วัว คือ ฆาตรกร?
เมื่อวัวจูงคน
เหตุการณ์นี้ ดิฉันก็บังเอิญอีกแล้ว และโดยเฉพาะทั้ง setting และ location นั้นอยู่ที่หน้าบ้าน ..แล้วเรื่องสยองก็เกิดขึ้น

วันนั้นเป็นวันทำงานตามปกติ แต่ดิฉันเป็นหวัดอย่างแรง และเกรงว่าตัวเองจะเป็นตัวแพร่เชื้อ จึงนอนพักผ่อนอยู่บ้าน .. เวลาสายขึ้นหน่อยหนึ่ง.. ได้ยินเสียงหมาเห่ากรรโชกอย่างแรง.. ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย.. ได้ยินเสียงกระดิ่งวัวดังกรุ้ง กริ้ง ๆ .. เสียงกีบเท้าวัวกระทบกับพื้นถนนยางมะตอยดังกรุบกรับ ๆ จนทำให้ดิฉันซึ่งนอนอยู่เกิดความอยากรู้อยากเห็น จึงแหวกม่านมองผ่านหน้าต่างชะเง้อจนสุดคอ .. มองเห็นส่วนหลังของวัวตัวใหญ่เบ้อเร่อวิ่ง และหัวคนวิ่งตามวัว ซึ่งเป็นชายวัยเลยกลางคนไปแล้ว รูปร่างใหญ่แข็งแรง กระฉับกระเฉงวิ่งตามพร้อมกับร้องตะโกนว่า .. ช่วยด้วย.. ช่วยจับวัวหน่อย..
"วัววิ่งหนี เจ้าของวัววิ่งตาม.. พบเห็นบ่อย ๆ ในแถบชนนบทอย่างนี้..ไม่มีอะไรน่าสนใจ..นอนต่อดีกว่า"

นอนไปนอนมาก็น่าเบื่อ เดินเล่นน่าจะดีกว่า .. จึงลุกขึ้นและเดินออกไปหน้าบ้าน.. เจ้าสี่ขาที่บ้านก็เดินตาม.. เห็นผู้หญิงกลางคนพร้อมกับเพือ่นซ้อนท้ายขับรถเครื่องมาตามถนน พอถึงหน้าบ้านดิฉัน เธอชะลอรถเห็นซุบซิบคุยกันเบา ๆ พร้อม ๆ กับเอามือชี้ไปที่ข้างถนน .. ดิฉันแปลกใจ??? มีอีกคัน คราวนี้เป็นผู้ชายก็ชะลอรถเครื่องและกวาดสายตาไปโน่นทีนั่นที .. พวกเขาทำอะไรกัน??

อยากรู้ว่าพวกเขามองหาอะไร ..จึงเดินไปที่ประตูรั้วแล้วมองออกไป.. รองเท้าสีส้มข้างหนึ่ง ..แผ่นขนมโฮมมี่เรี่ยราดอยู่กลางถนน ..เจ้าสี่ขาของดิฉันทำจมูกฟีดฟัด กระดิกหางด้วยอาการดีใจที่เห็นขนม ดิฉันจึงเปิดประตูแล้วเดินไป เจ้ามะหมารีบวิ่งไปกินโฮมมี่ที่เรี่ยราดอยู่กลางถนน ส่วนห่อที่เหลือตกอยู่ข้างถนน สงสัยว่ามีคนขี่รถเครื่องแล้วมีคนซ้อนท้ายทำรองเท้าหล่นและขนมหล่นจากมือ ดิฉันคิด
"ลาภปากของแกละสิ.. เก็บไว้วินวังหลังบ้างนะ เดี๋ยวหุ่นไม่สวย" ว่าแล้วดิฉันก็หยิบเอาห่อขนมโฮมมี่เข้าบ้านไปเก็บไว้ในตู้เย็น ไว้ให้มะหมาทานในวันถัดไป

วันรุ่งขึ้น..ไปทำงานตามปกติ เพื่อร่วมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาที่ห้อง
"น่ากลัวจังเลย..เมื่อเช้านี้ไปที่โรงพยาบาลมา พบายาลบอกว่า เมื่อวาน มีอุบัติเหตุตายสามศพ สองศพน่ะอุบัติเหตุโดยรถเครื่อง อีกศพหนึ่งใ เห็นว่าวัวเหยียบหรืออะไรนี่แหละ .." เพื่อนร่วมงานอีกสองคนเข้ามาสมทบ เรื่องนี้ก็รีเพล อีกรอบ ดิฉันก็ฟังผ่าน ๆ เพราะเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ถือเป็ปกติ..
"พี่แม่ของหนูถามว่า ไม่ใช่เหตุเกิดแถว ๆ บ้านของพี่เหรอ" น้องคนหนึ่งยิงคำถามมาโดยที่ดิฉันไม่ได้ตั้งหลัก
"เรื่องอะไร.. ว่ายังไง"
"วัวที่เหยียบคนตายน่ะ ..."
"ไม่ใช่เหยียบ เห็นบอกว่าเชื่อกวัวรัดจนใส้แตก.." อีกคนหนึ่งเถียงขึ้น
"เอ้ามันรัดยังไง" คนแรกถามขึ้น
"เห็นว่า อีตานั่นน่ะ.. จูงวัวไปนา แกยังไม่ได้ทานข้าวเช้า จึงซื้อขนมไปกินระหว่างทาง.. มือแกไม่ว่าง จึงมัดวัวใส่เอว .. วัวไม่เคยไปแถวนั้นมาก่อน ไม่คุ้นถิ่น เห็นเขาว่าวัวลากไปไกลเกือบร้อยเมตร ไปทางโน่นแหละ ทางภูเขาโน่น"

ปิ้ง!!! ความคิดแว็บขึ้นมาในหัวของฉัน.. ภาพหมาเห่า.. เสียงวัวเสียงคนวิ่ง รองเท้าสีส้มข้างหนึ่ง ขนม.. โฮมมี่
"วัวน่ะ วิ่งกลับลงไปทางหมู่บ้าน ไม่ใช่ทางภูเขา.. ส่วนขนมอยู่ในตู้เย็นของฉัน"
"ฮ้า!! ว่าไงนะ" เสียงเพื่อน ๆ ร้องขึ้นพร้อม ๆ กัน

เรื่องนั้นโจษจันกันเป็น talk of the village เลยแหละ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ใคร่จะมีใครเหมือน ดิฉันกลับบ้าน พบเจ้าหน้าที่ ๆ ที่มาดูร่องรอยเหตุการณ์ พร้อมกับพยานที่เห็นเหตุการณ์และช่วยเหลือผู้ตาย ได้ความว่า
..วัวมันวิ่งกลับด้วยความตกใจประกอบกับมีเสียงหมาเห่าสองข้างทางยิ่งทำให้มันตกใจมากขึ้น วิ่งเร็วขึ้น และเจ้าของวัวก็ผูกเชือกวัวไว้ที่เอว เวลาวัววิ่งมันก็รัดเข้าๆ แรก ๆ แกก็วิ่งตาม แต่วัววิ่งเร็วมาก แกจึงสะดุดล้ม วัวที่วิ่งไปไม่หยุดก็ลากแกไปตามถนนลาดยาง ลากเหมือนลากท่อนไม้กลิ้งกรุบ ๆ กรับ ๆ และยิ่งวัวเข้าใจว่าท่อนไม้ไล่หลังมันมา มันยิ่งทั้งวิ่งทั้งกระโดดไปไกลเกือบครึ่งกิโล จนร่างของคนแซะเข้าไปที่พุ่มไม้ข้างทาง วัวจึงลากไปไม่ได้มันจึงหยุด กว่าคนจะมาตัดเชือกออกจากวัวได้ก็ใช้เววลาพอสมควร เพราะวัวอยู่ในอาการตกใจสุดขีด.. ถนนสายนั้นเป็นถนนแยกออกจากหมู่บ้าน เป็นเส้นทางเปลี่ยว มีบ้านคนไม่กี่หลัง ไม่ค่อยมีรถหรือคนสัญจรไปมามากนัก .. ต่อให้มีคนก็ช่วยไม่ได้ ถ้าวัวไม่หยุด.. สภาพศพเละ.. หนังศรีษะครูดไปตามถนนมีแต่หิน กรวดตะปุ่มตะปุ่มหนังศรีษะบางที่ถลกออก.. พุงแตกเพราะเชือกที่ดึงรัด.. ลำไส้แตกทะลักกระจัดกระจาย เสื้อผ้าที่ใส่หลุดลุ่ยไปกับถนน.. ถนนเส้นนั้นไม่มีคนกล้าผ่านตอนกลางคืนอยู่หลายวัน ..

แต่สิ่งที่ดิฉันรู้ก็คือ.. วัวมันหันหัวกลับตรงบ้านของดิฉันและเจ้าตัวที่ทำให้มันตกใจก็คือ.. มะหมาของดิฉันเองที่เห่ากรรโชกมันอย่างแรง.. เพราะมันตกใจกลัวเจ้าตัวที่ใหญ่เบ้อเร่อ.... ขออโหสิกรรมก็แล้วกัน..




Create Date : 19 เมษายน 2554
Last Update : 20 เมษายน 2554 23:44:12 น.
Counter : 447 Pageviews.

11 comment
เมื่อหนุ่มมะกันชวนฉันขึ้นดอย!!
วันเวลาผ่านมาเนิ่นนาน แต่เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นทีไรชวนให้ใจหายใจคว่ำ.. แล้วก็เทียวถามตัวเองอยู่นั่นแหละ.. ทำไมตัวเราถึงกล้าบ้าบิ่นอย่างนั้นละฮึ...

คงต้องเริ่มต้นที่.. กาลครั้งหนึ่งนานมาหลายปีแล้ว..มีหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย การศึกษาจบชั้น ป.4 ณ ช่วงเวลานั้น เธอโด่งดังมาก หนังสือพิมพ์พาดหัวข้อข่าวเกี่ยวกับเธอ..ครู ป.4 .. มีบทความเขียนถึงเธอมากมาย นักการศึกษาหลายคนหันมาให้ความสนใจ.. โทรทัศน์บางช่องหอบทีมงานไปถ่ายทำ เธอกลายเป็นวิทยากรบรรยายตามสถาบันในระดับอุดมศึกษาหลายแห่ง จุดเด่นของเธอก็คือ ครู ป. 4 สอนหนังสือให้กับเด็ก โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เมื่อมีคนเขียนบทความเกี่ยวกับตัวเธอ หนังสือพิมพ์ประโคมข่าว..โทรทัศน์หลายช่องนำเสนอถ่ายภาพจริงสู่สายตาท่านผู้ชม ทำให้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนยื่นมือเข้ามาให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ในรูปของกองทุน/มูลนิธิฯ ..


เล่ามาถึงตรงนี้ เอ๊ะ.. แล้วหนุ่มมะกันมาเกี่ยวข้องได้ยังไงยังไม่เห็นมีวี่แววเลย... ต้องอดทนอ่านต่อนะคะ

ช่วงเวลานั้นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้การบริการทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเตรียมคุณครูออกสู่โรงเรียนต่าง ๆ หรือคนที่เรียนทางด้านการบริหารการศึกษาไม่ว่าจะเป็นในระดับ ป.ตรี / ป. โทร ต่างเข้าคิวจองตัวครูสาววัยรุ่นคนนี้ เพื่อไปเป็นวิทยากรบรรยาย ..สถาบันที่ดิฉันกำลังศึกษาอยู่ก็ได้จองตัวเธอเช่นกัน ..กลุ่มที่จับจองคิวเธอเป็นกลุ่มสายบริหารการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีครูบาอาจารย์ ทั้งที่เป็นผู้บริหารอยู่แล้ว และผู้ที่จะเตรียมตัวออกเป็นผู้บริหาร .. ส่วนดิฉันไม่อยู่ในกลุ่มที่กล่าวถึงนี้หรอกนะคะ .. คงเป็นเพราะมีมนุษยสัมพันธ์ดีมั้งถึงได้รู้จักมักคุ้นกับคนกลุ่มนี้หลาย ๆ คน
“น้อง.. คืนมะรืนว่างมั้ย”
“จะฮื้ออีน้องยะอะหยังกะเจ้า”
“ครู... เขาจะมาบรรยายที่นี่ และจะพักที่โรงแรม...”
“จะเข้าพักตี๊โฮงแฮมกะเป็นหน้าที่ของโฮงแฮมเปิ๊นมายะอะหยังกะอีน๊อง”
“เขายังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่เลย.. อาจารย์ให้หาคนไปพักเป็นเพื่อน”


เป็นอันว่าดิฉันโดนทั้งบังคับแกมขอร้อง ก็เลยยอมโอเค .. แล้วดิฉันก็ได้ทำความรู้จักกับครูคนนั้นมากขึ้น.. .ช่วงนั้นเธอเดินสายบรรยายตลอดทั้งภาคเหนือภาคกลางภาคอีสาน ยังไม่นับงานนัดสัมภาษณ์จากนิตยสาร จากทีวี ..เธอเหนื่อยมาก..เหนื่อยเกินกำลังที่จะรับไหว ตอนนั้นอายุเธอเพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยสาวแรกรุ่น ..
การไปบรรยายของเธอก็จะมีนักวิชาการไปด้วยเสมอ.. ซึ่งนักวิชาการจะจัดเตรียมข้อมูลนำเสนอให้ .. มีสไลด์ประกอบการบรรยาย เมื่อบรรยายจบสิ้นแล้วเธอก็มีหน้าที่คอยตอบคำถาม .. ได้รู้จักกับเธอแล้วก็เกิดชื่นชมในความสามารถของเธอว่า.. ผู้หญิงตัวแค่นี้..ทำได้อย่างไร ...

“ปิดเทอมกลางปีนี้..น้องไปอยู่กับครุเขาที่แม่สายนะ.. นั่งรถจากนี่ไปโน่น..ลงนั่นอยู่ตรงแถว ๆ นั้น..ที่เหลือถามเอาเองก็แล้วกัน”

จึงเป็นครั้งแรกที่คนอิสานคนนี้ได้นั่งรถสายเชียงใหม่-เชียงราย-แม่สาย..มุ่งหน้าสู่เหนือสุดแดนสยาม...

บ้านของเธอเป็นเหมือนเนิซเซอรี่ คือรับดูแลเด็ก ๆ ช่วงเวลากลางวัน ที่พ่อแม่ไปทำงานแล้วไม่มีใครดูแล เพราะที่แม่สายคนใช้แรงงานมีมาก.. เด็กบางส่วนก็เป็นลูกของแรงงานต่างด้าว โดยเก็บค่าดูแลนิดหน่อย (ประมาณวันละหนึ่งบาท ในตอนนั้นกับข้าวในมหาวิทยาลัยจานละห้าบาท) ตอนที่ดิฉันไปอยู่ด้วย มีเด็กประมาณห้าสิบคน ..เธอเล่าให้ฟังว่า เมื่อมีเด็กมาก..ดูแลเป็นรายบุคคลก็ไม่ไหวจึงจับนั่งให้หัดอ่านหัดเขียน บ่าย ๆ ล้างหน้าล้างตาปะแป้งให้แล้วก็ส่งกลับบ้าน เธอมีพ่อ-แม่คอยดูแลช่วยเป็นบางครั้ง.. พ่อมีรถตุ๊กๆ เล็กคอยรับส่งคนที่ผู้ปกครองไม่สามารถมารับ-มาส่งได้ .. อยู่แม่สายได้ไม่กี่วันก็เริ่มคุ้นเคย พอเด็ก ๆ กลับบ้าน ดิฉันก็จะออกไปเดินเล่นแถว ๆ สะพานท่าขี้เหล็ก.. เดินเล่น ๆ ข้ามไปข้ามมาระหว่างพม่ากับไทย.. ไปเดินดูตลาดสินค้าของฝั่งโน้นมั่ง...

อะแฮ้ม.. แล้วก็ได้มีโอกาสเจอะเจอหนุ่มมะกัน รูปร่างสูงโปร่ง ผิวคล้ำหน้าตาไม่ได้เกลี้ยงเกลา เพราะมีเคราที่โกนเกลี้ยงแต่ยังทิ้งร่องรอยทำให้ดูเป็นแมนเต็มตัว จัดว่าคมเข้ม ใส่แว่นตาหนาเตอะ ยิ้มสวย ฟันสวย..
“แคน ยู สปีค อิงลิช.. คุณพูดอังกฤษได้ไหม?”
เราเองก็อยากฝึกหัดพูดอยู่แล้วรีบเซเยสทันที .. สรุปได้ว่า เขาลืมยาสีฟันไว้ที่ที่พักก่อนที่จะมานี่.. เขาเพิ่งมาถึง และพักที่รีสอร์ทริมแม่น้ำ ออกมาเดินเล่นจึงอยากจะซื้อยาสีฟัน แต่ไม่รู้จะซื้อได้ที่ไหนเพราะไม่มีร้านสะดวกซื้อเลย ... จากนั้นดิฉันก็ได้งัดเอารูปแบบประโยคต่าง ๆ ที่อาจารย์สอนเอาไว้มาทดสอบ ผิดถูกตามประสา แต่ก็สื่อสารกันรู้เรื่อง
เขาชื่อมิสเตอร์เกร็กกอรี่ อดิเสิร์ท ทำงานเป็นแอตเทอนี่ ทนายความ ดิฉันเดินกลับบ้าน เขาก็เดินตามแจเลย.. พอถึงบ้าน แม่ของครูคนนั้นชอบอกชอบใจ.. บอกให้ดิฉันเชิญเขามาทานขนมจีนน้ำเงี๊ยวในวันรุ่งขึ้น.. พอดิฉันบอกเขาไปนึกว่าเขาจะเซโน.. ผิดคาด เขาบอกว่าอยากรู้จักวิถีชีวิตของคนไทยด้วย รีบตอบตกลงทันที .. เขาขอตัวเดินกลับรีสอร์ท ครูที่ดิฉันพักอยู่ด้วยกลับขอติดตามไปส่งเขา เพราะอยากไปเดินเล่นที่รีสอร์ทแห่งนั้นด้วย โดยเราสองคนนั่งซ้อนจักรายานกันไป.. ส่วนเขาเดินก้าวทาวยาว ๆ

รุ่งขึ้น.. เขาก็มาทานขนมจีนตามคำเชิญ .. พวกเราคุยกันสัพเพเหระ..แล้วเขาก็ขอตัวกลับ .. เฮ้อ.. ลืมถามเขาว่าจะออกจากแม่สายเมื่อไหร่ .. พอบ่ายวันรุ่งขึ้น.. ขณะที่ดิฉันกำลังก้ม ๆ เงย ๆ กับเด็ก ๆ.. พลันเขาก็ยื่นหน้าข้ามรั้วไม้ที่กั้นติดเขตถนนเข้ามา เซ ‘ไฮ..’ จนฉันสะดุ้งเพราะคาดไม่ถึงว่าจะเจอะเจอเอากับแว่นหนา ๆ และฟันขาว ๆ .. แล้วก็ได้ความว่า
“ทูมอโรว.. พรุ่งนี้.. ไอจะขึ้นดอยตุง.. ยูว่างไหมอยากให้ยูไปเป็นเพื่อนหน่อย”
“จะไปยังไง..”
“ไอเช่ารถได้แล้ว.. แต่คุยกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง”
“เปิ้นจะยะอะหยัง” แม่ของคุณครูโผล่หน้ามาถาม ดิฉันจึงเล่าให้ฟัง
“ไปเต๊อะ .. ต่างถิ่นต่างแดน..เหลอโต่นเพิ่นก๊า”

ดอยตุงดิฉันก็ไม่เคยไปมาก่อน.. ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่แถว ๆ ไหน..งานนี้ฝรั่งเป็นไกด์ ตอนนั้นมันตื่นเต้น.. ไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง หรือคิดอะไรทั้งนั้น..มาคิดได้ก็จนกระทั่งมาถึงจุดนัดหมายที่เขานัดรถสองแถวเอาไว้ ดิฉันต้องสะดุ้งตกใจ.. หน้าซีดเผือด.. (ถ้าเขาสังเกต เขามองเห็นแน่ ๆ) หัวใจหล่นวูบ.. และเต้นตุบ ตุบ ไม่เป็นจังหวะ.. เพราะเขาไม่ได้ไปคนเดียว.. มีเพื่อนฝรั่งอีกคนหนึ่ง.. คนนี้เป็นฝรั่งผิวขาว ร่างท้วม ๆ ไว้หนวดเคราน่ากลัว เขาแนะนำว่า
“มายเฟรน.. นิคกี๊”
เราสองคนก็พยักหน้าหงึกหงักแล้วก็ไม่ได้ถามอะไรกันต่อ... ก็เจอเขาสองสามครั้ง.. ไม่เคยเห็นเงาของใครติดตามเลยนี่นา.. และนายนิคกี้ที่ว่านี่ ก็หน้าตาเคร่งขรึม.. . ทำตัวเหมือนสปายในหนังเลย.. มิหนำซ้ำคนขับรถก็หน้าตาเคร่งเครียดอีก.. แถมยังปรายตามองที่ดิฉันพอเดาความคิดได้ว่าเขาจัดดิฉันไว้ประเภทไหน ....จะเอายังไงดีหนอ ตกกะไดพลอยโจนเสียแล้วนี่.. จะถอยกลับก็ไม่ได้ มาก็ตั้งไกลแล้ว.. ผู้ชายสามคน.. ดิฉันผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว.. ความคิดจินตนาการด้านร้ายก็คอยมารบกวนจิตใจ.. ถ้าหนังสือพิมพ์พาดหัวข้อข่าว..พบศพ..อื๋อย! ยิ่งคิดยิ่งน่ากลัว...ดิฉันขึ้นนั่งหน้าคู่กับเขา.. เพื่อนของเขานั่งข้างหลังคนเดียว.. แล้วรถก็บ่ายหน้าขึ้นภูเขา คด ๆ เคี้ยว ๆ ที่ชื่อดอยตุง .. ในตอนนั้น สมเด็จย่าหรือใคร ๆ ยังไม่ได้ไปสร้างอะไรไว้ทั้งนั้น.. บนยอดเขาก็โล่ง ๆ มีจุดชมวิว..มีพระพุทธรูปให้กราบไว้ ..รู้สึกหวั่น ๆ อยู่ตลอดเวลา ยิ่งขึ้นไปตอนบ่าย ๆ ไม่เจอใครเลยนอกจากกลุ่มเรา คุณเกร็กกอรี่ คงอ่านอาการหวั่นวิตกของดิฉันออก เขาจึงพยายามชวนคุยโน่นคุยนี่ คุยเรื่องวันพระ วันเพ็ญ เดือนมืดเดือนหงาย ...จนพลบค่ำพวกเราจึงลงมาถึงหมู่บ้าน... เฮ้อ!! โล่งใจ เราปลอดภัยดี..ไม่มีชิ้นส่วนไหวแหว่งหายไป
เขากับเพื่อนของเขาแยกทางกันตรงจุดที่เจอกัน
“ทูมอโรว.. พรุ่งนี้ ไอจะไปพะเยา.. ยูจะไปด้วยไหม”
“N0..’’ ดิฉันตอบอย่างดังให้เขาได้ยินเต็มสองหู เพราะไม่อยากจะเจอะเจอเหตุการณ์หวั่น ๆ อย่างวันนี้ ..ต่อแต่นั้นแล้วก็ไม่เคยได้เจอะเจอหรือได้ข่าวใด ๆ จากเขาเลย ..กลับมาย้อนคิดดูใหม่..เฮ้อ..ถ้าตอบ ‘เยส’ ก็คงไม่ได้อยู่เป็นโสดจนตราบเท่าทุกวันนี้หรอกนะ ...



Create Date : 18 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 2 ธันวาคม 2553 10:40:04 น.
Counter : 314 Pageviews.

4 comment
สน. โมไบล์ (3) ตำรวจนอกเครื่องแบบ
อันนี้ขอเขียนชื่นชมและซาบซึ้งในความดีของตำรวจ (คนนั้น) ด้วยใจจริง เรื่องเริ่มตรงที่ว่า ช่วงนั้นดิฉัน เพิ่งไปอยู่เมืองเชียงใหม่ ยังไม่คุ้นเคยสถานที่เท่าไหร่ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนือ พี่สาวทำงานอยู่ในฟาร์มในอำเภอพรหมพิราม (พิษณุโลก) อยากให้ไปเยี่ยม แกก็บอกเส้นทางรถไฟให้เสร็จสรรพ์ ตอนนั้นมือถือยังไม่มี โทรศัพท์สายก็มีบริการบางพื้นที่.. จะติดต่อกันทีก็ต้องเขียนจดหมาย .. ดิฉันพอจำเส้นทางที่พี่สาวบอก .. ลงที่สถานีหนอวตมนะ แล้วขึ้นเรือแพข้ามแม่น้ำน่าน ..แล้วให้ไปขึ้นรถบัสประจำทางที่ไปอุตรดิษฐ์ จะผ่านฟาร์มพอดี.. รถทุกคันรู้จักหมด เพราะเจ้าของฟาร์มเคยเป็นอดีต ส.ส.

ดิฉันไปซื้อตั๋วในช่วงบ่าย รถไฟธรรมดา ออกไปหมดแล้ว เหลือแต่รถด่วน ที่เรียกว่า เอก็กเพรส เทรน ถามเจ้าหน้าที่ว่า ผ่านหนองตมไหม.. เขาบอกว่าผ่าน และเขาบอกว่า ตั๋วหนองตมไม่ขายนะ ขายตั๋วพิดโลกเลย (ใคร ๆ ก็เรียก พิด-โลก) เรารีบซื้อเลย ไม่ได้ถามอะไรมากมาย ..กว่ารถไฟจะเคลื่อนออกก็สี่โมงกว่า ๆ ก็ไม่ได้เอะใจอะไร ..จำเอาแต่ชื่อสถานีหนอง ตม .. พอหกโมงเย็น เจ้าหน้าที่ก็มาตรวจตั๋ว

“น้อง.. หนองตมไม่จอดนะ จะจอดสถานีหลัก ๆ เท่านั้น “
“ถึงพิดโลกเวลาเท่าไหร่คะ”
“เกือบ ๆ เที่ยงคืน”

ดิฉันกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ.. แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ.. พิษณุโลกก็ไม่เคยไปมาก่อน.. นี่เป็นครั้งแรก พอดีจังหวะนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาขอตรวจบัตรประจำตัว .. ดิฉันหยิบออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้เขาดู ในซองที่ใส่บัตรดิฉันใส่รูปขนาดหนึ่งนิ้วของผู้หมวดฯที่เป็นเพื่อนกัน เขาคงรู้สึกหนามือมั้งจึงพลิกดูหลังบัตร

“นี่รูปใคร”

ในสมัยโน้น.. นายร้อยตรีร้อยโทยังขาดแคลน หรือมีจำนวนน้อยมาก จึงดูเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะธรรมดา
“พี่ชายต่างมารดาค่ะ”
คำพูดมาจากไหนไม่รู้ จากนั้นก็พลันนึกถึงนามสกุลตัวเอง .. เห็นตำรวจทำหน้างง.. “ดิฉันใช้นามสกุลของแม่ค่ะ..ส่วนเขาใช้นามสกุลของพ่อ” (ขี้จุ๊ทั้งนั้นเลย) เขาดึงเอารูปออกมาดู ข้างหลังมีข้อความและลายเซ็นต์กำกับเรียบร้อย แสดงว่าไม่ใช่รูปที่ไปแอบหยิบเอาของใครมา ดิฉันก็เพิ่งได้อ่านเป็นครั้งแรกว่าเพื่อนเขียนอะไรไว้ให้

“รักและคิดถึงเสมอ มีอะไรจะให้ช่วยก็บอกนะ..ตามด้วย ร.ต.ต. และลายเซ็นต์ยึกขยือ”

ตำรวจคนนี้จึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับเวลาเดินรถ รวมไปถึงสถานีที่ดิฉันต้องลงด้วย.. พิด-โลก ไม่ใช่หนองตม หลังจากนั้นเขาก็จะแวะมาถามข่าวคราวเป็นระยะ ๆ เกือบหกทุ่ม .. เอ็กเพรส เทรน ก็เทียบชานชาลา..พิษณุโลก.. ดิฉันลุกขึ้น..ควานหากระเป๋า.. ตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากเชียงใหม่.. หลับไม่ลงเลย เพราะเป็นการเดินทางด้วยเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย และหวั่นวิตกเรื่องสถานีปลายทางด้วย ตำรวจคนนั้นก็เดินมาหา และเดินตามลงไปส่ง

“คุณจะไม่มีรถไปพรหมพิรามนะ.. คุณจะทำยังไง”
“ดิฉันจะนั่งที่สถานีจนโต้รุ่ง”
“มันอันตรายนะคุณ”

ดิฉันคิดว่าในสถานีรถไฟมีผู้คนมากมาย เดินทางไปมา.. บ้างก็ฟุบหลับ.. เราเองก็จะเป็นหนึ่งในนั้น เขาเดินไปไหนไม่รู้ แล้วกลับมาพร้อมกับชายวัยยี่สิบปลาย ๆ คนหนึ่ง
“ดูแลหน่อยนะเป็นผู้หญิง มาคนเดียวด้วย.. เธอมีพี่ชายเป็นนายร้อยนะ”

คนที่มาใหม่จ้องหน้าของดิฉันเขม็ง รถไฟกำลังจะเคลื่อนออกจากชานชาลา ตำรวจบนรถไฟโบกมือลาแล้วรีบวิ่งไปขึ้นรถ ดิฉันตะโกนขอบคุณเขา.. เขาขึ้นรถแล้วยื่นหน้าออกมาทางหน้าต่างรถ โบกมือให้ไหว ๆ

“คุณมาจากไหน? กำลังจะไปไหน? ขอดูบัตรหน่อยครับ “
โดนสอบถามข้อมูลอีกครั้ง ดิฉันยื่นบัตรอันเดิมให้ เขาก็พลิกดู และถามคำถามเหมือนคนแรก ..ดิฉันก็พูดตามสคริปแรกโดยไม่ตกหล่น
“ทำไมคุณรู้จักกับอดีต สส” ฉันก็อธิบายเรื่องที่พี่สาวมาทำงานที่นั่นให้เขาฟัง
“รถบัสไปอุตรดิษฐ์ เที่ยวแรกออก 7 โมงเช้า”
ดิฉันยืนกรานว่าจะนั่งบริเวณสถานีรถไฟจนกว่าจะรุ่งเช้า
“คุณไม่รู้หรอกว่าแถวนี้มันอันตรายแค่ไหน.. มิชฉาชีพมีทุกรูปแบบ คุณเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว.. มาจากต่างถิ่นด้วย.. มีพี่เป็นถึงผู้หมวด.. มาถามหาบ้านอดีต ส.ส ด้วย” เขาจ้องหน้าดิฉันอีก..
“ตามผมมา”
ดิฉันก็หิ้วกระเป๋าตามเขาไปอย่างว่าง่าย เขาพาเดินไปทางด้านหลังสถานีรถไฟ ผ่านตึกหลายตึก จากนั้นก็ไปหยุดอยู่ตรงหน้าประตูโรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มองผ่านกระจกเข้าไปเห็นมุ้งครอบของคนดูแลนอนขวางประตูอยู่ .. ณ เวลานั้น ใจดิฉันคิดไปทางลบ... มองโลกในแง่ร้าย.. ถ้ายังไง ตายเป็นตายละงานนี้
“ลุง..ลุง.. ผมเองนะ ...“ แล้วเขาก็บอกชื่อของเขาไป แต่ดิฉันไม่ได้ตั้งใจฟัง
“มันดึกแล้วนะ..งดรับลูกค้า” เสียงพนักงานคนแก่พูดจ้าอู้อี้ ด้วยความง่วง
“ผมบอกว่าให้หาห้องให้ผมห้องหนึ่งได้ไหม” เสียงของเขากึ่งข่มขู่กึ่งบังคับ คราวนี้ไม่มีเสียงตอบแต่ลุกมาปิดประตู หน้าตาสลึมสลือ
“มีห้องว่างไหม”
“มีห้องหนึ่ง ลูกค้าเพิ่งเช็คเอ้าตอนหน้าทุ่ม ยังไม่ได้เข้าไปดูแลเลย”
“พาขึ้นไปดูหน่อย”
ชายแก่คนนั้นพาเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง ระหว่างเดินขึ้นไป.. ไม่มีใครพุดอะไรสักคำ.. ส่วนดิฉันอยากจะแทรกแผ่นดินหนีด้วยความกลัว กลัวในสิ่งที่ตัวเองคิดและสร้างจินตนาการขึ้นมาเอง.. นี่เป็นครั้งแรกที่เดินเข้าโรงแรมกับผู้ชาย...ชายแก่คนนั้นเปิดประตูห้องให้เข้าไปดู ที่นอนมีรอยยับนิดหน่อย.. ห้องดูดี .. ตำรวจนอกเครื่องแบบคนนั้นเดินดูรอบ ๆ แล้วหันมาพุดกับดิฉัน
“คิดว่าคงใช้ได้นะ.. ปลอดภัยอยู่หรอก” จากนั้นเขาหันไปทางชายแก่คนนั้น
“ค่าห้องเท่าไหร่”
“ปกติห้าร้อย.. แต่นี่พักครึ่งคืน สี่ร้อย”
“สามร้อยแค่นั้นแหละ คนแรกลุงก็ได้ราคาเต็มไปแล้ว” ชายแกคนนั้นจึงพยักหน้าหงึกหงัก ๆ ตกลง ดิฉันวางกระเป๋าลงกำลังจะค้นหากระเป๋าสตางค์
“ไม่ต้องครับ” แล้วเขาก็ล้วงกระเป๋าของเขาออกมา หยิบเอาใบละร้อยและใบละยี่สิบอีกหลายใบนับให้จนครบ แล้วยื่นให้ชายแก่คนนั้น
“รถบัสคันแรก เจ็ดโมงเช้านะ ..คิวรถอยู่หลังโรงแรมนี้ ..คุณเดินอ้อมไปนิดเดียว.. ขอให้นอนหลับสบายนะ” แล้วเขาก็เดินหันหลังเดินกลับลงไปพร้อมชายแก่.. ดิฉันไม่ลืมยกมือไหว้ขอบคุณเขา... แตแ..แต่.. ไม่ได้ถามชื่อเสียงเรียงนามของเขาเลย.. ถ้าได้เจอเขาอีกในตอนเช้า.. จะถามเขา... แต่ไม่มีวี่แวว และไม่รู้เลยจนกระทั่งทุกวันนี้

ป่านนี้เขาคงใกล้จะ หรือเกษีญณอายุราชการไปแล้วล่ะ.. แต่ดิฉันก็ยังรำลึกถึงความดีของเขาอยู่เสมอ.. ในโลกใบใหญ่นี้ คนดี ๆ ยังมีอยู่.. ดิฉันไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณของเขาเลย.. ขอขอบคุณ..ขอบคุณ และขอบคุณ คุณที่เป็นคนดี และขอให้ความดีจงตอบแทนคุณ.. เหตุการณ์นั้นทำให้ดิฉันนำมาดำเนินชีวิต.. คือ.. ช่วยเหลือคนที่อยู่รอบข้างและทำงานเพื่อสังคมเท่าที่กำลังจะพอมี ... ซาบซึ้งในความดีของตำรวจนอกเครื่องแบบคนนั้นจัง






Create Date : 25 ตุลาคม 2553
Last Update : 25 ตุลาคม 2553 16:11:56 น.
Counter : 411 Pageviews.

0 comment
สน. โมไบล์ (2) เล่นน้ำสงกรานต์
“มาเร้ว.. มาเล่นกันตรงนี้”
ตรงที่ว่านั้นอยู่ริมถนนใหญ่ ใกล้บ่อน้ำ ดิฉันเตรียมถังน้ำใบใหญ่ แล้วสูบน้ำจากบ่อมาใส่ลงในถัง เด็ก ๆ ทั้งหญิงชาย เรียนอยู่ราว ๆ ชั้น ป.1-6 จำนวนเกือบหนึ่งโหล เราเป็น เป็นหัวโจกพาเด้ก ๆ เล่น
เล่นกันในช่วงบ่าย ๆ .. รอสาดน้ำคนที่เดินผ่านไปมา และรถที่วิ่งผ่านไปมา.. ยิ่งเล่นยิ่งสนุก..

จนกระทั่งมีรถโลโก้ตำรวจสีขาว-น้ำตาลเลือดนกหลายคันวิ่งผ่าน .. รู้สึกแปลกใจว่า พวกเขาพากันไปไหนด้วยท่าทีรีบร้อน ท้ายรถเขียนบอกว่ารถมาจาก สน. ไหนบ้าง คันแล้วคันเล่าที่วิ่งผ่านไปที่เราได้แต่ยืนดู ..บางคันก็ใช้โทรโข่งประกาศ

“นี่เป็นภารกิจเร่งด่วน.. ห้ามรดน้ำ.. ห้ามสาดน้ำ..ห้ามรด..”
ยืนมองนาน ๆ ก็เริ่มเบื่อ เพราะนอกจากรถตำรวจแล้ว.. บนถนนในตอนนั้น ไม่มีรถคันอื่น ๆ เลย (เพราะจอดหลบข้างทางกันหมด) มือที่ถือขันค้างไว้เริ่มเมื่อย อดรนทนไม่ได้.. เอาละ.. วันนี้วันสงกรานต์.. จะว่ายังไงก็ขอสาดน้ำไว้ก่อนล่ะ
“ห้ามสาด..ห้ามรด..ห้ามสาดน้ำ” คันนี้ก้ประกาศมาตั้งไกล แต่มือดิฉันก็ยั้งไม่อยู่ ซะแล้ว สาดโครมเข้าใส่เต็มรัก
“.. เพล้ง..”
อุ้ย... เกิดอะไรขึ้นนี่ .. หูไม่ฝาดแน่.. เสียงกระจกแตก.. รถคันนั้นกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง.. ต้องเบรกเอี๊ยดอย่างแรง.. แล้วก็เลี้ยวกลับมาช้า ๆ พร้อม ๆ กับ ประกาศเสียงตามโทรโข่ง..
“บอกว่าอย่าสาดน้ำ..ห้ามรด..ห้ามรด.."

ตอนนี้เด็ก ๆ ที่เล่นอยู่ด้วนกันแตกฮือวิ่งหนีคนละทิศละทาง บางคนกระโจนข้ามรั้วหนีแบบไม่คิดชีวิต.. .. คนเฒ่าคนแก่สองข้างทาง ละแวกนั้นต่างโผล่หน้าสะหลอนมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดิฉันใจเต้นตูมตาม ๆ ถ้าวิ่งหนีก็เหมือนกับว่าตัวเองทำผิด .. แต่นี่ .. แค่เล่นน้ำ..ไม่ได้ทำอย่างอื่น.. ถ้าผิดก็ขอรับผิด.. รถตำรวจจอดกึกตรงหน้า.. ปากยังคงพ่นใส่ไมค์โครโฟน พลขับรุ่นคุณลุง มองดูฉันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ.. ดิฉันยืนแน่นิ่ง..มือยังคงถือขันไว้ ตามองดูทั้งคนขับ ทั้งคนที่นั่งมาด้วย.. ดิฉันใส่กางเกงขาสั้นแค่เข่า เซิ๊ตแขนยาว ใส่หมวกจ๊อกกี้.. อาศัยชายหมวกช่วยปิดหน้าปิดตาให้บ้างและแอบมองด้วยสายตา .. คนขับหน้าแดงก่ำ.. คนที่นั่งคู่มาด้วยมียศระดับสารวัตร นั่งนิ่งแค่ปลายตามองมาที่ดิฉันและนิ่งในท่าเดิม..ดิฉันคิดตอนนั้นว่า.. กระจกส่องข้าง (ขวา) แตก ราคาคงไม่แพงนัก มีตังค์พอที่จะชดใช้ให้ได้ ..
พลขับหันไปมองนายอีกทีหนึ่ง.. นายยังคงนิ่งอยู่ แกจึงหันมาตวาดดิฉัน..ตะโกนใส่โทรโข่ง
“เล่นน้ำ..ก็ควรเล่นให้สุภาพ.. ไม่ควรใช้ก้อนหินสาด”
“น้ำเปล่า ๆ ค่ะ.. ไม่มีก้อนหิน”
“ไม่มีแล้วอะไรโดนกระจกละหึ”
“ไม่ทราบ.. น้ำ..สูบขึ้นมาจากบ่อแล้วใส่ลงถัง..ไม่เชื่อคุณก็ลงมาตรวจดูสิคะว่ามีเศษหินเศษดินไหม "
“ก็ประกาศแล้วว่าห้ามรด..ห้ามรด”
“ก็วันของมันนี่นา..มันอดใจไม่ได้” เขายังคงหน้าตึง.. คนรอบ ๆ ข้างก็ยืดคอดูกันอยู่ห่าง ๆ ได้ยินเสียงแว่วมา..”สมน้ำหน้า..เล่นสนุกนัก.. ทำเป็นหัวโจก..เห็นไหมว่าเกิดอะไรขึ้น.. ตำรวจไม่ปล่อยแน่ ๆ ...”
“จะให้ใช้ไหมค่ากระจกน่ะ”
พลขับหันไปมองนาย.. นายกลับส่งอมยิ้มมาทางดิฉัน แล้วหันกลับไป..
พลขับมองหน้าดิฉัน..มองหน้านาย..ทำท่าลังเล
“ถ้าจะให้ใช้ จะขึ้นไปเอาตังค์ให้ ..บ้านอยู่ตรงนี้” ดิฉันพูดพร้อมกับชี้มือไปที่บ้านที่อยู่ข้างหลัง.. พลขับหันมองนายอีกครั้ง.. นายนิ่งไม่มีปฏิกิริยา แกจึงตะคอกใส่ย่างแรง
“ไม่ต้อง! คราวต่อไปเล่นให้สุภาพหน่อย” แล้วก็ค้อนหน้าง้ำ พร้อม ๆ กับกระชากรถเลี้ยวกลับอย่างแรง ดิฉันยืนมอง.. ทำเอาไทยมุงผิดหวัง เพราะคาดการณ์ว่า ตำรวจจะต้องเอาดิฉันขึ้นรถไปด้วย.. .. วันนั้นเซ็งเลยค่ะ..

ยังเก็บเอามาคิดจนถึงทุกวันนี้ว่า กระจกมันร้าวอยู่หรือเปล่า.. ทำไมมันแตก..



Create Date : 25 ตุลาคม 2553
Last Update : 25 ตุลาคม 2553 16:00:08 น.
Counter : 287 Pageviews.

0 comment
สน. โมไบล์ (1) ขอตรวจใบขับขี่
ขอเขียนประสบการณ์ ที่เกี่ยวกับตำรวจหน่อยนะคะ เอาเรื่องที่ 1-3 ก่อนนะ ถ้าเกิดอยากจะเขียนอีกค่อยว่ากันใหม่ค่ะ

ก่อนหน้าโน้น... หลายปีมาแล้ว (ไม่อยากระบุว่ากี่ปีมาแล้วเพราะตัวเลขที่กำหนดจะเป็นตัวระบุว่าคนเขียนอยู่ยุคไหน) การเดินทางไปไหนมาไหน มีมอเตอร์ไชค์หรือรถเครื่อง ..(คงเรียกตามเสียงของมันมั้ง) ถือว่าโก้แล้ว ..สุภาพบุรุษหลายท่านเรียกเจ้าสองล้อนี้ว่าขุนแผนญี่ปุ่นเข้าไปโน่น ยิ่งเพลงของคุณจรัญ มโนเพชร ที่ร้องว่า “อ้ายมอเตอร์ไชค์ไปไหนมาเจ้า” ที่ทำเอาหนุ่มรถถีบเคืองใจ เป็นเครื่องการันตีว่านี่ไม่ใช่ธรรมดานะไม่แพ้มนต์เสน่ห์ของแม่มดพ่อหมอเชียวนะเจ้ารถเครื่องนี่

วกมาเรื่องรถเครื่องของดิฉันดีกว่า .. ตอนนั้น ยังไม่มีการรณรงค์เรื่องการสวมหมวกนิรภัยกัน จะใส่หรือไม่ใส่ก็ไม่มีใครว่า ..ใบขับขี่ เริ่มบังคับใช้แล้ว .. แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะมี ดิฉันเป็นคนหนึ่งล่ะที่ไม่มีใบขออนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ค่าปรับตอนนั้นก็อยู่ที่ 50 บาท (ข้าวราดแกงจานละ 5 บาท) มีครั้งหนึ่ง ดิฉันขับรถเครื่องของเพื่อน เพื่อนก็นั่งซ้อนท้ายไปด้วยกันสองเรา .. จ๊ะเอ๋กับด่านตรวจ
“ขออภัยค่ะคุณตำรวจ ที่ทำงานของดิฉันอยู่ตรงโน้น.. ออกมาทำธุระค่ะ”
“คุณรู้ไหมว่ามันผิดระเบียบ.. คนขับจะต้องมีใบขับขี่ และยิ่งเป็นข้าราชการด้วย เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี”
อ๋อย!! ถ้าจะไม่รอดแล้ว รายนี้เอาจริงว่ะ ดิฉันจอดรถควานหากระเป๋าตังค์เตรียมจะจ่ายค่าปรับ 50 บาททันที
“ดิฉันมีใบขับขี่ค่ะ” เพื่อนที่ซ้อนท้ายรถพูดพร้อมกับยื่นใบขับขี่ให้เจ้าหน้าที่ดู
“แต่ผมต้องปรับคนขับนะเขาผิดกฎจราจร”
“ถ้างั้นเปลี่ยนคนขับเดี๋ยวนี้เลย” พูดจบเพื่อนก็กระโดดลงจากท้ายรถแล้วพยักเพยิดให้ดิฉันไปนั่งซ้อนท้ายแทน.. คุณตำรวจกำลังเขียนใบสั่ง มือค้าง อ้าปากค้าง เพราะแกคิดหาคำพูดไม่ทัน ..เพื่อนของดิฉันรีบสตาร์ทเครื่องแล้วบึ่งไปจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็ว .. ไหมล่ะ คุณตำรวจ อย่างนี้ต้องร้องเพลง จับให้ได้ไล่ให้ทันซะแล้ว.. Catch me if you can.. ตึม ตึ้ม ตึ่ม .. ตึม ตึ้ม ตึ่ม

ผ่านไปอีกไม่นาน ....ดิฉันก็โดนขอตรวจใบขับขี่อีก.. คราวนี้ดิฉันกับเพื่อนขับมาจากในเมือง กำลังจะกลับบ้าน .. ด่านนี้ตำรวจยืนออกันเต็มถนน.. จะแหกด่านหรือจะหลบไปทางไหนก็คงไม่พ้น .. ข้าง ๆ ถนนมีตำรวจยศผู้กองนั่งอยู่ที่โต๊ะ คอยดูแลกำกับการทำงานของลูกน้อง .. ใจก็เต้นต่อม ๆ สาเหตุที่เต้นไม่ใช่ว่ากลัวเจ้าหน้าที่อะไรมากมายหรอก เนื่องจากเราสองเพื่อนมีเงินติดตัวไม่ถึงยี่สิบบาท ถ้าโดนปรับก็จะไม่มีจ่าย ดิฉันมองไปที่ระดับหัวหน้าแว๊บหนึ่ง กวาดสายตาสำรวจและหยั่งเชิงดูว่าด่านนี้จะรอดไหมนี่.. แว็บ ..จังหวะเดียวกันกับที่ผู้กองหันมามอง.. เซนส์ที่หกบอกว่า..ไม่ใจร้ายแน่นอน.. แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี.. รู้แต่ว่า ต้องยอมรับว่าตัวเองผิด..ห้ามเถียง ..ยิ้มหวาน ๆ พูดจาไพเราะรื่นหูเข้าไว้ .. ตำรวจสามคนเดินดุ่ม ๆ มาที่รถเครื่อง คนหนึ่งถาม.. คนหนึ่งเดินวนดูรอบ ๆ อีกคนเอามือจับแฮนด์รถเครื่อง.. เราสองเพื่อน นิ่ง.. ตั้งใจฟังคำถามและเตรียมหาข้อคัดค้าน..อุ้ยไม่ใช่..ข้อแก้ตัว แล้วผู้กองหัวหน้าทีมก็ลุกเดินตรงมา.. เขาหยุดอยู่ห่างจากรถเครื่องประมาณ สองก้าว.. ลูกน้องทั้งสามมีท่าทีลังเลว่าจะเอายังไง..หรือจะปล่อยให้นายเป็นคนดำเนินการเอง.. แล้วต่างคนต่างก็เงียบ.. ตำรวจคนที่เอามือจับแฮนด์รถเครื่องเริ่มออกอาการเก้อเขิน ..บังเอิญแกเหลือบไปเห็นหอมแดงที่ดิฉันซื้อมาจากตลาดในเมือง มัดจุกใส่ถุงพลาสติกใส่ไว้ที่ตะกร้าหน้ารถ .. แกคงหาทางทำลายความเงียบ
“โอ้โฮ้.. รถคันนี้แจก..ห-อ-ม ด้วย” แกเล่นเสียงคำว่าหอม พร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย .. ดิฉันสะอึกที่เขากล้าพูดออกมาอย่างนั้น รีบสวนกลับทันที
“เสียดายนะคะที่ลืมซื้อผักตบมาด้วย” พูดไปแล้วตัวเองก็สะดุ้งเหมือนกัน ..งานนี้โดนแน่ ๆ ที่ท่องไว้ว่า พูดให้ไพเราะรื่นหู..ลืมไปหมดเลย ตำรวจคนนั้นมีท่าทีฉุนกึกพร้อม ๆ กับหันไปมองลูกพี่ว่าจะเอายังไงดี ลูกพี่ ทำเสียง “ฮื่อ” ในลำคอ พร้อมกับอมยิ้มแบบขัน ๆ โบกมือให้ดิฉันกับเพื่อนผ่านไป.. ว้าว!! รอดอีกแล้วงานนี้...

พอโตขึ้นมาหน่อยด่านตรวจไม่เคยมีปัญหา จะมีแต่ก็เฉพาะสายตรวจ เพราะดิฉันไม่มี ใบขออนุญาตขับขี่รถเร็ว



Create Date : 25 ตุลาคม 2553
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2553 11:19:10 น.
Counter : 294 Pageviews.

1 comment
1  2  3  

Valentine's Month



Maya_II
Location :
มุกดาหาร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



Star sign : Gemini
Hobby : Reading & Writing
Interest : variety