หนึ่งวันใน Amsterdam
สวัสดีค่ะ :)

หายไปซะนานเลย แหะๆ ไม่ค่อยได้ใช้คอมเลยช่วงนี้เล่นผ่าน smartphone อย่างเดียว ไม่รู้ว่าจะยังมีคนตามอ่านอยู่รึเปล่า ถ้ายังอยู่ก็ทักทายกันมานะคะ :)

หลังจากที่เมื่อวานไปตะลอนทัวร์ที่ทุ่งทิวลิป Keukenhof มาเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาเดินเที่ยวใน Amsterdam แบบจริงๆ จังๆ สักที ตอนที่เราตื่นเพื่อนเรายังไม่ตื่นเลยขอไปเดินเล่นเองคนเดียวแถว hostel ก่อนค่ะ


โชคดีมากที่ hostel อยู่ใจกลางเมืองเลยเดินออกมานิดเดียวก็เจอสวนสาธารณะค่ะ อากาศสดชื่นมากๆ แดดเปรี้ยงแต่ไม่ร้อน เหมาะแก่การเดินเที่ยวสุดๆ



เดินเล่นได้สักพักก็เดินกลับไปหาเพื่อนที่ hostel ค่ะแล้วก็ check out เลย ส่วนพวกกระเป๋าเราก็ฝากไว้ที่ hostel ค่ะ ที่นี่มีบริการรับฝากกระเป๋า จะเป็นตู้ที่ให้หยอดเงินแล้วก็ใส่รหัสเอง เวลามาเอากระเป๋าก็ให้ใส่รหัสแล้วประตูก็จะเด้งออกมาเองค่ะ

ทริปวันนี้เริ่มจากไปที่ Van Gogh Museum ก่อนค่ะ ก่อนมาเคยเรียนพวกภาพวาดมาบ้างก็เลยพอจะรู้จักรูปดังๆ ของ Van Gogh บ้าง เช่น Starry Night, Sunflowers ก็กะจะไปดูเต็มที่เลย แต่พอไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์เท่านั้นแหละ แทบเป็นลม แถวจะยาวไปไหน??? (ข้อเสียหลักของการไปเที่ยวช่วงเทศกาลเลยค่ะ คนล้านแปด) ก็คิดๆ กัน เอาไงดี อยากดูแต่คนเยอะมาก คือมันจะแบ่งทางเข้าออกเป็นสองแถวอะค่ะ แถวนึงคือต่อเพื่อซื้อตั๋วกับอีกแถวคือพวกที่ซื้อตั๋วผ่านทางอินเตอร์เน็ตก็ปริ้นท์มาโชว์แล้วก็เข้าได้เลย เพื่อนเราคนนึงเลยเสนอว่าตัวเค้าจะกลับไปที่ hostel แล้วก็จะไปซื้อตั๋ว ส่วนเรากับเพื่อนอีกคนให้ต่อแถวไปก่อน ใครถึงก่อนก็โทรมาบอกละกัน ซึ่งระหว่างต่อแถวเนี่ยเรายืนเขียนโปสการ์ดเสร็จไปตั้งสองใบ :D พอถึงคิวซื้อตั๋วเพื่อนก็กลับมาพอดี แต่เพื่อนซื้อมาไม่ครบเราเลยได้ซื้อด้านหน้าอีกหนึ่งใบค่ะ :)

พิพิธภัณฑ์ที่นี่ห้ามถ่ายรูปค่ะเลยไม่มีรูปเลย แหะๆ แล้วภาพดังๆ ที่ตั้งใจจะมาดู Starry Night เนี่ยไม่ได้อยู่ที่นี่! - -" ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะถูกซื้อไปโชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่อเมริกาค่ะ ส่วน Sunflowers มีโชว์ที่นี่ค่ะ แต่เราว่าภาพมันแปลกๆ นะ ทำไมไม่เหมือนที่เคยเรียนมาก็มาถึงบางอ้อว่า อ๋อออออ Sunflowers Van Gogh เค้าวาดมาตั้งห้าเวอร์ชั่น! เวอร์ชั่นที่เราเรียนมาน่ะอยู่อเมริกา ตึง!!!!!

พิพิธภัณฑ์ใหญ่พอสมควร มีผลงานเยอะมากๆ (แต่พวกที่ดังๆ กลับไม่อยู่ที่นี่ T__T) มีโปสการ์ดภาพวาดของ Van Gogh ขายด้วยค่ะ ด้านล่างจะมีนิทรรศการของศิลปินอีกคนค่ะ เข้าใจว่าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ พอดูจนทั่วก็ได้เวลากินข้าวพอดี เย่ๆ ข้ามถนนมาอีกฝั่งก็จะเจอร้านขายอาหารเรียงกันเป็นตับเลย แต่เป็นพวกเต๊นท์ขายนะคะ ไม่ใช่ร้านแบบร้าน (งงมั้ยอะ) แล้วก็มีตัวหนังสือ I amsterdam ใหญ่มากๆ วางเรียงอยู่ ถ่ายรูปกันสนุกสนาน :D







จริงๆ พยายามปีนตัว a ด้วยแหละแต่ปีนไม่ได้ ยอมแพ้



ปีนได้ไงเนี่ย? O.o คารวะสามจอก!

จากตรงนั้นเราก็ไปเดินเล่นในเมืองต่อค่ะ ไป Walking Street ซึ่งเราต้องบอกเลยว่า เราเดินไม่ทั่วและเดินไม่ไหวจริงๆ ค่ะ ไม่ใช่ว่ามันกว้างหรืออะไรหรอกนะแต่กลิ่นกัญชาและบุหรี่มันแรงมากกกกกกก บวกกับเราแพ้ควันบุหรี่ T.T จบเลยงานนี้ เดินไปไอไปแต่เพื่อนเราสบายดี - -" เพื่อนคงสงสารอะค่ะเลยบอกว่ารีบๆ ออกไปกันเถอะนะ แหะๆ ขอโทษนะเพื่อน



บริเวณ Walking Street ค่ะ





คลองเยอะมาก



เนื่องจากมีเวลาจำกัดค่ะ ตอนเย็นต้องนั่งรถไฟไป Bruges เดินเล่นงี้ไม่ทั่วแน่ๆ เลยตัดสินใจนั่ง Canal Tour ค่ะ แต่คงเหนื่อยกันหมดอะ ไม่ได้ดูบ้านเมืองเค้าเล้ยยย หลับๆ ตื่นๆ lol



บ้านที่ Amsterdam unique มากๆ

จากที่นั่ง Canal Tour มาจะมีไกด์คอยอธิบายสถานที่ต่างๆ ตามที่เรือล่องผ่านค่ะ สังเกตได้ว่าบ้านที่นี่จะเป็นลักษณะที่สูงและแคบ ที่ทราบมาคือภาษีบ้านที่นี่จะคิดตามขนาดความกว้างของบ้านค่ะ ด้านหน้ากว้างมากก็เสียภาษีมาก เค้าเลยนิยมสร้างบ้านแคบๆ แต่สูงแทน ทีนี้มันก็จะมีปัญหาเวลาขนเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านใช่ป่าว ให้สังเกตบริเวณบนสุดของบ้านแต่ละหลังจะเห็นตะขออยู่ นั่นแหละค่ะ เค้าใช้วิธีขนของผ่านทางหน้าต่างเอา ถ้าสังเกตดีๆ บ้านบางหลังเอียงมาข้างหน้าเลยแหละ



บ้านหลังนี้ได้ชื่อว่าเป็นบ้านที่แคบที่สุดใน Amsterdam ค่ะ (ไม่แน่ใจว่าในโลกด้วยป่าว)

พอล่อง Canal Tour เสร็จแล้วก็ใกล้เวลาไปขึ้นรถไฟแล้วค่ะแต่ใจเราอะอยากไปบ้าน Anne Frank มากๆ T.T มาถึงที่แล้วหงะแต่ก็ต้องไปขึ้นรถไฟ ฮือ ทำไงดี เพื่อนเราก็ดีมากค่ะบอกว่าอยากไปก็ไปเถอะ มาถึงที่แล้วนะ รถไฟไปอีกรอบนึงก็ได้ (แต่จะไปถึง  Bruges ตอนเกือบเที่ยงคืน เฮือก!) เราก็เกรงใจเพื่อนอะเพราะไม่มีใครรู้จัก Anne Frank เลยยกเว้นเรา เราก็เลยเล่าให้ฟังคร่าวๆ เพื่อนก็อยากไปดูด้วยก็เลยตัดสินใจไปกันค่ะ :) สำหรับใครที่ไม่รู้จัก Anne Frank ตามไปอ่านที่ blog ที่เราเขียนก่อนหน้านี้ได้เลยค่ะ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=minthfah&month=24-05-2013&group=1&gblog=3



รูปปั้น Anne Frank มาถูกทางแล้ว เย่!



มาถึงก็ต้องเฮือกอีกรอบ แถวยาวล้านแปดแบบ Van Gogh Museum เด๊ะ! นี่จะตกรถไฟรอบสุดท้ายป่าวเนี่ยเลยบอกเพื่อนว่าไม่ต้องรอแล้ว กลับกันเหอะ เพื่อนก็เห้ย ได้ไง มาถึงที่แล้ว ถามเจ้าหน้าที่บอกรอประมาณครึ่งชั่วโมงเอง รอไปเหอะ ก็ตัดสินใจรอต่อค่ะ เช่นกัน ที่นี่ห้ามถ่ายรูปข้างในค่ะ



นี่แหละ บ้าน Anne Frank



พอเข้าไปข้างในคนเยอะมากๆๆๆๆ บ้านหลังนี้จริงๆ เป็นออฟฟิศของ Otto Frank พ่อของ Anne Frank ค่ะแต่มีห้องลับอยู่ใต้หลังคา ครอบครัว Frank เลยใช้ที่นี่เป็นที่ซ่อนตัวจากพวก Nazi ซึ่งทางเข้าจะมีตู้หนังสือตู้ใหญ่ๆ เป็นประตูเปิดปิดทางเข้าค่ะ ถ้าคนไม่รู้ก็คิดว่าเป็นตู้หนังสือธรรมดา

เข้ามาจากจุดขายตั๋วจะเป็นประโยคที่ Anne Frank เขียนใน diary ของตัวเอง ซึ่งพิพิธภัณฑ์นี้จะเล่าเรื่องผ่าน quote จากไดอารี่ของ Anne Frank ค่ะ ตอนแรกจินตนาการไว้ว่าบ้านน่าจะเล็กๆ แต่พอไปเห็นของจริงนี่ถือว่ากว้างพอสมควรเลยนะ มีทุกอย่างพร้อม ห้องน้ำยังเป็นชักโครกเลย แต่พอคิดถึงว่าเค้าต้องใช้ชีวิตกันยังไง ทำไมต้องมาอยู่ที่นี่มันก็ดูไม่น่าอภิรมย์ที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่เลย ตอนท้ายๆ ของพิพิธภัณฑ์จะมีกระดาษบางส่วนที่มาจาก diary จริงๆ ของ Anne Frank จัดแสดงอยู่ในตู้กระจกค่ะ ถ้ามีโอกาสต้องมาให้ได้นะคะ อ่านเรื่องของ Anne Frank ไปก่อนด้วยพอถึงเวลาจะได้อิน แหะๆ

พอดูเสร็จก็รีบบึ่งแท็กซี่กลับ hostel เเพื่อไปเอากระเป๋าแล้วต่อไปที่ Central Station ค่ะ เกือบไม่ทันแหนะ แฮ่ก



ระหว่างทางไป Central Station

จริงๆ แอบเสียดายที่มีเวลาใน Amsterdam น้อยไปหน่อย ถ้ามีโอกาสจะกลับไปอีกแน่นอนค่ะ ส่วนวันพรุ่งนี้เราจะไปต่อกันที่ Bruges, Belgium ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ :)



Create Date : 19 มิถุนายน 2556
Last Update : 21 มิถุนายน 2556 2:20:15 น.
Counter : 620 Pageviews.

5 comment
เดินลุยทุ่งทิวลิปที่ Keukenhof
สวัสดีค่ะทุกคน :D

คราวนี้จะเป็นรีวิวที่ยาวมากๆ แบบมหากาพย์สิบสองวันเลยล่ะ คงใช้เวลาสักพักในการเขียนเลยล่ะค่ะแต่ก็จะแบ่งเป็นตอนๆ แบบเดิมนะจะได้ไม่ค้างๆ คาๆ ในแต่ละตอน สำหรับทริปนี้เราไปมาทั้งหมดห้าประเทศค่ะ The Netherlands, Belgium, Luxembourg, Germany และ Poland ค่ะ เวลาอ่านก็คลิกตามประเทศนะคะเดี๋ยวท้ายแต่ละตอนเราจะบอกค่ะว่าวันถัดไปจะไปที่ไหน

ทริปนี้เราเดินทางทั้งหมดด้วยรถไฟค่ะเนื่องจากว่าช่วงที่ไปเป็นช่วง Easter ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาวของทางยุโรป ค่าเครื่องบินจะค่อนข้างแพงค่ะรวมถึงที่พักด้วย เพื่อนเราเลยเลือกเดินทางด้วยรถไฟและพักส่วนมากตาม hostel ค่ะแต่ก็จะมีบางเมืองที่พักที่โรงแรม เราซื้อตั๋วรถไฟแบบ global pass 10 days within 22 days ค่ะ ถ้าสั่งซื้อทางเว็บจะได้ราคาถูกกว่าไปซื้อที่สถานีรถไฟเยอะอยู่นะ จ่ายผ่านบัตรเครดิตแล้วเค้าจะส่งแบบลงทะเบียนมาให้ค่ะ ตอนนั้นจำได้เลยว่านอนอยู่ที่หอก็มีเบอร์แปลกโทรมา ลงไปข้างล่างก็เจอบุรุษไปรษณีย์ยื่นพัสดุมาให้แล้วก็ยื่น tablet อันเล็กๆ แบบที่เค้าใช้กันที่ MK มาให้เราเซ็นชื่อค่ะ

ถ้าเป็น citizen ของ EU เกินหกเดือนสามารถซื้อ InterRail Pass ซึ่งจะได้ราคาถูกกว่า EurailPass ค่ะ เวลาซื้อทาง Internet ไม่ต้อง show evidence แต่ถ้าไปซื้อที่สถานีรถไฟต้องแสดงค่ะ วิธีใช้ก็แล้วแต่ชนิดของ pass ที่เราซื้อมาเลย เค้าจะมีช่วงเวลามาให้ว่าต้องใช้ pass นี้ภายในกี่วัน อย่างของเรา valid for 22 days ส่วนที่บอก 10 days ก็คือวันที่เราต้องใช้จริงๆ ในตั๋วก็จะระบุเลยว่าเราชื่ออะไร Passport ID อะไร เกิดเมื่อไหร่ pass valid วันไหนถึงวันไหน เวลาจะใช้ก็ให้เขียนวันที่กับเดือนลงไปในตั๋วจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋วตอนอยู่บนรถไฟค่ะ ถ้านั่งรถไฟหลังหนึ่งทุ่มเค้าจะปัดให้เป็นวันใหม่เลย เช่นวันนี้วันที่ 31 May เราขึ้นรถไฟตอนสองทุ่มแล้วไปถึงจุดหมายวันที่ 1 June แปดโมงเช้าก็ใส่แค่วันที่ 1 June ค่ะ แต่ถ้าขึ้นก่อนหนึ่งทุ่มก็ต้องใส่ทั้ง 31 May และ 1 June ค่ะ

จุดเริ่มต้นของเราคือ Copenhagen Central Station ไปถึงก็ไปดูหน้าจอที่บอกเที่ยวรถไฟว่าจะให้ขึ้นกี่โมงค่ะ ก็ไปนั่งกิน Mcdonald ฆ่าเวลา (เพื่อนยากยามเดินทาง) พอได้เวลาแล้วก็ไปขึ้นรถไฟค่ะ ของเราเป็นตู้นอน ที่นี่ตู้นอนแคบมากกกกกกกกกกกก ณ จุดนี้ให้รถไฟไทยดีกว่าเลยอะ คือเค้าจะซอยเป็นห้องเล็กๆ หน้าห้องเป็นทางเดินภายในรถไฟ ข้างในห้องก็จะเป็นเตียงนอนด้านละสามเตียง!!!! ให้ปูที่นอนเองแล้วก็บันไดต้องเอาออกจากที่เก็บมาพาดเอง ใครนอนเตียงกลางนี่ซวยสุดเลยอะ เรานอนเตียงบนสุดค่ะ เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถไฟไกลคนเดียวขนาดนี้ ตื่นเต้นมาก นั่งสักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋วก็ยื่นให้เค้าไป พอสักเที่ยงคืนเพื่อนเราอีกสองคนก็ขึ้นรถไฟจาก Hamburg ไป Amsterdam ด้วยกันค่ะ



Copenhagen Central Station คนพลุกพล่านพอสมควรเลย(ป.ล. ร้าน Yam Yam อร่อยมากกก มีข้าวราดแกงขายด้วย แพนงอร่อย ประทับใจสุดๆ :D)

เราไปถึง Amsterdam ตอนประมาณสิบโมงค่ะ Central Station เค้าใหญ่มากๆ ออกมาก็จะเจอกับ tram มี pass ให้เลือกเยอะมากทั้งเที่ยวเดียว one-day trip เวลาซื้อก็ขึ้นไปซื้อบน tram เลยค่ะ เรานั่ง tram ไปที่ hostel ชื่อ The Flying Pig ที่นี่โอเคเลยนะเสียอย่างเดียวไม่มีลิฟต์ เราอยู่ชั้นสี่ก็ต้องแบกกระเป๋าผ่านบันไดแคบๆ หนูจะเป็นลม!



บริเวณ Hostel



พอเก็บของเสร็จก็ได้เวลาออกเที่ยว (^^)/ วันนี้แพลนกันว่าจะไปเที่ยว Keukenhof ทุ่งทิวลิปค่ะ พอเย็นๆ ก็เข้ามาเดินในตัวเมือง วันที่เราไปเค้าบอกว่าจะมีขบวนพาเหรดด้วย เพื่อนเราก็จัดการซื้อตั๋วเข้างานผ่านเว็บตั้งแต่ที่ hostel เลยเพราะคิดว่าคนต้องเยอะแน่นอน เรานั่ง tram กลับไปที่ Central Station เพื่อนั่ง train ไปสนามบินค่ะ จากนั้นต่อ bus no. 58 เพื่อไป Keukenhof ซึ่งวันนั้นคนเยอะมากกกกกก ล้านแปด รอคิวรถเมล์นานทีเดียว ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเพื่อไป Keukenhof ค่ะ วันนั้นรถติดมากกกกก

รถเมล์จะไปจอดที่จุดๆ หนึ่งแล้วเราก็ต้องเดินเข้าไปต่อเองค่ะ ระหว่างทางก็เจอฝูงมหาชนเต็มสองข้างถนนไปหมด แปลว่าเรื่องพาเหรดที่ได้ยินมาเป็นเรื่องจริง!







เริ่มเปิดงาน



บ้านนี้พยายามมากเพื่อให้ลูกได้เห็นขบวนพาเหรด



พาเหรดมาแล้ว



ขบวนฝูงชน!

เรายืนดูได้สักพักแล้วก็เดินเข้างานเลยค่ะ เราว่ามันไม่น่าสนใจอะแล้วแบบพาเหรดขาดตอนมากๆ ตอนหลังได้คุยกับเพื่อนอีกกลุ่มที่มางานนี้เหมือนกันก็บอกว่าพาเหรดไม่มีไรเลยแก เสียเวลารอ รู้งี้ไปเดินต่อในงานดีกว่า เราเลยคิดว่าถ้าจะไปอีกให้เลือกวันที่ไม่มีพาเหรดเพราะรถน่าจะติดน้อยกว่านี้แถมคนก็จะน้อยกว่านี้ด้วย

ตรงบริเวณเข้างานก็มีเจ้าหน้าที่ยืนคอยเช็คตั๋วเข้างาน ตั๋วของเราปรินท์ออกมาจากเว็บก็จะระบุราคาแล้วก็วันที่ค่ะ เจ้าหน้าที่ก็จะปั๊มสัญลักษณ์ไว้ในตั๋วกระดาษของเรา เท่านี้ก็เข้างานได้แล้ว :D



















รองเท้ายักษ์!













ทุ่งทิวลิปสุดลูกหูลูกตา สวยสุดๆ :D





พอเดินจนถึงปรมาณห้าโมงกว่าๆ เราก็ตัดสินใจกลับเข้าเมืองค่ะ ดอกไม้สวยมากแต่น่าเสียดายที่วันนั้นไม่มีแดดและฝนตก :( ไม่อย่างงั้นคงจะสวยกว่านี้มากๆ แต่ที่นอยด์จริงๆ คือวิธีกลับเข้าเมืองมีวิธีเดียวคือนั่งรถเมล์ซึ่งแถวยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก นานๆ มาหนึ่งคัน เราต้องยืนเข้าแถวรอสองชั่วโมงเพื่อขึ้นรถเมล์ แถมบนรถเมล์ก็ต้องเบียดๆ กัน แต่น่าแปลกที่เราไม่เห็นคนโวยวาย (หรืออาจจะมีแต่ไม่รู้ 555) ระหว่างที่ยืนรอขึ้นรถเมล์เค้าก็จัดวงดนตรีมาเล่นให้พวกเราหายนอยด์แต่ไม่เป็นผลอะ ทุกคนนอยด์จัด ชั้นจะกลับบ้าน! วงดนตรีเล่นเสร็จไม่มีใครสนใจเลย สงสารอะ



ขอบคุณที่ช่วยทำให้พวกเราหายเครียดนะคะ :D

กว่าจะถึง Central Station ก็สามทุ่มครึ่ง! หิวโซกันทุกคนเลยจัดอาหารญี่ปุ่นชื่อร้าน Genki อร่อยมากค่ะ พนักงานก็น่ารัก อิอิ พอกินเสร็จก็กลับ hostel แต่เพื่อนเราคนนึงก็พูดถึง Red Light District ขึ้นมาแล้วก็ชวนว่าไปกันเหอะมาถึงถิ่นแล้วเพราะถ้าพลาดก็ไม่มีโอกาสอีกแล้วนะก็ออก hostel ตอนเที่ยงคืน lol ไปเดินเล่นในเมืองก่อน (ตอนเที่ยงคืนเนี่ยนะ????)






ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าเที่ยงคืนแล้วคนยังเดินกันเยอะอยู่เลย เราก็เดินไปตามเส้นทางเพื่อไป Red Light District คิดว่าทุกคนน่าจะรู้ว่าที่นี่คืออะไร สำหรับใครที่ไม่รู้ เราให้คำอธิบายง่ายๆ ว่ามันคือ free sex street ค่ะ ตอนกลางวันไม่มีอะไรแต่จะคึกคักมากตอนกลางคืน ทางเข้าหาง่ายมากๆ จะมีสัญญาณไฟจราจรสีแดงอยู่ตรงทางเข้าค่ะแต่ไม่มีรูปถ่ายมาเพราะที่นี่ห้ามถ่ายรูปค่ะ (คิดว่าน่าจะห้ามเฉพาะตอนกลางคืน) ก็เดินเข้าไปเรื่อยๆ ผู้ชายเต็มไปหมด (ก็แน่ซิ - -") ตามทางก็จะมี canal คั่นตรงกลางระหว่างถนนสองฝั่งค่ะ ตามถนนก็จะเป็นบ้านตึกเรียงกันซึ่งตึกแต่ละตึกก็แบ่งซอยย่อยเป็นห้องเล็กๆ จะมีผู้หญิงยืนใส่ bikini อยู่หลังกระจกยืนเรียกแขกค่ะ ถ้าใครสนใจก็คุยราคากันตรงนั้นเลย กระจกมันผลักเปิดได้ ด้านหลังผู้หญิงจะเป็นผ้าม่านซึ่งถ้าเปิดเข้าไปก็คือเตียงอะค่ะ เรียงกันยาวมาก เราเห็นแล้วสลดใจ (ไม่ได้เว่อร์นะ พูดจริงๆ) เดินไปก็หดหู่ไปอะค่ะ มันเป็นอารมณ์แบบสงสารผู้หญิงด้วยกันว่าถ้าเค้ามีทางเลือกที่ดีกว่านี้เค้าคงไม่ทำ T_T

แถวนั้นก็จะมีร้านขายของด้วยค่ะ แล้วก็มี Live Sex Show แต่เราไม่ได้เข้าไปดูค่ะ ถ้าจะเข้าไปจะต้องใช้ Passport ด้วย ถามเพื่อนที่ไปมาเพื่อนเล่าให้ฟังว่าเค้าไม่จำกัดเวลาดูนะแต่ระหว่างที่ดูเค้าจะแจกเหล้าให้ดื่ม เพื่อนบอกว่าเหล้าแรงมาก คือแบบดื่มไปแล้วไม่รู้เรื่องอะ ตื่นมาอีกก็อยู่ hostel แล้ว - -"

เดินไม่นานค่ะ สักตีหนึ่งก็เรียก taxi กลับ hostel ทีนี้ล่ะเรากับเพื่อนตื่นเต้นกันใหญ่ จ้องมิเตอร์ตาไม่กระพริบ 5555 เพราะที่เดนมาร์กค่า taxi แพงมากเลยไม่รู้ว่าที่เนเธอร์แลนด์จะแพงรึเปล่า พอถึง hostel ก็จัดการอาบน้ำเข้านอนเตรียมพร้อมตะลุยในเมือง Amsterdam ในตอนเช้าค่ะ :)

วันนี้ก็จบลงแล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าที่ Amsterdam นะคะ ทริปนี้มีแต่อะไรลุ้นๆ ตลอดแต่ก็สนุกสุดๆเลย :)



Create Date : 31 พฤษภาคม 2556
Last Update : 31 พฤษภาคม 2556 19:57:06 น.
Counter : 511 Pageviews.

0 comment

Cho2Cho
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



Travelling, cooking, reading, language learning and photo taking are my life. :)