บทที่ 21 ปริศนามนุษย์หมาป่า
บทที่ 21

ปริศนามนุษย์หมาป่า

วิคตอเรียก้าวลงจากรถและมองโรงงานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาแน่วนิ่ง กลิ่นคาวเลือดที่โชยมาตามลมทำให้หญิงสาวรู้ได้ในทันทีว่ามีใครบางคนตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายไปแล้ว เมื่อคิดดังนั้นวิคตอเรียจึงหันหน้ากลับไปทางแฮมเมอร์พร้อมกับสั่งเสียงเรียบ
“ติดต่อกลับไปที่หน่วย ขอกำลังเสริมและหน่วยกวาดล้าง ดูท่าทางจะมีคนถูกเจ้ามนุษย์หมาป่านั่นฆ่าตาย”
“ครับ” แฮมเมอร์รับคำและหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา เขาหยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นนักล่าสาวขยับตัว “คุณจะเข้าไปคนเดียวหรือครับ”
“ใช่” วิคตอเรียตอบ “รออยู่ที่นี่จนกว่าฉันจะกลับ”
ร่างปราดเปรียววิ่งออกไปทันที แฮมเมอร์รีบร้องเรียกด้วยความตกใจ
“เดี๋ยวครับคุณวิคตอเรีย” เขาสบถออกมาคำหนึ่งเมื่อหญิงสาวหายลับไปจากสายตาและรีบพูดเมื่อได้ยินคำถามดังมาจากจากวิทยุสื่อสาร
“เกิดอะไรขึ้น”
“วิคตอเรียบุกเข้าไปในโรงงานตามลำพังครับ”
“รีบตามเธอไป” เสียงเทเลอร์สั่ง แฮมเมอร์ผงกศีรษะ
“ครับ แต่ก่อนไปวิคตอเรียบอกว่าได้กลิ่นเลือดค่อนข้างรุนแรงโชยออกมาจากโรงงาน คาดว่าอาจมีคนถูกทำร้ายจนเสียชีวิต”
“ผมนะรีบส่งกำลังเสริมและหน่วยกวาดล้างตามไป” เทเลอร์พูด “ตอนนี้รีบตามวิคตอเรียไปเร็ว แล้วก็ระวังตัวให้ดีด้วยแฮมเมอร์”
“ครับผม”
แฮมเมอร์รับคำและเก็บวิทยุกลับเข้าที่ เขาดึงปืนออกมาจากซองเพื่อตรวจความพร้อมก่อนจะก้าวลงจากรถและรีบเดินเข้าไปในโรงงานอย่างระมัดระวัง
แม้จะเป็นโรงงานขนาดใหญ่ แต่เมื่อเลยเวลาทำงานไปแล้วทุกอย่างจึงตกอยู่ในความเงียบสงัด ความมืดครอบคลุมอยู่เกือบทุกที่ยกเว้นบริเวณที่มีเสาไฟซึ่งตั้งอยู่ในระยะห่างกันพอสมควร ส่วนที่แสงส่องไปไม่ถึงก็จะเป็นเงาดำมืดทะมึนชวนให้นึกถึงอสูรร้ายที่ซ่อนตัวอยู่และพร้อมจะกระโจนออกมา
แฮมเมอร์ยกปืนขึ้นเสมอไหล่และไล่สายตามองไปโดยรอบอย่างระวัง เขาพยายามเงี่ยหูฟังเสียงต่างๆอย่างตั้งใจแต่ดูเหมือนทุกหนแห่งจะตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีแม้แต่เสียงของหนูหรือแมลงสาบเหมือนกับโรงงานทั่วไป แฮมเมอร์กระชับปืนในมือให้แน่นขึ้นและเดินไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างระมัดระวัง เขาสอดส่ายสายตามองหานักล่าสาวพร้อมกับเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังนัก
“คุณวิคตอเรีย”
มีเสียงเคลื่อนไหวคล้ายอะไรบางอย่างกำลังขยับตัวดังมาจากทางด้านหลัง แฮมเมอร์รีบหันปากกระบอกปืนไปในทิศทางนั้นทันที หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับกลองเมื่อได้ยินเสียงคำรามแผ่วต่ำดังออกมา แฮมเมอร์กระชากลูกเลื่อนพร้อมกับร้องถาม
“นั่นใคร”
เสียงกรุบกรับคล้ายสุนัขกำลังเคี้ยวกระดูกดังขึ้น แฮมเมอร์บดกรามแน่นขณะขยับไปข้างหน้าอีกก้าว ดวงตาของเขาจ้องเงาดำซึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืดเขม็งและใจหายวาบเมื่อเห็นสายตาแดงก่ำลุกโชนราวกับดวงตาของสัตว์ป่าจ้องตอบกลับมา เสียงร้องคำรามดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเป็นไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แฮมเมอร์ชะงักยืนนิ่งและเบิกตากว้างเมื่อเห็นอะไรบางอย่างพุ่งมา มันกระแทกร่างของเขาอย่างแรงจนล้มลง แฮมเมอร์ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจขณะออกแรงผลักของสิ่งนั้นให้พ้นไปจากตัวเองจากนั้นเขาจึงรีบลุกยืนขึ้นและเล็งปืนไปยังของสิ่งนั้นทันทีแต่แฮมเมอร์ก็ต้องเบิกตากว้างอีกครั้งเมื่อพบว่าสิ่งที่มากระแทกร่างของตนคือซากแหลกเละของใครคนหนึ่ง เขาลดปืนลงและมองซากนั้นอย่างพิจารณา
“ยาม” แฮมเมอร์พึมพำและสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งไปอีกด้าน เขายกปืนและขยับหมุนตัวตามอย่างรวดเร็วแต่ยังไม่ทันที่จะได้ร้องถามหรือลงมือทำอะไร เงาสีดำขนาดใหญ่ก็พุ่งออกมาจากมุมมืดเข้าโจมตีเขาอย่างรวดเร็วจนเสียหลักหงายหลังล้มลง แฮมเมอร์ร้องอุทานเสียงหลงและเพิ่มความตระหนกมากยิ่งขึ้นเมื่อปืนที่ถืออยู่หลุดกระเด็นออกจากมือ เขามองตามและพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบแต่เสียงร้องอย่างดุร้ายของสัตว์ที่ยืนค้ำอยู่เหนือร่างทำให้แฮมเมอร์ชะงัก เขามองร่างสูงใหญ่ของอมนุษย์ที่กำลังยืนคร่อมร่างของตนด้วยความตกใจ
“มนุษย์หมาป่า!”
อสูรร้ายแยกเขี้ยวกว้างคล้ายกำลังแสยะยิ้ม น้ำลายไหลยืดย้อยออกจากปากและคงจะหยดลงไปบนใบหน้าของแฮมเมอร์ถ้าเขาไม่รีบเบี่ยงหลบและนิ่วหน้าอย่างนึกรังเกียจเมื่อได้กลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจฟุ้งกระจายออกมา มนุษย์หมาป่ามองชายหนุ่มด้วยดวงตาแดงก่ำก่อนจะกางกรงเล็บออกและคว้าศีรษะของเขาเอาไว้ แฮมเมอร์พยายามต่อสู้ดิ้นรนแต่ก็ไม่อาจทานพละกำลังอันมหาศาลของอมุษย์ได้ มันเริ่มออกแรงบีบหัวของเขาหมายจะขยี้ให้แหลกเละ ชายหนุ่มขบกรามแน่นแต่ความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทำให้เขาต้องแผดเสียงร้องออกมาดังลั่น ขณะที่คิดว่าตัวเองไม่มีทางรอดอยู่นั้นนักล่าสาวก็ปรากฏตัวขึ้น มนุษย์หมาป่าหยุดชะงักและผงะหงายหลังเมื่อถูกเธอโดดเตะเข้าที่ปลายคาง มือที่กำศีรษะแฮมเมอร์คลายออก เขารีบคลานถอยห่างอย่างรวดเร็วในขณะที่วิคตอเรียดึงดาบคู่ออกมา
“บอกแล้วใช่ไหมว่าให้รออยู่ข้างนอก”
หญิงสาวพูดเสียงขุ่น แฮมเมอร์พยายามลุกขึ้นยืนทั้งที่มือข้างหนึ่งยังคงกุมศีรษะของตัวเอง
“ผมอยากช่วยคุณ”
เขาพูดเสียงแผ่ว วิคตอเรียมองแฮมเมอร์ด้วยหางตา
“ไม่จำเป็น”
เธอหมุนดาบในมือและกระโจนเข้าใส่มนุษย์หมาป่าทันที มันเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับสะบัดกรงเล็บหมายจะคว้าร่างของหญิงสาวแต่วิคตอเรียกลับพลิกตัวหลบอย่างว่องไว เธอดีดตัวขึ้นไปยืนบนเครื่องจักรตัวหนึ่งก่อนจะตีลังกาลงมายืนตรงหน้าอสูรร้ายและตวัดดาบตัดแขนทั้งสองข้างของมันจนขาดกระเด็น เจ้ามนุษย์หมาป่าเบิกตากว้าง มันจ้องเลือดที่กำลังไหลทะลักออกมาจากแขนด้วยสายตาตระหนกก่อนจะแหกปากส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด นักล่าสาวมองปิศาจร้ายอย่างรำคาญ เธอกระโดดขึ้นไปยืนเหยียบไหล่ทั้งสองข้างของมันและพูดเสียงเรียบ
“ไปตายซะ”
วิคตอเรียหมุนดาบในมืออีกครั้งก่อนจะเฉาะลงไปบนกลางหัวของอสูรร้าย มันอ้าปากค้างและส่งเสียงร้องออกมาได้คำเดียวเท่านั้นเพราะถูกนักล่าสาวใช้ดาบอีกเล่มตัดลำคอของมันขณะโดดลงมายืนบนพื้น ร่างสูงใหญ่ยืนโอนเอนไปมาก่อนจะทรุดลงไปนอนกองแน่นิ่ง วิคตอเรียมองเลือดสีแดงเข้มซึ่งกำลังไหลทะลักออกมาจากตัวของสัตว์ร้ายด้วยสายตาแปลกใจ
“ทำไมมันถึงไม่สลายไปเหมือนทุกครั้ง”
“มันอาจจะเป็นสัตว์ทดลองรุ่นใหม่ของพวกอิลูมิเนติคก็ได้ครับ” แฮมเมอร์พูด นักล่าสาวส่ายหน้าพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะคนพวกนั้นไม่ต้องการให้เรารู้ความลับ” เธอจ้องซากร่างมนุษย์หมาป่าด้วยสายตาครุ่นคิดก่อนจะสั่งเสียงเรียบ “แจ้งไปที่หน่วย ขอกำลังเสริมกับหน่วยกวาดล้าง”
“ผมติดต่อไปเรียบร้อยแล้วครับ” เขาหันไปมองร่างแหลกเละของยามเคราะห์ร้าย “ระหว่างนี้ผมขอตรวจที่นี่ให้ละเอียดเพราะอาจจะมีคนอื่นอยู่ด้วย”
“นอกจากเขาแล้วยังมีอีกสามศพอยู่ทางด้านนั้น” วิคตอเรียพูดเสียงเรียบและรีบอธิบายเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของแฮมเมอร์ “ฉันสำรวจจนทั่วโรงงานแล้ว”
“’งั้นหรือครับ” เขาพูดและยืนนิ่ง แฮมเมอร์หันหน้าไปมองมนุษย์หมาป่าอีกครั้งและเบิกตากว้างพร้อมกับอุทาน “คุณวิคตอเรีย!”
หญิงสาวหันไปตามเสียงเรียกและนิ่วหน้าเมื่อพบว่าร่างของอสูรร้ายกำลังเปลี่ยนกลับไปเป็นมนุษย์ตามเดิม
“นี่มันอะไรกัน” วิคตอเรียพึมพำขณะนั่งลงจ้องร่างไร้หัวอย่างพิจารณา”นอกจากจะไม่สลายแล้วยังคืนสภาพอีกด้วย เจ้านี่เป็นสัตว์ทดลองประเภทไหนกันแน่”
เสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากดังมาจากประตูทางเข้า เจ้าหน้าที่หน่วยนักล่าวิ่งเข้ามาพร้อมกับเอ่ยเรียก
“คุณวิคตอเรีย”
“ศพนี้คือมนุษย์หมาป่า” หญิงสาวพูดพร้อมกับยืนขึ้น “ส่วนตรงนั้นคือผู้เคราะห์ร้าย ห้องด้านข้างยังมีอีกสาม ช่วยเก็บอย่างระวังและทำความสะอาดที่นี่ให้เรียบร้อยด้วย”
สั่งจบวิคตอเรียจึงหันไปทางแฮมเมอร์และถาม
“ขับรถไหวหรือเปล่า”
“สบายมากครับ” เจ้าหน้าที่หนุ่มตอบ นักล่าสาวผงกศีรษะ
“ดี” เธอพูดสั้นๆ “กลับกันเถอะ”
วิคตอเรียก้าวออกจากห้องทันที แฮมเมอร์หันไปมองเจ้าหน้าที่กวาดล้างซึ่งกำลังเก็บร่างผู้เสียชีวิตและทำความสะอาดที่เกิดเหตุอย่างระมัดระวังก่อนเดินตามเธอไป

*/*/*/*/*/*

เทเลอร์วางแฟ้มของสมิธที่รายงานถึงการปฏิบัติภารกิจครั้งล่าสุดลงบนโต๊ะ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความครุ่นคิดและเอ่ยถามอย่างเคร่งขรึม
“คุณมั่นใจหรือว่ามนุษย์หมาป่าคนนี้คือนักธุรกิจที่ชื่อเกรย์แฮม”
“ครับ” สมิธตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและอธิบายต่อ “ตอนที่ยังทำงานอยู่กับหน่วยสืบราชการลับผมเคยตามดูพฤติกรรมของเขาอยู่พักหนึ่ง ทางการสงสัยว่าเกรย์แฮมอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธสงคราม”
“ค้าอาวุธสงคราม” เทเลอร์ทวนคำพร้อมกับขมวดคิ้วและเอนตัวพิงเก้าอี้ “น่าสนใจ ผมไม่คิดว่าคนที่เป็นมนุษย์หมาป่าจะทำตัวให้เป็นที่น่าสนใจด้วยการทำธุรกิจทำนองนี้”
“เขาไม่ได้เป็นมนุษย์หมาป่ามาตั้งแต่แรกครับ” สมิธตอบเสียงเรียบ เทเลอร์มองเขาด้วยความแปลกใจ
“อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น”
“อย่างที่เรียนให้ทราบผมเคยตามดูชายคนนี้มานานหลายเดือน เขาไม่เคยมีทีท่าว่าจะกลายร่างหรือมีความกระหายแบบสัตว์ป่าเลยสักครั้ง”
“แล้วทำไมเขาจึงกลายเป็นมนุษย์หมาป่า” เทเลอร์พูดอย่างใช้ความคิด “แถมยังกลายร่างในวันที่ไม่ใช่คืนพระจันทร์เต็มดวงอีกด้วย”
“อาจจะเป็นไปได้ว่าเขาถูกพวกอิลูมิเนติคจับไปทดลอง” สมิธพูดขึ้น เทเลอร์ผงกศีรษะ
“ก็เป็นไปได้ แต่ทำไมร่างกายของเขาถึงไม่สลายไปเหมือนทุกตัวที่ผ่านมา”
“พวกอสูรกลายพันธุ์ที่เราต่อสู้ในครั้งแรกก็ยังไม่มีการย่อยสลายไมใช่หรือครับ ผมคิดว่าเขาอาจจะเป็นหนึ่งในสัตว์ทดลองกลุ่มนั้นที่ยังหลงเหลืออยู่”
เทเลอร์พยักหน้าเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของสมิธ เขานั่งนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากถาม
“วลาร์ดเป็นยังไงบ้าง”
“ทำงานได้ดีเหมือนทุกครั้งครับ”
“เขาไม่ได้แสดงอาการหงุดหงิดหรือใช้กำลังเกินกว่าเหตุเลยหรือ”
เทเลอร์ถามด้วยความประหลาดใจ สมิธยิ้มก่อนตอบ
“ไม่เลยครับ วลาร์ดปฏิบัติตามคำสั่งทุกอย่าง ทำงานอย่างรอบคอบและใจเย็นเหมือนเดิม วูล์ฟเสียอีกที่ดูวู่วามซึ่งผมก็คิดว่าเป็นเรื่องปรกติสำหรับเขา”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน”
หัวหน้าหน่วยนักล่าถาม สมิธหยิบเอกสารมาวางรวมกันไว้และตอบ
“ห้องชันสูตร เขากำลังตรวจร่างของมนุษย์หมาป่าอยู่ครับ”
เทเลอร์ผงกศีรษะและทำท่าจะลุกขึ้นแต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงเคาะประตูดังขัดขึ้น เขาจึงกล่าวเสียงเรียบ
“เข้ามาได้”
แฮมเมอร์ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมแฟ้มในมือ เขาทำความเคารพต่อหัวหน้าหน่วยนักล่าก่อนจะหันไปก้มศีรษะให้สมิธและวางแฟ้มที่ถือลงบนโต๊ะ
“รายงานการปฏิบัติหน้าที่ครับท่าน”
เขากล่าวอย่างนอบน้อม เทเลอร์เลื่อนมือไปดึงแฟ้มและเปิดอ่าน คิ้วขมวดเข้าหากันแทบจะทันทีเมื่อเห็นรายงาน
“นอร์ตัน” เขาเงยหน้าขึ้นมองแฮมเมอร์ “คงไม่ใช่พอล นอร์ตัน ทนายชื่อดังคนนั้น”
“ใช่ครับ” แฮมเมอร์ตอบ “ผมตรวจข้อมูลประวัติทันตกรรมดูแล้ว เขาคือพอล นอร์ตัน ทนายชื่อดังคนนั้นจริงๆครับ”
“ทนายกับนักค้าอาวุธสงคราม” สมิธพูด “เป็นมนุษย์หมาป่าที่ดูเข้ากันดี”
“นี่ไม่ใช้เวลามาพูดเล่นนะคุณสมิธ” เทเลอร์ตำหนิและอ่านรายงานอีกครั้ง “ร่างกายของเขาไม่สลายไปหลังถูกกำจัดเหมือนกรณีของเกรย์แฮม เป็นความบังเอิญที่แปลกมาก”
“มนุษย์หมาป่าอีกตัวก็เป็นแบบนี้เหมือนกันหรือครับ” แฮมเมอร์ถาม สมิธผงกศีรษะ
“เขาคืนร่างเป็นมนุษย์ทันทีหลังเสียชีวิต”
“แต่นอร์ตันไม่ใช่แบบนั้นครับ หลังถูกคุณวิคตอเรียจัดการประมาณสองสามนาทีเขาถึงกลับคืนสภาพเดิม”
“ทำไมระยะเวลาการคืนสภาพถึงได้ต่างกัน” เทเลอร์เปรยขึ้นด้วยความสงสัย เขาปิดแฟ้มและเงยหน้าขึ้น “แล้วการทำงานของวิคตอเรียล่ะเป็นยังไง”
“เก่งและตัดสินใจได้ดีครับ” แฮมเมอร์ตอบ เทเลอร์เลิกคิ้ว
“ไม่มีการใช้อารมณ์ในการทำงานเลยหรือ”
“ไม่มีเลยครับ เธอดูนิ่งและใจเย็นมากแถมยังมีความละเอียดรอบคอบอีกด้วย”
หัวหน้าหน่วยนักล่าผงกศีรษะช้าๆก่อนจะถาม
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”
“ห้องชันสูตรครับ เห็นคุณวิคตอเรียบอกว่าอยากตรวจศพมนุษย์หมาป่าให้เร็วที่สุดเลยยังไม่เข้ามาพบท่านครับ”
เทเลอร์นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“ขอบคุณมาก คุณไปพักได้”
แฮมเมอร์รับคำและทำความเคารพคนทั้งสองก่อนจะออกจากห้อง สมิธรีบหยิบแฟ้มรายงานทั้งหมดมาถือไว้ทันทีในขณะที่เทเลอร์ลุกขึ้นและพูด
“รีบไปกันเถอะ”
ทั้งสองรีบก้าวออกจากห้องตรงไปยังห้องชันสูตรซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของตัวอาคาร เมื่อเข้าไปในบริเวณนั้นเทเลอร์ต้องเลิกคิ้วเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่หลายคนกำลังยืนจับกลุ่มคุยกัน เจ้าหน้าที่นายหนึ่งหันมาเห็นว่าหัวหน้าของหน่วยของพวกเขากำลังเดินเข้ามาจึงรีบเอ่ยทัก
“คุณเทเลอร์”
“ทำไมถึงออกมายืนจับกลุ่มกันอยู่ตรงนี้” เทเลอร์ถาม พวกเขามองหน้ากันก่อนที่หนึ่งในนั้นจะตัดสินใจพูด
“วลาร์ดกับวิคตอเรียกำลังทำงานอยู่ในห้องชันสูตรครับ”
“แล้วพวกคุณไม่เข้าไปช่วยพวกเขาหรือ” หัวหน้าหน่วยถามเสียงเรียบ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดมองหน้ากันด้วยท่าทางลำบากใจ เทเลอร์จึงตัดบท “ผมจะเข้าไปดูสองคนนั่นเอง”
เขาก้าวไปยังห้องชันสูตรและชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงโต้เถียงดังลั่น สมิธถึงกับส่ายหน้าพร้อมกับพูดออกมาเบาๆ
“ว่าแล้ว”
เทเลอร์หันไปมองเขาด้วยสายตาดุก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงกลางห้องและมองวลาร์ดกับวิคตอเรียที่กำลังเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
“คุณเทเลอร์ คุณสมิธ” วูล์ฟซึ่งกำลังยืนกอดอกดูคนทั้งสองทะเลาะกันหันมาทักพร้อมกับส่งยิ้มให้ เทเลอร์มองมนุษย์หมาป่าที่ถูกวางแยกคนละเตียงก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองวลาร์ดกับวิคตอเรียที่กำลังเถียงกันไม่เลิกไม่มีใครยอมใคร สมิธจึงส่งเสียงกระแอมออกมา สองนักล่าหยุดชะงักและหันมามองพร้อมกัน
“คุณเทเลอร์” วลาร์ดพูดเสียงไม่ดังนักในขณะที่วิคตอเรียเม้มปากแน่น เทเลอร์มองเด็กทั้งสองด้วยสายตาตำหนิก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“ผมกำลังรอผลชันสูตร” เขามองวลาร์ดกับวิคตอเรียสลับกันไปมาก่อนจะหันกลับไปยังร่างมนุษย์หมาป่าที่อยู่บนเตียง “ดูเหมือนพวกคุณยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย”
“พวกเขาคงกำลังรอเราสองคน” สมิธพูดขึ้นก่อนจะหันไปทางลูกครึ่งแวมไพร์ เทเลอร์ผงกศีรษะก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“งั้นจะมัวรออะไรอยู่รีบลงมือได้แล้ว” เขาพูดขณะรับเสื้อคลุมจากสมิธมาสวมและหันไปสั่งวูล์ฟซึ่งกำลังยืนอมยิ้ม “เรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยพวกเขา”
“ครับ” หนุ่มหมาป่ารับคำอย่างนึกสนุกก่อนจะเดินออกจากห้อง เทเลอร์ก้าวไปหยุดยืนระหว่างเตียงชันสูตรและมองสองนักล่าที่เริ่มลงมือผ่าพิสูจน์ร่างมนุษย์หมาป่าไปตามขั้นตอน ระหว่างที่เปิดช่วงอกและหน้าท้องเพื่อตรวจอวัยวะภายใน ทั้งวลาร์ดและวิคตอเรียต่างอุทานขึ้นพร้อมกัน
“อะไรกันนี่”
“มีอะไรหรือ” เทเลอร์ถาม วลาร์ดวางหัวใจลงบนถาดและตอบ
“หัวใจของเขามีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติ” เขาล้วงลงไปในช่องท้องและตัดกระเพาะอาหารออกมา”กระเพาะก็ด้วย”
“ลำไส้กับตับก็เหมือนกัน นอกจากมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้วยังมีรูปร่างที่ผิดปรกติด้วย” วิคตอเรียเสริมขณะดึงอวัยวะดังกล่าวออกมาวางและตัดชิ้นเนื้อไปที่กล้องจุลทรรศน์ สมิธ
มองด้วยความสนใจ
“ทำไมถึงเป็นแบบนั้น” เขาถามเมื่อเห็นลูกครึ่งแวมไพร์กำลังทำแบบเดียวกันกับชิ้นส่วนของหัวใจ ทั้งคู่ละสายตาจากกล้องและหลีกทางให้เทเลอร์กับสมิธเข้าไปดู
“ดูเหมือนเซลล์จะมีการแบ่งตัวที่ผิดปรกติ” วลาร์ดพูด วิคตอเรียผงกศีรษะ
“นอกจากนี้ลักษณะของมันยังผิดไปจากเดิม เหมือนกำลังมีการกลายพันธุ์อย่างกะทันหัน”
“นั่นอธิบายได้ว่าทำไมพวกเขาถึงกลายร่างในคืนนี้” ลูกครึ่งแวมไพร์เสริม “เพราะเท่าที่สังเกตจากท่าทางที่พบในตอนแรก ดูเหมือนเขากำลังอยู่ในอาการคุ้มคลั่งเสียสติ”
“คงตกใจที่เห็นตัวเองเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน” นักล่าสาวพูดขณะหันไปมองร่างของอดีตทนายความ “แต่ทำไม”
เทเลอร์ยืนนิ่งฟังคนทั้งสองโต้ตอบกันอยู่ครู่หนึ่งจึงยกมือพร้อมกับกล่าว
“คุณสองคนกำลังจะบอกว่าคนพวกนี้ไม่ใช่มนุษย์หมาป่า แต่ถูกใครบางคนทำให้เป็น”
“จากร่องรอยการเจริญของเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในที่มีขนาดผิดปรกติที่ตรวจพบในตอนนี้ทำให้ผมสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นแบบนั้น” วลาร์ดอธิบาย วิคตอเรียจึงพูดขึ้น
“คงเป็นฝีมือของพวกอิลูมิเนติค”
“ไรซิน” ลูกครึ่งแวมไพร์แย้งเสียงเรียบ ทุกคนที่อยู่ในห้องหันมามองเขาเป็นตาเดียว สมิธพยักหน้า
“ผมเห็นด้วย” เขาขมวดคิ้ว “แต่เขาทำเพื่ออะไร”
“ไม่น่าถาม หมอนั่นชอบจับคนไปทดลองอยู่แล้วนี่” วูล์ฟพูดขัดขึ้นแต่เพื่อนของเขากลับสั่นศีรษะ
“สัตว์ทดลองของไรซินมีการพัฒนามาโดยตลอด และในระยะหลังมันจะย่อยสลายตัวเองทันทีที่ถูกพวกเรากำจัด” วลาร์ดหันไปมองร่างไร้หัวบนเตียง “แต่สองคนนี่ไม่ใช่ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่”
“สรุปคือเราไม่รู้ว่าเขาทำแบบนี้เพื่ออะไร” สมิธพูด เทเลอร์ยืนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากพูด
“จะเป็นไปได้ไหมว่านี่คือการเตือน” หัวหน้าหน่วยหันไปมองนักล่าทั้งสามซึ่งกำลังจ้องมาที่เขาด้วยสายตาสงสัย “ไรซินอาจจะต้องการบอกให้พวกเรารู้ว่า เขาพร้อมที่จะทำลายมนุษย์ทุกคนได้ตลอดเวลา”
เทเลอร์หันไปมองร่างของอดีตนักค้าอาวุธและทนายอีกครั้ง
“ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครหรือมีอำนาจแค่ไหนก็ตาม”

*/*/*/*/*/*



Create Date : 07 กรกฎาคม 2553
Last Update : 7 กรกฎาคม 2553 14:27:16 น.
Counter : 314 Pageviews.

2 comment
บทที่ 20 มนุษย์จำแลง
บทที่ 20

มนุษย์จำแลง

วลาร์ดยืนมองนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังเขี่ยเชื้อที่ได้มาจากเศษสมองของวัยรุ่นที่พวกเขาเก็บตัวอย่างมาในจานเพาะด้วยความหงุดหงิด เขามีความรู้สึกว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่วิจัยเหล่านั้นเชื่องช้าไม่ทันใจจนอยากจะเข้าไปทำด้วยตัวเองอยู่หลายครั้งแต่เพราะคำสั่งของเทแลอร์ที่ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพิสูจน์หลักฐานทำให้ลูกครึ่งแวมไพร์ต้องยั้งใจไว้ เขาถอนใจออกมาค่อนข้างแรง
“ถ้ามันหงุดหงิดนักทำไมไม่เข้าไปทำเอง”
เสียงวูล์ฟถามขึ้น วลาร์ดนิ่วหน้า
“นายมาที่นี่ทำไม”
“เหตุผลเดียวกับนาย” หนุ่มหมาป่าตอบพลางเลื่อนสายตามองเข้าไปในห้อง “ได้เรื่องอะไรหรือยัง”
“ยัง” ลูกครึ่งแวมไพร์ตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด วูล์ฟเลิกคิ้ว
“ทำไมมันนานนักล่ะ”
“การเพาะเชื้อต้องทำหลายขั้นตอนและต้องใช้เวลา ทุกอย่างต้องทำอย่างรอบคอบไม่อย่างนั้นเชื้อที่ได้จะปนเปื้อนจนแยกไม่ออกว่ามันเป็นชนิดไหน”
หนุ่มหมาป่ายกมือขึ้นกอดอกและมองหน้าเพื่อน
“ในเมื่อรู้แบบนี้แล้วจะมาเฝ้าดูอยู่ทำไม ไปหาอย่างอื่นทำดีกว่า”
“คุณเทเลอร์ไม่ให้ฉันเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหลักฐานที่ได้มาในคราวนี้” ลูกครึ่งแวมไพร์พูดพลางเหลือบตามองเพื่อน “แล้วนายจะให้ฉันทำอะไร”
“เยอะแยะอย่างเช่นไปหาข้อมูล เข้าห้องฝึกหรือหมกตัวอยู่ในห้องสมุดอย่างที่นายชอบทำ”
“ฉันยังไม่รู้ว่าจะต้องค้นหาอะไรและห้องฝึกก็ไม่ว่าง”
คำพูดของเพื่อนทำให้วูล์ฟยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน
“มันไม่ได้มีแค่ห้องเดียวไม่ใช่เหรอ แบ่งให้เธอคนนั้นใช้บ้างก็ได้”
“แต่ฉันใช้ห้องนั้นเป็นประจำ” วลาร์ดพูดเสียงขุ่น หนุ่มหมาป่าหัวเราะออกมา
“เปลี่ยนที่ฝึกบ้างจะเป็นไรไป” เขาขยี้ผมเพื่อนจนหัวยุ่ง “อย่าทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจไปหน่อยเลยน่าเจ้าผีดิบ”
“ฉันไม่ใช่เด็ก” ลูกครึ่งแวมไพร์พูดพลางปัดมือวูล์ฟออก “พอได้แล้วเจ้าหมาบ้า”
“ไม่ ถ้านายยังยืนทำหน้าเบื่อโลกอยู่แบบนี้” หนุ่มหมาป่าพูดพลางเลื่อนมือไปหาเพื่อนอีกครั้ง วลาร์ดปัดออกและจ้องหน้าเขาด้วยความโมโห
“ฉันบอกว่าพอ ไม่ได้ยินหรือไง”
“ได้ยิน” วูล์ฟตอบอย่างไม่สนใจนักและเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นใครบางคนกำลังเดินเข้ามาในบริเวณนั้น หนุ่มหมาป่ายิ้มกว้างพร้อมกับตะโกนทักเสียงดังลั่น “สวัสดีครับคุณสมิธ”
“สวัสดีวูล์ฟ” ชายหนุ่มตอบพลางเหลือบตาไปทางลูกครึ่งแวมไพร์ “ไงวลาร์ด พวกเธอมาทำอะไรกันที่นี่”
“ผมอยากรู้ผลการตรวจ” วลาร์ดตอบเสียงเรียบ วูล์ฟจึงรีบพูด
“ส่วนผมมาชวนหมอนี่ไปห้องสมุดครับ”
สมิธเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ เขามองหนุ่มหมาป่าคล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“แน่ใจเหรอวูล์ฟ”
“ครับ” วูล์ฟตอบด้วยท่าทางมั่นใจ สมิธส่ายหน้าด้วยความระอาก่อนจะหันไปทางลูกครึ่งแวมไพร์
“คุณเทเลอร์สั่งห้ามคุณเข้ามาในบริเวณนี้ไม่ใช่หรือครับ”
“ผมแค่มารอดูผลเท่านั้น”
“ยังไงก็ไม่ได้ คุณต้องทำตามคำสั่งของหัวหน้าหน่วยนะวลาร์ด” สมิธเตือนด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม ลูกครึ่งแวมไพร์นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบเบาๆ
“ครับ”
พูดจบเขาก็เดินออกไปทันที วูล์ฟทำท่าจะก้าวตามแต่สมิธกลับเรียกให้หยุด หนุ่มหมาป่าหันกลับมามองด้วยความแปลกใจ
“มีอะไรหรือครับ”
“ผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาคุณหน่อย” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับเบนสายตาไปยังลูกครึ่งแวมไพร์ วูล์ฟมองตามและพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“หมอนั่นแค่หงุดหงิดที่ถูกสั่งไม่ให้ยุ่งกับหลักฐานเท่านั้นเองครับ”
“เรื่องนั้นผมเข้าใจ” สมิธตอบและหันไปกล่าวทักทายเจ้าหน้าที่ที่เดินออกมาจากห้องปฏิบัติการ เขาหันกลับไปหาหนุ่มหมาป่าอีกครั้งพร้อมกับกล่าวเสียงเรียบ “เราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า”
ทั้งคู่เดินออกจากอาคารที่ทำการโดยสมิธแวะหยุดที่ตู้กาแฟอัตโนมัติเพื่อกดโกโก้ร้อนให้กับวูล์ฟและกาแฟรสเข้มสำหรับตัวเขาเอง หลังจากเดินไปได้สักครู่หนุ่มหมาป่าจึงถามขึ้น
“ทางองค์กรมีคำสั่งอะไรอีกหรือครับ”
“ทำไมถึงถามแบบนั้น” สมิธย้อนถามด้วยความแปลกใจ วูล์ฟหมุนถ้วยโกโก้ในมือ
“ผมรู้ว่าคุณตามเราสองคนไปที่นั่น” เขานิ่วหน้าเล็กน้อย “วลาร์ดโดนทำโทษอะไรอีกหรือครับ”
หนุ่มหมาป่าถามด้วยความกังวล สีหน้าแสดงความเป็นห่วงเพื่อนออกมาอย่างไม่ปิดบัง สมิธยิ้มพร้อมกับตบไหล่ของเขา
“ตอนนี้ยังไม่มีหรอกครับ”
“หมายความว่าต่อไปอาจจะมี” วูล์ฟพูดพร้อมกับหยุดเดิน “เขาทำอะไรผิดอีกหรือครับ”
“จะว่าทำผิดก็ไม่เชิง เพียงแต่คุณเทเลอร์กำลังวิตกถึงท่าทางที่ผิดไปจากปรกติของเขา” สมิธยืนนิ่งคล้ายพยายามหาคำพูดที่เหมาะสมก่อนจะถาม “สังเกตหรือเปล่าว่าวลาร์ดดูแปลกไป”
“ครับ” หนุ่มหมาป่าตอบ “แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องร้ายแรง”
“ตอนนี้น่ะใช่แต่ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่” สมิธพูดพลางถอนใจ “พอจะรู้ไหมว่าเขาเป็นอะไร”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เท่าที่เห็นดูเหมือนหมอนั่นจะมีปัญหาเฉพาะตอนที่อยู่กับวิคตอเรีย”
“หมายความว่ายังไง”
“วันที่พวกเราผ่าพิสูจน์เด็กวัยรุ่น วลาร์ดใช้คำพูดที่ดูไม่สมกับเป็นตัวเขา ผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันรู้แต่ว่าคนอย่างหมอนั่นไม่น่าจะมีอารมณ์หงุดหงิดหรือพูดจาอวดความรู้ได้ถึงขนาดนั้น และจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่อยู่ใกล้วิคตอเรีย”
“สองคนนั่นไม่ถูกกัน” สมิธเสริมเบาๆแต่วูล์ฟกลับส่ายหน้า
“ถ้าไม่ชอบหมอนั่นจะนิ่งหรือไม่ก็เดินหนี” หนุ่มหมาป่าขมวดคิ้ว “แต่ระยะหลังนี่
วลาร์ดใช้อารมณ์มากเกินไป พอผมถามเขาก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น”
“ฟังเหมือนวลาร์ดเองก็ไม่รู้ตัว”
“ก็ทำนองนั้นแหละครับ ผมเองยังบอกให้มาปรึกษาคุณแต่หมอนั่นไม่ยอม” วูล์ฟบ่นพลางถอนใจ “เจ้าผีดิบหัวดื้อ”
“เขาคงอายมากกว่า” สมิธพูดยิ้มๆ หนุ่มหมาป่ามองหน้าเขา
“คุณรู้หรือครับว่าวลาร์ดเป็นอะไร”
“คิดว่ารู้แต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก คงต้องรอดูอีกสักระยะ”
“แล้วหมอนั่นจะเป็นอะไรไหมครับ” วูล์ฟถามด้วยความวิตก อีกฝ่ายจึงส่งยิ้มให้พร้อมกับตบไหล่เขาเบาๆ
“เขาไม่เป็นอะไรหรอก อย่าห่วงไปเลย”
สมิธปลอบพร้อมกับยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มแต่เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ต้องชะงัก เขารีบดึงมันออกมาจากกระเป๋าและเปิดดูเลขหมายของผู้ติดต่อมา สมิธขมวดคิ้วเล็กน้อย
“คุณเทเลอร์” เขาเปรยเป็นเชิงบอกวูล์ฟก่อนจะรับ “สมิธครับ”
เสียงปลายสายทำให้สีหน้าของชายหนุ่มเคร่งเครียดขึ้น
“ครับ ผมจะรีบบอกพวกเขาให้รีบไปทันที”
สมิธเก็บมือถือลงไปในกระเป๋าและหย่อนถ้วยกาแฟที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งลงถังขยะ วูล์ฟมองท่าทางร้อนรนของเขาด้วยความสงสัย
“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”
“สายตรวจของเราแจ้งมาว่าพบมนุษย์หมาป่าสองตัวที่นอกเมือง”
“มนุษย์หมาป่า” วูล์ฟทวนคำขณะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ค่อนข้างมืด “จะเป็นไปได้ยังไงกันครับ”
“ผมเองก็ไม่รู้แต่เราคงต้องรีบไปดูเพื่อความแน่ใจ” สมิธพูดพลางเดินไปยังโทรศัพท์ติดต่อภายใน เขากดปุ่มและพูดอย่างเร็ว
“มีเรื่องด่วน ให้นักล่าไปพบคุณเทเลอร์ที่ห้องเดี๋ยวนี้” สมิธหันไปทางวูล์ฟ “ไปกันเถอะ”
เขาเดินนำไปทันที เมื่อไปถึงห้องทำงานของเทเลอร์สมิธจึงพบว่าทั้งวลาร์ดและวิคตอเรียกำลังนั่งอ่านรายละเอียดอย่างตั้งอกตั้งใจ ชายหนุ่มจึงก้มศีรษะให้หัวหน้าหน่วยก่อนจะกล่าวทักทายในขณะที่วูล์ฟเอ่ยถามเสียงค่อนข้างดัง
“พบมนุษย์หมาป่าหรือครับ”
“ใช่ น่าแปลกใช่ไหมเพราะวันนี้ไม่ใช่วันพระจันทร์เต็มดวง” เทเลอร์ตอบเสียงเรียบ สมิธขมวดคิ้ว
“บางทีสายของเราอาจมองพลาด” หนุ่มหมาป่าพูดแต่เทเลอร์ส่ายหน้า
“เขาสะกดรอยจนพวกมันกลายร่าง ตัวหนึ่งยังอยู่ในเขตโรงงานส่วนอีกตัวกำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านแถบชานเมือง”
“ถ้าอย่างนั้นเราต้องรีบแล้ว” วลาร์ดพูด เทเลอร์ผงกศีรษะ
“พวกเธอต้องแยกกันทำงาน สมิธพาวลาร์ดกับวูล์ฟไปจัดการตัวที่กำลังเข้าเมือง ส่วนวิคตอเรียให้ไปจัดการกับตัวที่อยู่ในโรงงานตอนนี้แฮมเมอร์รออยู่ที่รถแล้ว” หัวหน้าหน่วยสั่งเสียงเข้ม “ขอให้ปฏิบัติงานอย่างระมัดระวังอย่าให้ชาวบ้านถูกลูกหลงหรือโดนทำร้ายเป็นอันขาด”
เทเลอร์มองหน้านักล่าทั้งสามคนเป็นเชิงกำชับก่อนออกคำสั่ง
“ไปได้”
ทั้งหมดลุกขึ้นและก้าวออกจากห้องทันที เทเลอร์มองตามด้วยสีหน้ากังวลก่อนจะเอ่ยเรียกผู้ที่อยู่รั้งท้าย
“สมิธ”
ชายหนุ่มชะงักและหันหน้ากลับไปมอง เทเลอร์รอจนกระทั่งคนทั้งสามก้าวพ้นไปจากห้องแล้วจึงกล่าวเสียงเรียบ
“สังเกตการทำงานของวลาร์ดด้วย”
“ครับ” ชายหนุ่มรับคำและก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะก้าวออกจากห้อง เทเลอร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและกดปุ่มเลขหมาย เสียงปลายสายตอบรับอย่างสุภาพ
“แฮมเมอร์ครับ”
“ผมอยากให้คุณคอยระวังและสังเกตการทำงานของวิคตอเรียอย่าให้คลาดสายตา รายงานผมทันทีเมื่อกลับมาถึง”
“รับทราบ”
หัวหน้าหน่วยนักล่าวางโทรศัพท์เอนตัวพิงเก้าอี้พร้อมกับระบายลมหายใจออกมาค่อนข้างยาวด้วยความหนักใจ เขาเลื่อนสายตามองแฟ้มคดีฆาตกรรมตรงหน้าและขมวดคิ้วด้วยความวิตกก่อนจะเลื่อนมือไปหยิบมาเปิดอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง เทเลอร์ขมวดคิ้วและพลิกดูวันที่เกิดเหตุของทุกคดี
“คนร้ายลงมือทุกสิบสามวันยกเว้นสองรายสุดท้ายที่ทิ้งช่วงห่างกันแค่สี่ชั่วโมงเท่านั้น” เขามองปฏิทินที่วางอยู่บนโต๊ะ “นี่ก็ผ่านมายี่สิบวันแล้วทำไมคนร้ายถึงยังไม่ก่อคดีเพิ่ม”
เทเลอร์นิ่วหน้าอย่างครุ่นคิด
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
*/*/*/*/*
รถเอสยูวีสีดำวิ่งไปบนถนนด้วยความเร็วค่อนข้างสูง วูล์ฟนั่งมองเสาไฟที่กำลังเคลื่อนผ่านไปด้วยสีหน้ากังวลก่อนจะหันไปมองสมิธที่วางวิทยุสื่อสารลงและชะลอความเร็วของรถพร้อมกับหมุนพวงมาลัยเพื่อเลี้ยวเข้าไปในถนนขนาดเล็กซึ่งนำไปสู่หมู่บ้านแถบชานเมือง
“ตอนนี้มนุษย์หมาป่านั่นอยู่ที่ไหนครับ”
“สายรายงานมาว่าเห็นมันกำลังกระโดดเข้าไปในโรงเรียนเด็กเล็กก่อนจะคลาดสายตาไป”
“คลาดสายตา หมายความว่าเราไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนในตอนนี้” หนุ่มหมาป่าพูดเสียงดัง วลาร์ดชำเลืองตามองเขาและพูดเสียงเรียบ
“นายมีจมูกไว้ทำไม”
สมิธเลิกคิ้วในขณะที่วูล์ฟทำตาโตและพูดเสียงห้วน
“ถึงจมูกจะไวแต่ฉันไม่ใช่สุนัขตำรวจ”
“ไม่ใช่ก็คล้ายกัน” ลูกครึ่งแวมไพร์ย้อนด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หนุ่มหมาป่าอยากจะใช้กำปั้นทุบกระโหลกให้ยุบด้วยความโมโห
“พอเขาไม่ได้มาด้วยก็ทำเป็นปากดี” วูล์ฟบ่น “เจ้าซีดผีดิบ”
“อย่าเอาคนอื่นมาเกี่ยวได้ไหม” วลาร์ดโพล่งออกมาทันควัน สมิธจึงรีบพูดขึ้น
“ไว้กลับไปทะเลาะต่อที่หน่วยได้ไหมครับ” เขาลดความเร็วของรถและจอดริมทางข้างรถอีกคัน เจ้าหน้าที่ในชุดสูทสีเข้มรีบก้าวออกมาพร้อมกับเอ่ยทัก
“คุณสมิธ”
“มนุษย์หมาป่าที่ว่าหายไปทางไหน” ชายหนุ่มถามอีกฝ่ายหันหน้าไปทางชุมชนขนาดเล็กซึ่งอยู่ห่างไปจากจุดที่พวกเขายืนไม่มากนัก
“มันหายเข้าไปในโรงเรียนเด็กเล็กที่ตั้งอยู่ตรงนั้นครับ เราใช้กล้องตรวจจับความร้อนส่องดูแล้วพบว่ามันยังคงอยู่ที่นั่น และดูเหมือนว่าจะทำร้ายคนไปแล้วด้วย”
“เด็กหรือ” วูล์ฟถาม สายตรวจของหน่วยส่ายหน้า
“เป็นผู้ใหญ่ครับ ผมคิดว่าน่าจะเป็นยามรักษาความปลอดภัยประจำโรงเรียน”
“ป่านนี้แล้วพวกเราคงช่วยเขาไม่ทัน หรือนายว่ายังไงวูล์ฟ” วลาร์ดพูดและหันหน้าไปหาเพื่อน หนุ่มหมาป่าสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดและนิ่วหน้า
“กลิ่นเลือดแรงมาก คนที่อยู่ในนั้นคงถูกจัดการไปแล้ว”
“นอกจากยามแล้วยังมีคนอื่นอีกไหม” สมิธถาม สายตรวจสั่นศีรษะ
“เราตรวจไม่พบใครอีกเลยครับ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะเข้าไปจัดการกับมันเดี๋ยวนี้”
วูล์ฟพูดและวิ่งออกไปในทันทีโดยไม่สนใจฟังเสียงของสมิธที่ร้องเรียกเขาด้วยความตกใจ
“วูล์ฟ!” ชายหนุ่มนิ่วหน้าพร้อมกับบ่น“ให้ตายเถอะไม่ฟังอะไรกันบ้างเลย”
“ผมจะรีบตามเจ้าบ้านั่นไป” วลาร์ดพูดแต่สายตรวจของหน่วยซึ่งยังคงมองกล้องตรวจจับความร้อนอยู่ตลอดเวลารีบพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตระหนก
“ดูเหมือนเป้าหมายของเรากำลังจะเคลื่อนที่แล้วครับ”
“ว่าไงนะ” สมิธมองเงาสีแดงซึ่งกำลังเคลื่อนที่ออกจากบริเวณโรงเรียนอย่างรวดเร็ว “มันกำลังเข้าไปในเขตชุมชน วลาร์ด”
คำพูดสุดท้ายเขาหันไปมองลูกครึ่งแวมไพร์ อีกฝ่ายจึงพูดสั้นๆ
“ทราบแล้ว”
ร่างในเครื่องแบบสีดำพุ่งปราดออกไปอย่างรวดเร็ว สมิธมองตามนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงดึงโทรศัพท์ขึ้นมาและกรอกคำพูดลงไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงตอบรับ
“ขอกำลังเสริมและหน่วยกวาดล้าง มีผู้เสียชีวิตจากการถูกมนุษย์หมาป่าฆ่าตาย”

*/*/*/*/*

วลาร์ดกระโดดข้ามกำแพงสูงเข้าไปยืนภายในโรงเรียน ความเงียบสงัดภายในบริเวณนั้นทำให้ลูกครึ่งแวมไพร์ต้องกวาดตามองไปโดยรอบอย่างระวัง เสียงฝีเท้าซึ่งดังมาจากอีกด้านทำให้เด็กหนุ่มรีบวิ่งออกไปทันที วลาร์ดกระโดดขึ้นไปยืนบนกำแพงอีกครั้งและจ้องเงาสีดำที่กำลังวิ่งหายไปในความมืดโดยมีร่างสูงใหญ่ของวูล์ฟวิ่งตามไปติดๆ
“ไม่รู้จักระวังตัวเลยเจ้าหมาบ้า”
ลูกครึ่งแวมไพร์บ่นก่อนจะลงจากกำแพงและวิ่งตามเพื่อนไปจนทัน หนุ่มหมาป่าชำเลืองตามองเพื่อนพร้อมกับพูด
“นึกว่าจะตามมาไม่ทัน”
“นี่ไม่ใช่เวลามาพูดเล่น” วลาร์ดพูดเสียงขุ่น “ฉันจะไปดักหน้าเจ้ามนุษย์หมาป่านั่นเอาไว้ก่อนที่มันจะเข้าไปในเมือง”
ลูกครึ่งแวมไพร์วิ่งนำออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงร้องคำรามของสัตว์ป่าทำให้วูล์ฟเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นจนทันเพื่อนที่กำลังยืนขวางอสูรร้ายอยู่ที่ลานกีฬาสาธารณะ หนุ่มหมาป่ากางกรงเล็บออกเป็นจังหวะเดียวกับที่มนุษย์หมาป่าตัวนั้นหันหน้ามาทางเขา มันแยกเขี้ยวกว้างและส่งเสียงร้องออกมาด้วยความโกรธก่อนจะกระโจนเข้าใส่เขาอย่างดุร้าย วูล์ฟรีบเบี่ยงตัวหลบแต่ไม่พ้นจึงถูกเจ้าสัตว์ร้ายกระแทกอย่างแรงจนเซถลาและทำท่าจะล้มลงแต่หนุ่มหมาป่ารีบใช้แขนข้างหนึ่งดันพื้นเอาไว้และหมุนตัวเหวี่ยงเท้าเตะสวนกลับทันที วูล์ฟรีบตั้งตัวและกระโดดพลิกตัวเตะอสูรร้ายอีกครั้งจนร่างของมันลอยไปกระแทกกับแป้นบาสเก็ตบอลจนพังพินาศ ท่าทางการต่อสู้ที่คล่องแคล่วว่องไวของหนุ่มหมาป่าทำให้วลาร์ดซึ่งกำลังจะวิ่งมาช่วยต้องหยุดชะงักและมองเพื่อนด้วยความแปลกใจ
“คาโปเอร่า” เขาพึมพำ “นายไปฝึกมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“หลังเกิดเรื่องครั้งนั้น” วูล์ฟตอบเสียงเครียด “ฉันตั้งใจจะเอาไว้จัดการกับเจ้ากีพาร์ด”
ลูกครึ่งแวมไพร์เหลือบตามองเขาก่อนจะตวัดไปทางมนุษย์หมาป่าซึ่งกำลังลุกยืนขึ้น มันคว้าเสาเหล็กมางอด้วยความโกรธและหันกลับมาจ้องนักล่าทั้งสองพร้อมกับแยกเขี้ยวคำราม
วลาร์ดมองอย่างใจเย็นในขณะที่วูล์ฟขยับกรงเล็บพร้อมจู่โจม
“ฉันขอจัดการกับมันเอง” หนุ่มหมาป่าพูดและพุ่งเข้าใส่อสูรกลายพันธุ์ทันที มันฟาดเสาเหล็กใส่เขาแต่วูล์ฟปัดออกและฝังกรงเล็บคมกริบลงไปที่ไหล่ฉีกกระชากเนื้อของมันจนหลุดออกมาทั้งก้อน เจ้าอสูรร้ายส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด มันจ้องหนุ่มหมาป่าด้วยความโกรธจัดก่อนจะคว้าตัวของเขาเอาไว้และแยกเขี้ยวกว้างหมายจะขย้ำลำคอให้กระจุย แต่เจ้าสัตว์ร้ายต้องหยุดและร้องลั่นอีกครั้งเมื่อแขนทั้งสองข้างถูกคมดาบตัดจนขาดสะบั้น ร่างของวูล์ฟร่วงลงไปกองกับพื้นทันทีในขณะที่มนุษย์หมาป่าตัวนั้นถอยหลังออกไปสองสามก้าวและจ้องเลือดที่พุ่งออกมาจากแขนทั้งสองข้างด้วยดวงตาเหลือกลาน วลาร์ดหมุนดาบในมือและพูดเสียงเรียบ
“นี่หรือวิธีจัดการของนาย”
“หนวกหูน่าเจ้าผีดิบ” วูล์ฟตอบเสียงขุ่น ลูกครึ่งแวมไพร์ชำเลืองตามองเพื่อนก่อนจะตวัดดาบตัดหัวของมนุษย์หมาป่าจนขาดกระเด็น ร่างสูงใหญ่ของมันยืนโอนเอนไปมาก่อนจะทรุดลงไปกองกับพื้นและแปรเปลี่ยนกลับไปเป็นคนธรรมดาเช่นเดิม วลาร์ดมองด้วยความแปลกใจ
“ทำไมมันถึงไม่ถูกย่อยเหมือนสัตว์ทดลองตัวอื่น"
เขาทำท่าจะเข้าไปตรวจดูแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินรถวิ่งเข้ามาใกล้ สมิธรีบเดินตรงมาหา เขามองวูล์ฟซึ่งมีเลือดเปื้อนไปทั่วทั้งตัวและถามด้วยความเป็นห่วง
“คุณได้รับบาดเจ็บหรือวูล์ฟ”
“แค่โดนข่วนนิดหน่อยเท่านั้นครับ” หนุ่มหมาป่าตอบด้วยน้ำเสียงปรกติ สมิธมองเขาคล้ายต้องการให้แน่ใจอีกครั้งก่อนจะหันไปจ้องร่างไร้หัวที่กองอยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัย
“มนุษย์หมาป่าตัวนั้นหรือครับ”
“ใช่” วลาร์ดตอบและใช้ปลายดาบเขี่ยส่วนหัวให้หงายหน้าขึ้น “เขากลับคืนสภาพเดิมทันทีที่ถูกผมกำจัด”
“แล้วทำไมร่างกายของเขาถึงไม่ย่อยสลายเหมือนตัวอื่นๆที่ผ่านมา” สมิธถามขณะนั่งลงจ้องใบหน้าของชายผู้นั้นอย่างพิจารณา เขาชะงักและนิ่วหน้าทันที
“นี่มัน”
“รู้จักเขาด้วยหรือครับ” หนุ่มหมาป่าถาม สมิธผงกศีรษะและยืนขึ้นขณะตอบ
“เขาเป็นนักธุรกิจใหญ่คนหนึ่งของเมืองครับ ผมเคยตามดูพฤติกรรมของเขามาระยะหนึ่ง ถึงจะบอกว่าเป็นนักธุรกิจแต่การค้าของผู้ชายคนนี้ไม่ค่อยสะอาดนัก”
“แล้วทำไมนักธุรกิจถึงกลายเป็นมนุษย์หมาป่าไปได้” วูล์ฟถามด้วยความสงสัย สมิธส่ายหน้า
“ผมไม่ทราบ” เขาพูดพลางยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่เข้ามาทำการเก็บศพและทำความสะอาดเลือดที่สาดกระจายไปทั่วบริเวณ วลาร์ดยืนมองอย่างครุ่นคิดจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยทำงานจนเสร็จเรียบร้อยสมิธจึงเรียกนักล่าทั้งสองขึ้นรถแต่ทั้งหมดต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังแว่วมาตามสายลม วูล์ฟหันหน้าไปตามเสียงนั้นทันที
“นั่นมันเสียงของมนุษย์หมาป่า”
“คงกำลังถูกกำจัด” วลาร์ดพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก หนุ่มหมาป่ามองหน้าเขาพร้อมกับถาม
“ไม่ไปช่วยเขาหน่อยเหรอ”
“ไม่จำเป็น” ลูกครึ่งแวมไพร์ตอบ วูล์ฟนิ่วหน้าด้วยความไม่ชอบใจก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่สมิธ ชายหนุ่มมองหน้าวลาร์ดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจพูด
“ถ้าทางนั้นต้องการความช่วยเหลือ แฮมเมอร์ก็คงติดต่อมาแล้ว” เขาตบไหล่วูล์ฟ “ไปรอพวกเขาที่หน่วยกันดีกว่าครับ”
หนุ่มหมาป่าผงกศีรษะรับด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจนักต่างจากวลาร์ดซึ่งเดินไปขึ้นรถด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยปราศจากความรู้สึกเหมือนทุกครั้ง สมิธที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถหันหน้ากลับมามองวูล์ฟอีกครั้งและพูดอย่างรู้ทัน
“ไม่ต้องเป็นห่วงวิคตอเรียไปหรอกครับ เธอเป็นนักล่าที่เก่งมากขนาดวลาร์ดเองก็ยังวางใจ”
“คุณรู้ได้ยังไง” หนุ่มหมาป่าถามด้วยความสงสัย สมิธยิ้ม
“เพราะถ้าไม่มั่นใจ เขาคงไม่ปล่อยให้เธอไปจัดการกับเจ้ามนุษย์หมาป่านั่นตามลำพังหรอกครับ”
สมิธตบไหล่วูล์ฟอีกครั้งก่อนจะเดินไปขึ้นรถ หนุ่มหมาป่ายืนนิ่งและหันหน้าไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงโหยหวน เขาส่ายหน้าพร้อมกับระบายลมหายใจออกมา
“วางใจในฝีมืออย่างงั้นเหรอ” วูล์ฟพึมพำก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปที่เพื่อนซึ่งนั่งรออยู่ในรถ “ตกลงนายคิดยังไงกับเขากันแน่นะเจ้าผีดิบ”

*/*/*/*/*/*



Create Date : 07 กรกฎาคม 2553
Last Update : 7 กรกฎาคม 2553 14:25:59 น.
Counter : 258 Pageviews.

0 comment
บทที่ 19 คดีที่หายไป
บทที่ 19

คดีที่หายไป

เครนวางแฟ้มคดีลงบนโต๊ะยกมือขึ้นคลึงขมับเบาๆขณะเอนตัวพิงเก้าอี้พร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม กลิ่นกาแฟที่โชยมากระทบจมูกกับเสียงรองเท้าที่หยุดยืนอยู่ใกล้โต๊ะทำงานของเขาทำให้นักสืบประจำสถานีต้องลืมตาขึ้นและเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็น
แสตนลีย์กำลังยืนตรงหน้าเขาพร้อมกับกาแฟสองถ้วยในมือ
“ผมไม่รู้ว่าคุณชอบแบบไหน” เอฟบีไอพูดพลางชูถ้วยกาแฟขึ้น “ดำหรือครีม”
“ตอนนี้ผมขอกาแฟดำ” เครนตอบพร้อมกับยื่นมือไปรับถ้วยที่แสตนลีย์ส่งให้และถอนใจออกมาอีกครั้งขณะยกกาแฟขึ้นดื่ม
“เป็นคดีที่น่าหนักใจมาก” เอฟบีไอพูดขึ้น นักสืบลดถ้วยในมือลง
“มันเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่โหดร้ายที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมา” เครนวางถ้วยกาแฟและเลื่อนไปหยิบภาพถ่ายของเหยื่อรายล่าสุดขึ้นมา เขาจ้องทารกน้อยที่ถูกจับขดไว้ในอ่างล้างจานแน่วนิ่งปล่อยให้เสียงหลุดลอดไรฟันออกมาด้วยความโกรธ “ถ้าจับมันได้ผมสาบานว่าจะยิงมันทิ้ง”
“ทำแบบนั้นไม่ได้” แสตนลีย์เตือน “คุณเป็นผู้รักษากฏหมาย อย่าใช้อารมณ์ในการตัดสินความผิดของคนอื่น”
“คุณพูดเหมือนพวกนักพิทักษ์สิทธิมนุษยชนที่คอยเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพวกฆาตกร แตะนิดแตะหน่อยก็ทำเป็นโวยวายแถมยังให้ท้ายว่าพวกมันไม่สมควรโดนลงโทษ” เครนกระแทกเสียงพูดด้วยความโกรธพลางวางรูปผู้เคราะห์ร้ายลงบนโต๊ะและใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปอย่างแรง “แล้วคนพวกนี้ล่ะมีใครช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเขาบ้าง หรือพวกเขาสมควรถูกฆ่าเพราะมันเป็นสิทธิของฆาตกร”
เสียงของเครนดังลั่นห้องจนตำรวจและผู้คนที่เข้ามาติดต่อต่างหันมามองด้วยความสงสัย แสตนลีย์รีบยกมือขึ้นพร้อมกับกล่าวห้าม
“คุณกำลังทำให้ประชาชนแตกตื่นนะ นักสืบเครน”
คำพูดของเอฟบีไอทำให้เครนได้สติ เขาชำเลืองตามองผู้คนโดยรอบก่อนจะขยับนั่งตัวตรงและแสร้งทำเป็นหยิบแฟ้มคดีขึ้นมาเปิดพร้อมกับกระแอมออกมาเบาๆ
“ผมว่าเราน่าจะมาทบทวนสภาพศพผู้เสียชีวิตกันอีกครั้ง” เขามองหน้าแสตนลีย์ “อยากจะยืนทำงานแบบนั้นหรือคุณเจ้าหน้าที่พิเศษ”
แสตนลีย์เลิกคิ้วด้วยความฉงนก่อนจะเลื่อนเก้าอี้จากโต๊ะด้านข้างมานั่ง เขารับแฟ้มจากเครนมาเปิดดู หลังจากอ่านไปได้ชั่วครู่เอฟบีไอหนุ่มก็ต้องขมวดคิ้วและหยิบแฟ้มมาพลิกดูอีกสองสามอัน เขานิ่วหน้าพร้อมกับอุทาน
“นี่มันอะไร”
“รายงานคดีฆาตกรรมที่เรากำลังทำอยู่” เครนเงยหน้าขึ้นตอบเสียงเรียบ เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย “มีอะไร”
“คุณดูเองก็แล้วกัน” แสตนลีย์ตอบพร้อมกับยื่นแฟ้มทั้งหมดส่งให้นักสืบเจ้าของคดี เครนรับมาเปิดดูและบ่นพึมพำ
“ก็ไม่เห็นมีอะไร...”เขาชะงักคำพูดค้างและขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “ทำไมถึงมีแค่นี้แล้วคดีของครอบครัวแพทย์หายไปไหน”
“ผมกำลังถามคุณอยู่เหมือนกัน” แสตนลีย์พูด “ส่งไปให้ใครดูบ้างหรือเปล่า”
“ไม่” เครนพูดและหันไปมองห้องทำงานของผู้บังคับบัญชา “จะว่าสารวัตรหยิบไปดูก็ไม่น่าจะเป็นไปได้”
“ปรกติคุณเก็บแฟ้มพวกนี้ไว้ที่ไหน” แสตนลีย์ถามเสียงเครียด นักสืบเครนชี้ไปที่ตู้เอกสารด้านหลัง
“มีผมเท่านั้นที่ถือกุญแจตู้นี้”
“แล้วมันจะหายไปไหน คุณลืมวางทิ้งไว้ข้างนอกบ้างหรือเปล่า” เอฟบีไอถาม เครนมองหน้าเขาอย่างนึกฉุน
“ผมไม่ใช่คนมักง่ายแบบนั้น” เขาพูดเสียงค่อนข้างเครียด แสตนลีย์รีบยกมือห้ามพร้อมกับพูด
“ใจเย็นๆ ผมแค่อยากให้แน่ใจเท่านั้น คุณลองไปถามสารวัตรดูก่อนว่าเขาหยิบไปดูบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีคนมาขโมยแฟ้มนี่ไป”
เครนลุกขึ้นและทำท่าจะเดินไปยังห้องทำงานของผู้บังคับบัญชาแต่ต้องชะงักเมื่อเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น เขารีบรับทันที
“เครนพูด” เครนเอ่ยพร้อมกับหยุดฟัง เขาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดจบ “อะไรนะครับ! เป็นไปได้ยังไง มันหายไปไหนแล้วหมอไม่รู้หรือครับว่าใครเป็นคนทำ”
นักสืบประจำสถานียืนนิ่งฟังดร.เมสันพูดอีกครั้ง เขาผงกศีรษะรับอย่างเคร่งขรึมก่อนจะกล่าวเสียงเครียด
“ผมจะรีบส่งคนออกไปสืบหาว่าใครเป็นคนทำ ขอบคุณที่โทร.แจ้งครับหมอ”
เครนวางโทรศัพท์ลงและหันไปทางแสตนลีย์ซึ่งกำลังยืนมองเขาด้วยสายตาเป็นเชิงถามว่า เกิดอะไรขึ้น
“มีคนลอบเข้าไปขโมยศพครอบครัวแพทย์ในคดีฆาตกรรม”
“อะไรนะ คดีนั้นมีตั้งสี่ศพเชียวนะ คนร้ายจะขนออกไปได้ยังไง ไม่มีใครเห็นหรือสงสัยอะไรบ้างเลยหรือ”
“ผมยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก” เครนตอบขณะเก็บแฟ้มคดีทั้งหมดกลับเข้าตู้และล็อคกุญแจ เขาคว้าเสื้อนอกพร้อมกับหันไปทางแสตนลีย์และเอ่ยปากชวน “จะไปด้วยกันไหม”
“แน่นอน”
เครนรีบก้าวนำออกไป เขาเรียกให้เจ้าหน้าที่เอฟบีไอนั่งรถไปคันเดียวกัน ทั้งคู่มุ่งหน้าตรงไปยังสถานเก็บศพของเทศบาล เมื่อไปถึงนักสืบเครนรีบตรงไปหาดร.เมสันทันที
“หมอ” เขาร้องทักเมื่อเห็นแพทย์ชันสูตรกำลังยืนทำหน้ายุ่งอยู่กับเจ้าหน้าที่อีกสองสามคน ดร.เมสันหันมามอง
“เครน” เขาเลื่อนสายตาไปที่แสตนลีย์ “คุณเจ้าหน้าที่พิเศษเอฟบีไอ”
“เรียกผมว่าแสตนลีย์ดีกว่าครับ” อีกฝ่ายพูด เขามองผู้ช่วยแพทย์ที่กำลังตรวจเอกสารและสิ่งของต่างๆอย่างเคร่งเครียด “นอกจากศพแล้วมีอะไรหายไปอีกบ้าง”
“เรากำลังตรวจสอบอยู่แต่เท่าที่รู้ตอนนี้ก็มีจานเพาะเชื้อกับอวัยวะที่ตัดออกมาและกำลังอยู่ในระหว่างรอการตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง”
“คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วทำไมถึงยังตรวจไม่เสร็จอีกล่ะหมอ” เครนถาม ดร.เมสันมองลอดแว่นและตอบ
“การเพาะเชื้อและขั้นตอนการทดสอบบางอย่างต้องใช้เวลา มันไม่รวดเร็วทันใจเหมือนอย่างที่เห็นในภาพยนต์สืบสวนหรอกนะเครน”
“ผมขอโทษ” นักสืบพูดเสียงแผ่ว แพทย์ชันสูตรผงกศีรษะรับอย่างเข้าใจ แสตนลีย์กวาดตามองไปโดยรอบก่อนจะถาม
“ที่นี่มีกล้องวงจรปิดกี่ตัว”
“ห้า ประตูด้านหน้าและหลัง ทางเดิน ห้องแล็ปและในห้องชันสูตร”
“ผมขอดูหน่อยได้ไหม” แสตนลีย์ถาม ดร.เมสันพยักหน้า
“ได้ แต่ผมขอบอกไว้ก่อนเลยว่าคุณจะไม่เจออะไร”
“คุณรู้ได้ยังไง”
“ผมตรวจดูกล้องทุกตัวอย่างละเอียดแล้วไม่พบอะไรเลย” ดร.เมสันตอบ เครนขมวดคิ้ว
“เป็นไปได้ยังไงกัน กล้องเสียหรือเปล่าหมอ”
“ทั้งห้าตัวน่ะหรือ”แพทย์ชันสูตรย้อนถาม เครนยืนนิ่งในขณะที่แสตนลีย์ทำท่าคิด
“ยังไงผมก็ต้องขอเทปทั้งหมดไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง บางทีเราอาจจะเจออะไรบ้างก็ได้”
“ถ้าคุณยืนยันอย่างนั้นก็ตามใจ” ดร.เมสันพูดและหันไปยังยามรักษาความปลอดภัยซึ่งยืนอยู่ในบริวเณนั้น “ช่วยนำเทปทั้งหมดมาให้เจ้าหน้าที่พิเศษด้วย”
“ครับผม”
ยามผู้นั้นรับคำและเดินออกไปทันที ดร.เมสันหันไปทางผู้ช่วยของเขาและสอบถามความเสียหายอีกครั้งโดยมีเครนและแสตนลีย์ยืนฟังอย่างตั้งใจ หลังจากตรวจสอบรายละเอียดต่างๆและบันทึกไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้วแพทย์ชันสูตรจึงหันมาทางคนทั้งสองพร้อมกับพูด
“ผมจะส่งรายละเอียดไปให้พวกคุณแต่ต้องขอตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งว่ามีอะไรสูญหายไปบ้าง”
“ตอนนี้พอจะบอกได้ไหมว่ามีอะไรหายไปบ้าง”
“อย่างที่ผมบอกในตอนแรก นอกจากศพผู้เสียชีวิตแล้วก็มีจานเพาะเชื้อ ชิ้นส่วนอวัยวะบริเวณสมอง ตับ หัวใจและกระเพาะอาหารกับผลสารพิษในเลือด”
“แล้วศพผู้เคราะห์ร้ายรายอื่นล่ะ มีอะไรสูญหายไปบ้างหรือเปล่า” เครนถาม ดร.เมสันส่ายหน้า
“ไม่มี”
“แปลก” นักสืบประจำสถานีพูด “เหมือนคนร้ายเจาะจงมาที่คดีของครอบครัวแพทย์เท่านั้น แสดงว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่ฆาตกรไม่อยากให้พวกเรารู้”
“แต่ผมไม่คิดว่านี่เป็นการกระทำของฆาตกร” แสตนลีย์แย้ง “ไม่มีทางที่จะขนศพพวกนั้นออกไปได้โดยไม่มีใครเห็นอีกอย่างผมว่าพวกนั้นคงไม่ฉลาดพอที่จะเข้ามาขโมยข้อมูลในห้องแล็ปนี่”
“แล้วคุณคิดว่าน่าจะเป็นใคร” เครนถาม เจ้าหน้าที่พิเศษส่ายหน้า
“ผมยังไม่รู้ แต่คิดว่างานนี้ต้องมีคนร้ายไม่ต่ำกว่าสามคนอย่างแน่นอน” เขาหันไปมองเจ้าหน้าที่ห้องชันสูตรซึ่งกำลังวุ่นวายอยู่กับการตรวจนับศพที่เหลือ
“อยากรู้จริงๆว่าพวกมันเป็นใคร และต้องการข้อมูลเหล่านั้นไปทำไม”

*/*/*/*/*

สีหน้าของเทเลอร์เต็มไปด้วยความหนักใจหลังจากอ่านรายงานที่ได้รับจากแอชเชอร์จบลง เขาปิดแฟ้มและวางลงบนโต๊ะก่อนเอนตัวพิงเก้าอี้พร้อมกับถอนใจออกมา เทเลอร์นั่งในท่านั้นอยู่นานจนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเขาจึงขยับนั่งตัวตรงพร้อมกับกล่าวอนุญาต
“เข้ามาได้”
สมิธก้าวเข้ามาในห้องและก้มศีรษะลงเล็กน้อยทำความเคารพก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“มีเรื่องด่วนหรือครับ”
“ใช่” เทเลอร์ตอบพร้อมกับเลื่อนแฟ้มส่งให้ “ทางองค์กรส่งผลการชันสูตรคดีฆาตกรรมทั้งสองครั้งมาให้เราแล้ว”
ชายหนุ่มรับรายงานมาเปิดดู คิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันหลังจากอ่านไปได้สักพัก
“ผมคิดว่าสองคดีนี้ไม่น่าจะเกิดจากคนร้ายรายเดียวกัน” สมิธพูดขณะหยิบภาพของเหยื่อทั้งสองคดีขึ้นมาพิจารณา “ตำแหน่งบาดแผลอาจจะคล้ายกันแต่วิธีการลงมือต่างกันมาก”
“สายของเราก็คิดแบบนั้น ตอนนี้เรามีฆาตกรถึงสองคน” เทเลอร์พูดอย่างเคร่งเครียด สมิธวางรูปลง
“ถึงจะเป็นแบบนั้นคดีพวกนี้ก็ไม่เกี่ยวกับหน่วยงานของเรา“เขามองหน้าเทเลอร์ด้วยความสงสัย “หรือทางองค์กรคิดว่านี่เป็นฝีมือของพวกอิลูมิเนติค”
“อาจใช่” หัวหน้าหน่วยนักล่าตอบ “ผมได้รับแจ้งว่ามีการขโมยศพเกิดขึ้น”
“ขโมยศพ เป็นไปได้ยังไงกัน แล้วทางนั้นไม่รู้ตัวคนร้ายเลยหรือครับ”
“พวกเขากำลังสืบหา แต่ที่น่าสงสัยก็คือทุกศพที่ถูกขโมยไปเป็นศพของครอบครัวแพทย์ที่ถูกสังหารจากคดีฆาตกรรมในเขตเมืองร็อคทาวน์”
“ทุกศพ” สมิธทวนคำ “คนร้ายไม่ได้ขโมยไปแค่ศพเดียวหรือครับ”
“ใช่” เทเลอร์ตอบ “นอกจากจะไม่ใช่แค่ศพเดียวแล้ว อวัยวะ ชิ้นเนื้อที่กำลังตรวจสอบรวมถึงข้อมูลทางนิติเวชทุกอย่างรวมทั้งแฟ้มรายงานในสถานีตำรวจที่เกี่ยวกับคดีนั้นถูกคนร้ายขโมยไปจนหมด”
“คนร้ายอาจไม่ต้องการให้เรารู้อะไรบางอย่าง” สมิธพูดพลางเคาะนิ้วลงบนรูปภาพ”การกระทำแบบนี้ไม่ใช่ฝีมือของฆาตกรโรคจิตแน่”
เทเลอร์ผงกศีรษะ
“ผมเห็นด้วย คนร้ายต้องมีมากกว่าหนึ่ง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางลงมือได้รวดเร็วแบบนี้ บางทีผู้ตายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกอิลูมิเนติค”
“จะเป็นไปได้ไหมครับว่าพวกเขาถูกฝังปรสิต”
“ถ้าเป็นแบบนั้นร่างของเขาก็ต้องย่อยสลายกลายเป็นเมือกไปแล้ว” เทเลอร์แย้งด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก เขายกมือขึ้นกดบริเวณหัวคิ้วและก้มหน้าลงพร้อมกับระบายยลมหายใจออกมาด้วยความหนักใจ สมิธมองหัวหน้าหน่วยนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงหันกลับไปมองรูปเหยื่ออีกครั้ง
“พวกเขารู้เรื่องนี้หรือยังครับ”
“ยัง” เทเลอร์ตอบพลางลดมือลง “ตอนนี้เด็กสามคนนั่นยังไม่พร้อม”
สมิธขมวดคิ้วและถามด้วยความสงสัย
“หมายความว่ายังไงหรือครับ”
“ระยะหลังมานี่วูล์ฟมักใช้กำลังเกินกว่าเหตุในส่วนวลาร์ดกับวิคตอเรียก็ใช้อารมณ์เข้าหากันระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปอาจทำให้หน่วยงานของเรามีปัญหาได้” เทเลอร์เว้นระยะคำพูดเล็กน้อย “บางทีผมอาจต้องแยกพวกเขา”
“วลาร์ดกับวูล์ฟคงไม่ยอม”
“พวกเขาต้องทำ เพราะมีคำสั่งจากคุณแอชเชอร์มาว่าหากคดีฆาตกรรมเกี่ยวโยงถึงพวกอิลูมิเนติค วลาร์ดจะต้องไปสืบคดีร่วมกับเจ้าหน้าที่พิเศษขององค์กร ส่วนวูล์ฟกับวิคตอเรียจะต้องอยู่ที่นี่เพื่อช่วยกันค้นหาจำนวนสมาชิกกลุ่มเลือดสีน้ำเงินในมหาวิทยาลัย
แสตฟฟอร์ดและสืบให้รู้ว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของพวกมันคืออะไร”
เทเลอร์มองหน้าสมิธแน่วนิ่ง
“มหาวิทยาลัยนี่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกอิลูมิเนติคอย่างแน่นอน”

*/*/*/*/*



















Create Date : 07 กรกฎาคม 2553
Last Update : 7 กรกฎาคม 2553 14:25:07 น.
Counter : 178 Pageviews.

0 comment
บทที่ 18 เหยื่อ
บทที่ 18

เหยื่อ

ใบหน้าเครนเต็มไปด้วยความไม่สบายใจขณะจอดรถบริเวณหน้าสถาบันนิติเวชเพื่อรับฟังการชันสูตรจากดร.เมสันอีกครั้ง ภาพการตายอันน่าสยดสยองของผู้เคราะห์ร้ายทั้งห้าที่ยังคงติดตาทำให้เขายังไม่ยอมลงจากรถ นักสืบใหญ่เอนตัวพิงเบาะค่อนข้างแรงพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างหนักก่อนจะรวบรวมสติให้มั่นคงอีกครั้งแล้วเปิดประตูก้าวลงจากรถ เขาเดินตรงไปยังห้องชันสูตรซึ่งอยู่ด้านในสุดโดยไม่กล่าวคำทักทายผู้ใดเหมือนทุกครั้ง และเมื่อเปิดประตูห้องเข้าไปเครนก็พบว่าแสตนลีย์กำลังยืนรออยู่ ดร.เมสันซึ่งกำลังจรดมีดผ่าตัดลงบนอกของผู้เสียชีวิตเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเอ่ยทัก
“คุณนักสืบ”
น้ำเสียงและสีหน้าที่ดูเคร่งขรึมมากกว่าทุกครั้งทำให้เครนรับรู้ได้ในทันทีว่าดร.เมสันผู้มีอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจกำลังอยู่ในความเศร้าสลด นักสืบใหญ่จึงหันไปทางแสตนลีย์พร้อมกับถาม
“ได้อะไรเพิ่มเติมบ้างไหม”
“นอกจากบาดแผลที่รุนแรงมากกว่าทุกครั้งแล้วเราแทบไม่พบอะไรเลย” เจ้าหน้าที่พิเศษตอบขณะหันไปมองร่างของผู้เสียชีวิตชายหญิงซึ่งถูกผ่าพิสูจน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว
“คนเป็นพ่อมีรอยฟกช้ำจากการถูกทุบตีอย่างหนัก ส่วนคนเป็นแม่มีรอยคล้ายโดนของแข็งกระแทกที่ท้ายทอย”
“คงถูกจู่โจมโดยไม่รู้ตัว” เครนพูด “เธอเสียชีวิตเพราะบาดแผลนั่นใช่ไหม”
“บาดแผลจากการถูกกระแทกรุนแรงก็จริงแต่ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต” ดร.เมสันพูดขึ้น “คนร้ายแค่ทำให้เธอหมดทางสู้ก่อนจะหันไปโจมตีคนเป็นพ่อ จากบาดแผลทั่วทั้งใบหน้าและลำตัวเกิดจากวัถตุแข็งไม่มีคม คาดว่าคงเป็นของใช้ที่อยู่ภายในบ้านของผู้เคราะห์ร้ายเอง”
“เจ้าหน้าที่พิสูน์หลักฐานพบไม้กอล์ฟเปื้อนเลือดตกอยู่ข้างบันได” เครนพูด “คนร้ายอาจจะใช้มันเป็นอาวุธ”
“พบรอยนิ้วมือไหม” แสตนลีย์ถามอย่างเร็ว เครนส่ายหน้า
“ไม่เจออะไรเลย” เขาหันไปมองร่างผู้เสียชีวิตและขมวดคิ้ว “คนร้ายลงมืออย่างอุกอาจและรุนแรงขนาดนี้แต่กลับไม่เหลือร่องรอยอะไรเลยสักอย่าง ท่าทางมันจะฉลาดเกินกว่าที่พวกเราคิดเอาไว้”
“บางทีอาจจะเป็นพวกหวาดระแวงหรือย้ำคิดย้ำทำ คนพวกนี้มักไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้ให้เรามากนักนอกจากพฤติกรรมซ้ำซากที่มันทำเป็นประจำ”
“เอกลักษณ์เฉพาะตัวกับของที่ระลึกที่ติดมือกลับไปด้วยเหมือนเป็นถ้วยรางวัล” เครนพูดอย่างมีอารมณ์พลางชี้ไปที่ร่างไร้ศีรษะของทารกน้อย “นั่นไงล่ะสิ่งที่คุณพูดถึง ทีนี้ช่วยบอกทีว่าเราจะใช้มันสืบหาเจ้าสัตว์นรกนั่นได้ยังไง”
แสตนลีย์ยืนนิ่ง ดร.เมสันละสายตาจากงานที่กำลังทำและถอนใจออกมา
“กรุณาสงบสติอารมณ์หน่อย ที่นี่เป็นห้องชันสูตร” เขาพูดขึ้นด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก เครนโต้กลับทันที
“ผมทราบ และไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้น”
“ผมรู้ แต่สิ่งที่คุณควรทำในที่แห่งนี้ก็คือความเคารพ” ดร.เมสันพูดและเลื่อนสายตาไปยังร่างผู้เสียชีวิต “สำหรับพวกเขา”
เครนยืนนิ่งไปชั่วขณะ เขาขบกรามแน่นและก้มหน้าลงก่อนจะกล่าวเบาๆ
“ขอโทษด้วยหมอ คดีนี้ทำให้ผมรู้สึกแย่มาก”
“ผมเข้าใจ” ดร.เมสันพูดอย่างเคร่งขรึม “แต่คุณควรตั้งสติให้มั่นและควบคุมอารมณ์ให้มากกว่านี้ ใช้ความรู้ เหตุผลและประสบการณ์ทุกอย่างที่พวกคุณมี”
แพทย์ชันสูตรผายมือไปที่ร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงก่อนจะไล่สายตาไปยังเตียงโลหะที่วางเรียงรายไปจนถึงผนังอีกด้านหนึ่งของห้อง
“เพื่อพวกเขา” ดร.เมสันหันหน้ากลับมามองเครนและแสตนลีย์อีกครั้ง“จับสัตว์ร้ายที่ทำกับคนพวกนี้มาให้ได้”
แสตนลีย์มองร่างผู้เสียชีวิตด้วยดวงตาแน่วนิ่งในขณะที่เครนกำมือแน่น เขามองหน้าแพทย์ชันสูตรและพูดลอดไรฟันออกมา
“ตกลงหมอ ผมสัญญาว่าจะลากคอเจ้าฆาตกรนี่มาให้ได้ มันจะต้องได้รับโทษที่สาสมกับสิ่งที่มันทำ”

*/*/*/*/*

ภาพรายงานข่าวฆาตกรรมฆ่ายกครัวที่ปรากฏขึ้นบนจอโทรทัศน์สะกดให้ผู้ที่กำลังนั่งดื่มเบียร์อย่างสบายอารมณ์บนเก้าอี้ต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยและฟังผู้ประกาศข่าวบรรยายรายละเอียดอย่างตั้งใจ ใบหน้าของที่เต็มไปด้วยความสยดสยองขณะที่ผู้อ่านข่าวกล่าวถึงสภาพการตายของทารกน้อยเรียกรอยยิ้มสาสมใจให้ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ชายผู้นั้นเอนตัวพิงเก้าอี้อีกครั้งพร้อมกับยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ หลังจากชมภาพข่าวจนเป็นที่พอใจแล้วเขาจึงลุกขึ้นเดินไปที่ครัวเพื่อเตรียมจะเปิดตู้เย็น แต่เสียงเคาะประตูซึ่งดังมาจากหน้าบ้านทำให้ต้องชะงัก ชายผู้นั้นขมวดคิ้วด้วยความขัดใจก่อนจะเดินไปเปิดประตู เขามองหญิงสูงวัยคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่หน้าบ้านด้วยความแปลกใจ
“คุณนายไวท์ มีอะไรหรือครับ”
“เมื่อวานนี้ขอบคุณมากเลยนะคะที่ช่วยซ่อมท่อระบายน้ำให้” เธอพูดพร้อมกับยื่นถาดขนม”วันนี้ฉันเลยทำพายมะนาวสูตรพิเศษมาให้ค่ะ”
“เรื่องเล็กน้อยเองครับ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาให้ผมก็ได้” ชายผู้นั้นพูดอย่างสุภาพแต่คุณนายไวท์กลับส่ายหน้า
“สำหรับคนแก่อย่างฉันแล้วถือว่าเป็นความใจดีเป็นอย่างมาก กรุณารับไว้เถอะค่ะคุณ
เดวิส”
เดวิสทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือไปรับถาดพายมาจากหญิงชรา เธอยิ้มอย่างดีใจ
“ถ้าสังคมมีคนแบบคุณโลกคงน่าอยู่ขึ้นมาก” เธอแตะแขนเดวิสเบาๆ “ทานให้อร่อยนะคะ”
“ครับ” เดวิสรับคำและส่งยิ้มให้กับเธอ เขายืนรอจนกระทั่งหญิงชราเดินห่างไปไกลพอสมควรจึงกลับเข้าบ้านและปิดประตูจนสนิท เดวิสจ้องขนมในมือด้วยสายตารังเกียจก่อนจะโยนมันทิ้งลงถังขยะและเดินไปเปิดตู้เย็นอีกครั้ง เขามองกล่องพลาสติคที่แช่อยู่ในนั้นและยิ้มออกมา
“นี่ต่างหากของอร่อย”
ดวงตาของเดวิสทอความหิวกระหายขณะเอื้อมมือไปจับกล่องเพื่อจะหยิบออกจากตู้แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นห่ออะไรบางอย่างวางอยู่ด้านในสุด เขาดึงมันออกมาและนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักที่ค่อนข้างจะคุ้นมือ เดวิสวางมันลงบนโต๊ะและแกะออกอย่างระวัง เขาชักมือกลับทันทีเมื่อเห็นของสิ่งนั้นชัดเต็มตา
“ตับ!” เดวิสอุทานด้วยความตกใจ “มันมาอยู่ในนี้ได้ยังไง”
เขามองตับทั้งก้อนที่ถูกทำความสะอาดมาอย่างดีด้วยสายตาแปลกใจก่อนจะค่อยๆยื่นมือออกไปแตะและกดอย่างเบามือ
“ยังสด” เดวิสพึมพำพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “แต่มันมาจากไหน เรายังไม่ได้ออกไปจ่ายของเพิ่มนี่นา”
เขายืนนิ่งคิดและสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงของใครบางคนดังมาจากทางด้านหลัง
“มันเป็นของขวัญ”คอร์ตแลนด์ก้าวไปหยุดยืนตรงหน้าและยิ้ม สีหน้าของเดวิสเผือดลงทันที เขารีบถอยหลังพร้อมกับถามเสียงดัง
“คุณเป็นใคร เข้ามาในบ้านผมได้ยังไง”
“แค่เปิดประตูแล้วมานั่งรอ” คอร์ตแลนด์ตอบพลางเลื่อนสายตาไปยังห่อพลาสติกที่วางอยู่บนโต๊ะ “พร้อมของฝากเล็กๆน้อยๆสำหรับคุณ”
“ของฝาก” เดวิสทวนคำและก้มลงมองตับที่อยู่ตรงหน้า “ตับคนนี่น่ะหรือ”
คำพูดของเขาทำให้คอร์ตแลนด์เลิกคิ้ว
“แค่มองด้วยตาก็รู้แล้วหรือว่าเป็นตับของอะไร” หัวหน้าหน่วยอันเทสต์ยิ้ม “คุณเป็นคนที่เก่งมาก เดวิส”
“รู้จักชื่อผมได้ยังไง”
“ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่ผมรู้เรื่องของคุณทุกอย่าง” คอร์ตแลนด์ตอบโดยจงใจเน้นคำว่า ‘ทุกอย่าง’ ขณะจ้องตาอีกฝ่าย เดวิสกลืนน้ำลายลงคอก่อนถาม
“คุณพูดเรื่องอะไร”
“ผลงานของคุณ” หัวหน้าหน่วยอันเทสต์ตอบ “คดีที่คุณทำเลียนแบบคดีของกีพาร์ด”
ดวงตาของเดวิสเบิกกว้าง เขาจ้องหน้าคอร์ตแลนด์นิ่งก่อนจะหลุดคำพูดออกมาอย่างลืมตัว
“คุณรู้จักฆาตกรต่อเนื่องคนนั้นด้วยหรือ”
หัวหน้าหน่วยอันเทสต์ยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าและท่าทางที่ดูกระตือรือล้นของอีกฝ่าย เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“ใช่”
“เขาเป็นคนยังไง แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน ทำไมอยู่ๆเขาถึงหายไป”
“ดูคุณจะชื่นชอบกีพาร์ดมาก” คอร์ตแลนด์พูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ เดวิสหยุดและทำท่าเหมือนจะรู้ตัว เขารีบแก้ตัวทันควัน
“ผมชอบติดตามข่าว”
“ชอบมากขนาดไหน” คอร์ตแลนด์ถามและพูดต่อเมื่ออีกฝ่ายยืนนิ่ง “สะสมภาพ รายงานข่าวหรือถึงขั้นต้องออกไปลงมือฆ่าด้วยวิธีเดียวกัน”
“คุณพูดเรื่องอะไร” เดวิสถามเสียงขุ่น หัวหน้าหน่วยอันเทสต์ยิ้ม
“อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่อง ผมตามดูพฤติกรรมของคุณมานานแล้วเดวิส ภายนอกดูเป็นคนสุภาพ มีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่ลึกข้างในแล้วคุณเป็นพวกโรคจิตที่มีความคลั่งไคล้อย่างรุนแรง” คอร์ตแลนด์มองไปยังตับที่วางอยู่บนโต๊ะ “นอกจากนี้คุณยังชอบกินของสด ครั้งแรกคงเป็นแค่เนื้อจากร้านค้าทั่วไป มันคงไม่ถูกใจเท่าไหร่นักแต่คุณก็ต้องทนกินไปเรื่อยๆ”
“ผมเป็นมังสวิรัติ”
เดวิสเถียงไม่เต็มปากนัก คอร์ตแลนด์ยิ้ม
“มังสวิรัติ” เขาทวนคำ “เฉพาะต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น พออยู่ในบ้านคุณขย้ำเนื้อในตู้เย็นเหมือนหมาป่า”
“คุณรู้ได้ยังไง” เดวิสหลุดปากถามและหุบปากทันทีเมื่อถูกหัวหน้าอันเทสต์มองหน้า
“จำครอบครัวแพทย์ที่ถูกคุณฆ่าได้ไหม” คอร์ตแลนด์ถามด้วยดวงตาวาวโรจน์และจ้องหน้าเดวิสนิ่ง “เขาเป็นคนของผม”
เดวิสอ้าปากค้าง เขาส่ายหน้าพร้อมก้าวถอยออกห่าง สายตาเริ่มสอดส่ายมองหาทางหนีแต่ยังไม่ทันขยับมีดของคอร์ตแลนด์ก็ปักลงบนโต๊ะพร้อมกับสั่งเสียงดัง
“อย่าขยับ!”
เขาจ้องหน้าเดวิสด้วยสายตาดุดันจนอีกฝ่ายซีดสลดตัวเริ่มสั่นด้วยความกลัว
“ผมไม่ได้ทำอะไรพวกเขา”
“แน่ใจหรือ” คอร์ตแลนด์ถามเสียงกระด้างขณะก้าวเข้าไปหา “หลังเกิดคดีแรก ผมส่งคนออกตามสืบจนรู้ว่าเป็นฝีมือของคุณ ตอนนั้นพวกเรายังไม่สนใจการกระทำของคุณนักคิดว่าคงเป็นพวกชอบเลียนแบบธรรมดาที่รักงานด้านนี้ แต่หลังจากที่คนของเราถูกฆ่าผมจึงเริ่มสนใจและศึกษางานของคุณจึงรู้ว่านี่เป็นการฆ่าแบบสนองอารมณ์ไม่ใช่การทำของพวกแฟนฆาตกรรม”
“ผมแค่”
เดวิสขยับจะโต้แย้งแต่กลับชะงักเมื่อเห็นสายตาอำมหิตจากหัวหน้าหน่วยอันเทสต์กำลังจ้องมาที่เขา
“อันที่จริงผมควรจัดการกับคุณให้เรียบร้อยนะ แต่พอดีเบื้องบนมีคำสั่งให้จับเป็นผมเลยต้องเปลี่ยนแผนนิดหน่อยด้วยการทำอะไรบางอย่างเพื่อกระตุ้นให้คุณเกิดอาการคลั่งขึ้นมาจนไม่สามารถอยู่เฉยแบบคนปรกติต่อไปได้”
เดวิสปากอ้าตาค้างมองคอร์ตแลนด์นิ่งไม่ขยับก่อนจะค่อยๆหลุดคำพูดออกมาเหมือนคนละเมอ
“คุณคือคนที่ฆ่าคู่รักสองคนนั่น” เดวิสหันไปมองตับบนโต๊ะด้วยอาการแตกตื่นอย่างคนเสียสติที่พยายามควบคุมอารมณ์เต็มที่“หมายความว่า...”
“ใช่แล้วคุณเดวิส ตับเป็นชิ้นส่วนภายในที่ตัดง่ายที่สุด คงยุ่งยากมากกว่านี้ถ้าคุณเกิดเปลี่ยนใจชอบลำไส้ขึ้นมา”
“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร” เดวิสปฏิเสธเสียงสั่นและพยายามทำท่าให้ดูขึงขังขึ้น “ออกไปจากบ้านของผมเดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นผมจะ...”
เขาชะงักคำพูดค้างและจ้องโทรศัพท์ที่คอร์ตแลนด์ยื่นส่งให้
“จะโทร.แจ้งเองหรือจะให้ผมกดเบอร์ให้” หัวหน้าหน่วยอันเทสต์หยุดคำพูดและกระตุกยิ้มเมื่อมีเสียงไซเรนจากรถตำรวจวิ่งผ่านไป “ว่าไง”
เดวิสยืนหน้าซีด เขาเม้มปากแน่นขณะจ้องหน้าคอร์ตแลนด์นิ่ง ความเดือดดาลแล่นพุ่งขึ้นมาแต่ก็ยังไม่กล้าทำอะไร เขาจึงตะคอกถาม
“คุณต้องการอะไร”
“ไปกับผม” หัวหน้าหน่วยอันเทสต์ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ อีกฝ่ายมองเขาด้วยสายตาสงสัย
“ไปไหน”
“คุณไม่มีสิทธิถาม” คอร์ตแลนด์ตอบสีหน้านิ่งเฉยและเอ่ยเตือนอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับตัว“อย่าแม้แต่จะคิด”
ดูเหมือนเดวิสจะไม่สนใจฟัง เขาคว้ามีดที่อยู่บนโต๊ะและพุ่งเข้าใส่คอร์ตแลนด์อย่างรวดเร็ว หัวหน้าหน่วยอันเทสต์เบี่ยงตัวหลบพร้อมกับคว้าข้อมือของเดวิสบิดอย่างแรงจนมีดหลุดจากมือ
“คุณทำอะไรผมไม่ได้หรอก” คอร์ตแลนด์พูดเสียงต่ำพร้อมกับเหวี่ยงร่างของเดวิสลงไปกองกับพื้น เขาร้องลั่นและพยายามจะลุกขึ้นแต่ไม่สำเร็จเพราะถูกหัวหน้าหน่วยอันเทสต์ใช้เท้าเหยียบเอาไว้ เดวิสคำราม
“แกเป็นใครกันแน่ ตำรวจหรือเอฟบีไอ”เขาถาม หัวหน้าหน่วยอันเทสต์มองเขาด้วยสายตาเฉยชาขณะหยิบเข็มฉีดยาออกมาจากกล่อง
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง”
คอร์ตแลนด์ยกเท้าออกและทรุดตัวนั่งลง เดวิสเหวี่ยงหมัดสวนขึ้นมาทันควันแต่กลับถูกรับเอาไว้ได้ หัวหน้าหน่วยอันเทสต์บีบข้อมือเขาอย่างแรง
“ถ้าไม่เพราะท่านไรซินกำชับมาว่าให้พาตัวแกกลับไปอย่างไร้รอยขีดข่วนแล้วล่ะก็ ข้อมือนี่คงถูกหักไปแล้วตั้งแต่แกพยายามจะชกฉันหมัดแรก” คอร์ตแลนด์กระแทกแขนข้างนั้นแนบไปกับพื้นก่อนจะกดเข็มฉีดยาลงไปที่คอของฆาตกรโรคจิต เขาจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาน่ากลัวก่อนจะลุกขึ้นยืนและสั่งเสียงเรียบ
“พามันออกไปได้”
เจ้าหน้าที่อันเทสต์สามคนรีบก้าวเข้ามาและช่วยกันประคองร่างฆาตกรจอมโหดออกไปอย่างรวดเร็ว คอร์ตแลนด์ยืนรอจนทุกคนพ้นไปจากบ้านจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเลขหมายและรีบรายงานทันทีเมื่อได้ยินเสียงรับจากปลายสาย
“เรียบร้อยแล้วครับท่าน” เขาหยุดนิ่งเพื่อฟังคำสั่ง “ครับ ผมจะรีบจัดการตามที่ท่านสั่งทันที”
หัวหน้าหน่วยอันเทสต์เก็บมือถือกลับลงไปในกระเป๋าเสื้อ เขาเดินออกจากบ้านของคนร้ายอย่างใจเย็นก่อนจะขึ้นรถและขับออกไปอย่างรวดเร็ว
*/*/*/*/*
เมื่อวางสายจากคอร์ตแลนด์ ไรซินก็ลุกขึ้นเดินไปยืนที่หน้าต่างมองดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวคล้อยต่ำลงอย่างเชื่องช้ากระทั่งลาลับขอบฟ้าไป เขายืนนิ่งอยู่แบบนั้นจนดาวดวงแรกปรากฏแสงวิบวับขึ้นบนท้องฟ้าจึงก้าวออกจากห้องและเดินตรงไปยังอีกด้านหนึ่งของปราสาทเมื่อมาถึงหน้าห้องขนาดใหญ่จึงหยุด มนุษย์พิษยืนนิ่งรออยู่ชั่วอึดใจจึงเคาะประตู
“เชิญ”
เสียงทุ้มต่ำเนิบเย็นดังกลับมา ไรซินเปิดประตูก้าวเข้าไปและก้มศีรษะลงเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวอย่างนอบน้อม
“ขออภัยที่เข้ามารบกวนเวลาอาหารของท่าน”
“ไม่เป็นไร ผมทานเสร็จพอดี” นายท่านกล่าวขณะยกผ้าสีขาวขึ้นซับบนริมฝีปากจากนั้นจึงวางมันลงบนถาดเงิน
“มีธุระอะไรหรือ”
“ครับ” ไรซินตอบและชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นคนรับใช้ช่วยกันยกห่อผ้าสีขาวขนาดใหญ่จากโต๊ะลงไปวางบนรถสำหรับเข็นถาดอาหารซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปรกติเพื่อเตรียมนำออกจากห้อง นายท่านมองอย่างรู้ทัน
“เราย้ายไปคุยกันที่ห้องน้ำชาดีไหม”
“ครับ”
ผู้เป็นนายเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจก่อนจะลุกขึ้นและเดินนำไปยังห้องขนาดเล็กซึ่งอยู่อีกด้าน เขาผายมือไปยังเก้าอี้นวมหนานุ่มเป็นการเชื้อเชิญก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สาวใช้นางหนึ่งรีบเข็นรถน้ำชามาเทียบและเตรียมจะรินให้แต่นายท่านกลับโบกมือ
“ผมจัดการเอง”
สาวใช้นางนั้นรีบค้อมตัวลงและก้าวออกจากห้องทันที ประมุขแห่งอิลูมิเนติคจึงจัดแจงรินน้ำชาใส่ถ้วยและเลื่อนส่งให้ไรซิน อีกฝ่ายก้มศีรษะลงอย่างสุภาพพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ
“ก่อนจะฟังธุระของคุณขอผมพูดอะไรหน่อยจะได้ไหม”
“เกี่ยวกับการประชุมที่มีขึ้นเมื่อตอนกลางวันใช่ไหมครับ” ไรซินถามเสียงไม่ดังนัก นายท่านผงกศีรษะ
“ผมไม่พูดอ้อมค้อม พวกเขามีมติให้ขับคุณออกจากองค์กร”
“การ์ดเนอร์” มนุษย์พิษพูดเสียงเรียบ นายท่านพยักหน้า
“เป็นความคิดของเธอ ดูเหมือนการ์ดเนอร์จะไม่พอใจที่คุณถูกลงโทษแค่โดนปลดออกจากตำแหน่งเท่านั้น”
“ผมทราบ” ไรซินพูดเสียงเรียบ ผู้เป็นนายมองเขาด้วยสายตาที่ไม่แปลกใจนัก
“ดูคุณไม่กังวลเท่าไหร่”
“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนอยากกำจัดผม” มนุษย์พิษตอบขณะยกถ้วยชาขึ้นดื่ม นายท่านจึงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับเล่าต่อ
“นอกจากเสนอให้ไล่คุณออกแล้วการ์ดเนอร์ยังขอให้มีการปรับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ให้ห้องวิจัย”
ไรซินชะงักและวางถ้วยชาลง
“เพราะอะไรหรือครับ”
“เธออ้างว่ามีนักวิทยาศาสตร์บางคนปิดบังผลการทดลองบางอย่างไว้ซึ่งอาจเป็นผลร้ายต่อองค์กร ตอนนี้การ์ดเนอร์นำนักวิทยาศาสตร์ใหม่เข้ามาทำงานแทนคนของคุณโดยให้เหตุผลว่านักวิจัยบางคนทำงานไม่สมกับตำแหน่ง”
“เขารู้เรื่องงานวิจัยมากแค่ไหน” ไรซินพูด
“คงไม่มากไปกว่าสัตว์ทดลองของคุณ” ผู้เป็นนายกล่าว “แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ผมคิดว่าการ์ดเนอร์คงโกรธที่รู้ว่ากีพาร์ดถูกย้ายออกมาจากที่นั่น ที่ประชุมเสนอให้ส่งเขากลับแต่ผมไม่อนุญาต”
“พวกเขาคงไม่เห็นด้วย”
“ก็ทำนองนั้น แต่ผมไม่ใส่ใจนัก” นายท่านกล่าวขณะเติมน้ำตาลลงในถ้วยชา “ถึงจะได้ยินมาบ้างว่าคนพวกนั้นกำลังรวมหัวกันกำจัดผมกับบรรดาสมาชิกอาวุโส”
“มีแต่คนโง่ที่คิดแบบนั้น” ไรซินพูดเสียงเรียบ นายท่านยิ้ม
“มนุษย์มักหลงลำพองในอำนาจที่มีอยู่เพียงน้อยนิดจนลืมคิดไปว่าสักวันหนึ่งพวกเขาก็ต้องตาย”
“จะให้ผมจัดการกับคนพวกนั้นไหมครับ” มนุษย์พิษถาม ผู้เป็นนายเลื่อนมือไปหยิบถ้วยชามาถือไว้พร้อมกับกล่าว
“ผมขอสนุกสักหน่อยก่อน” นายท่านตอบพร้อมกับยกชาขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดีและยิ้มมุมปากน้อยๆเมื่อเห็นไรซินนั่งนิ่ง “คุณมีแผนอะไรอยู่ในใจหรือเปล่าวิคเตอร์”
“ผมอยากจะขออนุญาตทำการทดลองอะไรบางอย่าง” มนุษย์พิษตอบ ผู้เป็นนายเลิกคิ้ว
“คุณถูกพักงานอยู่นะ”
“มันก็แค่ตำแหน่งที่พวกมนุษย์อุปโลกน์ขึ้น” ไรซินตอบเสียงเรียบ “ผมฟังคำสั่งท่านเท่านั้น”
“รู้ไหมวิคเตอร์ ตลอดเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา มีคุณคนเดียวเท่านั้นที่พิสูจน์ว่าความซื่อสัตย์มีจริง” นายท่านกล่าวพลางวางถ้วยชาลง “พอจะบอกได้ไหมว่าอะไร”
“ผมขออนุญาตไม่บอก” มนุษย์พิษกระตุกยิ้ม “อยากจะเก็บไว้สำหรับความประหลาดใจ”
“อารมณ์ขันไม่เปลี่ยน” นายท่านพูดขณะเอนตัวพิงเก้าอี้ “กุญแจยังอยู่ที่เดิม จะเริ่มทำงานเมื่อไหร่”
“คืนนี้ครับท่าน”
“เร่งด่วนขนาดนั้นเลยหรือ คงเป็นการทดลองที่สำคัญมาก”
“ครับ” ไรซินผงกศีรษะพร้อมกับพูดต่อ “ตอนนี้ตัวอย่างคงใกล้ถึงแล้ว ผมคงต้องขอตัวไปเตรียมห้องทดลองก่อน”
“เชิญตามสบาย” นายท่านกล่าว “ขอให้การทดลองประสบความสำเร็จ วิคเตอร์”
“ขอบคุณครับท่าน” ไรซินตอบก่อนจะลุกยืนขึ้น เขาค้อมตัวให้กับผู้เป็นนายอย่างนอบน้อมพร้อมกับกล่าว “ราตรีสวัสดิ์ครับ”
“ราตรีสวัสดิ์”
นายท่านตอบพร้อมกับผงกศีรษะรับ เขามองไรซินที่กำลังก้าวออกจากห้องและรอจนบานประตูปิดสนิทลงจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินไปยังหน้าต่าง ดวงตาแดงก่ำลุกโชนมองรถคันหนึ่งที่กำลังวิ่งเข้ามาจอดและมองคอร์ตแลนด์ซึ่งกำลังสั่งให้คนรับใช้ช่วยกันเข็นเตียงที่มีร่างใครบางคนเข้าไปในปราสาท ผู้นำสูงสุดของอิลูมิเนติคยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะหมุนกายกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม
“หากผมเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตราย คุณก็คือต้นไม้แห่งความวิบัติ” จ้าวแห่งราตรีกาลกล่าว “ความฉลาดของคุณคือหายนะของมนุษย์โดยแท้ วิคเตอร์”

*/*/*/*/*
















Create Date : 07 กรกฎาคม 2553
Last Update : 7 กรกฎาคม 2553 14:24:22 น.
Counter : 171 Pageviews.

0 comment
บทที่ 17 อำมหิต
บทที่ 17

อำมหิต

แสงไฟวับวาบบนหลังคารถตำรวจเรียกความสนใจจากผู้คนในชุมชนขนาดเล็กให้ออกมาดู พวกเขาต่างมีสีหน้าแปลกใจและหันไปไต่ถามเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กำลังดึงแถบคาดพลาสติคสีเหลืองปิดล้อมบริเวณบ้านหลังหนึ่งเอาไว้ หลายคนอุทานด้วยความตกใจเมื่อเห็นเปลพยาบาลสองคันถูกเข็นออกมาโดยมีถุงพลาสติคสีเข้มขนาดใหญ่วางอยู่ด้านบน
“เกิดอะไรขึ้น” แม่บ้านร่างท้วมคนหนึ่งหันไปถามเพื่อนบ้าน อีกฝ่ายทำสีหน้าสยองขณะตอบ
“ลูซี่กับเร็กจี้ถูกฆ่า”
“ฉันได้ยินมาว่าพวกเขาโดนแทงจนพรุนไปทั้งตัว”
เพื่อบ้านอีกคนเสริม แม่บ้านร่างท้วมยกมือขึ้นอุดปากพร้อมกับส่ายหน้า
“น่าสงสารยังเด็กอยู่แท้ๆ ใครกันนะที่ฆ่าสองคนนี่ได้ลงคอ”
เธอมองเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินยกเปลขึ้นรถและขับออกจากที่นั่นก่อนจะหันกลับไปมองเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานซึ่งกำลังปฏิบัติงานกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยมีนักสืบร่างใหญ่ยืนดูอยู่ไม่ห่าง เขาก้มหน้าลงจดรายละเอียดทุกอย่างที่พบลงในสมุดบันทึกประจำตัวจนกระทั่งรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดนักสืบผู้นั้นจึงหันไปมองและยกมือข้างที่ถือปากกาขึ้นเป็นเชิงเรียกเจ้าหน้าที่ในชุดสูทสีเข้มซึ่งกำลังก้าวเข้ามาพร้อมกับเอ่ยปากทักทาย
“เจ้าหน้าที่พิเศษแสตนลีย์”
“นักสืบเครน” อีกฝ่ายตอบอย่างเคร่งขรึมขณะมองเข้าไปในบ้าน “มีอะไรพอจะเล่าให้ผมฟังได้บ้าง”
“เราได้รับแจ้งจากคุณนายแมนนิ่งว่าได้กลิ่นแปลกๆรุนแรงโชยออกมาจากห้องด้านนั้น” เครนพูดพลางชี้มือไปยังหน้าต่างบานใหญ่ซึ่งอยู่ริมสนามด้านหน้า แสตนลีย์มองตามพร้อมกับเลิกคิ้ว
“แล้วเธอไปทำอะไรแถวนั้น”
“คุณนายแมนนิ่งเป็นอาจารย์สอนโยคะ เธอต้องมาสอนผู้ตายในเวลาประมาณ10.00น.ทุกวัน ปรกติแล้วทั้งคู่จะเป็นคนตรงเวลามาก พวกเขาจะเป็นฝ่ายรอและเปิดประตูแทบจะทันทีที่เธอเรียก แต่วันนี้หลังจากกดกริ่งอยู่หลายครั้งก็ไม่มีใครออกมารับคุณแมนนิ่งเลยเดินไปที่หน้าต่างบานนั้นเพื่อดูว่ามีคนอยู่ในบ้านหรือเปล่า เธอบอกว่าตอนนั้นหน้าต่างแง้มไว้เล็กน้อย แค่ชะเง้อดูเท่านั้นก็ได้กลิ่นคาวเหมือนเลือดรุนแรงมาก เธอคิดว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่เลยรีบโทร.แจ้งตำรวจ”
เครนก้าวนำแสตนลีย์เข้าไปในบ้านและชี้ให้เขาดูโซฟาขนาดใหญ่ที่ชุ่มไปด้วยเลือด
“ผู้หญิงนอนอยู่บนนั้น ส่วนผู้ชาย” นักสืบชี้มือไปยังเก้าอี้นวมด้านข้าง “ถูกมัดติดกับเก้าอี้ ตำรวจที่พบเป็นคนแรกบอกว่าทั้งคู่มีรอยแทงสองแผลที่ท้องกับบริเวณอกในตำแหน่งหัวใจ”
“บริเวณหน้าอกอย่างงั้นหรือ” แสตนลีย์ทวนคำ เครนผงกศีรษะ
“ผมเองก็แปลกใจแต่ที่น่าสยดสยองจริงๆไม่ใช่ตรงนั้น” เขาชี้ไปที่พรมซึ่งมีเลือดกองโต “ฝ่ายหญิงหลังถูกแทงแล้วยังโดนผ่าท้องจนเป็นแผลเหวอะหวะในขณะที่สภาพศพของฝ่ายชายดูเรียบร้อยกว่ามาก”
เครนขบกราม
“เจ้าฆาตกรบ้านั่นไม่ลืมเอาอาหารของมันติดมือกลับไปบ้านด้วย”
คำพูดของนักสืบใหญ่ทำให้แสตนลีย์ขมวดคิ้ว เขากวาดตามองสภาพที่เกิดเหตุอย่างใคร่ครวญและเอ่ยปากถามเสียงไม่ดังนัก
“คุณไม่รู้สึกว่าแปลกบ้างรึไง”
“รู้สึก” เครนตอบด้วยสีหน้ารู้ทัน “ไปดูศพด้วยกันไหม”
“ตกลง”
เครนหันไปกำชับเจ้าหน้าที่สองสามคำก่อนจะก้าวออกจากบ้าน ทั้งคู่ต่างแยกย้ายกันไปขึ้นรถและขับตรงไปยังสถานเก็บศพประจำเมือง เมื่อไปถึงทั้งเครนและแสตนลีย์ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าแพทย์ชันสูตรกำลังยืนรอพวกเขาอยู่
“คุณสองคนมาสาย” ดร.เมสันพูดและหันหน้ากลับไปยังร่างเหยื่อทั้งสองอีกครั้ง แสตนลีย์และเครนเดินไปหยุดยืนข้างเตียงพร้อมกับถาม
“มีอะไรน่าสนใจหรือหมอ”
“จะเอาเรื่องไหนก่อนดีล่ะ” แพทย์ชันสูตรหันมาถาม “ตับล่องหน หัวใจเป็นแผลหรือรอยมีดมรณะ”
“ผมขอทั้งหมดก็แล้วกัน” เครนพูดตัดบทอย่างระอา อีกฝ่ายยิ้ม
“เคยมีคนบอกไหมว่า ความโลภเป็นสิ่งที่ไม่ดี” เขาชี้ไปที่ใบหน้าของผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองและอธิบายเมื่อเห็นเครนกำลังจ้องรอยช้ำขนาดใหญ่บริเวณโหนกแก้ม “ผมคาดว่าทั้งคู่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน คนร้ายต้องเร็วและแข็งแรงมากเพราะเขาลงมือกับเหยื่อพร้อมกัน”
ดร.เมสันหยิบฟิล์มเอ็กเรย์ส่งให้นักสืบร่างใหญ่
“เขาใช้อาวุธอะไรกระดูกถึงได้ร้าวขนาดนี้”
“วิธีธรรมชาติที่มีมาแต่โบราณ” แพทย์ชันสูตรพูดพร้อมกับชูมือขึ้น “กำปั้น”
“คุณรู้ได้ยังไง” เครนถาม ดร.เมสันชี้ไปที่แก้มของศพอีกครั้ง
“รอยคั่งของเลือด ตอนแรกมันยังเห็นไม่ชัดแต่พอทิ้งไว้สักระยะคุณจะเห็นร่องรอยของวัตถุที่มากระทบ”
“เป็นรูปสันหมัด” แสตนลีย์พูดหลังจากก้มหน้าลงไปดู แพทย์ชันสูตรยิ้ม
“ถูกต้อง และหลังจากถูกทำร้ายแล้วฆาตกรคงจับเหยื่อเพศชายไปมัดไว้กับเก้าอี้ คุณจะเห็นข้อมือและข้อเท้าของเขามีรอยช้ำ และเขาคงดิ้นรนน่าดูตอนถูกแทงที่ท้องเพราะผมพบรอยถลอกของผิวหนังในบริเวณที่ถูกมัด” เขาหันไปหยิบกล้องขยายและสอดเข้าไปในรอยแผลที่ช่องท้อง “ที่โหดกว่านั้นคือนี่เป็นบาดแผลแรกจริงๆที่พวกเขาได้รับ“
“พวกเขาถูกผ่าท้องทั้งที่ยังไม่ตายอย่างงั้นหรือ” แสตนลีย์ถาม ดร.เมสันพยักหน้า
“ผู้ชายโชคดีหน่อย เขาถูกแทงและโดนฆ่าในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ผู้หญิงไม่ใช่อย่างนั้น เธอต้องทรมานตอนถูกเชือดเอาตับออกมาอย่างบรรจง”
“อย่างบรรจง” เครนทวนคำ “หมายความว่าไงหมอ”
“หมายความว่าคนร้ายเปิดหน้าท้องของเหยื่อด้วยการกรีดเพียงครั้งเดียว การตัดเอาตับออกก็มีความปราณีตมาก เขามีทักษะในการใช้มีดแต่ไม่ใช่แบบฝีมือของผู้มีความรู้ด้านการแพทย์” ดร.เมสันพูดพลางขยายภาพบาดแผลของเหยื่อทั้งสอง “คุณจะเห็นว่าทั้งรอยแทงและรอยเชือดเรียบเป็นเส้นตรง มีดของเขาไม่ทำลายเส้นเลือดและกล้ามเนื้อใกล้เคียงเลยสักนิด แสดงว่าคนร้ายมีความชำนาญในการฆ่าสูงมาก”
“หมอรู้ได้ยังไง” เครนถาม แพทย์ชันสูตรเลื่อนภาพบาดแผลที่หน้าอกขึ้นจอ
“สาเหตุของการเสียชีวิตของเหยื่อทั้งสองคือถูกแทงตัดขั้วหัวใจ” เขาหันไปมองหน้าเครน “ถึงจะคนละเวลาแต่ก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน มันเป็นการลงมือที่รวดเร็ว แม่นยำ เฉียบขาด และเต็มไปด้วยความมั่นใจ”
“ฟังดูเหมือนไม่ใช่พฤติกรรมของคนร้ายในสามคดีแรก” แสตนลีย์พูดขึ้น ดร.เมสันผงกศีรษะ
“ผมเองก็อยากจะบอกแบบนั้น แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของหมอ” เขาหันกลับไปมองศพของผู้เคราะห์ร้าย “แต่ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของใครก็ล้วนแต่โหดร้ายพอกัน”
เขาหันไปมองเครนและแสตนลีย์อีกครั้ง
“ตอนนี้ผมชักอยากผ่ากะโหลกฆาตกรพวกนี้แล้วทำการศึกษามันสมองของเขาดูว่ามันแตกต่างไปจากพวกเรายังไง ทำไมถึงได้ทำอะไรโหดร้ายนัก”
“คงอีกไม่นานหรอกหมอ”เครนพูดเสียงหนักและหันไปทางแสตนลีย์ “เราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า”
“ตกลง” เจ้าหน้าที่เอฟบีไอรับคำ เขาหันกลับไปที่ดร.เมสันพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณก่อนจะเดินตามเครนซึ่งกำลังก้าวนำออกจากห้องแต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะพ้นประตูเสียงโทรศัพท์ของนักสืบก็ดังขึ้น เขาดึงขึ้นมาดูหมายเลขเรียกเข้าก่อนจะกดรับ
“เครนพูด”
เสียงจากปลายสายทำให้ดวงตาของเครนเบิกว้างด้วยความตระหนก
“อะไรนะ! ที่ไหน เมื่อไหร่?” เขาพูดด้วยน้ำเสียงรัวเร็วและหยุดฟังคำตอบจากอีกด้าน เมื่อเสียงปลายสายกล่าวจบเครนจึงพูดเสียงห้วน “ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
นักสืบใหญ่ปิดโทรศัพท์และหันใบหน้าที่ซีดเผือดด้วยความตกใจไปทางแสตนลีย์พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามสะกดอารมณ์เต็มที่
“มีคดีฆาตกรรมฆ่าหั่นศพอีกราย มีผู้เคราะห์ร้ายถึงห้าคน พวกเขาตายกันทั้งครอบครัว” เขาขบกรามแน่นก่อนจะปล่อยคำพูดสุดท้ายออกมา “คราวนี้คนร้ายไม่ได้ผ่าท้องเหยื่อ แต่ตัดเอาหัวของเขาไปหนึ่งคน”

*/*/*/*/*

เสียงสัญญาณฉุกเฉินจากรถตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยซึ่งวิ่งตามกันเป็นขบวนไปบนท้องถนนสร้างความตื่นตระหนกต่อชาวเมืองซึ่งกำลังเดินอยู่ทั้งสองข้างทาง บางคนหันไปถามร้านค้าริมถนนด้วยความสงสัยในขณะที่หลายคนหยิบเครื่องเล่นเพลงมาปรับหาคลื่นวิทยุเพื่อฟังข่าว ทุกคนต่างพูดคุยกันด้วยความอยากรู้จนไม่ใส่ใจว่ามีใครบางคนกำลังยืนจ้องรถตำรวจทุกคันอยู่ที่หัวมุมถนน เขาก้มลงมองถุงพลาสติคที่กำลังถืออยู่ในมือและแสยะยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจก่อนจะหมุนตัวเดินหายไปในตรอกแคบๆอย่างเงียบงัน
รถของแสตนลีย์ชะลอความเร็วลงและจอดต่อจากรถของเครนซึ่งวิ่งนำมาไม่กี่นาที เขานั่งมองเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังกันฝูงชนออกจากที่เกิดเหตุนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและกดเลขหมายอย่างรวดเร็ว
“นี่แสตนลีย์พูด เกิดเหตุฆาตกรรมฆ่าหั่นศพซ้อนขึ้น ที่เกิดเหตุห่างจากคดีแรกสามช่วงถนน ช่วยดึงข้อมูลของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ให้ผมด้วย” เขานิ่งฟังคำพูดอีกฝ่าย “ขอย้อนหลังไปสี่เดือน มีอีกเรื่อง ช่วยแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมให้เบื้องบนทราบด้วยว่าผมสงสัยคนร้ายจะเป็นคนละคนกับคดีที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ชั่วโมงที่แล้ว จะส่งข้อมูลและผลชันสูตรตามไปทีหลัง”
แสตนลีย์ปิดโทรศัพท์และก้าวลงจากรถ เขากวาดตามองไปรอบบริเวณเพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวมก่อนจะเดินตรงไปยังบ้านที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งก้าวสวนออกมาอย่างรวดเร็ว เขาเลี่ยงไปยืนใต้ต้นไม้และอาเจียนออกมาอย่างสุดกลั้นจนเพื่อนนายตำรวจด้วยกันต้องช่วยตบหลังพร้อมกับกล่าวปลอบใจ
“ถ้าไม่เคยเจอคดีทำนองนี้มาก่อนผมก็คงเป็นแบบเขาเหมือนกัน” เครนพูดขึ้น แสตนลีย์ผงกศีรษะรับ
“ผมเข้าใจ” เขามองเข้าไปภายในบ้านพร้อมกับถาม “ผู้เสียชีวิตล่ะ”
“อยู่ในห้องครัว” นักสืบตอบก่อนจะเดินนำเข้าไปในครัวซึ่งอยู่บริเวณด้านหลัง เลือดที่ไหลนองไปทั่วพื้นห้องทำให้แสตนลีย์ชะงักเท้าและกวาดตามองไปรอบตัว
“อย่างกับสนามรบ” เจ้าหน้าที่นายหนึ่งเปรยขึ้น แสตนลีย์มองร่างที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้ของผู้เคราะห์ร้ายทั้งสี่อย่างพิจารณาแล้วเอ่ยถามนักสืบเครนโดยไม่หันไปมองหน้า
“คุณบอกว่ามีห้าคน”
“อยู่ในอ่างล้างจาน” เครนตอบอย่างเคร่งขรึม เอฟบีไอหนุ่มจึงก้าวเข้าไปดู ภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกสยดสยองและหดหู่จนต้องเบือนหน้าหนี
“คาดว่าคนร้ายคงเข้ามาทางด้านหลัง” เครนอธิบาย “มันคงจัดการกับหญิงที่คาดว่าน่าจะเป็นคนแม่ซึ่งกำลังเตรียมอาหารอยู่จากนั้นก็จัดการกับชายซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคนพ่อ”
“มีร่องรอยการต่อสู้ คนพ่อคงขัดขืน” แสตนลีย์พูดขณะมองข้าวของที่ตกกระจายเกลื่อนพื้น เครนพยักหน้า
“ตอนนั้นลูกสาวคงเข้ามาเห็นเลยถูกคนร้ายจับเป็นตัวประกัน” นักสืบใหญ่ชี้บริเวณลำคอของเด็กหญิง “ผมพบรอยช้ำบริเวณนี้”
“เธอถูกบีบคอ คนร้ายคงใช้วิธีนี้ข่มขู่คนเป็นพ่อ” แสตนลีย์พูดพลางหันไปยังศพของเด็กชายวัยรุ่น“แล้วเด็กผู้ชายล่ะ”
“คงถูกจับในเวลาไล่เลี่ยกัน ถ้านำศพพวกเขาไปให้ดร.เมสันเราคงรู้รายละเอียดมากกว่านี้แต่ที่น่าสยองที่สุดก็คือเจ้าหนูนั่น” เครนหันหน้าไปมองร่างของทารกวัยขวบเศษที่ถูกขดไว้ในอ่าง” ทำไมมันต้องตัดหัวเด็กไปด้วย”
แสตนลีย์ไม่ตอบแต่กลับไล่สายตาสำรวจร่างของผู้เสียชีวิตอย่างพิจารณา เขาขมวดคิ้วและอุทานเสียงไม่ดังนัก
“นี่มันอะไรกัน”
“อะไร”
“สองคนนี้ถูกทุบตีอย่างทารุณ” เขาชี้ไปที่บริเวณศีรษะของผู้เคราะห์ร้ายที่คาดว่าจะเป็นพ่อกับแม่และเลื่อนไปชี้ศพของลูกชายหญิง “ส่วนสองคนนี้โดนแทงที่ท้องแต่ไม่มีการผ่าเพื่อควักตับออกมาเหมือนทุกครั้ง”
“หมายความว่ายังไง” เครนถาม แสตนลีย์ยืดตัวขึ้นและยืนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ผมคิดว่าเหยื่อสองรายแรกกับห้าคนนี้ไม่ได้เกิดจากฝีมือคนร้ายคนเดียวกัน”
“มีฆาตกรลอกเลียนแบบเพิ่มขึ้นมาอีกคนอย่างนั้นหรือ”เครนถามด้วยสีหน้าตระหนก แสตนลีย์ผงกศีรษะรับอย่างเคร่งขรึม
“ผมยังไม่มั่นใจแต่รู้ว่าหนึ่งในคนร้ายทั้งสองเป็นนักฆ่าที่มีความชำนาญ อำมหิตและเลือดเย็นที่สุด”
“จะเป็นนักฆ่าหรือคนบ้าอะไรผมก็ไม่สนทั้งนั้น ถ้าเจอตัวเมื่อไรผมไม่เอามันไว้แน่” เครนพูดเสียงลอดไรฟัน แสตนลีย์มองร่างผู้เสียชีวิตพร้อมกับพยักหน้า
“ผมเห็นด้วย”
เขาหยุดพูดเมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น แสตนลีย์กล่าวขออภัยกับนักสืบก่อนจะกดปุ่มรับ เขานิ่งฟังคำอธิบายจากผู้ที่อยู่ปลายสายนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดเบาๆ
“ขอบคุณ”
เครนมองสีหน้าของแสตนลีย์ที่กำลังเก็บมือถือเข้ากระเป๋าและถามด้วยความสงสัย
“มีอะไรที่ผมควรรู้หรือเปล่า”
“ผมให้สไตล์รื้อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนมาดู มีหลายคดีคล้ายกันมากแต่รายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน”
“ผมไม่เข้าใจ”
แสตนลีย์มองหน้าเขา
“คุณเป็นคนบอกผมเองไม่ใช่หรือว่า ระหว่างคดีเมื่อหลายเดือนก่อนกับคดีนี้มีบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน”
เครนนิ่งคิดและพึมพำออกมา
“ยา”
“นอกจากยาแล้ววิธีการลงมือของฆาตกรก็ผิดแปลกไป ฝ่ายวิเคราะห์พฤติกรรมของ
เอฟบีไอได้ให้ข้อมูลมาว่าคดีในครั้งก่อนคนร้ายลงมือสังหารเหยื่อตายในทันทีขณะที่สามคดีหลังคนร้ายจะทรมานเหยื่อก่อนลงมือสังหาร ที่สำคัญคนร้ายจะตัดอวัยวะของผู้ตายกลับไปด้วย แต่การตายของเหยื่อสองรายเมื่อสี่ชั่วโมงก่อนรูปแบบที่ต่างออกไป”
“ทางเอฟบีไอว่ายังไง” เครนซักด้วยความอยากรู้แต่แสตนลีย์กลับส่ายหน้า
“ฝ่ายวิเคราะห์พฤติกรรมเพิ่งได้รับข้อมูลนี้เลยยังไม่สามารถให้คำตอบอะไรได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคนร้ายที่สังหารคู่รักนั่นอาจเป็นนักฆ่ามืออาชีพ บางทีเขาอาจจะก่อคดีขึ้นเพื่อล่อฆาตกรตัวจริงออกมาก็ได้”
“ทำแบบนั้นเพื่ออะไร”
“ผมไม่รู้ แต่ดูเหมือนมันจะได้ผล” แสตนลีย์พูดพลางหันไปมองผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดอีกครั้ง “เจ้าฆาตกรโหดนั่นโกรธที่มีคนท้าทายเลยออกมาแสดงให้เห็นว่าเขาลงมือได้โหดเหี้ยมกว่ามาก”
“ถึงขนาดตัดหัวเด็กทารกด้วยเนี่ยนะ” เครนพูดด้วยความโกรธ “สัตว์นรกชัดๆ”
เขาชะงักคำพูดไว้แค่นั้นเมื่อเจ้าหน้าที่นายหนึ่งเดินเข้ามาหาพร้อมกับถาม
“จะให้ผมนำพวกเขาออกไปได้หรือยังครับ”
นักสืบใหญ่พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เขามองพนักงานห้องเก็บศพซึ่งกำลังวางร่างของผู้เคราะห์ร้ายลงบนถุงใส่ศพอย่างระวัง และเมื่อถึงคราวของเด็กน้อย เครนถึงกับร้องเตือนด้วยความลืมตัว
“เบามือหน่อย”
แสตนลีย์มองเขาด้วยความเห็นใจ สายตรวจคอลลินก้าวเข้ามาพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นักสืบประจำสถานี
“รายชื่อของผู้เสียชีวิตทั้งหมดครับ”
“พวกเขามีญาติบ้างไหม” เครนถามขณะอ่านชื่อของผู้เสียชีวิตทั้งหมดและส่งต่อให้กับ
แสตนลีย์ คอลลินส่ายหน้า
“ตอนนี้ยังตรวจสอบไม่ได้ครับ”
“พยายามหาให้พบ เราต้องการคนระบุศพเพื่อยืนยันให้แน่ชัด” เครนสั่งเสียงเรียบและมองหน้าแสตนลีย์ซึ่งกำลังยืนจ้องชื่อผู้เสียชีวิตแน่วนิ่ง “มีอะไรหรือ”
“เปล่า” เอฟบีไอหนุ่มตอบก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นนั้นกลับคืนให้นักสืบใหญ่ “จะกลับไปที่ห้องชันสูตรเลยไหม”
“ผมขอตรวจอะไรที่นี่ต่ออีกหน่อย คุณล่วงหน้าไปก่อน” เครนตอบเสียงเรียบ อีกฝ่ายกลับส่ายหน้า
“ผมเองก็อยากหาหลักฐานเพิ่มเติมเหมือนกัน คงไม่รังเกียจใช่ไหม” แสตนลีย์พูด เครนผงกศีรษะอย่างเคร่งขรึมขณะหันไปมองรอยเลือดที่สาดกระจายไปทั่วห้องพร้อมกับพูดเสียงเรียบ
“ยินดีต้อนรับสู่โลกของอาชญากรรม”

*/*/*/*/*/*



Create Date : 07 กรกฎาคม 2553
Last Update : 7 กรกฎาคม 2553 14:23:30 น.
Counter : 188 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  

กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี