กฎหมายและข้อปฏิบัติการบริจาค(ซื้อขาย?)เลือดในจีน


  เมื่อเช้ามีคนตั้งกระทู้เกี่ยวกับการขายเลือดของเด็กจีนในห้องสวนลุม ทำให้เราอยากจะหาข้อมูลในเรื่องการบริจาคเลือดในจีน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่เคยคิดจะหาข้อมูลมาก่อน ปกติเราจะค่อนข้างกลัวการแพทย์ในจีน ก็เนื่องจากเราได้ยินมาว่าเลือดที่ใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยในจีนไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ และสารพัดข่าวลือที่ได้ยินมา ทั้งผ่านเพื่อนที่เรียนที่จีนด้วยกัน ผ่านการแชร์ข่าวจากช่องทางต่างๆ ท่าทีที่ยอมรับกลายๆของนักอ่านข่าววิทยุที่เราฟังประจำเวลามีการพาดพิงถึง มันทำให้เรารู้สึกว่าปัญหานี้ของจีนแย่กว่าไทยและไม่มีท่าทีจะคลี่คลายขึ้นมาได้เลย

พอเมื่อได้มาค้นหาข้อมูลก็ตกใจนิดนึง เพราะนอกจากจีนจะมีบัญญัติกฎหมายและข้อปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนแล้ว ข้อปฏิบัติบางข้อยังถือว่าเข้มงวดและระบุรายละเอียดเยอะกว่าไทยอีกด้วย เช่น

ของไทยไม่ห้ามผู้หญิงที่มีรอบเดือนบริจาคเลือด แต่ของจีนมีระบุไว้ชัดว่า หน้า 3 หลัง 3 (ยึดวันที่ประจำเดือนมาวันแรกเป็นหลักนับ) ห้ามบริจาค 
ไทยบริจาคได้ทุก 3 เดือน  จีนบริจาคได้ทุก 6 เดือน
น้ำหนักผู้บริจาคไทยต้องเกิน 45 กก. ทั้ง ชายหญิง แต่จีนมีแยกเพศ ชายต้องเกิน 50 กก. หญิงต้องเกิน 45 กก.
ไทยห้ามกินอาหารที่มีไขมันสูงก่อนบริจาค  จีนห้ามทั้งอาหารไขมันสูงและอาหารที่มีโปรตีนสูง
จีนห้ามคนที่เป็นโรคบางโรคบริจาคอย่างถาวร มีเขียนไว้อย่างละเอียดกว่ายี่สิบข้อ ส่วนไทยไม่ค่อยเจอข้อมูลส่วนนี้ อาศัยสามัญสำนึกและการคัดกรองของเจ้าหน้าที่เสียมากกว่า

แน่นอนว่ามีข้อกฎหมายเกี่ยวกับการบริจาคเลือดที่ระยุไว้ชัดเจนว่า "ห้ามซื้อหรือขายเลือด"

ถ้าเป็นเช่นนั้น ปัญหาการซื้อขายและแพร่เชื้อบางโรคจากเลือดในจีนก็ไม่ได้มาจากตัวบทกฎหมาย แต่มาจากความหละหลวมของการบังคับใช้ เป็นที่รู้กันในวงกว้างว่า นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการแพร่เชื้อ HIV ในประเทศจีน 

วิธีที่ใช้เลี่ยงกฏหมายในการซื้อขายเลือดก็คือ คนจีนจะจ่ายค่าเลือดในนามของค่าบำรุงร่างกายแทน (营养费) ถ้ามองในแง่ปฏิบัติก็ผิดกฎหมาย แต่ถ้ามองในแง่ของตัวบทกฎหมาย มันก็ไม่เชิงว่าจะผิดไปซะทีเดียว จ่ายเป็นค่าบำรุงร่างกาย ไม่ใช่ค่าเลือด เหอะๆ

น่าแปลกที่จีนสามารถจัดระเบียบบางอย่างได้เป็นอย่างดี เช่น ปัญหาเด็กแว้น การรวมตัวประท้วง สมัยที่จีนห้ามมีลูกเกิน 1 คน ก็เห็นกฎหมายบังคับใช้ได้ดี พอเจอเรื่องบริจาคเลือดหรือบริจาคอวัยวะเข้าไป รัฐบาลจีนกลับทำอะไรไม่ค่อยได้ บางข่าวที่ได้ยินมา เราว่ารัฐบาลจีนแกล้งทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ซะด้วยซ้ำ

โดยปกติข่าวหรือข้อมูลปัญหาเหล่านี้มีน้อยไปหน่อย แหล่งข่าวก็มักเป็นสื่อกระแสรองที่ตรวจสอบที่มาไม่ค่อยแน่ชัด แน่นอนว่ามันจะไม่ถูกเสนอในสื่อกระแสหลักของจีน สื่อที่รัฐบาลจีนเป็นผู้ควบคุมโดยตรง เพราะมันคือข้อมูลที่ไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ ไม่มีทางที่รัฐบาลจีนจะปล่อยให้มันถูกแฉกันได้บ่อยๆ

นักเรียนไทยในจีนก็จึงรักษาสุขภาพให้ดีๆ อย่าได้เจ็บป่วยในประเทศจีนเชียว นอกจากความเสี่ยงที่สูงกว่า พยาบาลจีนยังดุกว่าพยาบาลไทยด้วยนะเออ 

แหล่งข้อมูล :
ข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคเลือด
//baike.baidu.com/item/%E6%97%A0%E5%81%BF%E7%8C%AE%E8%A1%80
กฎหมายที่เกี่ยวกับการบริจาคเลือด
//baike.baidu.com/item/%E4%B8%AD%E5%8D%8E%E4%BA%BA%E6%B0%91%E5%85%B1%E5%92%8C%E5%9B%BD%E7%8C%AE%E8%A1%80%E6%B3%95

ปล. ถ้ามีอะไรจะถามหรือแนะนำเพิ่มเติม รบกวนหลังไมค์นะคะ เราเข้าบล็อคไม่บ่อย



Create Date : 10 มีนาคม 2560
Last Update : 10 มีนาคม 2560 23:59:29 น.
Counter : 251 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
การใช้เงินกับบัวสี่เหล่า
วันนี้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์แบบพุทธพอดี  ระหว่างนั้นก็เกิดความคิดมาได้ 1 อย่าง คือเราจัดแยกวิธีการใช้เงินของคนด้วยหลักการบัวสี่เหล่า  พบว่ามันเข้ากันได้พอดีแป๊ะเลย (หรือเราเคยอ่านเจอที่ไหนสักแห่ง  หนังสือเล่มนี้ไปสะกิดความจำเข้าก็ไม่รู้)

พวกแรกคือพวกบัวที่อยู่ใกล้โคลนตม พวกนี้หาเงินมาเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ เพราะอยากได้นู้นนี่  เวลานี้หาเงินไม่พอกับกิเลสของตนก็หาทางออกแบบลวกๆไปก่อน คือไปผ่อน ไปกู้เขามา  ท่องในใจว่าเอาอยู่ รับมือไว้  สุดท้ายก็งานเข้า  ของที่ผ่อนก็ถูกยึด  หมุนเงินจ่ายไม่ทันเสียประวัติกันไป

พวกที่สองคือพวกบัวที่อยู่ใต้น้ำ พวกนี้หาได้เท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ไม่กู้เงิน ไม่ผ่อน แต่ก็ไม่เก็บเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน  ในยามปกติพวกนี้ก็ไม่เดือดร้อนอะไร  แต่ถ้าถึงคราวคับขันขึ้นมา  พวกนี้ก็มีมืดแปดด้านเหมือนกัน

พวกที่สามคือพวกบัวปริ่มน้ำ พวกนี้หามาได้เท่าไหร่ก็ใช้ตามฐานะ มีเงินสำรองไว้ส่วนหนึ่ง  มักจะมีฐานะเท่ากับรายได้ของตน ไม่เพิ่ม ไม่ลด มีเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ไม่ขัดสน

พวกที่สี่ คือพวกบัวพ้นน้ำ พอพวกนี้หาเงินมาได้ก็จะใช้พอประมาณ ให้พอกับความต้องการของตน แต่ก็ไม่ตามใจกิเลสมากเกินไป ค่อนข้างประหยัด ใช้เงินค่อนข้างต่ำกว่าฐานะเสมอ  มีเงินเก็บ และชอบเอาเงินไปลงทุน  คำว่าลงทุนเราหมายความถึงการลงทุนระยะยาว  มีรายได้จากดอกเบี้ยหรือปันผล  หรือลงทุนทำกิจการและขยายกิจการให้ใหญ่เรื่อยๆขึ้นไป เนื้อหาในหนังสือพ่อรวยสอนลูกก็เข้าข่ายเช่นกัน



Create Date : 11 กันยายน 2555
Last Update : 11 กันยายน 2555 20:59:34 น.
Counter : 781 Pageviews.

2 comment
ฟุ้งซ่านยามดึก
วันนี้ทำไมไม่รู้จู่ๆนอนดึกซะอย่างนั้น ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆเลยมาเขียนไดอารี่เล่นๆ จริงๆอยากเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว แต่เวลาไม่อำนวย พรุ่งนี้วันอาทิตย์ ตื่นสายได้+ไม่ง่วง โอกาสมาถึงแล้วๆๆๆ

ประมาณเดือนสองเดือนที่ผ่านมาเราได้ถกเถียงกับเพื่อนมุสลิมสองคน เออ ก็ได้แง่มุมเกี่ยวกับศาสนาอิสลามมาไม่น้อย ตอบคำถามที่อยู่ในใจมาสิบกว่าปีของเราได้ด้วย ในระหว่างที่เราถกเถียงกับเพื่อนมุสลิมอยู่นั้น เราสังเกตได้อย่างนึงคือพวกเขาบอกว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีความละเอียด เคร่งครัด ทั้งๆที่ใจจริงแล้วเราว่าพุทธละเอียดกว่า

ข้อแตกต่างคืออะไร??? ดูเหมือนอิสลามจะบัญญัติไว้หมดว่าอะไรห้าม อะไรไม่ห้าม ถ้าทำสิ่งที่ห้ามจะบาป จะถูกพิจารณาลงโทษ ส่วนของพุทธ จะไม่มีการบอกว่ามีใครมาพิจารณาโทษ แต่กรรมจะทำหน้าที่ของมันเอง

ของพุทธจะเน้นที่การรู้ความเป็นจริง รู้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเห็นความจริงและปล่อยวางทุกข์ เท่าที่อ่านๆฟังๆพระท่านมา ดูเหมือนทุกข์จะมีคุณสมบัติไตรลักษณ์ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป ถ้าในภาษาเราก็คืออะไรก็ได้ที่ต้องประคับประคอง ถ้าหากเรียนธรรมะแล้วคุณจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ปล่อยช่องว่างให้กิเลสเลย แม้เพียงเสี้ยววินาทีท่านก็สามารถสอนได้ บอกได้ว่าในขณะนั้น เมื่อเกิดอะไรขึ้นเราควรทำเช่นไร ทำเช่นไรเราจึงมีปัจจัย สามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดดับอย่างรวดเร็วนั้นได้

เราเสียดายนักที่เห็นชาวพุทธบนบัตรประชาชนมากมายไม่สนใจคำสอนของพระองค์ ทั้งๆที่มีประโยชน์มาก เราเสียดายนักที่เราไม่เริ่มศึกษาคำสอนของพระองค์ก่อนหน้านี้ ด้วยความเสียดายต่างๆเหล่านี้ ผนวกกับเพื่อนๆมุสลิม เพื่อนๆชาวคริสต์ในเฟสบุ๊คโพสคำสอนศาสนาของพวกเขา ทำให้เราเพิ่มความพยายามเรียนรู้ขึ้นมาทีละเล็ก ทีละน้อย ถ้าไม่มีพวกเขา โดยเฉพาะเพื่อนมุสลิมสองคนมาถก มาเถียงแบบจนเกือบจะทะเลาะกัน ไม่ทำให้เราต้องพยายามเค้นสมองก้อนน้อยๆตอบคำถาม มองแง่มุมต่างๆของศาสนาพุทธผ่านความรู้ที่รู้มาน้อยนิดกับ สิ่งที่พวกเขาเอามาให้อ่าน หรืออุตส่าห์พิมพ์ให้อ่าน ป่านนี้เราคงมีแต่ฟังธรรมะอย่างเดียวเป็นแน่

ถามว่าตอนนี้เราอาศัยธรรมะเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องอะไรแล้วบ้าง? เรื่องแรกที่ทำได้เลยนะ คือลดความใจร้อน เรื่องที่สองก็ลดความกลัวความมืด เรื่องที่สามก็ลดความมือบอน เสนอหน้าตอบกระทู้เยอะไป จนมีเวลาให้ตัวเองน้อยลง ลดความต้องการอันน่ารังเกียจบางอย่าง ลดโทสะเวลาเห็นอะไรไม่พอใจก็เอาไปแชร์ในเฟสบุ๊ค+เขียนประชดประชัน ตอนนี้เรากำลังทำสงครามกับสองปัญหาหลัง ซึ่งเราคิดว่ามีผลกระทบต่อเรามากที่สุดในเวลานี้ ด้วยความที่เราทำสำเร็จไปบ้างแล้ว พอนึกถึงชาวพุทธหลายๆคนที่ไม่สนใจแม้แต่จะชายตามองมาเราก็เริ่มทุกข์ เริ่มเสียดายแทนรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้

อ้อ เมื่อก่อนเราเอาการเรียนภาษาไปเปรียบเทียบกับการลงทุน ช่วงหลังๆเราว่าการปฏิบัติธรรมก็มีอะไรที่เหมือนกับการลงทุนเช่นกัน

คือพระท่านสอนว่าเราต้องใจกล้าปล่อยให้เผลอ พอเผลอก็ให้สติระลึกรู้เอง ถ้าหากสติระลึกรู้เองได้ สิ่งที่ถูกระลึกรู้ก็จะดับ ยิ่งเกิดสติบ่อยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี หากสติระลึกรู้จนเห็นความจริงเราก็จะปล่อยวางทุกข์เอง
หรือถ้าใช้สามคำก็คงจะได้ประมาณว่า
เผลอ รู้ ดับ
เราต้องมีความกล้าที่จะเผลอ ไม่ไปจ้องไว้ ไม่ตั้งใจเกินไป ไม่หย่อนเกินไปเพื่อให้รู้ความเป็นจริงมากที่สุด

ส่วนการลงทุน เซียนก็บอกว่ามีความเสี่ยง เมื่อเราพบกับความเสี่ยงแล้วเราก็เรียนรู้ ประยุกต์ประสบการณ์ สมสมประสบการณ์ สุดท้ายค่อยจัดการความเสี่ยง ถ้าย่อลงมาเหลือสามคำก็ประมาณว่า
เสี่ยง เรียนรู้ จัดการ

ทั้งผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์กับผู้แสวงหาความร่ำรวยต่างชอบตัดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งเสมอ นักปฏิบัติมักไม่ชอบเผลอ ผู้ไม่สนใจธรรมมักไม่ชอบระลึกรู้ นักลงทุนมักไม่ชอบเรียนรู้วิธีจัดการความเสี่ยง

นักปฏิบัติยึดติดกับความนิ่ง บางรายยึดความนิ่งเป็นสรณะก็เลยไปไม่ได้สุดทาง ผู้ไม่สนใจธรรมยึดความสุขแบบโลกๆ ได้สิ่งนั้นมาก็อยากได้สิ่งนู้นเพิ่มไม่รู้จักหยุด นักลงทุนเชื่อว่ายิ่งลงทุนบ่อยโอกาสได้กำไรยิ่งเยอะ หารู้ไม่ว่าถ้าหากเขาลงทุนผิดที่ ผิดเวลา ยิ่งลงทุนเยอะยิ่งเจ็บตัว

เอาล่ะ เพ้อจนง่วงได้ที่พอสมควร ไปนอนดีกว่า



Create Date : 02 กันยายน 2555
Last Update : 2 กันยายน 2555 0:11:30 น.
Counter : 606 Pageviews.

1 comment
เป็นความผิดของฉันด้วยหรือ? แชทกับเด็กนี่น่าปวดหัวจริงๆ
เราเล่นคิวคิวจีนมาเกือบๆสองปีได้แล้วมั้ง ปัญหาที่เจอบ่อยช่วงแรกๆก็พวก ผู้ชายจีนแอดเราเพื่อเล่นเกมส์หมาหยอกไก่ เนื่องจากช่วงแรกๆไม่มีผู้หญิงแอดเราเลย เราก็จำเป็นต้องแชทกับพวกผู้ชาย ช่วงหลังๆดีหน่อย เริ่มมีผู้หญิงแอดเข้ามา เราก็ถือโอกาสงดรับแอดผู้ชายไปซะ ถึงแม้จะมีผู้ชายจีนบางคนคุยดี มีสาระบ้าง แต่ร้อยทั้งร้อยต้องมีเล่นเกมส์หมาหยอกไก่นิดหน่อย ถึงแม้จะเสียดายไปบ้าง แต่เพื่อตัดปัญหาพวกนั้น ไม่แชทก็ไม่แชทว่ะ

ช่วงหลังๆเราแชทกับผู้หญิงตลอด ส่วนมากที่แอดเราก็เพื่อจะถามภาษาไทย ซึ่งเราก็ยินดีตอบ หลายคนก็คุยสนุกดี แต่ก็นั่นแหละ มันต้องมีอะไรซักอย่าง

ผู้หญิงจีนชอบคิดว่า คนไทยต้องอ่านภาษาไทยจากภาษาคาราโอเกะออก พอเจ๊ทั้งหลายส่งภาษาคาราโอเกะมา เราอ่านไม่รู้เรื่องก็โวยขึ้นมาว่า “เธอเป็นคนไทยไม่ใช่เหรอ? ทำไมอ่านไม่เข้าใจล่ะ?” ดูมัน เราก็ต้องตอบไปว่า"ฉันอ่านออกแต่อักษรไทยเท่านั้น ใช้อักษรอังกฤษสะกดแบบนี้ใครจะไปอ่านออกได้ทุกตัว?" พวกนี้ถึงจะเข้าใจ แต่ก่อนเข้าใจตูต้องโดนเจ๊ทั้งหลายโวยงายก่อน1รอบเสมอ

อีกคำถามที่น่าปวดตับจากสาวจีน คือช่วงหลังๆมานี่การบันเทิงไทยเริ่มเป็นที่นิยมในจีน มีทั้งละคร ทั้งหนังโรง ทั้งเพลง แน่นอนที่ขาดไม่ได้คือดาราหนุ่มทั้งหลาย ซึ่งอิฉันก็ไม่ได้ดูละครไทยมาเกือบๆ10ปีแล้ว จะทราบไหมว่าตอนนี้ดารานักร้องคนไหนดังในหมู่สาวจีนบ้าง?

ล่าสุดช่วงเที่ยงของวันนี้ มีสาวจีนนางหนึ่งพยายามจิกเราให้สมัครMSNจีนให้ จิกยิ่งกว่าเวลาเราทวงหนี้เพื่อนอีกอ่ะ จริงๆเจ๊จิกเราตั้งแต่วันแรกที่ขอให้เราช่วยแล้ว (เหมือนตูติดหนี้มันอยู่เลย ฮือๆ) หลังจากที่เราผัดผ่อนมาหลายวัน เพราะติดละครจีนจนขี้เกียจทำให้ วันนี้อาการติดละครเริ่มทุเลาลง ก็เอาว่ะ ช่วยก็ช่วย จะได้หมดๆเรื่องกันไป ไหนๆก็เคยรับปากไว้แล้ว ก็สมัครให้บัญชีนึง พอไปบอกให้น้องนางดาวน์โหลด+ติดตั้งMSNในเครื่อง น้องนางบอก งั้นก็ช่างมันเถอะ เออ แล้วที่น้องจิกพี่มาตั้งหลายวันนี่แปลว่าอะไร พี่จำได้ว่าพี่บอกน้องตั้งแต่วันแรกแล้วนะว่าต้องดาวน์โหลดโปรแกรมเข้าเครื่องถึงจะแชทได้ ช่วยหาเว็บMSNภาษาจีนให้ด้วย ย้ำ ภาษาจีน ไม่ใช่ภาษาไทยหรืออังกฤษแต่อย่างไร น้องทำเองไม่ได้เลยเหรอ? แล้วที่น้องเล่นคิวคิวได้ใครเป็นคนช่วยคะเนี่ย?

ต่อมาน้องนางก็พยายามสอบถามเรื่องราวดาราที่ตูไม่รู้จัก พอเราบอกว่าเราไม่รู้จักดาราคนนี้น้องนางก็โวยขึ้นมาเล็กๆ ยังไม่จบ น้องนางยังส่งรูปที่ดาราคนที่ว่ากำลังยืนแถวๆเยาวราช แล้วมาถามเราว่า ‘ที่ไทยมีป้ายภาษาจีนเยอะไหม? เวลาคนจีนไปเที่ยวสะดวกไหม?’ เราก็ตอบว่า‘ส่วนมากจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษมากกว่า’น้องบอกไม่เชื่อ ‘ก็ในรูปมีภาษาจีนเต็มไปหมด ที่ไทยจะมีป้ายภาษาจีนน้อยได้อย่างไร?’ เราก็ตอบน้องไปว่า ‘นั่นมันศูนย์รวมคนเชื้อสายจีน ภาษาจีนย่อมเยอะเป็นธรรมดา’ น้องนางก็ไม่ฟัง แป่ว คนไทยทั่วประเทศนี้เป็นพยานให้ได้เราได้แน่ว่าเราไม่ได้อำเด็กแต่อย่างใด คำถามที่อยากถามน้องก็คือ ในเมื่อน้องนางมีคำตอบอยู่ในหัวใจอยู่แล้วจะมาถามพี่ทำเพื่อ? น้องถามเอง แล้วตอบด้วยจินตนาการของน้องเองจะไม่ดีกว่าหรือคะ? แต่ไม่ได้ถาม ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

ตลอดเวลาที่ผ่านมาน้องนางไม่เคยบอกเลยว่าอายุเท่าไหร่ ในหน้าประวัติโดยย่อก็ไม่ระบุไว้ บอกแค่ว่าเกิดปีฉลู เราก็เดาว่าน้องต้องอายุน้อยกว่าเราแน่ๆ คนที่อายุมากกว่าเราไม่มีทางทำอะไรเด็กๆแบบนั้นแน่นอน เลยเดาว่าเป็นเด็กมัธยม อืมมม ให้อภัยน้องเค้าก็ได้ว่ะ นึกๆตอนเราเป็นเด็กก็ทำอะไรไม่เข้าท่า ทุกวันนี้นึกขึ้นมายังรู้สึกอับอายก็มีไม่น้อย แต่อิชั้นไม่อยากทนความเป็นเด็กแบบนี้ อิชั้นไม่ได้เงินค่าพี่เลี้ยงเด็ก+เสียดายเวลาที่ใช้ในการแชท ก็เลยซ่อนตัวเองไว้ ไม่ให้น้องนางเห็นว่าเราออนไลน์ พร้อมกันนั้นก็เอาชื่อน้องนางออกจากรายชื่อคิวคิวซะ คงช่วยให้น้องทักพี่ได้น้อยลงละ แต่คิดว่าน้องนางยังทักพี่ได้เหมือนเดิม (ไม่โหดชิมิ)



Create Date : 11 มีนาคม 2555
Last Update : 11 มีนาคม 2555 18:38:50 น.
Counter : 403 Pageviews.

2 comment
《步步惊心》ละครที่เศร้ามาก
ประมาณอาทิตย์ที่แล้วเราบ้าละครเรื่อง《拜金女王》ของไต้หวันอยู่ดีๆ เมื่อวานซืนก็ดูหมดแล้ว ไม่รู้จะดูอะไร ก็เลยกัดฟันดูเรื่องใหม่ทั้งๆที่ไม่อยากดู เพราะเรายังอินกับละครเรื่อง《拜金女王》อยู่ แต่พอเริ่มดูจริงๆจังๆแค่ฉากแรกก็เริ่มรู้สึกสนุกแล้ว เพราะละคร《步步惊心》เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสมัยปัจจุบัน ย้อนอดีตไปในสมัยราชวงศ์ชิง ช่วงปลายรัชการคังซี ต้นรัชกาลยงเจิ้ง เราจำได้ว่าตอนที่เราดูจริงๆจังๆรอบสองเป็นบ่ายของเมื่อวานนี้ ติดสุดโคตร แอบดู3ตอนสุดท้ายด้วย ทำใจไว้ถ้ามันจบเศร้า ถึงรู้ว่าจบเศร้าๆ ไม่ชอบให้มันจบแบบนี้แต่ก็หยุดไม่ได้อยู่ดี ฮ่าๆ งานการอะไรที่ควรทำก็ไม่ทำ หรือไม่ก็เริ่มทำช้ากว่าเดิม ข้าวเย็นก็ไม่ได้กิน แม้แต่พันทิปก็หยุดเราไม่ได้ จริงๆก็อ่านหัวข้อกระทู้อยู่แหละ แต่เหมือนอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่มีอารมณ์จะตอบ ปกติจะตอบกระทู้ยาวๆวันละ1กระทู้ แต่พอเจอละครเรื่องนี้ก็หยุดทันที

พอทำธุระทุกอย่างของช่วงเย็นเสร็จก็มานั่งดูต่อ จนถึง3ทุ่มครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่เราจะนอน และจะตื่นตี4ครึ่งก็ดื้อไม่นอน ฮ่าๆ บอกกับตัวเองว่าอีกนิดเดียว อีกนิดเดียว ไปๆมาๆก็ปาเข้าไปตี3แล้ว หึหึ เรารู้ว่าเดี๋ยวเราต้องขับรถให้แม่นั่ง ง่วงไม่ได้ แต่เราเชื่อใจร่างกายเรา เวลาที่เราต้องการอดนอนเพราะมีเรื่องน่าสนใจร่างกายเราทนได้เสมอ อิอิ ผลคือนอนตี3 ตื่นตี5นิดๆ แต่ไม่ค่อยง่วงมาก ยังทนไหวอย่างที่เดาไว้ ขับรถได้อย่างไม่มีปัญหา (แต่ไม่แนะนำให้ใครทำตามนะ)

เห้อ มาคิดๆดูว่าทำไมเราติดละครเรื่องนี้นัก ละครเรื่องนี้มันมีอะไรดี อื้ม มันอาจจะเป็นเพราะเราอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราชอบนางเอกเรื่องนี้มากๆ ทั้งสวย น่ารัก ฉลาด เป็นเรื่องของคนย้อนอดีตคล้ายๆที่古天乐เล่นที่เราติดงอมแงมเมื่อหลายปีที่แล้ว ตอนนั้นจำได้ว่าดูผ่านทีวี ยอมอดนอนทุกอาทิตย์เพื่อจะได้ดูละครที่ชอบ หุหุ

หึหึ เรื่องนี้ตอนต้นๆก็ดีอยู่หรอก นางเอกยังมีความเป็นตัวของตัวเอง ยังมีความสดใสน่ารักอยู่มาก แต่พอถึงช่วงหลังๆ ช่วงที่องค์ชายทั้งหลายแย่งเก้าอี้互相残杀(เข่นฆ่ากัน)อยู่ เหมือนชีวิตมืดมนลงเรื่อยๆ เดี๋ยวคนนี้ตาย คนนั้นตาย แถมตายแบบทรมานด้วย(ไม่ควรนึกภาพตามอย่างยิ่ง) อาจจะเป็นเพราะคนถ่ายทำนึกถึงสุขภาพจิตใจคนดูหรือยังไงก็ไม่รู้ ถึงเรื่องนี้มีการเข่นฆ่าที่เหี้ยมโหดอยู่เยอะ แต่บ่อยครั้งมันเป็นแค่คำพูดในบทสนทนา ไม่เหมือนหนังจีนในสมัยก่อน เล่นเอาฉาก五马分尸ห้าม้าแยกร่างยกมาถ่ายทำทั้งฉากซะดื้อๆ นึกถึงฉากนั้นจากหนังเรื่อง《十三太保》ยังขนลุกไม่หาย จริงๆเราชอบหนังฮ่องกงเรื่อง《十三太保》มากๆเลยนะ แต่เพราะไอ้ฉากนั้นนั่นแหละเลยดูได้แค่ครั้งเดียว ไม่คิดจะกลับไปดูอีก ยังมีเรื่องค่ายกักกันญี่ปุ่นในจีนอีก โอย เรื่องนั้นเราดูไปครึ่งเรื่องก็ไม่กล้าดูอีกเลย เห็นปกซีดีทีไรยังรู้สึกกลัวมาจนถึงทุกวันนี้ ประมาณ10ปีได้แล้วมั้ง

