กันตยา & ซาช่า 30

‘ป้าวีร์’ บุคลแรกที่เธอคิดถึงทันทีที่เครื่องแตะพื้น จากนั้นรีบกุลีกุจอหาเที่ยวบินกลับกลับอิสานจังหวัดชายขอบบ้านเกิดของเธอ เธอจากไปไม่กี่วัน แต่รู้สึกเหมือนมันนานแสนนาน เธอเลือกลงที่ท่าอากาศยานอุบลฯ ป้าวีร์ไปรอรับที่นั่น แต่พอเห็นหน้าป้าวีร์ที่กำลังชะเง้อมองหาเธอผ่านทางประตูผู้โดยสารขาออก เธอกลับรู้สึกเหมือนป้าวีร์เป็นคนอื่น

“หนูกัน เป็นยังไงบ้างลูก เที่ยวสนุกไหม” 

กันตยา พยักหน้าแทนคำตอบ แต่อะไรบางอย่างไม่รู้ทำให้น้ำตาของเธอพร่วงพรู ป้าวีร์เข้ามาโอบไหล่ 

“ไม่เป็นไรแล้วนะ จากไปหลายวันก็คิดถึงบ้านเป็นธรรมดา เดี๋ยวไม่นานก็จะถึงบ้านแล้ว”

กันตยาพยายามฝืนยิ้ม เพื่อให้ป้าวีร์สบายใจ ตอนนี้เธอเองก็สับสนจัดระบบความคิดยังไม่ลงตัว พอขึ้นนั่งบนรถเธอก็แสร้งทำเป็นนอนหลับ แท้ที่จริงแล้วในสมองของเธอกำลังพยายามคิด มันเหมือนกับการอ่านหนังสือผ่านไปหลายปีแล้วมันฝังลึกในซีกสมองในส่วนที่ไม่ได้นำออกมาใช้ จู่ ๆ ก็มีอะไรบางอย่างเจาะเข้าไปในความทรงจำตรงส่วนนั้น

“เอ้า..ตื่นได้แล้ว โฮมสวีทโฮม ” ทันทีที่รถจอดหน้าบ้านเสียงป้าวีร์ก็เจื้อยแจ้วอย่างอารมณ์ดี

“ของฝากของป้าวีร์อยู่ในเป้ค่ะ ตอนนี้หนูขอนอนก่อนนะคะ เพลียม-า-ก” เธอลากเสียงคำสุดท้ายจากนั้นก็แกล้งอ้าปากหาวแล้วลากกระเป๋าเข้าบ้านมุ่งตรงไปยังห้องนอน เปิดกระเป๋าล้วงเอาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วที่แยกใส่ถุงต่างหากออกมาใส่ลงในตะกร้า พอดึงเสื้อแจ๊กเก็ตออกมา มีวัตถุตกกระทบพื้นดังปิ้ง เธอก้มมองหา และก็ต้องตื่นเต้นระคนแปลกใจจนเผลอเอามือปิดปากเกรงว่าจะเผลอร้องลั่นออกมา

“กุญแจทองเหลืองรูปหัวใจ” เธอหยิบมันขึ้นมากำไว้ในมือแน่น ความเย็นของโลหะแผ่ซ่านผ่านเส้นเลือดพุ่งกระฉูดไปถึงหัวใจ เธอรู้สึกตัวเบาหวิวจึงทิ้งตัวลงนอนบนเตียง แล้วฉากเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นมาในสมองเรียงตามลำดับ 

“ในที่สุดก็ได้คำตอบในสิ่งที่สงสัยเสียที” 

เธอสะดุ้งตื่นในตอนเช้าเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง 

“หนูกัน ป้าไปทำงานแล้วนะ วันนี้อยากให้ซื้ออะไรมาฝากไหม”

“ไม่ค่ะ ขอบคุณป้าวีร์ ”

เวลาพักร้อนของเธอยังเหลืออีกสี่วัน เธอจึงมีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ เธอเงี่ยหูฟังเสียงรถป้าวีร์ที่เคลื่อนออกไป เธอรีบลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว หาอะไรทานแล้วสืบค้นทางอินเตอร์เน็ท เธอสืบค้นประวัติศาสตร์ของประเทศแอฟริกาใต้ช่วงปี ค.ศ. 1855-1858

‘เผ่าโฟวซาได้รับชัยชนะตามคำทำนาย สัตว์เลี้ยงมากกว่าสี่แสนตัวถูกฆ่าเพื่อสังเวย คลังอาหาร ทุ่งหญ้าและฟาร์มปศุสัตว์ ถูกทำลายย่อยยับ แต่นั่นเป็นชัยชนะที่ขมขื่นเพราะผลที่ตามก็คือมีประชากรมากกว่าสี่หมื่นคนล้มตายเพราะขาดอาหาร และที่รอดชีวิตอยู่ก็ถูกเกณฑ์ไปขายแรงงานในตลาดของอาณานิคมเพื่อแลกกับการมีอยู่มีกิน’

เธอสืบค้นพิพิธพัณ์ทรานสวาอาล ข้อมูลบอกเพียงว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเรียกว่า พิพิธภัณฑ์ดิทซอง ส่วนรายละเอียดเรื่องการจัดแสดงพูดถึงไม่มาก และเธอก็มั่นใจว่า หัวใจธรณีได้รับการคุ้มครองปลอดภัยเป็นของคู่บ้านคู่เมืองโดยทุกคนในประเทศเป็นเจ้าของร่วมกันแล้ว 

‘กว่ามันจะได้มาอยู่ที่นี่ไม่รู้กี่ศพแล้วที่ต้องสังเวย’

ภาพเจ้าซีโรและเจ้าไวคาสผุดขึ้นมาในสมอง จนเธออดน้ำตาไหลไม่ได้ เธอสืบค้นหาครอบครัวเกลมัง แต่ไม่มีการบันทึก เธอมั่นใจว่าต้องมีหลงเหลืออยู่ในปารีสและสืบสายสกุลมาเรื่อย ๆ 

“แม่ ..ทาคิ “ เธอจำเหตุการณ์ตอนแม่ตายได้ มันเหมือนฉากละครเวทีที่ชอบเอาซอสมะเขือเทศมาเทลาดให้ดูเป็นเลือดแต่ที่ตรงนั้นแม่ตายจริงและไม่มีวันฟื้นกลับคืนมา ในช่วงเวลานั้นทาคิยังไม่ตายเขาอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในแอฟริกา หรืออาจได้มีโอกาสไปปารีสกับกิลเบอร์ตกลับ และอาศัยอยู่ที่นั่นจนชั่วอายุขัย

‘คืนไหนท้องฟ้ามีดาว แม่ชอบแหงนหน้าจนคอตั้งบ่าเพื่อมองหาดาวลูกไก่’ เสียงแม่สะท้อนก้องในหัว ‘ดาวลูกไก่จะมีดวงหนึ่งสุกสว่างกว่าดวงอื่น ๆ แม่คิดว่านั่นคงเป็นแม่ไก่ และล้อมรอบได้วยลูก ๆ ’

‘ตอนท้อง แรงดิ้นของเด็กในท้อง แม่รู้ว่ามีทารกสองคนอยู่ในท้องของแม่ พอคลอดออกมาคุณตาบอกแม่ว่าลูกคนแรกตายหลังคลอดได้ไม่นาน แต่แม่ก็เฝ้าฝันวันแล้ววันเล่า อยากให้ลูก ๆ ได้มาอยู่พร้อมหน้าอยู่ด้วยกันทุกวันทุกคืน เหมือนดาวลูกไก่ที่ไม่เคยมีวันแยกจากกัน’ 

‘แล้วค่อยเจอกัน’ เสียงของทาคิแว่วมาสะกิดใจเธออีกระลอก  

กันตยาสืบค้นหาภาพแผนที่ดาว เธอมองหาดาวลูกไก่ เธอปริ้นภาพกาแล็กซี่ ภาพดาวลูกไก่ขนาดขยายใหญ่ ภาพ ทางช้างเผือกที่สวยงามเต็มไปด้วยหมู่ดาวมาแผ่ติดแปะไว้ข้างฝาผนังห้อง เธอจ้องมองกวาดสายตาไล่ไปช้า ๆ เหมือนพยามแกะอ่านภาพจิ๊กซอว์ บางครั้งเผลอเอามือแตะลูบไล้เบา ๆ ในขณะที่ความคิดในหัววุ่นวายสับสน ระหว่างความเป็นกันตยากับซาช่า 

ซาช่าถูกทอดทิ้ง อยู่ในความเลี้ยงดูของศัตรู มาเจอครอบครัวแล้วต้องพลัดพรากจากกันชั่วนิรันดร์ กันตยาพ่อแม่แยกทางกันและอยู่ในควมดูแลของป้าพี่ ๆ ไปคนละทิศละทางแทบไม่ค่อยได้เจอกัน

ซาช่ามีซีโร กันตยามีมิดไนท์

กันตยาเป็นผู้หญิงที่เปราะบางอ่อนแอ ซาช่าเป็นหญิงแกร่งเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น  

ทั้งซาช่าและกันตยาต่างไขว่คว้าวิ่งหาความรักความอบอุ่น

ถ้าเลือกเป็นกันตยาก็อยู่กับป้าวีร์ที่แสนดี ถ้าเลือกเป็นซาช่าก็กลับไปหาครอบครัว

เสียงสะท้อน ต้องกลับไป ต้องกลับไป วนมาอีกครั้ง เธอพยายามปัดมันหนีแต่มันก็หวนกลับมารบกวรสมาธิบ่อย ๆ เธอต้องการใครสักคนที่สามรถรับฟังเธอ เธอค้นหาเบอร์อีเมลของรัชตะ และเริ่มต้นเขียน

ถึง รัชตะ

ฉันเองนะ บิ๊กอายส์กันตยาไง นายสบายดีไหม รู้ไหมถ้าย้อนเวลาได้ ฉันอยากกลับไป 

             ห้องเลคเชอร์ ตอนที่พวกเราเรียนวิชา การเขียนแบบสร้างสรรค์ กับศาสตราจารย์สุทัตน่ะ 

ตอนฉันออกไปพูดหน้าชั้น ซึ่งก็ทำไม่ค่อยดีเลยนะ เพราะมีนายคอยขัดจังหวะก็สนุกดีนะ 

              ถ้าย้อนเวลาได้ ฉันอยากจะนำพูดใหม่ว่า การกลับชาติมาเกิดมีจริง ม่โดนเข้ากับตัวเอง

             ไม่รู้นะนี่

พลันคำพูดของอิสระที่เรียกเธอว่า บิ๊กอายจอมเพี้ยน ก็ผุดขึ้นมา ถ้ารัชตะได้อ่านข้อความนี้เขากคงจะคิดอย่างนั้น เธอจึงกด ยกเลิก จดหมายฉบับนั้น เธออยากเขียนหาศาสตราจารย์สุทัต แต่ก็ลังเลสุดท้ายก็ไม่เขียน ถ้าเล่าให้ป้าวีร์ฟังก็ไม่แน่ใจว่าป้าจะเชื่อไหม หรืออาจเห็นว่าเธอสับสน อาจพาเธอไปพบจิตแพทย์เหมือนตอนวัยเด็กก็ได้ เธอหยิบกุญแจทองเหลืองรูปหัวใจขึ้นมาดู ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย

‘เหลือเวลาพักร้อนอีกสองวันก็ต้องกลับไปทำงาน’

คืนนั้นขณะที่ป้าวีร์เข้านอน เธอแอบย่องออกไปยืนหน้าบ้าน แหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวทอแสงระยิบระยับเหมือนพวกมันกำลังหัวเราะเริงร่า

‘มันเป็นทั้งความสวยงามและความรู้สึกเปี่ยมสุขอยู่ในดัว แสงระยิบระยับช่วยทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนมี ชีวิตชีวา แท้ที่จริงแล้วพวกมันหามีชีวิตไม่ ก็ดีนะที่ไม่ต้องมีความรู้สึกนึกคิด ไม่มีความเศร้า ความเหงา ความเจ็บปวด พวกมันมีความเป็นนิรันดร์ ดาวกับฟ้าไม่มีวันพลัดพรากหรือหนีหายไปจากกัน ไม่มีการ สิ้นสุด ไม่มีการเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ ผุกร่อน ย่อยสลายเหมือนสรรพสิ่งบนผืนโลก’

‘อีกหนึ่งสัปดาห์จะสิ้นสุดเดือนมีนาคม ราศีมีน พิสซิส (Pisces) ราศีสุดท้ายของ

จักนราศรี มันคือการสิ้นสุด คือความตาย ก่อนจะถ่ายโอนไปสู่เมษ ราศีแห่งการเกิดใหม่ เด็กทารก การเริ่มต้น’

สองป้าหลานนั่งทานมื้อเย็นด้วยกัน กันตยามีเรื่องถกกับป้าวีร์ ค่ำคืนนี้เธอดูร่าเริงเบิกบาน ป้าวีร์อดดีใจไม่ได้เพราะตั้งแต่กลับจากแอฟริกาใต้ ดูเธอเงียบ แววตาเศร้าสร้อย และมักเก็บตัวอยู่ในห้อง ป้าวีร์ก็อยากจะฟังจากปากหนูกันเหมือนกันว่า อะไรทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดนั้น

“ป้าวีร์คะ พรุ่งนี้วันที่ 25 จันทรุปราคาเต็มดวง ในตำแหน่งราศีมีนพอดี นิยามของมันคือ..”

“Something ends, something begins บางอย่างจบสิ้น บางอย่างเริ่มต้น” ป้าวีร์รีบต่อประโยคให้ กันตยา อมยิ้มดีใจที่ป้าวีร์เข้าใจตรงกัน

“วันที่ 25 กระจายได้ เท่ากับ 5 + 2..”

“เท่ากับ 7 ” ป้าวีร์ตอบ

“เลข 7 หมายถึงการเดินทาง การพลัดพราก ความห่างไกลของระยะทาง” กันตยาพูดเหมือนคนใจลอย 

“มันยังเกี่ยวโยงไปถึงความลี้ลับด้วยล่ะ เพราะเลข 7 เป็นเลขแทนดาวเสาร์ ดาวที่เกี่ยวข้องกับมนต์ดำ ความลี้ลับ ” ป้าวีร์ขยายาความต่อ

“ใช่ ในโลกเรานี้มีสิ่งลี้ลับตั้งมากมาย บางครั้งวิทยาศาสตร์ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้” กันตยาจ้องมองแก้วน้ำที่คลึงเล่นไปมา

จากนั้นทั้งสองยังคงมีเรื่องคุยกันจิปาถะอีกหลาย ๆ เรื่อง จนดึกจึงแยกย้ายกันเข้านอน ตอนรุ่งเช้าขณะป้าวีร์เดินผ่านห้องของหลานสาวเธอเหลือบเห็นข้อความเขียนด้วยลายมือเหมือนต้นถั่วงอกสูง ๆ เพรียว ๆ แปะไว้ที่หน้าประตู

‘หนูรักป้าวีร์มากที่สุดในโลก

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง 

ถึงเวลาที่หนูต้องเดินทางแล้ว

ตลอดเวลาที่อยู่กับป้าวีร์ถ้าหนูทำอะไรล่วงเกิน 

หนูขอกราบอภัย

รักป้าวีร์

(ประตูไม่ได้ล็อค)’

ท้ายแผ่นกระดาษมีรอยฉีกออก กัญญาวีร์รู้สึกใจสั่นหวิวเมื่ออ่านจบ เหมือนมีลางบอกเหตุ

‘หนูกันจะเดินทางไปไหนอีกล่ะ หรือว่าแอบหนีออกจากบ้าน’ 

    เธอรีบผลักประตูเปิดผลั่วะเข้าไป แล้วเธอก็ต้องร้องกรี๊ดสุดเสียงกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า 

“แก้วน้ำ ขวดยาวางข้างเตียง ดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่แสดงว่าเป็นการเตรียมการ เพราะปกติเวลาเข้านอนจะต้องใส่ชุดนอนหรือเสื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกสบาย” แพทย์ชัณสูตรศพลงความเห็น  

“มีกุญแจทองเหลืองรูปหัวใจพร้อมเงินเหรียญสิบอีกหลายอันอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ทราบไหมครับว่านี่กุญแจอะไร” คุณหมอยื่นให้กัญญาวีร์ดู  เธอขยี้ตาจ้องมองแทบชิดตามองเพราะขอบตาบวมช้ำบวมเปล่งปิิดนัยตาแทบมองอะไรไม่เห็น อาการสะอึกเบา ๆ ยังคงมีเป็นระยะ ๆ เธอส่ายหัว 

“ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่คงมีความหมายสำหรับหนูกัน ใส่ไว้ที่เดิมเถอะค่ะ”

“ผู้ตายอยู่ในอาการหดหู่ ซึมเศร้าไหม”

“ไม่ค่ะ แต่ตอนกลับมาจากไปเที่ยว ก็ดูเหนื่อย ๆ เพลีย ๆ และไม่ค่อยพูด”

“ผู้ตายได้บอก หรือเล่าให้ฟังไหมว่าเป็นเพราะสาเหตุใด”

“ก็บอกแค่ เหนื่อย อยากพักผ่อน”

“อ้อ! อืม..ผู้ตายเคยมีประวัติพบจิตแพทย์ในวัยเด็ก ระยะหลัง ๆ มาเคยไปพบจิตแพทย์อีกหรือไม่”

“ไม่ค่ะ เพราะไม่มีอาการอะไรน่าเป็นห่วง” 

“คำถามสุดท้ายครับ ..ผู้ตายได้พูดอะไรที่ฟังดูผิดปกติไหมครับ”

“พูดค่ะ เธอพูดเรื่องการเดินทาง เรื่องลี้ลับ”

ถ้ามีใครค้นขยะในห้องครัวดูจะเห็นเศษกระดาษส่วนที่ฉีกออกมาที่มีข้อความเขียนไว้ว่า

‘ป.ล.      ป้าวีร์คะ หนูขอโทษถ้าต้องทำให้ป้าเสียใจ เพราะนี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด การสิ้นสุดและการ เริ่มต้น หนูอยากกลับไปเริ่มต้นกับครอบครัวที่รอหนูอยู่ การได้มาอยู่กับป้าวีร์เป็นสิ่งวิเศษมาก การพรากจากสิ่งที่ตัวเองรักก็แสนจะทุกข์ทรมาณ หนูจะไม่พูดว่า ‘ ถ้าชาติหน้ามีจริงค่อยเจอกัน’ เพราะถ้า เป็นอย่างนั้นชีวิของหนูจะไม่มีวันได้หยุดนิ่ง

รักป้าวีร์มากค่ะ ลาก่อนป้าวีร์ ’

         THE END

ขอขอบคุณจากใจจริง แด่  SA Airlines, Bangkok  Post newspaper และมิตรไมตรีของบางคนใน South Africa  ที่หยิบยื่นให้




Create Date : 21 ธันวาคม 2558
Last Update : 26 ธันวาคม 2558 20:34:34 น.
Counter : 294 Pageviews.

0 comment
กันตยา & ซาช่า 29
 

ทั้งกิลเบอร์ตและทาคิช็อคกับภาพที่เห็น ทาคิคลุ้มคลั่งทิ้งตัวลงนอนเกลือกกลิ้งร้องคร่ำครวญโหยหวน เขาสูญเสียแม่ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างและพี่สาวที่เพิ่งพานพบได้ไม่นาน รวมไปถึงผู้ให้กำเนิดที่เขาไม่มีโอกาสเอ่ยคำว่าพ่อเลย ตอนนี้ เขาเหลือตัวคนเดียว  กิลเบรอ์ตเข้าใจความรู้สึกของน้องต่างสายเลือดดีจึงปล่อยให้เขาได้ระเบิดความรู้สึกออกมาให้เต็มที่  พออาการเริ่มทุเลาคงเหลือเพียงเสียงสะอึกและทรวงอกที่เคลื่อนขึ้นลงตามแรงหายใจกิลเบอร์ตจึงละจากเขาและเดินไปที่ริมแม่น้ำทูเกลูล่าพร้อมกับตะโกนก้องเพื่อหวังให้เสียงของเขาได้ยินไปถึงซาช่า 

 

          “ซาช่าน้องรัก..เธอมาพร้อมกับสายน้ำและเธอก็จากไปพร้อมกับสายน้ำ  เธอคือบุตรของสายน้ำ ชื่อของเธอซาช่า แปลว่าผู้ปกป้องมนุษย์ เธอยอมสละชีพตัวเองเพื่อปกป้องผู้คนมากมายที่จะถูกกลุ่มต่อต้านทำลาย   ถ้าภพอื่นมีจริงจงไปรอที่นั่นแล้วพวกเราจะตามไป”  

 

กิลเบอร์ตได้ยินเสียงงึมงำแต่จับใจความไม่ได้ เขาหันไปมองเห็นทาคิกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ริมแม่น้ำไม่ไกลจากเขา ทาคิเรียกหาแม่และเอ่ยชื่อซาช่าหลายครั้ง จากนั้นเขาก็เอามือโกยดินริมตลิ่งหว่านลงน้ำ  

 

          “วอนสายธารที่กว้างใหญ่จงนำพาดินเหล่านี้กลบหน้าแม่และพี่ข้าผู้เสียสละด้วยเถิด”   

 

สัปดาห์ถัดมากิลเบอร์ตพร้อมด้วยเบ็ตตี้ แบริและทาคิ อังซอ เกลมังจูเนียร์ก็ขึ้นเรือโดยสารกลับยุโรป ทาคิ มองข้ามไหล่ตัวเองหลายครั้ง เขาอยากจะจดจำทุกสิ่งทุกอย่างไว้เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้กลับมาเยือนแผ่นดินแม่อีกหรือไม่   ขณะมองหาที่นั่ง กลุ่มผู้โดยสารผิวขาวที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ต่างมองทาคิเหมือนเขาเป็นตัวประหลาด บ้างก็ป้องปากซุบซิบ จากจำนวนผู้โดยสารบนเรือนับร้อยทั้งหมดทาคิเป็นคนสีผิวเพียงคนเดียว  เบ็ตตี้ไม่สนใจสายตาที่จ้องมองมาเธอยังคงเดินลิ่วนำหน้าและหาที่นั่งให้ทาคิจัดแจงให้นั่งคู่กับแบริ และเธอนั่งด้านหลังคู่กับสามี ตลอดเวลาที่อยู่บนเรือทาคิคงได้แต่นั่งก้มหน้านิ่ง ถ้ามีทางเลือกอื่นคงไม่มานั่งอยู่บนนี้หรอก เขาคิด    

 

          “ลาก่อนแม่ ลาก่อนซาช่า เมื่อถึงเวลาค่อยพบกันใหม่”  

 

กันตยาผวาสะดุ้งตื่นอีกครั้ง น้ำใส ๆ ไหลรินข้างแก้ม  เสียงบอกลาสะท้อนก้องกลับไปกลับมาในหัว  เมื่อถึงเวลาค่อยพบกันใหม่.. เมื่อถึงเวลาค่อยพบกันใหม่  ..เมื่อถึงเวลา...   

 

          “ค่ะเมื่อถึงเวลาแล้วค่อยพบกันใหม่”  เธอพูดออกมาทั้ง ๆ ที่ยังไม่ลืมตา   ฟาโก้เต้นผางด้วยความดีใจ หันไปสะกิดบอกเบลลา  โดยมียายเฝ้าคอยสังเกตอยู่ทุกการเคลื่อนไหว   

 

          “สำเร็จแล้ว สูตรยาสมุนไพรของตระกูลเราใช้ได้ผล  มันสามารถขุดคุ้ยเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเธอได้และเพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวในภพก่อนของเธอได้” 

 

กันตยาค่อย ๆ ลุกจากเตียง แล้วเดินทื่อ ๆ ออกนอกห้อง ทั้งสามคนต้องรีบตามเธอออกไป เธอก้าวขึ้นไปนั่งบนรถจี๊ปตัวแข็งทื่อสายตามองไปข้างหน้าว่างเปล่า มือที่แข็งทื่อของเธอยกขึ้นชี้นิ้วไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ฟาโก้รีบขึ้นประจำตำแหน่งคนขับ เบลลานั่งเบาะหลังคู่กับยาย  เขากระชากรถออกอย่างเร็วจนทำเอาผู้โดยสารทุกคนหัวแทบคะมำ พอขับไปได้สักพักมือเธอชี้ให้เลี้ยวขวาออกนอกเส้นทางซึ่งเป็นถนนลูกรังวิ่งไปได้ไม่นานเธอชี้ให้เลี้ยวซ้ายแล้วขับยาวตรงไปเรื่อย ๆ ข้ามสะพานไป ฟาโก้อ่านป้ายก่อนถึงสะพาน ‘แม่น้ำทูเกลูล่า’   เขากวาดสายตามองเห็นสายน้ำใต้สะพานแผ่วงกว้างตื้นเขิน  จากนั้นเขาขับเลียบสายน้ำไปเรื่อย ๆ ตามที่กันตยาชี้บอก ไม่นานเธอก็ทำสัญญาณให้หยุดรถ จากจุดที่จอดรถมองเห็นเนินเขาเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยโขดหินและต้นไม้บางตา กันตยาเดินตรงไปยังซอกหินใกล้ต้นไม้ใหญ่ที่มีเถาวัลย์พันเลื้อยหนาทึบ เธอหยุดยิ่งมองหาอะไรบางอย่างจากนั้นจึงก้มหยิบเอาซีกแผ่นหินแตกมาขูดเอาตะไคร่ที่เกาะติดก้อนหินใหญ่หนาเตอะออก

 

          “กุญแจอยู่ในก้อนหิน”  เสียงแหบพร่าที่คุ้นหูดังแว่วในหัว  เธอขูดไปได้สักพักก็ใช้ฝ่ามือลูบคลำไปเรื่อย ๆ โดยสายตายังคงทอดมองไกลไปข้างหน้าเหมือนคนตาบอด  พลันมือของเธอก็หยุดกึกเมื่อสะดุดกับร่องรอยกรอบสี่เหลี่ยมของแผ่นหินเล็ก ๆ ที่ฝังแทรกตัวอยู่บน้อนหินใหญ่ กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานทำให้มองว่าเป็นเนื้อหินก้อนเดียวกันเพราะสีของมันไม่มีความแตกต่าง  เธอไล่นิ้วไปเรือย ๆ พร้อมกับใช้ซีกหินแตกแซะตามนิ้วมือไปจนมองเห็นเป็นรูปสี่เหลี่ยม จากนั้นเธอก็ใช้ซีกหินขุดเจาะไปรอบ ๆ  แล้วเอามืองัดออกมา  มันเป็นแผ่นหินทรายขนาดเท่าฝ่ามือ เธอเอามือลูบคลำอย่างทนุถนอม ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนจะทุบมันลงบนก้อนหินใหญ่เสียงดังโป๊ะ พอก้อนกินทรายแตกกระจาย ทำให้มองเห็นโลหะสีทองเลืองที่ฝังซ่อนอยู่ข้างใน  ผู้ติดตามทั้งสามคนอ้าปากค้างในสิ่งที่พวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เบลลาเริ่มหายใจถี่หนัก ยายมีท่าทีลุกลี้ลุกลน กันตยาหยิบเอาโลหะนั่นขึ้นมาและเคาะมันลงที่ก้อนหินเบา ๆ จนดินแตกออกจนหมดและโลหะปรากฏภาพชัดเจน มันเป็นกุญแจทองเหลืองรูปหัวใจดอกเล็ก ๆ  เธออ้อมเดินไปหลังโขดหินซึ่งมีหญ้าปกคลุมอยู่ เธอบอกใบ้ให้ฟาโก้ดึงหญ้าบริเวณนั้นออก และที่ตรงนั้นฟาโก้มองเห็นแผ่นโลหะเหล็กเก่าสนิมเขลอะเหมือนบานประตูซึ่งโค้งตามช่องโหว่ของก้อนหินสองก้อนประกบกัน กันตยาใช้มือลูบคลำหารูกุญแจซึ่งตอนนี้ฝุ่น ดินจับอยู่เต็ม มือเธอสัมผัสกับโลหะสี่เหลี่ยมแผ่นเล็ก ๆ เธอเลื่อนมันออกไปด้านข้างอย่างยากลำบาก พอมันเคลื่อนไปก็เผยให้เห็นรูกุญแจ เธอรีบสอดกุญแจเข้าไปแล้วบิด  เกิดเสียงดังแกร๊ก เธอดึงกุญแจออก ฟาโก้ออกแรงไม่มากก็สามารถผลักบานประตูเข้าไปได้ มันเป็นอุโมงทางเข้าที่ต้องมุดเลื้อยคลานจึงจะเข้าไปได้  กลิ่นสาบกลิ่นอับชื้นลอยโชยออกมาประทะจมูก  

 

“ประตูเปิดแล้ว วิญญาณของบรรพบุรุษก็คงไม่ถูกขังอีกต่อไป หมดหน้าที่ตามที่ทวดสั่งไว้แล้ว ใช่ไหมยาย”   ฟาโก้ถอนหายใจโล่งอก แต่พอเขาหันไปเห็นยายก้าวเข้ามาอย่างเร็ว จากนั้นก็ทิ้งตัวนอนราบรีบมุดเข้าไปในอุโมงค์ ทำเอาทุกคนตะลึง   

 

“ยาย อย่าเข้าไป มันอาจมีอันตราย” เบลลาคว้าข้อเท้าของยายเอาไว้  

 

“ในนี้มันอะไรมากปล่อยวิญญาณตามคำกล่าวอ้าง” ยายตะโกนตอบพร้อมกับถีบกลางอกเบลลาอย่างแรงจนเธอผงะหงายหลังล้มตึง พอลุกขึ้นได้เธอเอื้อมสุดมือพยายามจะควานหาตัวยายแล้วดึงกลับออกมา แต่ยายว่องไวกว่าที่เธอคิดเอาไว้ เธอจึงรีบคลานตามยายเข้าไป  กันตยาลอดคลานตามเข้าไปอีกคนจึงทำให้ฟาโก้ต้องตามเข้าไปด้วย    

 

เข้าไปประมาณห้าเมตรก็เจอ อุโมงค์กว้าง ฟาโก้ใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์ส่องมองรอบ ๆ มันเป็นร่องรอยเหมืองร้างเก่าแก่ขนาดใหญ่ บางแห่งก็มีก้อนหินถล่มลงมาทับทางเดิน พื้นดิน และผนังเย็นเฉียบ กลิ่นอับชื้น กลิ่นสนิมโชยมาเป็นระยะ ๆ  ฟาโก้อดคิดไม่ได้ว่ามันอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่  ขณะที่กำลังจินตนาการภาพต่าง ๆ ที่ล้วนน่ากล้วพร้อม ๆ กับก้าวเดินสสาดส่องไฟฉายไปรอบ ๆ เขาต้องขนลุกซู่เมื่อแสงไฟสาดไปปะทะกับหัวกระโหลกผุ่กร่อนและโครงกระดูกกลาดเกลื่อน ที่โผล่อยู่เหนือดิน   

 

 

“กี่ศพนะที่ฝังอยู่ในนี้” เขาพึมพำกับตัวเอง  

 

กันตยาเดินนำไปไปช้า ๆ ตัวยังคงแข็งทื่อ แต่ก้าวย่างของเธอมั่นคงในขณะที่ฟาโก้เดินสะดุดหินเพราะทางเดินขระขระทำให้เซถลาบ่อย ๆ  ทางเดินบางช่วงก็เต็มไปด้วยก้อนหินแตกวางระเกะระกะขวางทางเดิน ฟาโก้กวาดสายตามองรอบ ๆ เขาชูไฟฉายให้สูงขึ้นเพื่อจะได้มองเห็นในระยะไกลออกไป ส่วนกันตยาไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ  ไม่นานก็ได้ยินเสียงเอะอะ สะท้อนก้องมาฟังดูชวนขนลุก ฟาโก้หยุดกึกมือที่ถือไฟฉายโทรศัพท์สั่นเล็กน้อยเขานึกภาพถึงสิ่งมีชีวิตอื่น  เขามองซ้ายมองขวาอยากจะหันหลังวิ่งกลับออกไปแต่พอหันไปดูกันตยาเธอกลับไม่ได้สนใจอะไรยังคงเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ฟ้าโก้จึงจำใจรีบจ้ำอ้าวเดนตามเธอไป พอเดินไกล้เข้าไปทำให้ได้ยินชัดเจนและเขาจำเสียงนั้นได้ มันเป็นเสียงของยายกับเบลลา  เสียงสะท้อนก้องลอยมามาแสบแก้วหู แต่จับใจไม่ได้ จากนั้นตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง  ฟาโก้หูผึ่งกับสิ่งที่ได้ยินแสดงว่าทั้งสองคนอยู่เบื้องหน้าไม่ห่างจากพวกเขา อีกไม่นานคงตามทัน เขาอยากจะเร่งฝีเท้าแต่กันตยายังคงย่ำเดินไปช้า ๆ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง   

 

          “ปัง”    

 

เสียงปืนดังก้องสะท้อนมา ฟาโก้รีบวิ่งแซงห้ากันตยาตามไปดู  จากนั้นเขาก็ตะโกนร้องเสียงหลง ตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วไม่กี่อึดใจ  เขายกไฟฉายขึ้นสูง เอามือปิดจมูกกลิ่นคาวเลือดคละเคล้ากับกลิ่นอับชื้นทำให้เขาแทบจะอาเจียน  เบลลานอนหงายโดยมีหินก้อนใหญ่ทับปิดใบหน้าเลือดไหลนองอาบพื้น ร่างผอมโย่งของยายนอนคว่ำคร่อมเบลลาอ้าปากกว้างเปลือกตาถลน เลือดกำลังไหลปุด ๆ ออกจากกลางแผ่นหลังไหลผ่านร่างเบลลาลงพื้นสู่พื้น   เขาคาดเดาว่าทั้งสองอาจต่อสู้กันตามจากเสียงที่ได้ยิน ยายคงยกหินก้อนใหญ่เพื่อจะทุบหัวเบลลา และเบลลาอาจถอยหลังและสะดุดล้ม สัญชาตญาณตำรวจหญิงอย่างเธอจึงยิงป้องกันตัวเข้าที่ทรวงอกยาย และยายล้มฟุบพร้อม ๆ กับก้อนหินหล่นจากมือลงตรงหัวเบลลาพอดี           “อะไรเป็นเหตุให้ยายกับหลานต้องทะเลาะกันถึงขั้นฆ่าแกงกันนะ ”  เขารู้สึกหัวใจเบาหวิวแทบจะเป็นลม เกิดความกลัวในสิ่งซึ่งมองไม่เห็น เนื้อตัวสั่นเทิ้มอยากหันหลังกลับออกไป เพราะกลัวว่าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่อีกคน  

 

‘หรือว่าเราสร้างภาพหลอตัวเอง’   เขาคิด  พลันก็นึกได้ว่าทิ้งกันตยาไว้เบื้องหลัง เขารีบวิ่งกลับไปหาเธอ  และก็แทบช็อคเมื่อเห็นเงาตะคุ่มยืนนิ่งหันหน้าไปทางผนังอุโมงค์  เขาชูไฟฉายขึ้น รู้สึกโล่งใจที่รู้ว่าเป็นใคร พอเขาเดินเข้าไปหาเธอ ท่ามกลางความมืดแต่มีมีรัศมีแสงสีเหลืองส่องสว่างเรืองรองเจิดจ้า และเมื่อเขาจ้องมองมันก็ต้องตกตะลึง อ้าปากค้าง  

 

          “ทอง”  เขาอุทานออกมาแล้วต้องรีบเอามือปิดปากตัวเอง กันตยาบุ้ยใบ้สั่งให้เขาถอดเสื้อคลุมออก เขาปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย เขาถอดออกทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวกำลังสั่นงันงก แต่อาการสั่นตอนนี้กับเมื่อก่อนจะก้าวมาที่ตรงนี้มันแตกต่างกัน   ‘โอ้ แม่เจ้า ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นทองบริสุทธิ์ก้อนเท่าหัวคนโต ๆ’   เขาอยากตะโกนกรีดร้องให้สุดเสียงระเบิดความตื่นเต้นออกมาแต่เมื่อเขาแว๊บมองกันตยาแล้วมันทำให้เขารู้สึกเย็บวาบถึงกลางสันหลังและได้แต่แล้วยื่นเสื้อคลุมให้เธอ เธอคว้าเสื้อจากมือเขาแล้วนั่งคุกเข่า จ้องมองสิ่งที่อยู้เบื้อหน้า ทำปากขมุบขมิบ  

              “ทองคืนแก่แผ่นดิน”  เธอพูดเบา ๆ แล้วอวางเสื้อคลุมของฟาโก้ลงบนพื้น แขนผอม ๆ ของเธอเอื้อมไปกลิ้งทองคำก้อนเท่าหัวใส่บนเสื้อคลุม  ฟาโก้อยากจะเข้าไปช่วย แต่มีอะไรบางอย่างหยุดยั้งเขาไว้ เธอห่อมิดชิดมัดแน่นแล้วสั่งให้ฟาโก้ยกมันขึ้นมา แล้วเธอก็หันหลังเดินนำหน้าย้อนกลับทางเดิม  ฟาโก้หันไปมองข้างหลังสองสามครั้งรู้สึกหดหู่และอาลัย แต่ก็ต้องปล่อยทิ้งให้เบลลา และยายนอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น  

 

 กันตยายังคงแข็งทื่อมือชี้บอกทางเหมือนตอนขามา  ฟาโก้ขับตามที่เธอบอกเข้าเมืองพิทอเรีย หักเลี้ยวตามมือเธอชี้ ไม่นานก็มาจอดอยู่หน้าบ้านเก่า ๆ ลักษณะเหมือนบ้านร้าง และค่อนข้างจะอยู่ห่างจากบ้านหลังอื่น ๆ  ประตูเหล็กดัดเส้นโค้งสีดำปิดอยู่ แต่ไม่ได้คล้องกุญแจ  บริเวณรอบ ๆ บ้านมืดมิด ไม่มีแสงไฟ เขาพยายามนึกว่ามันอยู่ในโซนไหนของพิทอเรีย แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก   บรรยากาศตอนพลบค่ำทำให้มองดูสิ่งรอบ ๆ รวมทั้งต้นไม้ใบหญ้าเป็นเงาดำทมึนรูปร่างหลากหลายมองดูน่ากลัว ฟาโก้พยายามจ้องมองฝ่าความมืดผ่านประตูกรงเหล็กเข้าไป แต่มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเงามืดดำ  กันตยาเอื้อมมือมาคว้าห่อผ้าจากมือของเขาความหนักของมันทำให้เธอเซถลาเล็กน้อย เธอทำสัญญาณมือบอกให้เขารอข้างนอก  เสียงเหล็กประตูเสียดสีกันอังอ๊าดตอนที่เธอเปิด เธอเดินตรงไปยังตัวบ้าน ฟาโก้ได้แต่ชะเง้อมองตาม เพียงไม่กี่ย่างก้าว เธอก็หายเข้าไปในความืด  ชั่วอึดใจเธอก็เดินออกมาในมือว่างเปล่า ฟาโก้รู้สึกเสียดายที่เห็นของล้ำค่าหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา  เขาอยากรู้ว่าเธอเอาห่อผ้านั่นไปซ่อนไว้ที่ไหน  เขาไม่กล้าพอที่จะถามเธอ   เขาพยายามมองบริเวณรอบ ๆ และจดจำรายละเอียดให้ได้มากที่สุด เขาวางแผนในใจว่าจะย้อนกลับมาอีก   แล้วทั้งสองก็ขึ้นรถกลับ เธอชี้บอกทางให้เลี้ยวขวา พอฟาโก้เลี้ยวตามที่เธอบอกก็เจอถนนสายที่เชื่อมต่อกับใจกลางเมืองที่เขารู้จักดี  นั่งรถไปได้ไม่นานกันตยาก็นั่งหลับคอพับอยู่ข้าง ๆ เขา  จู่ ๆ ฝนที่ไม่มีเค้าก็เทโครม ๆ ลงมาและไม่มีทีทาว่าจะหยุด  เสียงฟ้าแลบฟ้าผ่าเปรี้ยงป้าง ไฟฟ้าที่ประดับอยู่สองข้างทางดับวูบวาบเหมือนไฟกระพริบ  

 

          ‘หาที่พัก’ ฟาโก้หันขวับไปมองกระเป๋าเดินทางของเธอที่ยังคงวางอยู่ท้ายรถในสภาพเดิมเหมือนตอนที่ยกมันขึ้นวางตอนครั้งที่อยู่ในสวนพฤกศาสตร์  เขาขับรถฝ่าฝนไปเรื่อย ๆ มุ่งตรงไปโรงแรมที่เขารู้จักดีและอยู่ในย่านที่ไปมาสะดวก   เขาเช็คอินและสั่งให้เบลล์บอยยกกระเป๋าของเธอขึ้นไปไว้ในห้อง และเขาก็ซ้อนอุ้มร่างของเธอขึ้นห้อง พนักงานต้อนรับมองดูเขาด้วยสายตาแปลก ๆ   

 

“อืม..เพื่อนผม ดื่มมากไปหน่อย เลยเมาหลับ”  แล้วเขาก็แกล้งหัวเราะแหะ ๆ พอถึงห้องพักเขาวางเธอลงบนเตียงแล้วยืนพินิจพิจารณาดู สายตาของเขาไม่ได้โฟกัสอยู่ที่เธอ แต่สมองของเขารู้สึกฉงน แปลกใจว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง??  หรือว่าเขาฝันไป??  เขาภาวนาว่าเมื่อเขาตื่นขึ้น เขาคงเห็นเบลลาและยายยังนั่งอยู่ใกล้ ๆ เขา  เหตุการณ์ในเหมืองก็คงเป็นเพียงภาพในความฝัน   เขาเอามือทุบศรีษะตัวเองเพื่อให้ตื่นจากฝันก่อนจะเดินออกจากห้องไปและปิดประตูตามเบา ๆ เขาไม่หันหลังกลับมามองเพราะต้องการทิ้งคงามฝันไว้เบื้องหลัง 

 

กันตยาตื่นขึ้นมาในตอนสายขออีกวัน เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นวันอะไร วันที่เท่าไหร่ แต่รู้สึกอ่อนเพลีย สมองเบลอทู่ ๆ ทื่อ ๆ เหมือนมีก้อนขยะหลายกิโลฝังอยู่บนหัว หนักอึ้ง นึกอะไรก็นึกไม่ออก หรือว่าเซลล์สมองตาย ทุกระบบหยุดทำงาน  เธอก้มมองตัวเองที่ยังคงสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมตั้งแต่ออกจากบ้าน  พยายามนึกว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่บ้านที่ห้องนอนตัวเอง หรือว่าที่อื่น  เธอพยายามคิดเรียบเรียยเรื่องราวกระท่อนกระแท่นปะติดต่อกันเท่าที่สมองของเธอจะเอื้อ เรื่องราวต่าง ๆ  ที่เหมือนดูหนังดูละคร แต่มันช่างเหมือนจริง เธอยกแขนขึ้นมองหน้าปัดนาฬิกา  

          “11 โมง”   

           “วันนี้เรามีแผนการจะทำอะไร?? “ เธอคิด คิด แต่ก็คิดไม่ออก พลันก็รู้สึกเย็นวาบที่ท้องกรดเปรี้ยว ๆ วิ่งแล่นแผ่นลำไส้สัมผัสกับความว่างเปล่าจนรู้สึกเหมือนท้องของเธอแฟบลงเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมออก  หิว  นั่นคือสิ่งที่เธอเริ่มรู้สึก เธอจึงรีบดีดตัวลุกจากเตียง ถึงแม้จะเซถลาด้วยหัวที่มึนตึง หนักอึ้งอยู่แต่เธอก๋ลากสังขาร์ของห้องน้ำจนได้  อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วลงไปห้องอาหารของโรงแรม เธอแวะไปที่เคาเตอร์ เพื่อพยายามทบทวนความทรงจำตอนแรกเริ่มเดินเข้ามาที่นี่ แต่ทุกอย่างดูไม่คุ้นตามเลยมันดูแปลกใหม่ไปหมด   

          “ฮัลโล่ มิส หลับสบายดีไหมครับ” พนักงานต้อนรับสีผิวยิ้มเห็นฟันขาวทักทายเธอ           “เออ.. ดีค่ะ ขอบคุณ ฉัน..เอ่อ..ฉันเช็คอินเมื่อไหร่คะ”   

 พนักงานต้อนรับทำหน้างง ๆ เขาขอดูพาสปอร์ตของเธอแล้วเปิดดูสมุดบันทึก  

           “คุณเช็คอินเมื่อคืนครับ ตอนสองทุ่ม”  

เธอสะดุ้ง เป็นไปได้ยังไง ทำไมต้องมาถึงค่ำมืดขนาดนั้น   

 

               “ฉัน เอ่อ ฉันมายังไง “   เธอยังนึกอะไรไม่ออกอยู่ดี  พนักงานต้อนรับมองดูเธอแล้วยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย   

 

          “เพื่อนของคุณบอกว่าคุณเมามาก เข้าอุ้มคุณขึ้นห้อง” พูดจบเขายังขยิบตาล้อเลียนอีกด้วย  

           “ฮ้า..เพื่อน เหรอ..ใคร ” กันตยาสะดุ้ง อุทานเสียงดัง แต่แล้ว็ต้องเอามือปิดปากตัวเอง  มันเป็นอะไรที่แปลกพิกล เธอคงไม่กล้าถามอะไรเขามากไกกว่านี้ ขอเวลาสักหน่อยแล้วค่อยคิดทีหลัง เธอบอกตัวเอง    

“วันนี้วันที่เท่าไหร่คะ”  

 

          “16 มีนาคมครับ” 

 เธอสะดุ้งอีกครั้ง  เธอเดินทางออกจากบ้าน เวลาตีสองของวันที่ 13  มาถึงนี่ เช้าวันที่ 14  แต่วันนี้วันที่ 16  เวลาเธอหายไปสองวันกับหนึ่งคืน    

          “เกิดอะไรขึ้น!” เธอเผลออุทานออกมา    

          “อืม..มีอะไรให้ช่วยไหมครับ”  เขาถามด้วยสีหน้าแปลก ๆ มองเธอแบบงง ๆ    

          “เอ่อ..ไม่มีอะไรค่ะ คือ ฉันจะเช็คเอาท์วันนี้ค่ะ”  ตามตั๋วที่เคลมมา วันที่ 16 มีนาคมเวลาบ่ายสองโมง ต้องไปขึ้นเครื่องที่โยฮันเนสเบิร์ก เพื่อไปเคปทาวน์     

ระหว่างนั่งรถตู้หรือชัทเทอร์คาร์กลับโยฮันเนสเบิร์ก เธอเริ่มเรียบเรียงเหตุการณ์ แต่จำได้เพียงว่า ตอนที่มาถึงพิทอเรียมีผู้หญิงกับผู้ชายเข้ามาทักทายและพานั่งรถไปหาที่พัก แล้วเธอก็จำอะไรต่อจากนั้นไม่ได้เลย      เที่ยวบินไปเคปทาวน์ราบรื่นดี เธอหาที่พักได้ไม่ไกลจาสนามบิน พอเช็ค อินเสร็จเธอลากกระเป๋าไปพิงไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้า ทิ้งตัวลงนอนด้วยความเพลีย กะว่าถ้าได้นอนเต็มอิ่มจะทำให้รู้สึกสดชื่น เธอหลับตา แต่กลับนอนไม่หลับ เส้นประสาทบนหัวยังคงเต้นตุบตับ พลิกตัวไปมา ทั้งตะแคงทั้งนอนหงายงอเข่าก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ เธอเปิดดูข่าวภาคค่ำ  

 

“ข่าวด่วนวันนี้เป็นที่ตะลึงกันทั้งประเทศที่จู่ ๆ ยามแก่ขี้เมาคนหนึ่งได้หิ้วเสื้อคลุมที่ห่อซ่อนทองคำก้อนเท่าหัวไปมอบให้แก่พิพิธภัณฑ์ ทรานสวาอาล” เสียงโฆษกหนุ่มพูดเจื้อยแจ้ว จากนั้นตัดภาพไปดูสัภาษณ์สด ภาพชายแก่หัวหยิกหยองขาวโพลน หน้าตาทรุดโทรม “ คุณลุงกาตูร์ ช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อยครับ”  

                   “คืนนั้นกลับจากที่ทำงาน ผมรับงานแทนเพื่อนเพื่อไปเฝ้าบ้านสวนที่ชานเมือง เจ้าของบ้านไปต่างประเทศ”   

“แล้วไปเจอทองคำก้อนมหึมานี้ได้ยังไงครับ”   

 

“ผมไม่ได้เจอเอง ..คือ เอ่อ อยู่คนเดียวมันเหงาผมเลยก้งจนฟุ๊บหลับอยู่ระเบียงหน้าบ้านตั้งแต่ตอนบ่าย จู่ ๆ ก็มีคนมาปลุก ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาก็เห็นเงาทมึนยืนอยู่ข้าง ๆ ผม”  

             “คุณลุงรู้จักคนคนนั้นไหม?”  

             “ไม่เลยครับ  เสียงของเธอใสเย็นยะเยือกจับถึงขั้วหัวใจ เธอพูดว่า  ‘ ซาลิม ถ้าเจ้ายังรักและศรัทธาในแผ่นดินแม่  จงนำสิ่งนี้ไปมอบให้กับทรานสวาอาล ถ้าเจ้าเปิดดูเจ้าจะมีอันเป็นไป’  แปลกมากที่เธอเรียกผมว่าซาลิม”  

 “รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง”    

“ผมมองเห็นไม่ชัดเพราะมันมืด เพราะผมหลับตั้งแต่จนถึงมืดค่ำจึงยังไม่ได้เปิดไฟ .. เอ่อ..ตัวสูงใหญ่ เจ้าเนื้อนิด ๆ ผมหยิกเป็นลอนยาว”  

 

“ก่อนที่คุณจะนำไปมอบให้กับพิพิธภัณฑ์ คุณรู้ไหมว่าในห่อผ้านั่นคืออะไร” “ไม่เลยครับ  เพราะเสียงสั่งนั่นก็ทำเอาผมขนลุกพอแล้ว”  

             “ไม่คิดหรือว่าเผื่อมันเป็นวัตถุอันตราย”   

“คือ..เอ้อ..ไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย” เขาตอบหน้าซื่อเบือนหน้าหลบกล้อง  

 

 “ครับคุณผู้ชมนั่นเป็นเรื่องจากปากของยามกาตูร์ ฉายายามขี้เมา เรืองราวที่เขาบอกจะเชื่อถือได้แค่ไหนก็คงต้องใช้วิจารณญาณกันเอาเองนะครับ เพราะเขาบอกว่าตัวเองดื่มมากจนถึงขนาดล้มฟุ๊บหลับคาที่ จู่ ๆ ก็มีหญิงสาวไม่ปรากฏนามยื่นห่อผ้าให้ สั่งให้เอาไปมอบให้ พิพิธภัณฑ์ ทรานสวาอาล กำซับว่าห้ามเปิดดู และเรียกเขาว่า ซาลิม  แต่สิ่งที่เชื่อถือได้แน่นอนในตอนนี้ก็คือ  มีทองคำก้อนเท่าหัวในห่อเสื้อคลุมจริง ตอนนี้ได้จัดแสดงให้ผู้คนได้เข้าไปชื่นชมเป็นขวัญตาไว้ที่พิพิธภํณฑ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนหญิงลึกลับคนนั้นก็คงมีการติดตามค้นหาถึงที่มาที่ไปในคราวต่อไป ถ้ามีข่าวคืบหน้าอะไรทางรายการจะแจ้งให้คุณผู้ชมได้รับทราบในโอกาสต่อไป ” แล้วภาพก็ตัดให้เห็นทองคำบริสุทธิเหลืองอร่ามอยู่ในตู้กระจกใส  กันตยาก็ไม่ได้สนใจอะไรเป็นเพียงดูรายการข่าวทั่ว ๆ ไป

 

รุ่งเช้าเธอเดินชมทิวทัศน์รอบ ๆ สมองยังคงทึมทื่อ ๆ เบลอ ๆ  เหมือนเดิม  มีรถบริการไปชมท่าเรือที่ชื่อ วอเทอร์ ฟร้อนท์ ค่าโดยสารแค่แรนด์เดียว เธอจึงขึ้นรถโดยสารไปโดยนั่งเบาะคู่กับหญิงชาวพื้นเมืองตัวอ้วนใหญ่เนื้อตัวมอมแมมกลิ่นตัวเหม็นฉุนจนเธอต้องยอมเสียมารยาทเอามือปิดจมูก หญิงคนนั่นชำเลืองดูเธอบ่อยครั้งคงเพราะความแตกต่างในด้านชาติพันธ์มากกว่าสิ่งอื่นใด   พอไปถึงเธอเดินเลาะริมทะเลไปเรื่อย ๆ จนไปถึงจุดน้ำที่เชื่อมต่อกันระหว่างสองมหาสมุทรคืออินเดียกับแอต แลนติค ซึ่งดูเหมือนเอาผ้าสองชิ้นข้างหนึ่งสีคล้ำเข้มอีกข้างหนึ่งสีฟ้าสดใสมาเย็บติดกัน พอเห็นน้ำ มีอะไรบางอย่างสะกิดเธอเกี่ยวกับน้ำ แต่ก็คิดไม่ออก  เมื่อคิดอะไรไม่ออกเธอจึงรู้สึกเบื่อ แถมเธอยังมีคำถามวกวนในหัว  

 

“ต้องกลับไป”     

 “ไปไหน”    

 “ยังนึกไม่ออก แล้วค่อยคิด ตอนนี้ไปตามตั๋วที่ถือในมือไปก่อน”  

เธอแวะถ่ายรูปภูเขาหินสูงใหญ่ที่รูปร่างเหมือนโต๊ะจึงได้ชื่อว่าเทเบิลเมาท์เท็น จากนั้นจึงบินกลับโยฮันเนสเบิร์กและกลับกรุงเทพฯ  




Create Date : 01 ธันวาคม 2558
Last Update : 21 ธันวาคม 2558 22:32:15 น.
Counter : 202 Pageviews.

0 comment
กันตยา & ซาช่า 28
 

             โคปากำลังอยู่ในอาการโกรธจัด เขาเดินกลับไปกลับมาอย่างใช้ความคิด หญิงแก่ไอลีนก้มหน้าต่ำไม่กล้าสบตาเขา   

          “เจ้าล้มเหลวเรื่องการเจราจา   ล้มเหลวเรื่องการต่อรอง  เจ้าอับจนซึ่งปัญญา แล้วยังมายืนเสนอหน้าอยู่อีก หญิงเฒ่าผู้น่ารังเกลียด”    ไอลีนรู้สึกร้อนวูบที่หน้าที่โคปาไม่เคารพเธอเหมือนที่ผ่าน ๆ มา   

 

          “ไอลีน..ไอลีน..” โคปาลากเสียงยานคาง “เจ้าอยู่กินมากับเขาหลายปีแต่ก็ไม่มีค่าพอสำหรับพวกเขา  เจ้าด้อยค่าไปกว่าพวกเด็กเลือดผสมวานซืน”     คำพูดของโคปาทำให้ไอลีนเลือดฉีดขึ้นหน้าสุดจะกลั้น  

 

          “แล้วทำไมเจ้าถึงอยากได้คืนในเมื่อครอบครัวของข้าจ่ายค่าตอบแทนและทำสัญญาเป็นเรื่องซื้อขายกันกับบรรพบุรุษเจ้า ตอนนี้เขาจะยกให้ใครก็เป็นเรื่องของเขา”   

 

          “อ้อ ตอนนี้เจ้าเข้าข้างตาแก่นั่นแล้วเหรอ ไม่เห็นเหรอว่าเขานอกใจเจ้า” โคปาพูดอย่างผู้มีชัย “ แล้วที่ข้าต้องคอยดูแลเจ้ามาตลอดสิบกว่าปีนี่ล่ะ เจ้าไม่คิดจะตอบแทนอะไรบ้างเลยหรือ..ห๊ะ” 

          “เราไม่มีสัญญาต่อกันในเรื่องนั้น”   

 

          “ฟังไว้นะหญิงเน่า  ถึงเขาไม่มอบให้ในตอนนี้ ก็ไม่เป็นไรเพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกคนขาวต้องออกจากแผ่นดินนี้ให้หมด รวมทั้งเจ้าด้วย”   

 

          “ข้าไม่ไป ข้าไม่อยากหอบเอาร่างอันน่าทุเรศนี้ไปให้คนอื่น ๆ ได้เห็น ข้าขอตายที่นี่” 

 

          “งั้นเจ้าก็จะได้ตามใจปรารถนา” พูดจบโคปาหันไปตะโกนสั่งสาวกเสียงดังลั่น 

 

            “ เอายายแก่อัปลักษณ์นี้ออกไป”  

 

ราตูรู้สึกเป็นห่วงลูกทั้งสองที่ออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับมา นางจึงตัดสินใจออกตามหาบ้านทูเกลูล่า ที่ลูกสาวเคยเล่าให้ฟัง  ฝ่ายโยฮันก็ตามหานางเช่นกัน เขาเดินมุ่งหน้ไปทางโบสถ์ขณะที่นางกำลังเดินออกประตูโบสถ์ ทันทีที่เห็นโยฮันรีบวิ่งถลาเข้าหา 

 

          “สวัสดีราตู จะรีบไปไหนแต่เช้า”   

 

ราตูจ้องหน้าเขาเขม็ง ปิดปากเงียบ นางเริ่มรู้สึกว่าโยฮันและนางอาจมีความคิดเห็นไม่ตรงกันและนางไม่อยากจะเข้าใกล้เขามากนัก  

 

          “ผมมีข่าวดีมาบอก”  เขามองซ้ายทีขวาทีก่อนจะพูดต่อ ” เมื่อคืนพวกของเรากับแนวร่วมได้ทำลายไร่ปศุสัตว์ของตระกูลเกลมัง  ไม่ให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว  ”    ราตูได้ยินดังนั้นนางเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ นางนึกถึงเสียงเจื้อยแจ้วของซาช่าที่เล่าสู่นางฟัง  

           ‘แม่คะ หนูแอบได้ยินนายทั้งสองคุยกัน เขาบอกจะยกบ้านและไร่ให้หนูเพื่อที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน’   

โยฮันไม่ทันระวังตัวจึงโดนฝ่ามือของนางฟาดเปรี๊ยะเข้าที่หน้า

 

          “สารเลว ..นั่นมันไร่ของลูกสาวฉัน ”   

 

โยฮันแทบไม่เชื่อหูตัวเอง กับสิ่งที่ได้ยิน เขาอึ้งไปชั่วครู่ พอได้สติเขาเริ่มปะติดปะต่อเหตุการร์ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน  

 

          “อ้อ..แล้วไง..ที่แท้ก็ตาเฒ่านั่นเองหรอกหรือ และตอนนี้ก็มีใจให้มันแล้วใช่มั้ย ห๊ะ เงินฟาดหัวได้ ซื้อศักดิ์ศรีได้ใช่ไหม”  

 

              “ถ้าเธอมีลูกเธอจะเข้าใจความรักที่มีต่อลูก”  

 

          “ไม่ต้องเอาลูกมาอ้าง เธอมันก็พวกยอมให้กดขี่ทางเพศเพียงเพื่อหวังเศษเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ฉันคิดแล้วเชียวถ้าเธอไม่มีใจให้เขา ใครเขาจะลดตัวลงมาเกลือกกลั้วด้วย ฉันเสียใจที่ดูเธอผิดไป   ลาก่อน”   เขาเดินจากไปโดยที่นางไม่เอ่ยคำกล่าวลาและไม่แม้แต่ปรายตามองตาม 

 ถึงบ้านทูเกลูล่า นางรู้สึกทั้งตื่นเต้นกล้า ๆ กลัว ๆ นางคิดว่าถ้าเจอท่านผู้เฒ่านางจะทำอย่างไร  นางรู้สึกตัวของนางลีบหดเล็กลง  พอทาคิเห็นนางโผล่ตรงทางเข้าบ้านเขารีบวิ่งมาหา เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้นางฟัง ซาช่าเดินออกมาสมทบและพานางไปพักที่ห้องสี่เหลี่ยมคอกม้าของเธอ ตอนนี้ทั่วทั้งบริเวณกระท่อมและคอกม้าเงียบเหงาราวกับปราศจากสิ่งมีชีวิตอื่นใด เหมือนโลกทั้งใบมีเพียงพวกเขาสามแม่ลูก  

 วันต่อมาราฟิคิก็โผล่มาที่หน้าบ้าน ใบหน่าก้มต่ำแฝงรอยโศกเศร้า  กิลเบอร์ตเดาได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น  และเขาก็เดาถูก ราฟิคินำข่าวร้ายมาบอกว่า มีคนพบศพนายหญิงไอลีนจมน้ำตายในแอ่งข้างเหมืองร้าง เนื่องจาก     นายหญิงเป็นสาวกของกลุ่มนับถือเทพราบิอะจะต้องทำพิธีเผาไฟส่งดวงวิญญาณยามค่ำคืนตามความเชื่อ และห้ามคนนอกเข้าเกี่ยวข้องด้วย แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่อนุญาต เพราะถือว่าสาวกทุกคนได้สละซึ่งทุกสิ่งและ อุทิศตนเพื่อเทพแล้ว กิลเบอร์ตเลือดฉีดขึ้นหน้า ทำจมูกฟุดฟิดแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขาเอากำปั้นทุบโต๊ะปังอย่างแรง และเมื่อเขานำข่าวนั้นไปบอกแก่ผู้เฒ่าข่าวนั้นก็ทำให้ผู้เฒ่าเกลมังอาการทรุดลงกว่าเดิม  คืนนั้นทั้งกิลเบอร์ตและซาช่าผลัดกันเฝ้าอย่างใกล้ชิด ส่วนทาคิยังคงอยู่เป็นเพื่อนแม่ที่ห้องข้างคอกม้า  

ตกดึกผู้เฒ่าเริ่มดิ้นรนตะเกียกตะกาย อ้าปากส่งเสียงร้อง เสียงแหบพร่าฟังไม่ได้ศัพท์  มือผอมซีดของเขาพยายามไขว่คว้าอะไรบางอย่าง กิลเบอร์ตะโกนเรียกซาช่าซึ่งนอนอยู่ห้องข้าง ๆ ให้มาดู  เธอพยายามเงี่ยหูฟังว่าผู้เฒ่าพูดอะไรแต่ก็โดนมือของผู้เฒ่ายื้อฉุดดึงผมของเธอ จนเธอต้องทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด แล้วผู้เฒ่าก็กรอกเสียงลงข้างหูของเธอ  

             “ทะ..ทอง ..คืนแก่แผ่นดิน  ทะ..ทางลัด..กะ กุญแจ..อยู่..” ผู้เฒ่าผูดด้วยความยากลำบากไม่นานมือที่ดึงผมของเธอก็เริ่มคลายออกช้า ๆ และแขนทั้งสองของผู้เฒ่าก็ร่วงลง  

           “ท่านคงอยู่ได้อีกไม่นาน ฉันอยากให้แม่ของเธอเข้ามาดูหน่อยและอภัยให้ท่านในสิ่งที่ได้ทำลงไป ท่านจะได้จากไปโดยสงบ”    

ราตูเดินมาถึงประตูบ้าน แต่นางไม่ยอมเข้าบ้าน นางนั่งลงกับพื้นที่ขอบประตูก้มหน้า กิลเบอร์ตเดินออกมาหานางและขอร้องให้นางเข้าไปข้างใน นางได้แต่ส่ายหัว จนซาช่ามาช่วยประคองนางจึงยอมลุกขึ้นและเดินไปนั่งลงข้างเตียงก้มหน้า นางไม่กล้ามองมองผู้เฒ่าตรง ๆ พลันน้ำไส ๆ ก็ไหลอาบแก้ม  ขณะที่นางเปร่งเสียงเครือ  

 

          “ฉันยอมยกโทษให้   และลูก ๆ ของฉันก็น่ารัก”  พูดจบนางก็คลานออกนอกห้องไป  จากนั้นไม่นานผู้เฒ่าก็จากไปอย่างสงบ

 งานศพของผู้เฒ่าเกลมังจัดขึ้นเรียบ ๆ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองกำลังตึงเครียด ผู้คนอยู่อย่างหวาดระแวง มีเพียงเพื่อนสนิทและครอบครัวฝ่ายเบ็ตตี้เท่านั้นที่มาร่วมงาน บรรดาคนงานสีผิวไม่มีใครมา ทาคิกับซาช่าอยู่ในอาการสงบตลอดเวลาท่ามกลางสายตาผู้อยากรู้อยากเห็ที่มาร่วมงาน  หลังจากเสร็จสิ้นงาน กิลเบอร์ตส่งครอบครัวตัวเองกลับไปแล้ว เขาหันมาหาซาช่าซึ่งไม่ใช่ในฐานะนายกับบ่าว แต่เป็นพี่ชายกับน้องสาว 

 

          “น้องว่าเราควรจะทำอย่างไร”  

 

          “พี่เอาไงน้องก็เอาด้วย”  

 

          “เราต้องทำลายเหมืองร้างนั่น เพราะที่นั่นเป็นแหล่งช่องโจร” กิลเบอร์ตสูดลมหายใจแรงจนเห็นอกกระเพื่อม แววตาแดงก่ำ ซาช่าเบิกตาโพลงและเผลอเอามือมาปิดปาก กิลเบอร์ตรีบอธิบาย  

           “เราไม่ได้ลอบฆ่ามหมู่นะ แค่ระเบิดทางเข้าให้หินถล่มลงมา การเข้าออจะได้ลำบากขึ้น และบริเวณรอบ ๆ อีกนิดหน่อยเป็นการขู่ไง  ที่พักของพวกเขาอยู่ลึกเข้าไปข้างในโน่น”  เขาเห็นซาช่าพยักหน้าอย่างเข้าใจ เธออยากบอกเหลือเกินว่า ‘ฉันไปเห็นมาแล้ว’  แต่ก็อย่าดีกว่า  

           “เราจะทำลายด้วยวิธีไหนล่ะคะ”    

           “เครื่องมือ อุปกรณ์  ชนวนระเบิดหินยังมีเหลืออยู่ในห้องเก็บของ”  พูดจบเขาก็เดินไปหยิบเอาแผนผังเหมืองออกมากางและอธิบายจุดต่าง ๆ ให้ซาช่าได้เข้าใจ 

แล้วคืนนั้นทั้งสองก็ร่วมวางแผนและจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้และจัดแบ่งหน้าที่กันจนดึกดื่น ส่วนทาคินอนเป็นเพื่อนแม่ที่ห้องสี่เหลี่ยมข้างคอกม้า  

 

ก่อนพระอาทิตย์ตกดินของวันต่อมากิลเบอร์ตก็นั่งบนหลังม้าโดยมีซาช่านั่งซ้อนอยู่ข้างหลังมือถือเชือกจูงม้าอีกตัวหนึ่งที่บรรทุกสัมภาระเต็มเป้ใบใหญ่ทั้งสองข้าง มุ่งตรงไปเหมืองร้าง กิลเบอร์ตไม่ได้ไปที่นั่นมาหลายปี บริเวณพื้นที่โดยรอบเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่เขาก็จำพื้นที่บริเวณนั้นได้ทุกตารางนิ้ว   เขาจัดแจงผู้ม้าไว้ในที่กำบังรอจนมืดจึงจัดแบ่งสัมภาระช่วยกันขน เดินเท้าต่อ และข้ามสะพานแขวนไป

 

          “อากาศฤดูใบไม้ผลิเย็นยะเยือกในตอนกลางคืน พวกยั้นคงนอนขดอยู่ในอุโมงค์เป็นแน่แท้” กิลเบอร์ตพูดปากสั่นระริกด้วยความหนาว   

 

กว่าทุกอย่างจะจัดการเสร็จก็ผ่านเลยเที่ยงคืน ทั้งสองจึงต้องพักเอาแรงและม่อยหลับไปด้วยความเพลีย มาตื่นอีกทีก็จวนจะรุ่งสาง ซาช่าต้องดูต้นทางให้ กิลเบอร์ตเป็นฝ่ายจุดชนวน ขณะที่ทุกอย่างกำลังจะลงตัวด้วยดี ซาช่าเหลือบไปเห็นเงาตะครุ่มของคนสองคนกำลังข้ามสะพานมา เธอจำได้ดีว่าเงาสูงโย่งเดินนำหน้าคือทาคิน้องชายฝาแฝดของเธอเอง และคนที่เดินตามคือแม่  ทั้งสองมุ่งตรงไปบริเวณปากทางเข้าใกล้บริเวณที่วางจุดระเบิด   เธอรีบวิ่งไปกันให้พวกเขาถอยออกมา และบอกให้ข้ามสะพานกลับไป   

 

          “ลูกกำลังทำในสิ่งที่เสี่ยงเกินไป แม่อยากมาช่วยลูก”   

 

          “ทาคิ ทำไมไม่ดูแลแม่ให้ดี ๆ ”  

 

          “แม่ไม่ฟังก็เลยแอบตามพี่มา” 

 

          “พาแม่กลับไปเดี๋ยวนี้ มันอันตรายรู้ไหม”   

 

          “แม่จะไม่ยอมทิ้งลูกไปไหนเด็ดขาด” นางยืนยันเสียงแข็ง 

 

          “กิลเบอร์ต ยังไม่ปลอดภัยนะรอก่อน”  ซาช่าตะโกนพร้อมกับลากแขนทาคิและแม่ไปที่สะพาน “พาแม่ไปรออยู่ฝั่งโน้นพี่จะตามไป เชื่อฟังกันหน่อยพี่จะได้ทำงานได้สะดวก”  

 

ทั้งทาคิและแม่จำยอมต้องปฎิบัติตามแบบไม่เต็มใจ ซาช่าจึงให้สัญญาณกิลเบอร์ต  พอเสียงระเบิดลูกแรกดังตูมขึ้น ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโกลาหล และตามมาด้วยเสียงตูมที่สอง ที่สามเป็นระยะๆ กิลเบอร์ตเมื่อจุดชนวนเสร็จรีบวิ่งกลับไปที่สะพาน ซาช่าลังเลเรื่องทองคำว่าจะจัดการอย่างไรดี  แต่แล้วก็คิดได้ว่าเมื่อทุกอย่างสงบค่อยย้อนกลับมาใหม่ เธอหันหลังเตรียมจะออกวิ่งแต่เธอช้าไปเสียแล้ว พวกสาวกและแนวร่วมเจ็ดแปดคนโผล่มาจากไหนไม่รู้เข้ามาล้อมวงเธอไว้  เธอรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาไม่ได้นอนในเหมืองร้าง ในมือแต่ละคนถือหอกถือพรวน เธอชักปืนพกชูขึ้น พวกนั้นถอยห่างขยายวงกว้างออกไปเล็กน้อย  

 

          “จับเป็น”  เสียงแหบพร่าทว่าดังชัดเจนตะโกนออกมาเธอรู้ดีว่านั่นคือเสียงของโคปา 

 

          “วิ่งเร็วซาช่า” เสียงกิลเบอร์ตตะโกนมาจากสะพานแขวน 

 

          “รีบไปก่อน เดี๋ยวจะตามไป”  เธอตะโกนตอบพร้อมกับยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัดเพื่อหวังแหวกวงล้อม พวกนั้นก้มหัวหลบ เธอเดินถอยหลังไปเรื่อย ๆ  วงขยายกว้างแต่ทิ้งระยะตามจังหวะที่เธอก้าวเดิน ซาช่าปรายหางตาข้ามไหล่มองข้างหลัง   

 

 “อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงสะพาน”     

 

พลันเสียงของแม่ของเธอก็ดังขึ้นจากข้างหลัง

 

          “อย่าทำอะไรลูกฉันนะ”   

 

ซาช่าหน้าซีดอ้าปากค้าง   

 

          “แม่ กลับมาทำไม”  

 ราตูวิ่งผ่านเธอไปยืนขวางกั้นสองมือเปล่าของนางชูกวัดแกว่งไปมาไม่ให้พวกนั้นเข้ามาใกล้ลูกสาว ซาช่าต้องเอามืออีกข้างดึงฉุดแม่ให้ถอยหลังกลับไปที่สะพาน   ซาช่าเหลือบไปเห็นทาคิกำลังเดินข้ามสะพานมาอีกคน เธอเลือดฉีดขึ้นหน้าและตะโกนให้ถอยกลับไป เขาเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เขาวิ่งกลับและไปแอบซุ่มเฝ้าสังกเตการณ์อยู่ข้าง ๆ กิลเบอร์ต  

ในที่สุดทั้งซาช่าและราตูก็ถอยมาจนถึงสะพาน และค่อย ๆ ก้าวถอยหลังโดยปืนในมือของเธอยังคงส่ายจ้องไปมา ฝ่ายที่ตามมาไม่กล้าเข้าใกล้มากนัก เสียงตะโกน จับเป็นของโคปายังดังไม่หยุด พวกเขาจึงพากันจับสายสะพานแล้วโยกอย่างแรง   ราตูที่อุ้ยอ้ายเดินไม่ค่อยคล่องเสียหลักเซถลาล้มลงมือที่จับซาช่าอยู่พลอยดึงเธอให้ล้มลงด้วยพวกนั้นรีบวิ่งกรูตามมา   พอเธอลุกขึ้นได้เตรียมจะเข้าไปพยุงแม่ แต่ทว่านางลุกขึ้นได้ก่อนและวิ่งโซซัดโซเซวิ่งเข้าหาพวกที่ติดตามมาพร้อมกับส่งเสียงร้องเกรี้ยวกราดเหมือนคนเสียสติ  

           “ไอ้พวกคนใจชั่ว พวกแกจะทำอะไรลูกข้าฮึ   ต้องข้ามศพข้าไปก่อน”    

สะพานที่โยกเยกไปมาและด้วยความเร่งรีบทำให้ซาช่าเสียการทรงตัวและเซถลาล้มลงอีกครั้ง ปินพกร่วงหลุดจากมือหล่นลงสู่แม่น้ำเชี่ยวกราด    ทันทีที่ราตูกระโดดโถมใส่พวกมันจังหวะเดียวกันปลายหอกหลายอันก็ทิ่มลงมายังร่างของนาง นางทรุดฮวบลงกองบนพื้นสะพานเลือดแดงฉานไหลลงสู่สายน้ำเบื้องล่าง  ซาช่ากรีดร้องเสียงหลงเธอ  เธอกำลังจะวิ่งเข้าไปหาแม่ แต่ก็ต้องหยุดกึกเมื่อพวกนั้นเดินข้ามร่างแม่ของเธอประชิดเข้ามาเรื่อย ๆ หอกและพรวนแกว่งไปมาอยู่ในมือ  เธอถอยหลังไปช้า ๆ น้ำตำลังทะลักออกมาจนตาพร่ามัวมองเห็นเพียงลาง ๆ  แต่เธอก็ถอยหลังมาเรื่อย ๆ จนมาถึงกลางสายน้ำ เธอจึงหยุดฟังเสียงน้ำเบื้องล่างที่ส่งเสียงหวีดหวิวเหมือนกำลังโกรธเกรี้ยว ผู้ที่ติดตามมาก็หยุดกึกเช่นเดียวกับเธอ  ทันใดนั้นโคปาก็เดินแสยะยิ้มแหวกกลุ่มผู้ติดตามออกมายืนเชิญหน้ากับเธออย่างผู้มีชัย   และที่กำลังแทรกตัวเข้ามาอีกคนคือมาร่า สายตาของนางที่จ้องมองเธอเหมือนเป็นศัตรูกันมาตั้งแต่สิบชาติ    โคปาอ้าแขนทั้งสองออก  เบ้ปากทำหน้าเป็นเชิงให้ยินยอมให้จับเสียดี ๆ ภาพเจ้าซีโร ไวคาส พ่อผู้เฒ่า สัตว์เลี้ยงที่ไร่ และเธอมองเลยผ่านไปเพื่อจะดูร่างของแม่ แต่ตอนนี้พวกที่ตามมายืนเต็มสะพานบดบังเอาไว้  สะพานส่งเสียงเอียดอ๊าด โคปาหน้าถอดสี ผู่ที่ติดตามมาก็หันไปมองหน้ากันเลิกลั่ก

 

          “สะพานแขวนคงรับน้ำหนักได้ไม่มากนักนะ”  ซาช่ากัดฟันพูด

 

            “ถ้าพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่ชีวิตของเธอก็คงไม่เป็นสุข”  ซาช่าคิด “และพวกมันควรได้รับกรรมในสิ่งที่พวกมันทำลงไป”  

           “ถ้าระเบิดหยุดยั้งพวกนั้นไม่ได้ เมื่อเราข้ามสะพานมาแล้วให้น้องตัดเชือกสะพานเลยนะ”  

 เสียงกิลเบอร์ตดังก้องขึ้นในหัว จังหวะเดียวกันที่ผู้ติดตามบางคนกำลังส่งเสียงเอะอะสั่งให้บางส่วนถอยขึ้นฝั่งก่อน ต่างลุกลี้ลุกลนจะหันกลับ มาร่าก็รวมอยู่ในนั้นด้วย ขณะที่พวกมันกำลังวุ่นวายซาช่าก็ดึงมีดพกที่สะพายซ่อนไว้อยู่ใต้เสื้อคลุมออกมา คมมีดสะท้อนแสงวาววับเธอแกว่งมีดตัดเชือกขอบสะพานดังฉับ ทันทีที่เชือกราวสะพานขาดก็ทำให้สะพานเสียการทรงตัวพลิกเอียงกระเท่เล่  แบบเทกระจาดร่างที่ล่วงตกลงไปในสายน้ำส่งเสียงร้องเสียงหลง   มืออีกข้างของซาช่ายังคงจับเชือกแขวนสะพานแต่ลำตัวห้อยต่องแต่ง  โคปาก็อยู่ในสภาพที่มาแตกต่างไปจากเธอ  ถ้าจับชือกแขวนให้แน่น ๆ  แล้วป่ายปีนขึ้นบนสะพานโอกาสรอดมี ถ้าไม่หมดเรี่ยวแรงก่อน   แต่เธอไม่ต้องการให้โคปารอด นี่คงเป็นหนทางเดียวที่เธอจะแก้แค้นเขาได้   เธอจึงรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายเงื้อมีดสุดแขนตัดเชือกขอบสะสานอีกข้างขาดสะบั้น ทั้งเธอและโคปาเสียหลักล่วงหล่นลงไปในสายน้ำ  ร่างของเธอลอยละลิ่วดิ่งลงเบื้องล่างเธอมองเห็นสายน้ำสีเจิดจ้าและเกิดเสียงดังตูมทันทีร่างของเธอแตะผิวน้ำ พองน้ำแตกกระเซ็นกระสาย   

          ร่างของกันตยาสะดุ้งเฮือกตัวโก่งงอเป็นครั้งแรกหลังจากที่หลับไปนานเกือบสองวัน   ฟาโก้รีบถลาเข้ามาดูใกล้ ๆ   

 

“เบลลามาดูนี่สิ เธอใกล้จะฟื้นแล้ว” เบลลาที่นั่งสัปหงกอยู่ใกล้ ๆ กระโดดเหยงเข้ามาดู ยายที่เฝ้าดูห่าง ๆ ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน  

 

          “ยาที่ใช้ได้ผลแฮะ คงต้องรออีกสักพักก็คงจะฟื้น”  ฟาโก้พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น  เขาจ้องร่างของกันตยาซึ่ง ยังคงปิดเปลือกตาหลับสนิทนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง 




Create Date : 16 ตุลาคม 2558
Last Update : 16 ตุลาคม 2558 16:38:48 น.
Counter : 202 Pageviews.

0 comment
กันตยา & ซาช่า 27
 

          ซาช่าสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงไวโอลินดังมาจากระเบียงห้องของมาสเตอร์ผู้เฒ่า มันเป็นบทเพลงคร่ำครวญเสียงแหลมปี๊ดเสียดแทงเข้าไปในหัวใจ  รู้สึกแปลกใจที่อาการป่วยของเขาหายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น    เธอสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วพ่นมันออกมา  

 

‘กำแพงที่มองไม่เห็นช่างทรงพลังเหลือเกิน‘  

 

 กิลเบอร์ตเดินทางมาถึงบ้านตอนสาย ๆ ต้องแปลกใจที่เห็นผู้เป็นพ่ออาการดีขึ้น ผู้เฒ่านั่งใกล้ขอบหน้าต่างสายตาทอดยาวไปข้างหน้าเหมือนคนที่กำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความคิด  ซาช่ารู้สึกอึดอัดวางตัวไม่ค่อยถูกยิ่งตอนนี้มีมาสเตอร์กิลเบอร์ตซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายโผล่มาอีกคน ไม่อยากคาดเดาความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอ  เธอจึงหาที่ว่างให้ตัวเองโดยการหลบออกไปนั่งในที่ ๆ พวกเขามองเห็นเธอไม่ถนัด  แต่ในขณะที่พ่อลูกคุยกัน เธอคอยแอบสอดส่ายสายตาเล็ดลอดมองมาสเตอร์ผู้เฒ่าบ่อย ๆ  

 

         ‘ทาคิลอกแบบเขามาได้บางส่วน’   

 

 

พ่อลูกคุยกันทำให้เธอหูผึ่งด้วยความอยากรู้ ทว่าเสียงของผู้เฒ่าแหบพร่าเบาหวิวอีกทั้งกิลเบอร์ตก็พูดเสียงโทนต่ำ ๆ มิหนำซ้ำยังคุยกันด้วยภาษาฝรั่งเศส เธอจึงฟังไม่รู้เรื่อง          

             “พ่อรู้..สิ่งที่พ่อทำลงไปก็ต้องรับผิดชอบ”    

 

              “พ่อจะพาพวกเขากลับปารีสด้วยเหรอ”   

 

          “ไม่..ไม่หรอก ข้า เอ่อ..ละอายใจตัวเองก็สุดทนแล้ว และไม่อยากประจานให้คนอื่น ๆ รู้ด้วย"

         

             

            “แล้วพ่อจะเอายังไง”   

 

          “ยกบ้านหลังนี้และฟาร์มพร้อมเงินก้อนหนึ่งให้พวกเขา แล้วเอ็งไปตามหาแม่แล้วพวกเรากลับพร้อมกัน” ผู้เป็นพ่อเงียบไปครู่หนึ่ง เขาถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะพูดต่อ   

 

 

          “ยีแบร์ ลูกจะตำหนิ จะด่าว่าพ่อก็ยอม อยากให้ลูกเข้าใจความรู้สึกของพ่อบ้าง  ตั้งแต่แม่ของเจ้าออกจากบ้านไป มันเหมือนโลกทั้งใบมีพ่ออยู่คนเดียว มันเหงาและทุกข์ใจ วันเวลาแต่ละวันแต่ละคืนผ่านไปอย่างยากลำบาก พ่อก็ได้แต่พยายามเก็บความรู้สึก    วันที่พ่อเห็นแม่ของเด็กนั่น  พ่อรู้สึกชิงชังความเป็นเพศหญิงของนาง สมเพชความเป็นคนสีผิวของนาง ดูนางช่างต่ำต้อยและไร้ค่า  พ่อมีความรู้สึกไหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายคลุ้มคลั่งที่ถูกกักขังให้หิวโซมานาน และเมื่อถูกปล่อยออกไป มันก็พร้อมที่จะขย้ำเหยื่อทุกตัวที่ขวางทางด้วยความเมามัน    บัดนี้พ่อรู้ละอายใจเหลือเกิน เพราะได้ทำบาปให้กับเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ซึ่งเป็นผลพวงของความป่าเถื่อนของพ่อ” 

 

          “มันก็เข้าใจยากนะพ่อ  แต่ผมก็จะพยายามเข้าใจ พ่อผิดชอบสิ่งที่พ่อทำลงไป ก็ถือว่าพ่อทำดีแล้ว”  

             “เออ ว่ะ แต่พ่อก็อดทึ่งตัวเองไม่ได้ที่ได้แฝดอีกหน” แล้วผู้เฒ่าก็หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ 

 

ซาช่ากลับห้องสี่เหลี่ยมข้างคอกม้าของเธอ  ตอนนี้ในหัวของเธอมีเรื่องที่ต้องคิดมากมาย  ทาคิ น้องชายฝาแฝดของเธอ แม่ที่เธอเพิ่งได้รู้จัก และชายผู้ซึ่งเธอน่าจะได้เรียกว่าพ่อที่เย็นชา   แต่พอถึงห้องพักเธอก็อ้าปากหาวและทิ้งตัวลงนอนและม่อยหลับไปในไม่ช้า   

 

          ‘เมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย แถมต้องถูกปลุกแต่เช้าตรู่’   

 

 

บ่ายวันนั้นซาช่าไม่ไปบ้านทูเลกูล่าเพราะเธอรู้ว่า มาสเตอร์กิลเบอร์ตซึ่งมัศักดิ์เป็นพี่ชายของเธอจะนอนค้างที่นั่น และเธอมีภารกิจที่ต้องทำ          

ซาช่าแอบยืนมองประตูทางเข้าเหมืองร้าง เธอแต่งตัวคลุมร่างกายด้วยผ้าดำให้ดูกลมกลืนกับพวกนั้น เธอดึงผ้าคลุมลงมาถึงครึ่งหน้า ชายแก่สองคนกำลังเดินมุ่งตรงไปที่ประตู เธอจึงรีบออกจากที่ซ่อนก้าวเดินตามไป สองคนนั่นปรายตามองแต่ก็ไม่ว่ากระไร  เธอเดินตามพวกเขาไปเรื่อย ๆ จนถึงห้องโถงมองเห็นหัวใจของแม่ธรณีบนแท่นบูชาประกายเรืองแสงแผ่รัศมีเจิดจรัส  ช่างงดงามชวนให้หลงใหลเหลือเกิน  คนที่แต่งชุดดำที่เธอเคยเห็นตอนนี้ต่างคนต่างอยู่ยังไม่มีการรวมตัวกัน  ทุกอย่างดูเงียบเกินกว่าที่ควรจะเป็น เธอพยายามมองหาทาคิ แต่ก็ไร้วี่แวว พลันเธอนึกถึงตอนที่พวกเขาพาเธอมาที่นี่วันแรกซึ่งเธอถูกมัดมือมัดเท้าทิ้งให้นอนอยู่ห้องแคบ ๆ ข้างกำแพงก่อนจะถึงห้องโถง เธอรีบมุ่งตรงไปที่นั่น เธอรีบหลบเข้าซอกข้างกองดินเมื่อได้ยินเสียงผู้คนทยอยเดินเข้ามา  เสียงคุยกันฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ก็จับใจความได้ว่า เป็นเสียงที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นและยินดี เมื่อพวกนั้นผ่านไปเธอรีบออกมาจากที่ซ่อนและตรงไปยังซอกหลืบข้างกำแพงเหมือง ท่ามกลางความมืดสลัวเธอมองเห็นเงาลาง ๆ ของร่างสูงโย่งถูกมัดมือมัดเท้านอนขดอยู่บนผืนผ้าเก่า ๆ เธอไม่แน่ใจว่าเขากำลังหลับอยู่หรือไม่จึงย่องเข้าไปนั่งข้าง ๆ แล้วเรียกชื่อเขาเบา ๆ   

 

            “ทาคิ”  

 ทาคิลืมตาขึ้นแต่เขาคิดว่าคงฝันไปจึงปิดเปลือกตาลงอีกครั้งและอยู่ในอาการแน่นิ่งเหมือนเดิม   

          “ทาคิ ฉันเองซาช่า”  คราวนี้เธอเอามือเขย่าตัว เขาพรวดพราดลุกขึ้นมาซาช่าโถมกอดเขาอย่างแรงและอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ ร่างกายของทาคิอ่อนเพลียและสิ้นเรี่ยวแรง เขาได้แต่ซบหน้าลงบนไหล่ของซาช่า   

 

          “มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายแล้วค่อยเล่าให้เธอฟัง ตอนนี้ต้องหาทางออกไปก่อน”   

 

          “แม่..เป็นห่วงแม่”   

 

          “แม่ของเรารู้แล้วว่าเธอปลอดภัย”   

 

ทาคิงงกับคำพูดของซาช่า เขาไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน  

           “เธอพูดว่า แม่ของเรา งั้นเหรอ?”    

          “ใช่..สวรรค์เมตตาที่ทำให้เราได้มาเจอกัน”  

 ซาช่ารีบแก้มัดให้ทาคิ แล้วประคองเขาให้ลุกขึ้นยืน เขาตัวสูงกว่าเธอมากทำให้ขลุกขลักนิดหน่อย เธอพาเขาเดินออกมาจากซอกข้างกำแพง แต่พอเดินไปได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงตะโกนดังก้อง  

           “มีผู้บุกรุก”    

ซาช่าตกใจสุดขีดเธอกอดรัดทาคิไว้แน่นราวกับว่าจะไม่ยอมให้ใครมาแยกเธอทั้งสองออกจากกัน มือของเธอล้วงเข้าไปที่ซอกเอวใต้ผ้าคลุมและนิ่งอยู่อย่างนั้นหัวใจของเธอเต้นตึกตักแต่เธอก็พยายามควบคุมสติเอาไว้ ไม่นานผู้คนต่างก็กรูตรงเข้ามาหาเธอ เธอชักปืนพกสั้นชูขึ้นประกาศก้อง  

           “อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันยิงแน่”  

เธอพยายามเพ่งสายตาให้ดูแข็งกร้าวให้เหมือนกับสายตาของมาสเตอร์อังซอ เกลมัง ซึ่งเธอคิดว่าเป็นสายตาที่น่าเกรงขามที่สุด   เธอจ้องมองใบหน้าของแต่ละคน หน้าตาเปอะเปื้อนมอมแมม กลิ่นอับ กลิ่นสาบสาง จนรู้สึกจะอาเจียน    แขนอีกข้างของเธอยังคงโอบรัดทาคิไว้แน่น ทาคิเองก็แปลกใจในท่าทีของเธอเขาได้แต่ชำเลืองมองและก็นิ่งอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของซาช่า  ส่วนซาช่าเองนี่เป็นครั้งแรกที่เธอมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางพญาที่เปี่ยมไปด้วยพลังและอำนาจที่ทำให้คนอื่นสยบได้ เธอรู้ดีกับสำนวนที่ว่า พระเจ้าประทานปืนให้คนขาวและให้หอกกับคนดำในยามสู้รบกัน  ตอนนี้เธอมีปืนอยู่ในมือทั้ง ๆ ที่เธอไม่เคยฝึกใช้ปืนและไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันบรรจุกระสุนไว้หรือไม่ แต่ ณ เวลานี้เธอคือหนึ่งในสายเลือดคนขาวในครอบครัวเกลมังและในมือถือปืน     ซึ่งมันได้ผลผู้คนที่วิ่งมาต่างหยุดกึก   เธอมองเห็นใบหน้าที่ฉายแววโกรธจัดของโคปา แต่เธอไม่เห็นมาร่า ไม่เห็นเจเด็น ท่ามกลางความเงียบพลันก็มีเสียงอื้ออึงขึ้นนิดหน่อยและทุกคนเอามือปิดจมูก เธอเองก็ผงะกับกลิ่นที่โชยมาเหมือนกัน พลันเธอมองฝ่าความสลัวเห็นราฟิคิกำลังประคองนายหญิงไอลีนแหวกผู้คนเข้ามา เสียงแหบพร่าของหญิงแก่ดังแหวกความเงียบเข้ามา  

 

          “ เจ้ามีสายเลือดของข้า แต่ดูสิเจ้าไม่ได้ช่วยอะไรข้าเลย ต่อมน้ำเหลืองและระบบเลือดของข้ามันกลับแย่ลงกว่าเดิม เจ้าคงได้เลือดโสโครกจากแม่เจ้ามามาก”   

 

ซาช่าได้ยินคำว่าเลือดโสโครกของแม่ เธอรู้สึกร้อนวูบที่หน้า เธอกัดกรามกรอดก่อนตะโกนออกไปสุดเสียง   

 

          “ตัวข้ามีสายเลือดเกลมัง แต่ข้าไม่ใช่สายเลือดของเจ้า”   

 

ทุกคนที่ได้ยินต่างส่งเสียงอื้ออึง สับสนกับสิ่งที่เธอพูด มีเพียงหญิงแก่ไอลีนเท่านั้นที่ดูเหมือนจะเข้าใจแจ่มแจ้ง เธอร้องกรี๊ดเสียงสูง  

 

          “หา ..เจ้าว่ายังไงนะ มะ.. ไม่จริง เป็นไปไม่ได้”   

 

 

 เสียงปรบมือของใครคนหนึ่งดังก้องกังวานเป็นเสียงสะท้อนกลับ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเย้ยหยัน

              “บา..ละครน้ำเน่าแต่ละฉาก ดูกี่ครั้ง ๆ ก็ไม่เบื่อ ฮะอ่า..แท้ที่จริงแล้วเจ้าคือคุณหนูเกลมังหรอกหรือ”  เสียงโคปานั่นเอง เขาหันไปจ้องหน้าหญิงแก่ไอลีน   จังหวะนั้นเองซาช่าจึงถือโอกาสพาทาคิเดินถอยห่างและหลบออกมาตามทางเดิน มีบางคนพยายามตามมาห่าง ๆ แต่โคปาห้ามไว้   

 

 

          “ปล่อยพวกมันไป  พวกมันอาจจะมีประโยชน์ในภายภาคหน้า”   

 

 

และคืนนั้นสามแม่ลูกได้มีโอกาสอยู่พร้อมหน้ากันเป็นครั้งแรก ต่างกอดรัดซึ่งกันและกันและมีเรื่องราวเล่าให้กันและกันฟังมากมาย ทั้งสามสัญญากันว่านับแต่นี้ต่อไปจะไม่มีอะไรมาพรากพวกเขาออกจากกัน  

 เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นสองพี่น้องเดินทางไปบ้านทูเกลูล่า  คืนนี้ซาช่าจะให้ทาคิพักที่ห้องสี่เหลี่ยมข้างคอกม้าของเธอ ถ้ากิลเบอร์ตอยู่ดูแลผู้เฒ่าเธอกับน้องจะกลับไปนอนกับแม่ที่โบถส์  แต่พอไปถึงทางเข้าบ้านก็ต้องแปลกใจที่เห็นรถม้าของหมออังเดรจอดอยู่หน้าบ้าน เธอรีบตรงไปยังบ้านและฉุดลากทาคิไปด้วย  

          “เธอหายไปไหนมาทั้งคืน ห๊ะ” สีหน้ากิลเบอร์ตดูเคร่งเครียดและกำลังโกรธจัด พอดีเขาเห็นทาคิ              

            “ แล้วนี่ใครกันอ้อ น้องชายฝาแฝดของเธอใช่ไหม”  สีหน้ากิลเบอร์ตดูอ่อนโยนลงแต่ก็ยังคงดูหมองคล้ำ แววตาแดงกล่ำเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มา  ซาช่าไม่ตอบคำถาม รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เธอรีบเดินลิ่วเข้าไปดูผู้เฒ่า  ความรู้สึกห่วงใยมันกรูมาแต่ไหนเธอก็ไม่อาจทราบได้  เธอเห็นภาพผู้เฒ่านอนหงายยาวเหยียดแน่นิ่งอบู่บนเตียงใต้ผ้าห่มสีขาว เปลือกตาปิดสนิทมีเพียงลมหายใจเข้าออกแผ่วเบาที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ เธอคุกเข่าลงข้างเตียง น้ำตาแห่งรักความโหยหาไหลริน ทาคิมีสีหน้างง ๆ แต่ก็นั่งลงข้าง ๆ เธอ             

                “หนูพาน้องชายมาด้วยค่ะ” ซาช่าพูดเหมือนจะให้ผู้เฒ่าได้รับรู้   

 

                 “นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เธอก็หันไปทางกิลเบอร์ต   

 

     “มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นเมื่อคืน ฝูงวัวในไร่ถูกฆ่าตายหมด บริเวณไร่ถูกเหยียบย่ำพืชพรรณเสียหายทั้งไร่ และที่ร้ายกว่านั้น”  กิลเบอร์ก้มหน้าต่ำมองพื้นพูดด้วยเสียงเครือ ”เมื่อเช้านี้ฉันไปตามหาเธอที่กระท่อมก็พบ..เออ..” นัยน์ตาของเขาแดงก่ำก่อนจะพูดต่อ “ซากของเจ้าแก่ไวคาสและเจ้าซีโรที่ถูกฆ่าอย่างทารุณ”  

 ซาช่ากรีดร้องเสียงหลงและทรุดฮวบลงกองกับพื้น หมออังเดรต้องรีบเข้ามาช่วย    เธอฟื้นขึ้นมาอีกทีพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงโดยมีทาคินั่งเฝ้าข้าง ๆ  ส่วนคุณหมออังเดรกลับไปแล้ว  สายตาของเธอจ้องจับเพดานอย่างเลื่อนลอย ภาพเจ้าไวคาสกับเจ้าซีโรผุดขึ้นมาในสมองเป็นระยะ ๆ ดวงตาทั้งสองข้างของเธอนองไปด้วยน้ำตา  พลันเธอถีบตัวเองให้ลุกจากเตียงเดินตรงไปยังเตียงของผู้เฒ่า คุกเข่าลงข้างเตียงร้องไห้สะอึกสะอื้น  เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาไปกุมมืออันเหี่ยวย่นของผู้เฒ่าซึ่งยังคงแน่นิ่งไม่ไหวติง    

          “ความรักของหนูที่มีต่อเจ้าไวคาสกับเจ้าซีโรคงไม่แตกต่างไปจากท่าน ”  ซาซ่ารู้สึกถึงการตอบสนองจากมือของผู้เฒ่า  เธอหันไปมอง  ทว่าทุกอย่างยังอยู่ในอาการเงียบสงบเหมือนเดิม  

           “ทาคิ”  เธอดึงมือทาคิให้มาจับมือผู้เฒ่า “นี่คือทาคิค่ะ น้องชายฝาแฝดของหนู”  ซาช่าสังเกตเห็นหยดน้ำใส ๆ ไหลลงทางหางตาของผู้เฒ่า ทำให้ทาคิพลอยน้ำตาซึมด้วย  ทันใดนั้นก็มีเสียงเอะอะขึ้นที่หน้าบ้าน ซาช่ารีบวิ่งออกไปดูและก็ต้องแปลกใจที่เห็นสตรีร่างสูงท้วมแต่งกายด้วยชุดดำและคลุมหน้าด้วยผ้าสีดำ เปิดให้เห็นเฉพาะดวงตา เธอรู้ได้ทันทีว่านั้นคือนายหญิงไอลีน  ผู้ติดตามที่ยืนอยู่ข้างหลังแต่งกายดุจเดียวกันคือราฟิคิ กลิ่นเหม็นคาวเน่าของน้ำเหลืองทำให้กิลเบอร์ตต้องรีบเอามือปิดจมูกและเบือนหน้าหนี  

           “แม่..เกิดอะไรขึ้นกับแม่”    

          “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้า แต่ข้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านหลังนี้” เสียงแหบพร่าสั่นเครือของนางได้ยินชัดเจน แล้วนางก็เหลือบไปเห็นซาช่าและทาคิ   

 

             “เฮอะ อยู่กันพร้อมหน้าสินะ” แล้วนางหันไปทางกิลเบอร์ต “ พวกเด็กเลือดโสโครกนี่เป็นลูกใคร”  

 กิลเบอร์ตปลายตามองซาช่าและทาคิแล้วก้มหน้าไม่ตอบคำถาม  

           “ศักดิ์ศรีของตระกูลเกลมังแห่งกรุงปารีสเหือดหายไปหมดแล้วหรือ ไม่อายบรรพบุรุษบ้างรึไงที่ลดตัวเองลงไปเกลือกกลั้วกับอาจม”  

 กิลเบอร์ตถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ยังคงแน่นิ่งไม่พูดจาอะไร  

           “พ่อของแกอยู่ไหน”  

 กิลเบอร์ตทำปากบุ้ยใบ้เป็นเชิงบอกว่าอยู่ข้างใน นางจึงค่อย ๆ หอบร่างโทรม ๆ เข้าไปในห้องของผู้เฒ่า แล้วไปนั่งลงบนขอบเตียง  ส่วนราฟิคิยังคงยืนอยู่ที่เดิม  กิลเบอร์ตตามเข้าไปยืนดูห่าง ๆ  

           “ฉันเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณนะ เราต่างคนต่างก็แก่แล้ว ไม่รู้จะอำลาโลกไปเมื่อไหร่ “ เธอหยุดพูดมองสำรวจสามีอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ  

           “ ฉันมานี่เพื่อจะขออะไรสักอย่าง” เสียงของนางสั่นเครือกว่าเดิม นางปลายหางตาไปมองกิลเบอร์ตซึ่งยืนอยู่ไม่ห่างก่อนที่นางจะพูดต่อ  

             “ได้ข่าวว่าคุณและลูกเตรียมจะกลับปารีส แต่ฉันจะไม่กลับด้วย” นางกวาดสายตาองไปรอบ ๆ ห้องอย่างพึงพอใจ “และฉันขอทูเลกูล่าหลังนี้” มือของผู้เฒ่ากระตุกเล็กน้อย แต่นางก็ไม่สนใจนางล้วงลงไปภายใต้เสื้อคลุมที่มีรอยเปื้อนน้ำเหลืองเน่าดึงเอาเอกสารออกมา  

           “ฉันต้องการให้คุณเซ็นเอกสารแผ่นนี้หรือไม่ก็ประทับรอยนิ้วมือ”   

          “แม่ไม่เห็นหรือว่าพ่อแทบจะเคลื่อนไหวตัวเองไม่ได้”   

 

         “นี่เอ็งมาช่วยแม่หน่อยเอาแท่นพิมพ์มาแล้วมาช่วยแม่จับนิ้วโป้งพ่อเอ็งกดลงหน่อย”  

           “มันเกินไปนะแม่” กิลเบอร์ตทนต่อพฤติกรรมแม่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว  

           “ฟังนะกิลเบอร์ต คนขาวทุกคนจะถูกไล่ต้อนกลับบ้าน หรือลูกแกล้งทำเป็นไม่รู้ ..แต่แม่จะไม่กลับ จะอยู่ที่นี่ บ้านหลังนี้”  

           “คือ ..เอ่อ. .” กิลเบอร์ตสอดสายตามองหาซาซ่า เห็นเธอยืนหันหลังอยู่ข้างนอกประตู ทาคิยืนอยู่ข้าง ๆ หันหลังเช่นกัน  

           “พ่อทำพินัยกรรมไว้แล้ว ทูเลกูล่าและที่ไร่ยกให้ซาช่า  เอ่อ..และครอบครัว”   เขาพูดเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน แต่เขาพูดไม่หมดคือพร้อมเงินสดอีกก้อนหนึ่ง พอพูดจบนางก็กรีดเสียงร้องโวยวายใช้มือทั้งสองข้างทุบตีดึงผู้เฒ่าที่นอนแน่นิ่งบนเตียง ซาช่าและทาคิตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งสองรีบวิ่งเข้ามาช่วยกิลเบอร์ตกันนางออกห่างจากเตียง นางตีโฟยตีฟายเกลือกกลิ้งลงพื้นร้องกรี๊ด ๆ เสียงแหลม  ซาช่าจัดผู้เฒ่าให้นอนท่าเดิมจากนั้นทั้งสามก็ยืนดูนางสบถสารพัดคำพูด กิลเบอร์ตพยายามจะเข้าประคองนางให้ลุกขึ้นแต่นางสะบัดแขนและทุบตีเขา กลิ่นคาวคลุ้งของน้ำเหลืองเน่าแผ่กระจายจนทาคิและซาช่าต้องปิดจมูก กิลเบอร์ตจำยอมต้องปล่อยไห้นางร้องไห้จนอ่อนแรงราฟิคิจึงเข้ามาประคองนางพาออกไป 




Create Date : 08 ตุลาคม 2558
Last Update : 8 ตุลาคม 2558 23:35:56 น.
Counter : 170 Pageviews.

1 comment
กันตยา & ซาช่า 26
 

ได้นอนเต็มอิ่มทำให้ซาช่ารู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง พลันความคิดเรื่องเดิมก็แล่นเข้ามาในหัวของเธออีกครั้ง  

 

          ‘จะต้องไปตามหาแม่ของทาคิให้เจอ’   

 

          ‘ผมกับแม่ขออาศัยอยู่กับมิชชันนารีที่โบสถ์ ‘   ถ้างั้นการตามหาก็คงไม่ยากเกินความสามารถ เธอจึงรีบแต่งตัวออกเดินทาง เพราะต้องกลับมาให้ถึงบ้านก่อนเที่ยง เพื่อไปดูแลนายผู้เฒ่าต่อจากมาสเตอร์กิลเบอร์ต   

 

เช้าวันนี้ราตูไปที่ร้านเถ้าแก่ขายของชำชาวจีนอีกครั้งเผื่อเถ้าแก่ให้ข้อมูลอะไรได้บ้าง เพราะเป็นร้านเดียวที่ทาคิเทียวไปเทียวมาทุกสัปดาห์   

 

ซาช่าถามผู้คนในตลาดึงเส้นทางไปโบสถ์ จกนั้นเธอเดินตรงดิ่งไป  ไม่นานก็มองเห็นไม้กางเขนที่ตั้งอยู่บนหลังคาโบสถ์  ประตูรั้วตรงทางเข้าปิดและคล้องกุญแจ  บริเวณข้างในดูเงียบเชียบมากเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่เลย สอดส่ายสาตามองหาใครสักคนก็ไม่มี เธอรู้สึกผิดหวัง แต่ก็บอกกับตัวเองว่า จะเดินเล่นแถว ๆ ตลาด เพื่อฆ่าเวลา ก่อนเที่ยงจะแวะมาดูอีก   

 

บรรยากาศในตลาดไม่คึกคักเหมือนเดิม บางร้านแขวนป้าย ‘ปิดชั่วคราว’  ไว้หน้าร้าน ซาช่าตั้งใจจะไปร้านเฒ่าแก่ชาวจีน เพราะที่นั่นเป็นที่ที่เธอกับทาคิได้พบกัน  พลันก็มีชายชาวพื้นเมืองรูปร่างหนาสูงใหญ่มายืนขวางทาง  เธอหยุดกึกและถอยห่างออกไปสองสามก้าว  ชายคนนั้นมองเธอหัวจรดเท้า   

         

         “ขอโทษ  เธออาศัยอยู่ที่ไหน”  น้ำเสียงของเขาสุภาพ และเป็นมิตร   

          “ฉัน..เอ่อ..เป็นคนงาน  ทำงานบ้าน อยู่ห่างจากนี่ไปหลายกิโล”  

          “เธออาศัยอยู่กับพ่อแม่หรือ”   

 

ซาช่าก้มหน้าขอบตาเริ่มแดงทำท่าจะร้องไห้ ‘ทำไมต้องถามคำถามนี้ด้วย’  เธอกัดริมฝีปาก   

 

          “ขอโทษนะ เออ.. เพราะเธอหน้าตาเหมือน..เออ..”   

 

ซาช่าแหงนหน้าจ้องมองเขา แววตาฉายแววไม่พอใจ   

 

          “เหมือนมาสเตอร์กิลเบอร์ตใช่ไหม ฉันได้ยินมาเป็นร้อยครั้งแล้ว”  พลันเธอก็นึกถึงบทสนทนาระหว่างเธอกับมาสเตอร์กิลเบอร์ตเมื่อเย็นวาน  “ก็แค่เหมือน มันจะมีประโยชน์อะไร คนเราเหมือนกันได้” พูดจบเธอสะบัดหน้าเดินลิ่วผละจากเขาไป โยฮันสาวเท้าก้าวตามติด ๆ  

           “ขอโทษ ผมไม่รู้จักคนที่คุณเอ่ยชื่อหรอก แต่คุณเหมือนราตูผู้หญิงที่ผมรู้จัก”  

ซาช่าหยุดกึก หันขวับมา   

 

             “คุณหมายถึงใคร”   

 

เขาถอนหายใจลึก ๆ ก่อนจะตอบ  

 

              “ผมไม่ได้เจอกับเธอนานแล้ว ตั้งแต่เออ..ผมเพิ่งเจอเธออีกครั้งเมื่อวาน เธอบอกว่าออกมาตามหาลูกชาย..”  

 

          “แล้วเกี่ยวอะไรด้วย”  พลันซาช่าก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้  “เมื่อกี้คุณบอกว่าเธอมาตามหาลูกชายเหรอ”   

 

          “ใช่ครับ”   

 

          “ลูกชายเขารูปร่างหน้าตาเป็นยังไง”   

 

          “ต้องขอโทษด้วย  อันนี้ผมไม่รู้เพราะไม่เคยเจอกันมาก่อน”   

 

ซาช่าทำหน้าผิดหวังแล้วเธอก็เดินจากไป มุ่งตรงไปยังร้านเฒ่าแก่พอโผล่หน้าเข้าไป เฒ่าแก่ก็ร้องทักมาแต่ไกล   

 

          “เฮ้ย นังหนู เมื่อตะกี้นี้แม่ของทาคิมา เธอบอกว่าลูกชายมีนัดกับเพื่อนหญิง แล้วเขาก็ไม่กลับบ้าน ไม่ได้ไปกับหนูหรอกเหรอ”   

 

              “อืม..อา..” ซาช่าอึกอักว่าจะตอบคำถามดีหรือไม่ “เออ..จะพบเธอได้ที่ไหนคะ  แม่ของทาคิน่ะ” ซาช่าถามเร็วปรื๋อ          

                “กลับไปแล้ว ป่านนี้คงถึงบ้านแล้ว ”   

 

แล้วซาช่าก็ต้องย้อนเดินกลับเส้นทางเดิมที่เพิ่งจากมาไม่นาน  แต่ไปคราวนี้เธอรู้สึกดีใจที่เห็นประตูไม่ได้คล้องสายล็อค  

 

          ขณะเดินไปบ้านทูเกลูล่าซาช่ายกเท้าแต่ละข้างก้าวย่างอย่างมั่นใจและมั่นคง เธอมองสิ่งรอบกายด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ ‘ถ้าโยนเหรียญ ไม่หัวก็ก้อย ‘ เธอคิด   

 

 ผู้เฒ่าอังซอยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ส่วนมาสเตอร์กิลเบอร์ตยืนเหม่อลอยอยู่ข้างหน้าต่าง  เธอมองด้านหลังของเขา เผื่อมีวี่แววความหวัง   แต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เขายังคงเป็นนาย ส่วนเธอก็เป็นคนงานในบ้าน  

 

          “มาแล้วหรือ  ฉันกำลังจะกลับพอดี   ก่อนนอนอย่าลืมเตือนท่านให้ทานยานะ”  หน้าตาของเขายังคงดูอิดโรย ขอบตาดำคล้ำ          

            “ท่าน..เอ่อ..อาการดีขึ้นไหมคะ”   

 

           “ดีขึ้น  แต่ก็ยังเพลียอยู่  คงต้องให้นอนพักมาก ๆ”   

 

           “ค่ะ”    

          “เออ..คืนนี้ เธออาจต้องนอนค้างที่นี่นะ เพราะไม่มีใครคอยดูแล เครื่องนอนอยู่ในห้องเก็บของด้านทิศตะวันตก”   

 

          “ทำไมไม่จ้างพยาบาลล่ะคะ”   

 

          “สถานการณ์เช่นนี้ คงหาคนออกทำงานนอกพื้นที่ยาก”    เขาตอบพร้อมกับเดินออกไป ปล่อยให้ซาช่ามองตาม เธอไม่เข้าใจที่เขาเอ่ยถึงสถานการณ์  เธอมีคำถามมากมายจะถามเขา แต่ดูเหมือนมันจะจุกตันอยู่ที่คอ  พอเสียงรถม้าเขาควบออกไป เธอจึงไปยืนพินิจพิจารณาดูผู้เฒ่าอังซอที่นอนแน่นิ่ง  หัวใจของเธอเต้นถี่เร็วผิดปกติด้วยความตื่นเต้น เธอเดาว่าผู้เฒ่าคงแค่ปิดเปลือกตาลงเทานั้นไม่ได้หลับจริง ๆ   

 ตกเย็นซาช่าเตรียมอาหารสำเร็จรูปไปเสริฟข้างเตียง แล้วเธอก็ไปนั่งเล่นกับเจ้าซีโรข้างนอก ลมเย็น ๆ ของฤดูใบไม้ผลิลอยมาปะทะร่างเป็นระยะ ๆ เธอหยอกล้อเจ้าซีโรแต่สมองของเธอคิดไปต่าง ๆ นา ๆ     ได้เวลาพอสมควรเธอจึงไปยกสำรับกลับ เธอดีใจที่เห็นอาหารพร่องไปครึ่งชาม แสดงว่าผู้เฒ่ายังเจริญอาหารอยู่ จากนั้นเธอไปเปิด ‘ห้องเก็บของ’ ตามที่มาสเตอร์กิลเบอร์ตเรียก พอเปิดออกมา เธอก็ต้องอ้าปากอุทาน เพราะภายในห้องมีปืนสองสามกระบอกแขวนไว้ข้างฝา  มีดสั้นและดาบคู่แขวนไว้ใกล้ ๆ กับปืน  เธอยืนมองปืนพกสั้นที่อยู่ในซองห้อยอยู่ใกล้ขอบหน้าต่างอย่างสนอกสนใจ จากนั้นเธอก็ไปเปิดตู้เสื้อผ้าหาสิ่งที่ต้องการ 

   

เธอนอนบนม้ายาวนอกห้อง แต่เธอนอนไม่หลับ ข่มตายังไงก็ไม่หลับ ดูเหมือนว่ามีเรื่องมากมายรบกวนจิตใจของเธอ   

 

‘จะเอายังไงดี’  

                                                                                                                 เธอถามตัวเอง จากนั้นเธอนับหนึ่งถึงสิบเพื่อสงบสติอารมณ์ พอนับถึงสามเท่านั้นเองเธอก็ตัดสินใจลุกพรวด เดินตรงไปยังห้องของผู้เฒ่าซึ่งเปิดประตูทิ้งไว้   แสงหรี่ ๆ จากตะเกียงน้ำมัน ทำให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวได้ชัดเจน  ผู้เฒ่าอังซอนอนตะแคงโดยหันหลังให้ประตู ซาช่ารู้สึกตัวเองตัวสั่นเทิ้มหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะขณะก้าวเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ เตียง  เธอมองดูแผ่นหลังตั้งตระหง่านของเขาภายใต้ผ้าห่มมีเพียงช่วงซี่โครงลาดต่ำลงมาถึงเอวเท่านั้นที่กระเพื่อมขึ้นลงเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ เธอหลับตาสูดลมหายใจลึกให้เต็มปอดแล้วค่อย ๆ ปล่อยมันออกมาเพื่อให้ตัวเองผ่อนคลาย เธอเผลอฮัมเพลงเบา ๆ เป็นเพลงที่เคยร้องตั้งแต่อยู่ชั้นประถมก่อนที่จะเอื้อนเอ่ยคำพูดอกมา   

 

          “มาสเตอร์อังซอคะ” เธอพูดเบา ๆ ช้า ๆ แต่ก้องกังวานชัดถ้อยชัดคำท่ามกลางความเงียบของตอนกลางคืน   

 

            “หนูนอนไม่หลับค่ะ  หนูอยากมาอยู่เป็นเพื่อนท่าน  เพราะหนูก็เชื่อว่าท่านก็คงนอนไม่ค่อยหลับเหมือนกัน” เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากผู้เฒ่า           “มาสเตอร์อังซอ  อืม..ท่านเกลมังคะ  หนูมีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ท่านฟัง ” เงียบสนิทเหมือนเดิม  

             “ถือว่าหนูเล่าเพื่อฆ่าเวลาก็แล้วกันนะคะ”     

          “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  นานนับกว่าสิบปีให้หลัง   มีสาวน้อยนางหนึ่งอาศัยอยู่กับคุณตาแก่ ๆ  ญาติคนเดียวของเธอ  คุณตามีหน้าที่เฝ้าไร่ให้คนขาว   สาวน้อยคนนั้นกำลังอยู่ในสภาวะช็อคจากการที่เห็นพ่อแม่ถูกคนขาวยิงตายต่อหน้าต่อตา เหตุเพราะพวกคนขาวจะจับพ่อของเธอไปขายเป็นทาส แม่ของเธอจึงเข้าขัดขวาง  ทั้งพ่อและแม่ต่างพยายามต่อสู้ขัดขืนด้วยมือเปล่า พวกคนขาวจึงยิงพ่อแม่ของเธอตาย โคนที่ฆ่าพ่อแม่เธอไม่ได้สนใจใยดีเธอที่ยืนตกใจร้องไห้กรี๊ดสุดเสียงอยู่ข้าง ๆ  ตอนนั้นเธอเพิ่งจะอายุได้ 10 ขวบ ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นเป็นต้นมา เธอไม่ยอมปริปากพูด  ใบหน้าปราศจากความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น   ใคร ๆ ก็ว่าเธอกลายเป็นคนใบ้ มีเพียงคุณตาเท่านั้นที่พยายามให้ความรักความเมตตาต่อเธอ”     ซาช่ามองหาความเคลื่อนไหว  แต่ทว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เธอจึงเล่าเรื่องต่อ   

 

          “พอเธออายุได้ 14 ปี กำลังแตกเนื้อสาว ก็เริ่มมีหนุ่ม ๆ มาชอบพอ  คุณตาวางแผนเตรียมให้เธอออกเรือนบางทีคนที่รักและเข้าใจอาจช่วยรักษาสภาพจิตใจของเธอได้   แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น”   ซาช่ากลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก เธอสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะเล่าต่อ  

 

              “ คุณตานอกจากจะเป็นคนงานเฝ้าไร่แล้ว ยังมีความชำนาญเส้นทางเข้าป่าขึ้นเขาลงห้วย  พวกนายพรานจึงชอบจ้างวานให้คุณตาเป็นผู้นำทางให้เสมอ ๆ เวลาออกล่าสัตย์ ”   พอเล่าถึงตรงนี้ หัวใจของเธอเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ  และถ้าเธอนั่งอยู่ด้านหน้าของผู้เฒ่าอังซอ เธอจะเห็นว่าผู้เฒ่ากระพริบตาถี่ ๆ และลืมตาเป็นบางครั้ง แต่ปากยังคงเม้มสนิท  

 

          “บ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อนมีกลุ่มนายพรานผิวขาวประมาณ 5-6 คน นั่งมาบนหลังม้ามีอาวุธปืนล่าพร้อมเสบียง มาหาคุณตาที่ไร่โดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า คุณตากำลังนั่งทานข้าวมื้อเย็นกับหลานสาว ซึ่งเธอแต่งกายตามแบบชาวพื้นเมืองคือผ้าสีขาวหม่นผืนเดียวห่มเฉียง และเปิดไหล่อีกข้างซึ่งทำให้มองเห็นเนื้อหนังสัดส่วนชัดเจน เธอเห็นสายตาหลายคู่ของนายพรานจับจ้องมาที่เธอ เธอจึงหลบเข้าไปอยู่ข้างในกระท่อม” 

 

          ผู้เฒ่าอังซอกระพริบตาถี่ขึ้นและค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสายตามองฝ่าความมืดไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย เขาสูดลมหายใจแรงขึ้น เสียงของซาช่าที่ดังมาจากข้างเตียงด้านหลังเขายังคงเจื้อยแจ้ว 

 

          “คุณตาเข้ามาบอกหลานสาวว่าจะออกเดินทางทันทีเพราะจะต้องรีบข้ามเขาโขดหินไปก่อนพระอาทิตย์ตกดินเพื่อตั้งแคมป์พักแรมบริเวณหุบเขาที่เชื่อมต่อกับเขาลูกใหญ่ เขาโขดหินอยู่ห่างจากไร่ที่คุณตาอยู่เกือบ 30 กิโลเมตร  คณะของนายพรานโดยมีคุณตาเป็นผู้นำทางออกเดินทางได้เพียงครึ่งทางก่อนจะถึงเขาโขดหินก็เกิดฝนตกอย่างหนัก ฟ้าแลบฟ้าร้องดังเป็นระยะ ๆ  ฝนเทจั๊ก ๆ โดยไม่มีทีม่าว่าจะหยุด  ทั้งม้าทั้งคนต้องหาที่หลบโดยขออาศัยบ้านพักคนงานในฟาร์มปศุสัตว์บริเวณนั้น คืนนั้นจึงพากันกางเต้นท์ตั้งแคมป์อยู่บริเวณคอกม้าเก่า พอทุกคนทานมื้อเย็นเสร็จต่างก็ล้อมวงรอบกองไฟและแก้หนาวด้วยวิสกี้ จากนั้นต่างก็แยกย้ายกันไปนอน”  ซาช่ารู้สึกหัวใจของเธอเริ่มบีบเต้นแรงและเธอพูดรัวเร็วกว่าเดิม 

 

          “ฝ่ายหลานสาวของคุณตาก็เข้านอนแต่หัวค่ำ เธอคุ้นเคยกับการที่ต้องอยู่คนเดียวเวลาคุณตาไม่อยู่บางทีคุณตาก็จากไปนานเป็นอาทิตย์ เธอกลัวหรือไม่  หรือชาชินเสียแล้วไม่มีใครรู้เพราะเธอไม่พูดมานานนับ 4 ปีแล้ว ขณะที่เธอกำลังนอนใต้ผ้าห่มเก่า ๆ หูได้ยินแต่เสียงฝนที่ตกดังโครม ๆ กับเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเป็นระยะ ๆ พลันเธอก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงขลุกขลักอยู่ข้าง ๆ กระท่อม เธอพยายามเงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาดของม้า เธอคิดว่าคุณตาคงลืมอะไรสักอย่างจึงต้องกลับมาเอา แต่ทุกอย่างกลับเงียบผิดปกติ เธอเริ่มผิดสังเกต พลันเธอมองเห็นความวาววับของมีดที่สอดเข้าตัดสายคล้องประตู  เธอกลัวจนตัวสั่นเมื่อประตูเปิดผลัวะออกและมีเงาทะมีนยืนจังก้าอยู่ตรงประตู แล้วร่างนั้นก็กระโจนโถมใส่เธอ  กลิ่นเหล้าโชยมาปะหน้าเธอ เธอต่อสู้ขัดขืนทั้งถีบทั้งข่วนแต่ไม่นานเรี่ยวแรงของเธอก็หายไป  ความสาวแรกรุ่นของ เธอถูกบดขยี้จากผู้บุกรุกน้ำตาของเธอไหลรินอาบแก้ม ผู้บุกรุกเดินจากไปโดยไม่สนใจใยดี สิ่งเดียวที่มือเธอสัมผัสได้คือ  รอยแผลเป็นนูนเด่นที่ไหล่ขวา”   เสียงของซาช่าหายไป เธอก้มหน้านิ่ง รู้สึกทั้งหดหู่และอ่อนเพลีย เธอไม่มีโอกาสได้เห็นสีหน้าผู้เฒ่า เขาสูดลมหายใจลึก ๆ และหลับตาเนิ่นนาน แต่เขายังคงนอนท่าเดิม  

           “คุณตาและหลานสาวเป็นชาวพื้นเมืองกลุ่มเล็ก ๆ ที่เรียกตัวเองว่า เผ่าเทอาลี ที่นับถือเทพและมีการบูชา การอยู่กินฉันสามีภรรยากับคนนอกเผ่าเป็นสิ่งต้องห้าม  ถ้าหญิงใดคลอดลูกออกมาไม่มีพ่อถือว่านางได้บุตรมาจากสวรรค์ ถ้าได้บุตรนั้นเป็นหญิงต้องใช้เพื่อการสักการะบูชา แต่ถ้าได้บุตรชายเมื่ออายุถึง 8 ขวบจะต้องปล่อยให้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าเพียงลำพังเป็นเวลาหนึ่งปี  ถ้ารอดกลับมาได้ก็จะได้เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดลำดับรองจากหัวหน้าเผ่า หลานสาวของคุณตาท้องโตขึ้นทุกวัน  หัวหน้าเผ่าได้ส่งคนมาคอยสอดแนมเป็นระยะ ๆ   แม้หลานสาวไม่พูดแต่คุณตาก็อ่านแววตาออกว่านางมีความวิตกกังวล  คุณตาจึงเก็บรวบรวมข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่จำเป็นใส่ลงไปในลังไม้เพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัย แล้วพาหลานสาวไปหลบซ่อนอยู่ในที่ห่างไกลโดยเดินทางเลียบเคียงแม่น้ำทูเกลูล่าลงทางใต้เรื่อย ๆ  ถึงวันที่หลานสาวคุณตาคลอดบุตรออกมาคนแรกเป็นหญิง คุณตาถึงกับยกมือปาดน้ำตา นางเองก็น้ำตานองหน้าเมื่อมองลูกน้อย  คนที่สองที่คลอดตามมาเป็นชาย แล้วเธอก็หมดเรี่ยวแรงสลบไปด้วยความเพลีย  พอเธอฟื้นขึ้นมาคุณตาบอกเธอว่าบุตรคนแรกอยู่ได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ตาย และจัดการศพเรียบร้อยแล้ว  พอหลานสาวแข็งแรงขึ้นคุณตาก็พากลับหมู่บ้านพร้อมหลานชาย   คนของหัวหน้าเผ่าตามมาดูถึงที่พักและทำหน้าผิดหวังที่ทารกไม่ใช่หญิง      เธอและคุณตาช่วยกันเลี้ยงเด็กชายร่างผอมกร่องแกร่งสูงโย่ง  พอเด็กชายเริ่มโตขึ้นทุกคนในเผ่ารู้ได้ทันทีว่า หลานชายคุณตาไม่ใช่สายเลือดคนพื้นเมือง เสียงโจษจันดังไปทั่วว่าเด็กจะนำความหายนะมาสู่เผ่า  คุณตารู้ว่าภัยร้ายกำลังจะเกิดขึ้น จึงบังคับให้หลานสาวรีบพาลูกชายหนี   โดยให้มุ่งหน้าไปทางใต้เรื่อย ๆ  สองแม่ลูกต้องระเหเร่ร่อนเดินทางด้วยเท้าเป็นเวลาหลายวัน อาหารที่เตรียมไปก็หมดเงินที่มีติดตัวไปเล็กน้อยก็ร่อยหรอ  เธอมองเห็นโบสถ์และตั้งใจจะพาลูกน้อยไปขออาหารที่นั่นแต่เกิดเป็นลมล้มฟุบตรงหน้าประตูทางเข้า”   

พลันผู้เฒ่าพลิกตัวหันขวับมาอย่างเร็วจนซาช่าสะดุ้งตกใจ ท่ามกลางแสงตะเกียงริบหรี่ เธอมองเห็นแววตาดุดันของเขาที่จ้องเธอเขม็งและเย็นชา จนเธอต้องก้มหลบสายตา ผู้เฒ่าจ้องเนิ่นนานก่อนจะเปล่งเสียงออกมา 

 

          “ฝากขอโทษผู้หญิงคนนั้นด้วย”  พูดจบก็หันหลังกลับไปนอนท่าเดิม  




Create Date : 03 กันยายน 2558
Last Update : 3 กันยายน 2558 22:50:10 น.
Counter : 202 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  

BlogGang Popular Award#13



Maya_II
Location :
มุกดาหาร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



Star sign : Gemini
Hobby : Reading & Writing
Interest : variety