ยมทูต บทที่ 15 ยมทูตวารี

บทที่ 15

ยมทูตวารี

เมื่อตอนที่ยังเป็นเด็กผมได้ฟังนิทานเกี่ยวกับเงือกที่คุณยายเล่ามาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนิทานพื้นบ้านหรือวรรณกรรมประจำชาติอย่างพระอภัยมณีหรือรามเกียรติ์ แต่เงือกที่ได้ยินได้ฟังมาจะมีลักษณะเหมือนกันหมดก็คือครึ่งท่อนบนเป็นผู้หญิงสาวสวยแต่ส่วนขาตั้งแต่ช่วงเอวลงไปเป็นหางปลา ตอนนั้นผมเองยังคิดเลยว่าเป็นเรื่องแปลกที่นิทานเหล่านั้นรวมถึงภาพวาดต่างๆมีแต่เงือกที่เป็นผู้หญิง จนผมคิดว่าเผ่าพันธุ์นี้คงไม่มีเพศชายแถมยังไม่ชอบอาศัยอยู่รวมกัน จนเมื่อมาเห็นเงือกของจริงตรงหน้าความคิดที่เคยมีอยู่ทั้งหมดก็มลายหายไปเพราะนอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาที่สุดแสนจะอัปลักษณ์แล้วเงือกพวกนี้ยังอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่อีกด้วย

ผมใช้คำว่าฝูงเพราะเท่าที่เห็นพวกมันคงมีไม่ต่ำกว่าห้าสิบตัว แต่ละตัวมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากนิทานที่ผมได้ยินได้ฟังราวฟ้ากับเหวเพราะแทนที่จะมีขนาดตัวเท่ากับผู้หญิงสาวสวยแต่เจ้าเงือกอุบาทว์พวกนี้กลับมีขนาดประมาณเด็กอายุหนึ่งหรือสองขวบแถมใบหน้ายังน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งกว่าฝันร้าย ดวงตาของมันกลมโตปูดโปนเหมือนตาคางคก ปากกว้างจนเกือบจรดใบหูทั้งสองข้างภายในอัดแน่นไปด้วยฟันซี่เล็กคมกริบ สิ่งชวนขนหัวลุกมากที่สุดก็คือความแข็งแกร่งของกรามซึ่งสามารถฉีกท้องเรือให้ทะลุด้วยการกัดเพียงครั้งเดียว ที่กล้าพูดแบบนี้เพราะเมื่อครู่ผมเพิ่งเห็นมันกระชากหางเสือเรือจนขาดกระจุยกับตา เจ้าปลาปิศาจพวกนี้คิดจะล่มเรือเพื่อทำให้เหยื่อจมน้ำจะได้ลากลงไปกินอย่างสบายแหง ผมนึกอย่างสยองและต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงอัคนีตะโกนลั่น

“ระวัง!”

เปลวไฟพุ่งวาบผ่านหน้าเผาเงือกผีที่กำลังกระโจนขึ้นมาจนไหม้เกรียม ผมอ้าปากค้างด้วยความตกใจในขณะที่ยมทูตคนสวยพูดเสียงห้วน

“มัวเหม่ออะไรอยู่ได้ เดี๋ยวได้ตายไปอีกครั้งหรอก”

ผมรีบลอยตัวให้สูงขึ้นและเหวี่ยงลูกไฟเข้าใส่ฝูงเงือกที่กระโดดตูมตามอยู่ในน้ำ แต่ดูเหมือนพลังไฟของผมจะมีอำนาจไม่เท่าเพลิงของอัคนีเพราะนอกจากจะทำอะไรเจ้าเงือกผีพวกนั้นไม่ได้แล้วพวกมันยังทำเป็นยื่นหน้าพร้อมแยกเขี้ยวหลอกล้อราวกับท้าทาย ผมมองอย่างหมั่นไส้ก่อนกลั้นใจรวบรวมพลังทั้งหมดแล้วปล่อยไฟกลุ่มใหญ่เข้าใส่พวกมัน เสียงระเบิดดังลั่นจนผิวน้ำแตกกระจาย คราวนี้ได้ผลเพราะปลาปิศาจพวกนั้นรีบมุดน้ำหายไปทันที

“นึกว่าจะแน่”

ผมตะโกนไล่หลังอย่างลำพองก่อนจะหันหน้าไปทางยมทูตอกสวยซึ่งยุ่งอยู่กับการยื้อวิญญาณมนุษย์ออกจากฝูงเงือก ผมรีบขยับเตรียมจะไปช่วยแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนดังขึ้นใกล้ตัว

“ชะล่าใจไปหน่อยแล้วเจ้าวิญญาณดิบ”

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูถูกทำให้ผมนึกฉุนเพราะคิดว่าคนพูดต้องเป็นยมทูตที่ชื่อพสุธาแน่ แต่พอหันกลับไปมองแล้วผมต้องอ้าปากค้างเพราะแทนที่จะเห็นยมทูตหุ่นล่ำเหมือนนักรบกลับกลายเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นรูปร่างผอมบางหน้าตาหมดจดเหมือนพระเอกการ์ตูนญี่ปุ่น อีกฝ่ายมองผมพลางเลิกคิ้วอย่างยะโสก่อนจะพูดต่อ

“เงือกพวกนั้นแค่เปลี่ยนเส้นทางการโจมตีมนุษย์ พวกมันไม่ได้กลัวพลังของนายเลยสักนิด” เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงดูแคลนจนผมนึกฉุนขึ้นมา

“นายรู้ได้ยังไง” ผมถามเสียงห้วนและจ้องเจ้าหนุ่มหน้าสวยตรงหน้าด้วยความหมั่นไส้ เขายิ้มมุมปากก่อนจะก้มหน้าลงไปยังเรือที่กำลังจะจมพร้อมกับพูดเสียงเรียบ

“ดูเอาเองก็แล้วกัน”

ผมรีบก้มหน้าลงไปมองและต้องอ้าปากค้างเพราะฝูงเงือกที่ดำน้ำหนีไปเมื่อครู่ตอนนี้กลับไปโผล่ที่อีกด้านของเรือและกำลังกลุ้มรุมหญิงสาวคนหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย

“มันกำลังลากคนลงไปกิน”

ผมอุทานด้วยความตระหนกแต่ยมทูตหนุ่มหุ่นสำอางค์กลับส่ายหน้า

“เงือกผีพวกนี้ชอบกินวิญญาณมนุษย์ พวกที่ตายในน้ำจะถูกพวกมันจับไปทรมานก่อนดูดกลืนพลังวิญญาณจนไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีกเลย”

สิ่งที่ได้ยินทำให้ผมต้องหันไปมองผู้พูดอย่างคาดไม่ถึง เพราะทั้งวิธีพูดและสีหน้าท่าทางที่ดูเคร่งขรึมมันขัดกับรูปร่างหน้าตาของเขามากทั้งที่ดูแล้วเจ้าหนุ่มคนนี้น่าจะมีอายุอ่อนกว่าผมตั้งหลายปีด้วยซ้ำ พอคิดถึงตรงนี้ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าไอ้หมอนี่เป็นใคร

“วารี” เขาตอบเสียงเรียบพร้อมกับยกมือขึ้น “เป็นยมทูต”

มวลอากาศรอบตัวของผมหนักอึ้งอย่างฉับพลัน ความชื้นแปรเปลี่ยนเป็นน้ำหมุนวนในมือของยมทูตวารีอย่างรวดเร็ว เขาจ้องฝูงเงือกในน้ำด้วยดวงตาน่ากลัวก่อนจะเหวี่ยงกงจักรน้ำในมือลงไปตัดร่างเงือกผีที่หนีไม่ทันจนขาดกระจุย ตัวที่เหลือรีบปล่อยเหยื่อและดำน้ำหนีกันอย่างลนลานในขณะที่หญิงสาวทะลึ่งพรวดขึ้นจากน้ำและรีบตะกายไปเกาะเศษไม้ที่ลอยอยู่ใกล้ๆพร้อมกับหันมองรอบตัวอย่างงุนงง เมื่อตั้งสติได้แล้วเธอจึงร้องตะโกนเรียกใครบางคน นี่คงจะมาเที่ยวกับเพื่อนหรือญาติและป่านนี้อาจจะถูกเจ้าเงือกผีลากลงไปในน้ำแล้วก็ได้ ผมคิดพลางกวาดตามองคนที่ลอยคออยู่ใกล้ๆเผื่อจะเจอคนที่หญิงสาวคนนั้นต้องการหา แต่เอ แล้วจะรู้ไหมล่ะว่าเขาคนนั้นเป็นใคร

“มัวเหม่ออะไรอยู่รีบมาจัดการทางนี้เร็ว”

เสียงยมทูตวารีร้องเตือน ผมสะดุ้งและหันไปดูจึงพบว่าฝูงเงือกยังคงพยายามดึงคนให้จมลงไปในน้ำ อัคนีระเบิดเปลวไฟเข้าใส่พวกมันอย่างไม่ปรานี เสียงตูมตามลั่นคุ้งน้ำแบบนี้แล้วพวกมนุษย์ไม่รู้หรือไงนะ

“เลิกคิดเรื่องไร้สาระแล้วมาช่วยกันหน่อย” ยมทูตสาวพูดเสียงดังพลางลดระดับความสูงลงไปลอยเหนือผิวน้ำและสร้างกลุ่มเพลิงขับไล่เงือกผีที่กำลังฉุดกระชากชายคนหนึ่ง แม้ส่วนใหญ่จะหลบหนีก็ก็มีบางตัวที่ยังดื้อด้านพยายามลากเขาให้จมลงไปในน้ำ ผมเลยจัดการยิงพวกมันทีละตัวด้วยกระสุนไฟซึ่งก็ได้ผลเพราะเจ้าพวกที่เหลือรีบดำน้ำหายไป

“คอยดูเจ้าพวกนี้ให้ดี ข้าจะเรียกวิญญาณมนุษย์ที่ถึงฆาตขึ้นมาจากน้ำ”

ยมทูตวารีร้องสั่งพร้อมกับลอยตัวสูงขึ้น เงาเลือนลางของคนนับสิบผุดขึ้นจากน้ำลอยตามขึ้นไป เงือกบางตัวกระโดดงับดวงวิญญาณนั้นเอาไว้แต่อัคนีก็ใช้ไฟกำราบมันจนเผ่นกระเจิง ผมไล่สายตาสำรวจไปรอบๆและถอนใจออกมาด้วยความเศร้าเมื่อเห็นเรือท่องเที่ยวสองชั้นกำลังจมลงไปทีละน้อย ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆลอยกระจัดกระจายไปทั่วรวมทั้งอุปกรณ์ชูชีพซึ่งมีจำนวนนับชิ้นได้ ผู้รอดชีวิตบางคนอาศัยเกาะมันเพื่อพยุงตัวเอาไว้ในขณะที่บางคนจมหายไปในความมืดมิดของห้วงน้ำอันเย็นยะเยือก และตอนนี้วิญญาณของคนเหล่านั้นก็กำลังลอยขึ้นไปอยู่รวมกันด้วยพลังของยมทูตวารี

เสียงเครื่องยนต์ที่ดังใกล้เข้ามาทำให้ผมต้องหันไปมองพร้อมกับถอนใจออกมาอย่าง
โล่งอกเมื่อพบว่ามันคือเรือหางยาวจำนวนหลายลำ ทั้งหมดวิ่งตรงมายังจุดเกิดเหตุและลงมือช่วยเหลือผู้รอดชีวิตอย่างรีบเร่ง เรือลำหนึ่งวิ่งเข้าไปหาหญิงสาวที่ดูเหมือนจะเพิ่งผุดขึ้นมาจากน้ำ ชายคนที่อยู่บนเรือลำนั้นพยายามดึงเธอขึ้นไปโดยมีเด็กหนุ่มที่ลอยคออยู่ด้วยกันช่วยดันจากด้านล่าง แต่เพียงเธอพ้นจากน้ำไปได้แค่ครึ่งตัวผมก็ต้องร้องอุทานออกมาเมื่อมีเงือกผีตัวหนึ่งคว้าข้อมือของชายคนนั้นเอาไว้และกระชากเขาจนตกจากเรือจมหายไปพร้อมกัน

ยังไม่ทันที่ผมจะขยับตัวหรือลงมือทำอะไรอัคนีก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือผิวน้ำบริเวณที่ชายหนุ่มคนนั้นถูกดึง พลังเพลิงที่ร้อนแรงอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนลุกโพลงอยู่ในมือทั้งสองข้างและถูกซัดลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว แสงสีแดงสว่างวาบขึ้นภายใต้ห้วงนทีระเบิดร่างเงือกผีจนแหลกเป็นจุณ พวกที่เหลือส่งเสียงกรีดร้องดังสะท้อนก้องไปทั่วคุ้งน้ำก่อนจะว่ายหนีหายไปส่วนชายคนนั้นเมื่อหลุดจากเงื้อมมือของเงือกผีแล้วจึงทะลึ่งพรวดขึ้นมาจากน้ำ เขาสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดก่อนจะกวาดตามองรอบตัวอย่างตระหนกและหยุดจ้องนิ่งที่ร่างของอัคนี มันฉายแววงงงันออกมาวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไป ชายหนุ่มผู้นั้นสะบัดศีรษะสองสามราวต้องการตั้งสติจากนั้นจึงว่ายตรงเข้าไปหาหญิงสาวกับเด็กหนุ่มที่ลอยคออยู่ใกล้ๆ เมื่อช่วยผู้หญิงขึ้นเรือจนสำเร็จแล้วเขาจึงหันกลับไปทางเด็กชายแต่กลับไม่พบ มีเพียงแค่พรายฟองที่ผุดพรายขึ้นมาจากท้องน้ำดุจเป็นสัญญาณสุดท้ายของการมีชีวิต เมื่อแน่ใจว่าไม่สามารถช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายได้แล้วชายหนุ่มผู้นั้นจึงปีนกลับขึ้นไปบนเรือและยื้อร่างของหญิงสาวที่ทำท่าจะกระโจนกลับลงไปในน้ำพร้อมกับร้องตะโกนเรียกใครบางคนตลอดเวลา หลังจากปลอบโยนจนเธอสงบลงแล้วเขาจึงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแน่วนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดหัวพร้อมกับสั่งให้นำเรือกลับเข้าฝั่งพร้อมผู้รอดชีวิตอีกหลายคน

เมื่อทุกอย่างเข้าสู่ความสงบ ฝูงเงือกผีกลัวพลังของอัคนีและวารีจนไม่กล้าโผล่หัวขึ้นจากน้ำ หลังจากว่ายวนไปรอบๆจนแน่ใจว่าไม่มีทางจับวิญญาณมนุษย์ไปกินเป็นอาหารได้แล้วพวกมันจึงว่ายน้ำหนีหายไป ส่วนวารีเมื่อแน่ใจว่าเรียกวิญญาณขึ้นจากน้ำจนครบแล้วจึงเริ่มทำการตรวจนับจำนวนรวมทั้งรายชื่อในขณะที่อัคนีซึ่งลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำมองเรือของหน่วยกู้ภัยที่เริ่มทะยอยวิ่งกลับเข้าฝั่ง แม้สีหน้าจะปราศจากความรู้สึกแต่ผมแน่ใจว่าเห็นแววตาของเธอทอประกายประหลาดออกมาวูบหนึ่งและเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ผมพาตัวไปหยุดยืนข้างแม่ยมทูตคนสวยและขยับปากเตรียมจะถามแต่วารีซึ่งมาอยู่ข้างหลังตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้พูดขึ้น

“เงือกพวกนี้แปลกไปจากทุกครั้ง มันกล้าสู้กับพวกเราแถมยังทนต่อพลังทำลายได้อย่างเหลือเชื่อทั้งที่เมื่อก่อนแค่สะบัดม่านน้ำใส่พวกมันก็เละเป็นวุ้นแล้ว ที่สำคัญก็คือฉันรู้สึกเหมือนมีพลังประหลาดบางอย่างแผ่ออกมาจากตัวของพวกมัน มันให้ความรู้สึกทั้งกดดันและเยือกเย็นอย่างน่ากลัวเหมือนพลังของอนธกาล”

“อาจจะเป็นไปได้” ยมทูตสาวพูดเสียงเรียบ อีกฝ่ายมีสีหน้าหนักใจ

“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงแสดงว่าอนธกาลเริ่มปล่อยพลังมืดมายังโลกมนุษย์เพิ่มมากขึ้น ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปวงจรวิญญาณคงเสียสมดุล พวกภูตผีปิศาจสัมภเวสีเร่ร่อนจะมีพลังกล้าแข็งมากกว่าเดิม”

“ยังไม่นับพวกหมอผีนอกรีตเพราะจิตใจต่ำช้าของคนพวกนี้ถูกพลังมืดของอนธกาลควบคุมได้ง่าย”

“แล้วเราควรจะทำยังไง” ผมถามแทรกขึ้นด้วยความอยากรู้ อัคนีนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ

“นายต้องฝึกให้หนักกว่าเดิม”

“แล้วมันช่วยอะไรได้ตรงไหน” ผมพูดด้วยความโมโห เพราะนอกจากไม่รู้เรื่องอะไรเลยแล้วยังรู้สึกเหมือนโดนตำหนิว่าเป็นพวกไร้ประโยชน์ ยมทูตสาวไม่ตอบแต่กลับเลื่อนสายตามองไปยังริมฝั่งซึ่งอยู่ห่างออกไปและจ้องผู้คนที่อยู่บนนั้นแน่วนิ่ง วารีมองตามก่อนจะหันกลับมามองเธอและพูดอย่างรู้ทัน 

“เขาเห็นเธอ”

“ฉันรู้” อัคนีตอบเสียงเรียบ ยมทูตวารีมองหน้าเธออย่างชั่งใจก่อนตัดสินใจถาม

“แล้วจะทำยังไง”

“ไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งนั้นเพราะเขาอาจจะเจอฉันแค่ตอนนี้เท่านั้นก็ได้” อัคนีตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก บทสนทนาที่ดูเหมือนจะฟังรู้เรื่องกันแค่สองคนทำให้ผมมองยมทูตทั้งสองด้วยความงงงัน

“พูดเรื่องอะไรกัน ใครมองเห็นใคร”

“มีคนมองเห็นพวกเรา” วารีหันมาตอบ ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จึงถึงบางอ้อ

“หมายถึงผู้ชายคนที่ถูกเงือกดึงจากเรือใช่ไหม จะเป็นไปได้ยังไง เขาอาจจะตกใจที่อยู่ๆก็ร่วงจากเรือก็ได้”

“เขารู้ว่าถูกเงือกดึง และเห็นตอนที่อัคนีลงไปช่วย” วารีพูดเสียงเรียบก่อนจะหันไปทางยมทูตคนสวย “ลางสังหรณ์บอกฉันว่าเขาอาจจะได้เจอเธออีกครั้ง”

“ไร้สาระ” อัคนีตัดบทด้วยน้ำเสียงรำคาญและเงยหน้าขึ้นมองวิญญาณมนุษย์ที่กำลังรออยู่ด้านบน “พาพวกเขาไปนรกได้แล้ว”

วารีนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“คงยังไม่ได้”

“ทำไม” ยมทูตคนสวยถาม อีกฝ่ายขมวดคิ้ว

“เงือกได้วิญญาณไปห้าดวง แต่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา ที่แย่ก็คือมีวิญญาณดวงหนึ่งยังไม่ถึงฆาต ดูเหมือนเขาจะสลับตัวกับคนที่ควรจะต้องตาย”

วารีอธิบายพลางหันไปทางเด็กชายวัยรุ่นที่อยู่ห่างจากกลุ่มเล็กน้อย อัคนีมองเขาอย่างใช้ความคิด ด้วยความสงสัยผมเลยถาม

“เป็นเรื่องที่แปลกอย่างงั้นเหรอ”

“ก็ไม่เชิง แต่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก” ยมทูตสาวตอบและขมวดคิ้ว “บางทีเขาอาจจะเป็นหนึ่งในวิญญาณจากศิลาทำนาย”

อีกแล้วเหรอ ผมนึกพลางหันไปมองเด็กหนุ่มที่ยืนหันหน้าไปทางท่าเรือและจ้องนิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนกำลังเฝ้ามองใครบางคน ถ้าจำไม่ผิดเจ้าหนูคนนี้เป็นคนสุดท้ายที่ถูกเงือกลากลงไปในน้ำนี่นา กำลังนั่งพิจารณาวิญญาณที่ทุกคนคิดว่าเป็นวิญญาณจากศิลาทำนายเพลินๆเสียงของยมทูตสายน้ำก็ดังขึ้น

“ก็อาจจะเป็นไปได้” วารีพูดอย่างเคร่งขรึมพร้อมกับถอนใจ “และถ้าใช่คงน่ารำคาญพิลึกเพราะฉันไม่ชอบให้ใครมาเดินตาม”

 “จะใช่หรือไม่ท่านสัตตภูมิจะเป็นผู้ตัดสิน” อัคนีพูดพร้อมกับหันมาทำตาดุใส่ผมที่ทำท่าเหมือนจะพูดขัดและหันกลับไปทางยมทูตวารีอีกครั้ง “ปล่อยที่นี่ให้เป็นหน้าที่ฉัน นายพาวิญญาณพวกนั้นไปนรกเถอะ”

“ตกลง” ยมทูตหนุ่มตอบสั้นๆพร้อมกับลอยร่างขึ้นไปหากลุ่มวิญญาณและสร้างตาข่ายน้ำขนาดใหญ่คลุมพวกเขาเอาไว้จากนั้นทั้งหมดก็หายไป 

หลังจากที่วารีไปแล้ว อัคนีรอจนกระทั่งเรือลำสุดท้ายวิ่งออกไปจึงเริ่มลงมือตรวจสอบว่ามีวิญญาณดวงใดหลุดรอดจากเงื้อมมือของเงือกผีซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่มี งั้นวิญญาณห้าดวงที่ยมทูตท่าทางอวดดีคนนั้นพูดถึงคงถูกฝูงปิศาจน้ำหม่ำไปจนหมดไม่มีเหลือแล้ว ผมย่อตัวลงนั่งยองๆและใช้นิ้วชี้จิ้มผิวน้ำเล่นพลางนึกว่าถ้าวิญญาณเด็กวัยรุ่นคนนั้นเป็นหนึ่งในวิญญาณจากศิลาทำนายจริงแล้วต่อไปจะเป็นยังไง ผมจะต้องกลายเป็นนักรบพิทักษ์โลกหรือผู้ช่วยยมทูตกันแน่ ระหว่างที่กำลังคิดโน่นคิดนี่อยู่นั้นเสียงแท็ปเล็ตของยมทูตคนสวยก็ดังขึ้น เธอหยิบมาเปิดดูและนิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะเก็บกลับลงกระเป๋าตามเดิมโดยไม่พูดอะไร หลังจากตรวจพื้นที่โดยรอบจนแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วอัคนีจึงหันมาทางผมพร้อมกับพูดเสียงเรียบ

“พสุธาแจ้งข่าวมาว่ามีหมอผีถูกฆ่าตายอีกคน ที่ศพของเขามีร่องรอยของอนธกาล”

เจ้าสิ่งประหลาดนั่นอีกแล้วเหรอ ผมคิดพลางย้อนนึกถึงตอนสู้กับหมอผีที่โรงพยาบาล จากคำพูดของยมทูตพสุธาเจ้าหมอผีนั่นก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนักแต่ที่กล้าปะทะกับพวกยมทูตก็เพราะได้พลังจากสิ่งลึกลับที่ถูกเรียกว่าอนธกาล ยิ่งนึกก็ยิ่งอยากรู้ว่าตัวจริงของเจ้านี่มันเป็นยังไง มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์หรือเปล่าและที่สำคัญมันเก่งขนาดไหน เพราะเท่าที่สังเกตดูพวกยมทูตมักจะทำท่าหวาดทุกครั้งที่กล่าวถึง ดูเหมือนสิ่งที่ผมกำลังคิดจะดังไปถึงแม่สาวยมทูต เธอหันขวับมาทางผมพร้อมกับพูดเสียงเรียบ

“พวกเราไม่ได้กลัวอนธกาล”

อ้าว เห็นพูดถึงทีไรก็ทำหน้าทำตาเหมือนเจอผีทุกครั้ง แบบนี้ไม่เรียกว่ากลัวแล้วจะเรียกว่าอะไร ผมแย้งในใจและรีบถอยหลังเมื่อเห็นอัคนีดีดเปลวไฟขึ้นมาบนปลายนิ้ว

“สิ่งที่พวกเรากังวลคือผลแห่งความเลวร้ายที่เกิดจากอนธกาลต่างหาก” เพลิงสีส้มเต้นระริกอย่างเริงร่าเหมือนอยากจะกระโดดมาเผาวิญญาณปากเสียอย่างผมเสียเต็มประดา”อีก
อย่างอนธกาลมีเพียงเงามืดที่ไร้รูปร่างและสามารถเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ตามที่มันต้องการ”

ยมทูตอกสวยอธิบายพลางดับเปลวไฟในมือ รอดจากการถูกเผาทั้งเป็นแล้วเรา ผมคิดพลางถอนใจออกมาอย่างโล่งอกแต่ต้องร้องลั่นเมื่อโซ่สีเงินเส้นโตพุ่งมารัดลำคอ

“เรามีงานต้องทำ”

แม่ยมทูตคนสวยพูดด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนจะลอยตัวขึ้นโดยมีวิญญาณของเด็กหนุ่มผอมแห้งห้อยโตงเตงตามหลัง ผมร้องออกมาได้แค่คำเดียวเท่านั้นก็ต้องรีบหุบปากเมื่อเห็นดวงตาคมปลาบของอัคนี

ไม่มีคำว่าปรานีในหัวใจของยมทูตเลยหรือไง

*/*/*/*/*/*/*

เป็นบทสุดท้ายของต้นฉบับแล้วนะคะ จากนี้ไปคงช้ากว่าเดิมมาก เพราะมูนนี่ติดเขียนนิยายอีกสามเรื่องค่ะ


พูดถึงนิยาย หากผู้อ่านท่านใดเคนอ่านความทรงจำในผืนทราย(My Last Memory) มูนนี่มีข่าวดีจะแจ้งให้ทราบว่า เรื่องนี้กำลังจะได้ตีพิมพ์เป็นครั้งที่สอง โดยสนพ.สื่อวรรณกรรม ตามกำหนดน่าจะวางจำหน่ายประมาณเดือนกรกฏาคม ซึ่งการพิมพ์ครั้งนี้ได้เพิ่มเติมรายละเอียดและขัดเกลาเนื้อหาให้น่าอ่านยิ่งขึ้น หากได้ภาพปก จะรีบนำมาให้ทุกท่านได้ชมค่ะ


อีกเรื่องที่อยากจะบอกก็คือ นักล่าแห่งรัตติกาลภาคสามผ่านพิจารณาแล้วค่ะ(กรี๊ดดังๆเพราะรอมาตั้งสองปี) แต่กำหนดวางจำหน่ายปีหน้าพร้อมภาคสี่ซึ่งเป็นภาคจบ




Create Date : 01 มิถุนายน 2555
Last Update : 1 มิถุนายน 2555 10:25:41 น.
Counter : 683 Pageviews.

0 comment
ยมทูต บทที่ 14 มฤตยูใต้สายน้ำ

บทที่14

มฤตยูใต้สายน้ำ

ท่าเรือขนาดย่อมริมทะเลสาบซึ่งปรกติมักจะเงียบเหงาแต่ในวันนี้กลับมีผู้คนยืนพูดคุยกันเป็นกลุ่มเช่นเดียวกับร้านอาหารซึ่งมีลูกค้าเข้ามานั่งรับประทานอย่างคึกคัก เพราะอาหารส่วนใหญ่จะเป็นปลาจากทะเลสาบที่นำมาปรุงกันแบบสดๆ รสชาติจึงเป็นที่ถูกอกถูกใจนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะพวกที่มาจากในเมืองคุ้นเคยแต่กับการบริโภคอาหารสำเร็จ เมื่อมาเจออาหารอร่อยลิ้นเช่นนี้บางคนถึงกับอดใจไม่ได้ที่จะสั่งเพิ่มอีกจาน

เสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานกับการตะโกนสั่งอาหารที่ดังเอะอะสร้างความรำคาญใจให้กับนฤชิต เด็กชายวัย 14 ปีเป็นอย่างยิ่ง หลังจากทนนั่งฟังลุงป้าที่นั่งร่วมโต๊ะพูดคุยถึงลูกหลานในลักษณะโอ้อวดอยู่ราวครึ่งขั่วโมง เขาจึงรวบช้อนส้อมและยกน้ำขึ้นดื่มจากนั้นจึงเดินออกจากร้านตรงไปยังท่าเรือและยืนพิงรั้วกั้นมองผืนน้ำกว้างใหญ่สลับกับขุนเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพลางปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับเมฆที่เคลื่อนผ่านยอดเขาสลับซับซ้อนอย่างอ้อยอิ่งด้วยอาการเหม่อลอย

ความจริงแล้วนฤชิตเป็นเด็กที่ไม่ชอบการท่องเที่ยวหรือพูดคุยสุงสิงกับคนอื่นเท่าใดนักแต่เพราะความสงสารในตัวปทิตตา พี่สาวเพียงคนเดียว เขาจึงคะยั้นคะยอให้เธอลางานมากับคณะผ้าป่าซึ่งเดินทางไปทำบุญยังวัดที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญ ขากลับจึงแวะเที่ยวตามสถานที่ต่างๆราวสองสามวัน การล่องเรือในทะเลสาบเหนือเขื่อนขนาดใหญ่นี้ก็ถือเป็นหนึ่งในตารางการท่องเที่ยวด้วย ที่เด็กชายทำแบบนี้ก็เพื่อพี่สาว ด้วยวัยเพียง 23 ปีแต่เธอกลับต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยและทนตรากตรำทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อห้าปีก่อนทั้งคู่ต้องสูญเสียบิดามารดาจากอุบัติเหตุรถคว่ำ แม้จะได้รับเงินประกันก้อนโตแต่ก็ไม่พอสำหรับเด็กในวัยเรียนถึงสองคน ปทิตตาจึงยอมสละอนาคตออกจากมหาวิทยาลัยและหางานทำเพื่อน้องชายเพียงคนเดียว  

“เรือเที่ยวต่อไปจะออกในเวลา 13.00 น. ผู้ที่ซื้อตั๋วในเวลานี้กรุณาเตรียมตัวด้วยค่ะ”

เสียงประชาสัมพันธ์ประจำท่าเรือดังมาจากลำโพงที่ติดตั้งไว้เหนือที่ทำการ นฤชิตมองเรือสองชั้นขนาดค่อนข้างใหญ่เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบท่า เจ้าหน้าที่ประจำการบนเรือต่างช่วยกันลำเลียงข้าวของซึ่งก็เป็นน้ำดื่มและของขบเคี้ยวลงเรือ นักท่องเที่ยวบางคนรีบเข้าไปจับจองที่นั่งแต่ส่วนใหญ่ยังคงเดินเอ้อระเหยกันอยู่ตามร้านอาหาร รวมถึงพี่สาวของนฤชิตด้วย

“ยืนเหม่ออะไรอยู่น่ะชี้ แล้วทำไมถึงหนีพี่ออกมาก่อน”

เสียงหญิงสาวเอ่ยถามมาจากทางด้านหลัง ไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมองเด็กหนุ่มก็รู้ว่าใครเป็นคนเรียกเพราะในเวลานี้มีพี่สาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เรียกชื่อเล่นของเขาว่า ชี้

หลายคนที่ได้ยินมักจะอมยิ้มเพราะชื่อเล่นของเขาดูแปลกประหลาดในความคิดของคนอื่น แต่สำหรับนฤชิตแล้วมันเป็นชื่อที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารำลึกถึงพ่อผู้จากไป

เด็กหนุ่มเคยถามบิดาว่าทำไมถึงเรียกเขาแบบนั้น ท่านให้เหตุผลว่าเมื่อตอนที่นฤชิตยังเป็นทารกมักจะชอบชี้นิ้วไปทางนั้นทางนี้แทนที่จะกำมือเหมือนเด็กทั่วไป พ่อของเขาเลยเรียกว่าเจ้าชี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเพราะคิดว่านั่นเป็นลางบอกว่าลูกชายจะได้เป็นเจ้าคนนายคน แต่พอโตขึ้นมาอีกหน่อยเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักมักจะฟังผิดเป็นลูกชิ้น ซึ่งนฤชิตเองก็ไม่ใส่ใจที่จะแก้ไขเพราะเขาคิดว่าชื่อเล่นเดิมเป็นสัญลักษณ์สำคัญสำหรับคนในครอบครัว

“เอ้าว่าไง พี่ถามทำไมไม่ตอบ”

เสียงพี่สาวถามย้ำพลางเลิกคิ้วเล็กน้อยขณะขยี้ผมน้องชาย นฤชิตยักไหล่พร้อมกับตอบ

“ผมขี้เกียจฟังเรื่องคุยโวของคนอื่น” เขามองพี่สาว “นึกว่าพี่กำลังสนุก”

“เบื่อแทบตายละไม่ว่า แต่คนมาด้วยกันไม่ชอบยังไงก็ต้องฟัง คิดเสียว่าเป็นเสียงนกเสียงกาก็สิ้นเรื่อง”

ปทิตตาตอบอย่างอารมณ์ดี นฤชิตเบ้หน้า

“ผมทำไม่ได้อย่างพี่นี่นา”

“ชี้ยังเด็ก ไม่จำเป็นต้องมาทนกับสังคมผู้ใหญ่อย่างพี่หรอก” ปทิตตาพูดพลางโยกศีรษะน้องชาย “ไงจะขึ้นเรือกันหรือยัง”

“แล้วแต่พี่ ผมยังไงก็ได้” นฤชิตตอบพลางดึงหูฟังออกจากหูและม้วนเก็บลงกระเป๋าพร้อมเครื่องเล่นเพลงขนาดเล็กส่วนพี่สาวของเขาหยิบตั๋วเรือออกมาจากกระเป๋าและเดินนำไปยังเรือท่องเที่ยว ขณะที่กำลังส่งตั๋วให้นายท่านก็มีเสียงดังต๋อมดังมาจากช่องว่างระหว่างตัวเรือกับท่า
นฤชิตก้มหน้าลงไปมองแล้วขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นอะไรบางอย่างคล้ายดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องพวกเขาอยู่ใต้น้ำ แม้จะเห็นไม่ชัดแต่เด็กหนุ่มก็แน่ใจว่ามันจะต้องเป็นสิ่งมีชีวิตอะไรสักอย่าง เขาหันไปดึงแขนพี่สาวทันที

“เดี๋ยวพี่ นั่นมันตัวอะไรน่ะ”

ปทิตตาหยุดและมองตามมือของน้องชายแต่สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงขยะสองสามชิ้นที่กำลังลอยกระเพื่อมอยู่บนผิวน้ำ

“ไหน ไม่เห็นมีอะไรเลย”

นฤชิตก้มหน้าลงไปมองอีกครั้งและขมวดคิ้ว

“อ้าวหายไปไหนแล้ว” เขาชะโงกหน้าลงไปและพยายามสอดสายตามองหาดวงตาประหลาดที่พบเมื่อครู่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและหันไปทางพี่สาว “เมื่อกี้ผมเห็นตัวอะไรไม่รู้จริงๆ หน้ามันเล็กนิดเดียวแต่ตาน่ะใหญ่เบ้อเริ่มแถมจ้องพวกเราเขม็ง”

  นฤชิตพยายามอธิบาย ปทิตตายิ้มพลางดึงน้องชายให้ก้าวเข้าไปในเรือและรุนหลังเขาให้เดินขึ้นไปยังชั้นบน

“คงเป็นเศษขยะที่ลอยมาตามน้ำน่ะอย่าไปสนใจเลย” เธอพูดขณะกวาดตามองหาที่นั่งซึ่งดูเหมือนจะมีที่ว่างเหลือเฟือ

“ข้างบนแดดร้อน คนเลยไม่ค่อยขึ้นมา แต่ไม่ต้องห่วงเพราะพอเรือแล่นเข้าไปข้างในภูเขาจะบังแสงให้เอง”

ปทิตตาให้เหตุผลพลางเดินไปยังบริเวณหัวเรือและนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านริมส่วนนฤชิตเมื่อเห็นว่าพี่สาวไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูดจึงเลือกที่นั่งแถวถัดมา หลังจากวางกระเป๋าเรียบร้อยแล้วเขาจึงหยิบเครื่องเล่นเพลงขึ้นมาและเอนตัวพิงเก้าอี้นั่งฟังเพลงโปรดอย่างสบายอกสบายใจ ราวสิบนาทีเรือท่องเที่ยวสองชั้นจึงเคลื่อนออกจากท่าและวิ่งเข้าไปในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ระหว่างขุนเขา ผู้คนที่นั่งอยู่ด้านล่างเริ่มทะยอยขึ้นมาชมทิวทัศน์ด้านบน บางคนบันทึกภาพธรรมชาติอันแสนสวยงามไม่หยุดมือ นฤชิตซึ่งยืนอยู่บริเวณหัวเรือมองพื้นน้ำที่มีระลอกคลื่นขนาดเล็กอย่างสบายใจ ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศอันสวยงามอยู่นั้นเด็กหนุ่มก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นระลอกคลื่นอีกกลุ่มวิ่งตรงมาที่เรือ ที่น่าแปลกก็คือมีปลาหลายตัวกำลังกระโดดอยู่บนยอดคลื่นและเมื่อเพ่งมองจนเห็นเด่นชัดเขาก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่าเจ้าตัวที่กำลังเผ่นโผนอยู่เหนือผิวน้ำนั้นไม่ใช่ปลาแต่เป็นตัวประหลาดที่เจอตอนอยู่บนท่าเรือนั่นเอง

“นั่นไงล่ะพี่ตา สัตว์ประหลาดตาโตที่ผมบอกพี่อยู่ตรงนั้นไง”

ปทิตตามองตามมือน้องชายและพยายามมองหาสิ่งที่เขาบอกแต่หลังจากกวาดตาจนทั่วแล้วเธอพบเพียงคลื่นลูกเล็กกับกิ่งไม้แห้งที่ลอยอยู่บนผิวน้ำเท่านั้น

“ไม่เห็นมีอะไรเลย ตาฝาดหรือเปล่าชี้”

“ผมเห็นจริงๆ” เด็กชายยืนยันเสียงหนักแน่น ปทิตตายิ้มและทำท่าจะพูดโต้ตอบแต่ต้องเปลี่ยนเป็นร้องอุทานเมื่อจู่ๆเรือทั้งลำเกิดอาการสั่นโคลงไปมาเหมือนโดนอะไรบางอย่างพุ่งเข้าชน หลายคนร้องตะโกนเอะอะด้วยความตกใจ นายท้ายเรือรีบยื่นหน้าออกไปมองลำเรือแล้วขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อไม่พบอะไร

“เรือโดนอะไรเหรอ” เจ้าหน้าที่ประจำเรือเดินมาถาม อีกฝ่ายสั่นศีรษะ

“ไม่เห็นมีอะไร”

“ไม่มีอะไรแล้วทำไมเรือถึงโคลงขนาดนั้น ขับไปชนอะไรหรือเปล่า”

เจ้าหน้าที่คนเดิมถามย้ำ แม้จะเป็นการถามเพราะความอยากรู้แต่สำหรับนายท้ายเรือแล้วมันเหมือนเป็นการดูถูกซึ่งหน้า เขามองอีกฝ่ายพร้อมกับตอบเสียงห้วน

“ผมขับเรือมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น แล้วไอ้ทางที่ใช้นี่ก็วิ่งเป็นประจำทุกวัน ใต้น้ำแถวนี้ไม่มีตอไม้หรืออะไรหรอก”

พูดได้แค่นั้นก็ต้องหยุดเพราะมีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งร้องตะโกนด้วยความตกใจ

“นั่นอะไรน่ะ”

ทุกคนหันไปมองและต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นคลื่นลูกใหญ่วิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันที่พวกเขาจะทันได้ขยับตัวเรือทั้งลำก็เอียงวูบเมื่อคลื่นลูกนั้นพุ่งชน น้ำจำนวนมากไหลทะลักเข้ามาในตัวเรืออย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยงต่างพากันวิ่งหนีอย่างลนลานและพยายามแย่งกันขึ้นไปยังชั้นสอง บางคนก้าวพลาดร่วงลงไปในน้ำ เขาทะลึ่งพรวดขึ้นมาร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็จมหายลงไปอย่างรวดเร็วเหมือนโดนอะไรบางอย่างลากลงไป นฤชิตมองเหตการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสายตาตระหนก ขณะที่กำลังยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้นเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อโดนอะไรบางอย่างมาโดนหน้า

“ใส่เสื้อชูชีพนี่เร็ว”

ปทิตตาสั่งขณะมองเรือที่จมลงทีละน้อย เด็กชายมองเสื้อสีสดในมือก่อนจะมองพี่สาว

“แล้วพี่ล่ะ”

“พี่ว่ายน้ำเป็น” ปทิตตาตอบ นฤชิตมองเธอเขม็งก่อนจะยื่นเสื้อชูชีพส่งให้

“แต่ผมเป็นผู้ชาย พี่เอาไปใส่ดีกว่าครับ”

“อย่าเถียงได้ไหม” พี่สาวของเขาพูดเสียงเข้มและร้องอุทานเมื่อเรือสั่นโคลงอย่างรุนแรงเหมือนถูกอะไรบางอย่างพุ่งชน หลายคนเสียหลักหล่นลงน้ำทันที พวกเขาพยายามไขว่คว้าหาสิ่งของที่พอจะช่วยพยุงร่างไม่ให้จมแต่บางส่วนกลับผลุบหายลงไปในน้ำคล้ายถูกมือขนาดใหญ่ลากให้จมลงไป คนที่ยังคงยืนอยู่บนเรือส่งเสียงร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวในขณะที่นายท้ายเรือซึ่งอยู่ในกลุ่มตะโกนเตือน

“พยายามเกาะกลุ่มกันเอาไว้ ผมติดต่อขอความช่วยเหลือไปที่ท่าเรือแล้วเดี๋ยวเขาจะส่งคนมาช่วย”

เขาโยนห่วงชูชีพสองสามอันลงไปในน้ำพรอมกับร้องบอกคนที่ลอยคออยู่

“เกาะนี่เอาไว้ พยายามขยับตัวอย่าอยู่นิ่งเพราะน้ำมันเย็น จะได้ไม่จม”

 พวกที่จมน่ะไม่ใช่เพราะน้ำเย็นหรือเป็นตะคริวหรอก แต่เพราะถูกตัวประหลาดพวกนั้นลากลงไปในน้ำต่างหาก นฤชิตเถียงในใจพลางเกาะแขนปทิตตาแน่น มืออีกข้างควานหาสิ่งของที่พอจะใช้เป็นอาวุธ

เขาไม่มีวันยอมให้พวกมันมาทำร้ายพี่สาวเป็นอันขาด

เด็กชายคิดพลางคว้าไม้ท่อนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนของเก้าอี้มากำแน่น แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่มันเป็นเพียงอาวุธชิ้นเดียวที่หาได้ในเวลานี้ เสียงซ่าของพรายฟองจำนวนมากที่ผุดขึ้นมาจากด้านข้างของเรือ มันเอียงวูบและจมลงอย่างรวดเร็ว คนที่ยืนอยู่บนนั้นทั้งหมดร่วงพรูลงไปในน้ำรวมทั้งนฤชิตและปทิตตา

“ชี้”

หญิงสาวซึ่งทะลึ่งขึ้นจากน้ำตะโกนเรียกน้องชายด้วยความเป็นห่วง นฤชิตสำลักไอออกมาสองสามครั้งก่อนจะขานรับ

“ผมอยู่นี่”

ปทิตตายิ้มด้วยความดีใจและรีบว่ายน้ำไปหาน้องแต่ยังไม่ทันไปถึงร่างของเธอก็จมหายลงไปใต้น้ำท่ามกลางเสียงร้องด้วยความตระหนกของนฤชิต

“พี่ตา!”

เขาดำน้ำตามลงไปทันที แม้ภาพรอบตัวจะเลือนลางแต่สิ่งที่เห็นสร้างความหวาดกลัวต่อเด็กชายอย่างที่สุดเพราะภายใต้ท้องน้ำที่เยือกเย็นและเงียบสงบนั้นเต็มไปด้วยฝูงตัวประหลาดที่ดูคล้ายปลากำลังแหวกว่ายไปมาอย่างบ้าคลั่ง แต่สิ่งที่ทำให้นฤชิตตกใจมากที่สุดก็คือพวกมันกำลังรุมฉีกทึ้งร่างผู้เคราะห์ร้ายอย่างหิวกระหาย เด็กชายรีบตั้งสติและมองพี่สาวซึ่งก็พบว่าเธอถูกปลาผีอีกกลุ่มช่วยกันลากให้จมลึกลงไปใต้ท้องน้ำ บางตัวหันมาแยกเขี้ยวขู่และทำท่าจะเข้ามาทำร้ายเขาแต่เด็กชายทั้งเตะทั้งถีบพวกมันเป็นพัลวัน เขาพยายามว่ายน้ำตามฝูงตัวประหลาดแต่ลมหายใจที่กำลังสุดกลั้นทำให้เด็กชายอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว นฤชิตแทบคลั่งเมื่อเห็นพี่สาวถูกฝูงปลามรณะลากห่างออกไปทุกที เขาปัดปลาผีตัวหนึ่งไปให้พ้นทางก่อนจะยื่นมือไปข้างหน้าและขยับปากเรียกปทิตตาไม่หยุด ความเป็นห่วงกับแรงโทสะที่วิ่งพล่านไปทั่วร่างแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานบางอย่าง มันกระแทกมวลน้ำรอบตัวเด็กชายกลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงซัดปลาปิศาจที่อยู่รอบตัวพี่ของเขาจนกระเด็นหายไปจากสายตา

แม้จะงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่นฤชิตก็รีบเข้าไปหาปทิตตาและพยุงตัวของเธอให้ลอยขึ้นเหนือน้ำ ทันทีที่สัมผัสกับอากาศทั้งเขาและพี่สาวต่างสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ทั้งคู่ยังคงตกอยู่ในความตระหนกและกลัวว่าจะโดนปลาผีลากลงไปในน้ำอีกครั้งแต่เสียงร้องตะโกนโหวกเหวกที่ดังมาจากกลุ่มคนทำให้เด็กชายรีบหันไปมองและยิ้มด้วยความดีใจเมื่อเห็นเรือยนต์หลายลำกำลังวิ่งตรงเข้ามา

“มีคนมาช่วยเราแล้วพี่ตา”

เขาพูดพร้อมกับยกมือขึ้นโบกไปมา เรือลำหนึ่งจึงวิ่งมารับ ชายหนุ่มที่นั่งมาด้วยรีบดึงร่างของปทิตตาขึ้นไปบนเรือแต่ยังไม่ทันที่จะพ้นจากน้ำทั้งผู้ที่เข้ามาช่วยกับหญิงสาวก็ถูกเจ้าปลาผีคว้าเอาไว้และลากทั้งคู่กลับลงไปในน้ำ นฤชิตร้องเรียกพี่สาวด้วยความตระหนก มือทั้งสองข้างจับตัวประหลาดและเหวี่ยงทิ้งไปจนไกล ขณะที่กำลังประคองร่างปทิตตาและพาว่ายกลับไปที่เรือเด็กชายก็รู้สึกเหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นมาจากใต้น้ำ เสียงแหลมเล็กของปลาปิศาจดังระงม ร่างของเจ้าหน้าที่ที่จมหายไปเมื่อครู่ทะลึ่งพรวดขึ้นมา เขาสำลักไอออกมาสองสามครั้งก่อนจะรีบเข้ามาช่วยเหลือปทิตตา เมื่อพี่สาวถูกดึงขึ้นไปบนเรือเรียบร้อยแล้วนฤชิตจึงเตรียมตัวจะปีนตามแต่แล้วจู่ๆก็มีฟองอากาศจำนวนมากผุดขึ้นรอบตัว เสียงร้องด้วยความโกรธดังสะท้อนไปจนทั่วคุ้งน้ำ ฝูงปลาผีว่ายเข้ามารุมล้อมร่างของเด็กชายและช่วยกันฉุดกระชากลากเขาอย่างชุลมุนจนน้ำแตกกระจาย ในสายตาของคนที่อยู่บนเรือกลับมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่พรายฟองที่ผุดขึ้นมาจากใต้น้ำเป็นจำนวนมาก พวกเขาพยายามยื่นมือออกไปหมายจะช่วยแต่นฤชิตกลับจมหายไปต่อหน้าต่อตา ปทิตตามองด้วยความตระหนก เธอโผตัวเพื่อจะกระโดดลงไปในน้ำแต่เจ้าหน้าที่บนเรือรีบร้องห้ามพร้อมกับคว้าร่างของเธอเอาไว้ หญิงสาวจึงได้แต่กรีดเสียงร่ำไห้และร้องตะโกน

“ชี้!”

*/*/*/*/*/*




Create Date : 12 พฤษภาคม 2555
Last Update : 12 พฤษภาคม 2555 10:27:11 น.
Counter : 315 Pageviews.

0 comment
ยมทูต บทที่ 13 การฝึกของอัคนี

บทที่ 13

การฝึกของอัคนี

ยมบาลสัตตภูมิยืนมองกุ้งนาง หญิงสาวที่ถูกวิญญาณผีร้ายสังหารอย่างพิจารณา หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่หัวหน้าเหล่ายมทูตจึงตัดสินใจเอ่ยปากถาม

“เจ้าสามารถใช้พลังแห่งลมได้อย่างนั้นหรือ”

กุ้งนางทำหน้าสงสัยพลางเหลือบมองไปยังยมทูตสาว เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งไม่แม้แต่จะสนใจฃำเลืองมองกลับมาเธอจึงตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่มั่นใจ

“ฉันไม่ทราบ”

“แล้วที่เรียกลมมาเป่ากระถางต้นไม้หรือสร้างอุโมงค์แห่งกาลล่ะ มันเกิดขึ้นด้ยังไง”

ยมบาลสัตตภูมิถามและมองหน้าหญิงสาวนิ่งราวต้องการสังเกตสีหน้าและปฏิกิริยาในการตอบของ กุ้งนางเม้มปากเม้มปากเล็กน้อย

“ตอนนั้นฉันแค่อยากช่วยแม่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำอะไรลงไปบ้าง”

หัวหน้าของเหล่ายมทูตเลิกคิ้วพร้อมกับกล่าวอย่างเคร่งขรึม

“เจ้าไม่รู้ตัวเลยอย่างนั้นหรือ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน”

“ก็ฉันไม่รู้จริงๆนี่นา” กุ้งนางพูดด้วยความรำคาญ ยมบาลสัตตภูมิขมวดคิ้วและพูดด้วยสีหน้าที่เหมือนไม่ค่อยเชื่อหญิงสาวเท่าใดนัก

“ข้าเองก็อยากจะเชื่อเจ้าแต่จากที่ได้รับรายงานมาผู้ที่สร้างอุโมงค์แห่งกาลคือเจ้า โดยปรกติแล้วมีเพียงยมทูตผู้มีพลังแห่งลมเท่านั้นที่สามารถสร้างอุโมงค์นี้ได้ การที่เจ้าซึ่งเป็นแค่วิญญาณดิบกลับมีพลังธาตุถึงขนาดสร้างอุโมงค์นี้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก”

“ข้าคิดว่ามันอาจเป็นพลังแฝงที่ถูกดึงขึ้นมาใช้ได้เฉพาะในยามคับขัน อีกอย่างวิญญาณดิบตนนี้อาจเป็นหนึ่งในวิญญาณจากคำทำนาย ข้าจึงรีบพานางมาพบท่าน”

วายุรายงานด้วยสีหน้าและท่าทางเคร่งขรึม ท่านสัตตภูมิผงกศีรษะ

“เท่าที่ข้าทดสอบพลังวิญญาณเมื่อครู่ดูเหมือนวิญญาณดิบตนนี้จะเป็นหนึ่งในสี่ของวิญญาณธาตุ ในเมื่อเป็นแบบนี้คงต้องฝึกวิธีการใช้พลังให้ถูกต้องเหมือนวิญญาณที่อยู่กับอัคนีและพสุธา เนื่องจากนางเป็นผู้มีพลังแห่งสายลม ก็คงต้องให้เจ้าเป็นผู้ดูแล”

เขาหันไปทางยมทูตสาว อีกฝ่ายก้มศีรษะพร้อมกับกล่าวรับคำ ยมบาลสัตตภูมิจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้และกล่าวอย่างเคร่งขรึม

“มีอีกเรื่อง ข้าเพิ่งได้รับรายงานจากพสุธาว่าพบหมอผีถูกสูบวิญญาณออกจากร่าง คาดว่าจะเป็นการกระทำของอนธการ”

 “อนธการ!” วายุทวนคำด้วยสีหน้าตระหนก “เป็นความจริงหรือท่าน”

“ข้ากำลังรอคำอธิบายจากพสุธาอยู่เหมือนกัน” ท่านสัตติภูมิตอบ “แต่อย่าเพิ่งวิตกกังวลกับเรื่องนี้ เจ้าจงพาวิญญาณดิบผู้มีพลังแห่งสายลมกลับขึ้นไปบนโลกมนุษย์และสอนการใช้พลังให้คล่อง ส่วนเรื่องอนธการนั้นหากถ้าได้ข้อมูลแน่ชัดแล้วข้าจะติดต่อเจ้าเอง”

ยมทูตสาวยกมือขึ้นประนมเพื่อแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินนำกุ้งนางออกจากห้องและพบกับยมทูตพสุธาที่กำลังเดินสวนมาพอดี อีกฝ่ายเลิกคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยทัก

“วายุ” สายตาเลื่อนไปยังด้านหลังและจ้องวิญญาณเด็กสาวที่กำลังยืนเก้กังอย่างสงสัย “มีอะไรหรือ”

“ฉันพาวิญญาณดวงนี้มาพบท่านสัตตภูมิ” ยมทูตสาวตอบ อีกฝ่ายผงกศีรษะราวกับเข้าใจพร้อมกับกล่าวเสียงเรียบ

“หนึ่งในวิญญาณจากคำทำนาย”

“คิดว่าใช่” วายุนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม “ได้ยินท่านสัตตภูมิบอกว่าท่านพบอนธการ”

“ยังเป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น แต่ข้ามั่นใจว่าใช่”

“เพราะอะไร”

ยมทูตสาวถามด้วยความสงสัย สีหน้าของพสุธาเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อยก่อนตอบ

“ข้าพบเสี้ยวพลังของมันอยู่กับร่างมนุษย์ที่ตายจากถูกสูบวิญญาณ”

คำตอบของยมทูตแห่งผืนแผ่นดินทำให้วายุถึงกับอึ้ง เพราะการพบแม้เสี้ยวของอนธการย่อมหมายถึงหายนะที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ ฝ่ายพสุธาเมื่อเห็นยมทูตสาวไม่กล่าวถามอะไรอีกจึงกล่าวตัดบท

“ท่านสัตติภูมิกำลังรออยู่ ข้าต้องขอตัว”

พสุธาก้าวตรงไปยังห้องทำงานของยมบาลสัตตภูมิทันที วายุมองตามด้วยสีหน้ากังวลก่อนจะหันไปเรียกกุ้งนางและเดินนำออกจากนรกภูมิกลับไปยังโลกมนุษย์เบื้องบนเพื่อฝึกเด็กสาวให้ใช้พลังอย่างถูกต้องตามคำสั่งของหัวหน้ายมบาล

*/*/*/*/*

ถนนคอนกรีตในยามเที่ยงร้อนระอุจนเห็นเป็นไอเต้นระริกท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า ผู้คนที่เดินไปมาต่างยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อและบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิด หลายคนแก้ปัญหาด้วยการเลี่ยงหลบเข้าไปในตัวอาคารซึ่งปรับอุณหภูมิให้เย็นฉ่ำเพื่อหามื้อเที่ยงรับประทานในขณะที่บางคนยอมทนร้อนนั่งสั่งก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวมันไก่จากร้านที่ตั้งอยู่ริมถนนเนื่องจากมีราคาย่อมเยากว่าหลายเท่าตัว พวกเขาจะรู้หรือไม่การกระทำทั้งหมดถูกเฝ้ามองจากวิญญาณเด็กหนุ่มที่ต้องออกเดินทางไปทั่วกับยมทูตสาวสุดสวยเพียงเพราะข้อกำหนดของการเป็นวิญญาณจากคำทำนาย

ผมนั่งคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อยระหว่างดูผู้คนที่กำลังเดินกันขวักไขว่อยู่บนยอดตึกของห้างสรรพสินค้าดังแห่งหนึ่งพลางนึกถึงตัวเองเมื่อตอนที่ยังมีชีวิต จะว่าไปตอนนั้นผมเองก็ชอบออกไปเที่ยวตามย่านการค้าเพื่อหาของอร่อยกิน บางครั้งก็เดินดูร้านขายเครื่องเสียงหรือไม่ก็เกมส์ ความจริงพ่อกับแม่ก็ซื้อเครื่องเล่นดีๆให้ผมเหมือนกันแต่การได้ออกมาเดินเที่ยวดูโน่นดูนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในวิธีการผ่อนคลายความเครียดของวัยรุ่นอย่างหนึ่งซึ่งผมถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะไม่ได้ไปสร้างความเดือนร้อนให้กับใคร คิดถึงตรงนี้แล้วผมต้องถอนใจออกมาด้วยความรู้สึกเสียดายที่เวลานี้ไม่สามารถหวนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกแล้ว ก็แหงล่ะครับเหลือแต่วิญญาณแบบนี้ถึงจะไปไหนมาไหนได้ดังใจแต่มันจะไปสนุกอะไรถ้าเราพูดคุยหรือจับต้องอะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมกับถอนใจอีกครั้งและสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงของยมทูตสาวดังมาจากทางด้านหลัง

“มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้”

 น้ำเสียงของเจ้าหล่อนทำเอาผมแทบร่วงลงจากยอดตึก ตั้งแต่ออกมาจากนรกแม่ยมทูตอกสวยกระหน่ำฝึกผมอย่างหนักชนิดไม่ยอมให้พัก ถึงใจผมร่ำร้องอยากจะบอกให้เธอหยุดบ้างแต่ใครจะกล้าโวยล่ะครับเพราะเกิดพูดจาไม่ถูกหูขึ้นมาอาจโดนระเบิดวิญญาณกระจุย เสียงกระแอมค่อนข้างดุที่ดังขึ้นมาทำให้รู้ว่าสิ่งที่ผมคิดลอยเข้าหูยมทูตสาวไปเรียบร้อยแล้วผมจึงรีบหันไปส่งยิ้มแห้งก่อนจะตอบเสียงไม่ดังนัก

“แค่นั่งพักให้หายเหนื่อยเท่านั้น”

“เหนื่อย” อัคนีทวนคำพร้อมกับขมวดคิ้ว “นายเป็นวิญญาณ ต่อให้ใช้พลังแค่ไหนก็ไม่มีวันเหนื่อย ลุกขึ้นมาฝึกต่อเดี๋ยวนี้”

ยายยมทูตจอมโหด ผมนึกในใจด้วยความหมั่นไส้และกระเด้งพรวดลุกยืนขึ้นทันทีเมื่อมีกลุ่มเพลิงเท่ากำปั้นระเบิดตูมข้างตัว ผมหันไปมองอัคนีอย่างนึกฉุนและเตรียมจะโวยแต่ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเห็นสีหน้าบูดบึ้งของเธอ

“เรียกกันดีๆก็ได้ไม่เห็นต้องขว้างระเบิดใส่เลย”

ผมบ่นอุบอิบออกมาเบาๆ แม่ยมทูตคนสวยชูกำปั้นที่ลุกเป็นไฟขึ้นพร้อมกับทำตาวาว

“อยากโดนเผาอีกใช่ไหม”

อัคนีพูดเสียงห้วน ผมรีบส่ายหน้าพลางย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสามชั่วโมงก่อน แต่ตั้งกระบวนท่าผิดไปนิดเดียวเท่านั้นแม่ยมทูตสาวก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟถึงขนาดใช้พลังเผาผมแทบเกรียมกรอบไปทั้งตัว ขณะที่กำลังคิดเพลินๆอยู่นั้นคลื่นพลังอันแสนคุ้นเคยก็วิ่งมากระทบตัวผม แม้จะไม่แรงนักแต่ก็รู้ว่ามันเป็นพลังโทสะจากแม่สาวอัคนี ผมรีบส่ายหน้าพร้อมกับปฏิเสธเสียงสั่น

“ไม่”

“งั้นก็เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วลงมือฝึกได้แล้ว”

ผมถอนใจและถอยหลังออกไปสองสามก้าวก่อนจะตั้งท่ายืนตัวตรงพร้อมกับพนมมือ ยมทูตสาวของผมลดมือลงและสั่งเสียงเรียบ

“หลับตาและตั้งสมาธิให้มั่น เพ่งจิตไปที่มือทั้งสองข้างรวมปราณไว้ที่ปลายนิ้วเพื่อสร้างเปลวไฟ”

ผมทำตามที่แม่ยมทูตสาวอกสวยบอกทุกขั้นตอนและแอบหรี่ตามองที่ปลายนิ้วตัวเอง อย่าว่าแต่เปลวไฟเลยครับ แค่ประกายก็ยังไม่เห็น สงสัยจะเพ่งสมาธิไม่ดีพอ

“ก็รู้นี่นาว่าที่รวมพลังไม่ได้เพราะอะไร ถ้านายยังขืนทำหลุกหลิกแบบนั้นต่อให้ยืนอีกห้าร้อยชาติก็ไม่มีวันสร้างไฟขึ้นมาได้ เอาใหม่ ทำใจให้สงบ ตั้งใจเพ่งสมาธิอย่าว่อกแว่ก สร้างมโนภาพว่ามือของนายเป็นลำเทียนและปลายนิ้วเป็นเปลวไฟ ไม่ต้องกลัวว่ามันจะร้อนเพราะนี่เป็นพลังของนายเป็นสิ่งที่นายสร้างขึ้นต่อให้ลุกโชนไปทั้งตัว นายก็จะไม่เป็นอะไรเลย”

อัคนีอธิบายยืดยาวแต่ฟังเหมือนเป็นพูดอย่างใจเย็นไม่ได้ใส่อารมณ์เหมือนทุกครั้ง ผมผ่อนลมหายใจค่อนข้างยาวก่อนจะเริ่มต้นตั้งสมาธิอีกครั้งและพยายามหลับตาแน่นข่มใจไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน แต่การจะทำจิตให้นิ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด หลังจากยืนเพ่งในท่านั้นอีกราวห้านาทีผมก็ลืมตาขึ้นและโพล่งออกมาอย่างหมดความอดทน

“ไม่มีทาง ฉันสร้างไฟไม่ได้”

“นายรู้ได้ยังไง” แม่สาวยมทูตถาม ผมถอนใจพร้อมกับส่ายหัว

“ยืนเพ่งมาเป็นชั่วโมงก็ยังไม่เห็นมีอะไร อย่าว่าแต่ไฟเลยแค่สะเก็ดก็ยังไม่โผล่ ฉันคงไม่ได้เป็นวิญญาณทำนายหรือผู้กอบกู้โลกอะไรอย่างที่ท่านหัวหน้ายมทูตอะไรนั่นบอกหรอก”

ผมบ่นยืดยาวก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดหวัง ยมทูตสาวยืนนิ่งไม่พูดอะไรแต่กลับหันหน้ามองลงไปยังเบื้องล่างและจ้องผู้คนที่กำลังเดินไปมาแน่วนิ่ง

“คิดว่ามนุษย์พวกนั้นมีจำนวนเท่าไหร่”

 อยู่ๆเธอก็ถามขึ้นมา ผมกะพริบตาสองสามครั้งด้วยความงงก่อนจะก้มหน้าลงไปมอง โธ่เดินกันให้ไขว่อย่างกับมดแบบนี้ใครจะไปรู้ล่ะครับแต่ขืนไม่ตอบมีหวังได้โดนเจ้าหล่อนอัดแบนติดดินแหง ผมเลยกะคร่าวๆพร้อมกับตอบแบบมั่ว

 “น่าจะห้าหกพัน”

 “ห้าหกพัน” อัคนีทวนคำและหันมามองหน้าผม “ในจำนวนนี้มีกี่คนที่ต้องตายแบบนาย”

 ผมเกาหัวแกร่ก ปัดโธ่คำถามแบบนี้ใครจะไปตอบได้ล่ะครับ อีกอย่างผมก็ไม่ใช่ยมทูตจะได้ล่วงรู้การตายของคนอื่น ยมทูตคนสวยมองผมด้วยสีหน้าเฉยชาก่อนจะพูดเสียงเรียบ

 “ไม่มี”

 อ้าว ในเมื่อรู้ว่าไม่มีแล้วจะมาถามทำไม ผมย้อนในใจอย่างนึกฉุน แน่นอนล่ะครับว่าอัคนีจะต้องได้ยินความคิดนี้แน่ๆเพราะเธอจ้องผมด้วยดวงตาวาว

 “ที่ถามเพราะอยากให้รู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะตายภายในข้อกำหนดของคำทำนาย ถึงแม้จะมีมนุษย์ที่ตายก่อนเวลาแต่พวกเขาก็ไม่ได้อยู่ในกฏเกณฑ์และที่สำคัญ”

 อัคนีมองผมนิ่ง

 “วิญญาณเหล่านั้นไม่สามารถสร้างพลังไฟเพื่อช่วยคนอื่นได้เหมือนอย่างที่นายเคยทำ”

 คำพูดของยมทูตสาวทำให้ผมนั่งอึ้ง เหตุการณ์ที่ได้ต่อสู้กับอาคมหมอผีเพื่อช่วยวิญญาณสองแม่ลูกในโรงพยาบาลหวนกลับเข้าในความทรงจำ จริงสินะ ตอนนั้นผมสร้างไฟขึ้นมาได้ด้วยตัวเองนี่นา ทำไมถึงลืมไปได้

 “คิดได้แล้วใช่ไหม” เสียงยมทูตสาวพูดขึ้นและกระตุกยิ้มเมื่อเห็นผมพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ลุกขึ้นแล้วมาฝึกต่อ”

 ไม่ต้องให้เธอบอกซ้ำอีกครั้ง ผมรีบยืนขึ้นแล้วหลับตาตั้งสมาธิใหม่ น่าแปลกที่คราวนี้จิตใจของผมสงบนิ่งไม่ว่อกแว่กเหมือนที่ผ่านมา ผมเลยสูดลมหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับเพ่งพลังในร่างกายทั้งหมดไปรวมไว้ที่ปลายนิ้วเป็นจุดเดียว เพียงชั่วอึดใจมือทั้งสองก็เริ่มร้อนขึ้น ผมได้ยินเสียงลั่นเปรียะเลยรีบลืมตาขึ้นดูเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เปลวไฟปะทุขึ้นบนปลายนิ้ว ผมจ้องอย่างไม่เชื่อสายตาก่อนจะหันไปทางอัคนีและตะโกนลั่นด้วยความดีใจ  

 “ทำได้แล้ว ฉันสร้างไฟได้แล้ว”

 ยมทูตสาวมองมาด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยแม้ดวงตาจะฉายแววยินดีอยู่บ้างแต่น้ำเสียงที่พูดกลับไร้อารมณ์อย่างสิ้นเชิง

 “แล้วไง ไฟแค่นั้นจะทำอะไรได้”

 เล่นพูดแบบนี้ความตื่นเต้นก็หายไปหมดสิครับ ผมมองเธออย่างนึกเคืองแต่ก็ไม่กล้าต่อว่าอะไรออกไปเพราะถ้าขืนพูดอะไรไม่ถูกหูมีหวังโดนอัดกระเด็น

 “คนอุตส่าห์ทำได้ ชมกันสักนิดก็ยังดี”

 ถึงจะกลัวแต่ผมก็ยังอดบ่นอุบอิบไม่ได้อยู่ดี ยมทูตคนสวยทำตาวาวก่อนจะพูดเสียงเข้ม

 “จะให้ชมอะไร แค่ไฟเท่าแสงหิ่งห้อย”

 ผมอ้าปากจะเถียงแต่พอเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเจ้าหล่อนแล้วก็ต้องรีบหุบปากนิ่ง ตั้งใจฝึกสร้างไฟให้ลูกโตกว่านี้ดีกว่า

“คิดได้แบบนั้นก็ดี” แม่ยมทูตอกสวยพูดเสียงเรียบเมื่อเห็นผมเริ่มพนมมืออีกครั้งเธอจึงถาม

“ถ้าสร้างพลังเพลิงได้แล้วนายจะใช้มันทำอะไร”

“ถามได้ก็เอาไว้สู้กับศัตรูน่ะสิ ไฟทำลายได้ทุกอย่างอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” ผมตอบอย่างมั่นใจเต็มที่แต่ยมทูตสาวกลับส่ายหน้า

“ยังใช้ไม่ได้ นายคิดแต่เรื่องการฆ่าฟัน พลังไฟนอกจากทำลายแล้วยังใช้เพื่อการชำระและปกป้องผู้อื่นได้อีกด้วย”

ผมชะงักและเลิกคิ้ว

“ยังไง”

อัคนีไม่ตอบแต่กลับวาดมือเป็นวงสร้างเปลวเพลิงกลุ่มมหึมาขึ้น แต่แทนที่จะเป็นกองไฟขนาดใหญ่มันกลับแปรสภาพเป็นโล่ครึ่งวงกลมล้อมรอบตัวของยมทูตสาว เธอมองผมและอธิบาย

“บางครั้งขณะที่ไปรับดวงวิญญาณมนุษย์ พวกยมทูตก็ต้องเจอกับกลุ่มวิญญาณข้างทางหรืออาคมของหมอผีชั่วที่คอยเข้ามาแย่งชิง หน้าที่ของพวกเราคือต้องปกป้องดวงวิญญาณเหล่านั้นเพื่อนำกลับไปรับกรรมในนรก ดังนั้นการสร้างโล่พลังจึงเป็นสิ่งสำคัญ”

“ทำไมไม่จัดการเจ้าพวกนั้นไปเลยล่ะ มันจะได้ไม่มายุ่งกับเธออีก”

ผมถามด้วยความแปลกใจเพราะเท่าที่เห็นยมทูตมีพลังมากมาย กับแค่วิญญาณร้ายหรือหมอผีไม่น่าจะเป็นปัญหาเลยนี่นา ยมทูตสาวส่ายหน้า

“ยมทูตสามารถต่อสู้กับคนเหล่านั้นได้ก็ต่อเมื่อถึงเวลา เราไม่ฆ่าฟันใคร”

พูดถึงตอนนี้ผมก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ อัคนีคงหมายถึงกรรม พวกยมทูตจะไม่ลงมือจัดการอะไรกับใครจนกว่าจะถึงวาระของคนพวกนั้น แบบนี้ก็เสียเปรียบแย่เลย

“ถ้ามีเหตุจำเป็นจริงๆเราก็สามารถลงมือกำจัดคนเหล่านั้นได้” ยมทูตสาวพูด “เหมือนตอนที่นายสู้กับหมอผีเพื่อช่วยวิญญาณสองแม่ลูกที่โรงพยาบาลไง”

เธอมองผมและพูดเสียงเรียบ

“ในเมื่อเข้าใจแล้วก็ลงมือฝึกต่อ วันนี้นายต้องสร้างกำแพงไฟให้ได้ไม่อย่างนั้นฉันจะจับล่ามไว้กับเจ้าพวกนั้น” 

ยมทูตคนสวยชี้มือลงไปยังด้านล่าง ผมมองตามแล้วกลืนน้ำลายเอื้อกเมื่อเห็นหมาสี่ห้าตัวกำลังนอนเกาขี้เรื้อนอยู่ริมถนน ตัวหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาพอเห็นว่ามีใครกำลังจ้องก็ส่งเสียงเห่าทักทาย ผมเบ้หน้าก่อนจะหันกลับไปทางอัคนีอีกครั้งแล้วบ่นพึมพำเบาๆ

“โหด”

พูดเสร็จผมก็เริ่มต้นฝึกอีกครั้งคราวนี้ตั้งใจมากขึ้นไม่ใช่เพราะกลัวคำขู่ของแม่สาวยมทูตหรอกครับแต่เป็นเพราะผมอยากจะรู้ว่าถ้าเก่งแล้วจะเป็นยังไง และถ้าเกิดมีวิญญาณร้ายอย่างที่ยมบาลสัตตภูมิพูดจริงผมจะสู้กับมันได้ไหม และวิญญาณดิบอย่างผมเนี่ยจะสามารถเป็นยมทูตได้หรือเปล่า หลังจากเพ่งจิตสร้างไฟเท่าแสงหิ่งห้อยได้สองสามครั้งในที่สุดผมก็สร้างเพลิงกลุ่มโตขนาดเท่าตัวผมได้สำเร็จ จากนั้นอัคนีก็เริ่มสอนให้ผมกำหนดจิตบังคับทิศทางของไฟรวมถึงบอกวิธีทำโล่เพลิง

ขณะที่กำลังฝึกการเปลี่ยนรูปร่างของไฟให้กลายเป็นกำแพงปกคลุมตัวอยู่นั้นจู่ๆก็เกิดกระแสลมค่อนข้างรุนแรงขึ้น ลักษณะของมันคล้ายพายุช่วงก่อนจะมีฝน มันพัดกรรโชกมาเป็นกลุ่มใหญ่กระแทกเปลวไฟที่ผมสร้างอย่างแรงจนแตกสลายหายไป อัคนีนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะนิ่วหน้าและพูดออกมาเบาๆ

“วายุ”

เธอหันหน้าไปอีกด้านและจ้องเงาร่างที่กำลังปรากฏขึ้น ผมมองตามด้วยใจเต้นระทึกเมื่อรู้ว่าเงานั้นคือยมทูตอกแตงโม โชคดีจังที่ได้เจอเธออีกครั้งแต่เดี๋ยวก่อนถ้าเจ้าหล่อนเกิดไม่สบอารมณ์ขึ้นมามิจับผมโยนลงไปข้างล่างเหมือนครั้งที่แล้วเหรอ ผมกลืนน้ำลายอย่างสยองพลางขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวแต่ต้องหยุดและเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นเด็กสาววัยรุ่นหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเดินตามหลัง ฝ่ายแรกหันมาถลึงตาใส่พร้อมกับพูดเสียงห้วน

“ยังคิดลามกไม่เคยเปลี่ยนนะเจ้าวิญญาณดิบ”

ผมทำคอย่นและขยับถอยอีกสองสามก้าว อัคนีเหลือบตามองก่อนจะตวัดกลับไปทางวายุและถามเสียงเรียบ

“มีอะไร”

“พสุธาพบอนธการ”

ยมทูตอกดินระเบิดตอบ อัคนีมีสีหน้าตระหนกเล็กน้อย

“ที่ไหน”

“ข้างศพมนุษย์ที่ตายจากการถูกอะไรบางอย่างสูบวิญญาณ”

“แน่ใจหรือว่าเป็นอนธการ” ยมทูตคนสวยของผมถาม วายุมองหน้าเธอและย้อนเสียงเรียบ

“นอกจากสิ่งนี้แล้วมีใครบ้างที่สูบวิญญาณของมนุษย์ได้”

อัคนียืนนิ่ง ถึงจะไม่แสดงอะไรออกมาทางสีหน้าแต่ผมก็รู้ดีว่าเธอกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ความจริงแล้วเวลาแบบนี้ผมไม่ควรเข้าไปยุ่งแต่เพราะความอยากรู้เลยเผลอหลุดปากถาม

“อนธการนี่ใช่ไอดำที่เราเคยเจอในโรงพยาบาลหรือเปล่า”

ยมทูตสาวผงกศีรษะในขณะที่วายุทำหน้าแปลกใจ

“เธอเคยเจอสิ่งชั่วร้ายนั่นด้วยหรือ”

“แค่เศษเสี้ยวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มันมาพร้อมกับพลังอาคมของหมอผีคนหนึ่ง” อัคนีตอบ อีกฝ่ายขมวดคิ้ว

“แล้วเธอจัดการกับมันยังไง”

“มันหนีไปเสียก่อนที่ฉันจะทันได้ลงมือ” อัคนีตอบก่อนจะถอนใจ “พวกเราพบอนธการติดต่อกันสองครั้งแล้ว หรือว่าคำทำนายนั่นจะเป็นจริง”

“อันที่จริงแล้วสามต่างหากเพราะพสุธาเคยเจอมันครั้งแรกตอนไปรับวิญญาณมนุษย์จากเครื่องบินตก” วายุพูดพลางหันไปทางกุ้งนาง “เกือบลืมบอกไป ที่มานี่เพราะอยากจะบอกให้รู้ว่าฉันเพิ่งพบวิญญาณดิบที่สามารถใช้พลังของลมได้”

อัคนีเลื่อนสายตาไปมองเด็กสาวอย่างพิจารณา ส่วนผมยืนฟังยมทูตทั้งสองคุยกันด้วยความอยากรู้จนกระทั่งถึงประโยคสุดท้ายจึงหันไปมองเด็กสาวที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านตรงข้าม ยังเป็นแค่เด็กอยู่เลยนี่นาเหมือนจะอยู่ในช่วงมัธยมปลายด้วยซ้ำ หน้าตาน่ารักแบบนี้จะใช้พลังพายุหมุนแบบยายวายุยมทูตอกแตงโมจอมโหดนั่นได้หรือ 

“เขาเก่งกว่าเจ้าก็แล้วกัน” เสียงวายุพูดขึ้นทันทีพร้อมกับจ้องผมด้วยดวงตาเหมือนอยากจะเป่าวิญญาณปากมากตัวนี้ไปให้พ้นลูกหูลูกตาก่อนจะหันไปทางอัคนีอีกครั้งและถามเสียงห้วน “เจ้าวิญญาณลามกนี่ใช้พลังอะไรได้หรือยัง”

“เพิ่งเรียกไฟได้” ยมทูตสาวตอบเสียงเรียบ อีกฝ่ายกระตุกยิ้ม ให้ตายเถอะมันเป็นรอยยิ้มที่แสดงความดูถูกออกมาอย่างเห็นได้ชัด
 
“นั่นยังไม่ถือว่ามีพลัง” วายุมองผมและพูดด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น “เจ้าควรตั้งใจฝึกให้มากกว่านี้นะ”

“นี่ก็ตั้งใจจะแย่แล้ว ฉันไม่ใช่ยมทูตจะเร่งฝึกไปทำไมกัน”

ผมพึมพำโต้กลับไปและรีบหุบปากเงียบเมื่อเห็นดวงตาของวายุทอประกายวาว

“อนธการกำลังหาทางขึ้นมาบนโลก หากมันทำสำเร็จทุกผืนแผ่นดินจะเข้าสู่กลียุค หายนะยิ่งใหญ่จะบังเกิดขึ้นเพราะไม่เพียงจะถูกกลืนกินวิญญาณแล้วพลังความมืดของมันจะเข้าครอบงำจิตใจของมนุษย์ทำให้พวกเขาตรงเข้าฆ่าฟันห้ำหั่นกันเอง”

คำพูดของยมทูตวายุทำให้ผมยืนตัวแข็งและหันไปมองอัคนีด้วยความแปลกใจเพราะไม่เคยได้ยินเธอพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยสักครั้ง ยมทูตสาวมองหน้าผมก่อนจะพูดเสียงเรียบ

“ท่านสัตตภูมิเคยพูดให้เจ้าฟังแล้วไม่ใช่หรือ”

ก็แค่อธิบายคร่าวๆเท่านั้นไม่ได้บอกเรื่องที่น่ากลัวแบบนี้สักนิดแถมถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนท่านยมบาลนั่นจะไม่ได้พูดถึงอนธการอะไรเลยด้วยซ้ำนอกจากบอกแค่ว่าผมเป็นวิญญาณจากคำทำนายที่เกิดมาเพื่อปกป้องโลก      

“จากนิสัยของเจ้าอธิบายไปก็คงไม่เข้าใจ”

อัคนีพูด ผมนิ่วหน้าอย่างนึกฉุน

“ถึงตอนมีชีวิตฉันจะเอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะเป็นคนไร้ความรับผิดชอบหรือโง่ขนาดไม่เข้าใจอะไร”

“ฉันรู้”

ยมทูตสาวตอบสั้นๆ ผมอ้าปากค้างและเตรียมจะโวยต่อแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของยมทูตสาวทั้งสองดังขึ้น ทั้งคู่ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจก่อนจะหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกงและเปิดดูพร้อมกัน

“จากวารี” อัคนีพูดพลางมองหน้าวายุ “เขากำลังรับวิญญาณมนุษย์จากอุบัติเหตุเรือล่มแต่โดนฝูงเงือกโจมตี”

“ส่วนของฉันมาจากยมทูตจักรา” ยมทูตแห่งลมพูดพลางปิดโทรศัพท์และเก็บกลับลงกระเป๋า “เขาไปรับวิญญาณมนุษย์จากเหตุจลาจลแต่ถูกอาคมหมอผีมาขวาง ดูเหมือนจะมีไอมรณะของอนธการเจือปนอยู่ด้วย”

“นั่นอันตรายมาก แน่ใจเหรอว่าจะรับมือไหว”

“ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการกับมันได้แน่” วายุตอบพร้อมกับหันไปเรียกกุ้งนางให้ขยับเข้ามายืนใกล้ๆก่อนจะหันกลับมาที่อัคนีอีกครั้ง

“ไปก่อนนะอัคนี”

ร่างของทั้งคู่เลือนหายไปทันที ผมเตรียมจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ยมทูตคนสวยกลับหันมาทำตาดุพร้อมกับพูดเสียงห้วน

“เราต้องไปช่วยวารี รีบตามฉันมาเร็ว”

ไม่ดุเปล่าแม่ยมทูตสาวยื่นมือมาคว้าคอผมแล้วลากให้ตามไป ถึงจะหายตัวไปโน่นมานี่หลายครั้งแต่การถูกกระชากมาแบบไม่ได้ตั้งตัวอย่างนี้มันรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังถูกฉีกเป็นชิ้นแต่ก็เพียงชั่ววูบเดียวเท่านั้นเพราะแค่อึดใจเราทั้งสองคนก็ลอยอยู่เหนือทะเลสาบขนาดใหญ่ซึ่งเมื่อก้มลงไปมองผมก็ต้องอุทานด้วยความตกใจเมื่อเห็นเรือสองชั้นลำหนึ่งกำลังจมลง เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวจากผู้คนที่กำลังลอยคออยู่ในน้ำทำให้ผมขนลุกแต่มันยังไม่สยองเท่ากับเสียงแหลมเล็กที่กำลังร้องเซ็งแซ่ดังระงมอย่างบ้าคลั่ง มันสร้างความกดดันอย่างรุนแรงจนผมแทบอาเจียนออกมาต่างจากอัคนีที่ยังคงมีสีหน้านิ่ง ผมพยายามกวาดตามองหาเจ้าของเสียงอุบาทว์นั่นแต่ไม่พบ อัคนีจึงชี้มือลงไปยังผืนน้ำเบื้องล่างก่อนจะพูดเสียงเรียบ

“มันอยู่ที่นั่น”

“อะไร” ผมถามขณะพยายามเพ่งตามอง ยมทูตสาวตอบสั้นๆ

“เงือก” เธอหันมามองผมและสั่งด้วยท่าทางจริงจัง “รวบรวมสมาธิให้มั่นอย่าไปสนใจฟังเสียงของมันไม่อย่างนั้นแล้วจิตของนายจะถูกทำลาย”

ผมสูดลมหายใจเข้าและพยายามตั้งสมาธิให้มั่น ดูเหมือนจะได้ผลเพราะความอึดอัดเมื่อครู่เบาลงแถมตอนนี้เหมือนผมแทบไม่ได้ยินเสียงนรกนั่นเลย ดูเหมือนอัคนีจะรู้ว่าผมสามารถสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองได้แล้วเพราะเธอจุดเปลวเพลิงขึ้นในมือข้างหนึ่งพร้อมกับพูดเสียงห้วน

“ลงไปจัดการกับมัน”

ยมทูตสาวลอยละลิ่วลงไปยังเบื้องล่างทันที พลังไฟในมือของเธอระเบิดผิวน้ำจนแตกกระจุย ทั้งเงือกร้ายและละอองน้ำกระเซ็นไปจนทั่ว ผมกลืนน้ำลายลงคอและสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อรวบรวมความกล้าก่อนตัดสินใจเรียกเพลิงขึ้นมาบนมือจากนั้นจึงพุ่งตัวตามลงไป

*/*/*/*/*/*
 

 




Create Date : 19 เมษายน 2555
Last Update : 19 เมษายน 2555 9:18:25 น.
Counter : 282 Pageviews.

1 comment
ยมทูต บทที่ 12 เงามรณะ

บทที่ 12

เงามรณะ

กลิ่นธูปที่ตลบอบอวลไปทั่วห้องสร้างความอึดอัดให้กับชายหญิงหลายคนที่กำลังนั่งพนมมืออยู่หน้าหิ้งบูชาขนาดใหญ่ ยิ่งประกอบกับเสียงบริกรรมคาถาด้วยภาษาไม่คุ้นหูด้วยแล้ว บางคนถึงกับบังเกิดความหวาดเกรงจนต้องขยับตัวเบียดผู้ที่มาด้วยกันโดยที่ดวงตานั้นยังคงจับจ้องชายวัยกลางคนที่นั่งหลับตาร่ายคาถาอยู่บนอาสนะและหญิงสาววัยรุ่นที่กำลังนอนกระสับกระส่ายไปมาอยู่กลางห้อง ขณะที่กำลังจ้องด้วยความอยากรู้อยู่นั้นทุกคนก็ต้องสะดุ้งขึ้นสุดตัวเมื่อชายคนนั้นลืมตาขึ้นพร้อมกับตวาดเสียงดังลั่น

“ออกไปจากร่างของผู้หญิงคนนี้ซะ นางผีร้าย!”

หญิงสาวหยุดอาการกระสับกระส่ายและหันไปจ้องหน้าชายผู้นั้นทันที เธออ้าปากหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งก่อนจะตอบเสียงห้วน

“ไม่”

“ถ้าไม่ออกก็ต้องเห็นดีกัน”

ชายผู้เป็นหมอผีกล่าวเสียงดังและหันไปคว้าแส้หวายขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างตัวมาฟาดลงบนพื้นเสียงดังลั่น ผู้คนที่นั่งดูต่างพากันสะดุ้งเฮือกแต่หญิงสาวที่นอนอยู่กลางห้องกลับส่งเสียงหัวเราะพร้อมกับพูด

“คิดว่าข้าจะกลัวเศษไม้นั่นหรือไอ้หมอผีสวะ”

หมอผีไม่ตอบแต่กลับหวดหวายลงไปบนร่างที่นอนอยู่เต็มแรงและนิ่วหน้าด้วยความหนักใจเพราะแทนที่ เจ้าผีร้ายจะหวาดกลัว มันกลับลุกขึ้นนั่งปรบมืออย่างชอบอกชอบใจพร้อมกับจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างท้าทาย

“ตีให้มันแรงกว่านี้หน่อยได้ไหมไอ้หมอผีกำมะลอ แค่นี้มันคันๆว่ะ”

ผู้ที่เข้ามาเฝ้าดูหลายคนเริ่มขยับถอยออกห่างในขณะที่หมอผีขบกรามแน่น เขาวางแส้ลงและหันไปหยิบโถลงยาสีดำหน้าหิ้งมาร่ายคาถา หญิงสาวมองการกระทำของเขาแล้วหัวเราะ

“ข้าสารเสกทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”

ฝ่ายหมอผีไม่กล่าวโต้ตอบอะไร เขาลืมตาขึ้นพร้อมกับเปิดโถออกและหยิบผงสีขาวละเอียดภายในออกมา เจ้าผีร้ายยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมกับร้องท้าทาย

“อยากประแป้งให้ข้าเหรอไอ้หมอผีกระจอก”

ผู้ทรงอาคมไม่พูดอะไรแต่กลับลุกขึ้นโรยผงแป้งสีขาวนวลเป็นวงรอบหญิงสาว ผีร้ายที่สิงอยู่ในร่างของเธอมองการกระทำของหมอผีด้วยความงงงันและเตรียมจะพูดคำเย้ยหยันแต่ต้องหยุดชะงักอ้าปากค้างเมื่อเห็นควันลอยคลุ้งขึ้นมาจากผงละเอียดรอบตัว เจ้าผีร้ายร้องลั่นด้วยความตกใจ

“นี่มันอะไรกัน”

“ในเมื่อไม่ยอมออกดีๆก็ต้องใช้กำลังบังคับ” หมอผีพูดเสียงเรียบ “ผงแป้งที่แกเห็นนั่นก็คือกระดูกผีตายโหงเจ็ดป่าช้า ออกจากร่างของผู้หญิงคนนี้ได้แล้วอีผีชั่ว!”

ผู้ทรงอาคมตวาดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ควันที่ลอยขึ้นมาจากแป้งหมุนวนรอบตัวหญิงสาวมองคล้ายเงาร่างคนหลายคน ชาวบ้านที่นั่งดูการไล่ผีต่างพากันนั่งตัวแข็งเมื่อเห็นเงาเหล่านั้นยื่นมือทะลุเข้าไปในตัวของหญิงเคราะห์ร้ายลากเงาดำขนาดใหญ่ออกมา มันดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรงพร้อมกับร้องตะโกน

“ปล่อยข้า” 

วิญญาณผีตายโหงเหวี่ยงเงาดำนั้นลงกับพื้นและใช้เท้าเหยียบเอาไว้ เมื่อเห็นว่าผีร้ายถูกตรึงไว้กับที่แล้วหมอผีจึงหยิบมีดจากพานขึ้นมาบริกรรมคาถาก่อนจะปักลงไปที่บริเวณส่วนหัวของมัน เจ้าผีร้ายผวาขึ้นสุดตัวพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวดก่อนจะสลายหายไป ผู้ทรงอาคมจึงเก็บมีดและหยิบโถลงยาขึ้นมา ผู้คนที่นั่งดูต่างตกตะลึงอีกครั้งเมื่อเห็นผงแป้งลอยขึ้นไปในอากาศและหมุนวนไปตามอาคมที่หมอผีกำลังร่ายก่อนจะค่อยๆเลื่อนไหลกลับเข้าไปในโถตามเดิม ผู้ทรงอาคมจึงเดินกลับไปนั่งที่อาสนะและเริ่มบริกรรมคาถาจากนั้นจึงเป่าลงไปบนร่างของหญิงสาวไล่ตั้งศีรษะจรดปลายเท้าสามครั้ง ผู้ที่นั่งดูต่างชะเง้อมองด้วยความอยากรู้และส่งเสียงพึมพำด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นผู้ที่นอนอยู่เริ่มขยับตัว

“ฉันอยู่ที่ไหน”

คำถามแรกดังขึ้นหลังจากหญิงสาวลืมตาขึ้นและกวาดมองไปรอบตัว หญิงกลางคนนางหนึ่งรีบขยับเข้าไปหาพร้อมกับตอบ

“ที่นี่เป็นตำหนักของอาจารย์คงจ้ะลูก”

“ตำหนักอาจารย์คง” หญิงสาวทวนคำด้วยความงงงันขณะดันตัวขึ้นนั่ง “หนูมาที่นี่ได้ยังไง เกิดอะไรขึ้นทำไมทุกคนถึงมองหนูแบบนั้น”

เธอถามอย่างตระหนกเมื่อพบว่าตนกำลังถูกผู้ที่นั่งรายล้อมจ้องมองเป็นตาเดียว ผู้เป็นมารดารีบแตะแขนของเธอพร้อมกับอธิบาย

“หนูโดนผีเข้าอาละวาดอยู่สองวันแม่เลยพามาให้ท่านอาจารย์ช่วยจัดการให้”

“ผีเข้า? เป็นไปได้ยังไง ทำไมหนูถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

หญิงสาวถาม ผู้เป็นแม่ขยับจะตอบแต่ต้องชะงักเมื่ออาจารย์คงถามแทรกขึ้น

“ไม่แปลกที่จะจำอะไรไม่ได้ เอาเป็นว่าจำได้หรือเปล่าว่าสองวันก่อนไปเที่ยวที่ไหนมา”

หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อยคล้ายทบทวนความจำก่อนจะหันไปตอบหมอผีผู้เรืองอาคมด้วยท่าทางลังเล

“หนูไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน”

“แล้วได้เข้าไปในที่แปลกๆบ้างหรือเปล่า” อาจารย์คงถาม อีกฝ่ายนิ่วหน้า

“พวกหนูแอบไปลองของในป่าช้าของวัดร้างแห่งหนึ่ง ตอนกลางวันก็ไม่เจออะไรเพื่อนเลยนัดไปกันตอนกลางคืนอีกครั้ง ทีแรกก็ไม่เจออะไรแต่ตอนกำลังเดินผ่านเชิงตะกอนเก่าหนูเห็นเงาตะคุ่มพอจะเรียกให้เพื่อนดูมันก็พุ่งเข้ามาหาจากนั้นหนูก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย”

“เด็กสมัยนี้เล่นอะไรกันไม่เข้าท่า” อาจารย์คงพูดเป็นเชิงตำหนิ “เงาที่เห็นน่ะเป็นผีเฝ้าเชิงตะกอน ปรกติแล้วมันจะคอยเก็บน้ำเลือดน้ำหนองศพกินก่อนถูกเผาเท่านั้นไม่ค่อยกล้ามายุ่งเกี่ยวกับมนุษย์นี่คงอดอยากมานานถึงได้ออกอาละวาดสิงผู้คน นับว่ายังโชคดีที่ผีพวกนี้ไม่กินคนเป็น ไม่อย่างนั้นเอ็งก็คงไม่รอดเหมือนกัน”

สีหน้าของหญิงสาวเผือดลงด้วยความหวาดกลัว มารดาของเธอนิ่วหน้าอย่างกังวลก่อนจะถามหมอผี

“แล้วมันจะกลับมาสิงลูกสาวของฉันอีกมั้ยท่านอาจารย์”

“ข้าใช้มีดอาคมส่งวิญาณมันไปนรกแล้ว” อาจารย์คงตอบพลางหันไปหยิบขวดน้ำมาเปิดฝาและบริกรรมคาถาเป่าพรวดลงไปก่อนจะยื่นส่งให้ “แต่ระยะนี้จิตของแม่หนูนี่ยังอ่อน เอาน้ำมนต์นี่ไปดื่มและประพรมใบหน้า สามวันไปแล้วถึงจะปลอดภัย”

มารดาของหญิงสาวก้มกราบหมอผีอย่างนอบน้อมและยื่นมือไปรับขวดน้ำมนต์จากนั้นจึงเปิดกระเป๋าควักธนบัตรใบละพันสี่ห้าใบวางลงในบาตรที่วางไว้อีกด้านก่อนจะจูงบุตรสาวก้าวออกจากห้องด้วยสีหน้าโล่งใจ อาจารย์คงไม่ได้นใจที่จะมองตามแต่กับเลื่อนสายตาไปยังคนที่เหลือพร้อมกับกล่าวเสียงเรียบ

“เอ้า ใครเป็นอะไรก็ว่ามา”

หลังจากจัดการได้รับการรักษาและเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์จากอาจารย์คงเป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกคนจึงเริ่มทยอยกันกลับ ทันทีที่คนสุดท้ายก้าวพ้นจากบ้านหมอผีผู้เรืองอาคมจึงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและกลับเข้าไปนั่งในห้องทำพิธีอีกครั้งเพื่อนั่งสมาธิชำระจิตใจอีกทั้งยังต้องทำการท่องอาคมประจุพลังให้กับภูติผีที่ตนเลี้ยงไว้ ขณะที่กำลังร่ายคาถาอยู่นั้นบ้านทั้งหลังก็ไหวเยือกเหมือนถูกมือขนาดยักษ์โยก อาจารย์คงหยุดการท่องมนต์ทันทีเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภัยธรรมชาติหรือฝีมือของมนุษย์ หากแต่เป็นอาคมจากหมอผีด้วยกัน

“อยากลองดีกับข้าอย่างนั้นหรือ”

อาจารย์คงพึมพำพร้อมกับเริ่มร่ายอาคมอีกครั้ง พลันบังเกิดเสียงดังสะทือนเลื่อนลั่นคล้ายมีรถบรรทุกกำลังวิ่งดังมาจากหลังคา หมอผีผู้ทรงอาคมจึงหยิบมีดขึ้นมากวัดแกว่งเหนือศีรษะ เสียงนั้นจึงหายไป

“นึกว่าจะแน่”

อาจารย์คงพูดเบาๆขณะวางมีดลงแต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงต่ำทุ้มดังตอบกลับมาจากทางด้านหลัง

“ก็ไม่เชิง”

หมอผีเลื่องชื่อหันไปดูทันทีและเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาเลือนลางของใครบางคนกำลังยืนแสยะรอยยิ้มอำมหิตโดยมีไอสีดำน่าขนลุกแผ่กระจายออกมาโดยรอบมองคล้ายอสรพิษที่กำลังเลื้อยเข้าหาเหยื่อ อาจารย์คงกระชากเสียงถาม

“แกเป็นใคร”

“อนธการ”

เงานั้นตอบด้วยน้ำเสียงต่ำน่าสะพรึงพร้อมกับปล่อยคลื่นพลังมหาศาลพุ่งออกมา แรงกดดันอันหนักหน่วงของมันทำให้ร่างของอาจารย์คงถึงกับสะท้าน มือที่กำมีดสั่นระริก เหงื่อไหลซึมออกมาจนเปียกโชกชุ่ม หมอผีผู้ทรงอาคมขบกรามแน่นก่อนจะพูดเสียงห้วน

“ข้าไม่รู้จักแก” เขาจ้องเงาลึกลับเขม็ง “มาที่นี่ต้องการอะไร”

“วิญญาณของแก”

อาจารย์คงเค้นเสียงหัวเราะและกล่าวเสียงกร้าว

“พูดน่ะง่าย ถ้าคิดว่าทำได้ก็เข้ามา”

กลุ่มพลังขนาดเท่ากำปั้นผุดออกมาจากเงาประหลาดและพุ่งเข้าใส่หมอผีผู้เลื่องชื่อทันที อีกฝ่ายรีบร่ายอาคมพร้อมกับตวัดมีดในมืออย่างรวดเร็ว มันสร้างคลื่นอากาศอันรุนแรงระเบิดกลุ่มพลังจนพินาศไปในพริบตา อาจารย์คงเหยียดยิ้มอย่างลำพอง

“ของแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก มีอะไรที่แรงกว่านี้ไหม ถ้าไม่มีข้าก็จะขอเป็นฝ่ายบุกบ้างล่ะ” 

เสียงหัวเราะกระหึ่มดังมาจากเงาลึกลับ มันขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ

“นั่นแค่ทดสอบพลังของแกเท่านั้น ของจริงคือนี่ต่างหาก”

ไอสีดำคืบคลานเข้าหาหมอผีผู้ทรงอาคมทันทีที่เงานั้นกล่าวจบ อีกฝ่ายรีบลุกขึ้นพร้อมกับเตรียมตั้งท่าสู้แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกจากปลายเท้า อาจารย์คงก้มหน้าลงมองและอ้าปากค้างเมื่อเห็นไอดำอีกกลุ่มกำลังกลืนกินขาของตัวเอง เขารีบใช้มีดตวัดฟันลงไปหมายจะปัดไอทมิฬออกจากตัวแต่ต้องพบกับความตระหนกเมื่อมีดอาคมถูกย่อยสลายกลายเป็นผงทันทีที่สัมผัสกับไอดำ

“นี่มันอะไรกัน”

อาจารย์คงอุทานลั่น เงาลึกลับหัวเราะเบาๆ

“อนธการ สิ่งชั่วร้ายของบรรพกาลจากส่วนลึกใต้พื้นพิภพและมันต้องการอาหารซึ่งก็คือวิญญาณของผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า” ดวงตาสีแดงดุจเปลวเพลิงทอประกาย “ข้าเฝ้าดูแกมานาน แกเป็นหมอผีที่แท้จริงซ้ำยังมีพลังแกร่งมากกว่าพวกหมอผีสวะในแถบนี้ จงดีใจเถิดที่ถูกท่านอนธการเลือก”

อาจารย์คงสบถเสียงดังขณะดิ้นรนขัดขืนไอดำที่เริ่มปกคลุมไปทั่วร่าง แม้จะพยายามร่ายอาคมป้องกันแต่ดูเหมือนจะไม่สามารถทำอะไรไอมรณะเหล่านั้นได้ เขามองเงาที่ยืนตรงหน้าพร้อมกับถาม

“แกก็เป็นหมอผีเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ถูกกิน”

“เพราะข้ามีอาคมแกร่งกว่าแก” เงาลึกลับตอบด้วยดวงตาวาว “ลาก่อนอาจารย์คง”

เสียงหัวเราะแผ่วต่ำดังขึ้นเมื่อมันเห็นไอดำครอบคลุมไปทั่วร่างของอาจารย์คงและกำลังดูดกลืนแสงสีฟ้าสดที่หลุดลอยออกมา เมื่อสูบกินจนหมดสิ้นแล้วไอมรณะจึงขยับตัวอย่างเริงร่าพร้อมกับปล่อยคลื่นพลังออกมา จากนั้นมันจึงถอยห่างออกจากร่างของหมอผีผู้เลื่องชื่อเลื่อนกลับไปหาเงาลึกลับซึ่งยืนมองด้วยท่าทางพอใจ มันแสยะยิ้มออกมาอย่างโหดเหี้ยมก่อนจะก้าวออกจากห้องและมลายหายไป

คลื่นพลังอันรุนแรงที่ไอดำปล่อยออกมาหลังสูบกินวิญญาณของอาจารย์คงแผ่กระจายไปโดยรอบและกระทบกับยมทูตพสุธาซึ่งกำลังเก็บวิญญาณคนตายอยู่ในบริเวณนั้น เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยในขณะที่ก้อย เด็กหญิงตัวน้อยหนึ่งในวิญญาณทำนายหันหน้าไปยังทิศทางที่เป็นต้นกำเนิดของคลื่นก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม

“ท่านรู้สึกไหม”

พสุธาผงกศีรษะรับพร้อมกับกล่าวอย่างเคร่งขรึม

“ไม่ใช่พลังธรรมดา” เขาคว้าข้อมือเด็กน้อย “ไปกันเถอะ”

ทั้งคู่หายวับไปพร้อมกันและปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งภายในห้องของอาจารย์คง พสุธามองร่างไร้วิญญาณที่นอนตาเหลือกค้างอยู่กลางห้อง เสียงเรียกชื่อด้วยความแปลกใจดังมาจากอีกด้านหนึ่งของห้อง

“ท่านพสุธา” ยมทูตตนหนึ่งก้าวเข้ามาหา “ท่านมาที่นี่ทำไม”

“มีคลื่นพลังบางอย่างพุ่งมาจากบ้านหลังนี้” พสุธาตอบขณะกวาดตามองรอบตัว “เกิดอะไรขึ้นที่นี่หรือท่านจักรา”

“ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน” ยมทูตระดับสามผู้มีฉายาว่าจักราตอบ อีกฝ่ายหันมามองหน้าเขาพร้อมกับถามด้วยความสงสัย

“ท่านมิได้มารับวิญญาณของชายผู้นี้หรือ”

“เขาไม่ได้อยู่ในบัญชี ที่มานี่เพราะข้าก็สัมผัสถึงคลื่นพลังลึกลับนั่นเช่นเดียวกัน ที่น่าแปลกก็คือเมื่อมาถึงก็ไม่พบวิญญาณของเขา”

“อาจจะมียมทูตตนอื่นมารับไปก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้” พสุธากล่าวแต่จักรากลับสั่นศีรษะ

“ข้าตรวจดูแล้ว นับตั้งแต่เช้ายังไม่มียมทูตตนใดเข้ามาในบริเวณนี้”

คำตอบของจักราทำให้พสุธาต้องขมวดคิ้ว

“ถ้าอย่างนั้นวิญญาณเขาหายไปไหน” คำพูดหยุดชะงักเมื่อก้อย เด็กน้อยที่เขาดูแลกำลังยืนจ้องอะไรบางอย่างบนพื้นใกล้ร่างของหมอผียมทูตหนุ่มจึงถาม“มีอะไรหรือ”

“มีดนั่นเหลือแต่ด้าม” เด็กน้อยตอบพสุธามองตามและทำท่าจะหยิบมันขึ้นมาแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อถูกละอองไอสีดำที่หลงเหลืออยู่พุ่งขึ้นมากระทบปลายนิ้ว

“นี่มันอะไรกัน” ยมทูตหนุ่มอุทานขณะมองไอทมิฬที่กำลังสลายหายไป “สัมผัสของมันคล้ายกับคลื่นพลังเมื่อครู่ไม่มีผิด”

เขาจ้องด้ามมีดก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังศพของอาจารย์คงอีกครั้งพร้อมกับพึมพำด้วยสีหน้าตระหนก

“อนธการ”

“ท่านว่าอะไรนะ” จักราถามด้วยความแปลกใจ พสุธาอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“พลังชั่วร้ายจากบรรพกาล มันเคยสร้างความเลวร้ายให้กับทุกชีวิตบนโลกมนุษย์จึงถูกผู้ทรงคุณธรรมทั้งสี่ทิศขังไว้ใต้พื้นพิภพ”

“ถ้าอย่างนั้นไอดำเมื่อครู่อาจจะไม่ใช่อนธการที่ท่านกล่าวถึงก็ได้”

จักรากล่าวแต่พสุธากลับส่ายหน้า

“อนธการต้องการกลับขึ้นมาบนโลกตลอดเวลา และอัคนีเล่าให้ข้าฟังว่าเมื่อไม่นานมานี้ได้เคยสู้กับมันมาแล้ว โชคดีที่ได้วิญญาณดิบชื่อโป้งคอยช่วยจึงสามารถขับไล่มันกลับลงดินไปได้”

เขาหันไปมองร่างของอาจารย์คงพร้อมกับพูดอย่างเคร่งขรึม

“นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ข้าต้องรีบไปรายงานให้ท่านสัตตภูมิได้ทราบ ส่วนท่าน” พสุธาเลื่อนสายตากลับไปที่จักราอีกครั้ง “เตือนยมทูตทุกตนให้ระวัง อย่าได้เข้าใกล้ไอดำประหลาดหรือคลื่นพลังที่ไม่รู้จักเป็นอันขาด เพราะอนธการสามารถกลืนกินยมทูตได้เช่นเดียวกัน”

เขามองยมทูตจักราด้วยสายตาดุดันดุจเป็นการกำชับก่อนจะหันไปดึงมือก้อย แล้วทั้งคู่ก็อันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว

*/*/*/*/*/*

 




Create Date : 27 มีนาคม 2555
Last Update : 27 มีนาคม 2555 18:01:51 น.
Counter : 298 Pageviews.

0 comment
ยมทูต บทที่ 11 สัญญาณจากสายลม
บทที่ 11

สัญญาณจากสายลม

เสียงเปียโนที่กำลังบรรเลงเพลงมูนไลท์เซเรเนดดังมาจากมือถือรุ่นทันสมัยที่วางไว้บนโต๊ะข้างเตียง แม้จะส่งเสียงเรียกดังอยู่นานแต่ดูเหมือนเจ้าของซึ่งเป็นเด็กสาววัยรุ่นจะไม่ได้ให้ความสนใจเท่าใดนักเพราะเธอทำเพียงแค่ชำเลืองมองด้วยหางตาก่อนจะตวัดกลับไปยังภาพทิวทัศน์นอกหน้าอีกครั้งปล่อยให้โทรศัพท์ดังเช่นนั้นอยู่อีกครู่หนึ่งจึงเงียบลง

เด็กสาวถอนใจออกมาเบาๆด้วยความกลัดกลุ้มเพราะรู้ดีว่าผู้ที่โทร.มาหาคือมารดาของเธอเอง ช่วงตลอดระยะเวลาสามวันที่ผ่านมาแม่ของเธอมักจะติดต่อพูดคุยด้วยเกือบทั้งวันสาเหตุก็เนื่องมาจากความเป็นห่วงในตัวของลูกสาวอันเป็นที่รักที่เดินทางมาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงเพียงคนเดียว

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะเธอต้องการทุ่มเทชีวิตเพื่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

แต่แม้จะมีคะแนนและผลการเรียนเป็นเลิศแต่ความด้อยกว่าของการเป็นนักเรียนจากต่างจังหวัดทำให้เด็กสาวต้องพลาดจากคณะที่เธอคาดหวังด้วยคะแนนที่เรียกว่าเฉียดฉิว ความเสียใจทำให้เธอถึงกับเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องหลายวันและไม่มีการติดต่อกลับไปทางบ้านกระทั่งคุณแม่ต้องเป็นฝ่ายโทร.มาหาและกล่าวคำปลอบขวัญรวมทั้งให้กำลังใจเธออยู่นานลงท้ายด้วยคำสัญญาว่าจะเดินทางมารับเธอกลับบ้านในวันนี้

จริงอยู่ที่ว่าเดี๋ยวนี้จะมีมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งผุดขึ้นรองรับผู้พลาดโอกาสแต่ความมุ่งมั่นกับการเข้าศึกษาในคณะที่คาดหวังทำให้เด็กสาวแทบทำใจไปเรียนที่อื่นไม่ได้ เธอเหม่อมองลงไปยังด้านล่างและจ้องเด็กชายหญิงในเครื่องแบบนักเรียนพลางหวนคิดย้อนไปในตอนสมัยที่ตัวเองยังเป็นเพียงนักเรียนมัธยม ความฝันและการคาดหวังที่บิดามารดามีต่อเธอส่งผลให้เด็กสาวตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจังจนแทบไม่ได้คุยเล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกันเลย

ขณะที่กำลังปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปไกลแสนไกลอยู่นั้นเสียงทะเลาะของเพื่อนร่วมอาคารก็ดังผ่านผนังห้องที่ค่อนข้างบางเข้ามา หากเป็นเวลาปรกติเธอคงทำใจทนฟังไปได้แต่ในช่วงอารมณ์ที่กำลังเปราะบางเช่นนี้เด็กสาวแทบอยากจะตะโกนบอกให้คนเหล่านั้นหุบปาก แต่จิตสำนึกส่วนที่ดีเตือนให้เธอข่มการกระทำนั้นเอาไว้ ที่สุดเด็กสาวจึงตัดสินใจคว้ากุญแจก้าวออกจากห้องและเดินไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปยังดาดฟ้า สถานที่ที่ถือว่าเงียบและเป็นส่วนตัวที่สุดสำหรับเธอในเวลานี้

เมื่อไปถึงเด็กสาวจึงเดินไปพิงกำแพงที่สูงแค่เอวและทอดสายตามองตึกสูงใหญ่ลดหลั่นกันไปมองคล้ายภูเขาของเมืองหลวง เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหื่มมาจากบนท้องฟ้าดึงความสนใจของเด็กสาวซึ่งกำลังยืนชมทิวทัศน์อย่างเพลิดเพลินจนต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเมื่อพบว่ามันเป็นเสียงของเครื่องบินขนาดเล็กที่นานครั้งจะบินหลงเข้ามาในบริเวณนั้น เด็กสาวมองมันนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงลดสายตาลงขณะที่สมองย้อนกลับไปคิดถึงความล้มเหลวในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของตนเอง เธอถอนใจออกมาเมื่อนึกถึงสีหน้าผิดหวังของพ่อกับแม่ แม้จะไม่ได้รับคำตำหนิใดจากพวกท่านแต่เด็กสาวก็รู้ดีว่าทั้งสองมีความรู้สึกเช่นไร เธอระบายลมหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะมองบ้านของผู้คนที่อยู่รอบตัวอย่างเหม่อลอย

“กุ้งนาง”

เสียงเรียกแผ่วดังมาจากทางด้านหลัง เด็กสาวหันกลับไปมองและขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนมองเธออยู่ภายใต้เรือนเพาะชำต้นไม้ของคอนโดมิเนียม

“เรียกฉันเหรอ” เด็กสาวที่ถูกเรียกว่ากุ้งนางถามและเมื่อเห็นอีกฝ่ายผงกศีรษะช้าๆเธอจึงพูดต่อ “เรารู้จักกันด้วยหรือคะ”

หญิงสาวผู้นั้นส่ายหน้าแต่ไม่พูดอะไร กุ้งนางมองเธออย่างไม่ไว้ใจและเริ่มขยับเตรียมจะเดินหนีแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินผู้หญิงคนนั้นถาม

“อยากตายไม่ใช่เหรอ”

เด็กสาวหันไปมองหน้าเธอและอ้าปากค้างด้วยความตระหนกเมื่อพบว่าบัดนี้หญิงคนนั้นมายืนตรงหน้าและกำลังแสยะยิ้มกว้าง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตจับจ้องกุ้งนางนิ่ง เลือดสีแดงสดไหลย้อยออกมาจากริมฝีปากที่ฉีกยาวไปจนจรดใบหู คำพูดแผ่วพร่ากระซิบข้างหูเหมือนเป็นการเชิญชวน

“มาตายด้วยกันเถอะ”

ปิศาจตนนั้นคว้าร่างเด็กสาวพุ่งทะยานลงมาจากชั้นดาดฟ้าของคอนโดมิเนียมทันที กุ้งนางส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ เธอมองภาพตึกที่กำลังไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนจะมีเสียงของแข็งกระทบกันดังสนั่นตามมาด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความตระหนก เด็กสาวนอนแน่นิ่งกับพื้นอยู่ครู่หนึ่งจึงดันตัวลุกขึ้นและมองฝูงชนที่กำลังรุมล้อมกันเข้ามาดู บางคนรีบกดโทรศัพท์แจ้งตำรวจในขณะที่หลายคนนั่งลงและแตะตัวใครบางคนที่ยังคงนอนอยู่กับพื้นอย่างลังเล เด็กสาวก้มลงมองตามและเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าร่างที่นอนจมกองเลือดบนพื้นนั้นคือตัวของเธอเอง

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมตัวฉันถึงไปนอนอยู่ตรงนั้น”

กุ้งนางหลุดปากถามอย่างงงงันและขยับตัวเพื่อจะเข้าไปดูให้ชัดแต่ต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น

“เพราะเธอถูกฆ่า”

เด็กสาวหันไปมองและเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นวายุในเครื่องแต่งกายรัดรูปสีดำกำลังก้าวเข้ามา เธอขยับถอยไปหนึ่งก้าวพร้อมกับถามอย่างงุนงง

“ฉันน่ะเหรอถูกฆ่า เป็นไปไม่ได้”

วายุขมวดคิ้ว

“แต่มันก็เป็นไปแล้ว จิตใจที่อ่อนแอของเธอเรียกสิ่งชั่วร้ายออกมา”

“ฉันไม่เข้าใจ สิ่งชั่วร้ายจากไหน”

กุ้งนางถามเสียงสั่น สีหน้าของยมทูตสาวเต็มไปด้วยความโกรธขณะเงยหน้าขึ้นไปมองวิญญาณผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังยืนเหยียดยิ้มเยาะอยู่บนดาดฟ้าของคอนโด

“จากวิญญาณยึดติดที่อยู่บนนั้น”

วายุเตรียมจะอธิบายต่อแต่คำพูดของเธอถูกหยุดด้วยเสียงกรีดร้องของหญิงคนหนึ่ง เธอหันไปมองและนิ่วหน้าเมื่อเห็นสุภาพสตรีวัยกลางคนกำลังวิ่งเข้าไปกอดร่างชุ่มไปด้วยเลือดของเด็กสาวพร้อมกับร้องไห้โฮ ใบหน้าของกุ้งนางเผือดลงขณะที่อุทานออกมาเบาๆ

“แม่”

วิญญาณของเด็กสาวขยับเข้าไปหาพร้อมกับยื่นมือไปแตะไหล่ของมารดาเหมือนต้องการบอกให้รู้ว่าเธอยืนอยู่ใกล้ๆแต่กุ้งนางต้องใจหายวาบเมื่อพบว่ามือข้างนั้นทะลุผ่านร่างแม่ของเธอไป เด็กสาวอ้าปากค้างและชักมือกลับด้วยความตระหนก เธอมองมือของตัวเองพร้อมกับพูดอย่างหวาดกลัว

“เกิดอะไรขึ้นทำไมฉันจับตัวแม่ไม่ได้”

“เธอเป็นแค่วิญญาณ ไม่มีทางสัมผัสกายหยาบของมนุษย์ได้” วายุตอบเสียงเรียบ กุ้งนางหันไปมองยมทูตสาวและถามอย่างงงงัน

“หมายความว่ายังไง แล้วคุณเป็นใครกัน”

“เธอตายไปแล้ว” วายุตอบขณะดึงเครื่องมือบางอย่างออกมาจากกระเป๋า “และฉันชื่อวายุ เป็นยมทูต”

กุ้งนางยืนตกตะลึงค้างนิ่ง เธอจ้องหญิงสาวที่กำลังพิมพ์นิ้วลงไปบนเครื่องมือและอ่านข้อมูลอย่างเคร่งเครียดก่อนจะหลุดคำพูดออกมา

“เป็นไปไม่ได้”

ยมทูตสาวเหลือบตามองเธอและขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิดขณะยัดเครื่องมือกลับลงไปในกระเป๋าก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายคนหนึ่งซึ่งกำลังชะโงกหน้าลงมาจากห้องช่วงกลางของคอนโดมิเนียม

“ความจริงฉันต้องมารับวิญญาณคนที่ตายจากอุบัติเหตุลื่นตกตึก แต่เขารอดเพราะเธอร่วงลงมาก่อน ให้ตายเถอะ!เป็นเพราะวิญญาณดวงนั้นแท้ๆทำให้ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด”

“เดี๋ยว คุณกำลังจะบอกว่าฉันตายแทนผู้ชายคนนั้นอย่างงั้นเหรอ” เด็กสาวถาม วายุมองหน้าเธอและตอบสั้นๆ

“ใช่”

“อย่ามาทำเป็นพูดตลก ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ เรื่องอะไรต้องมาตายแทนกันด้วย อีกอย่างถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงทำไมฉันยังอยู่ที่นี่ วิญญาณจะมายืนกลางแดดอยู่แบบนี้ได้ยังไง”

“วิญญาณอยู่ได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแต่ไม่สามารถปรากฏตัวให้มนุษย์เห็นในตอนกลางวันได้เท่านั้นนอกจากพวกที่มีพลังอำนาจแข็งแกร่งอย่างยมทูตแบบพวกเรา”

“ยมทูตที่ไหนแต่งตัวแบบนี้” กุ้งนางพูดเสียงห้วนพลางไล่สายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าและเบ้หน้าน้อยๆคล้ายไม่เชื่อถือ กิริยาของเธอทำให้วายุเลิกคิ้วสูงคล้ายไม่พอใจก่อนจะพูดเสียงกระด้าง

“เราแค่เปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัยเท่านั้น” เธอคว้าข้อมือของเด็กสาว “เลิกพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้เสียที ไปกันได้แล้ว”

“ไปไหน”

“นรก ถึงจะยังไม่ถึงที่ตายแต่เธอก็ต้องไปรายงานตัวที่นั่น”

“ฉันไม่ไป”

กุ้งนางพูดพร้อมกับสะบัดมืออย่างแรงและก้าวถอยหลังออกห่างจากวายุทันที ยมทูตสาวนิ่วหน้าและขยับตัวเดินตามแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินตรงไปยังร่างไร้วิญญาณของตนเองและยืนมองมารดาที่กำลังร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ เด็กสาวนั่งลงแตะแขนของแม่เบาๆ

“แม่จ๋านางอยู่นี่” เธอเรียกมารดาเสียงแผ่ว สีหน้าเศร้าลงเมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงอาการรับรู้หรือได้ยิน ยมทูตวายุมองวิญญาณเด็กสาวที่พยายามเรียกแม่ด้วยความสังเวชแต่เสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังลงมาจากดาดฟ้าคอนโดมิเนียมทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นและขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นผีร้ายที่กำลังยืนดูความเศร้าสร้อยของกุ้งนางด้วยสีหน้าและท่าทางเบิกบานเต็มที่

“สมน้ำหน้า”

เสียงแว่วมาตามลม เด็กสาวชะงักและแหงนหน้าขึ้นไปมอง วายุยกมือขึ้นชี้หน้าวิญญาณร้ายพร้อมกับพูดเสียงดัง

“ไปให้พ้น”

“ที่ของฉันอยู่นี่ ต่อให้ยมทูตอย่างแกก็ไม่มีสิทธิ์มาไล่”

ผีสาวโต้กลับมาอย่างสะโส ท่าทางที่ปราศจากความยำเกรงของมันทำให้วายุเริ่มโกรธแต่ก็ไม่สามารถลงมือทำอะไรได้เพราะเป็นความจริงที่ว่าวิญญาณร้ายตนนี้จัดเป็นผีที่อยู่ประจำที่ อันเป็นลักษณะชนิดหนึ่งของมนุษย์ที่ฆ่าตัวตาย ที่เป็นเช่นนี้เพราะบาปกรรมของการทำลายชีวิตตัวเองจะกลายเป็นห่วงโซ่ยึดติดวิญญาณเหล่านี้เอาไว้และต้องเฝ้าวนเวียนอยู่กับฆ่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้จนกว่าจะหมดกรรม ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นวิญญาณบาปพวกนี้ก็จะถูกยมทูตพาไปรับกรรมอื่นต่อในนรกและกลับไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานต่อไปอีกหลายร้อยชาติ ดังนั้นโดยปรกติแล้วหากพบกับวิญญาณในกลุ่มนี้วายุมักจะเลี่ยงไปทางอื่นแม้ว่าวิญญาณบางตนจะไม่ยอมรับความจริงและก่อกรรมเพิ่มเติมด้วยการลากคนอื่นให้ตายตกไปตามกันด้วยก็ตาม ยมทูตสาวจ้องนางผีร้ายด้วยดวงตาวาวก่อนจะลดกลับลงมามองวิญญาณของกุ้งนางที่ยังคงกอดมารดาอย่างเศร้าสร้อย วายุขยับเข้าไปหาหมายจะพาเธอไปยังนรกแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินคำพูดจากนางผีร้าย

“มีแต่พวกสวะเท่านั้นที่ไปนรก”

“ว่าไงนะ” วายุถามเสียงห้วนพร้อมกับเงยหน้ากลับขึ้นไปมองวิญญณร้ายบนดาดฟ้าอีกครั้ง ผีสาวหัวเราะเสียงก้อง

“ฉันอยู่ที่นี่มานานเจอคนมาก็มาก มีแต่พวกที่ไม่ได้เรื่องเท่านั้นที่ชอบขึ้นมายืนบนนี้และคิดที่จะกระโดดลงไป บางคนใจเด็ดแต่หลายคนไม่กล้าพอฉันเลยต้องคอยช่วยสงเคราะห์ให้ความต้องการของพวกมันเป็นจริง”

“กรรมจากการฆ่าตัวตายของเจ้ายังไม่มากพอหรือไงถึงได้ลากผู้อื่นให้ตายตกไปตามกันแบบนี้” วายุพูดเสียงกร้าว นางผีร้ายแสยะยิ้ม

“แต่มันก็ทำให้ยมทูตอย่างพวกแกมีงานทำ น่าจะขอบใจฉันมากกว่านะ” มันจ้องวายุอย่างท้าทายก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่วิญญาณกุ้งนาง “รีบพานังเด็กนั่นไปได้แล้ว อ้อฝากบอกด้วยว่าไม่ต้องเสียอกเสียใจอะไรมากเพราะฉันจะส่งวิญญาณแม่ของมันตามไปเร็วๆนี้”

คำพูดของนางผีร้ายทำให้กุ้งนางลุกพรวดขึ้นทันที เธอมองวิญญาณบนดาดฟ้าพร้อมกับตะโกน

“ฉันไม่ยอมให้แกทำแบบนั้นแน่!”

“แกไม่มีทางห้ามฉันได้”

นางผีร้ายสวนตอบกลับมาทันควัน พลันกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่บนระเบียงห้องเหนือร่างมารดาของกุ้งนางก็ร่วงหล่นลงมา วายุรีบยกมือขึ้นเพื่อสร้างกระแสลมพัดให้มันเบี่ยงเบนไปอีกด้านแต่เพียงแค่ขยับมือเท่านั้นเธอก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นกระถางใบนั้นลอยหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศเหมือนมีใครบางคนจับเอาไว้ มันสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะแตกกระจายเป็นผงไปชั่วพริบตา ยมทูตสาวนิ่วหน้าพร้อมกับพึมพำด้วยความแปลกใจ

“เป็นไปได้ยังไงกัน”

วายุหันไปมองกุ้งนางและจ้องนิ่งด้วยความงงงันเมื่อเห็นเด็กสาวกำลังลดมือลง กระแสลมที่หมุนวนรอบตัวของเธอทำให้ยมทูตสาวต้องอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตา

“หรือเป็นพลังของเด็กคนนั้น แต่มันไม่น่าจะเป็นไปได้”

คิดได้เพียงเท่านั้นวายุก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อเห็นกุ้งนางเงยหน้ามองขึ้นไปยังดาดฟ้า สีหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว กระแสลมที่พัดรอบตัวเธอหมุนวนรุนแรงขึ้นดันร่างวิญญาณของเธอให้พุ่งทะยานขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ยมทูตสาวอุทานออกมาคำหนึ่งก่อนจะรีบลอยตัวตามขึ้นไปด้วยความกลัวว่าดวงวิญญาณของเด็กสาวจะถูกปิศาจที่สิงสู่อยู่บนดาดฟ้าทำร้ายแต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะเมื่อไปถึงยมทูตวายุต้องหยุดยืนตกตะลึงตาค้างเมื่อพบว่ากุ้งนางกำลังประจันหน้ากับผีสาวจอมอาฆาตท่ามกลางสายลมซึ่งกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง วายุกวาดตามองไปโดยรอบเพื่อหาแหล่งกำเนิดของพลังลมแต่หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วยมทูตสาวต้องพบกับความแปลกใจเมื่อรู้ว่าต้นกำเนิดของกระแสลมนั้นมาจากวิญญาณของเด็กสาวนั่นเอง

“ไม่น่าเชื่อ วิญญาณของเด็กคนนั้นใช้พลังของสายลมได้”

วายุพูดพึมพำและรีบขยับตัวเข้าไปใกล้แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อถูกกำแพงลมแข็งแกร่งขวางกั้นเอาไว้ เธอคำรามออกมาอย่างขัดใจก่อนจะยกมือขึ้นกระแทกไปที่กระแสลมกลุ่มนั้นจนแตกสลายหายไปและเริ่มก้าวเข้าไปหาวิญญาณทั้งสองแต่ยมทูตสาวก็ต้องหยุดยืนนิ่งอีกครั้งเมื่อเห็นกุ้งนางกำลังยกมือขึ้น ลมหมุนที่พัดปั่นป่วนเริ่มก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าเหนืออาคารและค่อยๆกลายเป็นอุโมงค์ขนาดมหึมา แสงสายฟ้าแลบแปลบปลาบบาดตาอยู่ใจกลางที่มืดมิด มันเคลื่อนที่อย่างช้าๆตรงเข้าไปหาวิญญาณของนางผีร้าย แรงดูดอันมหาศาลที่มาจากภายในอุโมงค์ลมดึงวิญญาณร้ายให้ลอยขึ้นจากพื้น เสียงอื้ออึงและเสียงฟาดเปรี้ยงของสายอสนีบาตที่อยู่ภายในทำให้ดวงตาของผีสาวเหลือกลานด้วยความหวาดกลัว มันจ้องกุ้งนางและด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายด้วยความโกรธจัดก่อนจะตวาดถามเสียงลั่น

“แกจะทำอะไร”

“ส่งผีร้ายอย่างแกไปนรก” กุ้งนางตอบเสียงเย็นเยียบ นางปิศาจพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ไม่สำเร็จเพราะพลังลมที่ถูกสูบเข้าไปในอุโมงค์นั้นเพิ่มความรุนแรงขึ้น ไม่ช้าวิญญาณของนางผีร้ายก็ถูกดูดเข้าไปในอุโมงค์และหลุดหายไปในความมืดตลอดกาล

ทันทีที่วิญญาณร้ายหายไปกุ้งนางจึงลดมือลง กระแสลมที่พัดกรรโชกปั่นป่วนเริ่มลดความรุนแรงและสลายไปในที่สุด ทุกสิ่งกลับสู่ความสงบอีกครั้งไม่มีร่องรอยใดๆหลงเหลือว่าเคยเกิดพายุขนาดใหญ่หรือสิ่งใดผิดปรกติ อุโมงค์ลมที่ถูกสร้างขึ้นจางหายไปอย่างรวดเร็ว เด็กสาวมองท้องฟ้าที่เริ่มกระจ่างจ้าด้วยความงุนงงก่อนจะลดสายตาลงมามองมือทั้งสองข้างของตัวเอง

“เกิดอะไรขึ้น อุโมงค์เมื่อกี้คืออะไร”

“อุโมงค์แห่งกาล”

เสียงวายุตอบมาจากทางด้านหลัง กุ้งนางหันไปมองและขมวดคิ้ว

“อะไรนะ” เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอีกครั้งและพึมพำ “แล้วอุโมงค์แห่งกาลนี่มันคืออะไรและมาได้ยังไง”

“อุโมงค์แห่งกาลเป็นเส้นทางที่ใช้เรียกพวกผีร้ายหรือวิญญาณบาปจำพวกดื้อดึงหรือยึดติดอยู่กับที่ไปยังนรกขุมลึกที่สุด มันมีไว้สำหรับพวกบาปหนา” ยมทูตสาวเว้นระยะคำพูดขณะมองหน้าเด็กสาวแน่วนิ่ง “และมีเพียงยมทูตผู้ใช้พลังแห่งลมเท่านั้นที่สามารถสร้างอุโมงค์ที่ว่านี้ได้”

“ถ้ามีแต่ยมทูตเท่านั้นที่ใช้ได้ แล้วทำไมฉันถึง” กุ้งนางหยุดคำพูดไว้แค่นั้นก่อนจะมองหน้าวายุ อีกฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้า

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องลงไปถามท่านสัตตภูมิ” ยมทูตสาวยกมือขึ้น โซ่สีเงินพุ่งออกมารัดข้อมือของกุ้งนางเอาไว้ “ไปกันได้แล้ว”

เด็กสาวสะดุ้งสุดตัวและสะบัดแขนอย่างแรง

“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันอยากจะอยู่กับแม่”

“เธอตายไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงดวงวิญญาณซึ่งอยู่คนละภพกับมนุษย์ไม่มีวันที่จะอยู่ร่วมกับพวกเขาได้อีก”

“แล้วทำไมวิญญาณของผู้หญิงคนนั้นถึงอยู่บนดาดฟ้านั่นได้ ถ้าเขาอยู่ได้ฉันก็อยู่ได้เหมือนกัน”

กุ้งนางเถียงอย่างดื้อรั้น วายุนิ่วหน้า

“หญิงคนนั้นฆ่าตัวตาย วิญญาณจึงต้องใช้กรรม แต่แทนที่จะสำนึกและทำจิตใจให้สงบกลับจมปลักอยู่กับความทุกข์และแปรเปลี่ยนเป็นความอาฆาต นางจึงไม่อาจไปสู่สุคติหรือไปเกิดใหม่ได้”

“แล้วทำไมพวกยมทูตถึงไม่มารับดวงวิญญาณของเขา”

“บาปของคนที่ฆ่าตัวตายนั้นหนักนัก พวกเขาต้องวนเวียนอยู่บนโลกนี้เพื่อรับความทุกข์ทรมานอยู่หลายปีจากนั้นพวกเราจึงจะมารับดวงวิญญาณเขาไปใช้กรรมต่อในนรก มีบางตนที่ไม่อาจตัดขาดจากความผูกพันเฝ้าริษยาผู้มีชีวิตจนกลายเป็นความอาฆาตคอยทำร้ายผู้อื่น แต่หากยังไม่ถึงเวลาเหล่ายมทูตก็ไม่อาจจัดการสิ่งใดกับเขาได้”

ยมทูตสาวอธิบาย กุ้งนางเม้มปากแน่นก่อนจะพูดด้วยความโกรธ

“แม้ว่าวิญญาณเหล่านั้นจะลงมือฆ่าคนอย่างนั้นหรือ”

วายุมองอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะตอบเสียงเรียบ

“ทุกอย่างล้วนแล้วแต่กรรม ตัวเธอไม่ถึงที่ตายก็จริงแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ต้องพบกับวิญญาณร้ายตนนี้”

“เหตุผล?” กุ้งนางพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับมองหน้ายมทูตสาว “เหตุผลอะไร”

วายุนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงเรียบ

“เรื่องนั้นอยู่นอกเหนือหน้าที่ของฉัน” เธอกระตุกโซ่เบาๆ “เอาล่ะไปกันได้แล้ว”

“ไม่” กุ้งนางพูดเสียงห้วนและฝืนตัวยืนนิ่ง พลังลมที่เริ่มหมุนวนรอบตัวเด็กสาวทำให้ยมทูตต้องขมวดคิ้ว

“หยุดเดี๋ยวนี้”

วายุสั่งเสียงห้วน อีกฝ่ายส่ายหน้า

“ไม่มีทาง ถ้ายังขืนบังคับให้ไปนรก ฉันก็จะเป่าเธอให้กระจุยเหมือนนางผีตนนั้น”

กระแสลมพัดกรรโชกรุนแรงขึ้น ยมทูตสาวมองกุ้งนางนิ่งก่อนจะยกมือขึ้นปัดด้วยท่าทางรำคาญ พายุหมุนที่กำลังจะก่อตัวแตกสลายหายไปทันที

“อะไรกัน” เด็กสาวอุทานด้วยความตระหนกต่างจากวายุที่มองด้วยสายตาเฉยชา

“ฉันเป็นยมทูตแห่งลม มีพลังเหนือวิญญาณอย่างเธอมาก” เธอกระตุกโซ่เบาๆ “เลิกเล่นและไปกันได้แล้วกุ้งนาง”

“แต่ฉันอยากอยู่กับแม่” กุ้งนางระร่ำระลักพูดพร้อมกับคุกเข่าลงกับพื้น “ได้โปรดเถิดคุณยมทูต ให้ฉันได้อยู่ต่ออีกสักนิดเพราะตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยทำอะไรให้แม่ภูมิใจเลย”

“เวลาของเธอหมดลงแล้ว” วายุตอบเสียงเรียบและถอนใจเมื่อเห็นเด็กสาวร้องไห้ “มนุษย์ มีความต้องการที่ไม่รู้จักจบสิ้น ก็ได้ ฉันจะให้เวลาเธอไปร่ำลาแม่ แต่แค่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นนะ”

โซ่ล่ามข้อมือหลุดออก กุ้งนางยกมือขึ้นไหว้ยมทูตสาวด้วยความดีใจก่อนจะลุกขึ้นและลอยลงไปยังด้านล่างและเลื่อนไปหยุดยืนหน้ามารดาซึ่งกำลังยืนมองเจ้าหน้าที่มูลนิธิยกร่างของเธอขึ้นรถ น้ำตาของผู้บังเกิดเกล้าทำให้เด็กสาวต้องทรุดตัวลง เธอก้มกราบเท้ามารดาพร้อมกับกล่าวเสียงแผ่ว

“แม่จ๋าลูกขอโทษ” กุ้งนางเกลือกใบหน้าบนเท้าของผู้เป็นแม่และสะอื้นด้วยความปวดร้าวเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงร่ำไห้เหมือนไม่รู้สึกถึงการกระทำของตน เด็กสาวจึงลุกขึ้นกอดมารดานิ่งอยู่ครู่หนึ่งวายุจึงต้องเตือนด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

“ไปกันได้แล้ว”

กุ้งนางหันไปมองเธอและพยักหน้าช้าๆก่อนจะหันกลับไปมองแม่อีกครั้ง เธอก้าวถอยหลังพร้อมกับพูดเบาๆ

“ลาก่อนค่ะ คุณแม่”

ผู้เป็นมารดาสะดุ้งและกวาดตามองรอบตัวพร้อมกับพูดพึมพำคล้ายคนละเมอ

“กุ้งนาง”

เด็กสาวมองผู้บังเกิดเกล้าและกัดริมฝีปากตัวเองแน่นก่อนตัดใจหมุนตัวเดินจากมาและก้าวตรงไปหายมทูตสาวซึ่งยืนรออยู่ไม่ไกลพร้อมกับกล่าวเสียงแผ่ว

“ไปกันเถอะ”

วายุผงกศีรษะก่อนจะเรียกโซ่เงินมารัดข้อมือของกุ้งนาง ยมทูตสาวยื่นมือไปข้างหน้าและพูดด้วยภาษาประหลาดสองสามคำบานประตูศิลาสีดำสนิทก็ปรากฏขึ้น มันเลื่อนเปิดออกและรอจนกระทั่งทั้งสองก้าวผ่านเข้าไปจึงเคลื่อนปิดจากนั้นจึงค่อยๆเลือนหายไป

*/*/*/*/*/*/*



Create Date : 09 มีนาคม 2555
Last Update : 9 มีนาคม 2555 14:12:54 น.
Counter : 236 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี