SmileySmiley :: How Do I Enjoy Life while "Living with Cancer" ::
Group Blog
 
All blogs
 

มะเร็งรังไข่ : มัจจุราชเงียบ

ข้อมูลทางการแพทย์
ซึ่งฉันเรียกว่า "การแพทย์แบบแผน"

ทั้งนี้ ในการบำบัดรักษา ควรจะมีการพิจารณา "การแพทย์ทางเลือกในการเสริมรักษาด้วย"
หรือ หากชนิดของเซลล์มะเร็งไม่ใช่ชนิดร้ายแรง อาจทำการพิจารณา ทางเลือกในการรักษา "แนวธรรมชาติบำบัด" โดยไม่ผ่าตัดและไม่ใช้ยาเคมี

จากข้อมูลที่ฉันได้อ่านจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้งหนังสือและเวปไซต์ในประเทศและต่างประเทศ

สรุปประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวข้องกับมะเร็งรังไข่ ได้ดังนี้

เวปไซต์เกี่ยวกับมะเร็งรังไข่ในอเมริการะบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งรังไข่มีอัตราการตายสูงที่สุดเมื่อเทียบกับผู้ป่วยมะเร็งทางนรีเวชชนิดอื่น โดยมะเร็งรังไข่ถูกเรียกว่า ‘Silent Killer’ หรือมัจจุราชเงียบ

ก็เพราะบ่อยครั้งไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จนกว่ามะเร็งได้ลุกลามไปทั่วช่องท้องและพบว่าเป็นมะเร็งระยะท้าย
มะเร็งรังไข่มักไม่ค่อยจะแสดงอาการ หรือถ้ามีอาการก็มักจะเป็นอาการปวดปัสสาวะบ่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ ทำให้นึกว่าเป็นโรคกระเพาะลำไส้ หรือแค่อาหารไม่ย่อย ทำให้คนไข้ไปหาหมอช้า และบ่อยครั้งที่หมอวินิจฉัยผิดพลาดจนกระทั่งมะเร็งได้ลุกลามไปทั่วแล้ว

โรคมะเร็งรังไข่ถ้าตรวจพบได้ตั้งแต่ยังเป็นน้อย ๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ แต่ถ้าเป็นมากโอกาสหายขาดจะยาก
การรักษามะเร็งรังไข่ระยะเริ่มแรกมีโอกาสหายขาดสูงถึง 90 เปอร์เซนต์ แต่น่าเศร้าที่ตรวจพบว่าผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ร้อยละ 75 เซลล์มะเร็งนั้นได้แพร่กระจายทั่วช่องท้อง และจะคร่าชีวิตผู้ป่วยมะเร็งรังไข่เหล่านี้ อัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยในระยะเวลา 5 ปี จะลดลงเหลือน้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์

มะเร็งรังไข่มักมีการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดที่ดี สามารถควบคุมโรคได้ระยะหนึ่ง แต่มากกว่าร้อยละ 75 ของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามจะกลับมาเป็นซ้ำอีก
ในหนังสือ ‘มะเร็งรังไข่’ ของ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ กล่าวว่า โรคร้ายที่ได้ชื่อว่ามะเร็งนับวันจะพบผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น โรคมะเร็งที่เกิดกับผู้หญิงไทยนั้น มะเร็งรังไข่ถือเป็นอันดับที่ 6 โดยในกลุ่มมะเร็งทางนรีเวชซึ่งพบบ่อยเป็นอันดับหนึ่งที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก ส่วนอันดับสองเป็นมะเร็งรังไข่ ในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ประมาณ 1,500 คน โอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ก็สูงขึ้นเมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้น

สรุปอาการมะเร็งรังไข่

1. อาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกว่าอาหารไม่ย่อย ท้องผูก แน่นท้องหลังอาหารแม้รับประทานเพียงไม่มาก
2. รู้สึกถ่วงในท้องน้อย กดเบียดลำไส้ส่วนปลายทำให้ปวดถ่วง ถ่ายอุจจาระไม่ออก
3. อาการของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ถ่ายปัสสาวะบ่อย ๆ กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่
4. ปวดท้องน้อยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
5. มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดทั้งที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน
6. ขนาดหน้าท้องโต เมื่อเป็นระยะแรกขนาดของหน้าท้องจะไม่ผิดปกติ เมื่อเป็นมากขึ้นท้องโตขึ้น เนื่องจากมีก้อนหรือน้ำในท้อง ผู้ป่วยบางรายจะสังเกตุจากการที่ไม่สามารถใส่กางเกงขนาดเดิมได้ โดยที่ผู้ป่วยอาจคลำก้อนได้ หรือหมอเป็นผู้คลำ ส่วนน้ำในท้อง มีตั้งแต่น้ำน้อย ๆ จนถึงมีน้ำมาก เหมือนมีลูกแตงโมอยู่ในท้อง ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ท้องมาน”
7. ผู้ป่วยอาจจะผอมลง น้ำหนักตัวลด คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ในระยะหลังของโรค เมื่อมะเร็งลุกลามไปมาก

จะเห็นได้ว่าอาการของมะเร็งรังไข่ไม่มีอาการที่เจาะจงชัดเจนและเป็นอาการที่คนปกติทั่วไปเป็นบ่อยๆ และบ่อยครั้งที่มันจะหายเอง แต่จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่จะมีความถี่ของอาการบ่อยครั้งกว่า การไปพบแพทย์แล้วอาการข้างต้นไม่ดีขึ้นหรือไม่สามารถวินิจฉัยสาเหตุได้ ควรที่จะพิจารณาถึงมะเร็งรังไข่

เพื่อให้ทราบว่าเป็นโรคโดยเร็วที่สุด ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเอง ถ้ามีอาการตามที่กล่าวมาในข้างต้นให้ไปพบแพทย์ทันที ถ้ามีความผิดปกติก็จะได้ตรวจค้นต่อและรักษาแต่เนิ่น ๆ

รังไข่สามารถจะเกิดเป็นเนื้องอกได้ ซึ่งมี 2 ชนิด คือ
1. เนื้องอกธรรมดาของรังไข่ ในสตรีที่อายุน้อยกว่า 30 ปี มักจะเกิดเป็นเนื้องอกธรรมดาชนิดที่ภายในมีน้ำที่เรียกว่า Endometriosis “ซีสต์ของรังไข่” หรือเรียกทั่วไปว่า “ช็อคโกแลตซีส” ปกติในแต่ละเดือนจะเกิดซีสต์เล็ก ๆ ในรังไข่ได้และจะยุบหายไปเอง แต่ถ้าโตขึ้นก็จะเป็นเนื้องอกและจะโตจนถึงมีขนาดใหญ่ได้มาก ๆ ถึงขนาดเท่าลูกมะพร้าว หรือผลส้มโอ

2. มะเร็งรังไข่มีหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อยคือมะเร็งของเยื่อบุผิวรังไข่ ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะมะเร็งของเยื่อบุผิวรังไข่ การแพร่กระจายของมะเร็งรังไข่มักจะลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น ท่อนำรังไข่ มดลูก ผนังอุ้งเชิงกราน ลำไส้ การกระจายไปยังเยื่อบุภายในช่องท้อง และตามระบบไหลเวียนของน้ำในช่องท้องและสามารถซึมผ่านกระบังลมเข้าสู่ปอด หรือกระจายไปตามระบบน้ำเหลือง และกระแสเลือดได้

สาเหตุหรือปัจจัยที่พบว่าเกี่ยวข้องกับการเป็นมะเร็งรังไข่
ในปัจจุปันยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งรังไข่ได้

แต่สามารถประเมินปัจจัยเสี่ยงจาก

1. พันธุกรรม
- ประวัติครอบครัวที่มีญาติสนิท เช่น มารดา พี่สาว น้องสาว หรือบุตรสาวเป็นมะเร็งรังไข่ หรือเป็นมะเร็งชนิดอื่น จะต้องเฝ้าระวังเรื่องมะเร็งรังไข่ให้มากขึ้น เนื่องจากพบว่าสาเหตุของมะเร็งรังไข่ส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม
- นอกจากนั้นยังพบว่าผู้หญิงที่มีญาติสนิทสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มักจะมียีนส์ชนิด BRCA1 และ/หรือชนิด BRCA2
- และโดยเฉพาะผู้ที่มียีนส์ชนิด BRCA1 นอกจากจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมมากถึงร้อยละ 85 แล้ว ยังมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่อีกด้วย
- ประวัติของครอบครัวที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ที่เกี่ยวเนื่องจาก Lynch II syndrome (hereditary nonpolyposis colorectal cancer (HNPCC) syndrome
- ยังมีรายงานว่าผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งลำไส้ ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ได้มากกว่าคนปกติด้วย
- ในเวปไซต์ของอเมริกายังกล่าวว่า ผู้ป่วยควรให้ข้อมูลแก่แพทย์ หากมีปู่ ย่า ตา ยาย เป็นมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่ง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยของแพทย์

2. ผู้ที่มีไข่ตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ผู้ที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรยาก และผู้ได้รับการกระตุ้นการทำงานของรังไข่เพื่อให้มีบุตร
- สตรีที่ไม่เคยตั้งครรภ์จะมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่มากกว่าผู้ที่มีบุตร
- ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด จะมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานยาคุมกำเนิด

3. สตรีที่มีอายุมากตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้น ผู้หญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไป หรืออายุไม่ถึง 35 ปีแต่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรตรวจภายในทุกปี

4. การรับประทานอาหาร
- ผู้รับประทานไขมันสัตว์ เนื้อสัตว์ นมเนยสูง มีผลเกี่ยวข้องกับมะเร็งรังไข่
- ผู้ที่รับประทานอาหารมีเส้นใยต่ำและวิตามินเอต่ำมีความเสี่ยงสูง

5. สตรีที่ได้รับแร่ใยหิน สารที่นำไปใช้เป็นฉนวนกันความร้อน จะไปกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผิวในรังไข่ได้

6. สตรีที่ใช้แป้งฝุ่นที่มีส่วนผสมของ Talc ทาบริเวณขาหนีบและภายนอกอวัยวะเพศจะมีโอกาสเข้าไปในอุ้งเชิงกราน ผ่านทางช่องคลอด เข้าไปสะสมในโพรงมดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่สะสมจนเกิดโรคมะเร็งได้ แต่ยังไม่สรุปเป็นที่แน่นอน

การคัดกรองและการตรวจเพื่อการวินิจฉัย

1. การตรวจภายใน แพทย์อาจจะคลำก้อนในช่องเชิงกรานได้ขณะตรวจภายใน สำหรับการตรวจแป๊ปเสมียร์ (Pap Smear) จะเป็นการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น ไม่สามารถคัดกรองมะเร็งรังไข่ได้

2. อุลตร้าซาวด์ทางช่องท้อง โดยเฉพาะการตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) แพทย์สามารถจะตรวจพบซีสต์ หรือเนื้องอกบริเวณรังไข่ เพื่อเป็นการยืนยันการตรวจภายใน

3. การตรวจเลือดเพื่อหาระดับ CA-125 เป็นค่าแอนติเจนใช้หาค่าบ่งชี้มะเร็ง ‘Tumor Marker’ ตรวจโดยการเจาะเลือด ใช้ CA-125 เพื่อช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งรังไข่ ส่วนใหญ่มักจะมีระดับ CA-125 สูงในเลือด (ค่าปกติระหว่าง 0-35 ยูนิต/มิลลิลิตร

CA-125 เป็นกลัยโคโปรตีนที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง เป็นแอนติเจนที่ถูกจับโดยโมโนโคนอลแอนติบอดี้ OC-125
จากข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ระยะที่ 1 ร้อยละ 50 ตรวจพบว่ามีค่า CA-125 สูงกว่า 35 หน่วย/มิลลิลิตร และผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ระยะที่ 2-4 มากกว่าร้อยละ 90 มีค่า CA-125 มากกว่า 35 หน่วย/มิลลิลิตร

ค่า CA-125 มีประโยชน์ในการใช้ประเมินการเติบโตของเนื้องอก โดยอัลตราซาวน์จะทำให้เห็นขนาดของก้อนเนื้อ แต่ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นมะเร็งรังไข่ เพราะผู้ป่วยบางคนอาจมีค่า CA-125 ผิดปกติได้ทั้งที่ไม่เป็นมะเร็ง แต่มีการอักเสบในช่องท้อง มีการติดเชื้อในช่องท้อง มีก้อนเนื้องอกธรรมดาในรังไข่ ตั้งครรภ์ หรือปัญหาอื่นที่ไม่เกี่ยวกับโรคทางนรีเวช

4. ตรวจเพิ่มเติมด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ เมื่อแพทย์สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งรังไข่ แพทย์อาจจะตรวจโดยวิธีสแกนคอมพิวเตอร์ CT Scan การกลืนแป้งแบเรียม และการสวนแป้งแบเรียมทางทวารหนัก การตรวจเอกซเรย์ของไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ เพื่อดูขนาดของก้อนมะเร็งและก้อนโตไปเบียดอวัยวะใดบ้าง การเอ็กซเรย์ปอด วิธีตรวจต่างๆ ข้างต้นไม่จำเป็นจะต้องตรวจทุกราย แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจในบางราย ตามความจำเป็นเท่านั้น

การผ่าตัดและการประเมินระยะของโรคมะเร็งรังไข่

แพทย์มักจะตรวจพบโรคนี้ได้จากการซักประวัติ ตรวจหน้าท้อง และตรวจภายใน อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวด์ คนที่มีก้อนที่รังไข่อาจไม่เป็นมะเร็งรังไข่ก็ได้ เนื่องจากก้อนที่รังไข่อาจเป็นถุงน้ำธรรมดา ถุงช็อกโกแลต หรือเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นก้อนที่ไม่ใช่ถุงน้ำธรรมดาของรังไข่ จะแนะนำให้ผ่าตัดโดยอาจทำการผ่าตัดด้วยการเปิดทางหน้าท้อง หรือการผ่าตัดโดยการส่องกล้อง

- การผ่าตัดเปิดทางหน้าท้อง เพื่อตัดรังไข่ให้พยาธิแพทย์ตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะวินิจฉัยได้แน่นอนที่สุด และยังทราบได้ว่าเป็นมะเร็งรังไข่ชนิดใดมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใดอีกด้วย

- การผ่าตัดโดยการส่องกล้อง มีข้อดีที่ผู้ป่วยจะเสียเลือดน้อย แผลมีขนาดเล็กและหายเร็ว แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่มีข้อเสียที่การผ่าตัดส่องกล้องต้องทำการเจาะถุงน้ำและตัดชิ้นเนื้อให้มีขนาดเล็กลงเพื่อนำออกจากช่องขนาดเล็ก หากต่อมาพบว่าเนื้องอกนั้นเป็นมะเร็ง จะมีโอกาสในการแพร่กระจายของมะเร็งในช่องท้องและการติดเชื้อมะเร็งที่แผลผ่าตัดได้

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ในขณะทำการผ่าตัดส่องกล้องจึงควรจะทำการเตรียมความพร้อมที่จะผ่าตัดเปิดหน้าท้องต่อทันทีที่ตรวจพบเซลล์มะเร็ง หรือหากมีการวินิจฉัยว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งสูงมากแพทย์อาจจะแนะนำให้ทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพื่อผ่าเอาก้อนมะเร็งออกทั้งก้อนโดยถุงน้ำไม่แตก แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งควรจะเป็นแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนในด้านมะเร็งนรีเวช (Gynecologic oncologist) เท่านั้น

การวินิจฉัยที่แน่นอนว่าเป็นมะเร็งรังไข่จะต้องได้จากการส่งชิ้นเนื้อจากการผ่าตัด ‘Biopsy’ ไปตรวจทางพยาธิวิทยาเท่านั้น

ในการผ่าตัดรักษาโรคนี้จะมีเป้าหมายที่จะนำเอาก้อนเนื้องอกออกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ‘Maximal tumor debulking’ โดยจะตัดมดลูก ‘Hysterectomy’ รังไข่ และท่อนำไข่ทั้งสองข้าง ‘Bilateral salpingo-oophorectomy’ ตัดเยื่อบุช่องท้อง ‘Omentectomy’ นำน้ำในช่องท้องส่งตรวจเซลล์มะเร็ง เลาะไขมันในช่องท้องและต่อมน้ำเหลือง และผิวของกระบังลมส่งตรวจด้วย

ระยะของโรคมะเร็งรังไข่

เพื่อประโยชน์ในการรักษาและพยากรณ์โรคการประเมินระยะของโรคถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง มะเร็งรังไข่สามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะตามแบบของ The Cancer Committee of the International Federation of Gynecology and Obstetrics (FIGO) ดังนี้

ระยะที่ 1 เนื้องอกจำกัดอยู่ที่รังไข่ด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง สามารถแบ่งออกเป็น
ระยะ 1A เนื้องอกจำกัดอยู่ด้านในของรังไข่ข้างเดียว
ระยะ 1B เนื้องอกจำกัดอยู่ด้านในของรังไข่ทั้ง 2 ข้าง
ระยะ 1C เนื้องอกอยู่ผิวด้านนอกของรังไข่ หรือมีการฉีกขาดของถุงน้ำหรือก้อนเนื้องอก รวมทั้งการพบเซลล์มะเร็งของน้ำในช่องท้อง
ระยะที่ 2 มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะในอุ้งเชิงกรานแต่ยังไม่ถึงช่องท้อง สามารถแบ่งออกเป็น
ระยะ 2A มะเร็งแพร่ไปยังมดลูก และหรือ ท่อนำรังไข่
ระยะ 2B มะเร็งแพร่ไปยังกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ตรง ลำไส้
ระยะ 2C เหมือนกับระยะ 2A หรือ 2B มีการฉีกขาดของถุงน้ำหรือก้อนเนื้องอก รวมทั้งการพบเซลล์มะเร็งของน้ำในช่องท้อง
ระยะที่ 3 มะเร็งแพร่กระจายไปยังเยื่อบุช่องท้อง เยื่อบุของอวัยวะในช่องท้อง หรือแพร่เข้าน้ำเหลือง สามารถแบ่งออกเป็น
ระยะ 3A มะเร็งแพร่กระจายไปยังเยื่อบุช่องท้องโดยการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ แต่ไม่พบในต่อมน้ำเหลือง
ระยะ 3B ก้อนมะเร็งขนาดน้อยกว่า 2 เซนติเมตร แพร่กระจายไปยังเยื่อบุช่องท้อง แต่ไม่พบในต่อมน้ำเหลือง
ระยะ 3C ก้อนมะเร็งขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร แพร่กระจายไปยังเยื่อบุช่องท้อง หรือพบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลือง
ระยะที่ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปยัง ปอด ตับ หรืออวัยวะอื่นนอกเหนือจากช่องท้องและอุ้งเชิงกราน

ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุยังน้อย และไม่เห็นมะเร็งกระจายไปที่อื่น อาจตัดเฉพาะรังไข่และท่อนำไข่ข้างที่เป็น โดยเหลือรังไข่ ท่อนำไข่อีกข้างและมดลูกไว้ได้ เพื่อให้มีโอกาสที่จะมีบุตรต่อไป กรณีที่ผ่าตัดพบมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวระยะ 1A โอกาสการกลับมาของโรคต่ำอยู่ในราวร้อยละ 5 ในที่ซึ่งส่งตรวจชิ้นเนื้อทันทีระหว่างการผ่าตัด ‘Frozen Section’ จะทำให้การตัดสินใจผ่าตัดง่ายขึ้น

ในกรณีเป็นมะเร็งรังไข่น้อยหรือถุงน้ำไม่แตกระหว่างการผ่าตัด ระยะ 1A/1B การผ่าตัดรักษาอย่างเดียวก็เพียงพอ หากถุงน้ำแตกจะเปลี่ยนระยะจาก 1A เป็น 1C แต่ถ้าเป็นมากขึ้น หรือพบเซลล์มะเร็งรังไข่ชนิดร้ายแรง จะต้องได้รับการรักษาต่อด้วยยาเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัด

การผ่าตัดถือเป็นการรักษาหลักของโรคมะเร็งรังไข่ แต่เนื่องจากการแพร่กระจายของโรค มะเร็งรังไข่ระยะ 1C ขึ้นไปจำเป็นที่ต้องทำการรักษาควบคู่ไปกับการให้ยาเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัด ‘Chemotherapy’ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘คีโม’ เป็นยาหรือสารเคมีที่ใช้ในการรักษามะเร็ง อาจให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่น เช่น การผ่าตัด รังสีรักษา ยาเคมีบำบัดเมื่อให้เข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเซลล์มะเร็ง เเละทำลายเซลล์ปกติบางส่วนด้วย ทำให้เกิดอาการข้างเคียงขึ้น

ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปขัดขวางขบวนการเจริญเติบโตของวงจรชีวิตเซลล์ทำให้เซลล์ตาย ยาแต่ละตัวออกฤทธิ์แตกต่างกันในการรักษา บางแผนการรักษาประกอบด้วยยาหลายชนิดที่ให้ร่วมกัน

ยาเคมีบำบัดบางชนิดจะเป็นพิษต่อผิวหนัง ระหว่างการให้ยาถ้ามีการรั่วของยาออกจากหลอดเลือดจะเกิดเนื้อตายที่รุนแรงมาก การให้ยาจึงต้องทำอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก หากมีการรั่วของยาจะต้องหยุดและเอาสายน้ำเกลือออกทันที และใช้น้ำแข็งประคบทุก 6 ชั่วโมงเป็นเวลา 3 วัน การรักษาการเกิดเนื้อตายของเนื้อเยื่อจะต้องรักษาโดยวิธีการตัดปะของผิวหนัง

- การดูดซึมยาเคมีบำบัด
ยาเคมีบำบัดสามารถให้ได้หลายทางด้วยกัน เช่น รับประทาน ให้ทางหลอดเลือดดำด้วยการให้ทางสายน้ำเกลือ เข้ากล้าม ให้ทางหลอดเลือดแดง หรือเข้าทางช่องท้อง การเลือกให้วิธีใดขึ้นกับการดูดซึมแล้วได้ความเข้มข้นสูงสุด ของสารเคมีไปสู่ก้อนมะเร็ง และอยู่เป็นช่วงเวลานานที่สุด

- การขับยาเคมีบำบัด
ยาเคมีบำบัดถูกทำลายหรือขับออกจากร่างกายทางตับและไตเป็นส่วนใหญ่ ขับออกทางอุจจาระเป็นส่วนน้อย หากหน้าที่ของตับหรือไตเสื่อมจะมีผลต่อระดับของยาเคมีบำบัดในร่างกาย อาจเกิดเป็นพิษได้มากมาย ตามปกติแพทย์จะดูผลตรวจเลือดเพื่อดูเอ็นไซม์ตับ SGOT/SGPT และ Alkaline Phosphatase และการทำงานของไต Bun และ Creatinine เพื่อคำนวณระดับการให้ยาเคมีบำบัดครั้งต่อไปด้วย

- การใช้สูตรธรรมชาติบำบัดเกอร์สันระหว่างรับยาเคมีบำบัด
ปัจจุบันมีผู้ป่วยให้ความสนใจใช้ธรรมชาติบำบัดมาเสริมรักษากับการแพทย์แบบแผน

พบข้อมูลในเวปไซต์ของสถาบันเกอร์สัน ซึ่งเป็นสถาบันธรรมชาติบำบัดในอเมริกาใช้สูตรการรักษามะเร็งของหมอแม็กซ์ เกอร์สัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘บิดาแห่งธรรมชาติบำบัด’ โดยการดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสดปริมาณมากถึง 10 – 13 ลิตรต่อวัน ร่วมกับการสวนลำไส้ด้วยกาแฟ 4 ชั่วโมงต่อครั้งเป็นระยะเวลาหลายเดือน ให้การรักษามะเร็งแบบธรรมชาติบำบัดได้ผลดี

ทั้งนี้ สถาบันเกอร์สันได้เตือนไว้ว่า หากผู้ป่วยอยู่ระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ไม่ควรใช้สูตรเกอร์สันเต็มสูตรด้วยตนเอง เนื่องจากขบวนการล้างพิษด้วยน้ำผลไม้ปริมาณมากและสวนลำไส้ด้วยกาแฟบ่อยมากในผู้ป่วยรับยาเคมีบำบัด จะมีการขับพิษปริมาณมากจนอาจทำให้ตับและไตวายได้ จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อแพทย์จะปรับสูตรให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน

อาการข้างเคียง

ยาเคมีบำบัดมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติด้วย โดยเฉพาะเซลล์ที่มีการเจริญ และแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เช่น เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร เส้นผม เม็ดเลือด จึงเป็นสาเหตุของอาการผลข้างเคียงระยะหนึ่งในระหว่างการให้ยาแต่ละชุด เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาสร้างเซลล์ปกติขึ้นมาทดแทน

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดที่เกิดขึ้นจะหายไปเมื่อสิ้นสุดการให้ยา ซึ่งอาการจะขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ และปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาของร่างกายผู้ได้รับยาเคมีบำบัดนั้น ผลข้างเคียงและความรุนแรงของผลข้างเคียงในผู้ป่วยแต่ละรายอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการที่จะเกิดขึ้นจากการได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการให้น้อยลง หรืออาจพิจารณาปรับแผนการรักษา
ถ้าเกิดมีอาการผลข้างเคียงรุนแรงไม่ได้หมายความว่า อาการของโรคมะเร็งเป็นมากขึ้น และความรุนแรงของอาการก็ไม่มีความสัมพันธ์กับผลของยาเคมีบำบัดต่อเซลล์มะเร็ง

ผลข้างเคียงหลายอย่างที่พบบ่อย

1. กดไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ เม็ดเลือดขาวจะต่ำในช่วง 7-10 วัน หลังจากได้รับยาเคมีบำบัดและต่ำอยู่นาน 3-10 วัน เกิดภาวะนิวโทรฟิลต่ำช่วงนี้ผู้ป่วยจะเกิดภาวะติดเชื้อได้ง่าย ในช่วงนี้ผู้ป่วยควรที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งสกปรก หรืออยู่ในที่แออัด
2. เม็ดเลือดแดงต่ำมีภาวะซีด อ่อนเพลียและเหนื่อง่าย
3. เกล็ดเลือดลดลง เกิดรอยฟกช้ำได้ง่าย เลือดไหลนานกว่าจะหยุด
4. คลื่นไส้อาเจียน ทั้งระหว่างการให้ยา และภายหลังให้ยาเคมีบำบัด
5. เบื่ออาหาร ระคายเคืองทางเดินอาหาร ปากเป็นแผล
6. ผมร่วงมาก
7. ผิวสีคล้ำขึ้น เล็บอาจผิดปกติมีสีคล้ำหรือเปราะ
8. ชาปลายมือปลายเท้า เสียการทรงตัว
9. ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง
10. ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลียที่รุนแรงใน 2-3 วันแรกหลังได้รับยาเคมีบำบัด และอาการจะค่อยๆ ลดลงและจะกลับมาเป็นอีกเมื่อถึงรอบการรับยาครั้งต่อไป
11. ภาวะผิดปกติในระบบขับถ่าย เช่น ท้องเสีย ท้องผูก
ผลข้างเคียงที่ต้องปรึกษาแพทย์
1. เกล็ดเลือดต่ำทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะสำคัญต่างๆอาจมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง
2. กระเพาะลำไส้อักเสบเป็นแผล
3. มีเลือดออกหรือเป็นแผลในปาก
4. มีผื่นหรืออาการแพ้
5. มีไข้หนาวสั่น
6. ปวดมากบริเวณที่ฉีด
7. หายใจลำบาก
8. ท้องเดินหรือท้องผูกอย่างรุนแรง
9. ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน

อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม

ภาวะนิวโทรฟิลต่ำและการมีไข้ติดเชื้อ

นิวโทรฟิล ‘Neutrophil’ ถูกสร้างจากไขกระดูก มีช่วงชีวิตอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 2-3 วัน ซึ่งถือว่าสั้นมากเมื่อเทียบกับเม็ดเลือดแดงที่มีอายุ 120 วัน หรือเกล็ดเลือดมีอายุ 7-8 วัน ปริมาณของนิวโทรฟิลในเลือดมีประมาณ 2,000-7,500 เซลล์ต่อมิลลิลิตร หรือร้อยละ 40-75 ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด

ภาวะนิวโทรฟิลต่ำหมายถึงปริมาณของนิวโทรฟิลในเลือดน้อยกว่า 1,500 เซลล์ต่อมิลลิลิตร จากการที่เคมีบำบัดทำลายไขกระดูกทำให้ปริมาณของนิวโทรฟิลลดลงเร็วกว่าเม็ดเลือดแดงหรือเกล็ดเลือดเพราะมีอายุสั้นกว่า โดยส่วนใหญ่ปริมาณของนิวโทรฟิลจะต่ำสุดเมื่อประมาณ 10-14 วันหลังจากได้รับเคมีบำบัด
ภาวะนิวโทรฟิลต่ำเกิดได้จากผลข้างเคียงของเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ สูตรและขนาดของยาเคมีบำบัดที่จะใช้ ประวัติการรักษาด้วยเคมีบำบัดและ/หรือรังสีรักษามาก่อน ปริมาณของไขกระดูกที่ได้รับผลกระทบจากรังสีรักษา เป็นต้น

ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของผู้ป่วยรับยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐานจะเกิดภาวะนิวโทรฟิลต่ำและการมีไข้ติดเชื้อ โอกาสการติดเชื้อจะสูงขึ้นถ้าจำนวนนิวโทรฟิลต่ำมากและระยะเวลาที่นิวโทรฟิลต่ำนาน

อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตจากภาวะนี้ยังต่ำ มีข้อเสียของการเกิดภาวะนี้คือทำให้การรักษาด้วยเคมีบำบัดรอบถัดไปล่าช้าออกไปและจำเป็นต้องลดขนาดยาลง

ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว

ส่งผลให้ไขกระดูกผลิตและปล่อยนิวโทรฟิลออกมาสู่กระแสเลือดมากขึ้น โดยจำนวนนิวโทรฟิลในเลือดจะลดลงในชั่วโมงแรก แต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา นอกจากนั้น ยังทำให้นิวโทรฟิลมีประสิทธิภาพในการทำลายแบคทีเรียและสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ได้ดีขึ้น

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ปวดกระดูก กล้ามเนื้อและข้อเล็กน้อยถึงปานกลาง มักปวดบริเวณขา ก้นกบ ผิวหนังบริเวณที่ฉีดยาอาจจะแดงหรือปวด ทั้งนี้สามารถปรึกษาแพทย์ขอยาแก้ปวดได้

การรักษาหลักของมะเร็งรังไข่คือการผ่าตัดและส่วนใหญ่แล้วจะต้องให้ยาเคมีบำบัดด้วย ดังนั้นปัญหาเรื่องเม็ดเลือดขาวต่ำจากยาเคมีบำบัดจึงพบได้เสมอๆ ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวได้ถูกใช้ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดสูตรต่างๆในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่

นับตั้งแต่มีการใช้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวทางคลินิค อัตราความเสียหายที่เกิดจากปัญหาเรื่องเม็ดเลือดขาวต่ำ เช่น การอักเสบติดเชื้อ ไข้สูง น้อยลง และที่เป็นก็หายเร็วขึ้น การให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวควรให้จนกว่านิวโทรฟิลมากกว่า 10,000 หน่วยต่อมิลลิลิตร

อาการชาปลายมือปลายเท้า

หรือชาที่แขนขา เนื่องจากยาเคมีบำบัดเป็นพิษต่อระบบปลายประสาท ส่วนใหญ่อาการชาจะเกิดขึ้นหลังจากได้ยา 2-3 ครั้งไปแล้ว อาการชาเป็นมากขึ้นได้ แม้จะหยุดยาไปแล้วหลายๆเดือนและจะหายช้ามาก ความเป็นพิษต่อระบบประสาทขึ้นอยู่กับขนาดของยาและความไวของผู้ป่วยแต่ละคน ผู้ป่วยควรที่จะปรึกษาแพทย์ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้น

ผมและขนจะเริ่มร่วง

ในสัปดาห์ที่ 2 หลังการได้รับยาเคมีบำบัด และจะร่วงตลอดระยะเวลาที่มารับยาถึงแม้ว่าจะมีผมใหม่เกิดขึ้นก็ตาม แต่ก็ขึ้นไม่ทันกับการร่วงที่เกิดขึ้น ให้หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง ควรสวมหมวก หรือใช้ผ้าโพกผม หากใส่วิกควรเลือกสีผมคล้ายกับของเดิมและเริ่มใส่วิกก่อนผมร่วง

การดูผู้ป่วยระหว่างการรับยาเคมีบำบัด

แพทย์จะมีวิธีดูแลรักษาเพื่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อย ได้แก่

1. ยาเคมีบำบัดบางชนิดเป็นพิษต่อไต วิธีป้องกันคือ ให้น้ำให้เพียงพอก่อน และหลังให้ยา โดยดูจากปริมาณปัสสาวะที่มากพอ ซึ่งแพทย์จะมีสูตรคำนวณ
2. การให้ยาแก้แพ้ทางสายน้ำเกลือ
3. ให้กินยากันคลื่นไส้
4. ให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ
5. ให้กินยาบำรุงเลือด
6. ให้เลือดเมื่อจำเป็น
7. ฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวเพื่อป้องกันหรือรักษาภาวะนิวโทรฟิลต่ำ

เพื่อให้ผลการรักษาดีที่สุด สิ่งที่สำคัญที่ผู้ป่วยต้องปฏิบัติคือจะต้องมารับยาเคมีบำบัดตามที่แพทย์นัด หลังการรักษาผู้ป่วยจำนวนหนึ่งหายจากโรค แต่อีกส่วนหนึ่งมีการกลับคืนมา ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ยังต้องตรวจติดตามหลังการรักษา โดยแพทย์จะทำการตรวจภายใน ตรวจคลำทวารหนัก และตรวจค่าบ่งชี้มะเร็ง CA-125 รวมถึงการตรวจด้วยวิธีสแกนคอมพิวเตอร์ CT Scan เมื่อจำเป็น ในกรณีที่มีการกลับคืนมาของโรคมะเร็ง แพทย์ก็จะมีวิธีรักษา เช่น การผ่าตัดหรือให้ยาเคมีบำบัดชนิดอื่น ซึ่งอาจทำให้โรคหายไปได้ หรือ

ในช่วงระยะสุดท้าย เมื่อโรคของผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษา ก้อนมะเร็งมีการโตขึ้นเรื่อยๆ มีการแพร่กระจายไปภายในช่องท้อง และอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ปอด ต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยมีอาการทรมานจากการที่ก้อนมะเร็งไปเบียดหรืออุดตันลำไส้ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องโตขึ้น แน่นอึดอัด รับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียน อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ไม่มีแรง สารเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ ผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียงมากกว่าร้อยละ 50 ของเวลาที่ตื่น เห็นควรหยุดการรักษาในส่วนจำเพาะ เช่น การผ่าตัด การให้เคมีบำบัด แพทย์ก็จะบอกให้ญาติและผู้ป่วยทราบ

หลังจากนั้นก็จะดูแลรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ยาแก้ปวด การให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน การให้สารอาหารทางหลอดเลือด การเจาะเอาน้ำในช่องท้องออกหากมีภาวะท้องมาน ให้ยาบำรุงที่มีธาตุเหล็กและให้เลือดเมื่อจำเป็น
หากผู้ป่วยซีดมากๆ มีอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย

หากมีอาการขาบวม ‘Lymphedema’ เนื่องจากมะเร็งลามไปในท่อน้ำเหลืองหรือกดท่อน้ำเหลืองอาจปวดและมีภาวะอักเสบติดเชื้อของท่อน้ำเหลือง จะต้องรักษาการอักเสบติดเชื้อให้หาย ดูแลผิวหนังให้ดีไม่ให้มีแผล การพันขา หรือใส่ถุงพยุงขา รวมทั้งการนวดไล่น้ำเหลืองที่ขา และนอนยกขาสูงเล็กน้อยก็จะช่วยลดอาการบวมลงได้

อาจใช้วิธีธรรมชาติบำบัดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และช่วยลดปริมาณการใช้ยาที่แก้อาการ เช่น การนวดบำบัด การประคบร้อน-เย็น เทคนิคการผ่อนคลายหรือการทำสมาธิ ญาติและผู้ใกล้ชิดจะมีส่วนช่วยเหลืออย่างมากทั้งในด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยในช่วงนี้

คำถามที่ผู้ป่วยควรถามแพทย์

1. กลุ่มของมะเร็งที่ตรวจพบเป็นกลุ่มใด
2. มะเร็งได้กระจายออกไปนอกบริเวณรังไข่หรือไม่
3. ขอทราบชนิดของเซลล์มะเร็ง ความร้ายแรง และระยะของโรค และช่วยอธิบายรายละเอียดด้วย
4. สำหรับกรณีของดิฉันการบำบัดแบบใดจึงจะเหมาะสม แนะนำให้ทำอะไรบ้าง เพราะอะไร
5. ความเสี่ยงจากการบำบัด และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง
6. มีโอกาสการกลับคืนมาของโรค หรือไม่ อย่างไร
7. ดิฉันควรจะเตรียมตัวสำหรับการบำบัดอย่างไรบ้าง
8. มีอาหารแนะนำเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือไม่ อย่างไร
9. หลังจากบำบัด ดิฉันจะยังสามารถมีบุตรได้หรือไม่
10. อะไรน่าจะเป็นสาเหตุของโรคที่ดิฉันเป็น และควรหลีกเลี่ยง เพื่อจะลดโอกาสการกลับมาอีกของโรค
11. ดิฉันมีความจำเป็นต้องใช้วิกผมหรือไม่
12. เวลาที่ใช้ในการบำบัด รวมระยะเวลากี่เดือน และดิฉันมีโอกาสไปทำงานในระหว่างบำบัดหรือไม่
13. ประมาณการค่าใช้จ่ายในการบำบัด
ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างคำถาม คุณควรจะจดคำถามที่สนใจไว้ เพื่อจะนำขึ้นมาสอบถามได้ครบถ้วนเมื่อปรึกษาแพทย์ และอาจทำการปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลอื่นเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจเลือกการบำบัดต่อไป




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2550    
Last Update : 21 มิถุนายน 2551 16:17:23 น.
Counter : 23115 Pageviews.  

FAQ วิกผม สำหรับคนหัวโล้นจากการให้เคมีบำบัด (มะเร็งรังไข่)

คำถาม : ซื้อวิกผมได้ที่ไหน และควรใส่วิกผมไหม

คำตอบ : ไม่เคยซื้อวิกผมเองค่ะ แต่มีคนเคยบอกมาว่า ที่นิวราวัณ //www.newravan.com
มีหลายสาขาทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด

ควรไปด้วยตัวเอง เพราะจะมีการวัดขนาดศีรษะ และมีทรงผม สีผมและลักษณะเส้นผมให้เลือก สำหรับวิกที่เป็นเส้นผมแท้ ควรต้องนำกลับไปให้ทางร้านทำความสะอาด จึงจะอยู่ทรงดีและใช้งานได้นานกว่า

ที่อ่านจากเวปต่างประเทศ มีการแนะนำว่า ให้เริ่มใส่วิกผมตั้งแต่ผมยังไม่ร่วง เพราะคนจะได้คุ้นหน้าและทรงผมใหม่ สร้างความมั่นใจให้ตัวเองได้

แต่หากจะทำอย่างนั้น วิกผมต้องปรับขนาดได้ เพราะช่วงมีผมกับช่วงหัวโล้น ขนาดจะต่างกันมากเพราะความหนาของผม

การใส่วิกผม จะเหมาะกับคนที่ยังต้องไปทำงาน หรือต้องไปเรียน เพื่อไม่ให้แตกต่างเป็นที่สังเกต

แต่โดยส่วนตัว พี่สาวซื้อวิกผมมาให้ ทดลองใส่ดูแล้วไม่ชอบ เพราะรู้สึกคันยุบยิบ และอาการสะบัดร้อนที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนทำให้มีเหงื่อออกมากที่ศีรษะ จึงเกรงจะทำให้วิกผมสกปรกจากเหงื่อ เกิดการหมักหมม

จึงใช้ผ้าโพกศีรษะ เพื่อป้องกันแดดไม่ให้โดนศีรษะโดยตรง เนื่องจากผิวหนังและรูขุมขนจะบอบบางอ่อนแอลง ผ้าโพกศีรษะสีสดใสต่างๆ ยังทำให้หน้าตาดูไม่ซีดเซียว



แต่พอผมร่วงเกลี้ยงโล้น เวลาอยู่ในร่ม หรืออยู่บ้าน ก็ปล่อยให้หัวเหม่ง...




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2550 12:15:01 น.
Counter : 9867 Pageviews.  

FAQ อาการผลข้างเคียงเคมีบำบัด (มะเร็งรังไข่)

คำถาม : คุณ Minie' มีแอฟเฟค จากการรับคีโมอย่างไรบ้างคะ แล้วเป็นทุกครั้งที่รับคีโมเลยหรือเปล่า

คำตอบ: ผลข้างเคียงจากการรับคีโม แต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย เพราะร่างกายแข็งแรงไม่เท่ากัน บางคนไม่ค่อยเป็นอะไร บางคนเป็นมากๆ

ทางโรงพยาบาลจะมีคู่มือให้ แต่อย่าไปเชื่อซะทั้งหมด เพราะบางอาการเราก็จะไม่เป็น.... เดี๋ยวจะกลายเป็นสะกดจิตตัวเองให้เป็นอย่างที่เค้าว่าไว้ ทั้งๆ ที่ มันอาจจะไม่เป็นก็ได้ค่ะ ต้องคิดทางบวกไว้ จะได้ผลค่ะ

อีกอย่างตัวยาที่ได้รับอาจไม่เหมือนกันด้วย ผลข้างเคียงก็จะไม่เหมือนกัน อย่างยาที่ให้กับคนเป็นมะเร็งลำไส้หรือมะเร็งปอด ผมก็จะไม่ร่วง

ของกวางยาที่ได้รับ เป็น Anzatax (เป็นกลุ่ม Palitaxel ยาต้นตำรับชื่อ Taxol) และ Caboplatin รอบของการให้จะเป็นแบบนี้ค่ะ

เราจะต้องสังเกตตัวเองในแต่ละครั้ง บันทึกไว้ด้วยก็ดีค่ะ พอครั้งแรก ครั้งที่สอง เราก็จะรู้ความแตกต่าง-ความเหมือน พอครั้งที่สาม ก็แน่ใจได้ว่า รูปแบบผลข้างเคียงที่มีต่อตัวเรา เป็นรูปแบบไหนค่ะ

- วันแรกที่ให้ยา แค่คันใต้ผิวหนังกับผิวอ่อนๆ ที่อวัยวะเพศ ตอนให้ยาแก้แพ้ แต่คันไม่นาน

(อาการอื่นไม่มี บางคนส่วนน้อย จะเวียนหัว หมดแรง แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกใจเสาะ คิดไปเอง เลยหมดแรงค่ะ ตอนกลับบ้านเดินไม่ไหว ต้องนั่งรถเข็น)

แต่เราพอให้ยาเสร็จ ก็ไปหาร้านอาหารอิตาเลี่ยนโล่งๆ อากาศดีๆ นั่งกินสลัดผักลวก!!!

- วันที่สอง-สาม ไม่มีอาการอะไรเลย จนต้องคิดว่า หมอไม่ได้ใส่ยาเคมีให้หรือเปล่าเนี่ย???

- วันที่สี่-หก มีอาการหลายอย่างแฮะ
เวียนหัว คลื่นไส้ เวลานึกว่าจะต้องกินอาหาร ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นหรือยังไม่ได้กลิ่นอาหารเลย.. พอกิน ก็กินไม่ลง แต่ถ้าอดทนกินแบบเลี่ยนๆ ไป ก็หมดได้ แต่มีบางวันไม่ชอบคลื่นไส้ วิธีแก้ กินยาแก้อาเจียนตามหมอสั่ง กินผลไม้และน้ำคั้นผลไม้แทนอาหารทั้งวัน ถือเป็นการล้างพิษซะอีกแน่ะ....

มีอาการปวดกล้ามเนื้อที่น่อง ปวดแบบอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ต้องขยับแข้งขาตลอดเวลา ต่อเนื่อง 3 วันเต็ม : วิธีแก้ นวดด้วยเคาน์เตอร์เพน หรือไม่ก็ทำอะไรที่จดจ่อ กวางเคยนั่งเย็บผ้าด้วยมือ ลืมปวดไปเลย

ตอนกลางคืน จะอาเจียน เป็นน้ำ วิธีแก้ ให้ดื่มน้ำมากๆ ระหว่างวัน จะได้ฉี่เอาสารเคมีส่วนเกินออกทิ้งไป ระวังอย่าดื่มน้ำมากตอนกลางคืน เพราะจะทำให้ตื่นขึ้นมาฉี่บ่อยเกิน นอนไม่พอ

- วันที่ 7 เป็นต้นไป
ปวดเมื่อยทั่วไป วิธีแก้ บริหารร่างกาย ชี่กง บริหารร่างกายในน้ำ เดินเร็ว โยคะพื้นฐาน จะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น ช่วงนี้ ไม่ค่อยแนะนำให้ว่ายน้ำจริงๆ เพราะน้ำใสสระบางทีสกปรก จะสำลักแล้วติดเชื้อได้

- วันที่ 10 - 14
ช่วงนี้ ต้องระวังการติดเชื้อมากที่สุด ตอนที่เคยวัดระดับเม็ดเลือดขาว จะต่ำมากๆ (บางทีอาจจะเริ่มต่ำตั้งแต่วันที่ 7 แล้ว) เรื่องเม็ดเลือดขาวต่ำมาก อ่าน ความรู้สึกระหว่างบำบัดมะเร็ง : ปางตาย

- ในวันที่ 14 หลังให้ยา ผมจะร่วง ทุกครั้งแหละ แล้วมันก็จะขึ้นใหม่ เป็นเส้นเล็กๆ เท่าขนตา พอเราไปให้ยาครั้งต่อไป อีก 14 วันมันก็จะร่วงไปอีกค่ะ

ผลข้างเคียงจากการให้ยาเคมีบำบัด
ข้อมูลจากเวป //www.thailabonline.com/sec7caovary.htm

ยาเคมีบำบัด / สารกัมมันตรังสี

เป็นยาหรือสารเคมีที่ใข้ในการรักษามะเร็ง อาจให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่น ยาเคมีบำบัดเมื่อให้เข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเซลมะเร็ง เเละทำลายเซลปกติบางส่วน ด้วยทำให้เกิดอาการข้างเคียงขึ้น

ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปขัดขวางขบวนการเจริญเติบโตของวงจรชีวิตเซลล์ทำให้ เซลล์ตาย ยาแต่ละตัวออกฤทธิ์แตกต่างกันในการรักษา บางแผนการรักษาประกอบด้วยยาหลายชนิด ที่ให้ร่วมกัน

อาการข้างเคียง ยาเคมีบำบัดมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติด้วย โดยเฉพาะเซลล์ที่มีการเจริญ และแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เช่น เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร, เส้นผม, เม็ดเลือด ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุของอาการข้างเคียง หรืออาการไม่พึงประสงค์ระยะหนึ่งในระหว่างการ ให้ยาแต่ละชุด เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาสร้างเซลล์ปกติขึ้นมาทดแทน


อาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องปรึกษาแพทย์
1. มีเลือดออกหรือเป็นแผลในปากมาก
2. มีผื่นหรืออาการแพ้
3. มีไข้ หนาวสั่น
4. ปวดมากบริเวณที่ฉีด
5. หายใจลำบาก
6. ท้องเดินหรือท้องผูกอย่างรุนแรง
7. ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน


อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย
1. คลื่นไส้อาเจียน
2. ผมร่วง
3. แผลในปาก
4. ปริมาณเม็ดเลือดลดลง

อย่างไรก็ตาม อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นจะหายไปเมื่อสิ้นสุดการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่ง อาการไม่พึง
ประสงค์จะขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ และปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาของร่างกายผู้ได้รับยาเคมีบำบัด
นั้น

ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ ที่จะเกิด ขึ้นจากการได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการให้น้อยลง
หรืออาจพิจารณาปรับแผนการรักษา

ถ้าเกิด มีอาการรุนแรง อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดไม่ได้หมายความว่า อาการของโรคมะเร็งเป็นมาก ขึ้น และความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับผลของยาเคมีบำบัดต่อ เซลล์มะเร็ง

สรุปว่า ควรต้องสังเกตอาการตัวเองให้มาก หากมีอะไรผิดปกติ ต้องไปหาหมอให้ทันท่วงทีค่ะ




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2550 12:25:38 น.
Counter : 2270 Pageviews.  

สังเกตอาการ ตรวจพบระยะแรก ลดอัตราการตาย


จากสถิติในสหรัฐอเมริกา อัตราการเสียชีวิตภายใน 5 ปี ของผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่ มีสูงถึง เกือบ 60 % ปี 2004 ผู้หญิง 1 ใน 57 คน เป็นมะเร็งรังไข่ ถือเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้น กว่า 20 % เมื่อเทียบกับปี 2003

What every woman should know...


Ovarian cancer is a serious and under-recognized threat to women's health.
Ovarian cancer kills more women than all the Gynecologic Oncology combined.


Ovarian cancer is the fourth leading cause of cancer death among women in the United States.


Ovarian cancer occurs in 1 in 57 women, up from 1 in 70 several years ago.


Deaths from ovarian have risen. 2004 statistics released from the American Cancer Society show that ovarian cancer deaths have risen by close to 20% over 2003 statistics.


More than 16,000 women will die this year alone and more than 25,500 will be diagnosed.

Ovarian cancer is very treatable when caught early; the vast majority of cases are not diagnosed until too late.
When ovarian cancer is caught before it has spread outside the ovaries, 90+% will survive 5 years.


Only 24% of ovarian cancer is caught early.


When diagnosed after the disease has spread the chance of five-year survival drops to less than 25%.

Ovarian cancer is difficult to diagnose
There is no reliable screening test for the early detection of ovarian cancer. The Pap smear only checks for cervical cancer.


Symptoms are often vague and easily confused with other diseases. However, new studies indicate that ovarian cancer has recognizable symptoms, even early stage disease. Knowing those symptoms can help save women's lives. See:


//ovariancancer.jhmi.edu/climb/jama%20article_060904.pdf

//www.ncbi.nlm.nih.gov/entrez/query.fcgi?cmd=Retrieve&db=PubMed&list_uids=11066047&dopt=Abstract

//www.ncbi.nlm.nih.gov/entrez/query.fcgi?cmd=Retrieve&db=PubMed&list_uids=10600311&dopt=Abstract

Raise Your Awareness
Early recognition of symptoms is the best way to save women's lives. Early symptoms include:

  • Bloating, a feeling of fullness, gas

  • Frequent or urgent urination

  • Nausea, indigestion, constipation, diarrhea

  • Menstrual disorders, pain during intercourse

  • Fatigue, backaches.

  • Take action if any symptoms last more than 2-3 weeks.


If ovarian cancer is suspected, ask to see a gynecological oncologist.

What You Should Ask Your Doctor
While everyone has these symptoms from time to time, it is important to know your own body and know when something is not right.

If you have these symptoms and they are not normal for you neither you nor your doctor knows why you are having them,

Then ask to have these important tests to help you rule out ovarian cancer.

  • Bimanual pelvic exam

  • Ca125 blood test (If it comes back elevated, ask your doctor to repeat this test monthly for several months. If it comes back progressively more elevated each time, even if the values are low, this is an indication that the condition could very likely be serious.)

  • Transvaginal ultrasound



Who Has the Greatest Risk?
  • Have 2 or more relatives who have had ovarian cancer

  • Have a family history of multiple cancers: ovarian, breast or colon cancer

  • Were diagnosed with breast cancer under the age of 50

  • Have a personal history of multiple exposures to fertility drugs

  • Are of Ashkenazi Jewish decent

  • Have had uninterrupted ovulation (never used birth control pills, or no pregnancies)

  • Have the BRCA1 or BRCA2 gene mutation
    Are over the age of 50


Most women experience one or more of these symptoms from time to time, and only rarely do they indicate ovarian cancer. And remember - if you have ovarian cancer, and it is caught early, survival chances are excellent.

Johns Hopkins Pathology : //ovariancancer.jhmi.edu/




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2548    
Last Update : 13 ธันวาคม 2548 10:55:57 น.
Counter : 673 Pageviews.  

Silent Killer : มัจจุราชเงียบ

Why is ovarian cancer a "silent" killer?

Ovarian cancer is often called the "silent" killer because many times there are no symptoms until the disease has progressed to an advanced stage. One-third of American women will get some form of cancer in their lifetime and approximately one and one half percent of those cases will be cancer involving one or both ovaries.

Early symptoms of ovarian cancer are often mild, making this disease difficult to detect. Some early symptoms may include:

An unusual feeling of fullness or discomfort in the pelvic region
Unexplainable indigestion, gas, or bloating that is not relieved with over-the-counter antacids
Pain during sexual intercourse
Abnormal bleeding
Swelling and pain of the abdomen
Most often these symptoms do not indicate ovarian cancer. However, if you experience them you should discuss them with your clinician.

Early detection of ovarian cancer offers a 90 percent cure rate. Sadly, a lack of symptoms from this silent disease means that about 75 percent of ovarian cancer cases will have spread to the abdomen by the time they are detected and, unfortunately, most patients die within five years.

Diagnosis...
Symptomless ovarian cancer is most often detected during a woman's regular gynecological examination. Your physician will palpitate your ovaries during your pelvic and rectal exam for the presence of ovarian cysts or fibroid tumors. If any abnormalities are noted, he will follow up with further testing which may include an ultrasound and chest X-ray. If further testing is required, a laparoscopy may be performed.

New methods for early screening of ovarian cancer are being investigated including ultrasound in conjunction with a blood test. The blood test may detect an antigen called CA 125 which has been detected in the blood of women with ovarian cancer.

These tests are useful in evaluating tumor growth, however neither of them has been proven as a reliable way to screen for ovarian cancer. Ultrasound can detect changes, but it does not give enough information alone to diagnose ovarian cancer. The CA 125 blood test can return positive results when no cancer is present due to other conditions a woman may experience including fibroid tumors, endometriosis, pelvic infection, pregnancy, or other non-gynecological problems.

Although these methods of screening for ovarian cancer look promising, further study is needed before either of these tests are routinely used to screen for ovarian cancer.
//womenshealth.about.com/cs/ovariancancer/a/ovarcansilkille.htm




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2548 11:08:11 น.
Counter : 392 Pageviews.  


BlogGang Popular Award#13


 
Minie'
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]




รู้โลกเรียนธรรม

Friends' blogs
[Add Minie''s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.