มันตราพันธนาการ บทที่ 9 น้ำใจสหาย
<9>

น้ำใจสหาย

เลเบนนั่งจ้องเซรัคซึ่งกำลังจัดเตรียมสัมภาระของเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะชำเลืองตาไปทางกิลกาเมชซึ่งกำลังยืนมองข้ามแม่น้ำไปยังอีกฝั่งด้วยสายตาครุ่นคิด ส่วนบาร์คกำลังกระโดดไล่จับปลาในแม่น้ำอย่างอย่างสนุกจนดูเหมือนลืมเรื่องขาที่บาดเจ็บ เด็กสาวถอนหายใจและเลื่อนกลับมามองที่ชายหนุ่มอีกครั้ง

“เจ้าจะไปจริงหรือ”

“ข้ามีธุระสำคัญ” เซรัคตอบพลางผูกปากถุงและรัดจนแน่น เขาเหวี่ยงมันขึ้นบ่าและยืนขึ้น

“ธุระของเจ้าคือการตามล่าเจ้าพ่อค้าเจ้าเล่ห์นั่นใช่หรือไม่”

“โรบาวห์เป็นหัวหน้าโจรไม่ใช่พ่อค้า” ชายหนุ่มตอบเสียงห้วน เขามองเลเบนแล้วระบายลมหายใจออกมา

“ขอโทษที่ฉุนเฉียวกับเจ้า แต่ข้ากำลังกังวลว่าจะตามเจ้าโจรถ่อยนั่นไปไม่ทัน”

“ข้าไปด้วยได้ไหม” เลเบนถามเสียงแผ่ว เซรัคสั่นหน้าและมองไปยังกิลกาเมช

“เจ้าควรไปกับพวกเขา” ชายหนุ่มพูด “เพราะอย่างน้อยการได้ร่วมเดินทางไปกับเอลฟ์ย่อมปลอดภัยกว่าท่องป่าไปกับคนเช่นข้า”

“แต่ข้าอยากไปกับเจ้า” เลเบนตอบอย่างดื้อรั้น “เจ้าช่วยชีวิตข้าเอาไว้ถึงสองครั้ง ข้าคงไม่สบายใจแน่หากไม่ได้ทำสิ่งใดตอบแทนคุณ”

“ถ้าเช่นนั้นก็จงละความคิดที่จะไปกับข้าแล้วร่วมเดินทางไปกับพวกเขา” เซรัคกล่าว “หากทำเช่นนั้นข้าจะนับว่าหมดบุญคุณต่อกัน”

“แต่.......” เลเบนทำท่าจะแย้งแต่เซรัคกลับหมุนตัวเดินไปหากิลกาเมชซึ่งกำลังหันมามองเขาเช่นเดียวกัน

“เจ้าจะไม่ไปกับพวกเราหรือ”

“ข้ามีเรื่องที่จะต้องสะสาง” เซรัคกล่าวพร้อมกับหันไปทางบาร์คซึ่งกำลังสะบัดขนทั้งที่มีปลาตัวใหญ่คาบคาไว้ในปาก “ลาก่อนบาร์ค”

“ขอให้เจ้าโชคดี” บาร์คโยนปลาลงพื้นก่อนคำรามตอบ “และหวังว่าคงไม่เดินย้อนกลับหาพวกเราอีกครั้ง”

เซรัคและกิลกาเมชมองดูหมาป่าสีเทาซึ่งก้มหน้าก้มตากินอาหารที่มันหามาอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความรู้สึกแปลกใจแต่ทั้งคู่ก็มิได้เอ่ยคำถามใดออกมา เซรัคกระตุกยิ้มเล็กน้อย

“ข้าฝากเลเบนด้วย”

“ข้ายินดี” เอลฟ์หนุ่มตอบ “ขอให้เจ้าเดินทางโดยสวัสดิภาพ และบรรลุในสิ่งที่ตั้งใจ”

เซรัคก้มศีรษะลงรับคำของแม่ทัพแห่งเอลฟ์ไพร เขาหันไปมองเลเบนอีกครั้ง เด็กสาวเม้มปากแน่นและแสร้งเมินมองไปด้านอื่น ชายหนุ่มเดินไปตบบ่าเขาก่อนจะเดินหายเข้าไปในป่า เลเบนรีบลุกขึ้นทันที

“อย่าตามเซรัคไปเลยเลเบน” เสียงกิลกาเมชดังขัดขึ้น “เจ้าอาจจะนำภัยไปสู่ตัวเขาด้วย”

“ข้าน่ะหรือจะนำภัยไปหาเขา” เลเบนหันมากล่าว “ภัยอะไรกัน”

“ภัยจากสิ่งที่เจ้าเก็บเอาไว้ในเสื้อ” เอลฟ์หนุ่มชี้มือไปที่เด็กสาว “เจ้าคือกุญแจมนุษย์”

“เจ้าพูดเรื่องอะไร” เลเบนยกมือขึ้นกุมเสื้อของตนขณะที่สายตาจ้องกิลกาเมชอย่างระแวง “แล้วกุญแจมนุษย์ที่ว่ามันหมายความว่ายังไง”

“มันคือสิ่งที่เทพมารโลกิต้องการจะนำกลับไปปลดปล่อยตัวเองให้หลุดจากการจองจำ” กิลกาเมชตอบ อีกฝ่ายขมวดคิ้ว

“โลกิ การจองจำ นี่เจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่”

“กิลกาเมชกำลังบอกว่าเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของกุญแจเลือด สิ่งสำคัญที่สามารถปลดปล่อยโลกิออกจากพันธนาการของเทพธอร์”

บาร์คพูดขึ้น เลเบนมองทั้งคู่สลับกันไปมาก่อนจะขยับถอยหนีด้วยความระแวง

“ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร”

“เล่าเรื่องของเจ้าให้เขาฟังหน่อยสิกิลกาเมช” หมาป่าพูดเสียงเรียบ เลเบนเลื่อนสายตาไปทางแม่ทัพไพรและจ้องนิ่ง อีกฝ่ายนิ่วหน้าและถอนใจออกมาเบาๆ

“มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน ด้วยเล่ห์ของโลกิทำให้เทพองค์ถึงต้องตายโอดินจึงมีคำสั่งให้ประหารแต่เขาหนีมายังโลกมนุษย์และคงจะตรงไปที่นรกเพื่อหลบซ่อน ด้วยความช่วยเหลือของชาวเอล์ฟเทพธอร์จึงตามมาได้ทันแต่ด้วยอำนาจบางอย่างทำให้ไม่สามารถสังหารโลกิได้ พระองค์จึงพันธนาการเขาเอาไว้ในถ้ำและสร้างมันตราขึ้นมาควบคุม”

“เท่าที่ฟังดูเทพโลกิก็ไม่น่าจะหนีออกมาจากที่คุมขังนั่นได้”

เลบนพูดขึ้น กิลกาเมชส่ายหน้า

“ไม่มีอะไรอยู่คงทน ข้าคิดว่าด้วยกาลเวลาที่ผ่านไปนับศตวรรษอำนาจของมันตราอาจจะเสื่อมถอยลง โลกิจึงมีพลังฟื้นคืนขึ้นจนสามารถสร้างร่างจำแลงออกมาได้”

“แค่ร่างจำแลงเท่านั้นหรอกหรือ งั้นก็คงไม่มีพลังเท่าตัวจริง แบบนี้พวกเจ้าก็น่าจะทำลายได้”
“ตรงกันข้าม ร่างจำแลงนั้นมีพลังขนาดที่สามารถทำลายนครของข้าจนพินาศไปในพริบตา” กิลกาเมชกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ตอนนั้นเองที่เทพธอร์ได้บอกถึงเรื่องราวของกุญแจเลือดทั้งห้าและสั่งให้ข้ามาคอยคุ้มครอง”

คำพูดของแม่ทัพแห่งไพรทำให้เลเบนอึ้งไปชั่วขณะ นางเลื่อนมือไปกุมมันตราในเสื้อก่อนจะพูดเบาๆ

“แต่ข้าไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน จี้นี่ก็ได้มาด้วยความบังเอิญ”

“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เจ้าคือผู้ถูกเลือกต่างหาก” กิลกาเมชพูดเสียงเรียบและจ้องเด็กสาวนิ่ง นางเม้มปากแน่นก่อนจะเบิกตากว้าง

“หากโลกิต้องการตัวข้าและจี้ประหลาดนี่ เขาคงจะไปที่หมู่บ้าน” เด็กสาวพูดด้วยความตกใจและรีบหมุนตัวคล้ายจะออกวิ่งแต่บาร์คกระโดดเข้ามาขวาง

“ป่านนี้หมู่บ้านของเจ้าคงไม่เหลือแล้วเลเบน” เจ้าหมาป่ากล่าว เด็กสาวจ้องหน้ามันเขม็ง

“เจ้าหมายความว่ายังไง” นางหันไปมองกิลกาเมชซึ่งมีสีหน้าสลด

“โลกิคงเข้าไปค้นหาเจ้าและทำลายที่นั่นจนพินาศเมื่อเขาไม่พบของที่ต้องการ”

เลเบนยืนนิ่ง นางกำมือแน่น

“เจ้ากำลังจะบอกว่าพวกพ้องของข้าถูกฆ่าตายหมดแล้วอย่างนั้นหรือ” เด็กสาวถามเสียงสั่น นางดึงจี้มันตราออกมาจากอกเสื้อแล้วจ้องมันนิ่ง

“ทุกอย่างเป็นเพราะของสิ่งนี้ หากข้าไม่บังเอิญเก็บมันขึ้นมา ทุกคนก็คงไม่ตาย”

มือของเลเบนสั่นระริก เด็กสาวหลั่งน้ำตาร่ำไห้และกำจี้สีเงินแน่น กิลกาเมชกับบาร์คมองเธอด้วยความสงสารและเห็นใจ แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องอุทานขึ้นพร้อมกันเมื่อเลเบนขว้างจี้มันตราลงไปในแม่น้ำ

“เจ้าทำอะไรน่ะ!” เอลฟ์หนุ่มถามเสียงดัง เด็กสาวหันมามองเขา

“ข้ากำจัดต้นเหตุแห่งหายนะทิ้ง ถ้าไม่มีสิ่งนั้นข้าจะได้กลับไปอาศัยที่หมู่บ้านได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครหรืออะไรมาตามล่าอีกต่อไป”

“ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าไม่ใช่หรือว่าหมู่บ้านนั่นถูกทำลายไปหมดแล้ว”

“ถึงจะถูกทำลายไปแล้วข้าก็จะกลับไป” เลเบนตอบเสียงห้วน “ข้าจะกลับไปที่นั่นและเฝ้าสุสานของแม่แม้ว่าจะต้องอยู่เพียงคนเดียวก็ตาม”

“ข้าเกรงว่าเจ้าคงไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เลเบน” บาร์คเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมผิดไปจากเดิม เด็กสาวมองเจ้าหมาป่าตัวใหญ่ด้วยความสงสัย แต่สายตาของอีกฝ่ายกลับมองจ้องตรงไปยังแม่น้ำ เลเบนและกิลกาเมชจึงมองตามพร้อมกับเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ

ท่ามกลางแสงสะท้อนอันระยิบระยับจากผิวน้ำ จี้สีเงินลอยค้างนิ่งอยู่กลางอากาศ ตัวอักษรประหลาดซึ่งถูกจารึกเอาไว้ทอประกายเรืองรองออกมา มันตราหมุนวนรอบตัวเองและลอยละลิ่วกลับไปหาเลเบนอีกครั้ง เด็กสาวจ้องจี้เงินซึ่งลอยอยู่ตรงหน้าเขม็งก่อนตัดสินใจเอื้อมมือออกไปคว้ามาถือเอาไว้ เสียงบาร์คคำรามอย่างแผ่วเบา

“ชะตากรรมของเจ้าได้เปลี่ยนไปแล้วเลเบน ไม่ว่าจะเจ้าจะยอมรับมันได้หรือไม่ แต่เจ้าคือหนึ่งในกุญแจเลือดที่โลกิต้องการเช่นเดียวกันกับกิลกาเมชและข้า”

เลเบนกำวัตถุสีเงินในมือจนแน่น นางหันไปมองกิลกาเมชพร้อมกับเอ่ยถาม

“เจ้าก็เป็นผู้ถูกเลือกด้วยอย่างงั้นหรือ”

เอลฟ์หนุ่มแกะปลอกรัดข้อมือข้างขวาของเขาและยื่นให้เลเบนดู อักขระตัวเดียวกันกับอักษรบนจี้สีเงินตราประทับอยู่บนข้อมือของเขา แม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นกล่าวเสียงเบา

“มันเกิดขึ้นหลังจากที่ข้าถูกโลกิทำร้ายปางตาย” เขาสวมปลอกรัดและมัดมันเอาไว้อย่างเดิม “เมื่อเทพธอร์ทำการรักษาข้าจนหายและสั่งให้ออกเดินทางมายังแผ่นดินมนุษย์ ข้าจึงรู้ว่าตนเองคือผู้ถูกเลือกเช่นเดียวกัน”

“แล้วเจ้าล่ะบาร์ค” เลเบนหันไปทางบาร์ค อีกฝ่ายยกขาขึ้นเกาลำตัว

“ข้าไม่รู้” เจ้าหมาป่าตอบ มันอ้าปากหาวพร้อมกับสะบัดหู “ข้าตามเขามาเพราะต้องการแก้แค้นให้น้องชายที่ถูกเจ้าเทพมารนั่นฆ่า ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางมิให้โลกิหลุดออกจากการจองจำ”

“ข้าไม่เข้าใจ” เลเบนมองกิลกาเมช “เหตุใดข้าซึ่งเป็นเพียงมนุษย์จึงถูกเลือกให้เป็นกุญแจแห่งมันตรา”

“เพราะคำสาปของเทพธอร์ที่ทรงตราไว้บนตรวนจองจำของโลกิ” เอลฟ์หนุ่มตอบ “นั่นก็คือ
ลมหายใจของเอลฟ์ หยาดเลือดของมนุษย์ ความตายของเทพ วิญญาณของยักษ์ และมนตร์จากโอษฐ์ของผู้ไร้ชีวิต หากนำสิ่งเหล่านี้มารวมกัน เทพมารก็จะหลุดออกจากพันธนาการ”

“หากลมหายใจของเอลฟ์คือเจ้า หยาดเลือดของมนุษย์คือข้า แล้วความตายของเทพ
วิญญาณของยักษ์กับมนตร์จากโอษฐ์ของผู้ไร้ชีวิตคืออะไร”

“ข้าเองก็ไม่รู้” แม่ทัพหนุ่มตอบ “แต่องค์เทพได้ตรัสว่าข้าจะพบสิ่งเหล่านั้นระหว่างการเดินทางไปยังไมเมียร์ เกาะนิรันดรซึ่งเคลื่อนที่อยู่ในทะเลเนเบล ที่นั่นโลกิจะไม่สามารถตามไปรังควานพวกเราได้”

“แล้วเจ้ารู้จักทางไปทะเลที่ว่านี้หรือ”

“ข้ารู้” บาร์คตอบ “ข้าเคยเจอเกาะและทะเลที่ว่านั่นครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว”

“ถ้าเช่นนั้นข้าคงไม่มีทางเลือก นอกจากร่วมเดินทางไปกับพวกเจ้า” เลเบนถอนหายใจก่อนจะเก็บจี้มันตรากลับเข้าไปในเสื้อ บาร์คมองหน้านาง

“ข้าดีใจที่เจ้าตัดสินใจเช่นนั้น แต่...” เจ้าหมาป่าหยุดคำพูดค้างพลางเลื่อนสายตามองไปยังแม่น้ำกว้างตรงหน้า “ทางไปไมเมียร์อยู่อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำนี่ พวกเราจะข้ามไปได้อย่างไรกัน”

“คงต้องต่อแพ” กิลกาเมชตอบด้วยสีหน้าหนักใจ เลเบนมองเอลฟ์หนุ่มซึ่งกำลังตีหน้าบ่งบอกถึงความกังวล นางยิ้มอย่างรู้ทัน

“ดูเหมือนเจ้าอยากจะพูดว่า แต่ข้าทำไม่เป็น”

“ก็ทำนองนั้น” เอลฟ์หนุ่มกล่าวเสียงเบาแต่ยังคงรักษาท่าทางของตัวเองเอาไว้ บาร์คถึงกลับปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น มันเหยียดตัวลงนอนบนพื้นกรวด

“เหลือเชื่อ” เจ้าหมาป่าพูดทั้งที่ยังคงหัวเราะ “แม่ทัพเอลฟ์ผู้เกรียงไกร ซ้ำยังเก่งกาจชาญฉลาดไปเสียทุกสิ่งกลับไม่รู้วิธีการต่อแพข้ามแม่น้ำ”

“นครที่พวกข้าอยู่อาจจะมีทะเลสาบ และหากจำเป็นพวกเราก็มีนาวากรเป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะ ไม่จำเป็นที่นักรบเช่นข้าต้องลงมือกระทำ”

“พูดให้สั้นก็คือเจ้าไม่มีความรู้ในด้านการต่อเรือหรือแพ” บาร์คกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังคล้ายการยั่วเย้า มันพลิกตัวให้อยู่ในท่านั่งแล้วโบกหางสองสามครั้ง

“แล้วเจ้าเล่าเลเบน เจ้าต่อแพเป็นหรือไม่”

“ข้าพอจะรู้วิธี แต่ไม่แน่ใจในการผูกเงื่อนรัดท่อนไม้” เด็กสาวตอบด้วยสีหน้าครุ่นคิด “แต่ข้ามั่นใจว่าเซรัคน่าจะทำได้”

“แต่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่” กิลกาเมชกล่าว “เราต้องลงมือสร้างด้วยตนเอง เลเบน เจ้าจงบอกวิธีมาส่วนข้าจะเป็นผู้ลงมือมัดไม้เหล่านั้นเอง”

“ให้ข้าช่วยได้นะ” เด็กสาวกล่าวแต่เอลฟ์แห่งเออร์ไอเด็นกลับสั่นศีรษะ

“เรี่ยวแรงของเจ้าคงมีไม่พอจะผูกรัดเงื่อน” เขาเหลียวมองต้นไม้ซึ่งขึ้นอยู่รอบบริเวณนั้นพร้อมกับถอนใจ “ข้าไม่อยากตัดโค่นต้นไม้เหล่านั้นเลย”

กิลกาเมชบ่นพึมพำก่อนจะก้าวเข้าไปในป่าโดยมีบาร์คและเลเบนเดินตามหลัง เด็กสาวมองต้นไม้แต่ละต้นอย่างพิจารณาคล้ายกำลังคัดเลือกท่ามกลางสีหน้าซึ่งแสดงความอึดอัดใจของแม่ทัพแห่งไพร
บาร์คมองกิริยาของเอลฟ์หนุ่มอยู่ชั่วครู่จึงพูดเบาๆ

“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ค่อยชอบการตัดไม้เท่าใดนัก”

“พวกเราชาวเอลฟ์ถือว่าต้นไม้คือหัวใจแห่งธรรมชาติ พวกเขาเป็นลมหายใจของทุกสิ่ง การตัดหรือทำลายแม้เพียงกิ่งก้านนั้นเปรียบเสมือนกับการสังหารตัวเราเอง”

“ข้าเคยเข้าไปในเออร์ไอเด็นและเห็นสิ่งปลูกสร้างที่ทำจากไม้” เจ้าหมาป่าเชิดหัวของมันขึ้นและสูดลมหายใจ “ถ้าไม่ใช่เพราะการตัดแล้วพวกเจ้าจะนำของพวกนั้นมาใช้ได้อย่างไร”

“ธรรมชาติมักจะมอบสิ่งที่ดีให้กับเราเสมอ หากเรารู้จักรอและเลือกวิธีการใช้อย่างมีสติ”

กิลกาเมชกล่าว เขามองเลเบนซึ่งยืนจ้องต้นไม้ขนาดกลางต้นหนึ่ง “ในป่ามีไม้ล้มมากมายให้พวกเราเลือก เพียงแต่ต้องขยันเดินหากันสักนิด”

“ฟังดูเหมือนพวกเจ้าชอบรอคอยมากกว่ากระทำ” น้ำเสียงของบาร์คแฝงการติเตียนเล็กน้อย เอลฟ์แห่งนครไพรมองเขา

“สำหรับผู้ที่ต้องหาอาหารกินเองเช่นเจ้าอาจจะมีความคิดเช่นนั้น แต่ชนซึ่งได้รับพรมาจากทวยเทพอย่างพวกเราแทบไม่จำเป็นต้องลงมือกระทำการใดนอกจากการป้องกัน”

“พูดง่ายๆก็คือสัตว์ล่าเนื้ออย่างข้าต้องดิ้นรนหากินด้วยตนเองในขณะที่พวกเจ้าดำรงได้ด้วยพืชพรรณเพียงเล็กน้อยที่ได้รับมาจากธรรมชาติ” เจ้าหมาป่าพ่นลมหายใจ “ช่างเฉื่อยชากันเสียจริง”

“อย่างน้อยพวกข้าก็ออกเสาะหาซากไม้ด้วยตัวเอง” กิลกาเมชดึงดาบออกจากฝักเมื่อเห็นเด็กสาวทำสัญญาณว่าตกลงเลือกไม้ต้นนั้น บาร์คทำหูตั้ง

“นั่นเจ้าจะทำอะไร”

“อย่างที่เห็น” เอลฟ์หนุ่มตอบ “ตัดต้นไม้”

“ด้วยดาบนี่น่ะรึ” เจ้าหมาป่าทวนคำเสียงสูง แม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นมองอาวุธในมือ

“แล้วในตอนนี้เจ้ามีสิ่งอื่นที่สามารถตัดไม้ต้นนี่ได้หรือ” เขาย้อนถาม หูของบาร์คลู่ไปทางด้านหลัง มันเหยียดขาออกและนอนลง

“จะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ใจของเจ้าเถิด” มันพูดพึมพำ กิลกาเมชมองสหายสี่ขาของตัวเองก่อนจะหันไปทางเลเบน

“เจ้าไปยืนทางด้านนั้นจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วอาจได้รับอันตรายเมื่อไม้นี้โค่นล้มลง”

เลเบนถอยออกไปยืนอีกด้านตามคำของเอลฟ์หนุ่มและมองเขาเงื้อดาบในมือขึ้นราวต้องการฟันต้นไม้นั้นให้ขาดในครั้งเดียว ฉับพลันนั้นเองก็บังเกิดกระแสลมอันรุนแรงพุ่งออกมาจากป่า กิลกาเมชหยุดชะงักในขณะที่บาร์คลุกพรวดขึ้น มันจ้องลมหมุนซึ่งกำลังหมุนเป็นวงอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ

“นี่มันอะไรกัน” เลเบนร้องถามในขณะที่กิลกาเมชก้าวเข้าไปหาบาร์คด้วยความเป็นห่วง เขาจ้องลมหมุนนั้นเขม็งและเบิกตากว้างเมื่อได้ยินเสียงขู่คำรามอย่างแผ่วเบาดังออกมาจากเกลียววายุ

“มีวิญญาณของอะไรบางอย่างอยู่ในลมนั่น” เอลฟ์หนุ่มร้องขึ้น “ถอยออกห่างจากมันเร็ว บาร์ค!”

เจ้าหมาป่ารีบกระโดดหลบออกไปอีกด้านตามคำเตือนของแม่ทัพแห่งไพร แต่ลมหมุนนั้นกลับเคลื่อนที่ตามมันไปติดๆ บาร์ควิ่งวนไปโดยรอบพร้อมกับเห่ากรรโชก กิลกาเมชรีบวิ่งเข้าไปช่วยมันทันทีด้วยความเป็นห่วง

“อย่าเข้ามา!” บาร์คร้องห้ามและกระโดดหลบเกลียววายุไปด้านข้าง “ลมนี่มีวิญญาณแค้นของสัตว์ป่า มันต้องการตัวข้ามากกว่าเจ้า”

“ทำไม”

“ข้าไม่รู้” เจ้าหมาป่ากลิ้งตัวหลบลมหมุนขณะตอบ “แต่สิ่งที่จมูกข้ารับได้ก็คือ ในลมนี่มีกลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงผสมกับกลิ่นอันน่าชังของโลกิ”

“ถ้าอย่างนั้นจงรีบถอยออกมาบาร์ค” กิลกาเมชกล่าว เขารีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อนพร้อมกับเงื้อดาบตัดสายลม มันลอยหนีขึ้นไปอยู่เหนือยอดไม้และหมุนกลับลงมากระแทกร่างของเอลฟ์หนุ่มจนกระเด็นไปอีกด้าน บาร์คคำรามลั่น

“ข้าอยู่ทางนี้ต่างหากเจ้าลมโง่!”

เกลียวหมุนหันเหเปลี่ยนทิศ มันพุ่งเข้าหาบาร์คซึ่งตั้งท่ารออยู่ กิลกาเมชรีบลุกขึ้นและทันเห็นลมหมุนนั้นกำลังสลายตัวหายเข้าไปในร่างของหมาป่าสีเทา บาร์คยืนโงนเงนไปมาและทรุดล้มลงท่ามกลางเสียงร้องด้วยความตระหนกของแม่ทัพไพร

“บาร์ค!”


*/*/*/*/*


สายลมซึ่งพัดเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหันทำให้เซรัคต้องชะงักขาที่กำลังก้าวข้ามขอนไม้ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองยอดไม้ที่พัดไหวโอนเอนไปมาก่อนจะหันกลับไปมองทิศทางที่เพิ่งเดินจากมา เขาก้มลงกำเศษใบไม้จากพื้นขึ้นมาโปรยและนิ่วหน้าเพราะแทนที่จะเห็นใบไม้แห้งเหล่านั้นปลิวร่วงหล่นไปตามสายลมมันกลับลอยหมุนวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลอยสูงขึ้นและปลิวหายไป

“แปลกทำไมวันนี้สายลมถึงเปลี่ยนทิศไปมาอย่างรุนแรงนักซ้ำมวลอากาศยังหนักอึ้งและเต็มไปด้วยกลิ่นแห่งความโกรธเกรี้ยว”

ความคิดหนึ่งไหลวูบเข้าไปในสมอง เซรัคหันกลับไปมองยังทิศทางที่แยกจากพวกกิลกาเมชอีกครั้งด้วยความสังหรณ์ใจ

“หรือนี่เป็นอำนาจของโลกิ” เขากำมือแน่นในใจเต็มไปด้วยความสับสนทั้งเป็นห่วงในความปลอดภัยของกิลกาเมชและกังวลในภาระของตน เซรัคหันหน้ามองเข้าไปในป่าทึบที่เขาคิดว่าโรบาวห์จะใช้เป็นที่ซ่อนตัว ชายหนุ่มยินนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจหันกลับไปยังแม่น้ำที่เพิ่งจากมาอีกครั้งพร้อมกับคำรามเบาๆ

“ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้รอดตัวไปได้อีกวัน โรบาวห์”

เขาเดินกลับไปหาพวกของกิลกาเมชอย่างรวดเร็ว ความวิตกกังวลผนวกกับลางสังหรณ์ซึ่งรบกวนอยู่ในจิตใจอย่างรุนแรงทำให้เซรัคต้องเร่งฝีเท้าให้ก้าวเร็วขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นวิ่ง เสียงร้องอุทานด้วยความตระหนกของเลเบนกับเสียงขู่คำรามของหมาป่าที่ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มพุ่งตัวเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว ทันทีที่พ้นจากแนวป่า เขาต้องยืนตกตะลึงเมื่อพบว่าบาร์คกำลังไล่ขย้ำเลเบนอย่างดุร้าย เขาถลันออกไปคว้าร่่างของเด็กสาวให้พ้นจากคมเขี้ยวอย่างเฉียดฉิว เซรัคหันไปมองเจ้าหมาป่าที่กำลังยืนแยกเขี้ยวคำรามด้วยความโกรธอย่างงงัน

“เกิดอะไรขึ้นกับบาร์ค” เขาถามเลเบนด้วยความแปลกใจ เด็กสาวส่ายหน้า

“ข้าเองก็ไม่รู้ ตอนที่พวกเรากำลังจะตัดต้นไม้เพื่อนำไปต่อเป็นแพข้ามแม่น้ำจู่ๆก็มีลมหมุนพุ่งออกมาจากป่าทางด้านนั้น มันหายเข้าไปในตัวบาร์คแล้วเขาก็คลุ้มคลั่งไล่ทำร้ายพวกเรา”

“ทำร้ายพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ” เซรัคทวนคำและกวาดตามองหากิลกาเมช ชายหนุ่มเบิกตา
กว้างเมื่อพบว่าแม่ทัพเอล์ฟกำลังนอนจมกองเลือดไม่ห่างไปจากที่เขายืนเท่าใดนัก เขาคลายมือจากเลเบนพร้อมกับร้องเรียก

“กิลกาเมช!”

เซรัคขยับตัวเพื่อจะเข้าไปช่วยเอลฟ์หนุ่มแต่เสียงขู่ของบาร์คทำให้เขาต้องชะงัก

“บาร์ค” ชายหนุ่มเรียกเสียงหนัก “เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ”

เสียงคำรามในลำคอดังตอบกลับมา บาร์คแยกเขี้ยวปล่อยให้น้ำลายไหลยืดย้อยหยดลงบนดิน ไอสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาส่งกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้ง เซรัคขบกรามแน่นด้วยความลำบากใจ

“ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้านะบาร์ค” เขาพูดพลางดึงดาบออกมาจากเอว เจ้าหมาป่าจ้องการกระทำของเขาด้วยดวงตาสีแดงก่ำราวกับเลือด มันขยับตัวและกระโจนเข้าใส่ชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว เซรัคเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับใช้สันดาบฟันเข้าที่สีข้างของมัน บาร์คร้องเสียงหลงก่อนจะล้มกลิ้งไปอีกด้านและพลิกตัวลุกยืนขึ้นอย่างว่องไว

“เจ้าเป็นอะไรไปน่ะบาร์ค” เซรัคถามเสียงดัง

“เขาถูกสิง” เสียงกิลกาเมชพูดขณะใช้ดาบยันกายลุกขึ้น เซรัคมองต้นแขนซึ่งมีบาดแผลจากรอยกัดของหมาป่า

“เจ้าถูกบาร์คกัด”

“แค่คมเขี้ยวเฉี่ยวผ่านไปเท่านั้น” แม่ทัพแห่งไพรกล่าวทั้งที่สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “หากบาร์คต้องการกัดข้าจริงๆน่าจะเล็งมาที่ลำคอมากกว่า”

“เขาถูกอะไรสิง” ชายหนุ่มถามพลางขยับดาบในมือหมายและกวัดแกว่งไปมาเพื่อข่มขู่เจ้าหมาป่ามากกว่าต้องการสังหาร บาร์คแยกเขี้ยงคำรามและกระโจนเข้าใส่เขาทันที

“ให้ตายเถอะ” เซรัคร้องพลางเบี่ยงตัวหลบและใช้กำปั้นเหวี่ยงเข้าใส่ลำตัวของเจ้าหมาป่าอย่างแรงจนกระเด็น เขาหันไปทางกิลกาเมชที่ขยับหนีไปอีกด้าน

“ข้าถามว่าเขาถูกอะไรสิง”

“ข้าไม่รู้” แม่ทัพไพรตอบทั้งที่ดวงตายังจับจ้องอยู่ที่บาร์ค “แต่เท่าที่รู้บาร์คยังไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจของสิ่งนั้นโดยสมบูรณ์ จิตสำนึกของเขายังคงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ”

“จิตสำนึกของบาร์คยังอยู่หรือ” เซรัคทวนคำขณะหมุนตัวหลบหมาป่าอีกครั้งพร้อมกับทำท่าจะเตะมันแต่กลับชะงักค้างและเปลี่ยนเป็นกระโดดถอยหนีแทน “เจ้ารู้ได้ยังไง”

“มีหลายครั้งที่บาร์คสามารถฆ่าข้าได้แต่เขาไม่ทำ” กิลกาเมชตอบ “เราต้องทำให้เขารู้สึกตัว”

“ยังไง”

“ข้ากำลังหาวิธีอยู่” แม่ทัพแห่งนครไพรตอบ เซรัคมองต้นแขนของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้ว

“เจ้าคงจะถูกเขาฉีกเป็นชิ้นก่อนดึงความทรงจำกลับมาได้สำเร็จ” เขาหันไปทางหมาป่าซึ่งกำลังก้มหัวของมันลงต่ำ ดวงตาเหลือบมองมายังคนทั้งสองอย่างระแวงก่อนตวัดไปที่เลเบนซึ่งยืนหน้าซีดอยู่อีกด้าน

“กุญแจเลือด”

เสียงคำรามแผ่วต่ำหลุดลอดออกมาจากปาก ทั้งกิลกาเมชและเซรัคถึงกับยืนนิ่งด้วยความตกใจ เอล์ฟหนุ่มหลุดปากอุทาน

“นั่นเป็นเสียงของโลกิ”

“หมายความว่าบาร์คกำลังถูกโลกิสิงอย่างนั้นหรือ”

เซรัคถามแต่เสียงร้องของเลเบนทำให้ทั้งคู่ต้องยุติการสนทนา ชายหนุ่มวิ่งเข้าไปหาเด็กสาวพร้อมกับดึงแขนของนางให้พ้นจากคมเขี้ยวของบาร์คในขณะที่กิลกาเมชกระโดดเข้าไปคว้าลำคอของมันและกอดเอาไว้แน่น เจ้าหมาป่าร้องคำรามอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมกับสะบัดตัวอย่างแรง

“บาร์ค” กิลกาเมชร้องเรียกชื่อของหมาป่าผู้ที่เขาถือว่าเป็นสหาย “หยุดเดี๋ยวนี้นะบาร์ค”

เจ้าหมาป่ากระโจนขึ้นไปในอากาศและทิ้งตัวลงมาหมายให้แม่ทัพเอล์ฟกระเด็นหลุดออกจากร่าง แต่กิลกาเมชกลับกอดมันเอาไว้แน่นกว่าเดิม

“ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะลืมพวกเรา” เขากระซิบข้างใบหูของเจ้าหมาป่า “นึกให้ออกสิว่าพวกเราเป็นใคร”

บาร์คโค้งลำตัวจนโก่งและสะบัดหลังของมันอย่างแรงจนร่างของแม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นเลื่อนไหลลงมาด้านหน้า เจ้าหมาป่าหันกลับไปกัดไหล่ของกิลกาเมชเอาไว้แน่นและออกแรงกระชากจนเขาหลุดจากหลังก่อนจะเหวี่ยงไปที่ต้นไม้ ร่างในชุดเกราะกระแทกลำต้นอย่างแรงจนหักโค่น เซรัคกับเลเบนร้องเรียกเขาด้วยความตกใจและเตรียมจะวิ่งเข้าไปช่วยแต่กิลกาเมชกลับยกมือขึ้นพร้อมกับร้องห้าม

“อย่าเข้ามา” เขาดันตัวเองให้ลุกยืนด้วยความยากลำบากอันเนื่องจากบาดแผลของรอยเขี้ยวคมกริบที่ทะลุผ่านเกราะฝังเข้าไปในเนื้อ เอลฟ์หนุ่มปลดเกราะของตัวเองออกและโยนทิ้งไปอีกด้าน เขากางแขนทั้งสองข้างออกแล้วยิ้ม

“ข้าไม่มีอะไรคุ้มกันตัวอีกแล้ว” กิลกาเมชกล่าว “หากคิดสังหารข้าก็จงรีบเข้ามาเถิดบาร์ค ถือเสียว่าเป็นการชดใช้หนี้บุญคุณที่เจ้าเคยช่วยชีวิต”

บาร์คส่งเสียงขู่ มันจ้องแม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นซึ่งยืนตรงหน้า ขาข้างหนึ่งขยับแต่ร่างของมันกลับไม่ยอมเคลื่อนไหว เสียงอื้ออึงราวพายุดังก้องอยู่ในหัว

“ฆ่ามัน! สังหารเจ้าเอลฟ์ชั่วนั่นเดี๋ยวนี้”

“ไม่” อีกเสียงหนึ่งร้องค้าน แม้จะแผ่วเบาราวเสียงกระซิบแต่ก็สามารถยับยั้งการเคลื่อนไหวของบาร์คไว้ได้ พลังอันร้อนแรงที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในกายของมันวิ่งพล่านราวคลุ้มคลั่ง เสียงโลกิดังก้อง

“กายเจ้าเป็นของข้า จงทำตามบัญชาอย่าได้ขัดขืนเจ้าสัตว์เดรัจฉาน”

บาร์คก้มหัวต่ำลงและย่างสามขุมเข้าหากิลกาเมชซึ่งยังคงยืนนิ่ง เซรัครีบขยับตัวแต่
เลเบนกลับดึงแขนเขาเอาไว้พร้อมกับร้องห้าม

“อย่าเข้าไปขวางกิลกาเมช เขากำลังหาทางช่วยบาร์ค”

“แต่เจ้าหมาป่านั่นกำลังจะฆ่าเขา” ชายหนุ่มหันไปเถียงแต่เลเบนส่ายหน้า

“บาร์คไม่มีวันทำร้ายกิลกาเมชแน่”

“เจ้ารู้ได้ยังไง”

“เพราะความเป็นเพื่อน” เลเบนพูดพร้อมกับหันไปจ้องเอลฟ์หนุ่มซึ่งกำลังยืนมองหมาป่าด้วยสายตาแห่งความจริงใจ “บาร์คไม่มีทางทำร้ายคนที่เขาเรียกว่าเพื่อนอย่างเด็ดขาด”

เซรัคมองหน้าเด็กสาวอย่างคาดไม่ถึง เขาถอนใจและหันกลับไปทางกิลกาเมชอีกครั้ง เสียงเอล์ฟหนุ่มกล่าว

“เข้ามาสิบาร์ค” น้ำเสียงของกิลกาเมชเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “เข้ามารับบุญคุณที่เจ้าเคยมีต่อข้า”

“ข้าทำแน่” บาร์คคำรามพร้อมกับกระโจนเข้าใส่แม่ทัพแห่งไพรจนหงายผงะหลังล้มทั้งยืนและอ้าปากงับลำคอของเขาเอาไว้ กิลกาเมชไม่ดิ้นรนขัดขืนแต่กลับยกมือขึ้นลูบหัวของมัน

“ฝังเขี้ยวของเจ้าลงไปเสียสิ บาร์ค เพื่อนเพียงคนเดียวของข้าในแผ่นดินมนุษย์”

เขี้ยวอันแหลมคมซึ่งกำลังฝังลงไปในเนื้อของเอลฟ์หนุ่มหยุดลงทันที บาร์คชะงักการกระทำของมันและยืนนิ่ง คำพูดของกิลกาเมชสะท้อนก้องอยู่ในหัวปลุกจิตสำนึกของบาร์คให้เกิดพลังขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ พลังแห่งสายลมร้ายซึ่งวิ่งวนอยู่ในกายคำรามลั่นด้วยความกราดเกรี้ยว มันกระแทกจิตของเจ้าหมาป่าอย่างรุนแรงพร้อมกับตะโกนก้อง

“เจ้ามันก็แค่หมาป่า” เสียงโลกิตะโกนลั่น “เจ้าเอลฟ์นั่นไม่มีทางเรียกเจ้าเป็นสหาย”

“แต่เขาได้เรียกแล้ว” จิตสำนึกของบาร์คตอบ “และข้าก็เชื่อใจกิลกาเมชมากกว่าที่จะฟังคำล่อลวงของเจ้า”

เสียงขู่คำรามอย่างทรงอำนาจดังขึ้นภายในร่างของบาร์ค

“ออกไปจากร่างของข้าเดี๋ยวนี้เจ้าผีร้ายและกลับไปบอกโลกินายของเจ้าว่า วันหนึ่งคมเขี้ยวเดรัจฉานคู่นี้จะฉีกเนื้อกระชากหัวใจของมันออกมาแล้วขยี้ทิ้งด้วยอุ้งตีน!”

กระแสพลังจิตอันรุนแรงพวยพลุ่งขึ้นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ มันแผ่กระจายออกกระแทกเกลียววายุจนกระเด็นหลุดออกมาจากร่างของบาร์คและลอยหมุนวนรอบกายมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมลายหายไป เจ้าหมาป่ายืนโอนเอนอยู่บนร่างของเอลฟ์หนุ่มครู่หนึ่งก่อนจะทรุดล้มลง กิลกาเมชรีบดันตัวลุกขึ้นและกอดมันไว้ด้วยความเป็นห่วง

“บาร์ค”

“บาร์ค!” เลเบนร้องเรียกขณะที่วิ่งเข้ามาหาพร้อมกับเซรัค ทั้งคู่นั่งลงและลูบหลังเจ้าหมาป่าด้วยความเป็นห่วง

“บาร์ค เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” แม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นถามขณะประคองหัวของเจ้าหมาป่าพร้อมกับเอ่ยเรียกซ้ำ “บาร์ค”

“หยุดเรียกข้าด้วยน้ำเสียงน่าขนลุกแบบนั้นเสียที” บาร์คตอบเสียงแผ่ว “แล้วช่วยกรุณาเลิกกอดข้าได้แล้วเพราะมันทำให้รู้สึกแปลกพิกล”

“ขอโทษ” กิลกาเมชคลายมือของเขาออก บาร์ครีบขยับตัวลุกนั่งและมองบาดแผลบนร่างของเอลฟ์หนุ่ม ใบหูทั้งสองข้างลู่ลง สีหน้าของเจ้าหมาป่าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

“ข้าต่างหากที่ควรกล่าวคำขอโทษต่อพวกเจ้า” มันพูดเสียงแผ่ว “โดยเฉพาะกิลกาเมช ข้าต้องขอโทษที่ทำร้ายเจ้าจนได้รับบาดเจ็บ”

“เจ้าทำไปเพราะถูกบงการ” เอลฟ์หนุ่มตอบ เขานิ่วหน้าเมื่อเลเบนเริ่มใช้ผ้ากดลงไปบนปากแผลเพื่อห้ามเลือด “มันเป็นการกระทำของผีร้ายไม่ใช่ฝีมือของเจ้า อย่ากล่าวโทษตัวเองเลย”

“ข้าน่าจะมีจิตใจที่หนักแน่นกว่านี้” บาร์คพูดพึมพำด้วยความเจ็บใจ แม่ทัพแห่งไพรยิ้ม

“การที่เจ้าสามาถขัดขืนและดิ้นรนจนสามารถหลุดออกมาจากมนตร์สะกดของโลกิได้ก็นับว่ามีพลังใจที่กล้าแกร่งอย่างเหลือเกิน”

กิลกาเมชกล่าวชมอย่างจริงใจ บาร์คทำหน้าเศร้าและก้มลงมองพื้นด้วยความรู้สึกละอาย เซรัคมองท่าทางของเจ้าหมาป่านิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสียงเรียบ

“เจ้ายังพอมีแรงอยู่อีกหรือไม่”

“เจ้าถามทำไม”

“ข้าอยากให้เจ้าพากิลกาเมชไปที่ริมแม่น้ำเพื่อชำระล้างแผลและใส่ยาให้เขา”

บาร์คโบกหางของตนเองและยืนขึ้นทันที มันหันไปมองแม่ทัพแห่งไพรและขยับเข้าไปใกล้ อีกฝ่ายรีบโบกมือพร้อมกับพูด

“ข้าไม่นั่งบนหลังของเจ้าแน่”

เจ้าหมาป่าแยกเขี้ยวคล้ายกำลังยิ้ม

“เจ้าเคยนั่งหลังข้ามาแล้วตั้งสองครั้งอย่าอายนักเลยท่านกิลกาเมช”

หลังจากได้ชำระล้างบาดแผล ใส่ยาและพันผ้าจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กิลกาเมชจึงเอ่ยถามเซรัคซึ่งกำลังเก็บห่อยากลับเข้าไปในห่อสัมภาระด้วยความสงสัย

“เหตุใดเจ้าจึงย้อนกลับมา”

“ข้าได้กลิ่นแปลกประหลาดในสายลม”

“กลิ่นประหลาด” แม่ทัพหนุ่มทวนคำ “อะไรทำให้ท่านคิดเช่นนั้น”

“อากาศรอบกายข้าหนักอึ้งและเคลื่อนที่อย่างรุนแรงตรงมาหาพวกเจ้า ข้าจึงคิดว่าน่าจะมีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้น”

บาร์คทำหูตั้งและกระดิกพวงหางพองฟูของมัน

“ลางสังหรณ์ของเจ้าเยี่ยมยอดมาก” มันแลบลิ้นเลียปากตนเอง “เป็นความสามารถที่มนุษย์ธรรมดาไม่น่าจะมี”

“ข้าเป็นพราน” เซรัคตอบด้วยสีหน้าแสดงความไม่พอใจเล็กน้อย “ย่อมไม่แปลกที่ข้าจะมีประสาทสัมผัสว่องไวกว่าคนทั่วไป”

“แต่ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดา” บาร์คยังคงพูดต่อ มันชำเลืองสายตาไปทางเลเบน “เจ้าคิดแบบนั้นไหมเลเบน”

“ข้าไม่เห็นว่าเซรัคจะมีตรงไหนที่แปลกประหลาดไปจากมนุษย์อย่างพวกเรา” เสียงเด็กสาวตอบ นางมองหน้าชายหนุ่มแล้วเบือนไปอีกด้าน เจ้าหมาป่าทำเสียงขึ้นจมูก

“ข้าถามผิดคนเสียแล้ว”

กิลกาเมชมองสหายสี่ขาของเขาแล้วสั่นหน้าก่อนจะหันไปทางเซรัคอีกครั้ง

“เจ้าคิดจะแยกทางกับพวกเราอีกหรือไม่”

ชายหนุ่มมองบาร์คและเลเบนชั่วหนึ่งและส่ายหน้า

“ในเมื่อเทพได้เลือกข้าให้ต้องมาร่วมชะตากรรมกับพวกเจ้าแล้วข้าก็คงไม่มีทางหลีกเลี่ยง ข้าจะร่วมเดินทางไปกับพวกเจ้าจนกระทั่งถึงเขตชายฝั่งทะเลเนเบลและรอจนทุกคนขึ้นเกาะไมเมียร์เรียบร้อยแล้วจึงค่อยกลับมาสะสางเรื่องโรบาวห์”

“จริงหรือ” เสียงตื่นเต้นของเลเบนดังขัดขึ้น บาร์คทำจมูกย่น

“ดีใจจนออกนอกหน้ามากเกินไปหน่อยแล้วเลเบน”

“หรือเจ้าไม่ดีใจที่มีเพื่อนเพิ่มขึ้น” เลเบนหันไปตอบเจ้าหมาป่า “อีกอย่างข้ารำคาญที่จะต้องมานั่งฟังเสียงบ่นของเจ้า ส่วนกิลกาเมชก็เงียบจนน่าเบื่อ”

“เจ้าพูดเหมือนเซรัคเป็นคนช่างเจรจา”

“อย่างน้อยเขาก็พูดจาน่าฟังกว่าเจ้ามาก” เด็กสาวโต้ทันควัน บาร์คทำหูลู่ไปทางด้านหลังและทำท่าจะโต้กลับแต่สายตาของกิลกาเมชทำให้มันต้องหยุด บาร์คพ่นลมแล้วเหยียดขาของตนไปข้างหน้าพร้อมกับบ่นพึมพำ

“ผู้หญิง”

เซรัคหันมามองเจ้าหมาป่า เขาหัวเราะในลำคอ

“เจ้าก็รู้จักคิดเรื่องพวกนี้ด้วยหรือบาร์ค”

“ข้าไม่ได้คิดถึงเรื่องไร้สาระพวกนั้น ข้ากำลังหมายถึง.....”เจ้าหมาป่าสะดุ้งสุดตัวเมื่อเท้าของเลเบนเหยียบลงบนหางของมันเต็มแรง

“เจ้านี่มักพูดอะไรแปลกๆอยู่เสมออย่าได้สนใจฟังมันเลยเซรัค” เด็กสาวรีบชิงพูดตัดหน้าขณะแอบส่งสายตาเยาะบาร์คซึ่งกำลังเก็บหางของตนอย่างวุ่นวาย

“ยายเด็กแสบ” มันบ่นพร้อมกับลุกเดินหนีไปอีกด้าน เซรัคมองบาร์คอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปทาง
กิลกาเมช

“ข้าได้ยินเลเบนบอกว่าพวกเจ้ากำลังจะสร้างแพ”

“ถูกต้อง” เอลฟ์หนุ่มตอบ “ไมเมียร์อยู่ทางด้านนั้น และแม่น้ำนี้ก็กว้างเกินกว่าที่พวกเราจะว่ายข้ามไปไหว พวกเราจึงตกลงกันว่าจะต้องทำแพข้ามไป”

“เสียดายที่พวกเราทำไม่เป็น” เลเบนกล่าวต่อ ชายหนุ่มผงกศีรษะอย่างเข้าใจและลุกขึ้น

“ข้าจะต่อแพให้พวกเจ้าเอง ขอเวลาสักครึ่งวันก็แล้วกัน”

“ข้าเกรงว่าเจ้าจะทำไม่ทัน” บาร์คซึ่งหันหน้าไปทางต้นแม่น้ำกล่าวขณะยกจมูกขึ้นสูดลมหายใจ สีหน้าของเจ้าหมาป่าฉายแววตื่นตระหนกขณะที่ใบหูทั้งสองข้างชี้ชันเมื่อได้ยินเสียงต้นไม้หักลั่นป่าเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา

“โลกิกำลังมาที่นี่” มันหันมาทางกิลกาเมชและเซรัค “รีบหนีเร็ว”

*/*/*/*/*



Create Date : 09 เมษายน 2554
Last Update : 9 เมษายน 2554 10:12:37 น.
Counter : 274 Pageviews.

0 comment
มันตราพันธนาการ บทที่ 8 เส้นทางอันตราย
<8>

เส้นทางอันตราย

บาร์คชะลอความเร็วของฝีเท้าตนเองลงจนกระทั่งหยุดยืนนิ่ง มันหันหลังกลับไปมองกิลกาเมชและเซรัคซึ่งวิ่งตามมาไม่ห่าง เจ้าสุนัขป่าแยกเขี้ยวราวถูกใจ

“ไม่คิดว่าจะมีมนุษย์ที่วิ่งได้เร็วจนเกือบตามข้าทัน”

“เจ้าก็ไม่ได้วิ่งเร็วอะไรนัก” เซรัคกล่าวและมองเลเบนซึ่งยังคงนอนหมดสติด้วยสายตาเป็นห่วง “เจ้าหนูนั่นเป็นยังไงบ้าง”

บาร์คเหลือบตามองผู้ที่นอนอย่บนหลังและนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางแม่ทัพแห่งนครไพรซึ่งกำลังดึงถุงผ้าขนาดเล็กออกมาจากเกราะพร้อมกับพูด

“เราต้องหาแหล่งน้ำสะอาดสำหรับผสมยา”

“เดินไปอีกสักนิดจะมีแม่น้ำใหญ่” เซรัคกล่าว “พาเขาไปรักษาที่นั่นจะดีกว่า”

“ถ้าเช่นนั้นรีบนำทางไปโดยเร็วเถิด” กิลกาเมชพูดกับชายหนุ่ม เขาผงกศีรษะและก้าวเดินนำหน้าไปทันทีโดยมีบาร์คเดินตามหลังไปไม่ห่าง เพียงชั่วอึดใจทั้งหมดก็มาหยุดยืนริมฝั่งของแม่น้ำกว้าง เจ้าหมาป่าวางร่างของเลเบนลงบนผ้าคลุมที่เซรัคปูรอไว้

“เราต้องรีบก่อไฟ” กิลกาเมชพูดขึ้น “ข้าต้องใช้น้ำร้อนในการปรุงยาเพื่อให้เขาดื่ม”

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” เซรัครีบกล่าว เขาหันไปทางบาร์คซึ่งกำลังนั่งเกาหลังหูของตัวเอง “ไปหาฟืนให้หน่อยเจ้าหมาป่า”

“ข้าชื่อบาร์ค” เจ้าสุนัขขนสีเทาโต้ “และข้าก็ไม่มีหน้าที่ไปหาฟืนให้กับมนุษย์เช่นเจ้า”

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะตัดขนของเจ้ามาทำเป็นเชื้อไฟ” ชายหนุ่มพูดเสียงห้วน อีกฝ่ายคำรามเบาๆก่อนพูด

“ถ้าคิดว่าทำได้ก็เข้ามา” บาร์คแยกเขี้ยวขู่ กิลกาเมชซึ่งกำลังตรวจอาการของเลเบนเงยหน้าขึ้นและพูดขัดอย่างรำคาญ

“หากพวกเจ้าต้องการจะทะเลาะกันก็จงทำหลังจากที่ข้ารักษาเด็กคนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว” เขามองบาร์คและเซรัคสลับไปมา ชายหนุ่มพ่นลมหายใจอย่างนึกฉุนก่อนจะหมุนตัวเดินหายเข้าไปในป่า
กิลกาเมชมองตามด้วยความหนักใจและหันกลับไปที่บาร์ค

“เจ้าจะไม่ไปช่วยเขาจริงๆหรือ” แม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นเอ่ยถาม อีกฝ่ายคำรามในลำคอด้วยความหงุดหงิดแต่ก็ยอมลุกขึ้น

“ไปช่วยก็ได้ มนุษย์อย่างพวกเจ้านี่ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน”

เสียงบาร์คบ่นพึมพำพลางโบกหางสีเทาสะบัดไปมาอย่างหงุดหงิด กิลกาเมชมองตามจนร่างของเจ้าหมาป่าหายเข้าไปในดงไม้พลางส่ายหน้าและหันกลับไปก้มลงตรวจอาการของเลเบนตามเดิม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน สีหน้าของเอลฟ์หนุ่มเต็มไปด้วยความวิตก

“พิษกำลังเข้าสู่กระแสเลือด” เขาดึงก้านธนูที่เหลือออกและเค้นเลือดสีดำให้ไหลออกมามากที่สุด จากนั้นจึงเริ่มปลดเสื้อของเด็กชายเพื่อเตรียมทำความสะอาดบาดแผล ใบหน้าของเอลฟ์หนุ่มเข้มขึ้นเพราะแทนที่จะเห็นแผ่นอกของเด็กหนุ่มกลับเป็นเนินอกนุ่มนวลของเด็กสาวแรกรุ่นถูกซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์ กิลกาเมชชะงักและดึงมือกลับทันที

“เจ้าเป็นสตรีหรอกหรือ”

ดวงตาของแม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นชำเลืองมองเซรัคและบาร์คซึ่งกำลังก้าวออกมาจากป่า เขารีบดึงผ้าปิดหน้าอกของเลเบนพร้อมกับหันไปกล่าว

“มาแล้วหรือ”

เซรัคผงกศีรษะแทนตอบคำขณะมองหาก้อนหินขนาดพอเหมาะมาวางเรียงเป็นวงเพื่อใช้ทำเป็นฐานก่อนจะหักไม้ขนาดเล็กวางเรียงลงไป กิลกาเมชมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากถาม

“ใช้เวลานานไหม”

“แค่อึดใจ” ชายหนุ่มตอบ เขาจัดแจงวางกิ่งไม้แห้งไขว้สลับกันและดึงห่อหนังซึ่งเหน็บไว้ข้างเอวออกมา บาร์คจ้องดูด้วยความสนใจเมื่อเห็นเซรัคหยิบเศษใยสีขาววางไว้ใต้กองฟืน

“นั่นอะไร”

“ใยฝ้าย” ชายหนุ่มตอบพลางดึงหินขนาดพอดีมือสองก้อนออกมาจากห่อหนังและตีมันใกล้กับเศษใย ประกายไฟแตกออกมาจากการกระทบ มันวิ่งไปหาใยฝ้ายและเริ่มลามเลียทีละน้อย เซรัคก้มหน้าลงเป่าสองสามครั้ง ไม่ช้าไฟก็เริ่มติดไม้ที่เขาวางเรียงไว้และลุกโหมแรงเมื่อเซรัควางฟืนท่อนใหญ่ลงไป เขาหันไปทางกิลกาเมช

“มีอะไร” ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นสีหน้าแปลกๆของอีกฝ่าย แม่ทัพแห่งนครไพรสั่นหน้าพร้อมกับตอบ

“ข้ากำลังคิดว่าจะใช้อะไรต้มน้ำ”

“เรื่องแค่นี้” เซรัคดึงถ้วยโลหะออกมาจากถุงสัมภาระที่เขาสะพายติดตัวตลอดเวลาและเดินไปตักน้ำในแม่น้ำ บาร์คมองด้วยสีหน้าทึ่ง

“มนุษย์นี่มีการเตรียมตัวพร้อมกว่าพวกเอลฟ์จริงๆ”

“ข้าไม่คิดว่าจะต้องเดินทางไกล” กิลกาเมชแย้งและลุกขึ้นเดินไปยังริมแม่น้ำ แม่ทัพหนุ่มจัดแจงฉีกผ้าคลุมของเขาออกเป็นริ้วยาวจากนั้นจึงจุ่มลงไปในน้ำและเดินกลับมา

“นำผงสมุนไพรนี่ต้มในน้ำ คอยเฝ้าอย่าให้มันเดือดจนล้นออกมาเป็นอันขาด”

เอลฟ์หนุ่มบอกพลางส่งห่อผ้าให้กับเซรัคและหันไปทำความสะอาดบาดแผลให้กับเลเบนโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก บาร์คโบกหางสองสามครั้งก่อนจะอ้าปากหาวและนอนหมอบจ้องกองไฟ

“อย่าให้ยาเดือดล่ะ เจ้าหนุ่ม”

เจ้าหมาป่าเตือน เซรัคหันมาถลึงตาใส่มัน

“ข้าชื่อเซรัค”

“งั้นหรือ” บาร์คแลบลิ้นเลียปากตนเอง “เจ้ามีกลิ่นที่แปลกไปจากมนุษย์คนอื่นนะ”

“ข้าชอบเดินป่า” เซรัคเลื่อนถ้วยยาให้ออกห่างจากกองไฟขณะพูด “ย่อมไม่แปลกที่มีกลิ่นของต้นไม้มากกว่ากลิ่นคนเมือง”

“กลิ่นของป่าอย่างนั้นหรือ” บาร์คสูดลมหายใจ “ข้าไม่คิดว่ามันจะใช่”

“ข้าเพิ่งเคยเห็นหมาป่าสอดรู้” ชายหนุ่มยกถ้วยยาขึ้นและหันไปทางกิลกาเมชซึ่งพันผ้าให้กับเลเบนจนเสร็จและใส่เสื้อให้เขาเรียบร้อยแล้ว “เจ้าจะป้อนยาให้เขาตอนนี้เลยรึ”

“ใช่” กิลกาเมชตอบ เซรัคขมวดคิ้ว

“แต่เจ้าหนูนี่ยังหลับอยู่”

“ต้องเรียกให้เขารู้สึกตัว ไม่อย่างนั้นพิษจะแทรกเข้าไปในทุกส่วนของร่างกายจนทำให้สายเกินการ” แม่ทัพหนุ่มตอบพร้อมกับประคองร่างของเลเบนให้อยู่ในท่านั่งแล้วเขย่าอย่างแผ่วเบา

“เจ้าหนู”

เลเบนยังคงนอนหลับไม่ได้สติอยุ่ในอ้อมแขนของเอลฟ์หนุ่ม กิลกาเมชมีสีหน้าวิตกขณะที่พยายามเรียกเขาด้วยน้ำเสียงดังขึ้นกว่าเก่า

“เจ้าหนู”

“ดูเหมือนเขาจะชื่อเลเบน” เสียงเซรัคดังขึ้น เอลฟ์แห่งเออร์ไอเด็นขมวดคิ้วและเขย่าตัวของเด็กชายอีกครั้ง

“เลเบน”

เสียงครางอย่างแผ่วเบาดังออกมาจากปากของผู้ที่อยู่ในอ้อมแขน แต่ดูเหมือนจะยังไม่ได้สติ บาร์คคำรามอย่างหงุดหงิด

“ก็ป้อนทั้งที่ยังหลับอยู่แบบนี้เสียก็สิ้นเรื่อง”

“เขาจะได้สำลักออกมาก่อนปะไร” เซรัคพูดเสียงขุ่น เจ้าหมาป่าอ้าปากหาวพร้อมกับยกขาหลังขึ้นเกาคอตัวเอง

“จะไปยากอะไร อ้าปากเขาให้กว้างม้วนใบไม้ให้เป็นกรวยยัดเอาไว้แล้วกรอกยาเข้าไปก็สิ้นเรื่อง”

“เจ้าหนูนี่หมดสติ ต่อให้เจ้าใช้วิธีอะไรกรอกยาเข้าปากเขาไม่มีทางกลืนลงไปได้เอง” กิลกาเมชพูดอย่างเคร่งขรึม บาร์คกระแทกลมหายใจออกมาด้วยความรำคาญและหันไปทางเซรัค

“งั้นก็คงต้องใช้วิธีสุดท้ายคือป้อนแบบใช้ปากโดยตรง” บาร์คตวัดลิ้นเลียปากและจ้องชายหนุ่มเขม็ง “ข้าเคยเห็นพวกหมอทำตอนไปเดินเล่นตามสวนในวัง”

“ข้าไม่ใช่หหมอและเจ้านั่นก็เป็นเด็กผู้ชาย” เซรัคตวาดด้วยใบหน้าแดงก่ำ

“อ้อ ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงเจ้าคงไม่รังเกียจงั้นสิ” เจ้าหมาป่าตัวดียังไม่ยอมเลิกรา ชายหนุ่มยื่นมือออกไปขยุ้มแผงคอของมัน

“ถึงเป็นหญิงข้าก็ไม่มีวันทำ” เขาจ้องบาร์คด้วยความโกรธ “เหลือเชื่อที่หมาป่าเช่นเจ้ามีความคิดน่าชังเช่นนี้”

“ข้าเคยเห็นพวกมนุษยทำถึงได้กล้าแนะนำ”หมาป่าพูดเสียงฉุน “ถ้าไม่ทำก็นั่งมองเจ้าหนูนั่นหมดลมหายใจไปก็แล้วกันเพราะเท่าที่ได้กลิ่น พิษในตัวของเด็กนั่นกระจายไปจนทั่วตัวแล้วไม่ใช่หรือกิลกาเมช”

ประโยคสุดท้ายเขาหันไปทางแม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็น อีกฝ่ายมีสีหน้าหนักใจและผงกศีรษะรับพร้อมกับก้มหน้าลง

“พวกเรามัวแต่ไปเสียเวลากับการหลบหนีโลกิ ทำให้พิษแพร่ไปทั่งตัวเลเบนแล้ว เขาคงไม่มีทางรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเองแน่”

“แบบนี้ที่ทำไปทั้งหมดก็สูญเปล่า” บาร์คกล่าวพลางแกล้งชำเลืองตาไปทางเซรัค อีกฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อยก่อนตัดสินใจเดินไปนั่งข้างเลเบนและพูดเสียงดัง

“ข้าไม่ยอมทำอะไรที่มันสูญเปล่าเป็นอันขาด!” เขาดึงร่างของเด็กชายมาประคองไว้ในอ้อมแขนและฉวยถ้วยยาขึ้นมา บาร์คจ้องเขาเขม็ง

“อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะป้อนยาด้วยวิธีที่ข้าพูด”

“หุบปากไปเลยเจ้าหมาป่า!” ชายหนุ่มตวาดพลางยกยาขึ้นกรอกใส่ปากตน เขาถอนหายใจออกมาพร้อมกับก้มหน้าแนบริมฝีปากของตัวกับริมฝีปากของเลเบนจากนั้นจึงใช้ปลายลิ้นดันให้เขาเผยอปากออกและปล่อยน้ำยารสขมให้ไหลผ่านล่วงไปในลำคออย่างเชื่องช้า

“เจ้าน่าจะเป็นผู้ลงมือทำมากกว่านะ” เสียงบาร์คพึมพำกับกิลกาเมช อีกฝ่ายหน้าเข้มขึ้นทันที เขาหันไปทางหมาป่าซึ่งกำลังนั่งมองเซรัคด้วยดวงตาเป็นประกาย

“นี่เจ้ารู้ด้วยหรือ”

“เรื่องที่เจ้าเด็กนั่นเป็นหญิงน่ะเหรอ” หมาป่าพูดพลางอ้าปากหาว “ต่อให้มนุษย์ปลอมตัวได้แนบเนียนเพียงใดจมูกข้าก็แยกแยะกลิ่นระหว่างชายและหญิงได้ไม่ยาก”

บาร์คทำท่าคล้ายหัวเราะ

“จะมีก็แต่หมอนั่นเท่านั้นกระมังที่ยังไม่รู้”

“อย่าให้เขารู้จะเป็นการดีที่สุด” กิลกาเมชกล่าวพลางเลื่อนสายตาไปทางเซรัคอีกครั้ง “เพราะมันจะยิ่งสร้างความลำบากใจให้แก่เขามากขึ้น”

“แค่จูบเท่านั้นไม่เห็นต้องคิดอะไรกันมากมาย อีกอย่างเขาทำก็เพื่อช่วยชีวิตเจ้าหนูนั่น” บาร์คกล่าวอย่างนึกรำคาญ เอลฟ์หนุ่มถอนหายใจ

“สำหรับหมาป่าเช่นเจ้าคงเห็นเรื่องเช่นนี้ไม่สลักสำคัญเท่าการดำรงชีวิต แต่ในธรรมเนียมของพวกเรา การประทับริมฝีปากกับใครสักคนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันเป็นการแสดงถึงความรักและการมอบหัวใจทั้งหมดให้กับเขาแต่เพียงผู้เดียว”

“ฟังดูเหมือนเจ้ายังไม่เคยจุมพิตกับเจ้าหญิงเอลยา”

“ข้าไม่บังอาจ” กิลกาเมชกล่าวด้วยใบหน้าเศร้าสลด “และข้าคงไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว”

“ยังเร็วเกินไปที่จะถอดใจในตอนนี้” เจ้าหมาป่าพูด “ไม่แน่นักว่าวันข้างหน้าพวกเราอาจจะหาทางเอาชนะโลกิได้และย้อนกลับไปช่วยคนรักของเจ้ากลับคืนสู่นครเออร์ไอเด็น”

แม่ทัพแห่งนครไพรหันไปมองบาร์คด้วยสายตาฉายแววคาดไม่ถึง รอยยิ้มจางๆแต้มบนมุมปาก กิลกาเมชก้มศีรษะลงพร้อมกับกล่าวด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ

“ขอบใจเจ้ามาก บาร์ค”

“ยินดีเสมอ สำหรับสหาย” เจ้าสุนัขป่ากล่าวด้วยใบหน้าแย้มยิ้มก่อนเลื่อนสายตามองไปยังเซรัคซึ่งกำลังวางร่างของเลเบนให้นอนบนผ้าคลุมของเขาอย่างระมัดระวัง สีหน้าของชายหนุ่มแสดงความโล่งใจออกมา

“เขาดูดีขึ้นมาก” เซรัคเงยหน้าขึ้นและหันไปทางกิลกาเมช “ยาของเจ้าออกฤทธิ์เร็วดีจริง”

“เป็นพระคุณขององค์ธอร์ที่ทรงมอบยานี้มาในห่อผ้านั่นด้วย” เอลฟ์หนุ่มกล่าวพลางเลื่อนมือไปแตะที่เกราะของตน “นี่ก็ค่ำมากแล้วพวกเจ้าทั้งสองจงนอนพักผ่อนให้สบายเถิด ข้าจะคอยดูแลความปลอดภัยให้”

“นั่นเหมือนเป็นการเอาเปรียบกันจนเกินไป” เซรัคกล่าวเสียงหนัก “ข้าขอเป็นเวรแรกให้เอง”

“ทำตามที่กิลกาเมชบอกเถิดเซรัค” บาร์คเอ่ยขึ้นขณะที่เหยียดขาหน้าทั้งสองออกไป “เพราะพวกเอลฟ์นอนน้อยกว่ามนุษย์อย่างท่านมาก”

ชายหนุ่มฟังคำของหมาป่าด้วยสีหน้าแปลกใจ เขามองหน้ากิลกาเมชเป็นเชิงถาม อีกฝ่ายผงกศีรษะรับเป็นเชิงตอบ

“ถ้าเช่นนั้น” เซรัคมีท่าทางลังเลใจเล็กน้อย “เรียกข้าได้ทันทีหากมีสิ่งใดผิดปรกติ”

“ข้าจะทำเช่นนั้นแน่นอน” กิลกาเมชกล่าวพร้อมกับยืนขึ้น “จงพักผ่อนให้สบายเถิด ท่านเซรัค”

*/*/*/*/*/*

ประกายแสงสีแดงเจิดจ้าที่ส่องออกมาจากวัตถุรูปทรงประหลาดภายในมือของโลกิเริ่มอ่อนจางลง สีหน้าของอสูรเทพเต็มไปด้วยความดีใจขณะทอดสายตามองไปยังทิศทางของแสงก่อนจะหันไปทาง
โรบาวห์ซึ่งกำลังนั่งหอบหายใจอยู่บนขอนไม้และตะคอกถาม

“ทางข้างหน้านั่นไปไหน”

โรบาวห์มองตามมือของโลกิก่อนจะตอบสั้นๆ

“แม่น้ำ”

“แม่น้ำอะไรและมันไหลไปถึงไหน” อสุรเทพถามเสียงห้วน โรบาวห์ส่ายหน้า

“เรื่องนั้นข้าไม่รู้ รู้แค่ว่ามันเป็นพรหมแดนระหว่างเมืองนี้กับแผ่นดินดีน่า”

“เจ้าพวกนั้นคงคิดจะข้ามแม่น้ำนั่นไป” โลกิพูดเบาๆก่อนจะหันไปทางโรบาวห์

“ลุกขึ้น นำทางข้าไปเดี๋ยวนี้”

“แต่ข้าเหนื่อย ขอพักต่ออีกสักนิดเถิดท่าน”

โรบาวห์พูดเป็นเชิงอ้อนวอน ร่างจำแลงของอสูรเทพมองเขาด้วยดวงตาวาวก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก

“มนุษย์ เดินทางแค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว”

โลกิก้มลงมองจ้องไปที่พื้นดิน รอยยิ้มเหี้ยมปรากฏบนใบหน้า เขาหันไปดึงร่างของโรบาวห์และกระชากให้ลุกขึ้น หัวหน้าโจรอุทานด้วยความตกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเมื่อกรงเล็บของอสูรเทพตวัดเชือดข้อมือของเป็นแนวยาวเรียกเลือดสีเข้มไหลปรี่ออกมา โลกิบีบมันให้หยดลงบนพื้น

“แค่หยดเลือดเท่านั้น อย่าทำเป็นใจเสาะไปนัก”

เทพอสูรกล่าวเสียงเหี้ยมก่อนจะผลักโรบาวห์ล้มกลิ้งไปด้านข้างอย่างไม่สนใจจากนั้นจึงกางมือของตนเหนือกองเลือดของหัวหน้าโจร

“จงฟัง อสุรกายแห่งผืนดิน สัตว์ปิศาจอันน่าชังของเหล่ามนุษย์ ข้าโลกิบิดาแห่งความน่าสะพรึงกลัวทั้งปวง ขอสั่งให้เจ้าจงตื่นขึ้นเพื่อออกไปไล่ล่าบุคคลที่ข้าต้องการและนำมันกลับมาทั้งยังมีลมหายใจ”

พื้นดินเบื้องหน้าใต้เท้าของอสูรเทพบังเกิดอาการสั่นไหวอย่างรุนแรง มันโป่งนูนขึ้นปรากฏร่างของสัตว์ร้ายหน้าตาหน้าเกลียดผุดออกมา โรบาวห์ถึงกับร้องเสียงหลงและพยายามคลานหนี โลกิเห็นดังนั้นจึงหัวเราะพร้อมกับสั่ง

“ถ้ายังไม่อยากตายก็จงอย่าขยับ”

หัวหน้าโจรหยุดนิ่งไปในบัดดล ปากอ้าค้างทั้งสายตายังคงมองภาพสยองตรงหน้า สัตว์อสูรสีดำสนิทซึ่งโผล่ร่างพ้นออกมาจากผืนดินเพียงครึ่งตัวกลอกดวงตาไปมาและแยกเขี้ยวร้องคำรามก่อนจะขยับกายที่มีผิวหนังยับย่นค้อมตัวลงคำนับต่อร่างจำแลงแห่งอสุรเทพ ดวงตาสีแดงก่ำปูดโปนเหลือกมองเทพมารนิ่งราวกับรอ

“ซอร์ค” เสียงทรงพลังของโลกิพูดขึ้น “เจ้าจงชำแรกผืนดินไปให้ถึงริมแม่น้ำใหญ่ ที่นั่นจะมีเอลฟ์หนึ่ง มนุษย์สองคนกับหมาป่าอีกหนึ่งตัว จะทำอะไรกับพวกมันก็ได้แต่อย่าปลิดชีวิตและนำตัวเจ้าพวกนั้นทั้งหมดกลับมาให้ข้าทั้งที่ยังมีลมหายใจ”

ซอร์คร้องคำรามรับคำสั่ง มันเหลือกตามองไปทางโรบาวห์และตวัดลิ้นแลบเลียด้วยท่าทางกระหาย

“เจ้านี่ไม่ใช่อาหารของเจ้า” เสียงโลกิดังขัดขึ้น สัตว์ร้ายแยกเขี้ยวของมันและส่งเสียงครางออกมาด้วยท่าทางเสียดายก่อนจะมุดกลับลงไปในดินอีกครั้ง เสียงคำรามแผ่วต่ำดังสะท้อนอยู่ภายใต้พื้นพสุธา
มันเคลื่อนที่ห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ร่างจำแลงของโลกิแสยะยิ้มอย่างพอใจ

“เจ้าหนีข้าไปไม่พ้นหรอก กุญแจเลือด”

*/*/*/*/*

กิลกาเมชยืนเหม่อมองดูดวงจันทร์สีนวลซึ่งส่องสะท้อนผิวน้ำ แสงอันงดงามของมันทำให้เขาต้องระบายลมหมายใจออกมาด้วยความรู้สึกเศร้าเมื่อนึกถึงใบหน้าของเจ้าหญิงที่ถูกเทพมารโลกิจับตัวไป เอลฟ์หนุ่มหลับตาลงพร้อมกับรำพึงออกมาเบาๆ

“เอลยา”

สายลมเย็นพัดผ่านกายสูงสง่า เรือนผมสีทองสะบัดลู่ไปอีกด้าน บรรยากาศรอบตัวทำให้กิลกาเมชตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดแต่เสียงสะท้อนทุ้มต่ำซึ่งดังก้องมาจากใต้พื้นดินปลุกให้แม่ทัพหนุ่มตื่นขึ้นจากภวังค์ เขาแตะด้ามของตนและหันไปทางบาร์คซึ่งกำลังลุกขึ้นยืนตัวตรง ใบหูทั้งคู่ชูตั้งชันอย่างระวัง ดวงตาสีทองทอประกายเจิดจ้าอย่างตื่นตัว

“มีอะไรบางอย่างกำลังตรงมาที่นี่” บาร์คกล่าวเสียงต่ำและคำรามออกมา มันหันไปทางเซรัคหมายจะปลุกให้ลุกขึ้น แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายนั้นอยู่ในท่าเตรียมระวังเช่นเดียวกัน

“ไม่คิดว่าจะเป็นคนหูไว” หมาป่าเปรยไม่ดังนัก ชายหนุ่มชำเลืองมองเพียงเล็กน้อย

“ข้าไม่เคยหลับ” เขากล่าวพลางหันไปมองเลเบนด้วยสายตาเป็นห่วง บาร์คเงยหน้าขึ้นพร้อมกับสูดลมหายใจ

“ข้าไม่ได้กลิ่นอะไรเลย”

มันพูดพลางนิ่วหน้าและเอียงคอฟังที่มาของเสียงอย่างตั้งใจอีกครั้งก่อนจะก้มหน้าลงมองพื้นใต้อุ้งเท้า
“ดูเหมือนเสียงนั่นจะมาจากใต้ดิน”

บาร์คพึมพำและกดจมูกแนบลงไปที่พื้นดินพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าค่อนข้างแรง

“ข้าได้กลิ่นเหม็นเน่ามาจากใต้พื้นนี่” มันกระโดดถอยหลังอย่างตกใจ “อุ้มเจ้าหนุนั่นขึ้นมาเร็ว เซรัค!”

โดยไม่ต้องให้เตือนซ้ำสอง ชายหนุ่มหันไปช้อนร่างของเลเบนขึ้นและถอยห่างออกมาจากบริเวณที่พวกเขานอนอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ก้าวพ้น พื้นดินส่วนนั้นก็ระเบิดกระจาย มือที่มีกรงเล็บอันแหลมคมน่าเกลียดน่ากลัวโผล่ขึ้นมาไขว่คว้าควานหาร่างของผู้ที่มันคิดว่ายังคงนอนอยู่ตรงนั้น เสียงคำรามอย่างขุ่นเคืองดังขึ้นเมื่อเจ้าสัตว์ร้ายรู้ว่าเหยื่อของมันรู้ตัว ซอร์คหดมือของมันกลับลงไปและดันร่างของตัวเองขึ้นมาแทน

“นั่นมันตัวอะไรกัน” เซรัคถามด้วยความตกใจ บาร์คทำเสียงขู่ในลำคอก่อนจะตอบ

“ซอร์ค” มันแยกเขี้ยว “สัตว์นรกชั้นต่ำที่สุดในดินแดนบาดาล น่าแปลกเหลือเกินที่เห็นมันในแผ่นดินมนุษย์”

“โลกิคงเรียกมันมา” กิลกาเมชกล่าว เขาดึงดาบออกมาและกวัดแกว่งอย่างระวังเมื่อเห็นซอร์คมุดกลับลงไปในดินอีกครั้ง บาร์คถึงกับส่งเสียงเห่ากรรโชกและกระโดดหลบไปอีกด้านพร้อมกับร้องเตือน

“อย่ายืนนิ่งอยู่กับที่”

กิลกาเมชก้าวขาหลบไปอีกด้านเป็นจังเดียวกันกับที่มือของซอร์คโผล่ขึ้นมา กรงเล็บของมันตวัดเฉียดข้อเท้าของเขาไปเล็กน้อย เอลฟ์หนุ่มหมุนดาบในมือทันที แต่ดูเหมือนเจ้าอสูรร้ายจะรู้ทัน มันรีบหดมือกลับลงไปในดินอีกครั้งและเงียบหายไป กิลกาเมชไล่สายตามองไปตามพื้นดินและพูดเสียงดัง

“แบบนี้คงไม่มีทางทำอะไรมันได้แน่”

“พวกเราต้องหนีไปที่นั่น” เซรัคพูดขึ้นพลางหันหน้าไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ บาร์คมองตามและผงกศีรษะ

“แถวนั้นเป็นก้อนหิน เจ้าผีร้ายนั่นไม่มีทางทะลุผ่านไปได้แน่”

“เจ้ารีบพาพวกเขาไปก่อน บาร์ค” กิลกาเมชกล่าวพลางใช้ดาบฟันลงไปบนผืนดินที่เขาเห็นปลายเล็บของซอร์คผุดขึ้นมา เจ้าหมาป่าสั่นหน้า

“ข้าเร็วกว่าเจ้า” มันกระโดดไปยืนขวางกิลกาเมชและกัดมือของปิศาจร้ายที่โผล่ขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับร้องเร่ง “รีบพาพวกเขาขึ้นไปยืนบนนั้น เร็ว!”

แม่ทัพหนุ่มมองหมาป่าและทำท่าจะค้านแต่ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเห็นสีหน้าขึงขังจริงจังของอีกฝ่าย กิลกาเมชจึงหมุนตัวไปทางเซรัคและนำเขาไปยังก้อนหินสูงก้อนหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วแม่ทัพหนุ่มจึงหันกลับไปที่บาร์คอีกครั้ง เสียงเห่ากรรโชกของสหายหมาป่าทำให้กิลกาเมชแทบจะกระโดดลงไปช่วยด้วยความเป็นห่วง

“อย่าลงมา!” บาร์คตะโกนห้าม “แค่ปิศาจกระจอกตัวหนึ่งเท่านั้น ข้าจัดการกับมันได้”

เจ้าหมาป่ากระโดดไปมาขณะพูด มันพยายามไล่กัดมือซึ่งโผล่ออกมาจากพื้นดินรอบตัว มันคำรามอย่างโกรธจัดทุกครั้งที่ปิศาจร้ายหนีรอดคมเขี้ยวไปได้ ในที่สุดบาร์คจึงตัดสินใจใช้สองขาหน้าตะกุยดินพร้อมกับส่งเสียงร้องเรียกชื่ออสูรร้ายอย่างท้าทาย กิลกาเมชและเซรัคมองเขาด้วยความเป็นห่วง

“ระวังด้วยบาร์ค”

แม่ทัพหนุ่มร้องเตือนและเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นมืออันหยาบหนาของซอร์คโผล่ขึ้นมาคว้าข้อเท้าหลังของเจ้าหมาป่าไว้และพยายามลากมันลงไปในดิน บาร์คดิ้นรนสุดกำลัง มันกัดข้อมือผีเต็มเขี้ยวและออกแรงกระชากจนเนื้อเน่าหลุดขาดติดปาก เจ้าผีร้ายร้องลั่นและรีบปล่อยมือออกแต่เจ้าหมาป่าไม่ยอมเสียโอกาส มันงับข้อมือของซอร์คเต็มคำและออกแรงลากมันขึ้นมาจากพื้นดิน เจ้าปิศาจร้ายดิ้นรนไปมาอย่างสุดแรงพลางใช้มืออีกข้างขย้ำลงไปที่กลางหลังของบาร์ค เจ้าหมาป่าคำรามแต่ยังไม่ยอมคลายเขี้ยว กิลกาเมชและเซรัครีบกระโดดลงมาจากก้อนหินและตรงเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนของพวกเขาทันที

“ลากมันขึ้นมาให้พ้นจากพื้นดิน”

บาร์คสั่งเสียงห้วน กิลกาเมชคว้าข้อมืออีกข้างของซอร์คและออกแรงดึงตามคำบอกของเจ้าหมาป่าในขณะที่เซรัคพยายามคว้าลำคอของเจ้าผีร้ายเอาไว้ ซอร์คร้องลั่นและดิ้นไปมาด้วยท่าทางหวาดกลัวชณะที่ร่างของมันค่อยๆโผล่พ้นออกมาจากผืนดิน บาร์คเหลือบตามองไปทางขอบฟ้าและแยกเขี้ยวยิ้มเมื่อเห็นแสงสีทองของรุ่งรุ่งซึ่งกำลังปรากฏขึ้น เจ้าหมาป่าร้องเสียงดัง

“ลากมันไปไว้บนก้อนหิน”

ทั้งสามช่วยกันออกแรงลากเจ้าผีร้ายซึ่งดิ้นทุรนทุรายอย่างหวาดกลัวไปจนถึงแผ่นหินริมฝั่งแม่น้ำ บาร์คพยายามกดร่างของมันให้นอนนิ่งแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล

“ใช้ดาบของเจ้าปักตรึงร่างซอร์คเอาไว้บนแผ่นหินนี่ กิลกาเมช”

แม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นดีงดาบออกจากฝักและเสียบลงไปบนอกที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกของซอร์คจนทะลุไปถึงแผ่นหินเบื้องล่าง เจ้าผีร้ายร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและพยายามดึงดาบของกิลกาเมชออกแต่ไม่สำเร็จ เจ้าหมาป่าคำรามพร้อมกับเยาะ

“ดาบนั้นเป็นของท่านไฮล์มดาล เจ้าไม่มีวันดึงมันออกได้หรอกซอร์ค”

ปิศาจร้ายส่งเสียงกรีดร้องด้วยความคั่งแค้น มันชูมือขึ้นกวัดแกว่งไปมาคล้ายกำลังร้องขอความช่วยเลือจากใครบางคน เซรัคกวาดตามองด้วยความแปลกใจ

“มันกำลังร้องเรียกหาโลกิ” กิลกาเมชเอ่ยขึ้นและหันไปที่บาร์ค

“เราจะปล่อยมันเอาไว้แบบนี้หรือ” แม่ทัพหนุ่มถาม เจ้าหมาป่าแลบลิ้นเลียปาก

“เจ้านี่เป็นปิศาจดิน มันจะกลายเป็นผงธุลีทันทีที่โดนแสงตะวัน”

เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของซอร์คดังขึ้น ทั้งสามต่างหันไปมองพร้อมกันและเบิกตากว้างด้วยความตระหนกเมื่อเห็นร่างของอสุรกายร้ายกำลังมอดไหม้เมื่อโดนแสงอาทิตย์ มันแตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปในพริบตา บาร์คมองด้วยสายตาสะใจก่อนจะนั่งลงและเริ่มต้นเลียบาดแผลที่ข้อเท้าของตัวเอง กิลกาเมชดึงดาบของเขาออกมาจากผงถ่านสีดำและเก็บกลับเข้าฝักก่อนจะเดินกลับไปที่หมาป่าพร้อมกับหยิบห่อผ้าออกมาจากเกราะขณะย่อตัวนั่งลง บาร์คทำตาโตและอุทานด้วยความแปลกใจ

“เจ้าจะทำอะไร”

“รักษาแผลให้เจ้า” แม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นกล่าวเสียงเรียบ เจ้าหมาป่าถึงกับนิ่งอึ้งไปขณะที่มองเอลฟ์หนุ่มซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตารักษาแผลให้กับมัน บาร์ครับดึงขากลับทันที

“ไม่จำเป็นต้องพันผ้า” เจ้าหมาป่ากล่าวพร้อมกับยืนขึ้น “ไปดูเจ้าหนูนั่นกันเถิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

บาร์คกระโจนขึ้นไปบนก้อนหินและเดินไปหาเลเบนทันที เซรัคมองกิริยาของมันแล้วยิ้มก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

“เจ้านั่นก็เขินอายเป็น”

“อะไรนะ” กิลกาเมชย้อนถามด้วยความงงงัน “บาร์คน่ะหรือเขินอาย จากอะไร”

“การกระทำของเจ้า” ชายหนุ่มมองเอลฟ์แห่งนครไพร “ชนชาติชั้นสูงเช่นเอลฟ์อย่างเจ้ากลับยอมคุกเข่าลงรักษาแผลให้กับหมาป่า มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ไม่ใช่หรือ”

“บาร์คบาดเจ็บ”กิลกาเมชชะงักและถอนหายใจ “และข้าคิดว่าการเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้เป็นเรื่องน่าแปลก”

“เป็นความคิดที่ดี” เซรัคกล่าวขณะที่สายตามองไปยังบาร์คกับเลเบน “ดูเหมือนเจ้าหนูนั่นจะรู้สึกตัวแล้ว พวกเรารีบขึ้นไปดูเขากันเถิด”

*/*/*/*/*

โรบาวห์นั่งตัวสั่นซุกอยู่หลังต้นไม้ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวมองอสุรเทพที่กำลังฟาดมือใส่ต้นไม้ใหญ่อีกต้นด้วยความโกรธจนมันหักโค่นลง กระรอกตัวหนึ่งวิ่งหนีออกมาจากโพรงด้วยความตกใจแต่กลับถูกโลกิจับเอาไว้และฉีกมันออกเป็นชิ้นก่อนจะเหวี่ยงทิ้งลงพื้น

“ไอ้พวกสวะ!” อสูรเทพคำรามพร้อมกับใช้เท้าขยี้ซากกระรอกจนแหลกเละ “มันกล้ามากที่บังอาจทำลายปิศาจของข้า”

เขากำมือแน่นขณะที่พยายามระงับโทสะที่กำลังพลุ่งพล่านก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ

“ข้าดูถูกพวกมันเกินไป”

กายกำยำยืดตัวตรง ดวงตาแดงก่ำตวัดมองจ้องไปที่โรบาวห์ เขาสะดุ้งสุดตัวและรีบขยับหลบแต่ดูเหมือนโลกิจะไม่สนใจ

“ซอร์คถูกทำลายด้วยปัญญาของหมาป่า เจ้าเดรัจฉานนั่นต้องไม่ใช่หมาธรรมดาแน่” เขาพึมพำและกำมือแน่น อสูรเทพก้มลงมองซากของกระรอกที่กองอยู่ใต้บาท

“วิญญาณอาฆาตของสิ่งที่ดับโดยไม่รู้ตัว” โลกิพูดพลางวาดมือวนรอบเศษซากแหลกเละของสัตว์เคราะหืร้าย กองเนื้อที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสั่นระริกและลอยขึ้นจากพื้น

“ไปหาสัตว์เดรัจฉานเฉกเช่นเดียวกับเจ้า สิงสู่ร่างของมันและบงการให้เจ้าหมาป่านั่นหันไปกัดพวกพ้องของตัวเองจากนั้นจงนำผู้ซึ่งมีพลังแห่งมันตรากลับมาให้ข้า ทั้งเป็น!”

กระแสลมรุนแรงพัดพาเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นจนฟุ้งกระจาย มันหมุนวนรอบเศษซากร่างของกระรอกและลอยหายไปในทิศทางของแม่น้ำที่กิลกาเมชใช้เป็นที่หลบภัย เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังมาจากร่างจำแลงของโลกิ

“เดรัจฉานก็ต้องกำจัดด้วยเดรัจฉาน ไม่ว่าแกจะเป็นร่างจำแลงของใคร ก็ไม่มีวันขัดขวางหนีข้าได้พ้น”

*/*/*/*/*



Create Date : 28 มีนาคม 2554
Last Update : 28 มีนาคม 2554 10:29:57 น.
Counter : 188 Pageviews.

0 comment
มันตราพันธนาการ บทที่ 7 ร่างจำแลงแห่งความตาย
<7>

ร่างจำแลงแห่งความตาย

บาร์คเงยหน้าขึ้นจ้องกิลกาเมช อีกฝ่ายลุกยืนและกวาดตามองไปโดยรอบอย่างระมัดระวัง

“ข้ายังไม่เห็นผู้ใดเลยสักคน”

“สายตาเอลฟ์อาจจะคมกริบ แต่จมูกของพวกเราว่องไวยิ่งกว่า” หมาป่าเอ่ยพลางหันไปมองเซรัคซึ่งยังคงประคองร่างของเลเบนอยู่ “วางเจ้าหนูนั่นลงบนหลังของข้า”

ชายหนุ่มมองสุนัขสีเทาตัวโตตรงหน้าด้วยสายตาแสดงความไม่ไว้วางใจ มันทอประกายออกมาจนอีกฝ่ายสามารถรู้สึกได้ บาร์คคำรามในลำคอ

“ข้าดูเหมือนหมาป่าอดอยากหิวโซถึงขนาดต้องคาบเด็กไปกินอย่างนั้นหรือ”

“หมาป่าก็คือหมาป่า ข้าจะวางใจเจ้าได้อย่างไร แค่การที่เจ้าเจรจาได้ก็นับว่าเป็นเรื่องแปลกมากเหลือเกินแล้ว”

“ได้เห็นเอลฟ์มาเดินในแผ่นดินมนุษย์ไม่ยิ่งแปลกกว่าอีกหรือ” เจ้าหมาป่าย้อนพลางพ่นลมหายใจออกมาจากจมูก “หากเจ้ายังอยากเห็นสิ่งประหลาดมากกว่านี้ก็จงรีบวางเด็กนั่นลงบนหลังของข้าแล้วหนีออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด เจ้ามนุษย์!”

เซรัคขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกไม่พอใจในคำพูดเชิงปรามาสของบาร์ค เขาขยับตัวเล็กน้อยแต่ต้องชะงักเมื่อกิลกาเมชเอ่ยขัดขึ้น

“อย่ามัวใส่ใจกับคำพูดไร้สาระของเจ้าหมาป่าตัวนี้เลย โปรดวางเด็กน้อยคนนั้นลงบนหลังของเขาและทำตามคำแนะนำโดยเร็วเข้าเถิด เพื่อชีวิตของเจ้าหนูนั่นและตัวเจ้าเอง”

สีหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความวิตกกังวลของเอลฟ์แห่งพงไพรทำให้เซรัครู้สึกเอะใจขึ้นมา เขาเลื่อนสายตามองข้ามร่างกิลกาเมชเข้าไปในป่าและเอ่ยถามเสียงหนัก

“พวกเจ้ากลัวอะไร”

“โลกิ” บาร์คตอบคล้ายคำราม “อสูรเทพผู้โหดเหี้ยมที่สุดแห่งแอสการ์ด”

“โลกิอย่างนั้นหรือ” เซรัคทวนคำและขมวดคิ้ว “เทพระดับสูงเช่นนั้นจะลงมาที่เมืองมนุษย์นี่ทำไม”

“เรื่องมันยาว” หมาป่าแยกเขี้ยวและจ้องหน้าชายหนุ่ม “ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังระหว่างการเดินทาง เอาล่ะอย่ามัวแต่พูดเร่งวางเด็กน้อยนั่นลงบนหลังของข้าเร็ว”

ประโยคสุดท้ายเสียงของบาร์คแทบจะกลายเป็นการเห่ากรรโชก สีหน้าอันร้อนรนของมันทำให้เซรัคตัดสินใจช้อนร่างของเลเบนขึ้นและวางลงบนหลังของบาร์ค เจ้าหมาป่าหันไปทางกิลกาเมช

“เจ้าคงวิ่งตามข้าทัน”

“คำกล่าวเช่นนั้นควรเป็นของข้ามากกว่า” แม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาตวัดไปทางเซรัคซึ่งทำท่าคล้ายจะเดินกลับเข้าไปในป่า

“นั่นเจ้าจะไปไหน”

“ข้ามีเรื่องที่ต้องสะสางกับโรบาวห์” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ กิลกาเมชคว้าไหล่ของเขาเอาไว้ทันที

“ชีวิตของเจ้าอาจดับสูญหากขืนย้อนกลับเข้าไปตอนนี้”

เซรัคหัวเราะในลำคอ เขาหันหน้ามาประจันกับกิลกาเมช ประกายตาบางอย่างซึ่งกำลังเต้นระริกอยู่ภายในทำให้เอลฟ์หนุ่มถึงกับอึ้ง เขาคลายมือลง

“เจ้า”

“ความแค้นของข้าที่มีต่อโรบาวห์นั้นหนักหนาสาหัสนัก ต่อให้ต้องแผชิญหน้ากับเทพโลกิข้าก็ไม่หวั่น ขอเพียงได้ปลิดชีวิตดับลมหายใจของเจ้าโจรถ่อยนั่น ข้ายอมตกนรกทั้งเป็น”

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีความแค้นใดกับมนุษย์ใจหยาบผู้นั้น แต่สิ่งที่เจ้าคิดนั้นนับเป็นความผิดอย่างมหันต์ การประจันหน้ากับโลกิมิใช่แค่ได้พบกับความตาย แต่มันจะกลายเป็นความทรมานยิ่งกว่าลงไปสู่นรกทั้งที่ยังมีชีวิต”

สายตาของกิลกาเมชประสานกับดวงตาของเซรัคแน่วนิ่งก่อนจะกล่าวต่อ

“ข้าจะไม่เข้าไปขัดขวางการชำระความแค้นของเจ้า เซรัค แต่ในเวลานี้เจ้าควรหลีกหนีภัยร้ายจากอสูรเทพไปก่อนจากนั้นจึงค่อยแยกจากพวกเราไป”

สีหน้าของเซรัคเต็มไปด้วยความครุ่นคิดอย่างหนัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันขณะมองกลับเข้าไปในป่า ชายหนุ่มขบกรามตนเอง

“ก็ได้” เขากล่าวออกมาพร้อมกับหันไปทางเลเบนซึ่งยังคงนอนสิ้นสติอยู่บนหลังของบาร์ค “ข้าจะไปกับพวกเจ้า” เขาหันกลับมายังกิลกาเมช “แต่พอเจ้าหนูนั่นฟื้นข้าจะแยกไปทันที”

“ตกลงตามนี้” เอลฟ์หนุ่มตอบ เขาเงยหน้าขึ้นมองยอดไม้ซึ่งสะบัดเอนลู่ไปตามกระแสลมซึ่งเริ่มพัดรุนแรงขึ้น “หวังว่าเจ้าคงวิ่งตามพวกเราทัน” สายตาเลื่อนกลับลงมาจ้องเซรัคอีกครั้งและเบนไปทางบาร์ค

“ไป”

เจ้าหมาป่าแลบลิ้นเลียปากของตนเองก่อนจะวิ่งนำหน้าออกไป

*/*/*/*/*

โลกิยืนนิ่งอยู่ภายใต้เงาของต้นไม้ในป่า ดวงตาดุดันจ้องหมู่บ้านขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ตรงหน้า อสูรเทพยกมือของตนขึ้นหมายจะกวาดล้างสิ่งปลูกสร้างให้พ้นไปจากเส้นทางของตนแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อสัมผัสถึงกระแสพลังบางอย่างที่ไหลวนเวียนอยู่ในมวลอากาศ จอมอสูรลดมือลง

“พลังแห่งมันตรา” เขาพึมพำ “ดูเหมือนจะมีกุญแจเลือดอยู่ที่นี่ด้วย”

รอยยิ้มเหี้ยมผุดขึ้นบนมุมปาก เทพแห่งความร้ายกาจแยกเขี้ยวของตนเอง

“ไม่เพียงกุญแจเลือด ข้ายังได้กลิ่นเหม็นสาบของพวกขี้ข้าแห่งแอสการ์ด พวกมันมาที่นี่ทำไม”

ประกายตาวาวโรจน์ทอแสงขึ้น โลกิฟาดมือไปยังต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ด้านข้าง ลำต้นหนาแหลกเป็นผงไปในพริบตา

“หรือเจ้าพวกเทพชั่วส่งมันมาขัดขวางข้า” เสียงหัวเราะในลำคอขณะดวงตาดุดันหรี่ลง “หากเจ้าต้องการเช่นนั้นก็ย่อมได้ ธอร์!” โลกิคำรามพลางเลื่อนตาจ้องกลับไปที่หมู่บ้านอีกครั้ง

“งานสร้างสรรค์ของเหล่าเทพ สิ่งมีชีวิตอันสวยงามที่พวกเจ้าสร้างขึ้น ข้าจะทำลายมันให้พินาศเดี๋ยวนี้!”

กายสูงสง่าทอแสงเรืองรองเจิดจ้า ร่างของโลกิค่อยๆหดเล็กลง เพียงชั่วพริบตากายจำแลงสูงใหญ่ของอสูรเทพกลายเป็นเพียงร่างเล็กน่ารักของเด็กชายวัยสิบขวบ โลกิแสยะยิ้ม

“ข้าจะใช้ร่างไร้เดียงสานี้ค้นหากุญแจโลหิต จากนั้นจึงค่อยทำลายเจ้ามนุษย์หน้าโง่พวกนี้ทิ้งให้หมด เจ้าจงคอยเก็บกวาดเศษซากแห่งหายนะในทุกเส้นทางที่ข้าเดินผ่านไปเถิด ธอร์”

*/*/*/*/*

เด็กชายตัวน้อยสองสามคนที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่บนลานโล่งหน้าบ้านของตนหยุดส่งเสียงหัวเราะเมื่อเห็นร่างจำแลงของเด็กชายแปลกหน้าวัยไล่เลี่ยกันกำลังเดินตรงเข้ามาหา พวกเขาพากันมองหน้ากันด้วยความรู้สึกสงสัยแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปหา จนกระทั่งโลกิเดินไปหยุดยืนตรงหน้า เด็กคนหนึ่งจึงรีบถาม

“เจ้าเป็นใคร” เขาหันไปมองหน้าเพื่อนคล้ายลังเลก่อนจะกลับมามองเด็กชายผมทองอีกครั้ง โลกิยิ้ม

“ก็แค่คนจร” เขาไล่สายตาสำรวจเด็กทุกคนตรงหน้า “ข้ากำลังตามหาคน”

“ใครกัน” เด็กคนเดิมพูด “บอกชื่อของเขามาบางทีพวกเราอาจจะพอช่วยได้”

“ข้าไม่รู้จักชื่อของเขา” ร่างจำแลงตอบ “และเขาก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของพวกเจ้าอย่างแน่นอน”

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยเจ้าตามหา” เด็กอีกคนกล่าว “พ่อข้าเป็นผู้ดูแลคนที่นี่ บางทีท่านอาจจะเคยพบคนที่เจ้าต้องการก็ได้”

“ไม่จำเป็น” โลกิตอบพร้อมกับหมุนกายหันไปอีกด้าน “ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพวกไร้ลมหายใจ”

เพียงแค่ยกมือขึ้นร่างของเด็กทั้งสามถูกพลังอันรุนแรงฉีกกระชากจนแหลกเป็นชิ้นทันทีโดยที่พวกเขายังไม่ทันได้รู้ตัว โลกิชำเลืองมองเศษชิ้นส่วนที่กระจายเกลื่อนพี้นด้วยดวงตาเย็นชา รอยยิ้มอันน่ากลัวแต้มบนริมฝีปากบางขณะที่ร่างจำแลงเด็กชายตัวน้อยก้าวเข้าไปในใจกลางของชุมชน

ช่างตีเหล็กขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกรำคาญใจหลังจากถูกมองด้วยสายตาประหลาดของเด็กชายแปลกหน้ามาได้สักพัก เขาเหวี่ยงค้อนในมือฟาดลงบนแผ่นเหล็กร้อนจัดเต็มแรงและโพล่งขึ้น

“มองอะไร!”

“ข้าแค่กำลังหาของสำคัญ” โลกิตอบพร้อมกับยิ้มอย่างน่ารักขณะชูมือประกอบ “มันเป็นเครื่องประดับซึ่งมีขนาดเพียงเท่านี้”

“ข้าไม่มีของที่เจ้ากล่าวถึง” ช่างตีเหล็กตอบเสียงห้วน “ร้านข้ามีแต่ดาบกับงานโลหะ”

“งั้นหรือ” เด็กชายกล่าวพร้อมกับทำท่าครุ่นคิด เขายิ้มพลางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อและดึงห่อผ้าขนาดเล็กออกมา ดวงตาของช่างตีเหล็กเบิกกว้างเมื่อได้ยินเสียงแผ่นโลหะกระทบกันอย่างแผ่วเบาอยู่ภายใน

“ข้ามากับพวกพ่อค้า บิดาข้าเป็นนักสะสมของเก่า พวกเรากำลังหาเครื่องประดับชิ้นหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่ไม่เกินฝ่ามือ” โลกิหรี่ตาลง “พวกเราไม่เกี่ยงเรื่องราคา”

“บางทีในร้านของข้าอาจมีของที่เจ้ากล่าวถึง” ช่างตีเหล็กรีบพูด เขาวางค้อนด้วยกิริยาลุกลน อสูรเทพมองเครื่องมือตรงหน้าด้วยสายตาชิงชังก่อนจะเดินตามชายผู้นั้นเข้าไปในบ้านตามคำเชื้อเชิญ

“เจ้าจะวางห่อนั่นลงก่อนค้นหาของที่กล่าวถึงก็ได้” ช่างตีเหล็กกล่าวโดยสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ห่อผ้า โลกิกวาดตามองไปทั่วห้องก่อนจะชำเลืองมองเขาพร้อมกับเหยียดปาก

“ไม่จำเป็น” ร่างจำแลงโยนห่อผ้าให้กับอีกฝ่าย “เพราะที่นี่ไม่มีของที่ข้าต้องการ ส่วนเหรียญทองนั่น”

โลกิแสยะยิ้มขณะจ้องช่างตีเหล็กซึ่งกำลังเปิดห่อผ้าและเทเหรียญทองออกมานับด้วยท่าทางละโมบ

“ข้าขอจ่ายสำหรับค่าชีวิตของเจ้า”

“อะไรนะ” ช่างตีเหล็กขมวดคิ้วและเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำวาวโรจน์ของเด็กชาย เสียงปะทุดังมาจากผนังรอบด้าน ดาบซึ่งถูกแขวนไว้แกว่งไกวไปมากระทบกันจนเกิดเสียงดัง ช่างเคราะห์ร้ายผู้นั้นขยับถอยหลังพร้อมกับถามเสียงสั่นระรัว

“เจ้าเป็นใคร”

“ชีวิตของเจ้าต่ำต้อยเกินกว่าจะรับฟังนามของข้า” โลกิแยกเขี้ยว “ไอ้พวกมนุษย์!”

ดาบทั้งหมดหลุดออกมาจากผนังและพุ่งไปปักบนร่างของช่างตีเหล็ก เขาอ้าปากเพื่อจะส่งเสียงร้องแต่ไม่อาจทำได้เมื่อถูกค้อนโลหะซึ่งหมุนคว้างเข้ามาจากหน้าต่างฟาดลงไปบนใบหน้าเต็มแรง เสียงแตกของกะโหลกดังลั่น ร่างกำยำทรุดลงไปกับพื้น เลือดไหลทะลักออกมาราวกับน้ำ โลกิเปล่งเสียงหัวเราะด้วยความสาสมใจ

“พอกันทีสำหรับพวกไร้ประโยชน์”

อสูรเทพพังประตูบ้านของช่างตีเหล็กและก้าวออกมายืนท่ามกลางฝูงชน พวกเขาต่างพากันหยุดมองเด็กน้อยด้วยความสงสัย และเริ่มถอยหนีเมื่อเห็นใบหน้าอันน่ากลัวของโลกิ กระแสลมกรรโชกพัดเรือนผมสีทองของเขาจนปลิวสยาย มันเริ่มยืดยาวออกดุจเดียวกันกับกายของอสูรเทพซึ่งขยายใหญ่โตขึ้น

“เมื่อไม่มีกุญแจเลือดพวกแกก็ไม่มีค่า” เขาวาดมือทั้งสองข้างกวาดไปรอบตัว พลังทำลายล้างอันรุนแรงแผ่เป็นวงคลื่นกระจายออกมา “จงพินาศไปเถิดเจ้าพวกชั้นต่ำ”

เสียงกรีดร้องดังระงมเมื่อสายลมคมกริบราวใบมีดพัดตัดร่างกลุ่มชนจนขาดเป็นชิ้น โลกิส่งเสียงหัวเราะก้องขณะยืนมองผู้คนซึ่งกำลังวิ่งหนีเขาด้วยความหวาดกลัว เส้นผมสีทองปลิวสยายไปกับสายลมและพลิ้วไหวไปมาราวกับสาหร่ยในสายน้ำ มันสะบัดตัดร่างของหญิงสาวนางหนึ่งจนขาดเป็นสองท่อนและม้วนตวัดรัดร่างทารกในอ้อมแขนของนางออกมา อสูรเทพคำรามในลำคอก่อนจะฉีกกระชากเด็กน้อยออกเป็นชิ้นและกลืนกินเข้าไปจนหมด

“โอชะยิ่งกว่าสิ่งใด” ลิ้นแดงเข้มแลบเลียริมฝีปาก ดวงตาจ้องภาพความพินาศตรงหน้าด้วยความรู้สึกบันเทิงใจอย่างที่สุด และเมื่อเนื้อชิ้นสุดท้ายล่วงผ่านลำคอ หมู่บ้านซึ่งเคยตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนั้นก็เหลือแต่เพียงเศษซากปรักหักพังไร้สัญญาณแห่งสรรพชีวิตอีกต่อไป โลกิทำเพียงชำเลืองตามองก่อนจะเบือนสายตามองไปยังขอบฟ้าทางด้านใต้ สายลมหนาวเย็นพัดผ่านกายกำยำ

“กลิ่นของเอลฟ์” รอยยิ้มแห่งความพอใจปรากฏขึ้น “พวกมันกำลังหนีลงใต้”

อสูรเทพคำรามก่อนจะเดินตรงไปยังป่าเบื้องหน้า

“พวกแกอาจหนีข้าไปได้ แต่จะไม่มีวันหลุดรอดพ้นจากชะตากรรมแห่งกุญแจโลหิต”

โลกิกล่าวเสียงเหี้ยมขณะก้าวหายเข้าไปในป่าลึก ทิ้งความพินาศย่อยยับของเหล่ามนุษย์เอาไว้ทางเบื้องหลังอย่างไม่ไยดี หลังจากเดินผ่านป่าอันหนาทึบไปได้ไม่นาน อสูรเทพต้องหยุดและมองป่าซึ่งเงียบสงัดลงอย่างผิดปรกติ เสียงกิ่งไม้แตกที่ดังออกมาจากพุ่มไม้หนาทำให้เขาเหยียดยิ้ม

“ต้องการอะไร”

โลกิถามเสียงห้วน ดวงตาจ้องเงาของชายร่างใหญ่ซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ไม่ห่างไปจากตน เสียงขึงสายธนูดังรอบด้าน ร่างจำแลงของอสูรเทพกระตุกมุมปากอย่างดูแคลน

“คิดว่าอาวุธของเจ้าสามารถทำอันตรายข้าได้อย่างนั้นหรือ”

“ต่อให้เป็นนักรบมากฝีมือก็ไม่อาจมีชีวิตรอดหากยืนอยู่ท่ามกลางนักแม่นธนูนับสิบคนเช่นนี้”
โรบาว์กล่าวตอบพร้อมกับก้าวออกมาจากที่ซ่อน “ส่งของมีค่าของเจ้าออกมาให้หมด”

“เจ้าควรหลีกทางให้กับข้ามากกว่า” โลกิกล่าว “เพราะดูเหมือนสิ่งมีค่าที่สุดในเวลานี้น่าจะเป็นลมหายใจของพวกเจ้า”

“น่าขัน” หัวหน้าโจรพูดกลั้วหัวเราะ “เจ้าเพียงแค่หนึ่งกับลูกน้องของข้านับสิบ ชีวิตฝ่ายใดที่น่าจะสูญเสียมากกว่ากัน”

“เป็นคำกล่าวที่รนหาที่ตายเหลือเกิน”

อสูรเทพกล่าวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจพลางยกมือขึ้นสะบัดอย่างรำคาญ คันธนูทั้งหมดหักสะบั้นลงพร้อมกันท่ามกลางความตื่นตกใจของเหล่าโจร โรบาวห์ถึงกับอ้าปากค้างขณะจ้องแสงสีขาวเจิดจ้าบาดตาซึ่งแผ่ออกมาจากร่างของเทพแห่งความชั่วร้าย เขายกมือขึ้นปิดหน้าและก้มตัวลงหมอบอย่างเร็วด้วยสัญชาตญาณ โจรร้ายนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกถึงคลื่นความร้อนอันรุนแรงที่กำลังไหลผ่านแผ่นหลัง กลิ่นเหม็นไหม้ของเนื้อย่างทำให้เขาต้องสำลักไอออกมา โรบาวห์เงยหน้าขึ้นและผงะหงายหลังเมื่อพบว่า
โลกิกำลังยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ดวงตาสีฟ้าแสนเย็นชาจ้องเขานิ่ง

“ความเก่งกาจหรือความขลาดเขลากันแน่ที่ทำให้เจ้าหลบพลังของข้าได้” น้ำเสียงที่ถามเต็มไปด้วยความดูแคลน โรบาวห์ถึงกับสั่นไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัว เขากวาดตามองเหล่าบริวารของตน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกเมื่อพบว่าทุกคนอยู่ในสภาพไหม้เกรียมทั้งที่ยังคงยืนค้างอยู่

“กลิ่นเนื้อมนุษย์ย่างนี่ช่างหอมหวลนัก” อสูรเทพกล่าวพลางยื่นมือออกมาคว้าลำคอของหัวหน้าโจรเอาไว้ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

“กายเจ้ามีพลังแห่งมันตราแต่มันช่างอ่อนเหลือเกิน” เขากระชากร่างโรบาวห์บังคับให้ยืนขึ้นและจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง “เจ้าพบกับผู้ที่มีสัญลักษณ์แห่งมันตรามาใช่หรือไม่”

“ข้าไม่เคยพบกับคนที่ท่านกล่าว” โรบาวห์ตอบเสียงสั่น ร่างจำแลงโลกิคำราม

“โกหก!” มือซึ่งกุมรอบคอหัวหน้าโจรบีบกระชับแน่นขึ้น “เจ้าได้พบกับกุญแจเลือดไม่ต่ำกว่าสองคนแน่ จึงมีพลังแห่งมันตราแผ่กระจายออกมาจนข้าสามารถสัมผัสได้ จงบอกมาเดี๋ยวนี้ว่าคนพวกนั้นเป็นใครและพวกมันกำลังไปที่ไหน”

“ข้า....”โรบาวห์หยุดคำพูดค้างและกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบากขณะพยายามนึกถึงสิ่งที่โลกิกล่าว ทันใดนั้นเองเขาก็นึกถึงเครื่องประดับชิ้นเล็กในมือของเลเบนขึ้นมาได้ หัวใจของโจรชั่วเต้นระรัวราวกับกลองขณะรีบบอกกับอสูรเทพด้วยความหวาดกลัว

“ข้าพบเด็กคนหนึ่งชื่อว่าเลเบน เจ้านั่นมีจี้สีเงินประหลาด”

“จี้สีเงินประหลาด” โลกิทวนคำ “ยังไง”

“เท่าที่เห็นมันเป็นจี้ทรงกระบอกทำจากเงินบริสุทธิ์มีพลอยประดับและมีอักษรแปลกๆแถมยังหมุนได้รอบตัวอีกด้วย”

“มันตรา” โลกิคำรามในลำคอ “เจ้าพบกับใครอีก”

“เอลฟ์” โรบาวห์แทบร้องออกมาด้วยความกลัวอย่างที่สุดเมื่อเห็นดวงตาวาววับของอีกฝ่าย “กับหมาป่าสีเทาตัวใหญ่”

“ขี้ข้าแอสการ์ด” โลกิกล่าวเสียงลอดไรฟันออกมา “พวกมันนำหน้าข้าไปได้อย่างไรกัน”

เขาจ้องหัวหน้าโจรนิ่งพร้อมกับตวาดถาม

“แล้วพวกมันบอกหรือไม่ว่าจะไปทางไหน”

“ข้าไม่ได้ถาม” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น “ข้ารู้แต่เพียงว่าพวกนั้นกำลังหลบหนีใครบางคน ดูเหมือนเจ้าหมาป่าจะเรียกคนผู้นั้นว่า” ดวงตาของหัวหน้าโจรเบิกกว้างขณะจ้องผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“โลกิ”

ใบหน้ากร้านซีดขาวด้วยความหวาดกลัว กางเกงที่สวมไว้เปียกแฉะเมื่อน้ำอุ่นๆไหลซึมออกมา
โรบาวห์แทบสิ้นเรี่ยวแรงแม้แต่จะยืนเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนที่เขากำลังพูดด้วยเป็นใคร อสูรเทพมองกิริยาหวาดกลัวของมนุษย์ตรงหน้าด้วยสายตาพึงพอใจ

“เจ้าเป็นมนุษย์คนแรกที่เอ่ยนามของข้าแล้วยังมีชีวิต” มือที่กุมรอบคอคลายออก ร่างของหัวหน้าโจรไหลลงไปนั่งกองกับพื้น เขาคู้ตัวลงพร้อมกับกล่าว

“ขออภัยท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ ข้าไม่ทราบว่าท่านมายังแผ่นดินมนุษย์ ซ้ำยังบังอาจทำกระทำการจาบจ้วงล่วงเกินต่อท่าน”

“หุบปาก!” โลกิตวาดด้วยความรู้สึกรำคาญ เขาเพ่งสายตามองตรงไปยังทิศใต้ สีหน้าของอสูรเทพเต็มไปด้วยการครุ่นคิด

“จากนี้ไปมีเมืองของมนุษย์อีกมากแค่ไหน”

“นับสิบแห่ง แต่ละที่ล้วนแล้วแต่เป็นนครขนาดใหญ่ที่มั่นคงและแข็งแรง” โรบาวห์ตอบ โลกิลูบคางของตนเอง

“ข้าไม่สนใจกำลังพลของมนุษย์เพราะพวกมันเปรียบเหมือนมดปลวกยามอยู่ตรงหน้า” เทพแห่งความร้ายกาจกล่าวพลางลดมือลง “เจ้าพวกนั้นคงเลี่ยงที่จะผ่านเมืองเช่นเดียวกัน แต่มันจะใช้เส้นทางใดเพราะกลิ่นไอแห่งมนตราที่ข้าจับได้ช่างอ่อนเสียเหลือเกิน”

ดวงตาวาววับตวัดกลับมาจ้องที่โรบาวห์อีกครั้ง

“เจ้าคงชำนาญเส้นทาง”

“ข้าเดินทางไปทุกที่ในผืนแผ่นดิน เชี่ยวชาญในทุกเส้นทางรวมทั้งทางลัดตัดผ่านหุบเขา”

“พอที!” โลกิตะคอก “ข้าจะยอมละชีวิตเจ้าเพื่อนำทางให้ แต่จงอย่าได้หลงลำพองใจว่าเจ้าคือคนสำคัญเป็นอันขาด เพราะข้าไม่จำเป็นจะต้องมีสุนัขนำทางเท่าใดนัก และที่สำคัญ” ดวงตาเย็นชาหรี่ลง

“การที่พลังแห่งมันตรามาสถิตยังเจ้า แสดงว่าหนึ่งในนั้นมีความสัมพันธ์พิเศษต่อตัวของเจ้า ข้าจะใช้สายสัมพันธ์นั้นเป็นตัวดึงพวกมันให้เข้ามาหาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งไล่ตามให้เหนื่อยแรง”

อุ้งมือแข็งแรงคว้าไหล่ของโรบาวห์และกระชากเขาให้ลุกขึ้น

“นำทางข้าไป และอย่าได้คิดหลบหนีเป็นอันขาด”

“ข้าไม่มีวันทำเช่นนั้นแน่” หัวหน้าโจรกล่าวด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความนอบน้อม เขาสำรวจต้นไม้โดยรอบและพบกับหยดเลือดดวงเล็กบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง โรบาวห์ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

“ข้าพบเส้นทางของพวกมันแล้ว” เขาชี้มือไปที่หยดเลือด “พวกมันคนหนึ่งถูกพวกข้ายิงจนได้รับบาดเจ็บ เจ้าพวกนั้นรีบเร่งหนีท่านจนไม่มีเวลารักษา ข้าคิดว่าพวกมันคงจะไปหยุดพักที่แม่น้ำใหญ่ข้างหน้าห่างจากที่นี่ราวยี่สิบไมล์อย่างแน่นอน”

“จงรีบนำทางข้าไป” โลกิพูดเสียงเข้ม โรบาวห์รีบกลับหลังหันและเดินนำอสูรเทพแห่งแอสการ์ดมุ่งตรงไปยังแม่น้ำใหญ่ตามคำกล่าวของตนอย่างรวดเร็ว

*/*/*/*/*/*



Create Date : 21 มีนาคม 2554
Last Update : 21 มีนาคม 2554 12:58:40 น.
Counter : 271 Pageviews.

1 comment
มันตราพันธนาการ บทที่ 6 หัวใจแห่งความฉ้อฉล
<6>

หัวใจแห่งความฉ้อฉล

เสียงคนถกเถียงกันดังลั่นดึงความสนใจของผู้คนที่กำลังเดินผ่านไปมาให้หยุดยืนดูชายวัยฉกรรจ์สองคนกำลังทะเลาะกับเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเครื่องแต่งกายรัดกุมดุจพราน สีหน้าของเขาบึ้งตึงด้วยความโกรธ ในมือมีห่อผ้าผืนใหญ่ดูไร้ราคา

“ที่ตกลงกันเอาไว้มันไม่ใช่แบบนี้” เด็กคนนั้นยื่นห่อผ้าไปตรงหน้าชายทั้งสอง “เขากวางงามๆหนึ่งคู่กับผ้าลินินอย่างดีหนึ่งพับ แล้วนี่พวกเจ้าให้ผ้าอะไรข้ามา!” เขาโยนผ้าทั้งผืนใส่หน้า ชายคนหนึ่งยกมือขึ้นรับและเหวี่ยงกลับไปหาเด็กอีกครั้ง

“ที่ข้าบอกคือเขากวางไร้รอยตำหนิ” เขาเตะเขาสัตว์ซึ่งวางอยู่บนพื้นใกล้ตัว “เจ้าลองดูว่ามันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า”

“ตอนที่ข้าแบกเขานี่มามันยังไม่มีรอยบิ่นนั่นเลย” เด็กชายตอบหลังจากชำเลืองตามองเขากวางที่มีรอยบิ่นตรงส่วนปลาย “พวกเจ้าต่างหากที่ทำรอยนั่นขึ้นมาเพื่อต้องการเลี่ยงข้อตกลง”

“พวกข้าเป็นพ่อค้ามีชื่อ ทำไมต้องทำเรื่องแบบนั้นด้วย” ชายร่างใหญ่กว่าตอบ เขามองไปรอบตัวพร้อมกับตะโกนเสียงดัง “พวกเจ้าดูอะไรกัน!”

ผู้คนที่ยืนมุงดูต่างพากันถอยห่างออกไป เพียงไม่นานก็มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ยังคงยืนถกเถียงกันอยู่

“ไอ้พวกขี้โกง!” เด็กชายร้องและยกมือขึ้นชี้หน้าคนทั้งสอง “ส่งเขากวางของข้าคืนมา ข้าขอยกเลิกสัญญาทั้งหมดของพวกแก”

“แกรับผ้านั่นไปแล้ว” ชายหน้าเสี้ยมพูด เขาเลื่อนมือไปแตะด้ามดาบ “ถือว่าสัญญาถูกต้อง”

ใบหน้าเปื้อนฝุ่นของเด็กชายเงยขึ้น เขาจ้องชายทั้งสองคนนิ่งขณะขบกราม

“ก็ได้!” เขาโพล่งออกมาอย่างสิ้นความอดทน “แต่อย่าหวังว่าข้าจะยอมตกลงทำสัญญาอะไรกับพวกแกอีก” ห่อผ้าถูกโยนใส่หน้าชายร่างท้วมอีกครั้ง

“เอาผ้าโสโครกของพวกแกคืนไป ไอ้พ่อค้าสับปลับ!”

“แกมีอะไรน่าสนใจอีกนอกจากเขากวางบิ่นๆสองอันนี้” พ่อค้าร่างใหญ่พูดเยาะ เด็กชายยิ้มและดึงวัตถุสีเงินแวววาวขนาดเล็กออกมาโยนเล่น

“ข้าไม่มีอะไรน่าสนใจอย่างที่แกสองคนพูดจริงๆ” เขารวบวัตถุนั้นเอาไว้ในมือเมื่อเห็นดวงตาวาวด้วยความโลภของชายทั้งสอง “ลาก่อน”

เด็กชายแยกเขี้ยวใส่ทั้งคู่ก่อนจะหันหลังวิ่งออกไปจากหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ชายหน้าเสี้ยมมองตามหลังและหันไปทางคนที่ใหญ่กว่า

“เจ้าเห็นของที่ไอ้หนูนั่นถือไหม” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “นั่นมันเงินบริสุทธ์ชัดๆ”

“ดูเหมือนจะเป็นเครื่องประดับอะไรบางอย่าง” ชายร่างใหญ่ยกมือขึ้นลูบคาง “แต่รับรองได้เลยว่าราคาของมันต้องมากกว่าให้เขากวางสองเขานี่รวมกันเสียอีก”

“เจ้าเด็กนั่นคงไม่คิดจะขายมันให้พวกเราแน่” คนหน้าเสี้ยมพูด “รู้แบบนี้ข้ายอมแลกผ้าลินินให้กับมันไปแล้ว”

“ไม่จำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น ทริคค์” ชายร่างใหญ่กล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย “ข้ามีหนทางแย่งของสิ่งนั้นแล้ว”

“ด้วยวิธีใดกัน” ทริคค์ถามด้วยความสงสัย เขาหรี่ตาลง “หรือเจ้าคิดจะลงมือกับเจ้าเด็กนั่น”

“สงบปากไว้ทริคค์และเร่งตามข้ามา” ชายร่างใหญ่กวาดสายตามองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างระมัดระวัง “อย่าลืมเขากวางพวกนั้นด้วย”

ทริคค์ก้มลงหยิบห่อผ้าที่เขาใช้บรรจุเขากวางสองเขาขึ้นมาแล้วพาดไว้ที่ไหล่และเดินตามหลังชายร่างใหญ่ซึ่งกำลังเดินตรงไปหาชายผู้หนึ่งที่กำลังตีเหล็กอยู่อย่างขะมักเขม้น

“ขออภัย” เขาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ข้ามีนามว่าโรบาวห์เป็นพ่อค้าที่เดินทางเข้ามาค้าขายในเมืองนี้....”

“ข้าไม่สนใจจะซื้อของสิ่งใดจากเจ้า” ช่างตีเหล็กพูดด้วยสีหน้ารำคาญ “หากไม่คิดจะสั่งให้ข้าทำอะไรก็จงไปให้ไกล” เขาเงื้อค้อนในมือและตีลงไปบนแผ่นเหล็กที่ร้อนจัดจนเป็นสีแดง โรบาวห์กระตุกยิ้มอย่างรู้ทัน

“อันที่จริงการเป็นพ่อค้าก็มิใช่เรื่องที่ดีนัก มีหลายครั้งที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับโจรร้าย ข้าเคยคิดว่าน่าจะพกดาบดีๆสักเล่ม”

“หากเจ้าเดินเข้าไปในบ้านของข้า บางทีอาจจะพบกับดาบที่ถูกใจก็เป็นได้” ช่างตีเหล็กรีบพูด โรบาวห์หันไปหลิ่วตาให้กับทริคค์ก่อนจะก้าวขาเข้าไปในบ้านของช่างตีเหล็ก ริมผนังมีดาบหลายเล่มแขวนไว้ ชายร่างใหญ่เดินไปหยุดยืนพิจารณาและหยิบดาบขึ้นมาเล่มหนึ่ง

“เป็นดาบดี” เขาทำท่ากวัดแกว่งไปมาอย่างถูกอกถูกใจ ช่างตีเหล็กยิ้มกว้าง

“ดาบเล่มนั้นใช้เวลาตีถึงสองเดือน มันเป็นดาบดีที่สุดในร้านเลยทีเดียว”

“ยอดเยี่ยม” โรบาวห์เก็บดาบกลับลงฝัก “ข้าตกลงซื้อดาบเล่มนี้” เขาล้วงมือเข้าไปในเสื้อและหยิบถุงหนังออกมา

“พูดถึงเรื่องการซื้อขาย เมื่อครู่ข้าได้พบกับเด็กชายอายุราวสิบสี่ปีคนหนึ่ง เขาขายเขากวางคู่นี้ให้แก่ข้าโดยขอแลกกับผ้าเนื้อดีสองผืน เมื่อครู่ข้าตรวจดูปรากฏว่าเจ้าหนูนั่นหยิบผ้าไปไม่ครบ”

เขาส่งเหรียญเงินจำนวนหนึ่งให้กับช่างตีเหล็กซึ่งรีบยื่นมือออกมารับ

“เจ้านั่นหยิบของไปไม่ครบอย่างนั้นหรือ”

“ถูกต้อง” โรบาวห์ตอบพลางหยิบดาบขึ้นมาถือไว้ “อันที่จริงข้าคงไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเท่าใดนักหากคืนนี้พวกเรายังคงอยู่ในเมือง”

ช่างตีเหล็กทำสีหน้าครุ่นคิด เขาเขย่าเหรียญเงินในมือสองสามครั้ง

“ท่านจะฝากผ้าผืนนั้นไว้กับข้าก็ได้ ข้าจะรีบมอบให้เจ้าเลเบนทันทีที่เขาย้อนกลับมา”

“เลเบน” โรบาวห์ทวนชื่อ “ฟังดูเหมือนเจ้าคุ้นเคยกับเขาดี”

“เจ้าหนูนั่นเป็นเด็กนิสัยดี” ช่างตีเหล็กอธิบาย “บ้านของเขาอยู่นอกเขตหมู่บ้านเลยออกไปทางชายป่าด้านตะวันตก เมื่อก่อนเลเบนมักจะเข้ามาที่นี่เพื่อนำของป่ามาแลกกับอาหารเดือนละสองครั้ง แต่หลังจากแม่เขาตายเจ้าหนูนั่นก็แทบไม่ค่อยจะได้มา”

“น่าเห็นใจ” โรบาวห์กระตุกยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นข้าขอนำผ้าไปมอบให้กับเขาถึงที่บ้านดีกว่า เพราะบังเอิญพวกเราต้องเดินผ่านไปทางนั้นพอดี”

“ตามแต่ใจของท่านเถิด” ช่างตีเหล็กพูด “หมดธุระแล้วข้าขอตัวไปทำงานของข้าต่อ”

โรบาวห์ก้าวออกมาจากบ้านของช่างตีเหล็ก เขาเดินตรงไปหาทริคค์ซึ่งยืนรออยู่ด้านนอกพร้อมกับยิ้ม

“ข้ารู้ที่อยู่ของเจ้าหนูนั่นแล้ว” เขาพูดขึ้น “รีบไปหามันกันเถิด”

เลเบนกึ่งเดินกึ่งวิ่งผ่านทุ่งหญ้าไปจนถึงชายป่าซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไม่มากเท่าใดนัก เด็กชายเดินไปยังโคนต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งและนั่งลงเหยียดขาในท่าทางผ่อนคลายก่อนจะดึงวัตถุสีเงินขนาดเล็กออกมาจากอกเสื้อของตน

“มันคืออะไรกัน” เขาพึมพำขณะพลิกดูของที่อยู่ในมืออย่างพิจารณา มันมีลักษณะคล้ายจี้ห้อยคอรูปทรงกระบอกขนาดเล็ก ปลายด้านหนึ่งประดับด้วยอัญมณีเม็ดจิ๋วสีแดงสด มันส่องประกายวาววับสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเย็น ทำให้เลเบนสังเกตเห็นตัวอักษรประหลาดประทับอยู่บนปลายอีกด้าน เขาขมวดคิ้ว

“นี่มันภาษาอะไรกัน” เขายกขึ้นส่องกับแสงเพื่ออ่าน “ไม่ใช่อักษรกราวด์แน่ๆ ตัวหนังสือสวยขนาดนี้”

“ไม่ว่ามันจะเป็นอักษรใดก็ไม่คู่ควรสำหรับเจ้าเลยสักนิด เลเบน” เสียงทุ้มห้าวดังขึ้น เด็กชายดีดตัวยืนตรงทันทีและเก็บวัตถุสีเงินกลับเข้าไปในอกเสื้ออย่างเร็ว

“ไอ้พ่อค้าจอมโกง” เลเบนทักพร้อมกับแสยะยิ้ม “อย่าบอกนะว่าเจ้าเกิดเปลี่ยนใจนำผ้าลินินมาให้ข้า”

“ข้าตั้งใจแบบนั้นจริงเจ้าหนู” โรบาวห์ตอบ เขาหรี่ตาลง “เพียงแต่ข้าจะใช้ผ้านั่นห่อร่างของเจ้าก่อนฝังลงดิน”

เสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งกรูกันเข้ามายืนรายล้อมร่างของเด็กชายเอาไว้ ใบหน้าของทุกคนแลดูเหี้ยมโหดดุดันจนน่ากลัว เลเบนยิ้มอย่างใจเย็น

“หน้าตาแบบนี้ไม่น่าจะเป็นพ่อค้าได้เลยนะ” เขาดึงดาบที่สะพายไว้ทางด้านหลังออกมา “ลูกค้าคงตกใจวิ่งหนีไปจนหมดก่อนเจ้าจะทันวางสินค้าเสียด้วยซ้ำ”

“พวกเขามีหน้าที่อารักขาข้าสองคน” ทริคค์พูดขึ้นมาบ้าง “อย่างที่เจ้ารู้ พวกข้าเป็นพ่อค้าเร่ การเดินทางไปมาระหว่างเมืองต่างๆอันตรายนัก เราจึงต้องมีนักสู้ฝีมือดีคอยติดตาม”

“ดูยังไงพวกเขาก็ไม่เหมือนนักสู้” เลเบนยิ้มเยาะ “ถ้าบอกว่าเป็นโจรยังจะน่าเชื่อเสียกว่า”

“เลิกพูดจาอ้อมค้อมกันเสียที!” โรบาวห์โพล่งขึ้นมาอย่างสิ้นความอดทน “ส่งของสิ่งนั้นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ดีกว่า”

“เจ้าพูดถึงอะไรกัน” เด็กชายทำหน้าฉงน “เขากวางข้าก็ให้เจ้าไปแล้ว ที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็มีเพียงเนื้อเค็มแห้งสองสามชิ้น ถ้าพวกเจ้าหิวข้าจะยอมสละแบ่งให้”

“อย่ามาทำเล่นลิ้นกับข้า” โรบาวห์พูดเสียงต่ำ “เจ้ารู้ดีว่าข้าหมายถึงสิ่งใด”

เขายกมือขึ้นโบก ชายฉกรรจ์หกถึงเจ็ดคนเดินปรี่เข้าไปหาเลเบนด้วยท่าทางมุ่งร้าย เด็กชายกวัดแกว่งดาบเป็นเชิงขู่

“อย่าคิดว่าข้าเป็นเด็กแล้วจะกลัวพวกเจ้า” เขาตะโกนเสียงดัง “เข้ามาได้เลยหากผู้ใดไม่ต้องการมีลมหายใจ”

เงาดาบตวัดผ่านเลเบนเฉียดใบหน้าของเขาไปไม่ถึงนิ้ว เด็กชายกระโดดถอยหลังพร้อมกับเหวี่ยงดาบในมือปัดอาวุธของอีกฝ่ายออกไปและหมุนตัวพร้อมกับก้มหลบคมดาบของชายฉกรรจ์อีกคนซึ่งฟันเข้าใส่ด้านหลังของเขา

“แบบนี้ต้องเรียกว่าหมาลอบกัดมากกว่าโจร” เลเบนตะโกนและก้าวถอยหลัง เขาตวัดอาวุธในมือของตนจากนั้นจึงเริ่มบุกเข้าต่อสู้กับชายคนที่ยืนใกล้ที่สุด ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ทันได้ระวังตัว คมดาบของเลเบนปาดลงไปบนลำคอของเขา ร่างกำยำล้มลงสิ้นใจทันที เสียงคำรามอย่างโกรธแค้นดังจากคนที่เหลือ พวกเขาจ้องเด็กชายและกวัดแกว่งดาบไปมาก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีเขาพร้อมกัน

“จะสับมันจนเละก็ได้ แต่ระวังของในกระเป๋านั่นให้ดี” โรบาวห์ร้องบอก เขายืนกอดอกมองดูเลเบนซึ่งกำลังต่อสู้กับชายร่างใหญ่ถึงหกคนด้วยความรู้สึกสะใจ

“ไอ้พวกหมาหมู่!” เสียงเด็กหนุ่มร้องอย่างเดือดดาล เขาปัดดาบที่เหวี่ยงเข้ามาออกไปพร้อมกับพลิกตัวหลบกำปั้นของชายอีกคนและยกเท้าขึ้นเตะไปที่หว่างขาของเขาเต็มแรง เสียงร้องอุทานอย่างเจ็บปวดดังขึ้นแต่เลเบนไม่ใส่ใจ เขาดึงมีดสั้นซึ่งเหน็บไว้ที่เอวแล้วปาออกไปทันที มันพุ่งไปปักกลางหน้าผากของชายคนที่โดนเตะอย่างแม่นยำ

“อีกเพียงแค่ห้าคนเท่านั้น” เด็กชายพูดเสียงดัง “แล้วข้าจะไปคุยกับแก”

“ผ่านพวกเขามาให้ได้ก่อนจะดีกว่า เลเบน” เสียงโรบาวห์เย็นชาจนน่ากลัว เขาดีดนิ้วหนึ่งครั้ง เสียงสวบสาบดังออกมาจากแนวป่าโดยรอบ เลเบนชะงักพร้อมกับถอยหลังออกไปสองสามก้าวพร้อมกับเหยียดยิ้ม

“พวกแกเป็นโจรจริงๆ” เขาพูดขณะที่กวาดตามองชายฉกรรจ์จำนวนไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนซึ่งเดินออกมาจากป่า เสียงโรบาวห์หัวเราะ

“ดูเหมือนเจ้าจะเกิดความกลัวขึ้นมาบ้างแล้วสินะ” เขาจ้องหน้าเด็กชายเขม็ง “ส่งของสิ่งนั้นมาให้ข้า ชีวิตเจ้าอาจจะรอด”

“ถ้าแกอยากได้จริงๆข้าก็จะให้” เลเบนร้องบอก รอยยิ้มไม่น่าดูผุดขึ้นบนใบหน้าของพ่อค้าเจ้าเล่ห์ มันเลือนหายไปทันทีเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของเด็กชาย

“แต่เจ้าต้องคุกเข่าและคลานเข้ามาขอ”

“ฆ่ามัน!” โรบาวห์ตะโกนลั่น “สับมันให้แหลกเป็นชิ้นแล้วค่อยชิงของมา”

ชายฉกรรจ์ทั้งหมดย่างสามขุมเข้าหาเลเบน สีหน้าของทุกคนเหี้ยมโหดและดูน่ากลัว เด็กชายหัวเราะในลำคอขณะกระชับดาบในมือ

“อยากตายแบบไหนก็บอกมา” เขาคำรามพร้อมกับเหวี่ยงดาบปัดอาวุธของผู้ที่บุกเข้ามาเป็นคนแรกออกไปและตวัดดาบฟันใบหน้าชายอีกคนหนึ่งจนขาดหายไปทั้งแถบ ชายอีกสองคนกวัดแกว่างดาบและฟาดเข้าใส่ร่างของเลเบนพรอ้มกัน เด็กชายกลิ้งตัวหลบแต่กลับถูกใครบางตนเตะไปที่สีข้างอย่างแรง
เลเบนล้มลงทันทีและร้องเสียงดังเมื่อถูกรองเท้าหนาหนักของผู้ที่เตะเขาเหยียบบนอก คมดาบเย็นเยียบวางจรดลงบนลำคอ

“จะตัดแขนหรือขาของแกก่อนดี ไอ้หนู” เขาขู่พลางลากปลายดาบไปยังต้นแขนของเด็กชาย เลเบนถ่มน้ำลายปนเลือดออกจากปากแล้วยิ้ม

“ข้าขอข้อเท้าของแกก่อนก็แล้วกัน”

เลือดสีแดงเข้มพุ่งกระฉูดออกมาจากข้อเท้าซึ่งเหยียบเด็กชายเอาไว้ ร่างของชายคนนั้นล้มลงขณะที่เลเบนยันตัวลุกอย่างรวดเร็ว เขาหมุนมีดสั้นในมือและหันไปจ้องโรบาวห์

“อยากได้ของมีค่ามันต้องออกแรงกันหนักหน่อย”

เด็กชายกวาดตามองชายฉกรรจ์ซึ่งยืนรายล้อมเขาอยู่

“เข้ามา!” เขาหมุนดาบในมือและตั้งท่ารอ เสียงหวีดคล้ายอะไรบางอย่างวิ่งผ่านอากาศดังขึ้น
เลเบนสะดุ้งเฮือกสุดตัว เขายกมือกุมหัวใหล่ของตนเอง สีหน้าของเด็กชายเต็มไปด้วยความโกรธ

“เจ้าพวกขี้ขลาด!” เลเบนคำรามขณะพยายามดึงลูกธนูซึ่งปักติดแน่นบนไหล่ โรบาวห์หัวเราะพลางลดคันศรในมือลงและส่งให้กับทริคค์

“ผู้รู้จักการฉกฉวยโอกาสต่างหาก” เขาพูดและโบกมือเป็นเชิงให้สัญญาณกับเหล่าสมุน ตอนนี้ข้ามีสองทางให้เจ้าเลือกระหว่างถูกตัดหัวแล้วข้าเดินไปหยิบของ หรือ.....” ชายร่างท้วมหัวเราะเสียงต่ำ

“ให้ข้าดึงของสิ่งนั้นออกมาจากเสื้อของเจ้าแล้วค่อยตัดหัว”

“จะยังไงก็ได้ แต่ขอให้เจ้าเป็นผู้ลงมือกระทำเอง” เลเบนตอบเสียงเข้ม มือหยาบหนาของโจรคนหนึ่งฟาดลงไปบนใบหน้าของเขาเต็มแรง เลือดไหลออกมาจากมุมปากทันที

“ปากกล้าไม่สมตัว” เจ้าโจรถ่อยยกดาบของมันขึ้น สายตาเลื่อนไปทางโรบาวห์ราวกับรอคำสั่ง

“ข้าเลือกข้อแรก”

พ่อค้าโจรเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบ ลูกน้องของเขาแสยะยิ้มพร้อมกับหันไปจ้องหน้าเลเบน

“ข้าจะเก็บกะโหลกเล็กๆของเจ้าไว้เป็นที่ระลึก”

เสียงดังคล้ายของมีคมแทรกลงไปในผิวของต้นไม้ ร่างกำยำชะงักค้างนิ่งในท่าเงื้อง่า ใบหน้าของโจรเต็มไปด้วยความงงงันเมื่อมันก้มลงมองดาบขนาดใหญ่ซึ่งปักติดแน่นอยู่บนทรวงอกของตนเอง เลเบนกัดฟันถีบร่างของมันให้ล้มไปอีกด้านและพยายามลุกขึ้น เสียงฝีเท้าย่ำบนใบไม้ดังออกมาจากป่า กลุ่มโจรหันไปจ้องชายหนุ่มซึ่งกำลังก้าวมาหยุดยืนนิ่งใต้เงาไม้ด้วยความรู้สึกแปลกใจ

“เจ้าเป็นใคร”

โรบาวห์ร้องถาม ชายหนุ่มผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและหรี่ตาลง

“น่าแปลกที่เจ้าจำข้าไม่ได้” เขาพูดเสียงเรียบพลางดึงดาบอีกเล่มออกมาจากข้างเอว ดวงตาสีดำชำเลืองไปทางเลเบนก่อนตวัดกลับไปหาโรบาวห์อีกครั้ง

“ข้าไม่รู้จักเจ้า!” หัวหน้าโจรตวาด อีกฝ่ายกลับยิ้ม

“แต่ข้ารู้จักเจ้าดี” เขากวัดแกว่งดาบหมุนเป็นวง “โรบาวห์หัวหน้าโจรแห่งอัลบาดัน จอมโฉดของแผ่นดิน”

รอยยิ้มน่าขนลุกฉาบบนใบหน้าของพ่อค้าโจร เขามองหน้าชายหนุ่มและไล่สายตาสำรวจราวไล่เรียงความทรงจำ เสียงหัวเราะดังขึ้นในลำคอ

“ข้าจำจี้ห้อยคออันนั้นได้” เขาจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง “คนของหมู่บ้านอัมบาร์”

“น่าดีใจจริงที่เจ้ายังจำได้”

“ก็แค่ทางผ่านของพ่อค้าเช่นข้า” โรบาวห์กล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะในขณะที่อีกฝ่ายคำราม

“ทางผ่านของพ่อค้า” ชายหนุ่มทวนคำเสียงกร้าว “พ่อค้าประเภทใดกันที่เผาทำลายหมู่บ้านทิ้งหลัง
สังหารผู้คนจนสิ้นแล้ว”

“ข้าเพียงชำระล้างหลังการค้าขาย” พ่อค้าโจรกล่าวตอบ “แต่นั่นมันก็ผ่านมานานหลายปีแล้ว น่าแปลกที่เจ้ายังคงรอดมาได้”

“ต้องขอบใจรอยแผลที่เจ้าฝากไว้ให้” ชายหนุ่มพูดเสียงเหี้ยม เขาก้าวเข้าไปหาโรบาวห์ด้วยท่าทางมุ่งร้าย พ่อค้าใจโฉดยังคงยืนนิ่ง ในขณะที่ลูกน้องของเขาขยับออกมายืนขวางหน้า

“ยังคงหลบอยู่แต่ในเงาเหมือนเดิม” ชายหนุ่มคำราม โรบาวห์ยิ้ม

“ข้าก็แค่ขอรับการคุ้มครองจากพวกเขาเท่านั้น” ชายฉกรรจ์นับสิบพุ่งเข้าจู่โจมชายหนุ่มแปลกหน้าทันที เขาตอบโต้กลับอย่างว่องไว พ่อค้าโจรยืนมองดูการต่อสู้ด้วยสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปทางเลเบน

“รีบไปแย่งของสิ่งนั้นจากเจ้าเด็กนั่นมา” เขาสั่งทริคค์ อีกฝ่ายหน้าถอดสี

“เจ้าไปเองไม่ดีกว่าหรือ”

โรบาวห์ถลึงตาใส่เพื่อน ทริคค์จึงพยักหน้าและเดินตรงเข้าไปหาเด็กชายซึ่งกำลังนอนหายใจระรวยเพราะพิษของธนู

“รีบเร่งมือเข้า!” เสียงโรบาวห์ร้องเตือน ทริคค์จึงเลื่อนมืออันสั่นเทาของเขาออกและล้วงเข้าไปในเสื้อของเลเบน ดวงตาซีดเบิกกว้างด้วยความตกใจ ทริคค์ดึงมือกลับทันที

“เจ้า.....” เขาร้องออกมาได้เพียงเท่านั้นก่อนร่างซึ่งนั่งคร่อมเหนือตัวของเด็กชายจะล้มลง เลเบนดึงมีดออกมาจากอกของทริคค์และพยายามดันตัวให้ลุกขึ้น เสียงการต่อสู้ที่อยู่ไม่ไกลตัวเรียกความสนใจของเขาให้เลื่อนสายตาไปมอง

“พวกหมาหมู่”

เด็กชายคำรามในลำคอ เขาเอื้อมมือไปหยิบดาบซึ่งตกอยู่ใกล้ๆและใช้มันยันกายให้ลุกขึ้น แต่พิษของธนูทำให้ร่างกายของเลเบนไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะยกขาก้าว เขายืนโอนเอนไปมาแต่ดวงตายังคงจ้องชายหนุ่มที่กำลังถูกรุมล้อมแน่วนิ่ง

“ระวัง!”

เลเบนร้องเตือนเมื่อโจรคนหนึ่งเงื้อดาบขึ้นหมายจะฟันร่างของชายหนุ่มจากทางด้านหลัง มีดสั้นของเด็กชายพุ่งออกจากมือไปปักต้นคอของโจรอย่างแม่นยำ ชายฉกรรจ์สามสี่คนร้องด้วยความโกรธและเดินเข้าไปหาเลเบนหมายจะสังหารให้ดับดิ้น ชายหนุ่มกวัดแกว่งดาบปัดโจรที่รุมล้อมเขาและรีบวิ่งไปหาเด็กชาย เขาตวัดดาบฟันชายฉกรรจ์ที่คิดจะทำร้ายเลเบนจากนั้นจึงหันไปตั้งรับการบุกเข้ามาอย่างต่อเนื่องของโจรร้ายโดยมีโรบาวห์ยืนยิ้มเยาะอยู่อีกด้าน

“เจ้าโจรชั่ว!” ชายหนุ่มคำรามลอดไรฟันด้วยความโกรธ เขาเหวี่ยงดาบสังหารโจรทุกคนที่เข้ามาใกล้พลางชำเลืองมองเลเบนซึ่งล้มทรุดลงด้วยความเป็นห่วง

“เจ้าหนู”

“ข้า.....ไม่เป็นอะไร” เสียงเด็กชายหอบหายใจและล้มลงสิ้นสติ ชายผู้นั้นรีบนั่งลงประคอง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความวิตกเมื่อพบว่าร่างของเลเบนร้อนจัดราวกับไฟ

“เจ้าใช้พิษกับเด็กตัวเท่านี้หรือ โรบาวห์” เสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความโกรธ เขาหันไปจ้องพ่อค้าโจรเขม็ง อีกฝ่ายตีสีหน้าเยาะ

“แค่พิษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เจ้าเด็กนั่นไม่ถึงกับตายหรอก” เขายกมือขึ้น “แต่ไม่ต้องวิตกไปเพราะข้าจะให้พวกเจ้าได้พบกับความตายอย่างไม่ทรมาน”

รอยยิ้มแสยะปรากฏบนใบหน้าเหี้ยมขณะที่มองดูลูกสมุนโจรจำนวนมากของเขารายล้อมรอบชายหนุ่ม อาวุธในมือกวัดแกว่งไปมาในท่าคุกคาม พวกมันส่งเสียงร้องอย่างคึกคะนองเมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีกำลังน้อยกว่าตน

“ฆ่ามัน”

เสียงเย็นชาของโรบาวห์ร้องสั่ง โจรคนหนึ่งเงื้อดาบขึ้นและพุ่งเข้าหาชายหนุ่มทันทีโดยพรรคพวกที่เหลือกรูตามกันเข้ามา คมดาบขาววับวาวตวัดสะท้อนแสงแดดตัดร่างโจรร้ายทุกคนที่เข้าใกล้ เสียงหอบหายใจกระชั้นถี่ในขณะที่เรี่ยวแรงของชายหนุ่มเริ่มลดน้อยลง เขากอดร่างของเลเบนเอาไว้และหันกลับไปรับดาบของโจรคนหนึ่งซึ่งบุกเข้ามาทางด้านหลัง จังหวะการตั้งรับที่ไม่คาดฝันทำให้การเคลื่อนไหวของเขาช้าลง ดาบในมือถูกกระแทกอย่างแรงจนหลุดออกจากมือ ชายหนุ่มร้องด้วยความโกรธเมื่อปลายดาบของโจรคนนั้นจ่ออยู่ที่ลำคอ

“ลงมือเลยสิ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะเป็นฝ่ายถูกฆ่า”

ชายหนุ่มคำราม โจรร้ายแสยะยิ้ม

“ถ้าอย่างงั้นก็ตายซะ”

แต่ยังไม่ทันที่เจ้าคนโฉดจะทันได้ลงมือ เสียงขู่คำรามของสัตว์ป่าก็ดังขึ้น เจ้าโจรร้องเสียงหลงเมื่อถูกร่างที่มีขนพองฟูสีเทากระโจนเข้าใส่และฝังเขี้ยวลงไปในแขนแล้วสะบัดกระชากจนขาด โจรร้ายล้มลงไปนอนดิ้นพลางส่งเสียงร้องครวญครางในขณะที่ผู้เข้ามาขวางมองกลุ่มตนร้ายด้วยดวงตาสีเหลืองทองแสนดุดัน

“นี่มันอะไรกัน” บาร์คพูดขึ้นก่อนจะหันไปแยกเขี้ยวขู่โจรอีกคนซึ่งเข้ามาใกล้ “พวกมนุษย์ขลาดเขลาจนถึงขนาดรุมสังหารเด็กเชียวหรือ”

“ข้าผิดหวังในสิ่งที่เห็นมากกว่าเจ้าเสียอีก” กิลกาเมชกล่าวขณะก้าวเข้ามา เขาตวัดดาบฟันโจรสองคนซึ่งพุ่งเข้าไปหาขาดสองท่อนภายในครั้งเดียว “คำร่ำลือว่าชนมนุษย์เต็มไปด้วยความหาญกล้า ตรงกันข้ามกับที่ข้าพบในตอนนี้เหลือเกิน”

โรบาวห์ยืนตกตะลึงมองดูผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่ด้วยสายตาตระหนก เขาจ้องกิลกาเมชซึ่งอยู่ในชุดเกราะอ่อนสีทองอย่างหวาดกลัว บรรดาลูกน้องโจรของเขาต่างพอกันก้าวถอยหลังด้วยความหวั่นเกรง

“เอลฟ์” พ่อค้าโจรพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าแสดงความคาดไม่ถึง “เหตุใดพวกเอลฟ์จึงมาอยู่ที่นี่”

“ใช่ว่าข้าจะอยากมาเหยียบแผ่นดินของพวกเจ้า” กิลกาเมชตอบ “แต่การรุมทำร้ายคนซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าทำให้ข้าไม่อาจทนนิ่งดูดายอยู่ได้”

“จะมามัวเสียเวลาเจรจาให้มากความอยู่ทำไม ลงมือสังหารพวกมันเสียให้สิ้นไปโดยเร็วจะดีกว่า” บาร์คกล่าวแทรกพลางแลบลิ้นเลียปากของตน กิลกาเมชสั่นศีรษะ

“ข้ามิได้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับพวกเขา”

“นี่เจ้าต้องรอให้คมดาบของพวกมันฝังลงไปบนอกเสียก่อนจึงจะต่อสู้อย่างนั้นหรือ ท่านแม่ทัพ” บาร์คกล่าวด้วยน้ำเสียงประชด กิลกาเมชตวัดสายตามองหมาป่าก่อนจะเลื่อนไปที่โรบาวห์

“จะล่าถอยออกไปหรือให้ข้าสังหารจนสิ้นแล้วจึงจำนน”

“อย่าคิดว่าเป็นชาวเอลฟ์แล้วจะกระทำทุกสิ่งได้ดั่งใจ” พ่อค้าโจรกัดฟันพูด เขามองบริวารซึ่งกำลังยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว “ตกลงข้าจะไป!” เขาพูดออกมาในที่สุด “แต่หลังจากที่ข้าได้ของสำคัญกลับคืนมาจากเจ้าเด็กนั่นก่อน”

“ของสำคัญของเจ้า เหตุใดจึงไปอยู่กับเขา” กิลกาเมชเอ่ยถาม โรบาวห์แยกเขี้ยว

“ดูเหมือนชาวเอลฟ์จะไม่รู้จักคำว่าขโมย” เขาตอบเสียงห้วน “เจ้าเด็กนั่นขโมยของของข้าไป และข้าต้องการได้มันกลับคืนมา เดี๋ยวนี้!”

แม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นชำเลืองตามองเลเบนซึ่งกำลังนอนสิ้นสติอยู่บนพื้นหญ้า คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเมื่อดวงตาแห่งเผ่าพันธุ์มองเห็นพลังบางอย่างแผ่ออกมาจากเสื้อของเด็กชาย กิลกาเมชหันกลับไปทางโรบาวห์

“ของสำคัญที่เจ้ากล่าวมีลักษณะเช่นไร”

“เป็นจี้เงินทรงกระบอกขนาดเล็ก มีอัญมณีสีแดงประดับอยู่บนปลายด้านหนึ่ง”

“แค่นั้นหรือ” แม่ทัพแห่งนครไพรถาม

“แค่นั้น รีบส่งมันมาให้ข้าโดยเร็ว!”

“ข้าคิดว่าคงไม่ได้” กิลกาเมชตอบ เขาตวัดดาบไปด้านหน้าชี้ตรงไปที่โรบาวห์ “เพราะของดังกล่าวมีลักษณะมากกว่าที่เจ้ากล่าวมา และที่สำคัญข้าไม่คิดว่าผู้มีบริวารมากมายรายล้อมกายเช่นเจ้าจะถูกเด็กตัวเล็กๆลักลอบไปขโมยออกมาได้”

ดวงตาสีฟ้าครามทอประกายวาววับ

“ไปให้พ้นจากสายตาข้า เจ้ามนุษย์!”

โรบาวห์ขบกรามตนเองแน่น เขามองกิลกาเมชและบาร์คเขม็งก่อนจะพูดเสียงกร้าว

“อย่าคิดว่าข้าจะยอมแพ้เพียงเท่านี้ เอลฟ์ สักวันข้าจะทำให้เจ้าสำนึกว่ามนุษย์มิใช่ผู้ที่เจ้าจะเอ่ยปากขับไล่ได้ตามแต่ใจ” ดวงตาอาฆาตมองจ้องไปที่ชายหนุ่ม

“แล้วข้าจะกลับมาทวงความแค้นครั้งนี้คืน”

สายตาของโรบาวห์ตวัดกลับไปที่กิลกาเมชอีกครั้ง เขาเชิดหน้าขึ้นและหมุนตัวเดินจากไปทันทีโดยมีเหล่าบรรดาบริวารโจรรีบตามไปด้วยกิริยาลนลาน ชายหนุ่มร้องคำรามเสียงดังพร้อมกับขยับตัวหมายจะพุ่งตามอีกฝ่ายไปด้วยความแค้น แต่บาร์คกลับกัดชายเสื้อของเขาเอาไว้

“ปล่อยข้า!”

“ไม่” บาร์คตอบพร้อมกับสะบัดร่างของเซรัคให้ล้มลง “เจ้ายังมีสิ่งสำคัญกว่าการฆ่าเจ้าโจรนั่นที่ต้องกระทำ”

“ข้าไม่มีธุระอะไรกับหมาป่าพูดได้อย่างเจ้า” ชายหนุ่มตวาด บาร์คสั่นหน้า

“ข้าเองก็ไม่มีธุระอะไรกับเจ้า”ตาสีเหลืองอำพันจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่งบาร์คทำจมูกฟุดฟิดและบ่นพึมพำ “เจ้ามีกลิ่นที่แปลกมาก”

ชายหนุ่มขบกรามตนเองแน่น เขาปัดจมูกของบาร์คออกพร้อมกับหันไปมองเลเบนซึ่งยังนอนสิ้นสติอยู่ ด้วยสีหน้าเป็นห่วง กิลกาเมชเก็บดาบของตนและนั่งลงตรวจอาการของเด็กชาย

“เขาถูกพิษ” เอลฟ์แห่งเออร์ไอเด็นกล่าวพลางใช้มีดสั้นตัดส่วนปลายทั้งสองด้านของธนูออก

“เจ้ารักษาเขาได้หรือไม่” ชายหนุ่มถามอย่างเร็ว กิลกาเมชผงกศีรษะ

“ได้”

“ถ้าอย่างนั้นรีบเร่งมือช่วยเขาด้วยเถิด”

กิลกาเมชรีบตรวจบาดแผลของเลเบนและถาม

“เจ้าชื่ออะไร”

“เซรัค” ชายหนุ่มตอบ เขามองสีหน้าของเด็กชายเริ่มซีดลงทุกขณะอย่างวิตกในขณะที่แม่ทัพแห่งเออร์ไอเด็นขยับตัวเตรียมจะดึงธนูส่วนที่เหลือออกแต่บาร์คกลับส่งเสียงคำราม

“เดี๋ยว” เจ้าหมาป่าเงยหน้าขึ้นแล้วสูดอากาศ “พวกเราต้องรีบออกไปจากที่นี่โดยเร็ว!”

“มีอะไรหรือบาร์ค” กิลกาเมชเอ่ยถามและขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย สุนัขป่าขนเทาหันมามองหน้าเขาพร้อมกับตอบ

“เขามาถึงที่นี่แล้ว”

“ใคร” แม่ทัพแห่งนครไพรถาม บาร์ดคำรามในลำคอก่อนจะตอบเสียงเครียด

“โลกิ”

*/*/*/*/*/*/*/*




Create Date : 13 มีนาคม 2554
Last Update : 13 มีนาคม 2554 18:15:01 น.
Counter : 150 Pageviews.

0 comment
มันตราพันธนาการ บทที่ 5 เปลวไฟในดวงตา
<5>

เปลวไฟในดวงตา

กระแสธารใสสะอาดไหลผ่านผืนป่าอันกว้างใหญ่สร้างชีวิตให้กับพงไพรจนแลเขียวชอุ่มไปจนทั่ว กิลกาเมชยืนมองหมู่มวลผีเสื้อที่กำลังกระพือปีกเหนือมวลไม้ดอกหลากสีสันด้วยความชื่นชมก่อนจะลดสายตาลงดูบาร์คที่กำลังก้มหน้าก้มตาดื่มน้ำอย่างกระหาย เขาขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจขณะมองเจ้าหมาป่าอย่างพิจารณา

“มีอะไรหรือ” บาร์คเอ่ยถามขึ้นพลางหันมามองแม่ทัพเอลฟ์ เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบ

“ไม่มี” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินเสียงเจ้าหมาป่าหัวเราะ “มีสิ่งใดน่าขัน”

“ก็แค่รู้สึกตลกที่ได้ยินคำโกหกของเอลฟ์” เจ้าหมาป่าตอบพลางเดินไปนั่งบนก้อนหินและยกขาหลังขึ้นเกาหู “เจ้าจ้องข้าอยู่ตั้งนานแล้วยังจะมากล่าวว่าไม่มีอะไร ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าขันหรอกหรือ”

“ข้าไม่ได้จ้องเจ้า” กิลกาเมชแย้งขึ้นและนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะถอนใจ “ก็ได้ ข้ายอมรับว่ากำลังมองเจ้าอยู่”

“ทำไม” บาร์คถาม “หรือว่าเจ้ายังคงระแวงในตัวของข้า”

“เจ้าเป็นผู้ที่องค์ธอร์เลือกมา ข้าย่อมไม่บังอาจคิดเช่นนั้น” สีหน้าของแม่ทัพหนุ่มเต็มไปด้วยความลำบากใจ “ข้าเพียงแต่สงสัยเท่านั้น”

“สงสัย” เจ้าหมาป่าทวนคำ “คงเป็นเรื่องที่ว่า ทำไมข้าถึงพูดได้”

“ใช่” กิลกาเมชตอบ “ถึงเอลฟ์จะเป็นผู้ที่มีพลังในการฟังเสียงธรรมชาติ แต่การที่หมาป่าอย่างเจ้าเจรจาได้ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา” เขาจ้องหน้าบาร์คเขม็ง “เจ้าเป็นใครกันแน่ บาร์ค”

“ก็แค่หมาป่าธรรมดาตัวหนึ่ง” บาร์คตอบพร้อมกับเหยียดขาหน้าออกไป “ที่บังเอิญมีลิ้นแบบมนุษย์”

“นั่นไม่ใช่คำตอบ”

“เพราะข้าไม่ชอบถูกถาม” เจ้าหมาป่าสวนทันควัน “บางครั้งท่านควรละทิ้งข้อสงสัยและหันมาให้ความเชื่อใจเผ่าพันธุ์อื่นบ้างนะ กิลกาเมช”

“ข้าแค่แปลกใจเท่านั้น” แม่ทัพแห่งชาวไพรกล่าวก่อนจะเลื่อนสายตามองไปยังกระแสน้ำที่อยู่ตรงหน้าและแสร้งทำเป็นจ้องฝูงปลาที่พากันเวียนว่ายผ่านไปมาขณะพูดต่อ “ต้องขอโทษหากมันทำให้เจ้าไม่พอใจ”

เงาสีเทาไหววูบผ่านใบหน้าของกิลกาเมช เสียงของหนักตกกระทบผิวน้ำดังตูมใหญ่ แม่ทัพหนุ่มร้องอุทานเสียงดังขณะถอยหลังหลบน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาโดนเกราะของเขาจนเปียกปอน กิลกาเมชร้องตะโกนลั่น

“เจ้าทำอะไรกัน!”

บาร์คกระโจนขึ้นมาบนฝั่งพร้อมกับวางปลาที่จับมาได้ถึงสองตัวลงและสะบัดตัวเพื่อไล่น้ำซึ่งเปียกชุ่มขนของมันก่อนจะยกเท้าขึ้นตะปบปลาตัวหนึ่งซึ่งกำลังดิ้นพราดไปมา

“ข้าหิว” มันแลบลิ้นเลียริมฝีปาก “เลยลงไปหาอะไรมากิน” มันยกเท้าขึ้น “มีเผื่อเจ้าด้วยนะ
กิลกาเมช”

แม่ทัพเอลฟ์มองปลาที่ถูกเหยียบหัวจนบี้แบนแล้วนิ่วหน้า บาร์คหัวเราะดังลั่น

“ข้าจะกินตัวที่ถูกเหยียบนี่เอง ส่วนเจ้า” มันใช้จมูกดุนปลาอีกตัวส่งให้กับกิลกาเมช “เอาตัวนี้ไป”

“แต่ข้า” แม่ทัพหนุ่มทำท่าลำบากใจ “ไม่เคยกินของแบบนี้”

“ว่ายังไงนะ” เจ้าหมาป่าพูดเสียงสูง “เจ้าไม่เคยกินปลาอย่างนั้นหรือ” มันมองกิลกาเมชที่กำลังผงกศีรษะรับแล้วถอนใจ “พวกเอลฟ์นี่เรื่องมากจริง แล้วตกลงเจ้าจะกินอะไร”

“ผลไม้” แม่ทัพแห่งไพรตอบ

“ข้าไม่มีวันขอเกิดเป็นเอลฟ์” บาร์คพูดพลางส่ายหัวไปมา “ในป่านั่นมีต้นไม้มากมาย เชิญเจ้าเข้าไปเลือกหาเองเถิด อ้อ ในเมื่อเจ้าไม่ชอบอาหารที่หามา ข้าขอจัดการปลาอีกตัวด้วยก็แล้วกัน”

บาร์คก้มหน้าลงกินปลาทั้งสองตัวทันทีที่พูดจบ กิลกาเมชยืนมองเจ้าหมาป่าที่กำลังกินอาหารมื้อค่ำด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยอยู่ครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นและมองเข้าไปในป่า เขาถอนใจออกมาก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล บาร์คชำเลืองตามองแม่ทัพเอลฟ์แล้วส่ายหน้า

“กว่าเจ้าจะปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ก็คงอีกนาน”

*/*/*/*/*

กองไฟอีกกองถูกก่อขึ้นท่ามกลางผืนป่าอีกแห่งซึ่งอยู่ห่างออกไปจากบริเวณที่กิลกาเมชและบาร์คหยุดพัก แสงจากเปลวเพลิงส่องกระทบกับร่างของร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งสร้างเงาสีดำทึบให้ทอดยาวไปบนพื้นดินและขยับไหวไปมาตามไฟซึ่งเต้นระริกยามเมื่อต้องสายลม ฝูงหมาป่าที่เริ่มออกหากินในยามค่ำคืนส่งเสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาแต่ไกลแต่ดูเหมือนชายผู้นั้นจะไม่ได้สนใจสิ่งใดมากนัก เขาทำเพียงนั่งนิ่งและจ้องเขม็งไปยังเปลวเพลิงที่ลุกโชน ดวงตาสีดำสนิทไร้แววใดทอประกายออกมา ตรงกันข้ามมันกลับดูมืดดำและลึกล้ำเสียจนคล้ายกับว่ากำลังดูดกลืนทุกอย่างเข้าไปไว้ภายใน มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นไปกุมสร้อยที่ลำคอและบีบเอาไว้แน่นดุจเป็นการระบายความแค้นที่ถูกประจุไว้ในทรวง ชายหนุ่มขบกรามจนเป็นสันนูนและพึมพำออกมา

“ข้าจะต้องตามล่าเจ้าให้ได้ แม้จะต้องพลิกแผ่นดินหาก็ตาม”

มือที่กำอัญมณีสีแดงสดคลายออก เขามองมันแน่วนิ่งอยุ่ครู่หนึ่งจึงขยับตัวเปลี่ยนเป็นนั่งกอดเข่า ดวงตาที่ยังคงจ้องกองไฟฉายแววเศร้าออกมา เสียงระบายลมหายใจอย่างหนักหน่วงดังขึ้นก่อนที่เปลือกตาทั้งคู่จะปิดลง ความหลังครั้งอดีตหวนกลับเข้ามาสู่ความทรงจำ

*/*/*/*/*/
“พ่อกลับมาแล้ว”

เสียงของเด็กชายวัยสิบขวบดังขึ้นขณะที่ร่างน้อยๆวิ่งถลาออกไปจากบ้าน เด็กสาววัยแรกรุ่นซึ่งกำลังยกหม้อน้ำออกจากเตาไฟยิ้มกว้างพลางหันไปร้องบอกมารดาของตนที่กำลังจัดเตรียมอาหารมื้อค่ำอยู่อีกด้าน

“แม่ พ่อกลับมาแล้ว”

“งั้นหรือ” เสียงผู้เป็นแม่รับคำ นางวางจานลงบนโต๊ะและเดินออกไปที่หน้าประตูเพื่อรอรับสามีซึ่งกำลังอุ้มลูกชายตัวน้อยเดินเข้ามา เขาจุมพิตหน้าผากภรรยาของตน

“ทำไมวันนี้จึงกลับค่ำนัก”

“ข้ามัวแต่ซ่อมกับดักที่วางไว้” ฝ่ายสามีตอบพลางส่งถุงสัมภาระให้กับนาง “ดูเหมือนจะมีคนทำลายมันแล้วแย่งสัตว์ที่ติดไป ข้าลองถามพวกที่ตามไปด้วยก็ไม่มีใครรู้เรื่องสักคน”

“อาจจะเป็นพรานจากที่อื่น” ภรรยาของเขากล่าว “เซรัค ลูกต้องไปล้างมือให้สะอาดก่อนค่อยมานั่งที่โต๊ะ” ประโยคหลังนางหันไปบอกกับลูกชายที่กำลังจะปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ เขานิ่วหน้าก่อนจะกระโดดลงจากที่นั่ง

“แล้วพ่อล่ะ” เขาย้อนเสียงใส ผู้เป็นบิดาถึงกับหัวเราะลั่น

“พ่อขอคุยกับแม่ของเจ้าก่อน” เขาขยี้ผมสีดำนุ่มละเอียด “เดี๋ยวจะตามไปนะ”

“ก็ได้” เด็กชายพยักหน้าก่อนจะวิ่งออกไปทางด้านหลังโดยมีสายตาของพ่อมองตาม

“ปีนี้เซรัคอายุเท่าไหร่แล้ว เนลา” เขาหันไปถามภรรยา นางหยิบขนมปังออกจากตะกร้าและวางลงในจาน

“สิบขวบพอดี ทำไมหรือ”

“เปล่า” สามีของเนลาตอบขณะหยิบขนมปังขึ้นมาบิออกเป็นชิ้นและทำท่าจะส่งเข้าปาก

“ท่านยังไม่ได้ล้างมือเลยนะ รูเบน” เนลากล่าวเสียงขรึม อีกฝ่ายหัวเราะออกมาเบาๆขณะวางขนมปังลง

“อย่าเจ้าระบียบไปนักเลยเนลา” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหันไปทางลูกสาวที่กำลังเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนของตัวเอง “เจ้าล้างมือแล้วหรือยัง รีเน่”

“เซรัคเตือนให้ข้าทำตั้งแต่ในครัวแล้ว” เด็กสาวตอบพลางส่งสายตาไปทางด้านหลัง “เจ้ากี้เจ้าการอย่างกับเด็กผู้หญิง”

“น้องเจ้าเป็นเด็กเฉลียวฉลาดช่างคิด อย่าไปว่าอะไรเขาเลย” รูเบนกล่าวพลางขยับตัวลุกขึ้น “ข้าขอไปล้างหน้าล้างตาก่อนก็แล้วกัน”

“รีบหน่อยก่อนที่อาหารจะเย็นชืดเสียหมด” ภรรยาของเขาเตือน เสียงหัวเราะดังออกมาจากสามี เขาดึงร่างเนลามากอดและทำท่าจะจุมพิตแก้มนางแต่เสียงร้องตะโกนที่ดังเอะอะขึ้นมาจากนอกบ้านทำให้
รูเบนชะงักและหันหน้าไปมอง

“เสียงใครกัน” เขาถามขณะดันภรรยาออกไปด้านข้างและทำท่าจะเปิดประตูบ้านเพื่อออกไปดูแต่มันถูกกระแทกให้เปิดออกพร้อมกับร่างโชกเลือดของใครคนหนึ่งที่พุ่งสวนเข้ามา

“แซ็ค” เขาร้องเรียกชื่อของเพื่อนและไล่สายตาดูบาดแผลฉกรรจ์บนร่างของเขาอย่างตกใจ “เกิดอะไรขึ้น”

“รีบหนีเร็ว รูเบน” แซ็คพูดเสียงแหบและหอบหายใจ “โรบาวห์มาที่นี่แล้ว”

“โรบาวห์” รูเบนทวนคำด้วยสีหน้าตระหนก เขาเงยหน้าขึ้นมองภรรยาก่อนจะเลื่อนสายตากลับลงไปที่แซ็คอีกครั้งและขบกรามแน่นเมื่อพบว่าเพื่อนรักได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว เนลาซึ่งกำลังกอดบุตรสาวแน่นเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“ใครคือโรบาวห์”

“โจร” รูเบนตอบเสียงเข้มขณะรีบเดินไปหยิบดาบ “และเป็นโจรที่โหดร้ายที่สุดในแผ่นดิน” เขาอธิบายพลางกวาดตามองไปทั่วบ้าน “เซรัคเล่า”

“คงอยู่หลังบ้าน” รีเน่ตอบ “เขาชอบให้อาหารกระต่ายก่อนเข้ามากินมื้อค่ำ”

“ไปตามน้องมาเร็ว” รูเบนกล่าวเสียงดัง เขาหันไปทางภรรยา “พาลูกไปซ่อนในป่า อย่าออกมาจนกว่าข้าจะเรียก”

เสียงร้องตะโกนสลับกับเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวดังระงม รูเบนผลักเนลาและรีเน่ให้ออกไปยังด้านหลัง เสียงคำรามที่ดังมาจากประตูด้านหน้าทำให้เขาหันหน้าไปมอง ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างเมื่อเห็นชายร่างใหญ่สามสี่คนกำลังวิ่งตรงเข้ามา

“ไป เร็ว!”

เนลาคว้าแขนของลูกสาวและวิ่งตรงไปยังป่าทึบทางด้านหลัง เซรัคซึ่งกำลังปิดกรงกระต่ายลุกพรวดขึ้นและมองหน้าแม่ของตนด้วยความตกใจ

“มีอะไร....”

“อย่าเพิ่งถาม รีบตามแม่มาเร็ว” เนลาตัดบทขณะคว้าแขนของลูกชายและพาวิ่งตรงไปยังป่าตามที่รูเบนบอก แต่ยังไม่ทันที่จะเข้าไปซ่อนตามที่ตั้งใจ ทั้งสามก็ต้องหยุดเมื่อมีชายฉกรรจ์สามคนถลันเข้ามาขวาง หนึ่งในนั้นมองเนลาและบุตรสาวของนางด้วยสายตาหยาบคายพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างกระหายก่อนจะพูดขึ้น

“เจ้าสองคนเอาคนแม่ไป” ปลายดาบชี้ไปที่รีเน่ “ข้าขอสนุกกับแม่สาวน้อยนี่ก่อน”

“จะไม่เอาเปรียบกันไปหน่อยหรือไง” เพื่อนของเขาแย้งเสียงดัง “ข้าเองก็อยากสนุกเหมือนกัน”

“อย่าเรื่องมากกันนักเลย” อีกคนเอ่ยขัดขึ้นพลางขยับดาบในมือ “ฆ่าพวกมันให้หมดดีกว่า”

เนลามองชายทั้งสามที่กำลังยืนโต้เถียงกันไปมา นางรีบผลักให้รีเน่และเซรัคค่อยๆเดินเข้าไปแอบในพุ่มไม้ ในขณะที่ตนเองกลับก้าวถอยกลับไปยังประตูที่เพิ่งออกมาและเอื้อมไปหยิบขวานที่ตั้งไว้แถวนั้นขึ้นมาถือเอาไว้ วายร้ายคนหนึ่งหันมามองและส่งเสียงร้องคำรามออกมาด้วยความโกรธเมื่อพบว่าเหยื่อสาวแรกรุ่นกับเด็กชายตัวน้อยหายไป มันจ้องเนลาด้วยดวงตาวาวและกระชากเสียงถามอย่างดุดัน

“พวกมันหายไปไหน”

เนลาไม่ตอบแต่กลับกระชับขวานในมือแน่นขึ้นและเหวี่ยงเข้าใส่โจรร้ายที่ยืนอยู่ใกล้ มันรีบเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับตวัดดาบฟันลงไปที่กลางหลังของนาง หญิงสาวร้องอุทานออกมาคำหนึ่งก่อนจะทรุดล้มลงท่ามกลางเสียงร้องตะโกนด้วยความตระหนกของรูเบน

“เนลา!”

พรานหนุ่มเหวี่ยงดาบเข้าใส่กลุ่มโจรอย่างบ้าคลั่งและพยายามจะวิ่งออกมาช่วยภรรยาของตนแต่ไม่สำเร็จเมื่อถูกดาบคมกริบของโจรคนหนึ่งปักลงบนหน้าอก เขาทรุดล้มลงแต่ยังตะเกียกตะกายเพื่อออกไปหาหญิงคนรักแต่กลับถูกชายร่างสูงใหญ่ขวางเอาไว้ มันมองรูเบนด้วยดวงตาวาวขณะหมุนดาบในมือ พรานหนุ่มเงยหน้าขึ้นจ้องพร้อมกับเค้นเสียงเรียกชื่อของมัน

“โรบาวห์”

รอยยิ้มอำมหิตทาบบนริมฝีปากหนา คมดาบถูกตวัดลงไปจ่อที่ใบหน้าของรูเบน หัวหน้าโจรที่ถูกเรียกว่าโรบาวห์กล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำเยียบเย็น

“ดีใจที่รู้จักชื่อของข้าจะได้รู้ว่าใครคือคนที่ส่งเจ้าลงนรก”

ดาบคมกริบตวัดปาดลำคอของรูเบนทันที เลือดสีแดงเข้มพุ่งทะลักออกมาราวกับสายน้ำ พรานหนุ่มผวาเฮือกไปทั้งร่างและสิ้นใจตาย โรบาวห์จ้องเขานิ่งครู่หนึ่งก่อนจะร้องสั่งลูกน้องเสียงห้วน

“นำของมีค่าออกไปให้หมด ลากศพผู้หญิงคนนั้นเข้ามาแล้วเผาให้เรียบ”

เสียงตะโกนขานรับคำสั่งดังขึ้นพร้อมกัน กลุ่มโจรรีบแยกย้ายกันรื้อค้นบ้านของรูเบนและขนสิ่งของมีค่าออกไปจนหมดก่อนจะลากร่างของเนลาเข้าไปไว้ภายในบ้านและจุดไฟ ชั่วพริบตาเปลวเพลิงก็โหมไหม้ลุกโชนเผาทั้งบ้านและร่างของผู้ที่อยู่ภายในจนมอดไหม้เป็นธุลี โรบาวห์ยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ลูกน้องหนีออกจากที่นั่นแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นไม้พุ่มหนึ่งไหวยวบ เขาแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวก่อนจะหยิบธนูขึ้นมา

“มีอะไรหรือหัวหน้า”

ลูกน้องหน้าเสี้ยมถาม โรบาวห์ยกธนูขึ้นเล็งขณะตอบ

“มีหนูอยู่ในพุ่มไม้” เขาตอบพลางปล่อยลูกศรให้วิ่งออกไปและยิ้มเมื่อได้ยินเสียงร้องอุทานดังออกมา โรบาวห์จ้องเงาเล็กๆที่กำลังขยับหนีก่อนจะง้างธนูอีกครั้ง

“ท่าทางจะมีอยู่สองตัว”

ศรถูกปล่อยออกไปอีกครั้ง มันปักลงไปบนทรวงอกของเซรัคอย่างแม่นยำ เด็กชายผวาขึ้นสุดตัวและล้มลง เขามองรีเน่ที่นอนสิ้นชีวิตโดยมีธนูปักแน่นที่ลำคอก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังบ้านที่กำลังถูกเปลวไฟเผาผลาญ น้ำตาอุ่นๆไหลพรากอาบใบหน้า

“พ่อ แม่”

ดวงตาเลื่อนไปยังกลุ่มโจรที่กำลังเคลื่อนห่างออกไปในขณะที่มือข้างหนึ่งเลื่อนไปกำธนูซึ่งปักแน่นบนอก ความเจ็บปวดที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นแต่นั่นยังไม่เท่ากับความแค้นที่อัดแน่นเต็มอก เด็กชายตัวน้อยขบกราม มือที่กำลูกศรสั่นระริก เซรัคจ้องหัวหน้าโจรด้วยความอาฆาต

“โรบาวห์”

ดวงตาของเด็กชายเบิกกว้าง ลมหายใจเริ่มขาดเป็นห้วง ภาพของบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้เริ่มพร่าเลือน ในที่สุดสติสัมปชัญญะของเด็กน้อยก็ขาดสะบั้นลงพร้อมกับคำพูดสุดท้าย

“ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้โรบาวห์”

*/*/*/*/*/*



Create Date : 13 มีนาคม 2554
Last Update : 13 มีนาคม 2554 17:47:37 น.
Counter : 166 Pageviews.

0 comment
1  2  

กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี