SmileySmiley :: How Do I Enjoy Life while "Living with Cancer" ::
Group Blog
 
All blogs
 

Samurai Drink [Tamago-su] = ยาอายุวัฒนะ ไข่ดอง

FOOD MEDICINE
เข้ากับกลุ่มบล็อกนี้ค่ะ ธรรมชาติบำบัด แพทย์ทางเลือก

เพราะว่า แพทย์แผนปัจจุบัน คงไมู่้รู้จักมั๊ง จึงไม่ได้แนะนำให้ใช้

สูตรยาตำรับนี้ เป็นที่กว้างขวาง เพราะการโปรโมทของผู้ผลิตน้ำส้มหมักรายหนึ่ง
มีผู้คนจำนวนมากที่ได้ผลเกิดประโยชน์จากการรับประทานอาหารเป็นยาชนิดนี้
แต่ก็อีกนะ บางคนได้ผล บางคนไม่ได้ผล ขึ้นอยู่กับธาตุัขันธ์แต่ละคน

ก่อนอื่น ลองค้นหาข้อมูล "ยาอายุวัฒนะ ไข่ดองน้ำส้มหมัก" จากทางอินเตอร์เน็ทก่อนเลยนะคะ
จะมีบอกไว้ค่อนข้างละเอียดว่าสรรพคุณครอบคลุมอะไรบ้าง...
[ถ้าขี้เกียจค้น ก็นี่เลยค่ะ ความเห็นเยอะดี]

จากนั้น คลิกกลับมาที่นี่...
Smiley เพื่อการกินให้ได้อย่างรื่นรมย์
Smiley ถึงกับอร่อย
Smiley เพื่อให้ได้เป้าหมาย 100 ฟอง
Smiley เพื่อสุขภาพแข็งแรง

จะไ้ด้ทำการงานของแต่ละคนตามหน้าที่ได้เป็นอย่างดีต่อไป..................


หลังจากทดลองทำกินด้วยตนเอง
และทำ secondary research ในอินเตอร์เน็ท รวมถึงสอบถามเพื่อนพ้องน้องพี่
ขอรวบรวมไอเดียที่หาได้มา
ให้เป็น...

เครื่องดื่มที่เรียกว่า Samurai Drink [Tamago-su] Vinegar Egg
เพราะฟังดูมันน่ากินกว่า ที่เรียกว่า "ไข่ดอง"
เนื่องจากหลายคนจินตนาการไปต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับไข่ดอง และไข่ดิบ ว่ากินยาก
ทำให้พลาดโอกาสในการทดลองเยียวยาตนเองด้วยยาขนานนี้


"จะกินแล้วน๊า..."   OISHI DESU.




วิธีทำให้น่ากิน แบบนี้นะคะ



จากสูตรต้นตำรับ กับสูตรซามูไร
เค้าไม่ผสมของอื่นเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล หรือเกลือ

ดังนั้น ตอนที่เราปรุงไข่ดองกับน้ำส้มหมัก (ขั้นตอนที่ 7) แล้วพักไว้
จึงเห็นว่า ยังไม่ควรใส่อะไรนอกจากนี้ เพื่อให้น้ำส้มกับไข่ทำปฏิกิริยากันต่อไป

คิดว่า.....
พอจะดื่ม ปรับรสชาติ ด้วยน้ำผึ้ง หรือโยเกิร์ต หรือน้ำ หรืออะไรก็แล้วแต่
ควรผสม แล้วดื่มทันที
(ไหนๆ ก็ดื่มหลังอาหารแล้ว เราสนใจแต่่ว่า ในเซลล์ของไข่จะมีแต่ไข่กับ
น้ำส้มเป็นใช้ได้)



ลองพักไว้ข้ามคืนดู ก็ดีนะคะ
พักไว้ได้ 8 - 24 ชั่วโมง บางทีมีเหตุให้พักไว้ 2 คืน ก็แปลกยิ่งหอมไข่แดง





จริงๆ แล้ว น้ำส้มหมัก ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ น้ำส้มหมักจากสับปะรด
อย่างของญี่ปุ่น มักใช้ น้ำส้มหมักจากข้าว
ทางยุโรป อเมริกา ก็ใช้ Apple Cider หรือพวกไวน์องุ่น

แต่ที่ไม่ควรใช้คือ น้ำส้มสายชูกลั่น ค่ะ

**น้ำส้มหมัก ที่ใช้ผสมกลับเข้าไป หลังจากตีไข่แล้ว
ควรเป็นน้ำส้มหมัก organic ที่มี mother คือมีเชื้อจุลินทรีย์ดีๆ จะยิ่งดีมากเลย

โปรแกรมจิต: ขณะดื่มให้จินตนาการว่าเครื่องดื่มนี้จะเข้าไปเยียวยาร่างกายส่วนต่างๆ กำหนดจิตลงไปแต่ละส่วนเลยค่ะ ให้ร่างกายแข็งแรง

ตั้งจิตอธิษฐาน: ตั้งจิตตั้งใจค่ะ อธิษฐานขอบคุณผู้คิดสูตร และเผยแพร่สูตรนะคะ

Credit: ขอขอบพระคุณผู้ที่คิดสูตรนี้ตั้งแต่โบราณกาล
           และผู้ที่นำกลับมาเผยแพร่ให้ได้ทดลองกันค่ะ โดยเฉพาะกัลยาณมิตรที่นับถือท่านหนึ่ง

ตอนนี้ เริ่มรับประทาน 2 คนที่บ้าน 40up กับ 70up
มีอาสะใภ้อีกคน 50up เพิ่งเกษียณ

ก็พยายามทำ secondary research
มีกัลยาณมิตรผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่แนะนำสูตรยามานี่ล่ะ
หาวิธีปรุงให้กินได้ง่าย มาบวกกับกวางพบข้อมูล Samurai Drink
ดื่มได้สบายขึ้นเยอะ

อาการของตัวเอง:

ข้อนิ้วมือ ที่เคยปวด แข็ง ข้อเข่าที่อ่อนแรง (คงเป็นผลจากเคมีบำบัด)
กลางคืนเวลาปวดฉี่ เดินโซเซไปห้องน้ำ เพราะขาไม่มีแรงเดิน
โดยเฉพาะตอนตื่นนอนกว่าจะลุกขึ้
นมาได้ ต้องบริหารข้อต่างๆ สักพัก
อาการดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ ตอนแรกๆ ที่กิน มีซ่านพิษ คือปวดเมื่อยเนื้อตัว อาการร้อนในมาก
ปากเป็นแผลริมฝีปากร้อนมากจนเป็นสีแดง ปากแห้งด้วย
เลยรีบกินน้ำอุ่นมากๆ เป็นอยู่ 3 วันก็หาย
และมีอาการท้องอืด ลมเรอ มากผิดปกติ อยู่ 1 สัปดาห์

หลังกินไปสัก 4 ฟองแล้วหยุด
เพราะคุณแม่เริ่มอยากกินมั่ง ยกที่เหลือในโหลดองให้คุณแม่.....
เกิด ไข้ขึ้นสูง (เป็นอาการที่มีประสบการณ์อยู่เป็นประจำ)ปฏิบัติการอดอาหาร ล้างพิษ ตามปกติ 2 วันก็ทำงานบ้านได้ธรรมดา
-------

ส่วนคุณแม่ เคยมีอาการเสมหะเหนียวข้น ทำให้ไอบ่อย ไอแรง
กินไปสัก 15 ฟอง เสมหะน้อยลงมาก ไอห่างไปมาก
รวมๆ แข็งแรงขึ้น ขยันบริหารร่างกาย ปั่นจักรยาน สเก็ตช์บอร์ดแขน เดินจงกรม
-------
ยามคุณแม่เบื่อ เพราะดื่มหลายวันติดต่อกัน.....

วันนี้ อาหารเช้ามี แกงจืดสามเห็ดผักกาดขาว-ซีอิ๊วขาว-พริกไทย
(ซุปที่บ้านค่อนข้างรสชาติจืด)

ปกติลอง Samurai Drink แบบเติมน้ำร้อน(หรือน้ำอุ่น) ลงใน Straight Tamago-su
รู้สึกว่า มันจะมีความคาวของไข่ขาวนิดๆ

แต่อยากผสมน้ำ เพราะกินมา 2-3 วัน แม้กินไม่ยากแล้ว
ก็รู้สึกหน่อยๆ ว่า "ไข่ดอง+น้ำส้มหมัก มันเข้มข้นมากกกกกก เกินไปป่ะ"

ตักน้ำซุปอุ่นๆ เติมลงใน Straight Tamago-su
เป็น น้ำซุปอุ่นๆ ที่อร่อย ใช้ได้เลย
(ไม่เอาตอนร้อนจัดนะ เดี๋ยวฤทธิ์ยาเสื่อม จุลินทรีย์ดีๆ โดนลวกตายหมด)

คุณแม่...ดื่มสบายใจ






กำลังทดลองต่อไป เพราะดูแล้วได้ประโยชน์ต่อร่างกาย

ได้ผลอย่างไร มาเล่าสู่กันฟังมั่งนะคะ Smiley

**เขาเตือนมาเราก็โพสต์ให้อ่านค่ะ "นักโภชนาการเตือนโด๊ปไข่ดองเสี่ยงท้องเสีย"

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผ่าน 30 ฟองแล้วค่ะ
ด้วยความที่ไม่เชื่อว่า จะทำให้คลอเรสเตอรอลเข้าเกณฑ์ปกติได้
ก็ต้องทดลอง และตรวจวัด เป็นคนๆ ไปค่ะ
ถ้าใช้ได้ ก็ทำต่อไป ถ้าใช้ไม่ได้ก็ิิพิจารณา....

ผลตรวจเลือดของคุณแม่นะคะ

เบื้องต้นสรุปได้ว่า....
่**การกินไข่ดองต่อเนื่อง 30 ฟอง
ทำให้ "ไขมันในเลือดเข้าสู่ค่ามาตรฐาน"
สังเกต ไขมันดี HDL ลดลงเล็กน้อย แต่ LDL ก็ลดลงด้วย
โดย Cholesterol ลดลงเข้าเกณฑ์

**ปริมาณเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง เกร็ดเลือด ฮีโมโกบิน -- ดี

**BUN, Creatinine, SGOT, SGPT -- ปกติ (โดยเฉพาะ Creatinine 0.7 ถือว่าของเสียน้อย)

**ความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจ อยู่ในระดับปกติ -- ไม่เปลี่ยนแปลง

**อาการทางกายภาพ
: การไอ มีความถี่น้อยลง และความรุนแรงลดลง
: เสมหะ ที่เหนียวข้น ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
: แข็งแรงขึ้น ไม่อ่อนเพลีย ไม่มึนงง บริหารร่างกายได้สม่ำเสมอดี

ดูกันต่อไปค่ะ ยังไม่เชื่อ...^_^

แต่ทั้งนี้ Tamago-su ถือเป็นตัวช่วยเสริม
เพราะ....คุณแม่ปฏิบัติตัวดีมากๆๆๆๆๆ ในแง่สุขภาพองค์รวม
*เดินจงกรม วันละ 2 รอบ
*ปั่นจักรยาน ได้นานๆ ตามสะดวก
*สเก็ตช์บอร์ดแขน นิดหน่อย
*คุมอาหาร บางอย่า่งเราเอาเสนอให้กิน อร่อยๆแต่ล้นเกิน ก็จำกัดเอง เลือกกิน..
*ดื่มเอ็นไซม์ Apple Cider ผสมน้ำผึ้ง เช้า-เย็น
*ดื่มยาจีน สม่ำเสมอ
*รับประทานยาจากโรงพยาบาล สม่ำเสมอ (ไม่มียาลดไขมัน แต่มีอาหารเสริม ArmoLip)
*อ่านหนังสือสวดมนต์ออกเสียง
*นั่งสมาธิ




 

Create Date : 09 กันยายน 2555    
Last Update : 26 กันยายน 2555 11:42:08 น.
Counter : 3627 Pageviews.  

สาระจากการบรรยายของหมอเจคอบ-นักธรรมชาติบำบัด

"ร่างกายมหัศจรรย์ยิ่งนัก สามารถเยียวยาได้เอง"

หมอเจคอบ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการรักษาผู้ป่วย หมอไม่ได้จบปริญญาทางด้านการแพทย์
แต่รู้เรื่องร่างกาย...และมีประสบการณ์การรักษาทุกโรคมากว่า 20 ปี
//www.dtam.moph.go.th/alternative/viewstory.php?id=37

หนังสือ ธรรมชาติบำบัด ตามแนวทางของหมอเจคอบ //www.suan-spirit.com/products_book_more.asp?prod_type=book&code=p-sm-0034

เวปไซต์ของหมอเจคอบ ซึ่งมีโรงพยาบาลในอินเดีย 4 แห่ง //www.naturelifehospital.org/




ได้ไปเข้าค่ายธรรมชาติบำบัด
ระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 6 ตุลาคม 2550
ที่ เขาชะเมาเฮลธ์รีสอร์ท ระยอง

จึงบันทึกสาระการบรรยายของหมอเจคอบเก็บไว้อ่าน
และแบ่งปันกับคนที่สนใจนะคะ




ทางการแพทย์ หนังสือ Text Book ของการแพทย์ ที่ใช้มาเป็นเวลา 51 ปี พิมพ์ครั้งที่ 20
- การเป็นไข้ ทำให้เกิดการฆ่าเชื้อ ไวรัส แบคทีเรีย
- การกดอาการด้วยยา จะยิ่งทำให้เชื้อโรคแพร่กระจาย เช่น ยาลดไข้ ยาฆ่าเชื้อ

การทำงานของยา
อดีตเคยเป็นยา ปัจจุบันกลายเป็นยาพิษ

ที่โรงพยาบาลนวชีวันในรัฐเคราล่า ซึ่งหมอเจคอบดำเนินการอยู่ มีการใช้พาราเซตามอลด้วย
โดยการใช้พาราเซตามอล 2 เม็ด บด แล้วคลุกข้าวให้หนูกิน
ใช้เป็นยาฆ่าหนูในบริเวณโรงพยาบาล ได้ผลดี

การรักษาแนวธรรมขาติบำบัด ไม่ใช้ยาเคมี ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือ เอดส์
ไข้รากสาด ไข้เลือดออก ก็สามารถบำบัดได้

พาราเซตามอล เพิ่มความเสี่ยงต่อตับอักเสบ ไตเสีย ซึ่งจะยิ่งมีผลเสียมากขึ้นในคนที่ดื่มเหล้า
ในตำราเภสัชระบุไว้ชัดเจน...

ในหนังสือ Pill Book ระบุข้อบ่งใช้ และคำเตือนว่า
British National Formulary หรือการปฏิบัติตัวกรณีฉุกเฉิน จากการใช้ยาผิดพลาด
กรณีใช้ พาราเซตามอล 10 -15 กรัม ใน 24 ชั่วโมง ก่อให้เกิดผลร้ายต่อตับและไต
คือเซลส์ตับและไตตาย หากใช้ต่อเนื่องกัน 3 - 5 วัน คนๆนั้นจะตายได้

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
Don't Trow Stone to The Honey Bee

หากคนมีเนื้องอก ต้องพิจารณาดูสาเหตุ เช่น การดื่มโค้ก การกินยาคุม การกินเนื้อหมู
การกินอาหารรสจัด หรือ จิตตก ให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ตราบใดที่ไม่หยุดให้อาหารแก่โรค
ไม่หยุดรับยาพิษของเสียเข้าสู่ร่างกาย โรคก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น

จึงไม่ควรที่จะทำการรบกวนเนื้องอกที่เกิดขึ้น เพราะจะมีการลุกลามได้ เป็นปฏิกิริยา
เหมือน การที่เราตีผึ้งเราหวังจะเอาน้ำผึ้ง แต่ผึ้งอาจจะต่อยเราได้...

ผลเสียที่เกิดขึ้นทันทีจากการใช้ยา เรียก การแพ้ยา
"ยาทุกชนิด เป็นพิษ"

สิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก สำหรับการอยู่ในประเทศโลกที่สาม เช่น ไทย อินเดีย
คือการที่ ยังมียา ซึ่ง WHO ห้ามใช้แล้ว แต่ถูกนำมาจำหน่าย ในประเทศด้อยพัฒนา
เช่น
- Analgin (Dipyron) หรือ Novalgin
- Cissapride เป็นยาแก้อาการ ปวดตามข้อ มีผลทำลายไตอย่างรุนแรง
- Nimesulide ยาแรงกว่า พาราเซตามอล ปกติจะสั่งให้เด็กกิน ผลข้างเคียงทำให้ไตวายอย่างเฉียบพลัน จึงสั่งให้เลิกใช้




อาหารขัดขาว 5 ชนิดที่ไม่ดี (5 White Devils)

1. น้ำตาลทรายขัดขาว : ต้องการแคลเซียมมาย่อยตัวมัน ตอนเป็นอ้อย เต็มรูป
เป็นน้ำอ้อยสด ยังมีแคลเซียมอยู่ด้วย แต่ขั้นตอนการผลิดน้ำตาลการหมักเป็น
โมลาส (กากน้ำตาล) แคลเซียมก็หายไปด้วย

2.เกลือ เป็นศัตรูกับตับและไต เกลือ 1 กรัม ดูดซึมน้ำจากเซลส์ 10 กรัม

3. นม หากจะดื่มนมต้องดื่มนมแม่เท่านั้น ถ้ามันไม่ใช่แม่ของเรา เราก็ไม่ควรดื่มนมนั้น

4. ยาแผนปัจจุบัน

5. Maida หรือ แป้งขาว เช่น แป้งสาลี แป้งอะไรก็ตามที่ขัดขาว
ผ่านขั้นตอนกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม




Headache
ปวดหัว


อาการปวดหัว คือการสื่อสารของร่างกายให้เรารับรู้
ความเจ็บปวดเป็นสารที่ส่งให้เราทราบว่า มีบางอย่างผิดปกติกับร่างกาย
เซลส์ถูกทำลาย บอบช้ำ บาดเจ็บ ร่างกายเจ็บ สั่งให้เราหยุดพัก
เพื่อป้องกัน ปกป้อง ไม่ให้เราทำสิ่งที่ทำร้ายร่างกายอีก

การมีสิว ก็มีสาเหตุ
เจ็บคอ ก็มีสาเหตุ

การปวดหัว ก็ต้องมีสาเหตุ แล้วร่างกายก็สั่งว่า ให้ปวดหัว "พักได้แล้ว"
ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์มันก็จะขึ้นว่า "System wants complete shut down"
เมือ่กินยาหรือสารพิษเข้าไป ร่างการที่อ่อนล้าก็ต้องรีบทำให้ร่างกายเป็นกลาง
โดยทำงานหนัก พราราเซตามอลทำให้การไหลเวียนแย่ลง เยื่อบุทางเดินอาหารถูกทำลาย

ให้ทดลองกดจุดที่ฐานนิ้วโป้ง กดฐานนิ้วโป้ง ถ้าเจ็บแปลว่า อาหารที่กินไปไม่ดี
ถ้าปรับการกินอาหาร 2 สัปดาห์ก็จะหายเจ็บ

Pain is come to safe your life. Be friendly with your pain.
Then, Relax, rest, be kind to your body.

เปิดก๊อกน้ำ ก้มหัวราดน้ำ 5 นาที ทำให้ระบบส่วนกลางเย็นลง
ถ้าเจ็บปวดบริเวณอื่นก็ใช้วิธีเดียวกัน

ถ้าปวดหลัง ปวดท้อง อาหารเป็นพิษ เอาผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติพันไว้
ตั้งแต่เหนือสะโพกขึ้นมา ถึงใต้ชายโครง พันให้เปียกไว้ 1 ชั่วโมง แล้วเอาออก
(ยกเว้นการปวดประจำเดือน)

อาการปวดหัวจะเชื่อมโยงกับระบบย่อยอาหาร เมื่อกินอิ่มเกิน
ต้องใช้พลังงานในการย่อยอาหารมาก จึงทำให้รู้สึกง่วง และปวดหัว
เพราะร่างกายอยากพัก เพราะร่างกายเกรงว่า
เราจะหาอะไรใส่ปาก กินเข้าไปอีก ถ้าเรายังตื่นอยู่.....

อาการปวด เมื่อกินยาแก้ปวด คือ ตัดความรู้สึกเจ็บปวดออกไป
เช่น "เนื้องอกในสมอง" เรารู้สึกดึขึ้น คล้ายว่า หายปวดหัว
แต่ก้อนเนื้องอกก้ยังเจริญเติบโตอยู่ ตับกับไตจัดการกำจัดยาออกจากระบบหมดแล้ว
อาการก็จะแสดงออกมาอีก ปวดหัวอีก เราหาหมอ รับยามากิน อาการถูกข่มไว้อีก
เวลาผ่านไป ขนาดของก้อนเนื้อก็โตขึ้น.....

"การพักผ่อน" จะแก้ปัญหาได้ เพราะร่างกายมีโอกาสได้รักษาตัวเอง

ไม่มีใคร มีไมเกรน หรือเป้นเนื้องอก โดยไม่มีประวัติการกดข่ม
หรือระงับอาการปวดต่างๆ มาก่อน ก็คือการรักษาไม่ถูกวิธี เมื่อเกิดอาการเล็กๆ น้อยๆ
"You can trust your body, Life force is so special"

เมื่อปวด อาการกล้ามเนื้อจะเกร็ง และมีอุณหภูมิสูงขึ้น
พอราดน้ำ หรือเอาผ้าเปียกประคบ อุณหภูมิลดลง กล้ามเนื้อคลาย
เลือดไปหล่อเลี้ยงมากขึ้น

ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่หมือนร่างกาย และเราเข้ามาอยู่ในร่างกายนี้
บังคับใช้ให้มันทำอะไรต่ออะไร ร่างกายเป็นธาตุ เป็นผู้รับใช้....

คุณไม่ใช่คุณเมื่อวานนี้ ไม่ใช่คุณพรุ่งนี้
ร่างกายรู้ว่า เราไม่ใช่เจ้าของร่างกาย แต่เรากลับไม่รู้
เราควรใส่ใจร่างกายและจิตใจ จะทำให้การบำบัดดีขึ้น

แต่ละครั้งทำได้ต่อเนื่อง ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
พอพักแล้ว หากมีอาการอีก ก็ทำการราดน้ำได้อีก สามารถพันหัวไปพร้อมกันได้
เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองด้วย ระหว่างที่พันที่อื่นเช่น ท้อง

อย่าพันผ้าเปียกทันที หลังรับประทานอาหาร ควรเว้นไว้ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าฉุกเฉินก็ทำได้




ระบบการทำงานของร่างกาย

- ผนังกระเพาะอาหาร มีเมือกเคลือบอยู่ ผิวเนื้อเยื่อบุผิวกระเพาะอาหาร
จะมีการเปลี่ยนเซลส์ทุก 5 นาที แต่ทั้งนี้ อาหารพวกพริก ของหมักดอง
จะทำลายกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง จึงห้ามกิน เยื่อบุผิวกระเพาะอาหาร
จะมีการเปลี่ยนตลอดเวลา
พอครบ 3 วัน เนื้อเยื่อทั้งหมดจะเป็นเนื้อเยื่อใหม่ เพราจึงมีกระเพาะอาหารใหม่ ทุกสัปดาห์

- เซลส์หัวใจ มีการเสื่อม และสร้างใหม่ใน 90 วัน
- เซลส์ตาย และเกิดใหม่ได้ ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้

เพราะฉะนั้น การซ่อมแซมโดยแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นการลวงโลก
หลอกลวง ไม่ยั่งยืน????

แม้แต่โครงกระดูก ก็มีการเปลี่ยนแปลงเซลส์ทุก 6 เดือน
ยกเว้นแต่ เซลส์สมอง ที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย....

ร่างกายนั้น มีการทำหน้าที่ (Function)
- Function : หน้าที่ คือการทำต่อเนื่องตลอดเวลา
- Action : กิจกรรม เป็นการทำบางที บางครั้งบางคราว

อวัยวะร่างกายทุกส่วน ทำหน้าที่อย่างอุทิศตัว ร่างกายจะทำงานอย่างซื่อสัตย์ ทุ่มเท
ยกเว้น เมื่อเรารบกวน แทรกแซงการทำงานของมัน ร่างกายจะถูกทำร้าย
และเริ่มทำหน้าที่ผิดปกติ เราเองนี่แหละที่ทำร้ายร่างกาย...

สิ่งที่ร่างกายต้องการ ---- อากาศที่ดี น้ำสะอาด อาหารที่มีพลังสด

ร่างกายมีเลือด 5 - 6 ลิตร
ทางธรรมชาติบำบัด ไม่ต้องการให้ทำการตรวจเลือด
แต่ให้ใช้ความรุ้สึกว่า อาการต่างๆ ของเราเป็นอย่างไร เรามีความรู้สึกอย่างไร
หากไม่รู้สึกว่า อะไรผิดปกติ เราก็ไม่ป่วย

ให้พิจารณาดูว่า เลือดของเราบริสุทธิ์แค่ไหน ด้วยการเปรียบเทียบ ว่า
เซลส์ของเราเป็นปลาในตู้ปลา

หากน้ำเน่า ปลาก็อยู่ไม่ได้ หากไม่มีอากาศเติมเข้าไปในน้ำ ปลาก็ตาย
หากอาหารที่ใส่ลงไปในตู้ปลา เป็นพิษ ปลาก็ตายเช่นกัน.....

การสังเกตภายนอกอีกอย่างหนึ่ง ให้สังเกตผิวหนัง ตามปกติเซลส์ผิวหนังจะมีอายุ 30 วัน
หากเห็นผิวแห้งเป็นขุยขาวๆ แสดงให้เห็นถึงการตายของเซลล์ที่มากผิดปกติ
เป็นคนที่สุขภาพไม่ดี กิน หายใจ ดื่มน้ำ ที่ไม่เหมาะสม......




เอ้า พักยกอีกทีหนึ่ง

ลองพิจารณาดู...ให้ลึกซึ้ง ซะก่อนว่า

ร่างกายมหัศจรรย์เหลือเกิน
เรามีชีวิตมาก่อนร่างกาย
ร่างกายนี้ ไม่ใช่ของเรา
มันเป็นผู้รับใช้
เราต้องให้อากาศ อาหาร และน้ำดื่มที่ดีแก่มัน
มันจึงจะเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์.....

เดี๋ยวค่อยมาว่ากันต่อ ครับผ๊ม





มาต่อกัน........

ด้วยเรื่องของ น้ำผึ้ง

น้าผึ้ง เป็นอาหารที่มาจากธรรมชาติ ไม่ได้รับการผ่านขบวนการ ดังนั้น กินได้

ไม่กินน้ำผึ้ง ทั้งก่อน-หลัง การกินอะไรร้อนๆ เข้าไป
ไม่ผสมน้ำผึ้ง กับน้ำร้อน เพราเมื่อมีความร้อน จะเกิดพิษ
ดังนั้น เวลามีอาการตัวร้อน ก็จะไม่กินน้ำผึ้งเช่นกัน

น้ำผึ้ง :
ถ้าไม่ผสมน้ำ ---> จะทำให้ท้องผูก
ถ้าผสมน้ำ ----> จะแก้ปัญหาท้องผูก

การผสมน้ำผึ้ง
ใช้น้ำเปล่าผสมได้
ใช้น้ำมะพร้าวผสมก็จะยิ่งดี

ไม่เอาเกลือผสมน้ำผึ้ง เพราะการเอารสเค็ม ผสมรสหวาน ไม่ดี

การใช้น้ำผึ้งแต่ละครั้ง ปริมาณมากที่สุด 4 ช้อนโต๊ะ

บางครั้ง ในคนที่ระดับน้ำตาลตกมากๆ หมอจะสั่งให้ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะพร้าวอ่อน




การเป็นไข้

เนื่องจากการย่อยอาหาร คืองานหนักมากของร่างกาย

ก่อนจะเป็นไข้ เราจะมีอาการบางอย่าง เตือนให้รู้ก่อน ได้แก่
"กินอาหารไม่อร่อย ปากขมๆ ไม่หิว เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ครั่นเนื้อครั่นตัว"
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ร่างกายกำลังบอกเราว่า "ร่างกายต้องการพักจากการกิน"
เพราะต้องการเอาพลังงานไปซ่อมสร้างส่วนที่สึกหรอ หรือไปจัดการกับสิ่งผิดปกติ
หากใช้เวลาและพลังงานมาย่อยอาหาร ร่างกายจะทำงานในการซ่อมแซมไม่ได้

น้ำลาย เกิดจากเลือดแปลงมาในทันที ที่ต่อมน้ำลาย
หากเรากินจุกจิก ต่อมน้ำลายจะทำงานไม่ทัน ผลิตน้ำลายมาย่อยไม่ทันการ

Eating as a real meditation
ให้การกินเป็นการฝึกสมาธิ
อาหารที่กินแต่ละอย่างต้องการน้ำย่อยแต่ละชนิด
น้ำลายมีหลายชนิด เกิดจากรสชาติที่สัมผัสที่ลิ้น
เพื่อส่งสารไปต่อมน้ำลายเพื่อให้ต่อมน้ำลายผลิตน้ำย่อยถูกชนิด

อาหารรสเผ็ด : ทดลอง ---> เอาพริกตำมาถูในมือ นำมาป้ายตา ป้ายจมูก
ความรู้สึกนี้ ก็คือความรู้สึกเดียวกันกับที่กระเพราะอาหารของเรารู้สึก

ระบบย่อยไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการกินตลอด 365 วัน
ทุกศาสนาจึงบังคับอย่างจริงจัง ให้มีการอด......

Fasting : การอดอาหาร
คำว่า อดอาหาร ไม่เหมือนคำว่า ขาดอาหาร

การขาดอาหาร (Starving) ทำให้ร่างกายและจิตใจอ่อนแอลง
การอดอาหาร (Fasting) ทำให้ร่างกายและจิตใจแข็งแกร่งขึ้น

การมีความคิดเชิงบวก ต่อการอดอาหาร จะทำให้มีพลังใจ
จากการตัดสินใจด้วยตนเอง โดยการอดอาหารและตั้งใจภาวนา ให้รู้สึกกับปัจจุบัน

แต่หากอยู่ในสภาวะจิตใจแย่ ไม่ควรทำการอดอาหาร

การอด 3 วัน ควรมีผู้ดูแลที่มีความชำนาญด้านธรรมชาติบำบัด
- 2 วันแรก อาจจแสบท้อง เพราะมีกรด
การเกิดกรดปริมาณมากในกระเพาะอาหาร ให้ดื่มน้ำบ้าง แต่ไม่ใช่ดื่มเต็มท้อง

- วันที่ 3 อาจจะอาเจียนออกมา หรือเข้าห้องน้ำบ่อย
อาจจะแสบคันเวลาฉี่ สีของฉี่จะเหลืองหรือเข้มมาก

- วันที่ 4 - 5 จะดีขึ้น

ใน 2-3 วันแรก จะมีเมือกเหนียวๆ ในปาก เมื่อผ่าน 3 วันไปแล้วจะเป็นปกติ
นี่คือวิธีที่ร่างกายขับของเสีย ทุกวิถีทาง

การหลั่งกรด คือการจัดการร่างกาย นี่คือการจัดการ ซีสต์/มะเร็ง

การอดอาหาร
ให้เริ่มแบบง่ายๆ ก่อน
สัปดาห์แรก -----> กินผลไม้ 1 วัน
สัปดาห์ต่อไป ----> ดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำมะพร้าว 1 วัน
สัปดาห์ต่อไป ----> จิบแต่น้ำเปล่า (อุณหภูมิห้อง)

ให้ทำการฝึก Yoga ภาวนา (Meditation) อย่าหักโหม
ให้ทำการ Detox คือการสวนลำไส้ด้วยน้ำเปล่า 300 ซีซี
ราดน้ำโพกหัวด้วย ระหว่างอดทำงานได้ปกติ

หากกำลังท้องหรือให้นมลูก ไม่ควรอดอาหาร แต่กินผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้ทั้งวันได้

คนป่วยที่อาการหนัก หรือบางโรค ; เช่น หอบหืด ต้องระวัง
เพราะร่างกายจะผลิตเมือกมากเกินไป อาจจะตายได้
จึงต้องระมัดระวังเมื่ออดอาหาร ให้มีผู้ดูแลที่มีความชำนาญ

2 ชั่วโมง หลังกินข้าว ไม่ควรอาบน้ำ
ครึ่งชั่วโมง หลังกินผลไม้ ไม่ควรอาบน้ำ...




หากมีอาการแน่นหน้าอก
ให้ เอาผ้าชุบน้ำร้อน วางประคบหน้าอก 1 นาที
สลับกับประคบน้ำเย็นอุณหภูมิปกติ 2 นาที ทำสลับกันให้ครบ 20 นาที

การดื่มน้ำ : ดื่มตามที่ร่างกายต้องการ
ถ้ากระหายน้ำ ให้ดื่มน้ำอุณหภูมิปกติ โดยการจิบทีละน้อย อมไว้ในปากสักครู่
เพราะน้ำลาย ก็ทำการย่อยน้ำเปล่าด้วยเหมือนกัน

อาการจากการอด
เช่น
- ปวดเมื่อยตามตัว จุดไหนที่มีปัญหาอาการปวดเมื่อยจะไปเกิดที่จุดนั้น
- เวียนหัว หรือปวดหัว ให้ราดน้ำจนดีขึ้น พันหัว 1 ชั่วโมง ทำหัวเปียกประมาณ 4 ครั้งต่อวัน

ถ้ามีไข้ : ให้ทำการอดได้เลย : โดยจิบน้ำเพียงเล็กน้อย ห้ามโดนน้ำ คือไม่อาบน้ำ
ไม่เช็ดตัว ไม่ราดน้ำที่หัว (ยกเว้น ถ้าปวดหัวมาก ร่วมกับการเป็นไข้ จึงจะราดน้ำ)




เรื่องของยา....
ขบวนการค้ายา...ลวงโลก?


เมื่อจิตใจดี ร่างกายก็ดี เมื่อร่างกายดี จิตใจก็ดี
ให้ดูแลเซลส์ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของเราให้ดี
เพราะไม่มีการรักษาอย่างอื่นใดเลย ที่จะรักษาเราได้
ยกเว้นร่างกายของเราเอง

การรักษาของโรงพยาบาล การแพทย์ เภสัชกร ร้านขายยา ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของธุรกิจ

Cells:
ร่างกายต้องการวิตามิน แต่ไม่ได้ต้องการทุกวัน
หมอจะไม่บอกความจริงเรื่องนี้แก่เรา หมอจึงให้อาหารเสริม วิตามินทุกวัน

สิ่งที่ร่างกายรู้จัก คือ สารอาหารจากผลไม้ จากผัก จากข้าว ร่างการรู้จัก
ร่างกายจะสร้างคุณค่าทางอาหาร โดยแปลงเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ
แล้วนำกลับไปใช้ใหม่

ตัวอย่าง หากเทียบร่างกายเป็น เครื่องปั่น Blender เมื่อเราได้ยินเสียงผิดปกติ
เราก็จะหยุดการใช้งาน เพราะหากเราใช้งานมันต่อไป มันก็จะพังจนซ่อมไม่ได้
เหมือนกันกับร่างกาย หากเกิดสิ่งผิดปกติ เราต้องหยุดใช้มันก่อน
ให้พักผ่อนซะก่อน ที่มันจะแย่ไปกว่าเดิม

- ร่างกายซ่อมสร้างตัวคุณทุกนาที และทุกๆ นาที คุณไม่ใช่คนเดิม

- เราไม่จำเป็นต้องกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะมีความจริงอีกข้อ
ที่บุคคลากรทางการแพทย์ไม่บอกเรา คือ ก่อนเซลล์จะตายไปเป็นซาก
เซลล์จะส่งสารอาหารคืนแก่ร่างกาย....

-ไม่มียาใดๆ เลยที่สามารถรักษาโรคได้
เพราะการทำงานงานของยา เป็นการระงับอาการ หรือกดข่มอาการไว้
และจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง ที่ดี และไม่ดี (ผลข้างเคียง) แต่อย่างไรก็ตาม
การใช้ยา ไม่มีทางสามารถรักษาโรคให้หายขาด หรือทำให้สุขภาพดีได้เลย....




Doctor : The Agent of Devil
แพทย์ ตัวแทนของปิศาจ???


Health is your desire. When you desire to be healthy, you will be healthy.

เด็กธรรมชาติ : ในอินเดีย มีเด็กธรรมชาติจำนวนมาก โดยให้แม่กินผลไม้
เป็นอาหารเช้า กลางวันกินข้าวและผัก ตอนเย็นกินผลไม้เป็นอาหาร ทำให้คลอดง่าย
จะปวดท้องคลอด แค่ 5 นาที

ให้เป็นมิตรกับท้อง
ไม่ใช่เป็นมิตรกับลิ้น ไม่ต้องไปเอาใจลิ้น เพื่อให้รับรสชาติความอร่อยเป็นหลัก
เป้าหมายสูงสุดของการกิน คือการให้อาหารที่ดีแก่เซลล์
ให้เป็นมิตร และเอาใจเซลล์ในร่างกายของเรา

การทำงานของร่างกาย
เซลล์ได้รับสารอาหาร (Nutrients) อากาศ (O2) และน้ำ (H2O)
เซลล์ปรุงอาหารเพื่อให้ได้พลังงาน เกิดความร้อน เหลือเป็น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
และของเสียที่เป็นพิษ ไปผ่านตับ ไต กำจัดออกจากร่างกายทาง อึ และฉี่

ถ้าเซลล์แข็งแรง จะต้องมีการขจัดของเสียที่สมบูรณ์แบบ
โดยผลิตของเสียปริมาณน้อย นั่นคือ วัตถุดิบต้องดีแต่แรก มีปริมาณสิ่งที่เป็นพิษต่ำ




อาการหวัด

อาการน้ำมูกไหล ไม่ควรเก็บน้ำมูกไว้ในร่างกายเรา

การกินยา
- มูกในคอ ---> ทำให้คออักเสบ
- มูกในโพรงจมูก ----> เกิดไซนัส ไมเกรน
- มูกในกระเพราะอาหาร ---> เกิดกรด เป็นโรคกระเพาะ

หากมูกไปอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ในเนื้อเยื่อที่ใดที่หนึ่ง เช่น เต้านม รังไข่ มดลูก
อวัยวะใดที่ไม่ค่อยสำคัญ หรือไม่ได้ใช้งาน จะถูกแปลงเป็นที่เก็บขยะพิษ
เพื่อรักษาอวัยวะสำคัญเอาไว้ เช่น เนื้องอกเต้านม เนื้องอกมดลูก เนื้องอกในรังไข่

การสะสมจะสะสมมามาก 5 ปี 10 ปี 15 ปี
มูกและเมือก (Mucus) มีในตัวเรา เพื่อปกป้องร่างกาย ปกป้องอวัยวะ
เมื่อกินพิษต่างๆ อาหารรสจัด ทำให้ร่างกายสร้างมูก เมือกมากขึ้น

การเป็นหวัดเกิดขึ้น เพื่อกำจัดมูกเมือก
สิ่งที่ร่างกายต้องการกำจัดให้ออกมา ด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่
- ไอ : ทำความสะอาดท่ออาหาร
- จาม : ทำความสะอาดปอด : มูกเมือกในปอดทำให้เกิดหอบหืด หลอดลมอักเสบ
- น้ำมูก : กำจัดพิษ ที่สะสมอยู่ในโพรงจมูก ป้องกันไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย
- มูกเมือก : กำจัดพิษ ป้องกันกระเพาะอาหาร

สาเหตุหลักของการเกิดโรค คือ ของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ สะสมอยู่ภายใน

ปอดทำงานไม่เต็มที่ กระเพาะทำงานไม่เต็มที่ สมองทำงานไม่เต็มที่ ---> รู้สึกไม่สบาย
สาเหตุมีอย่างเดียว เพราะฉะนั้น การบำบัดทำได้ด้วยวิธีเดียว "ธรรมชาติบำบัด"
จึงเป็นเรื่องที่ง่ายมาก..........




ร่างกายมีอยู่ และรักษาตัวเองได้

มันจะรักษาตัวเอง และดีอยู่ได้ เมื่อขจัดของเสียได้
ถ้าช่องทางขับพิษ หรือขบวนการขับพิษถูกรบกวน
เซลล์จะมีสารพิษทำให้เหนื่อยง่าย เมื่อเซลล์อ่อนแอลง จะเป็นเวลาเริ่มเกิดโรค

การสังเกตตัวเอง หากมีสุขภาพดี
เมื่อนอนหลับ ก่อน 4 ทุ่ม ตื่นเช้ามา ควรสดชื่นทั้งวัน
แต่ถ้าง่วงหงาวหาวนอน ระหว่างวัน แปลว่า เริ่มป่วย และตาย




การขับพิษ

การขับพิษปกติ มี 5 ช่องทาง ได้แก่
1. เหงื่อ
2. ฉี่
3. อึ
4. การหายใจออก
5. ประจำเดือน
เป็นโปรแกรมการทำความสะอาดปกติของร่างกาย

ให้ตรวจดูว่า ในร่างกายของเรา ที่ผ่านมาสะสมอะไรเอาไว้บ้าง
และการขับพิษทำได้ดีหรือยัง
สังเกตอาการว่า :
- เหงื่อออกเป็นปกติหรือไม่
- หายใจได้ดีหรือไม่ : หายใจให้ยาว เพื่อให้เพียงพอต่อเซลล์ 100 ล้านล้านเซลล์
เมือหายใจให้เต็มปอด 100% ก็จะมีสุขภาพดี ปกติคนเราทั่วไป หายใจแค่ 20%
และให้หายใจออกยาว เพื่อกำจัดพิษด้วยการหายใจ

ร่างกายออกแบบมายอดเยี่ยม มหัศจรรย์
ออกแบบมา 2 ข้างแยกกัน หากข้างใดข้างหนึ่งทำงานไม่ได้
ข้างที่เหลือจะทำงานแทน เช่น ปอด ตา ไต

ถ้ามีการขับพิษผิดปกติ ร่างกายจึงออกแบบการขับพิษฉุกเฉิน
(Emergencies Cleansing Program) หรือการขับพิษแบบพิเศษ
ได้แก่
- การเป็นหวัด
- ท้องเสีย
- อาเจียน
- เป็นไข้

เมื่อมีไข้ :
- ให้อดอาหารทันที จิบน้ำนิดหน่อย ลงไปนอน ให้เป็นสุขและรื่นรมย์กับการเป็นไข้
ใช้เวลา 3 - 5 วัน ถอยจากการอด เริ่มจากน้ำผลไม้ แล้วกินผลไม้ทั้งวัน
จากนั้นจึงกินปกติ (เช้าเย็นผลไม้ กลางวันกินข้าวกล้องกับผักสดผักลวก)

จงเชื่อฟังร่างกายของคุณ ให้ขับพิษออกไป ไม่กินอาหารแสลง
ไม่กินเข้าไป หากกำลังมีการขับของเสีย ต้องขับพิษออกมาให้หมด
เมื่อมีการขับพิษพิเศษ จึงไม่ควรกินอาหาร ให้ร่างกายได้เยียวยาตามกระบวนการ
มหัศจรรย์ที่ร่างกายมีอยู่

เมื่อท้องเสีย :ดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำมะพร้าว (บริสุทธิ์เชื่อใจได้มากที่สุด)
เพราะร่างกายขาดน้ำ

ถ้าอาเจียน :ให้ดื่มน้ำผลไม้เจือจาง หรือน้ำมะพร้าว ปริมาณมาก

ถ้าเป็นไข้ : ให้งดกิน งดดื่มน้ำปริมาณมาก จิบน้ำเพียงเล้กน้อย
เนื่องจากการเป็นไข้ คือช่วงเวลาที่รอคอย เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างกายจะได้เยียวยา
หากดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ไข้ลด.......เสียโอกาสเยียวยา

ถ้ามีอาการไข้ และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียน ให้ดูแลแบบเป็นไข้ เป็นหลัก




หากกินยา
เพื่อหยุด หรือระงับอาการ ที่ร่างกายกำลังขับพิษพิเศษ

สุดท้ายจะเกิดโรค หากเราทำสิ่งเหล่านี้:
- ทำงานหนัก
- กินยา
- หยุดการขับพิษ ด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม
- กินอาหาร

คนที่ทำการปฏิบัติตามแนวทางธรรมชาติบำบัด จึงไม่ป่วย
ทั้งๆ ที่สภาพแวดล้อมอย่างเดียวกัน ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่
การจราจรแออัด ผู้คนเต็มเมือง.......
มีความลับอยู่ 2 ข้อ
1. เราพยายามดูแลเอาใจใส่ ช่องทางการขับพิษแบบปกติ
2. ถ้ามีการขับพิษแบบพิเศษ เราไม่ขัดขวางการทำงานของร่างกาย

ปกติแพทย์ จะตรวจ ; หากอาการหนักที่โรงพยาบาลจะไม่ให้ญาติเข้ามาดูคนป่วย
มีหน้าที่แค่เพียงจ่ายเงิน และคอยรับโลงศพ ส่วนที่โรงพยาบาลนวชีวัน
หมอจะบังคับให้ญาติอยู่กับผู้ป่วยด้วย

Don't fight with your body. Do no harm.

กรณีตัวอย่าง คนที่เข้าคอร์สพร้อมกันที่เขาชะเมาฯ ได้แบ่งปันประสบการณ์

คุณอาปรีชา เป็นก้อนเนื้องอกที่แขน ประมาณไข่ไก่ แพทย์บอกว่า เป็นวุ้น
น่าจะมีสาเหตุมาจาก การกินอาหาร ประเภทไข่ดาว ผัดกะเพรา แกงเขียวหวาน
เป็นประจำ น่าจะขับพิษออกไม่ทัน จึงเอามากองสะสมเป็นกองขยะพิษตรงแขน...

พักยกที่ 2
เหลือ อีก หลายหัวข้อ ค่อยมาบันทึกต่อค่ะ




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2550    
Last Update : 26 ตุลาคม 2550 11:35:05 น.
Counter : 4380 Pageviews.  

สูตรอาหารสุขภาพ ลดความอ้วน

จดหมายถึงเพื่อน.....
ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2550


สวัสดีค่ะ ตุ๊,

จำได้ไหมที่คุณส่งสูตรอาหารลดน้ำหนักมาให้ฉันลองปรับแก้ให้
แต่ในที่สุด ฉันก็ไม่ได้ปรับแก้กลับไปให้
เพราะว่า เห็นสูตร แล้ว ....อึ้ง.... ไม่รู้จะปรับยังไงนั่นเอง

ที่ อึ้ง... เพราะอาหารแต่ละอย่างมันไม่ควรจะกินเท่าไหร่
เช่น กาแฟ น้าตาลอีควล ขนมปังแซนด์วิช ไข่ นม แฮม
ถึงแม้จะจำกัดปริมาณก็ตามนะ.......

เอาสูตรแท้ๆ กันซะทีมั้ย
สำหรับคนที่มี น้ำตาลในเลือดสูง เกือบเป็นเบาหวาน
น้ำหนักมาก ซึ่งจะรู้ได้จากการที่ร่างกาย ส่วนขา
เข่ารับน้ำหนักมากจนปวด เจ็บเข่า แบบเดียวกับที่คุณเล่าอาการของคุณ
มาให้ฟัง ว่า สัญญาณอันตรายเริ่มขึ้นแล้ว

ความคล่องตัวลดลง ความดันโลหิตบางครั้งจะสูงไปด้วย
หลายคน กินยาป้องกันเบาหวาน...หรือการเพิ่มอินซูลิน
ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้แย่ลงไปกันใหญ่
เพราะขั้นตอนต่อไป คือปัญหาการเป็นโรคไต ตามมา
ท้ายที่สุด อาจจะไตวาย ไปฟอกไต วันเว้นวัน......
ทีนี้ ร้างกายก็จะฟื้นฟูตัวเองไม่ได้......

ธรรมชาติบำบัด....
ร่างกายของคน สามารถบำบัดเยียวยา และสร้างสมดุลได้
เมื่อเราเปิดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจ ได้เยียวยา รักษาตัวเอง
สิ่งแรก คือ การกินอาหารที่มีพลังสด ได้แก่ ผลไม้สด ผักสด
กินแทนอาหารเป็นมื้อ
(ผลไม้ ยกเว้น ทุเรียน และลำใย)

อาหารส่วนใหญ่ที่เรากินกันเข้าไป ร่างกายจะเป็นมันเป็นพิษ
และต้องการขับพิษออกไป ได้แก่ ข้าวขาว น้ำตาลทรายขาว
แป้งขาวทุกชนิดที่นำมาทำขนมเบเกอรี่ และขนมปังแซนด์วิชขาวทั้งหลาย
กาแฟ ชา ยารักษาโรคทุกชนิด อาหารเสริมทุกชนิด วิตามินทุกชนิด
ของหมักดอง แอลกอฮอล์

เนื่องจากไม่มีพลังชีวิต และยังถูกแยกส่วน (Extract)
สำหรับการกินเนื้อสัตว์ (ไม่เว้นทั้งกุ้ง ปลา) หากร่างกายอยู่ในสภาพปกติ
อาจจะกำจัดพิษต่างๆ ได้ดี
แต่เมื่อป่วยจะป่วยและอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว

กินอาหารที่ผ่านความร้อนได้บ้าง แต่ให้เป็นอาหารที่ได้จากผักที่สด
ปรุงสุกไว้ไม่เกิน 3 ชั้วโมง ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นพิษต่อร่างกาย

อาหารสำหรับคนไม่ป่วย ทางธรรมชาติบำบัดคือ
- ตื่นขึ้นมา ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน ที่เพิ่งเฉาะใหม่ๆ ดื่มจากลูกมะพร้าว 1 ลูก
(เนื้อมะพร้าว เก็บไว้ทำอาหาร)
- มื้อเช้า กินผลไม้ อะไรก็ได้ 1-2 ชนิด ถ้ารสชาติไปทางหวานก็หวานทางเดียว
ถ้ารสชาติไปทางเปรี้ยวก็เปรี้ยวในมื้อนั้น
- มื้อกลางวัน กินข้าวกล้อง (ถ้าเป็นเบาหวาน กินข้าวนิดหน่อยพอ) และยำผักสด
หรือ กับข้าวที่ไม่ใช้น้ำมัน
- ตอนบ่าย 4 โมง ช่วงท้องว่าง ดื่มน้ำมะพร้าว หรือน้ำผลไม้คั้นสด
- มื้อเย็น กินผลไม้ อีกมื้อหนึ่ง


สำหรับคนที่ป่วย
- ให้กินผลไม้เป็นอาหาร 3 มื้อ
- ถ้าน้ำตาลในเลือดสูง อาจจะมีผักสดยำรสไม่จัด สลับบ้างในบางมื้อ
- จากนั้น ให้สังเกตุอาการตัวเอง และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

การกินผลไม้เป็นอาหารหลัก ตอนแรกน้ำตาลอาจจะสูงขึ้นบ้าง
แต่ไม่มีผลต่อสุขภาพ เพราะเป็นน้ำตาลที่ได้จากผลไม้สด
ซึ่งไม่ผ่านขบวนการใดๆ (พวกผลไม้กระป๋อง กินไม่ได้นะคะ)
แต่ยังไงถ้าน้ำตาลในเลือดสูงมากๆ อยู่แล้ว
จะเลือกกินแต่ผลไม้ที่ไม่หวานจัด อาจจะสบายใจกว่า...


ของฉัน
ลองกินผลไม้ 3 มื้อ เป็นจำนวน 10 วันแล้ว น้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่พยายามกินกล้วยหอม กล้วยน้ำว้าเยอะๆ เพราะไม่อยากผอม....
ช่วงนี้ ฉันงดกินวิตามินก่อน ซึ่งพบว่า ฉี่ออกมามีกลิ่นยา...
มันเป็นพิษที่ค้างอยู่ในตัว
ก็คงจากเคมีบำบัด และวิตามินที่กินมาก่อนหน้านี้

น้องสาวของฉัน เคยสูบบุหรี่ พอกินผลไม้ 3 มื้อ
ปากเขาเหม็นมากๆ อยู่หลายวัน ... นั่นคือ การขจัดพิษ

บางครั้ง เป็นวันหยุด เราจะอดอาหารที่เคี้ยว
คือ กินน้ำผลไม้ หรือน้ำมะพร้าว ทั้ง 3 มื้อ 1 วัน
แล้ววันต่อไป ดื่มน้ำเปล่า (ไม่ร้อน ไม่เย็น) ตลอดวัน
ในปริมาณไม่มากนัก

หากเรามีพิษในตัวมากๆ ก็จะมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว
เกิดอาการตัวร้อน อาการซ่านพิษเกิดขึ้น
ร่างกายเริ่มมีพลังในการเยียวยาตัวเอง
เพราะเราไม่ได้เอาภาระให้ร่างกายเสียพลังงานในการย่อยอาหาร
ซึ่งเป็นภาระที่หนักที่สุดของร่างกาย

หากมีอาการตัวร้อน ให้ดีใจมากๆ...เป็นเวลาที่ยอดเยี่ยมให้ร่างกาย
ได้ซ่อมแซมตัวเอง
อาจจะหนาวสั่น ไม่เป็นไร นอนหายใจเข้า-ออก
ทำตัวสบายๆ รื่นรมย์กับอาการไข้...

ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่อาบน้ำ สระผม คือไม่ให้ร่างกายโดนน้ำ
หากหิวน้ำ ให้จิบน้ำนิดหน่อย แล้วปล่อยให้ร่างกายเป็นไข้ต่อไป

หากระหว่างเป็นไข้ เกิดมีอาการปวดหัวมาก จนทนไม่ได้
วิธีการจัดการ คือ เอาน้ำประปาอุณหภูมิปกติ ราดหัว
ให้น้ำไหลทิ้งไป ระบายพิษ
จนกระทั่งหายปวดหัว ทำได้ 5 - 30 นาที เลยแล้วแต่อาการ
เพราะว่า พิษมันขึ้นหัว...มันถึงปวดหัว
แล้วเอาผ้าชุบน้ำ โพกหัวไว้ต่อไป ให้เปียกไว้ ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
ถ้าเกิดปวดอีก ค่อยทำอีก ให้ระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 1 ชั่วโมง
ระหว่างราดหัว หรือโพกหัว พยายามอย่าให้ส่วนอื่นของร่างกายเปียก

อย่าลืม!!! ถ้าไม่ปวดหัว ในช่วงที่ตัวร้อนจี๋เป็นไข้ อย่าโดนน้ำ
อย่าเช็ดตัว......เพราะไข้จะลด แล้วร่างกายก็จะไม่ได้ซ่อมตัวเอง..

คุณจะพบว่าชีวิตง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องห่วงเรื่องการปรุงอาหาร
ซื้อผลไม้ตามฤดูมา แล้วก็ล้างสะอาดๆ ปอกกินทันที
อย่าปอกทิ้งไว้...พลังชีวิตมันจะหายไปหมด....

มีชายหนุ่มคนหนึ่ง เจอกันที่คอร์สธรรมชาติบำบัด เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
เขาตัวโตเป็นนักกีฬา เขาไม่ได้ป่วยอะไรมาก เป็นแค่ภูมิแพ้
เจอฝุ่น เกสรดอกไม้ อะไรเขาก็จาม น้ำมูกไหล มีญาติกันชวนมาพักผ่อนเข้าคอร์ส
เขาก็มาด้วย ปรากฏว่า ทดลอง ล้างคอ จมูก ตา สูดไอใบกะเพรา
แล้วก็งดกินยาแก้แพ้ที่เดิมต้องกินทุกเช้า...
เขาเลือกที่จะลองกินผลไม้เป็นอาหาร 3 มื้อ วันที่ 3 ที่เข้าคอร์ส
น้ำมูกไหลตลอดทั้งวัน เขาก็ทนเอา ไม่กินยา
พอวันที 4 น้ำมูกหยุดไหล ผ่านการเข้าคอร์สมา 10 กว่าวัน
เขากินผลไม้เป็นอาหาร วันละ 2 มื้อบ้าง 3 มื้อบ้าง
ปรากฏว่า ไม่มีอาการจามอีกแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่กินยา
แล้วก็ทดลองไปออกรอบตีกอล์ฟ เขาแจ้งผลมาว่า มีพลังเหมือนเดิม...
ทั้งๆ ที่กินเพียงผลไม้เป็นอาหาร

คนนี้อ่ะฉันก็ขำเขา เพราะตอนมา ไม่เคยเรียนรู้ธรรมชาติบำบัดมาก่อน
สุดท้าย กลับนำไปทดลองปฏิบัติแล้วได้ผลดีมากๆ

หมอบอกว่า การเป็นภูมิแพ้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก
เพราะว่า เราสะสมพิษไว้มาก ให้ดู stock report ของตัวเอง
ว่า ที่ผ่านมาหลายสิบปี เรากินอะไรที่เข้าข่ายเป็นพิษต่อร่างกายบ้าง???

ส่วนธรรมชาติบำบัดองค์รวมอื่นๆ ก็คงพอรู้กันอยู่แล้ว
คือการฝึกโยคะ ถ้าหากไม่มีเวลา ก็ฝึกปราณยามะ การหายใจ
อย่างเดียวก็ได้ผลแล้ว
ไม่ต้องฝึกอาสนะที่อาจเห็นว่ายากๆ ก็ได้

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ การตากแดด รับพลังธรรมชาติ
จากแสงแดดเช้า - เย็น
สูดเอาอากาศจากภายนอกห้องแอร์ ซึ่งมีพลังชีวิต
ในห้องแอร์มีแต่อากาศ ขาดพลังชีวิต...

นอนแต่หัวค่ำ ร่างกายเราซ่อมแซมตัวเองทุกวัน
ช่วง สามทุ่มครึ่ง ถึงเที่ยงคืน เท่านั้น
มันจึงเป็นเวลาทอง อย่ามัวแต่ดูละครน้ำเน่า...อิอิ

ถ้าเริ่มฝึกสมาธิภาวนะ ก็ทำไปตามที่ถูกจริต คือแบบที่ชอบน่ะ
ฝึกแต่เช้า ยิ่งดี

ทดลองดู แล้วมาดูผลกัน

อ้อ...ถ้าเผื่อมีเพื่อนๆ อยากล้างพิษ ก็ใช้วิธีนี้ได้
เทคนิคที่ไม่ให้ผอมมากนัก ก็อย่างที่ว่าไปแล้ว
กินกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า มากหน่อย ก็พอช่วยพยุงไว้ได้ สัก 1 กิโลกรัม...




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2550    
Last Update : 17 ตุลาคม 2550 15:56:46 น.
Counter : 1511 Pageviews.  

ช็อคโกแลตซีสต์ หายขาดได้จริงหรือ??

โรคนี้ ฮิตค่ะ
พนักงานในบริษัทต่างๆ ลาป่วย ไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลกันเป็นเรื่องปกติ
ด้วยการเป็นช็อคโกแลตซีส
ซึ่งหมอที่โรงพยาบาลก็จะบอกว่า "มันง่ายมาก ผ่าตัดแป๊ปเดียวเอง แต่โรคนี้ไม่หายขาดนะ อาจจะกลับมาเป็นอีก บางคน 5 ปี ผ่าตัด 3 หน"

ความเห็นของฉัน
หายขาดน่ะ ทำได้....
"ให้หายขาดน่ะ ก็ต้องตัดรังไข่ทิ้งไป...เหอ เหอ แล้วฮอร์โมนก็พร่อง กระดูกพรุน สบัดร้อน ปวดเมื่อยตามตัว บางคนอารมณ์ฉุนเฉียว"

"อะไรที่มันสร้างปัญหาก็ตัดออกไป เอาออกไป......"
อะไรจะง่ายอย่างงั้น
เราตัดรังไข่ทิ้งไป เท่ากับเรากำลังเอาสิ่งที่เป็นสัญญาณบอกเหตุออกจากร่างกายที่ผิดปกติของเรา ถึงไม่มีรังไข่ไม่มีช็อคโกแลตซีส อีกเดี๋ยวก็ต้องเป็นอาการอื่นอีกล่ะน่า เพราะร่างกายเรามันไม่สมดุล ตั้งแต่แรกแล้ว




เล่าเรื่องจากประสบการณ์ของคนในครอบครัว...

เข้ามาในบล็อกนี้แล้ว คงจะได้รับทราบแล้วว่า ฉันเป็นมะเร็งรังไข่
โดยเริ่มจากการมีเนื้องอกในรังไข่ ที่เรียก endometriosis หรือช็อคโกแลตซีสต์

น้องสาวของฉัน มีอาการช็อคโกแลตซีสคล้ายๆ กัน
ปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงทุกเดือน มีก้อนเนื้องอกทั้งเนื้อทั้งน้ำที่ท่อรังไข่
และมีอาการภายนอกที่เห็นชัดเพิ่มอีก คือ ตัวบวมก่อนมีประจำเดือน ปวดหัวมาก

เธอไม่ต้องการจะเดินตามรอยฉัน ด้วยการผ่าตัด
ซึ่งถ้าเวลาผ่านไปเรื่อยๆ แล้ว มันก็อาจจะพัฒนาเป็นมะเร็งรังไข่
ให้เคมีบำบัด...................................
ผลการตรวจอัลตราซาวน์ พบว่าขนาดของก้อนเนื้อ โตขึ้น เป็นขนาดเท่าไข่ไก่..

เธอจึงหาทดลองด้วย "ธรรมชาติบำบัด"
หมอเจคอบ เวทักกันเชรี นักธรรมชาติบำบัดจากอินเดีย
ได้มาจัดคอร์สอบรมการดูแลตัวเองด้วยแนวทางธรรมชาติบำบัด
เป็นศาสตร์แห่งการพึ่งตนเอง ตามแนวทางของท่านมหาตมคานธี

เธอไปเข้าคอร์สในเดือนเมษายน 2550
หลังจากคอร์ส เธอตัดสินใจทดลองด้วยการกินผลไม้แทนอาหารทั้ง 3 มื้อ
เป็นเวลา 3 เดือน ตอนท้องว่างดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเฉาะสดๆ วันละ 1-2 ครั้ง
การปรับการกิน...ครั้งยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องยาก
แต่หากทำได้ จะเป็นชัยชนะ ทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน

เวลาผ่านไป 3 เดือน เธอยืดหยุ่นบ้าง เมื่ออยากกินอาหาร...หรือว่าตอนท้องผูก
ทดแทนด้วย ผักสดยำรสชาติอ่อน และเด็ดผักในรั้วบ้านสดๆ มาลวกบ้าง รวมทั้งหมด 11 มื้อเที่ยง ที่เหลือเป็นผลไม้ตามฤดูกาล
ฉันกินอาหารต้านมะเร็งมาร่วม 3 ปี ยังรู้สึกเลยว่า เธอเก่งมากๆ
ตอนกินผลไม้อย่างเดียว แรกๆ อาจจะมีอาการท้องผูกอยู่มั่ง
แต่พอร่างกายปรับตัวได้ การขับถ่ายจะเป็นปกติเอง

ผลการตรวจอัลตร้าซาวน์ หลังการกินผลไม้เป็นอาหารหลัก 3 มื้อ
เป็นเวลา 3 เดือน พร้อมฝึกโยคะ และสมาธิ คือ ขนาดของก้อนเนื้อยุบเล็กลง เหลือขนาดเท่าไข่แดง.....จากไข่ไก่ เหลือแค่ไข่แดง....เราดีใจกันทั้งบ้าน
และเธอกำลังดำเนินการกินผลไม้เป็นอาหารหลัก ต่อไป แต่ให้มื้อเที่ยงเป็นอาหารธรรมชาติบำบัด คือข้าวกล้องเล็กน้อย กับผักสด หรือผักลวกใหม่ๆ ที่ไม่มีเนื้อสัตว์ทุกชนิดเจือปน

เรากำลังดูกันต่อไป ว่าจะเป็นอย่างไร.....

แต่ที่แน่ๆ เดี๋ยวนี้ เธอไม่มีอาการตัวบวม ไม่ปวดหัว อาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือนก็น้อยลงจนแทบจะไม่ปวด....ดีมั้ยล่ะ แค่กินผลไม้เยอะๆ

สำคัญคือ ผมดำเงาสวย ไม่ร่วงมากเหมือนแต่ก่อน รูปร่างดีขึ้นมาก ส่วนเกินหายไปไหนหมดไม่รู้...ผิวผ่อง...อย่างเห็นได้ชัด....เอากะเขาสิ....




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2550    
Last Update : 17 ตุลาคม 2550 15:29:14 น.
Counter : 44604 Pageviews.  


BlogGang Popular Award#13


 
Minie'
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]




รู้โลกเรียนธรรม

Friends' blogs
[Add Minie''s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.