ไปเที่ยวกันดีกว่าค่ะ .. ^^
Group Blog
 
All Blogs
 
มิงกาลาบา ตอน 5 : บุกเมืองย่างกุ้ง วัดพระหินขาว พระหินอ่อน วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี พิพิธภัณฑ์พระธาตุ

วันที่ 4 : วันที่ 14 กันยายน 2556


เช้านี้ลุงไข่มาถึงตั้งแต่ 7.30 น. แต่ก็ไม่เข้ามาโรงแรม
คงจะรอให้เราพร้อมกันก่อน เพราะกลัวเข้ามาก่อนเวลา
จะเหมือนการเร่งรัดเวลาพวกเรา


วัดพระหินขาว พระหินอ่อน
Lawka Chantha Abaya



ที่แรกที่ลุงไข่พาไปคือวัดพระหินขาว พระหินอ่อน
หรือ Lawka Chantha Abaya ค่าเข้าชม 3 ดอลล่าร์
ค่ากล้อง 300Ks เมื่อลงรถจุดแรกที่ลุงไข่พาเราไปดูคือ
รูปวาดประวัติของพระหินอ่อน

พระหินอ่อนสร้างในสมัยนายพลตานฉ่วย
มีการขุดพบหินอ่อนก้อนใหญ่ที่สุดที่ยะไข่
จึงได้มีการแกะสลักบางส่วนและจัดส่งมาที่ย่างกุ้งแกะสลัก
โดยช่างชาวเมืองมัณฑะเลย์ นำมาแกะสลักจนแล้วเสร็จ
เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งพระหัตถ์ขวาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
พระหัตถ์ยกขึ้นหันฝ่าพระหัตถ์ออกจากองค์
หมายถึงการไล่ศัตรูและประทานความเจริญรุ่งเรือง
พระหินอ่อน จะถูกนำเก็บไว้ในห้องกระจกติดแอร์
เพราะหินอ่อนถ้าโดนอากาศร้อนจะแตก





ด้านหน้ามีรูปปั้นหินอ่อนซ้ายขวาจะมีรูปปั้นหินอ่อน
ของพระโมคคัลลา และพระสารีบุตร แต่ทั้ง 2 องค์
หินอ่อนจะมีรอยแตก น่าจะเป็นเพราะอากาศร้อน
ด้านหลังมีการนำหินที่เหลือมาสลักเป็นพระพุทธบาทซ้าย-ขวา ประดิษฐานอยู่บริเวณด้านหลังพระพุทธรูปด้วย





ที่นี่จะมีเสาที่ผมเคยบอกว่าเหมือนเสาหลักเมือง
ทุกเจดีย์จะมีเสา เสาของที่แสดงความเป็นพม่าทรงเจดีย์
ไม่ใช่หงส์แบบมอญ รอบเสาสี่ทิศจะเป็นเทวดา
นาค ครุฑ ยักษ์








ตรงพระหินอ่อน Lawka Chantha นี้

มีของที่ระลึกเป็นเปอร์เปอร์มาเช่ขาย
ร้านอยู่ตรงลานวัด แถวที่จอดรถ ตัวละราว 20 บาทไทย



ช้างเผือกพม่า


ช้างเผือกที่นี่มี 3 เชือก

ตัวแรก เพศเมียผิวสีชมพู อายุเยอะสุดจับได้ที่ยะไข่
ถือว่าเป็นช้างเผือกที่สวยที่สุด
ช้างเผือกเชือกนี้เคยได้ไปอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว
ที่นำมาจากสนามบินไปยังถ้ำมหาภาศนะ
สถานที่สังคายนาพระไตรปิฏก

ลุงไข่เล่าว่ารัฐบาลไทยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ได้เจรจาขอยืมช้างเผือกช้างนี้
จากรัฐบาลพม่าแต่รัฐบาลพม่าไม่ให้


ตัวที่ 2 เพศผู้ จำไมได้จับได้ที่ไหน

ตัวที่ 3 เพศเมียผิวสีชมพู จับได้ที่ยะไข่ มีอายุน้อยสุด
ที่นี่มีการขายขนหางช้างเผือกและงาช้างเผือก
ด้วยเชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางปัดเป่าสิ่งไม่ดี
ขนหางช้างเผือกมีทั้งแบบเป็นเส้น แบบที่ถักเป็นแหวน
ตัวผู้จะมีขนสีดำ ตัวเมียจะมีขนสีขาว
ราคาต่อรองกันเลยครับตกเส้นนึงประมาณ 100 บาทไทย












วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี
Shwe Taw Myat



วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี ค่าเข้าชม 1 ดอลลาร์ ค่ากล้อง 300 k
เป็นเจดีย์แบบพุกาม ลักษณะเด่นคือเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแปดเหลี่ยมปลายยอดเจดีย์ประดับด้วยทองคำ ภายในตกแต่งด้วยสีทอง
เกือบทั้งหลัง กลางโถงเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานของพระทันตธาตุจำลอง
โดยบรรจุอยู่ในโถแก้ว ซึ่งตั้งอยู่บนบุษบกสีทองรายรอบ
ด้วยพระพุทธรูปสีทองปางต่างๆ
รอบๆจะมีชาวพม่ามานั่งสวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นจำนวนมาก





ด้านหน้าจะมีรูปปั้นสิงห์และมกร อยู่โดยมกรจะอยู่ทางตรงบันได
ซึ่งตรงนี้ข้อมูลที่จดไปเรียกว่ามกร
แต่ถามลุงไข่ลุงไข่บอกว่าจระเข้
แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ท้วงอะไรลุงไข่

จากข้อมูลที่จดไปขอแปะเป็นความรู้ท่านที่จะไปต่อไป
ช่วยบอกลุงไข่ทีว่าตัวที่บันได เรียกว่า มกร
เรียกอีกอย่างว่า ตัวสำรอก..

ในงานศิลปะของไทย ล้านนา พม่าและเขมร
มักจะคายหรือสำรอกเอาสัตว์อื่นออกมา
เช่น มกรคายนาค..

ในเทววิทยาฮินดู มกร เป็นเทพพาหนะสำหรับพระแม่คงคา...
จัดเป็นสัตว์ประหลาดในทะเลชนิดหนึ่ง
ปกติมักแสดงอยู่ในรูปของสัตว์ผสม
ครึ่งหน้าอาจเป็นสัตว์บกอย่างรูปช้าง, จระเข้ หรือกวาง
ครึ่งหลังเป็นรูปสัตว์น้ำ (มักเป็นส่วนหาง)
เช่น หางเป็นปลา หรือท่อนหลังเป็นแมวน้ำ
บางครั้งอาจปรากฏส่วนหางเป็นรูปนกยูงก็มี..

เหรา คือ จระเข้ ซึ่งมักจะใช้สับสนกับ มกร...สังเกตว่า
มกรมักจะจะมีงวง (อาจมีงาด้วย)
แบบช้าง..ส่วน เหรา คล้ายพญานาคมีขา





ที่นี่เราได้ทำบุญปิดทอง โดยใส่ไปในเรือการะเวก
และช่วยกันดึงรอกขึ้นไปด้านบนของเจดีย์จะมีคนเอาทองปิดให้








จากนั้นเราได้ไปชมเจดีย์กาบาเอ
และถ้ำจำลองมหาปาสณคูหาเป็นที่ต่อไป


เจดีย์กาบาเอและถ้ำจำลองมหาปาสณคูหา


เจดีย์กาบาเอ(KABA AYE PAGODA ,World Peace Pagoda)

คำว่ากาบาเอ ในภาษาพม่า หมายถึง โลกแห่งสันติสุข
เจดีย์นี้อยู่ทางด้านเหนือของทะเลสาบอินยา
ทะเลสาบใหญ่กลางใจเมืองย่างกุ้ง

เจดีย์นี้สร้างโดยนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า
นายอูนู เพื่อใช้เป็นชำระพระไตรปิฏกครั้งที่ 6
ที่นีเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
พร้อมทั้งพระธาตุของ พระสารีบุตร ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา
และพระโมคลานะ ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย
ที่นี่ยังมีพระมหามุนีจำลองมหามุนี
เป็นหนึ่งในห้าศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า
เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์
องค์จริงประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์
รอบนอกของเจดีย์ก็จะมีพระพุทธรูปประจำวันเกิด
มีไว้ให้ผู้ทีเกิดประจำวันต่างๆ ได้สรงน้ำพระประจำวันเกิดของตน





ถ้ำจำลองมหาปาสณคูหา (Maha Pasan Guha)

ผนังถ้ำจะมีแผ่นหยกหรือหินอ่อนติดอยู่ข้างผนัง
ภายในจะพระพุทธรูปหยกอยู่และมีรูปปั้นของพระสารีบุตรอยู่
ที่นี่จะเป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 6
และได้มีการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากประเทศจีนมาที่นี่ด้วย
ตอนที่มีการสังคายนาพระไตรปิฎก
ที่นี่จะมีพระพุทธรูปหยกเขียวที่สวยงาม
และรูปปั้นพระสงฆ์ลุงไข่บอกว่าเป็นรูปปั้นพระสารีบุตร
แต่ผมไม่รู้องค์ไหน
ที่ผมสนใจคือบาตรไม้รูปทรงแปลกตา
ตอนแรกคิดว่าเป็นผอบอันใหญ่แต่ลุงไข่บอกว่า
คือบาตรศิลปะแบบมัณฑเลย์












วัดพิพิธภัณฑ์พระธาตุ


จากนั้นเราได้ไปชมวัดพิพิธภัณฑ์พระธาตุ
วัดที่ว่ากันว่าได้ชื่อว่ามีพระธาตุเยอะที่สุดก็ว่าได้
ลุงไข่เล่าว่าที่นี่จะเป็นที่รวบรวมพระธาตุของประเทศพม่า

วันที่เราไปได้ดูมีพระธาตุที่เป็นกระดูกเหมือนวงแหวน
ที่เกี่ยวกันมีเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุจนเต็ม มีพระเกศาธาตุ
นอกจากนี้มีพระพุทธรูปหยกขาวทรงเครื่อง
แบบพระมหามุนีจำลองศิลปะมัณฑเลย์

ถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวย่างกุ้งอย่าลืมบอกไกด์
ให้พาไปที่นี่ด้วยนะครับ
วันที่ผมไปเจ้าอาวาสไม่อยู่มีพระผู้ช่วยนำพระเกศาธาตุ
มาให้ชมและแจกพระธาตุกลับมาให้บูชา
ลุงไข่เล่าว่าพระธาตุยิ่งแจกจะยิ่งเพิ่ม













อาหารกลางวัน


จากนั้นเราได้ไปทานเป็ดย่างร้าน GOLDEN DUCK
เราไปทานกัน 8 คนรวมทั้งลุงไข่ของที่สั่งมีเป็ดย่าง
ขาหมูพะโล้ แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ปอเปียะทอดไส้กุ้ง
อันนี้อร่อยสุด กุ้งผัดเปรี้ยวหวาน
ค่าอาหารมื้อนี้ตกคนละ 240 บาท
คุ้มค่ามากถ้าใครไปย่างกุ้งแนะนำเลยครับที่นี่












Chaukhtatgyi Paya พระพุทธไสยาสน์เจ้าทัตจี


ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชมนะครับ
ที่ได้ชื่อว่าพระตาหวานเพราะพระพักตร์จะทาสีขาว
แต้มสีแดงที่พระโอษฐ์และระบายที่ฟ้าที่เปลือกพระเนต
รดวงตาทำจากแก้วสั่งผลิตมาจากต่างประเทศ
ทำให้มีดวงตาที่สวยงามและยังติดขนตายาวงอนสวยงาม
คนไทยจึงเรียกว่าพระตาหวาน

ตรงที่พระบาทมีภาพวาดเป็นมิ่งมงคลสูงสุด
เพราะประกอบด้วยลายลักษณธรรมจักร
ในบริเวณใจกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วย รูปมงคล 108 ประการ
ทางวัดยังมี แท่นอัฒจรรย์ให้ คนที่มาชมได้ถ่ายรูปพระได้ทั้งองค์ด้ว
ยแท่นนี้อยู่ทางปลายพระบาทขององค์พระ
ลุงไข่เล่าว่ามีเศรษฐีใจบุญท่านนึงที่ออกเงินสร้างพระนอนองค์นี้
ขึ้นมาใหม่ โดยมีการสร้างแบบจำลองขึ้นมาก่อน
แล้วจึงมาสร้างองค์จริง องค์จำลองก็มีอยู่ในวัดให้ชม
และก็มีรูปและรูปปั้นของเศรษฐีที่ออกเงินสร้างพระตาหวานอยู่ในวัดด้วย
จากนั้นเราไปวัดงาทัตจี nga htat gyi หรือวัดพระเครื่องใหญ่








วัดงาทัตจี Nga Htat Gyi


วัดงาทัตจี หรือวัดพระเครื่องใหญ่ จะอยู่ใกล้กับวัดพระตาหวาน เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ใหญ่ที่สุดในโลก เอาแบบมาจากพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปปะมัณฑเลย์ ด้านหลังมีงานไม้แกะสลักสวยงามมากใครที่มาชมวัดพระตาหวานแล้วอย่าพลาดวัดนี้นะครับ










จากนั้นเราก็ได้ไปเจดีย์โบตะทาวน์
ไหว้เทพทันใจที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศพม่า


วัดเทพทันใจ เทพกระซิบ
ที่เจดีโบตะทาวน์ Botahtaung Pagoda



พวกเราได้เจอ คุณเบียร์ คุณเอ 2 หนุ่มนักเดินทาง
เพื่อนชาวคุยสบายที่เดินทางจากเมืองไทยมาเจอกันที่นี่ด้วย
ทั้ง 2 ท่านนี้มักจะที่จะเดินทางมาไหว้พระที่พม่านี้ทุกปี


เจดีย์โบตาทาวน์สร้างเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว
โดยพระเจ้าโอกาละปะ ซึ่งเป็นกษัตริย์มอญ
ผู้สร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากอง เจดีย์ นี้ตั้งอยู่ริมน้ำ
ในจุดที่เจ้าเมืองสะเทิมส่งทหาร 1000 นาย
มารอรับพระเกศธาตุที่ท่าเรือ คำว่า "โบตาทาว"แปลว่า ทหารพันนาย

จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่2 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร
ได้ทิ้งระเบิดถล่มย่างกุ้ง ทำให้เจดีย์โบตาทาวน์องค์เดิม
ถูกทำลายพินาศ แต่ในระหว่างการบูรณะได้ค้นพบผอ
บทรงสถูปบรรจุพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ
ที่นี่เสียค่าเข้าชมด้วย 2 $

ครั้นเมื่อเจดีย์โบตาทาวน์องค์ใหม่ พระเกศธาตุมาบรรจุ
ในมณฑปครอบแก้วใส ประดิษฐาน ณ ใจกลางเจดีย์
และทำช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปดู
และสักการบูชาได้อย่างใกล้ชิด ภายในเจดีย์ทั้งพื้นจะมาสีทอง
และฝาผนังมีลวดลายแกะสลักแปลกตาทาสีทองอร่าม
ทางเดินวกไปวนมาสามารถเดินเข้าไปชมพระเกศาธาตุ
ได้อย่างใกล้ชิดแต่ผมพยายามเพ่งมองไงก็ไม่เห็น
ตรงทางเดินมีกระจกกั้นระหว่างฝาผนัง
และคนป้องกันการสัมผัสฝาผนัง
ภายในมีพระพุทธรูปเก่าอยู่ในตู้กระจกให้ชมด้วย





อาคารข้างเจดีย์ก็ยังมีพระพุทธรูปทองคำองค์สำคัญ
ที่นำมาจากรัฐยะไข่ ศิลปะแบบมัณฑเลย์
แบบเดียวกับพระมหามัยมุนี ตามประวัติว่าเคยประดิษฐา
นอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ครั้นเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ
ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์กัลกัตตาในอินเดีย
ทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถล่มวังมัณฑะเลย์
พระพุทธรูปองค์นี้ถูกจัดไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษ
ต่อมาได้มีการส่งกลับมาไว้ที่นี่
ว่ากันว่าเมื่อครั้งพม่ายังมีพระมหากษัตริย์
กษัตริย์ พม่าต้องมาสักการะพระพุทธรูปนี้ทุกปี





ต่อจากนั้นลุงไข่พาเราไปไหว้เทพทันใจ
เทพทันใจหรือนัตโบโบยี ลุงไข่เล่าให้ฟังถึงเทพทันใจองค์นี้ว่า
ตอนที่มีการสร้างเจดีย์ชเวดากอง
ได้มีการชี้จุดที่จะสร้างเจดีย์ชเวดากองว่าอยู่บนภูเขา
ซึ่งมีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า 3พระองค์ อยู่
แต่การค้นหาไม่ว่าขุดไปที่ใดก็ไม่พบ
พระอินทร์จึงส่งลูกน้องมา

ลุงไข่ใช้คำนี้จริงๆว่าลูกน้องพระอินทร์ให้มาบอกตำแหน่ง
ของ จุดที่จะสร้างเจดีย์ชเวดากอง แต่นัตโบโบยี
จะไปชี้ตรงจุดเลยก็ไม่ได้ เลยชี้มือขึ้นมาตรงๆ
เหมือนจะบอกว่าอยู่ทางนี้ เทพทันใจที่นี่เลยชี้มือขึ้นมา 90องศา
ชี้ไปทางเจดีย์ชเวดากอง ส่วนเทพทันใจอีกองค์
ที่ชี้บอกทางจะอยู่ที่เดีย์สุเหร่ จะชี้มือลงต่ำกว่าแต่ทั้ง 2 องค์
จะชี้มือไปยังเจดีย์ชเวดากอง

พวกเราได้ซื้อของถวายชุดใหญ่ เพราะรวมเงินกันซื้อ
แล้วหารเฉลี่ยกันราคาชุดละ 8000 Ks
จะมีมะพร้าวสีทอง กล้วยนากใบมะกอก
ซึ่งภาษาพม่าหมายถึงความโชคดีทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จ
ดอกไม้ ผ้าลูกไม้1ผืน มาถวายเทพทันใจด้วย

ซึ่งถ้าใครไปไหว้อาจซื้อชุดเล็กก็ได้จะมีมะพร้่าว
กล้วย ผ้าดอกไม้ ใบมะกอกเหมือนกัน
เพียงแต่มะพร้าวจะเป็นมะพร้าวอ่อนสีเขียว
ไม่ได้ทาสีทองให้อลังการแค่นั้น ราคาชุดละ 3000 Ks
ซึงคุณเอและคุณเบียร์ได้ซื้อชุดเล็กนี้ 1 ชุด

การอธิษฐานขอต่อเทพทันใจนั้น เริ่มจากขั้นตอนตั้งจิตอธิษฐาน
โดยมีเคล็ดลับว่า ต้องขอเพียงข้อเดียวเท่านั้น
ถวายเครื่องเซ่นจากนั้น ถวายธนบัตรเสียบไว้ที่มือของท่าน
ซึ่งอยู่ในกิริยายืนชี้นิ้วไปข้างหน้า จะถวายเท่าใดก็แล้วแต่ศรัทธ
าม้วนเป็นกรวยซ้อนกัน 2 ฉบับจากนั้นก็เข้าไปยืนกะระดับ
ให้หน้าผากของเราจรดกับนิ้วมือของท่าน

ใครที่ยืนแล้วไม่ถึงทางวัดจะมีเก้าอี้ให้ต่อขา
แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานอีกทีเพียงข้ออย่างเดียวเช่นเดิม
ห้ามเปลี่ยนใจ เสร็จแล้วจึงนำธนบัตรที่เราถวายไว้คืนกลับมา 1 ฉบับ
เพื่อเอากลับไปเป็นเงินขวัญถุงเงินที่สอดเข้าไป
ลุงไข่บอกว่าคนไทยควรใช้เงินไทย
เพราะเราจะได้เก็บเงินไทยไว้เป็นขวัญถุง
หมายถึงว่าจะมีเงินใช้ไม่ขาดกระเป๋า

ลูบหัวไม้เท้า จากนั้นให้มาตีฆ้อง 3 ที เป็นอันเสร็จพิธี






จากนั้น เราได้ไปอีกอาคารฝั่งตรงข้ามเพื่อไปไหว้เทพกระซิบ

ตอนไปลุงไข่ไม่ได้เล่าอะไรเพระาฝนตกหนักและพวกเราก็เร่งรีบ
ขอแปะข้อมูลที่จดไปนะครับ

ตามตำนานกล่าวว่า นางเป็นธิดาของพญานาค
ที่เกิดศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า รักษาศีล
ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์จนเมื่อสิ้นชีวิตไปกลายเป็นนัต
ซึ่งชาวพม่าเคารพกราบไหว้กันมานานแล้ว
แต่ก็ไม่ได้มีใครมากระซิบอธิษฐานกับท่านเลย แม้แต่คนเดียว

จนกระทั่งนักท่องเที่ยวชาวไทยนั่นเอง เป็นคนเริ่มต้น
โดยมีหัวหน้าทัวร์ไทยนำคณะมาไหว้เทพทันใจที่วัดนี้
ได้เห็นผู้คนมุงกันหนาแน่นหน้าศาลของนัตองค์นี้
และเห็นป้ายภาษาพม่าเขียนบอกอะไรสักอย่าง
จึงถามไกด์ว่า ป้ายเขียนไว้ว่าอย่างไร
ซึ่งไกด์ก็อ่านให้ฟังว่า ป้ายบอกว่า "ห้ามพูดส่งเสียงดัง”

"เนื่องเพราะบริเวณนั้น ชอบมีแม่ค้ามาร้องเสนอขาย
ชุดเครื่องเซ่นไหว้องค์เทพ ส่งเสียงเอะอะ
ทั้งที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วัดจึงปิดป้ายเตือนไว้
แต่กลับเป็นว่า หัวหน้าทัวร์ท่านนั้นเข้าใจว่า
ถ้าจะไปอธิษฐานขอเทพองค์นี้ ห้ามพูดเสียงดัง
จึงอธิบายให้คณะคนไทยฟังว่า ถ้าจะอธิษฐานขออะไร
กับเทพองค์นี้ต้องกระซิบ แล้วก็เล่าลือกันต่อๆ ไป
จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ถึงตอนนี้ มีคนได้รับผลอธิษฐานสมปรารถนากลับมาแก้บน และบอกต่อกัน
จนรายการไหว้เทพกระซิบถูกบรรจุเข้าไปในรายการทัวร์ไทยทุกบริษัท
จนชาวพม่าเห็นคนไทยทำแล้วดี ก็เริ่มเอาอย่างทำตามบ้าง

เนื่องจากตอนที่เราไปเป็นช่วงเข้าพรรษา
เทพกระซิบจึงปลงผม ของที่บูชาเทพกระซิบ
บูชาด้วยน้ำนม ข้าวตอก ดอกไม้ และผลไม้





จากนั้นเราได้ไปเจดีย์สุเหร่ เนื่องจากที่เจดีย์สุเหร่ฝนตกหนักมา
กจึงไม่มีรูปด้านนอกของเจดีย์ที่นี่ก็มีการขายดอกไม้ ธูปเทียน
และเสียค่าเข้าชมด้วยรู้สึกจะ 2 $

เนื่องจากฝนตกหนักมากเราเลยไหว้พระกันแบบเร่งรีบ
ที่นี่ก็จะมีพระพุทธรูปที่แทนพระพุทธเจ้าทั้ง 4 อง
ค์เหมือนที่เจดีย์ชเวดากอง และได้ไปไหว้เทพทันใจของเจดีย์สุเหร่
1 ในตำนานของนัตโบโบยีผู้ชี้ตำแหน่งสร้างเจดีย์ชเวดากอง
ที่นี่ลุงไข่จะถามเราว่าเกิดวันอะไร
แล้ว จนท.ก็จะให้เรานำธนบัตร1 ใบไปเหน็บไว้ที่นิ้วของเทพทันใจ
จนท.จะกล่าวบทสวดและมอบใบมะกอกให้เรา
ให้เรารับใบมะกอกลูบไม้เท้าของเทพทันใจ ตีฆ้อง 3 ครั้ง
เป็นอันเสร็จพิธี





ออกจากที่นี่ เราได้ไปทานอาหารทะเลที่ร้านยะไข่สาขาในเมือง
ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารเพราะอาหารจะเหมือนร้านยะไข่ที่สาขาอินยา
แต่ทุกคนที่ทานที่นี่ออกความเห็นเหมือนกันว่า
อาหารที่สาขาอินยาอร่อยกว่าและเทียบราคาแล้ว
ที่สาขาอินยาน่าจะถูกกว่าที่นี่หารเฉลี่ยแล้วตกคนละ 300 บาทไทย

จากนั้นเราก็กลับไปพักผ่อนที่โรงแรมมาเธอแลนอิน II
และนัดลุงไข่มารับพรุ่งนี้เวลา 8 โมงเช้า
เพื่อจะไป สิเรียม ตลาดโบจ๊ก และเจดีย์ชเวดากอง


ผู้เขียน : คุณริว ผู้นำทริปพม่าทริปนี้



............... โปรดติดตามตอนต่อไป

//www.facebook.com/moonwatcherBP


Create Date : 08 ตุลาคม 2556
Last Update : 16 ตุลาคม 2556 11:18:11 น. 1 comments
Counter : 8123 Pageviews.

 
ขอบคุนที่รีวิวคับ


โดย: Punch IP: 192.95.30.51 วันที่: 10 กันยายน 2559 เวลา:23:12:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ชมจันทร์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 31 คน [?]




เดินทางสู่โลกกว้าง เพื่อไปเรียนรู้โลก ผู้คน เพื่อประสบการณ์ชีวิต

Friends' blogs
[Add ชมจันทร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.