่กำลังมอดลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

โซลย์นั้นมองสำรวจไปรอบบ้านขณะหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทางระวัง

“ครอบครัวของท่านล่ะ”

“พวกภูตผีมันจับตัวไปหมดแล้วขอรับ” ชายผู้นั้นตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าขณะที่แขวนหม้อเล็กๆเหนือกองไฟและรินน้ำจากเหยือกตามลงไป

“ข้าเสียใจด้วย” โซลย์พูดด้วยความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆชายผู้นั้นยิ้มอย่างเศร้าสร้อยก่อนเดินมานั่งอีกด้านหนึ่งของโต๊ะ

“ข้าขออภัยที่ไม่ได้แจ้งชื่อแก่ท่าน ข้ามีชื่อว่าเบน เคยเป็นพ่อค้าที่มีความสุขมากมาก่อน”

ดวงตาของชายผู้มีนามว่าเบนส่งประกายขึ้นวูบหนึ่งราวกับเขากำลังกลับคืนสู่ความทรงจำอันแสนสุขมันดับลงทันทีเมื่อมีเสียงกรีดร้องดังมาจากด้านนอก มันเป็นเสียงแหลมเล็กราวกับเสียงโลหะสองชิ้นกำลังเสียดสีกัน เบนยกมือขึ้นอุดหูทั้งสองข้างของเขาพร้อมกับก้มหน้าลง

“นั่นมันเสียงอะไรกัน” โซลย์ถามขึ้น ฟอร์เซ็ตติขยับไม้เท้าของเขาเล็กน้อยก่อนตอบ

“เสียงภูตผีร้ายกำลังออกล่าเหยื่อ” ดวงตาสีฟ้าของจอมเวทลุกวาวขณะที่พูด หากแต่ใบหน้านั้นกลับเรียบเฉยราวรูปปั้น โซลย์มองดูอย่างไม่เข้าใจแล้วหันไปทางเบนที่ยังคงก้มหน้าซุกกับแขนของเขาอยู่

“พวกมันไม่มีทางทำร้ายท่านหากเรายังอยู่ที่นี่” แม่ทัพหนุ่มปลอบแต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าไปมา

“ต่อให้ท่านเป็นแม่ทัพผู้มีฝีมืออันเกรียงไกร ก็ไม่อาจออกไปต่อกรกับภูตผีร้ายนับร้อยตัวข้างนอกนั่นได้หรอกท่านโซลย์ พวกมันฆ่าไม่ตาย จะแทงจะฟันมันอย่างไรก็ไม่เป็นผล”

“นั่นเพราะท่านไม่รู้วิธีที่จะกำจัดพวกมันต่างหาก” ฟอร์เซ็ตติพูดเรียบๆ เบนเงยหน้าขึ้นมองดูเขาอย่างฉงนแต่ดูเหมือนจอมเวทแห่งมาร์วัลลัสจะไม่ได้สนใจ

“พวกมันกลัวไฟ”

“ท่านเพิ่งบอกเราเมื่อครู่นี้” โซลย์พูด “แต่จะให้พวกเราถือคบไฟเที่ยววิ่งไล่เผาพวกภูตผีเป็นร้อยตัวแบบนั้น คงไม่ได้แน่”

“ท่านต้องตัดหัวของพวกมันก่อน” ฟอร์เซ็ตติพูดเรื่อยๆ “ภูตผีจากแซฟเวจย์นั้นคือมนุษย์ที่ถูกสูบวิญญาณออกจากร่างทั้งเป็น พวกมันยังคงมีร่างกายเป็นมนุษย์หากแต่ไร้จิตวิญญาณเท่านั้น พูดง่ายๆก็คือมันเปรียบเสมือนเปลือกนอกของกายที่เดินได้นั่นเอง”

โซลย์พยักหน้าอย่างเข้าใจในขณะที่เบนนั้นมองหน้าจอมเวทอย่างงงงัน

“ท่านเป็นหมอจริงหรือ” เขาถามด้วยความรู้สึกคลางแคลงใจ “ทำไมท่านจึงได้รู้เรื่องราวแบบนี้ได้ดีนัก”

“หมอที่ดีควรหมั่นเสาะหาความรู้รอบตัว” ฟอร์เซ็ตติตอบ เขาเหลือบสายตามองไปทางบานประตูเมื่อได้ยินเสียงแกรกกรากมาจากด้านนอก โซลย์ขยับตัวลุกขึ้นทันที

“พวกมันได้กลิ่นพวกเรา” เบนตอบด้วยน้ำเสียงหวาดๆ “แต่อย่างที่ท่านหมอบอก พวกมันไม่กล้าบุกเข้ามาหากไฟในเตาผิงของพวกเรายังคงลุกอยู่”

เบนรีบคว้าฟืนที่กองไว้ข้างเตาและจัดแจงโยนมันเข้าไปในกองไฟอีกสองสามดุ้น โซลย์เดินไปยังประตูด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง เสียงตะกุยตะกายจากด้านนอกเงียบหายไป แต่เสียงหวีดร้องแหลมเล็กยังคงดังอยู่ทั่ว ราวกับว่าพวกมันกำลังตระเวนหาและรอคอยให้ไฟของบ้านใดบ้านหนึ่งดับมอดลง แล้วจู่ๆฟอร์เซ็ตติก็ผุดลุกขึ้นอย่างฉับพลันและหันขวับไปทางด้านประตูทางเข้าด้วยท่าทางตกใจ โซลย์มองดูกิริยาของจอมเวทด้วยความแปลกใจระคนตื่นตัว

“มีอะไรหรือท่านฟอร์เซ็ตติ”

“มีสิ่งชั่วร้ายบางอย่างกำลังมุ่งหน้าตรงมาทางนี้” ฟอร์เซ็ตติตอบ เขาหลับตาลงครู่หนึ่งแล้วลืมโพลงขึ้น โซลย์เห็นประกายวิตกจางๆอยู่ในดวงตาสีฟ้าเข้มนั้น

“ยังมีสิ่งที่ชั่วร้ายกว่าเจ้าพวกผีดิบข้างนอกนั้นอีกเรอะ” แม่ทัพแห่งมอร์เซลถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างสูง จอมเวทผงกศีรษะและหันไปมองไฟในเตาผิง

“ไฟของท่านคงป้องกันอะไรต่อไปไม่ได้แล้ว”

ประโยคของฟอร์เซ็ตติยังไม่ทันจบดี เสียงกระแสลมจากด้านนอกก็ดังอื้ออึงขึ้น เสียงหวีดหวิวของมันฟังดูคล้ายเสียงคร่ำครวญของดวงวิญญาณ บานประตูที่ลั่นดาลไว้เริ่มสั่นไหวพะเยิบพะยาบ เบนร้องอุทานเสียงดังและมุดตัวเองลงไปซุกอยู่ใต้โต๊ะที่เขานั่งเมื่อครู่ โซลย์นั้นดึงดาบของเขาออกมาจากฝักกระชับมั่นอย่างเตรียมพร้อม

“กรี๊ด!”

เสียงหวีดร้องดังขึ้นท่ามกลางเสียงลมที่พัดกระหน่ำตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนปิ่มว่าจะขาดใจ เบนนั้นยกมือของเขาขึ้นปิดใบหน้าของตัวเองดวยความหวาดกลัวปากนั้นพร่ำรำพันไม่หยุด

“พวกมันได้ตัวเด็กแล้ว พวกมันได้ตัวเด็กไปอีกแล้ว!”

โซลย์หันไปมองฟอร์เซ็ตติแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ใส่ใจในคำพูดของเบนนัก เขากระชับไม้เท้าในมือแน่นขณะที่ดวงตานั้นยังคงจับจ้องมองนิ่งอยู่บนบานประตู เสียงหวีดร้องนั้นดังจากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง

โซลย์กัดฟันแน่นแล้วโพล่งออกมาด้วยความรู้สึกอดรนทนไม่ได้

“ข้าไม่รอให้เจ้าพวกนั้นพังประตูเข้ามาลากตัวข้าออกไปแน่” เขาเดินไปที่ประตูทันที ฟอร์เซ็ตติรีบถามขึ้นอย่างรวดเร็ว

“นั่นท่านคิดจะออกไปไหนกัน ท่านโซลย์”

“ข้าจะไปช่วยเด็ก” โซลย์ตอบเสียงห้วนขณะที่มือข้างหนึ่งจับดาลประตู เขาชะงักเมื่อไม้เท้าของจอมเวทวางพาดไว้บนมือของเขาราวกับจะห้าม

“จงอย่าออกไปหากท่านยังคิดจะออกไปตามหาผู้ร่วมทางที่เหลือ”

โซลย์หยุดทันที คิ้วสีเข้มดกหนาของเขาขมวดมุ่นเข้าหากัน เสียงหวีดร้องของเด็กๆดังไม่ขาดสายและเริ่มแผ่วลงคล้ายกำลังถูกนำห่างออกไปจากหมู่บ้านนั้น แม่ทัพแห่งมอร์เซลเม้มปากแน่นก่อนตัดสินใจปัดไม้เท้าของฟอร์เซ็ตติออก

“ข้าจะมีหน้าออกไปหาผู้ร่วมทางคนอื่นต่อได้อย่างไร หากยังรักษาและปกป้องพลเมืองที่กำลังเดือดร้อนอยู่ตรงหน้าในเวลานี้ไม่ได้!”

“ท่านออกไปก็ตายเปล่า” ฟอร์เซ็ตติพูด “ท่านไม่มีทางเอาชนะนางได้อย่างแน่นอน”

“ท่านรู้หรือว่าเจ้าผีชั่วข้างนอกนั่นคืออะไร”

“นางเป็นฑูตแห่งความตาย ยังชีพได้ด้วยเลือดเนื้อของมนุษย์ เซอเพนนาคือนามของนาง”

โซลย์มองฟอร์เซ็ตติแน่วนิ่งก่อนพูด

“หากท่านรู้จักชื่อของนาง ท่านคงจะรู้วิธีจัดการนางด้วยใช่ไหม”

ฟอร์เซ็ตติมีสีหน้าหนักใจก่อนตอบ

“เราทราบ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ออกไปข้างนอกกับข้า อย่ามามัววางท่ามาดดีอยู่แต่ในที่หลบซ่อน มาด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย!”

โซลย์ยกดาลประตูออกและคว้าข้อมือของฟอร์เซ็ตติไว้อย่างรวดเร็วแล้วออกแรงดึงเขาออกไปข้างนอกบ้าน สายลมที่พัดกรรโชกรุนแรงพัดพาให้ฝุ่นดินอันเกิดจากความแห้งแล้งฟุ้งตลบไปจนทั่ว โซลย์หรี่ตาลงทันทีขณะที่พยายามมองฝ่าความมืดออกไปเบื้องหน้า เสียงครืดที่ดังมาจากด้านขวาเรียกความสนใจของแม่ทัพหนุ่ม เขาหันขวับไปมอง ผีดิบสามสี่ตัวกำลังพุ่งตรงเข้ามาหา แม่ทัพแห่งมอร์เซลตวัดดาบอันคมกริบไปมาอย่างชำนาญและว่องไว หัวของพวกมันหลุดกระเด็นลงไปกลิ้งกับพื้นแทบจะทันทีร่างไร้หัวยืนโงนเงนไปมาก่อนจะล้มครืนลง

โซลย์ยิ้มให้กับตัวเอง

“ตัวไหนอยากหัวขาดอีกก็เข้ามา!”

เสียงทึบคล้ายของหนักตกกระทบพื้นดังขึ้นสองสามครั้งทางด้านหลังของโซลย์ เขาหมุนตัวหันกลับไปเพ่งมองอย่างตกใจ ร่างของผีดิบสองสามตัวกำลังดิ้นไปมาอยู่บนพื้นพร้อมกับไฟที่ลุกท่วมตัวโดยส่วนหัวที่ถูกตัดขาดกำลังลุกไหม้และกลิ้งไปอีกด้าน เสียงกรีดร้องแหลมเล็กดังก้องไปทั่ว ฟอร์เซ็ตติลดไม้เท้าในมือของเขาลงพลางบ่นเบาๆสองสามคำและหันมาทางโซลย์

“ข้าไม่เห็นว่าเจ้าพวกนี้จะมีอะไรน่ากลัว” โซลย์ตะโกนเสียงดังแข่งกับเสียงลมที่อื้ออึง

ฟอร์เซ็ตติส่ายหน้าก่อนจะตอบเขา

“ที่ท่านสังหารไปนั้นเป็นเพียงผีดิบชั้นต่ำเท่านั้น มันคือเปลือกที่เราอธิบายให้ฟัง ส่วนตัว
เซอเพนนาที่เราพูดถึงนั้นน่ากลัวกว่าเจ้าพวกนี้มากนัก”

“แล้วเจ้าเซอเพนนาที่ท่านพูดถึงนั่นมันไปซุกหัวอยู่ที่ไหนกัน”

โซลย์ถามเสียงดัง ฟอร์เซ็ตติไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงส่งสายตามองข้ามไหล่แม่ทัพหนุ่มแห่งมอร์เซลไปด้านหลังและเลื่อนระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เสียงครืดดังขึ้นอีกครั้ง โซลย์จึงหันไปมองดูทางด้านหลังของเขาตามสายตาของจอมเวท ละอองผงคลีดินที่ลอยคละคลุ้งในอากาศนั้นบดบังภาพที่กำลังเคลื่อนไหวให้มืดมัวไม่ชัดเจน กลิ่นสาบสางลอยคละคลุ้งตลบอบอวลจนแทบสำลัก

โซลย์อ้าปากค้างเมื่อแหงนมองดูร่างสูงตระหง่านระดับยอดไม้กำลังเคลื่อนมาหาเขาอย่าง
เชื่องช้าแต่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว ดวงตาสีแดงก่ำราวเปลวเพลิงส่งประกายจ้าท่ามกลางความมืด ลิ้นสีแดงฉานแลบออกมาจากปากที่ฉีกกว้างจรดใบหูแลดูราวกับลิ้นของงู เรือนกายท่อนบนของมันนั้นมีทรวดทรงดุจเรือนร่างของอิสตรี แต่ใบหน้ากลับแลดูน่าสะพรึงอย่างที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา เสียงครืดที่แม่ทัพแห่งมอร์เซลได้ยินนั้นคือเสียงการเคลื่อนไหวของกายท่อนล่างที่เป็นลำตัวยาว มันถูกปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำแวววาวซ้อนกันเป็นมันเลื่อมส่องประกายในความมืด

โซลย์ถอยหลังออกมาสองสามก้าว เสียงราบเรียบของฟอร์เซ็ตติพูดขึ้น

“เซอเพนนา นางอสรพิษหนึ่งในสมุนมือดีของคอร์ฟคาคาร์ส เจ้าผู้ครองอาณาจักรแซฟเวจย์”

เสียงแหลมเล็กหวีดร้องขึ้นราวกับขานรับคำพูดของจอมเวทหนุ่มดังออกมาจากปากที่กำลังแสยะรอยยิ้มมันฉีกกว้างจนเกือบจรดใบหูทั้งสองข้างเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมสี่เขี้ยวภายใน มือที่มีเล็บสีดำแหลมคมกางออกและพุ่งลงมาหาโซลย์อย่างรวดเร็ว เขาพลิกตัวหลบอย่างว่องไว เซอเพนนาร้องคำรามอย่างขุ่นเคืองเมื่อเห็นเหยื่อหลบการจู่โจมของนางได้ ปิศาจครึ่งอสรพิษกระชากกรงเล็บที่ฝังลึกลงไปในพื้นดินออกมาอย่างแรงและเอี้ยวตัวหันไปทางแม่ทัพแห่งมอร์เซลที่กำลังวิ่งอ้อมไปทางหางของนาง

“ระวังหางของนางด้วย ท่านโซลย์!” เสียงฟอร์เซ็ตติร้องเตือน เขาหันไปทางด้านหลังและร่ายเพลิงเวทเผาผีดิบสี่ห้าตัวที่กำลังเดินเข้ามาใกล้จนไหม้เป็นจุณหมุนตัวกลับมามองดูโซลย์ที่กำลังปีนขึ้นไปยืนบนขนดหางของเซอเพนนาอย่างกังวล

“เฮ้! เซอเพนนาข้าอยู่นี่”

โซลย์ร้องเรียกนางปิศาจพร้อมกับเงื้อดาบของเขาขึ้นและฟันลงไปบนหางของนางเต็มแรง เลือดสีเขียวขุ่นไหละลักออกมาทันที อสรพิษร้ายร้องขึ้นอย่างเจ็บปวดระคนโกรธเกรี้ยว กรงเล็บของนางพุ่งลงไปหาร่างของแม่ทัพแห่งมอร์เซล เขากระโดดหลบลงมาจากปลายหางของนาง เล็บอันแหลมคมของเซอเพนนาจึงจิกลึกลงไปบนเนื้อของตนเอง นางส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนและกระชากมือของตนเองออกมาอย่างบ้าคลั่ง หางส่วนปลายของมันขาดกระจุย เลือดเหนียวข้นสาดกระจายส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งจนแทบจะสำลัก โซลย์ถึงกับยกแขนของตนขึ้นปิดจมูกไว้

“กลิ่นเหม็นเป็นบ้าเลยแกนี่”

เซอเพนนาหันขวับมาทางเสียงของเขาทันทีพร้อมกับเอื้อมมือลงมาคว้าร่างของแม่ทัพแห่งมอร์เซลอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้ระวังตัว ฟอร์เซ็ตติมองดูโซลย์ที่กำลังดิ้นรนไปมาอยู่ในอุ้งมือของนางอสรพิษร้ายด้วยความตกใจ

“ไม่รู้จักระวังตัวบ้างเลยเจ้ามนุษย์”

จอมเวทหนุ่มบ่น เขายกไม้เท้าขึ้นและชี้ตรงไปยังมือของเซอเพนนา สีหน้าของฟอร์เซ็ตติฉายแววยุ่งยากใจขึ้นมาเมื่อไม่สามารถใช้พลังทำลายมือของนางปิศาจได้เพราะเกรงว่าจะไปโดนตัวของโซลย์เข้า

“ทำไมไม่จัดการมันเสียทีเล่า ท่านจอมเวท!” เสียงแม่ทัพแห่งมอร์เซลร้องตะโกนถามลงมา เขาใช้ดาบของตัวแทงลงไปบนมือของเซอเพนนาซึ่งดูเหมือนจะไม่เป็นผลเท่าใดนัก เสียงร้องคำรามอย่างพึงพอใจดังออกมาจากนางอสรพิษ โซลย์ถึงกับสบถออกมาดังๆเมื่อเซอเพนนาอ้าปากของนางออกเผยให้เห็นฟันแหลมคมเรียงกันเป็นแถว ซอกฟันบางซี่ยังคงมีเศษซากชิ้นส่วนของมนุษย์ แม่ทัพใหญ่ดิ้นรนอย่างแรงเมื่อรู้ว่าตนกำลังจะถูกส่งเข้าไปในปากที่น่าขยะแขยงนั้น

“ใครจะยอมเป็นอาหารของแกง่ายๆกันนางปิศาจ!”

