Group Blog
 
All blogs
 

ความพยายามสุดฤทธิ์ของข้าพเจ้า

สำหรับอันนี้ คล้ายเรียงความที่เคยเขียนส่ง ในหัวข้อ ประสบการณ์สุดฤทธิ์ของข้าพเจ้า แค่ดูความยาว ก็คงรู้นะคะ ว่าโหด หินจริงๆค่ะ เรื่องนี้ส่งไปแล้วได้รางวัลเป็น นิยาย เรื่องรักสุดฤทธิ์ ที่มีลายเซน เจมส์จิ กับพั๊นธ์ในเล่มค่ะ และได้รับลิฟ EOS เป็นของขวัญพิเศษด้วยค่ะ 

ต้องขอขอบคุณ "พี่งี้ - พิมพ์ธนา" และ พี่ณัฐิยา ศิรกร ค่ะ ที่จัดกิจกรรมดีๆขึ้นมาค่ะ 

เลยขออนุญาต เอามาแปะให้ตัวเองอ่าน เก็บไว้ในความทรงจำดีๆของตัวเองค่ะ 




สำหรับน้อง น่าจะเป็นตอนที่ทำวิทยานิพนธ์ ขณะที่เรียนปริญญาโทค่ะ เป็นช่วงที่ลำบากมากๆค่ะ เพราะน้องเรียนจบปริญญาตรีสาขามนุ
ษยศาสตร์มา แต่ดันอยากเรียน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาระบบการจัดการสารสนเทศ ในมหาวิทยาลัยชื่อดัง บอกตรงๆเลยว่า ไม่คิดว่าจะทำได้ ตั้งแต่สอบเข้าค่ะ แต่ด้วยลูกฮึดก็สอบเข้าจนได้ ตอนเรียนก็ต้องไปเจอกับการคำนวณพวกวางเครือข่ายระบบ คำนวณเลข IP adress (คำนวณที่แสนเกลียดมากๆค่ะ ตั้งแต่เรียนม.ปลาย ก็ทนสอบจนผ่านมาจนได้ แม้จะต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่นาน) จนกระทั่งผ่านมาจนได้ค่ะ และมาตอนที่ทำวิทยานิพนธ์เป็นอะไรที่โหดร้ายสาหัสพอดูค่ะ เพราะใช้เวลาเกือบ 3 ปีในการทำวิทยานิพนธ์ เริ่มจาก...

เสียเวลาหาอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่เกือบ 1 ปีเต็มค่ะ!! กว่าจะได้อาจารย์ที่ปรึกษาที่จะทำด้วย เพราะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อาจารย์ท่านจะเลือกค่ะ ว่า เค้าอยากทำหัวข้อแบบไหน ยังไง และอาจารย์แต่ละท่านจะมีความสามารถทักษะ ความเชี่ยวชาญแตกต่างกันค่ะ เราก็ต้องทำหน้าที่ไปขายหัวข้อวิจัยที่เราอยากจะทำค่ะ ก็ต้องไปพูดกับอาจารย์ท่านนั้น ท่านนี้ ตึกนั้นบ้าง ตึกนี้บ้าง

เหตุที่น้องต้องเลือกนานมาก ก็เพราะน้องเองก็ไม่ใช่คนเก่งกาจอะไร อาจารย์บางท่าน แกบอกจะต้องเขียนโปรแกรมระดับเทพอย่างนั้น อย่างงี้ น้องได้ยินถึงกับปวดตับ เพราะว่าเจ้าโปรแกรมนี่ มันราวกับเป็นโปรแกรมระดับชาติเขียนกันเป็นทีม ถ้าเราไม่เก่งจริงก็น่าสยดสยองค่ะและอาจไม่จบได้ ยิ่งน้องไม่ใช่เด็กเอกคอมพิวเตอร์เหมือนเพื่อนคนอื่นๆในรุ่นด้วย ทำให้ต้องล่าถอยมาตั้งหลักใหม่ค่ะ จนกระทั่งสุดท้ายพรหมลิขิต หรือบุพเพสันนิวาสก็ตามทีค่ะ ก็ทำให้พบกับอาจารย์ที่สนใจหัวข้อของเราจริงๆขึ้นมา

แต่แล้ว เหตุการณ์ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่น้องคาดหวังเอาไว้เสียสวยหรู ว่าจะง่ายมันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดค่ะ เพราะอาจารย์แกเริ่มโม้ว่า แกอยากได้แบบนั้นแบบนี้ เริ่มขยายหัวข้อวิจัยของน้องเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆจนเริ่มเข้าระดับชาติทุกทีๆ

น้องก็เริ่มเอ่อ จะไม่ไหวอีกแล้วนะ ก็เลยต้องเปลี่ยนหัวข้อใหม่แทนหัวข้อเดิม ก็ต้องพยายามค้นคว้าหาหัวข้อวิจัยกันสุดฤทธิ์สุดเดชมาเสนอแกทุกอาทิตย์ค่ะ!! นึกว่า เป็นพวกเซลล์มาขายอะไรสักอย่างหนึ่ง

เนื่องจากอาจารย์ของน้องก็เป็นคนที่หาตัวจับยากมากหายตัวบ่อยๆ (แกเป็นหัวหน้าภาควิชาของแกด้วย บางทีแกก็ต้องไปรับลูกบ้าง ประชุมบ้าง) แกเลยกำหนดเป็นกฎไว้ว่า ใน 1 สัปดาห์สามารถมาหาแกได้แค่วันนี้ ช่วงนี้เท่านั้น และน้องเองก็ไม่ใช่เด็กหอ ต้องนั่งรถประจำทางไปหาอาจารย์ท่าน ต้องนั่งรถไปมหาวิทยาลัย ก็ราว 1 ชั่วโมงค่ะ ถ้ารถไม่ติด!! (เฉพาะขาไปอย่างเดียวค่ะ ขากลับบางทีก็ 1 ชั่วโมงครึ่ง) บางทีต้องไปรอที่หน้าห้องแกอยู่ก็เกือบ ชั่วโมง เพราะคาดกันบ้าง อะไรบ้าง เพื่อไปพูดกับแกแค่ ประมาณไม่เกิน 10-15 นาที หรือบางทีก็คุยกับแกแค่ 5 นาทีค่ะ!! จริงๆ (เพราะแกนัดนักศึกษาคนอื่นทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก คณะที่แกสอนอยู่ด้วยพร้อมกันค่ะ) ดังนั้น น้องก็ต้องค้นคว้าหาความรู้ด้วยการหาพวกบทความภาษาต่างประเทศ Journal ค่ะ (อาจารย์ท่านนี้แกไม่ชอบบทความ หรือตำราภาษาไทยค่ะ ต้อง English only ค่ะ)และต้องเล่าแบบสรุปให้แกฟัง และต้องตอบคำถามที่แกตั้งให้ได้ค่ะ เรียกว่า ต้องต่อสู้ด้วยการเอาชนะแกให้ได้ ต้องเหนือกว่าแกทุกประการ ไม่งั้นแกจะไม่ยอมปล่อยให้เราผ่านไปทำขั้นต่อไปในการวิจัยค่ะ
ในที่สุดการต่อสู้ก็สัมฤทธิ์ผลในขั้นแรกค่ะ แกเริ่มเห็นว่าเราใช้ได้แล้ว ทำให้เราเริ่มเขียนบทที่ 1-3 มาให้แกดู (ภาษาอังกฤษตามนโยบายมหาวิทยาลัยค่ะ) เราก็ต้องหมั่นพิมพ์ไปส่งแกด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นบางทีแกก็จะลืมว่า ของเราไปถึงไหนแล้ว มีนักศึกษาบางคนพอหายไปนานๆ แกไม่มีโทรตามใดๆทั้งสิ้นค่ะ อาจารย์เคยบอกว่า มันเป็นหน้าที่ของพวกคุณที่เป็นนักศึกษา คุณควรมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ยิ่งคุณเรียนแบบ Full time ด้วยแล้ว มันไม่ใช่ความผิดของอาจารย์ถ้าคุณเรียนไม่จบ อาจารย์ท่านไม่สนใจค่ะ (ตอนอาจารย์พูดแกพูดแรงกว่านี้อีกค่ะ)

บทที่1 -3 ต้องใช้เวลาเขียนนานเหมือนกัน ร่วมเกือบครึ่งปี เพราะตัวเองก็ไม่ใช่คนเก่งภาษาอังกฤษมากมาย แต่อาจารย์แกจบต่างประเทศมา ถ้าเขียนไม่ดี โดนด่ากันแบบซึ่งๆหน้าค่ะ แกอ่านตอนนั้นเลย (เห็นเพื่อนโดนด่าจนร้องไห้เลยค่ะ แต่ตัวเองไม่เคยโดนค่ะ เพราะตั้งใจเขียนแบบสุดๆ ไม่อยากโดนด่าค่ะ เพราะแรงอยู่) จนในที่สุดก็ได้ค่ะ แต่แกก็ยังไม่ให้สอบค่ะ แกบอกว่า ต้องไปทำผลมาให้ดูระดับหนึ่งก่อน ถึงจะให้สอบ ก็ต้องทำเอาไปให้แกดูบ้างตลอดค่ะ และต้องไปหาที่ปรึกษาอีกท่านที่แกเก่งเรื่องโปรแกรมประมวลทางสถิติอีกท่าน ที่อยู่มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรีค่ะ ก็ต้องนั่งรถไปราวๆ ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง จนในที่สุด อาจารย์แกก็ยอมให้สอบร่างวิทยานิพนธ์ค่ะ ก็ต้องถ่อไปหาลายเซนของอาจารย์มหาวิทยาลัยหลัก 2 ท่าน กับ อาจารย์ที่ปรึกษาอีกท่านที่อยู่ชลบุรีค่ะ เพื่อจะได้สอบ เรียกว่า เหนื่อยแทบตายอีกแล้วค่ะ

จนสุดท้ายก็ได้สอบค่ะ การพรีเซนไม่น่าประทับใจเท่าไร เพราะเป็นคนที่ตื่นเต้นมาก มือสั่นตลอด เวลาพรีเซน แถมสไลด์มีอีกราวๆ 60-70 Slide ค่ะ จริงๆอาจารย์ให้พรีเซน 15 นาที ตัวเองล่อไปราว 1 ชั่วโมงค่ะ (T_T) แต่ยังดีที่อาจารย์เห็นถึงความพยายามเลย ให้ผ่านแต่ต้องไปแก้ไขอีกบานค่ะ หลังจากผ่านการพรีเซนร่างวิทยานิพนธ์มาแล้ว

นอกจากนี้ นโยบายของมหาวิทยาลัย ต้องนำเนื้อหาในวิทยานิพนธ์ มาตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ต้องใช้เวลาหาที่ลงบทความอยู่นานเหมือนกันค่ะ เรียกว่า ทรหดมาก เพราะว่า การหาที่ตีพิมพ์วารสาร จำเป็นจะต้องหาวารสารที่สอดคล้องกับเรื่องที่เราต้องการจะลงค่ะ กว่าจะเจอก็เหนื่อยเหมือนกันค่ะ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาจนได้อีกค่ะ งานนี้ไม่ยากนักเพราะเขียนเป็นภาษาไทยค่ะ

และอุปสรรคถัดมา ก็คืออาจารย์ท่านให้เข้าทีมวิจัยของภาควิชา (ทั้งที่เรา ก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ค่ะ) ก็ดันหลุดเข้าไปอยู่ในทีมจนได้ (ยังดีที่มีเงิน Support ให้ทุกเดือน) ก็ต้องนำส่วนที่เขียนเป็น ภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยค่ะ และต้องหาวารสารวิชาการต่างประเทศ เพื่อลงบทความอีกชิ้นค่ะ เพื่อเป็นผลงาน ก็เลยต้องทำโดยปริยายค่ะ เพราะถ้าไม่ทำ อาจารย์แกไม่ให้สอบตัวจบ ( วิทยานิพนธ์ 5 บท )ค่ะ น่ากลัวมากค่ะ

สุดท้ายก็เขียน บทความภาษาอังกฤษจนสมบูรณ์ค่ะ อาจารย์จึงอนุญาตให้สอบค่ะ และได้พรีเซนครั้งที่ 2 ครั้งนี้ดีขึ้นค่ะ เพราะตั้งใจซ้อมเช้าซ้อมเย็นตลอดค่ะ เพื่อจะทำให้ได้ เพราะสอบครั้งที่ 2 นี้จะมีอาจารย์ 5 ท่านค่ะ เป็นอาจารย์นอก 2 ท่าน และเป็นอาจารย์ทีมเดิม 3 ท่านค่ะ ตอนพรีเซนเสร็จก็ลุ้นเหมือนกันค่ะ เพราะอาจารย์แต่ละคนก็ดีกรีต่างประเทศทั้งนั้นค่ะ ถ้าไม่ก็จะจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง อย่างท่านหนึ่ง จบสถิติ ตรี โท เอก มาจากมหาวิทยาลัยจุฬาค่ะ

เมื่อพรีเซนเสร็จและตอบคำถามแล้ว (รอบนี้พรีเซนแค่ 10-15 นาที) อาจารย์ท่านหนึ่งแกก็พูดขึ้นว่า ลูกศิษย์อาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้เก่งนะ พรีเซนใช้ได้เลย
(เลยใจชื้นขึ้นมาหน่อย ไม่เสียแรงที่พยายามแทบตายค่ะ และเริ่มมั่นใจว่าเราน่าจะไม่สอบตก เพราะถ้าสอบตกมันจะหมายถึงต้องไปเริ่มต้นใหม่ พรีเซนใหม่อีกครั้งค่ะ ความสยองก็จะเริ่มต้นอีกครั้งทันที)

ผลสุดท้าย ก็สอบผ่านแบบมีเงื่อนไขค่ะ ก็ถือว่าผ่านค่ะ แต่ต้องกลับไปแก้ไขให้อาจารย์ทุกท่านพอใจค่ะ ซึ่งต้องแก้ให้เสร็จภายใน 3 เดือนค่ะ ก็แก้อยู่จนเกือบ จะครบ 3 เดือนเล่นเอาลุ้นเหมือนกัน

และเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาหลักโอเคว่าเราแก้ไขเรียบร้อยแล้ว แกถึงเซนให้ค่ะ การตามล่าหาลายเซนอาจารย์ให้ครบก็เริ่มต้นขึ้นค่ะ จำได้ว่า วันนั้นต้องตะลุยเอาลายเซนอาจารย์ที่ม.บูรพา ตอนเช้า มาโผล่ตอนเที่ยงที่กระทรวงกลาโหมค่ะ เพราะอาจารย์อีกท่านแกทำงานที่นั่นค่ะ แต่ต้องช็อคอีกค่ะ เพราะอาจารย์อีกท่าน แกไปต่างประเทศค่ะ และเราต้องหาลายเซนให้ได้ก่อนกำหนด เพราะถ้าไม่ทันจะไม่ได้รับปริญญาในปีนั้นพอดีค่ะ ซึ่งเหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือนดี เรียกว่าช่วงนั้นกินไม่ได้นอนไม่ค่อยหลับ ตอนกลางคืนก็ละเมอหนักเลยค่ะ เพราะเครียดมากๆ แต่สุดท้ายก็ทันเวลาจนได้ แต่ก็ต้องมาคอยอธิการบดีคณะเซนต่ออีกค่ะ รออยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ค่ะ ลุ้นมาก...

เพราะการจะเซนหรือไม่เซนเราไปบังคับแกไม่ได้ค่ะ และแกก็มักมีประชุมนอกมหาวิทยาลัยก็ต้องรอกันแบบใจตู๊มๆต่อมๆ พอได้ลายเซนครบ ก็ต้องรีบเอาไปเข้าเล่มค่ะ แม้ว่าจะจองคิวไว้แล้วก่อนหน้าที่อธิการบดีจะเซนเสร็จ ก็เล่นเอาลากเลือดค่ะ เพราะว่า คิวทำเล่มวิทยานิพนธ์ช่วงนั้น จะเป็นช่วงพีคของร้านทำเล่มค่ะ เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ก็อยากจะจบให้ทันในรอบนั้นค่ะ เพราะถ้าไม่จบต้องเสียเงินต่อไปอีกค่ะ ทุกเทอม หรือทำเรื่องอีกวุ่นวายค่ะ

ในวันสุดท้ายของวันส่งเล่ม ก็แทบจะบ้าค่ะ เพราะว่า ต้องวิ่งไปวิ่งมา ต้องให้เพื่อนนั่งมอเตอร์ไซค์เข้าไปเอาเล่มไปส่งก่อนค่ะ เพื่อนทำเรื่องอยู่โทรมาถามว่าทันไหมๆ และช่วยทำเรื่องส่งอีกด้วยค่ะ จนสุดท้ายก็ส่งเล่มทันเวลาค่ะ

เรียกว่าเป็นความพยายามสุดฤทธิ์สุดเดช ปานจะม้วยให้ได้ค่ะ ประสบการณ์ทำวิทยานิพนธ์สุดฤทธิ์ของน้อง ก็แทบจะตายเสียให้ได้ค่ะ นับว่าเป็นความพยายามที่คุ้มค่าสมกับการรอคอยที่แสนรอมานานแสนนาน ถ้ารวมเวลาที่สอบเข้าเรียนก็ร่วม 5 ปีค่ะ ทรหดมากๆ

ต้องขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ที่คอยชี้แนะ แนะนำเรื่องต่างๆ ประสาทวิชาให้จนมีวันนี้ค่ะ
ขอบคุณหนังสือวิชาสถิติที่แม้เราจะไม่ชอบตอนแรกๆ แต่เราก็อ่านจนจบและเข้าใจอย่างถ่องแท้ค่ะ จนเดี๋ยวนี้ สามารถให้คำแนะนำคนอื่นได้อย่างกูรูเลยทีเดียว
ขอบคุณเพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้อง ที่คอยให้กำลังใจจนจบจนได้
ขอบคุณพี่ๆที่คณะที่ให้กำลังใจ คอยลุ้นว่าเราจะจบไหมค่ะ
ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่และญาติพี่น้องที่ให้กำลังใจจนสำเร็จบรรลุผลในวันนี้
และสุดท้ายต้องขอบคุณที่สุด คือ อาจารย์ที่ปรึกษาหลักท่านนี้ ที่ทำให้ใบปริญญาใบนี้ มีคุณค่ามากมาย และทำให้เราภาคภูมิใจในตัวเองอย่างที่สุดค่ะ ที่ได้มันมาด้วยความสามารถ ความพยายาม และความขยันสู้ไม่ถอยล้วนๆค่ะ




 

Create Date : 04 มีนาคม 2557    
Last Update : 4 มีนาคม 2557 17:00:08 น.
Counter : 179 Pageviews.  

จุดเริ่มต้นของอักษร

จุดเริ่มต้นของอักษร

เป็นเพียงก้าวเล็กๆของการจรดปลายนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ จนมีตัวอักษรเกิดขึ้นบนหน้าจอ เมื่อพิมพ์มากเข้าๆ ตัวอักษรก็เกิดเป็นคำ และกลายเป็นประโยค จนเริ่มกลายเป็นเรื่องราวออกมา

จุดเริ่มต้นของ Blog Group นี้ ก็เพื่อสนองความต้องการอยากจะเขียนให้สำเร็จสักวันนึง

ซึ่งมีแรงบันดาลใจมานาน แต่เคยหยุดที่จะฝันกับการจะเขียนนิยายอะไรสักเรื่องให้คนอื่นอ่าน สมัยก่อนก็ได้แต่เขียนเรื่องบ้าๆบอๆฮาๆให้ตัวเองอ่าน

จนกระทั่ง เมื่อประมาณ2 ปีก่อน ผู้เขียนเคยเีขียนนิยายส่ง และได้รับเป็นเรื่องที่ผ่านการประกวดเข้าไปเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผ่านเข้ารอบด้วย
แต่ก็ไม่ได้ชนะการประกวด ความฝันก็เลยได้แต่วางไว้เพื่อรอการกลับมาสานอีกครั้ง
ความฝันเริ่มหยุดลงเมื่องานวิจัย และวิทยานิพนธ์ของผู้เขียนเองยังไม่สำเร็จลงเสียที

ความฝันจึงเริ่มจางลงช้าๆ จนกระทั่งมาเจอกับกลุ่มนักเขียนที่ลายปากกา

ความฝันเล็กๆก็เริ่มโตขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมกับความพยายามที่เพิ่มขึ้น

จุดอักษรจึงเป็นงานที่เปิดขึ้น เพื่อให้ช่วยพัฒนางานเขียนของผู้เขียน รวมถึงการนำเอางานเก่าๆมาให้อ่านกัน
งานที่เคยเขียนไว้แล้วไม่ได้ส่งประกวด
งานที่เขียนค้างๆไว้และยังไม่จบลงเสียที
มันจะค่อยๆเขียน ค่อยๆพิมพ์ จนจบในนี้..

ไม่รู้มันจะไปได้สักแค่ไหน แต่ก็ต้องลองดูสักตั้งนะ




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2554 16:27:06 น.
Counter : 169 Pageviews.  


BlogGang Popular Award#13


 
นายยีราฟน้อย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แม้ว่าจะคอยาว ตัวจะอ้วนกลม ขนาดนี้ ก็น่ารักนะขอรับ




Friends' blogs
[Add นายยีราฟน้อย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.