Group Blog
 
All blogs
 
คิดถึงทุกปี บินหลา สันกาลาคีรี

คราวนี้ขอ "สะเออะ" เอางานของคุณบินหลามาลง ชอบเรื่องนี้มาก

เรื่องสั้นที่ลอกมาจากงานในหนังสือของคุณบินหลาค่ะ เชิญอ่าน

--------------------

พ่อตายในวันที่ดอกตาเบบูย่าบานเป็นวันแรกของปี

ผมยังจำยิ้มก่อนดวงตาจะหรี่ดับ เส้นผมพ่อขาวเช่นเดียวกับคิ้ว กับหนวดเครา เช่นเดียวกับ

สีแต้มปลายกลีบดอกตาเบบูย่าที่พลิ้วเข้ามาทางหน้าต่าง

อีกเพียงสามเดือนพ่อจะมีอายุครบเจ็ดสิบสองบริบูรณ์ พ่อเคยบอกว่าไม่คิดจะรอจนวันนั้น จะไปเมื่อถึงเวลา

ผมไม่รู้ว่าเวลาของพ่อหมายความว่าอย่างไร กระทั่งวันนั้น หลังจากกินอาหารค่ำ พ่อบอกแม่ว่าเหนื่อยและเจ็บหน้าอก

เมื่อหมอมาถึงเราจึงรู้ว่าเวลาในความหมายของพ่อก็มาถึงเช่นกัน

เรา ผมหับแม่ อยู่ข้างเตียงพ่อกระทั่งนาทีสุดท้าย ผมคิดว่าแม่ร้องไห้ ถึงจะไม่เห็นน้ำตา ท่านก็ตาม

ผมก็เบือนหน้าซ่อนน้ำตา พ่อไม่ชอบคนร้องไห้ พ่อมักสอนว่าอย่าคร่ำครวญกับชะตากรรมธรรมดาๆ ของชีวิต

แม่กุมมือพ่อไว้ พ่อก็ยิ้มให้แม่ ทั้งคู่แต่งงานกันมานานสามสิบห้าปี ผมไม่เคยได้ยินท่านมีปากเสียงกันแม้แต่ครั้งเดียว

พ่อบีบมือแม่ พูดแผ่ว

"ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ระวังเป็นหวัด"

แม่ไม่พูดอะไรสักคำ แต่ผมร้องไห้ด้วยสุดกลั้น ตาเบบูย่าดอกหนึ่งปลิวลมเข้ามาในห้อง เป็นตาเบบูย่าดอกสุดท้ายที่พ่อได้เห็น

เราอยากจัดงานศพให้เรียบและง่ายอย่างที่พ่อต้องการ แต่มันกลับเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ว่าใครในหมู่บ้าน ในอำเภอต่างก็มาเคารพศพพ่อ

พ่อมาอยู่ที่นี่นานมาก ตั้งแต่ก่อนแต่งงานเมื่อพาแม่มาอยู่ด้วย ความมีอัธยาศัยทำให้ทั้งคู่เป็นที่รักของชาวบ้าน

ผมจำได้ว่าทุกครั้งที่มีงานแต่งในละแวกบ้าน พ่อกับแม่จะเป็นคนปูที่นอนให้กับเจ้าบ่าวเจ้าสาว เพื่อคู่สมรสจะได้มีรักยืนนานเช่นเดียวกัน

เมื่อสวดครบเจ็ดวัน ร่างพ่อถูกเก็บไว้ที่วัดชั่วคราว บ้านที่เราเคยอยู่กันสามคนเหลือเพียงผมกับแม่ แต่ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

เวณิก หญิงสาวคนรักของผมจะมาอยู่เป็นเพื่อนแม่อีกคน สำหรับเวณิก เธอก็เหมือนคนในครอบครัวอยู่แล้ว เราคบกันมาหลายปี

แต่เราแต่งงานกันช้าเกินไปจนทำให้ไม่มีโอกาสรับพรและผ้าปูที่นอนจากคู่รักที่เป็นแบบอย่างของหมู่บ้าน

เราคุยกันเรื่องนี้กันครั้งหนึ่งหลังจากงานศพไม่นาน จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์ ผมกำลังอยู่ในห้องซึ่งเคยเป็นห้องทำงานของพ่อเก็บข้าวของและหนังสือต่างๆ เข้าตู้

หนังสือของพ่อมีมาก เรียกว่าแทบถ้วนแขนงศาสตร์ ห้องหนังสือนี้ก็เหมือนกับห้องสมุดของคนในหมู่บ้าน ใครหยิบยืมพ่อไม่หวง เว้นแต่หนังสือที่ต้องใช้ค้นคว้าประจำ

ซึ่งแยกเก็บในตู้ใยข้างโต๊ะทำงานเท่านั้น

ตระหง่านอยู่ด้านในของห้องหนังสือคือโต๊ะทำงาน เป็นโต๊ะไม้ตัวใหญ่ เก้าอี้ของพ่อก็ตัวใหญ่ นั่งสบาย ผมนั่งลง

มองไปนอกหน้าต่าง เห็นลำคลองหลังบ้าน กาสะลองสูงสาขาและตาเบบูย่าต้นนั้น แม่เคยเล่าว่า

พ่อปลูกไม้ทั้งสองต้นพร้อมกับปลูกบ้านหลังนี้ก่อนกลับไปกรุงเทพฯ เพื่อแต่งงานกับแม่ แล้วจึงอพยพย้ายมาอยู่ที่นี่เป็นการถาวร

หนังสือที่วางค้างอยู่บนโต๊ะพ่อมีไม่มาก แต่มีเล่มหนึ่งที่ทำให้ผมแปลกใจ พ่อคงไม่ได้เอามาใช้ค้นงาน เพราะเป็นหนังสือสารคดีท่องเที่ยว

รูปเล่มและอายุของมันชรามาก มีลายมือของพ่อในหน้าแรกว่า

"นี่ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เป็นกล่องเก็บส่วนหนึ่งของชีวิต"

ผมไม่เคยรื้อค้นของส่วนตัวของพ่อเลย พลิกดูจึงเข้าใจว่าทำไมพ่อถึงเรียกกล่อง เพราะที่แทรกคั่นอยู่เกือบทุกหน้าของหนังสือคือโปสการ์ดจำนวนนับร้อยแผ่น

ผมหยิบบางแผ่นออกมาอ่าน พบว่ามันมาจากเพื่อนหลายต่อหลายคนของพ่อ มาจากหลายประเทศ หลายทิศทาง และหลายเวลา

ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีที่แล้วจนถึงเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้ และหลายแผ่นก็ผมนั่นแหละที่เป็นคนหยิบมันจากตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านมาให้พ่อ

โปสการ์ดเหล่านี้เล่าถึงการเดินทางท่องเที่ยวบ้าง ถามไถ่สารทุกข์บ้าง อ่านแล้วยิ่งทำให้คิดถึงพ่อ โดยเฉพาะแผ่นหนึ่งซึ่งเป็นรูปลานตาเบบูย่า สีสันออกจะซีดจางไปแล้ว

ด้านหลังมีลายมือผู้หญิง งดงามเป็นระเบียบ จ่าหน้าถึงพ่อโดยลงที่อยู่ตั้งแต่ครั้งพอยังทำงานหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ ผมเข้าใจว่ามันเป็นโปสการ์ด ส.ค.ส.

เพราะนอกจากตราประทับในช่วงใกล้ปีใหม่แล้ว มีข้อความบรรทัดแรกเป็นชื่อพ่อ บรรทัดถัดมาเขียนว่า

"คิดถึงทุกปี"

และบรรทัดที่สามซึ่งเป็นบรรทัดสุดท้าย ลงชื่อใครคนหนึ่งซึ่งผมไม่เคยได้ยินพ่อหรือแม่เอ่ยถึงมาก่อน

เป็น ส.ค.ส. เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว แต่พ่อเก็บมันไว้อย่างดี

ผมสอดกลับคืนหนังสือ กำลังจะพลิกหาแผ่นอื่นๆ ก็พอดีกับเวณิกเดินเข้ามาในห้อง เธอยิ้มอ่อนหวาน

"ทำอะไรอยู่เอ่ย ฉันมากวนเธอรึเปล่า"

"เปล่า มานี่สิ"

ผมดึงเธอทรุดลงบนตัก กรีดหนังสือหา ส.ค.ส. แผ่นนั้น

"อะไรคะ"

"โปสการ์ดของพ่อ"

เธอรีบหยุดมือผม "ไม่ค่ะ ไม่อ่านดีกว่า เดี๋ยวจะร้องไห้"

เรานั่งคุยกันตรงนั้น คุยเรื่องพ่อกับแม่จนมาถึงเรื่องงานแต่งของเรา เวณิกกล่าวว่าถึงแม้พ่อจะจากไปแล้ว เธอก็ต้องการให้แม่เป็นคนปูที่นอนให้เรา

ผมส่ายหน้า "ผมก็อยากอย่างนั้น แต่ธรรมเนียมเข้าให้สามีภรรยาที่ยังอยู่ดีทั้งคู่เป็นคนจัดการ ผมว่าแม่ไม่ยอมปูให้หรอกมันผิดธรรมเนียม"

"ทำไม" เวณิกมองหน้า "หรือว่าทันทีที่คุณพ่อตาย ความรักที่ท่านมีต่อคุณแม่ก็ตายจากไปด้วย ความรักของคุณแม่ที่มีให้คุณพ่อก็ตายเหมือนกันงั้นสิ"

"ไม่ได้พูดถึงความรักสักหน่อย เราพูดถึงเรื่องวิธีปฏิบัติใช่ไหม"

เธอยักไหล่ "ถมเถไปที่ความรักตายก่อนคนตายตั้งหลายปี"

"ก็เราไม่ได้พูดถึงความรัก" ผมหัวเราะกับน้ำเสียงพาลๆ ของเธอ "คุณบอกกับแม่สิ ถ้าคิดว่าแม่จะตกลง"

"ฉันจะบอก" สีหน้าเธอจริงจัง

ผมคิดว่าเข้าใจเธอดี ตั้งแต่ได้มาพบพ่อกับแม่ เวณิกรักเคารพท่านมากสาเหตุนั่นคงเพราะคุณพ่อคุณแม่เวณิกแยกทางกันตั้งแต่เธอยังเด็ก

เธอว่าไม่มีสักวันที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพ่อกับแม่

"ไปทานข้าวกันดีกว่า" ผมเปลี่ยนเรื่อง

เธอพยักหน้า "ฉันมาชวนนี่แหละ ไปครัวอีสต์ออฟอีเดนไหม"

"ดีสิ"

"งั้นเธอต้องไปบอกคุณแม่ เมื่อกี๊ฉันเรียนท่าน ท่านบอกให้ถามเธอก่อน"

ผมหัวเราะ เวณิกพึมพำ

"คุณแม่เป็นผู้หญิงที่น่ารักจริงๆ" เธอหันมา "ใครๆ ก็อิจฉาคุณพ่อทั้งนั้นที่ได้แต่งงานกับท่าน"

"น่าอิจฉา" ผมพยักหน้า กอดเวณิกไว้ "แล้วก็น่าจะเป็นอย่างนั้นบ้าง"

"ถามตัวเองสิ" เธอพูดอย่างจริงจัง มองเข้ามาในนัยน์ตาผม

"จะรักฉันได้มากเท่าที่คุณพ่อรักคุณแม่หรือเปล่า"

"ได้สิ"

ผมตอบโดยเร็ว เร็วเกินเฉลียวใจคิดถึงโปสการ์ดแผ่นที่พ่อเก็บไว้นานเกือบสี่สิบปี

-------------------

ขณะนั่งเขียนบันทึกนี้ ผมแต่งงานกับเวณิกได้สองปีเศษแล้วเรากำลังจะมีลูกคนแรก และเป็นเพราะลูกนี่แหละที่ทำให้เราตัดสินใจระงับการหย่าไว้ก่อน

ผมไม่กล้าหวังว่ามันจะระงับได้ชั่วกาล

ผ่านวันครบร้อยวันและวันฌาปนกิจพ่อแล้ว แม่นำกระดูกใส่กล่องไม้ไปฝังใต้ต้นกาสะลองใหญ่อย่างที่พ่อต้องการ เหนือเนินดินปากหลุมวางแผ่นไม้จารึกวันเวลาของพ่อ

ลงท้ายด้านล่างด้วยความว่า "จากคนที่คุณดูแล" แล้วจึงเป็นชื่อแม่

ป้ายนั้นสวยงามมาก เวณิกจัดการทั้งหมดด้วยตัวเอง เธอมีฝีมือทางงานศิลปะมาแต่ไหนแต่ไร ผมขอบคุณเธอ เวณิกยิ้ม บอกว่า

"เอาไว้ถึงป้ายของเธอ ฉันจะทำให้สวยยิ่งกว่านี้"

ถ้าเธอรู้ถึงอนาคตของเรา เวณิกคงไม่พูดอย่างนั้น แต่ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่า ถ้ารู้ว่าภายหน้าต้องมีวันหย่า ผมยังจะตัดสินใจแต่งงานกับเธอหรือเปล่า

หลังจากวันนั้น กระทั่งวันปีใหม่ผ่านได้ไม่นาน เพื่อนของพ่อหลายคนยังส่งการ์ดแสดงความระลึกถึงมายังเราเช่นเดิม ผมบอกแม่เรื่องจะแต่งงาน

แม่พยักหน้ารับรู้

"ลูกคุยกันดีแล้วใช่ไหม"

"ครับ"

แม่ไม่ได้ถามอะไรอีก ผมเสียอีกที่เป็นฝ่ายถามและชวนคุยเรื่องงานแต่งของแม่กับพ่อในคราวโน้น แม่ฟื้นความหลังอย่างเป็นสุข เล่าเรื่องเสื้อกางเกงชุดแต่งงานของพ่อ

เล่าถึงการเดินทางมาที่นี่ รวมทั้งเล่าเรื่องผมสมัยเด็กๆ ผมดีใจที่ทำให้แม่เป็นสุข

แต่จู่ๆ แม่ก็ถามขึ้น

"ลูกกับเวณิกรู้ใจกันดีใช่ไหม"

"อะไรนะครับ"

"แม่ถามว่า ลูกรู้ใจกันดีใช่ไหม ว่าต่างรักกัน"

ผมพยักหน้า "ครับ เราสัญญากันว่าจะทำชีวิตให้เหมือนพ่อกับแม่ที่ไม่เคยทะเลาะกันเลย"

แม่ส่ายหน้า "เราทะเลาะกับคนที่เรารักไม่ลงหรอก จริงไหม"

"ครับ"

"แต่คนไม่ทะเลาะกัน ก็ไม่ได้แปลว่ารักกันเสมอไป"

"ครับ...แต่...เอ้อ...แม่ครับ ผมไม่เข้าใจ"

-----------------

มีอะไรหลายอย่างในคำของแม่วันนั้นที่ผมไม่อยากเข้าใจ มันทำให้เศร้ามากกว่า แม่พูดราวกับว่าท่านกำลังแสดงตัวในฐานะนักปรัชญา

ผมมาพบความจริงจากประสบการณ์ภายหลังว่า ชีวิตที่ผ่านไปทุกวันนั่นแหละ ทำให้คนเราเริ่มพูดในสิ่งซึ่งมองไม่เห็น

"ลูกไม่เข้าใจเพราะว่าลูกกำลังจะแต่งงานกับคนที่ลูกรัก" แม่พูดในวันนั้น "ตอนแต่งงานแม่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน"

เงาของกิ่งก้านไม้ใหญ่ทั้งคู่ไหวตามแรงลม แม่ว่าราวรำพึงกับตัวเอง

"นอกจากความรัก มีเหตุผลเยอะไปที่ทำให้คนเราไม่ทะเลาะกัน ความเห็นใจ เกรงใจ นับถือ หรืออยากจะถนอมใจ"

"แม่คิดว่าพ่อไม่ได้รักแม่หรือครับ" ผมโพล่งด้วยความรู้สึกเจ็บปวดแทนพ่อ

"แม่ไม่ได้คิด" แม่ตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มเรียบ ไม่มีความขุ่นเคืองใดๆ "แต่แม่รู้"

ผมส่ายหน้า "ไม่จริงหรอกครับ พ่อรักแม่มาก ผมคิดว่า...."

มันเป็นเรื่องที่พูดอย่างที่อยากจะพูดไม่ได้ ผมอยากจะบอกแม่ว่า ผมเรียนรู้ที่จะรักใครสักคนให้มากเท่ามากได้ ก็จากที่ได้เห็นพ่อกับแม่นั่นเอง แต่แม่กล่าวโดยเร็ว

"มองจากข้างนอก ลูกไม่มีวันรู้หรอกว่า สิ่งซึ่งได้เห็นนั้นคือความรัก หรือแค่เพื่อทะนุถนอมหัวใจ"

ผมนิ่งเงียบฟังแม่

"แม่ยิ่งรักพ่อของลูกมากขึ้นทุกวันๆ เพราะเหตุนี้ การที่เราทะนุถนอมคนที่เรารักมันเป็นเรื่องปกติ แต่การถนอมหัวใจคนที่เราไม่ได้รัก ใครจะทำได้สักกี่คน"

โปสการ์ดแผ่นที่มีข้อความว่า "คิดถึงทุกปี" ปลิวในหัวใจผม

ผมแทบไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง

"แล้วใครกันครับคือคนที่พ่อรัก"

"คงเป็นใครสักคนที่ไม่เคยรักพ่อของลูกเลยกระมัง"

ผมมองตาแม่ เห็นโปสการ์ดแผ่นนั้นในดวงตาเช่นกัน

------------------------

ทุกวันนี้และตลอดมา ผมไม่เคยสงสัยในความรักที่ตัวเองมีต่อเวณิก แต่ผมนั่นแหละเป็นฝ่ายพูดเรื่องหย่ากับเธอก่อน อย่าถามเลยว่าผมคิดว่าเธอไม่รักหรืออย่างไร

แม่บอกดูจากข้างนอกยากจะแยกระหว่างความรักและสิ่งที่แม่เรียกว่าความทะนุถนอม

มันก็เช่นเดียวกับคำสวยๆ ที่คนหนุ่มสาวมักพูดกัน ความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นไปได้ไหมว่ามีบางสิ่งบางอย่างละเอียดอ่อนไม่น้อยกว่าความรักเลย

ละเอียดกระทั่งเจ้าตัวก็ไม่รู้มาก่อนว่าความรู้สึกที่อยู่ในใจนั้นคือรักหรืออะไรกันแน่ ใครกันจะให้คำตอบเรื่องนี้กับผมได้ พ่อหรือเวณิก

เมื่อเช้าผมเปิดตู้หนังสือข้างโต๊ะทำงานพ่ออีกครั้ง หาโปสการ์ดลายมือเดียวกับใบ "คิดถึงทุกปี" ได้มาอีกหลายแผ่นด้วยกัน ล้วนแต่เป็นส.ค.ส. ที่ส่งมาในปีก่อนหน้าโน้น

ข้อความในนั้นเป็นถ้อยอวยพรเชิงหยอกเอินอย่างสนิทและสุภาพ

ในความคิด ผมมองเห็นสุภาพสตรีท่านหนึ่ง งดงามและอ่อนโยน ท่านนั่งที่โต๊ะทำงาน จรดปากกาเขียน ส.ค.ส.ถึงใครต่อใคร แต่มันไม่ง่ายเลยเมื่อจะเขียนถึงพ่อ

สิ่งที่เธอต้องทำในเวลานั้นคือการรักษาน้ำใจคนที่รักเธอและรักษาระยะห่างกับคนที่เธอไม่ได้รักคนเดียวกันนี้ด้วย

ผมมองไปนอกหน้าต่างเห็นตาเบบูย่าต้นใหญ่แต่งใบรับฤดูฝนแล้ว มีแต่ต้องรอกระทั่งฤดูร้อนหนหน้า ดอกสีขาวอมชมพูบอบบางจึงจะผลิมาให้ชม

มันเป็น และจะเป็นเช่นนี้ทุกปี

ผมมองแล้วคิดถึงพ่อคิดถึงการถ่ายโยงความทะนุถนอมจากเธอคนนั้นมายังพ่อ จากพ่อมายังแม่ ผมไม่ทราบว่าใครกันมีชีวิตโศกเศร้า พ่อหรือแม่ หรือทั้งสองท่าน

หรือไม่มีใครเลย หากว่าความทะนุถนอมสามารถทดแทนความรักได้จริง

แต่ผมเศร้าเกินจะเชื่อเช่นนั้น ผมไม่อาจเฝ้ารดน้ำทุกวัน

เพียงเพื่อที่จะให้ตาเบบูย่าบานแค่ครั้งในรอบปีได้


END...................


บินหลา สันกาลาคีรี


------------------


.....ถ้าเป็นต้นไม้จริงๆ ก็โอเคละนะ ถึงจะบานแค่ปีละครั้ง

แต่ระหว่างที่ไม่มีดอก มันก็มีใบ มีร่มบังแดด ต่อให้ไม่มีดอก กูก็ปลูกได้น่า....

.....ถ้าเป็นคน ปีนึงถึงจะใจดีด้วยซักครั้งเนี่ยก็...สาหัสเหมือนกันนะ

แต่ในเมื่อได้มาอยู่ในมือแล้ว จะเป็นฝ่ายปล่อยไปเองงั้นเหรอ....

ไม่เคยทำว่ะ.....

คำตอบมันคงจะมาเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นจริงๆล่ะมั๊ง....




Create Date : 15 มีนาคม 2550
Last Update : 6 มกราคม 2551 23:35:05 น. 5 comments
Counter : 4700 Pageviews.

 
ขอบคุณที่นำเรื่องนี้มาให้อ่านนะคะ^^ขอบคุณมาก


โดย: nurin IP: 210.203.178.155 วันที่: 8 ธันวาคม 2550 เวลา:0:19:54 น.  

 
ขอบคุณครับ...
วันที่ผม หาคำว่าบินหลา...ใน google..
ผมกำลังนึกถึงเรืองสั้นเรืองนี้แหละครับ
บินหลาเป็นแรงบันดาลใจ...ในหลายๆส่วนของชีวิตผมขอบคุณสำหรับเรื่องสั้นเรื่องนี้นะครับ


โดย: iphoto IP: 222.123.229.159 วันที่: 18 กันยายน 2551 เวลา:23:18:24 น.  

 
หนังสือเล่มนี้ยังมีขายที่ไหนอีกม่ะครับ


โดย: เบ๊นซ์ มช. IP: 202.28.27.3 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:15:15 น.  

 
ทุกครั้งที่อ่าน ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันทุกครั้งเลยค่ะ....เป็นเรื่องสั้นที่ชอบที่สุดเลยค่ะ


โดย: nunee IP: 118.174.1.161 วันที่: 25 กรกฎาคม 2554 เวลา:2:29:32 น.  

 
อยากให้สร้างเป็นหนังจัง คงจะเป็นหนังที่เศร้าเคล้าโรแมนติคได้อย่างดี


โดย: Omnoi IP: 49.49.97.5 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:19:44:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Mita
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Mita's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.