โซลย์ตะโกนเสียงดังลั่น เขาเหวี่ยงดาบออกไปข้างหน้าและแทงลงไปบนลิ้นของเซอเพนนาเต็มแรง อสรพิษครึ่งคนร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวดนางรีบกระชากมือออกจากปากของตัวเองอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองดูร่างมนุษย์ในมืออย่างโกรธเกรี้ยว ลิ้นแดงฉานตวัดแลบออกมา มืออีกข้างดึงดาบของโซลย์ที่ยังคงปักคาอยู่บนลิ้นออกและเหวี่ยงทิ้งไปอีกด้าน

รอยยิ้มแสยะบนปากกว้างทำให้แม่ทัพแห่งมอร์เซลถึงกับขนลุกด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียนมากกว่าหวาดกลัว เขาพยายามใช้มือดันร่างของตัวเองให้หลุดรอดออกจาก กรงเล็บของนางมารร้ายอย่างเต็มที่

ดูเหมือนการกระทำของเขาจะสร้างความขบขันให้กับเซอเพนนาเป็นอย่างยิ่ง นางจ้องมองดูโซลย์ดิ้นรนอยู่ชั่วขณะหนึ่งก่อนยกเขาขึ้นและหย่อนเข้าไปในปากอย่างช้าๆ แม่ทัพหนุ่มทั้งเตะทั้งถีบเท้าตัวเองไปมาเหนือปากของนางอย่างรุนแรง

เสียงหวีดหวิวดังแทรกแหวกอากาศที่กำลังปั่นป่วน โซลย์หันไปมองทันที ดวงตาสีเหล็กกล้าเบิกกว้างอย่างแปลกใจเมื่อเห็นอาวุธรูปร่างประหลาดหมุนคว้างตรงเข้ามาหา มันวิ่งผ่านใบหน้าของเซอเพนนาและทำลายดวงตาทั้งสองข้างของนางจนบอด เลือดไหลทะลักออกมาราวกับน้ำพุก่อนจะตีวงอ้อมย้อนกลับไปในทิศทางเดิม นางอสรพิษส่งเสียงร้องโหยหวน มือที่กุมร่างของโซลย์บีบกระชับแน่นขึ้นจนเขารู้สึกหายใจไม่ได้

“ฟอร์เซ็..........” เขาพยายามเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก แสงสีฟ้าสดใสสว่างวาบขึ้น ข้อมือของเซอเพนนาระเบิดแหลกละเอียดปล่อยให้ร่างของแม่ทัพแห่งมอร์เซลร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว ตาข่ายแสงสีน้ำเงินเข้มแผ่ขยายกางออกรองรับร่างของเขาก่อนกระแทกกับผิวดินเพียงไม่กี่ฟุต มันจางหายไปในขณะที่โซลย์ดันตัวลุกยืนขึ้น เขาหันไปทางฟอร์เซ็ตติที่กำลังยืนมองดูปิศาจครึ่งงูซึ่งตอนนี้กำลังดิ้นพล่านไปมา มันเริ่มอาละวาดอย่างบ้าคลั่งเพราะความเจ็บปวด ปลายหางที่ขาดด้วนฟาดทำลายบ้านเรือนจนพินาศไปหลายหลัง

“จะยืนดูเฉยๆอยู่แบบนี้หรือท่านจอมเวท”

“แล้วท่านจะให้เราทำอะไร” ฟอร์เซ็ตติถามเสียงเรียบจนโซลย์รู้สึกโมโหในความเฉยชาของเขา

“ใช้เวทอะไรก็ได้ ท่านเป็นเป็นถึงจอมเวทไม่มีคาถาอะไรแรงพอจะหยุดยั้งนางปิศาจนั่นได้เลยหรือยังไงกัน”

“คาถาที่ท่านว่าน่ะมี แต่มันรุนแรงจนอาจทำลายหมู่บ้านแห่งนี้จนราบเป็นหน้ากลองได้ เราจึงไม่กล้าใช้”

“แล้วท่านจะยืนมองดูนางปิศาจนั่นอาละวาดอยู่เฉยๆแบบนี้หรือ”โซลย์ตะโกนอย่างเหลืออด “เอาแค่คาถาเบาๆที่ทำลายหาง หรือแขนขาของนางก็ได้”

จอมเวทแห่งมาร์วัลลัสถอนหายใจขณะยกไม้เท้าของเขาขึ้นพลางร่ายคาถาด้วยภาษาแปลกเสียงระรัวเร็ว โซลย์มองดูฟอร์เซ็ตติแน่วนิ่งก่อนเลื่อนสายตาไปทางด้านเซอเพนนาซึ่งตอนนี้กำลังเคลื่อนตัวตรงมาหาพวกเขาอย่างดุร้าย กรงเล็บทั้งสองกางออกขณะที่จมูกบานพะเยิบพะยาบราวกำลังสูดกลิ่น

แม่ทัพแห่งมอร์เซลกระชับมีดสั้นในมือแน่น

“เร็วๆเข้า” เขาตะโกนบอกจอมเวทด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น อีกฝ่ายจึงพูดขึ้น

“จงถอยไปอยู่ด้านหลังของเรา ท่านโซลย์” ทันทีที่พูดจบร่างทั้งร่างของจอมเวทแห่งมาร์วัลลัสก็สว่างเรืองรอง คริสตัลบนปลายไม้เท้าของเขาส่งประกายสีฟ้าเจิดจรัสราวกับลุกเป็นไฟ โซลย์มองอย่างตกใจและก้าวถอยห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว

“ด้วยพลังแห่งองค์เทพผู้ปกปักรักษา ขอพระองค์จงส่งพลังแห่งการทำลายล้างเพื่อกำจัดนางมารร้ายตรงหน้าให้สิ้นซากไปด้วยเถิด!”

ร่างทั้งร่างของฟอร์เซ็ตติเปล่งประกายสว่างจ้าจนโซลย์ต้องยกแขนของตนขึ้นบังแต่ก็ยังพยายามเพ่งสายตามองด้วยความอยากรู้ กระแสลมอันเกิดจากการร่ายเวทปั่นป่วนรุนแรงจนผ้าคลุมสีขาวสะอาดของจอมเวทสะบัดไปมา ฮู้ดที่เคยปกปิดใบหน้าอยู่เสมอเลื่อนห้อยลงมาทางด้านหลัง นายทัพแห่งมอร์เซลถึงกับเบิกตากว้างอย่างฉงนระคนตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของฟอร์เซ็ตติยามร่ายมนต์เต็มตา ดวงหน้าที่เคยสง่างามแปรเปลี่ยนไปเป็นถมืงทึงน่ากลัว ผลึกคริสตัลบนปลายไม้เท้าส่องแสงสว่างดุจแสงอาทิตย์พร้อมกับจอมเวทร่ายคาถาคำสุดท้ายออกมา

“ซอนเน บลันช!”

ดุจแสงทั้งหมดรวมตัวกันกลายเป็นกลุ่มพลังอันทรงอำนาจ พุ่งออกจากคริสตัลด้วยความเร็วและรุนแรงจนบังเกิดลมสะท้อนมาทางด้านหลัง มันกระแทกเข้ากับร่างของโซลย์จนเขาเกือบจะทรงกายยืนไม่อยู่ เขาเบิกตาจ้องดูพลังเวทที่เคลื่อนเข้าไปหาเซอเพนนาอย่างรุนแรง เสียงระเบิดดังกึกก้องมันสร้างแรงอัดอันมหาศาลจนหลังคาบ้านที่อยู่ในอาณาบริเวณโดยรอบถึงกับปลิวว่อน

ร่างของนางมารร้ายถูกพลังของฟอร์เซ็ตติเข้าที่ส่วนท้อง มันฉีกกระจุยออกเป็นสองท่อนทันที เลือดเนื้อที่เหม็นเน่าลอยฟุ้งกระจายไปในอากาศ เซอเพนนาล้มลงโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง ดวงตาแข็งกระด้างจ้องมองดูร่างของจอมเวทที่กำลังลดไม้เท้าในมือของเขาลง เลือดสีเขียวเข้มไหลทะลักออกมาจากปากที่ขยับราวกับพยายามจะเปล่งคำพูดก่อนแน่นิ่งไป โซลย์ลดแขนของเขาลงและถามขึ้น

“มันตายแล้วหรือยัง”

“นางตายแล้ว” ฟอร์เซ็ตติตอบขณะดึงฮู้ดขึ้นปิดใบหน้าเอาไว้ครึ่งหนึ่งเหมือนเดิม โซลย์มองดูกิริยาของจอมเวทตรงหน้า เขาอ้าปากจะเอ่ยถามคำถามบางอย่างแต่แล้วก็เปลี่ยนใจเป็นเดินเข้าไปสำรวจร่างที่นอนตายเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง ชาวบ้านหลายคนเริ่มทยอยออกมาจากที่ซ่อน

“มะ....มัน....ตายแล้วหรือท่านแม่ทัพ” เสียงเบนถามอย่างไม่แน่ใจ โซลย์ผงกศีรษะก่อนตอบ

“มันตายแล้ว” เขาเลื่อนสายตามองไปรอบๆและพูดด้วยสีหน้าวิตก “แต่ข้าคงต้องรีบไปช่วยเด็กๆที่ถูกเจ้าอมนุษย์พวกนั้นจับตัวไปกลับคืนมาเสียก่อน”

“เรื่องนั้นมีคนจัดการให้พวกเราแล้ว ท่านโซลย์” เบนตอบพลางหันหน้าไปทางด้านทางเข้าของหมู่บ้าน เงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามา โซลย์จ้องมองดูอย่างฉงน

“ใครน่ะ”

“เขาคือเจ้าของอาวุธบินที่ช่วยท่านตอนถูกนางปิศาจนั่นทำร้าย” ฟอร์เซ็ตติตอบก่อนเหลือบสายตาไปทางเบน ชายกลางคนตัวสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุเมื่อเห็นดวงตาคู่นั้น โซลย์มองร่างที่กำลังก้าวเข้ามาหาพวกเขาเขม็ง

“ไอ้หนูคนนี้น่ะหรือ” เขาร้องถามเมื่อเห็นเจ้าของร่างนั้นชัดเต็มตา เพราะเจ้าของอาวุธบินที่ช่วยเขาเอาไว้นั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุไม่เกินสิบห้าปีซ้ำการแต่งกายก็ดูดุจนักล่าสัตว์ทั่วไป เด็กหนุ่มผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้นสูงพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับไม่พอใจ

“ข้าชื่อ โมได ไม่ใช่ไอ้หนู!” ดวงตาสีฟ้าเข้มมองดูแม่ทัพแห่งมอร์เซลอย่างไม่เป็นมิตร โซลย์อ้าปากจะโต้ตอบแต่เบนรีบชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

“โมไดเป็นนักสู้เพียงหนึ่งเดียวในหมู่บ้านนี้ที่กล้าต่อกรกับเหล่าผีดิบ มีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถสังหารเจ้าอมนุษย์พวกนั้นและนำเด็กที่ถูกจับตัวไปกลับคืนมา”

โซลย์มองดูเด็กหนุ่มที่กำลังวางท่าเขื่องตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจ เขาไล่สายตาสำรวจโมไดตั้งแต่หัวจรดเท้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นอาวุธรูปร่างประหลาดที่เหน็บไว้ตรงเอวด้านขวา เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปกุมมันเอาไว้อย่างระแวง

“ข้าไม่ชอบให้ใครมาสำรวจสมบัติของข้า” โมไดโพล่งขึ้น ก่อนที่จะเลื่อนมือไปแตะบนด้ามดาบซึ่งห้อยไว้ตรงเอวด้านซ้าย โซลย์ยกมือทั้งสองข้างขึ้น

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ” เขาจ้องหน้าเด็กหนุ่มนิ่ง “เพียงแต่ข้าเคยเห็นอาวุธแบบนี้มาก่อน”

“มันเคยเป็นอาวุธของพ่อข้า” โมไดตอบเสียงกระด้าง “การที่คนในกองทัพอย่างเจ้าเคยเห็นมาบ้างมันก็ไม่แปลก”

“คนในกองทัพ........” โซลย์ทวนคำอย่างสงสัย “หรือว่าพ่อของเจ้าก็คือ......”

“ท่านเดฟล่อน” ชาวบ้านคนหนึ่งที่ยืนใกล้ๆตอบแทน “ท่านเป็นผู้มีเมตตาประจำหมู่บ้านของพวกเรา บ้านของท่านอยู่เลยขึ้นไปบนเนินเขาด้านนั้น” เขาชี้มือผ่านความมืดมิดออกไปอีกด้านหนึ่ง

“บ้านข้าไม่ชอบการต้อนรับแขก” โมไดพูดขึ้นทันที โซลย์มองหน้าเขาแล้วและกำลังจะอ้าปากตอบ แต่เสียงฟอร์เซ็ตติดังขัดขึ้น

“เงียบ!”

ทั้งโซลย์ โมไดตลอดจนชาวบ้านทุกคนเงียบเสียงลงไปพร้อมกัน พวกเขาเงี่ยหูฟังสำเนียงรอบๆอย่างตั้งใจ มีเพียงเสียงของสายลมที่ดังหวีดหวิวผ่านหลังคาบ้านเรือนซึ่งพังพินาศไปเท่านั้น โมไดพูดขึ้นอย่างหมดความอดทน

“ข้าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยสักนิด........”

“เงียบและฟัง!“ จอมเวทกล่าวเสียงดุ เด็กหนุ่มมองหน้าเขาอย่างนึกขัดใจแต่ก็ยอมนิ่งเงียบโดยดี ความขุ่นเคืองที่กำลังปะทุขึ้นภายในใจลดลงทีละน้อยเมื่อเขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแว่วอยู่ในความมืด

“เสียงอะไรน่ะ!” โซลย์กระซิบถามฟอร์เซ็ตติ เขาไม่ตอบแต่กลับเพ่งสายตามองผ่านความมืดตรงไปยังร่างของเซอเพนนาแน่วนิ่ง

“ดูเหมือนมันจะดังมาจากทางนั้น” เบนกระซิบเสียงสั่น โซลย์ผงกศีรษะเห็นด้วยขณะที่กระชับดาบในมือของเขาแน่น

เสียงแกรกกรากที่แผ่วเบาเริ่มดังขึ้นทีละน้อย เพียงชั่วขณะก็มีเสียง คว่าก คล้ายกับเสียงฉีกผ้าผืนหนาตามมาด้วยกรีดร้องแหลมเล็กที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจ ชาวบ้านทุกคนรวมทั้งโซลย์และโมไดถึงกับยกมือขึ้นอุดหูสองข้างแน่นตรงกันข้ามกับฟอร์เซ็ตติที่ยังคงยืนนิ่ง มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ฉายความน่าสะพรึงออกมา

“หรือว่าเซอเพนนานั่นยังไม่ตาย!” โมไดตะโกนถามจอมเวทเขาส่ายหน้าแทนคำตอบก่อนยกไม้เท้าขึ้นไปข้างหน้า

“พวกเจ้ารีบไปยืนรวมกันที่ด้านหลังของเรา เดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงที่ใช้เต็มไปด้วยความเฉียบขาดจนชาวบ้านที่ยืนอยู่รอบๆรีบวิ่งไปยืนรวมกันทางด้านหลังของเขา โซลย์มองดูกิริยาของฟอร์เซ็ตติอย่างสงสัย

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“เดี๋ยวท่านก็รู้” เขาตอบพลางท่องคาถาอะไรออกมาสองสามคำ คริสตัลบนหัวไม้เท้าเปล่งแสงสีฟ้านวลสว่างออกมา มันแผ่ขยายกว้างออกครอบคลุมร่างของเขารวมทั้งชาวบ้านทุกคนเอาไว้

ท่ามกลางหัวใจที่เต้นระทึก เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนจะดังกว่าครั้งแรก เสียงฉีกกระชากอย่างเกรี้ยวกราดดังใกล้กลุ่มของพวกเขาเข้ามาทุกขณะ

หัวใจของทุกคนแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นร่างสยองที่กำลังยืดกายยืนบนปลายหางของมัน มันเป็นร่างที่ดูคล้ายเซอเพนนาไม่ผิดเพี้ยน ต่างกันตรงที่ส่วนหัวซึ่งแทนที่จะเป็นใบหน้าของคนกลับกลายเป็นหัวของงูจำนวนห้าหัวกำลังสอดส่ายไปมา ปากของมันคาบชิ้นส่วนหัวของเซอเพนนาและยื้อแย่งฉีกทึ้งกันอย่างดุร้ายก่อนกลืนกินลงไป หัวหนึ่งหันมามองกลุ่มคนที่ยืนอยู่ในม่านพลังเวทตรงหน้าแล้วอ้าปากร้องคำราม อีกสี่หัวที่เหลือจึงละความสนใจจากอาหารที่กำลังแย่งกันอยู่ มันขยอกอาหารทั้งหมดเข้าไปในลำคอก่อนอ้าปากและส่งเสียงกรีดร้องขึ้นพร้อมกัน

“ไฮดรา ลูกของเซอเพนนา” ฟอร์เซ็ตติพูดขึ้น “มันคงจะคลอดออกมาตอนที่เราทำลายร่างของนาง”

“น่ากลัวยิ่งกว่าตัวแรกเสียอีก” เบนพูดเสียงสั่นในขณะที่ชาวบ้านหลายคนเริ่มขยับตัวเพื่อหาทางหนี

“อย่าได้คิดวิ่งออกไปจากม่านพลังนี่เป็นอันขาด หากยังอยากมีลมหายใจอยู่” จอมเวทแห่งมาร์วัลลัสพูดขึ้น หลายคนชะงักทันที โซลย์มองดูฟอร์เซ็ตติที่กำลังมีสีหน้าครุ่นคิดและถาม

“ท่านสามารถจัดการกับมันได้หรือไม่”

“ในตอนนี้.....ไม่” เขาตอบ “ข้าเสียพลังไปมากพอดูตอนที่กำจัดเซอเพนนา”

“งั้นปล่อยให้ข้าออกไปจัดการกับมันแทนก็แล้วกัน” โมไดโพล่งขึ้นมา เขาชะงักเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากจอมเวทแห่งมาร์วัลลัส

“ฝีมือของท่านอาจจะดี แต่ไม่มีทางสังหารเจ้าไฮดร้านี่ได้หรอก ท่านโมได”

“เจ้านี่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่ใช่หรือ มันก็คงคล้ายกับเด็กเล็กๆที่ยังไม่โตนั่นแหละ ไม่น่าจะมีฝีมือหรือเก่งกาจอะไรนัก” โมไดโต้อย่างลำพองแต่ฟอร์เซ็ตติกลับหันมามองหน้าเขา เด็กหนุ่มมองเห็นประกายดูแคลนในดวงตาคู่นั้น

“ช่างเป็นความคิดของผู้ด้อยในประสบการณ์ยิ่งนัก ไฮดร้าเพิ่งถือกำเนิดมาก็จริง แต่เป็นหนึ่งในการกำเนิดครั้งแล้วครั้งเล่าในครรถ์ของนางปิศาจ ท่านไม่อาจสังหารมันได้ด้วยการใช้อาวุธบินของท่าน โมได”

“ระวัง!” โซลย์ร้องอุทานขึ้นเมื่อหัวหนึ่งของไฮดร้าฉกลงมาอย่างรวดเร็ว เขี้ยวอันแหลมคมของมันกระแทกเข้ากับม่านพลังเวทของฟอร์เซ็ตติอย่างแรงจนมันสั่นไหวเป็นระลอกคลื่น สีหน้าของจอมเวทเคร่งเครียดขึ้นมาในบัดดล

“คราวนี้พวกเราคงไม่รอดแน่ๆ” ชาวบ้านคนหนึ่งครางพลางทรุดกายนั่งลงอย่างหวาดกลัวมีหลายคนที่กระทำอาการเช่นเดียวกันขณะที่เบนหันมาทางโซลย์และพูดขึ้น

“ข้าเชื่อว่าท่านคงจะมีวิธีช่วยให้พวกเรารอด” เขาพยักหน้าไปทางฟอร์เซ็ตติ ” รวมทั้งหมอ ท่านนั้นด้วย”

แม่ทัพแห่งมอร์เซลกัดปากของตนเองแน่นก่อนวางมือลงบนไหล่ของเบนราวกับปลอบใจ เขาหันไปทางจอมเวท

“ถึงพลังของท่านในตอนนี้จะสังหารมันไม่ได้ แต่ก็คงพอทำให้มันบาดเจ็บได้ใช่ไหม”

“ใช่” เขาตอบสั้นๆ โซลย์หันไปทางโมไดและพูดต่อ

“ท่านจงปล่อยพลังของท่านทำให้มันได้รับบาดเจ็บ จากนั้นข้ากับเจ้าหนูนี่จะจัดการงานที่เหลือเอง”

รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้านิ่งเฉยของฟอร์เซ็ตติ เขาประสานมือวางลงบนด้ามไม้เท้าและหลับตาลงพร้อมกับร่ายเวท โซลย์มองดูการกระทำของเขาอย่างระวังในขณะที่กระชับดาบในมือในท่าเตรียมพร้อมสำหรับการจู่โจมโดยมีโมไดยืนไม่ห่างจากเขาเท่าใดนัก ในมือของเด็กหนุ่มกุมอาวุธรูปวงกลมของเขาเอาไว้แน่น

“ดันเนอร์!”

ประกายสายฟ้าที่รุนแรงพุ่งออกจากไม้เท้าของเขากระแทกเข้าใส่ร่างของไฮดร้าเต็มที่ มันส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดระคนตกใจขณะที่กระเด็นห่างออกไปหลายสิบเมตร โมไดทำท่าจะพุ่งออกไปโจมตีซ้ำแต่โซลย์ร้องห้ามขึ้นเสียก่อน

“เดี๋ยว!”

เด็กหนุ่มทำท่าขัดใจแต่เมื่อมองตามมือของแม่ทัพแห่งมอร์เซลซึ่งชี้ตรงไปข้างหน้าทำให้เขาต้องหยุดชะงักตาม ไฮดร้าสะบัดหัวทั้งห้าของมันไปมาอย่างมึนงงโดยที่ไม่รู้ว่าหนึ่งในหัวของมันนั้นขาดห้อยร่องแร่งอยู่ จนเมื่อมันทรงตัวได้แล้วจึงได้รู้ เจ้าอสรพิษห้าเศียรร้องคำรามเสียงยาวด้วยความคั่งแค้นและเจ็บปวด มันสะบัดหัวที่เหลือไปมาอย่างคลุ้มคลั่ง

ฟอร์เซ็ตติลดไม้เท้าในมือของตนเองลง ม่านพลังสีฟ้าสลายตัวจางหายไปทีละน้อยท่ามกลางสายตาที่แสดงความตกใจของชาวบ้าน

“ท่านกำลังปลดม่านป้องกันพวกเราหรือ ท่านหมอ!” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นแต่จอมเวทกลับยืนนิ่งราวกับไม่สนใจก่อนจะเบือนหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก

“ดวงอาทิตย์กำลังจะจับขอบฟ้า” เขาเปรยขึ้น โซลย์จึงเลื่อนสายตาขึ้นมองตาม แสงสีทองกำลังปรากฏขึ้นบนเส้นขอบฟ้าและสว่างขึ้นอย่างรวดเร็ว ไฮดร้าซึ่งกำลังจะบุกเข้าทำร้ายชาวบ้านชะงักและร้องออกมาอย่างหวาดกลัว มันรีบเลื้อยหนีออกไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว

“มันไปแล้ว เจ้าปิศาจนั่นหนีไปแล้ว” เสียงชาวบ้านโห่ร้องขึ้นอย่างดีใจ โมไดมองพวกเขาก่อนหันไปทางโซลย์

“แล้วคืนนี้มันก็จะกลับมาอีก” เขาพูดแต่โซลย์กลับแย้งทันที

“ไม่มีทางตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ที่นี่” นายทัพใหญ่หันไปทางฟอร์เซ็ตติก่อนกล่าวต่อ “ข้าจะยืนขวางทางของเจ้าไฮดร้าและไม่ยอมให้มันผ่านเข้ามาทำร้ายพลเมืองแห่งมอร์เซลได้จนกว่าลมหายใจข้าจะดับลง”

“ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย ท่านโซลย์” เสียงจอมเวทแห่งมาร์วัลลัสเอ่ย “เจ้าอสูรพิษนั่นจะคอยติดตามเราแทนการบุกเข้ามารุกรานเหล่ามนุษย์พวกนี้อย่างแน่นอน”

“อะไรทำให้ท่านคิดเช่นนั้น”

“มันคืออสรพิษ” ฟอร์เซ็ตติตอบ “วิสัยของสัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้คือความอาฆาตแค้น เราคือผู้ทำรายเจ้าไฮดร้าให้ได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นนับแต่นี้ต่อไปมันจะคอยติดตามเราเพื่อสังหารให้สมกับความแค้นที่ทำให้มันได้รับบาดเจ็บแทน”

“แบบนั้นก็ไม่เลว” โมไดกอดอกพูดเยาะๆ “อย่างน้อยเจ้าก็จะกลายเป็นตัวล่อให้เจ้างูบ้านั่นไม่มารบกวนพวกเราอีกนาน”

“ไอ้เด็กปากเสีย!” โซลย์ร้องด้วยความโกรธแต่ฟอร์เซ็ตติกลับโบกมือห้าม

“พวกเราควรจะรีบออกเดินทางต่อนะท่านโซลย์ อย่ามาเสียเวลาอยู่กับคนไร้สาระเช่นนั้นอีกต่อไปเลย”

โมไดหันขวับไปมองจอมเวทแห่งมาร์วัลลัสด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองในคำพูดเหน็บแนมของเขา เบนซึ่งกุลีกุจอรินน้ำแจกจ่ายให้ชาวบ้านเอ่ยขึ้น

“น้ำดื่มของเรากำลังจะหมดลงแล้วนะท่านโมได”

“อะไรนะ” โมไดหันไปทางเบนทันที “ถ้าอย่างนั้นให้คนสักสองสามคนตามข้ามาอย่าได้ช้าเพราะพวกเขาจะต้องกลับมาให้ถึงหมู่บ้านก่อนค่ำ” เขาหันไปทำตาวาวกับฟอร์เซ็ตติก่อนเดินออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงร้องตะโกนเรียกชาวบ้านดังโหวกเหวกมาจากเด็กหนุ่ม โซลย์มองดูอย่างสนใจ

“ยังมีแหล่งน้ำอื่นนอกจากที่นี่อีกหรือ” เขาหันไปถาม

“บ่อน้ำของพวกเราแห้งเหือดไปนานแล้วท่านโซลย์ เวลานี้มีเพียงบ่อน้ำของท่านเดฟล่อนแห่งเดียวเท่านั้นที่ยังคงมีน้ำสะอาดไหลรินออกมาให้พวกเราได้ใช้กัน” เบนตอบ

“น่าแปลก พลังของจอมมารนั่นปกคลุมไปจนเกือบทั่วทุกอาณาเขตแล้วแท้ๆ เหตุใดจึงยังมีบ่อน้ำหลงเหลืออยู่อีก” ฟอร์เซ็ตติเปรยขึ้นอย่างสงสัยพลางเลื่อนสายตามองไปทางด้านที่อยู่ของเดฟล่อนซึ่งอยู่บนเนินเขาตามคำบอกเล่าของเบน “เราน่าจะแวะไปที่นั่นกันสักนิดนะท่านโซลย์”

“ข้าเองก็คิดเอาไว้แบบนั้นเหมือนกัน” แม่ทัพแห่งมอร์เซลตอบก่อนหันไปทางเบน “ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องขอกล่าวคำอำลากับเจ้า”

“ขอบคุณท่านแม่ทัพมากที่ช่วยเหลือพวกเราให้รอดพ้นจากนางอสรพิษร้าย” เขาหันไปทางฟอร์เซ็ตติที่เดินเลี่ยงออกไปยืนรออีกด้าน “รวมทั้งท่านหมอผู้เรืองเวทผู้นั้นด้วย”

โซลย์อมยิ้มเล็กน้อยกับประโยคสุดท้ายของเบน เขาวางมือลงบนไหล่ของชายกลางคนผู้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจก่อนเดินไปสมทบกับจอมเวทที่กำลังยืนนิ่งเงียบ

“เราคงยังไม่ต้องใช้ม้า” ฟอร์เซ็ตติพูดขึ้นโซลย์ผงกศีรษะเห็นด้วยก่อนย้อนถาม

“แล้วท่านจะเดินไหวรึ”

“เราไม่ใช่คนง่อยเปลี้ยเสียขาหรืออ่อนแอจนถึงขนาดเดินด้วยเท้าของตนเองไม่ได้” อีกฝ่ายตอบก่อนก้าวเดินนำ “ท่านจะแปลกใจในฝีเท้าของเราเลยทีเดียว ท่านโซลย์”

แม่ทัพใหญ่ถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความขบขันในคำพูดเชิงอวดตัวน้อยๆของจอมเวทก่อนรีบสาวเท้าก้าวเดินตามเขาไปอย่างรวดเร็ว สายตาอันคมกริบจับจ้องมองกลุ่มคนห้าหกที่กำลังเคลื่อนไหวห่างๆอยู่ข้างหน้าแน่วนิ่ง

“เหตุใดท่านจึงมาหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลแบบนี้นะท่านเดฟล่อน” เขาตั้งคำถามในใจ


*/*/*/*/*/*


โซลย์




Create Date : 08 มีนาคม 2554
Last Update : 8 มีนาคม 2554 9:27:10 น.
Counter : 203 Pageviews.

0 comment
ศาสตราแห่งเดราเนียร์ บทที่ 5 จอมเวทแห่งความเที่ยงธรรม
<5>

จอมเวทแห่งความเที่ยงธรรม

เดฟล่อนชาวไร่ผู้หนึ่งแห่งอาณาจักรมอร์เซลยืดตัวขึ้นและบิดไปมาราวกับต้องการขับไล่ความเมื่อยล้าหลังจากที่ต้องก้มๆเงยๆเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ผักของเขาในไร่ ชายวัยกลางคนเพ่งสายตามองฝ่าไอแดดที่ร้อนจนแลเห็นเป็นไอเต้นระริกในอากาศแล้วถอนหายใจหนักๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปบนฟ้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง เสียงเล็กๆดังขึ้นข้างตัวดึงความสนใจของเขาให้กลับมา เดฟล่อนก้มหน้าลงมองดูลูกสาวตัวน้อยวัยสิบขวบที่กำลังยืนถือถุงหนังบรรจุน้ำมองดูเขาอยู่

“พ่อกำลังมองดูอะไรอยู่เหรอ” เธอถามด้วยความอยากรู้ เดฟล่อนยิ้มก่อนยกมืออันสากหนาของเขาลูบศีรษะของเธอและรับถุงน้ำมาดื่ม

“พ่อกำลังมองดูเมฆอยู่น่ะลินช์” เขาปาดน้ำที่ริมฝีปากและส่งถุงหนังคืนให้กับลินช์บุตรสาว เธอขมวดคิ้ว

“ลูกไม่เห็นมีเมฆสักก้อน” เธอพูด “ไม่เห็นเลยตั้งหลายอาทิตย์แล้วด้วยซ้ำ พวกเมฆหนีไปที่ไหนกันหมดหรือคะ”

เดฟล่อนมีสีหน้ายุ่งยากใจเมื่อได้ยินคำถามที่ไร้เดียงสาของลูกสาว เขาถอนหายใจก่อนตอบเธอ

“พ่อเองก็อยากจะรู้เหมือนกันลูกว่าพวกเมฆหายไปไหนกันหมด” เขาเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้าอีกครั้ง

“มันหายไปหมดมาเกือบเดือนแล้ว ถ้าขืนยังเป็นอย่างนี้อยู่อีกต่อไปแล้วล่ะก็ พวกเราคงจะถูกแดดเผาหรือไม่ก็อดน้ำจนตายแน่”

“ทำไมเราไม่ไปขอให้พระราชาช่วยล่ะคะ” ลินช์ถามต่อ เดฟล่อนส่ายหน้าไปมา

“พระราชาทรงมีเรื่องที่จะต้องทำมากมาย พ่อคิดว่าไม่เพียงแค่ไร่ของเราเท่านั้นที่แห้งแล้งและขาดน้ำ แต่ทั่วทั้งมอร์เซลคงจะเจอปัญหาแบบเราเหมือนกัน”

“ลูกไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอยู่ๆเมืองของเราถึงได้ร้อนขึ้นมาจนถึงขนาดนี้ได้” ลินช์บ่นขณะที่เดินนำหน้าพ่อของเธอกลับบ้าน เดฟล่อนมีสีหน้าครุ่นคิด

“พ่อเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน” เขาพึมพำ

*-*-*-*

พระราชาแห่งมอร์เซลทรงทอดพระเนตรผ่านช่องหน้าต่างออกไปด้านนอกด้วยพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและครุ่นคิดก่อนเลื่อนกลับมามองเหล่าเสนาบดีที่ยืนรายล้อมอยู่เบื้องหลังพระองค์และตรัสถาม

“มวลอากาศร้อนผ่านเข้ามาที่มอร์เซลนานเท่าใดแล้ว”

“ราวสามสิบสองวันได้พระองค์” เสนาบดีผู้หนึ่งกล่าวตอบ พระราชาทรงขมวดคิ้ว

“สามสิบสองวัน เพียงแค่สามสิบสองวันเท่านั้นอาณาจักรของเรายังแห้งแล้งได้ถึงขนาดนี้ หากเนิ่นนานต่อไปมิเหลือเพียงแค่ฝุ่นผงทรายเท่านั้นหรือ” ทรงหันไปยังเสนาบดีร่างสูงที่มีสีหน้าเคร่งขรึมก่อนตรัส

“คงต้องขอความช่วยเหลือจากราชินีแห่งอาณาจักรมาร์วัลลัส เวทมนต์ของพระนางคงช่วยเหลือเราได้ หรือท่านคิดว่าอย่างไร ท่านฮอร์นเนส”

“ข้าพระองค์ได้ยินมาว่าทางด้านมาร์วัลลัสเองก็ประสพปัญหาหนักเช่นเดียวกัน” เสนาบดีฮอร์นเนสตอบด้วยท่าทางเคร่งเครียด พระราชาทรงเบิกเนตรกว้างอย่างพิศวง

“อย่างมาร์วัลลัส ดินแดนที่เต็มไปด้วยผู้วิเศษน่ะหรือกำลังเผชิญปัญหา” พระองค์หันไปทางเสนาบดีของพระองค์แล้วตรัสถามอย่างสงสัย

“มีปัญหาใดที่เหล่าผู้วิเศษนั้นแก้ไขด้วยเวทของเขามิได้”

“ปัญหาเช่นเดียวกันกับพวกเราฝ่าบาท” ฮอร์นเนสตอบ “ดูเหมือนคลื่นแห่งความร้อนนั้นได้แผ่ขยายไปจนทั่วทุกหนทุกแห่ง เท่าที่ข้าพระองค์ได้ทราบมานั้น ทั่วทุกผืนแผ่นดินแห่งอาณาจักรทั้งสามต่างร้อนระอุและแห้งแล้งราวกับทะเลทราย แหล่งน้ำที่มีอยู่นั้นต่างแห้งเหือดไปจนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงแม่น้ำสวิฟท์เท่านั้นที่ยังคงพอมีน้ำไหลอย่างอ่อนๆแต่ตื้นเขิน และอีกไม่นานมันคงแห้งผากไปเช่นเดียวกัน”

พระราชาทรงทรุดวรกายลงนั่งอย่างอ่อนแรงพลางยกหัตถ์ขึ้นกุมเศียร

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมจู่ๆทุกดินแดนจึงเกิดอาเพศเช่นนี้”

เหล่าเสนาบดีต่างมองหน้ากันไปมาด้วยจนปัญญาในคำถามขององค์กษัตริย์ โซลย์แม่ทัพแห่งมอร์เซลจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวานตามนิสัยอันองอาจ

“ข้าพระองค์ได้ยินข่าวบางอย่างจากเหล่านักเดินทาง”

พระราชาทรงลดหัตถ์ลงและจ้องมองดูนายทัพของพระองค์ก่อนตรัสถาม

“ข่าวอะไรกัน มันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พวกนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ”

“ข้าพระองค์ไม่แน่ใจ” โซลย์ตอบเสียงห้าว “แต่เหล่านักเดินทางกลุ่มนี้ออกร่อนเร่ไปมาทั่วทุกอาณาจักร พวกเขามีหูตาที่กว้างไกลกว่าพวกเรานัก”

“ข่าวที่ว่านั่นคืออะไรกันท่านโซลย์” ฮอร์นเนสเอ่ยถามขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้ โซลย์ก้มศีรษะให้กับราชาของเขาก่อนตอบ

“ข่าวเกี่ยวกับอาณาจักรแห่งความชั่วร้ายแซฟเวจย์”

เหล่าเสนาบดีและข้าราชบริพารในท้องพระโรงต่างพากันมองหน้าไปมาด้วยความแปลกใจและไม่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้รับฟังจากนายทัพแห่งมอร์เซล หนึ่งในจำนวนนั้นถามขึ้น

“เราไม่เคยได้ยินชื่ออาณาจักรนี้มาก่อน สงสัยข่าวของท่านจะเป็นข่าวเหลวไหลเสียมากกว่า ท่านโซลย์”

แม่ทัพใหญ่มีสีหน้าขุ่นเคืองเล็กน้อย เขามองหน้าผู้ส่งคำถามก่อนเลื่อนสายตาไปทางพระราชาของเขา

“อาณาจักรนี้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไม่นาน มันได้หล่อหลอมและรวมเอาเหล่าบรรดาผีร้าย อาชญากร ความชั่วร้ายเลวทรามต่างๆทั้งโลกนี้เข้าด้วยกัน พลังของมันนั้นได้แผ่ขยายออกมาอย่างต่อเนื่องในรูปของความร้อนและความแห้งแล้งอย่างที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ ข่าวที่น่าตระหนกมากไปกว่านั้นก็คือ ราชาผู้ปกครองแซฟเวจย์คือจอมปิศาจถือกำเนิดมาจากกองเลือดของเหล่าอาชญากรแสนชั่วช้าที่ถูกประหารในลอสเฮด”

“แล้วเหตุใดทางมาร์วัลลัสและแซฟวีจึงมิได้แจ้งเรื่องราวเหล่านั้นให้ทางเราได้รับรู้” พระราชาทรงตรัสถาม โซลย์คำนับพระองค์ก่อนจะตอบ

“เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้เรื่องราวของอาณาจักรแซฟเวจย์นี่เหมือนกัน”

“ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน” พระราชาทรงรำพึง “หากเป็นเช่นนี้ต่อไปอาณาจักรของเราคงแห้งแล้ง ประชาชนคงจะต้องอดตายไปจนหมดสิ้นอย่างแน่นอน”

ในขณะที่องค์ราชาแห่งมอร์เซลและเหล่าเสนาบดีกำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดอยู่ภายในท้องพระโรงนั้น ทหารรักษาการณ์นายหนึ่งก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับค้อมกายลงคำนับก่อนรายงาน

“ข้าแต่องค์ราชา บัดนี้มีผู้เดินสารด่วนจากมอร์วัลลัสมาขอเข้าเผ้าพระองค์”

“จงรีบเชิญเขาให้เข้ามาโดยเร็ว” พระราชาทรงตรัสก่อนจะเปลี่ยนอิริยาบทเป็นท่านั่งตัวตรงที่ดูสง่างาม นายทหารรักษาการณ์หายออกไปด้านนอกชั่วอึดใจก่อนกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับบุรุษร่างสูงในเสื้อคลุมสีขาวสะอาด หมวกคลุมศีรษะสีเดียวกันนั้นปกปิดใบหน้าของเขาไว้จนมิดชิด เหล่าเสนาบดีต่างพากันมองดูอาคันตุกะที่ก้าวเข้ามายืนอย่างสง่าอยู่กลางห้องด้วยสายตาทึ่งจัดด้วยพวกเขานั้นไม่เคยได้พบเห็นคนของอาณาจักรแห่งเวทมนต์จริงๆเลยสักครั้ง พระราชาทรงมองจ้องชายผู้นั้นนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงตรัสขึ้น

“ยินดีต้อนรับท่านผู้ทรงเวทสู่อาณาจักรของเรา มีข่าวใดสำคัญจากองค์ราชินีแห่งมาร์วัลลัสหรือท่านจึงได้ดั้นด้นผ่านหนทางที่ยาวไกลมาจนถึงที่นี่”

“ระยะแห่งหนทางนั้นมิใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเราหรอกฝ่าบาท” ชายผู้นั้นตอบด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวาน พลังอำนาจอันน่าสะพรึงแฝงอยู่เต็มเปี่ยมภายในน้ำเสียงนั้น มันสะกดทุกคนที่ยืนอยู่ภายในท้องพระโรงจนนิ่งงัน

เสียงหัวเราะดังออกมาจากเขาก่อนยกมือขึ้นและเลิกผ้าที่คลุมใบหน้าออกครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นโฉมหน้าที่งดงามแต่ดูเคร่งขรึมภายใน เรือนผมสีเงินละเอียดยาวสลวยประบ่า ดวงตาสีฟ้าเข้มทรงพลังและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้จ้องมองดูพระพักตร์ราชาแห่งมอร์เซลแน่วนิ่ง เขาค้อมศีรษะลงอีกครั้งก่อนกล่าวแนะนำตัวเอง

“เรามีนามว่าฟอร์เซ็ตติ เป็นผู้ใช้เวทรักษากฏแห่งความเที่ยงธรรม เรานำข่าวสำคัญจากองค์ราชินีของเรามาสู่ท่าน องค์ราชาแห่งมอร์เซล”

สิ้นคำพูด พลันกระบอกไม้สีทองขนาดเล็กในมือของเขาก็ลอยขึ้นอย่างเชื่องช้าตรงไปยังอุ้งหัตถ์แห่งราชา พระองค์ทรงเอื้อมมือไปรับด้วยท่าทางที่ไร้ความหวั่นเกรง และทรงเปิดกระบอกบรรจุสาส์นออกอ่าน สีหน้าที่ฉายแววฉงนเพิ่มความประหลาดใจเพิ่มมากขึ้นจนในที่สุดก็กลายเป็นพักตร์ที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและกังวลใจ

องค์ราชาทรงม้วนสาส์นในมือและพิงกายกับพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง เหล่าเสนาบดีนั้นจ้องมองพระองค์ราวกับรอคอยด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่มและกระวนกระวายใจจนกษัตริย์ทรงตรัสขึ้น

“ทางมาร์วัลลัสรู้ข่าวนี้เมื่อใด”

“ด้วยญาณแห่งองค์ราชินีของเรา”จอมเวทหนุ่มตอบ “พระองค์ทรงล่วงรู้เรื่องราวการกำเนิดของจอมปิศาจแห่งแซฟเวจย์เพียงไม่นาน และยังมิทันที่พวกเราจะได้ลงมือกระทำการใดๆเหตุร้ายแรงที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้นเสียก่อน”

“เหตุร้ายแรงอันใดกัน” พระราชาแห่งมอร์เซลทรงถามอย่างเร็ว ฟอร์เซ็ตติขยับไม้เท้าสีขาวในมือของเขามาเบื้องหน้าด้วยท่าทางสำรวมก่อนตอบ

“หนึ่งวันก่อนที่ข้าจะเดินทางออกจากเมืองตามคำบัญชาขององค์ราชินีพวกเราได้ทราบข่าวมาว่ากองทัพมารกำลังเคลื่อนกำลังพลเข้ามาประชิดชายแดนแห่งมาร์วัลลัส เทวีของเราจึงรีบแต่งสาส์นนี้ขึ้นและเร่งให้พวกข้านำไปเตือนอาณาจักรแซฟวีและมอร์เซลเพื่อให้เตรียมตัวรับมือกับหายนะอันร้ายแรงที่กำลังตามมา

หลังจากที่ข้าออกเดินทางได้เพียงครึ่งทาง จอมปิศาจได้ยกทัพของมันบุกเข้าโจมตีนครของเราโดยที่พวกเรานั้นยังมิทันได้ตั้งตัว เพียงแค่ชั่วคืนเดียวอาณาจักรของเหล่าจอมเวทก็พังพินาศสิ้น พลเมืองทั้งหลายถูกทหารผีดิบและกองทัพโจรชาวมนุษย์สังหารอย่างทารุณ พลังเวททั้งหลายนั้นถูกความมืดมนดูดซึมซับไปจนหมด นั่นทำให้อำนาจของพวกเรายิ่งอ่อนแอลงทุกวัน ไม่เพียงเท่านั้น เหล่าเทพและภูตที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งมนตราก็พากันล้มป่วยลง บางตนกำลังสูญสลายไปอย่างถาวรในขณะที่บางตนกลายสภาพเป็นภูตที่ดุร้าย

แผ่นดินที่เคยเขียวชอุ่มชุ่มชื้นด้วยพลังแห่งเฟรย์นั้นกลับแห้งผากกลายเป็นผงฝุ่น แม้ในราชวังแห่งองค์ราชินีซึ่งมีพลังเวทที่แข็งแกร่งคุ้มครองอยู่ยังได้รับผลแห่งความชั่วร้ายนั้น มันรุนแรงจนขนาดราชวังร้าวเป็นรอยแยกตั้งแต่ฐานรากไปจนถึงยอดปราสาท น้ำพุนิรันดร์ที่เคยมีสีทองอร่ามงามตาแปรเปลี่ยนไปเป็นสีดำสนิทเพราะโลหิตของจอมมารไหลลงไปปะปน เหล่าแฟรี่ที่เคยโบยบินเล่นในอุทยานก็ร่วงหล่นลงมานอนแน่นิ่งอย่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรงบนพื้นหญ้าที่แข็งกระด้างแห้งกรอบ”

จอมเวทแห่งความเที่ยงธรรมหยุดเว้นระยะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ

“และที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ จอมปิศาจได้กักขังองค์ราชินีของเราไว้ในเพลิงอัตตา พลังเวทที่ไม่มีอาคมใดๆทำลายล้างลงได้นอกจากสังหารเจ้าของผู้กำกับมนตรานั้น การที่เราเดินทางมาพบพวกท่านในครั้งนี้ก็เพื่อจะมาแจ้งข่าวให้พวกท่านได้ทราบว่าพวกเราไม่สามารถมอบความช่วยเหลือใดๆต่อเหล่ามวลมนุษย์สามัญได้อีกต่อไปแล้ว”

สิ้นถ้อยความของฟอร์เซ็ตติ พระราชาแห่งมอร์เซลถึงกับนิ่งอึ้งไปในบัดดล ความหวังที่จะได้รับความช่วยเหลือจากทางมาร์วัลลัสนั้นสูญสลายไปในทันที พระวรกายที่เอนพิงพนักที่นั่งนั้นถึงกับงุ้มงอลงเล็กน้อยด้วยความทดท้อใจ

“ขนาดอาณาจักรแห่งเวทยังได้รับผลที่ร้ายแรงถึงเพียงนี้ แล้วอาณาจักรมนุษย์ธรรมดาอย่างเราจะได้รับผลที่รุนแรงถึงเพียงไหนกัน”

“ไม่มีหนทางแก้ไขเลยหรือ ท่านฟอร์เซ็ตติ” เสนาบดีฮอร์นเนสเอ่ยถาม จอมเวทแห่งความเที่ยงธรรมส่ายหน้าของเขาแต่มิได้เอ่ยคำตอบใด กษัตริย์แห่งมอร์เซลจึงตรัส

“พวกเราคงต้องหาหนทางของพวกเรากันเอง ไม่ว่าอาณาจักรนั้นจะเลวร้ายเพียงใด พลังอำนาจแห่งความมืดจะมากมายมหาศาลสักเท่าไหร่ เราจะไม่ยอมให้ประชาชนพลเมืองของเรานั้นต้องล้มตายไปเพราะความอดอยากและหิวโหยหรือเป็นเหยื่อให้กับพวกแซฟเวจย์อย่างแน่นอน”

พระดำรัสของราชาแห่งมอร์เซลนั้นทำให้ฟอร์เซ็ตติยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ เขาก้มศีรษะของเขาลงคำนับต่อองค์กษัตริย์ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก่อนกล่าว

“องค์ราชินีทรงตรัสไว้ไม่มีผิดเพี้ยนว่าเหล่ามนุษย์นั้นจะไม่ยอมย่อท้อต่อมหันตภัยใดๆ ความโอบอ้อมอารีและทศพิธราชธรรมขององค์ราชาแห่งมอร์เซลนั้นจะเป็นพลังช่วยเหลืออาณาจักรทั้งสามให้รอดพ้นจากหายนะในครานี้ แม้จะไม่ใช่ด้วยหัตถ์ของพระองค์เองก็ตาม”

มือที่มีผิวขาวงดงามของฟอร์เซ็ตติยื่นออกมาข้างหน้าและวาดเป็นวงกลมกว้างเท่าขนาดช่วงแขน แสงสว่างสีฟ้าเจิดจ้าปรากฏขึ้นเป็นวงกลมเบื้องหน้าของเขา มันลอยนิ่งอยู่กลางอากาศชั่วครู่หนึ่งก่อนจะขยายเป็นวงกว้างขนาดเท่าตัวคน องค์ราชาและเหล่ามหาเสนบดีต่างพากันจ้องมองดูภายในวงกลมที่สว่างจ้านั้นด้วยความพิศวง พลันในใจกลางทรงกลมนั้นก็บังเกิดเงาร่างไหววูบวาบขึ้น มันเต้นไหวลางเลือนก่อนเด่นชัดเป็นรูปเป็นร่าง ฟอร์เซ็ตติผายมือของเขาออกแล้วค้อมกายลงกล่าว

“องค์ราชินีแห่งมาร์วัลลัส เทวีของเหล่าจอมเวททั้งปวง พระนางมีย์อาร์”

ร่างที่งดงามภายในวงกลมสีฟ้านั้นแย้มโอษฐ์ยิ้มอย่างอ่อนโยน ดวงตาสีทองจ้องมองดูองค์ราชาที่กำลังยืนขึ้นเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแก่พระนาง

แม้จะเป็นเพียงร่างจำลองที่สร้างขึ้นมาจากเวทเพื่อการสื่อสารกับมอร์เซล แต่ความเสมือนจริงนั้นดึงดูดสายตาของเหล่าเสนาบดีและแม่ทัพนายกองที่ยืนรายล้อมอยู่โดยรอบให้นิ่งงันด้วยความงามอย่างเหนือธรรมชาติของพระองค์ เสื้อผ้าที่พลิ้วไหวอย่างอ่อนโยนนั้นราวกับแพรไหมที่แกว่งไกวในสายน้ำ เรือนผมสีทองอร่ามราวกับดวงตะวันซึ่งฉายแสงอันอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิยาวสลวยจรดบั้นพระองค์สะบัดไหวเป็นมันเลื่อมพราย ผิวกายของพระนางนั้นแลดูอร่ามเรืองรองราวกับว่านางใช้ผงทองทา ราชินีมีย์อาร์ทรงค้อมพระเศียรให้กับองค์ราชาแห่งมอร์เซลก่อนตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะราวเครื่องดนตรีเงิน

“องค์ราชันย์แห่งมอร์เซล ยินดียิ่งที่ได้พบกับพระองค์”

“คำพูดนั้นควรเป็นฝ่ายเรามากกว่าองค์มีย์อาร์” พระราชาทรงตรัสตอบ “เป็นเกียรติอย่างสูงยิ่งที่ได้พบกับจอมเวทผู้สูงศักดิ์เช่นท่าน”

องค์มีย์อาร์แย้มสรวลก่อนตรัสด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการขึ้น

“เรามิได้มาพบท่านเพียงเพื่อคำชมเล็กน้อยที่เต็มไปด้วยพิธีการ หากแต่มาเพื่อมอบความช่วยเหลือให้แก่ท่าน รวมทั้งอาณาจักรแซฟวีและอาณาจักรมาร์วัลลัสของเราด้วย”

“โปรดตรัสมาเถิดพระนาง เรากำลังรอฟังอยู่ด้วยใจจดจ่อ” พระราชาทรงตรัสตอบก่อนหย่อนพระองค์ลงนั่งบนบัลลังก์ ราชินีมีย์อาร์ผงกพระเศียรและทรงดำรัสต่อ

“ท่านคงได้รับทราบถึงเรื่องราวแห่งอาณาจักรมืดแซฟเวจย์แล้ว และคงทราบถึงหายนะที่กำลังคืบคลานมาสู่สามอาณาจักร ราชันย์มารแห่งแซฟเวจย์นั้นต้องการที่จะครอบครองโลกทั้งโลก พลังของเขานั้นบังเกิดมาจากความโลภ ความชั่วร้ายเลวทรามและความเห็นแก่ตัว เปลวแห่งโทสะนั้นคือคลื่นความร้อนที่กำลังทำลายดินแดนของพวกเราอยู่ในเวลานี้ และอีกไม่นานมันจะเริ่มส่งเหล่าบรรดาลูกน้องที่แสนชั่วช้าของมันออกมาทำร้ายประชาชนของท่านอย่างแน่นอน”

พระนางทรงเว้นระยะการพูดเล็กน้อยก่อนทรงมีพระดำรัสต่อ

“อาณาจักรของเราพังพินาศลงแล้วด้วยพลังมืดของราชันย์ปิศาจ จอมเวทจำนวนมากถูกสังหาร ประชาชนของเราโดนเข่นฆ่าอย่างทารุณ ทารกและผู้บริสุทธิ์ถูกนำกลับไปเป็นเครื่องสังเวยแก่จอมมารซึ่งเสพเลือดเนื้อของมนุษย์วัยเยาว์เป็นภักษาหาร ทุกชีวิตในแผ่นดินแห่งเวทคงดับสิ้นสูญไปหมดหากเหล่าทวยเทพทรงไม่เมตตายื่นมือลงมามอบความช่วยเหลือ แต่ถึงกระนั้นผู้รอดชีวิตก็เป็นเพียงจำนวนที่น้อยนิดนักหากเทียบกับจำนวนของผู้ที่ต้องสิ้นชีวิตลง

ข้าได้รับข่าวที่น่าเศร้าสลดว่าอาณาจักรแซฟวีถูกเผาพินาศลงจนสิ้นเพียงครึ่งคืนหลังจากที่กองทัพผีดิบทำลายล้างแผ่นดินของเราแค่หนึ่งวัน เวลานี้เหลือเพียงมอร์เซลเท่านั้นที่รอคอยการมาของจอมปิศาจ ข้าคิดว่าที่มันไม่เร่งลงมือโจมตีพวกท่านเพราะราชันย์มารคอร์ฟคาคาร์สชะล่าใจในความเป็นมนุษย์ที่ไร้พลังอำนาจใดๆจะไปต่อกร ขอให้พระองค์จงเร่งฉวยโอกาสนี้รีบส่งคนลอบเข้าไปจัดการกับเขาก่อนที่จะได้ทันระวังตัวเถิด”

“โดยวิธีใดกัน เท่าที่พวกเราได้รับฟังจากท่าน อาณาจักรแซฟเวจย์นั้นมีพลังอำนาจแก่กล้าเสียเหลือเกิน”

พระราชาแห่งมอร์เซลตรัสถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ราชินีมีย์อาร์ทรงระบายลมหายใจ ดวงหน้าที่แสนงดงามนั้นมีริ้วรอยแห่งความกังวลฉาบฉายอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

“ราชันย์ผู้ปกครองแซฟเวจย์นั้นเป็นจอมขมังเวทที่แกร่งกล้าที่สุด เขาถือกำเนิดมาจากกองกูลอสุภซากอันแสนชั่วช้าโสมมของเหล่าฆาตกร นักฆ่า และโจรร้ายที่ถูกประหารด้วยทัณฑ์แห่งองค์ราชา เขาถูกหล่อเลี้ยงให้เติบโตขึ้นมาด้วยเนื้อและโลหิตของมนุษย์ พลังวิญญาณอันกล้าแกร่งของเขานั้นมาจากพลังขององค์ซีน เทพแห่งสายฟ้าที่ทรงปล่อยออกมาในคืนเดือนมืด วันที่เมฆาล่องลอยเข้าไปในแซฟเวจย์ มันบังเอิญวิ่งลงไปยังบ่ออาถรรพ์ซึ่งมีตัวอ่อนของจอมปิศาจอาศัยอยู่

และเมื่อได้รับตัวกระตุ้น ชีวิตของราชันย์มารจึงถือกำเนิดขึ้น ลมหายใจแรกที่ถูกสูดเข้าไปคือดวงวิญญาณของคนตายในแดนประหาร ภาพแรกที่เขาได้เห็นคือซากร่างอันเน่าเปื่อยของมนุษย์ สิ่งแรกที่จอมมารเสพเข้าไปคือเลือดเนื้อของคนตายที่ถูกทิ้งเกลื่อนกลาดทั่วลอสเฮด อัตตาของราชันย์ปิศาจนั้นรุนแรงนัก มันไม่ต้องการให้โลกนี้มีสิ่งมีชีวิตที่สวยงาม ไม่ต้องการสีเขียวขจีแห่งผืนป่า ไม่ต้องการแม่น้ำที่ใสสะอาด ไม่ต้องการท้องฟ้าและอากาศที่ปลอดโปร่งแจ่มใส อาณาจักรแห่งเวทคือเป้าหมายสำคัญที่มันต้องการทำลายล้างให้สิ้นซากที่สุดเพราะพวกเรามีพลังที่จะต้านทานอำนาจของเขาได้ อาณาจักรแห่งปราชญ์คือแผ่นดินที่มันต้องการทำให้พินาศย่อยยับ และดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ของมนุษย์เช่นท่าน….”

ดวงตาสีทองแสนสวยจับจ้องมองดูใบหน้าแห่งองค์ราชามอร์เซลแน่นิ่งก่อนตรัสเน้นทีละคำ

“มันต้องการครอบครองเพราะที่นี่คือแหล่งอาหารชั้นดี นั่นก็คือร่างของเด็กน้อยไร้เดียงสาและสตรีพรหมจรรย์ผู้เยาววัย”

“เราไม่ยอมให้อาณาจักรของเราต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจชั่วนั่นเป็นอันขาด” พระราชาแห่งมอร์เซลตรัสเสียงก้อง ราชินีมีย์อาร์ทรงสรวลเบาๆ

“หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใดของมวลมนุษย์นั้นจะนำพาให้พวกท่านรอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง หรือ....”

พระนางทรงหยุดเสียงสรวลก่อนจะดำรัสต่อด้วยพระพักตร์ที่ดูน่าเกรงขาม

“ความขลาดเขลาและอสัตย์จากก้นบึ้งของสันดานแห่งความเป็นคนจะนำพาพวกท่านจมดิ่งสู่นรกอเวจี นั่นเป็นหนทางที่พวกท่านต้องเลือกด้วยตนเอง”

“พวกเราต้องทำเช่นใดกัน องค์มีย์อาร์” พระราชาทรงตรัสถามอย่างร้อนรน ราชินีแห่งอาณาจักรเวททรงยกกรที่เรียวงามขึ้นมาเสมอไหล่และหงายหัตถ์ขึ้น เปลวไฟสีเงินสว่างเรืองรองอยู่บนฝ่ามือนั้นก่อนแตกกระจายออกเป็นห้าส่วนหมุนวนอยู่เหนือหัตถ์งาม

“ดวงไฟทั้งห้าจะนำทางพวกท่านให้ไปพบกับผู้ที่เหมาะสม คอร์ฟคาคาร์สผู้ปกครองแซฟเวจย์นั้นเป็นจอมปิศาจผู้มีพลังเวทกึ่งอมตะ อาวุธธรรมดารวมทั้งเวททั่วไปนั้นไม่อาจทำลายเขาลงได้ มีเพียงหัวใจที่เสียสละ กล้าหาญและมิตรภาพแห่งความต่างของชาติพันธุ์เท่านั้นที่สามารถสยบเขาลงได้

ท่านต้องค้นหาหัวใจที่ถูกหล่อหลอมให้เป็นอัญมณีแห่งเดราเนียร์ มันจักสำแดงฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อพวกท่านได้พบดาบแห่งทวยเทพอันมีนามว่า ดาบกรามร์ ซึ่งเป็นดาบวิเศษเพียงเล่มเดียวที่สามารถทำลายสิ่งที่มีอาถรรพถ์ในขณะที่ดาบใดๆในโลกนี้ไม่สามารถจัดการได้”

“อัญมณีเดราเนียร์ ดาบกรามร์ เราจะไปหาของวิเศษเช่นนั้นได้ที่ไหนกัน” โซลย์เอ่ยถามขึ้น องค์ราชินียิ้มเมื่อได้ฟังคำถามนั้น พระนางเอี้ยวพระวรกายที่งดงามเพื่อตอบคำของแม่ทัพแห่งมอร์เซล

“ของวิเศษนั้นมิได้อยู่ในแดนมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นสิ่งที่ค้นหาได้ไม่ยาก เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพบ เดราเนียร์อาจจะเป็นเพียงเครื่องประดับที่ดูไร้คุณค่า แต่ในบางครั้งเดราเนียร์นั้นจะกลายเป็นอัญมณีที่สูงค่าจนมิอาจตีเป็นราคาได้ เช่นเดียวกันกับดาบกรามร์ ท่านอาจจะได้อาวุธวิเศษเล่มนั้นด้วยเหตุบังเอิญหรือบังเกิดสิ่งสุดวิสัยขึ้น”

“แล้วเราจะไปหาของวิเศษทั้งสองสิ่งนี้ได้ที่ใดกันท่านมีย์อาร์”

องค์ราชาตรัสถาม ราชินีแห่งดินแดนเวทหันกายกลับมาทางกษัตริย์แห่งมอร์เซลและตรัสตอบ

“สิ่งที่ท่านควรค้นหาก่อนนั้นคือผู้เดินทางทั้งห้า และหลังจากนั้นของวิเศษก็จะออกตามหาผู้ครอบครองที่เหมาะสมเอง”

จบประโยค เปลวไฟสีเงินในหัตถ์ขององค์เทวีก็ลอยเลื่อนออกมาจากวงกลมสีฟ้าที่ล้อมรอบพระวรกายของพระนางและไปหยุดนิ่งอยู่ที่เบื้องพระพักตร์แห่งองค์ราชามอร์เซล เปลวไฟนั้นส่งแสงสว่างเจิดจ้าจนทุกคนในท้องพระโรงนั้นต้องปิดตาของตนลงด้วยทนในความสุกสว่างของมันมิได้

จนเมื่อทุกอย่างตกอยู่ในความสงบอีกครั้ง ร่างที่งดงามของราชินีมีย์อาร์ก็มิได้อยู่ ณ ที่นั้นอีกต่อไป มีเพียงฟอร์เซ็ตติที่ยังคงยืนนิ่งอย่างสำรวมอยู่กลางท้องพระโรง ใบหน้าอันอ่อนเยาว์งดงามของเขานั้นมองดูพระราชาแห่งมอร์เซลแน่วนิ่ง เปลวไฟสีเงินที่ลอยอยู่เมื่อครู่เปลี่ยนสภาพกลายเป็นแหวนสีเงินสุกปลั่งห้าวง วางนิ่งอยู่บนหัตถ์แห่งองค์กษัตริย์

พระองค์ทรงทอดพระเนตรมองดูแหวนที่ราชินีแห่งมาร์วัลลัสทรงประทานให้ในมือของพระองค์ก่อนตรัสขึ้นเบาๆ

“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือผู้เหมาะสมกับแหวนทั้งห้านี้”

“แหวนจะเป็นผู้เลือกเจ้าของของมันเอง” ฟอร์เซ็ตติตอบ

พลันแหวนวงหนึ่งก็ส่งแสงสว่างเรืองรองและลอยตัวสูงขึ้น ราวกับมีดวงไฟอยู่ภายในวงแหวนนั้น เหล่าเสนาบดีในท้องพระโรงต่างพากันจ้องมองอย่างฉงนและหัวใจเต้นระทึกเมื่อแหวนนั้นหมุนวนไปรอบห้อง เปลวเพลิงสีเงินที่สว่างไสวอยู่ตรงกลางนั้นขยายวงกว้างขึ้นและเลื่อนลอยไปหยุดอยู่เหนือร่างของแม่ทัพแห่งมอร์เซล แสงนั้นก็พุ่งตรงลงไปยังร่างองอาจที่ยืนอยู่เบื้องล่างทันทีท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงของเหล่าเสนาบดีและองค์ราชาแห่งมอร์เซล

“แหวนได้เลือกเจ้าของคนแรกแล้ว” ฟอร์เซ็ตติกล่าวเสียงเรียบ โซลย์ซึ่งมีสีหน้างงงันยกมือของเขาขึ้นและจ้องมองดูแหวนสีเงินในมือ มันส่องประกายสีเงินแวววาวอีกครั้งก่อนจะจางหายไป

“หน้าที่อันดับแรกของผู้ที่ได้รับเลือกนั้นคือการออกเดินทางคนหาผู้ร่วมทางอีกสี่คนที่เหลือ” จอมเวทแห่งมาร์วัลลัสพูดต่อขณะที่มองดูกษัตริย์แห่งมอร์เซล พระองค์ทรงผงกพระเศียร โซลย์เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย

“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ถูกเลือกที่เหลือนั้นอยู่ที่ใด”

“แหวนทั้งสี่จะเป็นเครื่องนำทางให้กับท่าน” ฟอร์เซ็ตติตอบ “และพวกท่านควรจะออกเดินทางเสียตั้งแต่บัดนี้ เพราะจิตของเรานั้นจับคลื่นพลังบางอย่างได้”

“คลื่นพลังหรือ คลื่นพลังอะไรกัน” พระราชาทรงตรัสถาม ใบหน้าของฟอร์เซ็ตติเงยขึ้นก่อนตอบ

“จิตแห่งความโสมมจำนวนมากของเหล่าลูกสมุนจากแซฟเวจย์ พวกมันกำลังมุ่งตรงมาที่ดินแดนแห่งนี้ อีกไม่นานอาณาจักรของท่านคงจะลุกเป็นไฟ ความเดือดร้อนคงแผ่ขยายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า โปรดอย่ามัวแต่ตั้งคำถามอยู่เช่นนี้เลยองค์ราชา จงรีบเร่งส่งแม่ทัพของท่านออกไปเดี๋ยวนี้เถิดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

โซลย์รีบเดินมายืนอยู่เบื้องพระพักตร์แห่งกษัตริย์ของเขาและคุกเข่าลงพร้อมกับกล่าว

“ทรงโปรดพระราชทานราชานุญาตให้กระหม่อมออกเดินทางไปโดยเร็วด้วยเถิด เพื่อมิให้เจ้าพวกถ่อยช้าสามานย์นั้นทำลายอาณาจักรของพระองค์ได้สำเร็จสมดังใจ ข้าพระองค์ขอให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะค้นหาเดราเนียร์และกรามร์เพื่อนำไปกำจัดจอมมารผู้ชั่วร้ายให้สิ้นไปจากโลกนี้ เพื่อชาวประชาแห่งมอร์เซลและแผ่นดินอื่นๆจะได้กลับคืนสู่สันติสุขอีกครั้ง”

“จงรีบออกเดินทางเถิดท่านแม่ทัพโซลย์ผู้องอาจของเรา ขอความสำเร็จจงบังเกิดขึ้นกับท่าน” พระราชาแห่งมอร์เซลทรงให้พรต่อแม่ทัพของพระองค์ โซลย์ค้อมกายลงคำนับต่อเจ้าเหนือหัวของเขาก่อนลุกขึ้นและหันไปทางฟอร์เซ็ตติ

“ขอให้ท่านโปรดชี้ทางให้กับเราด้วยเถิด ท่านจอมเวท”

“ไม่เพียงแค่ชี้ทางให้เท่านั้น แต่เราจะร่วมเดินทางไปกับท่านจนกระทั่งถึงชายแดนแห่งแซฟเวจย์” จอมเวทกล่าวก่อนจะหันไปทางองค์ราชาและค้อมกายลง

“ถ้าเช่นนั้นเราขอทูลลาพระองค์”

โซลย์ค้อมกายลงคารวะต่อพระราชาของเขาอีกครั้งก่อนเดินตามหลังฟอร์เซ็ตติไปอย่างรวดเร็ว เขารีบกลับไปยังที่พักและจัดแจงเตรียมเสื้อผ้ากับอาหารเท่าที่จำเป็นก่อนไปยังโรงเก็บม้า นายทหารได้จัดเตรียมอาชาฝีเท้าดีไว้รอเขาถึงสองตัวด้วยกัน

“ข้าคิดว่าม้าคงไม่จำเป็นสำหรับจอมเวทเช่นท่าน แต่การเดินทางอย่างไร้จุดหมายเป็นระยะเวลาที่ไม่แน่นอนนั้น สมควรอาศัยฝีเท้าของอาชาชั้นดีอย่างที่สุด” โซลย์กล่าวกับจอมเวทหนุ่ม เขายิ้มขณะลูบม้าอย่างเบามือ

“ความคิดของท่านนั้นตรงใจของเรามากที่สุด ท่านแม่ทัพ”

“พวกเรารีบเร่งออกเดินทางกันเถิด หากช้านักตะวันจะชิงพลบลงเสียก่อน ว่าแต่ท่านจะชี้นำทิศทางใดให้กับเราอย่างนั้นหรือ”

โซลย์กล่าวถาม ฟอร์เซ็ตติเหนี่ยวตัวเองขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอย่างสง่า เขาดึงผ้าลงมาคลุมใบหน้าจนมิดชิดก่อนตอบ

“ตามดวงตะวันไปจนกระทั่งถึงที่ที่มันหายลับไปจากขอบฟ้า”

จอมเวทแห่งมาร์วัลลัสกระตุ้นม้าของเขาให้ออกวิ่งไปในทันทีที่กล่าวจบ โซลย์นั้นมองตามหลังฟอร์เซ็ตติไปด้วยสายตาที่ฉายความไม่เข้าใจก่อนบังคับม้าของเขาให้ออกวิ่งตามโดยไม่รอช้า พระราชาแห่งมอร์เซลนั้นจ้องมองดูร่างของคนทั้งสองที่กำลังห่างออกไปจนลับสายตาก่อนหันกลับมานั่งบนบัลลังก์ของพระองค์ดังเดิม

“ขอพลังแห่งเทพทั้งปวงทรงคุ้มครองพวกเขาให้ปลอดภัยด้วยเถิด”

*/*/*/*/*/*

ฟอร์เซ็ตติ





Create Date : 02 มีนาคม 2554
Last Update : 8 มีนาคม 2554 9:28:16 น.
Counter : 284 Pageviews.

0 comment
ศาสตราแห่งเดราเนียร์ บทที่ 4 ดาร์คเอลฟ์รัคเชนน์
<4>

ดาร์คเอลฟ์รัคเชนน์


ดาม่อนยืนมองดูเงาผ้าคลุมสีดำหมุนตัวลอยลงมาด้านบนของปราสาท เขาก้มหัวลงคำนับเมื่อเห็นร่างของจอมมารยืนอย่างสง่าอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มที่แสนเย็นชาเย้ยเยาะประทับบนมุมปากซีด

“ท่านสังหารราชินีแห่งมาร์วัลลัสเรียบร้อยแล้วหรือ” หัวหน้าโจรเอ่ยถามอย่างนอบน้อม เขาหลบสายตาลงมองดูพื้นเมื่อจอมปิศาจตวัดดวงตาดุดันมาทางเขา

“น่าเสียดายที่พลังของข้าในตอนนี้ยังทำอะไรมันไม่ได้” คอร์ฟคาคาร์ตอบเสียงกระหึ่ม “พวกเทพมันสอดมือลงมาปกป้องนางเอาไว้ ข้าจึงทำได้แต่เพียงขังนางเอาไว้ในเพลิงอัตตาเท่านั้น”

“แล้วหากวันข้างหน้านางสามารถหลุดออกมาได้ล่ะ” ดาม่อนถามอย่างวิตก จอมมารหัวเราะเสียงดังด้วยความลำพองใจก่อนตอบ

“คงต้องรอให้ข้าดับสิ้นลงไปเสียก่อน นางจึงจะทำเช่นนั้นได้ เพราะเพลิงอัตตาที่ข้าใช้กักขังมันก็คือพลังปราณของข้าเอง ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ตราบนั้นจะไม่มีผู้ใดทำลายเพลิงนี้ได้อย่างแน่นอน”

ดาม่อนเงยหน้าขึ้นไปมองดูด้านบนของปราสาทอย่างนึกหวั่นวิตกเล็กน้อย ดูเหมือนคอร์ฟคาคาร์สจะล่วงรู้ถึงความคิดของเขา จอมมารจึงพูดขึ้น

“ราชินีของพวกมันถูกขังอยู่ในข่ายอาคม เหล่าองครักษ์เวทล้วนถูกข้ากำจัดไปจนเกือบหมดสิ้น ซ้ำบริวารผีดิบที่น่ารักของข้ายังช่วยกวาดล้างคนของพวกมันที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วอาณาจักรจนแทบจะไม่มีเหลือ เจ้ายังวิตกอะไรอยู่อีกดาม่อน”

“ข้าเกรงว่าคนของมอร์เซลจะยกกำลังมาช่วย” ดาม่อนตอบไม่เต็มน้ำเสียง แต่จอมปิศาจกลับระเบิดเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วบริเวณ

“มอร์เซล!” คอร์ฟคาคาร์สกล่าวทวนคำพูดอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงดูถูก “ขนาดอาณาจักรจอมเวทยังถูกข้าทำลายจนพินาศสิ้น แล้วกับแค่อาณาจักรกระจอกๆของเหล่ามนุษย์ชั้นต่ำอย่างมอร์เซลจะมีปัญญาอะไรมาต่อกรกับข้า”

“ทหารของราชันย์แห่งมอร์เซลล้วนกล้าแกร่งนัก ข้าเคยปะทะกับพวกมันมาหลายครั้ง สูญเสียลูกน้องฝีมือดีไปตั้งมากมายจนภายหลังพวกข้าไม่กล้าเผชิญหน้ากับพวกมันตรงๆ”

“แล้วข้าต้องกลัวเกรงพวกมันเหมือนกับเจ้าอย่างนั้นรึ” จอมมารถามเสียงต่ำพลางขยับกรงเล็บไปมา ดาม่อนมองตามด้วยความรู้สึกสยองจนอดถอยหลังไปสองสามก้าวไม่ได้ กิริยาหวาดกลัวของเขาเรียกรอยยิ้มที่น่าขนลุกออกมาจากใบหน้าของจอมปิศาจ

“เจ้าเพียงแค่คิดหวาดวิตกเท่านั้น ข้ายังไม่ลงโทษเจ้าในตอนนี้แน่ แต่ถ้าหากวันใดความหวาดเกรงของเจ้าแปรเปลี่ยนไปเป็นการทรยศ กรงเล็บของข้าจะฉีกเนื้อของเจ้าทั้งที่ยังมีชีวิต และกระชากมันออกมาโยนไปให้ฝูงหมาป่าแห่งแซฟเวจย์กิน จงจำเอาไว้ดาม่อน”

ดวงตาของคอร์ฟคาคาร์สส่องแสงวาววับอย่างดุร้ายขณะที่พูด จอมปิศาจยืดตัวขึ้นและหันไปทางป่าด้านที่ติดกับแม่น้ำใหญ่ สีหน้าของเขาฉายความพิโรธออกมา

“มีใครบางคนกำลังสังหารบริวารที่น่ารักของข้าอยู่ มันช่างกล้าเหลือเกินที่บังอาจต่อต้านจอมราชาเช่นข้า” มือของจอมมารรวบคอเสื้อของดาม่อนเอาไว้ “ไปกับข้าดาม่อน ไปดูกันให้เห็นกับตาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่หาญมาต่อกรกับข้า คอร์ฟคาคาร์ส”

ดาม่อนรู้สึกเหมือนตัวของเขาถูกกระชากด้วยพลังอันมหาศาล เสียงกระแสลมอื้ออึงผ่านใบหน้าจนเขารู้สึกชา แล้วจู่ๆทุกสิ่งรอบตัวก็หยุดลง หัวหน้าโจรมองไปรอบๆด้วยความรู้สึกแปลกใจเมื่อไม่พบสิ่งใด

แต่แล้วหัวใจของเขาก็ต้องกระตุกวูบอย่างตระหนกสุดขีดเมื่อรู้ตัวว่ากำลังลอยอยู่กลางอากาศ เขาเหลือบสายตาไปทางด้านข้าง จอมปิศาจกำลังเพ่งสายตาอันน่ากลัวจ้องมองลงไปในป่าทึบอันเป็นเขตแดนเชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินมาร์วัลลัสกับอาณาจักรแซฟวีโดยมีเทือกเขาทะมึนขวางกั้นอีกชั้น เสียงร้องโหยหวนอย่างโกรธเกรี้ยวที่ดังมาจากแนวป่าทึบนั้นเรียกความสนใจของหัวหน้าโจรให้เขาต้องลดสายตามองลงไป

เบื้องล่างเขาเห็นเศษชิ้นส่วนจากร่างของเหล่าผีดิบถูกที่ฉีกทึ้งจนกระจุยกระจายกองเกลื่อนกลาดไปจนทั่ว เสียงร้องคำรามที่ดังออกมาจากกลางป่าทำให้ดาม่อนรู้ได้ในทันทีว่าผู้ต่อต้านจอมมารนั้นซ่อนตัวอยู่ในไพรทึบ เสียงคำรามที่ดังออกมาจากลำคอของคอร์ฟคาคาร์สทำให้เขารู้สึกถึงความพิโรธของราชาปิศาจว่ามีมากมายเพียงใด หัวหน้าโจรได้แต่นึกภาวนาขออย่าให้ความโกรธเกรี้ยวของผู้ที่กำลังกุมชะตาขีวิตของเขาบันดาลโทสะจนถึงกับเหวี่ยงร่างของตนลงไปยังพื้นเบื้องล่างเพื่อระบายอารมณ์

ความหวาดกลัวของเขามลายหายไปเมื่อจอมมารลดระดับร่างของเขาลงไปยืนบนพื้น มือที่กุมลำคอของดาม่อนคลายออก

“เจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี่ หากยังไม่อยากตาย” ราชันย์มารพูดเสียงกร้าวก่อนจะเดินหายเข้าไปในป่าทิ้งให้ดาม่อนยืนนิ่งรออยู่ลำพังแต่เพียงผู้เดียว เขาดึงดาบออกมาจากฝักและมองไปโดยรอบอย่างระมัดระวังตัวก่อนจ้องกลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง

*/*/*/*/*/*

คอร์ฟคาคาร์สก้าวเดินผ่านต้นไม้อายุเก่าแก่ที่มีลำต้นขนาดมโหฬารไปทีละต้น จอมมารหยุดยืนนิ่งเมื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากแนวไม้เบื้องหน้า ร่างของผีดิบตัวหนึ่งถูกเหวี่ยงลอยละลิ่วตรงมายังตัวของเขา จอมปิศาจยกมือขึ้นเสมอไหล่ ร่างอัปลักษณ์ของอมนุษย์ก็ลอยค้างอยู่กลางอากาศก่อนถูกโยนออกไปอีกด้าน

พลันกระแสลมที่รุนแรงก็พัดกรรโชกผ่านเข้ามาในป่า ต้นไม้ทุกต้นโยกไหวไปมาราวกับมีชีวิต เสียงเสียดสีของลำต้นดังแหลมเล็กจนบาดแก้วหู สายตาเย็นชาแข็งกระด้างของคอร์ฟคาคาร์สกวาดมองไปรอบๆ

“จะมัวรีรออะไรอยู่อีก อยากจะจัดการกับข้านักไม่ใช่หรือ” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน สายลมที่ปั่นป่วนรุนแรงก็สงบลงแทบจะทันที ป่าทั้งป่าบังเกิดความเงียบขึ้นอย่างฉับพลันทันใด มันเป็นความเงียบที่ไร้สรรพสำเนียงทุกสิ่ง แม้กระทั่งเสียงใบไม้แห้งปลิวตกกระทบบนผืนดิน

รอยยิ้มเย็นเยือกแต้มบนมุมปากของจอมมาร เขาขยับกรงเล็บของตนอย่างใจเย็น แต่แล้วจู่ๆผืนดินที่เขายืนอยู่ก็บังเกิดอาการสั่นไหว มันเคลื่อนที่ราวกับระลอกคลื่นวิ่งเข้าใส่จอมปิศาจอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบจับจ้องแน่วนิ่งไปบนพื้น มันฉายแวววาววับขึ้นเมื่อรากไม้ขนาดมหึมาผุดออกมาจากดินหลายสิบรากและเลื้อยตวัดไปมาราวกับอสรพิษก่อนจะโอบพันล้อมรอบกายของราชันย์ปิศาจดุจงูรัดเหยื่อ

เพียงชั่วพริบตาร่างของจอมมารก็ตกอยู่ภายในรากไม้เหล่านั้น เสียง กร๊อบ ดังขึ้น คล้ายกระดูกของผู้ที่ตกอยู่ภายในรากไม้นั้นแตกละเอียดเป็นผุยผง

“คิดว่าจะแน่ที่แท้ก็เก่งแต่ปาก”

ร่างในชุดผ้าคลุมสีเขียวอมเทาก้าวเข้ามาหยุดยืนมองดูกองรากไม้ที่เกี่ยวกระหวัดพันกันจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวแลดูสูงตระหง่าน ริมฝีปากภายใต้ฮู้ดเผยรอยยิ้มหยามหยันออกมา มันคลายลงทันทีเมื่อมีเสียงพร่ำมนตราดังออกมาจากกองไม้ตรงหน้าแต่ยังไม่ทันที่ร่างนั้นจะได้กระทำการสิ่งใด รากไม้ที่ห่อหุ้มจอมมารก็สั่นระริกและปริแตกออกจากกันก่อนจะลุกไหม้ ร่างของคอร์ฟคาคาร์สซึ่งมีเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชติช่วงก้าวออกมาจากซากไหม้เกรียมของรากไม้ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงกองเถ้าถ่าน ดวงตาที่แดงก่ำราวกับเลือดจ้องมองดูร่างในชุดผ้าคลุมอย่างดุดันและแค้นเคือง เขาก้าวเข้าไปหาผู้ที่ลอบทำร้ายตนอย่างช้าๆในลักษณะคุกคาม

“เวทบงการธรรมชาติของเจ้าไม่เลวเลยทีเดียว เจ้าเอลฟ์!” จอมปิศาจพูดเสียงกร้าว “ข้าน่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านอกจากพวกกึ่งมนุษย์อย่างพวกเจ้าแล้ว ไม่มีใครสามารถใช้มนตราบงการเหล่าต้นไม้ได้”

“ข้าไม่ใช่เอลฟ์!” เสียงตอบแผ่วต่ำดังออกมาจากร่างนั้น เขาค่อยๆดึงดาบที่เหน็บไว้ทางด้านหลังออกมาอย่างช้าๆ คอร์ฟคาคาร์สมองดูอย่างฉงนเมื่อเห็นลักษณะของดาบนั้น เพราะทั้งตัวดาบและด้ามจับเป็นสีดำสนิท แม้แต่อัญมณีที่ใช้ประดับตรงปลายด้ามก็เป็นสีเดียวกัน

ราวกับมีพลังแห่งความเย็นจับขั้วหัวใจแผ่ออกมาจากดาบเล่มนั้น จอมปิศาจมองดูเจ้าของดาบกวัดแกว่งอาวุธของเขาเป็นวงกลมพร้อมกับตั้งท่าเตรียมการจู่โจม

“น่าประหลาดที่ข้าได้กลิ่นเจ้าพวกกึ่งมนุษย์นั่นโชยออกมาจากตัวของเจ้า” จอมมารกล่าวเยาะคล้ายยั่วยุ ดูเหมือนมันจะได้ผลเพราะอีกฝ่ายร้องคำรามออกมาอย่างโกรธจัดแทบจะทันที

“จมูกของเจ้าคงจะเน่าจนเพี้ยนไปแล้วเจ้าปิศาจ! เพราะข้าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าพวกน่ารังเกียจนั่น!”

“แล้วเหตุเจ้าใดเจ้าจึงต่อต้านคนของข้า”

“เพราะพวกมันทำลายต้นไม้และเหล่านิมป์” ร่างนั้นตอบ “พวกเจ้าจะทำอะไรก็ทำไปแต่อย่ามาทำลายป่าในแถบนี้”

“เจ้ากล้าออกคำสั่งกับข้ารึ” จอมมารมองจ้องหน้าร่างตรงหน้านิ่ง ความพิโรธแผ่กระจายออกมาจากร่างราวกับคลื่นความร้อน มันเผาต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆจนแห้งกรอบเป็นผุยผงในทันที

“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน!”เขาตวาดลั่น

“นามของข้าคือรัคเชนน์” ร่างนั้นตอบ “และข้าก็กล้าออกคำสั่งกับเจ้า จอมปิศาจจงไสหัวออกไปจากป่านี่เสีย!”

คอร์ฟคาคาร์สถึงกับร้องออกมาอย่างโกรธจัด กรงเล็บทั้งห้ากางออก เปลวไฟที่ร้อนแรงลุกโชติช่วงอยู่ที่ปลายนิ้วทุกนิ้ว เพียงชั่วพริบตาเปลวเพลิงทั้งห้าก็พุ่งออกจากมือของจอมมารและวิ่งเข้าใส่ร่างของรัคเชนน์อย่างรวดเร็ว เขาเหวี่ยงดาบของตนมาเบื้องหน้าและหมุนเป็นวงราวกับใบพัด พร้อมกับร่ายมนต์อย่างรัวเร็ว กระแสลมอันเกิดจากการหมุนดาบสร้างอุโมงค์มืดสีดำสนิทขึ้นในใจกลางกระแสวายุ

แทนที่จะกลายเป็นพลังลมที่พัดพาทุกอย่างให้ปลิวออกไป กลับกลายเป็นอุโมงค์มรณะที่ดูดทุกๆสิ่งเข้าไปในตัวของมัน ลูกไฟทั้งห้าของจอมปิศาจหายวับเข้าไปในช่องมืดสีดำนั้นกลายเป็นเทหวัตถุที่ล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศอันมืดมิดไปจนตลอดกาล

“นี่มัน พลังอะไรกัน!” คอร์ฟคาคาร์สร้องคำรามออกมาอย่างตระหนกเมื่อพลังของอุโมงค์มรณะเริ่มแผ่ขยายกว้างออก ร่างของเขาเริ่มเคลื่อนเข้าไปในปล่องสีดำสนิทอย่างช้าๆ จอมมารฝืนตัวเต็มที่พร้อมกับท่องมนต์อย่างเร็ว ทั่วทั้งผืนป่ามืดลงเมื่อเมฆสีดำสนิทเคลื่อนเข้าบดบังดวงอาทิตย์ แสงแลบแปลบปลาบของสายฟ้าวิ่งไปมาภายในก้อนเมฆาเหล่านั้น

และ

เปรี้ยง!

สายฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่ต้นไม้ใหญ่ข้างกายของรัคเชนน์จนแตกกระจาย เขาร้องออกมาคำหนึ่งก่อนถูกแรงอัดจากการระเบิดกระแทกร่างจนล้มกลิ้งไป พลังแห่งวังวนมืดสลายวูบหายไปในทันที รัคเชนน์รีบดันกายให้ลุกขึ้นพร้อมกับวาดดาบมาเบื้องหน้าอย่างว่องไวเมื่อเห็นเงาของจอมมารไหววูบเข้ามาหา เสียงร้องอุทานอย่างตกใจดังออกมาจากร่างภายใต้ผ้าคลุมนั้นเมื่อเขาเห็นลูกไฟที่ร้อนแรงพุ่งวาบเข้าใส่ อาวุธในมือถูกตวัดขึ้นเป็นจังหวะเดียวกันกับลูกไฟวิ่งเข้าปะทะกับร่างของรัคเชนน์เต็มที่ เปลวเพลิงที่ร้อนแรงลุกท่วมร่างจนถึงกับทรุดลงและนอนแน่นิ่งกองอยู่กับพื้น

คอร์ฟคาคาร์สเดินเข้าไปหยุดยืนมองดูซากเถ้าถ่านสีดำที่ยังคงครุกรุ่นอยู่ด้วยสายตาเย็นเยียบ จอมมารเผยรอยยิ้มออกมาก่อนกล่าว

“ข้าไม่คิดว่าพลังเพียงเท่านี้ก็สามารถทำลายเจ้าลงได้ เจ้าเอลฟ์โอหัง”

รัคเชนน์ยิ้มภายใต้ผ้าคลุมของเขาและลุกยืนขึ้น เสื้อคลุมซึ่งบัดนี้กลายเป็นเพียงถ่านสีดำร่วงพรูลงสู่พื้นดิน เขาสะบัดดาบพร้อมกับร่ายมนต์ออกมาคำหนึ่ง เปลวไฟที่ลุกโชติช่วงรอบกายดับลงไปทันที

“อย่างน้อยพลังของเจ้าก็เผาผ้าคลุมของข้าได้ ไม่เลวเลยสำหรับจอมมารอ่อนหัด”

คอร์ฟคาคาร์สหัวเราะในลำคอขณะที่มองสำรวจคู่ต่อสู้ที่กำลังยืนอย่างท้าทายเบื้องหน้า
“ข้าแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ผู้ที่กล้ามาต่อกรกับข้ามิใช่บุรุษหรือนักรบที่องอาจ หากแต่เป็นเพียงนางเอลฟ์ตนหนึ่งเท่านั้น”

“จะต้องให้ข้าบอกเจ้าอีกสักกี่ครั้งกันว่า ข้าไม่ใช่เอลฟ์!” รัคเชนน์ตวาดกลับอย่างแค้นเคือง “อย่าเอาข้าไปรวมกับพวกชั้นสูงน่ารังเกียจนั่นเป็นอันขาด”

“คงจะใช่” คอร์ฟคาคาร์สพูดพร้อมกับยิ้มในหน้า “ดูเหมือนเจ้าจะแตกต่างไปจากพวกนั้นใช่ไหม”

“ข้าไม่มีอะไรที่เหมือนพวกมันเลยสักนิด” รัคเชนน์สวนกลับแทบจะทันที ดวงหน้าที่แสนงดงามเชิดสูงขึ้นอย่างยะโสและไว้ตัว “ข้าเหนือกว่าเจ้าพวกนั้นหลายเท่านัก”

“ข้าเชื่อในข้อนั้น” จอมปิศาจหรี่ตาลงเล็กน้อย “เพราะตั้งแต่ข้าเข้ามาในมาร์วัลลัสนี่ ยังไม่เคยพบหรือประมือกับเจ้าพวกนั้นเลยสักตน”

“พวกมันคงหนีเอาตัวรอดกันไปหมดแล้วน่ะสิ” รัคเชนน์พูดด้วยสีหน้าดูถูก “พวกชนชั้นสูงมักจะเป็นแบบนี้เสมอ ดีแต่พูดจาหรูหรา วางท่ายะโส เก่งแต่ลงโทษคนที่อ่อนแอกว่า พอถึงเวลาคับขันเข้าจริงๆก็หนีหายกันไปหมด”

“น่าแปลกที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากของคนที่มีเชื้อสายวงศ์วานเดียวกัน” คอร์ฟคาคาร์ส กล่าว รัคเชนน์ทำตาลุกวาวขึ้นมา

“ข้ามีตรงไหนที่เหมือนพวกมัน!” ดาบในมือถูกกระชับแน่นและสั่นระริก ดูเหมือนจอมปิศาจจะรับรู้ถึงโทสะที่เริ่มจะควบคุมไม่ได้ของอีกฝ่าย ดวงตาสีแดงก่ำส่งประกายวาววับขณะที่พิจารณาร่างของคู่ต่อสู้เบื้องหน้า

แม้จะไม่ได้ใส่เกราะโลหะดังเช่นนักรบชาวเอลฟ์ทั่วไป แต่ชุดรัดรูปที่รัคเชนน์สวมใส่อยู่ก็ตัดเย็บมาจากหนังที่ลงอาคมมาอย่างดีซึ่งมีผลให้สามารถต้านกับพลังเวททุกชนิดได้ สีที่ดำมะเมื่อมของชุดขับผิวที่แลดูคล้ำกว่าเหล่าชาวมาร์วัลลัสทั้งหลายให้เด่นขึ้น รัดเกล้าที่ทำจากอัญมณีสีเทาบนหน้าผากแผ่พลังที่เย็นยะเยือกออกมายิ่งประกอบเข้ากับดวงตาสีหมอกควันแล้ว ทำให้รัคเชนน์แลดูงดงามยิ่งกว่าเอลฟ์ทั้งหลายหากแต่เป็นความงามที่แฝงไว้ซึ่งความน่าสะพรึง

คอร์ฟคาคาร์สหัวเราะ

“แน่นอนเจ้าไม่มีตรงไหนที่เหมือนพวกมัน” จอมมารแสยะยิ้ม “เพราะเจ้าคือดาร์คเอลฟ์”

ดุจคำที่ใช้เรียกขานนั้นคือประกายไฟ มันจุดโทสะที่คุกรุ่นของรัคเชนน์ให้ระเบิดขึ้นแทบจะทันทีที่จอมปิศาจกล่าวสิ้นคำ ดาบสีดำในมือตวัดชี้ตรงไปเบื้องหน้าพร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างแค้นเคือง

“อย่าบังอาจใช้คำคำนี้เรียกข้า!” นางพุ่งตัวเข้าหาคอร์ฟคาคาร์สอย่างดุร้าย “ข้าคือ รัคเชนน์! เป็นอารักษ์ประจำป่าแห่งแซฟวี!”

คมดาบตวัดผ่านลำคอของจอมปิศาจชนิดฉิวเฉียด รัคเชนน์หมุนตัวกลับพร้อมกับเหวี่ยงดาบเข้าใส่คู่ต่อสู้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว แต่คอร์ฟคาคาร์สทำเพียงยกมือข้างหนึ่งขึ้น ปลายดาบของนางถูกพลังที่แข็งแกร่งบังคับให้หยุดค้างอยู่กับที่ มันห่างจากลำคอของจอมมารเพียงสองนิ้ว เสียงร้องอย่างแค้นเคืองดังออกมาจากใบหน้างดงาม ดวงตาสีหมอกควันทอประกายวาววับอย่างโกรธจัด แต่ก่อนที่จะทันได้ตัดสินใจลงมือกระทำการสิ่งใด มือที่แข็งแรงราวกับคีมของราชันย์ปิศาจก็ยื่นออกไปคว้าลำคอระหง เขาจงใจกดน้ำหนักมือลงไปอย่างช้าๆ

“ปล่อยดาบของเจ้าเสีย” คอร์ฟคาคาร์สพูดเสียงเย็น แต่รัคเชนน์กลับกระชับอาวุธของนางให้แน่นขึ้น

“ไม่!” คำตอบสั้นๆหลุดรอดริมฝีปากออกมา จอมมารบีบกระชับมือของเขาลงไปอีก

“ข้าจะให้เจ้าเลือกระหว่าง ปล่อยดาบและยอมศิโรราบต่อข้า หรือถูกหักคอตายอย่างไร้ค่าอยู่ที่กลางป่านี่”

เสียงหัวเราะแค่นๆดังออกมาจากรัคเชนน์ นางกุมด้ามดาบของตนเองเอาไว้มั่นพร้อมกับกล่าวโต้

“ศิโรราบต่อเจ้ารึ ฝันไปเถอะเจ้าจอมมาร” ดวงตาสีหมอกควันเบิกกว้างขึ้น “ นอร์! ”

สิ้นคำเวทที่กล่าวก้อง เสียง คลิก ดังออกมาจากด้ามดาบของนาง อัญมณีสีดำที่ประดับไว้ตรงปลายส่องแสงเจิดจ้าและหลุดออกจากสลัก มันแปรเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างรวดเร็วจนคอร์ฟคาคาร์สเองยังมองไม่ทัน กว่าเขาจะรู้ตัว อัญมณีสีดำที่กลายสภาพเป็นแท่งอันแหลมคมดุจมีดก็เสียบทะลุลงไปในทรวงอกด้านซ้ายของเขา มือที่กำลังบีบคอของรัคเชนน์คลายออกทันที

ดาร์คเอลฟ์สาวยืนมองดูร่างสูงทะมึนที่เดินถอยหลังออกไปสองสามก้าวด้วยสายตาสะใจ ความกระหยิ่มในชัยชนะฉาบฉายบนใบหน้างามชั่วขณะก่อนมลายหายไปเมื่อเสียงหัวเราะของจอมปิศาจดังขึ้น

“เก่งมากดาร์คเอลฟ์” เขาพูดพร้อมกับดึงมีดสั้นสีดำออกมาจากทรวงอกของตน มันกลายสภาพกลับไปเป็นอัญมณีสีกาฬเช่นเดิม ราชันย์มารกลิ้งมันไปมาบนมือก่อนจะโยนส่งคืนให้กับรัคเชนน์

“มีเจ้าเป็นคนแรกที่สามารถแทงข้าได้” น้ำเสียงที่ใช้เจือความชื่นชมน้อยๆ “ข้าคงตายไปแล้วหากมีดนั้นแทงทะลุหัวใจของข้า”

“แต่.........ข้าแทงโดนหัวใจของเจ้า....”