ตอนเช้าตอนที่เราตื่นนอนลงมากินข้าวเตรียมทำอย่างอื่นต่อไปนั้นแม่เราก็ลงมากินด้วย ช่วงนั้นคงอินกับละครแบบสุดๆ เหมือนกับว่าคิดเหมือนกับในหนัง ในวัง เรื่องเล็กๆน้อยๆก็คิดไปหมด มองโลกเป็นโลกสีเทาหม่นหมองไปเลย พอตอนบ่ายแก่ๆของวันนี้ก็ดูจบ นี่ตูละครจีน40ตอน แต่ละตอนมีความยาวเฉลี่ย40นาทีได้หมดภายใน2วันเลยรึ ฮ่าๆ สถิติใหม่เอี่ยม ช่วงท้ายๆหรือที่วันนี้ดูเป็นช่วงที่เศร้าและขมขื่นมาก เหมือนตำแหน่งฮ่องเต้ต้องแลกมาด้วยเลือด ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสมมุติ แต่เราเชื่อว่ามันเป็นความจริงด้วยบางส่วนมันยิ่งทำให้ใจเราเซ็งหนักเข้าไปอีก คงเหมือนที่แม่เราพูด ฮ่องเต้แต่ละคนกว่าจะได้อำนาจมาครองต้อง‘เหยียบศพ’คนอื่นขึ้นไปถึงไขว่คว้ามาได้ ทำให้เรานึกได้ว่าถ้าเราเป็นคนสมัยนั้น ต้องอยู่ในวังแบบนั้นจะเป็นอย่างไรนะ คงทรมานสุดๆเลยมั้ง เหอะๆ เราถามแบบลอยๆกับแม่เราว่า จะมีละครแบบนี้แต่จบอย่างมีความสุขบ้างไหม ไม่ใช่เลือดสาด น้ำตากระเซ็นแบบนี้ แม่เราบอกคงไม่มีหรอก ถ้าอยากดูแบบจบอย่างมีความสุขคงต้องตัดแนวนี้ไป ก็รู้แหละ แต่ก็ยังอยากดูละครแนวนี้แต่จบอย่างมีความสุขอยู่

อีกข้อสังเกตเรื่องการสื่อสารในละครเรื่องนี้ ภาษาในละครเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร นอกจากต้องตีความทางภาษา เช่น สำนวน บทกลอนต่างๆที่ยากต่อการเข้าใจอยู่แล้ว ยังต้องตีความท่าทีของตัวละครต่างๆด้วย นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ละครเรื่องนี้พิเศษกว่าละครเรื่องอื่นๆที่เราดูประจำละมั้ง และเราแน่ใจว่า ถ้าภาษาจีนไม่ถึงระดับกลาง อย่าคิดจะดูเลย ดูไม่รู้เรื่องหรอก

อื้ม คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่เราเขียน ยังไงซะโอกาสที่ละครเรื่องนี้นำเข้าฉายในไทยน่าจะน้อย คนไทยคงไม่รู้ว่าจะไปดูที่ไหน คนที่ชอบดูแนวนี้ก็น่าจะน้อย แถมมีปัญหาเรื่องภาษาอีก เรื่องนี้เราเอามาจากเว็บจีนเว็บนึง บางทีเราก็เซ็งไม่รู้จะดูเรื่องอะไรดี แต่ดูท่า ละครหลายๆเรื่องที่เราเลือกมาจากรายการละครยอดนิยม ไม่ว่าจะในเว็บ百度 หรือ 一看 ก็น่าดูพอๆกัน ต่อไปก็ลอกเลยละกัน คนจีนดูอะไรเราก็ดูตาม ไม่ต้องไปเลือกเองให้ยุ่งยาก

แรกกะว่าจะให้มันอยู่ในหมวดซีรี่ย์ต่างประเทศ ถ้าจัดในหมวดนั้นคงถูกแแสดงในห้องเฉลิมกรุงแหงมๆ ขอเปลี่ยนเป็นหมวดภาษาต่างประเทศละกัน เผื่อจะเจอคนที่ดูละครเรื่องนี้มาแล้วเหมือนกันบ้าง



Create Date : 02 มีนาคม 2555
Last Update : 2 มีนาคม 2555 20:09:03 น.
Counter : 1256 Pageviews.

5 comment
1  2  3  4  

BlogGang Popular Award#13



นางสาวคานทอง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



All Blog