ขุนเดช ตอนที่ 3 (ต่อ)



อีกด้านหนึ่งที่คฤหาสน์ของปราชญ์ ปราชญ์หันมาที่ก้องเกียรติอย่างสนใจ
“คุณวิธีที่จะช่วยให้ผมได้สิ่งที่ต้องการแล้วเหรออาจารย์”
“ครับท่าน หนทางที่จะทำให้ท่านได้ก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเป็นทั้งผู้มีอำนาจและมากบารมี โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาทัดเทียมท่านอีกเพราะท่านจะเป็นที่หนึ่ง”
“ยังไง...ผมต้องทำอะไรบ้าง”
ก้องเกียรติมองปราชญ์แล้วยิ้ม

เสียงเพลงจังหวะเต้นรำในไนต์คลับ แสงไฟวูบวาบ ผกากำลังป้อยอเอาใจเสี่ยลูกค้าคนหนึ่ง
“รถคันเก่าของผกามันซ่อมจนไม่รู้จะซ่อมตรงไหนแล้ว ถ้าเสี่ยอยากให้ผกาไปหาเสี่ย บ่อยๆ เสี่ยก็ซื้อใหม่ให้ผกาสิคะ”
“ถ้าเสี่ยซื้อให้แล้ว ผกาจะเลิกทำงานแล้วไปเป็นเมียน้อยเสี่ยมั้ย”
“ก็อยู่ที่ว่าเสี่ยจะมีค่าเลี้ยงดูผกาเท่าไหร่ ถ้าน้อยกว่าที่คนอื่นเขาให้…เสี่ยก็อยู่กับอีแก่ เสี่ยไปแล้วกัน”
“งั้นเสี่ยทุ่มไม่อั้น อยากได้เท่าไหร่...บอก” เสี่ยยิ้มหื่นจะเข้าไปซุกไซร้แต่ทันใดนั้นก็ถูกลูกน้องประดับเข้ามากระชากคอให้ประดับที่ยืนจ้องหน้าเอาเรื่อง “เฮ้ย…ลื้อเป็นใครวะ”
ประดับไม่ตอบชกเปรี้ยงเข้าหน้าไปสองสามหมัดจนเลือดกบปากทะลักจมูก ร่างเสี่ยร่วงผล่อยหมดสติ
ผกายืนตกใจ ประดับหันมามองหน้าผกาจิกตาร้ายกาจเอาเรื่องก่อนจะเข้าไปบีบปากผกาด้วยแววตาดุดัน ผกาจ้องหน้าตอบเหมือนจะกัดกัน...ฮึ่มๆ

เสื้อผ้าและชุดชั้นในของผกาที่ถอดกองอยู่ตามพื้นไล่เรื่อยขึ้นไปบนเตียง ผกาในร่างเปลือยเปล่านอนกอดก่ายอยู่กับประดับบนเตียงหลังสุขสมอารมณ์หมายด้วยกันไปแล้ว
“ใครจะรู้ล่ะ เห็นเธอได้งานดีเป็นถึงเลขาคนใหญ่คนโต ชั้นก็นึกว่าชั้นต้องตกกระป๋อง”
“ถ้าชั้นลืมเธอ ชั้นจะกลับมาหาเหรอ”
ผกายิ้มพอใจแล้วลูบไล้แผ่นอกเนื้อแน่นๆ ของประดับ
“อย่ามาปากหวานกับผู้หญิงอย่างชั้น เลย วันๆ ชั้นเจอผู้ชายปากหวานมาเยอะแล้ว”
ผกาจุ๊บที่แก้มของประดับอย่างเอาใจ
“ผู้ชายที่ชั้นอยากได้น่ะ ต้องให้ได้ ‘ทุกอย่าง’ ที่ชั้นต้องการต่างหาก”
ผกายิ้มยั่วยวนเหมือนพวกนางยั่วสวาทซุกไซร้ซอกคอประดับ ระหว่างนั้นเองที่เสียงโทรศัพท์ดัง ประดับเอื้อมมือไปรับสาย ขณะที่ผกาก็ยังไม่หยุดยั่วยวน
“ครับท่าน…มีเรื่องด่วนอะไรเหรอครับ” ผกาหยุดซุกไซร้เพราะประดับลุกจากเตียงพร้อมคุยโทรศัพท์สีหน้าจริงจัง “ได้ครับ…ผมจะรีบจัดการให้ท่าน”
ประดับวางสายด้วยสีหน้าครุ่นคิดสงสัย ผกามองด้วยความสงสัยว่าประดับคุยอะไร

วันต่อมาพวกชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันที่ร้านของอาฮวด
“ห๊า…ตายจริงๆ เหรอ”
“ก็ใช่น่ะสินังสาลี่ พวกข้าไปเห็นมากับตา สภาพศพนะดูไม่ได้เลย”
“เฮ้อ…เวรกรรม เห็นกันอยู่หลัดๆ ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ ไม่น่ามาตายไวเล้ย ไอ้ที่มันแก่มันเหี่ยวจนน่าจะยัดใส่โลงซะที มันก็ดันแก่ง่ายตายยาก”
“ด่าใครอยู่เหรออาสาลี่”
“จะใครซะอีกล่ะ ก็แกไงไอ้ฮวด”
“คำก็เบื่ออั้ว สองคำก็เบื่ออั้ว ลองถ้าอั้วนอนตายศพอุจาดลูกตาแบบนั้นมั่ง ลื้อจะนอนไม่หลับเพราะอั้วจะเป็นผีมาหลอกลื้อ”
“ไม่กลัวเว้ย ข้ามีพระ”
“เดี๋ยว…ที่บอกว่าเจอศพน่ะ เจอศพใคร”
ทุกคนหันไปมองบัวทองที่เข้ามาได้ยินทุกคนคุยกัน

ดาราเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายใจเพราะยังไม่ได้ข่าวของยงยุทธ คำปันเห็นอาการเป็นห่วงของดาราก็อดห่วงด้วยไม่ได้
“ผู้หมวดเป็นคนดี เป็นคนเก่ง น้าเชื่อว่าต้องเอาตัวรอดกลับมาได้”
“แต่จนป่านนี้เรายังไม่ได้ข่าวอะไรเลยนะคะน้าคำปัน ไม่รู้ว่าพวกมันเอาตัวยงยุทธไป เพื่ออะไร” ดาราหน้าเครียดกังวลมาก ขุนเดชเข้ามาดารารีบถามทันที “เป็นยังไงบ้างขุนเดช”
ขุนเดชส่ายหน้าว่าไม่พบ
“ผมกับพวกชาวบ้านช่วยกันตามหาแล้ว ไม่มีร่องรอยอะไรเลย”
“โธ่ยงยุทธ”
“แต่ผมเชื่อว่าพวกมันคงไม่คิดจะฆ่ายงยุทธหรอก เพราะถ้ามันคิดจะฆ่าจริงๆ เราคง เจอศพไปแล้ว”
ระหว่างนั้นบัวทองเดินบ่นเข้ามา
“โธ่เอ้ย...เล่าซะตกอกตกใจนึกว่าจะเป็นศพผู้หมวด เสียเวลาฟังอยู่ได้ตั้งนาน”
“พูดอะไรน่ะบัวทอง นี่มันใช่เวลามาพูดเรื่องไม่ดีแบบนี้เหรอ” คำปันเข้าไปหยิกลูกสาว
“โอ๊ยแม่...ชั้นไม่ได้พูดไม่ดีกับผู้หมวดนะ ชั้นได้ยินพวกชาวบ้านที่ร้านอาฮวดคุยกัน ว่าเจอศพคนตาย”
“ว๊าย...ตายแล้ว โธ่ผู้หมวด”
“นั่นไง...แม่ได้ยินแค่นี้แม่ยังคิดเหมือนชั้นเลย”
“ก็แม่กำลังเป็นห่วงผู้หมวดนี่”
“แล้วไม่ใช่ผู้หมวดเหรอบัวทอง”
“ค่ะอาจารย์ เป็นศพของไอ้เถรลูกน้องพี่ขุนเดชนั่นแหละ พวกชาวบ้านไปเจอศพแถวเจดีย์ที่มีโจรไปลักขุดพระเมื่อวันก่อน เขาว่าถูกงูพิษกัดตาย”
“ตายแล้ว...คุณพระคุณเจ้า”
“นี่แหละน้าที่เขาว่าบาปกรรมมันตามทัน ทำร้ายพ่อตัวเองจนเข้าโรงพยาบาลไปไม่ทันไรก็มาโดนงูพิษกัดตาย”
“หยุดพูดเลยนะบัวทอง คนตายไปแล้วจะไปวิจารณ์ทำไม”
“ก็จริงนี่แม่”
ระหว่างนั้นจ่าแท่นนั่งรถจี๊ปเข้ามาพร้อมกับตำรวจอีกคน จ่าแท่นได้รับการทำแผลที่ถูกยิงมีผ้าคล้องแขน
“ทุกคน...พบผู้หมวดแล้ว”
“พบแล้วเหรอคะจ่า...แล้วเขาเป็นยังไงบ้างคะ”
ดาราถามอย่างดีใจ

ภายในห้องพักฟื้นของอนามัย ยงยุทธยังนอนหมดสติไม่รู้สึกตัวที่เท้ามีผ้าพันแผลจากอาการบาดเจ็บที่ถูกกับดักสัตว์เล่นงาน
“เท่าที่หมอตรวจดูจนทั่วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง จะมีก็แผลที่ข้อเท้าที่ต้องใช้เวลาสักระยะ”
ดารามองยงยุทธด้วยความเป็นห่วง
“ปลอดภัยแล้วนะยงยุทธ”
ดาราเข้าไปจับมือยงยุทธและมองด้วยสายตาห่วงใย คำปันกับบัวทองพลอยโล่งอกไปด้วย

ขุนเดชเดินตามจ่าแท่นเข้ามาที่ท่าน้ำ จ่าแท่นชี้ออกไปที่กลางแม่น้ำที่เห็นพวกชาวบ้านพายเรือสัญจรไปมา
“แถวนี้แหละที่พวกชาวบ้านเจอผู้หมวด” จ่าแท่นหันไปหาชาวบ้าน “ไอ้ตุ่น...เอ็งใช่มั้ยที่เจอผู้หมวด เล่าให้ฟังสิว่าเจอยังไง”

ชาวบ้านเล่าเหตุการณ์ตอนเจอยงยุทธ ขณะนั้นชาวบ้านกำลังพายเรือสัญจรไปมา เรือลำหนึ่งลอยมาตามน้ำโดยไม่มีฝีพายและลอยมากระแทกเรือของชาวบ้านที่กำลังหาปลา ชาวบ้านสงสัยว่าเรือใครเลยเดินไปดูแล้วตกใจเพราะ เห็นยงยุทธนอนหมดสติอยู่บนเรือคนเดียว

ขุนเดชมีสีหน้าครุ่นคิดกับสิ่งที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง
“ขอบใจ...ไปทำงานเถอะ” จ่าแท่นบอก ชาวบ้านเดินออกไป จ่าแท่นหันมาคุยต่อกับขุนเดช “น่าแปลกมั้ยขุนเดชที่ไอ้โจรพวกนั้นมันปล่อยให้ผู้หมวดรอดกลับมา”
“สิ่งที่พวกมันทำเลวยิ่งกว่าฆ่าผู้หมวดทิ้งอีกครับลุงจ่า”
“หมายความว่ายังไงน่ะขุนเดช”
“พวกมันไม่ฆ่า แต่จงใจให้ชาวบ้านพบยงยุทธในสภาพแบบนั้น เพราะต้องการให้ทุกคนเห็นว่า ต่อให้เป็นตำรวจที่เก่งสักแค่ไหน ถ้ามันอยากให้ตาย จะตายเมื่อไหร่ก็ได้”
จ่าแท่นถึงกับอึ้งเมื่อขุนเดชอธิบาย ขุนเดชขบกรามกำหมัดเจ็บแค้นแทนเพื่อน
จบตอน 6

ขุนเดช ตอน 7.1
บรรยากาศในร้านอาฮวด พวกชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันวิพากษ์วิจารณ์
“ห๊า...ผู้หมวดคนเก่งนั่นน่ะเหรอโดนพวกโจรเล่นงานซะเกือบตาย” ฮวดทำเสียงตกใจ
“ก็ได้ยินเขาเล่ามาแล้วไงยังจะมาถามซ้ำอีก หูตึงเหรอไงห๊ะไอ้ฮวด” สาลี่บอกอย่างหงุดหงิด
“อั้วไม่ได้ตึง แต่อั้วไม่ค่อยอยากจะเชื่อนี่ วันก่อนจ่าแท่นยังคุยอยู่เลยว่าผู้หมวดคนนี้ เก่งที่สุดในศรีสัชแล้ว”
“แต่เขาเห็นกับตามากันทั้งนั้นแหละอาฮวด สภาพผู้หมวดน่ะดูไม่จืดเลย ตอนนี้ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ที่อนามัย”
“ไอ้หย้า...เก่งขนาดนั้นยังไม่รอด แล้วทีนี้พวกเราจะอยู่กันยังไง เวงกรรม เวงกรรม”
“อัตหิอัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เลิกหวังเลิกพึ่งราชการได้แล้ว เอ้า...ใครติดเงินร้านนี้อยู่เอามาจ่ายให้หมด ต่อไปนี้ชั้นจะไม่ใจดีมีน้ำใจอีกแล้ว ต้องเอาตัวรอดก่อน”

ดาราเข้ามาเยี่ยมยงยุทธที่อนามัย แต่พอเข้ามาในห้องแล้วเจอแต่พยาบาลที่กำลังเก็บเตียง
“อโทษนะคะ...ผู้หมวดยงยุทธอยู่ไหนคะ”
พยาบาลไม่ทันตอบหมอน้อยที่เดินเข้ามาพอดีก็พูดขึ้นแทน
“อาจารย์มาก็ดีเลยครับ ผมอยากให้อาจารย์ช่วยไปพูดกับหมวดเขาหน่อย ผมพูดเท่าไหร่เขาก็ไม่ฟังดื้อเหลือเกิน”
“ดื้อ?...ยงยุทธเขาดื้ออะไรกับหมอคะ”

ที่สถานีตำรวจ มีผู้ต้องหาคนหนึ่งถูกคุมตัวอยู่กับตำรวจยศหมู่ ยงยุทธในชุดตำรวจแต่เดินกะเผลกเข้ามาพร้อมกับจ่าแท่นที่ยังมีผ้าพันแผลที่แขนอยู่ พอเจอหน้าผู้ต้องหายงยุทธก็ปรี่เข้าไปคว้าคอเสื้อ
“ใคร...พวกมันเป็นใคร”
“ผมไม่รู้ครับหมวด”
“แน่ใจนะว่าไม่รู้ เพราะถ้าชั้นสืบแล้วเจอว่าแกเกี่ยวข้อง แกได้แก่ตายอยู่ในคุกแน่”
“ผมไม่รู้จริงๆ ครับหมวด ให้ผมไปสาบานวัดไหนก็ได้”
“งานนี้วัดวาไม่เกี่ยว มีแต่ลูกปืนที่จะตัดสินว่าคำพูดของแกมันเชื่อได้แค่ไหน” จ่าแท่นกระชากคอเสื้อผู้ต้องหามาจ้องหน้าเอาเรื่อง “ทำร้ายเจ้าหน้าที่ราชการอย่างอุจอาจ คิดเหรอว่าหมวดเขาจะปล่อยให้ลอยนวล”
“ผม...ผมไม่รู้จริงๆ ครับ ถ้าผมรู้ผมบอกไปแล้ว ปล่อยผมไปเถอะนะครับ...ผมไม่รู้จริงๆ”
ผู้ต้องหาหน้าเสียกลัวตัวสั่น ยงยุทธมองแล้วตัดสินใจ
“ปล่อยมันไปเถอะจ่า มันไม่รู้เรื่องจริงๆ”
“ทำไมล่ะครับหมวด”
ยงยุทธพยักหน้าให้จ่าแท่นดูที่เป้ากางเกงของผู้ต้องหาซึ่งเปียกโชกไปด้วยฉี่

ยงยุทธเดินกะเผลกออกมาสีหน้าเจ็บปวดแผลที่เท้าแต่พยายามฝืนทนไม่ให้จ่าแท่นเห็น จ่าแท่นตามเข้ามา
“เอายังไงต่อล่ะครับหมวด ไอ้หมอนั่นเป็นเบาะแสเดียวที่เรามี แต่ก็ดันไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
“พวกมันจงใจทำให้ผมขายหน้า แต่พวกมันไม่รู้หรอกว่าคนอย่างผมยิ่งพยามเหยียบให้จมมากเท่าไหร่ พวกมันนั่นแหละที่จะต้องจมหนักกว่าผมหลายเท่า...จ่า เอาแฟ้มคดีที่ค้างอยู่ทั้งหมดมาให้ผม คดีไหนที่ค้างอยู่ผมจะล้างให้เกลี้ยง จะได้รู้กันว่าพวกมันกับผมใครจะอยู่...ใครจะไป”
“เอ่อ...แต่หมวดครับ”
“ทำไมยังไม่ไปอีกล่ะจ่า”
“คืออาการเจ็บของหมวดยังไม่หายดีไม่ใช่เหรอครับ”
“กว่าผมจะรอให้แผลมันตกสะเก็ด พวกชาวบ้านคงไม่มีใครกล้าหันหน้ามาพึ่งตำรวจไร้น้ำยาอีกแล้วล่ะจ่า”
จ่าแท่นรีบเดินเข้าไป ยงยุทธถึงได้แสดงสีหน้าเจ็บปวดที่ทนเจ็บจนแทบจะยืนไม่อยู่ ระหว่างนั้นดาราเข้ามาพอดี
“ต้องรอให้เธอพิการจนเดินไม่ได้ก่อนใช่มั้ยยงยุทธ เธอถึงจะเลิกดื้อซะที”

ดาราทั้งดันหลัง ทั้งออกแรงผลักให้ยงยุทธไปกับเธอ
“คุณไม่ต้องมาเสียเวลากับผมหรอกดารา ผมไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ”
“แต่หมอน้อยบอกเธอต้องพักรักษาตัวก่อน ไม่อย่างนั้นเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลยก็ได้”
“หมอน้อยก็พูดเกินไป ผมเป็นคนเจ็บนะ ผมต้องรู้ตัวเองดีสิว่าไหวหรือไม่ไหว”
“ก็ได้...งั้นเธอลองเดินเขย่งขาเดียวมาหาชั้น ขาข้างที่เธอเจ็บอยู่นั่นแหละ”
ยงยุทธชะงัก
“ที่นี่โรงพักนะ ถ้าผมทำอย่างนั้น ใครจะนับหน้าถือตาผม”
“แต่ถ้าเธอไปล้มหัวหกก้นขวิดต่อหน้าผู้ร้ายอีก ชั้นว่าเธอได้ขายหน้ากว่านี้อีกจม” ยงยุทธนิ่งไป “ยงยุทธ...ขนาดชั้นยังไม่มั่นใจเธอ แล้วเธอจะทำให้คนอื่นฝากชีวิตไว้กับเธอได้ยังไง”
ยงยุทธทำหน้าอย่างเสียไม่ได้ เลยยอมยืนเขย่งขาเดียวด้วยขาข้างที่ขาดเจ็บ...อาการเจ็บแปล๊บขึ้นทันที แต่ยงยุทธก็ฝืนทนไม่ให้ดาราเห็นว่าไม่ไหว ยงยุทธเขย่งเดินไปหาดาราได้แค่ไม่กี้ก้าวก็ล้ม ดารารีบเข้าไปประคองเขาเอาไว้ ใบหน้าของทั้งสองเกือบจะชนกัน สายตาประสานกันนิ่ง ลมหายใจแทบจะรดใส่กัน ก่อนที่ดาราจะรู้สึกตัว
“ทีนี้ก็ยอมรับได้แล้วใช่มั้ย ว่าถึงเวลาที่เธอจะต้องฟังชั้น”

เสียงร้องเจ็บของยงยุทธดังลั่นออกมา
“โอ๊ยยยยยย...แสบๆๆๆ”
ที่ศาลาวัดเกาะน้อย ยงยุทธหน้าตาปวดแสบปวดร้อนเพราะการรักษาด้วยสมุนไพรของหลวงลุง
“ร้องซะลั่นวัด มิน่าถึงได้หนีออกจากอนามัย ที่แท้ก็กลัวเจ็บ” ขุนเดชต่อว่า
“เฮ้ย! ชั้นไม่ได้กลัวเจ็บนะเว้ยไอ้ขุนเดช”
“งั้นก็อยู่เฉยๆ ให้หลวงลุงรักษา สมุนไพรพวกนี้เป็นแพทย์ทางเลือกที่อาหมอกับหลวงลุงช่วยกันศึกษา ถือว่าเธอโชคดีที่ได้เป็นหนูทดลอง”
“หนูทดลอง...” ยงยุทธทำหน้าตกใจ “นี่หมายความว่าไอ้ยากลิ่นเหม็นๆ เหนียวๆ แสบๆ ที่พอกเท้าผมอยู่เนี่ย ยังไม่เคยใช้รักษาใครมาก่อนเลยเหรอครับ”
“ครับหมวด ในเมื่อหมวดไม่ยอมไปอนามัยให้ผมรักษา เพราะกลัวว่าพวกชาวบ้านจะเสียขวัญกำลังใจ ผมก็ต้องใช้ทางเลือกที่คิดว่าน่าจะได้ผลที่สุด” หมอน้อยบอก
“แล้วนอกจากสรรพคุณรักษาแผลที่เท้าเธอแล้ว ยังใช้รักษาแผลในปากเธอได้อีกนะ เผื่อไปจับผู้ร้ายแล้วปากแตกจะได้เอามาป้ายให้แบบนี้ไง”
ดาราป้ายยาจะแกล้ง ยงยุทธรีบปัดป่าย
“ไม่เอา...รีบๆ รักษาผมเถอะครับหลวงลุง ผมจะได้รีบไปจับผู้ร้าย”
ดาราขำยงยุทธที่กลัวกลิ่นยาเหม็นๆ ฉุนๆ ขุนเดชแอบมองดาราที่มองยงยุทธ รู้สึกว่ายงยุทธมักจะทำให้ดารามีรอยยิ้มเสมอ
อีกด้านหนึ่งที่คฤหาสน์ของปราชญ์ ปราชญ์หันมาที่ก้องเกียรติอย่างสนใจ
“คุณวิธีที่จะช่วยให้ผมได้สิ่งที่ต้องการแล้วเหรออาจารย์”
“ครับท่าน หนทางที่จะทำให้ท่านได้ก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเป็นทั้งผู้มีอำนาจและมากบารมี โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาทัดเทียมท่านอีกเพราะท่านจะเป็นที่หนึ่ง”
“ยังไง...ผมต้องทำอะไรบ้าง”
ก้องเกียรติมองปราชญ์แล้วยิ้ม

เสียงเพลงจังหวะเต้นรำในไนต์คลับ แสงไฟวูบวาบ ผกากำลังป้อยอเอาใจเสี่ยลูกค้าคนหนึ่ง
“รถคันเก่าของผกามันซ่อมจนไม่รู้จะซ่อมตรงไหนแล้ว ถ้าเสี่ยอยากให้ผกาไปหาเสี่ย บ่อยๆ เสี่ยก็ซื้อใหม่ให้ผกาสิคะ”
“ถ้าเสี่ยซื้อให้แล้ว ผกาจะเลิกทำงานแล้วไปเป็นเมียน้อยเสี่ยมั้ย”
“ก็อยู่ที่ว่าเสี่ยจะมีค่าเลี้ยงดูผกาเท่าไหร่ ถ้าน้อยกว่าที่คนอื่นเขาให้…เสี่ยก็อยู่กับอีแก่ เสี่ยไปแล้วกัน”
“งั้นเสี่ยทุ่มไม่อั้น อยากได้เท่าไหร่...บอก” เสี่ยยิ้มหื่นจะเข้าไปซุกไซร้แต่ทันใดนั้นก็ถูกลูกน้องประดับเข้ามากระชากคอให้ประดับที่ยืนจ้องหน้าเอาเรื่อง “เฮ้ย…ลื้อเป็นใครวะ”
ประดับไม่ตอบชกเปรี้ยงเข้าหน้าไปสองสามหมัดจนเลือดกบปากทะลักจมูก ร่างเสี่ยร่วงผล่อยหมดสติ
ผกายืนตกใจ ประดับหันมามองหน้าผกาจิกตาร้ายกาจเอาเรื่องก่อนจะเข้าไปบีบปากผกาด้วยแววตาดุดัน ผกาจ้องหน้าตอบเหมือนจะกัดกัน...ฮึ่มๆ

เสื้อผ้าและชุดชั้นในของผกาที่ถอดกองอยู่ตามพื้นไล่เรื่อยขึ้นไปบนเตียง ผกาในร่างเปลือยเปล่านอนกอดก่ายอยู่กับประดับบนเตียงหลังสุขสมอารมณ์หมายด้วยกันไปแล้ว
“ใครจะรู้ล่ะ เห็นเธอได้งานดีเป็นถึงเลขาคนใหญ่คนโต ชั้นก็นึกว่าชั้นต้องตกกระป๋อง”
“ถ้าชั้นลืมเธอ ชั้นจะกลับมาหาเหรอ”
ผกายิ้มพอใจแล้วลูบไล้แผ่นอกเนื้อแน่นๆ ของประดับ
“อย่ามาปากหวานกับผู้หญิงอย่างชั้น เลย วันๆ ชั้นเจอผู้ชายปากหวานมาเยอะแล้ว”
ผกาจุ๊บที่แก้มของประดับอย่างเอาใจ
“ผู้ชายที่ชั้นอยากได้น่ะ ต้องให้ได้ ‘ทุกอย่าง’ ที่ชั้นต้องการต่างหาก”
ผกายิ้มยั่วยวนเหมือนพวกนางยั่วสวาทซุกไซร้ซอกคอประดับ ระหว่างนั้นเองที่เสียงโทรศัพท์ดัง ประดับเอื้อมมือไปรับสาย ขณะที่ผกาก็ยังไม่หยุดยั่วยวน
“ครับท่าน…มีเรื่องด่วนอะไรเหรอครับ” ผกาหยุดซุกไซร้เพราะประดับลุกจากเตียงพร้อมคุยโทรศัพท์สีหน้าจริงจัง “ได้ครับ…ผมจะรีบจัดการให้ท่าน”
ประดับวางสายด้วยสีหน้าครุ่นคิดสงสัย ผกามองด้วยความสงสัยว่าประดับคุยอะไร

วันต่อมาพวกชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันที่ร้านของอาฮวด
“ห๊า…ตายจริงๆ เหรอ”
“ก็ใช่น่ะสินังสาลี่ พวกข้าไปเห็นมากับตา สภาพศพนะดูไม่ได้เลย”
“เฮ้อ…เวรกรรม เห็นกันอยู่หลัดๆ ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ ไม่น่ามาตายไวเล้ย ไอ้ที่มันแก่มันเหี่ยวจนน่าจะยัดใส่โลงซะที มันก็ดันแก่ง่ายตายยาก”
“ด่าใครอยู่เหรออาสาลี่”
“จะใครซะอีกล่ะ ก็แกไงไอ้ฮวด”
“คำก็เบื่ออั้ว สองคำก็เบื่ออั้ว ลองถ้าอั้วนอนตายศพอุจาดลูกตาแบบนั้นมั่ง ลื้อจะนอนไม่หลับเพราะอั้วจะเป็นผีมาหลอกลื้อ”
“ไม่กลัวเว้ย ข้ามีพระ”
“เดี๋ยว…ที่บอกว่าเจอศพน่ะ เจอศพใคร”
ทุกคนหันไปมองบัวทองที่เข้ามาได้ยินทุกคนคุยกัน

ดาราเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายใจเพราะยังไม่ได้ข่าวของยงยุทธ คำปันเห็นอาการเป็นห่วงของดาราก็อดห่วงด้วยไม่ได้
“ผู้หมวดเป็นคนดี เป็นคนเก่ง น้าเชื่อว่าต้องเอาตัวรอดกลับมาได้”
“แต่จนป่านนี้เรายังไม่ได้ข่าวอะไรเลยนะคะน้าคำปัน ไม่รู้ว่าพวกมันเอาตัวยงยุทธไป เพื่ออะไร” ดาราหน้าเครียดกังวลมาก ขุนเดชเข้ามาดารารีบถามทันที “เป็นยังไงบ้างขุนเดช”
ขุนเดชส่ายหน้าว่าไม่พบ
“ผมกับพวกชาวบ้านช่วยกันตามหาแล้ว ไม่มีร่องรอยอะไรเลย”
“โธ่ยงยุทธ”
“แต่ผมเชื่อว่าพวกมันคงไม่คิดจะฆ่ายงยุทธหรอก เพราะถ้ามันคิดจะฆ่าจริงๆ เราคง เจอศพไปแล้ว”
ระหว่างนั้นบัวทองเดินบ่นเข้ามา
“โธ่เอ้ย...เล่าซะตกอกตกใจนึกว่าจะเป็นศพผู้หมวด เสียเวลาฟังอยู่ได้ตั้งนาน”
“พูดอะไรน่ะบัวทอง นี่มันใช่เวลามาพูดเรื่องไม่ดีแบบนี้เหรอ” คำปันเข้าไปหยิกลูกสาว
“โอ๊ยแม่...ชั้นไม่ได้พูดไม่ดีกับผู้หมวดนะ ชั้นได้ยินพวกชาวบ้านที่ร้านอาฮวดคุยกัน ว่าเจอศพคนตาย”
“ว๊าย...ตายแล้ว โธ่ผู้หมวด”
“นั่นไง...แม่ได้ยินแค่นี้แม่ยังคิดเหมือนชั้นเลย”
“ก็แม่กำลังเป็นห่วงผู้หมวดนี่”
“แล้วไม่ใช่ผู้หมวดเหรอบัวทอง”
“ค่ะอาจารย์ เป็นศพของไอ้เถรลูกน้องพี่ขุนเดชนั่นแหละ พวกชาวบ้านไปเจอศพแถวเจดีย์ที่มีโจรไปลักขุดพระเมื่อวันก่อน เขาว่าถูกงูพิษกัดตาย”
“ตายแล้ว...คุณพระคุณเจ้า”
“นี่แหละน้าที่เขาว่าบาปกรรมมันตามทัน ทำร้ายพ่อตัวเองจนเข้าโรงพยาบาลไปไม่ทันไรก็มาโดนงูพิษกัดตาย”
“หยุดพูดเลยนะบัวทอง คนตายไปแล้วจะไปวิจารณ์ทำไม”
“ก็จริงนี่แม่”
ระหว่างนั้นจ่าแท่นนั่งรถจี๊ปเข้ามาพร้อมกับตำรวจอีกคน จ่าแท่นได้รับการทำแผลที่ถูกยิงมีผ้าคล้องแขน
“ทุกคน...พบผู้หมวดแล้ว”
“พบแล้วเหรอคะจ่า...แล้วเขาเป็นยังไงบ้างคะ”
ดาราถามอย่างดีใจ

ภายในห้องพักฟื้นของอนามัย ยงยุทธยังนอนหมดสติไม่รู้สึกตัวที่เท้ามีผ้าพันแผลจากอาการบาดเจ็บที่ถูกกับดักสัตว์เล่นงาน
“เท่าที่หมอตรวจดูจนทั่วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง จะมีก็แผลที่ข้อเท้าที่ต้องใช้เวลาสักระยะ”
ดารามองยงยุทธด้วยความเป็นห่วง
“ปลอดภัยแล้วนะยงยุทธ”
ดาราเข้าไปจับมือยงยุทธและมองด้วยสายตาห่วงใย คำปันกับบัวทองพลอยโล่งอกไปด้วย

ขุนเดชเดินตามจ่าแท่นเข้ามาที่ท่าน้ำ จ่าแท่นชี้ออกไปที่กลางแม่น้ำที่เห็นพวกชาวบ้านพายเรือสัญจรไปมา
“แถวนี้แหละที่พวกชาวบ้านเจอผู้หมวด” จ่าแท่นหันไปหาชาวบ้าน “ไอ้ตุ่น...เอ็งใช่มั้ยที่เจอผู้หมวด เล่าให้ฟังสิว่าเจอยังไง”

ชาวบ้านเล่าเหตุการณ์ตอนเจอยงยุทธ ขณะนั้นชาวบ้านกำลังพายเรือสัญจรไปมา เรือลำหนึ่งลอยมาตามน้ำโดยไม่มีฝีพายและลอยมากระแทกเรือของชาวบ้านที่กำลังหาปลา ชาวบ้านสงสัยว่าเรือใครเลยเดินไปดูแล้วตกใจเพราะ เห็นยงยุทธนอนหมดสติอยู่บนเรือคนเดียว

ขุนเดชมีสีหน้าครุ่นคิดกับสิ่งที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง
“ขอบใจ...ไปทำงานเถอะ” จ่าแท่นบอก ชาวบ้านเดินออกไป จ่าแท่นหันมาคุยต่อกับขุนเดช “น่าแปลกมั้ยขุนเดชที่ไอ้โจรพวกนั้นมันปล่อยให้ผู้หมวดรอดกลับมา”
“สิ่งที่พวกมันทำเลวยิ่งกว่าฆ่าผู้หมวดทิ้งอีกครับลุงจ่า”
“หมายความว่ายังไงน่ะขุนเดช”
“พวกมันไม่ฆ่า แต่จงใจให้ชาวบ้านพบยงยุทธในสภาพแบบนั้น เพราะต้องการให้ทุกคนเห็นว่า ต่อให้เป็นตำรวจที่เก่งสักแค่ไหน ถ้ามันอยากให้ตาย จะตายเมื่อไหร่ก็ได้”
จ่าแท่นถึงกับอึ้งเมื่อขุนเดชอธิบาย ขุนเดชขบกรามกำหมัดเจ็บแค้นแทนเพื่อน
จบตอน 6

ขุนเดช ตอน 7.1
บรรยากาศในร้านอาฮวด พวกชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันวิพากษ์วิจารณ์
“ห๊า...ผู้หมวดคนเก่งนั่นน่ะเหรอโดนพวกโจรเล่นงานซะเกือบตาย” ฮวดทำเสียงตกใจ
“ก็ได้ยินเขาเล่ามาแล้วไงยังจะมาถามซ้ำอีก หูตึงเหรอไงห๊ะไอ้ฮวด” สาลี่บอกอย่างหงุดหงิด
“อั้วไม่ได้ตึง แต่อั้วไม่ค่อยอยากจะเชื่อนี่ วันก่อนจ่าแท่นยังคุยอยู่เลยว่าผู้หมวดคนนี้ เก่งที่สุดในศรีสัชแล้ว”
“แต่เขาเห็นกับตามากันทั้งนั้นแหละอาฮวด สภาพผู้หมวดน่ะดูไม่จืดเลย ตอนนี้ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ที่อนามัย”
“ไอ้หย้า...เก่งขนาดนั้นยังไม่รอด แล้วทีนี้พวกเราจะอยู่กันยังไง เวงกรรม เวงกรรม”
“อัตหิอัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เลิกหวังเลิกพึ่งราชการได้แล้ว เอ้า...ใครติดเงินร้านนี้อยู่เอามาจ่ายให้หมด ต่อไปนี้ชั้นจะไม่ใจดีมีน้ำใจอีกแล้ว ต้องเอาตัวรอดก่อน”

ดาราเข้ามาเยี่ยมยงยุทธที่อนามัย แต่พอเข้ามาในห้องแล้วเจอแต่พยาบาลที่กำลังเก็บเตียง
“อโทษนะคะ...ผู้หมวดยงยุทธอยู่ไหนคะ”
พยาบาลไม่ทันตอบหมอน้อยที่เดินเข้ามาพอดีก็พูดขึ้นแทน
“อาจารย์มาก็ดีเลยครับ ผมอยากให้อาจารย์ช่วยไปพูดกับหมวดเขาหน่อย ผมพูดเท่าไหร่เขาก็ไม่ฟังดื้อเหลือเกิน”
“ดื้อ?...ยงยุทธเขาดื้ออะไรกับหมอคะ”

ที่สถานีตำรวจ มีผู้ต้องหาคนหนึ่งถูกคุมตัวอยู่กับตำรวจยศหมู่ ยงยุทธในชุดตำรวจแต่เดินกะเผลกเข้ามาพร้อมกับจ่าแท่นที่ยังมีผ้าพันแผลที่แขนอยู่ พอเจอหน้าผู้ต้องหายงยุทธก็ปรี่เข้าไปคว้าคอเสื้อ
“ใคร...พวกมันเป็นใคร”
“ผมไม่รู้ครับหมวด”
“แน่ใจนะว่าไม่รู้ เพราะถ้าชั้นสืบแล้วเจอว่าแกเกี่ยวข้อง แกได้แก่ตายอยู่ในคุกแน่”
“ผมไม่รู้จริงๆ ครับหมวด ให้ผมไปสาบานวัดไหนก็ได้”
“งานนี้วัดวาไม่เกี่ยว มีแต่ลูกปืนที่จะตัดสินว่าคำพูดของแกมันเชื่อได้แค่ไหน” จ่าแท่นกระชากคอเสื้อผู้ต้องหามาจ้องหน้าเอาเรื่อง “ทำร้ายเจ้าหน้าที่ราชการอย่างอุจอาจ คิดเหรอว่าหมวดเขาจะปล่อยให้ลอยนวล”
“ผม...ผมไม่รู้จริงๆ ครับ ถ้าผมรู้ผมบอกไปแล้ว ปล่อยผมไปเถอะนะครับ...ผมไม่รู้จริงๆ”
ผู้ต้องหาหน้าเสียกลัวตัวสั่น ยงยุทธมองแล้วตัดสินใจ
“ปล่อยมันไปเถอะจ่า มันไม่รู้เรื่องจริงๆ”
“ทำไมล่ะครับหมวด”
ยงยุทธพยักหน้าให้จ่าแท่นดูที่เป้ากางเกงของผู้ต้องหาซึ่งเปียกโชกไปด้วยฉี่

ยงยุทธเดินกะเผลกออกมาสีหน้าเจ็บปวดแผลที่เท้าแต่พยายามฝืนทนไม่ให้จ่าแท่นเห็น จ่าแท่นตามเข้ามา
“เอายังไงต่อล่ะครับหมวด ไอ้หมอนั่นเป็นเบาะแสเดียวที่เรามี แต่ก็ดันไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
“พวกมันจงใจทำให้ผมขายหน้า แต่พวกมันไม่รู้หรอกว่าคนอย่างผมยิ่งพยามเหยียบให้จมมากเท่าไหร่ พวกมันนั่นแหละที่จะต้องจมหนักกว่าผมหลายเท่า...จ่า เอาแฟ้มคดีที่ค้างอยู่ทั้งหมดมาให้ผม คดีไหนที่ค้างอยู่ผมจะล้างให้เกลี้ยง จะได้รู้กันว่าพวกมันกับผมใครจะอยู่...ใครจะไป”
“เอ่อ...แต่หมวดครับ”
“ทำไมยังไม่ไปอีกล่ะจ่า”
“คืออาการเจ็บของหมวดยังไม่หายดีไม่ใช่เหรอครับ”
“กว่าผมจะรอให้แผลมันตกสะเก็ด พวกชาวบ้านคงไม่มีใครกล้าหันหน้ามาพึ่งตำรวจไร้น้ำยาอีกแล้วล่ะจ่า”
จ่าแท่นรีบเดินเข้าไป ยงยุทธถึงได้แสดงสีหน้าเจ็บปวดที่ทนเจ็บจนแทบจะยืนไม่อยู่ ระหว่างนั้นดาราเข้ามาพอดี
“ต้องรอให้เธอพิการจนเดินไม่ได้ก่อนใช่มั้ยยงยุทธ เธอถึงจะเลิกดื้อซะที”

ดาราทั้งดันหลัง ทั้งออกแรงผลักให้ยงยุทธไปกับเธอ
“คุณไม่ต้องมาเสียเวลากับผมหรอกดารา ผมไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ”
“แต่หมอน้อยบอกเธอต้องพักรักษาตัวก่อน ไม่อย่างนั้นเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลยก็ได้”
“หมอน้อยก็พูดเกินไป ผมเป็นคนเจ็บนะ ผมต้องรู้ตัวเองดีสิว่าไหวหรือไม่ไหว”
“ก็ได้...งั้นเธอลองเดินเขย่งขาเดียวมาหาชั้น ขาข้างที่เธอเจ็บอยู่นั่นแหละ”
ยงยุทธชะงัก
“ที่นี่โรงพักนะ ถ้าผมทำอย่างนั้น ใครจะนับหน้าถือตาผม”
“แต่ถ้าเธอไปล้มหัวหกก้นขวิดต่อหน้าผู้ร้ายอีก ชั้นว่าเธอได้ขายหน้ากว่านี้อีกจม” ยงยุทธนิ่งไป “ยงยุทธ...ขนาดชั้นยังไม่มั่นใจเธอ แล้วเธอจะทำให้คนอื่นฝากชีวิตไว้กับเธอได้ยังไง”
ยงยุทธทำหน้าอย่างเสียไม่ได้ เลยยอมยืนเขย่งขาเดียวด้วยขาข้างที่ขาดเจ็บ...อาการเจ็บแปล๊บขึ้นทันที แต่ยงยุทธก็ฝืนทนไม่ให้ดาราเห็นว่าไม่ไหว ยงยุทธเขย่งเดินไปหาดาราได้แค่ไม่กี้ก้าวก็ล้ม ดารารีบเข้าไปประคองเขาเอาไว้ ใบหน้าของทั้งสองเกือบจะชนกัน สายตาประสานกันนิ่ง ลมหายใจแทบจะรดใส่กัน ก่อนที่ดาราจะรู้สึกตัว
“ทีนี้ก็ยอมรับได้แล้วใช่มั้ย ว่าถึงเวลาที่เธอจะต้องฟังชั้น”

เสียงร้องเจ็บของยงยุทธดังลั่นออกมา
“โอ๊ยยยยยย...แสบๆๆๆ”
ที่ศาลาวัดเกาะน้อย ยงยุทธหน้าตาปวดแสบปวดร้อนเพราะการรักษาด้วยสมุนไพรของหลวงลุง
“ร้องซะลั่นวัด มิน่าถึงได้หนีออกจากอนามัย ที่แท้ก็กลัวเจ็บ” ขุนเดชต่อว่า
“เฮ้ย! ชั้นไม่ได้กลัวเจ็บนะเว้ยไอ้ขุนเดช”
“งั้นก็อยู่เฉยๆ ให้หลวงลุงรักษา สมุนไพรพวกนี้เป็นแพทย์ทางเลือกที่อาหมอกับหลวงลุงช่วยกันศึกษา ถือว่าเธอโชคดีที่ได้เป็นหนูทดลอง”
“หนูทดลอง...” ยงยุทธทำหน้าตกใจ “นี่หมายความว่าไอ้ยากลิ่นเหม็นๆ เหนียวๆ แสบๆ ที่พอกเท้าผมอยู่เนี่ย ยังไม่เคยใช้รักษาใครมาก่อนเลยเหรอครับ”
“ครับหมวด ในเมื่อหมวดไม่ยอมไปอนามัยให้ผมรักษา เพราะกลัวว่าพวกชาวบ้านจะเสียขวัญกำลังใจ ผมก็ต้องใช้ทางเลือกที่คิดว่าน่าจะได้ผลที่สุด” หมอน้อยบอก
“แล้วนอกจากสรรพคุณรักษาแผลที่เท้าเธอแล้ว ยังใช้รักษาแผลในปากเธอได้อีกนะ เผื่อไปจับผู้ร้ายแล้วปากแตกจะได้เอามาป้ายให้แบบนี้ไง”
ดาราป้ายยาจะแกล้ง ยงยุทธรีบปัดป่าย
“ไม่เอา...รีบๆ รักษาผมเถอะครับหลวงลุง ผมจะได้รีบไปจับผู้ร้าย”
ดาราขำยงยุทธที่กลัวกลิ่นยาเหม็นๆ ฉุนๆ ขุนเดชแอบมองดาราที่มองยงยุทธ รู้สึกว่ายงยุทธมักจะทำให้ดารามีรอยยิ้มเสมอ
ขุนเดชพยุงยงยุทธเข้ามาที่บ้านพักตำรวจโดยมีดารามาส่งด้วย
“ถ้าอยากหายเร็ว ยาที่หลวงพ่อกับอาหมอให้มา แกต้องจัดการใช้ตามที่สั่ง” ขุนเดชบอก
“รู้แล้วน่า ชั้นไม่ใช่เด็กพูดคำเดียวก็รู้เรื่อง”
“เด็กดื้อน่ะยังพอใช้ไม้เรียวกำราบให้ฟังได้ แต่ผู้ใหญ่ดื้อเนี่ย สงสัยต้องปล่อยให้เป็นไปตามกรรม”
“งั้นดาราก็แวะมาดูแลมันสิ บ้านน้าคำปันกับที่นี่ก็อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ จะได้มั่นใจว่าผู้หมวดจะไม่ดื้อ”
“เฮ้ยๆๆ ชั้นดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้ดารามาเสียเวลากับชั้นหรอก”
“ดาราเขายังไม่ปฏิเสธสักคำ ใช่มั้ยดารา” ขุนเดชหันไปถามดารา ดารานิ่งไปครู่
“ก็อย่างที่ขุนเดชเป็นห่วงเธอนั่นแหละ ถ้าชั้นไม่ดูแลเธอ แล้วใครจะดูแล”
“ดารารับปากแบบนี้ผมก็สบายใจ งั้นผมขอตัวไปทำงานต่อ ฝากไอ้หมวดจอมดื้อด้วยนะ”
ขุนเดชเดินออกไปเปิดโอกาสให้ยงยุทธกับดาราได้อยู่กันตามลำพัง ยงยุทธแม้จะรู้สึกดีที่ได้อยู่ตามลำพังกับดาราแต่ก็พยายามกลบเกลื่อนความรู้สึก
“ไอ้ขุนเดชนี่มันชอบยุ่งเรื่องคนโน้นคนนี้ตลอด ว่ามั้ยดารา”
ดารานิ่งไม่พูดอะไรแต่แอบเศร้า

ที่จังหวัดอยุธยา กำนันบุญกับลูกน้องจอดรถรอการมาของประดับที่ขับรถเก๋งคันหรูวิ่งเข้ามาฝุ่นตลบ ประดับลงจากรถมาพร้อมกับลูกน้อง กำนันบุญยื่นภาพถ่ายใบหนึ่งให้ประดับรับไปดู
“ตามใบสั่งที่ท่านต้องการให้หา ชั้นดูให้แล้วก็มีนี่แหละที่พอจะตรงกับความต้องการของท่านที่สุด” ภาพในมือของประดับเป็นเป็นภาพของโล่ห์เหล็กโบราณอันหนึ่งที่มีสีออกปนเขียวอยู่ในเนื้อเหล็ก “เป็นโล่ห์ในปลายสมัยอยุธยา สภาพน่าจะผ่านการรบมาอย่างโชกโชน เพิ่งจะขุดพบไม่นานมานี่เอง เนื้อโลหะผสมหินแร่เหล็กเขียว จากเหมืองที่จังหวัดอุตรดิตถ์”
“ท่านไม่ได้อยากได้รูป แต่อยากได้ของ”
“ชั้นก็อยากจะเอามาให้ท่าน แต่มันมีปัญหา”
“ปัญหาอะไร”
“พวกข้าราชการเป็นคนขุดเจอ ตอนนี้ของถูกเก็บรักษาเอาไว้รอนำเข้าพิพิธภัณฑ์ อยู่ๆ จะ ไปหยิบเอามาก็คงไม่ได้” ประดับนิ่งไปสีหน้าครุ่นคิดบางอย่างจนกำนันบุญอดสงสัยไม่ได้ “ปกติท่านไม่เคยสะสมของพวกนี้ ทำไมคราวนี้ท่านถึงต้องการ”
“ไม่ใช่เรื่องของกำนัน หน้าที่มีแค่ทำตามคำสั่งท่านเท่านั้น”
ประดับบอกเสียงห้วนแล้วเดินกลับไปที่รถพร้อมกับลูกน้อง ขับรถฝุ่นตลบออกไป กำนันบุญมองตามอย่างสงสัย

รถจี๊ปคันหนึ่งขับมาตามถนนลูกรังทันใดนั้นรถจี๊ปที่มีเจ้าหน้าที่ 3 คนพร้อมกับลังของสำคัญก็จอดเอี๊ยด เพราะเจอรถเก๋งคันหรูของประดับจอดขวางทาง ประดับก้าวออกมาจากรถพร้อมแว่นตาดำที่สวมปิดบังแววตาอันร้ายกาจ
“รถเสียทำไมไม่เข็นไปข้างทางล่ะคุณ ขวางถนนแบบนี้คนอื่นเขาจะไปได้ยังไง”
เจ้าหน้าที่ถาม ประดับเดินตรงดิ่งเข้ามาและไม่พูดพร่ำชักปืนออกมายิงใส่เจ้าหน้าที่คนนั้นทีที...เปรี้ยง !!
เจ้าหน้าที่ตายคาถนน เจ้าหน้าที่อีก 2 คนตกใจ คนหนึ่งรีบคว้าปืนที่อยู่ในรถจะยิงสู้ แต่ไม่ทันเพราะลูกน้องประดับที่ดักซุ่มอยู่ข้างทางโผล่เข้ามายิงดับไปหนึ่ง เหลือเจ้าหน้าที่คนสุดท้ายที่ตกใจกลัวจะวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่ก็เจอประดับยกปืนขึ้นเล็งจากระยะไกล
ประดับถอดแว่นตาดำออกแล้วยิ้มชั่วอย่างโหดเหี้ยม...ลั่นไกทันที...เปรี้ยง !! กระสุนพุ่งตัดขั้วหัวใจตายคาที่
ประดับกับลูกน้องเดินมาที่ท้ายรถ ลูกน้องเปิดผ้าคลุมออกแล้วงัดลังพบโล่ห์เหล็กสีเขียวอยู่ในนั้น ประดับเอาโล่ห์ออกมาแล้วหันไปสั่งลูกน้อง
“จัดการทำลายหลักฐานให้เรียบร้อยด้วย”
ลูกน้องรับคำ คว้าถังน้ำมันแกลลอนในรถมาราดใส่ทั้งรถและคนที่นอนตายเกลื่อน พอประดับเดินเข้าไปนั่งใน รถ ลูกน้องก็โยนไฟแช็คใส่รถระเบิดสนั่นหวั่นไหว...ตู้ม !! ไฟลุกท่วม ประดับขับรถเก๋งคันหรูออกไปลูกน้องขี่มอเตอร์ไซค์วิบากตาม
หลังจากประดับออกไปแล้ว กำนันบุญกับลูกน้องที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ก็พากันออกมาจากที่ซ่อน มองสภาพความโหดเหี้ยมของประดับที่ทิ้งเอาไว้แล้วยิ่งเคลือบแคลงสงสัย
“แปลกนะครับพ่อกำนัน...ถึงกับต้องลงมือเอง ทั้งๆ ที่งานแบบนี้ ใช้พวกเราก็ได้”
“ท่านคิดจะทำอะไรของท่านกันแน่”
กำนันบุญคิ้วขมวดสงสัย

ที่บ้านพักตำรวจ ยงยุทธมีสีหน้าสงสัยกับสิ่งที่จ่าแท่นบอก
“แน่ใจเหรอจ่า”
“ครับหมวด ตอนแรกผมก็นึกว่าจะถูกงูกัดตายธรรมดาก็เลยไม่ได้สนใจอะไร แต่พอพาพ่อแม่ไอ้เถรไปดูศพ ผมถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าตามตัวของไอ้เถรมีร่องรอยการต่อสู้ถูกทำร้ายร่างกายด้วย”
“แล้วใช่สาเหตุของการตายรึเปล่า”
“ไม่ใช่ครับ...ผมให้หมอน้อยช่วยตรวจดูศพด้วย หมอน้อยยืนยันว่าตายเพราะพิษงู”
ยงยุทธนิ่งคิดอยู่ครู่
“งั้นอายัดศพไว้ก่อน ผมต้องตรวจให้ละเอียดอีกครั้งว่าร่องรอยของการต่อสู้ที่นายเถรถูกทำร้าย...เกิดจากอาวุธอะไร”

ขณะนั้นขุนเดชกำลังเดินกลับกระท่อม แต่เจอบัวทองที่มายืนรอ
“พี่ขุนเดช กลับมาแล้วเหรอไปไหนมาเนี่ย ทำไมกลับซะเย็นเลย ชั้นมารอพี่ตั้งนาน ยืนจนขาจะแข็งอยู่แล้วนะ”
“ถามเยอะแยะ จะให้พี่ตอบอันไหนก่อน”
“ตอบอันไหนก็ได้”
“พี่ก็ไปทำงานเหมือนทุกวัน”
“ถ้าตอบแค่นั้นไม่ต้องตอบดีกว่า อย่างพี่จะไปไหนได้ถ้าไม่ทำงานก็อยู่วัด”
ขุนเดชยิ้ม
“รู้แล้วยังถาม เขาเรียกว่าฟุ่มเฟือยคำพูด”
บัวทองชะงัก
“โหย...นี่หลอกด่าว่าชั้นพูดมากใช่มั้ยเนี่ย”
ขุนเดชยิ้มกวนๆ แล้วจะเดินเข้ากระท่อม แต่บัวทองรีบขัด
“เดี๋ยวสิพี่ แล้วพี่จะไม่ถามชั้นสักคำเหรอว่าชั้นมารอพี่ทำไม”
“อยู่กับบัวทองพี่ไม่ต้องถามอะไรหรอก เดี๋ยวบัวทองก็บอกทุกอย่างพี่เอง”
ขุนเดชเดินเข้าไปในกระท่อม บัวทองปั้นหน้างอปั้นปึ่ง
“คนบ้า...นี่ถ้าไม่อยากรู้เรื่องเด็ดๆ ล่ะก็...ไม่มาให้กระแหนะกระแหนหรอก”
บัวทองบ่นก่อนจะเดินตามขุนเดชเข้าไปในกระท่อม

บัวทองตามขุนเดชเข้ามาในกระท่อมพร้อมกับยื่นฝักบัวให้
“เอ้า...ชั้นไปเด็ดดอกบัวมาเจอฝักบัวน่ากินเลยเอามาให้พี่”
“ให้พี่?”
“ก็ใช่น่ะสิ...อร่อยนะ ระหว่างรอพี่ชั้นกินไปตั้งหลายอันแล้ว”
“พี่ว่าบัวทองอยากรู้อะไรก็ถามพี่ตรงๆ เลยดีกว่า หัดติดสินบนแบบนี้เดี๋ยวจะติดเป็นนิสัย”
บัวทองชะงักที่ขุนเดชรู้ทัน
“พี่ขุนเดชเนี่ย...ทำไมถึงได้รู้ทันชั้นไปซะทุกเรื่องเลย ก็ได้งั้นถ้าชั้นถามแล้วพี่ต้อง เล่ามาให้ชั้นฟังให้หมดเลยนะ”
“อยากรู้อะไรล่ะ”
“ชั้นได้ยินอาจารย์ประทีปคุยกับอาหมอเรื่องการตายของนายเถร สงสัยว่าอาจจะมีคนร้ายเล่นงานนายเถร”
“นั่นเป็นเรื่องของตำรวจ บัวทองมาถามพี่คงไม่ได้เรื่องอะไรหรอก”
“เรื่องนั้นชั้นไม่สนใจหรอก ชั้นสนเรื่องที่ได้ยินจากอาจารย์ประทีปมามากกว่า” ขุนเดชมองสงสัย บัวทองขยับมาใกล้ๆ อย่างอยากรู้ “เป็นเรื่องจริงเหรอพี่ขุนเดชที่มีฆาตกรคอยตามเล่นงานพวกคนร้ายที่ลักขุดกรุ ทำลายโบราณสถาน ขโมยวัตถุโบราณ ตลอดทางทุกที่ที่คณะโบราณคดีของอาจารย์ประทีปเดินทางไปทำงาน” ขุนเดชนิ่งไป “
เงียบทำไมล่ะพี่ขุนเดช ตกลงเป็นเรื่องจริงรึเปล่า เล่าให้ฟังหน่อยสิชั้นอยากรู้...นะๆๆๆ”
ขุนเดชหันมามองบัวทองหน้านิ่ง

คืนนั้นเมื่อบัวทองกลับมาบ้าน บัวทองนั่งลงที่เตียงอย่างหัวเสียหงุดหงิดหน้าบึ้งบ่นๆๆๆๆ
“พี่ขุนเดชบ้า...มาว่าเราเป็นพวกเพ้อเจ้อ ไร้สาระ อ่านนิยายมากเกินไปเนี่ยนะ บ้าที่สุด”
บัวทองบ่นไม่หยุด จนดาราที่นั่งหวีผมอยู่หันมายิ้ม
“ขุนเดชเขาคงไม่ตั้งใจว่าบัวทองแบบนั้นหรอกจ้ะ”
“ไม่ตั้งใจอะไรคะอาจารย์ นอกจากจะบอกว่าบัวทองเพ้อเจ้อแล้ว ยังไล่ให้บัวทองรีบกลับบ้าน ให้มาช่วยแม่ทำงาน ให้สนใจแต่เรื่องทำมาหากินอย่างเดียวก็พอ ทั้งๆ ที่เรื่องที่บัวทองถามเนี่ยมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคนที่นี่ทั้งนั้น”
“บางทีที่ขุนเดชไม่อยากให้บัวทองไปยุ่ง อาจจะเพราะกลัวบัวทองจะไม่ปลอดภัยก็ได้”
“แสดงว่าอาจารย์ก็เชื่อเหมือนอย่างที่บัวทองเชื่อใช่มั้ยคะว่ามีฆาตกรที่คอยเก็บ กวาดเล่นงานพวกโจรลักขโมยโบราณวัตถุจริงๆ”
“อาจารย์ก็ไม่รู้ว่ามีจริงรึเปล่า แต่ก็เคยได้ยินทีมงานของอาจารย์ประทีปเล่าให้ ฟังบ่อยๆ ว่าพวกโจรที่มาลักขโมยวัตถุโบราณมักจะโดนตามเล่นงานจนถึงชีวิตทุกราย”
“งั้นก็แสดงว่า บางทีฆาตกรที่คอยเล่นงานพวกใจบาปทำลายสมบัติของชาติ อาจจะตามมาถึงที่นี่แล้ว และอาจจะเดินสวนไปสวนมากับพวกเราในศรีสัชฯ โดยที่เราไม่รู้ตัว”
ความสงสัยของบัวทองทำให้ดาราเองก็ปฏิเสธที่จะคล้อยตามความคิดไม่ได้เหมือนกัน

หลายวันต่อมา ชาวบ้านหลายสิบคนเฮโลถือจอบ ถือเสียม เข้ามาที่บริเวณไร่ที่มีการขุดเจอพวกเครื่องชาม สังคโลก ทั้งหม้อ ทั้งไหของโบราณจนชุลมุนวุ่นวาย บางคนขุดเจอของที่ยังสภาพสมบูรณ์ก็เข้าไปยื้อแย่งกัน อาจารย์ประทีปกับดารารีบเข้ามาร้องตะโกนห้ามทุกคน
“หยุดเถอะค่ะ นี่เป็นสมบัติที่พวกเราต้องช่วยกันรักษานะคะ อย่าเอาไปเป็นสมบัติส่วนตัวเลย” ดาราเห็นชาวบ้านผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มชามสังคโลกวิ่งผ่านหน้า ดารารีบเข้าไปขวาง “คุณป้าคะ...ขอร้องเถอะค่ะ สมบัติพวกนี้ถือเป็นของหลวง ถ้าคุณป้าเอาไปครอบครองจะมีความผิดทางกฎหมายนะคะ”
“ถอยไปเลยนังหนู ทีกับคนจนขู่ว่าผิดกฏหมาย แล้วทีไอ้พวกคนรวยๆ ในเมืองที่มันเอา ไปประดับบ้านล่ะ ไม่เห็นตำรวจจะทำอะไรมันได้สักคน”
หญิงชาวบ้านผลักดาราไม่ให้มาแย่งเอาของคืนไป ดาราเซเกือบจะล้มยงยุทธเข้ามาช่วยประคองเอาไว้ได้
“เจ็บตรงไหนรึเปล่า” ยงยุทธถามอย่างเป็นห่วง
“ชั้นไม่เป็นอะไรแต่ต้องห้ามชาวบ้านอย่าให้ขุดทำลาย ของทุกชิ้นมีค่าทางประวัติศาสตร์”
ยงยุทธหันไปมองพวกชาวบ้านที่ยังชุลมุนวุ่นวายไม่เลิก อาจารย์ประทีปถึงกับเอาโทรโข่งมาประกาศห้าม
“พ่อแม่พี่น้อง หยุดเถอะครับ ที่ทุกคนกำลังทำอยู่เป็นการผิดกฏหมาย ของทุกชิ้นที่นี่เป็นสมบัติของหลวง ขอพี่น้องทุกคนหยุดทำลาย เพื่อพระร่วงเจ้า เพื่อพ่อขุนรามของเรา”
“ไม่ต้องมาขู่พวกเราหรอกอาจารย์ ตำรวจก็ดีแต่เข้าข้างคนรวย ทีกับคนจนล่ะจับได้จับเอา พวกเราไม่กลัวหรอก ใช่มั้ยพวกเรา”
พวกชาวบ้านเฮโลเห็นด้วยส่งเสียงโวยวายไม่ฟังและไม่พอใจ พยายามจะเข้าไปขุดค้นต่อ กำลังตำรวจที่ยงยุทธพามาต้องเข้าไปกันแต่ก็ถูกพวกชาวบ้านยื้อดันไม่ยอม
ยงยุทธเข้ามามองสภาพการที่กำลังชุลมุนวุ่นวายเลยตัดสินใจรับโทรโข่งจากอาจารย์ประทีปมาประกาศ
“จะจนจะรวยผมไม่สน ถ้าหน้าไหนไม่เคารพกฏหมายจะลากคอเข้าคุกให้หมด ใครกล้าก็ลองดู”
พวกชาวบ้านชะงักกันไป แต่ก็มีชาวบ้านที่ยังหัวแข็ง
“ตำรวจไร้น้ำยาเจอโจรดักตีจนต้องหยอดข้าวต้มที่อนามัย ไม่ต้องไปกลัวเว้ย”
ชาวบ้านหัวโจกพยามโวยยงยุทธเลยตัดสินใจชักปืนออกมาแล้วยิงขึ้นฟ้าทันที...เปรี้ยง ๆๆๆ
“ใครมีสมบัติของแผ่นดินไว้ในครอบครอง จับขึ้นรถให้หมด”
เสียงปืนทำให้พวกชาวบ้านตกใจร้องเสียงหลงวิ่งแตกตื่นหนีกันจ้าละหวั่น

ขุนเดชกับจ่าแท่นนั่งรถจี๊ปเข้ามาเห็นพวกชาวบ้านวิ่งหนีตำรวจที่ไล่จับจนแตกตื่นสวนทางออกมา บางคนถึงกับโยนชามสังคโลกทิ้งแตกกระจาย เพราะกลัวความผิด
“รีบหนีเร็วเว้ย ใครเอาสังคโลกกลับบ้าน ผู้หมวดเอาจริงสั่งจับทุกคนแล้ว”
พวกชาวบ้านวิ่งหนีกระเจิงขุนเดชรีบลงจากรถไปหยิบเครื่องชามสังคโลกที่แตกกระจายขึ้นมาอย่างเสียดาย
“ไอ้พวกเวรเอ้ย...หนีแต่ตัวอย่าทำลายสมบัติแผ่นดินสิโว้ย”

ขุนเดชกับจ่าแท่นตามเข้ามาที่บริเวณเนินดินที่ขุดเจอเตาเผาสังคโลก ยงยุทธกำลังสั่งให้ตำรวจเอาเชือกมาล้อม ดาราหันไปเห็นขุนเดช
“ขุนเดช”
“เสียหายเยอะมั้ยดารา”
“ข่าวไวอย่างกับไฟลามทุ่ง พอมาถึงพวกชาวบ้านก็แห่กันมาจากไหนไม่รู้ ขุดกันอย่างไม่มีความรู้เสียหายแตกไปเกือบหมด”
“ผมผ่านเข้ามาตะกี้เห็นพวกชาวบ้านหนีกันกระเจิง”
“ผู้หมวดต้องขู่ว่าจะเอาจริงถึงจะกลัวกันค่ะจ่า”
“แต่แค่นี้ยังเอาไม่อยู่หรอก ข่าวสะพัดออกไปแบบนี้ต้องมีพวกไม่กลัวคุกกลัวตะรางแอบ ลักลอบมาอีกแน่”
ยงยุทธเดินเข้ามา
“คืนนี้ชั้นจะนอนเฝ้าที่นี่ ถ้ากล้าเข้ามาก็ได้เจอชั้นแน่”
“งั้นชั้นจะอยู่ช่วยด้วย”
ขุนเดชกับยงยุทธมองหน้ากัน

คืนนั้นบริเวณเนินดินที่ขุดเจอเตาเผาสังคโลกมีป้ายติดไว้ว่า “ห้ามเข้า” ยงยุทธเอาฟืนมาเติมกองไฟที่ก่อไว้หน้าเต้นท์ที่พักก่อนจะหันไปมองขุนเดชที่ยืนสีหน้าเคร่งขรึมมองซากเตาสังคโลกที่ถูกขุดจนพังยับ
“ชั้นคุยกับอาจารย์ประทีปแล้ว เครื่องชามสังคโลกที่ยังสมบูรณ์น่าจะพอหลงเหลืออยู่ บ้าง อาจจะไม่มากแต่ก็ยังพอขุดขึ้นมาศึกษาและเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ได้”
“ชาวบ้านที่มาวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นพวกยากจน เห็นว่าของพวกนี้เป็นสมบัติราคาแพงที่ พวกเศรษฐียอมจ่ายไม่อั้นเลยแห่กันเข้ามาขุด”
“ชั้นถึงต้องขู่ให้กลัว เพราะไม่อยากซ้ำเติมพวกเขาอีก”
“แต่ถ้าคืนนี้มีโผล่มาที่นี่อีกจะไม่ใช่พวกชาวบ้านธรรมดาแล้ว เพราะพวกโจรมืออาชีพมันรู้แล้วว่าที่นี่คือขุมทองของมัน”
ยงยุทธยื่นปืนให้ขุนเดช
“ชั้นว่าแกน่าจะพกเอาไว้ป้องกันตัว”
“ขอบใจ แต่ชั้นไม่จำเป็นต้องใช้”
“แต่แกเพิ่งบอกเองว่าพวกที่จะมาคืนนี้เป็นพวกโจรมืออาชีพ มือเปล่าของแกกับดาบหักที่แกพกติดตัวช่วยแกไม่ได้หรอก”
“ขอบใจที่เป็นห่วง แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชั้นต้องเจอกับพวกโจรพวกนี้”
ขุนเดชมีสีหน้าจริงจังเดินออกไป ยงยุทธมองตามโดยเฉพาะกับดาบดำที่ขุนเดชถืออยู่ในมือ










Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:48:15 น.
Counter : 112 Pageviews.

0 comment
ขุนเดช ตอนที่ 3



ที่คฤหาสน์ของปราชญ์ ปารมีนอนอาบแดดอยู่ที่สระว่ายน้ำ สวมแว่นกันแดดอันโตก่อนจะเหลือบไปมองประดับที่เพิ่งคุยงานกับพ่อเธอเสร็จและกำลังเดินผ่านมา ปารมีรีบเอาเสื้อคลุมมาสวมอย่างรวกๆ แล้วเข้าไปหาประดับ
“คุยธุระกับพ่อเสร็จแล้วเหรอคะพี่ประดับ”
“ครับคุณปา”
“เลิกเรียกคุณปาซะที่ได้มั้ยคะพี่ประดับ พี่เป็นเลขาคุณพ่อนะคะ ความรู้สูงจบจาก อังกฤษ เป็นมือขวาที่คุณพ่อพร้อมจะปั้นให้เป็นตัวแทน เรียกน้องปาดีกว่านะ...นะคะ”
“ก็ได้ครับน้องปา”
ปารมียิ้มยั่ว
“วันก่อนปายังไม่ได้ขอบคุณพี่ที่ช่วยปาจากไอ้โรคจิตนั่นเลย ให้ปาได้ขอบคุณพี่ ด้วยการไปดูหนังกันนะ”
“จะดีเหรอครับน้องปา พี่ยังทำงานให้ท่านอยู่”
“ก็เลิกงานค่อยไปสิคะ ปาไปกับพี่ประดับรับรองคุณพ่อไม่ว่าหรอก สัญญากันแล้วนะ”
“ครับ”
ประดับพูดไปก็มองที่ไหล่ขาวๆ ของปารมีที่โผล่หลุดออกมาจากชุดคลุมที่ใส่ไม่เรียบร้อย ปารมีมองสายตาของประดับก็ยิ้มยั่วรับขยับเปิดไหล่อีกข้างให้เห็นแล้วหัวเราะคิกๆ ก่อนจะเดินไปอาบแดดต่อ ประดับมองตามยิ้มร้ายเจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อน

ขุนเดชคุยกับยงยุทธระหว่างที่ขุนเดชขับรถจี๊ปพายงยุทธไปด้วยตามถนนลูกรังฝุ่นตลบ
“เพราะชั้นยังจำได้ดีว่าตอนนั้นเราโดนพวกมันใช้อิทธิเล่นงานยังไง ไม่มีใครยอมยื่นมือมาช่วย เพราะต่างก็กลัวอิทธิพล ชั้นเลยสาบานไว้ว่าชั้นจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นกับ คนดีๆ อีก”
“แต่มันจะทำให้ชีวิตแกไม่ปลอดภัย”
“คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ถ้าความตายของชั้นช่วยทำให้แผ่นดินสูงขึ้น พวกไม่ เคารพกฏหมายน้อยลง ชั้นก็ยินดีอ้าแขนรับความตาย”
“แล้วสมมุติว่าถ้าชั้นไปทำผิดกฏหมายเข้า แกจะตามล่าชั้นรึเปล่า”
ยงยุทธชะงักมองขุนเดชที่อยู่ๆ ก็แตะเบรคจนรถจอดเอี๊ยดที่กลางถนนลูกรัง
“แกหมายความว่าไงวะขุนเดช”
ขุนเดชนิ่งไปไม่ตอบมองไปที่ทางข้างหน้าเห็นชาวบ้านจูงวัวข้ามถนนลูกรังผ่านไป
“เห็นแกจริงจังกับเรื่องนี้มากเลยถามเผื่อว่าถ้าคนที่แกต้องไล่จับเป็นคนที่แกรู้จัก แกจะ ทำยังไง”
“ถ้าชั้นละเว้นสักคน แล้วชั้นจะมีหน้าไปไล่จับคนอื่นได้ไง”
“นั่นแหละ...คำตอบที่ชั้นอยากได้ยินจากปากของแก”
ขุนเดชเข้าเกียร์แตะคันเร่งขับรถไปต่อเพราะชาวบ้านจูงวัวข้ามถนนไปหมดแล้ว ยงยุทธยังคงมองขุนเดชด้วย ความสงสัยแปลกใจเพราะในคำพูดของขุนเดชเหมือนมีนัยบางอย่างที่ซ่อนอยู่

กลางคืนดึกสงัด ขุนเดชฝึกซ้อมเชิงดาบอยู่ที่หน้ากระท่อม ดาบดำฟาดฟันอากาศอย่างหนักหน่วง เบื้องหน้า ขุนเดชเป็นหุ่นไม้ที่ทำเหมือนคน มีหัว ตัว แขนและขา...ภาพบนท้องฟ้ากำลังเกิดเหตุการณ์จันทรุปราคา ดวงจันทร์กำลังความมืดกลืนกินไปทีละนิดๆ ขุนเดชควงดาบร่ายรำจนพร้อมแล้วจึงหยุดนิ่งด้วยเชิงดาบที่พลิกสันดาบไว้ที่บ่า สายตาจับจ้องไปที่หุ่นไม้เขม็งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

ขุนเดชวัยเด็กมาแอบดูพ่อกำลังซ้อมเชิงดาบอยู่ในถ้ำ ขุนเดชใช้ดาบไม้เลียนแบบเชิงดาบของพ่อทุกเม็ดอย่างตั้งใจ พ่อฟันซ้ายขุนเดชฟันซ้าย พ่อฟันขวา ขุนเดช ฟันขวา จนนายเดื่องหยุดนิ่งด้วยท่วงท่าพลิกสันดาบไว้ที่ไหล่ ตาเขม็งไปที่หุ่นไม้ ขุนเดชตื่นเต้นดีใจเพราะกำลังจะได้ดูพ่อใช้เพลงดาบที่เขารอดูอยู่
“เพลงดาบเดือนดับ!!”
นายเดื่องกำดาบแน่น กล้ามเนื้อตามตัวเกร็งจนเป็นมัดๆ
“ฟ้า.ดิน…เป็นพยาน ดาบเดือนดับ”
นายเดื่องวาดาบเป็นวงกลมแล้วปรี่เข้าใส่หุ่นไม้ฟาดฟัน อย่างรวดเร็ว...ฉับ !! คอ ข้อมือ 2 ข้างและข้อเท้า 2 ข้างของหุ่นไม้ขาดกระเด็น ขุนเดชเผลอส่งเสียงตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็นเพลงดาบสุดยอดของพ่อ นายเดื่องได้ยินหันมาเห็นขุนเดชก็ตกใจ
“ขุนเดช”

นายเดื่องใช้ดาบไม้ตีก้นขุนเดชที่แอบมาเรียนเชิงดาบโดยไม่ได้รับอนุญาต
“ชั้นขอโทษจ้ะพ่อ...ชั้นขอโทษ ชั้นจะไม่ทำอีกแล้ว”
“ที่พ่อลงโทษเจ้า เพราะอย่างอื่นพ่อสอนให้ได้ แต่เพลงดาบเมื่อกี้นี้ พ่อสอนให้เจ้าไม่ได้”
“ทำ...ทำไมล่ะจ้ะพ่อ”
ขุนเดชสะอื้นถาม นายเดื่องนิ่งโยนดาบไม้ของลูกชายทิ้งแล้วหยิบดาบดำของตัวเองขึ้นมามองนิ่ง
“เพลงดาบเดือนดับ เป็นหนึ่งในท่าดาบของเพชรฆาตโบราณที่ไม่ค่อยมีใครฝึกกัน หนึ่งดาบที่ฟาดฟันต้องตัดเส้นเลือดใหญ่ให้ขาดทั้ง 5 จุด มันจึงเป็นเพลงดาบที่มาจากความโหดเหี้ยม ไร้ความปราณี มีไว้เพื่อฆ่าศัตรูให้ตายภายในดาบเดียว” นายเดื่องเก็บดาบดำเข้าฝักแล้วเข้ามาลูบหัวขุนเดช “นักดาบที่ดี เมื่อชักดาบออกมาย่อมต้องมีเหตุผลที่ดีในการใช้คมดาบ จำคำพ่อไว้นะ ขุนเดช ถ้าเจ้าใช้เพลงดาบนี้เมื่อไหร่ นั่นก็หมายความว่าเจ้าพร้อมจะเป็นเพชรฆาต”
ขุนเดชพยักหน้ารับ

ขุนเดชตาเขม็งมองหุ่นไม้ตรงหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองดวงจันทร์ที่กำลังใกล้จะถูกความมืดกลืนกิน จนเกือบจะเต็มดวง ขุนเดชเดชกำดาบแน่นกล้ามเนื้อเกร็งจนเป็นมัด เดือนถูกกินจนมิดดวงเปลี่ยนเป็นสีแดงกล่ำอันน่าสะพรึง ขุนเดชปรี่เข้าไปฟัน...ฉับ หุ่นไม้คอขาด ข้อมือสองข้างขาด ข้อเท้าสองข้างขาดอย่างน่าสะพรึงกลัว
“เพลงดาบเดือนดับ...เพชรฆาตผู้ลงทัณฑ์คนบาป ลูกสัญญาว่าจะใช้เมื่อถึงคราวจำเป็น”

วันต่อมาขุนเดชกำลังแจกเครื่องมือทำงานให้กับคนงานที่เข้าแถวรอรับ บ้างได้จอบ บ้างได้เสียม จนถึงคิวของเถรที่มารับเครื่องมือ ขุนเดชหยิบเอาชแลงขึ้นมาดูอยู่ครู่ก่อนจะยื่นให้เถรเอาใช้งาน ขุนเดชยืนอยู่ท่ามกลางคนงานก่อนเริ่มปล่อยให้ไปทำงานกัน
“จอบ เสียม ชแลงที่แจกให้เป็นของหลวง แต่ละคนต้องเก็บรักษากันเอง เสร็จงานแล้วก็เอาไปเก็บรักษาที่บ้าน อย่าทิ้งขว้าง ห้ามสับเปลี่ยนกันเป็นอันขาดและที่สาคัญที่สุด ห้ามเอาจอบ เสียม ชแลงที่แจกไป ไปแอบขุดกรุ ขุดเจดีย์ เพราะจะมีโทษหนัก” เถรฟังคำเตือนของขุนเดชแต่ไม่ได้สนใจ เอาชแลงขึ้นมามองแล้วสีหน้าครุ่นคิด “ไปทำงานกันได้แล้ว”

ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ คนงานทำงานกันจนเหนื่อยและเริ่มแยกย้ายกันไปนั่งพักตามร่มไม้ ขุนเดชเดินมากินน้ำจากตุ่มน้ำที่มีไว้ให้พวกคนงาน ระหว่างนั้นเสียงเอะอะโวยวายของบัวทองดังลั่น
“หลบๆๆๆ...เบรคแตก...หลบๆๆๆ...ช่วยด้วย เบรคแตก”
จักรยานที่บัวทองขี่เข้ามาเบรคแตกเลยแถพุ่งตรงมา พวกคนงานกระโดดหลบกันวุ่นวาย
“บัวทอง”
“พี่ขุนเดชช่วยด้วย...จักรยานเบรคแตก ชั้นเบรคไม่อยู่”
“จะให้พี่ช่วยยังไงล่ะ”
“ยังถามอีก ก็ช่วยหยุดรถชั้นที”
“ต้นไม้ข้างหน้าไง”
“พี่ขุนเดช !”
โครม! จักรยานของบัวทองชนเข้ากับต้นไม้ บัวทองล้มลงมา พวกคนงานหัวเราะขบขันกันใหญ่

ขุนเดชช่วยพยุงบัวทองมานั่งที่แคร่ใต้เพิงพัก
“เบาๆ หน่อยสิพี่ ชั้นเจ็บนะ”
“เจ็บจริงเหรอ เห็นเสียงยังดังอยู่เลย”
“งั้นก็ปล่อยชั้นเลย ที่ชั้นต้องมาเจ็บตัวแบบนี้ก็เพราะพี่คนเดียวนั่นแหละ”
“พี่ไม่ได้ไปยุ่งกับจักรยานเราเลยนะบัวทอง”
“ชั้นไม่ได้หมายถึงจักรยาน แต่ชั้นหมายถึงนี่ต่างหาก” บัวทองชูปิ่นโตขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “แม่สั่งให้ชั้นเอาข้าวกลางวันมาให้พี่”
“ก็เลยโทษว่าเป็นความผิดพี่”
“หรือไม่ใช่ล่ะ”
“ไม่ใช่...บัวทองซุ่มซ่ามไม่รู้จักระวัง ทีหลังต้องตรวจเช็คจักรยานก่อนเอาออกมาขี่”
“สอนอีกแล้ว เก่งไปซะทุกเรื่องแบบนี้ พี่ก็หากินเอาเองแล้วกัน ชั้นจะไม่มาดูดำดูดีพี่อีก” บัวทองฉุนเอาปิ่นโตกลับไปเลยดื้อๆ ไม่ยอมให้ขุนเดชกินข้าว “อ้าว...บัวทอง นั่นมันข้าวพี่ไม่ใช่เหรอ”
บัวทองไม่สนใจเดินหน้าบึ้งออกไป ขุนเดชยิ้มขำบัวทอง ระหว่างนั้นแหลมกับจ่อยคนงานสองคนเข้ามาหา
“ขุนเดช...ขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”
“มีอะไรเหรอนายแหลม”

ที่บ้านกำนันบุญ บรรยากาศภายในห้องควันธูปลอยอบอวล กำนันบุญนั่งสมาธิอยู่หน้าองค์พระพุทธรูปองค์หนึ่งที่ดูเก่าและขลัง เสียงขู่ดังฟ่อดๆ ทำเอากำนันบุญต้องลืมตาขึ้น ก่อนจะพบว่ามีงูเห่าเลื้อยอยู่รอบๆ องค์พระพุทธรูปเหมือนกำลังแสดงความเป็นเจ้าของ
กำนันบุญจ้องหน้ากับงูเห่าตัวนั้นตาเขม็ง งูก็ยิ่งเลื้อยเข้ามาใกล้และไม่มีทีท่าจะหนี กำนันบุญค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อแล้วถอดเสื้อออกเผยให้เห็นว่ามีรอยสักยันต์ลงอักขระเต็มตัว กำนันบุญยิ้มเยาะร้ายกาจก่อนจะหลับตาบริกรรมคาถา และมีลมกรรโชกจนธูปดับวูบ งูเห่าจึงจะหายวับไป
กำนันบุญไล่งูตัวนั้นไปได้ก็หยิบเสื้อมาสวมแล้วลูบองค์พระพลางยิ้มภูมิใจ
“พ่อ...พ่อ” สัมฤทธิ์มาเคาะประตูเรียก

กำนันบุญหันมามองลูกชายด้วยสีหน้าแปลกใจ
“เอ็งว่าไงนะ ไอ้เสี่ยอ๋าโดนหมวดยงยุทธเล่นงานไปแล้วเหรอ”
“จ้ะพ่อ...ชั้นได้ยินพวกชาวบ้านมันคุยกันสนุกปาก ฟังแล้วมันน่าหมั่นไส้ คุยโวว่าได้ตำรวจฝีมือดีมาช่วยทำให้แผ่นดินที่สุโขทัยสูงขึ้น”
“ข้าว่าไอ้หมวดนั่นไม่ได้เก่งเท่าไหร่หรอก ไอ้เสี่ยอ๋าต่างหากที่ประมาททำโฉ่งฉ่างให้โดนจับได้เอง สมน้ำหน้ามัน”

“แต่ตอนนี้ไอ้หมวดนั่นมันก็ฮึกเหิมเอาเรื่องนะพ่อ มันคงตั้งใจจะล้างบางเอาผลงาน”
กำนันบุญมีสีหน้าครุ่นคิด
“ท่านก็เตือนข้าเรื่องไอ้หมวดคนนี้มาเหมือนกัน เห็นทีข้าคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว”

คืนนั้นยงยุทธขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งดาราที่หน้าบ้านคำปัน
“ขอบใจนะยงยุทธ”
“ปลาเผาอร่อยดีนะ ไว้วันหลังเราไปกินกันอีกมั้ย คราวนี้ผมสัญญาว่าจะลากคอไอ้ขุนเดชให้ไปด้วยกันให้ได้”
“จ้ะยงยุทธ”
ดาราเดินเข้าบ้าน ยงยุทธมองตามรู้สึกดี แต่เสียงกระแอมของจ่าแท่นดังเข้ามาขัดจังหวะ
“ปลาเผาเนื้อคงจะหวานมากเลยนะครับผู้หมวด”
“หวานอะไรจ่า”
“ไม่มีครับ บังเอิญได้ยินว่าผู้หมวดชอบร้านอาหารที่ผมแนะนำไป ผมก็ดีใจ ผู้หมวด ทำงานหนักมาทั้งวันก็น่าจะพักผ่อนบ้าง”
“แล้วจ่ามาทำอะไรที่นี่”
“คำปันพาบัวทองไปรับงานรำที่อำเภอ ผมก็เลยมาเฝ้าบ้านให้น้องสาวครับ แต่ถ้าผู้กองยังไม่ง่วงจะเข้าไปนั่งเล่นหมากรุกกับผม ชวนอาจารย์ดาราคุยกันต่อก็ได้นะครับ”
“น่าสนนะจ่า... เอ้ย...ดึกแล้วนะจ่า พรุ่งนี้มีงานต้องทำ”
จ่าแท่นแอบยิ้ม
“ครับหมวด...เอ้อ...พูดถึงเรื่องงานผมก็เลยนึกได้ กำนันบุญจะจัดเลี้ยงต้อนรับผู้กองเลยให้คนมาเชิญ”
“กำนันบุญ...เขาเป็นใคร ทำไมต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับผมด้วย”
“ถ้าจะให้พูดถึงกำนันบุญล่ะก็ สงสัยต้องคุยกันยาวแล้วล่ะครับหมวด”
ยงยุทธมองจ่าแท่นอย่างสงสัย

ที่กระท่อมขุนเดช ขุนเดชอยู่ที่หน้าเตาหลอมเหล็ก กำลังหลอมทองเหลืองเพื่อใช้หล่อพระพุทธรูปแต่สมาธิของขุนเดชกลับวนเวียน อยู่กับสิ่งที่ได้รับรู้มาเกี่ยวกับเถรเมื่อตอนกลางวัน

ขุนเดชเดินตามแหลมกับจ่อยมายืนดูเถรที่นั่งหลบมุมกินข้าวอยู่คนเดียวไม่สุงสิงกับพวกคนงานคนอื่น
“ขุนเดชไม่น่ารับไอ้เถรมาทำงานจริงๆ นะ คนอย่างมันไม่เคยทำงานสุจิตได้หรอก”
“ชั้นก็ไม่เห็นเขามีอะไร ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว”
“มันก้มหน้าก้มตาเล็งหาช่องทางขุดกรุน่ะสิขุนเดช” ขุนเดชชะงักมองแหลมอย่างแปลกใจ
“พวกชั้นน่ะรู้ดี ไอ้เถรนี่มันนักขุดเจดีย์มืออาชีพ ขุดมาแล้วหลายที่ ขุนเดชน่าจะไล่มัน ออกไปนะ” จ่อยบอก ขุนเดชนิ่งไม่ตอบแต่สายตากลับมองไปที่เถร
“ชั้นไม่ไล่ออกหรอก คนล้มควรจะได้รับโอกาส แต่ถ้าได้โอกาสแล้วยังไม่เลิกสันดาน เดิม...ก็ค่อยว่ากัน”

กลางดึกคืนนั้น บรรยากาศรอบๆ องค์เจดีย์เงียบเชียบ เถรพันผ้าขาวม้าปิดหน้าปิดตาแอบเข้ามาพอเห็นปลอดคนก็เอาผ้า ขาวม้าออกแล้วเข้าไปที่เจดีย์ เอาชแลงที่ได้มาจากขุนเดชทั้งเจาะทั้งขุดที่ฐานเจดีย์ เถรขุดลึกลงไปจนเจอพวกหม้อไหที่ไม่มีราคา เถรทุบไหจนแตกทันใดนั้นพระพิมพ์เนื้อดี สวยๆ หลายองค์ก็ร่วง ออกมาเต็มสองมือ
“เจอ...เจอแล้ว พระพิมพ์สวยๆ ทั้งนั้น...รวย...รวยแล้วโว้ย ไอ้เถร ต้องมีอีกแน่ๆ แถวนี้ ต้องมีอีกเพียบแน่ ฮ่าๆๆๆ”
เถรพยายามโกยพระพิมพ์ขึ้นมาอย่างละโมบ

วันรุ่งขึ้น ขุนเดชเดินเข้ามาหยุดดูเจดีย์ซึ่งถูกทำลายจนน่าใจหาย เศษซากอิฐกระจายเกลื่อน หม้อไหโบราณถูกทุบแตกกระจาย ขุนเดชสำรวจดูรอบๆ โดยเฉพาะกับรอยขุดเจาะที่ฐานเจดีย์ ดูอยู่ครู่ขุนเดชก็พอจะรู้
“ทิ้งหลักฐานไว้ซะใหญ่โตเลย ไอ้สารเลว”
ขุนเดชนึกถึงตอนที่มองชแลงในมือก่อนจะยื่นชแลงให้เถรเอาไปใช้งาน ขุนเดชขบกรามจนขึ้นสัน
“ไอ้เถร...กูให้โอกาสมึงแล้ว แต่ในเมื่อมึงไม่อยากได้...มึงก็เป็นได้แค่...ไอ้คนบาป”
จบตอน 5
ขุนเดช ตอน 6.1
ภายในกระท่อมเก่าๆ โทรม เสียงตากล่ำด่าลูกชายดังออกมาโหวกเหวก
“อะไรวะ มึงเพิ่งทำงานได้ไม่กี่วัน ไม่ทันไรมึงก็จะเลิกซะแล้ว”
เถรนั่งหน้าเซ็งเทเหล้าจากไหกินอย่างไม่สนใจ
“ไอ้งานขุดดินขุดอิฐขุดหญ้าพวกนั้น เหนื่อยจะตายชัก ทำไปก็จนไม่เห็นทางรวยซักที”
“แล้วที่พวกข้าอุตส่าห์บากหน้าไปขอร้องให้ขุนเดชรับเอ็งทำงาน เพราะเอ็งบอกอยากกลับตัวล่ะ...พวกข้าไม่เสียผู้ใหญ่เหรอ”
“จนไม่มีจะกินอย่างพ่อกับแม่ ไม่ต้องกลัวขายหน้าใครหรอก มีแต่เขาจะดูถูกมากกว่า”
ตากล่ำอึ้งกับคำพูดลูกชาย

“ไอ้...ไอ้เถร ไอ้ลูกทรพี ไอ้ลูกชั่ว นี่มึงด่าพ่อแม่มึงได้ยังไง”
เถรขว้างไหเหล้าแตก
“แล้วที่ทุกวันนี้กูไม่มีจะกิน ไม่ใช่เพราะมีพ่อแม่จนๆ แบบนี้เหรอไงวะ”
ตากล่ำหันไปคว้ามีดพร้าที่เหน็บผนัง
“ไอ้ทรพี...วันนี้กูจะเอาเลือดชั่วมึงออกจากกบาล”
ตากล่ำปรี่เข้าไปจะเล่นงานลูก แต่เถรไวกว่ารับข้อมือพ่อไว้ได้
“คำก็ชั่วสองคำก็ชั่ว ก็ใครมันเลี้ยงให้กูชั่วแบบนี้ล่ะโว้ย”
เถรออกแรงผลักพ่อเต็มแรง ตากล่ำเซหัวไปกระแทกกับเสาเรือนสลบเหมือด ยายแช่มตกใจ
“ตากล่ำ...ตากล่ำ”

ทางด้านขุนเดช ขุนเดชกระเทาะดินที่หุ้มองค์พระที่หล่อเอาไว้ออก เนื้อดินหลุดออกทีละชิ้นๆ จนเผยให้เห็นพระพุทธรูปทองเหลือง ขุนเดชนำพระพุทธรูปไปตั้งที่แท่นบูชาซึ่งเรียงรายด้วยพระพุทธรูปนับได้หลายสิบองค์ยกมือไหว้สงบนิ่ง

ขุนเดชนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้...ขุนเดชเดินออกมาหน้าอนามัยพร้อมกับหมอน้อย
“ยังไงผมฝากตากล่ำด้วยนะครับอาหมอ เรื่องค่าใช้จ่ายให้มาเอาที่ผม ผมจะรับผิดชอบ ทุกอย่างเอง”
“ถ้าไม่ได้เป็นอะไรหนักค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้มากหรอกขุนเดช แต่อาหมอสงสารสองคนนั่นมากกว่า คนเป็นพ่อเป็นแม่ เลี้ยงลูกมาเหนื่อยสายตัวแทบขาด ยามแก่ตัวลงก็หวังฝากผีฝากไข้ลูก แต่ลูกก็มาอกตัญญู ไม่รู้หัวใจมันทำด้วยอะไร”
“ไอ้เถรเหมือนงูเห่าที่ชาวนาเก็บมาเลี้ยงครับอาหมอ มันไม่รู้จักคำว่ากตัญญูหรอกครับ”
“แต่ก็น่าจะกลัวบาปกรรมบ้าง”
“คนประเภทนี้จะรอให้บาปกรรมลงโทษอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ”
แววตาขุนเดชดูกร้าว หมอน้อยมองอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก คิดว่าขุนเดชคงพูดไปด้วยอารมณ์
ยงยุทธสอบปากคำกำนันบุญถึงในบ้านด้วยคำถามที่ทำเอากำนันบุญแอบมีสีหน้าไม่พอใจ
“ผมจำได้ว่าคดีทุจริตงบสร้างถนนที่เชลียง มันจบไปแล้วไม่ใช่เหรอครับผู้หมวด”
“คดียังไม่ได้หมดอายุความครับกำนัน เพียงแต่พยานปากสำคัญหายตัวไป”
“ก็ในเมื่อพยานปากสำคัญหายตัวไป พ่อผมก็ไม่โดนสั่งฟ้องพ้นข้อกล่าวหาไปแล้ว ผู้หมวดจะมารื้อฟื้นทำไมอีก” สัมฤทธิ์บอกอย่างไม่พอใจ
“เฮ้ย...ไอ้สัมฤทธิ์ พูดจาระวังหน่อย ผู้หมวดเขาเป็นแขกของข้า” กำนันบุญดุลูกชาย สัมฤทธิ์ทำท่าฮึดฮัดไม่พอใจ กำนันบุญทำยิ้มกลบเกลื่อนดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีสุดฤทธิ์ “อย่าถือสาลูกผมเลยนะครับผู้หมวด เอาเป็นว่าผู้หมวดอยากรู้อะไรก็ถามมาได้เลย เพราะผมเข้าใจว่าผู้หมวดมารับงานที่นี่แล้วก็ต้องอยากทำทุกอย่างให้โปร่งใส”
“ผมทราบมาว่าก่อนที่พยานคนนั้นจะหายตัวไป มีคนเห็นกำนันไปหาพยานที่บ้าน”
“ครับ...คนอย่างผมไปไหนมาไหนเปิดเผยตลอด การที่ผมจะไปให้ความช่วยเหลือลูกน้องเก่าของผม มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ”
“พ่อผมเป็นคนใจบุญ ลูกน้องทุกคนถ้ามีใครเดือดร้อนพ่อผมช่วยเต็มที่ไม่มีคำว่าปฏิเสธ”
สัมฤทธิ์บอก แต่ขัดกับความเป็นจริงเพราะวันนั้นที่บ้านพยาน ลูกน้องกำนันบุญจับหัวพยานยกขึ้น สภาพพยานหน้าตาสะบักสะบอมเลือดเต็มหน้าเพราะโดนมาหนัก
“กะ...กะ...กำนันครับ...ไว้ชีวิตผมเถอะ ผมจะไม่ไปเป็นพยานให้ทางราชการแล้ว”
“ถ้ามึงคิดอย่างนี้ได้ตั้งแต่ทีแรก กูก็คงไม่ต้องดั้นด้นมาหามึงถึงบ้าน”
“ปล่อยผมไปเถอะนะครับกำนัน ผมสัญญาว่าผมจะไม่พูดอะไรอีก”
พยานพยายามเข้าไปกอดขากำนันบุญอ้อนวอนขอชีวิต แต่กำนันบุญกลับจิกหัวมันขึ้นมา
“มึงทำให้กูเสียชื่อเสียง เสียเวลา คนอย่างมึง ฆ่าตายอย่างเดียวก็ยังไม่สะใจกู สัมฤทธิ์!”
สัมฤทธิ์เข้ามาพร้อมกับลากเอาเมียสาวของพยานที่มีผ้าอุดปากมาด้วย เสื้อผ้าเมียพยานหลุดลุ่ยเพราะถูก สัมฤทธิ์ปู้ยี้ปู้ยำมา
“ในเมื่อมึงคิดจะเล่นงานพ่อกู เมียมึงก็ต้องได้รับโทษของมึงด้วย” สัมฤทธิ์จิกหัวเมียพยานมาขู่ “และถ้ามึงคิดจะปากโป้งเหมือนผัวมึง ครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่กูคนเดียวที่จะทำหน้าที่แทนผัวมึง”
เมียพยานพยักหน้ารับด้วยความกลัวสุดขีด กำนันบุญหัวเราะชอบใจแล้วสั่งเด็ดขาด
“จับมันไปถ่วงน้ำอย่าให้ศพมันลอยขึ้นมาได้”
พยานถูกพวกลูกน้องกำนันบุญลากตัวไป เมียพยานร้องไห้โฮน่าเวทนา

กลับมาปัจจุบัน กำนันบุญตีหน้าซื่อโกหกหน้าตายกับยงยุทธ
“มันสองคนผัวเมียทั้งติดหนี้การพนัน ทั้งติดฝิ่น ไอ้ผมน่ะสงสาร พ่อแม่มันก็เคยทำงานให้ผมมาก่อน ผมเลยไปบอกให้มันเลิกแล้วเอาเงินให้มันไปตั้งตัว”
“แต่สันดานมันก็ไม่เลิก ยิ่งไปติดหนี้บ่อนจนต้องหนีเตลิด ถ้าหมวดยังไม่เชื่อก็ถามเอาจากเมียมันก็ได้”
“ถามมาแล้ว แต่หมวดยังไม่เชื่อ” จ่าแท่นบอก
“ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ที่ผมมีคนนับหน้าถือตามากมายเรียกผมว่ากำนันบุญ สุโขทัย มันก็คงไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นโจรชั่วหรอกครับผู้หมวด”
ยงยุทธนิ่งมองกำนันบุญ

คืนนั้นขณะที่เถรนั่งกินเหล้าจากไหอยู่ที่กระต๊อบกลางนาจนเริ่มกึ่มๆ ได้ที่ ขุนเดชเดินฝ่าความมืดและหมอกควันเข้ามายืนมองด้วยสายตาชิงชังคนใจบาปหยาบช้า
“มีคนบอกข้าว่าคืนก่อนเอ็งไปขุดเจดีย์ที่เชลียง”
เถรชะงัก มองขุนเดชอย่างตกใจ
“พี่ขุนเดช พี่พูดอะไร ชั้นเปล่านะพี่ ชั้นไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ไอ้พวกที่มันกล่าวหาชั้น มันอิจฉาชั้นมากกว่า”
“แต่คนที่สงสัยเอ็ง มีเจ้านายข้าด้วย”
“เจ้านายพี่น่ะเหรอ...เขาไม่ชอบหน้าชั้นมากกว่า เพราะเห็นว่าชั้นเคยติดคุกมาก่อนถ้าไม่คิดจะให้โอกาสชั้นแบบนี้ ชั้นก็ไม่อยากทำงานให้แล้วชั้นขอลาออก”
“เรื่องลาออกไว้ค่อยว่ากันทีหลัง ข้าก็ใช่ว่าจะฟังความจากเจ้านายอย่างเดียว เรามันก็คนบ้านเดียวกัน เอ็งควรจะทำให้ข้าสบายใจมากกว่า”
“แล้วพี่จะเอายังไงกับชั้นล่ะ”
“ข้าเป็นคนหัวโบราณเชื่อเรื่องคำสาบาน ถ้าเอ็งไปสาบานกับข้าหน้าเจดีย์ที่โดนขุดไปข้าถึงจะเชื่อเอ็ง”
เถรนิ่งมองขุนเดชอย่างลังเล
“คืนนี้เลยเหรอพี่”
“ถ้าไม่ไว้ใจข้าจะเอาชะแลงไปด้วยก็ได้นะ ข้ามีแค่ข้องใส่ปลามาอันเดียวแค่นั้น”
ขุนเดชเดินออกไป เถรหยิบชะแลงขึ้นมามองอย่างตัดสินใจ

ยงยุทธกับจ่าแท่นเดินเลี่ยงออกมาคุยกันที่ชานเรือนหลังสอบปากคำกำนันบุญเสร็จ
“คนอื่นอาจจะเชื่อคำพูดของกำนัน แต่สัญชาติญาณของผมยืนยันได้ครับว่ากำนันโกหก”
จ่าแท่นบอก
“ผมรู้อยู่แล้วล่ะจ่าว่ากำนันจะต้องไม่พูดความจริง”
“อ้าว...งั้นผู้หมวดมาสอบปากคำกำนันทำไมครับ”
“ถ้าอยากรู้จักเสือจะเอาแต่ดูอยู่หน้ากรงไม่ได้หรอกจ่า”
จ่าแท่นสงสัยคำพูดของยงยุทธ กำนันบุญเดินเข้ามา
“หมวดครับ ถ้าหมวดเสร็จธุระแล้วก็อย่าเพิ่งกลับนะครับ ไหนๆ ผมก็จัดเตรียมอาหารไว้ ต้อนรับหมวดแล้ว”
“ขอบคุณมากครับกำนัน เรื่องเมื่อครู่นี้ผมต้องขอโทษด้วย ผมต้องทำทุกอย่างให้ชัดเจน”
“ช่างมันเถอะครับหมวด น่าดีใจซะอีกที่ศรีสัชนาลัยได้ตำรวจหนุ่มไฟแรง ขยันขันแข็งอย่างหมวดมาดูแล ชาวบ้านจะได้อยู่กันอย่างสงบสุข”
“งั้น...คืนนี้ผมคงต้องรบกวนกำนัน”
“ได้ครับ...เดี๋ยวเชิญเลยนะครับหมวด”
กำนันบุญหันไปสั่งคนงานในบ้านให้ไปจัดเตรียมสำรับสำหรับยงยุทธแล้วเดินเข้าไป
“เข้ามาที่นี่ไม่ทันไร ดูแป๊บเดียวผมก็รู้แล้วว่าที่นี่ไม่ธรรมดา คนดีๆ ที่ไหนจะ เลี้ยงลูกน้องมีฝีมือไว้ในบ้านนับสิบ ถ้าที่นี่ไม่มีอะไรที่สำคัญจนคนนอกเข้ามาไม่ได้” ยงยุทธบอกกับจ่าแท่น
“อ๋อ...ผมเข้าใจแล้วครับ เข้าถ้ำเสือก็ต้องมาอย่างเสือ ถ้ามาอย่างแมวเสือที่ไหนจะ เกรงใจ สุดยอดจริงๆ เลยครับผู้หมวด”

ขุนเดชถือคบไฟพาเถรมาหยุดที่บริเวณเจดีย์ซึ่งเถรมาขุดไว้จนพัง
“ไอ้โจรชั่วมันพังที่นี่ซะเละ แต่มันยังทิ้งหลักฐานรอยชะแลงเอาไว้อยู่ เอ็งเอาหน้าชะแลงลองไปทาบดู” เถรชะงักหน้าเสียขึ้นมาทันที เริ่มลังเล ขุนเดชขยับจ้องกร้าว “เร็วสิ รอยชะแลงที่เอ็งเห็นนั่นแหละ” เถรชักกังวลเมื่อโดนสั่งให้ทำหนักเข้าก็เลยเอาหน้าชะแลงไปทาบกับรอยที่ฐานเจดีย์ “เป็นไง ชะแลงของเอ็งกับรอยนั่นมันเท่ากันเลยใช่มั้ย”
“มันก็เท่ากัน แล้วทำไมล่ะพี่”
“ชะแลงในมือเอ็ง ข้าเป็นคนตีขึ้นมาเองกับมือ ทุกอันจะมีขนาดไม่เหมือนกัน และทุกอันก็มีปุ่มตำหนิต่างกัน เพื่อที่ข้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนใช้เครื่องมือพวกนี้” เถรชะงักมองชะแลงในมืออย่างตกใจ “เพราะฉะนั้นข้าถึงได้รู้ว่าไอ้คนที่ลักขุดเจดีย์มันใช้ชะแลงอันนี้ !”
“โธ่พี่…ชั้นบอกพี่แล้วไงว่าชั้นไม่ได้ขุด มันอาจจะมีใครมาขโมยเอาชะแลงของชั้นไปก็ได้”
“ก็อาจเป็นไปได้ว่าเอ็งอาจจะไม่รู้ตัวเผลอให้คนอื่นมาขโมยชะแลงไป ข้าถึงต้องให้เอ็งมาสาบานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเอ็ง”
“สาบานยังไงล่ะพี่”
ขุนเดชมองหน้าเถรแล้วยื่นข้องให้เถร
“ข้องใบนี้ไม่ใช่ข้องปลาธรรมดา แต่เป็นข้องเสี่ยงทายตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวดของข้า เอ็งแค่สาบานแล้วก็เอามือล้วงเข้าไป ถ้าเอ็งบริสุทธิ์เอ็งก็จะดึงมือออกมาได้” เถรชักเริ่มมีอาการร้อนรน ขุนเดชยิ่งจ้องหน้าอย่างจับผิด “ว่าไง ถ้าเอ็งบริสุทธิ์ เอ็งก็สาบานมา”
“ไม่! ชั้นไม่สาบานหรอก”
เถรฟาดชะแลงในมือใส่ขุนเดช ขุนเดชฉากหลบแล้วถีบยอดอกเถรจนเซ เถรรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปทันที
ขุนเดชมองตาแข็งดุดันแล้วยิ้มร้าย

เถรวิ่งมาที่ท่าน้ำจะรีบกลับไปที่เรือแต่ไม่เจอเรือที่นั่งมาอยู่ที่ท่าน้ำ
“เรือ…เรือหายไปไหนวะ”
“ข้าไม่ได้ผูกเรือไว้ ป่านนี้มันคงลอยไปตามน้ำแล้ว”
ขุนเดชบอก เถรชะงักหันมาเห็นขุนเดชยืนจังก้าเอาเรื่อง
“มึงหลอกกูมา แล้วใส่ร้ายป้ายสีกู มึงได้โดนชะแลงของมึงตีหัวแบะแน่ไอ้ขุนเดช”
เถรใช้ชะแลงเป็นอาวุธปรี่เข้าไปไล่ฟาดฟันใส่ขุนเดช แต่ขุนเดชก็แค่ฉากหลบไปมาให้ไอ้เถรหัวทิ่มหัวตำ
“มึงทำลายเจดีย์ ทำร้ายบุพการี คนบาปอย่างมึง บาปกรรมไม่รู้จักกลัว แต่ดันกลัวกับไอ้แค่คำสาบาน”
“กูไม่ได้กลัวคำสาบานเว้ย แต่กูเหม็นขี้หน้ามึง ทำอวดเก่งคิดจะเล่นงานกู ฝันไปเถอะ” เถรเอาชะแลงไล่ฟันอีก คราวนี้ขุนเดชเอาด้ามดำทั้งที่ยังอยู่ในฝักขึ้นมารับชะแลง…แคร๊ง ! “ถุย...นี่เหรอวะที่บอกว่าพกมาแต่ข้องปลา”
“กับคนบาปต่ำช้าอย่างมึง ดาบของข้าไม่จำเป็นต้องชักออกมาหรอก”
ขุนเดชดันเถรแล้วใช้เพียงแค่ฝักดาบสู้กับเถร ใช้ตีทั้งท่อนแขน ท่อนขา และตามลำตัว จนเถรร้องโอดโอยไม่ เหลือแรงแม้แต่จะจับชะแลงอีก
“โอ๊ยๆๆ พอแล้วๆ พี่ขุนเดช...ชั้นยอมแล้ว...โอ้ยยยยย”

ขุนเดชลากคอเถรมาทิ้งที่หน้าองค์เจดีย์ปรักหักพังด้วยน้ำมือเถร
“หันหน้าไปมององค์เจดีย์แล้วพนมมือ”
เถรเอาแต่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บ ขุนเดชต้องใช้ฝักดาบดำฟาดเข้ากลางหลัง เถรถึงยอมพนมมือแล้วค่อยๆกล่าวตามทีละประโยค
“กล่าวตามข้า...ข้าพเจ้านายเถร ขอสาบานต่อหน้าองค์พระเจดีย์และภูเขาอันเป็นที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าข้าพเจ้านายเถร ประพฤติชั่ว ด้วยการลักลอบขุดพระทำลายองค์ พระเจดีย์ อันเป็นที่สักการะสูงสุดของชาวพุทธทั่วไปแล้วไซร้ ขอให้ข้าพเจ้านายเถรเอามือล้วงลงไปในข้องใบนี้มีอันต้องติดขัด เอามือออกมาไม่ได้ แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้ ประพฤติชั่ว ขอให้เป็นไปในทางตรงกันข้ามด้วยเถิด”
ขุนเดชบอกเสร็จก็เปิดฝาข้องออกแล้วยื่นให้เถรเอามือล้วงลงไป เถรลังเลขุนเดชจ้องเขม็ง เถรกลัวโดนทำร้ายอีกจึงยอมเอามือล้วงลงไปแล้วร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บ....โอ๊ย !!
เถรจะชักมือออกแต่ขุนเดชเหยียบเอาไว้ไม่ให้ชักออกมา เถรไม่ยอมเอามืออีกข้างปัดเท้าขุนเดชแล้วชักมือออก มาได้ในที่สุด
“นี่ไง ชั้นเอามือออกมาได้ ชั้นไม่ได้เป็นอะไรด้วย”
ขุนเดชมองแล้วยิ้มร้ายมุมปาก
“งั้นข้าก็เชื่อว่าเอ็งบริสุทธิ์...เอ็งไปได้แล้ว”
เถรกำมือที่โดนบางอย่างกัดแล้วรีบถอยออกไปทันที ขุนเดชมองตามแววตาสังเวชต่อคนบาปอย่างเถร

เถรเดินโซซัดโซเซตาเริ่มพร่าเลือนมองทางไม่เห็น มือข้างที่ล้วงเข้าไปในข้องแล้วโดนกัดเกร็งแข็งจนเถรต้อง เอาฝ่ามืออีกข้างมาประกบดูเหมือนท่าคนพนมมือ เถรเข่าทรุดหมดแรงเดิน เลือดค่อยๆ ไหลออกมาจากตาเหมือนเป็นน้ำตาเลือด ตัวสั่นสะเทิ้มเพราะพิษร้ายที่แผ่ซ่านไปทั่วตัว
เถรนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำไว้ ภาพความชั่วที่เถรทำลายเจดีย์ ลักขุดพระ ภาพเถรด่าพ่อแม่ ภาพเถรผลักพ่อจนหมดสติ...เถรหงายหลังตึงชักตัวเกร็ง กระอักเลือดออกมาตาแข็งค้าง ดิ้นพราดๆ ท่าพนมมือก่อนจะตายอย่างน่าอนาถ ขุนเดชออกมาจากมุมมืดมองเถรอย่างสังเวชก่อนจะล้วงเอางูเห่าตัวใหญ่ออกจากข้องมาปล่อย

ขุนเดชกลับมาที่กระท่อม แสงไฟจากเตาหลอมเหล็กที่คุโชน ขุนเดชโหมไฟให้แรง เหงื่อผุดจากกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ไหลโทรมเต็มตัว
“สาธุ...ข้าน้อยขอเคารพนพไหว้พระไตรลักษณ์ดวงประเสริฐ ไหว้เจ้ากรรมนายเวรทั้ง หลายทั้งปวงทั้งสิ้น ไหว้พ่อแม่อาจารย์ผู้มีพระคุณ ข้าน้อยนี้นาม ขุนเดช ไหว้แผ่นดิน พระร่วงเจ้า”
ขุนเดชเททองเหลืองที่หลอมจนเป็นของเหลวลงพิมพ์องค์พระ ใบหน้าต้องแสงไฟจากเตาหลอม

ที่บ้านกำนันบุญ ลูกน้องกำนันบุญที่เฝ้ายามเดินผ่านไป ยงยุทธค่อยๆ เดินออกมาจากหลังเสาที่ใช้หลบสาย ตาพวกมัน แล้วมองไปที่ห้องๆ หนึ่งซึ่งมีลูกน้องของกำนันบุญเฝ้าอยู่ ท่าทางเป็นห้องที่สำคัญมากจนต้องมีคนคอยเฝ้า
สัมฤทธิ์เดินเข้ามาพร้อมกับลูกน้องอีกคนพร้อมกับลังของบางอย่าง สัมฤทธิ์ไขกุญแจแล้วให้ลูกน้องยกลังเข้าไปเก็บในห้อง ลูกน้องข้างนอกยืนเฝ้าระวังแจ ด้วยสัญชาติญาณยงยุทธจึงยิ่งสงสัย ขยับจะเข้าไปดูใกล้ๆ แต่มีมือหนึ่งเข้ามาจับมือยงยุทธเอาไว้...หมับ
“เล่นอะไรเหรอ เล่นด้วยได้มั้ย”
ทิพย์ น้องสาวต่างแม่ของสัมฤทธิ์ แต่สติไม่สมประกอบถาม ยงยุทธชะงักมองเด็กสาวน่าสงสารท่าทางสติไม่สมประกอบตาลอยไปมาตลอดเวลา
สัมฤทธิ์ออกมาจากห้องเก็บของกำชับพวกลูกน้อง
“ของสำคัญของพ่อข้าทั้งนั้น ถ้าพวกเอ็งดูแลไม่ดี โดนเล่นงานเรียงตัวแน่”
สัมฤทธิ์กำชับเสร็จรู้สึกได้ยินเสียงแปลกๆ เลยหันไปทางที่ยงยุทธหลบอยู่ รู้สึกไม่ไว้ใจเอาปืนจากเอวลูกน้องมา ขึ้นลำกล้องแล้วเข้าไปเอาปืนส่อง...ฟึ่บ !! ยงยุทธกับทิพย์ไม่อยู่แล้ว แต่สัมฤทธิ์ยังรู้สึกระแวงสงสัย

ยงยุทธพาทิพย์มานั่งที่ใต้ต้นไม้ในบริเวณบ้านกำนันบถญ
“ปล่อยนะ...ปล่อย”
“ไม่ต้องกลัวนะ ชั้นเป็นตำรวจ ไม่มีใครทำอะไรหนูได้หรอก”
“ตำรวจ...ตำรวจจับผู้ร้ายเหรอคะ”
“จ้ะ ชั้นเป็นตำรวจจับผู้ร้าย”
“งั้นตำรวจต้องไปจับพี่สัมฤทธิ์ เขาใจร้าย เขาชอบว่าทิพย์ พ่อก็ด้วย พ่อไม่รักทิพย์ พ่อชอบตีทิพย์ ด่าทิพย์ แล้วยังตีแม่ด้วย”
ทิพย์จับมือยงยุทธแววตาขอร้องอย่างน่าสงสาร ระหว่างนั้นรำพัน แม่ของทิพย์ตามมาเจอ
“ทิพย์ มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ แม่บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่ามาเดินแถวนี้ พ่อเขาไม่ชอบ” รำพันรีบเข้าไปดึงทิพย์มาโอบ ยงยุทธมองสองแม่ลูกอย่างแปลกใจ “เอ่อ...ขอโทษด้วยนะคะผู้หมวด ไปเถอะทิพย์เดี๋ยวพ่อเขามาเห็น”
รำพันพาทิพย์ออกไป ยงยุทธมองตาม

สัมฤทธิ์ตบหน้ารำพัน...เพี๊ยะ! รำพันเซถลาไปกอดร้องห่มร้องไห้กับทิพย์ที่ตกใจกลัว
“ชั้น...ชั้นไม่ได้พูดอะไรกับผู้หมวดเลยนะจ๊ะพี่ ทิพย์ก็เหมือนกัน”
“แต่ไอ้สัมฤทธิ์มันมาบอกชั้นว่าเห็นแกกับนังทิพย์อยู่กับไอ้ผู้หมวด”
“ผู้หมวดแค่บังเอิญมาเจอทิพย์ พอชั้นเห็นเข้าชั้นก็รีบไปพาทิพย์ออกมา สาบานเลยนะจ๊ะพี่กำนัน คำสั่งของพี่ชั้นไม่เคยขัดสักครั้ง”
ทิพย์เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ฮือๆๆๆ รำพันโอบกอดทิพย์เอาไว้ปลอบใจน่าสังเวช
“ชั้นจะเชื่อแก...แต่ทีหลังอย่าปล่อยให้มันมาเดินเพ่นพ่านแถวนี้อีก”
กำนันบุญเดินออกจากห้อง สัมฤทธิ์หันมามองแม่เลี้ยงกับน้องสาวแล้วตามพ่อออกไป

สัมฤทธิ์เดินตามพ่อออกมา
“ไอ้ผู้หมวดคนนี้มันแสบจริงๆ นะพ่อ ทำทีมาเป็นนั่งกินข้าวกับเรา แต่ที่จริงมันอยากมาสืบเรื่องเรามากกว่า”
“มิน่าท่านถึงเตือนว่ามันไม่ธรรมดา”
“หยามหน้ากันแบบนี้ จะปล่อยไว้ไม่ได้นะพ่อ อย่างน้อยก็ต้องสั่งสอนให้มันกลัวบ้าง”
กำนันบุญมีสีหน้าเอาเรื่อง

แสงไฟจากหน้ารถฝ่าความมืดมาตามทางถนนลูกรังที่ยงยุทธกับจ่าแท่นกำลังขับรถกลับ
“ผมเห็นกับตาว่ากำนันบุญพยายามซุกซ่อนบางอย่างไว้ ท่าทางจะเป็นของสำคัญที่ไม่ ให้ใครเข้าใกล้”
“ออกหมายค้นเลยมั้ยครับผู้หมวด จะได้รู้กันไปเลยว่ากำนันซุกอะไรเอาไว้”
“จะเอาอะไรไปเป็นข้ออ้างล่ะจ่า เราเป็นเจ้าหน้าที่ราชการ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ขืนไปใช้ อำนาจในมือโดยพลการ ถอดเครื่องแบบออกเราก็อันธพาลดีๆ นี่แหละ”
ยงยุทธพูดไปไม่ทันไรก็เบรครถ...เอี๊ยดดดด ฝุ่นตลบ
“มีอะไรเหรอครับผู้กมวด” จ่าแท่นถามอย่างแปลกใจ
“มีตะปูเรือใบข้างหน้า”
ยงยุทธหันไปมองหน้ากับจ่าแท่นแล้วหน้าเครียด รีบชักปืนออกมาพร้อมกับเสียงปืนที่ได้ยินมาจากรอบตัวอย่างกับเสียงเซอร์ราวน์...เปรี้ยงๆๆๆ ยงยุทธกับจ่าแท่นรีบกระโจนลงจากรถ แล้วพยายามยิงสวนกลับไป
“ระวังด้วยนะจ่า”
“ไม่ต้องห่วงผมครับผู้หมวด”
จ่าแท่นลุกขึ้นแล้วยิงสวน แต่ไม่ทันไรก็โดนยิงกลับมาเฉี่ยวเข้าที่แขนจนได้เลือด...โอ๊ย !
“จ่า”
ยงยุทธเห็นจ่าแท่นได้รับบาดเจ็บก็รีบยิงสวนกลับไปจนกระสุนหมดลูกโม่ แล้วไปเปิดผ้าใบที่หลังรถจี๊ปหยิบเอาปืนลูกซองออกมาพร้อมกับกล่องลูกปืน
“อยู่นี่นะจ่า...ผมจะตามพวกมันไปเอง”
ยงยุทธหุนหันออกไป จ่าแท่นมองตามอย่างเป็นห่วง
“อย่าตามพวกมันไปเลยครับหมวด...หมวด”

ยงยุทธถือปืนลูกซองเข้ามาในป่าที่มีต้นไม้รกครึ้ม สัมฤทธิ์กับพวกลูกน้องสวมหมวกไอ้โม่งปิดบังหน้าตา กระจายกันล้อมตีวงเข้าหายงยุทธที่มาคนเดียว
“ล่อให้มันไปตามแผน”
ลูกน้องพยักหน้าแล้วโผล่ออกไปให้ยงยุทธเห็น ยงยุทธยกปืนลูกซองยิงใส่ไม่หยุด..เปรี้ยง ๆๆๆ ลูกน้องกำนันบุญวิ่งหลอกล่อให้ยงยุทธไล่ตาม สัมฤทธิ์เดินออกมายิ้มร้าย
“เก่งนักเหรอไอ้หมวดยงยุทธ...หึ...กูจะคอยดูว่าชื่อเสียงของมึงจะช่วยมึงได้มั้ย”

ที่บ้านคำปัน ดารานั่งพิมพ์งานวิจัยอยู่ที่ระเบียงมีบัวทองช่วยจัดเรียงเอกสาร คำปันสงสัยออกมาดู
“อากาศเริ่มหนาวแล้ว ทำไมยังไม่เข้านอนอีกคะอาจารย์”
“ยังพิมพ์งานวิจัยไม่เสร็จเลยค่ะน้าคำปัน”
“เพราะบัวทองมานั่งเกะกะเลยทำให้อาจารย์ทำงานไม่เสร็จรึเปล่าคะ”
“แม่! ใครว่าบัวทองมานั่งเกะกะ บัวทองมาช่วยงานอาจารย์ต่างหาก”
“ช่วยให้ยุ่งน่ะสิ...ขนาดให้เรียนหนังสือยังขี้เกียจเลย”
“บัวทองเขาช่วยได้เยอะเลยค่ะน้าคำปัน สอนครั้งเดียวก็จำได้แล้ว” ดาราบอกยิ้มๆ
“เห็นมั้ยแม่...บัวทองทำได้ทุกอย่างขอให้บอก”
บัวทองยืดได้ครู่ จ่าแท่นก็ขับรถจี๊ปกลับเข้ามา
“นั่นพี่จ่านี่...มาทำอะไรที่นี่”

จ่าแท่นประคองตัวลงจากขับรถจี๊ปด้วยอาการบาดเจ็บ คำปันพร้อมกับดาราและบัวทองเดินออกมาเห็นก็ตกใจ
“พี่จ่า...เกิดอะไรขึ้น...พี่ไปโดนอะไรมา”
“โจร...โจรมันบุกเล่นงานชั้นกับผู้หมวดระหว่างทาง”
“แล้วผู้หมวดยงยุทธล่ะคะจ่า”
“หมวดพยายามจะตามไปจับพวกมันครับอาจารย์”
“คนเดียวเนี่ยนะคะ”
“ครับ.ง.ผม...ผมห้ามแล้วแต่หมวดไม่ฟัง ผมจะไปตามคนที่โรงพัก แต่พวกมันยิงโดนถัง น้ำมันรั่ว น้ำมันใกล้จะหมด ผมเลยไปไม่ถึงโรงพัก”
“ไม่ต้องห่วงค่ะลุงจ่า...เดี๋ยวบัวทองปั่นจักรยานไปบอกทุกคนบนโรงพักเอง”
บัวทองรีบออกไป ดาราหน้าเครียดเป็นห่วงยงยุทธ
“กว่าบัวทองจะไปตามคนมาช่วย อาจจะไม่ทัน” ดาราบอกแล้วคิดถึงขุนเดช

ดาราตัดสินใจมาหาขุนเดชที่กระท่อม ดาราเคาะประตูเรียกเสียงดัง
“ขุนเดช...ขุนเดช อยู่รึเปล่า...ขุนเดช”
ครู่หนึ่งขุนเดชก็เปิดประตูออกมา เห็นท่าทางร้อนรนของดาราก็แปลกใจ
“มีอะไรเหรอดารา”
“ยงยุทธแย่แล้ว ขุนเดชต้องไปช่วยยงยุทธนะ”
“เกิดอะไรขึ้นกับยงยุทธ”
ดาราหน้าเสียมองขุนเดช

ยงยุทธยังอยู่ในป่า ถือปืนลูกซองวิ่งเข้ามาเห็นโจรสวมหมวกไอ้โม่งกำลังวิ่งหนี ยกยุทธยกปืนขึ้นเล็งแล้วยิง...เปรี้ยง กระสุนไม่โดนโจรแต่โดนต้นไม้กระจุย ยงยุทธเจ็บใจรีบเอากระสุนลูกซองมาบรรจุแล้วจะไล่ตาม แต่สัมฤทธิ์ที่พันผ้าขาวม้าปิดหน้าเป็นไอ้โม่งโผล่เข้ามาแล้วใช้อีดาบยาวฟันฉับ...ยงยุทธหันไปเห็นพอดีเลยเอาปืนลูกซองขึ้นรับ...แคร๊ง !!
ยงยุทธกับสัมฤทธิ์ประลองเชิงโถมงัดแรงใส่กัน แต่ยงยุทธแรงมากกว่ากระแทกสัมฤทธิ์จนกระเด็น สัมฤทธิ์ไม่หยุดสู้ใช้ดาบยาวฟาดฟันใส่ ยงยุทธต้องใช้ปืนลูกซองสู้กับดาบแล้วอาศัยจังหวะตอบโต้ถีบยอดอกสัมฤทธิ์กระเด็นเจ็บจุก
สัมฤทธิ์จนแต้มสู้ไม่ได้รีบคลานหนีไปพิงต้นไม้ ยงยุทธจะตามไปเล่นงานแต่กลายเป็นเดินเข้าไปเหยียบกับดักที่สัมฤทธิ์เตรียมไว้แล้ว ยงยุทธเหยียบเข้าเต็มเท้า ร้องเสียงดังลั่นด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ยยยยยยย”
ยงยุทธทรุดฮวบมองที่ขาตัวเองพบว่าถูกกับดักที่ไว้ดักสัตว์งับเข้าที่ข้อเท้าจนเลือดสาด หน้าตายงยุทธเจ็บปวดทรมานมาก สัมฤทธิ์ที่สวมหมวกไอ้โม่งเดินเข้ามา ยงยุทธจะคว้าปืนที่ตกพื้นแต่โดน สัมฤทธิ์เตะทิ้ง สัมฤทธิ์จ้องเอาเรื่องก่อนจะยกพานท้ายปืนขึ้นแล้วกระแทกเข้าหน้าทีเดียวยงยุทธสลบ

ขุนเดชถือคบไฟเข้ามาตามหายงยุทธ
“ยงยุทธ...ยงยุทธ”
ขุนเดชเรียกแต่ไม่ได้ยินเสียงตอบก่อนที่เท้าจะเหยียบเข้ากับปลอกกระสุนปืนลูกซองที่ตกเกลื่อน ขุนเดชหยิบมาดูแน่ใจว่าแถวบริเวณนี้ต้องมีการเปิดศึกยิงกันไปไม่นาน จึงรีบเดินตามรอยไปก่อนจะพบรอยหยดเลือดที่พื้นเต็มไปหมดและปืนลูกซองที่ถูกทิ้งเอาไว้ ดารากับกำลังตำรวจถือไฟฉายตามเข้ามา
“ได้ร่องรอยหมวดยงยุทธบ้างมั้ยขุนเดช”
ขุนเดชนิ่งก่อนจะมองไปที่ดารา
“ปืนลูกซองอันนี้นี่เป็นของราชการรึเปล่าครับ”
“ใช่ ของหมวดยงยุทธ”
ดารารีบเข้ามาถามต่อทันที
“แล้วยงยุทธล่ะ ขุนเดชเจอมั้ย”
“ผมหาจนทั่วแล้วเจอแต่รอยเลือดกับร่องของกับดักสัตว์ เป็นไปได้ว่ายงยุทธน่าจะถูกพวกมันจับตัวไป”
“แล้วพวกมันจะจับไปทำไม มันจะฆ่าเขาเหรอขุนเดช”
“ใจเย็นๆ ก่อนนะดารา ยงยุทธมันเป็นคนดี พระต้องคุ้มครอง”
ขุนเดชบีบไหล่ดาราอย่างให้ความหวังแม้ตัวเองจะไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของยงยุทธจะเป็นยังไงก็ตาม










Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:46:30 น.
Counter : 143 Pageviews.

0 comment
ขุนเดช ตอนที่ 2 (ต่อ)



บรรยากาศภายในแคมป์งานโบราณคดี อาจารย์ประทีปกำลังช่วยทีมงานตรวจดู ทำความสะอาดวัตถุโบราณที่ค้นพบ ยงยุทธเข้ามาเดินดูการทำงานของทีมงานโบราณคดีได้ครู่อาจารย์ประทีปก็หันมา
“สวัสดีครับหมวด”
“สวัสดีครับอาจารย์ประทีป ไม่ทราบว่าอาจารย์ยุ่งอยู่รึเปล่าครับ”
“หมวดมีอะไรให้ผมช่วยเหรอครับ”
“เรื่องเกี่ยวกับขุนเดชน่ะครับ”
“ขุนเดช?”
“ครับ...ได้ยินมาว่าขุนเดชตระเวณไปทั่วประเทศทำงานกับอาจารย์มาหลายปี ผมเลยอยากรู้อะไรบางอย่าง” อาจารย์ประทีปมองยงยุทธอย่างสงสัยว่าทำไมถึงอยากรู้ “ อาจารย์อาจจะจำผมไม่ได้ เพราะตอนนี้ผมเป็นตำรวจแล้ว แต่ตอนนั้นถ้าอาจารย์ไม่มาเจอผมกับไอ้ขุนเดช เราสองคนก็คงไม่รอด”
ประทีปมองยงยุทธอีกครั้งก่อนจะนึกออก

ขุนเดชเดินสำรวจเจดีย์ที่โดนพวกโจรลักขุดกรุจนยอดเจดีย์หัก เพื่อดูว่าจะต้องบูรณะยังไงบ้างในขณะที่ดารา พยายามถามสิ่งที่คาใจ
“ยงยุทธบอกชั้นว่าเธอเป็นคนช่วยชีวิตชั้น แล้วทำไมเธอถึงทิ้งชั้นไว้ล่ะ”
“ผมเห็นว่าฝนกำลังจะตกหนัก กลัวว่าดินจะถล่มที่ถ้ำพระศิลาเลยต้องรีบไปดู”
“แค่นั้นเองจริงๆ เหรอขุนเดช”
“จะเป็นยงยุทธหรือผมที่ช่วยชีวิตอาจารย์ไว้ มันสำคัญด้วยเหรอ”
คำถามนี้ทำให้ดาราถึงกับอึ้ง
“ขุนเดช! เธอหนีหน้าชั้น หนีทุกคนที่เธอรู้จักแล้วหายตัวไปเป็นสิบปี แต่พอได้เจอกันอีก เธอกลับทำเหมือนว่าเราไม่มีอะไรจะคุยกัน เกิดอะไรขึ้นกับเธอบอกชั้นมาสิ” ขุนเดชนิ่งเงียบ “ขุนเดช...เธอรู้มั้ย ก่อนที่พ่อจะเสียพ่อยังถามหาเธอเลยนะ”
“ขอโทษด้วยนะครับอาจารย์ ผมมีงานที่ต้องทำอีกมาก ขุนเดชที่อาจารย์คุยด้วยตอนนี้เป็นหัวหน้าช่างตกแต่งกรุ เป็นลูกจ้างคณะโบราณคดี ไม่ใช่ขุนเดชที่อาจารย์เคยรู้จัก” ขุนเดชปฏิเสธอย่างเย็นชาแล้วหันไปเรียกเถรที่เดินผ่านมา “เถร...ช่วยขับรถพาอาจารย์ดาราไปส่งที่แคมป์ด้วย”
เถรรับคำ ขุนเดชสั่งเสร็จก็เดินออกไป ดารายืนตะลึงกับท่าทีเย็นชาของขุนเดช

ท่ามกลางบรรยากาศป่าวังเวง รกทึบไปด้วยต้นไม้ ขุนเดชเดินหน้าตาขึงขังจริงจังผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ โดยมีเสียงของ อาจารย์ประทีปที่คุยกับยงยุทธดังประกอบ
“ที่นี่เป็นบ้านเกิดของขุนเดช ที่ๆ พ่อของขุนเดชถูกโจรฆ่าตายเหรอครับ”
“ครับหมวด นายเดื่องพ่อของขุนเดชถูกโจรฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมต่อหน้าต่อตาขุนเดช”
ขุนเดชเดินผ่านดงต้นไม้มาหยุดที่หน้าถ้ำพระศิลา ขุนเดชหยุดนิ่งแววตาแดงก่ำเมื่อมองไปเบื้องหน้า
ขุนเดชเข้ามาในถ้ำที่มืดมิด จุดไฟที่คบจนแสงสว่างจากเปลวไฟค่อยๆ จับไปที่องค์พระศิลาซึ่งเวลานี้เหลือแต่ องค์พระที่ไร้เศียร น้ำตาของขุนเดชไหลอาบลงมาที่แก้ม
“เจดีย์ก็ยอดหัก...พระก็คอขาด ลูกเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ไอ้พวกใจบาปหยาบช้า มันเหมือน ทำปิตุฆาต มันฆ่าพ่อของลูก ไอ้พวกเดนนรก”

ที่บ้านกำนันบุญ กำนันบุญเอาพระพุทธรูปขนาดศอกศิลปะสมัยสุโขทัยขึ้นมาเช็ดถูทำความสะอาด ส่วนสัมฤทธิ์ลูกชาย ของกำนันก็ใช้แว่นส่องพระดูพระพิมพ์ที่เพิ่งได้มาก่อนจะหันไปถามเถรที่มาหา
“เอ็งว่าไอ้พวกอาจารย์จากกรุงเทพฯ พวกนั้น มันไปขุดเจอของดีมาเหรอวะ”
“จ้ะพี่สัมฤทธิ์ ทั้งพระพุทธรูป พระพิมพ์ แต่ละชิ้นสภาพยังดีไม่มีบิ่นไม่มีหักเลย”
“ถ้าไอ้เถรมันเห็นมาไม่ผิด ก็น่าสนนะพ่อ”
“พวกฝีมือดีๆ ตาถึงๆ ที่ข้ารู้จัก ทุกวันนี้มันก็หามาให้ข้าได้ตั้งเยอะแยะ แล้วทำไมข้าถึงต้องสนใจไอ้ขี้คุกอย่างเอ็งด้วยวะ”
“น้ากำนัน...ชั้นไม่ใช่มือใหม่นะจ๊ะ ตอนอยู่ในคุกชั้นสนิทกับพวกเซียนพระ พอมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง”
กำนันบุญมองเถรแล้ววางพระพุทธรูปที่กำลังทำความสะอาดให้เถรดู
“ข้าไม่ชอบพวกขี้คุยว่ะ”
“จ้ะ...” เถรพิจารณาดูแล้วรีบบอก “พระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อสำริด องค์นี้ดูยังไงก็ไม่ใช่ของสุโขทัย แต่เป็นของอยุธยาจ้ะน้ากำนัน”
“หึๆ แสดงว่าในคุกสอนเอ็งมาดี ไม่เสียทีที่ไปอยู่มานาน ฮ่าๆๆๆ”
กำนันบุญหัวเราะชอบใจ
“แต่ชั้นกับพ่อมีธุระต้องไปกรุงเทพฯ ให้ไอ้นะกับไอ้เณช่วยมันอยู่ทางนี้แล้วกันนะพ่อ”
“ก็ดี...” กำนันบุญหันมาที่สมุนสองคนท่าทางมีฝีมือ “ข้ากลับมาเมื่อไหร่ พวกเอ็งต้องมีของดีให้ข้า เห็นนะเว้ย”
ไอ้นะกับไอ้เณ สองลูกน้องมีฝีมือยิ้มร้ายรับ

ภายในถ้ำศิลา ขุนเดชพนมมือก้มกราบพระศิลา
“พระคุณเจ้า ลูกได้กล่าวปฏิญาณไว้แล้วว่าชีวิตของลูกไม่ได้เกิดมาเหมือนอย่างคนอื่น ลูกเป็นลูกหลานของพระร่วงเจ้า เป็นทหารของพระร่วงมีหน้าที่ปกป้องสมบัติของบรรพบุรุษ แม้ลูกจะต้องก่อบาปก่อกรรม วิญญาณจะมอดไหม้เพราะไฟบัลลัยกัลป์ ลูกก็จะไม่ร้องขอความเมตตา ลูกยินดีชดใช้กรรมที่ก่อในนรกภูมิ”
ขุนเดชกราบองค์พระศิลาแล้วหยิบดาบดำที่เหน็บพกอยู่ที่เอวด้านหลังขึ้นมา ขุนเดชชักดาบดำของพ่อที่หักครึ่ง เพ่งมองด้วยแววตาอันดุดัน

บ้านพักอาจารย์ในบริเวณแคมป์โบราณคดี ฟ้าแลบสลับกับฟ้าร้องครืนๆ ภายในบ้านพักดาราอาบน้ำเสร็จกำลังนั่งเช็ดผมอยู่หน้ากระจกเหม่อคิดถึงแต่เรื่องขุนเดช
หลังจากที่เถรขับรถมาส่งดาราถึงแคมป์ ดาราเดินเข้าไปที่ตัวอาคารและได้ยินเสียงยงยุทธกับประทีปกำลังคุยกันเรื่องขุนเดช ดาราหยุดฟังโดยยงยุทธไม่เห็น
“ที่นี่เป็นบ้านเกิดของขุนเดช ที่ๆ พ่อขอขุนเดชถูกโจรฆ่าตายเหรอครับ”
“ครับหมวด นายเดื่องพ่อของขุนเดชถูกโจรฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมต่อหน้าต่อตาขุนเดช” ดาราได้ยินเข้าก็ตกใจ
“ตอนนั้นขุนเดชยังแค่ 10 ขวบเลยช็อคหมดสติจำความไม่ได้ โชคดีที่หลวงพ่อสุขไปเจอเข้าก็เลยเอาไปเลี้ยง”
“แต่มันก็ไม่มีเหตุผลที่ขุนเดชจะทิ้งอนาคต ทิ้งพวกผมโดยไม่บอกลาสักคำ”
“ผมคิดว่าขุนเดชอาจจะเหมือนกับนายเดื่องพ่อของเขาที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่องานดูแล โบราณสถาน เลยไม่อยากเอาชีวิตไปผูกติดกับใครให้ต้องเป็นห่วง เป็นภาระ”
ดาราที่ได้ฟังแล้วก็พอเข้าใจว่าทำไมขุนเดชถึงผลักไสเธอ

เมื่อดาราหวีผมเสร็จ ฝนเทลงมาจนหน้าต่างห้องกระแทกปังๆ ดารารีบไปปิดแทบไม่ทัน แต่พอปิดหน้าต่างห้องเสร็จดาราหันไปเห็นน้ำหยดจากรูรั่วบนหลังคาตกลงมาที่โต๊ะทำงานซึ่งมีเอกสารอยู่เต็ม
“ตายแล้ว…งานชั้น”

บัวทองกางร่มหิ้วปิ่นโตเดินฝ่าสายฝนเข้ามาที่บ้านพักอาจารย์ บัวทองรีบขึ้นบันไดมาเคาะประตูเรียกดารา
“อาจารย์ดาราคะ...อาจารย์...อาจารย์”
บัวทองเรียกอยู่ครู่ ดาราก็เปิดประตูออกมาสภาพเนื้อตัวเปียกไปหมด
“ขอโทษนะจ๊ะบัวทอง พอดีชั้นกำลังยุ่งอยู่น่ะจ้ะ”
“แม่ให้บัวทองเอากับข้าวมาให้อาจารย์ค่ะ กลัวว่าดึกๆ อาจารย์ทำงาน แล้วจะหิว”
“ขอบใจนะจ๊ะ แต่ชั้นว่าคืนนี้ชั้นคงไม่ได้ทำงานหรอก”
“ทำไมล่ะคะอาจารย์”
ดารายิ้มแห้งแล้วถอยให้บัวทองดูสภาพห้องของเธอที่มีแต่อ่าง ถ้วย ชามวางเรียงรองน้ำฝนที่ตกลงมาตามรูรั่ว เต็มไปหมดดูแล้วน่าตลกขบขัน
“นี่มันบ้านหรือน้ำตกกันแน่คะอาจารย์”

คืนเดียวกันนั้นที่โบสถ์วัดเกาะน้อย หลวงลุงนั่งสวดมนต์อยู่หน้าองค์หลวงพ่อเพชรทอง พระประธานประจำวัดเกาะน้อย ขุนเดชมานั่งเฝ้าอยู่ข้างหลังหลวงลุง สวดมนต์ก้มกราบหลวงพ่อเพชรทองพร้อมกับหลวงลุง
“จะมารอปิดโบสถ์เหรอไงห๊ะขุนเดช ค่ำมืดๆ แล้วทำไมไม่ไปนอน”
“ข้างนอกฝนกำลังตกครับหลวงลุง กลัวว่าหลวงลุงจะต้องเดินตากฝนกลับกุฏิเลยเอา ร่มมารอรับ”
“ทำงานมาเหนื่อยๆ ทั้งวัน ไปนอนพักเถอะ”
“ผมยังหนุ่มยังแน่น นอนเยอะๆ จะบ่มนิสัยขี้เกียจจนเคยชินครับ”
หลวงลุงมองขุนเดชแล้วส่ายหน้า ขุนเดชยิ้มรับ

ขุนเดชช่วยหลวงลุงปิดโบสถ์และช่วยกางร่มพาหลวงลุงเดินจากโบสถ์กลับไปที่กุฏิ ระหว่างนั้นมีสายตาของใครบางคนที่แอบลอบมองขุนเดชจากหลังพุ่มไม้ ขุนเดชรู้สึกตัวตลอดว่ามีคนแอบมองเขาอยู่ตั้งแต่เขาก้าวเท้าออกจากโบสถ์ ขุนเดชใช้หางตามอง
“มีอะไรเหรอขุนเดช”
หลวงลุงถาม เมื่อสังเกตเห็น
“เปล่าครับหลวงลุง”
ขุนเดชกางร่มแล้วเดินไปกับหลวงลุงต่อโดยรู้ตัวว่ามีคนกำลังจ้องสะกดรอยตามเขา

บัวทองพาดารามาที่บ้าน คำปันยิ้มต้อนรับดารา
“อยู่ด้วยกันที่นี่น่ะดีแล้วค่ะอาจารย์ บ้านพักหลังนั้นเก่าจนซ่อมไม่ไหวแล้ว”
“เกรงใจค่ะน้าคำปัน ขอพักสักคืนก็พอ”
“ศรีสัชนาลัยแปลว่าเมืองของคนดี ที่นี่เรามีอะไรก็ช่วยเหลือกัน แบ่งปันกันตลอดค่ะ เพราะฉะนั้นอาจารย์ห้ามเกรงใจเด็ดขาดนะคะ เดี๋ยวบัวทองเอาของไปเก็บให้”
“ให้บัวทองไปจัดการเถอะค่ะอาจารย์ บ้านน้าห้องหับเหลือเฝืออยู่กันแค่สองคนแม่ลูก อาจารย์มาอยู่ด้วยกัน บัวทองดีใจยิ้มไม่หุบเลย”
“แม่ก็”
บัวทองอาย เขินรีบเอากระเป๋าของดาราเข้าไป
“ลูกโทนก็อย่างนี้แหละค่ะอาจารย์ คงอยากมีพี่สาว”
ดารายิ้มรับรู้สึกดี

ขุนเดชกางร่มเดินกลับที่พักซึ่งเป็นกระท่อมที่ปลูกอยู่ในที่วัดเกาะน้อย ต้นไม้รายล้อม บรรยากาศอึมครึมเมื่อบวกกับสายฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสายก็ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศดูขลัง ขุนเดชเดินมาจนเกือบถึงกระท่อมแล้วหยุดยืนนิ่งเพราะเสียงฝีเท้าที่เดินตามเขามาตลอดทาง
“เลิกสะกดรอยตามข้าซะที มีอะไรก็โผล่หน้าออกมาอย่าทำตัวเป็นหมาลอบกัด”
เท้าคู่หนึ่งก้าวออกมาจากความมืด มือถือดาบที่วาววับปลายดาบชี้ลงดินสายฝนที่ตกลงมาผ่านตัวดาบหยดน้ำลงบนพื้นไม่ขาดสาย ขุนเดชไม่ต้องหันหลังกลับไปก็รู้ตัวว่ามีคนกำลังใช้ดาบบุกจู่โจมหาเขา เท้าคู่นั้นวิ่งเหยียบแอ่งน้ำจนกระเซ็นปรี่เข้ามาหา มือของขุนเดชเลื่อนไปจับที่ดาบดำซึ่งยังอยู่ในปลอก เมื่อมันจู่โจมเข้ามาถึงตัวก็ใช้ทั้งปลอกดาบรับคมดาบที่ฟาดฟันลงมา...ฉับ !!
ขุนเดชประจันหน้าผู้ที่หมายจะสู้แล้วตกใจเมื่อไม่ใช่ใครที่ไหน
“ไอ้ยงยุทธ !”
“ยังไวอยู่เหมือนเดิมนะไอ้ขุนเดช”
ยงยุทธพูดไปก็ออกแรงกดดาบทุ่มไปสุดตัว ขุนเดชทรุดตัวเพราะแรงกดยังตกใจไม่หาย
“นี่มันอะไรกันวะไอ้ยงยุทธ”
“วัดฝีมือไง ว่าแกกับชั้นใครจะแน่กว่ากัน”
“นี่แกจะบ้าเหรอไง”
“ถ้าชั้นบ้า แกมันก็บ้าพอๆ กับชั้นมาตั้งนานแล้วเว้ยไอ้ขุนเดช”
ยงยุทธถีบยอดอกใส่ขุนเดชจนกระเด็นล้มกลิ้งเปื้อนน้ำเปื้อนโคลนไปทั้งตัว ยงยุทธควงดาบด้วยเชิงดาบอันสวยงามแล้วกวักมือให้ขุนเดชลุกขึ้นสู้ ขุนเดชปาดสายฝนที่โชกหน้าแล้วลุกขึ้น จ้องยงยุทธตาเขม็ง
จบตอน 4

ขุนเดช ตอน 5.1
ดาราเอาของใช้ส่วนตัวออกจากกระเป๋า แล้วจัดที่หลับที่นอน บัวทองหอบเอาหมอนผ้าห่มมาให้
“ที่นี่ตกกลางดึกหนาวเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ถ้าใช้ผ้าห่มผืนนี้รับรองอุ่นหลับสบาย”
ดาราดูลายผ้า
“สวยจัง...ผ้าทอเองเหรอบัวทอง”
“จ้ะ”
“เก่งจังเลยนะ เห็นน้าคำปันว่าเรียนรำมาตั้งแต่เล็กๆ แล้วไหนจะทอผ้าสวยๆ ได้อีก”
“แม่เขาเป็นกุลสตรีจ้ะ บัวทองก็เลยโดนแม่บังคับทั้งเรียนรำ ทั้งทอผ้าตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก แล้วรำไม่สวยก็โดนตีมือ ทอผ้าไม่งามก็ดึงหู เห็นยิ้มหวานแบบนั้นน่ะแต่ดุจะตาย”
คำปันเดินเข้ามา
“แอบนินทาแม่เหรอบัวทอง เดี๋ยวเถอะ นินทาบุพการีเดี๋ยวก็ได้เป็นเปรตหรอก”
“นินทาอะไรล่ะจ้ะแม่จ๋า สรรเสริญต่างหาก”
“เรานี่นะ...กะล่อนเป็นเด็กผู้ชาย พอได้แล้วให้อาจารย์เขาพักผ่อน”
“จ้า”
คำปันเดินออกไป ดาราอมยิ้มกับความน่ารักของบัวทอง ในขณะที่บัวทองพอเห็นแม่ออกไปแล้วก็ขยับเข้ามา ถามอาจารย์ดาราเบาๆ อย่างอยากรู้
“อาจารย์คะ...คือว่า...ตอนที่เกิดเรื่องกับอาจารย์ บัวทองได้ยินมาว่าผู้หมวด อาจารย์แล้วก็พี่ขุนเดชเคยรู้จักกันมาก่อน จริงรึเปล่าคะ”
ดารานิ่งไปครู่ก่อนจะยิ้มรับ
“จ้ะ...พวกเราเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน”
ดาราตอบบัวทองไปแต่สีหน้าของดารากลับดูมีความเศร้าที่ต้องพูดถึงมิตรภาพในครั้งเก่า

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ขุนเดชจ้องเขม็งที่ยงยุทธซึ่งตั้งท่าเชิงดาบเตรียมวัดเชิงฝีมือกับขุนเดช
“จดๆ จ้องๆ อยู่นั่นแหละ ผ่านไปสิบปีขอดูหน่อยเถอะวะว่าฝีมือแกยังใช้ได้อยู่รึเปล่า”
“แกอย่ามาเสียเวลาเลยยงยุทธ ชั้นเลิกแล้ว”
ขุนเดชเหน็บดาบดำคืนที่เดิมแล้วเดินไปเก็บร่ม ยงยุทธแปลกใจ
“หมายความว่ายังไง ที่ลุงเถินสอนแกมาทั้งหมด แกทิ้งไปแล้วเหรอ”
“อยู่ที่นี่ชั้นไม่จำเป็นต้องใช้วิชาพวกนั้น”
“ชั้นไม่เชื่อ ถ้าแกเลิกจริง แกคงไม่เหน็บดาบเดินไปเดินมาอยู่แบบนั้นหรอก”
ยงยุทธกำดาบแน่นแล้วปรี่เข้าไปทั้งจ้วง แทง ฟัน ขุนเดชได้แต่ถอยหลบทุกกระบวนท่าที่ยงยุทธโถมเข้าใส่
“พอซะทีเถอะวะไอ้ยงยุทธ ชั้นบอกว่าชั้นเลิกหมดแล้วไง”
“คนที่เลิกฝึกเชิงดาบไปเป็นสิบปี ไม่มีทางหลบพ้นคมดาบที่เพิ่งไล่ฟันใส่แบบเมื่อ กี้ได้หรอกเว้ย” ขุนเดชชะงัก ยงยุทธตวัดดาบใส่คราวนี้ขุนเดชหลบไม่พ้น คมดาบฟันเข้าไปที่ต้นแขนเล่นเอาเลือดซิบ “ชักดาบออกมาขุนเดช ในฐานะเพื่อนที่โดนแกทิ้งมาโดยไม่มีแม้แต่คำบอกลา ชั้นขอสั่งสอนความใจดำของแกหน่อยเถอวะ”
“ชั้นสู้แกไม่ได้แล้วไอ้ยงยุทธ”
“ไม่เชื่อเว้ย!”
ยงยุทธควงดาบไล่ฟาดฟัน ขุนเดชต้องใช้ดาบดำที่ไม่ได้ชักออกจากปลอกตั้งรับอย่างเดียว จนในที่สุดก็โดน ยงยุทธตวัดดาบใส่จนทำให้ดาบดำในมือกระเด็นตกพื้น ยงยุทธชักสงสัยว่าทำไมขุนเดชถึงสู้เขาไม่ได้เลย ยงยุทธเข้าไปหยิบดาบดำของขุนเดชขึ้นมาแล้วชักดาบดำออกจากฝัก ยงยุทธเห็นดาบดำที่หักเพียงครึ่งไร้ซึ่งความคมใดๆ ยงยุทธถึงกับผงะแปลกใจ
“ดาบหัก? นี่แกพกดาบหักเดินไปเดินมาเหรอ”
“ชั้นรู้ว่าแกกับดาราโกรธชั้น แต่ในเมื่อแกเห็นดาบเล่มนี้แล้ว แกก็น่าจะเข้าใจชั้น”
ยงยุทธมองขุนเดชอย่างสงสัย

ฝนหยุดตกเหลือเพียงแค่หยาดฝนที่หยดลงมาตามหญ้าแฝกที่มุงหลังคากระท่อม ยงยุทธได้ผ้าสะอาดๆ มาเช็ดหน้าเช็ดหัวที่เปียกและมองสำรวจภายในกระท่อมที่ขุนเดชอาศัยอยู่ ภายในกระท่อมไม่มีเครื่องเรือนอะไรมากมายนอกจากแคร่ เสื่อ หมอนและตู้เก็บเสื้อผ้าเก่าๆ นอกนั้นก็มีเตา หลอมเหล็ก บ่อดินเหนียว และอุปกรณ์สำหรับหล่อพระพุทธรูปที่ตั้งเรียงรายอยู่ในกระท่อม
“แกทิ้งเชิงดาบเชิงมวยของลุงเถินไปหมด แต่วิชาความรู้เรื่องหล่อพระ แกยังไม่เลิกนี่”
“แกอยากได้สักองค์มั้ยล่ะ จะได้เอาไปให้หลวงลุงปลุกเสกไว้บูชาที่โรงพัก”
“ไว้วันหลังจะมาเอาว่ะ ว่าแต่เรื่องพ่อของแก แกน่าจะบอกพวกชั้น”
“ถ้าชั้นบอกว่าจะทิ้งอนาคตเพื่อมาเป็นลูกจ้างขุดแต่งกรุ เดินทางไปทั่วประเทศ ไม่มีที่ อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีเวลาให้ใครแม้แต่ตัวเอง ชั้นกลัวว่าจะโดนห้ามจนเกิดเปลี่ยนใจ”
“แต่ชั้นว่าไม่จำเป็นที่แกต้องเดินวัดรอยเท้าพ่อของแกนี่หว่า เป็นอย่างอาจารย์ประทีป แกก็ยังรักษามรดกของชาติได้เหมือนกัน”
“ยงยุทธ...แกก็เป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน ถ้าแกได้รู้ว่าพ่อแกเป็นคนยังไง รักแกมากกว่าชีวิต เขาเอง แกจะทำเหมือนชั้นเปล่า”
ยงยุทธนิ่งไป
“เออว่ะ งั้นชั้นขอโทษด้วยที่เล่นงานซะแกได้เลือด เอาเป็นว่าเรื่องคดีฆาตกรรมของพ่อแก ชั้นจะช่วยรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง”
ขุนเดชชะงักไป
“ไม่ต้องหรอกยงยุทธ”
“ไม่ได้ว่ะเพื่อน ความยุติธรรมมันอยู่ในมือชั้นแล้วถ้าชั้นใช้เรียกร้องมาให้แกไม่ได้ ชั้นก็ไม่ควรสวมเครื่องแบบตำรวจอีก และก็ไม่สมควรเป็นเพื่อนแกด้วย”
ยงยุทธตบบ่าขุนเดชที่รู้สึกหนักใจขึ้นมาโดยไม่แสดงสีหน้าให้ยงยุทธรู้

ขุนเดชถอดเสื้อออกเห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ และซิคแพ็คที่เกิดจากการหมั่นฝึกฝนร่างกาย บนร่างกายมีร่องรอย บาดแผลจากการต่อสู้ที่ดูแล้วผ่านการสู้มาอย่างโชกโชน ขุนเดชเดินผ่านดาบดำของพ่อแล้วไปเปิดตู้เสื้อผ้าล้วงมือเข้าไปด้านบนของตู้ซึ่งใช้เป็นที่ซุกซ่อนดาบดำอีกเล่ม เมื่อชักดาบออกมาเห็นความคมกริบของดาบดำที่ได้มาจากลุงเถิน
ไฟที่เตาหลอมเหล็กคุโชนร้อนแรง แสงสีแดงสว่างวาบๆ ขุนเดชควงดาบดำด้วยเชิงดาบอันดุดันและน่าเกรงขาม แตกต่างจากที่สู้กับยงยุทธไปเป็นคนละคน คมดาบดำฟาดฟันเข้าใส่เสาไม้ที่ขุนเดชใช้ซ้อมฝีมือ...ฉับ! เสาไม้ขาดครึ่งเหมือนแตงกวาถูกหั่น ใบหน้าของ ขุนเดชดุดันแววตาน่ากลัว
ขุนเดชนึกถึงอดีตที่โรงตีดาบเก่า ขุนเดชอยู่หน้าเตาหลอมเหล็กที่ไฟกำลังคุโชน เพ่งมองดาบดำที่ได้มาจากลุงเถินก่อนจะยกมือพนมไหว้
“ข้าน้อยขุนเดช กราบขอขมาครูบาอาจารย์และวิญญาณบรรพบุรุษ จากนี้ไปจะขอหลอมหัวใจขึ้นมาใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม”
ขุนเดชพนมมือไหว้แล้วปักดาบลงไปในเตาหลอม ไฟคุโชนร้อนแรง ขุนเดชหน้าตาขึ้งขังจริงจัง
ขุนเดชตีดาบดำขึ้นมาใหม่ด้วยความตั้งใจ เสียงตีดาบและประกายไฟ ผสมผสานกับเม็ดเหงื่อที่โทรมกาย แต่ขุนเดชก็ไม่ย่อท้อมุ่งมั่นทั้งตีและลับคม จนในที่สุดก็ได้ดาบดำเล่มใหม่ที่มีความสวยงามและคมกว่าดาบดำเล่มเดิม

บริเวณป่าแถบชายแดนรอยต่อจังหวัดสุรินทร์ กลุ่มโจรกำลังซื้อขายทับหลังวัตถุโบราณอันล้ำค่าที่ลักมาจากปราสาทขอมให้กับนายหน้าที่มารับซื้อ พวกโจรนั่งนับเงินกันเพลิน ส่วนนายหน้าก็ชื่นชมความงามของทับหลัง ระหว่างนั้นเสียงฝีเท้าม้าดังเข้ามากุบกับๆ พวกมันหันไปเห็นเป็นชายลึกลับมีผ้าขาวม้าพันหน้านั่งอยู่บนหลังม้า
“เฮ้ย...ใครวะ”
“ทับหลังนั่นไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใคร มันเป็นของแผ่นดิน รีบเอากลับไปคืนที่ซะ”
“สะเออะไม่เข้าเรื่องอย่างเอ็งมันรนหาที่ตาย”
พวกโจรชักปืนเล็ง ขุนเดชควบม้าวิ่งผ่านพวกมันไปอย่างรวดเร็ว พวกมันยิงปืนใส่ไล่หลังแต่ไม่โดนสักนัด
“อย่าให้มันหนีไปได้ ไม่งั้นมันไปบอกตำรวจแน่”
พวกโจรกับนายหน้ารีบขึ้นรถจี๊ปขับไล่ตามทันที
พวกโจรกับนายหน้าขับรถไล่ตามมาบนถนนลูกรัง พวกมันเหยียบคันเร่งจนฝุ่นตลบ แต่แล้วพวกมันก็ต้องร้อง เสียงหลงแล้วรีบเบรครถ
“เบรคทำไมวะ”
“ตะปูเรือใบ มันวางกับดักเรา”
พวกโจรรีบลงจากรถเห็นตะปูเรือใบเต็มถนน ล้อหน้ารถโดนตะปูเรือใบจนแบนแต๊ดแต๋
เสียงม้าควบตะบึงเข้ามาขุนเดชตวัดดาบดำในมือจู่โจมใส่พวกมันโดยไม่ทันตั้งตัว ทีเดียวเล่นงานฟันเข้ากลาง หลังโจรเสร็จไปหนึ่งกับนายหน้าอีกคน...อ๊ากกกกกกก
โจรที่เหลือตกใจชักปืนยิงใส่...เปรี้ยงๆๆๆ แต่ขุนเดชก็ควบม้าหนีลัดเลาะเข้าไปในป่าข้างทาง พวกโจรเจ็บใจที่เห็นพรรคพวกโดนฆ่าตายไป พวกมันรีบเติมกระสุนแล้วไล่ตามเข้าไปในป่าทันที
ภายในป่าที่มีต้นไม้ขึ้นเต็ม พวกโจรพร้อมกับปืนเต็มสองมือกะเปิดศึกกับศัตรูที่มองไม่เห็นเต็มที่ พวกมันเดินอย่างเงียบเชียบและเงี่ยหูฟังจนได้ยินเสียงม้าเดินจึงรีบหันปืนใส่ทันที...ฟั่บ ! เจอแต่ม้าที่เดินอยู่ตัวเดียว แต่ชายลึกลับไม่อยู่บนหลังม้า
โจรเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยความสงสัยและมันก็ติดกับดักจนได้ เชือกที่ทำเป็นบ่วงรัดข้อเท้าและดึงร่างให้ขึ้นไปห้อยโต่งเต่ง โจรอีกคนรีบเข้าไปช่วยโดยไม่เห็นว่าขุนเดชได้เข้ามายืนข้างหลังมันแล้ว
“ข้างหลัง...มันอยู่ข้างหลัง”
โจนตะโกนบอกเพื่อน โจรตกใจหันกลับไปพร้อมปืนแต่ก็ไม่ทันได้สู้เพราะขุนเดชตวัดดาบดำฟาดฟันเข้าใส่ทีเดียวแสกตั้งแต่หน้าผาก ยันกลางอก...อ๊ากกกกกก
โจรที่ห้อยต่องเต่งร้องเสียงหลงช่วยด้วยๆ ขุนเดชก้าวเข้ามาถอดผ้าขาวม้าที่คลุมหน้าออก
“ปล่อย…ปล่อยข้าเถอะ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะรีบเอาของที่ขโมยมาไปคืนที่เดิม”
“มันสายไปแล้ว ไอ้เดนมนุษย์”
ขุนเดชเงื้อดาบดำขึ้น โจรร้องเสียงหลง…อย่า!!!
บริเวณเต๊นท์ทีมงานสำรวจ ขุนเดชจูงม้ามาเข้าคอกให้น้ำให้หญ้า เสียงอาจารย์ประทีปคุยกับผู้ช่วย อยู่ไม่ไกลจากขุนเดชเท่าไหร่
“ว่าไงนะ เจอทับหลังที่โดนขโมยไปแล้วเหรอ”
“ครับอาจารย์ พวกชาวบ้านไปเจออยู่ในป่าพร้อมกับศพพวกหัวขโมย เห็นว่าศพโดน ฟันซะเละเลยครับ”
ประทีปนิ่งคิดอยู่ครู่
“อีกแล้วเหรอเนี่ย น่าแปลก ทุกที่ที่คณะสำรวจโบราณสถานของเราเดินทางไป มักจะมีเรื่องแบบนี้ทุกครั้ง”
ขุนเดชเดินเข้ามา
“แล้วไม่ดีเหรอครับอาจารย์ โจรพวกนั้นไม่ค่อยกลัวกฏหมาย เจอแบบนี้ซะบ้าง จะได้เข็ด”
“แต่บ้านเมืองมีขื่อมีแป อาจารย์ไม่สนับสนุนกฏหมู่เหนือกฏหมาย”
อาจารย์ประทีปบอกขุนเดชเสร็จก็เดินออกไปพร้อมกับผู้ช่วย ขุนเดชมองตามสีหน้าเคร่งขรึม

ขุนเดชยืนมองกองไฟในเตาหลอมที่คุโชนแววตาดุดัน เหงื่อจากความร้อนที่เกิดขึ้นขับให้กล้ามเนื้อ เป็นมัดๆเกิดเงาประกาย
“กฏหมายใช้ได้แต่กับพวกที่มีสามัญสำนึก พวกสันดานโจรที่แม้แต่พระแต่เจ้า มันยังลักตัดเศียรได้ พวกสิ้นศรัทธาอย่างมันต้องศาลเตี้ยเท่านั้นถึงจะเอาพวกมันอยู่”

รถเก๋งคันหรูของรัฐมนตรีปราชญ์ขับมาตามถนนยามค่ำคืน หมอกลงจัดจนทำให้ถนนดูวังเวงน่ากลัว ภายในรถรัฐมนตรีปราชญ์นั่งมากับประดับที่เป็นเลขาส่วนตัว และมีคนขับรถขับให้
“งานเลี้ยงแจกทุนพรุ่งนี้...ถ้างดไม่ได้เธอก็ไปแทนชั้นแล้วกัน”
“ท่านจะให้ผมเลื่อนนัดกับกำนันบุญขึ้นมาเร็วขึ้นมั้ยครับ”
ปราชญ์พยักหน้ารับ ก่อนจะมองไปที่หน้ารถเห็นมีพระสงฆ์องค์หนึ่งยืนขวางอยู่กลางถนน
“หยุดรถ...หยุดรถ” ปราชญ์บอกอย่างตกใจ
คนขับรถตกใจเบรค...เอี๊ยดดดด
“มีอะไรเหรอครับท่าน” ประดับถามอย่างแปลกใจ
“นี่พวกแกไม่เห็นเหรอไง”
“เห็นอะไรครับท่าน”
“ก็พระสงฆ์ที่ยืนอยู่กลางถนนนั่นไง”
ประดับกับคนขับรถมองหน้ากันอย่างแปลกใจ ทั้งคู่มองไปที่หน้ารถเห็นแต่ถนนโล่งๆ และหมอกที่ลงจัด
“ท่านครับ นี่ดึกแล้วนะครับ แถวนี้ก็ไม่มีวัด จะมีพระมายืนกลางถนนได้ยังไง”
“แต่ชั้นเห็นจริงๆ ชั้นไม่ได้ตาฝาด”
ปราชญ์พูดไปก็รีบเปิดประตูรถออกไปทันที

ปราชญ์รีบเดินออกมาที่กลางถนนพยายามมองหา
“ชั้นเห็นจริงๆ ชั้นไม่ได้ตาฝาด” ปราชญ์มองไปรอบๆ ก่อนจะเห็นพระสงฆ์องค์หนึ่งยืนอยู่ที่ข้างทาง “นั่นไง! แกไม่เห็นเหรอ พระองค์นั้นไง”
ประดับพยายามมองแต่ก็ไม่เห็น
“ไม่มีนี่ครับท่าน...ผมไม่เห็นอะไรเลย”
“โธ่เว้ย”
ปราชญ์รีบเดินตามพระสงฆ์องค์นั้นที่เดินหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง
“ท่านครับ...ท่าน!”

ปราชญ์รีบตามพระสงฆ์เข้ามาหยุดที่พงหญ้ารกๆ พระสงฆ์โผล่เข้ามายืนข้างหลังทำเอาตกใจ
“ของนั่นไม่ใช่ของโยม คืนเขาไปเถอะ”
“ท่านพูดอะไร ของอะไร”
“เจ้าของเขาหวง คืนเขาไปซะ”
พระพูดเสร็จก็ชี้ไปข้างหลังปราชญ์ จึงเห็นคนโบราณหน้าตาถมึงถึง ตาลึกโบ๋ น่ากลัวโผล่เข้ามายืนข้างหลังปราชญ์ ปราชญ์หันไปเห็นตกใจร้องเสียงหลง
“ไม่...ไป...ไปให้พ้น อย่าเข้ามา”
ปราชญ์พยายามวิ่งหนีหกล้มคลุกคลาน คนโบราณเดินเข้าหาอย่างเอาเรื่อง ประดับรีบเข้าไปมา
“ท่าน...ท่าน...”
พอประดับเข้ามาคนโบราณก็หายตัวไป ปราชญ์ยังตกใจไม่หาย
“ออกไป อย่าเข้ามา”
“ท่านครับ...นี่ผมเองครับ ผมประดับครับท่าน”
ปราชญ์ค่อยได้สติ
“ประดับ...” ปราชญ์หันรีหันขวางมองไปรอบๆ ไม่เจอทั้งพระและคนโบราณ
“เกิดอะไรขึ้นครับท่าน”
“ประดับ...พรุ่งนี้รีบตามอาจารย์ก้องเกียรติมาพบชั้นด่วน”

วันต่อมาภายในห้องเก็บสะสมวัตถุโบราณของปราชญ์มีวัตถุโบราณทุกชนิด สะสมไว้มากมายโดย เฉพาะพวกเศียรพระพุทธรูปราวกับพิพิธภัณฑ์
อาจารย์ก้องเกียรตินั่งสมาธิพนมมือสวดมนต์พร้อมเครื่องบูชา อยู่หน้าองค์พระพุทธรูปสำริดโบราณปางนาคปรกองค์หนึ่ง ปราชญ์นั่งอยู่ข้างหลังประกบติด เสียงสวดมนต์ขมุบขมิบของก้องเกียรติทำให้เกิดเสียงกรีดร้องโหยหวนไปทั่วห้องก่อนที่ทุกอย่างจะสงบ
“เรียบร้อยแล้วครับท่าน วิญญาณเจ้าของเดิมจะไม่มารบกวนท่านอีก”
“แน่ใจนะอาจารย์”
“ก็อย่างที่ผมเตือนท่านเสมอ ถ้าคิดจะสะสมของพวกนี้เพื่อเสริมบารมี ท่านต้องหมั่นสวดมนต์คาถาป้องกันภัยและสร้างอำนาจกำกับไว้ด้วย”
“ช่วงนี้งานผมยุ่ง คุณก็รู้ว่าถ้าผมรักษาเก้าอี้ไว้ไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น พวกจ้องเล่นงานผมมีรออยู่เยอะ”
“ถ้าจะให้ผมเรียนท่านตรงๆ ท่านควรจะต้องมีบารมีมากกว่านี้”
“ของที่ผมสะสมมาทั้งหมด ยังไม่พอช่วยผมอีกเหรอ”
“ถ้าสิ่งที่ท่านคาดหวังไว้ หมายถึงเก้าอี้สูงสุดของประเทศ แค่นี้ไม่พอหรอกครับท่าน”
ปราชญ์มองก้องเกียรติอย่างสนใจมากๆ
“คุณพอมีวิธีช่วยผมมั้ยล่ะ”
“ผมจะลองค้นคว้าดูว่าพอจะมีทางไหนช่วยท่านได้”
ประดับเดินเข้ามา
“ท่านครับ กำนันบุญมาแล้วครับ”
“ให้ขึ้นมาเลย...อาจารย์ ช่วยอยู่ตรวจดูของให้ผมด้วยกันก่อนนะ”

อาจารย์ก้องเกียรติใช้แว่นขยายตรวจสอบแจกันโบราณที่กำนันบุญเพิ่งนำมาให้ปราชญ์
“แท้ครับท่าน ของดีไม่มีตำหนิ ศิลปะหริภุญชัย น่าจะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18”
“สมกับเป็นอาจารย์ก้องเกียรติจริงๆ ครับ มองแป๊บเดียวก็รู้ แจกันอันนี้ผมได้มาจาก ป่าลึกในลำพูน กว่าจะเอาออกมาได้ต้องเสียลูกน้องไปสองคนเพราะไข้มาเลเรีย”
“หึๆๆ เข้าใจปั่นราคานี่กำนัน”
กำนันบุญชะงัก
“ผมทำงานรับใช้ท่านมานาน เรื่องเงินเรื่องทองผมไม่เคยคิดหรอกครับ รู้ว่าท่าน ชอบต่อให้หายากแค่ไหนผมก็ต้องเสาะมาให้ได้”
“ขอบใจมากกำนัน ยังไงชั้นก็ไม่มีวันลืมความดีความชอบของกำนันหรอก”
กำนันบุญยิ้มรับ ส่วนปราชญ์เอาแจกันที่เพิ่งได้มาใหม่ไปตั้งวางที่แท่นโชว์ใกล้กับเศียรพระศิลา
“ของที่กำนั้นหามาให้ชั้น ชั้นชอบทุกชิ้น แต่ที่ชั้นชอบมากที่สุดก็คงเป็น...เศียรพระศิลาที่กำนันเอามาให้ชั้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว” ปราชญ์เข้าไปหยุดที่หน้าเศียรพระศิลา มือลูบคลำอย่างลุ่มหลงมาก “เพราะนอกจากความงดงามของศิลปะสุโขทัยแล้ว ชั้นยังรู้สึกว่าพระศิลามีความแข็งแกร่งและน่าเกรงขามซ่อนอยู่ในพระเนตรที่เพ่งมองชั้น”

ขุนเดชยืนตกปลาอยู่ริมตลิ่ง บัวทองเซ้าซี้ถามเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ใกล้ๆ
“ทำไมพี่ขุนเดชไม่เล่าให้ชั้นฟังเลยว่าพี่กับอาจารย์ดาราแล้วก็หมวดยงยุทธเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน”
“ก็แล้วทำไมพี่ต้องเล่าให้ฟังด้วยล่ะ”
“ทีพี่ยังอยากรู้เลยว่าชั้นรำอะไรได้บ้าง”
“ถ้าไม่มีญาติโยมมาถามพี่เพราะอยากจ้างเราไปรำแก้บน พี่ก็ไม่ได้อยากรู้นะ”
“พี่ขุนเดช” บัวทองเข้าไปทุบขุนเดชใหญ่ “นี่แน๊ะๆๆ พี่ขุนเดชบ้า”
“เบาๆ สิบัวทอง เดี๋ยวปลาตื่นหนีหมด อดเอาไปให้น้าคำปันทำกับข้าวนะ”
“ไม่มีปลาไปทำกับข้าว ชั้นไม่อดหรอกกินผักนึ่งจิ้มน้ำพริกอย่างเดียวก็ได้ แต่พี่ขุนเดชนั่นแหละที่ต้องอดกินปลา”
บัวทองแย่งเอาข้องใส่ปลาของขุนเดชที่จับมาได้ก่อนหน้านี้เทลงไปในคลองทีเดียวหมดข้อง
“บัวทอง นั่นมันปลาที่พี่จับมาได้นะ อยากโดนพี่ตีมือหักใช่มั้ย”
“เชอะ...ไม่สน ไม่กลัว”
บัวทองหมั่นไส้สะบัดหน้าแล้วรีบเดินหนี แต่เพราะรีบมากเลยลื่นล้มก้นจ้ำเบ้า....ว้ายยยย
ขุนเดชเห็นบัวทองล้มก้นกระแทกก็อดขำไม่ได้ บัวทองหันมาตาขวางทั้งอายทั้งเสียหน้า
“บ้า...พี่ขุนเดชบ้าที่สุด”
บัวทองรีบลุกแล้วเดินปั้นปึ่งกลับไป ขุนเดชมองตามแล้วยิ้มไปกับความน่ารักของบัวทอง

บัวทองเอาปิ่นโตมาให้ดาราในบริเวณแคมป์งาน บัวทองเปิดปิ่นโตไปด้วยบ่นไปด้วย
“พี่ขุนเดชน่ะทั้งชอบแกล้งบัวทอง ทั้งพูดจากวนประสาท แถมยังชอบหัวเราะเยาะ บัวทองอีกด้วย”
ดาราแปลกใจกับสิ่งที่บัวทองเล่าให้ฟัง
“นี่เราพูดถึงขุนเดชคนเดียวกันรึเปล่าจ้ะบัวทอง”
“ในศรีสัชฯ นี่จะมีใครชื่อแปลกๆ อย่างพี่ขุนเดชอีกล่ะคะอาจารย์”
“นั่นสิ...แต่เท่าที่พี่รู้จักขุนเดช เขาน่ะเสือยิ้มยากจะตาย พูดก็น้อย ถ้าไม่ถามก็ไม่พูด ถ้าจะให้เขาพูดเยอะๆ ก็ต้องชวนคุยเรื่องโบราณสถานอย่างเดียว”
“จริงเหรอคะอาจารย์...นี่แสดงว่าพี่ขุนเดชต้องไม่ชอบหน้าบัวทองแน่ๆ เลย ถึงชอบหาเรื่องตลอด”
“ไม่หรอกจ้ะ ขุนเดชเขาเป็นคนดี ไม่เคยโกรธใครง่ายๆ คนที่ทำให้เขาโกรธได้คนนั้นต้อง ไม่ใช่คนดีแน่นอน น่ารักอย่างบัวทองขุนเดชโกรธไม่ลงหรอก”
“ชมบัวทองแบบนี้ก็เขินแย่สิอาจารย์”

ส่วนที่บ้านปราชญ์ สัมฤทธิ์แอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้ๆ กับสระว่ายน้ำ ปารมี ลูกสาวของปราชญ์ เดินเข้ามาในชุดว่ายน้ำตามยุคสมัย สัมฤทธิ์เห็นเรียวขายาวๆ ขาวๆ และหน้าอกหน้าใจที่อวบอิ่มเกินเด็กสาววัยเดียวกันก็ตื่นตาตื่นใจ
“แม่เจ้าโว้ย สาวกรุงเทพฯนี่มันอะร้าอะร่าม สวยกว่าบ้านนอกซะจริง” สัมฤทธิ์ออกอาการหื่นจ้องตาไม่กระพริบ ยิ่งปารมีนั่งหย่อนขากวักน้ำจากสระขึ้นมาลูบไล้แขนขาก็ยิ่งหื่น “ชักอยากเป็นเขยรัฐมนตรีแล้วสิวะ”
แต่สัมฤทธิ์เพ้อได้ไม่เท่าไหร่ ก็ถูกกระชากคอเสื้อจากด้านหลังอย่างแรงเหวี่ยงจนกระเด็น
“มึงเป็นใครวะ กล้าดียังไงมาถ้ำมองคุณปา”
เสียงดังโวยวายของประดับทำให้ปารมีรีบเอาเสื้อคลุมมาสวมแล้วรีบเดินมาดู
“มีเรื่องอะไรกันน่ะนายประดับ”
“ผมเจอไอ้นี่มันมาถ้ำมองคุณปาอยู่ครับ”
“ถ้ำมอง...อ๊าย ไอ้บ้า ไอ้สารเลว”
ปารมีปรี่เข้าไปตบตีไม่ยั้ง สัมฤทธิ์รีบปัดป้อง
“ผมเปล่านะครับ ผมไม่ใช่ถ้ำมอง ผมเป็นแขกของท่าน บังเอิญเดินผ่านมาแถวนี้เฉยๆ”
ประดับกระชากคอสัมฤทธิ์
“หน้าตาไอ้บ้านนอกอย่างแกเนี่ยนะแขกของท่าน ถุย...ไอ้กระจอกเอ้ย”
ประดับชกเปรี้ยงเข้าดั้งจมูกทีเดียวสัมฤทธิ์เลือดโชก สัมฤทธิ์เจ็บใจเพราะนักเลงบ้านนอกเหมือนกัน รีบเปิด ชายเสื้อชักปืนที่เหน็บเอาไว้ออกมา
“ดูถูกไอ้สัมฤทธิ์เท่ากับหาเรื่องตายเหมือนกันเว้ย”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้สัมฤทธิ์”
สัมฤทธิ์ชะงักเห็นกำนันบุญเดินเข้ามาพร้อมกับปราชญ์และก้องเกียรติ

ที่ห้องโถง กำนันบุญตบหน้าสัมฤทธิ์ฉาดใหญ่...เพี๊ยะ สัมฤทธิ์หน้าหันเจ็บมาก
“ขอโทษท่าน ขอโทษคุณหนูแล้วก็เลขาของท่านด้วย”
“แต่...”
“ไม่ต้องมาแต่...ขอโทษเดี๋ยวนี้”
สัมฤทธิ์จำเป็นต้องทำเพราะพ่อสั่ง เดินเข้าไปยกมือไหว้ขอโทษเรียงคน ปารมีเชิดใส่ดูถูกสุดฤทธิ์ ส่วนประดับ ก็มองหน้าสัมฤทธิ์อย่างเย้ยหยัน
“ท่านอย่าเอาความลูกผมเลยนะครับ นิสัยมันมุทะลุ แต่ฝีมือมันดีช่วยให้ผมตามหาของดีๆ มาให้ท่านได้หลายชิ้นแล้ว”
“ช่างเถอะ...ก็แค่เด็กทะเลาะกัน” ปราชญ์ยกมือโบกไล่ กำนันบุญหันไปพยักหน้าให้สัมฤทธิ์รีบออกไป “ดูแลลูกชายดีๆ นะกำนัน ชั้นได้ข่าวว่ามีตำรวจฝีมือดีถูกย้ายไปอยู่ที่ศรีสัชฯ ระวังจะไปหาเรื่องรบกวนงานที่ชั้นมอบหมายให้”
“ครับท่าน ผมพอได้ข่าวมาบ้าง แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร คงเหมือนตำรวจคนอื่นๆ”
“อย่าประมาท...ชื่อเสียงตำรวจคนนี้ถึงลูกถึงคนอยู่ คงอวดเก่งกล้าดีไปทับเส้นใครเข้า เลยโดนสั่งย้าย”

รถจิ๊ปตำรวจขับเข้ามาจอดเอี๊ยดฝุ่นตลบที่โรงงานไม้แปรรูป ยงยุทธพร้อมกับจ่าแท่นนำกำลังตำรวจบุกเข้ามา ทำเอาคนงานที่กำลังทำงานอยู่ในโรงงานตกใจ วิ่งหนีกันให้จ้าละหวั่น
“อายัดไม้ทุกท่อนในนี้ให้หมด ห้ามเคลื่อนย้ายจนกว่าจะมีคำสั่ง ใครขัดขืนจับใส่กุญแจมือให้หมด”
จ่าแท่นนำกำลังจัดการตามคำสั่งยงยุทธ พวกคนงานวิ่งหนีกันโกลาหล มือปืนคนหนึ่งแอบซุ่มอยู่หลังกองไม้ มันยกปืนขึ้นเล็งหมายจะเก็บยงยุทธ ยงยุทธยืนหน้าเคร่งขรึมอยู่ข้างรถตกเป็นเป้ากระสุน แต่โชคยังเข้าข้างที่หางตามองผ่านกระจกมองข้างรถจี๊ปตำรวจ เห็นมือปืนกำลังเล็งและยิงมาที่เขา...เปรี้ยง !! กระจกข้างรถแตกกระจาย
ยงยุทธรอดหวุดหวิด รีบชักปืนยิงสวนกลับไปที่มือปืน แต่มันชิงหนีไป ยงยุทธรีบไล่กวดตาม

ยงยุทธตามล่าไล่ยิงมือปืนเข้ามาอีกด้านหนึ่งของโรงงาน มือปืนหายตัวไปอย่างเงียบเชียบ ยงยุทธระวังตัวไม่ประมาทเพราะมันอาจจะซุ่มอยู่ จนกระทั่งเห็นมีรอยหยดเลือดหยดเป็นทางจึงรู้ว่ามันยังอยู่แถวนี้ มือปืนโผล่ออกมาแล้วยิงใส่ทันที...เปรี้ยงๆๆๆ ยงยุทธโผกระโจนหลบและยิงสวน
มือปืนรีบชิงวิ่งหนีต่อ ยงยุทธลุกขึ้นมาเห็นมันกำลังหนีไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ มุมยิงถูกปิดบังคับด้วยซอกท่อนซุงที่ตั้งเรียงราย เหลือเพียงแค่ช่องกว้างไม่ถึง 10 เซนที่มองผ่านไปเห็นมือปืน
จากช่องแคบๆ มาที่ปากกระบอกปืนในมือยงยุทธ นิ้วแตะไก เสียงสตาร์ทมอเตอร์ไซค์บรื้นๆ เมื่อได้จังหวะที่มันบิดผ่านช่องแคบ ยงยุทธก็ลั่นไกทันที...เปรี้ยง!!
นัดเดียวจอดและเอาอยู่ มือปืนกลิ้งตกจากอานมอเตอร์ไซค์ร้องโอดโอย ยงยุทธตามเข้าไปกระชากตัวมันขึ้นมา
“อย่าเพิ่งใจเสาะรีบตาย ถ้าอยากให้ตายชั้นเล็งที่หัวแล้ว บอกมา...ใครจ้างแกให้มาลอบกัดชั้น”

จ่าแท่นลากตัวเสี่ยคนหนึ่งผลักเข้าไปในห้องขัง เสี่ยร้องโวยวาย
“ปล่อยอั้วออกไปนะเว้ย ลื้อไม่มีสิทธิ์มาจับอั้วขังไว้แบบนี้ ไม่รู้จักอั้วเหรอไงวะ”
ยงยุทธเดินเข้ามา
“จะใหญ่โตมาจากไหน...ผมไม่สน ถ้ากล้าเย้ยกฏหมาย ท้าทายความยุติธรรม ที่สุดท้ายที่เสี่ยจะไปได้ก็มีแค่ตะรางเท่านั้น”
“ลื้อไม่มีหลักฐานลื้อจะทำอะไรอั้วได้”
“ฟังมันโวยแล้วของขึ้น ขอสักทีเถอะวะไอ้อ้วนเอ้ย” จ่าแท่นโมโห
“อย่าจ่า...หลักฐานค้าไม้เถื่อนอาจจะเบาไปจนมันกล้าโวย แต่หลักฐานจ้างวานฆ่าเจ้าหน้าที่จะเล่นมันให้ติดคุกหัวโตเลย”
“อย่าดีแต่ขู่อั้วเว้ย ถ้าลื้อมีหลักฐานก็เอาออกมาเลย”
ยงยุทธยิ้มกวนก่อนพยักหน้าให้เสี่ยหันไปดู เห็นมือปืนที่โดนยงยุทธเล่นงานยืนอยู่ที่มุมห้อง สภาพดูไม่จืดสะบักสะบอมเพราะโดนยงยุทธเล่นมาหนักจนกลัวหงอ
“แต่ถ้าเสี่ยยังข้องใจก็ถามมันดูแล้วกันว่าผมทำยังไงมันถึงสารภาพหมดเปลือก”
เสี่ยหน้าซีด ยงยุทธเดินออกไป จ่าแท่นหันมาทับถมเสี่ย
“ได้แก่ตายในคุกแน่ไอ้อ้วนเอ้ย”

ที่ห้องทำงานของยงยุทธ ยงยุทธกำลังหัวยุ่งอยู่กับเครื่องพิมพ์ดีดที่ทำงานแล้วเริ่มใช้งานได้ไม่เต็มที่
“นี่น่ะเหรอตำรวจมือปราบขวัญใจชาวบ้าน เจอเครื่องพิมพ์ดีดเข้าหน่อย ถึงกับไปไม่เป็น”
“ไอ้ขุนเดช...ถ้าจะบุกโรงพักเพื่อมาหาเรื่องชั้นล่ะก็ ระวังโดนชั้นหาเรื่องเตะแกเข้าไปนั่ง เล่นในคุกบ้างนะเว้ย”
“เอะอะก็จับโยนเข้าคุก จะไม่บ้าอำนาจไปหน่อยเหรอ ผู้หมวด”
“ชั้นก็แค่ล้อแกเล่นหรอกน่า คนดีๆ ชั้นจะไปหาเรื่องโยนความผิดให้ได้ยังไง กฏหมายมันมีไว้สำหรับพวกไม่มีสามัญสำนึก ถ้าทั้งคำพระทั้งศีลห้าสอนมันไม่ได้ ค่อยเป็นหน้าที่ชั้น” ขุนเดชนิ่งไป ยงยุทธมองอย่างสงสัย “แล้วนี่ตกลงแกมีธุระอะไรวะ”
“ไม่มีอะไรหรอก ได้ยินชาวบ้านเขาสรรเสริญว่ามาอยู่ที่นี่แค่ไม่ถึงเดือน แกก็คิดจะล้างบางพวกนอกกฏหมายแล้ว”
“ขุนเดช...วีรกรรมของแกกับชั้นครั้งสุดท้ายที่เคยลุยด้วยกันมา แกจำได้ใช่มั้ย”
ขุนเดชพยักหน้ารับ
“ไอ้ประดับ”









Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:44:46 น.
Counter : 256 Pageviews.

0 comment
ขุนเดช ตอนที่ 2



ขุนเดชเข้ามากราบองค์พระประธานในโบสถ์ ข้างๆ ตัวมีกระเป๋าเดินทางที่เก็บข้าวของเตรียมไปจากวัด
เมื่อกราบพระประธานเสร็จขุนเดชก้าวออกจากโบสถ์หยุดหันหลังไปมองอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเดินจากไปอย่างมุ่งมั่น

ยงยุทธรู้สึกตัวขึ้นบนที่นอนของดาราพบว่าตัวเองมีผ้าพันแผลที่ท้อง ยงยุทธพยายามลุกแล้วเจ็บแปล๊บ
“อย่าเพิ่งลุกสิ เดี๋ยวแผลก็ฉีกหรอก”
“นี่ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“ขุนเดชพามา”
“ขุนเดช...” ยงยุทธนึกขึ้นได้ “แล้วขุนเดชอยู่ไหน...มันเป็นยังไง...โอ๊ย!”
ยงยุทธพยายามจะลุกอีกแต่คราวนี้เจ็บเอาเรื่อง
“ก็บอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งลุก ทำไมถึงไม่ยอมฟังอะไรเลย นอนลงเดี๋ยวนี้จะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ ถ้าอยากรู้อะไรก็จะเล่าให้ฟัง” ดาราจับไหล่ยงยุทธกดลงบนเตียง “แต่ถ้าไม่ฟังยังดื้ออีก ชั้นจะปล่อยให้เป็นบาดทะยักจะได้หามส่งโรงพยาบาลจะเอามั้ย”
ยงยุทธรีบส่ายหน้า
“ไม่ลุกแล้วจ้ะ แค่นี้ก็ต้องดุด้วย”
ดาราตีหน้าดุใส่อีก ยงยุทธสะดุ้ง

ดาราช่วยเปลี่ยนผ้าพันแผลและช่วยทำแผลให้ยงยุทธ
“นี่ถือว่าโชคดีนะที่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นซะก่อน ไม่อย่างนั้นทั้งนายทั้งขุนเดชได้โดนพวกมันฆ่าเอาศพไปทิ้งให้หาไม่เจอแน่”
ยงยุทธแอบทำหน้าเจ็บเพราะโดนยาป้ายเข้าที่แผลแต่ไม่ร้องให้ได้ยิน
“เขาเรียกคนดีผีคุ้ม ยังไงสวรรค์ก็ไม่ทอดทิ้งคนอย่างผม” ดาราชำเลืองมองอย่างหมั่นไส้เลยแกล้งเทยาใส่ลงไปเยอะๆ ยงยุทธสะดุ้งโหยงร้องเสียงหลง “โอ๊ย! เบาๆหน่อยสิดารา นี่คุณจงใจจะซ้ำให้ผมเจ็บนะเนี่ย”
“ใช่! เพราะหมั่นไส้ไง ทั้งนายทั้งขุนเดชเลยทำอะไรไม่รู้จักคิด”
“ทำไมจะไม่คิด...ที่ทำไปน่ะคิดดีแล้วนะ”
“ดีตรงไหน ถ้านายกับขุนเดชไม่รอดกลับมา แล้วพ่อชั้นก็ต้องติดคุก แล้วชั้นล่ะ! ชั้นจะอยู่กับใคร ชีวิตชั้นจะเหลืออะไรอีก”
ดาราพูดไปก็น้ำตาซึมแต่พยายามไม่ให้ยงยุทธเห็นน้ำตา ยงยุทธนิ่งไปอย่างเข้าใจความรู้สึก
“ผมขอโทษนะดารา แต่ผมยอมตายซะดีกว่าถ้าผมช่วยคนที่ผมรักไม่ได้” ยงยุทธพูดไปก็เอื้อมมือไปจับมือดารามากุม ดาราชะงักมองยงยุทธอย่างแปลกใจ “ชีวิตผมมันก็แค่ไอ้เด็กกำพร้าคนนึง ถ้าไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีลุงเถิน ไม่มีขุนเดช และไม่มีคุณ อนาคตผมก็คงหาดีอะไรไม่ได้ และถึงผมจะโชคดีที่รอดมาได้ แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเรื่องความรักของผม”
“ยงยุทธ...นี่นาย”
“ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่าผมอยากเป็นคนที่อยู่ในสายตาคุณบ้าง”
ดารานิ่งไปไม่ทันตั้งตัว ยงยุทธมองเธอเข้าไปในแววตาและด้วยความใกล้ชิด อารมณ์ที่พาไปยงยุทธยื่นหน้าไป จูบหน้าผากของดาราอย่างนุ่มนวลก่อนจะเลื่อนลงมาสัมผัสริมฝีปากเธอ
ขุนเดชยืนมองทั้งคู่ที่หน้าประตูห้องซึ่งเปิดค้างเอาไว้ ดารากับยงยุทธหันมาเห็นขุนเดชพร้อมกันทั้งคู่ตกใจ
“ขุนเดช”
ขุนเดชเดินออกไป ดารารีบลุกวิ่งตาม ยงยุทธหน้าเสียเจ็บใจตัวเอง
“นี่เราทำอะไรลงไปวะเนี่ย! โธ่เว้ย”

ดารารีบตามขุนเดชออกมา
“ขุนเดช!...ที่เห็นเมื่อกี้นี้ ไม่ใช่อย่างที่ขุนเดชคิดนะ” ขุนเดชยืนนิ่งสีหน้าราบเรียบไม่พูดไม่จา “พูดอะไรบ้างสิขุนเดช”
“ผมไม่มีอะไรจะพูดหรอกดารา เพราะผมไม่ได้คิดอะไร” ดาราชะงักอึ้ง “ผมแค่แวะมาดูว่ายงยุทธเป็นยังไงบ้าง แต่เห็นว่าคุณดูแลมันดีแบบนี้แล้ว ผมก็สบายใจ ผมไปนะ”
ขุนเดชจะไปแต่ดารารีบวิ่งไปขวางทาง
“พูดมาอย่างที่ใจเธออยากพูดสิขุนเดช...ชั้นรู้ว่าเธออยากพูดอะไร” ขุนเดชนิ่ง “พูดสิขุนเดช”
ขุนเดชยังนิ่งไม่แม้แต่จะปริปาก ยงยุทธตามออกมาแล้วกระชากไหล่ขุนเดชให้หันมา
“ถ้าแกไม่พูด ชั้นจะง้างปากแกให้พูดเอง” ยงยุทธซัดเปรี้ยงเข้าหน้าขุนเดชเต็มๆ จนเซล้ม ปากแตกเลือดกลบปาก ดาราตกใจ “ลุกขึ้นมาสิวะ ชั้นผิดที่ล่วงเกินดารา ชั้นยอมให้แกกระทืบชั้น ลุกขึ้นมาสิวะไอ้ขุนเดช”
ขุนเดชลุกขึ้นเช็ดเลือดที่กลบปาก ยงยุทธก้าวเข้าไปหาเพื่อนแล้วหลับตาพร้อมรับการลงโทษอย่างแมนๆ ขุนเดชมองเพื่อนแล้วกระชากคอเสื้อเข้ามา ดารายิ่งตกใจ
“หยุดนะขุนเดช หยุดนะยงยุทธ”
“ถอยไปดารา...ผมทำผิด คนเดียวที่จะตัดสินผมได้มีแต่ไอ้ขุนเดชเท่านั้น ซัดชั้นเลยเพื่อน ชั้นจะไม่ตอบโต้แก”
ขุนเดชมองยงยุทธด้วยแววตาไร้ความรู้สึกก่อนจะปล่อยมือจากคอเสื้อยงยุทธ
“ดูแลดาราด้วยนะไอ้ยงยุทธ ไม่มีใครทำหน้าที่นั้นได้ดีไปกว่าแกหรอก...เพื่อน”
ยงยุทธอึ้ง ขุนเดชเดินจากไป ดาราได้ยินคำพูดนั้นจากปากขุนเดชก็ถึงกับน้ำตาคลอเบ้าเจ็บปวด ยงยุทธเห็น น้ำตาเธอจึงหันไปเรียกขุนเดช
“ขุนเดช...กลับมานะเว้ย แกทำแบบนี้ไม่ได้นะ ไอ้ขุนเดช”

อาจารย์ประทีปเอาภาพถ่ายที่เคยถ่ายนายเดื่องกับขุนเดชโดยมีภาพของพระศิลาอยู่เบื้องหลัง เป็นภาพที่ถ่าย ตอนที่ค้นพบพระศิลาแล้วนายเดื่องถ่ายรูปคู่กับลูก ระหว่างนั้นผู้ช่วยเข้ามา
“อาจารย์ครับ มีโทรเลขด่วนมาครับ”
ผู้ช่วยยื่นซองโทรเลขให้ อาจารย์ประทีปรับมาเปิดอ่าน
“คณะของอาจารย์ปกรณ์ขุดเจอกรุที่ไชยา อยากให้คณะของเราไปสมทบเพราะที่โน่นคนไม่พอ”
“งั้นผมจะรีบไปเตรียมข้าวของให้ครับอาจารย์”
ผู้ช่วยออกไปสวนกับขุนเดชที่เดินเข้ามา อาจารย์ประทีปเห็นขุนเดชก็แปลกใจ

ที่วัดหลวงพ่อสุข ยงยุทธเปิดประตูเข้ามามองหาขุนเดชในห้อง
“ขุนเดช...ไอ้ขุนเดช” ยงยุทธหาไม่เจอสงสัยบางอย่างเลยรีบไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วไม่เจอเสื้อผ้าของขุนเดช
“ไอ้เวรเอ้ย...นี่มันคิดบ้าอะไรของมันวะ” ยงยุทธหันไปเห็นเด็กวัดเลยรีบเรียกมาถาม “ไอ้เปี๊ยก...เอ็งเห็นไอ้ขุนเดชรึเปล่า”
“เห็นมาเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วขึ้นรถออกไปได้พักใหญ่แล้วพี่ยงยุทธ”
“แล้วมันบอกรึเปล่าว่าจะไปไหน”
เปี๊ยกส่ายหน้าว่าไม่ ยงยุทธจะรีบตามออกไป แต่เปี๊ยกเรียกไว้
“เดี๋ยวพี่ยงยุทธ...แล้วงานศพหลวงพ่อล่ะ จะไม่อยู่ช่วยกันเหรอ”
ยงยุทธชะงัก
“เอ็งว่าไงนะ...หลวงพ่อมรณภาพแล้วเหรอ”

ที่ห้องทำงานอาจารย์ประทีป ขุนเดชมองภาพถ่ายที่มีรูปพ่อกับตัวเองตอนเป็นเด็กแล้วเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อรักษาไว้อย่างดี
“ชั้นเสียดายเรื่องเรียนของเธอจริงๆ ขุนเดช ได้ยินมาว่าผลการเรียนของเธอเป็นที่หนึ่งของคณะ ไว้เธอเรียนจบเมื่อไหร่เธอต้องไปไกลกว่าชั้นแน่”
“แต่ผมไม่ได้อยากเป็นนักวิชาการ ผมอยากสานต่อหน้าที่ของพ่อผมมากกว่าครับ”
อาจารย์ประทีปถอนใจ
“ชั้นขอโทษด้วยนะขุนเดช ชั้นพยายามขอให้ตำรวจช่วยทุกทางแล้ว แต่ก็ไม่เคยตามเจอตัวไอ้โจรพวกนั้นเลย”
“ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์หรอกครับ ผมเข้าใจดี บางทีความยุติธรรมก็ไม่ได้เดินมาหาเรา เราต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหามันเอง...ได้ยินผู้ช่วยของอาจารย์บอกว่า อาจารย์กำลังขาดคนช่วยงานอยู่ ผมพร้อมแล้วครับ”
อาจารย์ประทีปมองขุนเดชอย่างตัดสินใจ

ดาราสีหน้าแปลกใจเมื่อรู้จากยงยุทธ
“ขุนเดชไม่อยู่แล้วเหรอยงยุทธ”
“ผมก็ไม่รู้ว่ามันไปไหน รู้แต่ว่ามันมาเก็บข้าวของส่วนตัวของมันแล้วก็หายตัวไปเลย แม้แต่งานศพหลวงพ่อมันก็ไม่อยู่ช่วย” ดารานิ่งไปแล้วน้ำตาซึมเสียใจ ยงยุทธยิ่งรู้สึกผิด “ดารา...ผมขอโทษ เป็นความผิดของผมเอง ผมจะรับ
ผิดชอบทุกอย่าง ผมจะตามขุนเดชกลับมาให้ได้”
ยงยุทธจะออกไปแต่ดาราจับมือยงยุทธไว้
“ไม่ต้องหรอกยงยุทธ นายมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำอีกเยอะ”
ยงยุทธชะงัก
“ดารา...ไม่มีเรื่องไหนที่จะสำคัญสำหรับผมเท่ากับเรื่องของคุณหรอก ผมผิดที่ผมไม่ให้เกียรติคุณทำเรื่องแบบนั้นต่อหน้าไอ้ขุนเดช”
“ไม่ต้องพูดแล้วล่ะยงยุทธ”
“ทำไมล่ะดารา ก็ในเมื่อมันเป็นความผิดของผมจริงๆ ผมต้องตามไอ้ขุนเดชให้เจอเพื่อมันจะได้ยกโทษให้ผม และเพื่อคุณจะได้มองหน้าผมได้อย่างสนิทใจอีก” ดาราหยุดนิ่งน้ำตาคลอ “ ผมเคยบอกคุณแล้วใช่มั้ย ถ้าชีวิตผมไม่มีคุณ ไม่มีไอ้ขุนเดช ผมก็ไม่เหลืออะไรอีก”
“เหลือสิยงยุทธ...อนาคตตำรวจของนายไง”
ยงยุทธอึ้ง
“ดารา...นี่...หมายความว่าคุณจะไม่ยกโทษให้ผม”
ดาราหันมาน้ำตาอาบแก้มเสียใจ
“ชั้นไม่ได้โทษนาย ไม่ได้โทษขุนเดช ไว้ชั้นจะรอดูวันที่นายได้เป็นตำรวจที่ดีเป็นที่พึ่งของประชาชนนะ”
ดาราปาดน้ำตาแล้วเดินจากไป ยงยุทธเสียใจและเจ็บปวดที่ต้องเสียผู้หญิงที่รักและเพื่อนรักไปในเวลาเดียวกัน

8 ปีผ่านไป
ภายในโกดังกำลังมีการซื้อขายเฮโรอีนล็อตใหญ่ให้กับลูกค้ากลุ่มหนึ่งโดยมี สิงห์ ชายวัยกลางคนเป็นหัวหน้า ลูกค้าที่มาซื้อยาลองชิมเฮโรอีนว่าบริสุทธิ์อย่างที่ต้องการรึเปล่า สิงห์ใช้มีดพกที่คมกริบโกนหนวดเหลาคางแล้วพูดเปรยอย่างกวนๆ
“ไม่ต้องลองให้เสียเวลาหรอก ของบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่งตรงมาจากสามเหลี่ยม ทองคำไม่มีปนที่อื่นให้เสียอารมณ์”
“แล้วถ้าอยากได้มากกว่านี้ล่ะ มีมาด้วยรึเปล่า”
สิงห์ชะงักหรี่ตาสงสัย
“บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าของไอ้สิงห์ราคาไม่ได้ถูกๆ เหมือนเจ้าอื่น”
ลูกค้าไม่ตอบอะไรหันไปเปิดกระเป๋าเห็นธนบัตรเรียงอยู่เต็มกระเป๋า สิงห์หัวเราะชอบใจเสียงดัง
“ไอ้ยงยุทธ!! ไปเอาของมา”
ยงยุทธก้าวเข้ามา แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นยงยุทธคนเดียวกับนักเรียนตำรวจมีอนาคตเวลานี้ยงยุทธไว้หนวดไว้เคราดูเหี้ยมไม่ต่างจากพวกแก๊งค้ายาคนอื่นๆ
“พี่สิงห์...ระวังหน่อยก็ดีนะพี่ ชั้นไม่ค่อยไว้ใจมัน”
สิงห์หันมามองไม่พอใจกระชากคอเสื้อยงยุทธมาตะคอกใส่หน้า
“กูเป็นลูกพี่ มึงเป็นลูกน้อง มึงคิดว่ากูควรจะฟังมึงรึเปล่า..ฮะ”
สิงห์ผลักยงยุทธกระเด็น ยงยุทธรีบลุกแล้วเดินออกไปทำตามคำสั่งของสิงห์

ยงยุทธเดินออกมาเอาเฮโรอีนที่อยู่ในลังหลังรถกระบะ แต่ระหว่างนั้นรู้สึกผิดสังเกตเหมือนมีคนลอบมองเขาอยู่ จากหางตายงยุทธเห็นชายฉกรรจ์ 2 คนสวมหมวกไอ้โม่งพร้อมอาวุธปืนแอบย่องเข้ามาด้านหลังหวังจะเล่นงานเขา
ยงยุทธเตรียมพร้อมรับมือ พอมันเข้ามาในระยะประชิดก็เปิดฉากต่อสู้กันแบบสองต่อหนึ่งและจัดการคนแรกได้ อย่างไม่ยากเย็น อีกคนชักปืนจะยิงแต่ยงยุทธไวกว่าเหยียบคนแรกแล้วกระโดดตัวลอยจระเข้ฟาดหางเข้าหน้ามันทีเดียวสลบเหมือด

ยงยุทธลากคอชายฉกรรจ์ที่โดนจัดการเข้ามาโยนลงพื้นตรงหน้าสิงห์กับลูกค้าซื้อยา
“กูสั่งให้มึงไปเอาของแล้วนี่มึงไปเอาอะไรมา”
ยงยุทธจ้องหน้าลูกค้า
“ชั้นว่าพี่ถามมันดีกว่าว่าข้างนอกนั่น มีพวกมันรอหักหลังเราอยู่อีกกี่คน”
สิงห์ชะงักหันไปมองลูกค้าที่เริ่มมีอาการเหวอตกใจ พวกมันกำลังจะชักปืนสู้แต่สิงห์ปามีดพกในมือพุ่งไปปัก กลางอกมันอย่างรวดเร็ว ลูกน้องคนอื่นๆ ก็ชักปืนระดมยิงใส่จนพวกลูกค้าตายเกลี้ยง

คืนนั้นพวกแก๊งค้าเฮโรอีนฉลองกันสนุกสนานท่ามกลางเหล้ายาและหญิงบริการ สิงห์ลากคอยงยุทธออกมายืนต่อหน้าทุกคน
“เฮ้ย...ที่วันนี้พวกเอ็งรอดมาได้ก็เพราะไอ้ยงยุทธมัน เพราะฉะนั้นวันนี้เต็มที่ให้ไอ้ยงยุทธ” พวกลูกน้องเฮกันลั่นชนแก้วส่งเสียงเรียกชื่อ...ไอ้ยงยุทธ..ไอ้ยงยุทธ...ไอ้ยงยุทธกันดังสนั่น “ฝีมือเอ็งเอาเรื่องแบบนี้ ต่อไปนี้เอ็งมาเป็นมามือขวาข้า”
“ได้ครับพี่”
สิงห์หัวเราะชอบใจแล้วหันไปกวักมือเรียกหญิงบริการสวยๆ มาสองคน
“ของรางวัลของเอ็ง เต็มที่เลย...ฮ่าๆๆ”
สิงห์จัดผู้หญิงให้ยงยุทธ ส่วนตัวเองก็โอบสาวสวยพาขึ้นบันไดไปด้วยกัน หญิงบริการสองคนเข้ามาควงแขน ยงยุทธแล้วลูบไล้ยั่วยวน

เวลาผ่านไป พวกลูกน้องแก๊งเฮโรอีนพากันเมาจนสลบเหมือดไม่ได้สตินอนเกะกะเต็มพื้น ยงยุทธเข้ามาเดินสำรวจดูพวกมันอย่างเงียบเชียบ และไปที่หน้าต่างพร้อมเอาไฟฉายกระพริบสัญญาณออกไป ลูกน้องแก๊งคนนึงงัวเงียลุกขึ้นมาเห็นยงยุทธกำลังส่งสัญญาณไฟฉายก็สงสัยถามอย่างเมาๆ
“ทำอะไรของมึงวะ…ไอ้ยงยุทธ”
ยงยุทธหันมากลัวว่าความลับจะแตกเลยเข้าไปชกหน้ามันที…พลั่ก! หมัดเดียวมันน็อคหมดสติ
ยงยุทธจับมันวางลงเบาๆ ก่อนจะเอาปืนที่เหน็บเอวขึ้นมาเตรียมพร้อม

ยงยุทธถือปืนย่องเงียบเข้ามาที่ห้องพักของสิงห์ ประตูห้องแง้มอยู่ได้ยินเสียงสิงห์คุยโทรศัพท์ดังเล็ดลอดออกมา
“ก็เกือบไปครับท่าน ดีที่ลูกน้องผมไหวตัวทันงานนี้ก็เลยได้เงินของพวกมันมาฟรีๆ...ได้ครับท่าน ส่วยของเดือนนี้ผมจะจัดส่งให้เหมือนเคย”
สิงห์วางสายไปแล้วถ่มน้ำลายอย่างชิงชัง
“ถุย…คนอย่างพวกแกก็ดีแต่หน้าไหว้หลังหลอก ทุกบาททุกสตางค์ของพวกแกก็เม็ด เหงื่อพวกข้าทั้งนั้น” สิงห์บ่นไปได้ครู่ได้ยินเสียงที่หน้าประตูห้อง สิงห์สงสัยคว้าปืนขึ้นมาทันที “ใครวะ”
สิงห์ถือปืนแล้วเดินออกไปที่ประตูก่อนจะชะงักเมื่อเจอยงยุทธยื่นปืนเข้ามาจ่อหัว
“ทิ้งปืนซะไอ้สิงห์” สิงห์อึ้ง
“ไอ้ยงยุทธ…นี่ทำบ้าอะไรของเอ็ง”
“ชั้นไม่ใช่ลูกน้องแก ชั้นร้อยตำรวจโทยงยุทธ มาลากคอแกเข้าตะราง”
“แก…ไอ้…ไอ้”
ยงยุทธจี้ปืนบังคับ สิงห์เจ็บใจยอมทิ้งปืน ยงยุทธกำลังจะเอากุญแจมือมาจับสิงห์แต่เสียงปืนดังสนั่นมาจาก ชั้นล่างเพราะการต่อสู้กันของตำรวจกับพวกลูกน้องสิงห์ สิงห์อาศัยจังหวะที่ยงยุทธหันไปเพราะเสียงปืนศอกเข้าที่หน้ายงยุทธเต็มๆ ก่อนจะชิงวิ่งหนี ยงยุทธจะยิงไล่หลัง แต่จำเป็นต้องลดปืนลง
“โธ่เว้ย”
ระหว่างนั้นตำรวจสองนายวิ่งตามขึ้นมา
“ข้างล่างเรียบร้อยแล้วครับหมวด ได้ตัวไอ้สิงห์มั้ยครับ”
“มันเพิ่งหนีไป ต้องจับเป็นมันให้ได้ ผมต้องใช้มันสาวให้ถึงตัวบงการ”

สิงห์วิ่งหนีการตามล่าของยงยุทธและกลุ่มตำรวจที่ยิงปืนขู่ไล่ล่ามากระชั้นชิด...เปรี้ยงๆ
สิงห์เข้าไปหาที่หลบเจ็บใจกัดกราม เสียงยงยุทธขู่ดังมาแต่ไกล
“มอบตัวดีกว่าไอ้สิงห์ แล้วชั้นจะกันแกไว้เป็นพยาน ถ้าแกชี้ตัวคนที่บงการแกได้โทษหนักของแกจะได้รับการพิจารณา”
“ไอ้ยงยุทธ แกอย่ารนหาเรื่องเลยดีกว่าถึงแกจับชั้นได้ แกก็ไม่ได้เป็นวีรบุรุษหรอก”
“แกจนมุมแล้วไอ้สิงห์ ไม่ต้องพยายามหาเรื่องต่อรอง…ออกมามอบตัว”
สิงห์เจ็บใจตัดสินใจเดินออกมาจากที่ซ่อนเผชิญหน้ากับยงยุทธ พวกตำรวจยกปืนขึ้นเล็ง
“แล้วแกจะรู้ว่าแกคิดผิดที่มายุ่งกับชั้น เพราะคนที่จะต่อรองกับแก…ไม่ใช่ชั้นหรอก”
“แกหมายถึงใคร” สิงห์ยิ้มกวนๆ ยงยุทธยกปืนขึ้นเล็ง “ชั้นถามว่าใคร...ใครชักใยพวกแกอยู่”
“คนที่แกไม่มีวันจะแตะต้องได้ไง...ฮ่าๆๆ”
สิงห์หัวเราะชอบใจได้ครู่เสียงปืนก็ดังขึ้นมา...ปังๆๆๆ
สิงห์สะดุ้งเฮือกเพราะถูกยิงจากด้านหลังด้วยปืนจากไอ้โม่งที่ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามา มันฆ่าสิงห์เสร็จก็รีบบิดมอเตอร์ไซด์หนีไปทันที ยงยุทธวิ่งตามแล้วไล่ยิงกระหน่ำจนหมดลูกโม่ แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะมันหนีไปได้ ยงยุทธกลับมายืนมองศพของสิงห์ที่นอนตายเพราะถูกฆ่าตัดตอนอย่างเจ็บใจ

วันต่อมาในห้องผู้บังคับบัญชายศผู้การฯ ยงยุทธอยู่ในชุดตำรวจเต็มยศใบหน้าโกนหนวดโกนเคราสะอาดสะอ้านเรียบร้อย ยืนตัวตรงต่อหน้าผู้บังคับบัญชาที่กำลังอ่านรายงานของยงยุทธ แต่พออ่านจบก็ถอนหายใจยาว
“ถ้าท่านอนุญาตให้ผมทำคดีนี้ต่อ ผมรับปากว่าผมจะกระชากหน้ากากคนที่อยู่เบื้อง หลังเรื่องนี้มาลงโทษให้ได้ครับ”
“เสียใจด้วยนะหมวด คดีที่คุณรับผิดชอบมันจบลงแล้ว” ยงยุทธอึ้ง
“แต่ผมยังสาวไปไม่ถึงตัวการเลยนะครับท่าน”
“ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้จริงๆ คำสั่งย้ายคุณเพิ่งมาถึงเมื่อเช้า คุณต้องย้ายไปประจำที่ ศรีสัชนาลัยภายใน 24 ชั่วโมง”
“แต่ว่าท่านครับ...”
“เชื่อผม...ถ้าคุณยังอยากเป็นตำรวจอยู่”
ยงยุทธนิ่งไปแต่มือยังกำหมัดแน่นอย่างเจ็บใจ

บรรยากาศงานบุญวัดศรีชุมมีชาวบ้านมาเที่ยวงานเพื่อกราบไหว้พระอจนะ ที่หน้ามณฑปมีกลุ่มนางรำที่ถูกว่าจ้างให้มารำถวายแก้บน บัวทองเป็นหนึ่งในกลุ่มนางรำเหล่านั้นซึ่งมีท่วงท่า ร่ายรำที่โดดเด่นสวยงามและอ่อนช้อย
ขุนเดชเดินเข้ามาในบริเวณงานเที่ยวชมงานเหมือนกับชาวบ้านคนอื่นๆ ก่อนที่จะมาหยุดดูการรำถวายแก้บนร่วมกับพวกชาวบ้าน
ขุนเดชเตะตาสนใจบัวทองตั้งแต่แรกเห็น เพราะความงามอ่อนช้อยของบัวทอง และอยู่ดูจนบัวทองรำเสร็จ

ขุนเดชเข้ามายืนสงบนิ่งหน้าองค์พระอจนะที่ใหญ่โตน่าเคารพศรัทธาก่อนจะก้มลงพนมมือไหว้
“สาธุ...ข้าน้อยนี้ขอเคารพนบไหว้ พระไตรรัตน์ดวงประเสริฐ พระสยามเทวาธิราช พระพิฆเนศ พระมหาราชแต่อดีตจนปัจจุบัน ไหว้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงทั้งสิ้น ไหว้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ...ข้าน้อยนาม...ขุนเดช...ไหว้แผ่นดินพระร่วงเจ้า”
ขุนเดชพนมมือไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะก้มกราบพระอจนะ แต่เสียงเขย่าเซียมซีจากคนข้างๆ รบกวนสมาธิ การไหว้ เมื่อขุนเดชกราบเสร็จจึงหันไปเห็นว่าเป็นเด็กสาวนางรำที่เขาไปยืนดูก่อนหน้านี้นั่นเอง
บัวทองเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดนางรำมาเป็นชุดธรรมดาสาวชาวบ้าน อธิษฐานขอพรเขย่ากระบอกเซียมซีเสียงดัง สีหน้ามุ่งมั่นตั้งใจ...เขย่าๆๆๆ จนขุนเดชหันไปมองแล้วอดยิ้มไม่ได้
บัวทองหันมาเห็นชายแปลกหน้ามองเธอแล้วยิ้มขำก็ทำเชิดไม่สนใจ ตั้งอกตั้งใจเขย่ากระบอกเซียมซีไม่หยุด
“เขย่าแบบนั้น เดี๋ยวก็หลุดออกมาทั้งกระบอกหรอกน้องสาว”
บัวทองชะงักแล้วหางตามองอย่างไม่สนใจ “คนอะไรชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน” บัวทองเขย่าแรงกว่าเดิม
“ออกมาแล้ว!”
บัวทองดีใจที่แท่งเซียมซีหลุดออกมา แต่หน้าแตกเพราะเซียมซีหลุดออกมาทีเดียวเกือบทั้งกระบอกอย่างที่ขุนเดชเพิ่งเตือนไป คราวนี้ขุนเดชถึงกับกลั้นหัวเราะไม่ได้
บัวทองรู้สึกอายรีบกอบแท่งเซียมซีกลับคืนกระบอกแล้วเขย่าใหม่ และไม่พยายามหันไปสบตาขุนเดช จนใน ที่สุดก็เขย่าแท่งเซียมซีออกมาได้สำเร็จ แต่บัวทองไม่ทันจะหยิบมาดูเลขขุนเดชก็ทักขึ้น
“ใบที่ห้า ท่านว่าจะมีคู่ เป็นคนอยู่ร่วมบ้านสถานถิ่น ถามหาลาภท่านว่าพอจะมี แต่ต้องดีที่ขยันและขันแข็ง”
บัวทองเหลืออดยุ่งซะจริง
“รู้ได้ยังไงว่าใบที่ห้า”
“ไม่เชื่อก็ดูสิ” บัวทองหยิบเซียมซีขึ้นมาเห็นเป็นเบอร์ 5 จริงๆ “ถ้าคิดว่าพี่พูดไม่ตรงกับคำทำนาย จะลองไปดูเองก็ได้นะ”
บัวทองหน้าเง้าหน้างอรีบเสียบเซียมซีคืนกระบอกแล้วลุกออกไปทันที แต่ออกไปไม่นานก็รีบเดินกลับเข้ามา กราบพระอจนะเพราะลืมกราบลา กราบเสร็จก็รีบเดินออกไปทันที ขุนเดชรู้สึกประทับใจในความน่ารักแบบ แก่นๆ ของเด็กสาว
ทางเดินหน้าวัด บัวทองเดินกลับมาหาแม่ที่กำลังเลือกซื้อของอยู่ข้างทาง บัวทองเห็นขุนเดชเดินตามก็รู้สึกไม่ไว้ใจ รีบเร่งฝีเท้าไปหาแม่ทันที
“แม่…แม่…ผู้ชายคนนั้นเดินตามชั้นมา”
“ไหนลูก”
“คนนั้นน่ะแม่ ชั้นเห็นเขาพกมีดด้วย ท่าทางไม่น่าไว้ใจ เรารีบไปกันเถอะ”
บัวทองพยายามจะพาแม่ออกไป แต่คำปันหันไปเห็นขุนเดชที่เดินเข้ามาพออยู่ในระยะชัดก็คลับคล้ายคลับคลา
“น้าคำปัน…น้าคำปันใช่มั้ยจ๊ะ”
ขุนเดชทัก คำปันมองอย่างสงสัย
“แม่…เขารู้จักชื่อแม่ได้ยังไง”
“น้าคำปัน…ชั้นเองจ้ะ ขุนเดชไง”
“ขุนเดช…” คำปันตกใจและดีใจ “ขุนเดช นี่ใช่พ่อขุนเดชจริงๆ เหรอเนี่ย”
“ใช่จ้ะน้า ชั้นขุนเดชลูกพ่อเดื่อง สวัสดีจ้ะน้า”
คำปันดีใจมากรีบวิ่งเข้าไปกอดขุนเดช
“ขุนเดชของน้า ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าน้าจะได้เจอขุนเดชที่นี่อีก”
“ชั้นก็เหมือนกันจ้ะน้า ดีใจที่ได้เจอน้าอีก”
บัวทองสงสัยและยังคงไม่ไว้ใจเลยรีบเข้าไปดึงแม่ออกมาจากขุนเดช
“แม่…แม่…แม่คุยกับใคร”
“แม่ลืมไป…นี่ขุนเดช ไหว้พี่เขาสิลูก แม่เคยเลี้ยงพี่เขาตอนเป็นเด็ก”
บัวทองมองขุนเดชแต่ไม่ยอมยกมือไหว้
“แม่บอกให้ไหว้พี่เขาไง” บัวทองยกมือไหว้ขุนเดชแบบไม่ค่อยเต็มใจ “ไหว้สวยๆ หน่อยสิลูก ไหว้ใหม่ ไหว้แบบที่ที่แม่สอนไว้แต่เด็ก”
“ไม่เป็นไรหรอกน้า สงสัยจะเสี่ยงเซียมซีมาเหนื่อย เลยมือไม่มีแรง”
บัวทองชะงักที่โดนขุนเดชแซว บัวทองชักสีหน้าแลบลิ้นใส่นิดนึงให้ขุนเดชแล้วรีบเดินจ้ำออกไปทันที
“ตายแล้ว เด็กคนนี้”
ขุนเดชอมยิ้มชอบใจ
บรรยากาศวิถีชีวิตชาวบ้านที่แก่งหลวง บ้างพายเรือขายของ บ้างเหวี่ยงแหจับปลา ขุนเดชยืนมองบรรยากาศอันสงบสุขของแก่งหลวงแล้วคิดถึงช่วงเวลาวัยเด็กกับพ่อ
นายเดื่องพายเรือพาขุนเดชล่องมาตามลำน้ำในแก่งหลวง
“พ่อชอบแก่งหลวงและศรีสัชมาก เพราะว่ามันเป็นบ้านเกิดของพ่อและของแม่เจ้าที่ล่วงลับไปแล้ว และเจ้าก็เกิดที่นี่ซึ่งเป็นพยานรักของพ่อกับแม่ ที่พ่อตั้งชื่อเจ้าว่าขุนเดชเพราะชื่อขุนเดชแปลว่าใหญ่โตและมีฤทธิ์มาก”
“เหมือนยักษ์น่ะเหรอครับพ่อ”
นายเดื่องหัวเราะ
“ก็อาจจะใช่ เพราะตอนเจ้าคลอดใหม่ๆ เจ้าตัวใหญ่และร้องไห้เสียงดังมาก” ขุนเดชแยกเขี้ยวทำหน้าดุแบบยักษ์แต่ดูแล้วตลก นายเดื่องยิ้มให้กับความเดียงสาของลูกชาย “ขุนเดช...ที่แก่งหลวงนี้มีเรื่องเล่ากันว่าพระร่วงเจ้าผู้สร้างกรุงสุโขทัยหรือศรีสัชนาลัยของเรา ท่านหายไปกับแม่น้ำสายนี้ เลือดเนื้อของท่านได้สร้างความสุข อุดมสมบูรณ์ ให้กับแม่น้ำสายนี้ พ่อภูมิใจในบ้านเกิดของพ่อมากนะ เพราะว่ามันเป็นเมืองเก่าเมืองแก่ จำไว้นะลูก...ศรีสัชณาลัยแปลว่าที่อยู่ของคนดี”
ขุนเดชมองพ่อพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ

ขุนเดชรู้สึกภาพภูมิใจในสิ่งที่พ่อได้สั่งเสียแต่แล้วเสียงของบัวทองก็โหวกเหวกดังเข้ามา รบกวนความสงบสุขของขุนเดช
“อย่าหนีนะไอ้จุ่น...จับได้เมื่อไหร่ล่ะก็ โดนไล่เตะตูดแน่”
ขุนเดชมองไปที่กลางลำน้ำจึงเห็นบัวทองกำลังพายเรือจ้ำไล่กวดกับพวกเด็กชาวบ้านที่พายเรือหนี
“พวกชั้นยอม ก็กลัวพี่น่ะสิพี่บัวทอง”
“ไอ้จุ่น”
บังทองยิ่งโกรธเลยยิ่งเร่งฝีพาย แต่ไม่ทันระวังเรือโคลงไปมาก่อนจะเสียหลักเรือพลิกคว่ำ บัวทองตกเรือ พวกเด็กๆ หัวเราะชอบใจ ขุนเดชเห็นก็อมยิ้มขำบัวทองไปด้วย แต่บัวทองจมหายไปนาน ขุนเดชเริ่มแปลกใจ
“บัวทอง”
ขุนเดชกลัวว่าบัวทองจะจมน้ำเลยรีบวิ่งลงไปช่วย

ขุนเดชดำผุดดำว่ายหาบัวทองกลางแก่งหลวงแต่หาไม่เจอ
“บัวทอง…บัวทอง”
ขุนเดชเริ่มหน้าเครียด ทันใดนั้นบัวทองก็โผขึ้นจากน้ำแกล้งขุนเดช
“นี่แน๊ะ หัวเราะเยาะเย้ยชั้นเหรอพี่ขุนเดช!”
บัวทองแกล้งเกาะไหล่แล้วจะจับขุนเดชกดน้ำ
“นี่แกล้งพี่เหรอบัวทอง”
“ก็ไม่ชอบให้ใครมาหัวเราะเยาะบัวทองนี่…นี่แน๊ะ”
บัวทองยิ่งแกล้งทั้งสาดน้ำใส่ กดไหล่ ขุนเดชฮึดสู้กลับสาดน้ำใส่บัวทองบ้าง สนุกสนานกันอยู่สองคน

อีกด้านหนึ่งที่ป่าเขาหลวงหลวง ดาราซึ่งตอนนี้เรียนจบเป็นอาจารย์ กำลังพากลุ่มนักศึกษาเดินมาตามทางในป่า พวกนักศึกษายังสนุกสนานกับการถ่ายรูประหว่างทาง
“อาจารย์ครับ เรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาเกี่ยวกับเขาหลวง อาจารย์เชื่อรึเปล่าครับ”
เปี๊ยะ หนึ่งในนักศึกษาถาม
“เรื่องอะไรเหรอเปี๊ยะ” หยิน นักศึกษาอีกคนถามอย่างสนใจ
“เป็นความเชื่อของชาวสุโขทัยจ้ะ เชื่อกันว่า พระขพุง ผีเทวดาที่สถิตย์อยู่ที่นี่ ยิ่งใหญ่กว่า เทวดาในเมืองสุโขทัย หากผู้ครองเมืองสุโขทัยจะเป็นผู้ใดก็ตาม รู้จักนบไหว้และทำพิธี เซ่นสรวงถูกต้อง เมืองสุโขทัยย่อมตั้งมั่นถาวรยั่งยืน แต่หากไม่รู้จักนบไหว้ ไม่มีการพลี บูชาตามแบบแผนแล้ว ผีในเขาหลวงจะไม่คุ้มไม่เกรง เมืองสุโขทัยก็จะล่มจม” ดาราบอก หยินนึกกลัว
“มิน่าล่ะ ตั้งแต่ขึ้นมาบนเขาหลวงหนูรู้สึกขนลุก แล้วก็หนาวๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“นี่มันยุคไปอวกาศกันแล้วนะหยิน จะมีพระขพุงผีได้ยังไง ชั้นว่าที่เธอหนาวเพราะลม จากเมฆฝนที่ตั้งเค้ามาโน่นต่างหาก”
เบิ้ม นักศึกษาอีกคนบอกแล้วชี้ให้ดูเมฆบนท้องฟ้าที่กำลังก่อตัวมืดครึ้มอย่างรวดเร็ว
“ตายแล้ว อีกเดี๋ยวฝนคงตกแน่ อาจารย์ว่าเรากลับกันเถอะ”
“แต่เรายังไม่ได้ไปไหว้พระศิลาเลยนะครับอาจารย์”
“พวกเราต้องอยู่ที่นี่อีกเป็นเดือน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ขึ้นมาหรอกจ้ะ”
ดารากำลังจะพาคณะนักศึกษากลับ แต่นักศึกษาอีกคนรีบเข้ามา
“อาจารย์ดาราครับ กบหายไปไหนก็ไม่รู้ครับ”
ดาราหันมาตกใจ

ที่บ้านคำปัน บัวทองนั่งเช็ดผมที่เปียกหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วและฮัดเช้ยออกมาเสียงดัง
“มันน่าสมน้ำหน้ามั้ยเนี่ย โตจนจะยี่สิบอยู่แล้วยังออกไปแก่นเซี้ยวกับพวกเด็กๆ อีก” คำปันต่อว่าลูกสาว
“ก็พวกไอ้จุ่นมาแอบลักปลาที่บัวทองดักไว้นี่จ๊ะแม่”
“ปลาแค่ตัวสองตัว แบ่งๆ ไปเถอะ บ้านเราอุดมสมบูรณ์ทั้งปลาทั้งข้าว เหลือกินเหลือใช้”
“บัวทองไม่ได้งกหรอกจ้ะน้า แต่เสียหน้าเด็กๆ มากกว่า คงไม่ชอบโดนลูบคม”
ขุนเดชบอกขณะเดินเข้ามาหลังจากไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่มาแล้ว
“พี่ขุนเดช ! พี่กับชั้นเพิ่งรู้จักกันไม่เท่าไหร่เองนะ ทำมาเป็นรู้จักชั้นดี”
“แล้วพี่พูดผิดรึเปล่าล่ะ”
บัวทองชะงักงอนตุ๊บป่อง
“แม่...ดูพี่ขุนเดชสิ”
“แม่ไม่เข้าข้างหรอก เพราะที่ขุนเดชพูดมาตรงทุกอย่าง เหมือนกับรู้จักกันมานานเลย”
บัวทองงอนหน้างอปั้นปึ่งเสียหน้า ขุนเดชยิ้มชอบใจ

ขุนเดชช่วยคำปันเอาด้ายที่ย้อมสีธรรมชาติมาตากแดดที่ราวตากนอกบ้าน
“ขุนเดช น้าได้ยินจากอาจารย์ประทีปมาว่า จะมีคณะอาจารย์กับนักศึกษาจากกรุงเทพฯ มาศึกษาดูงานที่นี่เหรอ”
“จ้ะน้า มาดูงานโบราณคดีภาคสนาม อาจารย์ประทีปก็เลยขอให้ชั้นช่วยดูแล”
บัวทองเข้ามาพร้อมกับเอาด้ายที่ย้อมสีมาตากเพิ่มแต่อดแขวะขุนเดชไม่ได้
“อาจารย์หน้าตาสวยๆ จากกรุงเทพแต่งตัวโก้เก๋ งานอย่างนี้อาจารย์ประทีปไม่ต้องขอร้องหรอก เพราะพี่ขุนเดชอยากเสนอตัวอยู่แล้ว”
คำปันตีปากลูกสาว
“บัวทอง...เรานี่ชักจะปากเสียมากขึ้นทุกวันนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะน้า บัวทองคงหวงชั้นน่ะ”
“ชั้นนี่นะจะหวงพี่ ขี้ตู่ไปรึเปล่า ชั้นได้ยินพวกชาวบ้านเขาคุยกันว่าพี่มาอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว แต่ไม่เห็นพี่คบใครเลยต่างหาก”
“บัวทองก็เลยเหมาเอาว่าพี่น่าจะชอบผู้หญิงสวยๆ แบบผู้หญิงกรุงเทพฯใช่มั้ย”
“แล้วใช่มั้ยล่ะ”
ขุนเดชไม่ทันตอบ ระหว่างนั้นอาจารย์ประทีปขับรถจี๊ปเข้ามาพร้อมกับทีมงานโบราณคดีท่าทางร้อนใจ
“ขุนเดช”
“มีอะไรเหรอครับอาจารย์”
“เกิดเรื่องกับอาจารย์แล้วก็พวกนักศึกษาที่จะมาดูงานน่ะสิ พวกนั้นหลงทางอยู่ที่ป่าเขาหลวง ฝนก็ใกล้จะตกแล้ว ถ้าน้ำป่าไหลลงมาล่ะก็...แย่แน่”
คำปันกับบัวทองตกใจ ขุนเดชไม่รอช้ารีบขึ้นรถไปกับอาจารย์ประทีปทันที
“คุณพระคุณเจ้า ขออย่าให้เกิดเรื่องร้ายอะไรเลย” บัวทองสีหน้าครุ่นคิดตัดสินใจแล้วรีบวิ่งไปเอาจักรยานออกมา “บัวทอง...จะทำอะไรน่ะ”
“ไปช่วยพี่ขุนเดชน่ะสิจ๊ะแม่ ไม่ต้องห่วงชั้นนะ ชั้นดูแลตัวเองได้”
บัวทองไม่ฟังคำทักท้วงรีบปั่นจักรยานตามไป คำปันใจหาย
“บัวทอง!”

ที่โรงพักศรีสัชนาลัย จ่าแท่นเพิ่งจะนำตัวหัวขโมยคนหนึ่งที่เพิ่งจับตัวมาได้เข้ามา
“หน้าเดิมอีกแล้วเหรอครับจ่า”
“เออ...ไม่เข็ดซะที ถ้าคราวนี้ไม่เลิกไปขโมยของในวัดอีกล่ะก็จะขังแล้วทำลืมให้ตายอยู่ในคุกเลย เข้าใจมั้ย”
“ครับจ่า...เข็ดแล้วครับ”
จ่าแท่นหันมาไขกุญแจมือให้แล้วหันไปบอกหมู่
“ฝากเอามันไปขังด้วยนะหมู่” จ่าแท่นส่งหัวขโมยให้หมู่ได้ไม่ทันไร ไอ้หัวขโมยก็ออกลายผลักทั้งหมู่ทั้งจ่าล้มแล้วรีบฉวยโอกาสวิ่งหนีออกไป “เฮ้ย...ไอ้เวรเอ้ย ใจดีกับมันหน่อย หยามหน้ากันกลางโรงพักเลยเหรอวะเนี่ย”
จ่าแท่นไม่รอช้ารีบวิ่งไล่ตาม

หัวขโมยวิ่งหนีออกมาหน้าโรงพัก ระหว่างนั้นรถจี๊ปคันหนึ่งขับเข้ามา ยงยุทธเกือบจะชนหัวขโมยดี ที่เบรคทัน...เอี๊ยดดดดดด
จ่าแท่นวิ่งออกมาร้องตะโกนโหวกเหวก หัวขโมยจะหนีต่อยงยุทธเลยเปิดประตูรถกระแทกใส่ หัวขโมยล้มก่อน จะฉุนที่โดนคนแปลกหน้ามาเกะกะ มันหันไปคว้าท่อนไม้ใกล้มือขึ้นมาแล้วใช้เป็นอาวุเข้าไปเล่นงาน ยงยุทธส่ายหน้าเพราะดูแล้วรู้ว่าฝีมือไม่เท่าไหร่ ฉากหลบนิดเดียวหน้ามันก็คะมำ แต่เมื่อมันยังไม่ยอมหยุด ยงยุทธเลยจัดเชิงมวยเท่ๆให้ไปชุดหนึ่ง เล่นเอามันหมอบไม่รู้สึกตัว
จ่าแท่นวิ่งตามเข้ามาเหนื่อบหอบ เห็นหัวขโมยโดนเล่นงานสลบเหมือดก็โล่งอกหายใจหอบ
“โอ้ย...เหนื่อย ขอบใจนะพ่อหนุ่ม” จ่าแท่นหอบแฮ่กๆ
“หน้าโรงพักแท้ๆ ทำไมถึงปล่อยให้หนีออกมาได้อีกล่ะจ่า”
“ไอ้นี่มันชอบเล่นทีเผลอ แต่คราวนี้จะเอาให้เข็ดแล้ว”
“แสดงว่าที่ผ่านมาจ่าไม่เคยเอาจริงกับคนร้ายเลย” จ่าแท่นชะงัก
“อ้าว...พ่อหนุ่ม ว่าจะขอบคุณที่ช่วยงานตำรวจซะหน่อย แต่ดันมาปากไม่ดีซะนี่”
“ผมไม่ได้ปากไม่ดี แต่เห็นแบบนี้แล้วคงต้องปรับปรุงการทำงานของตำรวจที่นี่ครั้งใหญ่”
“เอ๊ะพ่อหนุ่มนี่ชักจะยังไง ใหญ่โตมาจากไหนห๊ะเรา ถึงอวดดีจะมาปรับปรุงการทำงาน ของตำรวจที่นี่”
“ไม่ได้อวดดี แต่มันเป็นหน้าที่ของผมที่ได้รับมอบหมายมา...ผมหมวดยงยุทธครับจ่า”
“หมวดยงยุทธ” จ่าแท่นนึกอยู่ครู่แล้วตกใจ “เฮ้ย...ซวยแล้วกู”
จ่าแท่นกำลังหน้าเสียได้ครู่ บัวทองก็ปั่นจักรยานเข้ามากระหืดกระหอบ
“ลุงจ่า...ลุงจ่า แย่แล้ว”
“อะไรของเอ็งห๊ะนังบัวทอง ตอนนี้ลุงแย่กว่าเอ็งอีก”
“เรื่องของลุงน่ะไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้คณะอาจารย์กับนักศึกษาที่จะมาฝึกงานที่นี่หายไป ในป่าเขาหลวง รีบไปช่วยกันเถอะลุง”
จ่าแท่นรีบหันไปที่ยงยุทธทันที
“เอ่อ...หมวดครับ สงสัยจะมีงานใหญ่ต้อนรับหมวดแล้ว”

ที่ป่าเขาหลวง ดาราช่วยพยุง กบ ซึ่งเป็นลูกศิษย์เดินลัดเลาะมาตามทางในป่า
“อดทนหน่อยนะ”
“อาจารย์คะหนูขอโทษ”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ มันเป็นอุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอก”
ดาราพยุงพานักศึกษามาถึงทางน้ำน้ำตกที่กำลังไหลเชี่ยว โขดหินขวางทางเรียงราย
“เราต้องข้ามไปเหรอคะอาจารย์ หนูไม่ไหวหรอกค่ะ”
ดาราหน้าเครียด
“ถ้าอย่างนั้นเธอรออาจารย์อยู่ที่นี่ อาจารย์จะรีบไปตามคนมาช่วย”
“ค่ะ”
ดาราพยุงลูกศิษย์ไปนั่งพิงแล้วตัดสินใจเดินข้ามลำน้ำที่กำลังไหลเชี่ยว แต่ดาราก็พลาดลื่นตกไปในน้ำตก...ตูม
“อาจารย์ดารา”

ขณะนั้นตำรวจตามมาถึงและช่วยพาพวกนักศึกษาขึ้นรถ ยงยุทธคุยกับอาจารย์ประทีป
“สวัสดีครับอาจารย์ ผมหมวดยงยุทธเพิ่งจะมาดูแลโรงพักที่ศรีสัชฯ ทราบจากนักศึกษา ว่ายังมีคนติดค้างอยู่บนเขาอีกเหรอครับ”
“ครับ...อาจารย์ดาราที่นำคณะนักศึกษามา แต่พลัดหลงกันเพราะตามไปช่วยลูกศิษย์”
“อาจารย์ดารา ใช่อาจารย์ดารา พราวแสงเดือนจากคณะโบราณคดีรึเปล่าครับ”
“ใช่ครับ...ผู้หมวดรู้จักเหรอครับ”
ยงยุทธหน้าเครียดขึ้นมาทันที รีบหันไปถามจ่า
“จ่า...จ่ารู้จักเส้นทางในป่านี้รึเปล่า”
“พอรู้ครับ”
“งั้นรีบนำทางผมไปที”
“ได้ครับ”
“เดี๋ยวครับหมวด มีคนล่วงหน้าขึ้นไปตามอาจารย์ดาราบนนั้นแล้ว พวกคุณน่าจะไปสมทบกับเขาได้” อาจารย์ประทีปบอก
“ใครล่วงหน้าขึ้นไปแล้วเหรอครับอาจารย์”
“ขุนเดช”
ชื่อของขุนเดชถึงกับทำให้ยงยุทธต้องหันมามองด้วยสีหน้าแปลกใจเป็นอย่างมาก บัวทองสังเกตเห็นอาการบนสีหน้าของยงยุทธก็รู้สึกแปลกใจสงสัย

ยงยุทธเร่งฝีเท้าเข้ามาถึงบริเวณน้ำตก จ่าแท่นกับบัวทองตามเข้ามา
“ผมเจอรอยเท้าย่ำอยู่แถวนี้เต็มไปหมด น่าจะอยู่แถวนี้กัน”
“บัวทองได้ยินเสียงคนค่ะหมวด”
ยงยุทธเงี่ยหูฟังแล้วได้ยินอย่างที่บัวทองบอก ยงยุทธรีบเดินไปดูแล้วจึงพบกบที่นั่งร้องไห้สะอื้นมีเสื้อตัวนอก ของขุนเดชคลุมตัวเอาไว้
“ไม่ต้องกลัวนะหนู พวกเรามาช่วยแล้ว”
“ค่ะคุณตำรวจ”
“แล้วอาจารย์ดาราล่ะ ไม่ได้อยู่ด้วยกันเหรอ”
“อาจารย์ดารามาตามหาหนูค่ะ แต่ว่าอาจารย์...” กบสะอื้น “อาจารย์โดนน้ำพัดไป พี่คนที่ ชื่อขุนเดชมาเจอหนูเมื่อกี้นี้ ตอนนี้กำลังตามไปช่วย”
“ขุนเดช...จ่า...ผมฝากทางนี้ด้วยนะ”
“ครับหมวด”
ยงยุทธรีบเดินไปตามเลียบตลิ่งเร่งฝีเท้าตามไปด้วยอีกคน บัวทองจะตามไปแต่โดนจ่าแท่นห้าม
“พอได้แล้วนังบัวทอง ไม่ใช่หน้าที่ของเอ็งแล้ว มาช่วยลุง...เร็วเข้า”
บัวทองหน้าเสียดายเพราะอดอยากรู้อยากเห็น

ขุนเดชวิ่งมาตามตลิ่งพยายามมองหาที่น้ำตกจนในที่สุดก็เจอร่างหนึ่งลอยตามน้ำมาติดอยู่ที่โขดหิน ขุนเดชรีบกระโจนลงไปคว้าตัวเอาไว้ได้ก่อนที่จะถูกน้ำพัดไปไกลกว่านี้ ขุนเดชพลิกร่างขึ้นมาแล้วก็ต้องตกใจ เมื่อใบหน้าที่เห็นคือดาราหญิงสาวที่เขาเคยรักแต่จำเป็นต้องทิ้งเธอมา
“ดารา”

ขุนเดชอุ้มร่างของดารามาวางที่ริมตลิ่ง
“ดารา…ดารา”
ดาราแน่นิ่งไม่ไหวติง ขุนเดชเอาหูแนบหน้าอกฟังเสียงหัวใจพบว่ายังเต้นอยู่จึงรีบช่วยผายปอดให้จนดาราเริ่มกลับมารู้สึกตัว สำลักน้ำที่กินเข้าไปออกมา ขุนเดชจับพลิกตัวช่วย ระหว่างนั้นเองเสียงเรียกของยงยุทธก็แทรกเข้ามา
“ดารา…ดารา”
เสียงของยงยุทธ ขุนเดชจำได้ดีไม่มีวันลืม ขุนเดชถึงกับอึ้งไปอย่างแปลกใจ
“ไอ้ยงยุทธ”
ขุนเดชแทบไม่เชื่อหูมองทั้งดาราและมองไปทางเสียงที่ยงยุทธกำลังเข้ามา ดารากำลังจะรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมา ขุนเดชจึงตัดสินใจทิ้งดาราเอาไว้แล้วเดินจากไปปล่อยให้ยงยุทธตามเข้ามาพบดาราที่ได้สติพอดี
“ดารา”
“ยงยุทธ”
ดาราตกใจโผเข้ากอดยงยุทธทันทีที่รู้ว่าตัวเองปลอดภัย ยงยุทธกอดปลอบใจดาราแต่สายตากลับมองไปรอบๆ เพราะรู้ดีว่าคนที่ช่วยชีวิตดาราเอาไว้มีเจตนาไม่ต้องการปรากฏตัวให้เขาเห็น และคนที่เจตนาทำแบบนี้ก็คงหนีไม่พ้นคนเดียวเท่านั้น....ขุนเดช

วันต่อมาที่อนามัย ดาราให้หมอน้อยตรวจร่างกายจนเสร็จเรียบร้อย
“ปกติดีทุกอย่างแล้วนะครับอาจารย์ เหลือแต่แผลถลอกตามตัวที่โดนหินบาด หมอจะ นัดให้แวะมาทำความสะอาดแผลแล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะคุณหมอ”
หมอน้อยออกไปเหลือยงยุทธอยู่กับดาราตามลำพัง
“ขอบใจนะยงยุทธ นึกไม่ถึงเลยนะว่าจะได้มาเจอเธอที่นี่ เคยอ่านแต่ผลงานปราบผู้ร้าย ของเธอตามหน้าหนังสือพิมพ์ คิดจะโทรไปทักทายอยู่เหมือนกัน”
“ผมอยู่ไม่ค่อยติดที่หรอกดารา ไล่จับโจรไปทั่ว เพราะอยากเอาพวกคนชั่วเข้าตะรางให้หมด แต่สุดท้ายตัวเองก็ต้องมาถูกแขวนอยู่ที่นี่”
“อย่าพูดเหมือนน้อยเนื้อต่ำใจแบบนั้นสิ คนดีน่ะตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้นะ” ยงยุทธมองดาราแล้วนิ่งไป “มีอะไรรึเปล่า ดูเธอเหมือนมีอะไรจะบอกชั้น”
“คนที่ช่วยชีวิตดารา ไม่ใช่ผมหรอกนะ”
“อ้าว...แต่ตอนที่ชั้นรู้สึกตัวเธออยู่กับชั้น”
“นั่นน่ะผมไปเจอทีหลัง”
“แล้วคนที่ช่วยชีวิตชั้นเป็นใคร ทำไมเขาถึงไม่อยากให้ชั้นรู้” ดาราถามอย่างสงสัย
“ผมจะพาคุณไปหาเขา”
ดารามองยงยุทธอย่างแปลกใจ

บรรยากาศโบราณสถานแห่งหนึ่ง ขุนเดชกำลังคุมงานพวกชาวบ้านที่มาซ่อมแซม ตากล่ำกับยายแช่ม พาไอ้เถรลูกชายมาฝากงานกับขุนเดช
“ไหว้พี่ขุนเดชเขาสิไอ้เถร”
“สวัสดีจ้ะพี่ขุนเดช”
“ลูกชายชั้นจ้ะพ่อขุนเดช มันเพิ่งพ้นโทษออกมาจากคุก หางานอะไรทำก็ไม่ได้พอเขารู้ว่าเคยผ่านคุกผ่านตะรางมาก็ไม่มีใครอยากรับ”
เถรรำคาญสะกิดพ่อ
“ทำไมต้องไปบอกเขาด้วยล่ะว่าชั้นเคยติดคุกมา เขาจะไม่จ้างชั้นก็ เพราะพ่อพูดมากนี่แหละ”
“หุบปากเอ็งไป ข้าไม่ชอบโกหก”
“ตายายไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ เคยเป็นอะไร ทำอะไรมาชั้นไม่สนใจ ถ้าขยันตั้งใจทำงาน ไม่เดินทางเก่าอีก ชั้นช่วยเต็มที่”
ยายแช่มดีใจ
“รีบไหว้ขอบคุณพี่ขุนเดชเขาซะสิไอ้เถร”
เถรยกมือไหว้ขุนเดช
“ขอบใจนะจ๊ะพี่ขุนเดช” ขุนเดชยิ้มรับ
“ไปกินข้าวกินปลาก่อนแล้วกัน ชั้นจะไปดูเจดีย์ตรงนั้นหน่อย ได้ยินว่าคืนก่อน ไอ้พวกโจรมาลักขุดกรุ ขุดกันจนยอดเจดีย์หัก”
ขุนเดชมีสีหน้าจริงจังขึงขังแล้วเดินออกไป สองตายายหันมากำชับลูกชาย
“ได้ยินที่ขุนเดชบอกแล้วใช่มั้นไอ้เถร อย่าก่อเรื่องอีกเชียวนะ ไม่งั้นข้าจะไม่ช่วยเอ็งอีก”
เถรทำหน้าเซ็งเบื่อพ่อแม่บ่น

ยงยุทธขับรถพาดารามาที่โบราณสถาน พอมาถึงยงยุทธช่วยพยุงดาราลงจากรถ
“พาชั้นมาที่นี่ทำไม แล้วใครที่เป็นคนช่วยชีวิตชั้น ทำไมต้องเป็นความลับด้วย”
“ถามเยอะแบบนี้ เห็นกับตาเอาดีกว่า”
ยงยุทธหันไปมองหาอยู่ครู่ก่อนจะเห็นขุนเดชเดินสำรวจเจดีย์อยู่ไม่ไกล
“นั่นไง...คนที่ผมเคยสัญญาว่าจะตามหามันให้คุณได้เจออีกครั้ง”
ดารามองตามแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นขุนเดชยืนอยู่แต่ขุนเดชยังไม่หันมา
“ขุนเดช”

ยงยุทธรู้สึกเศร้าที่เห็นแววตาดีใจของดาราที่มองขุนเดชด้วยความดีใจ แต่ยงยุทธก็พยายามเต็มที่จะปกปิดความรู้สึกนั้นไว้กับตัว
“ไปสิดารา...ได้เวลาแล้วที่มันควรจะต้องตอบคำถามร้อยแปดที่คาใจคุณมาตลอด”
ยงยุทธดันดาราให้เดินไปหาขุนเดช และมองตามอย่างเสียใจก่อนจะตัดใจกลับไปขึ้นรถจี๊ปแล้วขับออกไปดาราเดินมาหยุดข้างหลังขุนเดช
“ขุนเดช”
ขุนเดชนิ่งไปก่อนจะหันมานิ่งเฉยและเย็นชามาก
“สวัสดีครับอาจารย์ดารา หายดีแล้วเหรอครับ”
ดาราผงะไปกับคำทักทายที่ดูไม่มีความสนิทสนมแบบเมื่อก่อน เวลานี้ขุนเดชดูเย็นชากว่าเมื่อก่อนที่เธอเคยรู้จัก









Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:43:22 น.
Counter : 210 Pageviews.

0 comment
ขุนเดช ตอนที่ 1 (ต่อ)



อีกด้านหนึ่งที่ไนต์คลับ ประดับนั่งกอดสาวๆ และดื่มกินอยู่ในไนต์คลับอย่างสรวลเสเฮฮา
“เต็มที่เลยเว้ย…คืนนี้ข้าเลี้ยงเอง”
พรรคพวกของประดับส่งเสียงเฮกันสนั่น ประดับหันไปกอดไปหอมสาวๆ ที่ขนาบสองข้าง
“พี่ประดับเนี่ย แขนข้างนึงยกไม่ขึ้นแล้วยังซนไม่เลิกเลย” หญิงสาวต่อว่า
“ถึงแขนพี่จะเดี้ยง แต่อย่างอื่นไม่เดี้ยงไปด้วยนะจ๊ะคนสวย” ประดับยิ้มหลีก่อนจะโอบเอวสองสาวพาเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง “เฮ้ย…สนุกกันได้ แต่อย่าส่งเสียงรบกวนข้าไม่งั้นพวกเอ็งวงแตก”
ประดับหัวเราะส่งเสียงดังโชว์ความกร่างแล้วควงสาวๆ ขึ้นไป

ขุนเดชขับรถกระบะเก่าๆ ของเถินมาจอดหน้าไนต์คลับ ขุนเดชลงจากรถตาเขม็งมองพนักงานเข้ามาดันอกห้าม
“เฮ้ย…ไม่ใช่แขกของคุณประดับ ห้ามเข้า”
ขุนเดชจ้องหน้าแล้วจับมือมันมาบิดอย่างแรงจนได้ยินเสียงกระดูกหักดัง..กร่อบ !!
พนักงานร้องโอดโอยดิ้นพราดๆ พนักงานอีกสองคนได้ยินเสียงรีบวิ่งเข้ามา แต่ก็โดนขุนเดชใช้เชิงมวยมือเปล่า ล้วนๆ เล่นงานจนกลิ้งไม่เป็นท่า จากนั้นขุนเดชก็ผลักประตูเข้าไปในไนต์คลับ

บนถนนยงยุทธบิดมอเตอร์ไซค์พุ่งตรงมา สีหน้ายงยุทธมีแต่ความร้อนใจ
“ไอ้ขุนเดช...แกอย่าทำอะไรโง่ๆ นะ ถ้าแกทำให้ดาราเสียใจชั้นจะไม่ยกโทษให้แก”
ยงยุทธบิดคันเร่ง มอเตอร์ไซค์พุ่งทะยาน ท่ามกลางบรรยากาศที่ฟ้าผ่า...เปรี้ยง !!
ตันไม้ข้างทางถูกฟ้าผ่าลงมากลางต้นทำให้หักโค่นลงมาขวางถนนเป็นจังหวะที่ยงยุทธกำลังพุ่งเข้าใส่พอดี
ยงยุทธตกใจร้องเสียงหลง

ที่ไนต์คลับพวกของประดับกำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนานพลันลูกน้องคนหนึ่งของประดับก็ถูกถีบถลาเข้ามาสลบเหมือดกลางวง สภาพของมันปากแตก เลือดเต็มจมูก เสียงหวีดร้องตกใจของสาวๆ ดังไปทั่วก่อนจะพากันวิ่งหนีออกไป เหลือแค่ลูกน้องประดับที่พากันตกใจเมื่อเห็นขุนเดชเดินเข้ามา ทุกคนพร้อมกันชักมีดพกออกมา บางคนก็มีสนับมือ บางคนก็ใช้คมแฝกเป็นอาวุธ
ขุนเดชยืนท่ามกลางวงล้อมของพวกลูกน้องประดับที่มีอยู่ประมาณ 7-8 คน ขุนเดชตั้งท่าเชิงมวยพร้อมรับ
ลูกน้องประดับสองคนแรกปรี่เข้ามาพร้อมคมแฝก ขุนเดชหลบหลีกแล้วใช้มือเปล่าต่อสู้และสามารถจัดการพวกมันได้อย่างง่ายดาย
อีกคนซึ่งใช้มีดพกปรี่เข้ามาจะแทง ขุนเดชเอี้ยวตัวหลบแล้วศอกลงที่ท่อนแขน เสียงกระดูกหักดัง...กร่อบ มันร้องเจ็บปวดครวญคราง อีกคนอาศัยจังหวะเผลอถือขวดเหล้าวิ่งเข้ามาฟาดใส่หัวขุนเดชทันที...เพล้ง! ขุนเดชนิ่งงันเลือดค่อยๆ ไหลจากหัวลงมาที่หน้าผาก คราวนี้แววตาของขุนเดชยิ่งน่ากลัวกว่าเก่า ขุนเดชหยิบดาบดำที่เหน็บเอวขึ้นมาแล้วชักดาบดำออกจากฝัก คมดาบต้องแสงไฟวาววับ

อาจารย์ประทีปยังอยู่ที่สัดกับหลวงพ่อสุข อาจารย์ประทีปมองดาบหักในมือ
“ดาบของนายเดื่องมาอยู่ที่หลวงพ่อได้ยังไงครับ”
“อาตมาเจอขุนเดชถือดาบของนายเดื่องหนีการตามล่าของพวกโจร โชคดีที่พวกมันคิดว่าขุนเดชตกหน้าผาตาย ส่วนขุนเดชก็คลุ้มคลั่งเสียสติเพราะเห็นพ่อถูกฆ่าตายต่อหน้า”
“หลวงพ่อช่วยชีวิตขุนเดชไว้”
“แต่พอขุนเดชฟื้นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้ อาตมาเห็นว่าถ้ายังอยู่ที่เขาหลวงเห็นทีจะไม่ปลอดภัย เลยพาขุนเดชมาอยู่ที่วัดด้วย เพราะอาตมาไม่อยากให้ขุนเดช....”
หลวงพ่อสุขนิ่งไปแล้วไอไม่หยุดจนเลือดเปรอะมือ อาจารย์ประทีปตกใจ
“หลวงพ่อ”
“โยม...อาตมาหยุดขุนเดชได้เพียงเท่านี้ จากนี้ไปขุนเดชต้องเดินตามลิขิตชีวิตตนเอง”

ที่ไนต์คลับขุนเดชใช้ดาบดำเล่นงานพวกของประดับ คมดาบตวัดเข้าใส่ตามร่างกายของพวกมันจนเลือดสาดกระเด็น คนหนึ่งถอยหนีเพราะสู้ไม่ได้ ขุนเดชตามไปเงื้อดาบจะเล่นงานแต่เสียงปืนดังขึ้น...ปัง !!
ขุนเดชชะงักนิ่งไปดาบดำร่วงจากมือปักลงพื้น ขุนเดชหันไปเห็นประดับถือปืนเดินลงมาจากบันได
“กูบอกแล้วไง อย่ารบกวนเวลาความสุขของกู ไม่งั้น...วงแตกแน่”
ขุนเดชมองหัวไหล่เห็นเลือดที่ไหลจากแผลถูกยิงไหลลงมาตามแขน แต่ขุนเดชไม่รู้สึกเจ็บขมกรามเข้าหาประดับ”
ประดับยิงปืนลงพื้นอีกทีเพื่อหยุดขุนเดชเอาไว้...ปังๆๆๆ
“หยุดอยู่นั่นแหละไอ้ขุนเดช อย่าเพิ่งรีบเข้ามาหาเรื่องตายเร็วให้กูได้เอาคืนที่มึงเล่นงาน แขนกูจนหักแบบนี้ก่อน...เฮ้ย จับมัน”
พรรคพวกของประดับกรูเข้าไปจับขุนเดชมาล็อกแขนได้ตัวเอาไว้อย่างง่ายดาย ประดับเดินลงมาหัวเราะอย่างสะใจ แล้วใช้มือบีบลงไปที่แผลโดนยิงของขุนเดช
“อ๊ากกกกกกก”
“ฮ่าๆๆๆๆ กระทืบมัน”
สิ้นเสียงสั่งพรรคพวกของประดับรุมกระทืบขุนเดชชุดใหญ่ ขุนเดชนอนจุกตัวงอรับฝ่าเท้าที่รุมใส่ไม่ยั้งด้วยความเจ็บปวดทรมาน ประดับมองอย่างสะใจก่อนจะให้พรรคพวกหิ้วปีกขุนเดชขึ้นมา
“ยัง...นี่ยังแค่น้ำจิ้ม ของจริงต้องนี่...สำหรับที่มึงหักแขนกู”
ประดับหันไปคว้าแจกันมาทุบใส่หัวขุนเดชอย่างแรง...เพล้ง ขุนเดชตาปรือมองประดับด้วยสายตาพร่าเลือนก่อนจะค่อยๆ มืดลง

เหตุการณ์ย้อนกลับไปในอดีตนายเดื่องพาขุนเดชเข้ามากราบพระศิลา บรรยากาศเป็นไปอย่างสงบน่าศรัทธา
“พ่อครับ ทำไมพระศิลาถึงมาอยู่ในถ้ำบนเขาหลวงนี้ล่ะครับ”
“พ่อกับอาจารย์ประทีปเพิ่งจะค้นพบ เราเลยต้องอาศัยเวลาศึกษาค้นคว้า”
“ผมช่วยด้วยนะครับพ่อ ผมชอบค้นคว้าประวัติศาสตร์”
“ได้สิขุนเดช การศึกษาประวัติศาสตร์ก็คือการเรียนรู้ที่มาและรากเหง้าของเราเอง เพราะการคิดจากอดีตจะทำให้เรามองเห็นอนาคต”
“ผมเกลียดพวกที่เข้ามาทำลายโบราณสถาน ตัดเศียรพระ ลักขุดกรุ”
“พ่อก็เกลียดพวกมันเหมือนกัน แม้แต่รากเหง้าตัวเองยังไม่เคารพ แค่คิดถึงอนาคตก็น่ากลัวแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น บ้านเมืองคงต้องเสื่อมเพราะศีลธรรมถูกทำลาย”
“ผมสัญญาต่อหน้าพ่อ ต่อหน้าพระศิลา ผมจะปกป้องรากเหง้าของเรา ไม่ให้ พวกโจรมาทำลายเด็ดขาด”
สายตาของขุนเดชมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวเกินเด็กวัยแค่ 10 ขวบ

ขุนเดชในปัจจุบันสะดุ้งเฮือกลืมตาโพล่งพร้อมเปล่งเสียงออกมา
“พ่อ”
ขุนเดชหน้าตาตื่นตกใจ ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างในอดีตเรียงร้อยอยู่ในหัวทำให้ขุนเดชจดใจได้ว่าตัวเองเป็นใคร และเกิดอะไรขึ้นในวัยเด็ก
“พ่อ...พ่อ”
ขุนเดชพยายามจะขยับตัวแต่พบว่าตัวเองถูกจับมัดตัวติดอยู่กับเก้าอี้กลางห้องโถง ประดับเดินเข้ามาพร้อมกับดาบดำในมือ
“ฟื้นแล้วเหรอ...ดาบของมึงสวยดีนี่หว่า แปลกดีไม่เคยเห็น”
“มือคนชั่วอย่างมึงไม่สมควรจับดาบดำ”
“ดาบดำ...ฮ่าๆๆๆ ฟังชื่อดาบมันแล้วชักไม่อยากจะถือไว้แล้วว่ะ” ประดับหัวเราะสะใจ ลูกน้องประดับหัวเราะตามไปด้วย “ไม่ต้องกลัวหรอกไอ้ขุนเดช กูคืนดาบดำให้มึงแน่ แต่คงไม่เสียบคืนฝักให้หรอก เพราะกูจะเสียบคืนให้กลางหัวใจมึงเลย...ฮ่าๆๆๆ”
ขุนเดชจ้องตากร้าวใส่ประดับกับพวกอย่างเจ็บใจ
จบตอน 2
ขุนเดช ตอน 3.1
พงหญ้าข้างทางมอเตอร์ไซค์ที่ยงยุทธขี่มาล้มอยู่ข้างทาง ชาวบ้านมุงดูยงยุทธที่นอนหมดสติอยู่ แต่ยงยุทธก็รู้สึกตัวลุกขึ้นมาอย่างมึนๆ
“ใจเย็นๆ พ่อหนุ่ม”
“ไม่เป็นไรครับ...ผมไม่เป็นไร”
แม้ปากจะปฏิเสธว่าไม่เป็นอะไร แต่พอยงยุทธเดินก็รู้สึกเจ็บแปล๊บที่ช่องท้อง เปิดชายเสื้อขึ้นดูก็พบว่ามีบาด แผลจากการถูกของมีคมบาดเข้าที่ช่องท้องระหว่างอุบัติเหตุ ชาวบ้านรีบเข้าไปประครองและช่วยดูให้
“สภาพแบบนี้ไปต่อไม่ไหวหรอก พวกเราเรียกรถพยาบาลมาแล้วเดี๋ยวก็คงมาถึง”
“ไม่ครับ...ผมรอไม่ได้...ผมต้องไปช่วยเพื่อน”
ยงยุทธเอามือกุมแผลที่มีเลือดไหลไม่หยุด พยายามฝืนความเจ็บปวดจับมอเตอร์ไซค์พลิกขึ้นมาแล้วขึ้นขี่ไปต่อ

ที่สถานีตำรวจ เถินนั่งหน้าเครียดอยู่ในกรงขังครู่หนึ่งดารารีบเข้ามา
“ดารา”
“พ่อจ๋า....พ่อเป็นยังไงบ้าง”
“พ่อไม่เป็นอะไรหรอกลูก ไม่ต้องห่วงนะ พ่อไม่ได้ทำผิดอย่างที่พวกมันกล่าวหา ยังไงพ่อก็ต้องได้ออกไป”
ดาราร้องไห้
“แต่พวกมันมีอิทธิพลมากนะพ่อ”
“คนชั่วไม่มีวันอยู่ในอำนาจได้นานหรอก พ่อเชื่อว่าฟ้ามีตารอที่จะจัดการกับพวกมันอยู่ ทั้งพ่อ ทั้งขุนเดชและไอ้ยงยุทธจะต้องได้รับความยุติธรรม” ดาราน้ำตาคลอหนักใจและเป็นกังวลจนเถินสังเกตเห็น “ดารา...เกิดอะไรขึ้น”
“พ่อ...ชั้นเจอขุนเดชกับยงยุทธแล้ว แต่พอเขารู้เรื่องที่นายประดับทำกับพ่อ พวกเขาก็เลย...”
ดาราร้องไห้เสียใจ เถินหน้าเสียเป็นห่วงทันที
“โธ่เอ้ย ไอ้เด็กพวกนี้ พ่อบอกพวกมันแล้วว่าอย่าใจร้อน” เถินหันไปเรียกตำรวจ “จ่า...จ่า”
“พ่อจะทำอะไร”
“ต้องมีใครไปห้ามพวกมัน ไม่อย่างนั้นทั้งขุนเดชทั้ง ไอ้ยงยุทธไม่มีทางได้กลับมาอีกแน่”
เถินพยายามเรียกพวกตำรวจที่ยืนจับกลุ่มคุยกันด้วยเรื่องบางอย่างสีหน้าเคร่งเครียดจนไม่มีใครหันมาสนใจ สักพักตำรวจอีกคนก็มาตาม พวกตำรวจพากันออกไปเหมือนว่ากำลังเกิดเรื่องใหญ่
“พ่อ...ชั้นจะไปคุยกับตำรวจเอง”
ดาราจับมือพ่อแล้วรีบเดินตามกลุ่มตำรวจออกไป

ดาราเดินออกมาพบตำรวจกำลังจับกลุ่มหน้าดำคร่ำเครียด
“คุณตำรวจคะ...ดิชั้นมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือค่ะ”
ตำรวจยศผู้กองคนหนึ่งหันมาที่ดารา
“คุณผู้หญิงครับ...ผมว่าตอนนี้คุณควรจะรีบกลับบ้านนะครับ อย่าออกมาอยู่ข้างนอก มันจะไม่ปลอดภัย”
“ไม่ปลอดภัย...เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” ดาราถามอย่างแปลกใจ
“ผมบอกรายละเอียดอะไรมากไม่ได้ครับ เอาเป็นว่าคุณต้องรีบกลับเดี๋ยวนี้ และเตือนคนที่รู้จักด้วยว่าอย่าออกมาเดินเพ่นพ่านนอกบ้าน”
ดาราชักจะแน่ใจ
“สถานการณ์การเมืองไม่ปกติแล้วใช่มั้ยคะผู้กอง ดิชั้นเคยได้ยินข่าวลือ”
ผู้กองนิ่งไปว่าใช่แต่ไม่พูดตรงๆ
“เชื่อผม...รีบกลับไปเถอะครับ”
“แต่พ่อชั้นอยู่ในนั้น แล้วเพื่อนชั้นก็กำลังต้องการความช่วยเหลือ”
“พ่อคุณอยู่ที่นี่รับรองว่าไม่เป็นอะไรแน่...รีบไปเถอะครับ จ่า...พาคุณผู้หญิงไปส่งที”
ตำรวจยศจ่ารับคำแล้วเข้ามาพาดาราออกไป
“แต่เพื่อนชั้นกำลังต้องการความช่วยเหลือ...ชั้นทิ้งพวกเขาไม่ได้...ชั้นต้องช่วยเขา”
ตำรวจไม่ฟังดาราพยายามพาตัวเธอออกไปอย่างสิ้นหวัง

ยงยุทธขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาที่ไนต์คลับแล้วลงจากรถทั้งๆ ที่ยังบาดเจ็บที่ช่องท้อง มีเลือดไหลออกมาซิบๆ แต่ยงยุทธก็ฝืนทน ยงยุทธย่องเงียบเข้าไปหาลูกน้องของประดับคนหนึ่งที่ออกมาพร้อมบุหรี่ที่กำลังจะจุดสูบ แต่ยังไม่ทันจะจุดไม้ขีด ยงยุทธก็รุกเข้าข้างหลังแล้วลอบเล่นงานมันจนสลบเหมือด
ยงยุทธแอบเข้าไปต่อแต่เข้าไปไม่นานพรรคพวกอีกคนของประดับก็เดินออกมาเจอเพื่อนที่ถูกเล่นงานจนสลบ และเห็นรอยเลือดหยดเป็นทาง

ขุนเดชซึ่งถูกจับมัดเอาไว้ ประดับเอาดาบดำมากวัดแกว่งไปมาอย่างกวนประสาทแล้วยกขึ้นเล็งพร้อมจะเสียบดาบใส่ ขุนเดชเจ็บใจจ้องประดับเขม็งแบบไม่กลัวตาย
“ถ้าฆ่าชั้นไม่ตายภายในดาบเดียว...แกโดนชั้นเอาคืนแน่”
“หึๆๆ...แกได้ตายสมใจแน่ ไอ้ขุนเดช”
ประดับพุ่งดาบกำลังจะแทง แต่พรรคพวกคนนึงรีบวิ่งเข้ามาขัดจังหวะพอดี
“ลูกพี่...มีพวกมันบุกเข้ามาคนนึง”
ประดับชะงัก
“สงสัยจะเป็นคู่หูของมัน”
“ท่าทางมันจะบาดเจ็บมาด้วย”
ประดับยิ้ม
“ดี...แกว่งเท้าหาเสี้ยนอยากตายแบบนี้ คนอย่างไอ้ประดับให้ได้อยู่แล้ว” ประดับโยนดาบดำให้ลูกน้องคนหนึ่ง “เฝ้ามันไว้”
ลูกน้องรับคำ ประดับออกไปแล้วทิ้งขุนเดชอยู่กับลูกน้องแค่คนเดียว ขุนเดชมองลูกน้องประดับด้วยแววตาร้ายกาจ

ยงยุทธกำลังสู้กับพรรคพวกของประดับคนนึงที่มาขวางทาง ฝีมือของมันสู้งยงยุทธไม่ได้ทั้งๆ ที่ยงยุทธ บาดเจ็บ แต่พอจัดการมันเสร็จยงยุทธกลับเจอประดับที่เข้ามาปิดล้อม
“ชั้นให้โอกาสแกหนีรอดไปแล้ว แต่ยังกล้ารนหาที่ กลับมาให้กระทืบแบบนี้ น้อยไปแกคงไม่ชอบ...ฮ่าๆๆๆ”
ประดับพยักหน้า พรรคพวกของประดับสองคนก้าวออกมา หักนิ้วดัง..กร่อบ !!
ยงยุทธตั้งท่าเชิงมวยพร้อมรับมือ แต่เลือดตรงบาดแผลที่ช่องท้องก็ยังคงซึมออกมาไม่หยุด ยงยุทธขบกรามเจ็บ พรรคพวกประดับปรี่เข้ามาเล่นงาน ยงยุทธใช้เชิงมวยไทยตอบโต้อย่างถึงลูกถึงคน

ด้านในขุนเดชจ้องเขม็งที่ลูกน้องประดับซึ่งถือดาบดำและเฝ้าเขาไว้ ลูกน้องประดับรู้สึกถึงสายตาอาฆาตที่ ขุนเดชจ้องแล้วขนลุก
“เฮ้ย...มองแบบนั้น เดี๋ยวก็โดนควักลูกตาออกมาโยนเล่นหรอก”
“ก็ลองดูสิ...ถ้าคิดว่าจะไม่โดนเตะก้านคอ”
“โดนมัดอยู่แบบนี้ยังปากเก่งอีก...ขอสักทีเถอะวะ”
ลูกน้องถือดาบดำปรี่เข้าไปหา ขุนเดชยิ้มร้ายเพราะพอมันเข้ามาใกล้เงื้อดาบจะเล่นงาน ขุนเดชก็ถีบเข้าที่หัวเข่ามันจนหน้าคะมำคุกเข่า ดาบดำในมือร่วงลงพื้น ขุนเดชเตะเข้าที่หน้ามันทีเดียวหงายหลังสลบเหมือด

อีกด้านยงยุทธใช้เชิงมวยมือเปล่าสู้พรรคพวกของประดับสองคน คนหนึ่งโดนยงยุทธเล่นงานได้ไม่ยากสลบไป แต่พอจะจัดการอีกคนอาการบาดเจ็บทำให้พลาดท่าโดนมันถล่มหมัดเข้าใส่เป็นพายุ ยงยุทธกำลังจะพลาดแต่ไปคว้าเอาแจกันมามารับหมัดของมันได้ พอมันพลาดท่ายงยุทธเลยถีบยอดอกแล้วซ้ำจนมันสลบเหมือด แต่จัดการได้แล้วก็ต้องชะงักเพราะเจอประดับเอาปืนจ่อ
“ฝีมือแกมันดีใช้ได้ ชกสนุกเหมือนอยู่เวทีราชดำเนิน แต่มือเปล่ายังไงก็สู้ไอ้นี่ไม่ได้หรอก”
ประดับใช้ปืนตบหน้ายงยุทธทีเดียว ยงยุทธร่วงผล่อยสลบเหมือด ประดับเข้ายืนมองแล้วถุยน้ำลายใส่
“ถุย!! มากร่างกับกู...ศพพวกมึงกูจะลากไปให้หมามันแทะ เฮ้ย...มาเอาตัวมันไป” ประดับเรียกลูกน้อง...แต่เงียบกริบไม่มีเสียงลูกน้องรับคำ “ไม่ได้ยินกูเรียกเหรอไงวะ”
ประดับหันไปแล้วต้องอึ้งตกใจเพราะเห็นขุนเดชใช้ดาบดำจ่อคอลูกน้องที่เหลืออยู่คนเดียวเอาไว้
“ลูก...ลูกพี่”
“ไอ้ขุนเดช!”
ขุนเดชใช้ด้ามดาบดำกระแทกเข้าท้ายทอยทีเดียวลูกน้องคนสุดท้ายของประดับร่วงผล่อย ประดับตกใจรีบชัก ปืนยิงใส่...แต่โชคไม่เข้าข้างแล้วเพราะกระสุนดันหมด...แชะๆๆ
ประดับเห็นปืนของลูกน้องที่สลบอยู่ใกล้ๆ จะรีบวิ่งไปหยิบ แต่กลับเจอขุนเดชกระโจนเข้ามาถีบประดับทันที

ประดับถูกถีบกระเด็นออกมานอกไนต์คลับล้มใส่กระถางต้นไม้แตกระเนระนาดกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดนขุนเดชไล่กระทืบเหมือนหมาจนตรอกตัวหนึ่ง ประดับคว้าอะไรได้ข้างตัวก็ใช้ปาใส่ ขุนเดชตวัดดาบดำฟันทุกอย่างขาดเป็นสองท่อนด้วยความคมของดาบดำ ประดับถอยกรูดไปติดบ่อน้ำพุไม่มีที่ให้หนีอีกแล้ว
“ขุนเดช...ชั้น...ชั้นขอโทษ...อย่าทำอะไรชั้นเลยนะ ชั้นจะบอกให้พ่อปล่อยพวกแกไป จะไม่เอาผิดพวกแกอีก”
ขุนเดชไม่พูดตั้งท่าควงดาบและตวัดดาบทีเดียวรูปปั้นปูนประดับสวนแบบโรมันที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ก็ถูกขุนเดชตัดคอ ขาดครึ่ง หัวรูปปั้นกระเด็นกลิ้งมาแทบเท้าประดับ ประดับกลัวสุดๆจนเป้ากางเกงชุ่มแฉะไปด้วยปัสสาวะ
“ไม่...ไม่นะ...ชั้นขอร้องอย่าฆ่าชั้นเลย ชั้นสาบานให้ก็ได้ ต่อไปนี้ชั้นจะไม่เอาเรื่องกับพวกแกอีก ที่มันแล้วมาก็ให้มันแล้วไป หรือถ้าแกกับเพื่อนอยากให้ชั้นช่วยอะไร ชั้นบอกพ่อชั้นคำเดียว พวกแกได้ทุกอย่างเลย”
ขุนเดชไม่สนใจตั้งท่าควงดาบด้วยเชิงดาบแบบเดิมอีก คราวนี้เล็งที่หัวของประดับ ประดับรีบเอามือจับคอตัวเองร้องเสียงหลง
“อย่า...อย่า...อย่า”
ขุนเดชกำลังจะตวัดดาบใส่ แต่ทันใดนั้นเสียงรถดังเข้ามา ขุนเดชชะงักค้าง ประดับหันไปมองเห็นพวกลูกน้อง พ่อ คนสนิทของนายพลเป็นพวกชายในชุดซาฟารีสองสามคน ประดับรีบเรียก
“ทางนี้…เร็ว…มันอยู่ทางนี้”
ขุนเดชจ้องหน้าประดับอย่างเจ็บใจที่มีพรรคพวกมาช่วย จำเป็นต้องเก็บดาบดำแล้วถอยกลับเข้าไปในไนต์คลับ

ขุนเดชเข้ามาประครองยงยุทธที่หมดสติ
“ยงยุทธ...ยงยุทธ”
ยงยุทธไม่ได้สติ ขุนเดชจำเป็นต้องพยุงพาหนีออกไปทางด้านหลังไนต์คลับ

ประดับกะเผลกทุลักทุเลพาลูกน้องพ่อมาตามหาขุนเดชกับยงยุทธ
“หายหัวไปไหนแล้ววะ หาพวกมันให้เจอ พวกมันต้องรับผิดชอบที่ทำกับชั้นแบบนี้” ประดับพยายามสั่งแต่พวกลูกน้องพ่อไม่มีใครทำตาม “ไม่ได้ยินที่สั่งเหรอไงวะ”
“คุณประดับครับ ท่านสั่งให้เรามารับคุณไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ครับ ตอนนี้เรือกำลังรออยู่”
“เรือ...ไปไหน” ประดับนึกขึ้นได้ “ไม่จริง...พ่อชั้นแพ้เหรอ”
ลูกน้องพ่อพยักหน้ารับ
“รีบไปเถอะครับ”
ประดับหันมาอย่างเจ็บใจ

ขณะนั้นดาราเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านด้วยความกังวลและเป็นห่วงจนร้อนรนทนไม่ไหวจะออกไปแต่คนงานรีบ
ห้าม
“อย่าออกไปเลยครับคุณดารา ข้างนอกยังวุ่นวาย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
“แต่ชั้นทิ้งขุนเดชกับนายยงยุทธไว้ข้างนอกไม่ได้”
ดาราดื้อรั้นจะออกไป แต่ขุนเดชพยุงยงยุทธกลับเข้ามาพอดี
“พวกเราปลอดภัยแล้วดารา”
“ขุนเดช...ยงยุทธเป็นอะไร”
ดาราถามอย่างตกใจเมื่อเห็นยงยุทธไม่ได้สติ
“มันบาดเจ็บ รีบพามันไปทำแผลเถอะ”
ดารากับคนงานรีบเข้าไปช่วยพยุงยงยุทธพาเข้าไปในบ้าน
ขุนเดชยืนมองส่งยงยุทธได้ครู่ก็หันมาเจ็บที่บาดแผลตัวเอง แต่ขุนเดชข่มความเจ็บปวดเอาไว้ก่อนจะเดินจากไป อย่างเงียบๆ ดาราเดินออกมาตามแต่ไม่เจอขุนเดชแล้ว
“ขุนเดช...ขุนเดช”

วันต่อมาตำรวจมาไขกุญแจเปิดห้องขังปล่อยเถินให้เป็นอิสระ เถินกับดารากอดกันด้วยความดีใจ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอดารา”
เถินถามลูกสาวอย่างแปลกใจ
“การเมืองเปลี่ยนขั้ว ครอบครัวของพวกนายประดับต้องหนีออกนอกประเทศ คำสั่งของพวกนั้นก็เลยทำอะไร
เราไม่ได้อีกแล้วจ้ะพ่อ”
เถินยิ้มดีใจรีบดึงลูกสาวเข้ามากอดก่อนจะนึกได้
“แล้วขุนเดชกับยงยุทธล่ะ”

บนศาลาวัด ขุนเดชก้าวขึ้นบันไดมาพบพระลูกวัดกำลังนั่งสวดมนต์อยู่ต่อหน้าร่างที่มรณะภาพแล้วของหลวงพ่อสุข ขุนเดชรู้สึกงุนงง
“หลวงพ่อ...หลวงพ่อ...เกิดอะไรขึ้นกับหลวงพ่อ”
“หลวงพ่อมรณภาพเมื่อคืน เพราะอาการวัณโรคกำเริบ”
“หลวงพ่อ...”
ขุนเดชมองร่างที่นิ่งสงบของหลวงพ่อสุขด้วยความเสียใจคุกเข่าลงแล้วคลานเข้าไปกราบศพ แววตาที่มองร่างของหลวงพ่อสุขทำให้อดคิดไปถึงตอนเป็นเด็กที่เขาจำความได้แล้ว

ขุนเดชตอนที่เพิ่งถูกพาตัวมาที่วัดใหม่ๆ ขุนเดชยังเป็นเด็กเกรี้ยวกราดดุดันคว้าไม้ไล่ตีพวกเด็กวัดคนอื่นจน กระเจิง บ้างก็หัวร้างข้างแตกจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แม้แต่พระลูกวัดก็ได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ หลวงพ่อสุขถูกตามเข้ามาจัดการกับขุนเดช
“ขุนเดช”
ขุนเดชชะงักเสียงหลวงพ่อสุขเหมือนโดนมนต์สะกด หลวงพ่อสุขเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะเอามือจับหัวขุนเดชให้สงบ ขุนเดชนั่งคุกเข่าพนมมือไหว้อย่างนอบน้อม
“ไม่ต้องกลัวแล้วนะ อยู่กับหลวงพ่อที่นี่ จะไม่มีใครมาทำร้ายเอ็งได้อีก” ขุนเดชกราบเท้าหลวงพ่อสุข “พามันไปอยู่กุฏิเดียวกับไอ้ยงยุทธ”
พวกเด็กวัดกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็ทำตามที่หลวงพ่อสุขสั่งเข้ามาพยุงขุนเดชขึ้น
“หลวงพ่อไปเก็บมันมาจากไหนเหรอครับ ตัวกะเปี๊ยกแค่นี้ยังดุเอาเรื่องอย่างกับยักษ์ไม่มีผิด แล้วถ้าโตขึ้นจะเอามันอยู่เหรอครับ” พระลูกวัดถาม
“ให้มันอยู่กับวัดกับพระกับเจ้า อย่างน้อยธรรมะก็จะช่วยขัดเกลาจิตใจมัน จากหนักให้เป็นเบาได้”
ขุนเดชที่กำลังเดินออกไปหันมามองหลวงพ่อ ทั้งพระทั้งเด็กสบตากัน









Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:41:53 น.
Counter : 224 Pageviews.

0 comment
1  2  

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]