“ถ้า........ข้ามีสิ่งที่เรียกว่า หัวใจ” คอร์ฟคาคาร์สกล่าวเน้นทีละคำพร้อมกับย่างสามขุมเข้าไปหารัคเชนน์ “ข้าคงจะดับชีพลงสมดังใจของเจ้า”

“เป็นไปไม่ได้” นางคราง “ในโลกนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ไม่มีหัวใจ”

“ข้า คือสิ่งที่เป็นไปได้” จอมมารกล่าวพร้อมกับผายมือทั้งสองข้างของตนเองออก “และเจ้าเองเช่นกัน”

“ข้า มีหัวใจ”

“เจ้าแน่ใจหรือ” คอร์ฟคาคาร์สย้อน “ข้าไม่สัมผัสถึงความอบอุ่นในหัวใจของเจ้าเลยสักนิด รัคเชนน์ สิ่งที่เจ้ามีอยู่ในเวลานี้มันเป็นเพียงความชิงชัง และความเกลียด เจ้าเหมาะที่จะยืนอยู่ข้างข้ามากกว่าทำหน้าที่เพียงผู้รักษาป่าแห่งนี้”

“อะไรทำให้เจ้าคิดว่าข้ายินดีที่จะยอมรับใช้”

“ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าไปรับใช้ แต่จะให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะปกครองโลกนี้ หรือซ่อนตัวราวคนผิดอยู่ในป่านี่ไปจนตลอดกาล รอให้เจ้าพวกชั้นสูงนั่นกลับมาลากเจ้าออกไปประหาร”

“ข้าเพียงแต่รักษาป่าแห่งนี้เพื่อปกป้องสุสานอันเป็นที่รักของแม่และพ่อของข้าเท่านั้น”

“แต่ข้าคิดว่าเจ้าพวกเอลฟ์กับเหล่าจอมเวทนั่นไม่คิดเช่นนั้น” จอมปิศาจหรี่ตาลง “พวกมันอาจจะคิดว่าเจ้าคือหนึ่งในศัตรูที่สมควรถูกกำจัดก็เป็นได้” คอร์ฟคาคาร์สยืดตัวขึ้นพร้อมกับยืนมือออกไปข้างหน้า

“จะอยู่ที่นี่อย่างคนเฝ้าสุสาน หรือไปกับข้าเพื่อปกครองพวกมัน”

รัคเชนน์มองหน้าจอมมารนิ่งราวกับไตร่ตรอง นางหันไปมองรอบตัวอีกครั้ง แสงวิบวับที่ซ่อนเร้นอยู่ตามพุ่มไม้ทำให้ดาร์คเอลฟ์สาวรู้ว่าเหล่านิมป์กำลังวิตกกังวลและหวาดกลัวต่อราชันย์ปิศาจและบริวารของเขา นางถอนหายใจหนักๆ

“ข้าจะไปกับเจ้าก็ต่อเมื่อเจ้าสัญญาว่าเจ้า รวมถึงบริวารทุกชนิดของเจ้าจะไม่แตะต้องป่าแห่งนี้แม้แต่หายใจรด เจ้าจอมปิศาจ”

“เจ้าจะเป็นคนแรกที่ข้ายอมตกลงให้คำสัญญา” คอรฟ์คาคาร์สกล่าว

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะยืนอยู่ฝ่ายเจ้า” รัคเชนน์ตอบพลางเก็บดาบกลับเข้าฝัก เสียงเหล่านิมป์และแฟร์รี่รวมทั้งต้นไม้ใหญ่น้อยพากันร้องครวญครางขึ้นราวกับห้ามมิให้นางตัดสินใจเช่นนั้น ทุกสิ่งเงียบเสียงลงในทันทีเมื่อสายตาอันดุดันของจอมมารกวาดมอง

“ข้าจะยกชายแดนแห่งแซฟเวจย์ด้านแม่น้ำที่มีอาณาเขตติดต่อกับมาร์วัลลัสไปจนถึงแซฟวีให้กับเจ้า เจ้าจะทำอย่างไรกับมันก็ได้ จะไม่มีบริวารตนใดของข้าเข้าไปยุ่มย่ามวุ่นวายในอาณาเขตของเจ้าแม้เพียงสักตัว”

“ข้าจะสังหารพวกมันทันทีที่พบเช่นเดียวกัน” รัคเชนน์ตอบเสียงเย็น “จงนำพวกของเจ้าอ้อมไปทางอีกด้านหนึ่งของภูเขา หากประสงค์จะรุกรานแซฟวี ห้ามย่ำรอยเท้าผ่านป่าแห่งนี้เป็นอันขาด”

“ข้าคิดว่าเจ้าจะร้องขอมิให้ข้าไปทำลายแผ่นดินของเหล่านักปราชญ์นั่น” คอร์ฟคาคาร์สทำสีหน้าคล้ายแปลกใจ รัคเชนน์กระตุกรอยยิ้มที่แสนเย็นชาบนมุมปากก่อนตอบ

“ข้าไม่มีพันธะใดๆกับแผ่นดินนั้นตั้งแต่พวกมันสังหารบิดาของข้าเมื่อร้อยปีก่อน” นางหมุนตัวหันหลังให้กับจอมมาร “เจ้าจะสังหารผลาญพร่าผู้ใดบนแผ่นดินนั้นก็ตามแต่ใจของเจ้า คอร์ฟคาคาร์ส”


รัคเชนน์เดินออกไปจากที่นั้นทันทีที่กล่าวจบ นิมป์ตนหนึ่งโผบินออกจากที่ซ่อนและตามหลังนาง แต่จอมมารกลับคว้ามันและบีบร่างเอาไว้ในอุ้งมือ

“ข้าจะให้เจ้าตามนางไป แต่ในฐานะสาวกของข้า” กรงเล็บที่คมกริบจิกลงไปบนขมับทั้งสองข้าง นิมป์ตนนั้นอ้าปากคล้ายกำลังส่งเสียงกรีดร้อง หากแต่พลังของจอมปิศาจสะกดพลังเสียงนั้นเอาไว้ ร่างเล็กๆสั่นระริกอย่างเจ็บปวดและสงบลง

“จงคอยติดตามดาร์คเอลฟ์ตนนั้นอย่าให้คลาดสายตา เมื่อใดที่นางคิดคดทรยศต่อข้า จงรีบส่งข่าวให้ข้ารู้โดยเร็ว”

เสียงรับคำสั่งที่ฟังคล้ายระฆังจิ๋วดังขึ้นหนึ่งครั้ง นิมป์ตัวน้อยลืมตาที่เป็นสีแดงก่ำขึ้น ก่อนจางลงไปเป็นสีฟ้าสดใสเช่นเดิม ปีกบางใสสีเงินกระพือรัวเร็วพาร่างเล็กบินตามหลังรัคเชนน์ไป ดาม่อนก้าวเข้ามายืนด้านหลังคอร์ฟคคาร์สอย่างเงียบๆ

“มาร์วัลลัสเป็นอย่างไรบ้าง”

“คนของข้าไม่พบผู้ใดในดินแดนนี้แม้เพียงเงา” หัวหน้าโจรกล่าวตอบอย่างนอบน้อม จอมมารหันไปทางเขาพร้อมกับออกคำสั่ง

“จงถอนกำลังคนของเจ้าออกจากที่นี่แล้วไปตั้งรอที่เชิงเขาด้านใต้ชายแดนแซฟวี เราจะบุกทำลายอาณาจักรปราชญ์เหล่านั้นทันทีที่แสงตะวันลับขอบฟ้าของวันพรุ่งนี้ สังหารทุกคนให้หมด นำเหยื่อกลับไปให้ข้าที่แซฟเวจย์ทั้งมีลมหายใจ ข้าจะสั่งให้เหล่าบริวารผีดิบของข้ารับฟังคำของเจ้าดุจเดียวกันกับคำสั่งจากปากของข้า ไปได้ดาม่อน ข้าจะรอฟังข่าวความพินาศของเหล่านักปราชญ์บนปราสาทแห่งแซฟเวจย์”

ราชันย์ปิศาจเปล่งเสียงคำรามออกมาหนึ่งคำ มันดังสะท้อนก้องไปจนทั่วหุบเขาและผืนป่า เสียงร้องโหยหวนของเหล่าผีดิบและบริวารอมนุษย์ดังตอบกลับมา จอมมารแสยะยิ้มอย่างพอใจก่อนร่างในชุดผ้าคลุมสีดำทะมึนจะจางหายไป ดาม่อนถอนหายใจและเดินย้อนลงไปทางใต้ ที่นั่นเขาพบกองทัพของเหล่าผีดิบและสมุนของเขา ทั้งหมดเดินทางข้ามช่องเขาเพื่อบุกไปทำลายอาณาจักรแห่งนักปราชญ์ แซฟวี ตามบัญชาของคอร์ฟคาคาร์ส ควันไฟอันเกิดจากการเผาผลาญบ้านเรือนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในตอนค่ำของวันรุ่งขึ้น

แทบทุกชีวิตในดินแดนผู้รู้สิ้นชีพลงภายในเวลาเพียงชั่วคืน


*-*-*-*-*-*

รัคเชนน์




Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 8 มีนาคม 2554 9:41:05 น.
Counter : 343 Pageviews.

0 comment
ศาสตราแห่งเดราเนียร์ บทที่ 3 การจองจำ
<3>

การจองจำ

ดาม่อนยืนนิ่งฟังเสียงร้องคำรามของเหล่าผีดิบที่ดูเหมือนจะสนุกสนานกับการไล่ล่าพลเมืองแห่งมาร์วัลลัสซึ่งแม้บางคนจะมีเวทมนตร์ตอบโต้แต่เนื่องจากบริวารของจอมมารเหล่านี้เป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ จึงทำได้แค่เพียงทำลายชิ้นส่วนของร่างกายอันเน่าเปื่อยของพวกมันลงได้เท่านั้น ประกอบกับพลังอำนาจวิเศษของน้ำพุนิรันดร์ที่เคยคุ้มครองป้องกันอาณาจักรได้ถูกทำลายลงจนสิ้น มาร์วัลลัสในยามนี้จึงเปรียบเสมือนต้นไม้ผุซึ่งแม้เพียงสัมผัสก็หักโค่นลงได้

หัวหน้าโจรหันหน้าไปมองราชวังสีขาวสะอาดที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า รัศมีสีทองซึ่งเคยฉายแสงเจิดจรัสรอบอาคารมลายหายไปสิ้น

บัดนี้ราชฐานอันสูงส่งขององค์ราชินีมีย์อาร์ดูหมองหม่นทรุดโทรมจนไม่น่าเชื่อ ดาม่อนเดินตรงไปยังประตูวังที่สร้างจากทองสุกอร่ามจำหลักลวดลายอันวิจิตรที่ปิดสนิทอยู่ เพียงแค่เขายกมือขึ้นสัมผัสกับประตูนั้น ก็บังเกิดเสียงสะท้อนจนดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณ จากนั้นบานประตูหนาหนักทั้งสองก็พังครืนลงไปในบัดดล

เสียงฝีเท้าของผู้คนจำนวนมากวิ่งกรูกันมายังช่องประตูซึ่งบัดนี้กลายเป็นช่องเปิดโล่ง แสงสว่างวาบมองดูคล้ายลูกศรหลายสายพุ่งเข้าใส่ร่างของดาม่อน เสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้อง ธนูเวทเหล่านั้นแตกกระจายและสลายทันทีที่เข้าใกล้ร่างหัวหน้าโจรเพียงแค่ระยะห่างสามก้าว

เหล่าองครักษ์แห่งราชินีถึงกับถอยหลังออกไปด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเงาโปร่งสีดำไหวตัววูบวาบอยู่เบื้องหลังของดาม่อนแต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะร่ายเวทเพื่อจู่โจม คลื่นพลังที่รุนแรงจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ถาโถมเข้ากระแทกร่างทุกคนจนกระเด็นไปกระแทกกับผนังกำแพงวัง เสียงแตกของกระดูกดังราวกิ่งไม้หัก ร่างองครักษ์แห่งราชินีเลื่อนไหลครูดลงมากองกับพื้นแลดูคล้ายเศษผ้าเปื้อนเลือดจนโชกชุ่ม เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังออกมาจากเงาโปร่งสีดำนั้น

“เจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี่ ดาม่อน ข้าจะไปจัดการกับเจ้าจอมเวทหญิงนั่นเอง”

“ขอรับท่านจอมมาร” ดาม่อนรับคำสั่งอย่างนอบน้อม เงาสีดำไหววูบลอยขึ้นไปยังด้านบนของราชวังอย่างรวดเร็ว


*/*/*/*/*

เส้นทางขึ้นสู่ท้องพระโรงอันเป็นที่ประทับขององค์ราชินีแห่งมาร์วัลลัสนั้นแปลกประหลาดยิ่งนักเพราะไม่มีบันไดให้ก้าวเดินขึ้นไปยังชั้นบนดังเช่นราชวังอื่น ประตูทางเข้านั้นเชื่อมต่อกับใจกลางช่องว่างรูปครึ่งวงกลม ไม่มีระเบียงหรือพื้นผิวใดๆที่มนุษย์ธรรมดาสามารถยืนหรือเดินไปมาได้ เหล่าองครักษ์ของพระองค์ล้วนลอยตัวอยู่กลางอากาศปิดบังทางเข้าออกไว้อย่างแน่นหนา อาวุธที่เปี่ยมไปด้วยพลังเวทถูกกระชับในมือมั่นขณะสายตาทุกคู่จับจ้องมองเขม็งไปยังช่องว่างอันเป็นเส้นทางเดียวที่ขึ้นสู่ด้านบน

ทุกคนเบิกตากว้างอย่างตระหนกเมื่อเห็นเงาสีดำเลื่อนลอยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สายลมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันชั่วร้ายของจอมมารสร้างความกดดันในอากาศจนองครักษ์เวทบางคนไม่อาจสร้างม่านพลังต้านได้ โลหิตของพวกเขาไหลทะลักออกมาจากจมูกและปากหยดลงสู่พื้นราชวัง ร่างในชุดเกราะที่แลดูสง่างามของพวกเขาถึงกับสั่นสะท้านเมื่อเห็นเงาสีดำที่กำลังลอยอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าซีดน่าสะพรึงปรากฏขึ้นกลางม่านหมอกสีดำนั่น รอยยิ้มเหยียดหยันแสยะบนริมฝีปาก เสียงก้องกังวานดังขึ้น

“จงหลีกไปให้พ้น เจ้าพวกสวะ!”

อำนาจแห่งพลังเสียงนั้นสร้างคลื่นกระแทกรุนแรงมหาศาล มันเคลื่อนเข้าอัดร่างของเหล่าองครักษ์เวทจนร่วงหล่นลงไปยังเบื้องล่าง แม้มีหลายคนสามารถต้านพลังเสียงนั้นได้ แต่พวกเขาก็ถูกพลังที่แผ่ออกมาจากตัวของจอมมารบีบอัดจนร่างแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีไปโดยที่ยังมิทันได้อ้าปากร่ายเวทแม้เพียงสักคำ คอร์ฟคาคาร์สหัวเราะเสียงก้องอย่างสมใจ เขาเลื่อนเข้าไปหาบานประตูท้องพระโรงที่ปิดสนิทอยู่ด้วยสีหน้าลำพอง

เสียงเคลื่อนไหวหลังประตูบานนั้นเรียกรอยยิ้มอันเหื้ยมโหดออกมา เงาร่างสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศเริ่มเปล่งพลังแสงสีแดงเพลิงจนทั่วทั้งร่างลุกสว่างกลายเป็นลูกไฟ คลื่นพลังอัคคีจากกายของเขาวิ่งกระแทกเข้ากับบานประตูอย่างแรงจนสั่นสะเทือน แต่มิอาจทำลายมันลงได้เพราะพลังของเหล่าจอมเวทชั้นสูงที่ปกป้องคุ้มครององค์ราชินีภายในนั้นช่วยกันสร้างม่านอาคมป้องกันอย่างแข็งแรง

จอมปิศาจร้องคำรามออกมาด้วยความโกรธ เขายกแขนของตนขึ้นและยื่นออกไปข้างหน้า เสียงพร่ำมนตราต่ำระรัวเร็วสร้างคลื่นพลังงานอันมหาศาลขึ้น อากาศโดยรอบเคลื่อนไหวเป็นระลอกราวกับคลื่นน้ำจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันถาโถมเข้ากระแทกกับบานประตูอย่างรุนแรงถึงสามครั้ง เสียงระเบิดดังกึกก้องจนทั้งปราสาทสั่นทะเทือน รากฐานของราชวังถึงกับทรุดตัวลงและเกิดรอยแตกร้าว

บานประตูหนาหนักซึ่งเหล่าจอมเวทช่วยกันปกป้องก็พังทลายลงเป็นชิ้นๆ เสียงร้องอุทานอย่างตื่นตระหนกดังเซ็งแซ่

“คุ้มครององค์ราชินี อย่าให้เจ้าจอมมารชั่วนั้นเข้ามาทำร้ายพระองค์ได้!”

เสียงของเหล่าผู้คุ้มครองราชินีแห่งมาร์วัลลัสร้องขึ้น ผู้ทรงเวทในชุดเสื้อคลุมยาวสี่ห้าคนรีบยืนล้อมรอบกายขององค์มีย์อาร์อย่างรวดเร็วและตั้งท่าเตรียมรับการจู่โจม ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างอย่างหวาดกลัวเมื่อเห็นร่างสีดำทะมึนลอยเลื่อนเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ และหยุดตรงหน้าอย่างท้าทาย จอมเวทผู้หนึ่งเอ่ยตวาดด้วยเสียงอันดัง

“ที่นี่มิใช่ที่ที่ปิศาจเช่นเจ้าจะเข้ามาเดินเล่น จงกลับออกไปเสียก่อนที่พวกข้าจะปลิดชีวิตและส่งดวงวิญญาณของเจ้าลงไปยังขุมนรก!”

คอร์ฟคาคาร์สชายตามองดูจอมขมังเวทผู้นั้นด้วยหางตา แม้ดวงหน้าซีดของเขาจะชาเย็นไร้ความรู้สึก แต่ดวงตาแดงก่ำวาวโรจน์นั้นบ่งบอกถึงความพิโรธของจอมปิศาจที่มีต่อคำพูดประโยคเมื่อครู่ได้ดีที่สุด จอมมารเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและแสยะยิ้ม

“เจ้ากล่าวได้ถูกต้องที่สุด ที่นี่มิใช่ที่สำหรับการเดินเล่น แต่เป็นห้องเก็บศพของเจ้า!”

ร่างของจอมขมังเวทปากกล้าสั่นเทิ้มแทบจะทันทีที่คอร์ฟคาคาร์สกล่าวจบ เขาทรุดกายลงนั่งขณะที่แขนทั้งสองข้างกลับกางออกจนสุดหล้าราวกับถูกตรึง ดวงตาของจอมเวทผู้นั้นเหลือกลานด้วย ความหวาดกลัวและเจ็บปวด เขาอ้าปากคล้ายจะส่งเสียงร้องครางออกมาแต่ไม่อาจทำได้เนื่องจากลิ้นที่บวมจนคับ ร่างทั้งร่างโป่งพองออกทีละน้อย ดวงตาเบิกกว้างกลิ้งกลอกไปมาและปูดโปนถลน ดุจมีลมอัดออกมาจากกาย โลหิตแดงฉานไหลทะลักออกมาทุกทวารราวกับน้ำพุเลือด

จอมปิศาจมองดูภาพนั้นด้วยสีหน้าเบิกบานใจก่อนเลื่อนสายตาไปยังเหล่าผู้ทรงเวทที่เหลือ

“ใครคือผู้กล้ารายต่อไป!” เขากล่าวพร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังออกมาจากร่างของจอมเวทผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเพียงกองเศษซากเนื้อกระจัดกระจายไปทั่วห้อง กลิ่นเหม็นคาวน่าสะอิดสะเอียนตลบอบอวลชวนคลื่นไส้ เหล่าผู้ทรงเวทที่เหลือทำท่าเหมือนคนไม่สบายในขณะที่คอร์ฟคาคาร์สนั้นสูดลมหายใจเข้าด้วยท่าทางสดชื่น

“เจ้าคิดว่าการทำลายพวกข้าได้หนึ่งคนนั้นคือความเก่งกาจแล้วอย่างนั้นหรือ” จอมเวทในเสื้อคลุมสีฟ้าพูดขึ้น จอมปิศาจยิ้มอย่างน่ากลัวก่อนจะตอบ

“แล้วคิดว่าวาจากล้าเช่นนั้นจะทำให้เจ้ารอดหรือ” จอมมารยกแขนของเขาขึ้น แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงขององค์ราชินีมีย์อาร์ร้องห้าม

“จงหยุดโทสะของท่านก่อนเถิด คอร์ฟคาคาร์ส”

จอมปิศาจเลื่อนสายตาของเขามองตรงไปยังใจกลางกลุ่มของเหล่าจอมเวท พวกเขาพากันน้อมกายลงเมื่อองค์ราชินีของเขาทรงดำเนินออกมายืนเบื้องหน้าอย่างสง่า ดวงตาสีทองจับจ้องมองดูคอร์ฟคาคาร์สอย่างไม่กลัวเกรง หัตถ์ที่แสนงดงามยกขึ้นราวกับจะห้ามมิให้เหล่าจอมขมังเวทผู้ภักดีเอ่ยวาจาทักท้วงใดๆ

“ราชินีมีย์อาร์” จอมมารกล่าวทักอย่างยะโสขณะจ้องร่างงามเบื้องหน้าเขม็ง แม้จะปราศจากความหวั่นเกรง แต่คอร์ฟคาคาร์สกลับรู้สึกถึงความสั่นคลอนลึกๆภายในกายของตนจนตัวของเขาเองรู้สึกแปลกใจ

“ท่านอุตส่าห์มาเยือนเราจนถึงถิ่น ขออภัยที่มิได้ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ” องค์มีย์อาร์กล่าวด้วยพระสุรเสียงหวานแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

จอมปิศาจยิ้ม

“เพียงทหารสวะที่เจ้าส่งออกมาให้ข้าได้ฉีกแขนฉีกขาเล่น ก็สร้างความบันเทิงใจอย่างเหลือล้นแล้ว”

“เรายินดีที่ท่านชอบ” องค์ราชินีแห่งมาร์วัลลัสกล่าวตอบ “แต่ท่านคงมิได้มาพบกับเราด้วยเรื่องเล่นสนุกเพียงเท่านี้ใช่หรือไม่”

“ข้ามานี่เพื่อกำจัดจอมเวทอย่างพวกเจ้า” คอร์ฟคาคาร์สกล่าวตรงๆ ดวงตาส่งแสงวาววับเมื่อเห็นเหล่าองครักษ์เริ่มขยับตัว แต่องค์มีย์อาร์กลับยกหัตถ์ขึ้นห้าม

“เราไม่เคยมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจต่อกัน เหตุใดท่านจึงได้มีความประสงค์เช่นนั้น”

“เพราะข้าต้องการเช่นนั้น” จอมมารตอบเสียงห้วน และยกมือขึ้น “ข้าไม่ต้องการการเจรจาอีกต่อไปแล้ว จงดับสิ้นไปเสียเถิด ราชินีมีย์อาร์”

เปลวเพลิงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นพร้อมกับแสงสีทองอร่ามเจิดจ้าบาดตา เหล่าจอมเวทที่ยืนรายล้อมราชินีของพวกเขาถูกพลังอันเกิดจากแรงปะทะของสองอาคมจนกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง ส่วนคอร์ฟคาคาร์สนั้นเซถลาถอยหลังไปสองสามก้าวในขณะที่ราชินีแห่งมาร์วัลลัสนั้นยังคงยืนประทับนิ่งอยู่กับที่ มีเพียงดวงเนตรของพระนางเท่านั้นที่ฉายแสงแรงกล้าออกมา

“ไม่น่าเชื่อ เจ้ายังคงมีพลังหลงเหลืออยู่อีกหรือนี่” จอมมารกล่าวด้วยน้ำเสียงแปลกใจมากกว่าหวาดกลัว องค์มีย์อาร์ทรงยิ้มก่อนตรัสตอบ

“พลังของเรานั้นสูญไปตั้งแต่น้ำพุนิรันดร์แปรเปลี่ยน เวลานี้มีเพียงอำนาจแห่งองค์เทพเบื้องบนเท่านั้นที่คอยปกป้องคุ้มครองเรา ท่านจอมมาร”

คอร์ฟคาคาร์สคำรามลั่นอย่างขุ่นแค้นขณะยกมือของตนขึ้นอีกครั้ง พลังเพลิงอันเกิดจากโทสะและความชังพุ่งเข้าใส่ร่างในชุดสีขาวที่แสนงดงามของราชินีมีย์อาร์ ดังเช่นในครั้งแรก แสงสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นล้อมรอบกายของพระนางราวกับโล่ห์ มันสลายพลังเพลิงของจอมปิศาจจนแตกกระจาย บางส่วนของพลังยังสะท้อนกลับคืนไปยังเจ้าของจนจอมมารถึงกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว ความโกรธเกรี้ยวที่พลุ่งพล่านในหัวใจทวีความรุนแรงขึ้นจนใบหน้าซีดขาวแปรเปลี่ยนไปเป็นสีม่วงคล้ำ คอร์ฟคาคาร์สหันไปคว้าลำคอของจอมเวทคนหนึ่งซึ่งล้มอยู่ข้างๆและออกแรงบีบจนแหลกเละคามือโดยที่ผู้เคราะห์ร้ายนั้นยังไม่ทันได้อ้าปากร้องเพียงสักคำ เขาเหวี่ยงร่างนั้นทิ้งราวกับระบายอารมณ์

“ข้าจะคอยดูว่าพลังของเทพพวกนั้นจะปกป้องเจ้าไปได้สักแค่ไหน!”

สิ้นคำ คอร์ฟคาคาร์สยื่นมือของเขาออกไปข้างหน้า เสียงท่องเวททุ้มต่ำรัวเร็วดังขึ้น ใจกลางฝ่ามือของจอมมารพลันบังเกิดเปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้ม มันเต้นระริกราวกับมีชีวิต รอยยิ้มที่แสนเย็นชาฉาบบนมุมปากซีดเซียว

“ในเมื่อสังหารเจ้าไม่ได้ ข้าก็จะกักขังเจ้าเอาไว้ในเพลิงอัตตานี่แทน!”

เปลวไฟในฝ่ามือของจอมปิศาจเปล่งแสงเจิดจ้าและแตกออกเป็นสายเส้นเพลิงสีน้ำเงินเข้มโอบล้อมรอบกายขององค์ราชินีแห่งมาร์วัลลัส รัศมีสีทองแห่งทวยเทพทอประกายขึ้นอีกครั้ง แต่ในคราวนี้มันไม่สามารถทำลายเพลิงอัตตาลงไปได้ เนื่องจากพลังที่จอมมารสร้างขึ้นมิได้มีเจตนามุ่งหวังทำลายดังเช่นคราวแรก แสงสีทองจึงสลายหายไป เหลือเพียงอัคคีสีน้ำเงินซึ่งบัดนี้ขยายตัวออกกลายเป็นที่กักขังรูปทรงกลมโดยมีร่างอันแสนงดงามของราชินีมีย์อาร์ยืนอย่างสงบนิ่งอยู่ภายใน

เหล่าองครักษ์เวทที่ถูกพลังของจอมมารทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บนอนกลิ้งเกลื่อนกลาดโดยรอบองค์ราชินีของพวกเขาพยายามดันกายให้ลุกขึ้นพร้อมกับร้องเรียกเจ้าเหนือหัวของพวกตนอย่างตระหนก

“องค์มีย์อาร์!”

คอร์ฟคาคาร์สหันไปถลึงตาจ้องมององครักษ์เวทที่ส่งเสียงตะโกน ร่างของเขาลอยขึ้นไปอากาศอย่างรวดเร็ว แม้จะพยายามร่ายเวทเพื่อตอบโต้ แต่ด้วยพลังกายที่บาดเจ็บทำให้การรวบรวมจิตกระทำได้อย่างยากลำบาก เพียงแค่จอมมารแสยะยิ้มออกมา ร่างขององครักษ์ผู้เคราะห์ก็ถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับกำแพงวังอย่างแรง เขาร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเมื่อกระดูกและอวัยวะภายในถูกอัดทำลายจนแหลกเหลวก่อนจะสิ้นใจ

“น่าเสียดายที่คนของเจ้าแก่เกินไป เนื้อหนังของมันทั้งเหนียวและจืดชืดเสียจนข้ากลืนกินไม่ลง” จอมปิศาจกล่าวพลางยกมือขึ้นและแลบลิ้นเลียคราบเลือดที่ติดปลายนิ้วขณะสายตากวาดมองไปรอบๆอย่างดุร้าย

“แม้แต่โลหิตก็ยังหอมหวานสู้เลือดของทารกไม่ได้”

“เจ้าปิศาจชั่ว!” องครักษ์เวทอีกคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างเหลืออด ใบหน้าของคอร์ฟคาคาร์สกระตุกเล็กน้อยก่อนจะกล่าว

“นับเป็นคำชมจากพวกจอมเวทที่ข้ายินดีรับฟังอย่างเต็มใจ” จอมมารวาดมือออกไปข้างหน้าและกางเล็บออก เพลิงสีแดงสดพวยพุ่งเข้าใส่ร่างองครักษ์เวทผู้นั้นอย่างรวดเร็ว รัศมีสีทองสว่างขึ้นอีกครั้งมันปะทะกับพลังไฟของเขาจนแตกกระจาย คอร์ฟคาคาร์สขวมดคิ้วอย่างฉงนก่อนเลื่อนสายตาไปทางองค์มีย์อาร์ พระนางลดหัตถ์ลงพร้อมกับทรงตรัส

“เจ้ากักขังเราแล้ว ไยจึงคิดทำร้ายคนของเราอีก ท่านจอมปิศาจ”

“เพราะข้าไม่อยากเห็นอาณาจักรของเจ้ามีสิ่งมีชีวิตเหลือรอดเพียงสักคน มีย์อาร์” จอมมารตอบเสียงเหื้ยม ราชินีแห่งมาร์วัลลัสส่ายพระพักตร์อันงดงาม

“เห็นทีเราคงไม่อาจปล่อยให้ท่านสมปรารถนาได้” ทันทีที่สิ้นเสียงของพระนาง แสงสีทองเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง มันเจิดจรัสบาดตาเสียจนจอมปิศาจต้องยกมือของตนขึ้นป้องใบหน้า เสียงสายลมอื้ออึงพัดกรรโชกรุนแรงอยู่ภายนอกปราสาทดังเสียจนหูทั้งสองข้างไม่สามารถสดับสำเนียงอื่นได้

เมื่อลำแสงอ่อนกำลังลงจนสามารถมองสิ่งต่างๆรอบตัว คอร์ฟคาคาร์สจึงลดมือของตนเอง เขามองไปโดยรอบด้วยความรู้สึกแปลกใจที่ไม่พบร่างของจอมเวทใดๆนอกจากองค์มีย์อาร์ซึ่งยังคงประทับยืนอยู่ภายในเพลิงเวทอันเป็นที่กักขังเพียงผู้เดียว จอมมารร้องคำรามในลำคอก่อนเอ่ยถามเสียงต่ำ

“เจ้านำพวกมันไปซ่อนไว้ที่ใด มีย์อาร์!”

“เรามิได้เป็นผู้นำพวกเขาไป หากแต่เป็นเหล่าทวยเทพต่างหากที่ทรงเมตตานำทุกคนหลบลี้ภัยออกไปจากราชอาณาจักรแห่งนี้”

“เจ้าว่าทุกคนอย่างนั้นหรือ”

“ท่านฟังไม่ผิด คอร์ฟคาคาร์ส” ราชินีแห่งมาร์วัลลัสทรงตรัสตอบพลางประสานมือของพระองค์ไว้ด้านหน้าด้วยสีพระพักตร์สงบ ต่างจากใบหน้าของจอมปิศาจซึ่งขมืงตึงอย่างเกรี้ยวกราด

“ไม่ว่าพวกมันจะพาคนของเจ้าไปซ่อนไว้ที่ใด ข้าก็จะตามไปสังหารให้สิ้น แม้จะต้องบุกขึ้นไปถึงแผ่นดินของเหล่าทวยเทพที่เจ้านับถือ”

“ท่านคงไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น คอร์ฟคาคาร์ส” องค์มีย์อาร์ตรัสอย่างเยือกเย็นพร้อมกับยิ้ม “เพียงแค่สังหารเราท่านยังไม่อาจกระทำได้ แล้วยังคิดว่าจะสามารถขึ้นไปต่อกรกับเหล่าทวยเทพได้อีกหรือ”

“ข้าจะทำให้เจ้าได้ประจักษ์!” จอมมารพูดด้วยน้ำเสียงคำรามก่อนยื่นหน้าไปถลึงตาจ้องพระนางจนใกล้ “ข้าจะให้เจ้ายืนมองดูบริวารของข้าผลาญชีวิตทุกชีวิตบนโลกแห่งนี้ ข้าจะฉีกเนื้อสูบเลือดทารกกินอย่างสุขสำราญโดยที่เจ้าทำได้แต่เพียงยืนมองดูอยู่ภายในเพลิงเวทของข้า และไม่อาจมอบความช่วยเหลือใดๆกับเจ้าพวกต่ำช้าเหล่านั้นได้ มีย์อาร์!”

“มนุษย์เหล่านั้นจะดิ้นรนต่อต้านท่านจนถึงที่สุด” ราชินีแห่งอาณาจักรจอมเวทกล่าว จอมปิศาจเงยหน้าและส่งเสียงหัวเราะดังก้องทั่วท้องพระโรง

“มนุษย์!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหยามเหยียด “เจ้าพวกไร้ค่าชั้นต่ำเหล่านั้นรึจะหาญกล้ามาต่อต้านข้า พวกมันเหมาะกับการเป็นเครื่องเล่นและอาหารของข้ามากกว่า อย่าพูดจาให้ข้าต้องขันมากไปกว่านี้เลย มีย์อาร์”

ทันทีที่กล่าวจบ จอมปิศาจร้ายก็เปล่งวาจาออกมาด้วยภาษาและสำเนียงต่ำทุ้มกังวานสะท้อนก้องไปจนทั่วท้องพระโรง แรงอัดอากาศอันเกิดจากพลังเสียงนั้นทำให้ราชวังแห่งมาร์วัลลัสถึงกับสั่นสะเทือน เสียงแตกร้าวดังขึ้นโดยรอบ และเมื่อวาจาอันน่าขนลุกนั้นสิ้นสุดลง รอยยิ้มที่แสนน่าชังก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันน่ากลัว

“ข้าสั่งให้เหล่าบริวารของข้าทุกตัวสังหารสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่พวกมันพบ ทุกอาณาจักร ทุกดินแดน อีกไม่นานหรอกมีย์อาร์ จะมีเพียงข้าเท่านั้นที่ได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นพิภพแห่งนี้ โดยมีเจ้าเป็นเครื่องประดับแสนงดงามตั้งอยู่ที่ประตูทางเข้าปราสาทแห่งความตายของข้า จงยืดชีวิตอันเป็นนิรันดร์ของเจ้าให้ถึงวันนั้นเถิด ราชินีแห่งมาร์วัลลัส!”

จอมปิศาจหัวเราะเสียงหยามหยันอีกครั้งก่อนลอยตัวสูงขึ้นและจางหายไปอย่างรวดเร็ว ราชินีแห่งมาร์วัลลัสทรงถอนพระทัยก่อนมองออกไปด้านนอกหน้าต่างด้วยพระพักตร์ที่แสนเศร้าสลด

“ความลำพองใจของเจ้าจะยังคงอยู่ได้อีกไม่นานนัก จอมปิศาจ มนุษย์อาจจะไร้ค่าแต่ไม่อ่อนแอดังเช่นที่เจ้าคิด พวกเขาจะตามล่าสังหารเจ้าจนถึงที่สุด เจ้าจะสิ้นชีพลงด้วยน้ำมือของผู้ที่ถูกมองว่าไร้พิษภัย คอร์ฟคาคาร์ส”


*/*/*/*/*/*/*/*/*

วรรณยุกต์บางตัวอาจจะผิดนะคะเพราะถ้าตัดแยกคำมันจะกลายเป็นคำหยาบไปค่ะ

คอร์ฟคาคาร์ส





Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 8 มีนาคม 2554 9:29:31 น.
Counter : 262 Pageviews.

0 comment
1  2  

กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี