ไปเที่ยวกันดีกว่าค่ะ .. ^^
Group Blog
 
All Blogs
 

เที่ยวปีนัง 2559 : วันแรก จากยะโฮร์สู่ปีนัง



จากสนามบินยะโฮร์บาห์รู ไม่นานก็บินลัดฟ้าสู่สนามบินปีนัง 
เราพากันนั่งรถแท็กซี่จากสนามบิน 
ซึ่งจะมีราคามาตรฐานตายตัวอยู่แล้ว 
ไม่ต้องห่วงว่าจะโดนเบี้ยวหรือโกง 
เมื่อถึงทางออกให้สังเกตเคาน์เตอร์รถแท็กซี่ใกล้ๆ ประตู 
ก่อนเดินทางก็ต้องซื้อคูปองที่เคาน์เตอร์นี้ก่อน 
โดยบอกสถานที่ปลายทางที่เราจะให้ไปส่ง



ได้คูปองมาแล้วค่ะ





เราพักกันที่ 118 Hotel ที่อยู่คือถนน Jalan Dato Keramat 
ในเมืองจอร์จทาวน์ ซึ่งนับว่าทำเลดีมาก 
เพราะสามารถนั่งรถเมล์ไปเที่ยวไหนต่อไหน 
โดยเริ่มจากป้ายรถเมล์หน้าร้านแมคโดนัลด์ถัดจากโรงแรมนั่นเอง 
ใกล้ห้างปีนังไทม์แสควร์ ห้างกามา โต้รุ่งโรงแรมซันเวย์ 
ใกล้ร้านบะกุดเต๋ และติ่มซำเจ้าอร่อย 





ภาพจากหน้าโรงแรม จะเห็นตึกคอมตาร์ด้านหน้า ใกล้ๆ กัน


โรงแรมสะอาดดี ราคาดี และ เจ้าหน้าที่เอาใจใส่ดีมาก 
ช่วยให้ข้อมูลสายรถเมล์ และที่เที่ยวที่กินต่าง ๆ  
อำนวยความสะดวกทุกอย่างให้เรา  
ที่ล้อบบี้มีน้ำร้อนน้ำเย็น และกาแฟฟรี ชงได้ตลอด



ตึกห้างปีนังไทม์แสควร์และร้านแมคโดนัลด์ที่ถัดจากโรงแรม 
ทริปนี้เราขึ้นรถเมล์ป้ายนี้เป็นหลัก













เราไปสามคนพ่อแม่ลูก ก็เลยจองห้องสามเตียง 























พอไปถึง ก็มีครอบครัวเพื่อนที่เดินทางจากไทย
ไปถึงปีนังก่อนเราหนึ่งวันรออยู่แล้ว 
พวกเรานัดเจอกันที่โรงแรม 
และวันนี้ก็จะมีครอบครัวน้าเดินทางจากไทยมาสมทบ 
ฉะนั้น วันนี้จึงยังไม่ไปไหน รอกันจนค่ำจนครบจำนวนสมาชิก 
ก็พากันเดินออกไปกินบะกุดเต๋ร้านดัง 
ที่ปากซอยโรงแรม Hotel Sentral Gorgetown ไม่ไกลกัน

อันนี้เป็นสายรถบัส ที่จะไปเที่ยวตามจุดต่างๆ








ร้านบะกุดเต๋
















สั่งกันมาเต็มที่ ทั้งอิ่ม ทั้งอร่อย เดินจุกไปที่ห้างปีนังไทม์แสควร์ 
ห้างนี้จะมีรูปปั้นขนาดยักษ์ของตัวการ์ตูนดังต่าง ๆ 
อย่าพลาดทีเดียวเชียว 
จากนั้นก็พากันเดินกลับเข้าโรงแรมไปพักผ่อนเตรียมลุยวันพรุ่งนี้




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2559    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2559 1:16:19 น.
Counter : 867 Pageviews.  

ยะโฮร์บาห์รู : พาลูกเที่ยวเลโก้แลนด์



11 เมษายน 2559
สิงคโปร์ - ยะโฮร์บาห์รู

เดินจากโรงแรม Hotel 81 Rocher 
ไปที่ Queen Street Bus Terminal 
คือว่าโรงแรมกับสถานีรถบัสอยู่ใกล้กันมาก 
เดินไปนิดเดียว อ้าวถึงแล้ว จากนั้นก็ซื้อตั๋วรถบัส Singapore- Johor Express
เพื่อข้ามฝั่งไปยะโฮร์บารู์ 

จากโรงแรม เดินผ่าน Sim Lim Square 
เลียบคลองมาอีกหน่อยก็ถึงสถานี









ซื้อตั๋วไปลงที่ด่านวู้ดแลนด์  
คือ ถ้าจะไปที่ JB Sentral 
ให้ลงที่ด่านวู้ดแลนด์แล้วเดินทะลุอาคารด่านไป
ก็จะถึง JB SENTRAL เลย




รถคันนี้ที่เราจะโดยสารข้ามประเทศ




ตั๋ว ราคา 3.30 SGD




นั่งไปสักพัก ก็จะถึงด่าน ตม. สิงคโปร์ 
เพื่อประทับตราพาสปอร์ตออกนอกประเทศ 
ขอย้ำว่า ให้นำสัมภาระทุกชิ้นติดตัว
ลงจากรถไปด้วย เพื่อผ่านด่าน ตม. 
อย่าทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้บนรถเป็นอันขาด
เพราะหลังจากออกจากอาคาร ตม. สิงคโปร์แล้ว 
เราสามารถขึ้นรถคันไหนก็ได้ของบริษัทเดียวกัน
เพื่อไปด่าน ตม. ของมาเลเซีย ต่อ 
ซึ่งอาจไม่ใช่คันเดิมเสียแล้ว

นั่งต่อไปอีกนิดก็ถึงด่านของมาเลย์เซีย 
มองไปเห็นโรงแรมทีเราจะพักด้วยค่ะ 





เดินตามป้าย JB SENTRAL ไปค่ะ  




ที่ JB SENTRAL  เราและแลกเงินสิงคโปร์
เป็นเงินริงกิต แม้แต่เงินเหรียญร้านก็รับแลกนะคะ  
และซื้ออินเทอร์เน็ตซิมในราคาสองร้อยกว่าบาท 
ใช้เน็ตไม่อั้น ของ DiGi ระยะเวลาใช้งานไม่แน่ใจ 
แต่เรากะจะใช้ 1 เดือน 
เพราะมีทริปลังกาวีในเดือนต่อไปด้วย คุ้มสุดๆ 
เน็ตแรงทุกเมืองที่ไป 
เรายื่นมือถือให้ร้านเปลี่ยนซิมและตั้งค่าให้เลยค่ะ









ข้ามสะพานลอยไปอีกฝั่งที่เป็นห้างที่เห็นในภาพ 
เพื่อไปโรงแรม





เดินผ่านร้านโอลด์ทาวน์ กำลังหิวพอดี 
แวะกินเสียหน่อยให้หายคิดถึงอาหารร้านนี้













ตอนนี้มีแรงแล้ว เดินต่อไปนิดเดียว ก็ถึงโรงแรม 
ใช้แอพกูเกิ้ลแมพ ช่วยบอกทาง







เช็คอินเรียบร้อย  ที่พัก JB  CENTRAL HOTEL ดี๊ดี 
สมราคา พันต้นๆ ห้องกว้าง วิวดี มีห้องนั่งเล่น 
วิวพาโนรามา่า มองไปเห้นฝั่งสิงคโปร์ด้วย  
แม้จะเก่า แต่ก็ยอมรับได้ในความเก่า แต่ก็สะอาด 













สามารถดูรีวิวโรงแรมนี้เพิ่มเติมได้ในหมวดโรงแรม 
ที่พักต่างแดนนะคะ

วันนี้ถึงห้องพักแล้วไม่ทำอะไรมาก 
ขอนั่งเล่น นอนเล่น กันจนเย็น 
ก็ออกไปกินข้าวที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ โรงแรม  
สเต็กแกะราคา ร้อยกว่าบาท ดี๊ ดี อร่อยมาก 
ติดใจจะมากินอีกในวันพรุ่งนี้




อันนี้ก็เหมือนที่กินที่สิงคโปร์ คีบของสด 
เลือกเส้น เลือกน้ำซุป จ่ายเงิน  
แต่ราคาอาหารที่มาเลเซียถูกกว่าสิงคโปร์มากมาย 
แฮปปี้ขึ้นมาเลยค่ะ








ลองซื้อเบียร์กลับไปชิมที่ห้อง 
ชอบเบียร์มะนาว ถ้าเจอ ต้องลองชิมอีก





12 เมษายน 2559
เที่ยวเลโก้แลนด์


ตื่นสาย กินอาหารเช้าที่โรงแรม 
แล้วเดินไปสถานี JB Sentral  ชานชลาที่ 2 
เพื่อขึ้นรถเมล์สาย LM 1 ไปที่เลโก้แลนด์

ตอนนี้รถไปสนามบินมาจอดแล้วค่ะ  
รถที่จะไปเลโก้แลนด์จะมาจอดชานชลานี้ด้วย 




ตั๋วค่ะ ค่ารถตามตั๋วเลย 4.5 ริงกิต 
รถมีทั้งวันแต่เช้ายันค่ำค่ะ  
คร่าวๆ ก็ออกประมาณทุกครึ่งชั่วโมง 
เดินทางคร่าวๆ ประมาณครึ่งชั่วโมง 




สำหรับตั๋วเลโก้แลนด์ เราซื้อจาก Asiatravel  
ในงานท่องเที่ยวไทย ได้ราคาถูกกว่ามาซื้อที่นี่ 
เราได้นำ e-ticket ที่ print เตรียมมาไปแลกตั๋วอีกที












เที่ยวสิงคโปร์ซะหลายวัน เหนื่อยกำลังดี 
เมื่อวานพากันแรงตก 
แต่พอมาวันนี้เจ้าลูกชายลิงโลด 
เหมือนได้มาพบมาเล่นกับเพื่อนที่ได้เจอกันมาแต่เล็กแต่น้อย 









ลูกรักพร้อมทำกิจกรรมทุกอย่าง 
ฉุดกระชากลากจูงแม่กับพ่อไปเล่นด้วย 






เวิร์คชอปเขียนโปรแกรมให้หุ่นยนต์ทำตามคำสั่ง 
สามารถบรรลุภารกิจได้ในที่สุด






ทำไปก็ขำไป  พ่อลูกร่วมด้วยช่วยกัน แม่เชียร์อย่างเดียว
















เรียนรู้กฏจราจร แล้วก็ไปขับเรือให้แม่นั่ง





ทำกิจกรรมกันอีกตั้งมากมายหลายแบบ 








อากาศก็ร้อนได้ใจมั่กๆ 










เมืองจำลอง สวยงาม อลังการ








เที่ยวเล่นกันจวนได้เวลาปิดสวนสนุก
ก็ต้องกลับโรงแรมแล้ว ขึ้นรถเมล์สายเดิม 
ตรงจุดเดิมกับขามาเลยค่ะ นั่งรอสักพัก รถเมล์ก็มาถึง

จาก JB Sentral ไปแวะกินอาหารเย็นที่ห้างเดิม
ก่อนกลับเข้าไปพักผ่อนที่โรงแรม


ร้านนี้ค่ะ ที่เลือกของสด แล้วเลือกเส้น เลือกซุป 
ตามใจเรา





13 เมษายน 2559
ยะโฮร์บาห์รู - ปีนัง

เมื่อวานพากันเล่นสวนสนุกจัดหนักไปนิด 
วันนี้จึงชดเชยตื่นกันสาย ๆ ลูกน้อยตัวรุม ๆ 
ปล่อยให้นอนยาวๆ ไป  พอได้เวลาก็เช็คเอาท์ 
เดินไป JB sentral เพื่อนั่งรถเมล์ไปสนามบิน







ถึงสนามบินแล้วจ้า ที่สนามบิน Senai 
ก็สะดวกมากมาย มีร้านซิม ร้านขายตั๋ว 
และเคาน์เตอร์ขายบัตรรถเมล์ (แอร์พอร์ตบัส) 
เข้าเมือง  ตามภาพ







เราจะบินไปเที่ยวกันต่อที่ปีนังแล้ว 
พบกันรีวิวหน้านะคะ




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2559    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2559 1:12:53 น.
Counter : 871 Pageviews.  

Singapore : พาลูกแบกเป้เรียนรู้ผ่านการท่องเที่ยวแบบประหยัด



ช่วงเปิดเทอมเมษายนที่ผ่านมา 

ครอบครัวเกาลัดมีทริปตอนหยุดสงกรานต์ 
และลาพักผ่อนเพิ่มอีกนิด ก็ได้เที่ยวยาว ๆ 
สิงคโปร์ - ยะโฮร์บาห์รู - ปีนัง - กัวลาลัมเปอร์ 
สำหรับรีวิวในตอนนี้ เป็นการเดินทางจากดอนเมืองไปสิงคโปร์ 
ด้วยสายการบินแอร์เอเชียค่ะ

ที่พัก
เราพักกันที่ Hote 81 Rocher ที่พักเล็ก ๆ 
ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Rocher เพียงไปกี่ก้าว 
เดินทางไปมาสะดวกมาก จองผ่าน expedia

การเดินทาง 
ใช้รถไฟฟ้าเป็นหลัก

บัตรต่างๆ 
Universal Singapore,SEA Aquarium, Cable car 
ไปเกาะเซ็นโทซ่า ซื้อผ่านเอเยนต์ในไทย 
คือ Asiatravel และบางส่วนจาก Singapore Fanclub

วันที่ 8 เมษายน 2559

เดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปสนามบินสิงคโปร์ 
เวลา 18.20 - 21.40 น. ลงเครื่องจากแอร์แอร์เชียที่Terminal 1 
เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเดินไปตามป้าย Skytrain to T2&T3
เพื่อนั่งรถไฟฟรี ไปต่อ MRT เข้าเมือง 
จากนั้นสังเกตป้ายTrainto Cityเดินไปตามป้าย 
จะเจอตู้จำหน่ายบัตรMRT    ซื้อตั๋วจาก MRT สถานี Changi Airport 
ไป สถานี Rochor(DT13)  ออก Exit B สถานีห่างจากโรงแรมแค่ 250 เมตร 


วันที่ 9 เมษายน 2559

Museum & Marina Bay

    เดินจากโรงแรมไปแค่ 1 กิโลเมตร ก็จะถึง National Museum ofSingapore 

จากนั้นเดินไปเที่ยวเล่น ซื้อของฝากแถวแยกบูกิส แล้วกลับเข้าพักโรงแรม 

    ตอนเย็นไปดูน้ำพุแสงสีเสัยงที่มาริน่าเบย์ด้วยรถไฟฟ้า 

    แล้วกลับมากินติ่มซำร้านดังใกล้โรงแรม

การแสดง แสง สีเสียง และ น้ำพุมีชื่อว่า 

Wonder Full – Light & Water Spectacular 

เป็นโชว์ที่จัดแสดงบริเวณตึกMarinaBay Sands

การแสดงนี้จะมีอยู่ด้วยกัน2 อย่าง

การแสดงน้ำพุยิงภาพ ตัวอักษร เรื่องราว ทาง video projectors 

ออกมาที่ม่านละอองน้ำเป็นภาพ 3 มิติมีดนตรีประกอบการแสดง

การแสดงแสงสีที่ตัวตึกMarina Bay Sands 

และยิงแสงเลเซอร์ที่ดาดฟ้ารูปเรือมีดนตรีประกอบการแสดง

เวลาในการแสดงโชว์Wonder Full – Light & WaterSpectacular

วันอาทิตย์ – พฤหัสบดี : 20:00 น., 21:30 น.

วันศุกร์, เสาร์ : 20:00 น., 21:30 น., 23:00 น.

ระยะเวลาการแสดง15 นาทีสามารถชมได้ฟรี 

ทั้งสองการแสดงนี้มีขึ้นในเวลาเดียวกัน ใน 1 รอบ

แต่การชมแต่ละการแสดงจะอยู่คนละตำแหน่งกัน 

คงต้องเลือกดูอย่างใดอย่างหนึ่งถ้าอยากจะดูทั้ง 2 อย่าง

ก็ต้องแบ่งเป็น 2 รอบ เช่นสองทุ่มชมการแสดงน้ำพุ 

สามทุ่มครึ่งชมการแสดงแสงสี


สถานที่ชมการแสดง

การแสดงน้ำพุชมได้ที่ข้างร้าน Louis Vuitton ที่อยู่ริมน้ำ 

ข้างๆ ตึก Marina Bay Sands

การแสดงแสงสีที่ตัวตึก Marina Bay Sands 

ชมได้ที่ริมน้ำข้างๆMerlion ไปจนถึงทางเดินข้างๆโรงแรม One Fullerton


การเดินทาง

  • ชมการแสดงยิงไฟที่ตัวตึก Marina Bay Sands

ต้องไปดูฝั่ง Merlion ให้นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี City Hall 

แล้วเดินผ่านทางเดินใต้ดิน CityLink Mall มาโผล่ที่ใต้โรงละครEsplanade 

เดินออกจากโรงละคร ข้ามสะพานมายังฝั่ง Merlionเลือกที่นั่งบริเวณข้างๆ

Merlion ไปจนถึงทางเดินข้างโรงแรมOne Fullerton


ชมการแสดงน้ำพุข้างร้าน Louis Vuitton ที่ตึก Marina Bay Sands

นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Bayfront 

ทางออกเดียวกับตึก Marina Bay Sands 

แล้วเดินต่อมายังริมน้ำข้างร้าน Louis Vuitton

https://www.emagtravel.com/archive/wonder-full-show-marina-bay-sands.html



วันที่ 10 เมษายน 2559

Universal Studio - SEA Aquarium
ใช้บริการ MRT ไปลงสถานี Harbour Front
พอไปถึงสถานี HarbourFront (NE1/CC29) 
เราสามารถเดินทางข้ามไปเกาะเซ็นโตซ่า
เพื่อไป Universal StudiosSingapore และ Resort World Sentosa ได้หลายวิธี

1)เดินทางโดย SentosaExpress --> ขึ้นไปชั้น 3 ของห้าง VivoCity 

ซึ่งอยู่ติดกันกับสถานี HarbourFront ต้องเสียค่าเข้าเกาะเซ็นโตซ่า3 

เหรียญสิงคโปร์ แล้วก็ให้ลงสถานีแรกของเกาะเลยชื่อ Waterfront 

Stationซึ่งอยู่ติดกับ Universal Studios Singapore เลย

2)ขึ้นรถเมล์ของ ResortWorld Sentosa จากหน้าห้าง VivoCity 

   เป็นรถเมล์เบอร์RWS8 เสียค่าเข้าเกาะ 2 เหรียญสิงคโปร์

3)Boardwalk -->ใครมีแรงเหลือเยอะหน่อยก็เลือกวิธีนี้เลย

   คือเดินไปเรื่อยๆชมวิวไป ถ่ายรูปไป เดี๋ยวเดียวก็ถึง 

   แถมเสียค่าเข้าเกาะแค่ 1 เหรียญสิงคโปร์

4)Cable Car --> ซึ่งจะเสียค่าบริการเที่ยวละ24 เหรียญสิงคโปร์ 

   สำหรับผู้ใหญ่และ 14 เหรียญสิงคโปร์สำหรับเด็ก

   ซึ่งได้รวมค่าเข้าเกาะไปแล้วในราคานี้

ข้อมูลจากhttps://www.siamxcite.com/answer_view.php?id_ques=1513

ครอบครัวเราลงสถานี Habour Front 

เตรียมตัวไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์ ใช้ทางออก Exit ช่อง

เดินตามป้ายไปทาง Harbour Front Centre


วันที่ 11 เมษายน 2559

นั่งรถบัสจากสถานี Queen Street Bus Terminal 
เดินจากโรงแรมไปนิดเดียว (ใกล้มาก) ไปที่ยะโฮร์บาห์รู


วันแรก

ในการเดินทางพากันนั่งเครื่องบินไฟลท์ค่ำ 
กว่าจะถึงก็ดึก แต่ว่ารถไฟฟ้ายังเปิดให้บริการ 
เราก็เลยสามารถเดินทางจากสถานีสนามบินชางฮี
ไปยังสถานี Rocher ใกล้โรงแรม Hotel 81 Rocher ได้เลย


วันที่สอง

ด้วยความที่เมื่อคืนนอนดึก วันนี้ทุกคนพากันอ่อนเพลียเล็กน้อย 
จึงตกลงกันว่าจะพากันเที่ยวแบบเบาๆ พอ 
เดี๋ยวเด็กน้อยจะเหนื่อยเกินไป ก็ได้พากันเดินไปตามแผนที่จาก google map เพื่อไปพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสิงคโปร์ 
แวะกินอาหารตามศูนย์อาหารระหว่างทาง ซึ่งมีให้เลือกหลายแห่ง



หน้าโรงแรมที่เราพัก






ถึงพิพิธภัณฑ์แล้ว









ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก





ราคาค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์



















พาเด็กๆ เข้าไปเรียนรู้  การเข้าชมพิพิธภัณฑ์เผื่อเวลาไว้เยอะ ๆ 
สำหรับการเข้าชมแบบละเอียด 3 ชั่วโมงอาจไม่เพียงพอ 
ด้านในมีกิจกรรมสนุก ๆ เด็ก ๆ เข้าชมได้ไม่เบื่อ ซึ่งลูกชายบอกว่าชอบที่นี่

เดินในพิพิธภัณฑ์เหนื่อยแล้ว พากันเดินต่อไปจนถึงแยกบูกิส 
ซึ่งมีห้างสรรพสินค้า ศูนย์อาหาร และแหล่งร้านของฝาก 
อยู่ในซอยเล็กๆ ประมาณร้านตามสยามสแควร์ ในกรุงเทพ ฯ 
ซึ่งก็มีพวกชอคโกแลต ของฝาก อะไรต่าง ๆ ราคาถูกน่าซื้อดี

ทุกคนพากันเหนื่อยล้าปวดเมื่อย ฝนก็ตกไปพักหนึ่งแล้วก็หยุด 
พากันเดินจากบูกิส กลับไปโรงแรมซึ่งไม่ไกลกันเลย 

ช่วงเย็น นัดกันสี่ห้าโมงเย็น เพื่อจะไปดูแสงสีเสียงที่มาริน่าเบย์  
แต่ว่าหลานสาวคงจะเพลียเลยหลับยาว  เราจึงไปกันแค่สามคนพ่อแม่ลูก











ขากลับนั่ง MRT ไปสถานี Rocher 
แล้วเดินไปกินอาหารที่ร้านติ่มซำเจ้าดังก่อนกลับโรงแรม









จากนั้นไปร้านน้ำเต้าหู้ ที่เคยอ่านเจอในรีวิวต่าง ๆ 
อยู่ระหว่างทางเดินจากร้านติ่มซำกลับโรงแรม









วันที่สาม


กินอาหารเช้าที่ร้านในสถานี Rocher




















วันนี้ทุกคนเตรียมใจไว้แล้วว่าคงจะร้อนและเหนื่อยกว่าเมื่อวาน 
เพราะเมษายนที่สิงคโปร์อากาศร้อนมาก ๆ พากันลง MRT 
ไปสถานี Habour Front เตรียมตัวไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์
ใช้ทางออก Exit ช่อง B เดินตามป้ายไปทาง Harbour Front Centre  
ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะหาเจอ เพราะว่าเราไปผิดที่ 
ดันไปตรงที่จะขึ้นรถไฟฟ้าสาย Sentosa Express

แต่ในที่สุดก็ได้พากันขึ้นกระเช้าข้ามทะเลไปเกาะเซ็นโตซ่าจนได้








ภาพจากมุมสูงเห็นสวนน้ำด้วยค่ะ





ก่อนอื่นก็ต้องไปถ่ายกับสัญลักษณ์ของ Universal Studio





เราซื้อบัตรจริงมาจากไทย ทำให้ประหยัดเวลาได้เยอะ 
ในการที่ไม่ต้องต่อคิวรออซื้อบัตร ทั้งบัตรกระเช้า บัตรเข้าชมต่างๆ 



ถ่ายรูปบ้าง ชมโชว์บ้าง เข้าไปเล่นเครื่องเล่นกันบ้าง ไปเรื่อย ๆ 
จนกว่าจะวนครบทั่ว ๆ สวนสนุก




























S.E.A. Aquarium หรือชื่อเต็มๆ ว่า South East Asia Aquarium 
ตั้งอยู่ในโซนของMarine Life Park ในResort World  Sentosa 
เดินจาก UniversalStudios Singapore ตามป้ายไปนิดเดียว 























ขากลับ ไปแวะร้านติ่มซำเจ้าเดิมอีกรอบ



วันสุดท้าย













เดิน  300 เมตรจากโรงแรมไป Queen Street Bus Terminal
ซื้อบัตรรถ Causeway Link Express  สีเหลือง 
ใช้เวลาประมาณ2 ชั่วโมง ผ่านด่าน  Woodland  ข้ามประเทศ  
(อย่าลืมนำสัมภาระทุกใบลงจากรถติดตัวไปด้วยทุกครั้ง) 
เมื่อผ่านด่านแล้วเดินลงไปที่ JBSentral เพื่อเช็คอินเข้าโรงแรม


อ่านรีวิว Hotel 81 Rocher ได้ที่หมวดโรงแรม ที่พักต่างแดน https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=moonwatcher&month=22-05-2016&group=15&gblog=16




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 10 เมษายน 2561 15:52:26 น.
Counter : 915 Pageviews.  

มิงกาลาบา มัณฑะเลย์ พิลอูลวิน แบกเป้เที่ยวเองแบบง่าย ๆ



ปิดเทอมแล้ว ได้เวลาพาลูกตะลอนเที่ยว มัณฑะเลย์เป็นเมืองหนึ่งที่เรายังไม่เคยไป
ประจวบพอดีกับมีโปรโมชั่นตั๋วของสายการบินแอร์เอเชีย
และเว็บไซต์ Traveloka ก็ได้แจกโค้ดลดราคาตั๋วเครื่องบินอีกรอบ
และได้ส่วนลดที่พักจากเว็บไซต์จองโรงแรม cheaptickets.com
และ orbitz.com จึงได้เกิดทริปท่องเที่ยวแบบประหยัดนี้ขึ้น

วันแรก : เที่ยวพิลอูลวิน
วันที่สอง : เที่ยวมัณฑะเลย์
วันที่สาม : เที่ยวมิงกุน มัณฑะเลย์
วันที่สี่ : เดินทางกลับ

ทริปนี้ใช้เวลา 4 วัน 3 คืน เดินทางมีนาคม 2559 ได้เที่ยวจริงประมาณ 2.5 วัน

การเตรียมตัวก่อนเดินทาง

แลกเงิน

แลกที่ร้าน Superrich โดยใช้ 8,000 บาทไทยแลกเป็นจั๊ดพม่า
และแลก USD สำรองไว้อีกจำนวนหนึ่ง สำหรับสองคนแม่ลูก

โรงแรม

จองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์จองโรงแรม
โดยพิลอูลวิน พักที่ Royal Green Hotel, Pyin Oo Lwin
และมัณฑะเลย์ พักที่ Taw Win Myanmar Hotel, Mandalay

ยาสามัญต่างๆ
พวกยาแก้ท้องเสีย แก้ไข้ แก้ท้องอืด พลาสเตอร์ปิดแผล

ของใช้ที่ควรติดตัวไปด้วย หมวก ครีมและแว่นกันแดด ทิชชูเปียก

ค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ค่าตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชียและที่พักราคาโปรโมชั่น ค่าเดินทาง
ค่าอาหารและอื่น ๆ ประมาณ 7,000++ บาทต่อคน

ประมาณการค่าใช้จ่าย :
ตั๋วเครื่องบินไปกลับเฉลี่ยคนละสองพันบาท
ค่ากินเที่ยวเฉลี่ยคนละสี่พันกว่าบาท
ค่าโรงแรมเฉลี่ยคนละพันบาท

เราแม่ลูกเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขับที่ตัวเมืองพิลอูลวิน และตัวเมืองมัณฑะเลย์

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกขับมอเตอร์ไซค์ด้วยตัวเองที่พิลอูลวิน
สามารถใช้บริการ Moto Taxi หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
หรือ เช่ารถม้าชมเมือง ได้ค่ะ สามารถสอบถามโรงแรมที่ตนเองเข้าพัก
หรือสอบถามที่ร้านต่าง ๆ ย่านหอนาฬิกา

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกขับมอเตอร์ไซค์ด้วยตัวเองที่มัณฑะเลย์
สามารถใช้บริการ Moto Taxi หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
หรือ เหมารถสองแถว หรือ TAXI นำเที่ยวได้ค่ะ
สามารถสอบถามโรงแรมที่ตนเองเข้าพัก
หรือตามสี่แยกต่าง ๆ จะมีรถรับจ้างจอดอยู่
ราคาแล้วระยะทางหรือจุดท่องเที่ยวที่กำหนด

สำหรับท่านที่อ่านในรีวิวบล็อกแกงค์ไม่ถนัด
ลองอ่านกระทู้ในพันทิป //pantip.com/topic/35006870
น่าจะเป็นเวอร์ชั่นที่จะอ่านง่ายกว่าค่ะ


ประมาณการอัตราแลกเปลี่ยนเงินไทย – พม่า
100 จ๊าด = 3 บาท
500 จ๊าด = 15 บาท
1,000 จ๊าด = 30-31 บาท
1,500 จ๊าด = 45  บาท
2,000 จ๊าด = 60 บาท
3,000 จ๊าด = 90 บาท 
4,000 จ๊าด = 120 บาท
5,000 จ๊าด = 150 บาท 
6,000 จ๊าด = 180 บาท
7,000 จ๊าด = 210 บาท 
8,000 จ๊าด = 240 บาท
9,000 จ๊าด = 270 บาท
10,000 จ๊าด = 300-310  บาท
15,000 จ๊าด = 450  บาท
20,000 จ๊าด = 600 บาท
40,000 จ๊าด =  1,200 บาท
50,000 จ๊าด = 1,500 บาท
100, 000 จ๊าด = 3,000 บาท


แผนการท่องเที่ยว

วันแรก : เที่ยวพิลอูลวิน
    Depart from DMK at 10.55 am and arrive in MDL 
    at 12.50am
-  Private Taxi from  Mandalay Airport  to Pyin Oo Lwin  
   [เมืองเมเมียว (Maymeo) หรือ พิน อูลวิน (Pyin oo Lwin) 
     คือเมืองเดียวกัน]
    Check in at Royal Green Hotel, Pyin Oo Lwin  
    Pyin Oo Lwin  Tour
วันที่สอง : เที่ยวมัณฑะเลย์ วันที่สาม : เที่ยวมัณฑะเลย์
วันที่สี่    : เดินทางกลับ





เราพากันนั่งรออย่างเกียจคร้าน เนื่องจากไปถึงสนามบินก่อนเวลาเยอะ 
การฆ่าเวลาก่อนขึ้นเครื่องบินที่ดีที่สุดก็คือพากันดำดิ่งลงไปในโลกโซเชี่ยล 
ท่องเน็ต อ่านกระทู้ อ่านข่าวไปเรื่อย ๆ

จากสนามบินดอนเมืองเดินทางไปถึงสนามบินมัณฑะเลย์12.50 น. 
เมื่อผ่าน ตม. ก็ได้มุ่งหน้าไปที่เคาน์เตอร์ทัวร์ในสนามบินหาเช่ารถแท็กซี่
ไปส่งที่โรงแรมในเมืองพิลอูลวิน ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศที่ไม่ไกลจากมัณฑะเลย์มากนัก 
ร้านแรกคิดราคา 45 USD เราต่อรองได้ที่ราคา 40,000 จั๊ด ประมาณ 1,200 บาท ไทย 
ซึ่งก็ตรงกับราคาที่หาข้อมูลมา







เรื่องซิมโทรศัพท์เอาไว้ท่องเน็ตสามารถซื้อซิมและเติมเงินได้ที่สนามบิน 
เพื่อนแนะนำซิม Telenor บอกว่าสัญญานครอบคลุมกว่า 
ส่วนที่เราข้อมูลมาเป็น Ooredoo มีรีวิวไว้ว่าเน็ตแรง 
ราคาก็ประมาณใกล้เคียงกับของบ้านเราและประเทศเพื่อนบ้านอื่น  
คือ 300++ แต่เราไม่ได้ใช้บริการ 
เพราะกะว่าแค่ใช้ไวไฟของโรงแรมก็เพียงพอแล้ว





จากมัณฑะเลย์เดินทางไป พิล อูล วิน สามารถไปได้หลายแบบ 
รถโดยสาร 
เดินทาง 2 ชั่วโมงกว่า 5,000 จ๊าด  (150 บาท) 
รถแท็กซี่แชร์ 
เดินทางจากในตัวเมืองมัณฑะเลย์ เดินทาง 2.30 ชั่วโมง 7,000 จ๊าด(210 บาท)  
รถไฟ เดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง  
ส่วนรถเหมาจากสนามบินไป "พิล อูล วิน"   คิดเป็นเงินไทย 1,200 บาท (40USD)   
ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 2.30 ชม.  
(ต่อราคาให้ได้ 40,000 จ๊าด = 1,200 บาท) แบบนี้สะดวกและประหยัดเวลาสุด



รถเหมาจากสนามบินเป็นรถใหม่ คันใหญ่ นั่งสบาย 
น้องคนขับก็สุภาพ อัธยาศัยดี  เส้นทางจากมัณฑะเลย์ไปพิลอูลวิน  
คดเคี้ยวไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามไหล่เขา ชวนเวียนหัวอยู่ไม่น้อย 
ส่วนเกาลัดนั่งรถไม่นานก็นอนหลับสนิทตลอดทาง





ทิวทัศน์และวิถีชีวิตผู้คนสองข้างทางแปลกหูแปลกตาไม่ใช่น้อย 
จึงนั่งมองด้วยความเพลินเพลินไปเรื่อย ๆ 
คนขับขอแวะพักกินข้าวกลางทางสักแป๊บหนึ่งก็ไปต่อ 
เนื่องจากเป็นทางขึ้นเรา รถขับไปได้ช้าๆ ถนนบางช่วงกำลังทำทาง 
จึงใช้เวลาประมาณเกือบสองชั่วโมงครึ่งจึงไปถึงที่พัก 
จากข้อมูลที่อ่านมาพิลอูลวิน ตั้งอยู่ในรัฐฉานของพม่า 
ห่างจากมัณฑะเลย์เพียง 60 กิโลเมตร





รีวิวจากผู้ใช้บริการที่ปรากฏในเว็บไซต์ต่างๆ 
ให้คำชมเชยเรื่องการบริการและห้องพักของโรงแรมที่จะพักคืนนี้ 
รวมทั้งราคาที่เหมาะสม 
เมื่อถึงโรงแรม Royal Green ได้เข้าไปเช็คอิน 
พร้อมทั้งสอบถามราคารถเช่าและข้อมูลอื่นๆ จากเจ้าหน้าที่ของโรงแรม 
ก็ได้สัมผัสถึงความกระตือรือร้นและความใส่ใจที่จะให้บริการได้ทันที 
ซึ่งเป็นเช่นนี้ตลอดการเข้าพักที่นี่





ห้องพักใหม่ สะอาดดี มีกาต้มน้ำ ชา กาแฟ 
น้ำดื่มฟรีให้ด้วย มีไวไฟฟรีใช้ในห้องพักได้







ระยะทางจากโรงแรมไปหอนาฬิกาหรือชื่อทางการคือ Purcell Tower 
ประมาณ 1.3 กม. ที่จริงก็สามารถ  เดินเล่นไปได้ไม่ไกลมาก 
ตามทางผ่านจะมีจุดแวะชมและถ่ายภาพที่เห็นตามรีวิวในพันทิป 
โดยเฉพาะโบสถ์อาคาร สีแดง และ City Hall ตึกสีเหลืองสวย






เข้าห้องพัก เก็บของ จัดของ พักผ่อน เช็คไลน์ อีเมล์ (และทำงาน)
 สักประมาณหนึ่งแล้ว ก็พร้อมที่จะออกเที่ยว 

สอบถามค่าเช่ารถมอเตอร์ไซค์ มีบริการรับส่งที่โรงแรม 
ราคาเกียร์อัตโนมัติอยู่ที่ชั่วโมงละ3,000จั๊ด  เราจึงตกลงเช่า 3 ชั่วโมง 
เวลารับรถ 15.45น. คืนรถ 18.45 น.



National Landmarks Garden เป็นที่เที่ยวที่จำลองสถานที่เที่ยวสำคัญๆ
ของพม่ามาไว้ที่นี่ประมาณเมืองจำลองบ้านเราค่าเข้าสำหรับชาวต่างชาติ
 ราคาผู้ใหญ่ 4 USD จ่ายเป็นจั๊ดที่ 4,800 จั๊ดทั้งสองคน 

ฝั่งตรงข้ามกันเป็นสวนพฤกษศาสตร์กันดอว์จี 
(National Kandawgyi Botanical Gardens) 
เวลาเปิดปิด คือ 8.00 – 18.00 น. ทั้งสองแห่ง








สะพานกื้ด หรือ โกเต็ค เวียดัค (Gokteik Viaduct) 
เป็นทางรถไฟสายตะวันออก ตั้งอยู่ในรัฐฉานระหว่างเมืองพิลอูลวินและหล่าโชว
 เป็นทางรถไฟยาวที่สุดและเก่าที่สุดของพม่า มีอายุมากกว่า 100 ปี 
มีความสูงจากพื้นดินจากจุดที่ต่ำประมาณ 102 เมตร 
ในระยะทางยาว 689 เมตร จึงเป็นสะพานรถไฟที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก














    หลังจากเดินเที่ยวทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย และหิว เริ่มใกล้ค่ำแล้ว 
ถึงเวลาหาของกินใส่ท้อง จึงพร้อมใจกันมุ่งหน้าไปที่ตลาดใกล้หอนาฬิกา 
เผื่อจะมีอะไรประทังความหิวได้บ้าง











มองเห็นผัก ผลไม้ ของสดแล้วก็ต้องร้องโฮโฮ !!  
แต่ที่อยากซื้อก็ไม่ได้ถ่ายมา เพราะเกรงใจผู้คนที่เดินสวนกันอยู่ 
เห็นสตอเบอรี่สด ๆ น่าซื้อมาก 
ด้านข้างตลาดเป็นร้านอาหารเรียงรายติด ๆ กัน 













    ขับมอเตอร์ไซค์วนหาหอนาฬิกา  ไปเจอร้านเบเกอรี่ December 
อยู่ตรงใกล้ๆ หอนาฬิกานั่นแหละค่ะ ดีใจกันมาก 
รีบจอดรถเดินตรงเข้าไปสั่งของกินทันที


































สำหรับรถที่เราเดินทางกลับไปมัณฑะเลย์วันนี้  
ได้แจ้งกับทางโรงแรมว่าต้องการใช้บริการรถแชร์แท็กซี่เพื่อกลับมัณฑะเลย์ 
ในเวลา 9.00 น.  ทางโรงแรมก็จัดหาให้ และคิดราคาเท่ากับที่เราได้หาข้อมูลไว้ 
คือ คนละ 6,000 จ๊าดสำหรับที่นั่งเบาะหลัง รถมารับตรงตามเวลานัด


 ขากลับเป็นเส้นทางลงเขาเน้น ๆ เรานั่งดูสองข้างทางไปเรื่อย เพลิน ๆ 
ในหัวคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องงานที่ได้คุยไลน์ค้างไว้ตอนก่อนออกเดินทาง 
ส่วนลูกชายหลับสนิทไปแล้ว  ระหว่างทางรถได้จอดให้น้องที่นั่งเบาะหน้า
ด้านข้างคนขับแวะอ้วกข้างทาง ใช้เวลาเร็วกว่าขามา สักประมาณ 11.00 น. 
รถก็ไปส่งที่หน้าโรงแรม Taw Win  Myanmar 
อากาศที่มัณฑะเลย์นั้นร้อนอบอ้าวเกินบรรยาย



















ด้วยความเกียจคร้าน แต่เพราะเสียดายเวลาเที่ยว 
จึงจำเป็นต้องตากแดดเปรี้ยงเที่ยวกันต่อไป แผนเดิม คือ 
อยากเหมารถ ไปวัดงู วังมัณฑะเลย์ และมัณฑะเลย์ฮิลล์ 
แต่ด้วยความไม่อยากเหนื่อยเที่ยวเยอะ จึงเปลี่ยนแผนให้เป็นแบบชิลล์ ๆ 
ผ่านไหนแวะนั่นได้ตามใจ จึงเปลี่ยนแผนตัดสินใจเช่ารถมอเตอร์ไซค์
ขับพาลูกเที่ยวในตัวเมืองมัณฑะเลย์

ร้านเช่ารถที่สามารถเดินไปจากโรงแรมได้นิดเดียว ชื่อ  
Mandalay  Motorbike Rental and Tours เรานี่ลงทุนเดินไปสอบถามที่ร้านด้วยตัวเอง 
ราคาเช่ารถเกียร์ธรรมดา วันละ 10,000 จั๊ด เกียร์อัตโนมัติ 15,000 จั๊ด 
ไม่รวมน้ำมันที่ต้องเติมเต็มถังตอนเอารถมาคืน 
ต้องไปรับรถที่ร้านและอีกภายใน 24 ชั่วโมงก็ต้องไปส่งคืนร้านตามเวลากำหนด

หลังจากสอบถามเสร็จก็เดินตากแดดมือเปล่ากลับมาที่โรงแรมอีกครั้ง 
แล้วเช่ารถมอเตอร์ไซค์เกียร์อัตโนมัติจากโรงแรมในราคา 17,000 จั๊ด 
รวมน้ำมัน คือ จะได้น้ำมันเต็มถังตอนรับรถ และไม่ต้องเติมน้ำมันเพิ่มเมื่อคืนรถ  
เวลาคืนรถคือ 21.30 น. ในวันเดียวกัน เพราะเราคิดว่าวิธีนี้สะดวกกับเรามากกว่า  
โรงแรมให้แผ่นพับแผนที่กระดาษอาร์ตสีมาด้วย แจ่มเลย !

ได้รถแล้ว  ท้องก็หิวแล้ว  ได้เวลาออกไปเที่ยวเตร่หาของกิน 
เราบอกลูกว่าแม่เคยไปกินอาหารจีนอร่อยที่ย่างกุ้งชื่อร้าน Golden Duck 
ร้านนี้มีสาขาที่มัณฑะเลย์ด้วย  เกาลัดสนใจอยากไปกินเป็ดย่างอร่อย ๆ 
ที่ร้านนี้บ้าง ร้านอยู่ใกล้วัง ไม่ไกลจากโรงแรมนี่เอง เลยพากันซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปโดยไว






































ตกเย็น แวะมาพักคลายเหนื่อยคลายร้อนที่โรงแรม 
จากนั้นก็ขับมอเตอร์ไซค์ออกไปหาข้าวเย็นกิน 
แต่ก่อนอื่นขอแวะชิมทุเรียนพม่าสักหน่อย  ..... พอกินเสร็จ

คุณป้า : หนู ๆ มาจากไหนกัน
เรา :  มาจากไทยค่ะ
คุณป้า : อ้อ..ทุเรียนก็มาจากไทยเหมือนกัน 
                     (แป่ว !!)




มื้อค่ำที่มัณฑะเลย์ ขับรถวนหาร้านอาหารตั้งนาน 
สุดท้าย ได้อาหารไทยช่วยพยุงชีพเอาไว้ 
ลูกชายสั่งกุ้งผัดผงกะหรี่ ของแม่แกงเลียง มาแบบจานโตๆ





กินอาหารเสร็จแล้ว ก็พากันขับรถ
วนดูไฟแสงสีรอบ ๆ มัณฑะเลย์ฮิลล์ 





   ซิ่งมอเตอร์ไซค์ดีอย่างหนึ่งตรงที่ได้ซอกแซกไปตามตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ต่างๆ 
คือว่า เราก็ขับไปเรื่อย ๆ อยากเข้าซอยไหนก็เข้าไปดู 
อยากแวะไหนก็แวะไปเรื่อยเปื่อยอย่างนั้น
   ประมาณเกือบสามทุ่มครึ่งก็เข้าที่พัก คืนรถเช่า 
รอเจอเพื่อนอีกกลุ่มที่มาสมทบพักโรงแรมเดียวกัน 
และพากันเดินออกไปซื้อของกินที่มินิมาร์ทใกล้โรงแรม 
สบายหายหิวยามดึก









วันนี้เป็นวันพิเศษ คู่แม่ลูกได้อาศัยติดตามไปเที่ยวร่วมกับคณะใหญ่
ของเพื่อนที่พากันเหมารถตระเวนเที่ยวก่อนเราหลายวัน 
โดยพากันจัดเต็มออกจากโรงแรมกันตั้งแต่เวลาตีสี่ เพื่อที่จะไปชมพิธี    
ล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี เกาลัดยอมตื่นแต่เช้ามืด 
ลุกขึ้นมาแต่งตัวโดยไม่อิดออดแต่อย่างใด




พระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของพม่า
เปรียบได้กับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต 
หรือซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทยและพระมหามัยมุนี
นั้นนับว่าเป็นหนึ่งในห้าศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า




ด้วยความเชื่อว่า พระพุทธมหามัยมุนี นี้เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต 
จึงมีประเพณีล้าง พระพักตร์ เวลาประมาณ 04.00 น. ทุกเช้า 
โดยพระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธาจะมาทำพิธีล้างพระพักตร์
ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาอย่างดี
พร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์ ก่อนใช้ผ้าเช็ดจนแห้งสนิท 
พร้อมใช้พัดทองโบกถวาย








จากนั้นไปเข้าแถวรอรับน้ำมนต์ที่ได้จากการทำพิธีล้างพระพักตร์ 
ซึ่งก็มีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาพากันไปเข้าแถวยาวเหยียด 
ทางวัดแบ่งใส่ถุงเล็ก ๆ ให้

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญยามเช้า ก็พากันกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม 
ได้งีบอีกนิดหน่อย อาบน้ำ แต่งตัว 
กินอาหารเช้าก็ถึงเวลาออกไปท่องเที่ยวกันต่อ





ล่องเรือแม่น้ำอิระวดี สู่หมู่บ้านมิงกุน เมืองมัณฑะเลย์


























กลับมาวังมัณฑะเลย์อีกรอบ









วัดชเวนันดอว์















ช่วงเย็น พวกเราพากันไปช้อปปิ้งที่ห้างใหญ่ในเมืองมัณฑะเลย์ 
ซึ่งในเมืองมัณฑะเลย์นั้นมีห้างทันสมัยหลายแห่ง  
จากนั้นก็กลับเข้าที่พัก วันนี้เพื่อนร่วมทริปน่ารัก สนุก เป็นกันเองทุกคน 
ขอบคุณที่ให้เราแม่ลูกติดตามไปด้วย แถมดูแลกันอย่างดี 





วันสุดท้าย
หลัง 8.00 น. คู่หูแม่ลูกพากันเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม
เพื่อไปขึ้นรถ Airasia shuttle bus ฟรี
ไปสนามบินมัณฑะเลย์ คุณริวและโกรุ่งเดินไปส่งขึ้นรถ 
พอไปถึงหน้าสำนักงานแอร์เอเชีย มีป้ายติดไว้ว่าบัสฟรีไม่มีให้บริการแล้ว 

เราจึงใช้แผนสอง คือ โบกรถแท็กซี่ให้ไปส่งสนามบิน   
ในราคา 15,000 จั๊ด ไปนั่งรอที่สนามบินอีกหลายชั่วโมง 
ก็ได้เดินทางกลับถึงสนามบินดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ





ไปพม่าครั้งนี้ จุดหนึ่งที่สังเกตเห็น คือ ความตั้งใจให้บริการในภาคการท่องเที่ยว 
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่โรงแรม ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ได้ความประทับใจกลับมา

ทริปนี้ ลูกอุตส่าห์ไปพม่าเป็นเพื่อนแม่ ทั้งที่ไม่ค่อยอยากไปนัก 
แม่บอกว่าให้ลูกพาไปวัดงู เพราะแม่กลัวงู ลูกจึงยอมไปด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป 
วัดนั้นเพราะไปลำบาก

อย่างไรก็ดี การเดินทางครั้งนี้เป็นประสบการณ์สำคัญของลูกที่ได้เห็น
และยอมรับนับถือในความเหมือนและความแตกต่างของประเทศเพื่อนบ้าน 
กล้าลอง กล้าทำในหลายๆ สิ่ง และบางเรื่องก็สนุกกับมันแทนที่จะเคือง 
เช่น เวลาขับรถมอเตอร์ไซค์ไปตามถนน ถูกบีบแตรใส่ตลอดทาง 
จากแรก ๆ ก็ตกใจ พอโดนบ่อยเข้าก็กลายเป็นขำๆ และตลกไป




 

Create Date : 06 เมษายน 2559    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2559 0:54:29 น.
Counter : 2293 Pageviews.  

Family Trip พาลูกแบกเป้เที่ยวกัมพูชาด้วยตัวเองแบบง่ายๆ

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมารีวิวการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศกัมพูชา โดยเน้นสองเมืองหลักคือพนมเปญ และเสียมราฐ หรือเสียมเรียบ ซึ่งครอบครัวเราเดินทางไปตะลอนทัวร์กันเองแบบไม่ง้อทัวร์ ในช่วงหยุดยาวสี่วันปลายเดือนกรกฎาคม 2558 ซึ่งก็เที่ยวได้ไม่ยากลำบากนัก การเดินทางเราเที่ยวตามแพลนนี้ค่ะ

วันแรก
เดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปพนมเปญในตอนเย็น ไปถึงประมาณห้าโมงเย็น รวมดีเลย์นิดหน่อย


วันที่สอง
เที่ยวในตัวเมืองพนมเปญ

วันที่สาม
เดืนทางด้วยรถบัสจากพนมเปญไปเสียบเรียบ ซื้อตั๋วเข้าชมนครวัดตอน 16.30 น. และชมนครวัดยามเย็น

วันที่สี่
ปราสาทนครวัด ตาพรหม พระขรรค์ นครธม และอื่นๆ

วันที่ห้า
กัมปงพลุก หมู่บ้านในโตนเลสาป, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกอร์,ชมการแสดงละคร

วันสุดท้าย
พักผ่อน เดินตลาดในตัวเมืองเสียมเรียบ


เพื่อไม่ให้เสียเวลา  ขอรีวิวด้วยโพสต์ที่เคยลงในเฟซบุ๊คนะคะ


วันแรก (29 ก.ค. 2558)
ระหว่างรอเดินทางจากสนามบินดอนเมือง





เมื่อเดินทางไปถึงสนามบินที่พนมเปญ  รถ taxi ที่ติดต่อไว้กับโรงแรมล่วงหน้าไม่มา 
หรือมาแล้วอาจจะกลับไปแล้ว เนื่องจากเครื่องบินดีเลย์ไปครึ่งชั่วโมง
โทรศัพท์ติดต่อโรงแรมแล้ว รออยู่นานเกือบสองชั่วโมง 
จึงตัดสินใจนั่งแท็กซี่ไปโรงแรม ราคาเหมาจากสนามบิน 12  USD  
ราคาเดียวกับที่ตกลงกับโรงแรมไว้ 
ฉะนั้น คราวหน้า ไม่ต้องติดต่อให้รถมารับแล้ว ขึ้นแท็กซี่จากสนามบินไปเลยดีกว่า
เดินออกมาที่หน้าอาคาร จะเห็นแท็กซี่ในเครื่องแบบเสื้อสีฟ้า 
สามารถบอกปลายทาง แล้วขึ้นรถได้เลย นับว่าสะดวกดี

ไปถึงโรงแรมก็ค่ำมากแล้ว เช็คอินและ กินอาหารมื้อค่ำที่โรงแรมเลยดีกว่า
ราคาก็ใกล้เคียงกับร้านด้านนอก







โรงแรม Khavi Villa  ทำเลดีมาก  และสามารถซื้อตั๋วเดินทางต่าง ๆ
ที่ Khavi Guesthouse ฝั่งตรงข้ามได้เลย สะดวกดีจริง



วันที่สอง  (30 ก.ค. 2558)


วันนี้ ครอบครัวเราได้เดินเที่ยวในเมืองพนมเปญ
สลับกับนั่งตุ๊กๆ ในบางช่วงที่ระยะทางระหว่างสถานที่ค่อนข้างไกลกัน 
เพราะอยากประหยัดเวลาและสงวนพลังงานไว้

วันนี้เราเที่ยวตามนี้ค่ะ








































วันที่สาม (31  กรกฎาคม  2558)


วันนี้ทั้งวันอุทิศให้กับการเดินทางด้วยรถบัสจากพนมเปญไปเสียมเรียบ
นับว่าการเดินทางวันนี้ไม่เลวนัก  แถมยังดีกว่าที่คาดหวังไว้มาก


















































โรงแรม Tan Kang Angkor ที่เสียมเรียบ คุ้มราคาสุด ๆ ที่พักหลักร้อย 
แล้วได้อาหารเช้าบุฟเฟต์ที่หลาหหลายพอสมควร รสชาติโอเค






บัตรเข้าชมปราสาทกลุ่มนครวัด





วันที่สี่ (1 สิงหาคม 2558)


วันนี้เป็นไฮไลท์ที่ตั้งใจมาก ก็คือ การไปชมปราสาทนครวัด 
นครธม ตาพรหม พระขรรค์  แปรรูป และอื่นๆ
เรียกได้ว่าเดินกันทั้งวันจนล้า  อย่างตื่นตาตื่นใจ









































ภาพนี้ไกด์บอกว่า คือ ไก่ชน





























ปราสาทพระขรรค์















วันที่ห้า (2 สิงหาคม 2558)


ช่วงเช้าของวันไปกัมปงพลุก  หมู่บ้านที่โตนเลสาบ
ส่วนช่วงบ่าย ไปพิพิธภัณฑ์  ค่ำไปชมการแสดงละคร










































วันสุดท้าย  (3  สิงหาคม 2558)


วันนี้ไม่ได้วางแผนไปไหนไกลเกินกว่าตลาดใกล้โรงแรม






















ประมาณหนึ่งทุ่ม  ตุ๊ก ๆ มารับที่โรงแรมเพื่อไปส่งที่สนามบิน







แถมท้าย  อาหารกัมพูชา



































ค่าใช้จ่ายทริปพนมเปญ - เสียมเรียบ
วันที่ 29 ก.ค. - 3 ส.ค. 2558
รวม 6 วัน 5 คืน

จ่ายเป็นเงินบาท

ค่าเครื่องบินแอร์เอเชียไปกลับ 2,600 บาท × 3 คน =6,800 บาท
ค่าโรงแรม 5 คืน 2,500 บาท (ใช้โปรส่วนลดของ hoteltravel และ expedia ราคาปกติสูงกว่านี้)
ค่าไกด์นครวัดวันที่ 1 ส.ค. 600 บาท
รวมทั้งหมด 9,900 บาท

จ่ายเป็น usd

Taxi สนามบินพนมเปญไป Khavi Villa 12 usd
Bus พนมเปญไปเสียมเรียบ 13 usd x 3 คน = 49 usd
ตั๋ววัดพนม 1 usd x 2 คน = 2 usd
ตุ๊กๆ วัดพนมไปตลาดกลางพนมเปญ 2 usd
ตุ๊กๆ ตลาดกลางไปตวลเสลง 3 usd
ตั๋วตวลสเลง 3 usd x 2 คน = 6 usd
ตุ๊กๆ ตวลเสลงไปวังหลวง 3 usd
ตั๋วเข้าชมพระราชวังหลวง 6.5 usd x 3 คน = 19.5 usd
ตุ๊กๆ จากโรงแรม Tankang Angkor ไป-กลับนครวัด 31 ก.ค. 7 usd
ค่าบัตรเข้าชมนครวัด 20 usd x 3 คน = 60 usd
ค่าตุ๊กๆ โรงแรมไป-กลับนครวัดและปราสาทอื่นๆ โดยรอบ 1 ส.ค. ราคา 22 usd
ตุ๊กๆเที่ยวกัมปงพลุก พิพิธภัณฑ์ และชมการแสดงตอนค่ำ ไป-กลับโรงแรม 2 ส.ค. ราคา 22 usd
บัตรล่องเรือชมโตนเลสาบที่กัมปงพลุก 20 usd x 3 คน = 60 usd
ตุ๊กๆ จากโรงแรมไปสนามบินเสียมเรียบ 7 usd
ตั๋วชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพนมเปญ 5 usd x 3 คน = 15 usd
ตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์อังกอร์เสียมเรียบ 12 usd x 3 คน = 36 usd
เช่าหูฟังเลือกภาษาไทยที่พิพิธภัณฑ์เสียมเรียบ 3 usd x 3 คน = 9 usd
บัตรชมละคร Phare Circus 18 usd x 3 คน = 54 usd
รวมทั้งหมด 388.5 usd ประมาณ 13,500 ++ บาท

ค่ากินรวม 3 คน ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ขนมต่างๆ 8,000++ บาท

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยตลอดทริปต่อคน ประมาณคนละ 11,000 บาท


เบอร์โทร อีเมล ตุ๊ก ๆ 
สามารถจองล่วงหน้าได้ตามนี้ค่ะ






หวังว่าคุณผู้อ่านคงจะได้แนวทางท่องเที่ยวกัมพูชาด้วยตัวเองจากรีวิวนี้ไม่มากก็น้อย 

ติดตามรีวิวมาใหม่ได้ที่เฟซบุ๊ค "ท่องเที่ยวไป by ชมจันทร์" //www.facebook.com/moonwatcherBP

ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ





 

Create Date : 21 สิงหาคม 2558    
Last Update : 27 สิงหาคม 2558 8:41:50 น.
Counter : 3038 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

BlogGang Popular Award#14


 
ชมจันทร์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 31 คน [?]




เดินทางสู่โลกกว้าง เพื่อไปเรียนรู้โลก ผู้คน เพื่อประสบการณ์ชีวิต

Friends' blogs
[Add ชมจันทร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.