เด็กชายในชุดนอนลายทาง โดย จอห์น บอยน์
 สวัสดีค่ะทุกคน :D
 ช่วงนี้จะเขียน blog เกี่ยวกับรีวิวหนังสือซะค่อนข้างเยอะนะคะเพราะว่ารูปยังเลือกไม่เสร็จเลยยังไม่ได้เขียนเกี่ยวกับยุโรปค่า (ขี้เกียจนั่นเอง) แถมช่วงนี้มีเวลามากขึ้น ได้อ่านหนังสือเยอะมากขึ้นหลังจากที่กองเป็นอุปกรณ์ประดับบ้านมานานเลยมีหนังสือที่น่าสนใจพอสมควรที่อยากมาแนะนำให้อ่านกันค่ะ

 วันนี้หนังสือที่จะมาแนะนำมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า The Boy in the Striped Pajamas by Johm Boyne หรือในชื่อภาษาไทยว่า เด็กชายในชุดนอนลายทาง (แหม่ แปลซะตรงตัวเลยนะ อิอิ แซวเฉยๆ น้า) โดย จอห์น บอยน์ แปลโดย วารี ตัณฑุลากรค่ะ เรารู้จักหนังสือเล่มนี้เพราะเราตาม fanpage ของแพรวเยาวชนอยู่ มีช่วงนึงทางเพจเขียนเชียร์หนังสือเล่มนี้มากๆ เราก็เอ๊ะ น่าสนใจดีนะ แถมช่วงนั้นมีบัตรลด 30% สำหรับหนังสือในเครืออมรินทร์เราก็เลยเริ่มไล่ชื่อหนังสือวรรณกรรมเยาวชนที่เราอยากอ่านมาให้หมดค่ะเพื่อที่จะได้ใช้บัตรลดให้คุ้มค่าที่สุด (ง่ายๆ ก็คืองกนั่นแหละ) เล่มนี้ก็เลยติดโผมาด้วยเพราะเราว่าชื่อหนังสือน่าสนใจดีค่ะ เห็นหน้าปกก็เลยเดาๆ ว่าน่าจะเป็นเรื่องที่เรารู้มาบ้างหรือมีประสบการณ์ร่วมบ้างล่ะน้า



 หนังสือเล่มนี้พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองค่ะ เป็นเรื่องราวที่เล่าผ่านมุมมองของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า บรูโน่ ซึ่งจริงๆ ในเนื้อเรื่องเนี่ยเค้าไม่ได้พูดเลยนะคะว่าเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแต่เราสามารถรู้ได้จากการอ่านแล้วจินตนาการเอาค่ะ บรูโน่เป็นลูกของทหารชั้นสูงคนหนึ่งในกรุงเบอร์ลิน อยู่มาวันหนึ่งครอบครัวของบรูโน่อันประกอบไปด้วยพ่อ แม่ พี่สาว และบรูโน่ต้องย้ายไปอยู่เมือง Auschwitz เพราะพ่อได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้ไปประจำที่ค่ายกักกันค่ะ มีคนใช้ติดตามไปด้วยนิดหน่อย เนื่องจากบรูโน่กับพี่สาวไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ทำให้การย้ายบ้านใหม่ไปยัง Auschwitz ของบรูโน่นั้นเงียบเหงามาก

 เมื่อย้ายไปยังบ้านใหม่ บรูโน่ได้ห้องนอนที่มีหน้าต่างบานหนึ่ง ซึ่งถ้ามองจากหน้าต่างใบนี้ออกไปจะสามารถมองเห็นรั้วที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา บรูโน่มองว่าสิ่งที่เค้าเห็นหลังรั้วนี้คือหมู่บ้านหนึ่งที่เต็มไปด้วยผู้คนที่สวมชุดนอนลายทางเต็มไปหมด แต่หน้าตาของทุกคนนั้นดูเศร้ามาก แถมยังโกนผมกันทุกคนอีกต่างหาก แต่ไม่ว่าบรูโน่จะถามใครว่าหมู่บ้านนั้นคืออะไร ผู้คนเหล่านั้นเป็นใครกลับไม่มีใครให้คำตอบบรูโน่ได้เลย เมื่อบรูโน่ไปถามพ่อ พ่อกลับบอกว่า พวกนั้นไม่ใช่คน เราอยู่กันคนละชั้นยิ่งทำให้บรูโน่งงเข้าไปใหญ่

 ชีวิตที่บ้านใหม่ของบรูโน่เป็นชีวิตที่น่าเบื่อมากเพราะเป็นบ้านที่อยู่ไกลจากตัวเมืองมาก แถวนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากบ้านของบรูโน่ที่มักจะมีทหารเข้าออกบ้านของบรูโน่อยู่เป็นประจำเสมอ ไม่มีเด็กอายุคราวเดียวกันให้เล่นด้วย แถมพี่สาวของบรูโน่ก็มักจะคิดว่าตัวเองเป็นสาวแล้ว จะมาเล่นอะไรเด็กๆ กับบรูโน่ไม่ได้ยิ่งทำให้บรูโน่เบื่อเข้าไปใหญ่ เข้าไปขอพ่อดีๆ ว่ากลับไปเบอร์ลินได้มั้ยพ่อก็ไม่ให้ บรูโน่ก็ยิ่งเกลียดชีวิตที่ Auschwitz เข้าไปใหญ่

 บรูโน่มีความฝันว่าโตขึ้นอยากจะเป็นนักสำรวจและชอบออกสำรวจบริเวณรอบๆ บ้านเสมอ ซึ่งที่บ้านก็ทราบถึงเรื่องนี้ดีจึงได้ห้ามบรูโน่ไม่ให้สำรวจบริเวณบ้านใหม่ที่ Auschwitz ซึ่งแรกๆ เค้าก็ทำตามคำสั่งอยู่หรอกค่ะ แต่จนวันนึงมันเบื่อแบบไม่ไหวจริงๆ บรูโนก็เอาล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ เริ่มออกสำรวจเลยละกัน เริ่มจากเดินตามแนวรั้วนี่แหละ

 บรูโน่เริ่มออกเดินตามแนวรั้วไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนมาถึงจุดที่เค้ามองเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ริมรั้วฝั่งหมู่บ้านชุดนอนลายทาง บรูโน่รีบเดินเข้าไปหาทันที แรกๆ เด็กชายในชุดนอนลายทางก็กลัวๆ บรูโน่นะคะ แต่คุยไปคุยมาก็เริ่มสนุกละ เด็กชายเล่าว่าตัวเองชื่อชมูเอล มาจากประเทศโปแลนด์ แต่สามารถพูดภาษาเยอรมันได้เพราะแม่ของเขาเป็นครูสอนภาษา ชมูเอลไม่ได้บอกบรูโน่ว่าทำไมถึงได้มาอยู่ที่รั้วแห่งนี้ และหมู่บ้านชุดนอนลายทางนี่คือหมู่บ้านอะไร บรูโน่ก็คิดว่าเออ หมู่บ้านนี้น่าเข้าไปดีนะ ดูมีอะไรให้ค้นหาดี เมื่อมิตรภาพก่อตัวขึ้น บรูโน่ก็จะออกมาเดินสำรวจมาหาชมูเอลทุกวันทำให้ชีวิตที่ Auschwitz ของบรูโน่ไม่เหงาอีกต่อไป

 ชมูเอลกับบรูโน่เริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่มาวันหนึ่งบรูโน่มีเหาค่ะเลยโดนจับโกนผม เมื่อไปหาชมูเอล ชมูเอลก็ทักว่านี่เราสองคนเหมือนกันเลยนะ ต่างกันแค่บรูโน่อ้วนกว่าเท่านั้นเอง บรูโน่ก็สงสัยว่าทำไมชมูเอลผอมจัง บรูโน่ก็แอบเอาขนม ของกินมาให้ชมูเอลบ่อยๆ จนมาวันหนึ่งแม่ของบรูโน่ขอพ่อบรูโน่ให้ย้ายตัวเอง พี่สาวของบรูโน่และบรูโน่กลับเบอร์ลินได้แล้ว โดยที่พ่อของบรูโน่จะอยู่ที่ Auschwitz คนเดียว ทุกคนตื่นเต้นมากยกเว้นบรูโน่ เพราะนั่นหมายความว่าบรูโน่จะไม่ได้เจอชมูเอลอีกต่อไป บรูโน่เลยไปบอกชมูเอลว่าต้องกลับเบอร์ลินอาทิตย์หน้านี้แล้ว แต่วันที่ไปบอก ชมูเอลดูมีสีหน้าร้อนใจมากเพราะคนในหมู่บ้านบอกว่าวันนี้ไม่เจอพ่อของชมูเอลเลย ชมูเอลใจคอไม่ดี แต่บรูโน่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้นเลยเสนอตัวว่าให้ตนข้ามรั้วไปช่วยหาพ่อของชมูเอลมั้ย เพราะตอนนั้นบรูโน่เพิ่งโกนผม ถ้าเปลี่ยนเสื้อก็จะดูกลมกลืนแล้ว อีกวันนึงชมูเอลเลยเอาชุดนอนลายทางอีกหนึ่งชุดมาให้บรูโน่ บรูโน่ก็เปลี่ยนชุดตรงริมรั้วแล้วลอดผ่านรั้วเข้าไปเลยค่ะ ก็เดินหากันพักใหญ่ก็หาไม่เจอจนบรูโน่คิดว่าต้องกลับบ้านแล้วล่ะ ก็บอกชมูเอลว่าตัวเองต้องกลับบ้านละนะ ระหว่างทางที่จะกลับที่ไปริมรั้วก็มีทหารมาต้อนคนในชุดนอนลายทาง รวมถึงชมูเอลและบรูโน่ให้เข้าแถวไปในห้องใหญ่ห้องหนึ่ง ซึ่งแออัดมากๆ มีสายน้ำหยดลงมาจากเพดาน ระหว่างนั้นบรูโน่กับชมูเอลก็จับมือกัน บรูโน่บอกชมูเอลว่าขอโทษนะที่หาพ่อไม่เจอ แต่ชมูเอลจะเป็นเพื่อนรักของบรูโน่ตลอดไป ทั้งสองหลับตาลง แล้วเรื่องก็จบค่ะ

 เนื่องจากเรามีประสบการณ์ในการไปเยือน Auschwitz Concentration Camp มาก่อนทำให้ตอนอ่านนี่จินตนาการภาพได้ชัดเลยค่ะ ยิ่งฉากจบที่บรูโน่กับชมูเอลเข้าไปในห้องรมควันนี่คือขนลุกเลยอะเพราะเราเคยเข้าไปในห้องรมควันจริงๆ (สำหรับใครที่อยากอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ายนี้ คลิกที่ลิงก์นี้ได้เลยค่า เป็นตอนที่เราไปเยือนค่ายกักกันแห่งนี้มา//www.bloggang.com/viewblog.php?id=minthfah&date=13-07-2013&group=15&gblog=2) คือไม่ได้ร้องไห้นะแต่แบบเศร้ามากและสะเทือนใจจริงๆ คนเขียนคือเขียนเก่งมากจนเราแอบคิดว่าบรูโน่นี่อาจจะมีตัวตนจริงๆ 

 นอกจากหนังสือเล่มนี้จะเป็นขายดีแล้ว ยังได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์อีกด้วยค่ะ (ดูตัวอย่างจากคลิปข้างล่างได้เลย)


 สงครามนอกจากจะไม่ทำให้อะไรดีขึ้นแล้วกลับทำให้ต่างฝ่ายต่างสูญเสียอีกด้วยนะคะ :( หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้ใครหลายๆ คนฉุกคิดได้บ้างน้อ สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านลองไปหาอ่านดูนะคะ แล้วคุณจะอินจนวางไม่ลงเลยล่ะ แล้วเจอกันใหม่โอกาสหน้านะคะ บ๊ายบายยย



Create Date : 07 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2557 2:50:13 น.
Counter : 3520 Pageviews.

9 comment
เพียงชายคนนี้เป็นอาจารย์พิเศษ โดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง
  สวัสดีค่า :D

 หายไปจากการเขียน blog นานมาก ไม่รู้ว่าจะมีใครตามอ่านอยู่รึเปล่า ช่วงที่ผ่านมาก็ยุ่งๆ กับชีวิตพอสมควรค่ะ ก็คิดถึงการเขียน blog ตลอดนะ แต่ติดขัดหลายอย่าง ที่สำคัญสุดคือยังไม่ได้เลือกรูปเลยเขียน blog ไม่ได้ค่ะ lol เพราะฉะนั้นวันนี้ขอไถ่โทษด้วยการแนะนำหนังสือแทนนะคะ เล่มนี้ถือได้ว่าเป็นหนังสือเล่มโปรดของเราอีกเล่มนึงเลยค่ะ เวลาเครียดๆ ทีไรอ่านเล่มนี้ละยิ้มได้ทุกทีเลย :)


 "เพียงชายคนนี้เป็นอาจารย์พิเศษ" เขียนโดนคุณคันฉัตร รังษีกาญจน์ส่องหรือพี่ต่อค่ะ จริงๆ เล่มนี้ตอนซื้อมานี่คือยังไม่รู้จักคนเขียนเลยด้วยซ้ำ ไปเดินงานหนังสือคราวก่อนแวะบูธแซลมอนแล้วคนขายเชียร์ให้ซื้อ บอกว่าสนุกก็เลยลองดู เพราะชื่อหนังสือไปพ้องกับชื่อเพลงที่เราชอบพอดี เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ (เหตุผลคือเอิ่มมาก - -") ก็เลยคิดว่าน่าจะมีอะไรน่าสนใจนะเลยหยิบมาค่ะ

 ตอนแรกดองหนังสือเล่มนี้ไว้สักพักเพราะช่วงนั้นมีหนังสือที่อยากอ่านเยอะมาก จนอ่านหมดแล้วก็เลยลองหยิบเล่มนี้มาอ่านดู อ่านไปอ่านมากลายเป็นว่าวางไม่ลงซะงั้น อ่านแล้วติดงอมแงมมากค่ะ ปกติเวลาอ่านหนังสือถ้ามีอะไรตลกเราก็จะตลกแค่ในใจ แต่อันนี้หัวเราะออกมาดังมาก 5555 นี่ช่วยพี่ต่อขายของเลยนะว่าสนุกจริงๆ (ขอค่าโฆษณายี่สิบบาท)

 พี่ต่อเรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งค่ะ เราว่าเค้าเป็นคนที่ฉลาดแล้วก็เก่งมากๆ เลยนะ แต่ชีวิตพี่ต่อนี่ติสต์มาก แอบเป็น inspiration ให้เราได้เลยคือจบด้านเศรษฐศาสตร์มา พอถึงเวลาไปสมัครงานที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ขณะกำลังทำข้อเขียนก็เกิดความรู้สึกว่านี่ไม่ใช่อาชีพที่เค้าอยากทำก็เลยเขียนเพลงลงไปในกระดาษคำตอบ 5555 หลังจากนั้นก็เลี้ยงชีพด้วยการเขียนรีวิวภาพยนตร์แทนค่ะคือไม่ได้จบด้านภาพยนตร์มาโดยตรงแต่วิจารณ์ได้ดีเลยทีเดียว (จริงๆ ไม่เคยอ่านรีวิวของพี่ต่อหรอกนะ ฟังๆ เค้ามาน่ะ) จนวันหนึ่งพี่ต่อก็อยากจะลองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยดูบ้าง ก็เลยได้รับโอกาสให้สอนหนังสือเด็กๆ มหาวิทยาลัย เป็นวิชาเกี่ยวกับภาพยนตร์ค่ะ

 เนื้อหาภายในหนังสือก็จะพูดเกี่ยวกับชีวิตของพี่ต่อเองว่าชีวิตก่อนมาเป็นอาจารย์พิเศษกับตอนเป็นอาจารย์พิเศษน่ะต่างกันขนาดไหน ทั้งความกดดันจากญาติพี่น้อง ครอบครัวและความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น หลังจากนั้นก็เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นตอนสอนว่ามีอะไรบ้าง เช่นการที่ต้องมานั่งรอนักศึกษามาเรียน (ผ่านไปครึ่งชั่วโมงโผล่มาสามคน) การตรวจข้อสอบที่พวกแกตอบอะไรกันมาเนี่ย??? course outline ที่ทำไปแต่ไม่เคยมีใครสนใจ หรือแม้กระทั่งการขอความเห็นใจจากอาาจารย์เวลาคะแนนไม่ดี ฯลฯ พอละ สปอยมากไปเดี๋ยวอ่านไม่สนุก :)

 สำหรับจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ เราว่าน่าจะเป็นสำนวนการเขียนของพี่ต่อที่อ่านแล้วเพลิน สนุกมากๆ แม้จะแอบมีหยาบคายบ้างตามสถานการณ์ คือบางเรื่องใจความมันไม่ขำนะแต่พี่แกเขียนเล่าเรื่องออกมาได้ตลกมาก และ ด้วยความที่เราก็เพิ่งจบมาไม่นาน พออ่านเล่มนี้ไปก็ฮาไม่หยุดเลยเพราะเหตุการณ์หลายๆ อย่างนี่เราก็เคยเจอทั้งนั้น (ในฐานะนักศึกษา) แถมอ่านไปอ่านมายังรู้สึกผิดกับอาจารย์พิเศษหลายท่านที่เราเคยทำนิสัยไม่ดี (แบบไม่รู้ตัว) ใส่ด้วย หนูขอโทษนะคะอาจารย์ (ถ้าอาจารย์ผ่านมาอ่านเจอ) อีกอย่างก็คือทำให้หวนคิดถึงสมัยเรียนเลยค่ะ ว่าแล้วก็อยากกลับไปเรียนอีกจังเลยนะ

 พออ่านเล่มนี้จบก็เลยไป search ประวัติพี่ต่อเพิ่ม ตาม like fanpage (ใครสนใจแวะไปได้ที่นี่ค่ะ https://www.facebook.com/merpage แล้วก็หาหนังสือเล่มอื่นของพี่ต่อมานั่งอ่านต่อ ซึ่งก็อ่านจบภายในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าใครอยากลองหาอะไรอ่านคลายเครียด เราแนะนำให้ลองอ่านเล่มนี้เลยค่ะ แล้วคุณจะวางไม่ลง :)



Create Date : 26 ตุลาคม 2557
Last Update : 26 ตุลาคม 2557 0:54:01 น.
Counter : 1187 Pageviews.

2 comment
The Diary of a Young Girl by Anne Frank
สวัสดีค่ะ :)

ช่วงนี้เริ่มเขียนบล็อกใกล้ๆ ถึงตอนที่จะไป Amsterdam แล้วก็นึกถึงหนังสือเล่มนึงขึ้นมา เป็นเรื่องราวของคนที่มีชีวิตอยู่จริงๆ ใน Amsterdam สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง คนๆ นั้นชื่อ Anne Frank ค่ะ

ถ้าใครที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ หรือสนใจประวัติศาสตร์โลกสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เราเชื่อว่าคนๆ นั้นต้องรู้จักเด็กผู้หญิงที่ชื่อ Anne Frank แน่นอนค่ะ เรารู้จักเธอครั้งแรกตั้งแต่ตอนมอต้นแหนะ นับถึงตอนนี้ก็เกือบๆ สิบปีแล้วสินะ คือช่วงนั้นเราอยากฝึกทักษะภาษาอังกฤษค่ะก็เลยซื้อหนังสือพวกที่สรุปเรื่องมาให้ของพวก Penguin หรือ Oxford Publishing ที่เค้าจะซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือพวกนี้มาแล้วก็ย่อ ปรับภาษาให้ง่ายขึ้นให้เราอ่านเข้าใจได้มากขึ้นค่ะ ถ้าใครอยากจะฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ เราว่าวิธีนี้ก็เป็นวิธีนึงที่ได้ผลนะคะเพราะพออ่านไปก็จะได้ศัพท์มากขึ้น ที่สำคัญเราได้รู้ Grammar เพิ่มมากขึ้นด้วยนะ อย่างตอนนั้นมอหนึ่งเราอ่านเรื่อง A Little Princess แล้วก็งง ทำไมในประโยคบอกเล่ามี did แล้วถึงตามด้วย verb เราก็ไปถามอาจารย์จนรู้แจ้ง ได้แกรมม่าสวยๆ มาเขียนใน essay ของตัวเอง ตอนนั้นแอบภูมิใจในตัวเองเล็กน้อย ฮิๆ

เอาล่ะ นอกเรื่องๆ กลับเข้าเรื่องค่ะ แหะๆ คือตอนนั้นเราเข้าใจว่า Anne Frank นี่ดังมากนะ ทุกคนต้องรู้จักเพราะหนังสือเค้าตีพิมพ์ทั่วโลกนิ เหตุการณ์ก็เกิดมาตั้งนานแล้วแต่ปรากฎว่าเพื่อนเรารู้จัก Anne Frank น้อยมาก เราแบบตกใจ นี่เราเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า แต่พอไปเห็นบ้าน Anne Frank ที่ Amsterdam จริงๆ แล้วเราว่าเค้าก็ดังจริงๆ นะ คนต่อคิวรอเข้าบ้านเค้ายาวเหยียดเลย ตอนนั้นเล่าให้เพื่อนที่เมืองไทยฟังว่าเราไปเยี่ยมบ้าน Anne Frank มา เพื่อนก็งง Anne Frank คือใคร เพื่อนบอกว่านึกว่าเป็นเพื่อน Exchange เพราะพูดว่าไปเยี่ยมบ้าน - -"

เอาล่ะ เข้าเรื่องของหนังสือดีกว่าเนาะก่อนที่จะออกทะเลไปมากกว่านี้ ^^" เล่มนี้เราซื้อหลังจากที่กลับจากแลกเปลี่ยนที่เดนมาร์กมาแล้วค่ะ ซื้อที่ร้าน Kinokuniya สาขา Emporium พอดีรอเพื่อนก็เลยเดินดูหนังสือ ดูไปดูมาซื้อเฉยเลย แหะๆ เพื่อนเราก็หัวเราะหึๆ เอาอีกแล้วนะเธออออ ก็อ่านนานพอสมควรเลยแหละเพราะว่าตอนนั้นมีหนังสือในมือหลายเล่มมาก บวกกับเคยอ่านหนังสือฉบับย่อมาแล้วก็เลยพอจะรู้เรื่องบ้างเลยรู้สึกว่าหนังสือเล่มอื่นน่าดึงดูดกว่า แต่สุดท้ายก็อ่านจนจบ เย่!



version ที่เราอ่านคือ version C ค่ะ คือก่อนหน้านี้เค้าจะมี version A & B ออกมาก่อน ซึ่ง C คือเอา A กับ B มารวมกันแล้วก็เพิ่มรายละเอียดปลีกย่อยเข้าไปอีกค่ะ ระหว่างที่อ่านก็จะมีดอกจันทน์เป็นระยะ ไว้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ในตอนนั้น

The Diary of a Young Girl เป็นไดอารี่ของ Anne Frank ที่ได้เขียนบอกเล่าเรื่องของตัวเองและครอบครัวระหว่างที่ต้องหลบซ่อนตัวจากการจับกุมของกองทัพนาซีเป็นระยะเวลาประมาณสองปีค่ะ ซึ่งเริ่มแรกเนี่ย Anne Frank เค้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนแบบจริงๆ จังๆ ให้ตีพิมพ์ขายหรอกค่ะ คือเค้าได้รับไดอารี่เล่มนี้เป็นของขวัญวันเกิดของตัวเองและก็ตั้งชื่อให้ว่า Kitty ตอนแรกเค้าก็เขียนไปเรื่อยๆ เล่าถึงชีวิตประจำวันว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง เจออะไรบ้าง แต่อยู่มาวันนึงขณะที่ Anne Frank กำลังฟังวิทยุก็ได้ยินรัฐบาลประกาศว่าถ้าสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ทางรัฐบาลจะขอหลักฐานจากประชาชนมาตีพิมพ์ให้คนอื่นๆ ได้อ่าน Anne Frank เป็นเด็กผู้หญิงที่ชอบเขียนอยู่แล้วและฝันที่จะเป็นนักเขียนก็เลยตั้งปณิธานไว้ว่าสงครามจบเมื่อไหร่ เธอจะเอาไดอารี่ของตัวเองไปให้ทางการเพื่อให้ตีพิมพ์ค่ะ เธอก็เลยกลับไปแก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลบางส่วนของวันก่อนหน้าที่ฟังวิทยุ ซึ่ง Otto พ่อของ Anne Frank ก็รับรู้ถึงความตั้งใจของลูกสาวจึงได้นำไดอารี่ของ Anne Frank มาตีพิมพ์หลังจากที่สงครามสิ้นสุดลงค่ะ

Anne Frank และครอบครัวเป็นชาวยิวทั้งหมดค่ะ จริงๆ ครอบครัวของ Anne Frank นี่รวยมากนะคะ คุณพ่อทำธุรกิจส่วนตัว Anne Frank มีพี่สาวหนึ่งคนชื่อ Margot แต่แรกครอบครัว Frank ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเยอรมนี แต่พอช่วงใกล้สงครามโลกครั้งที่สอง คุณพ่อของ Anne เห็นว่า Hitler และกลุ่มนาซีเริ่มจะก่อปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเลยตัดสินใจพาครอบครัวอพยพมาตั้งรกรากใน Amsterdam แทนค่ะ

ชีวิตของ Anne Frank ตอนที่ย้ายมาอยู่ที่ Amsterdam ก็สงบสุขดีค่ะ ยังมีชีวิตเหมือนเด็กๆ ทั่วไป ได้ไปโรงเรียน เดินเล่นกับเพื่อน แต่พอนาซีเริ่มเข้าครอบครอง Amsterdam ชีวิตของ Anne ก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่ขึ้นรถเมล์ได้ ออกไปที่ไหนก็ได้กลายเป็นว่าต้องเดินไปโรงเรียน ชาวยิวไม่มีสิทธิ์นั่งรถเมล์หรือใช้ระบบขนส่งมวลชน โดนเคอร์ฟิวเวลาอยู่นอกบ้าน ชาวยิวทุกคนต้องติดตราดาวสีเหลืองไว้บนอกเสื้อทุกคนเพื่อแสดงตัวว่าเป็นคนยิว พอหนักเข้าเรื่อยๆ ก็ออกจากบ้านไม่ได้เพราะถ้าทหารเจอชาวยิวที่ไหนก็จะจับส่งค่ายกักกันทันทีค่ะ แต่เหตุผลที่ครอบครัว Frank ต้องซ่อนตัวก็เพราะว่ามีวันหนึ่ง Margot ได้รับหมายเรียกตัวจากทางการค่ะ ซึ่งหมายเรียกตัวนี้จริงๆ แล้วก็คือจดหมายเรียกไปค่ายกักกันค่ะ แน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนจะยอมให้ลูกตัวเองไปเลยกลายเป็นว่าครอบครัว Frank ทั้งหมดต้องซ่อนตัวอยู่ในชั้นใต้หลังคาของสำนักงานของ Otto เอง ซึ่งทางเข้าสู่ห้องลับใต้หลังคาเนี่ยถ้าไม่ใช่คนในจะไม่มีทางรู้เด็ดขาดเพราะข้างหน้าจะเป็นตู้หนังสือตู้ใหญ่ๆ ทำหน้าที่เป็นประตูเปิดเข้าสู่ห้องลับใต้หลังคาค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วห้องใต้หลังคาไม่ได้แย่เลยนะ มีห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว คือมีทุกอย่างเหมือนเป็นบ้านย่อมๆ หนึ่งหลังบนตึกเลยค่ะ

พอจะซ่อนตัวแล้วก็กลายเป็นว่าจากนี้ไปทั้งสี่คนไม่สามารถที่จะออกจากบริเวณที่ซ่อนบนตึกได้อีกแล้ว ทำทุกอย่างก็ต้องระวัง ม่านหน้าต่างก็ไม่สามารถเปิดได้เพราะเป็นกระจกใส ถ้าเปิดข้างนอกมองเข้ามาต้องรู้แน่ว่ามีคนอยู่ เวลากลางวันก็เดินเสียงดังไม่ได้เพราะข้างล่างมีคนทำงานอยู่ แต่ครอบครัว Frank ยังโชคดีกว่าครอบครัวอื่นมากนะคะเพราะว่ายังมีคนที่ไม่ใช่คนยิวคอยช่วยเหลือ ซื้อเสบียงอาหารมาให้ คอยส่งข่าวอยู่เสมอ ซึ่งถ้าทางการรู้เนี่ยมีแต่ตายกับตายค่ะเพราะถือว่าช่วยเหลือนักโทษ

ตอนแรกก็อยู่กันสี่คน ไปๆ มาๆ ก็มีครอบครัวเพื่อนของ Otto มาอยู่ด้วยค่ะ มีพ่อ แม่และก็ปีเตอร์ลูกชายมาด้วย จากเดิมที่อยู่กันสบายๆ ก็ต้องแบ่งพื้นที่และเสบียงอาหารให้สามสมาชิกใหม่ด้วย แล้วสุดท้ายก็มีหมอฟันเป็นคุณลุงแก่ๆ มาอยู่ด้วยอีกหนึ่งคนกลายเป็นทั้งหมดแปดคนค่ะ Anne แชร์ห้องอยู่กับคุณลุงหมอฟันค่ะ

ระหว่างที่หลบซ่อนทุกคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง Anne กับ Margot ก็ยังต้องเรียนหนังสืออยู่ดีเพราะทุกคนเชื่อว่าสุดท้ายแล้วสงครามต้องจบลงเร็วๆ นี้แน่นอน พอสงครามจบทุกคนก็จะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ เพราะฉะนั้นการศึกษาก็ย่อมที่จะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด

ปกติคนเราไม่ได้เจอกันตลอดมันก็ต้องมีเรื่องให้ทะเลาะกันบ้างใช่มั้ยคะ แต่นี่เล่นอยู่ด้วยกัน 24/7 ไม่ได้ออกไปไหนเลย ไม่ต่างจากคุกเลย ทำอะไรเสียงดังก็ไม่ได้ และต้องอยู่แบบหลอนๆ ตลอดเวลาเพราะไม่รู้ว่าจะโดนจับไปตอนไหน มีอยู่หลายคืนที่ทั้งแปดคนได้ยินเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ดังที่สำนักงานด้านล่างก็กลัวกันมากว่าจะเป็นทหารมาจับตัวไป ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นโจรเข้ามาขโมยของค่ะเพราะช่วงนั้นข้าวยากหมากแพงมากๆ ทั้งแปดคนต้องกินแต่อาหารเดิมๆ ซ้ำไปมาเพราะราคาอาหารถีบตัวขึ้นแบบสุดๆ แถมทางรัฐยังจำกัดจำนวนซื้อด้วยค่ะ เอาล่ะ พอต้องอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืนแบบนี้มันก็ต้องมีเรื่องกระทบกระเทียบกันเป็นเรื่องปกติ Anne ด้วยความที่ไม่ได้สนิทกับพี่สาวตัวเองมากก็หันไปสนิทกับ Peter แทน บางวันก็หลบไปอยู่คุยกับ Peter ในห้อง Peter กันสองคน ผู้ใหญ่ก็เลยไม่พอใจ พ่อซึ่ง Anne คิดว่าเข้าใจตัวเองมากที่สุดก็ขอให้ Anne อยู่ห่างจาก Peter ก็ร้องไห้กันใหญ่เลยค่ะ เราก็เข้าใจ Anne นะเพราะตอนนั้น Anne ก็กำลังเป็นวัยรุ่น อาจจะทำอะไรไม่ถูกใจพ่อแม่บ้าง และ Anne ก็ไม่ได้สนิทกับแม่ของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมาอยู่แบบนี้ก็มักจะเจอแม่จ้ำจี้จ้ำไชเลยยิ่งรู้สึกลบกับแม่เข้าไปอีก เธอเขียนระบายในหนังสือหมดค่ะ ซึ่งบางเรื่องพ่อเธอเองก็ไม่รู้จนกระทั่งได้มาอ่านไดอารี่เล่มนี้ เขาถึงกับร้องไห้ออกมาเลยเพราะรู้สึกผิดที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่ดี ความรักของพ่อกับแม่นี่ยิ่งใหญ่มากๆ เลยนะ

เรื่องมันก็ดำเนินไปเรื่อยๆ อะค่ะ ทั้งแปดคนก็หวังอยู่เรื่อยๆ ว่าสงครามจะจบๆๆๆๆ แต่มันก็ไม่จบสักที และท้ายที่สุดทั้งแปดคนก็ถูกทหารเข้าจับกุมในเช้าวันหนึ่งและถูกส่งไปยังค่ายกักกันค่ะ ว่ากันว่าน่าจะมีหนอนบ่อนไส้ไปบอกกับทางการ ซึ่งผู้ให้ความช่วยเหลือชาวยิวทั้งแปดคนก็โดนทางการจับกุมไปลงโทษเหมือนกันค่ะ

ทั้งแปดคนโดนจับแยกกันหมดเลย มีแต่ Anne กับ Margot ที่อยู่ด้วยกัน สุดท้ายแล้ว Margot เสียชีวิตก่อนเพราะไม่สบาย พอ Anne รู้ก็รู้สึกว่าตัวเองหมดที่พึ่งเพราะเข้าใจว่าพ่อกับแม่ของตัวเองก็คงจะเสียชีวิตแล้วเหมือนกันก็ตรอมใจพร้อมกับป่วยด้วยค่ะ สุดท้าย Anne ก็เสียชีวิตในค่ายกักกันก่อนวันเกิดของเธอเพียงไม่นาน

พอสงครามจบ Otto เป็นคนเดียวจากทั้งหมดแปดคนที่รอดชีวิตค่ะ เดชะบุญที่ฝ่ายพันธมิตรบุกทำลายค่ายกักกันของ Otto ได้ทัน พอออกมาได้ Otto ก็กลับไปที่ห้องใต้หลังคาและก็ได้พบกับไดอารี่ของ Anne ที่มีคนเก็บไว้ Otto อ่านและเก็บไว้ พอนึกถึงความฝันของลูกตัวเองที่อยากให้ไดอารี่เล่มนี้ได้ตีพิมพ์ก็นั่งอ่านแล้วก็เอารายละเอียดบางอย่างที่เป็นส่วนตัวมากๆ ออกไปค่ะ และได้มอบไดอารี่ให้กับทางการเพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติต่อไปค่ะ

อ่านแล้วเศร้ามากๆ เลยนะ ตอนที่อ่านหนังสือก็อ่านไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไรค่ะ แต่พอฉุกคิดได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงๆ คนที่เขียนมีตัวตนจริงๆ ก็อดเศร้าไม่ได้ ทำไมคนเราถึงได้ป่าเถื่อนได้ขนาดนี้ และอดชื่นชม Anne ไม่ได้ที่มีความคิด มีวุฒิภาวะเกินอายุตัวเองมากๆ มีประโยคหนึ่งที่เธอเขียนประมาณว่า เธออยากออกไปเจอแสงแดด อยากมีความรัก อยากมีชีวิตแบบคนอื่นๆ ทำไมการเกิดมาเป็นยิวมันเป็นความผิดมากนักหรอ เราสงสาร Anne จับใจเลยค่ะ

จริงๆ หนังสือเล่มนี้มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยด้วยนะคะชื่อ "บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์" จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อค่ะ เราเคยไปยืนเปิดๆ ดูภาษาก็จะโบราณหน่อยค่ะ เข้าใจว่าแปลเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง เช่น ไม่เป็นไรดอก อะไรพวกนี้อะค่ะ ถ้าใครไม่คุ้นเวลาอ่านก็อาจจะงงๆ ได้ เราเลยว่าอ่านภาษาอังกฤษดีกว่านะ ได้ฝึกภาษาด้วย แหะๆ

ถ้ามีโอกาสหนังสือเล่มนี้ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งค่ะ อ่านแล้วคุณจะเห็นว่าปัญหาในชีวิตคุณเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับปัญหาของ Anne Frank แล้วเจอกันครั้งหน้านะคะ สวัสดีค่ะ :)



Create Date : 24 พฤษภาคม 2556
Last Update : 24 พฤษภาคม 2556 4:58:39 น.
Counter : 4874 Pageviews.

4 comment
เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน โดย ใบพัด
สวัสดีค่ะ :)

เขียนบล็อกเรื่องเที่ยวมาซะเยอะ ครั้งนี้ขอเบรกอารมณ์คนอ่านนิดนึงด้วยการแนะนำหนังสือค่ะ :)

เราเชื่อนะคะว่าหนังสือเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สำหรับทุกคน เด็กๆ นี่เราชอบอ่านหนังสือมาก อ่านบางวันจบไปสามสี่เล่มเลยล่ะ เล่มนึงก็สองสามร้อยหน้า ไม่รู้ว่าเอาพลังมาจากไหน แต่พอเทียบกับตอนนี้สิ เอาแค่เล่มนึงจะอ่านให้จบรู้สึกว่ายากเหลือเกิน ทำไมกันนะ? อาจเป็นเพราะตอนนี้ lifestyle เปลี่ยนก็ได้ค่ะ สมัยเด็กๆ ตอนนั้นอินเตอร์เน็ตยังไม่ได้เร็วขนาดนี้ ยังจำที่ต้อง connect ของ ToT ครั้งละสามบาทได้อยู่เลย 5555 smartphone ก็ยังไม่มี (สมัยนั้นใครใช้ Nokia นี่เท่มากอะ) สมัยเด็กๆ ถ้าว่างนี่ต้องอ่านหนังสืออย่างเดียวเลย ทีวีก็ไม่ดู เพลงก็ไม่ค่อยฟัง วันไหนไม่ได้อ่านหนังสือจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็น social network แทน (ugly truth จริงๆ เลย T-T) หรืออาจจะเป็นเพราะแนวหนังสือที่เราอ่านเริ่มหลากหลายมากขึ้น บางเรื่องเราไม่ได้สนใจขนาดนั้นเลยต้องใช้เวลานานมากกว่าจะจบหนึ่งเล่มก็เป็นได้นะ

เอาล่ะ อารัมภบทมาซะยาว คราวนี้ถึงของจริงแล้วค่ะ :) นานๆ จะเจอหนังสือที่อ่านจบเร็วภายในวันสองวันก็ต้องเขียนถึงซะหน่อย หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือโปรดของเราอีกหนึ่งเล่มค่ะ :)



หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า "เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน" เขียนโดยคุณใบพัดค่ะ ใบพัดเป็นนามปากกาของคุณเต้ย ภาณุมาศ ทองธนากุล ผู้เขียนหนังสือติดอันดับ Best Seller การลาออกครั้งสุดท้ายค่ะ เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่านเป็นเล่มแรกๆ ที่คุณเต้ยเขียนค่ะ ต้องบอกก่อนว่าถ้าใครจะมาอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อเอาเป็นข้อมูลสำหรับท่องเที่ยวในอินเดีย หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับคุณค่ะ คือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือแนะนำพาเที่ยวอินเดียแต่เป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ที่คุณเต้ยได้ไปพบปะระหว่างเดินทางที่อินเดียค่ะ

ถามว่า อ้าว ก็ไม่น่าจะแปลกนะ คนอื่นเขียนแนวนี้ก็มีเยอะแยะไป อืมม อันนั้นเราก็ไม่เถียงนะแต่ที่เราประทับใจหนังสือเล่มนี้คือผู้เขียนกับอินเดียนี่คือต่างกันสุดขั้วเลยต่างหาก 5555 จากที่คุณเต้ยเล่าเกี่ยวกับตัวเอง เค้าบอกว่าเค้าเองเนี่ยเป็นเด็กติ๋ม! เงียบๆ ไม่ค่อยกล้าทำอะไรผาดโผน ที่เบื่อชีวิตการทำงานออฟฟิศก็เลยลาออกมา ทีนี้เค้าสะสมไมล์เดินทางได้มากพอที่จะแลกเป็นตั๋วเครื่องบินได้ค่ะ เค้าก็คิดว่าจะไปไหนดี พอดีมีรุ่นพี่ที่สนิทกันเคยไปอินเดียมาคะยั้นคะยอ (แกมบังคับ) ให้คุณเต้ยเลือกไปอินเดีย พร้อมกับประกาศว่าจะทำให้การไปอินเดียครั้งนี้ของคุณเต้ยไม่โดนหลอกจากคนอินเดียเด็ดขาด! แต่คุณเต้ยไปคนเดียวนะ รุ่นพี่มีหน้าที่ร่าง schedule การเดินทางให้เฉยๆ ว่าวันไหนไปไหนอะไรยังไง

ความสนุกก็เริ่มขึ้นค่ะ เราเชื่อว่าใครหลายๆ คนต้องเคยได้ยินมาแน่ๆ เลยว่าอินเดียไม่ค่อยสะอาด โดนโกง โดนหลอก แล้วคุณเต้ยเนี่ยเป็นคนที่ทั้งติ๋มและรักความสะอาดสุดๆ! เรื่องราวก็เลยเกิดขึ้นค่ะ เค้าก็เล่าให้ฟังว่าไปเจออะไรมาบ้าง (ไม่สปอยนะ เดี๋ยวไม่สนุก) เอาเป็นว่าเราอ่านจนหลับคาหนังสือเลยอะ คืออ่านแบบไม่อยากพลาด ง่วงก็ไม่ยอมนอนจนสุดท้ายหลับคาหนังสือเลย 55555 เล่มนี้อ่านแล้วได้ข้อคิดเยอะมากค่ะ เราชอบประโยคนึงในหนังสือที่เขียนไว้ว่า "อินเดียก็เหมือนกระจก" สั้นๆ แต่คมและได้ข้อคิดชะมัดเลย :)

และที่ชอบอีกอย่างนึงก็คือเรื่องนี้แอบคล้ายชีวิตเราตรงที่ตอนที่เราไปแลกเปลี่ยนที่เดนมาร์ก มันมีเหตุทำให้เราต้องไปเที่ยว Cologne, Germany คนเดียวค่ะ! พูดเยอรมันไม่ได้ แผนที่อ่านไม่เป็น แถมยังหลงทางและลืมทางเก่งเป็นนิสัย มันเลยแอบคล้ายๆ กันอยู่นะ (ต่างกันตรงที่เยอรมันไม่มีแขกหลอก อิอิ ^^)

เราแนะนำให้ทุกคนลองไปหาหนังสือเล่มนี้อ่านดูนะคะ อ่านแล้วได้ food for thought เยอะมากๆ แถมยังเกิด inspiration ในตัวเองอีกต่างหากแหนะ เล่มนี้ไม่แน่ใจว่ามีขายที่ไหนนะคะ เพราะว่าเขียนไว้น่าจะตั้งแต่สิบปีที่แล้ว(?) มั้งคะ อันนี้ไม่มั่นใจ เล่มที่เราซื้อมาเป็นเวอร์ชั่นปรับปรุงหน้าปกใหม่ค่ะ เราซื้อในงานหนังสือตอนเดือนเมษายน 2556 ที่บูธ a book ซื้อเป็นเซทเลยได้ราคาถูกลงมา ลองไปหาอ่านดูนะคะ ไม่แน่นะ หนังสือเล่มนี้อาจเปลี่ยนชีวิตคุณไปเลยก็ได้ :)



Create Date : 03 พฤษภาคม 2556
Last Update : 3 พฤษภาคม 2556 15:06:36 น.
Counter : 2898 Pageviews.

4 comment
There's a boy in the girls' bathroom
ว่าจะเขียน blog มาตั้งนานแล้ว ไม่มีโอกาสซะที
วันนี้เป็นครั้งแรก ขอเขียนถึงหนังสือเล่มแรกที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปนะคะ :)

There's a boy in the girls' bathroom หรือในชื่อภาษาไทย "บรัดเล่ย์ เด็กเกเรหลังห้องเรียน"
หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของคุณ Louis Sachar เป็นหนังสือเล่มแรกที่เราอ่านแล้วร้องไห้ ประทับใจมากๆ อ่านกี่ครั้งก็ร้องไห้ 555
หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "บรัดเล่ย์" เด็กผู้ชายที่ไม่มีใครอยากคบ เป็นคนไม่มีเพื่อน เวลานั่งเรียนในห้องก็จะแยกโต๊ะออกมานั่งคนเดียว
อยู่มาวันหนึ่งก็มีเด็กใหม่ย้ายเข้ามาเรียน ชื่อ "เจฟ" แล้วสุดท้ายสองคนก็เป็นเพื่อนกัน
แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีเรื่องที่ทำให้สองคนนี้ผิดใจกัน บรัดเล่ย์ก็ต้องแยกออกมาอยู่คนเดียวเหมือนเดิม แต่ชีวิตเค้าก็เปลี่ยนไปเพราะมีครูคนใหม่ชื่อ "คาร์ล่า" ที่เพิ่งย้ายเข้ามาและเป็นที่ปรึกษาให้กับบรัดเล่ย์
ในช่วงแรกบรัดเล่ย์ไม่ชอบครูคนนี้และพยายามหาเรื่องตลอดเวลา แต่ท้ายที่สุดแล้วเพราะคาร์ล่า บรัดเล่ย์จึงเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เป็นคนที่มีเพื่อนมากมาย และก็กลับมาเป็นเพื่อนกับเจฟเหมือนเดิม
(พล็อตดูไม่ค่อยมีอะไร คือเราจำรายละิเอียดไม่ค่อยได้ นานมากแล้วจริงๆ อันนี้ลางๆ นะคะ ถ้าอยากรู้ลองไปหาอ่านกันดูนะ)
เราว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีมากๆ เลยนะ ตอนเด็กๆอ่านแล้วก็ไม่ค่อยจะซึมซับอะไร รู้อย่างเดียวว่าประทับใจมาก :D พอโตขึ้นก็ได้รู้อะไรหลายๆ อย่างผ่านบรัดเล่ย์
บรัดเล่ย์สอนให้เรารู้ว่า คนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ ทุกคนต้องกล้าที่จะเปลี่ยน อย่ากลัวความเปลี่ยนแปลง
เพราะหนังสือเล่มนี้แหละ ทำให้เรารักการอ่าน พยายามหาหนังสือใหม่ๆ มาอ่าน
ขอบคุณคุณ Louis Sachar นะคะที่ทำให้ชีวิตของเด็กคนนึงเปลี่ยนไปในทางที่ดี :D
แล้วก็จบการเขียน blog ครั้งแรกในชีวิต :)
ป.ล. เราลงรูปไม่เป็นเลยไม่รู้ว่าจะเอารูปหน้าปกหนังสือลงยังไง ไว้จะพัฒนาฝีมือแล้วมาเขียน blog ใหม่ค่ะ
ป.ป.ล. คนที่แวะมาอ่านก็คอมเม้นท์ด้วยนะคะ เราอยากรู้ว่ามีใครแอบมาอ่านบ้าง :D




Create Date : 08 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2552 19:57:23 น.
Counter : 595 Pageviews.

2 comment

Cho2Cho
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



Travelling, cooking, reading, language learning and photo taking are my life. :)