ดอกโศก ตอนที่ 5 (ต่อ)



ส่วนเหตุการณ์ที่หน้าบ้านสมใจ สุดเขตกวาดสายตามองทุกคน
“ว่าไงล่ะฉันถามว่ามีเรื่องอะไรกัน”
“มาก็ดีแล้ว...เอ้อ...ท่าน ไอ้เนี่ยมันจะมาเอาเงินจากไอ้โศกแสนหนึ่ง” สมหวังบอก
“ไม่....ไม่ค่ะ ไม่ต้องรบกวนคุณตา เดี๋ยวจะมีคนเอาเงินมาให้” ดอกโศกว่า
“เฮ้ย หวังอะไรลมแล้ง ถ้ามันมาป่านนี้มาถึงแล้ว แกอย่ายุ่งไอ้โศก ท่านเค้าจะให้...ใช่มั้ยท่าน” สมหวังพูดต่อ
“ใช่...ฉันเซ็นเช็คให้เดี๋ยวนี้แหละ”
“นั่นไง เอ้ามา...มาเอาเงินไปแล้วไปให้พ้นเลย...ไอ้งก” สุดเขตเรียกเจ้าของรถ
“ฉันงกตรงไหนถ้าเงินมาอย่างที่คุยจริงฉันก็ไปตั้งนานแล้ว” เจ้าของมอ’ไซค์ฉุนนิดๆ
“คุณตาคะ หนูไม่รบกวนคุณตาค่ะ เดี๋ยวคุณอัศนัยจะเอาเงินมาให้” ดอกโศกย้ำคำเดิม
ลึกลงไปในหน้า ดูออกว่าสุดเขตเสียใจนัก “ทำไม...เจ้าไม่ให้ตาช่วยเพราะอะไร”
“เพราะ....หนูจะไม่กลับบ้านแล้วไงคะ”
“อภิรมย์ฤดี ตาเป็นตา ตาช่วยเจ้าได้โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขใดๆ”
“แต่ว่า...”
สมหวังขยับเข้ามา ทำท่าจะพูดอะไร แต่ถูกสุดเขตชี้หน้าให้หยุดอยู่ตรงนั้น สมหวังชะงักแต่ยังท่าฮึดฮัด
“ฉันบอกให้แกหยุด” สุดเขตตวาด
“เฮ้ย...อะไรวะ ใหญ่มาจากไหน” สมหวังชักโกรธ
“ถ้าหยุด...ต่อไปเดือดร้อนอะไรจะช่วย”
สมหวังหยุดชะงัก ท่าทีเปลี่ยนไปอย่างน่าขัน
“อภิรมย์ฤดี ให้ตาช่วยเจ้าเถอะนะ”
“หนูจะให้คุณอัศนัยช่วยค่ะ หนูพูดกับเขาแล้ว” ดอกโศกยืนกราน

อัศนัยที่ดอกโศกรอ ยังอยู่โรงพยาบาล ตามแผนของปรียากมล
“แล้วผมจะกลับมารับคุณ” อัศนัยบอกน้ำเสียงจริงจัง
“เดี๋ยว...ฉันจะไปกับคุณ”
“ไม่ต้องหรอก”
“เอ๊ะ” ปรียากมลเสียดัง “อัศนัยจะบ้าเหรอ ไม่ไปกับคุณจะให้ฉันกลับบ้านยังไง”
“คุณโอเคแน่นะ”
“แน่...ฉันไปได้” ปรียากมลลุกขึ้น “ขอเข้าห้องน้ำสักครู่”
อัศนัยถอนหายใจยาว “ผมจะไปจ่ายเงิน เร็วหน่อยนะปรียากมล”
อัศนัยออกไป ปรียากมลทำท่าอ้อยอิ่งอย่างจงใจ ค่อยๆ หย่อนเท้าลงจากเตียง พลางยิ้มอย่างมีแผน

“ดอกโศก...เชื่อตานะลูก ใครช่วยก็ได้ ทำไมเจ้าต้องเกี่ยง เอาเงินตาก็ไม่ได้ทำให้เจ้าต้องทำอะไรที่เจ้าไม่อยากทำ เจ้าไม่อยากกลับไปอยู่กับตาก็ไม่ต้องกลับ แต่ให้ตาช่วยหลานของตาเถิดนะ” สุดเขตขอร้อง
ดอกโศกจ้องมองคุณตา
“ไอ้โศก....ไม่ต้องเอาจากใคร เอาตังค์ยายถึงไม่มีครบ ยายจะขอเขามาเพิ่มให้ จนครบ คุณ....เอาไปห้าหมื่นเจ็ดก่อนนะ” สมใจอ้อนวอนเจ้าของรถ
“หยุด....สมใจ หยุดแล้วถอยไป” สุดเขตตวาด
“ใช่ ยายใจ แกถอยไปเลย...ไปไกลๆ” สมหวังโวยใส่
“ไม่ โศกเอาเงินยายไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณใคร ไอ้ปอง” สมใจบอก
“จ้ะแม่ เงินแม่อยู่ไหน” สมปองขยับตัววิ่ง “ไอ้หมาย.....ไปโว้ย”
“ อยู่ในกระป๋องในตู้กับข้าว
ช่วงชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้น สมหวังร้องห้ามสมใจกับลูกเสียงหลง สมปองก็วิ่งไปแล้วคว้าคอสมหมายไปด้วย ดอกโศกพะว้าพะวัง ในขณะที่สุดเขตหยิบสมุดเช็คออกมาถือไว้
ป้อมที่ยืนอยู่ในสภาพหน้าไม่เป็นหน้าอยู่ตรงนั้น ระเบิดเสียงอัดอั้นออกมาดังๆ แล้วหันหลังวิ่งออก เป็นเวลาเดียวที่สมปองวิ่งกลับมาถือเงินมาด้วย
“ป้อม...ป้อมอย่าไปไหน”
ป้อมวิ่งจนตัวลับตาไปแล้ว
“ป้อม....ป้อมอย่าไป” ดอกโศกวิ่งพรวดตามออกไป
“อภิรมย์ฤดี” สุดเขตเรียก
“ไอ้โศก” สมหวังเรียกตาม
คนอื่นๆ ร้องๆ เรียกเสียงดัง ดอกโศกไม่ยอมหยุด
“โศก...เงินเนี่ยมันเงินแม่...แม่เขาส่งมาให้แก” สมใจตะโกนตามหลัง
ดอกโศกได้ยินหยุดกึกหันมาดูสมใจ เห็นสีหน้ายายมองมาอย่างอ้อนวอน
ชสุดเขตก็นิ่งงันไป
“โศกเอาเงินแม่....” สมใจรับเงินมาจากสมปองที่รวบรวมมา
ดอกโศกสีหน้าเข้ม ไม่อยากได้เงินแม่ ส่ายหน้ากับยาย
“เงินแม่ของแกเขาส่งมาให้แก”
“ไม่...หนูไม่เอา” ดอกโศกหันหลังกลับวิ่งออกไป
มีคนอื่นตั้งท่าจะวิ่งตามบ้าง โดยเฉพาะเจ้าของรถจะวิ่งตามไปด้วย ทว่าเจอะเช็คสุดเขตชูอยู่ตรงหน้าพอดิบพอดี

เวลาต่อมาป้อมวิ่งเตลิดออกมาหน้าปากซอย มองซ้ายขวาแล้ววิ่งไปทางหนึ่ง ดอกโศกวิ่งตามออกมา แล้วกวดตามป้อมไป
จู่ๆ มีมือใครบางคนเอื้อมมาจับแขนดอกโศกรั้งไว้ ดอกโศกหันกลับมาดูเห็นว่าเป็นอัศนัย
“คุณนัยขอโทษนะเกิดเหตุบางอย่างทำให้มาช้า ทันไหม...คนที่จะเอาเงินอยู่ไหน”
ดอกโศกสะบัดเต็มแรง แล้ววิ่งต่อไป
“เดี๋ยว ดอกโศก”
อัศนัยตามไปอย่างรวดเร็ว จับตัวดอกโศกไว้อย่างมั่นคง จังหวะนั้นปรียากมลตามมา
“บอกคุณนัยมีอะไร”
“ดอกโศกจะไปตามป้อม ปล่อยค่ะ”
“ป้อมไปไหน”
“กำลังจะไปตามจะทราบได้ยังไงคะ” น้ำเสียงดอกโศกตวัดเล็กๆ
“คุณนัยไปด้วย”
“ไม่ต้องค่ะ”
“ไม่...คุณนัยไปด้วย”
ด้วยความโกรธ น้อยใจ ดอกโศกสะบัดเต็มแรงจนอัศนัยเซ “บอกว่าไม่ต้อง”
ดอกโศกหันหลังกลับวิ่ง ชนกับปรียากมลที่วิ่งตามมา ปรียากมลจับแขนดอกโศกไว้แน่นจึงไม่ล้มไปทั้งคู่
สองแม่ลูกจ้องมองกัน เหมือนสีคลื่นความหมายส่งถึงกัน
“ดอกโศก ใจเย็นๆ มีอะไรค่อยๆ พูด อัศนัยเขารีบมาแล้วนะ เผอิญฉันไม่สบายเลยต้องไปโรงพยาบาลก่อน”
“ค่ะ...ขอบคุณ” ดอกโศกปลดมือ แล้วหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว
อัศนัยขยับตัวจะตาม ปรียากมลจับแขนไว้ทันที

ทั้งสองคนเดินมาด้วยกัน
“คุณพูดให้แกฟังได้นี่ไม่ต้องกลัวหรอก” ปรียากมลเอ่ยขึ้น
“เป็นเพราะเรามาช้า” อัศนัยโทษตัวเอง
“ใช่...เหตุสุดวิสัยดอกโศกคงเข้าใจ”
“ผมก็หวัง...” อัศนัยถอนใจ รู้สึกหนักใจ เพราะรู้จักดอกโศกดี
“ถึงแม้ว่ากิริยาของแกดูเหมือนจะเข้าใจยาก....ใช่มั้ย” ปรียากมลนึกรู้เช่นกัน
อัศนัยหันมามองปรียากมล สายตาอ่อนลง “ขอบคุณ”
“ไม่มีใครใจแข็งกับหัวใจที่ซื่อตรงและจริงใจได้หรอก...คุณเมตตาแกอย่างจริงใจ...ตั้งแต่แกยังเด็กแกซึมซับได้....เชื่อฉัน”
“โอเค....ผมจะเข้าไปดูที่บ้านดอกโศก คุณจะไปกับผมมั้ย”
“อยู่ที่ไหน”
“ซอยตรงโน้น” อัศนัยชี้เข้าไปด้านใน
“ไม่ดีกว่า ฉันเป็นคนนอกคุณเข้าไปเถอะฉันจะคอยอยู่ตรงนี้”
“กลับบ้านก่อนไม่ดีเหรอ”
“ฉันจะคอย” ปรียากมลจะฉุด...ยื้อให้ถึงที่สุด
“โอเค”
คล้อยหลังอัศนัยที่วิ่งตามดอกโศกไป ปรียากมลยิ้มลึก...สีหน้าพอใจ

เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ยอมรับเช็คจากสุดเขตโดยดี
สุดเขตบอกตามเสียงเบา “ฉันให้แสนสอง ไม่ต้องมาเอาอีก”
“ครับท่าน ขอบคุณครับ” ไหว้ แล้วรีบไป
“เป็นอันว่าเรียบร้อย เถ้าแก่...” สุดเขตหันไปทางเถ้าแก่ร้านซ่อมรถมอ’ไซค์
“ครับผม”
“ขอบใจ”
เถ้าแก่ไหว้และเดินออกไป สุดเขตหันไปทางสมใจ
“สมใจ...มานี่ซิ”
สมใจเดินมา “เมตตามันแล้วก็แล้วกัน ยังมีอะไรอีก”
“สุดจิตต์อยู่ที่ไหน” สุดเขตถามถึงลูกสาว
“จะถามทำไมล่ะท่าน”
“ตอบฉันอย่ามาย้อน”
“ไม่รู้”
“ไม่รู้ได้ไง แกพูดเองว่าสุดจิตต์ส่งเงินมา”
“ก็เห็นแต่เงิน ไม่เห็นตัวมันนี่”
“เขาส่งเงินมายังไงเล่า”
“คนส่งเงินให้กันยังไงก็ส่งมายังงั้นแหละ”
สุดเขตจดจ้อง พยายามระงับอารมณ์เต็มที่ สมใจจ้องตอบไม่ยี่หระ
“ขอหลานไปอยู่กับฉันนะ...สมใจ”
“ก็มันไม่อยากอยู่”
“ช่วยพูดให้หน่อย” สุดเขตอ้อนวอน
“หลานอยู่ด้วยตั้งหลายปี ไม่รู้หรือท่านว่าโศกมันเป็นคนยังไง” สมใจบอก
“เอาเถอะ...ฉันบอกไว้แค่นั้น ถ้าแกเห็นแก่อนาคตของหลาน แกก็รู้ว่าให้อะไรกับหลานได้แค่ไหน.....และฉันให้ได้แค่ไหน”

สมใจนั่งลงในบ้าน สีหน้าหม่นหมอง แต่คิดตรึกตรองคำพูดอดีตสามีไปด้วย สมหวัง....ทำท่าจะเข้าไปหา แต่สมปองดึงแขนพ่อไว้สมหวังขัดขืน สมปองกันสมหมายลากพ่อออกไป สมใจก้มหน้าน้ำตาคลอๆ

ที่หน้าปากซอย สุดเขต กับอัศนัย สองคนเดินมาด้วยกัน
“เป็นอันว่าฉันจ่ายเงินไปแล้ว”
“ครับท่าน”
“อภิรมย์ฤดีคงเล่าให้คุณฟังเองว่าเรื่องราวเป็นยังไง”
“ครับ”
“ก็........” สุดเขตหันไปเห็นปรียากมลยืนรออยู่
ปรียากมลยืนยิ้มมองมา แล้วไหว้นอบน้อม สองพ่อลูกไม่ได้จดจ้องผูกพันกันเป็นพิเศษ
“...มีคนคอยคุณอยู่....เชิญ”
อัศนัยไหว้ลา “ครับ”
สุดเขตเดินจากไป สีหน้า เปลี่ยนเป็นกังวล
“เร็วดีนี่” ปรียากมลเอ่ยขึ้น
อัศนัยโอบไหล่เดินไป “พบคุณตาของดอกโศกกลางทาง...เรื่องเงินจบแล้ว”
“คุณตาเหรอ he’s very smart, isn’t he?” ปรียากมลประหลาดใจ ความทรงจำเกี่ยวกับบิดาไม่หลงเหลือ
“yes, very.”

อีกมุมหนึ่งแถวสลัมแห่งนั้น เป็นที่ที่ดอกโศกเคยนั่งตอนขายหนังสือพิมพ์สมัยเด็ก
ป้อมมีสีหน้าเศร้าหมอง นั่งคอตกจับเข่า ดอกโศกตามมาจนทัน นั่งอยู่ด้วย
“ป้อม....ขอนะ”
ป้อมพูดขัดขึ้น “ฉันทำให้โศกเดือดร้อนมากแล้วฉันจะทำงานหาเงินมาคืนนะ”
“ไม่มีการพูดเรื่องเงิน”
ป้อมพูดสวนทันควัน “ไม่ได้”
ดอกโศกสวนออกมา ”ได้ เพราะเงินแค่นั้นมันน้อยมากกับคนที่ให้มาแต่สำหรับแกมันมหาศาล เข้าใจมั้ย หาไปเป็นสิบปีก็ไม่ได้แล้วจะพูดไปทำไม ไม่มีใครเขาเรียกคืนซักหน่อย”
“แต่ฉันไม่สบายใจ”
“เป็นธรรมดาที่แกจะไม่สบายใจเพราะแกทำผิด มีคนต้องมาเสียเงินเพราะแก แกจะสบายใจได้ไง”
“แล้วให้ฉันทำไง”
ดอกโศกจ้องหน้าป้อม พูดช้าๆ จ้องหน้าป้อมอยู่อย่างนั้น “ไม่ต้องทำอะไร คุณตาฉันเขาไม่เดือดร้อนอะไรเลย ฟังนะ...เขาไม่เดือดร้อนอะไรเลย เขาพอใจที่ได้ช่วยฉัน....จบยัง”
“ฉันรู้ว่าโศกไม่ชอบเอาเงินคนอื่น” ป้อมรู้จักดอกโศกดีกว่าใคร
“ไม่ชอบ....แต่ตอนนี้เรื่องเงินไม่เกี่ยวแล้ว” ดอกโศกจับมือป้อมในมือตัวเองทั้งสองมือ ตบเบาๆ กิริยาจริงจังแต่นุ่มนวล “เงินฉันหวังว่าคราวหน้า...แกไม่ใช่แค่เจ็บแต่แกจะตาย”
ป้อมตื้นตันใจซบหน้าลงกับเข่า...นิ่งอยู่
ดอกโศก ลุกขึ้น ป้อมขอบคุณจากใจ
“โศก....ขอบใจนะ”
ดอกโศกยิ้มกว้าง “อย่าทำอีกแล้วกัน แกน่ะเป็นคนซ่อมมอ’ไซค์แค่นั้น...จำไว้นะ”

คืนเดียวกันนั้น อัศนัยนั่งสบายๆ บนโซฟา ในคอนโดหรูของปรียากมล ทีวีเปิดอยู่
“ห้องใหญ่อย่างนี้อยู่คนเดียวไม่กลัวเหรอ”
ปรียากมลถือแก้วเหล้ามาสองแก้ว ปิดทีวี แล้วกดเปิดเพลง ปิดไฟ
เสียงเพลง Jazz ดังแหลมขึ้น สำเนียงนั้นทำให้อารมณ์คนกระเจิงได้ง่าย ปรียากมลเดินเข้ามาหาอัศนัย ส่งแก้วเหล้าให้แล้วลงนั่งเบียด
พริบตาเดียวแก้วเปล่าสองแก้ว ถูกวางลงบนโต๊ะพร้อมกัน จังหวะหนึ่งมือปรียากมลแอบหยิบโทรศัพท์อัศนัยมากดปิดเครื่อง อัศนัยไม่ทันเห็น
จากนั้นทั้งสองคนกอดจูบกันในความมืดมิด
อัศนัยกระซิบเบาๆ “ปรียากมล....ฟังผมหน่อย”
ไฟสว่างขึ้น เห็นอัศนัย ละมือจากสวิชต์ไฟ เดินมาหาปรียากมลก้มลงจูบแก้มเบาๆ แล้วนั่งลง ฮัมเพลงตามอารมณ์ ในขณะที่ปรียากมล อารมณ์อัดอยู่เต็มที่แล้ว หันไปทุบอัศนัยสุดแรงเกิด สีหน้าอึด...อึด แบบพูดไม่ออก
“โอ๊ย...โอ๊ย อะไรกัน”
“คุณจะเอายังไง....ฮะ จะเอายังไง”
“ก็บอกให้ฟัง.....โอย เจ็บนะเนี่ย คนอะไรมือหนักจริงๆ” อัศนัยคว้ามือปรียากมลมา “ไหน ดูมือซิโอ้โฮ....เส้นขาดถึงตายนะเนี่ย”
ปรียากมลกระชากมือกลับมา “ฉันไม่เข้าใจคุณเลยไหนบอกว่ารักไง”
อัศนัยนิ่งไปนิด “ก็......”
“คุณรักฉันเหมือนที่ฉันรักคุณรึเปล่า” ปรียากมลอึ้ง เห็นอัศนัยยังนิ่งเฉย “ฉันถามได้ยินมั้ย” พูดด้วยเสียงดังขึ้น “รักเหมือนที่ฉันรักรึเปล่า”
“ก็รักนะ ผมก็รักคุณ” อัศนัยว่า
ปรียากมลไม่สู้จะพอใจน้ำเสียงและถ้อยคำนั้น “จะบ้าเหรออัศนัย คุณตอบเหมือนฉันถามว่าคุณกินข้าวแล้วหรือยัง”
“กินแล้ว...อร่อยด้วย”
“ฉันไม่พูดเล่นนะ” ปรียากมลตวาดอย่างแรง หน้าตากดดันมาก
“ก็ถ้าถามว่ากินข้าวหรือยัง ผมก็ต้องตอบอย่างเมื่อกี้ไง แต่....” ทอดเสียงจริงจังขึ้นแล้วนิ่งไปสักอึดใจ
“แต่อะไร....พูดออกมาสินิ่งอยู่ทำไม”
“แต่เรื่องความรัก ผมตอบจริงๆ ว่าใช่ ผมรักคุณ คุณคือรักครั้งแรก...ก็อย่างที่ผมบอกแล้วไม่มีผู้ชายคนไหน....หรือผู้หญิงด้วย ลืมรักครั้งแรกได้ จริงมั้ย” อัศนัยย้อนถามคืน
“จริง...ฉันไม่เคยลืม ฉันกำลังพิสูจน์นี่ไงว่าฉันไม่ลืม”
“ไม่ใช่ ถ้าเราไปถึงขั้นนั้นไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ ถ้าไปได้ไม่ถึงสิ ถึงจะพิสูจน์”
“Silly Talk”
อัศนัยทอดตัวลง เกือบเป็นนอน ท่าทีสบายๆ เสียงพูดสบายๆ “ไม่โง่หรอก แต่เราอย่าเถียงกันเลย คนละมุมมองเถียงกันไปก็ไม่จบ” จู่ๆ ทะลึ่งตัวลุกพรวดขึ้น “มา...จูบที ผมจะไปแล้วนะครับ ดึกแล้ว”

ครู่ต่อมาประตูห้องเปิดออก อัศนัยหันมาแตะแก้มปรียากมลเบาๆ พร้อมกับจัดผมให้เรียบร้อย
“นอนซะ...นะ”
ปรียากมลพยักหน้า “โอเค....จะทำอะไรได้มากกว่านั้นล่ะ”
อัศนัยแตะแก้มเบาๆ แล้วหันหลังกลับ
ปรียากมลผวาเข้ากอดเต็มอ้อมแขนจากด้านหลัง แนบหน้าสวยกับแผ่นหลังแกร่งนั้น อัศนัยนิ่ง พยายามเก็บข่มอารมณ์
“ฉันขอโทษนะอัศนัย ยกโทษให้กับความโง่ของฉันตอนนั้น เพระ..ฉันยังเด็กเหลือเกิน”
“good night ปรียากมล” อัศนัยเหมือนอยากตัดบท
ปรียากมลเรียกไว้ “เดี๋ยว”
อัศนัยหันมา
“คุณบอกว่าคุณรักฉันอย่าลืม...อย่าไปรักคนอื่นเชียว” ปรียากมลใส่จริตทำกระเง้ากระงอดด้วยกิริยาน่ารัก
อัศนัยหัวเราะออกมานิดๆ อึ้งหน่อยๆ

ปรียากมลปิดประตูใส่หน้า ขณะที่อัศนัยยิ้มด้วยสีหน้ากังวลนิดๆ

ที่หน้าตึกบ้านอัศนัย ตอนค่ำคืนนั้น สองแม่ลูกป้าหม่อน กับหมื่น นั่งรออัศนัยอยู่ด้วยกัน

“แม่....ไปนอนเถอะฉันคอยคุณนัยเอง” หมื่นอาสา
“จะนั่งเล่นก่อน” หม่อนว่า
“นั่งเล่นให้ยุงกัดเนี้ยนะ”
“เออ...”
“ดี ทีหลังไม่ห่วงแระ”
“ก็เออ...” หม่อนอ้าปากหาวยืดยาว
หมื่นมองไป เห็นแสงไฟวาบเข้ามา “มาแล้ว แม่รีโมทประตูอยู่ไหน”
หม่อนโยนรีโมทให้ ตัวเองลุกเดินเข้าตึก “ไอ้ลูกโง่ มานั่งเป็นเพื่อนยังไม่รู้ตัวอีก นั่งคนเดียวแกก็หลับ คุณนัยมาไม่ได้ยิน...โดนด่า” หม่อนพูดไปเดินไป จนตัวลับไป แต่ยังได้ยินเสียงด่าลูกชายอยู่ “ไอ้โง่”

ขณะนั้น นาฬิกาบอกเวลา 4 ทุ่ม แล้ว อัศนัยเดินเข้าพร้อมหมื่น ทรุดตัวลงนั่ง หมื่นเข้ามาถอดรองเท้าถอดถุงเท้าให้
“คุณนัยคะ” หม่อนเอ่ยขึ้น
“ว่าไง”
หม่อนจะพูด หมื่นแย่งพูดก่อน
“คุณหนูดอกโศกโทร.มาตั้งหลายหน”
อัศนัยฟังแล้วลุกขึ้นนั่งทันที
“ป้าเป็นคนรับโทรศัพท์เองค่ะ....ไม่ใช่มันหรอก” หม่อนบอก
“ไม่บอกให้โทร.เข้ามือถือฉันล่ะ”
“ก็....” หม่อนอึกอัก
“มือถือคุณนัยปิด....ปิดทำไมผมไม่เคยเห็นคุณนัยเคยปิดเลย เปิดตะ..หล้อด ตะหล้อด” หมื่นเล่นมุก
“ก็เปิดตลอดน่ะสิ”อัศนัยหยิบมาดู สีหน้านึกรู้ทันทีว่าปรียากมลปิด “เออ...จริง”
“เห็นมั้ย...”
“ฉันไม่ได้ปิดเว้ย”
“ใครปิดล่ะครับ” หมื่นซักท่าทีทะเล้นทะลึ่ง
“แกจะรู้ไปทำไม”
“แหะ...แหะ จริงด้วย”
อัศนัยลุกชึ้นทันที เดินออกไป 2 ก้าว
“ไปหนายครับคุณนัย” หมื่นถามยานคาง
“แกจะทำไม”
“ดึกแล้วนะครับ”
“ฉันจะไปนอนผิดตรงไหน”

อัศนัยเดินเข้ามาหยิบโทรศัพท์กดโทร.ออก เป็นเวลาเดียวกับที่สมปองที่อยู่ในบ้านสมใจหยิบโทรศัพท์แล้วกดรับ
“ปองพูด”
เสียงสมหวังอู้อี้ออกมาจากในมุ้ง “โอ๊ย โครวะโทร.มาดึกดื่นนังปอง กิ๊กเอ็งเรอะ”
สมปอง ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ออกไปคุยข้างนอกบ้าน “คุณนัย มีอะไรฮะ”
“ดอกโศกเป็นอะไรรึเปล่าปอง”
“อะไรนะไม่ได้ยิน พูดดังหน่อยคุณนัย กระซิบทำไมไม่ทราบ” สมปองสงสัย
“ดอกโศกโทร.ถึงฉันมีเรื่องอะไร” อัศนัยถาม
“อ๋อ....โศกมันกลุ้มใจคิดอะไรไม่ออกมั้ง”
“เรื่องอะไร”
“แม่จะให้มันไปอยู่กับคุณตา มันไม่อยากไป มันเลยจะปรึกษาคุณ” สมปองบอก
“ดอกโศกนอนหรือยัง” อัศนัยถาม
“ยัง”
“ฉันจะไปหาเดี๋ยวนี้”
“เฮ้ย...คุณนัย....ติดต่อคุณไม่ได้โศกมันเลยตกลงแล้วจะไป” สมปองพูดต่อ

ระหว่างนี้สมใจกับดอกโศกนั่งคุยกันอยู่เบาๆ

อัศนัยวิ่งพรวดออกมา หมื่นรีบวิ่งตาม
“ไปเอารถมา”
“ไปไหนฮะ”
อัศนัยขยับเท้า หมื่นรู้รีบวิ่งพรวดออกไป อัศนัยคอยไม่ไหววิ่งตาม หมื่นวิ่งกลับมา ชนกันเปรี้ยง หมื่นลงไปกองกับพื้น
“ไอ้หมื่นอะไรวะ”
“เจ็บสิวะ เอ๊ย เจ็บครับ” หมื่นทำทะเล้นใส่
“ให้ไปเอารถจะไปไหนอีก....เดี๋ยวเหอะ”
“กุญแจ....ไม่ได้เอากุญแจมา”
“แล้วทำไมไม่เอามา ไอ้....”อัศนัยเงื้อง่า
หมื่นเถียงเสียงดัง “แล้วทำไมไม่บอกล่ะว่าจะออกไปอีกใครจะไปรู้”
อัศนัยฮึดฮัด “เออ....ไปเอามาสิวะ”
“ก็กำลังจะไปอยู่นี่ไงค๊าบบบ”
“เสียงดังเรอะ......เสียงดัง” อัศนัยเข้าถึงตัว
หมื่นหลบแวบไปทันที

บริเวณลานบ้านสมใจ ดอกโศกคุยกับสมใจ อัศนัย ตา
“หนูจะไปพรุ่งนี้เลยนะจ้ะยาย”
“โศกเอ๊ย....ยายคงคิดถึงแก”
“ยายยังรักคุณตามั้ยจ๊ะ”
สมใจหัวเราะเสียงขื่น “ยังรัก....พูดได้ไงไอ้โศกยายไม่เคยรัก”
“แต่ยายเป็น...”
“เป็นเมีย...อายุ 16 เท่านั้นแหละ โดนบังคับเป็นเมียเจ้านายแก่ๆ ไม่เกี่ยวกับรัก...เฮอะ มันก็ไม่รักทั้งคู่แหละวะ” สมใจว่า
“สมัยนี้ยังมีเหรอยาย เจ้านายบังคับเป็นเมีย”
“โอ๊ย....มีจนไปถึงโลกหน้านั่นแหละ ผู้ชายก็งี้แหละมีอำนาจมีเงินอยากได้ก็บังคับเอา เด็กสาวๆ มันจะประสีประสาอะไร้”
“แล้วเจ้านายผู้หญิง บังคับให้เด็กหนุ่มๆ เป็น...เอ้อ สามีมีมั้ยจ๊ะยาย...”
ยายสมใจหัวเราะเสียงดังลั่น
“เฮ้ย นอนซะที เดี๋ยวยุงกัดตายโหง” สมหวังโวยมาจากด้านใน
“ยายหัวเราะทำไมเหรอ” ดอกโศกถาม...หน้ายิ้มไปด้วย
“อาจจะมีเหมือนกันแต่คงโดนนินทาว่าร้ายไปทั้งเมือง”
“อ้าว...แล้วทีเจ้านายผู้ชาย....”
“ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงทำไม่ได้หรอก” ลุกเดินเข้าห้องไป “มันเป็นหยั่งงี้มาตั้งตะโบราณแล้ว” เสียงสมใจดังแว่วมาจากบ้าน
ดอกโศกนั่งคิด สักครู่หนึ่งอัศนัยเดินเข้ามาอย่างเร็วรี่
“ดอกโศก”
“คุณนัย” ดอกโศกไหว้
“ดอกโศกโทร.ถึงคุณนัยมีเรื่องอะไรหรือ”
“คุณนัยถามทำไม น้าปองบอกคุณนัยแล้วนี่คะ”
อัศนัยอึ้ง....เขิน....พูดอะไรไม่ออก “เอ้อ...”
“น้าปองบอกแล้วใช่มั้ยคะ หรือว่าน้าปองหลอกดอกโศก”
“ไม่ได้หลอก ว่าแต่ถ้าดอกโศกไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปก็ได้นี่”
“เพราะคุณนัยเอาเงินมาให้ช้ามาก ดอกโศกต้องเอาเงินคุณตา”
“คุณตาเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนเหรอ”
“ไม่ค่ะ คุณตาไม่ว่า แต่ยายอยากให้ไป”
“ถ้าไม่ได้เอาเงินคุณตา ดอกโศกจะไม่ไปเหรอ”
“ค่ะ ถ้าคุณนัยให้เงิน ดอกโศกก็ไม่ไป คุณนัยรู้แล้วนี่คะ”
อัศนัยนิ่งอึ้ง
“ทำไมคุณนัยมาช้า.... เจ้าของรถเค้าคอยตั้งนาน คุณตามาพอดี” ดอกโศกหัวเราะออกมาเบาๆ “เถียงกันใหญ่เลยค่ะ
“ดอกโศก คุณนัยเสียใจจริงๆ ขอโทษนะ ขอโทษมากๆ”
ดอกโศกพูดเสียงเหมือนรำพึง “ขอโทษแล้วเปลี่ยนอะไรได้ก็ดีสิคะ” สีหน้าเศร้าลงไป
“ดอกโศก” อัศนัยรู้สึกผิด
“พรุ่งนี้ดอกโศกจะไปแล้วค่ะ”
“แค่พูดกับยาย.....เอ้อ เปลี่ยนไม่ได้เหรอ”
ดอกโศกจ้องตาอัศนัยนิ่งสักครู่ “ดอกโศกไม่อยากเป็นคนพูดกลับไปกลับมาอีก...คุณนัยอยากให้ดอกโศกเป็นคนอย่างนั้นหรือคะ”
อัศนัย..เสียใจลึกซึ้งอยู่ในหน้า...จ้องดอกโศกนิ่งนาน
“คราวที่แล้วก็พูดกลับไปกลับมากับคุณตามาครั้งหนึ่งแล้ว”

วันรุ่งขึ้น ดอกโศกอยู่ภายในห้องนอน อุ๊เปิดประตูเปรี้ยงเข้ามาอย่างแรง ดอกโศกกำลังหยิบเสื้อผ้าจะใส่ตู้ เฉลยกำลังปูที่นอน
“ไหนบอกว่าจะไม่มาแล้วทำไม...ฮะ...มาทำไม”
“คุณตาให้มา”
“ฉันรู้แล้วไม่ต้องย้ำ แต่เธอบอกว่าไม่มา...ไม่มาไง กลับกลอก ยายสอนให้เป็นคน กลับกลอกอย่างเงี้ยเหรอ”
“อุ๊....อย่าว่ายายฉัน ยายไม่เกี่ยว”
“เกี่ยว....ใครเป็นคนเลี้ยงเธอก็เกี่ยวทั้งนั้น”
“ไม่เกี่ยว” ดอกโศกว่า
“เกี่ยว”
“งั้นเธอกรี๊ดกร๊าดอย่างนี้ก็เกี่ยวข้องคุณป้าเพ็ญพักตร์น่ะสิ” ดอกโศกเยาะ
อุ๊อึ้งไปอึดใจ
เฉลยมองอย่างสนใจ สีหน้าเกือบจะเห็นด้วยแล้วกับดอกโศก

อุ๊กรี๊ด เหวี่ยงใส่ทันที “อีบ้า แกว่าแม่ชั้นเหรอ”
“เหมือนที่เธอว่ายายชั้นมั้ยล่ะ”
“ยายแกมันพวกขี้ข้าอย่าเอามาเทียบกับแม่ชั้น”
“ขี้ข้าไม่ใช่คนเหรอ”
สีหน้าเฉลยกำลังตั้งใจฟัง
“ชอบมาถามบ้าๆ แบบเนี้ย คำถามโง่ๆ ก็เป็นคนเหมือนกันแต่มันไม่เท่ากันรู้ไว้ด้วย”
“เธอหมายถึงบางคนเตี้ย บางคนสูงเหรอ”
“จะบ้า อย่ามาแกล้งทำโง่นะ”
“งั้นไม่เท่ากันตรงไหนล่ะ”
“เฮอะ....โง่จริงมั้งเนี่ย ไม่เท่ากันตรงฐานะในสังคมน่ะสิ จะบอกให้ อย่างเธอฉันบอกเธอตั้งกี่หนแล้วว่าอย่าเอายายเธอมาเทียบกับแม่ชั้น”
“ฉันไม่เทียบก็ได้....พูดเรื่องขี้ข้าดีกว่า เธอลองคิดซิว่าถ้าคนฐานะทางสังคมสูงอย่างเธอไม่มีขี้ข้าแล้วเธอจะทำยังไง”
“บ้าเหรอ จะไม่มีขี้ข้าได้ไง” อุ๊ว่า
“อ้าว เธอดูถูกเขามาก เขาก็ไม่อยู่กับเธอ แล้วเธอจะทำยังไง ใครจะซักผ้ารีดผ้ากวาดบ้านถูบ้าน ทำกับข้าว ขัดรองเท้าหรือใส่รองเท้าให้เธอ”
เฉลยเหลียวมองขวับ สบตาดอกโศกเต็มแรง สีหน้าดอกโศกบอกเฉลยอยู่ในทีว่า จดจำได้ที่เธอใส่รองเท้าให้อุ๊
“ถามบ้าๆ” อุ๊บอก
“ถามจริงๆ เค้าไม่อยู่กับเธอ เค้าก็ไปหางานใหม่ได้ แต่ถ้าเธอไม่มีเค้าล่ะ”
“ฉันไม่อยากพูดกับเธอ รู้ไว้แค่ว่า เราไม่มีวันไม่มีหรอก..ขี้ข้าน่ะ” อุ๊พูดออกไปอย่างแรง
ดอกโศกสบตากับเฉลย เฉลยมองสักครู่ทำงานต่อ
“เดี๋ยวฉันจะกวาดเองเฉลยไม่ต้องทำหรอก”
เฉลยพูดทั้งๆ ที่ก้มหน้าก้มตาทำ “ไม่ต้องหรอก คุณอภิรมย์ฤดี เดี๋ยวฉันทำให้”
ดอกโศกนิ่งไปสักครู่ “ขอบใจมาก” แล้วเดินออกไป
สีหน้าเฉลยกำลังครุ่นคิดบางอย่าง

ดอกโศกเปิดประตูออกมา เห็นอุ๊ยืนกอดอกคอยอยู่ ดอกโศกเดินหลีก
อุ๊มองตาขวาง “อภิรมย์ฤดี ถึงยังไงยายเธอก็เป็นเมียคนใช้ของคุณตาฉันแล้วตอนนี้ทำอะไร...ขายขนม ตาเลี้ยงของเธอไม่ทำงานเกาะยายเธอกิน น้าเธอสองคนคนหนึ่งขับรถตุ๊กตุ๊ก อีกคนขายหนังสือพิมพ์ ตัวเธอล่ะ เธอมันแค่เด็กขายหนังสือพิมพ์ คุณตาเก็บมาจากกองขยะ เธอคิดว่าเธอจะเทียบกับฉันได้เหรอ...ไม่มีทาง” พูดจบอุ๊เดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
ดอกโศกยืนนิ่งงัน

วันหนึ่ง ที่มุมหนึ่งของบ้าน อุ๊กำลังเล่าให้สุดสวยฟัง เรื่องที่ตัวเองต่อว่าดอกโศก สุดสวยฟังอย่างตั้งใจ
“ไม่เชื่อหรอก อุ๊น่ะเหรอจะกล้าว่ามันหยั่งงั้น อย่างเธอน่ะเหรอได้แต่พูดปาวๆ ไม่เห็นเก่งเลย”
ถูกสุดสวยปรามาส อุ๊กัดฟันอยู่สักครู่
“ไม่เก่งอย่ามาคุยเลย....สู้มันก็ไม่ได้ อู๊ย คุยว่าว่ามันมาจากกองขยะเหรอ อย่างเชื่อนักนี่...ไม่เห็นเคยว่าอะไรมันได้เลย”
“ว่า....ทำไมจะไม่ว่า ไม่ได้ยินแล้วอย่ามาพูดเลย...คนบ้า” อุ๊วิ่งหนีไปทันที
สุดสวยกรี๊ดตามหลัง ระเบิดอารมณ์ ร้องไห้ด้วย

“แม่บอกอุ๊แล้ว ทำไมอุ๊ไม่เชื่อแม่” เพ็ญพักตร์ต่อว่าเพ็ญตระการ ในห้องนอน ส่วนตระกูลกำลังอาบน้ำอยู่
อุ๊นั่งหน้าเสียใจเล็กๆ “อุ๊ขอโทษค่ะคุณแม่...จะไม่ทำอีกแล้วกัน”
“ดีแล้ว ยังไงๆ เขาก็เป็นน้า” เพ็ญพักตร์คิดนิดหนึ่ง เก็บแรงไว้ทำกับคนที่สมควรดีกว่า
อุ๊มองแม่...แล้วเข้าใจ “จริงด้วยค่ะคุณแม่”
เพ็ญพักตร์ผุดสีหน้าสาสมใจ
“คุณแม่คะ แต่มันก็เป็นน้องเหมือนกันนี่คะ” อุ๊ไม่วายคาใจ

“จะนับญาติกะมันเหรอ ถ้าจะนับก็ตามใจ แต่แม่น่ะไม่...ยังจำท่าทางยะโสของยายมันได้ไม่ลืมเมื่อก่อนยังไงเดี๋ยวนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง แม่จะไม่มีวันลืมว่ามันทำให้ คุณยายของอุ๊ตรอมใจตาย”
อุ๊รับคำ “ค่ะ”
“หญิงก็ร้ายชายก็....”
“คุณตาหรือคะคุณแม่” อุ๊สงสัย
“แม่ไม่อยากพูด...”
ตระกูลออกมาจากห้องน้ำมา “ไม่อยากพูดเรื่องอะไรครับคุณเพ็ญ”
“คุณจะไปไหน”
“เปล่าครับ ทำไมคุณเพ็ญจะไปไหนหรือเปล่า”
“ไปหาข้าวกินข้างนอกดีกว่า”
“ได้สิครับ อุ๊ล่ะวันหยุดนัดเพื่อนอีกรึเปล่า”
“ถ้านัดก็โทร.ไปเลิกนัดแล้วไปช็อปกับแม่”
“โอเค” เพ็ญตระการกระโดดขึ้น “อุ๊ไปแต่งตัวก่อน” ออกไปอย่างรวดเร็วร้องเพลงไปด้วยเสียงดังๆ อารมณ์ดีสุดๆ
ตระกูลใส่กางเกงแล้วแต่ยังไม่ใส่เสื้อ เพ็ญพักตร์หยิบเสื้อเดินมาให้ แล้วกอดด้านหลังของตระกูลอย่างมีความหมาย ตระกูลเข้าใจสัญญาณ แต่แอบถอนใจนิดหนึ่ง แล้วหันกลับไปสวมกอด
เพ็ญพักตร์ดันตัวตระกูลไปที่เตียงนอน

ไม่นานต่อมา เพ็ญพักตร์ยืนรออยู่กับอุ๊ที่หน้าตึก สีหน้าเพ็ญพักตร์ ดูอิ่มเอมลึกๆ ในหน้า
เพ็ญตระการมองหน้าแม่ “วันนี้คุณแม่สวย แต่งหน้าดี๊..ดี เนียนเชียวค่ะ”
“ไม่จริงหรอกอุ๊ แม่แต่งเหมือนทุกวันแต่ความสุขออกมากจากข้างใน”
“เหรอคะ!”
“ใช่แน่นอน”
อุ๊โผกอดแม่ด้วยความรักใคร่
ระหว่างนั้นตระกูลขับรถมาจอดเทียบพอดี เปิดประตูมาเร็วๆ เพ็ญพักตร์เดินมาสง่างาม สบตาตระกูล ตระกูลยื่นมือรับ มือต่อมือประสานกัน มือเพ็ญพักตร์บีบมือตระกูลนิดๆ ตระกูลโอบไหล่อุ๊ พาเดินไปที่รถด้วยกัน
“ไปไหนกัน” สุดสวยวิ่งออกมา “ไปด้วยคนนะ”
“ไปแค่นี้เองอย่าไปเลย” เพ็ญพักตร์บอก
“ไม่....ขอไปด้วยคนไปเที่ยวไหนเหรอ” สุดสวยไม่ยอม
“น้าสวย คุณแม่บอกว่าไปแค่นี้เองไม่ได้ยินเหรอคะ”
“นั่นแหละไปด้วยคน” สุดสวยว่า
“เอ๊ะ น้าสวยนี่”
“ตระกูล...ให้ฉันไปด้วยนะ” สุดสวยอ้อน พร้อมกับเขย่าแขนตระกูลแรงๆ ยื่นหน้าเข้ามาพูดใกล้ๆ
เพ็ญพักตร์จับมือสุดสวยออกจากแขนตระกูล ดึงให้ห่างออกไป “บอกว่าไปแค่นี้ไม่ได้ไปเที่ยวไหนพูดไม่รู้เรื่องหรือไง”

มาถึงศูนย์การค้าหรู สักพักแล้ว แต่ สีหน้าเพ็ญพักตร์ ยังคงคาใจกิริยาระหว่างสุดสวยกับตระกูล เพ็ญตระการ ชำเลืองมอง ในมือถือถุงใส่ของหลายถุงแล้ว สบตาพ่อ ตระกูลทำหน้าไม่รู้จะทำไง
อุ๊ สอดมือเข้ากับมือแม่แบบประสานกัน เพ็ญพักตร์ หันมายิ้มฝืนๆ
“คุณแม่...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
สีหน้าเพ็ญพักตร์ กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
คิด...คิดถึงตอนที่สุดสวยทำหน้าเหยเกที่โดนเอ็ด หันไปทางตระกูล แล้วทำท่าเหมือนจะร้องไห้กับตระกูล
“คุณแม่ปวดหัวหรือคะ”
หน้าเพ็ญพักตร์...คิดอีก เห็นภาพ สุดสวยเขย่าตระกูลแรงๆ ยื่นหน้าพูดใกล้ๆ
“คุณแม่...ร้านนี้มั้ยคะ”
เพ็ญพักตร์ไม่ตอบลูก หันมาถามสามี “ตระกูล สุดสวยคุยกับคุณบ่อยมั้ย”
“ไม่บ่อย...ทำไมเหรอครับ”
อัศนัย กับปรียากมล เดินมาแต่ไกล ยังไม่มีใครเห็น
“ฉันเห็นเขาสนิทสนมกับคุณออก”
“แกก็เป็นอย่างนั้นกับทุกคนนี่ครับคุณเพ็ญ” ตระกูลว่า
“คุณจะบ้าเหรอ เขาเคยพูดดีกับใครมั่ง” เพ็ญพักตร์โวยใส่
“ก็กับคุณเพ็ญ กับอุ๊ กับ....” ตระกูลหยุดชะงัก หันไปเห็นปรียากมล
ปรียากมลเดินมา กำลังสอดแขนคล้องแขนอัศนัย และอัศนัยปลดออกอย่างละมุนละม่อม
ส่ายหน้าน้อยๆ แต่ยิ้มๆ ปรียากมลค้อนนิดๆ ยิ้มเยื้อนเหมือนกัน
ตระกูลเห็นภาพนี้ เข้าใจแล้วว่าอัศนัยไม่ได้มีใจให้ปรียากมล จึงสบายใจที่ต่อไปหากจะเข้าหาปรียากมล
“ตระกูล” เพ็ญพักตร์เสียงเริ่มแข็ง
“คุณอัศนัย....ทางนี้ครับ”
“เอ๊ะ คุณนัดกับเค้าเหรอ” เพ็ญพักตร์ประหลาดใจ
“โธ่...เปล่าครับคุณเพ็ญ นัดผมก็บอกคุณแล้วสิครับ”
ทั้งหมดทักทายกัน สีหน้าอารมณ์ของแต่ละคนต่างกันไป
“อุ๊....อาเกือบจำไม่ได้ทุกทีเห็นแต่ใส่ชุดนักเรียน” อัศนัยยิ้มทักทายเพ็ญตระการ
“อุ๊ไม่ได้พบอานัยตั้ง...นานมากแล้วนี่คะ อานัยเลยไม่ทราบว่าอุ๊น่ะโตแล้วนะคะ”
อัศนัยยิ้มหล่อแสนสุภาพ “ครับ เด็กสมัยนี้โตเร็วจริงๆ นะครับคุณเพ็ญ”
เพ็ญพักตร์ทักตามมารยาท “จะไปไหนกันคะเนี่ย”
“ทานข้าวค่ะ อัศนัยคะ เราเชิญทุกคนทานด้วยกันดีกว่า” ปรียากมลเอ่ยขึ้น
“ดี...เชิญทานด้วยกันนะครับ คุณตระกูล...เนี่ย ร้านนี้เองที่จองไว้เดี๋ยวผมจะไปเปลี่ยนจากสองคนเป็นห้าคน” อัศนัยเดินไปรวดเร็ว
“ไม่ต้อง....” เพ็ญพักตร์เอ่ยออกมา แต่ไม่ทัน อัศนัยเดินไปแล้ว
“ไม่ทันแล้วค่ะ” ปรียากมลบอก
“ทำไมจะไม่ทันล่ะ” เพ็ญพักตร์เดินตามอัศนัยไป
“คุณแม่” อุ๊ตามไปด้วย
สมใจตระกูลได้อยู่กันสองต่อสอง ปรียากมลมองยิ้มๆ รู้ดีว่าตระกูลเป็นจำพวกชายกลัวเมีย
“ผมจะบอกยังไงดีว่าผมดีใจแค่ไหน”
“ที่ได้พบฉันอีก?” ปรียากมลต่อให้
“คุณเป็นที่อ่านใจคนเก่งมาก”
“ฉันไม่ได้อ่านใจคุณหรอก”
“อ้าว...” ตระกูลงง
“ฉันอ่านจากนัยน์ตาคุณ แต่...ระวังจะมีคนอ่านออกอย่างฉันคุณจะเดือดร้อน”
ฟังแล้วตระกูลครึ้มใจจนสุดบรรยาย ปรียากมลยิ้มในหน้า เดินไป
“เดี๋ยวครับ”
ปรียากมลหยุดเดิน
“ผมขอเบอร์ได้มั้ยครับ”
“เอาไปทำไมคะ”
ตระกูลเก้อ “ก็...เผื่อผมโทร.คุณอัศนัยไม่ได้จะได้โทร.ถึงคุณ”
“ให้โทร.บอกอัศนัย” ปรียากมลอำแล้วหัวเราะขำเสียเหลือเกิน “อย่าเพิ่งเลยค่ะ ยังไม่ถึงเวลา” แล้วเดินไปทันที
ตระกูลมีความหวังมาก

“เชิญค่ะ สองท่านโต๊ะนั้น สามท่านโต๊ะนี้ค่ะ”
“อ้าว...” ตระกูลอึ้ง
“คุณอัศนัยอย่า mind นะคะ เราสามคนพ่อแม่ลูกมีเรื่องสำคัญปรึกษากันจริงๆ ค่ะ”
“เวลาทานข้าวพูดเรื่องซีเรียสเป็นอันตรายนะคะ” ปรียากมลว่า
“เหรอคะ แต่จำเป็นค่ะเราพูดกันตอนนี้จะได้ไม่ต้องพูดทีหลัง แต่ถึงจะมีอันตรายใดๆ ฉันคิดว่าฉันกำจัดมันได้”
“โอ! เก่งจังเลย” ปรียากมลพูดน้ำเสียงซื่อบริสุทธิ์มาก “อัศนัยคะ หิวแล้ว” หันหลังให้เพ็ญพักตร์ทันที
“ดอกโศกสบายดีหรือครับอุ๊” อัศนัยทักทายเป็นพิธี

เวลาต่อมาภายในร้านอาหารแห่งนั้น
อัศนัย กับปรียากมล นั่งที่โต๊ะกันสองคน ส่วนสามคนพ่อแม่ลูกนั่งอีกโต๊ะ ยังไม่มีอาหารมา กำลังดูเมนูกันอยู่
“คุณเพ็ญ...ทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วยครับ” ตระกูลตำหนิ
“ฉันไม่อยากนั่งร่วมโต๊ะกับแม่คนนั้น”
“มันจะเป็นอะไรไปคิดถึงคุณอัศนัยสิ เราเป็นหุ้นกับเขาทำอย่างนี้น่าเกลียดจริงๆ” คราวนี้ต่อว่า
“คุณพ่ออย่าว่าคุณแม่ฝ่ายเดียวสิคะ คุณแม่ไม่ทนถ้าไม่ชอบ คุณพ่อไม่ทราบเหรอคะ” อุ๊สอดขึ้น
“อุ๊ นี่พ่อ อย่าพูดอะไรเกินไปกับพ่อ” ตระกูลเอ็ดลูกสาว
“ทำไมจะพูดไม่ได้” เพ็ญพักตร์สวนทันที “ลูกมันยังมีความคิดกว่าคุณ ไม่รู้เหรอว่าฉันไม่ชอบแม่คนนี้ ฉันบอกคุณแล้วนี่ หรือว่าคุณอยากจะนั่งโต๊ะเดียวกับเขา”
“คุณรู้จักผม ผมมีนิสัยอย่างนั้นหรือ” ตระกูลย้อน
“งั้นไม่ต้องเดือดร้อน ฉันว่าคุณอัศนัยเขาเข้าใจ ฉันก็พูดแน่ชัดแล้วว่าเพราะอะไร”
ตระกูลอึดอักสักครู่ เปลี่ยนเรื่อง “เออ คุณอัศนัยเค้าถามถึงดอกโศกทำไม”
“เค้าสงสารมันมั้งตั้งแต่มันเด็กๆ” เพ็ญพักตร์ไม่ใส่ใจ หันไปสั่งอาหาร “หนู....”
“อุ๊เห็นมันร้องไห้กับอานัยบ่อยๆ” เพ็ญตระการตอบแทน

ทางด้านอัศนัยเดินกลับมาถึงโต๊ะพอดี “ผมมีเรื่องปรึกษาครับ ขออนุญาตไปที่บ้านได้มั้ยครับ พรุ่งนี้”

วันรุ่งขึ้น อัศนัยขับรถเข้ามาในบ้านรัตนชาติพัลลภ นัยน์ตาสอดส่ายมองหาดอกโศก ทุกอย่างเงียบกริบ
อัศนัยจอดรถ สีหน้าดูเป็นกังวล ถอนใจเบาๆ ไม่อยากเข้าไปเลย เห็นหลังดอกโศกอยู่ไวๆ ไกลๆ หน่อย อัศนัยลงจากรถรวดเร็ว เดินตาม
“อานัยคะ”
เสียงอุ๊เรียกไว้ อัศนัยชะงักกึก

“เชิญค่ะ คุณพ่อคุณแม่รออยู่แล้วค่ะ รับกาแฟหรือชาคะ...” อุ๊ยิ้มให้
โทรศัพท์มือถืออัศนัยดังขึ้นมา อัศนัยรับ บอกอุ๊ว่าขอโทษแล้วเดินออกไปหน้าตึก

อัศนัยก้าวเดินออกไปเร็วๆ ไปตามทางที่เห็นดอกโศก “เดี๋ยวฉันโทรกลับนะ” ก่อนจะปิดเครื่องแล้วก้าวเท้าตามดอกโศกไป

อีกบริเวณหนึ่งในบ้าน มีพุ่มกอมะลิ ดอกโศกอยู่ตรงนั้น มีเสียงเรียกดังจากด้านหลัง

“ดอกโศก”
ดอกโศกเก็บมะลิใส่ขันเงินใบน้อย หันกลับมาเห็น รู้สึกดีใจจริงๆ
ดอกโศกยิ้มกว้างขวาง “คุณนัย” แล้วพนมมือไหว้นอบน้อม
“คุณนัยอยากจะมาหาไม่รู้จะอ้างว่าทำไม...อ้อ” รีบเอาโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องให้ “คุณนัยเอามาให้เก็บไว้เวลาคุณนัยมีธุระจะได้ คุณนัยเป็นห่วงนะ” มองนิ่งๆ อย่างจริงใจอยู่สักครู่ แล้วต่อ “โทรมา...เป็นไงมั่ง”
“ไม่มีอะไรค่ะ”
“อุ๊มาว่าอะไรรึเปล่า”
ดอกโศกเสก้มหน้าลงดูโทรศัพท์ “ว่าเหมือนกันค่ะ”
“ว่า...ว่าไง บอกคุณนัยซิ”
“ดอกโศกทำเป็นไม่ได้ยิน แล้ว....”
“แล้ว....?”
“เลยไม่ได้ยินจริงๆ” ดอกโศกเล่นมุก
อัศนัยหัวเราะออกมาอย่างขำเต็มที่ ดอกโศกก็หัวเราะด้วยจนตาหยี
“โอเค เห็นหัวเราะอย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย”
“เหรอคะ งั้นร้องไห้เดี๋ยวนี้เลย”
“นั่นแน่เดี๋ยวนี้มีอำคุณนัยเหรอ”
“ไม่ค่ะ ไม่อำ เพราะว่าดอกโศกหัวเราะมันไม่ใช่ของจริง ดอกโศกต้องโศกสิคะ” ประชดชีวิตตัวเองนิดๆ
อัศนัยมอง ฟังแล้วรู้สึกสงสารเหลือเกิน ดอกโศกน้ำตารื้นๆ นิดๆ
สองคนจ้องนัยน์ตากันนิ่ง
ดอกโศกน่ะ....ใจเริ่มหวามไหว แต่อัศนัยยังคงมองด้วยสายตาของผู้ใหญ่สงสารเด็ก...เท่านั้น
อัศนัยวางมือบนหัวดอกโศก โยกนิดๆ “ดอกโศกอดทนนะ เอาคุณตาเป็นหลัก มีอะไรบอกคุณตา”
“ค่ะ”
“แต่ต้องบอกคุณนัยก่อน จำไว้ว่าคุณนัยเป็นห่วงดอกโศกมากไม่อยากให้ดอกโศก ต้องโศกอีกเลย”
“ขอบคุณค่ะ” ดอกโศกไหว้
“โทรศัพท์เอาไว้กับตัวเสมอ คุณนัยจะโทร.มาหาทุกวัน”
“ถ้าอุ๊เห็นล่ะคะ” ดอกโศกกังวลนิดๆ
“เออจริง....งั้นคุณนัยจะโทร.เฉพาะกลางคืน ประมาณ 2-3 ทุ่ม...นะ...ก็...จะโทร.ถามว่าดอกโศกหัวเราะหรือร้องไห้วันนี้....ว่าไง โทร.ได้ใช่มั้ย ไม่ว่าใช่มั้ย”
“ถ้าว่า...จะว่าว่าไงคะ”
อัศนัยจนมุมเล็กๆ “ก็.....เออ จริงแฮะ ว่า...ว่ายุ่งมั้ง”
“คุณนัยไม่ได้ยุ่ง...คุณนัยเป็นห่วง” ดอกโศกบอก
อัศนัยจ้องหน้าดอกโศก ตอบรับด้วยสายตา

อัศนัย เดินถึงหน้าตึก ใบหน้าดอกโศกยังค้างอยู่ในสายตา มองออกไป ในขณะที่อุ๊ยืนมองหา
อัศนัยรีบหยิบโทรศัพท์ออกมา หันหลังให้อุ๊แล้วพูดคนเดียว “โอเค....ฉันรู้แล้ว...จะจัดการให้ไม่ต้องห่วงมีเท่านั้นใช่มั้ย” ระหว่างนั้น นัยน์ตาอัศนัย เริ่มรู้แล้วว่าอุ๊เดินมาใกล้ “ไม่” อัศนัยพูดเสียงดังขึ้นนิด “มีอะไรพูดกันวันหลัง ตอนนี้ฉันมีเรื่องสำคัญกว่า”
อัศนัยปิดโทรศัพท์ หันมาหาอุ๊ที่ยืนอยู่ด้านหลัง
อุ๊คิดว่าเรื่องสำคัญหมายถึงตัวเอง “อานัยคะ อุ๊มองหาอานัย ไปทางไหนคะ”
“สัญญาณไม่ค่อยดีครับ” อัศนัยบอก
“ปกติไม่มีปัญหาเรื่องสัญญาณ โทรจากไหนหรือคะ” อุ๊ผายมือให้เดินเข้าตึกไป “คุณพ่อลงมาแล้วค่ะ”
“ครับ โอเค...” อัศนัยเดินเร็วขึ้น ไม่ตอบคำถาม
อุ๊ยังหันมามองไปรอบๆ นัยน์ตาสงสัย

ภายในห้องของสุดเขต อัศนัยเดินเข้ามาแล้วยกมือไหว้ สุดเขตรับไหว้พลางถาม
“คุยเรื่องงานเสร็จแล้วรึคุณ”
“ครับ”
“พบอภิรมย์ฤดีรึเปล่า”
อุ๊เดินเข้ามาทันได้ยินพอดี รีบหลบเข้าหลังที่กำบังแอบฟัง
“พบครับ”
อุ๊...ได้ยินทั้งสองคนคุยกัน
“เขาเป็นยังไงมั่ง”
อัศนัยยิ้มนิดๆ “ครับ?”
“ถามคุณนั่นแหละ เพราะคุณคงจะรู้มากกว่าผม ตั้งแต่กลับบ้านมาเกือบเดือนแล้วฉันเห็นหน้า 2-3 ครั้งเอง ร้อยแต่มาลัยเอามาให้”
“เท่าที่ถามก็บอกว่าสบายดีครับ”
“อือม์ ขอพูดเรื่องเงินอีกครั้งนะ”
ได้ยินเรื่องเงิน สีหน้าอุ๊ ตั้งใจฟังมากขึ้น
“ขอโทษคุณแล้วกันที่ชิงตัดหน้าจ่ายให้อภิรมย์ฤดี เขาไม่ได้อยากได้เงินฉันหรอกนะเขาอยากให้คุณเป็นคนจ่ายมากกว่าแต่เวลานั้นมันจำเป็น”
“ผมเข้าใจครับท่าน”
“ฉันถามคุณหน่อยเถอะ...ถ้าฉันไม่ได้จ่ายเงินแสนบาทให้เพื่อนเขา ชื่ออะไรนะ...ป้อม” สุดเขตนึกออก แล้วพูดพร้อมๆ กับอัศนัย “อภิรมย์ฤดีจะกลับบ้านไหม”
ตอนสุดเขตพูดจำนวนเงิน สีหน้าอุ๊ฉงนด้วยว่าได้ยินไม่ถนัด พึมพำเบาๆ “เจ็ดแสน”

อุ๊เดินหน้าตั้งตามหาดอกโศกมาถึงหน้าบ้าน โอ๋เดินมาพอดี
“พี่อุ๊....พี่อุ๊ จะไปไหนคะ” โอ๋ร้องเรียก
“อย่าเพิ่งยุ่งยัยโอ๋ชั้นกำลังรีบ”
“โอเค....แต่รีบจะไปทำอะไรค้า” โอ๋สงสัย
“ยุ่ง.....เออ แต่ช่วยตามหามันหน่อยก็ได้” อุ๊บอก
“มัน....อ๋อ ดอกโศกใช่มั้ยพี่อุ๊ มีเรื่องจะอัดมันเหรอพี่อุ๊ โอ๋ช่วยมั้ย”
“เอาสิ...รู้มั้ยว่ามันให้คุณตาจ่ายเงินให้มันค่าอะไรไม่รู้ด้วยตั้งเยอะ”
“เยอะแค่ไหน” โอ๋อยากรู้
“เป็นแสน” อุ๊บอก
“หา....กี่แสน”
“พี่ได้ยินกะหูเลยนะว่า เจ็ดแสน” อุ๊บอกอย่างมั่นใจ

อีกมุมหนึ่ง ในเวลาต่อมา
“หนึ่งแสน” ดอกโศกบอกย้ำตัวเลขหน้านิ่ง
“โกหก” อุ๊ไม่เชื่อ เพราะมั่นใจว่าเป็นเจ็ดแสน
“ไม่เชื่อก็ตามใจ”
“โกหกหน้าตายเลยพี่อุ๊ พี่อุ๊เค้าได้ยินคุณปุ่พูดย่ะ”
สีหน้าดอกโศกรู้สึกเสียใจ “คุณตาพูดกับเธอเหรออุ๊”
อุ๊นิ่งคิดสักครู่ “ใช่สิ คุณตามีอะไรบอกชั้นทุกอย่าง จะบอกให้รู้”
“ใช่ ตัวเองมาอยู่ตั้งนานไม่รู้เหรอว่าพี่อุ๊เขาเป็นหลานรักคุณปู่” โอ๋ผสมโรง
“รู้แล้ว” ดอกโศกพูดเสียงแผ่ว
“ไม่ต้องพูดว่าใครหลานรักของมันแน่อยู่แล้ว พูดเรื่องเงินเธอเอาไปทำไมตั้งเจ็ดแสนให้แฟนใช่มั้ย”
“ฮ้า พี่อุ๊...จริงเหรอมีแฟนแล้วเหรอ” โอ๋ตกใจ อุทานออกมาอีก
“ใช่ แฟนเค้าชื่อป้อมน่ากลัวเป็นพวกรีดไถแล้วเลยมารีดไถคุณตาด้วย...ใช่มั้ยฮะ แม่ดอกโศก”
“คิดว่าคุณตาจะโง่จนโดนรีดไถเหรอ” ดอกโศกบอก
“พี่อุ๊ มันว่าคุณปู่โง่ด้วยล่ะ” โอ๋ฟ้องอุ๊อีก
“จริงดิมันว่าคุณตา” อุ๊โมโห
“ฟ้องคุณปู่มั้ยพี่อุ๊” โอ๋เสนอ
“นี่ ยายโอ๋อย่าทำตัวเป็นบ่างได้มั้ย” อ้นยืนฟังเงียบๆ มาตั้งแต่ต้น ทนไม่ไหว
“เป็นบ่าง...เป็นบ่างยังไงไม่เข้าใจ” โอ๋งง
“นี่แหละน้า คนเราภาษาไทยแท้ๆ ฟังไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้จักอ่านหนังสือทำตัวไร้สาระไปวันๆ ทุกๆวันที่ผ่านไปน่ะ ทำอะไรให้รอยหยักในสมองเพิ่มขึ้นมั้งมั้ย”
เจออ้นด่า สองสาวอ้าปากหวอ
“ถ้าจะบ้า พี่อ้นพูดไม่รู้เรื่อง” โอ๋หันมาว่าอ้นคืน
“ไปให้พ้นเลย ตาอ้น อย่ามาแหยม...ไป๊” อุ๊ไล่
“อภิรมย์...ไปด้วยกันมั้ยไปดูหนังสือเล่มใหม่”
“ไปซิอ้น” ดอกโศกบอก
“ไม่ให้ไป อยู่พูดให้รู้เรื่องก่อน”
“เฮ้ย พี่อุ๊ สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลห้ามเขาได้เหรอ” อ้นว่า
“ได้...บอกมาก่อนว่าให้คุณปู่จ่ายเงินเจ็ดแสนทำไม และไอ้คนที่ชื่อป้อมเป็นใครแฟนเหรอ?”

ดอกโศกอึ้งไป







Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:37:44 น.
Counter : 248 Pageviews.

0 comment
ดอกโศก ตอนที่ 5



เพ็ญตระการ ยืนดูเหตุการณ์อยู่จากด้านในตึก เพ็ญพักตร์ยืนอยู่ด้วย สองแม่ลูกประเมินสถานการณ์กันไม่ถูก เพราะไม่ได้ยินสิ่งที่สุดเขตคุยกับอัศนัย

“คุณแม่ว่าคุณตาพูดอะไรกับคุณอัศนัยคะ” อุ๊สงสัยครามครัน
“เดาไม่ออก แต่น่าจะซีเรียสพอสมควร” เพ็ญพักตร์ว่า
“คุณตากลับมาแล้ว อุ๊ถามนะคะคุณแม่”
เพ็ญพักตร์ห้ามทันควัน “อย่า....ถามไม่ได้นะอุ๊ เป็นเด็กอย่ายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่”
อุ๊ไม่ฟัง “ไม่...อุ๊จะถาม” เดินพรวดจะออกไปถามคุณตา
เพ็ญพักตร์คว้าแขนอุ๊ไว้อย่างเร็ว ดึงกระชากกลับเข้าไปในตึก สุดสวยเดินมาเห็นพอดี
“ทำอะไรกัน”
“น้าสวยขา” อุ๊รีบประจบ
“ไม่มีอะไรสุดสวย พี่กำลังสอนอุ๊” เพ็ญพักตร์จูงอุ๊เดินหนี
สุดสวยไม่เชื่อสองแม่ลูก “ไม่เชื่อกำลังมีเรื่องกันใช่มั้ยล่ะ เรื่องอะไรอุ๊ บอกน้า...น้าช่วยได้ทุกอย่าง จริงมั้ย...จริงมั้ยล่ะ บอกมาสิ บอกมาเลย” สุดสวยเดินตามมา “พี่เพ็ญปล่อยยัยอุ๊นะ อุ๊มานี่” สุดสวยเข้าฉุดหลาน
เพ็ญพักตร์ฉุน หันไปผลักอย่างแรง สุดสวยเงื้อง่าจะสู้เพ็ญพักตร์
“หยุด! อย่ามาทำบ้าตรงนี้นะสุดสวย กลับไปห้องเธอซะ” เพ็ญพักตร์ตวาดใส่
สุดสวยหวีดร้องขึ้นมา “ไล่ชั้นเหรอพี่เพ็ญจะฟ้องคุณพ่อ คุณพ่อขา” สุดสวยหันไปพ่อเดินเข้ามา “พี่เพ็ญไล่ค่ะ ไล่ให้กลับห้อง คุณพ่อไล่พี่เพ็ญไปเลยค่ะ”
สุดเขตพูดเสียงค่อยๆ กับเพ็ญพักตร์ “เพ็ญพักตร์พ่อขอนะอย่ามีอะไรกับน้อง เธอก็รู้ว่าอาการของน้องเป็นยังไง”
เพ็ญพักตร์รู้สึกอึดอัดอยู่ในหน้า “ค่ะ แต่คุณพ่อช่วยคุมสุดสวยด้วยอย่าปล่อยออกมาหาเรื่องใครต่อใครอย่างนี้”
สุดสวย หูไวเหลือเกิน ได้ยินเข้าพอดี “ใคร...ใครหาเรื่องตัวเองน่ะสิ”
คุณตาหันไปโอบไหล่สุดสวยพาเดินไป สุดสวยยังส่งเสียงไปตลอดทาง
“น้าสวยนี่แย่จริงๆ” อุ๊ตะโกนเสียงดัง
“พอ....พออุ๊ เราเป็นหลานพูดถึงน้าอย่างนั้นได้ไง” เพ็ญพักตร์เอ็ด
“น้าเป็นบ้านี่” อุ๊ไม่ฟังแม่เอาเลย
“แม่บอกให้พอ อุ๊อย่าให้แม่ได้ยินว่าอุ๊ว่าน้าเค้าอย่างนั้น”
“ไม่จริงเหรอคุณแม่ น้าสวยน่ะเป็นบ้า คุณตาพยายามรักษาเพราะสงสารลูกสาวคนเล็กแต่น้าสวยก็ไม่หาย เป็นบ้าแล้วยังเป็นสาวแก่อีก”

สุดเขตพาลลูกสาวไม่สมประกอบเข้ามาในห้อง แล้วจับบ่าสองข้างของสุดสวย มองนัยน์ตาสีหน้าปลอบโยน
สุดสวยสะอื้นเฮือกๆ “ทำไมคุณพ่อไม่ไล่พี่เพ็ญ”
สุดเขตโอบร่างสุดสวยมาแนบอก ลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยน สุดสวยสะอื้นเงียบๆ กับอกพ่อ
“กินยานะลูก พ่อเอาให้”
“คุณพ่อ...ทำไมลูกต้องกินยาทุกวัน ไม่ได้ไม่สบายซะหน่อย” สุดสวยถามประสาซื่อ
“ยาบำรุง...พ่ออยากให้หนูแข็งแรงนะ”
“ลูกไม่แข็งแรงเหรอคะ”
สุดเขตไม่ตอบ เดินตรงไปเอายา สีหน้านายพลชรา หมองจัด อดคิดถึงความหลังขึ้นมาไม่ได้

สภาพของคุณหญิงผู้เป็นภรรยา...และเป็นแม่ของเพ็ญพักตร์และสุดสวย ช่วงมีลูกเล็ก รูปร่างหน้าตาค่อนข้างทรุดโทรม ไม่สวยงาม นัยน์ตาแห้งเพราะความทุกข์รุมเร้า ปล่อยปละเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว
วันนั้นคุณหญิงอารมณ์เสีย พูดจารุนแรงกับสามี สุดเขตรำคาญ เบี่ยงตัวหนีจะเดินออก คุณหญิงไม่ยอมเดินตามมาอีก แต่สุดเขตหันมาตลอดแล้วเดินออกไป ในขณะที่สุดสวยในวัยเพียงขวบเดียวอ้าปากร้องไห้เสียงดัง
คุณหญิงหันไปตวาด “สุดสวยหยุดร้องเดี๋ยวนี้ หยุด...หยุด”
เสียงสุดสวยร้องไห้จ้า เพ็ญพักตร์ตอนวัยรุ่นแอบมองด้วยสีหน้าตื่นกลัวมาก
สุดเขตอดไม่ได้หันมามองสุดสวย เห็นภาพคุณหญิงกำลังเอ็ดตะคอกสุดสวย สุดสวยหน้าเหยเกมองหน้าแม่

สุดเขตดึงตัวเองกลับมา สลัดภาพขมขื่นทิ้งไปมองสุดสวยที่ กำลังร้องเพลงหงุงหงิง
สุดเขตถอนใจ หยิบยา

ในเวลาเดียวกัน เพ็ญพักตร์นั่งครุ่นคิด ขณะที่อุ๊หยิบยามา
เพ็ญพักตร์กำลังนึกถึงเหตุการณ์เดียวกันกับพ่อ ในมุมที่ตนเห็นและเข้าใจ

เมื่อเห็นว่าน้องโดนแม่เอ็ด ตะคอก แล้วหันมาเรียก “เพ็ญพักตร์ มาช่วยดูน้องสิ”
สีหน้าเพ็ญพักตร์ ยิ่งตื่นกลัว

เสียงของลูกสาวดึงเพ็ญพักตร์กลับมา แต่สีหน้ายังตื่นกลัวอยู่
อุ๊ส่งยาให้แม่ “ยาค่ะคุณแม่ คุณแม่ปวดหัวมากมั้ยคะ ทานสองเม็ดนะคะจะได้หายเร็วๆ”
เพ็ญพักตร์ทานยา ตบเก้าอี้ให้อุ๊นั่ง แล้วกอดอุ๊ “แม่มีเรื่องจะบอกอุ๊สองข้อ”
“ค่ะ คุณแม่” อุ๊ซุกตัวอิงแอบผู้เป็นแม่
“สงสารน้าสุดสวย ทำดีกับเขามากๆ” เพ็ญพักตร์บอก
สีอุ๊ฉงน “ทำไมคะ”
“เอาเถอะแม่มีเหตุผล ข้อสองต่อไปถ้าจะรักใครจะแต่งงานกับใคร อย่ารักอย่าแต่งงานกับผู้ชายเจ้าชู้ แม่จะภาวนาทุกวันขอให้ลูกแม่พบผู้ชายที่ไม่ทำร้ายผู้หญิงเพราะไปมีเมียน้อย”
อุ๊คิดตาม “เหมือนคุณพ่อใช่มั้ยคะ”
“ใช่ลูก แม่โชคดีคุณพ่อขยันทำงาน ที่โชคดีที่สุดที่คุณพ่อไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนเลย”

วันรุ่งขึ้น ตระกูลเดินออกมาจากข้างในส่วนออฟฟิศของโรงงานทำเบญจรงค์ ดูดีมีสง่า แต่งตัวเนี้ยบ และมาดดี พนักงานต่างไหว้อย่างนอบน้อม ตระกูลนัยน์ตานิ่งแบบเจ้าชู้ลึกเกือบมองไม่เห็น รับไหว้ ทักทายนิดหน่อยหันมาเห็นปรียากมล ในจังหวะที่ปรียากมลเดินมา
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ คุณ...” ปรียากมลเพิ่งเจอตระกูลครั้งแรก
“ผม...ตระกูลครับ เป็นเจ้าของบริษัท”
“เจ้าของ ?” ปรียากมลสงสัย
“หุ้นส่วนครับ”
“อ๋อ ดิฉันมาหาอัศนัยค่ะ” ปรียากมลบอกธุระ
“อ๋อ คุณอัศนัย นัดไว้หรือเปล่าครับ”
“เปล่าค่ะ”
“ถ้าติดต่อเรื่องธุรกิจคุยกับผมก็ได้นะครับ”
“ถ้าไม่ใช่ธุรกิจคุยไม่ได้หรือคะ” ปรียากมลสัพยอก
ตระกูลระทึกใจทันที “ก็...”
ปรียากมลหัวเราะเสียงแจ่มใส “ขอบคุณนะคะ” หันหลังกลับเดินเข้าห้องอัศนัยไป
ตระกูลยังยืนใจหวิวอยู่อย่างนั้น

ภายในห้องออกแบบเครื่องเบญจรงค์ เวลาต่อมา เพ็ญพักตร์กำลังพิจารณากระดาษออกแบบลาย ทั้งลายเต็มเป็นรูปร่างทั้งลายที่เจาะเฉพาะส่วนชัดๆ บางส่วนแต่ยังไม่ลงสี
“จะลงสีเมื่อไหร่”
“เต้ยทำแล้วครับอยู่ในเครื่อง” ช่างออกแบบชายชื่อวินตอบ
เต้ยช่างออกแบบหญิงในทีมงานรีบบอกต่อ “ยังไม่เรียบร้อยค่ะ ให้คุณเพ็ญดูลายก่อน”
“ถ้าแก้ จะได้แก้ก่อนทำสีเต็มๆ ครับ” ช่างวินเสริม
“ลายสวย ดอกไม้เพิ่มอีกได้ไหม ฉันอยากให้มันดูยิบๆ ละเอียดๆ เพราะเราจะเปิดตลาดลูกค้าไฮเอนด์ สินค้าต้อง exotic กว่านี้”
“ครับ คุณเพ็ญ” วินรับคำ
“วินกับเต้ย รู้หรือยังว่าเราจะทำเซรามิก” เพ็ญพักตร์เอ่ยขึ้นในจังหวะหนึ่ง
“หรือคะ” เต้ยประหลาดใจ
“เราจะเทคโอเวอร์โรงงานเก่าที่เชียงใหม่เตรียมตัวไว้แล้วกัน ฉันอยากให้ทำลาย ใหม่ๆ ไม่ซ้ำลายเก่าๆ ที่เขาทำ”
สองคนรับคำพร้อมๆ กัน “ค่ะ” / “ครับ”
ตระกูลเดินเข้ามา ตั้งแต่เพ็ญพักตร์คุยกันกับช่างกลางคัน มานั่งคอย ทำให้เสียงของเพ็ญพักตร์กับช่างค่อยลงหน่อย
เพ็ญพักตร์หันมาทางสามี “ฉันเสร็จแล้วจะกลับเลยมั้ย”
“ครับ”
“คุณเป็นอะไรหน้าตาแปลกๆ ชอบใจอะไร”
“คิดถึงโรงงานเซรามิก”
เพ็ญพักตร์ไม่รู้สักนิดว่าตระกูลโกหก

เพ็ญพักตร์กับตระกูลเดินออกมาด้วยกันที่บริเวณห้องโถง เพ็ญพักตร์ทำท่าบอกว่าจะไปห้องน้ำ แล้วเดินผละไป คล้อยหลังภรรยา ตระกูลเหลียวหาปรียากมล
อัศนัยเพิ่งกลับเข้ามาจากข้างนอก “คุณตระกูล” อัศนัยยกมือไหว้ “สวัสดีครับ”
“ผมกำลังจะกลับ คุณเพ็ญดูลายเสร็จแล้ว” ตระกูลบอก
“คุณเพ็ญอยู่ไหนล่ะครับ”

เพ็ญพักตร์เดินเข้ามาในห้องน้ำ ล้างมือที่อ่าง
เสียงปรียากมลดังลอดออกมาจากในห้องน้ำ “miss you so much darling…when you’re gonna come It’s been too long you know…” หัวเราะเสียงหวาน ขณะเปิดประตูออกมา
เพ็ญพักตร์ชำเลืองมอง

ปรียากมลไม่สนเลยว่ามีใครอยู่บ้าง โทรศัพท์แนบหูเปิดก๊อกล้างมือ “Don’t be silly it’s already a month. You said you love me but keep me waiting this long….” นิ่งฟัง “O.K. This Friday…” หัวเราะระรื่น sure you can make it that quick?...” ฟังทางปลายสาย “kiss you too darling.”
ปรียากมลล้างมือเสร็จ ปิดก๊อกรวดเร็ว สะบัดมือนิดๆ แล้วหันหลังเดินจะออก ไม่มองเพ็ญพักตร์เลย
“Wait…..you” เพ็ญพักตร์เรียกไว้
ปรียากมลหันมา “อะไรหรือคะ?”
เพ็ญพักตร์หน้าแตกเล็กๆ “คุณปิดน้ำไม่สนิท น้ำยังไหลอยู่”
“อ๋อ” ปรียากมลมองปรายตา ทำท่าสะบัดมือให้แห้งอีกนิดแบบยั่วประสาท แล้วปิดก๊อกด้วย ปลายนิ้ว หันมายิ้มหวานให้เพ็ญพักตร์ “ขอบคุณนะคะคุณพี่”
เพ็ญพักตร์ไม่ขำ “ขอโทษค่ะฉันไม่ได้เป็นพี่คุณ”
“ตายจริง ฉันเห็นคนไทยชอบเรียกแม่ค้าว่าพี่ก็เลย...คิดว่าเรียกได้”
เพ็ญพักตร์จ้องปรียากมลอย่างทะลุทะลวง
“ขอโทษนะคะ” ปรียากมลบอก
“คุณไม่ค่อยมีมารยาทฉันขอพูดตรงๆ ในที่สาธารณะอย่างนี้คุณพูดโทรศัพท์เสียงดัง คุณใช้ของสาธารณะอย่างไม่ระวัง แล้วคุณยังไม่มีกิริยา...” ชี้กระโปรงสวยของตัวเองที่เปียกน้ำเป็นจุด “สะบัดน้ำกระเด็นมาถูกฉัน”
“ความผิดเยอะจัง”
“คุณจะมาซื้อของหรือเปล่าฉันไม่รู้แต่อย่าบังอาจมาเรียกฉันแม่ค้าอีก”
“อ๋อ...คุณพี่ไม่ใช่แม่ค้าหรือคะ” ปรียากมลชักนึกสนุก
เพ็ญพักตร์จดจ้องปรียากมล
“เอ๊ย...คุณไม่ใช่แม่ค้าหรือคะ” ปรียากมลพูดเน้นตรงคำว่าคุณ
เพ็ญพักตร์พูดพลางเดินหลีกออกไป “ธรรมเนียมฝรั่งที่คุณใช้เขาเรียกว่า กิริยาหยาบคาย” หยุดเดิน หันมาพูดเสียงเรียบทิ้งท้าย “ที่นี่เมืองไทย”
เพ็ญพักตร์เดินออกไป ปรียากมลยักไหล่ ยิ้มหยันๆ ไม่แคร์อยู่แล้ว

ครู่ต่อมาเพ็ญพักตร์เดินนำ ปรียากมลเดินตามมาด้านหลัง
จังหวะหนึ่งปรียากมลรีบเดินแซง “ทราบแล้วค่ะว่าที่นี่ Bangkok…Thailand เอ๊ะหรือว่า Flooded Land” แล้วเดินเลยไปทันที
เพ็ญพักตร์โกรธจนตัวสั่น

ปรียากมลเดินมาถึงตัวอัศนัย ที่กำลังยืนคุยกับตระกูล แล้วเข้าไปจุ๊บแก้มอัศนัยอย่างรวดเร็วจนอัศนัยตั้งตัวไม่ทัน แต่ดูเป็นกิริยาสบายๆ ไม่ยั่วเย้าอารมณ์ใดๆ
“คอยในห้องนะ” ปรียากมลกระซิบๆ แล้วเดินไป

ในรถตระกูล ที่หน้าออฟฟิศ เพ็ญพักตร์ปิดประตูรถแรงมากๆ “เป็นผู้หญิงที่น่าเกลียดมากผู้หญิงเมื่อกี้...”
ตระกูลสายตาวับขึ้นมานิด แวบหนึ่งนั้น นึกไปถึงสายตาปรียากมลที่มองตัวเอง
“ฉันพบเขาในห้องน้ำกิริยามารยาทเหลือทน”
ตระกูลยิ้มนิดๆ เมื่อนึดถึงปรียากมลขณะพูดว่า “ถ้าไม่ใช่ธุรกิจคุณไม่ได้หรือคะ”
“คุณว่าไง”
“ไม่ไหว ผมเห็นกิริยาแล้วไม่ไหวจริงๆ” ตระกูลบอกไม่ตรงกับใจ
“นั่นสิ พวก Americanized” เพ็ญพักตร์ชำเลืองดูตระกูล แล้วแปลเป็นไทยเสียหน่อย “ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมอเมริกัน ฉันไม่เห็นจะเข้าท่า”
“ตรงไหนเหรอคุณเพ็ญ”
“อ้าว ไหนคุณว่าไม่ไหวถามทำไม” เพ็ญพักตร์แปลกใจ
“ผมเห็นแวบเดียว ไม่ได้พูดกันซักคำ” ตระกูลยิ้มในหน้า “คุณพบเขาในห้องน้ำนี่”
“ฉันรู้แล้วน่าว่าคุณไม่ได้มองเขาจริงๆ จังๆ แค่ที่คุณเห็นก็น่าเกลียดเหลือทนไม่คิดงั้นเหรอ”
ใบหน้าตระกูลขณะหันหน้าหนีจากเพ็ญพักตร์ ดูครึ้มอกครึ้มใจ
“เขาเป็นอะไรกับคุณอัศนัยท่าทางเหมือนแฟนกัน”

ในห้องทำงานอัศนัย ปรียากมลเผยโปรแกรมที่แวะมาหาทันที
“ดินเนอร์กันนะอัศนัย”
“งานเยอะ ต้องคอยนะ”
“ชัวร์...ไม่คอยจะให้ไปคนเดียว” ปรียากมลชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “หรือกับใคร”
อัศนัยจับตัวโยกให้พ้นไป แล้วเปิดแฟ้มงาน “ขอโทษนะครับ”
โทรศัพท์ดังขึ้นพอดี
“น่าจะประมาณทุ่มหนึ่งถึงจะเสร็จ” อัศนัยบอกปรียากมลแล้วกดรับโทรศัพท์ “ดอกโศก คุณนัยพูด มีอะไรหรือ” นิ่งฟัง “อ๋อ....ได้ คุณนัยจะไปเดี๋ยวนี้ ที่ไหน?” วางหู แล้วเปิดลิ้นชักหยิบซองเงิน ปิดแล้วล็อคกุญแจ ลุกขึ้นเดินออกไป
ปรียากมลเสียงแข็ง “อัศนัย”
“โอ” อัศนัยเหมือนนึกขึ้นได้
“คุณจะทิ้งฉันไปเฉยๆอย่างนี้หรอ” น้ำเสียงปรียากมลโกรธจริงๆ
“ขอโทษจริงๆ ผมต้องรีบไป”
“ฉันไม่ยกโทษแน่นอน คุณลืมจริงๆ เหรอเนี่ย”
อัศนัยหัวเราะขำนิดๆ “ขอโทษ....ขอโทษมากๆ คุณจะไปกับผมมั้ย ผมจะรีบไป ธุระเสร็จแล้วเราไปทานข้าวกัน”
“มันสำคัญมากขนาดไหนกัน คุณไม่เห็นหัวคนทั้งคน”
“ไม่ใช่....ผมรีบ”
“อย่าพูดคำว่ารีบอีก เพราะมันไมได้แปลว่า ตาบอด”
“โธ่....”
“คุณจะทำให้ฉันเกลียดแม่ดอกโศกอะไรคนนี้ สำคัญกับคุณมากเชียวเหรอเด็กคนเนี้ย”
“ตอนนี้สำคัญมาก”
ปรียากมลฉงนระคนแปลกใจ “หมายความว่ายังไง”
“ดอกโศกกำลังต้องการให้ผมช่วยเดี๋ยวนี้ ผมถึงจะรีบไป”
“ทั้งๆ ที่คุณบอกว่างานเยอะ”
“ถ้าไปดินเนอร์กับคุณผมขอทำงานก่อน แต่...”
ปรียากมลขัดขึ้นทันควัน “ถ้าไปหาแม่ดอกโศกเนี้ย...ยังไม่ต้องทำเหรอ”
“ไม่ ถ้าไปหาดอกโศกผมจะไปเดี๋ยวนี้”
สองคนยืนจ้องตากันสักครู่ อัศนัยเดินออก
“O.K.”
อัศนัยหันมา สีหน้าฉงน
“ฉันจะไปกับคุณ” ปรียากมลยิ้มร้ายลึกมากๆ

เวลาต่อมาที่บ้านสมใจ เถ้าแก่กำลังเจรจากับชายหนุ่มเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งออกท่าทางวีน
“ไม่ได้...บอกเด็กมันให้จ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นถึงตำรวจแน่”
ป้อมหน้าซีดสลด
“คอยสักครู่ไม่ได้เหรอครับ ทางนี้เขาบอกว่าเดี๋ยวจะมีคนเอาเงินมาให้”
“ทำไมต้องเดี๋ยวในเมื่อบอกว่ามีเงินจ่าย” เจ้าของรถโวยอีก
“ก็เงินยังไม่มานี่คุณคอยเดี๋ยวไม่ได้เหรอไง...ไม่โกงหรอกน่า” สมปองสอดอย่างเหลืออด
เจ้าของมองสมปองด้วยหางตา “เป็นใครเนี่ย”
“อ้าว...ถามยังงี้หมายความว่าไง รู้ว่าเป็นใครแล้วไง...เป็นคนขับตุ๊ก..ตุ๊กว่าไงล่ะ เสียเกียรติมากเหรอถ้าพูดกะชั้น” สมปองตอกกลับ
“ไม่เกี่ยวใช่มั้ย” เจ้าของรถยียวนใส่
“ก็เนี้ย...หมดทุกคนเนี่ยเกี่ยวข้องกับนายป้อมทั้งนั้น” ถ้าแก่อธิบาย
“เฮ้ย กูไม่เกี่ยวเว๊ย ไม่ได้เป็นอะไรกัน ไอ้หมายเข้าบ้านปล่อยนังปองอาละวาดไปคนเดียว” สมหวังรีบชิ่ง
“พ่อ...ป้อมไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาตินะ” สมปองตำหนิพ่อ
“ไม่เหมือน ไม่ใช่ญาติจะเหมือนญาติได้ไงวะ ถ้าเหมือนญาติมันก็เป็นญาติไปแล้วน่ะสิ” สมหวังท้วง
“เอางี้...ฉันมีสามหมื่นเอาไปก่อน” สมใจพยายามคลี่คลายเรื่องราว
“ชั้นมีสองหมื่น.แต่เขาคงไม่ยอมหรอกวันก่อนเถ้าแก่เค้าก็บอกชั้นแล้ว..ห้าหมื่น ก่อนได้มั้ยล่ะคุณ” สมปองผสมโรง
“เฮ้ย ไม่ได้นะเว๊ย” สมหวังโวยอีก
“ฉันมีเจ็ดพัน” สมหมายบอก
“ไอ้หมาย ไม่กี่วันใช้เงินไปหมื่นสามแล้วเหรอ” สมปองฉุน
“ไม่ใช้หมดดีเท่าไหร่แล้ว”
“ไม่ได้ ราคาทั้งหมดแสนกับห้าพัน ค่าซ่อมจนเหมือนเดิม” เจ้าของรถสวนออกมา
“โธ่ คุณ สงสารเด็กมันเถอะ” เถ้าแก่อ้อนวอนร้องขอ
“คุณ...คอยอีกประเดี๋ยวได้ไหมจะมีคนเอาเงินมาให้” ดอกโศกยังมั่นใจว่าอัศนัยจะมา
เจ้าของหันมามอง เห็นความสวยเริ่มแทะเล็ม “ใครล่ะคนเนี้ย”
สมปองสวนทันควัน “เฮ้ย ทำไมต้องถาม ก็คนสิเว้ย”
“คนที่จะช่วยเขากำลังมา เอาเงินมาให้” ดอกโศกย้ำ
“เขาเป็นใคร” เจ้าของรถซักไซ้
ดอกโศกมองนัยน์ตาคมกริบ “คุณห่วงแต่เงินแสนไม่ใช่หรือ”
“ที่ถามเพราะอยากรู้จะมาจริงรึเปล่า” เจ้าของรถดูแคลนอยู่ในที
“โศก...เขารับปากแน่หรือลูก” สมใจชักหวั่น
“แน่จ้ะยาย หนูพูดกับเขาเอง เขาจะมาเดี๋ยวนี้”

ภายในรถอัศนัย
อัศนัยขับรถมาตามทางอย่างเร็ว
“ระวัง! อัศนัย” ปรียากมลร้องขึ้นเหมือนตกใจ
“อย่าร้องดัง....ค่อยกว่านี้หน่อย” กลับโดนดุ
“ทำไมต้องรีบขนาดนี้” ปรียากมลฉุน
“เพราะเขากำลังต้องการให้ช่วยเดี๋ยวนี้”
“ถ้าไม่ช่วยเดี๋ยวนี้ มันจะมีใครตายมั้ย” ปรียากมลเดือดในใจ
“มี”
“ใคร”
“ผม”
สีหน้าปรียากมลเดือดดาล ยอมไม่ได้แล้ว... ต้องทำอะไรซักอย่าง
อัศนัยเลี้ยวรถไปทางซ้ายอย่างรุนแรง
ไวเท่าความคิดปรียากมลเอาตัวครึ่งไหล่ครึ่งกระแทกประตูด้านซ้ายมือตัวเอง เห็นหน้าชัดเจนว่าเธอเจตนา เสียงชนดังมาก ชั่วอึดใจปรียากมลตัวก็ลู่ลงพับกับเบาะ
“ปรียากมล!” อัศนัยตื่นตะลึง

สมใจปรียากมล ที่โรงพยาบาลใกล้ๆ ไม่นานต่อมา มีคนเข็นเก้าอี้ให้ปรียากมลนั่งไป โดยมีอัศนัยเดินตาม ในกิริยาสงบสีหน้าดูออกว่ากระวนกระวายใจหนัก ปรียากมลทำทีนั่งกุมหัว แต่หากใครมองเข้าไปที่หน้าเวลานี้ จะเห็นว่าปรียากมลยิ้มนิดๆ

ทุกคนมองไปทางเข้าสลัม สีหน้ารอคอย
“จะให้รอนานอีกแค่ไหน” เจ้าของรถมอ’ไซค์น้ำเสียงเริ่มหงุดหงิด
ทุกคนเหลียวขวับมาดู
“ว่าไงหนู” เจ้าของรถถามดอกโศก
“คุณอยากได้เงินรึเปล่า” ดอกโศก
“แหม....ถามได้น้อง ทำไมจะไม่...”
ดอกโศกขัดขึ้น “คุณก็ต้องใจเย็นคอย”
“นี่ไม่ได้คอยเหรอ เบ็ดเสร็จหลงจ้งคอยเกือบ 2 ชั่วโมงแล้วนะ งั้นเอาห้าหมื่นมาก่อน......ห้าหมื่นเจ็ดสิ เอามาก่อน” เจ้าของกวนเหลือเกิน
สมใจ สมปอง สมหมาย ขยับตัว สมหวังตะโกนใส่
“อย่านะ พวกมึงหยุด ไม่ใช่หน้าที่ของเราจะช่วยไอ้ป้อม ซ่านักให้ติดคุกไปเลยไอ้เวรป้อม”
“หนูจะให้” สมปองยืนกราน
“ชั้นก็ให้”สมใจยืนยัน
“เอ่อ...หมายก็” สมหมายมองไปพ่อแล้วว่า “จะให้”
ป้อมกระวนกระวายนัก อยากบอกทุกคนว่าไม่ต้องวุ่นวาย
“หยุดทุกคน กูสั่งไม่ให้ใครให้”
“กูจะให้...หลานกู” สมใจบอกชัด
ป้อมตื้นตันใจ สะอื้นจนจุกในอก ดอกโศกจับมือป้อมบีบแรงๆ
“ไปแม่...ไอ้หมายไปหยิบเงินมา สิวะ” สมปองร้องบอก
“ไอ้หมายมึงอย่าขยับ” สมหวังตะโกนพร้อมกับชี้หน้า
“ไอ้หมายมานี่” สมปองขยุ้มคอน้อง
“เฮ้ย อย่าเสือกนะอีปอง เดี๋ยวเหอะมึง” สมหวังดึงแขนสมปองกลับมาเหมือนเล่นชักคะเย่อกัน

ระหว่างนั้น จู่ๆ นายพลสุดเขตเดินเข้าพร้อมนายสม ที่ตามหลังมา อย่างไม่ปี่มีขลุ่ย
“มีเรื่องอะไรกัน”

ทุกคนหันไปมอง อย่างตกตะลึง
เพ็ญตระการ ยืนดูเหตุการณ์อยู่จากด้านในตึก เพ็ญพักตร์ยืนอยู่ด้วย สองแม่ลูกประเมินสถานการณ์กันไม่ถูก เพราะไม่ได้ยินสิ่งที่สุดเขตคุยกับอัศนัย

“คุณแม่ว่าคุณตาพูดอะไรกับคุณอัศนัยคะ” อุ๊สงสัยครามครัน
“เดาไม่ออก แต่น่าจะซีเรียสพอสมควร” เพ็ญพักตร์ว่า
“คุณตากลับมาแล้ว อุ๊ถามนะคะคุณแม่”
เพ็ญพักตร์ห้ามทันควัน “อย่า....ถามไม่ได้นะอุ๊ เป็นเด็กอย่ายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่”
อุ๊ไม่ฟัง “ไม่...อุ๊จะถาม” เดินพรวดจะออกไปถามคุณตา
เพ็ญพักตร์คว้าแขนอุ๊ไว้อย่างเร็ว ดึงกระชากกลับเข้าไปในตึก สุดสวยเดินมาเห็นพอดี
“ทำอะไรกัน”
“น้าสวยขา” อุ๊รีบประจบ
“ไม่มีอะไรสุดสวย พี่กำลังสอนอุ๊” เพ็ญพักตร์จูงอุ๊เดินหนี
สุดสวยไม่เชื่อสองแม่ลูก “ไม่เชื่อกำลังมีเรื่องกันใช่มั้ยล่ะ เรื่องอะไรอุ๊ บอกน้า...น้าช่วยได้ทุกอย่าง จริงมั้ย...จริงมั้ยล่ะ บอกมาสิ บอกมาเลย” สุดสวยเดินตามมา “พี่เพ็ญปล่อยยัยอุ๊นะ อุ๊มานี่” สุดสวยเข้าฉุดหลาน
เพ็ญพักตร์ฉุน หันไปผลักอย่างแรง สุดสวยเงื้อง่าจะสู้เพ็ญพักตร์
“หยุด! อย่ามาทำบ้าตรงนี้นะสุดสวย กลับไปห้องเธอซะ” เพ็ญพักตร์ตวาดใส่
สุดสวยหวีดร้องขึ้นมา “ไล่ชั้นเหรอพี่เพ็ญจะฟ้องคุณพ่อ คุณพ่อขา” สุดสวยหันไปพ่อเดินเข้ามา “พี่เพ็ญไล่ค่ะ ไล่ให้กลับห้อง คุณพ่อไล่พี่เพ็ญไปเลยค่ะ”
สุดเขตพูดเสียงค่อยๆ กับเพ็ญพักตร์ “เพ็ญพักตร์พ่อขอนะอย่ามีอะไรกับน้อง เธอก็รู้ว่าอาการของน้องเป็นยังไง”
เพ็ญพักตร์รู้สึกอึดอัดอยู่ในหน้า “ค่ะ แต่คุณพ่อช่วยคุมสุดสวยด้วยอย่าปล่อยออกมาหาเรื่องใครต่อใครอย่างนี้”
สุดสวย หูไวเหลือเกิน ได้ยินเข้าพอดี “ใคร...ใครหาเรื่องตัวเองน่ะสิ”
คุณตาหันไปโอบไหล่สุดสวยพาเดินไป สุดสวยยังส่งเสียงไปตลอดทาง
“น้าสวยนี่แย่จริงๆ” อุ๊ตะโกนเสียงดัง
“พอ....พออุ๊ เราเป็นหลานพูดถึงน้าอย่างนั้นได้ไง” เพ็ญพักตร์เอ็ด
“น้าเป็นบ้านี่” อุ๊ไม่ฟังแม่เอาเลย
“แม่บอกให้พอ อุ๊อย่าให้แม่ได้ยินว่าอุ๊ว่าน้าเค้าอย่างนั้น”
“ไม่จริงเหรอคุณแม่ น้าสวยน่ะเป็นบ้า คุณตาพยายามรักษาเพราะสงสารลูกสาวคนเล็กแต่น้าสวยก็ไม่หาย เป็นบ้าแล้วยังเป็นสาวแก่อีก”

สุดเขตพาลลูกสาวไม่สมประกอบเข้ามาในห้อง แล้วจับบ่าสองข้างของสุดสวย มองนัยน์ตาสีหน้าปลอบโยน
สุดสวยสะอื้นเฮือกๆ “ทำไมคุณพ่อไม่ไล่พี่เพ็ญ”
สุดเขตโอบร่างสุดสวยมาแนบอก ลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยน สุดสวยสะอื้นเงียบๆ กับอกพ่อ
“กินยานะลูก พ่อเอาให้”
“คุณพ่อ...ทำไมลูกต้องกินยาทุกวัน ไม่ได้ไม่สบายซะหน่อย” สุดสวยถามประสาซื่อ
“ยาบำรุง...พ่ออยากให้หนูแข็งแรงนะ”
“ลูกไม่แข็งแรงเหรอคะ”
สุดเขตไม่ตอบ เดินตรงไปเอายา สีหน้านายพลชรา หมองจัด อดคิดถึงความหลังขึ้นมาไม่ได้

สภาพของคุณหญิงผู้เป็นภรรยา...และเป็นแม่ของเพ็ญพักตร์และสุดสวย ช่วงมีลูกเล็ก รูปร่างหน้าตาค่อนข้างทรุดโทรม ไม่สวยงาม นัยน์ตาแห้งเพราะความทุกข์รุมเร้า ปล่อยปละเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว
วันนั้นคุณหญิงอารมณ์เสีย พูดจารุนแรงกับสามี สุดเขตรำคาญ เบี่ยงตัวหนีจะเดินออก คุณหญิงไม่ยอมเดินตามมาอีก แต่สุดเขตหันมาตลอดแล้วเดินออกไป ในขณะที่สุดสวยในวัยเพียงขวบเดียวอ้าปากร้องไห้เสียงดัง
คุณหญิงหันไปตวาด “สุดสวยหยุดร้องเดี๋ยวนี้ หยุด...หยุด”
เสียงสุดสวยร้องไห้จ้า เพ็ญพักตร์ตอนวัยรุ่นแอบมองด้วยสีหน้าตื่นกลัวมาก
สุดเขตอดไม่ได้หันมามองสุดสวย เห็นภาพคุณหญิงกำลังเอ็ดตะคอกสุดสวย สุดสวยหน้าเหยเกมองหน้าแม่

สุดเขตดึงตัวเองกลับมา สลัดภาพขมขื่นทิ้งไปมองสุดสวยที่ กำลังร้องเพลงหงุงหงิง
สุดเขตถอนใจ หยิบยา

ในเวลาเดียวกัน เพ็ญพักตร์นั่งครุ่นคิด ขณะที่อุ๊หยิบยามา
เพ็ญพักตร์กำลังนึกถึงเหตุการณ์เดียวกันกับพ่อ ในมุมที่ตนเห็นและเข้าใจ

เมื่อเห็นว่าน้องโดนแม่เอ็ด ตะคอก แล้วหันมาเรียก “เพ็ญพักตร์ มาช่วยดูน้องสิ”
สีหน้าเพ็ญพักตร์ ยิ่งตื่นกลัว

เสียงของลูกสาวดึงเพ็ญพักตร์กลับมา แต่สีหน้ายังตื่นกลัวอยู่
อุ๊ส่งยาให้แม่ “ยาค่ะคุณแม่ คุณแม่ปวดหัวมากมั้ยคะ ทานสองเม็ดนะคะจะได้หายเร็วๆ”
เพ็ญพักตร์ทานยา ตบเก้าอี้ให้อุ๊นั่ง แล้วกอดอุ๊ “แม่มีเรื่องจะบอกอุ๊สองข้อ”
“ค่ะ คุณแม่” อุ๊ซุกตัวอิงแอบผู้เป็นแม่
“สงสารน้าสุดสวย ทำดีกับเขามากๆ” เพ็ญพักตร์บอก
สีอุ๊ฉงน “ทำไมคะ”
“เอาเถอะแม่มีเหตุผล ข้อสองต่อไปถ้าจะรักใครจะแต่งงานกับใคร อย่ารักอย่าแต่งงานกับผู้ชายเจ้าชู้ แม่จะภาวนาทุกวันขอให้ลูกแม่พบผู้ชายที่ไม่ทำร้ายผู้หญิงเพราะไปมีเมียน้อย”
อุ๊คิดตาม “เหมือนคุณพ่อใช่มั้ยคะ”
“ใช่ลูก แม่โชคดีคุณพ่อขยันทำงาน ที่โชคดีที่สุดที่คุณพ่อไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนเลย”

วันรุ่งขึ้น ตระกูลเดินออกมาจากข้างในส่วนออฟฟิศของโรงงานทำเบญจรงค์ ดูดีมีสง่า แต่งตัวเนี้ยบ และมาดดี พนักงานต่างไหว้อย่างนอบน้อม ตระกูลนัยน์ตานิ่งแบบเจ้าชู้ลึกเกือบมองไม่เห็น รับไหว้ ทักทายนิดหน่อยหันมาเห็นปรียากมล ในจังหวะที่ปรียากมลเดินมา
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ คุณ...” ปรียากมลเพิ่งเจอตระกูลครั้งแรก
“ผม...ตระกูลครับ เป็นเจ้าของบริษัท”
“เจ้าของ ?” ปรียากมลสงสัย
“หุ้นส่วนครับ”
“อ๋อ ดิฉันมาหาอัศนัยค่ะ” ปรียากมลบอกธุระ
“อ๋อ คุณอัศนัย นัดไว้หรือเปล่าครับ”
“เปล่าค่ะ”
“ถ้าติดต่อเรื่องธุรกิจคุยกับผมก็ได้นะครับ”
“ถ้าไม่ใช่ธุรกิจคุยไม่ได้หรือคะ” ปรียากมลสัพยอก
ตระกูลระทึกใจทันที “ก็...”
ปรียากมลหัวเราะเสียงแจ่มใส “ขอบคุณนะคะ” หันหลังกลับเดินเข้าห้องอัศนัยไป
ตระกูลยังยืนใจหวิวอยู่อย่างนั้น

ภายในห้องออกแบบเครื่องเบญจรงค์ เวลาต่อมา เพ็ญพักตร์กำลังพิจารณากระดาษออกแบบลาย ทั้งลายเต็มเป็นรูปร่างทั้งลายที่เจาะเฉพาะส่วนชัดๆ บางส่วนแต่ยังไม่ลงสี
“จะลงสีเมื่อไหร่”
“เต้ยทำแล้วครับอยู่ในเครื่อง” ช่างออกแบบชายชื่อวินตอบ
เต้ยช่างออกแบบหญิงในทีมงานรีบบอกต่อ “ยังไม่เรียบร้อยค่ะ ให้คุณเพ็ญดูลายก่อน”
“ถ้าแก้ จะได้แก้ก่อนทำสีเต็มๆ ครับ” ช่างวินเสริม
“ลายสวย ดอกไม้เพิ่มอีกได้ไหม ฉันอยากให้มันดูยิบๆ ละเอียดๆ เพราะเราจะเปิดตลาดลูกค้าไฮเอนด์ สินค้าต้อง exotic กว่านี้”
“ครับ คุณเพ็ญ” วินรับคำ
“วินกับเต้ย รู้หรือยังว่าเราจะทำเซรามิก” เพ็ญพักตร์เอ่ยขึ้นในจังหวะหนึ่ง
“หรือคะ” เต้ยประหลาดใจ
“เราจะเทคโอเวอร์โรงงานเก่าที่เชียงใหม่เตรียมตัวไว้แล้วกัน ฉันอยากให้ทำลาย ใหม่ๆ ไม่ซ้ำลายเก่าๆ ที่เขาทำ”
สองคนรับคำพร้อมๆ กัน “ค่ะ” / “ครับ”
ตระกูลเดินเข้ามา ตั้งแต่เพ็ญพักตร์คุยกันกับช่างกลางคัน มานั่งคอย ทำให้เสียงของเพ็ญพักตร์กับช่างค่อยลงหน่อย
เพ็ญพักตร์หันมาทางสามี “ฉันเสร็จแล้วจะกลับเลยมั้ย”
“ครับ”
“คุณเป็นอะไรหน้าตาแปลกๆ ชอบใจอะไร”
“คิดถึงโรงงานเซรามิก”
เพ็ญพักตร์ไม่รู้สักนิดว่าตระกูลโกหก

เพ็ญพักตร์กับตระกูลเดินออกมาด้วยกันที่บริเวณห้องโถง เพ็ญพักตร์ทำท่าบอกว่าจะไปห้องน้ำ แล้วเดินผละไป คล้อยหลังภรรยา ตระกูลเหลียวหาปรียากมล
อัศนัยเพิ่งกลับเข้ามาจากข้างนอก “คุณตระกูล” อัศนัยยกมือไหว้ “สวัสดีครับ”
“ผมกำลังจะกลับ คุณเพ็ญดูลายเสร็จแล้ว” ตระกูลบอก
“คุณเพ็ญอยู่ไหนล่ะครับ”

เพ็ญพักตร์เดินเข้ามาในห้องน้ำ ล้างมือที่อ่าง
เสียงปรียากมลดังลอดออกมาจากในห้องน้ำ “miss you so much darling…when you’re gonna come It’s been too long you know…” หัวเราะเสียงหวาน ขณะเปิดประตูออกมา
เพ็ญพักตร์ชำเลืองมอง

ปรียากมลไม่สนเลยว่ามีใครอยู่บ้าง โทรศัพท์แนบหูเปิดก๊อกล้างมือ “Don’t be silly it’s already a month. You said you love me but keep me waiting this long….” นิ่งฟัง “O.K. This Friday…” หัวเราะระรื่น sure you can make it that quick?...” ฟังทางปลายสาย “kiss you too darling.”
ปรียากมลล้างมือเสร็จ ปิดก๊อกรวดเร็ว สะบัดมือนิดๆ แล้วหันหลังเดินจะออก ไม่มองเพ็ญพักตร์เลย
“Wait…..you” เพ็ญพักตร์เรียกไว้
ปรียากมลหันมา “อะไรหรือคะ?”
เพ็ญพักตร์หน้าแตกเล็กๆ “คุณปิดน้ำไม่สนิท น้ำยังไหลอยู่”
“อ๋อ” ปรียากมลมองปรายตา ทำท่าสะบัดมือให้แห้งอีกนิดแบบยั่วประสาท แล้วปิดก๊อกด้วย ปลายนิ้ว หันมายิ้มหวานให้เพ็ญพักตร์ “ขอบคุณนะคะคุณพี่”
เพ็ญพักตร์ไม่ขำ “ขอโทษค่ะฉันไม่ได้เป็นพี่คุณ”
“ตายจริง ฉันเห็นคนไทยชอบเรียกแม่ค้าว่าพี่ก็เลย...คิดว่าเรียกได้”
เพ็ญพักตร์จ้องปรียากมลอย่างทะลุทะลวง
“ขอโทษนะคะ” ปรียากมลบอก
“คุณไม่ค่อยมีมารยาทฉันขอพูดตรงๆ ในที่สาธารณะอย่างนี้คุณพูดโทรศัพท์เสียงดัง คุณใช้ของสาธารณะอย่างไม่ระวัง แล้วคุณยังไม่มีกิริยา...” ชี้กระโปรงสวยของตัวเองที่เปียกน้ำเป็นจุด “สะบัดน้ำกระเด็นมาถูกฉัน”
“ความผิดเยอะจัง”
“คุณจะมาซื้อของหรือเปล่าฉันไม่รู้แต่อย่าบังอาจมาเรียกฉันแม่ค้าอีก”
“อ๋อ...คุณพี่ไม่ใช่แม่ค้าหรือคะ” ปรียากมลชักนึกสนุก
เพ็ญพักตร์จดจ้องปรียากมล
“เอ๊ย...คุณไม่ใช่แม่ค้าหรือคะ” ปรียากมลพูดเน้นตรงคำว่าคุณ
เพ็ญพักตร์พูดพลางเดินหลีกออกไป “ธรรมเนียมฝรั่งที่คุณใช้เขาเรียกว่า กิริยาหยาบคาย” หยุดเดิน หันมาพูดเสียงเรียบทิ้งท้าย “ที่นี่เมืองไทย”
เพ็ญพักตร์เดินออกไป ปรียากมลยักไหล่ ยิ้มหยันๆ ไม่แคร์อยู่แล้ว

ครู่ต่อมาเพ็ญพักตร์เดินนำ ปรียากมลเดินตามมาด้านหลัง
จังหวะหนึ่งปรียากมลรีบเดินแซง “ทราบแล้วค่ะว่าที่นี่ Bangkok…Thailand เอ๊ะหรือว่า Flooded Land” แล้วเดินเลยไปทันที
เพ็ญพักตร์โกรธจนตัวสั่น

ปรียากมลเดินมาถึงตัวอัศนัย ที่กำลังยืนคุยกับตระกูล แล้วเข้าไปจุ๊บแก้มอัศนัยอย่างรวดเร็วจนอัศนัยตั้งตัวไม่ทัน แต่ดูเป็นกิริยาสบายๆ ไม่ยั่วเย้าอารมณ์ใดๆ
“คอยในห้องนะ” ปรียากมลกระซิบๆ แล้วเดินไป

ในรถตระกูล ที่หน้าออฟฟิศ เพ็ญพักตร์ปิดประตูรถแรงมากๆ “เป็นผู้หญิงที่น่าเกลียดมากผู้หญิงเมื่อกี้...”
ตระกูลสายตาวับขึ้นมานิด แวบหนึ่งนั้น นึกไปถึงสายตาปรียากมลที่มองตัวเอง
“ฉันพบเขาในห้องน้ำกิริยามารยาทเหลือทน”
ตระกูลยิ้มนิดๆ เมื่อนึดถึงปรียากมลขณะพูดว่า “ถ้าไม่ใช่ธุรกิจคุณไม่ได้หรือคะ”
“คุณว่าไง”
“ไม่ไหว ผมเห็นกิริยาแล้วไม่ไหวจริงๆ” ตระกูลบอกไม่ตรงกับใจ
“นั่นสิ พวก Americanized” เพ็ญพักตร์ชำเลืองดูตระกูล แล้วแปลเป็นไทยเสียหน่อย “ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมอเมริกัน ฉันไม่เห็นจะเข้าท่า”
“ตรงไหนเหรอคุณเพ็ญ”
“อ้าว ไหนคุณว่าไม่ไหวถามทำไม” เพ็ญพักตร์แปลกใจ
“ผมเห็นแวบเดียว ไม่ได้พูดกันซักคำ” ตระกูลยิ้มในหน้า “คุณพบเขาในห้องน้ำนี่”
“ฉันรู้แล้วน่าว่าคุณไม่ได้มองเขาจริงๆ จังๆ แค่ที่คุณเห็นก็น่าเกลียดเหลือทนไม่คิดงั้นเหรอ”
ใบหน้าตระกูลขณะหันหน้าหนีจากเพ็ญพักตร์ ดูครึ้มอกครึ้มใจ
“เขาเป็นอะไรกับคุณอัศนัยท่าทางเหมือนแฟนกัน”

ในห้องทำงานอัศนัย ปรียากมลเผยโปรแกรมที่แวะมาหาทันที
“ดินเนอร์กันนะอัศนัย”
“งานเยอะ ต้องคอยนะ”
“ชัวร์...ไม่คอยจะให้ไปคนเดียว” ปรียากมลชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “หรือกับใคร”
อัศนัยจับตัวโยกให้พ้นไป แล้วเปิดแฟ้มงาน “ขอโทษนะครับ”
โทรศัพท์ดังขึ้นพอดี
“น่าจะประมาณทุ่มหนึ่งถึงจะเสร็จ” อัศนัยบอกปรียากมลแล้วกดรับโทรศัพท์ “ดอกโศก คุณนัยพูด มีอะไรหรือ” นิ่งฟัง “อ๋อ....ได้ คุณนัยจะไปเดี๋ยวนี้ ที่ไหน?” วางหู แล้วเปิดลิ้นชักหยิบซองเงิน ปิดแล้วล็อคกุญแจ ลุกขึ้นเดินออกไป
ปรียากมลเสียงแข็ง “อัศนัย”
“โอ” อัศนัยเหมือนนึกขึ้นได้
“คุณจะทิ้งฉันไปเฉยๆอย่างนี้หรอ” น้ำเสียงปรียากมลโกรธจริงๆ
“ขอโทษจริงๆ ผมต้องรีบไป”
“ฉันไม่ยกโทษแน่นอน คุณลืมจริงๆ เหรอเนี่ย”
อัศนัยหัวเราะขำนิดๆ “ขอโทษ....ขอโทษมากๆ คุณจะไปกับผมมั้ย ผมจะรีบไป ธุระเสร็จแล้วเราไปทานข้าวกัน”
“มันสำคัญมากขนาดไหนกัน คุณไม่เห็นหัวคนทั้งคน”
“ไม่ใช่....ผมรีบ”
“อย่าพูดคำว่ารีบอีก เพราะมันไมได้แปลว่า ตาบอด”
“โธ่....”
“คุณจะทำให้ฉันเกลียดแม่ดอกโศกอะไรคนนี้ สำคัญกับคุณมากเชียวเหรอเด็กคนเนี้ย”
“ตอนนี้สำคัญมาก”
ปรียากมลฉงนระคนแปลกใจ “หมายความว่ายังไง”
“ดอกโศกกำลังต้องการให้ผมช่วยเดี๋ยวนี้ ผมถึงจะรีบไป”
“ทั้งๆ ที่คุณบอกว่างานเยอะ”
“ถ้าไปดินเนอร์กับคุณผมขอทำงานก่อน แต่...”
ปรียากมลขัดขึ้นทันควัน “ถ้าไปหาแม่ดอกโศกเนี้ย...ยังไม่ต้องทำเหรอ”
“ไม่ ถ้าไปหาดอกโศกผมจะไปเดี๋ยวนี้”
สองคนยืนจ้องตากันสักครู่ อัศนัยเดินออก
“O.K.”
อัศนัยหันมา สีหน้าฉงน
“ฉันจะไปกับคุณ” ปรียากมลยิ้มร้ายลึกมากๆ

เวลาต่อมาที่บ้านสมใจ เถ้าแก่กำลังเจรจากับชายหนุ่มเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งออกท่าทางวีน
“ไม่ได้...บอกเด็กมันให้จ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นถึงตำรวจแน่”
ป้อมหน้าซีดสลด
“คอยสักครู่ไม่ได้เหรอครับ ทางนี้เขาบอกว่าเดี๋ยวจะมีคนเอาเงินมาให้”
“ทำไมต้องเดี๋ยวในเมื่อบอกว่ามีเงินจ่าย” เจ้าของรถโวยอีก
“ก็เงินยังไม่มานี่คุณคอยเดี๋ยวไม่ได้เหรอไง...ไม่โกงหรอกน่า” สมปองสอดอย่างเหลืออด
เจ้าของมองสมปองด้วยหางตา “เป็นใครเนี่ย”
“อ้าว...ถามยังงี้หมายความว่าไง รู้ว่าเป็นใครแล้วไง...เป็นคนขับตุ๊ก..ตุ๊กว่าไงล่ะ เสียเกียรติมากเหรอถ้าพูดกะชั้น” สมปองตอกกลับ
“ไม่เกี่ยวใช่มั้ย” เจ้าของรถยียวนใส่
“ก็เนี้ย...หมดทุกคนเนี่ยเกี่ยวข้องกับนายป้อมทั้งนั้น” ถ้าแก่อธิบาย
“เฮ้ย กูไม่เกี่ยวเว๊ย ไม่ได้เป็นอะไรกัน ไอ้หมายเข้าบ้านปล่อยนังปองอาละวาดไปคนเดียว” สมหวังรีบชิ่ง
“พ่อ...ป้อมไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาตินะ” สมปองตำหนิพ่อ
“ไม่เหมือน ไม่ใช่ญาติจะเหมือนญาติได้ไงวะ ถ้าเหมือนญาติมันก็เป็นญาติไปแล้วน่ะสิ” สมหวังท้วง
“เอางี้...ฉันมีสามหมื่นเอาไปก่อน” สมใจพยายามคลี่คลายเรื่องราว
“ชั้นมีสองหมื่น.แต่เขาคงไม่ยอมหรอกวันก่อนเถ้าแก่เค้าก็บอกชั้นแล้ว..ห้าหมื่น ก่อนได้มั้ยล่ะคุณ” สมปองผสมโรง
“เฮ้ย ไม่ได้นะเว๊ย” สมหวังโวยอีก
“ฉันมีเจ็ดพัน” สมหมายบอก
“ไอ้หมาย ไม่กี่วันใช้เงินไปหมื่นสามแล้วเหรอ” สมปองฉุน
“ไม่ใช้หมดดีเท่าไหร่แล้ว”
“ไม่ได้ ราคาทั้งหมดแสนกับห้าพัน ค่าซ่อมจนเหมือนเดิม” เจ้าของรถสวนออกมา
“โธ่ คุณ สงสารเด็กมันเถอะ” เถ้าแก่อ้อนวอนร้องขอ
“คุณ...คอยอีกประเดี๋ยวได้ไหมจะมีคนเอาเงินมาให้” ดอกโศกยังมั่นใจว่าอัศนัยจะมา
เจ้าของหันมามอง เห็นความสวยเริ่มแทะเล็ม “ใครล่ะคนเนี้ย”
สมปองสวนทันควัน “เฮ้ย ทำไมต้องถาม ก็คนสิเว้ย”
“คนที่จะช่วยเขากำลังมา เอาเงินมาให้” ดอกโศกย้ำ
“เขาเป็นใคร” เจ้าของรถซักไซ้
ดอกโศกมองนัยน์ตาคมกริบ “คุณห่วงแต่เงินแสนไม่ใช่หรือ”
“ที่ถามเพราะอยากรู้จะมาจริงรึเปล่า” เจ้าของรถดูแคลนอยู่ในที
“โศก...เขารับปากแน่หรือลูก” สมใจชักหวั่น
“แน่จ้ะยาย หนูพูดกับเขาเอง เขาจะมาเดี๋ยวนี้”

ภายในรถอัศนัย
อัศนัยขับรถมาตามทางอย่างเร็ว
“ระวัง! อัศนัย” ปรียากมลร้องขึ้นเหมือนตกใจ
“อย่าร้องดัง....ค่อยกว่านี้หน่อย” กลับโดนดุ
“ทำไมต้องรีบขนาดนี้” ปรียากมลฉุน
“เพราะเขากำลังต้องการให้ช่วยเดี๋ยวนี้”
“ถ้าไม่ช่วยเดี๋ยวนี้ มันจะมีใครตายมั้ย” ปรียากมลเดือดในใจ
“มี”
“ใคร”
“ผม”
สีหน้าปรียากมลเดือดดาล ยอมไม่ได้แล้ว... ต้องทำอะไรซักอย่าง
อัศนัยเลี้ยวรถไปทางซ้ายอย่างรุนแรง
ไวเท่าความคิดปรียากมลเอาตัวครึ่งไหล่ครึ่งกระแทกประตูด้านซ้ายมือตัวเอง เห็นหน้าชัดเจนว่าเธอเจตนา เสียงชนดังมาก ชั่วอึดใจปรียากมลตัวก็ลู่ลงพับกับเบาะ
“ปรียากมล!” อัศนัยตื่นตะลึง

สมใจปรียากมล ที่โรงพยาบาลใกล้ๆ ไม่นานต่อมา มีคนเข็นเก้าอี้ให้ปรียากมลนั่งไป โดยมีอัศนัยเดินตาม ในกิริยาสงบสีหน้าดูออกว่ากระวนกระวายใจหนัก ปรียากมลทำทีนั่งกุมหัว แต่หากใครมองเข้าไปที่หน้าเวลานี้ จะเห็นว่าปรียากมลยิ้มนิดๆ

ทุกคนมองไปทางเข้าสลัม สีหน้ารอคอย
“จะให้รอนานอีกแค่ไหน” เจ้าของรถมอ’ไซค์น้ำเสียงเริ่มหงุดหงิด
ทุกคนเหลียวขวับมาดู
“ว่าไงหนู” เจ้าของรถถามดอกโศก
“คุณอยากได้เงินรึเปล่า” ดอกโศก
“แหม....ถามได้น้อง ทำไมจะไม่...”
ดอกโศกขัดขึ้น “คุณก็ต้องใจเย็นคอย”
“นี่ไม่ได้คอยเหรอ เบ็ดเสร็จหลงจ้งคอยเกือบ 2 ชั่วโมงแล้วนะ งั้นเอาห้าหมื่นมาก่อน......ห้าหมื่นเจ็ดสิ เอามาก่อน” เจ้าของกวนเหลือเกิน
สมใจ สมปอง สมหมาย ขยับตัว สมหวังตะโกนใส่
“อย่านะ พวกมึงหยุด ไม่ใช่หน้าที่ของเราจะช่วยไอ้ป้อม ซ่านักให้ติดคุกไปเลยไอ้เวรป้อม”
“หนูจะให้” สมปองยืนกราน
“ชั้นก็ให้”สมใจยืนยัน
“เอ่อ...หมายก็” สมหมายมองไปพ่อแล้วว่า “จะให้”
ป้อมกระวนกระวายนัก อยากบอกทุกคนว่าไม่ต้องวุ่นวาย
“หยุดทุกคน กูสั่งไม่ให้ใครให้”
“กูจะให้...หลานกู” สมใจบอกชัด
ป้อมตื้นตันใจ สะอื้นจนจุกในอก ดอกโศกจับมือป้อมบีบแรงๆ
“ไปแม่...ไอ้หมายไปหยิบเงินมา สิวะ” สมปองร้องบอก
“ไอ้หมายมึงอย่าขยับ” สมหวังตะโกนพร้อมกับชี้หน้า
“ไอ้หมายมานี่” สมปองขยุ้มคอน้อง
“เฮ้ย อย่าเสือกนะอีปอง เดี๋ยวเหอะมึง” สมหวังดึงแขนสมปองกลับมาเหมือนเล่นชักคะเย่อกัน

ระหว่างนั้น จู่ๆ นายพลสุดเขตเดินเข้าพร้อมนายสม ที่ตามหลังมา อย่างไม่ปี่มีขลุ่ย
“มีเรื่องอะไรกัน”

ทุกคนหันไปมอง อย่างตกตะลึง
ภายในห้องฉุกเฉิน ที่โรงพยาบาลแห่งนั้น หมอเจ้าของไข้ยืนพูดอยู่กับอัศนัยได้ยินเสียงเบาๆ พยาบาลอยู่ด้วย สักครู่เดี่ยว หมอเดินออกไปพร้อมพยาบาล

“ปรียากมล เป็นยังไงบ้างยังเจ็บอยู่ไหม” อัศนัยเข้ามาดูที่แขน ที่หัว
“เจ็บสิอัศนัย คุณคิดว่าคุณเป็นเจมส์บอนด์รึไง” ปรียากมลประชดนิดๆ
“ผมขอโทษนะ”
ปรียากมลยิ้มลึกในหน้า “ตกลงไปไม่ทันคุณไม่ไปแล้วใช่มั้ย”

ส่วนเหตุการณ์ที่หน้าบ้านสมใจ สุดเขตกวาดสายตามองทุกคน
“ว่าไงล่ะฉันถามว่ามีเรื่องอะไรกัน”
“มาก็ดีแล้ว...เอ้อ...ท่าน ไอ้เนี่ยมันจะมาเอาเงินจากไอ้โศกแสนหนึ่ง” สมหวังบอก
“ไม่....ไม่ค่ะ ไม่ต้องรบกวนคุณตา เดี๋ยวจะมีคนเอาเงินมาให้” ดอกโศกว่า
“เฮ้ย หวังอะไรลมแล้ง ถ้ามันมาป่านนี้มาถึงแล้ว แกอย่ายุ่งไอ้โศก ท่านเค้าจะให้...ใช่มั้ยท่าน” สมหวังพูดต่อ
“ใช่...ฉันเซ็นเช็คให้เดี๋ยวนี้แหละ”
“นั่นไง เอ้ามา...มาเอาเงินไปแล้วไปให้พ้นเลย...ไอ้งก” สุดเขตเรียกเจ้าของรถ
“ฉันงกตรงไหนถ้าเงินมาอย่างที่คุยจริงฉันก็ไปตั้งนานแล้ว” เจ้าของมอ’ไซค์ฉุนนิดๆ
“คุณตาคะ หนูไม่รบกวนคุณตาค่ะ เดี๋ยวคุณอัศนัยจะเอาเงินมาให้” ดอกโศกย้ำคำเดิม
ลึกลงไปในหน้า ดูออกว่าสุดเขตเสียใจนัก “ทำไม...เจ้าไม่ให้ตาช่วยเพราะอะไร”
“เพราะ....หนูจะไม่กลับบ้านแล้วไงคะ”
“อภิรมย์ฤดี ตาเป็นตา ตาช่วยเจ้าได้โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขใดๆ”
“แต่ว่า...”
สมหวังขยับเข้ามา ทำท่าจะพูดอะไร แต่ถูกสุดเขตชี้หน้าให้หยุดอยู่ตรงนั้น สมหวังชะงักแต่ยังท่าฮึดฮัด
“ฉันบอกให้แกหยุด” สุดเขตตวาด
“เฮ้ย...อะไรวะ ใหญ่มาจากไหน” สมหวังชักโกรธ
“ถ้าหยุด...ต่อไปเดือดร้อนอะไรจะช่วย”
สมหวังหยุดชะงัก ท่าทีเปลี่ยนไปอย่างน่าขัน
“อภิรมย์ฤดี ให้ตาช่วยเจ้าเถอะนะ”
“หนูจะให้คุณอัศนัยช่วยค่ะ หนูพูดกับเขาแล้ว” ดอกโศกยืนกราน

อัศนัยที่ดอกโศกรอ ยังอยู่โรงพยาบาล ตามแผนของปรียากมล
“แล้วผมจะกลับมารับคุณ” อัศนัยบอกน้ำเสียงจริงจัง
“เดี๋ยว...ฉันจะไปกับคุณ”
“ไม่ต้องหรอก”
“เอ๊ะ” ปรียากมลเสียดัง “อัศนัยจะบ้าเหรอ ไม่ไปกับคุณจะให้ฉันกลับบ้านยังไง”
“คุณโอเคแน่นะ”
“แน่...ฉันไปได้” ปรียากมลลุกขึ้น “ขอเข้าห้องน้ำสักครู่”
อัศนัยถอนหายใจยาว “ผมจะไปจ่ายเงิน เร็วหน่อยนะปรียากมล”
อัศนัยออกไป ปรียากมลทำท่าอ้อยอิ่งอย่างจงใจ ค่อยๆ หย่อนเท้าลงจากเตียง พลางยิ้มอย่างมีแผน

“ดอกโศก...เชื่อตานะลูก ใครช่วยก็ได้ ทำไมเจ้าต้องเกี่ยง เอาเงินตาก็ไม่ได้ทำให้เจ้าต้องทำอะไรที่เจ้าไม่อยากทำ เจ้าไม่อยากกลับไปอยู่กับตาก็ไม่ต้องกลับ แต่ให้ตาช่วยหลานของตาเถิดนะ” สุดเขตขอร้อง
ดอกโศกจ้องมองคุณตา
“ไอ้โศก....ไม่ต้องเอาจากใคร เอาตังค์ยายถึงไม่มีครบ ยายจะขอเขามาเพิ่มให้ จนครบ คุณ....เอาไปห้าหมื่นเจ็ดก่อนนะ” สมใจอ้อนวอนเจ้าของรถ
“หยุด....สมใจ หยุดแล้วถอยไป” สุดเขตตวาด
“ใช่ ยายใจ แกถอยไปเลย...ไปไกลๆ” สมหวังโวยใส่
“ไม่ โศกเอาเงินยายไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณใคร ไอ้ปอง” สมใจบอก
“จ้ะแม่ เงินแม่อยู่ไหน” สมปองขยับตัววิ่ง “ไอ้หมาย.....ไปโว้ย”
“ อยู่ในกระป๋องในตู้กับข้าว
ช่วงชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้น สมหวังร้องห้ามสมใจกับลูกเสียงหลง สมปองก็วิ่งไปแล้วคว้าคอสมหมายไปด้วย ดอกโศกพะว้าพะวัง ในขณะที่สุดเขตหยิบสมุดเช็คออกมาถือไว้
ป้อมที่ยืนอยู่ในสภาพหน้าไม่เป็นหน้าอยู่ตรงนั้น ระเบิดเสียงอัดอั้นออกมาดังๆ แล้วหันหลังวิ่งออก เป็นเวลาเดียวที่สมปองวิ่งกลับมาถือเงินมาด้วย
“ป้อม...ป้อมอย่าไปไหน”
ป้อมวิ่งจนตัวลับตาไปแล้ว
“ป้อม....ป้อมอย่าไป” ดอกโศกวิ่งพรวดตามออกไป
“อภิรมย์ฤดี” สุดเขตเรียก
“ไอ้โศก” สมหวังเรียกตาม
คนอื่นๆ ร้องๆ เรียกเสียงดัง ดอกโศกไม่ยอมหยุด
“โศก...เงินเนี่ยมันเงินแม่...แม่เขาส่งมาให้แก” สมใจตะโกนตามหลัง
ดอกโศกได้ยินหยุดกึกหันมาดูสมใจ เห็นสีหน้ายายมองมาอย่างอ้อนวอน
ชสุดเขตก็นิ่งงันไป
“โศกเอาเงินแม่....” สมใจรับเงินมาจากสมปองที่รวบรวมมา
ดอกโศกสีหน้าเข้ม ไม่อยากได้เงินแม่ ส่ายหน้ากับยาย
“เงินแม่ของแกเขาส่งมาให้แก”
“ไม่...หนูไม่เอา” ดอกโศกหันหลังกลับวิ่งออกไป
มีคนอื่นตั้งท่าจะวิ่งตามบ้าง โดยเฉพาะเจ้าของรถจะวิ่งตามไปด้วย ทว่าเจอะเช็คสุดเขตชูอยู่ตรงหน้าพอดิบพอดี

เวลาต่อมาป้อมวิ่งเตลิดออกมาหน้าปากซอย มองซ้ายขวาแล้ววิ่งไปทางหนึ่ง ดอกโศกวิ่งตามออกมา แล้วกวดตามป้อมไป
จู่ๆ มีมือใครบางคนเอื้อมมาจับแขนดอกโศกรั้งไว้ ดอกโศกหันกลับมาดูเห็นว่าเป็นอัศนัย
“คุณนัยขอโทษนะเกิดเหตุบางอย่างทำให้มาช้า ทันไหม...คนที่จะเอาเงินอยู่ไหน”
ดอกโศกสะบัดเต็มแรง แล้ววิ่งต่อไป
“เดี๋ยว ดอกโศก”
อัศนัยตามไปอย่างรวดเร็ว จับตัวดอกโศกไว้อย่างมั่นคง จังหวะนั้นปรียากมลตามมา
“บอกคุณนัยมีอะไร”
“ดอกโศกจะไปตามป้อม ปล่อยค่ะ”
“ป้อมไปไหน”
“กำลังจะไปตามจะทราบได้ยังไงคะ” น้ำเสียงดอกโศกตวัดเล็กๆ
“คุณนัยไปด้วย”
“ไม่ต้องค่ะ”
“ไม่...คุณนัยไปด้วย”
ด้วยความโกรธ น้อยใจ ดอกโศกสะบัดเต็มแรงจนอัศนัยเซ “บอกว่าไม่ต้อง”
ดอกโศกหันหลังกลับวิ่ง ชนกับปรียากมลที่วิ่งตามมา ปรียากมลจับแขนดอกโศกไว้แน่นจึงไม่ล้มไปทั้งคู่
สองแม่ลูกจ้องมองกัน เหมือนสีคลื่นความหมายส่งถึงกัน
“ดอกโศก ใจเย็นๆ มีอะไรค่อยๆ พูด อัศนัยเขารีบมาแล้วนะ เผอิญฉันไม่สบายเลยต้องไปโรงพยาบาลก่อน”
“ค่ะ...ขอบคุณ” ดอกโศกปลดมือ แล้วหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว
อัศนัยขยับตัวจะตาม ปรียากมลจับแขนไว้ทันที

ทั้งสองคนเดินมาด้วยกัน
“คุณพูดให้แกฟังได้นี่ไม่ต้องกลัวหรอก” ปรียากมลเอ่ยขึ้น
“เป็นเพราะเรามาช้า” อัศนัยโทษตัวเอง
“ใช่...เหตุสุดวิสัยดอกโศกคงเข้าใจ”
“ผมก็หวัง...” อัศนัยถอนใจ รู้สึกหนักใจ เพราะรู้จักดอกโศกดี
“ถึงแม้ว่ากิริยาของแกดูเหมือนจะเข้าใจยาก....ใช่มั้ย” ปรียากมลนึกรู้เช่นกัน
อัศนัยหันมามองปรียากมล สายตาอ่อนลง “ขอบคุณ”
“ไม่มีใครใจแข็งกับหัวใจที่ซื่อตรงและจริงใจได้หรอก...คุณเมตตาแกอย่างจริงใจ...ตั้งแต่แกยังเด็กแกซึมซับได้....เชื่อฉัน”
“โอเค....ผมจะเข้าไปดูที่บ้านดอกโศก คุณจะไปกับผมมั้ย”
“อยู่ที่ไหน”
“ซอยตรงโน้น” อัศนัยชี้เข้าไปด้านใน
“ไม่ดีกว่า ฉันเป็นคนนอกคุณเข้าไปเถอะฉันจะคอยอยู่ตรงนี้”
“กลับบ้านก่อนไม่ดีเหรอ”
“ฉันจะคอย” ปรียากมลจะฉุด...ยื้อให้ถึงที่สุด
“โอเค”
คล้อยหลังอัศนัยที่วิ่งตามดอกโศกไป ปรียากมลยิ้มลึก...สีหน้าพอใจ

เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ยอมรับเช็คจากสุดเขตโดยดี
สุดเขตบอกตามเสียงเบา “ฉันให้แสนสอง ไม่ต้องมาเอาอีก”
“ครับท่าน ขอบคุณครับ” ไหว้ แล้วรีบไป
“เป็นอันว่าเรียบร้อย เถ้าแก่...” สุดเขตหันไปทางเถ้าแก่ร้านซ่อมรถมอ’ไซค์
“ครับผม”
“ขอบใจ”
เถ้าแก่ไหว้และเดินออกไป สุดเขตหันไปทางสมใจ
“สมใจ...มานี่ซิ”
สมใจเดินมา “เมตตามันแล้วก็แล้วกัน ยังมีอะไรอีก”
“สุดจิตต์อยู่ที่ไหน” สุดเขตถามถึงลูกสาว
“จะถามทำไมล่ะท่าน”
“ตอบฉันอย่ามาย้อน”
“ไม่รู้”
“ไม่รู้ได้ไง แกพูดเองว่าสุดจิตต์ส่งเงินมา”
“ก็เห็นแต่เงิน ไม่เห็นตัวมันนี่”
“เขาส่งเงินมายังไงเล่า”
“คนส่งเงินให้กันยังไงก็ส่งมายังงั้นแหละ”
สุดเขตจดจ้อง พยายามระงับอารมณ์เต็มที่ สมใจจ้องตอบไม่ยี่หระ
“ขอหลานไปอยู่กับฉันนะ...สมใจ”
“ก็มันไม่อยากอยู่”
“ช่วยพูดให้หน่อย” สุดเขตอ้อนวอน
“หลานอยู่ด้วยตั้งหลายปี ไม่รู้หรือท่านว่าโศกมันเป็นคนยังไง” สมใจบอก
“เอาเถอะ...ฉันบอกไว้แค่นั้น ถ้าแกเห็นแก่อนาคตของหลาน แกก็รู้ว่าให้อะไรกับหลานได้แค่ไหน.....และฉันให้ได้แค่ไหน”

สมใจนั่งลงในบ้าน สีหน้าหม่นหมอง แต่คิดตรึกตรองคำพูดอดีตสามีไปด้วย สมหวัง....ทำท่าจะเข้าไปหา แต่สมปองดึงแขนพ่อไว้สมหวังขัดขืน สมปองกันสมหมายลากพ่อออกไป สมใจก้มหน้าน้ำตาคลอๆ

ที่หน้าปากซอย สุดเขต กับอัศนัย สองคนเดินมาด้วยกัน
“เป็นอันว่าฉันจ่ายเงินไปแล้ว”
“ครับท่าน”
“อภิรมย์ฤดีคงเล่าให้คุณฟังเองว่าเรื่องราวเป็นยังไง”
“ครับ”
“ก็........” สุดเขตหันไปเห็นปรียากมลยืนรออยู่
ปรียากมลยืนยิ้มมองมา แล้วไหว้นอบน้อม สองพ่อลูกไม่ได้จดจ้องผูกพันกันเป็นพิเศษ
“...มีคนคอยคุณอยู่....เชิญ”
อัศนัยไหว้ลา “ครับ”
สุดเขตเดินจากไป สีหน้า เปลี่ยนเป็นกังวล
“เร็วดีนี่” ปรียากมลเอ่ยขึ้น
อัศนัยโอบไหล่เดินไป “พบคุณตาของดอกโศกกลางทาง...เรื่องเงินจบแล้ว”
“คุณตาเหรอ he’s very smart, isn’t he?” ปรียากมลประหลาดใจ ความทรงจำเกี่ยวกับบิดาไม่หลงเหลือ
“yes, very.”

อีกมุมหนึ่งแถวสลัมแห่งนั้น เป็นที่ที่ดอกโศกเคยนั่งตอนขายหนังสือพิมพ์สมัยเด็ก
ป้อมมีสีหน้าเศร้าหมอง นั่งคอตกจับเข่า ดอกโศกตามมาจนทัน นั่งอยู่ด้วย
“ป้อม....ขอนะ”
ป้อมพูดขัดขึ้น “ฉันทำให้โศกเดือดร้อนมากแล้วฉันจะทำงานหาเงินมาคืนนะ”
“ไม่มีการพูดเรื่องเงิน”
ป้อมพูดสวนทันควัน “ไม่ได้”
ดอกโศกสวนออกมา ”ได้ เพราะเงินแค่นั้นมันน้อยมากกับคนที่ให้มาแต่สำหรับแกมันมหาศาล เข้าใจมั้ย หาไปเป็นสิบปีก็ไม่ได้แล้วจะพูดไปทำไม ไม่มีใครเขาเรียกคืนซักหน่อย”
“แต่ฉันไม่สบายใจ”
“เป็นธรรมดาที่แกจะไม่สบายใจเพราะแกทำผิด มีคนต้องมาเสียเงินเพราะแก แกจะสบายใจได้ไง”
“แล้วให้ฉันทำไง”
ดอกโศกจ้องหน้าป้อม พูดช้าๆ จ้องหน้าป้อมอยู่อย่างนั้น “ไม่ต้องทำอะไร คุณตาฉันเขาไม่เดือดร้อนอะไรเลย ฟังนะ...เขาไม่เดือดร้อนอะไรเลย เขาพอใจที่ได้ช่วยฉัน....จบยัง”
“ฉันรู้ว่าโศกไม่ชอบเอาเงินคนอื่น” ป้อมรู้จักดอกโศกดีกว่าใคร
“ไม่ชอบ....แต่ตอนนี้เรื่องเงินไม่เกี่ยวแล้ว” ดอกโศกจับมือป้อมในมือตัวเองทั้งสองมือ ตบเบาๆ กิริยาจริงจังแต่นุ่มนวล “เงินฉันหวังว่าคราวหน้า...แกไม่ใช่แค่เจ็บแต่แกจะตาย”
ป้อมตื้นตันใจซบหน้าลงกับเข่า...นิ่งอยู่
ดอกโศก ลุกขึ้น ป้อมขอบคุณจากใจ
“โศก....ขอบใจนะ”
ดอกโศกยิ้มกว้าง “อย่าทำอีกแล้วกัน แกน่ะเป็นคนซ่อมมอ’ไซค์แค่นั้น...จำไว้นะ”

คืนเดียวกันนั้น อัศนัยนั่งสบายๆ บนโซฟา ในคอนโดหรูของปรียากมล ทีวีเปิดอยู่
“ห้องใหญ่อย่างนี้อยู่คนเดียวไม่กลัวเหรอ”
ปรียากมลถือแก้วเหล้ามาสองแก้ว ปิดทีวี แล้วกดเปิดเพลง ปิดไฟ
เสียงเพลง Jazz ดังแหลมขึ้น สำเนียงนั้นทำให้อารมณ์คนกระเจิงได้ง่าย ปรียากมลเดินเข้ามาหาอัศนัย ส่งแก้วเหล้าให้แล้วลงนั่งเบียด
พริบตาเดียวแก้วเปล่าสองแก้ว ถูกวางลงบนโต๊ะพร้อมกัน จังหวะหนึ่งมือปรียากมลแอบหยิบโทรศัพท์อัศนัยมากดปิดเครื่อง อัศนัยไม่ทันเห็น
จากนั้นทั้งสองคนกอดจูบกันในความมืดมิด
อัศนัยกระซิบเบาๆ “ปรียากมล....ฟังผมหน่อย”
ไฟสว่างขึ้น เห็นอัศนัย ละมือจากสวิชต์ไฟ เดินมาหาปรียากมลก้มลงจูบแก้มเบาๆ แล้วนั่งลง ฮัมเพลงตามอารมณ์ ในขณะที่ปรียากมล อารมณ์อัดอยู่เต็มที่แล้ว หันไปทุบอัศนัยสุดแรงเกิด สีหน้าอึด...อึด แบบพูดไม่ออก
“โอ๊ย...โอ๊ย อะไรกัน”
“คุณจะเอายังไง....ฮะ จะเอายังไง”
“ก็บอกให้ฟัง.....โอย เจ็บนะเนี่ย คนอะไรมือหนักจริงๆ” อัศนัยคว้ามือปรียากมลมา “ไหน ดูมือซิโอ้โฮ....เส้นขาดถึงตายนะเนี่ย”
ปรียากมลกระชากมือกลับมา “ฉันไม่เข้าใจคุณเลยไหนบอกว่ารักไง”
อัศนัยนิ่งไปนิด “ก็......”
“คุณรักฉันเหมือนที่ฉันรักคุณรึเปล่า” ปรียากมลอึ้ง เห็นอัศนัยยังนิ่งเฉย “ฉันถามได้ยินมั้ย” พูดด้วยเสียงดังขึ้น “รักเหมือนที่ฉันรักรึเปล่า”
“ก็รักนะ ผมก็รักคุณ” อัศนัยว่า
ปรียากมลไม่สู้จะพอใจน้ำเสียงและถ้อยคำนั้น “จะบ้าเหรออัศนัย คุณตอบเหมือนฉันถามว่าคุณกินข้าวแล้วหรือยัง”
“กินแล้ว...อร่อยด้วย”
“ฉันไม่พูดเล่นนะ” ปรียากมลตวาดอย่างแรง หน้าตากดดันมาก
“ก็ถ้าถามว่ากินข้าวหรือยัง ผมก็ต้องตอบอย่างเมื่อกี้ไง แต่....” ทอดเสียงจริงจังขึ้นแล้วนิ่งไปสักอึดใจ
“แต่อะไร....พูดออกมาสินิ่งอยู่ทำไม”
“แต่เรื่องความรัก ผมตอบจริงๆ ว่าใช่ ผมรักคุณ คุณคือรักครั้งแรก...ก็อย่างที่ผมบอกแล้วไม่มีผู้ชายคนไหน....หรือผู้หญิงด้วย ลืมรักครั้งแรกได้ จริงมั้ย” อัศนัยย้อนถามคืน
“จริง...ฉันไม่เคยลืม ฉันกำลังพิสูจน์นี่ไงว่าฉันไม่ลืม”
“ไม่ใช่ ถ้าเราไปถึงขั้นนั้นไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ ถ้าไปได้ไม่ถึงสิ ถึงจะพิสูจน์”
“Silly Talk”
อัศนัยทอดตัวลง เกือบเป็นนอน ท่าทีสบายๆ เสียงพูดสบายๆ “ไม่โง่หรอก แต่เราอย่าเถียงกันเลย คนละมุมมองเถียงกันไปก็ไม่จบ” จู่ๆ ทะลึ่งตัวลุกพรวดขึ้น “มา...จูบที ผมจะไปแล้วนะครับ ดึกแล้ว”

ครู่ต่อมาประตูห้องเปิดออก อัศนัยหันมาแตะแก้มปรียากมลเบาๆ พร้อมกับจัดผมให้เรียบร้อย
“นอนซะ...นะ”
ปรียากมลพยักหน้า “โอเค....จะทำอะไรได้มากกว่านั้นล่ะ”
อัศนัยแตะแก้มเบาๆ แล้วหันหลังกลับ
ปรียากมลผวาเข้ากอดเต็มอ้อมแขนจากด้านหลัง แนบหน้าสวยกับแผ่นหลังแกร่งนั้น อัศนัยนิ่ง พยายามเก็บข่มอารมณ์
“ฉันขอโทษนะอัศนัย ยกโทษให้กับความโง่ของฉันตอนนั้น เพระ..ฉันยังเด็กเหลือเกิน”
“good night ปรียากมล” อัศนัยเหมือนอยากตัดบท
ปรียากมลเรียกไว้ “เดี๋ยว”
อัศนัยหันมา
“คุณบอกว่าคุณรักฉันอย่าลืม...อย่าไปรักคนอื่นเชียว” ปรียากมลใส่จริตทำกระเง้ากระงอดด้วยกิริยาน่ารัก
อัศนัยหัวเราะออกมานิดๆ อึ้งหน่อยๆ

ปรียากมลปิดประตูใส่หน้า ขณะที่อัศนัยยิ้มด้วยสีหน้ากังวลนิดๆ
ภายในห้องฉุกเฉิน ที่โรงพยาบาลแห่งนั้น หมอเจ้าของไข้ยืนพูดอยู่กับอัศนัยได้ยินเสียงเบาๆ พยาบาลอยู่ด้วย สักครู่เดี่ยว หมอเดินออกไปพร้อมพยาบาล

“ปรียากมล เป็นยังไงบ้างยังเจ็บอยู่ไหม” อัศนัยเข้ามาดูที่แขน ที่หัว
“เจ็บสิอัศนัย คุณคิดว่าคุณเป็นเจมส์บอนด์รึไง” ปรียากมลประชดนิดๆ
“ผมขอโทษนะ”
ปรียากมลยิ้มลึกในหน้า “ตกลงไปไม่ทันคุณไม่ไปแล้วใช่มั้ย”



























Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:35:40 น.
Counter : 118 Pageviews.

0 comment
ดอกโศก ตอนที่ 4 (ต่อ)



เย็นวันนั้นสุดเขตเพ่งมองที่ประตูบ้าน หน้าตาเคร่งขรึม และกำลังรอคอยบางอย่าง ครู่ต่อมาอัศนัยเดินเข้ามา สีหน้าสุดเขตดีขึ้น อัศนัยไหว้ สุดเขตผายมือเชิญให้นั่ง
“ผมมีเรื่องจะถามคุณ...เรื่องสำคัญ”
อัศนัยระงับอารมณ์ “ครับ”
“คุณจะให้เงินอภิรมย์ฤดีหนึ่งแสนบาทหรือ”
เจอเข้าจังๆ ตรงๆ อัศนัยตกใจนิดหน่อย
“ขอโทษที่ถามคุณเรื่องนี้ ไม่ได้ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันก่อน คุณสบายดีอยู่รึ” สุดเขตรู้สึกตัว
“สบายดีครับ ขอบพระคุณ...ครับ ผมให้ดอกโศกหนึ่งแสนบาท”
สุดเขตถามขึ้นทันควัน “ทำไมคุณถึงให้ คุณไม่คิดหรือว่าอภิรมย์ฤดีมีตาที่มีเงินจะให้หลานได้ เขาไม่ใช่เด็กขายหนังสือพิมพ์ข้างถนนแล้วนะคุณ”
อัศนัยนิ่งอึ้งไป ตอบไม่ถูก
“ผมเข้าใจว่าอภิรมย์ฤดีคงจะขอเงินคุณ หรือว่าคุณเสนอให้เงินเขาเอง”
“เปล่าครับ”
“เขาบอกคุณรึเปล่าว่าผมจะให้เขาอยู่แล้ว”
“ไม่ได้บอกครับ”
“ผมไม่เข้าใจอภิรมย์ฤดีกำลังจะกลับบ้านแลกกับเงื่อนไขบางอย่างที่ผมเดาว่าน่า จะเป็นเงินหนึ่งแสนบาทนี้ แต่แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็เปลี่ยนใจไม่กลับบ้านและไม่พูดเรื่องเงิน คุณรู้ไหมว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนใจไปขอเงินจากคุณ”
อัศนัยนิ่ง พูดไม่ออกอีก
“เป็นอันว่าคุณรู้ อยู่ที่ว่าคุณจะบอกหรือไม่บอกเท่านั้น”
“ผม...ขอสงวนสิทธิ์ของดอกโศกครับท่าน ผมต้องขอประทานโทษด้วย”
“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจผมไม่เซ้าซี่ถามคุณหรอก แต่อยากจะขอร้องอะไรคุณสักอย่างคุณอัศนัย”
“ครับท่าน”
“อย่าให้เงินอภิรมย์ฤดี”
อัศนัยอึ้งไปอึดใจหนึ่ง “ผมสัญญาแล้วครับว่าจะให้”
สุดเขตถอนหายใจยาว “ผมอยากให้หลานกลับบ้าน คุณเป็นคนเดียวที่จะช่วยผมได้”
ทั้งคู่สบตากันอย่างแรง

เพียงไม่นานต่อมา สองคนเดินออกมาจากตึกใหญ่ด้วยกัน อัศนัยไหว้ลา
“คุณยังไม่รับปากคุณอัศนัย”
“ผมเป็นคนเดียวที่จะช่วยดอกโศกได้เหมือนกันครับ”
สุดเขตของขึ้นทันที “คุณหมายความว่ายังไง ไม่เห็นใจกันเลยรึ อภิรมย์ฤดีเป็นหลานสาวของผม เขาควรจะมาอยู่ที่นี่ เป็นหลานของพลเอกสุดเขต รัตนชาติพัลลภ มากกว่าเป็นหลานของยายสมใจนามสกุลอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นเหตุผลกันบ้างเลยหรือ...ฮะ” กระแทกไม้เท้าอย่างแรง “นี้มันบ้าอะไร” พึมพำอยู่ในลำคอ
อัศนัยเถียงเสียงแข็งเหมือนกัน) ผมจะให้เงินดอกโศก ถ้าดอกโศกต้องการเงินจากผม
สุดเขตขัดทันที “แล้วนังดอกโศกมันเป็นอะไรกับคุณ คุณถึงต้องเอาเงินมาให้มันตั้งแสนบาท”
“ถ้าดอกโศกเอ่ยปากกับผม แสดงว่าดอกโศกมีเหตุผลสมควร ผมเชื่อในเหตุผลนั้น” อัศนัยว่า
“ฉันถามว่ามันเป็นอะไรกับคุณ” สุดเขตเสียงดัง
“ท่านก็ทราบว่าผมไม่มีคำตอบ แต่ดอกโศกเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์เลือกที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร และผมเคารพสิทธิ์อันนั้นครับ”
“non-sense มันยังเป็นเด็กอายุ 16 คุณไม่ต้องตัดสินอย่างอุดมคติแบบนั้นหรอก มันเพ้อฝันเกินไป เด็กขนาดนี้มันต้องทำอะไรอย่างที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายสั่งสอน อย่าเพิ่ง..” ยกมือห้าม “....รอให้เขาโตเสียก่อนค่อยเล่นเรื่องสิทธิ์อะไรของคน” น้ำเสียงเยาะในที
“ผมเพียงแต่เห็นว่าดอกโศกไม่มีความสุข อะไรที่ดอกโศกมีความสุขผมจะทำครับ”
“คุณคิดยังไงกับหลานผม” สุดเขตหันมาคาดคั้น
อัศนัยไม่ตอบคำถามนั้น แต่บอกด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ผมแคร์ความสุขของดอกโศก เพราะเขาเป็นเด็กที่มีความสุขน้อยกว่าความทุกข์ เด็กที่เกิดมามีแต่ความทุกข์ เป็นเด็กที่น่าสงสารที่สุดครับ”
“ทำไม ? ทำไมคุณถึงแคร์มัน” สุดเขตซัก
“ผมเห็นดอกโศกครั้งแรก นั่งพักจากขายหนังสือพิมพ์ กำลังเศร้า ไม่ทราบเพราะอะไร หลังจากนั้นเกือบทุกครั้งที่ผมเห็น...ผมเห็นดอกโศกกำลังร้องไห้ น้ำตาเต็มหน้า เด็กผู้หญิงคนหนึ่งโตขึ้นมามีแต่น้ำตาเป็นเพื่อน....ผมสงสารครับ”
สุดเขตนิ่งไป
“ผมจะไม่แคร์เลยถ้าดอกโศกโวยวาย คร่ำครวญตีโพยตีพายกับชีวิตตัวเอง แต่ผมไม่เคยเห็น ผมเห็นแต่ความอดทนเข้มแข็ง ที่สำคัญก็คือเขาเป็นเด็กที่ให้คนอื่นตลอดเวลา ชีวิตดอกโศกมีแต่ give ครับท่าน ไม่เคย take อะไรจากใคร”
สุดเขตพูดไม่ออก
“แค่นี้เท่านั้นครับท่านที่ผมคิดกับหลานของท่าน” อัศนัยไหว้อย่างนอบน้อมแล้วหันหลังเดิน จากไป

สุดเขตนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ สีหน้าหมองลงเห็นได้ชัด














Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:27:46 น.
Counter : 250 Pageviews.

0 comment
ดอกโศก ตอนที่ 4



ดอกโศก กับอัศนัย พากันมาอยู่ในร้านไอศกรีมแห่งนั้น มีลูกค้าโต๊ะอื่นนั่งอยู่ในร้านพอประมาณ ไม่แน่นนัก

ดอกโศกทานไอศกรีมหมดไปถ้วยหนึ่ง อัศนัยเลื่อนให้อีกถ้วย ดอกโศกทำหน้าแทนคำพูดว่า “ให้อีกถ้วยเหรอ” อย่างน่ารัก
อัศนัยพยักหน้า เลื่อนเข้าไปใกล้อีก ดอกโศกพนมมือไหว้ ตักไอศกรีมกิน ใบหน้ายิ้มมีความสุข
อัศนัยเย้า “มีความสุขจริงนะ”
“ค่ะ”
“ไม่เหมือนเมื่อวาน”
ดอกโศกหัวเราะเบาๆ “ค่ะ ไม่เหมือน”
“ดอกโศก คุณนัยอยากให้ดอกโศกกลับไปอยู่บ้านคุณตา”
ใบหน้าดอกโศกค่อยๆ คลายยิ้ม “บอกคุณนัยแล้วไงว่าไม่กลับ”
อัศนัยนิ่ง สายตาเป็นห่วง ดอกโศกสบตาสักครู่
“ทำไมคะ” ถามเสียงแผ่วเบา
“เพราะ......” อัศนัยทอดเสียงนิ่งคิด “คุณนัยคิดว่าที่นั่นเป็นที่ที่ดีกว่าอยู่ที่บ้านยาย”
“ดีกว่ายังไงคะ” สีหน้าฉงน
“ดอกโศกจะได้อยู่บ้าน...ที่ดี หมายความว่าบ้านอยู่สบายสิ่งแวดล้อมดี เธอต้องเรียนหนังสือนะ ที่บ้านยายไม่เหมาะกับนักเรียน”
ดอกโศกยิ้มเยื้อน สีหน้าหยันๆ ลึกๆ เสมองไปทางอื่น...ไม่ยอมตอบ
เห็นอาการอัศนัยก็รู้ทันอารมณ์ดอกโศก “ไม่ลืมหรอกว่าคนที่บ้านคุณตาเกลียด แต่คนที่บ้านยายรักดอกโศกเหรอ น้าปอง น้าหมาย ตาหรือแม้แต่ยาย...รักมากมั้ย”
“เค้าไม่รัก แต่เค้าไม่เกลียด” ดอกโศกแย้ง
“เอาล่ะ จะอยู่กับยายก็ได้แต่ให้คุณนัยออกค่าเล่าเรียนให้ โรงเรียนนี้ค่าเทอมแพงมาก คุณนัยไม่อยากเห็นดอกโศกแก้ปัญหาโดยวิธีออกจากโรงเรียนนะ”
“ถ้าไม่มีค่าเรียนก็ต้องออกแน่ค่ะ” นัยน์ตาดอกโศกขณะพูดมั่นคงนัก
อัศนัยนัยน์ตาขุ่นมัว น้อยใจลึกๆ “แปลว่าไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากคุณนัย”
“ไม่ค่ะ” ดอกโศกตอบเสียงแผ่ว
อัศนัยเสียใจ มองจ้องแน่นิ่ง
“ขอโทษนะคะ” ดอกโศกพนมมือ แล้วลุกเดินออกไปจากร้านทันที
อัศนัย หยิบเงินค่าไอศกรีมวางไว้ แล้ววิ่งตามออกไป

รถอัศนัยยังจอดนิ่งอยู่ในที่จอดรถ ทั้งสองคนขึ้นมานั่งอยู่ในรถแล้ว อัศนัยมีสีหน้าหงุดหงิด สตาร์ทรถแต่แล้วดับเครื่อง หันมาทางดอกโศก
“ออกจากโรงเรียน...โง่มาก” เสียงกร้าวนิดๆ
“จำเป็นนี่คะคุณนัย” ดอกโศกบอก
“จำเป็นยังไง คุณนัยบอกแล้วว่าจะออกค่าเรียนให้”
“ดอกโศกก็บอกคุณนัยแล้วไม่รับค่ะ”
อัศนัยพยายามระงับอารมณ์ “เพราะอะไรบอกคุณนัยได้ไหม”
ดอกโศกนิ่ง สีหน้าอึดอัด
“ดอกโศก ไม่เห็นว่าคุณนัยหวังดีต่อดอกโศกเหรอ ตลอดเวลาตั้งแต่ดอกโศกเด็กๆ จนถึงเดี๋ยวนี้ไม่เคยเห็นเลยหรือ” น้ำเสียงตัดพ้อ
“เห็นค่ะคุณนัย ไม่มีใครดีกับดอกโศกเท่าคุณนัย ไม่เคยลืมเลยนะคะ” ดอกโศกหันมามองหน้าอัศนัยด้วยสายตาอ่อนละมุน “ดอกโศกจำได้ทุกอย่าง จำได้ทุกอย่างจริงๆ นะคะ”
ภาพอดีตครั้งนั้นผุดพร่างขึ้นมา...เป็นภาพเด็กหญิงดอกโศก ก้าวลงจากรถที่อัศนัยเปิดประตูคอยอยู่หน้าตึก อัศนัยจูงมือพาเดินขึ้นบันได ดอกโศกแจ่มใสยิ้มกว้างกับอัศนัย

ภายในรถที่จอดหน้าตึกแล้วนั้น สองคนยังนั่งอยู่หน้ารถ
“วันแรกที่ดอกโศกมาบ้านคุณนัย ลงรถตรงนี้จำได้ว่าต้นไม้ต้นนี้ยังเล็กนิดเดียว”
“อ๋อ วันที่คุณนัยพาดอกโศกออกมาจากโบสถ์ของคุณพ่ออันโตนิโย”
“วันที่ 1 มกรา ปีสี่สี่” ดอกโศกจำได้แม่น
“วันเกิดของดอกโศก กี่ขวบนะวันนั้น”
“วันนั้น 9 ขวบค่ะ อยู่ชั้น ป. 5”
“ถึงวันนี้ 7 ปีแล้วสินะ อายุ 16 แล้วนะเรา” อัศนัยเย้า
ดอกโศกยิ้มน่ารัก “แก่เนอะ”
“เดี๋ยวเหอะ....ว่าใครแก่”
ดอกโศกหัวเราะเสียงใส ชี้หน้าอัศนัย อัศนัยจับนิ้วชี้ดอกโศกสั่นๆ โยกๆ
“ลงได้แล้ว”

เวลาไม่นานหลังจากนั้นเทียน 10 เล่มจุดบนขนมเค้กดอกไม้สีสวย ดอกโศกเป่าเทียน ฟู่ ใบหน้ายิ้มแฉ่ง หม่อน หมื่น ตบมือ หัวเราะเสียงประสานกันอย่างร่าเริง
“คุณหนูดอกโศกนะป้าหม่อน”
“น่ารักจริง ลูกเต้าเหล่าใครคะคุณนัย” หม่อนยิ้ม ถามตาม
“ไม่ต้องรู้หรอกป้าหม่อน รู้แค่ว่าคุณหนูดอกโศกเป็นเด็กดี เด็กอดทน เด็กขยัน” อัศนัยแตะ เชยคางขณะพูด ดอกโศกพยักหน้ารับทุกคำ “และที่สำคัญเป็นเด็กที่พูดรู้เรื่อง ที่สุด มีเหตุผลที่สุด ใช่มั้ย” อัศนัยมองจ้องหน้า
ดอกโศกจ้องตอบ นัยน์ตาดื้อเงียบ

ใบหน้าดอกโศกยามนี้ ไม่ต่างจากเมื่อ 7 ปีก่อน นัยน์ตาดื้อเงียบประมาณเดียวกัน
อัศนัยจ้องแล้วอ่อนใจ “ได้นัยน์ตาอย่างเนี้ยสิ กลัวใจจริงๆ”
ดอกโศกพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณนัยคะ ดอกโศกจะพูดให้คุณนัยเชื่อว่า ดอกโศกไม่เคยลืมที่คุณนัยพูดเลย วันนั้นคุณนัยบอกว่าดอกโศกเป็นเด็กอดทน ขยัน พูดรู้เรื่องแล้วก็มีเหตุผลใช่มั้ยคะ”
อัศนัยประชด “ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้ว”
ดอกโศกพูดเสียงเบา แต่มั่นคง “ดอกโศกไม่อยากอยู่บ้านคุณตา แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่าคนที่นั่นไม่อยากให้ดอกโศกอยู่ ถ้าเขาอยากให้อยู่คุณนัยคิดว่าดอกโศกจะไม่อดทนอยู่หรือคะ”
“คุณตาอยากให้อยู่ไม่งั้นท่านจะไปตามที่โรงเรียนหรือ” อัศนัยท้วง
“คุณตาเป็นคนที่ต้องทำแต่สิ่งที่ถูกเสมอ พลเอกสุดเขต รัตนชาติพัลลภ ทำผิดไม่ได้”
“ถ้าที่คุณตาทำ...ถูกต้อง ทำไมหลานคุณตาถึงไม่กลับบ้าน”
“เพราะดอกโศกรู้ว่าคุณตาไม่ได้ทำโดยใจจริง คุณตารู้ว่าดอกโศกออกจากบ้านเพราะคุณตา คุณตาจำเป็นต้องไปตามดอกโศกค่ะ เพื่อให้ใครๆ เห็นว่าคุณตาทำตามหน้าที่แล้ว” พูดจากความรู้สึก
“ดอกโศก คุณนัยไม่คิดว่าคุณตาของดอกโศกจะใจร้ายขนาดนั้น ดอกโศกประเมินน้ำใจคุณตาผิดไปหรือเปล่า”
ดอกโศกจุกในอกนิ่งงันไป น้ำตารื้นขึ้นมาจางๆ
อัศนัยถอนหายใจแรงๆ
“คุณนัยไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของดอกโศกหรอกค่ะ”
“บอกคุณนัยสิว่ามันเป็นยังไง”
“ความรู้สึกของคนที่ไม่มีใครต้องการไงคะ” น้ำเสียงนั้นสั่นสะท้าน ดอกโศกยกมือปิดหน้าด้วยทั้งสองมือเงียบงัน
อัศนัยรู้สึกตื้นขึ้นมาในอก ตบไหล่ดอกโศกเบาๆ กิริยาผู้ใหญ่ปลอบเด็ก
ดอกโศกสะอื้น ทั้งๆที่มือยังปิดหน้าอยู่
“อย่าร้อง...อย่าร้องนะดอกโศก คุณนัยขอโทษ”
ดอกโศกเอามือลง น้ำตานองเต็มหน้า อัศนัย พึมพำ ขอบคุณ หยิบกระดาษมาซับน้ำตา
อัศนัย หยิบกระดาษมาอีกแผ่น เช็ดน้ำตาให้เบาๆ แบบผู้ใหญ่เช็ดน้ำตาให้เด็ก

อีกเหตุการณ์ในอดีตที่ยังผุดพรายต่อเนื่อง ในสวนที่บ้านอัศนัย เมื่อในวันนั้น มืออัศนัยเช็ดน้ำตาให้ดอกโศก เด็กหญิงสะอื้นแผ่วๆ
“บอกแล้วว่าอย่าวิ่ง ดูสิ” ดอกโศกมีแผลที่หัวเข่า “เลือดออกเต็มเลย เจ็บมั้ย”
“เจ็บค่ะ...แต่ทนได้”
อัศนัยจ้องหน้า สีหน้ามองเหล่ๆ รับสำลีชุบแอลกอฮอลล์จากหม่อนมาเช็ดทันที
“ทนได้จริงๆ...อูย”
“ปลาสเตอร์ครับ คุณนัย” หมื่นส่งให้
“อย่าร้อง...เก่งนักใช่มั้ย”

ในสวนที่แห่งเดิมกับในอดีต สองคนนั่งเก้าอี้สนาม
อัศนัยนึกมองไปในอดีตขณะเอ่ยขึ้น “ตรงนั้นน่ะ จำได้มั้ย วันนั้นน่ะ วันที่มาบ้านนี้เป็นวันแรก”
“จำได้ค่ะตอนคุณนัยทาแอลกอฮอล์ ดอกโศกแสบมาก คุณนัยรู้มั้ย”
อัศนัยหัวเราะขำเบาๆ “เพราะดอกโศกดื้อ อะไรที่คิดว่าตัวเองถูกก็จะทำ ไม่มีวันหยุดเพราะใครเตือน”
“ดอกโศกหยุดเพราะคุณนัยเตือนตั้งหลายอย่าง”
อัศนัยพยักหน้า พอใจ “งั้น...คุณนัยเตือนอีกอย่าง”
ดอกโศกสวนทันที “ไม่ให้ลาออกจากโรงเรียน”
“ใช่..จะทำตามมั้ย”
“ค่ะ...ดอกโศกจะไม่ออกจากโรงเรียน”
“ดีมาก...คุณนัยขอบใจมาก เพราะคุณนัยกลัวเรื่องนี้มากกว่าที่ดอกโศกจะไม่กลับบ้านคุณตาเสียอีก”
ดอกโศกไหว้ “ขอบคุณค่ะ”
“คุณนัยจะไปจ่ายเงินค่าเทอมที่โรงเรียน หรือว่าดอกโศกจะไปจ่ายเอง”
“คุณนัยไม่ต้องจ่ายค่าเทอมหรอกค่ะ”
“ทำไม” อัศนัยตวัดเสียงทันที
“ยายเคยให้ดูสายสร้อยของพ่อ มันเป็นทอง..เส้นใหญ่มากค่ะ ดอกโศกจะขาย”
อัศนัยขัดทันที “ไม่ต้องขาย คุณนัยจ่ายค่าเทอมเอง”
“ไม่ค่ะ ดอกโศกจะออกเอง”
“ของพ่อของแม่เขาไม่ให้ขาย”
“ขายได้ค่ะ สายสร้อยนั่นไม่มีความหมายอะไร”
“ทำไมจะไม่มีความหมาย ของพ่อ...” อัศนัยปราม
“พ่อคือใครล่ะคะ” น้ำเสียงมีอารมณ์ ขณะที่ดอกโศกพูดสวนทันควัน
อัศนัยนิ่งอึ้งไปทันที
ดอกโศกยิ้มทั้งน้ำตา น้ำเสียงมั่นคงแต่ไม่มีเสียงสะอื้นให้ได้ยินเลย แค่สั่นๆ “ดอกโศกเคยถามเรื่องพ่อเรื่องแม่กับยาย...จนเดี๋ยวนี้ไม่ถามเพราะ..ไม่อยากรู้ ไม่ต้องมีพ่อมีแม่ก็ได้ ถึงยังไงก็เกิดมาแล้ว”
อัศนัยพูดไม่ออก
“คุณนัยให้พี่หมื่นไปส่งดอกโศกนะคะ”
“ทำไม...คุณนัยจะไปส่งเอง”
“คุณนัยมีแขกนี่คะ ป้าหม่อนบอกเมื่อกี้ว่ามีแขกคอยคุณนัยอยู่ข้างบน” ดอกโศกว่า

ในขณะที่อัศนัยก้าวยาวๆ ขึ้นบันไดไป หม่อนยืนอยู่กับดอกโศกที่หน้าตึกแล้ว ใกล้ๆ สปอร์ตของอัศนัย หมื่นถือกุญแจวิ่งลงมา
“ไอ้หมื่น เอารถสีดำไป...” หม่อนกระแนะกระแหนลูกชาย “หนอยจะขับรถซะปอดรึแก”
“ทำไมจะขับไม่ได้” หมื่นพูดจบหันหลังกลับไปทันที “โธ่เอ๊ย...เขาไม่ขับเองหรอกแม่”
“ประหลาดจริง บ้านช่องไม่กลับ คุณนัยจะได้ไปส่งคุณหนู” หม่อนจ้องหน้าเหมือนจะให้ดอกโศกถาม
ดอกโศกไม่ต่อความ ได้แต่ยิ้มๆ
“เค้าเป็นเพื่อนเก่าของคุณนัย...” หม่อนอธิบาย
ดอกโศกหันไปทางอื่น...ไม่ถาม
หม่อนมองไปข้างบน พึมพำเบาๆ “ถ่านไฟเก่าน่ากลัวจริงๆ”

อัศนัยเคาะประตูห้อง ปรียากมลเปิดให้ ทั้งคู่ยืนอยู่แค่ประตูห้อง
“อะไรกัน อยู่อย่างนี้ตั้งแต่เมื่อคืนเหรอ นี่มันเย็นแล้วนะ”
“เปล่า เพิ่งใส่เมื่อเช้า”
“จะกลับหรือยัง”
“อย่าเสียมารยาทขนาดนั้น ฉันกลับแน่วันนี้”
“ดี”
“นี่คุณกลัวฉันมากเลยหรืออัศนัย” ปรียากมลจ้องเข้าในดวงตา
“ทำไมผมต้องกลัวคุณ”
“ไม่รู้ ดูคุณไม่อยากอยู่ใกล้ฉัน ถ้าไม่กลัวฉันก็คงเกลียดฉัน ทำไม...”
“ไม่..คือผม........”
“อย่ายืนอยู่อย่างนี้เลยเข้ามาก่อน”
“อย่าดีกว่าปรียากมล คุณเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปคุยกันข้างล่างเถอะ ไม่หิวเหรอ”

“ไม่...ฉันกินน้อยไม่ต้องห่วง วันๆ ไม่กินอะไรเลยก็ได้ นี่ไง..หลักฐานว่าคุณกลัวฉัน ทำไมเข้ามาคุยกันในห้องไม่ได้”
“ได้...แต่ผมอยากให้คุณลงไปมากกว่า ผมไปคอยข้างล่างนะ”
อัศนัยเดินจะไป ปรียากมลจับแขนไว้ทันที จ้องตาอัศนัยนิ่ง อัศนัยจ้องตอบ สายหวั่นไหวเพิ่มขึ้น
“อัศนัย” ปรียากมลดึงแขนเข้ามา
อัศนัยไปตามแรงนั้นจนเกือบสุดแล้ว ชะงัก “อย่า ปรียากมล”
ปรียากมลยอมหยุด..นิ่ง ไปอึดใจหนึ่ง แล้วปล่อยแขนอัศนัย “โอเค ทานข้าวนะ...หิวแล้ว คอยฉันแค่สิบนาที”

เวลาต่อมาปรียากมลในชุดเดิมที่ใส่เมื่อวานนี้ เดินเข้าในห้องอาหาร อัศนัยนั่งคอยอยู่ บนโต๊ะอาหารพร้อมบนโต๊ะ
“เซอร์ไพรส์มาก นาทีที่ 10 พอดี” อัศนัยเอ่ยขึ้น
“ฉันอยู่แบบฝรั่งมานานมากจนชิน”
“มีแกงเผ็ด หลนปู ไก่ผัดขิง ยำ...อะไรเนี่ย มีพริกเต็มเลย”
“ยำใหญ่ครับ แม่บอกว่าคุณนัยชอบ” หมื่นเดินเข้า ถือโถใส่ข้าวมาด้วย
“อ้าว ไม่ได้ไปส่งเหรอ”
“ส่งครับที่ป้ายรถเมล์” หมื่นบอก
“วะ...ทำไม” อัศนัยหงุดหงิด ทั้งที่รู้คำตอบดี
“ไม่ยอมครับ”
อัศนัย หน้าขุ่นอยู่อยู่อึดใจ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นปกติ มองอาหาร ถามปรียากมลขึ้น
“ไม่มีอาหารฝรั่งเลย กินได้มั้ย”
“ได้ กินได้ทุกอย่างแหละ..ก่อนจะกินคุณ” ปรียากมลสัพยอก
หมื่นอ้าปากค้างตาโต อัศนัย มองปรียากมล ยิ้มๆขำๆ
“ไม่ตกใจ แสดงว่าคุณรู้จักฉันดี ว่าแต่บอกให้คนที่ตกใจจนอ้าปากค้างแถวนี้ให้ออกไปดีกว่า ไม่งั้นฉันกินไม่ลง” ปรียากมลหมายถึงหมื่น
“ไม่ได้ เขาต้องคอยตักข้าวให้เรา”
“ไม่เป็นไร ฉันตักเองได้ ให้ออกไปเถอะ”
ตลอดเวลาปรียากมลไม่มองหน้าหมื่นเลย
“หมื่น”
“ครับผม”
อัศนัยพยักหน้า บอกให้ออกไป
“แม่บอกให้คอยรับใช้ใกล้ชิดครับ ไม่ให้ไปไหนเด็ดขาด” หมื่นบอกแข็งขัน
“ไปเหอะ..ไม่เป็นไร” อัศนัยบอก
“อยู่ก็ได้ ถ้าแม่สั่งให้อยู่ ว่าแต่แน่ใจนะว่าจะจำได้ทุกคำที่ฉันพูดไปบอกแม่” ตอนนี้ปรียากมลหันไปจ้องหมื่น
หมื่นจ๋อยมาก
“ว่าไง” ปรียากมลคาดคั้นเอากับหมื่น
“หมื่น..ไปได้แล้ว” อัศนัยบอก หันมาทางบ่าวทะเล้น
หมื่นออกไปอย่างเร็วรี่
“ทานเสร็จ ฉันจะดูคุณวาดรูป”
“ไหนบอกมีเรื่องจะคุยกับผมไง”
“เปลี่ยนใจแล้วดูคุณวาดรูปดีกว่า”
“ผมอยากฟังที่คุณจะคุย”
“ฉันจะมาคุยวันหลัง...พรุ่งนี้”
อัศนัยจ้อง..ยิ้มๆ อย่างรู้ทัน ปรียากมลเองก็ยักไหล่ ยิ้มตอบแบบรู้ ก็รู้ไป
“วันนี้ผมไม่วาด” อัศนัยบอก
“งั้นฉันขอดื่มสักสองแก้วแล้วจะกลับ”
“โอเค ผมไปส่ง”
“ไม่ต้อง..ฉันกลับเอง” ปรียากมลว่า
“กลับยังไง”
“อย่าถามมาก..จำไว้ เพราะว่าฉันอาจเปลี่ยนใจ...” ปรียากมลทอดจังหวะ
“ให้ผมไปส่ง”
“เปล่า เปลี่ยนใจไม่กลับ” ปรียากมลหัวเราะเสียงหวาน

เหตุการณ์ในสลัม เพื่อนบ้านคนหนึ่งมาทวงเงินที่สมหวังยืม เอากับสมใจ
“บอกผัวแกนะยายใจ เอาเงินมาใช้หนี้ฉันด้วย หรือไม่แกนั่นแหละใช้มา”
“คนละคนกันเว๊ย” สมใจบอก
“อ้าว...พูดหยั่งเงี้ย สวยมั้ย”
“สวย” สมใจยืนท้าทาย “จะทำไม”
“อย่าหาว่ากูไม่เตือนนะเว๊ย”
“ไม่ต้องเตือน มาเลย เอาไง”
“เงินแค่ห้าร้อยจะขึ้นชื่อว่าขี้โกงเรอะ”
“เออ...ไม่ใช่กูนี่ ถึงผัวเมียแต่คนละกระเป๋าโว๊ย อย่าหน้าด้านมาทวงกู”
“หน้าด้าน กูเจ้าหนี้นะ หน้าด้านเรอะ” เพื่อนบ้านไม่พอใจ
“แต่กูไม่ใช่ลูกหนี้ ถึงจนไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ กูก็ไม่เคยเป็นหนี้ใคร ศักดิ์ศรีกูมีเว้ย เพราะฉะนั้น ทีหลังอย่ามาทวงกูอีก ใครเป็นหนี้ มึงทวงกับคนนั้นจำไว้”
“งั้นก็บอกผัวมึงด้วย...” เพื่อนบ้านบอก
“ไม่” สมใจสวนคำ เสียงหนักแน่น “บอกเอง” แล้วหันหลังกลับทันที
ดอกโศกยืนคอยอยู่ เพื่อนบ้านบ่นโหวกเหวกอยู่ด้านหลัง
“โศก...เพิ่งมาเหรอลูกไปไหนมากลับป่านนี้”
“ยายทะเลาะกับเขาทำไม บอกไปคำเดียวให้ไปทวงกับตา”
“ไม่ได้ พูดให้มันรู้ว่าคนอย่างยายไม่เป็นหนี้ใคร ต่อให้อดตายด้วย” สมใจพูดอย่างทระนง

“ยายจ๋า...ยายเอาสายสร้อยของพ่อให้หนูดูหน่อยนะจ๊ะ”
สักครู่ต่อมาสมใจถือสร้อยเส้นนั้นในมือ ดอกโศกมองอย่างพินิจพิจารณา ก่อนจะถามขึ้น

“ยายว่ากี่บาท”
“น่ากลัวจะ...” สมใจทำท่าชั่งน้ำหนัก “จะ...ประมาณ...” หน้าจ๋อยกะไม่ถูกเพราะในชีวิตไม่เคยมีสักเส้น “ไม่รู้ว่ะ”
“อ้าว...ทำท่าหยั่งกะรู้”
“แค่หนวดกุ้งยังไม่เคยมีเล๊ย ไอ้โศกเอ๊ย จะรู้ได้ไง” สมใจส่งสร้อยให้ดอกโศก “เอ้า...เอาไปเลยเก็บเอง ถ้าจำเป็นก็ขายไป”
“หนูจะเอาไว้จ่ายค่าเทอม” ดอกโศกว่า
“อ้าว...ทำไม คุณตานายพลใหญ่เขาไม่ออกให้เรอะ”
ดอกโศกส่งสายสร้อยคืนให้ยาย “ยายเก็บไวก่อนนะจ๊ะ
“เฮ้ย ยายถาม เขาไม่รับผิดชอบเลยเรอะ”
“เรามีเราก็ออกเอง หนูเป็นคนเรียนนะยาย” ดอกโศกลุกออกไปเลย
“เงินที่แม่เขาส่งมาให้ไงลูก อยู่ที่ยายสามหมื่น เจ้าตาขี้เหนียวของแกไม่ออก ยายออกเอง”
เสียงสมใจพูดไล่มาตามหลัง

ที่บ้านรัตชาติพัลลภ วันเดียวกัน นายพลสุดเขตกำลังพูดคุยอยู่กับเพ็ญพักตร์
“เพ็ญพักตร์ ไหนบอกพ่อซิว่า ทำยังไงถึงจะทำให้อภิรมย์ฤดีกลับบ้านได้”
“ลูกไม่ทราบค่ะคุณพ่อ”
“เธอต้องรู้ เพราะเธอกับอุ๊เป็นต้นเหตุให้เขาออกไป”
“ใช่ค่ะ ลูกเป็นต้นเหตุให้เขาออกไปและลูกจะไม่เป็นต้นเหตุให้เขากลับมา” เพ็ญพักตร์เถียงบิดาด้วยถ้อยคำแรง แต่พยายามควบคุมกิริยาไว้
“พ่อสั่งให้เธอจัดการให้เขากลับมา”
“คุณพ่อทราบดีว่าลูกไม่ชอบดอกโศก ลูกเกลียดและลูกก็หวังว่าคุณพ่อคงทราบว่าเพราะอะไร”
“เรื่องมันนานจนเธอน่าจะลืมได้แล้ว ทำไมยังไม่ลืม แล้วยังเอาใส่หัวลูกให้ลูกเกลียดชังคนอย่างไม่มีเหตุผล”
ที่แท้เพ็ญพักตร์ผูกใจเจ็บสมใจเรื่องคุณหญิงแม่ “คุณพ่อไม่มีเหตุผลเหมือนกันที่ทำให้คุณแม่ตรอมใจตาย”
“เธออย่าคิดสร้างเรื่องให้มันโยงกันอย่างนั้น แม่เขาตายเพราะโรคร้ายไข้เจ็บธรรมดา ไม่ใช่เพราะใครทั้งนั้น”
“ลูกขอยืนยันว่าคุณแม่ตรอมใจตาย คุณพ่อไม่รู้ว่านางสมใจมันร้ายกาจแค่ไหน ลับหลังคุณพ่อมันทั้งเยาะ ทั้งเย้ยคุณแม่” ยิ่งได้ระบายเพ็ญพักตร์ก็เลยของขึ้น และน้ำเสียงเริ่มดังมากขึ้น “มันคิดว่ามันสาวกว่าคุณแม่ คุณพ่อรักมันมากกว่า มันเรียกคุณแม่อีแก่ คุณพ่อรู้รึเปล่าคะ”
“ไม่จริงหรอกมันจะฆ่าตัวเองทำไม”
“คนอย่างมันทำได้ทุกอย่าง มันชั่วแสนชั่วลูกเกลียดมันยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในโลกนี้ คุณพ่อไม่ทราบหรือคะว่าทำไมคุณแม่ถึงพยายามที่จะมีลูกอีกคน ทั้งๆ ที่คุณแม่ท่านอายุปูนนั้น แล้วทำไมสุดสวยถึง...”
“เธออย่าเอาสุดสวยมาเกี่ยวข้องไปกันใหญ่แล้ว สุดสวยเป็นอย่างนั้นเพราะดวงชะตาของสุดสวยเอง ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น”
“แต่...” เพ็ญพักตร์จะพูดต่อ
“เอาละ พอเถอะ พ่อเหนื่อย เป็นอันว่าเธอไม่ยอมทำตามที่พ่อขอ”
“ลูกขอโทษค่ะ ลูกไม่ทำและถ้าคุณพ่อเอามันกลับมาลูกจะทำทุกอย่างให้มันต้องไปอีก”
เพ็ญพักตร์ลุกขึ้นเดินออกไป
“เพ็ญพักตร์ หยุดเดี๋ยวนี้”
เพ็ญพักตร์ ไม่หยุด เดินคอแข็งลำตัวตรงออกไป
“พ่อบอกให้หยุด”
เพ็ญพักตร์ลับตัวหายไปต่อหน้า สุดเขตนิ่วหน้า ไม่พอใจ

เพ็ญพักตร์เปิดประตูออกมาเร็วๆ สีหน้ายังโกรธเรื่องสมใจ พาลไปถึงดอกโศกไม่หาย
สุดสวยปราดเข้ามาเร็วๆ “พี่เพ็ญเรื่องอะไรได้ยินพูดถึงน้องด้วย”
“ไม่มี”
“เดี๋ยวสิ พี่เพ็ญ เรื่องอะไรพูดถึงชั้นน่ะ ได้ยินนะจะบอกให้”
“เอ๊ะ บอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ เซ้าซี้อยู่ได้ รำคาญ” เพ็ญพักตร์เดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
“พี่เพ็ญ...” สุดสวยแผดเสียงสูงปรี๊ด โผนเข้าด้านหลังกะจะกระชากผมเพ็ญพักตร์
อุ๊มาเห็นพอดี “น้าสวย” รีบกระโจนมาคว้าตัวสุดสวย “อย่าทำอะไรแม่อุ๊นะ”
สุดสวยหันไปเงื้อง่ากะจิกหน้าอุ๊เต็มที่
เพ็ญพักตร์ผลักสุดสวยเต็มแรง จนร่างสุดสวยกระเด็นไป

ไม่นานต่อมาในห้องสุดเขต สุดสวยร้องไห้ราวกับเด็กๆ
“ไม่ต้องร้องนะลูก ไม่ต้องร้อง”
สุดสวยน้ำตานองเนืองนั่งอยู่ตรงหน้าผู้เป็นบิดา “เกลียดพี่เพ็ญ...เกลียด..เกลียด”
สุดเขตลูบผมเบาๆ หลั่งความปรานีลงไป “สุดสวย พี่เพ็ญเขาเป็นพี่สาวอย่าไปเกลียดเขาเลยนะลูก”
“งั้นเกลียดอุ๊...นิสัยไม่ดี”
“อุ๊ก็เป็นหลานของลูก เกลียดไม่ได้เหมือนกันนะ”
สุดสวยจ้องบิดานิ่ง แววตาคิดพิศวง
“อย่าเกลียดใครนะลูก รักทุกคนแล้วเขาจะรักลูก...นะคนดีของพ่อ”
“ดอกโศกล่ะคะ”
สุดเขตหยุดชะงัก สายตาตรึกตรอง “เขาน่าสงสารนะ”
“แต่มันชอบมาว่าลูกใจร้ายเหมือนคนบ้า”
“ใครบอกลูกว่าดอกโศกว่าลูก”
สุดสวยบอกตามตรง “อุ๊ค่ะ”
สุดเขตอึ้ง...อึ้งมาก รู้กระจ่างทันที
“ลูกก็เลยเกลียดมัน...นังดอกโศก”
สุดเขตถอนหายใจ ยิ่งกลุ้มใจหนัก
“หนีไปซะได้...ดี ไม่อยากเห็นหน้ามันอีก”
สุดเขตคิดหนักไม่รู้จะทำไงดี

“คุณตาน่ะสิบังคับพี่ ไม่งั้นพี่จ้างก็ไม่เข้าไปเหยียบบ้านมันหรอกนะโอ๋” อุ๊กำลังเล่าเรื่องวันนี้ให้อ้นกับโอ๋ ฟัง
“บ้านมันเป็นไงน่ะ พี่อุ๊” โอ๋ถาม
“จะถามทำไมเนี่ย” อุ๊ของขึ้นทันที
“โอ๋อยากรู้ค่ะ”
“อยากรู้ไปทำไมไม่ทราบ”
“ก็......อยากรู้เฉยๆ”
“ถามอะไรให้มันเข้าท่าหน่อยนะยัยโอ๋ ให้ชั้นใช้สมองหน่อยที่จะตอบเธอน่ะ...ไม่น่าถามเข้าใจป๊ะ มันจะอยู่อะไรได้ล่ะถ้าไม่อยู่บ้านกระจอกของยายคนใช้ของมัน”
“เค้าอาจจะมีความสุขกว่าอยู่ที่นี่ก็ได้” โอ๋ออกความเห็น
“เฮอะ...อีกแล้ว! พูดไม่เข้าท่าอีกแล้ว อยู่บ้านสัปรังเคหยั่งงั้นจะมีความสุขกว่าอยู่ตึกได้ไง...ไม่เก็ทเลยจริงๆ”
“ก็แบบโอ๋ไงพี่อุ๊ โอ๋น่ะ...มีความสุขมั้ยล่ะอยู่ตึกใหญ่อย่างเนี้ย”
อุ๊มองน้องนิ่งสักครู่ โอ๋ น้ำตาคลอๆ
อุ๊ สงสารเข้ามาโยกหัวเบาๆ “เฮ้ย...ไม่ร้องนะเว้ย กลืนน้ำตาลงไป...เร็ว” ปาดน้ำตาให้น้องเร็วๆ “ยังไงๆ น้าพฤกษ์ก็รักเธอ ไม่รักได้ไงลูกสาวคนเดียว”
“รักโอ๋เหรอ อย่าพูดเลยพี่อุ๊ โอ๋อยากรู้ว่าถ้าโอ๋ทำผมสีทองทั้งหัวแบบพี่อ้น คุณพ่อจะยอมเหมือนอาพจน์รึเปล่า” โอ๋มองหน้าอุ๊คอยคำตอบ
“อยากรู้เหรอ บอกได้คำเดียว....เธอตาย”

สมุดรายงานการเรียนของโอ๋ อยู่ในมือพันเอกพฤกษ์ ผู้เป็นพ่อ โอ๋ใจสั่น นั่งคอย ระทึก
พฤกษ์วางสมุดลงบนโต๊ะ สีหน้าเครียดจัดมาก “เรียนยังไงได้คะแนนเท่านี้ คราวหน้าถ้าคะแนนไม่เพิ่มพ่อไม่อนุญาตให้ไปไหนเลยวันเสาร์อาทิตย์”
โอ๋หน้าเสียมาก
“ไปตึกใหญ่ก็ไม่ได้”
“ทำไมคะ” โอ๋เสียงสั่น
“เสียเวลามีแต่คุยกันเรื่องไร้สาระกับอุ๊ อีกแค่สามสี่ปีก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว สอบไม่ได้อย่าคิดว่าฉันจะส่งแกไปเมืองนอก นั่นมันง่ายเกินไป”
โอ๋ก้มหน้าบ่นอุบอิบ “โอ๋ก็ไม่คิดจะไปนี่คะ”
“อย่าเถียงพ่อ” พฤกษ์จะเดินออกไป “อ้อ พ่อเห็นไอ้อ้นมันทำผมสีทอง แกอย่าไปทำสีผมแบบไอ้อ้นนะจะบอกให้” เดินไป พูดไป “ฉันรู้ว่าแกต้องอยากทำ แต่ฉันไม่ใช่พ่อไอ้อ้นจะได้ยอมลูกทุกอย่าง”
โอ๋น้ำตาปริ่มนัยน์ตา

ส่วนที่บ้านอ้น เวลาเดียวกันนั้น
“ไปโรงเรียนได้เหรอ ผมสีทองทั้งหัว” พจน์ถามลูกชาย...ผมทอง
“โรงเรียนเขาอินเตอร์นะคุณพ่อ...เขาไม่สนใจสีผมหรอก เขาสนใจของที่อยู่ใต้ผมมากกว่า” อ้นเคาะที่สมอง
พจน์ทำท่าเหล่อ้น “มันเท่ตรงไหนฮึ ไอ้อ้น พ่อดูเท่าไหร่ๆ ไม่เห็นเข้าท่า”
“เท่ ตรงที่เราได้ทำอะไรๆ ที่อยากทำ” อ้นว่า
“เออจริง แกพูดถูก แต่ขอโทษนะลูกชาย คราวหน้าเลือกทำอะไรที่ไม่ช็อกพ่อแบบนี้ได้มั้ย”
“ช็อก คุณพ่อช็อก ทำไมครับ”
พจน์เหล่อ้นมากขึ้นอีก “แกจะบอกฉันเหรอว่าไอ้ที่แกทำนั่นน่ะ ไม่ช็อกฉัน”
อ้นหัวเราะขำ “ไม่บอกหรอกครับ แต่คุณพ่อหายช็อกหรือยังครับ”
“เอาเถอะไอ้อ้น ขอเป็นครั้งสุดท้ายนะ แกอย่าทำอะไรพิเรนแบบนี้อีก ฉันขี้เกียจ เถียงกับลุกพฤกษ์หรือคุณปู่ของแก โดนข้อหาตามใจแกจนเบื่อแล้วเว้ย”
“ตามใจลูกชายคนเดียวเป็นอาชญากรรมหรือคุณพ่อ” อ้นถาม
พจน์ไม่ตอบ หันมาจ้องลูกหน้านิ่งๆ
“ในเมื่อสิ่งที่ลูกชายทำมันไม่ใช่อาชญากรรม” อ้นพูดต่อให้พ่อ

คืนหนึ่งในอีกวันหนึ่ง ถนนเส้นนั้นโล่ง ว่างวาย มีแสงไฟสลัวสาดส่องพอมองเห็น กลางความเงียบสงัด มีเสียงรถมอไซค์ดังมาก่อน ดังมาแต่ไกลๆ แล้วดังขึ้นๆ ตามลำดับ ก่อนจะเห็นเป็นขบวนรถซิ่งเด็กแว้นดาหน้ามาเป็นแผง ประมาณ 8-10 คัน บ้างขับเดี่ยว บ้างมีสก๊อยใส่กางเกงขาสั้นแค่คืบซ้อนท้าย พุ่งตัวมาอย่างเร็วและแรง
ไม่ไกลนัก ตำรวจตั้งกองกำลังดักรออยู่ สีหน้าเด็กแว้น แต่ละคนอยู่ในอาการลิงโลดสุดขีด ครั้นพอเห็นตำรวจทุกคนก็ตกใจทุกคน เบรกบ้าง หักรถตีวงเลี้ยวกลับบ้าง แต่ส่วนใหญ่หนีไม่ทันตำรวจ เสียงนกหวีดดังแหลมยาว พร้อมกับที่ใบหน้าป้อมที่ตกใจ หักหลบอย่างแรง
จักรยานยนต์ของป้อม บิดอย่างแรง แต่เสียหลัก ล้มคว่ำกลิ้งหลุนๆ ไปชนที่กั้นถนนอย่างแรง แล้วเงียบเสียงอยู่ข้างทาง รถพังยับ แต่ป้อมบาดเจ็บแค่นิดหน่อย

เวลาต่อมา สมปองพรวดเข้ามาในบ้าน “แม่....แม่ อะไรหลับแล้วเรอะ”
สมใจโผล่ออกมา “อะไร....อะไร้ นังปอง เอะอะอะไร”
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
อึดใจเดียวสมใจเดินดุ่มๆ ออกไป พลางสั่งดอกโศกที่ขยับจะตาม
“โศก ไม่ต้องไป”
“ให้หนูไปนะ หนูจะไปช่วยป้อม”
“ไม่ต้อง ยายไปคนเดียว”
“เฮ้ย ให้ฉันไปด้วยเหอะแม่” สมปองว่า
“แกอยู่กะไอ้โศก อย่าให้มันตามออกมา ส่งเสื้อให้แม่ด้วย...”
สมปองคว้าเสื้อคลุมโยนมาให้ สมใจรับมาสวมทับเสื้อคอกระเช้า แล้วออกไป
สมหวังได้ยินเสียงคนคุยกัน มุดมุ้งออกมา จากทีแรกเห็นเป็นเงารางๆ ในมุ้ง สมหวังลุกขึ้นมอง
“ยุ่งจริ๊งกะไอ้ป้อมเนี่ย มีแต่เรื่องเดือดร้อนไม่เว้นตะละวัน”
“พ่อ แม่รับปากกะน้าแป้นนะก่อนแกตายว่าจะช่วยดูแลป้อม” สมปองบอก
“ดูแล ไม่เกี่ยวกะมันถูกตำรวจจับนี่เว้ย” สมหวังโวย
“ดูแล แปลว่า ดูแลหมดทุกอย่างเหมือนเป็นลูกหลาน” สมปองประชด
“เฮ้ย...เกินไปเว้ยเกินไป”

อีกมุมหนึ่ง สมปองกระซิบกับดอกโศก
“ยายไปจัดการไม่ต้องห่วงนะโศก”
“ทำไมป้อมทำยังงั้นล่ะน้าปอง”
“ไว้ถามมันเองเถอะ...ไปนอนซะ”
สมหวังส่งเสียงโวยลอดเข้ามา “เฮ้ย....เสียเงินเท่าไหร่ล่ะคราวเนี้ย”

ไม่นานหลังจากนั้นสมใจก็พาตัวเองมาอยู่ที่สถานีตำรวจ เด็กแว้นทั้งหลายถูกคุมตัวอยู่ สมใจ เดินมากับสมหมาย และบรรดาพ่อแม่เด็ก แว้นเดินไปเดินมาดูวุ่นวาย
ตำรวจบอกสมใจ “นายป้อม...” พลิกดูเอกสาร “อายุยังไม่ถึงสิบแปด ต้องถูกส่งสถานพินิจ”
สมใจฟังแล้วยืนหน้าสลด

ส่วนที่บ้านสมใจ เสียงสมหวังกรนดังลั่นอยู่ในมุ้ง สมปอง ดอกโศกคุยกันเบาๆ
“ป้อมมันไม่เคยมากวนหรอกเรื่องเงินเรื่องทอง ทำงานร้านซ่อมมอไซค์ ได้เงินกินไปวันๆ แต่ไปเป็นพวกเด็กแว้นนี่สิ ไม่เคยรู้เรื่องเลย”
ดอกโศกเงียบ
“ก็คงถูกไอ้พวกเอารถมาแต่งนั่นแหล่ะชักชวนไป ป้อมมันคนใจอ่อนอยู่”

สมใจคุยอยู่ตำรวจเจ้าของคดี ที่หน้าสถานีตำรวจ
“มันเจ็บรึเปล่า คุณตำรวจ”
“นิดหน่อย แต่รถน่ะพังเยินเลยล่ะ”
เวลาต่อมาสมใจเดินลงสถานี เจ้าของร้านที่ป้อมทำงานด้วยรออยู่
“ป้า” เถ้าแก่เรียก
“อ้อ เถ้าแก่”
“ป้อมมันเอารถลูกค้าไปขี่”
สมใจอ้าปากค้าง “แล้ว...”
“รถพัง ต้องซื้อให้เค้าใหม่”
“ซื้อใหม่....! เท่า...เท่าไหร่?”
“เค้าแต่งไว้เยอะก็ร่วมแสนล่ะ”
ฟังเถ้าแก่บอก สมใจอ้าปากค้าง

รุ่งเช้าสมเดินเร็วๆ ออกมาจากในตึก “ท่านครับ”
สุดเขตยืนคอยอยู่ข้างรถรู้ทันที “ไม่ไปโรงเรียน
“คุณเพ็ญบอกว่าจะไปส่งคุณอุ๊เองครับ”
สุดเขตเดินไปขึ้นรถที่สมเปิดประตูคอย
“ไปรับคุณอภิรมย์ฤดี” สมพูดออกมาเอง

ไม่นานหลังจากนั้นดอกโศกอยู่ชุดนักเรียนเดินก้าวเร็วๆ ออกมา สมยืนคอย ดอกโศกหยุดชะงัก
“ท่านให้มารับ...ครับ”
ดอกโศกนิ่งอึดอัดใจ
“ท่านรออยู่ในรถ” สมเอ่ยซ้ำ

ภายในรถที่จอดอยู่หน้าโรงเรียน ไกลออกมาหน่อย มองเห็นนักเรียนเดินเข้าโรงเรียน
นายพลสุดเขต พูดขอร้องกับดอกโศก
“ตาขอนะ ขอให้กลับบ้าน....จะได้ไหม”
“หนูขอโทษคุณตาค่ะ”
“ทำไมถึงใจแข็งอย่างนี้อภิรมย์ฤดี ตาขอร้องหลายครั้งแล้วนะ”
“หนูไม่อยู่ มีหลายคนที่....” ดอกโศกถอนใจเบาๆ “สบายใจค่ะ”
“แต่ตาไม่สบายใจ ตารู้สึก.....ผิด” น้ำเสียงสุดเขตอัดอั้นนัก “เข้าใจมั้ยอภิรมย์ฤดี จะทำให้คนแก่สบายใจไม่ได้หรือ”
“ถ้าหนูกลับไป คุณตาจะไม่สบายใจยิ่งกว่าค่ะ”
“ทำไม”
ดอกโศกมองคุณตาเต็มๆ ตา ขณะพูดออกมา “จะเกิดเรื่องอีกหลายเรื่องแล้วคุณตาก็จะ...”
สุดเขตพูดสวนออกมา “ตารับรองจะไม่มีเรื่องอะไรเหมือนที่แล้วมาอีก...เชื่อตา
ดอกโศกเงียบ
“เชื่อตานะอภิรมย์ฤดี”
ดอกโศกสีหน้าอึดอัด...ไม่ยอมตอบ
สุดเขตถอนหายใจยาว “ดื้อเหลือเกิน อะไรทำให้เจ้าเป็นคนดื้ออย่างนี้นะ”
“หนูขอโทษคุณตา” ดอกโศกไหว้
สุดเขตพยักหน้า “ตายอมแพ้ มีเรื่องเดือดร้อนอะไรมาหาตา ตาช่วยได้ทุกเรื่อง..จำไว้”

ถึงโรงเรียนแล้วดอกโศกลงจากรถ สมที่ลงมายืนคอยอยู่ข้างนอก เดินไปขึ้นรถขับแล่นออกไป ในขณะที่ดอกโศก เดินเข้าโรงเรียน

เวลาบ่ายคล้อยเกือบเย็นวันเดียวกันนั้น ที่โรงงานเบญจรงค์ของอัศนัย บุรี ผู้จัดการโรงงานวัยกลางคน เป็นช่างของโรงงานด้วย มีความรอบรู้เรื่องเบญจรงค์อย่างดี พูดน้อย ท่าทางสุขุม หน้าตาไทยแท้ นำจานเบญจรงค์ 2 ใบ เข้ามาในห้องทำงานของอัศนัย
สักพักหนึ่งอัศนัยมองดู จานเบญจรงค์ 2 ใบ อย่างพินิจ แล้วเอ่ยขึ้น
“เขาจะสั่งสามร้อยใบ ให้เวลาสองเดือน อาบุรีคิดว่าทันมั้ยครับ”
บุรีตรึกตรอง “ลายไหน...ถ้าลายหยดเทียนจะช้าหน่อย ลายละเอียดกว่า”
“ถ้าเขาสั่งลายหยดเทียนอาบุรีคิดว่าใช้เวลาเท่าไหร่ครับ”
“ผมต้องขอสามเดือน” บุรีบอก
“ครับ ผมจะเสนอเขาอย่างนั้น นี่ครับ โลโก้กับข้อความที่เขาจะใส่ในจาน ขอบคุณครับอาบุรี” อัศนัยไหว้
บุรีรับไหว้ แล้วออกไป อัศนัยกดโทรศัพท์ คอยอยู่สักครู่ ปลายสายก็รับ
“ปอง....ดอกโศกกลับถึงบ้านหรือยัง”
บนรถตุ๊กๆ ต่อเนื่อง สมปอง พูดโทรศัพท์ใช้สมอลล์ทอล์ค มีผู้โดยสารมาด้วย
“ฉันกำลังจะไปรับเดี๋ยวนี้แหล่ะ คุณนัย” ทอนเงินผู้โดยสาร “ทำไมเหรอคุณนัย อ๋อ...มา” สมปองออกรถ “ส่งคนขับรถมารับแต่เช้าเลย น่ากลัวจะเอาตัวไอ้โศกกลับไปให้ได้ เฮ้ย...” มีรถคันหนึ่งแถเข้ามาโดยไม่รู้ตัว “ขับรถดีๆ สิวะ ชนกับตุ๊กน่ะไม่สมศักดิ์ศรีนะเว๊ย” หันไปพูดต่อ “แต่โศกมันไม่ไปหรอกคุณนัยเชื่อเหอะ”

ในห้องเรียน ครูสอนหน้าห้อง อุ๊ สีหน้าเครียด หันมามองดอกโศกที่ตั้งใจฟังครูสอน สีหน้าอุ๊ ดูออกว่าเกลียดชังสุดๆ
เวลาต่อมานักเรียนหลายคนกำลังเล่นบาสในชั่วโมงพลศึกษา ดอกโศก เล่นกับเจนนิเฟอร์ และเพื่อนอีก 2 คน
สีหน้าดอกโศก เบิกบาน ยิ้มแย้ม ชู้ทลูกลงห่วงอย่างแม่นยำ ดอกโศกดูร่าเริง มีชีวิตชีวา บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกระหว่างเพื่อนๆ
อีกด้านหนึ่งของสนาม อุ๊เล่นอยู่กับเพื่อนๆ ชู้ทลูกลงบ้างไม่ลงบ้าง จังหวะหนึ่งอุ๊ หันมามองจ้องดอกโศก
พอดีกับดอกโศกวิ่งตามลูกบาสมาใกล้ๆ อุ๊เหวี่ยงลูกเต็มแรง ถูกหลังดอกโศกเต็มๆ ดอกโศกคะมำไปข้างหน้า เกือบล้ม
“เพ็ญตระการ ทำไมทำอย่างนี้” เจนนิเฟอร์ตวาดเสียงดัง

ทั้งสองฝ่ายยืนประจัน หน้ากัน
“ถ้าต่างคนต่างเล่นคนละข้าง ลูกไม่มีวันมาทางนี้หรอก” เจนนิเฟอร์เอ่ยขึ้น
“เอ๊ะ เจนนิเฟอร์ เธอจะเอาอะไรกับลูกบอลลูกกลมๆ หือม์” อุ๊พูดด้วยเสียงกวนประสาท
“ใช่ ก็เพราะลูกมันกลม”
“มันจะลอยไปทางไหนก็ได้ ทั้ง 360 องศาแหละ” เพื่อนๆ อุ๊ว่า
“แกล้งก็บอกว่าแกล้งดีกว่าเพ็ญตระการ”
“ใช่ เพราะมันไม่แปลกอะไรอยู่แล้ว” เพื่อนดอกโศกว่า
“ในเมื่อเธอเกลียดอภิรมย์ฤดียังกะอะไร ใครๆ เขาก็รู้” เพื่อนดอกโศกอีกคนผสมโรง
“งั้นเหรอ งั้นฉันบอกว่าแกล้งๆ ที่ฉันไม่ได้แกล้งก็ได้งั้นสิ...ก็ด้าย...ชั้นแกล้งเธอ ดอกโศก คงไม่ทำให้เธอโศกไปกว่าที่โศกอยู่แล้วหรอกนะ” อุ๊บอกเสียงดัง
ดอกโศกจ้อง สายตานิ่ง ส่ายหน้าน้อยๆ
“รู้ไว้ด้วยว่า ฉันน่ะไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับเธอ ไม่อยากเห็นหน้าไม่อยากได้ยินแม้แต่เสียงของเธอ รู้มั้ยว่าชั้นดีใจแค่ไหนที่เธอพ้นไปจากบ้านชั้นเพราะเธอไม่เหมาะกับบ้านรัตนชาติพัลลภ เธอเหมาะกับที่ที่เธออยู่ เหมาะกับบ้านในสลัมของเธอ” อุ๊ฟาดงวงฟาดงาต่อ
ดอกโศกจ้องหน้าอุ๊ตลอดเวลา สีหน้ายิ้มแย้มในหน้านิดๆ
“ไม่ใช่ชั้นคนเดียวที่ไม่อยากอยู่ร่วมบ้านกับเธอ ทุกคน...จะบอกให้ว่าทุกคนในบ้าน เธอจะทนอยู่เป็นหมาหัวเน่าได้เหรอถ้าทนได้ก็อยากจะขอชมว่า....อึด อึดเหมือนอะไรนะพวกเรา”
เพื่อนๆ อุ๊รับมุข ด้วยท่าทางยียวน ประชดโคตรทน
เพื่อนๆ ดอกโศก โดยเฉพาะเจนนิเฟอร์ ท่าทีสงบนิ่ง มองหน้าเฉยนิ่ง สายตาหมิ่นๆ ขำๆ ด้วย จนเพื่อนๆ อุ๊ ชักจ๋อย
“เพราะฉะนั้น...ในเมื่อรู้ว่าไม่มีใครต้อนรับก็อย่ากลับไป...หน้าเธอจะด้านเกินทน”
“อภิรมย์ฤดีเขามีสิทธิ์เท่าๆ กับเธอนั่นแหละ เพ็ญตระการ” เจนนิเฟอร์แค้นแทนเพื่อน
“งั้นเหรอ...รู้ดีนี่เจนนิเฟอร์ งั้นก็กลับไป แล้วจะรู้ว่าสิทธิ์ของเธอน่ะเป็นยังไง”
เพื่อนๆ อุ๊หัวเราะเยาะหยัน
“แค่คุณตาคนเดียวก็พอ” ดอกโศกว่า
อุ๊หชะงักยุดกึก “เธอว่าอะไรนะ”
ดอกโศกมองยิ้มๆ ไม่ตอบ เดินหันหลังไปเพื่อนๆ เดิมตาม
“เดี๋ยว...อย่าเพิ่งไป มานี่ก่อน” อุ๊กระชากไหล่ดอกโศกให้หันมา
ดอกโศก จับมืออุ๊ทันควัน มองตากันใกล้ๆ
“เธอว่าอะไร” อุ๊พดเสียงเบา ลอดไรฟัน
ดอกโศกสะบัดมืออุ๊จนหลุด แล้วหันหลังกลับเดินออกไป
“มันพูดว่าอะไร ได้ยินมั้ย” อุ๊ถาม
“มันพูดว่า....แค่คุณตาคนเดียวก็พอ” เพื่อนบอก
เท่านั้นแหละ อุ๊โลดแล่นไปไวเท่าความคิด พุ่งเข้าไปยืนประจันหน้าดอกโศก หายใจหอบแรง
อุ๊ผลักไหล่เต็มแรง “อย่าหวังเลยว่าแกจะแย่งคุณตาไปจากฉัน โธ่เอ๊ย ไม่เจียมกะลาหัวคิดว่าคุณตารักแกเหรอ ไม่มีทาง แกมันลูกอีขี้ข้า หลานอีขี้ข้า อย่ากำเริบ” อุ๊พูดไปน้ำตาคลอด้วยความเจ็บใจ เพราะแท้จริงแล้วรู้เต็มอกว่าคุณตารักดอกโศก
ดอกโศกกระซิบถามเบาที่สุด “ร้องไห้ทำไม”
อุ๊ชะงักนิ่งอึ้ง คำถามแทงใจดำมาก หันหลังกลับเดินไปทันที
ดอกโศก กระซิบกับเจนนิเฟอร์
“เพ็ญตระการ อภิรมย์ฤดี เขาบอกว่าเขาไม่กลับไปหรอกอย่าห่วง เขาไม่อยากเห็นหน้าเธอเหมือนกัน เฉพาะที่โรงเรียนก็เกินพอแล้ว” เจนนิเฟอร์ตระโกนบอกอุ๊ “ฉันเติมให้เองนะ อันหลังเนี่ย”

ในความคิดของสองแม่ลูก เพ็ญตระการ กับ เพ็ญพักตร์ ยังคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องดอกโศกไม่เลิกรา เช่นเดียวกับเย็นนี้
อุ๊เสียงสั่น..เบา “มันบอกมันไม่กลับมา เชื่อได้แค่ไหนคุณแม่”
“ถ้าคุณตาไม่บังคับมัน ก็เชื่อได้ มันอยู่บ้านนี้มาหลายปี แม่รู้นิสัยมัน”
“อุ๊รู้....ว่าคุณตาก็คงเอามันกลับจนได้”

ที่โรงงานเบญจรงค์อัศนัย เย็นวันนั้น อัศนัยคุยเรื่องธุรกิจอยู่กับ บุรี
“ผมคำนวณเวลาแล้วนะครับคุณนัย สองเดือนครึ่ง” บุรีบอก
“ดีครับ อาบุรี เรามีเวลาทำ Q.C. อีกสองอาทิตย์” อัศนัยเห็นดีด้วย
จังหวะที่บุรีหันหลังกลับ แต่แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นปรียากมลยืนอยู่ บุรีเลี่ยงออกไป
“ปรียากมล” อัศนัยทัก รู้สึกตกใจนิดๆ
“ตกใจอีกแล้ว ทำไมต้องตกใจทุกทีที่เห็นฉัน”
“ก็คุณปรากฏตัวในที่ผมไม่คาดคิดทุกทีนี่นา”
“อัศนัย จะมีซักกี่ที่ที่คุณไม่คาดคิดว่าจะเห็นฉัน ตอนที่เราคบกัน ก็มีที่บ้านคุณกับที่นี่ โรงงานเครื่องเบญจรงค์ของพ่อคุณที่คุณพาฉันมาเที่ยว แค่สองแห่งเท่านั้น ไม่มีที่ที่คุณจะ Surprised อีกแล้ว”
“มายังไง”
“แท็กซี่”
“อ้าว...แล้วจะกลับยังไง”
ปรียากมลขยับเข้ามาใกล้ “อัศนัย ถามจริงหรือนี่ ใจคอจะให้ฉันหาทางกลับเองจริงๆ เหรอ”
“จริง เพราะว่าผมต้องอยู่ทำงานดึกมาก”
“ทำอะไรกันดึกๆ”
“มีเอกสารที่ผมต้องอ่าน...ค่อนข้างเยอะ”
“เอกสารอะไร” ปรียากมลสงสัย
“เกี่ยวกับสัญญาการส่งออก”
“คุณทำ Export ด้วยหรือ” ปรียากมลเพิ่งจะรู้
“คุณคิดว่าคนไทยจะซื้อเครื่องเบญจรงค์ซักเท่าไหร่กันเชียว ผมส่งออกเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าในนี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทฝรั่งสั่งทำเป็นของชำร่วยแจก”
“ดึกแค่ไหนกว่าคุณจะเสร็จ”
“ยังไม่รู้...แต่ดึก”
“ฉันอยากไปที่ที่คุณเคยพาฉันไป...ตอนคุณเสร็จงานแล้ว”
“ที่ไหน”
“นั่งเรือไปตามคลอง ที่ที่มีหิ่งห้อยเยอะๆ”
“ไม่มีแล้วหิ่งห้อย”
“แต่ยังมีคลองอยู่ใช่มั้ย” ปรียากมลปรี่เข้ามาประชิดตัว เงยหน้าถามใกล้มาก
อัศนัยใจอ่อนยวบ นึกถึงความรักความหลังของเขาและเธอขึ้นมาอีก

อัศนัยจดจำภาพนั้นได้แม่นยำ ค่ำคืนนั้นหิ่งห้อยระยิบระยับ แสงไฟของหิ่งห้อยสว่างพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ปรียากมล นอนเอนๆ พิงอกอัศนัย สีหน้าอ่อนละมุนละไม เห็นความเปล่งปลั่งของสาวรุ่น ไม่มีอะไรแต่งแต้มให้ดูแก่แดด
อัศนัย ก้มลงมอง ด้วยสายตารักใคร่เต็มที่ ปรียากมลยกมือปัดผมที่ตกมาปรกเรี่ยหน้าอัศนัยเบาๆ แล้วลูบไล้หน้าลงมาถึงริมฝีปาก แตะเบาๆ
“อัศนัย ปากคุณสวยจริงๆ”
อัศนัยหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงรื่นรมย์ “มีแต่ผู้ชายชมปากผู้หญิง”
“ฉันอดใจไม่ได้ที่จะชมคุณ และฉันกำลังอดใจไม่ได้ที่จะ..จูบคุณ”
ปรียากมลเผยอตัวขึ้นไปจูบอัศนัย
“ฉันอยากรู้ว่าปากคุณจะหวานเหมือนวันนั้นรึเปล่า”

อัศนัยดึงตัวเองกลับมาจากความคิดคำนึงนั้น เวลานี้ทั้งสองนั่งกันคนละฟากเรือ อัศนัยเป็นคนพาย ใบหน้าปรียากมลรอฟังคำตอบที่ถามไป
“หือม์...เหมือนมั้ย”
“ปรียากมล...”
“หือม์”
“คุณยังเก่งเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ” อัศนัยว่า
“ทำไม พูดแค่นี้...เก่งแล้วหรือ”
“ใช่ ผมจำได้ว่าวันที่คุณพูดว่า...” อัศนัยหยุดชะงัก ไม่พูดอะไรต่อ
“ฉันอดใจไม่ได้ที่จะจูบคุณ” ปรียากมลต่อให้
“ใช่ ผมใจสั่นมาก ตัวก็สั่นไปทั้งตัว เพราะไม่เคยได้ยินผู้หญิงคนไหนพูดอย่างนั้น”
“ตอนนั้นคุณคบผู้หญิงกี่คน”
“ไม่มี...คุณเป็นคนแรก”
“จริงเหรอ”
“คุณรู้แล้ว ผมบอกคุณทุกอย่าง ถามผมอีกทำไม”
“ต่อจากนั้นล่ะ”
“ก็...มีบ้าง ตามประสาผู้ชาย”
“รักใครเท่าที่เคยรักฉันมั้ย” ปรียากมลถาม เสียงจริงจัง
อัศนัยนิ่งไปอึดใจ “ไม่มี”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
“ก็ยังไม่มี”
ปรียากมลจ้องหน้าอัศนัย ดื่มด่ำลึกซึ้งมากขณะพูด “เรารักกันเหมือนเดิมได้มั้ย
อัศนัยจ้องตอบ สายตายิ้มนิดๆ
“ว่าไง”
“ไม่ได้”
“ทำไม” ปรียากมลถามทันควัน
“คุณทิ้งผมไปด้วยเหตุผลงี่เง่ามาก แค่ผมไม่ตามใจคุณ..ทั้งๆ ที่ไม่ตามใจคุณคือการถนอมคุณให้คุณบริสุทธิ์จนกว่าจะถึงวันที่...เราอาจจะแต่งงานกัน แต่คุณโกรธ..หายไปเลย....หายไปจากชีวิตผม คุณรู้มั้ยว่าผมแทบจะเป็นบ้า” น้ำเสียงอัศนัยเป็นปกติ ไม่ฟูมฟาย มีสำเนียงเยาะหยันลึกๆ “กินไม่ได้นอนไม่หลับ เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ผมนึกถึงตอนนั้นทีไรทุเรศตัวเองทุกที”
“ฉันก็เหมือนกัน ฉันโกรธคุณเพราะไม่คิดว่าคุณจะปฏิเสธ ฉันก็เป็นเหมือนคุณ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เรียนไม่รู้เรื่อง”
อัศนัยหน้านิ่งๆ เพราะรู้แล้วว่าปรียากมลพูดไม่จริง เพียงแต่ยังไม่อยากเปิดเผยสิ่งที่ตนรู้ตอนนี้
“ทำไมเราจะรักกันเหมือนเดิมไม่ได้”
“เพราะ......ผม เคยเจ็บ....เจ็บแล้วต้องจำ”

ปรียากมลนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก

กลางดึกคืนนั้น พอสมหวังรู้ตัวเลขที่เถ้าแก่เรียก ก็ตะโกนโวยวายเสียงดังลั่นออกมา

“เท่าไหร่นะ...แสนหนึ่ง....แสนหนึ่งเหรอ”
“ค่อยๆ หน่อย ตะโกนไปได้ ชาวบ้านเขาจะแตกตื่นกันหมด” สมใจด่า
“แล้วแกจะให้มันเหรอ...ฮะ แกจะให้มันเหรอยายใจ บ้าไปแล้ว ไอ้ป้อม มันเป็นอะไรก๊ะเรา...ฮะ เป็นอะไร” สมหวังเยาะ
“เป็นเด็กที่เราเห็นมาแต่เล็กแต่น้อย แม่ของมันดีกะชั้น เขาฝากมันไว้กะเรา”
“ฝากกะแกน่ะสิ ฉันไม่เกี่ยวเว้ย”
“ฉันรู้แล้วไม่ต้องบอก ฉันไม่เคยคิดว่าแกจะต้องเกี่ยว”
“อ้าว...ไม่รู้นี่ นึกว่าจะมาขอเงินฉัน”
สมใจมองเหล่
“ไม่ขอใช่มั้ย”
“ขอเงินแกเหรอตา....” สมใจพูดพาซื่อ “ฉันจะขอแกทำไมสติฉันยังดีอยู่”

ระหว่างนั้นดอกโศกกับสมปอง นั่งจับเจ่ามองดูตายายเถียงกัน จนเห็นสมหวังสะบัดหน้า เปิดมุ้งมุดเข้าไป ส่วนสมใจนั่งกุมขมับคิดหนัก
“น้าให้สองหมื่นที่โศกให้มายังไม่ได้ใช้ซักกะบาท” สมปองกระซิบ
“ไม่พอหรอกน้าปอง”
“แม่แกคงให้สามหมื่นของแกแต่ก็ไม่พอ ทำไงดี” สมปองกังวล
“แต่หนูไม่เอาเงินของยาย ของน้าปองหรอก น้าเก็บไว้เถอะ”
“แล้วจะเอาเงินมาจากไหน เอาเหอะ พรุ่งนี้น้าจะไปต่อเขา ขอจ่ายห้าหมื่นก่อน” สมปองลุกขึ้น ”นอน....ง่วงแล้ว” เดินหัวซุนไป
ดอกโศกคิดหนัก

ดอกโศกนอนไม่หลับ เดินออกมานอกบ้านยืนมองโทรศัพท์ในตู้แบบหยอดเหรียญ แล้วตัดสินใจยกหู ใส่เงิน กดเลขปลายทาง เป็นคนที่เธอคิดว่าจะช่วยป้อมได้

เวลานั้นปรียากมลคล้องแขนรอบคออัศนัย ปากต่อปากกำลังจะแตะกันอยู่แล้ว โทรศัพท์มือถือของอัศนัย ดังขึ้น
อัศนัยผละออกทันที ไปรับโทรศัพท์ พอกดรับ สายตัดไปทันที

ดอกโศกกดสายทิ้ง เงินหล่นคืน ดอกโศกเก็บเหรียญ แล้ววางสาย สีหน้าลังเล แต่แล้วก็ตัดสินใจก้าวออกไป

อัศนัยฟังโทรศัพท์ แล้ววาง
“ใครเหรอ”
“ไม่ทราบ...วางเสียก่อน”
“ดูเบอร์” ปรียากมลแนะ
“เบอร์บ้าน ไม่รู้จัก” พลางหยิบกุญแจรถ “ไป”
“ไปไหน” ปรียากมลอึ้ง
“กลับบ้าน” อัศนัยเดินผ่านไปเลย
ปรียากมลจับแขน มองสบตา “จะกลับจริงๆ เหรอ”
“จริง”
“คุณกลับไปก่อน ฉันจะนั่งเล่นสักครู่”
อัศนัยหัวเราะเบาๆ “ไม่เอาน่าปรียากมล อย่าใช้ไม้นี้กับผมไม่ได้ผลหรอกเพราะผมจะไปจริงๆ”
“ฉันก็จะอยู่จริงๆ”
อัศนัยจับแขนดึงให้เดิน “อยู่เล่นๆ ได้ อยู่จริงไม่ได้หรอก ที่นี่จะมีแต่ยามกับคนงาน คุณอยู่ไปก็ไม่สนุก ไปกับผมดีกว่า”
“ไปกับคุณแล้วสนุกเหรอ” ปรียากมลประชดในน้ำเสียง
อัศนัยหันมาเผชิญหน้า “คุณไม่ได้มีเวลาแค่คืนนี้คืนเดียวนะ” มองนัยน์ตาปรียากมล
ปรียากมลสบตา ทั้งสองอ่านความนัยกันสักครู่ ก็เข้ากอดอัศนัยเต็มแรงแบบเพื่อนต่อเพื่อน ไม่ส่งสัญญาณลึกกว่านั้น
“ฉันไม่มีเพื่อนเลยอัศนัย วันๆ ไม่รู้จะไปหาใครหรือไปทำอะไร ฉันไม่ได้อยู่เมืองไทยนานมากจน...รู้สึกแปลกไปหมด” ปรียากมลน้ำตาคลอหน่วยขึ้นมา
อัศนัยมองเห็นใจ ตบไหล่เบาๆ ปาดน้ำตาให้
“ฉันว้าเหว่จริงๆ นะ”
อัศนัยกอดไหล่ พาเดินไป ปรียากมลเดินตามไป
“จะไม่พูดอะไรเลยหรือ”
“หิวมั้ย...ผมจะพาไปทานข้าวต้มที่อร่อยที่สุด”
ปรียากมลนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะบอก “ไป...” คลี่ยิ้มกว้างให้ “...หิวมาก”
สองคนเดินไปด้วยกัน เสียงพูดแว่วๆ มา
“ข้าวต้มที่ไหนเหรอ...อร่อยยังไง...ข้าวต้มอะไร”
“อีกซักครึ่งชั่วโมง”
“ทำไม”
“คุณก็จะรู้”
มีเสียงหัวเราะเบาๆ ของสองคน คลอกันไป
เวลาเดียวกัน ดอกโศกนอนครุ่นคิดหนักว่าจะช่วยป้อมอย่างไร

เช้าวันรุ่นขึ้น เพ็ญตระการโวยวายกับเพ็ญพักตร์ ว่าจะไม่ไปโรงเรียน
“ไม่อยากไปโรงเรียน...ไม่อยากไป”
“ไม่เอาน่ะอุ๊ รีบๆ แต่งตัวเข้า สายแล้วเดี๋ยวคุณตาคอย วันนี้แม่ไม่ไปส่งนะ”
“ให้คอยไปสิคุณแม่ ไม่เห็นต้องรีบเลย”
“อุ๊...”เพ็ญพักตร์เสียงเข้ม
อุ๊กระโดดขึ้น “ค่ะ...ค่ะ แค่ไปรับมันสายไปหน่อยคุณตาจะฆ่าอุ๊มั้ยคะ”
เพ็ญพักตร์ไม่ตอบ เปิดตู้หยิบชุดนักเรียนให้อุ๊
“อยากรู้จริงว่าคุณตาจะไปรับมันไปโรงเรียนอีกซักกี่วัน”
เพ็ญพักตร์รุนหลังลูกสาวให้เข้าห้องน้ำ “ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้คุณตาก็เลิกเชื่อแม่ คุณตาทำอะไรซ้ำซากจำเจได้ที่ไหน”
“หรือไม่ก็เลิกเพราะมันกลับมา....มั้ยคะคุณแม่”
“มันไม่กลับหรอกแม่รู้นิสัยมัน มันเป็นคนตัดสินใจอะไรแล้วไม่เปลี่ยนใจ สิบปีที่แล้วมันตัดสินใจอยู่มันก็อดทนอยู่ ตอนนี้มันตัดสินใจไป...มันก็ไปแม่ไม่คิดว่ามันจะกลับมา”
เพ็ญพักตร์มั่นใจในความคิดตน

ไม่นานหลังจากนั้น ดอกโศกนั่งเคียงสุดเขตตรงที่นั่งด้านหลัง “คุณตาคะ”
“หือม์...ว่าไงลูก”
อุ๊ ได้ยินเสียงอ่อนโยนของคุณตาที่พูดกับดอกโศก
“หนูจะกลับมาอยู่กับคุณตาค่ะ”
สุดเขตยังไม่ทันตอบ อุ๊ที่นิ่งไปอึดใจ หันขวับมา “เธอว่าอะไรนะ”
“ฉันจะกลับบ้าน” ดอกโศกบอก
“ไม่ได้” อุ๊พูดเสียงดัง
ดอกโศกจ้องหน้าอุ๊นิ่งๆ “ทำไมไม่ได้”
“ออกไปแล้วไม่ต้องกลับมา”
สุดเขตนั่งนิ่งๆ ฟัง
“ไม่ได้มีใครพูดอย่างนั้นนี่”
“ฉันไง...ฉันพูดอยู่นี่ พูดอยู่นี่” เสียงอุ๊ดังมากขึ้น
“อุ๊...เราเป็นพี่น้องกันนะ ทำไม...”
“ไม่เป็น...ฉันไม่เป็นพี่น้องกับเธอ คนอย่างเธอฉันไม่เกี่ยวข้องด้วย”
“งั้นก็ไม่ต้องเกี่ยวข้อง เพราะฉันก็แค่กลับบ้าน”
อุ๊ พูดไม่ออกเหลือบมองสบตาคุณตา นัยน์ตาสุดเขตครุ่นคิดตรึกตรอง เหมือนกำลังอ่านพฤติกรรมหลานสองคน
“คุณตา...” อุ๊พยายามหาแนวร่วม
“ถึงโรงเรียนแล้ว ไปเรียนหนังสือก่อน..ทั้งสองคน”
ดอกโศก พนมมือไหว้คุณตา สุดเขตถามทันที
“อภิรมย์ฤดี จะกลับบ้านวันไหน”
“หนูมีเงื่อนไขอย่างหนึ่งที่จะขอคุณตาค่ะ ที่หนูจะกลับบ้านครั้งนี้”
“อะไรหรือ”
อุ๊นั่งนิ่งมองตรงไปข้างหน้า สีหน้าขัดแค้นใจ เจ็บใจจนแทบจะร้องไห้
ดอกโศกคิดสักครู่ “หนูจะเรียนคุณตาทีหลังค่ะ”
“ทำไมถึงคิดว่าจะไม่ให้อุ๊เขารู้ด้วย” สุดเขตถาม
อุ๊หันมา “อุ๊ไม่อยากรู้ ไม่ต้องบอกให้ได้ยิน ไปบอกกันสองคนแล้วกันค่ะ”
“อภิรมย์ฤดี...บอกมาเดี๋ยวนี้เลยเงื่อนไขอะไร”
“หนูขอโทษค่ะคุณตา หนูกลับบ้านแล้วจะเรียนคุณตาค่ะ”
“กลับบ้านแล้วถึงบอก แต่ถ้าตาไม่ตกลงตามเงื่อนไขนั้นล่ะ”
“หนูก็...ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะทำยังไง” ดอกโศกไหว้แล้วลงไปทันที
“อุ๊..”
“คุณตา” น้ำเสียงเจือสะอื้นด้วยความคับแค้นใจ
“ไปเรียนหนังสือนะลูก เย็นนี้ตาจะมารับ”
อุ๊ นั่งก้มหน้า น้ำตาหยดเผาะ สุดเขตลงจากรถ เปิดประตู จังหวะนั้นมือนายพลชราสอดเข้าจับมือหลานสาว อุ๊ แหงนมองหน้าคุณตา น้ำตาปริ่ม ดอกโศกเห็นภาพนี้ด้วย
“ตาจะเดินไปส่งที่โรงเรียน” สุดเขตส่งผ้าเช็ดหน้าให้ “เช็ดน้ำตาเสีย”

ที่บริเวณทางเดินที่พ้นประตูโรงเรียนมาแล้ว อุ๊เดินมา เห็นคุณตาหันหลังเดินกลับไปที่รถ ดอกโศกที่คอยอยู่เดินเข้าไปหาอุ๊ เดินเคียงกันไปสักครู่
ดอกโศกหันไปหา “อุ๊...”
เพ็ญตระการนัยน์ตามองตรงไปข้างหน้า เท้ายังก้าวเดินอย่างมั่นคง สีหน้าเกลียดชัง น้ำตาคลอ “ไปให้พ้น” พูดเสียงในลำคอ
“ฉันอยากบอกว่า....” ดอกโศกเดินตาม
“บอกว่าไปให้พ้น”
“อุ๊” ดอกโศกเรียกอีก
อุ๊หยุด หันมาด่าๆๆ “เกลียด...รู้มั้ยว่าเกลียด...เกลียดเข้าไส้ ต่อไปอย่ามาพูดว่าเราเป็นพี่น้องกันรู้ไว้ด้วยว่าฉันไม่มีวันจะนับพี่นับน้องกับเธอ เพราะเธอมันเป็นแค่เศษขยะที่มาติดชายกระโปรงฉันเท่านั้น” อุ๊พูดแค่นั้นก็เดินหนีไปทันที
ดอกโศกยืนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ สีหน้าเจ็บปวดลึกซึ้งมาก

เช้าวันหยุด ในบริเวณสวนสวยแห่งนั้น ดอกโศกหลับตานิ่ง สีหน้าเจ็บปวด อัศนัยกำลังนั่งมองใบหน้า พอดอกโศกลืมตา มีน้ำตาจางๆ ยิ้มนิดๆ แต่แฝงความขมขื่นให้อัศนัยเห็น
“ดอกโศกบอกคุณนัยได้หรือยังที่ว่ามีเรื่องจะขอให้คุณนัยช่วย”
“บอกได้แล้วค่ะ ดอกโศกจะขอยืมเงินคุณนัยหนึ่งแสนบาทจะได้มั้ยคะ”
อัศนัยแม้จะฉงน แต่ระงับอารมณ์ “ได้สิ ทำไมจะไม่ได้”
“ขอบคุณค่ะ” ดอกโศกไหว้อัศนัย
“มีข้อแม้อย่างเดียว ต้องบอกคุณนัยว่าจะเอาเงินไปทำอะไร”
“ค่ะ ดอกโศกต้องบอกอยู่แล้วจะเอาไปให้ป้อมค่ะ”
“อ๋อ...ค่ามอเตอร์ไซค์ ต้องให้เขาถึงแสนหรือ”
“ค่ะ”
อัศนัยเพ่งมอง “ไม่ได้กลุ้มใจเรื่องเดียวใช่มั้ย”
ดอกโศกถอนใจยาว
“บอกคุณนัยให้หมดไม่ได้หรือ”

“ดอกโศกเรียนคุณตาว่าจะกลับไปอยู่บ้านคุณตา คิดว่าจะขอคุณตาหนึ่งแสนบาท ไปให้ป้อมค่ะแต่..จะไม่ขอแล้ว” ดอกโศกตัดสินใจเล่าเรื่องให้ฟังหลังจากมาถึงบ้านอัศนัยแล้ว
“งั้นหรือ แปลว่าเปลี่ยนใจขอยืมคุณนัย เพราะอะไรหรือ”
“เพราะไม่อยากมีเรื่องขัดใจอุ๊ อุ๊เขาไม่อยากให้ดอกโศกกลับไป”
“เขาบอกหรือ”
“ค่ะ อุ๊บอกต่อหน้าคุณตา”
“คุณตาว่าไง”
ดอกโศกหน้าหมองลงนิดหนึ่ง “คุณตา...”
ดอกโศกนิ่งไป คิดถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าวันก่อนที่คุณตาจับมือปลอบอุ๊
“คุณตาคงลำบากใจมาก ดอกโศกเห็นใจคุณตา ก็เลยเปลี่ยนใจ”
อัศนัยเพ่งมอง “ไม่จริงหรอก คุณนัยรู้ว่ามีอะไรมากกว่านั้น ใครว่าอะไรให้เสียใจหรือดอกโศก”
ดอกโศกส่ายหน้า
อัศนัยไม่เชื่อ “อุ๊ว่าอะไร”
ดอกโศกกัดปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาแต่กลั้นไม่อยู่ น้ำตาหลั่งไหล สะอื้นจนตัวโยน ปาดน้ำตาอยู่ไปมา
อัศนัยสงสารเหลือเกิน ตบไหล่ปลอบโยน
ดอกโศกพูดไปสะอื้นไป “อุ๊...เขาเกลียดดอกโศกมาก ที่จริงดอกโศกรู้อยู่แล้วว่าเขาเกลียดคุณป้าเพ็ญพักตร์ก็เกลียด แต่ดอกโศกไม่ทราบว่าเขาเกลียดมากขนาดนี้ คนเกลียดกันมากแบบนี้จะอยู่บ้านเดียวกันได้ยังไงคะคุณนัย...ดอกโศกไม่กลับไปหรอก”
“ถูกแล้วถึงคุณนัยจะไม่ค่อยอยากให้ดอกโศกอยู่กับยายเท่าไหร่แต่เห็นด้วยว่าถ้า เขาเกลียดขนาดนั้นก็ไม่ต้องไปอยู่กับเขา”
“แล้วดอกโศกจะหาเงินใช้คุณนัยนะคะ”
“จะหาจากที่ไหน”
ดอกโศกตอบซื่อๆ “ไม่ทราบค่ะ”
อัศนัยหัวเราะเสียงดัง “โธ่เอ๊ย...เด็กเอ๊ย”
“หัวเราะเยาะไปก่อนเถอะค่ะคุณนัย ดอกโศกจะเป็นเด็กตลอดไปหรือคะ” ดอกโศกค้อนนิดๆ
“โอเค...วันหนึ่งเด็กคนนี้ก็ต้องโต” อัศนัยว่า
“ก็ต้องหาเงินได้...รับรองสิน่า” ดอกโศกยิ้มกว้าง
“เชื้อ...เชื่อ แต่ไม่ใช่ขายหนังสือพิมพ์นะ อย่างนั้นคุณนัยจะแก่ซะก่อนจะได้เงินคืน”
“ดอกโศกไม่เห็นคุณนัยจะแก่เลย ตั้งแต่ดอกโศกเป็นเด็กคุณนัยก็หนุ่มแบบนี้แหละค่ะ”
อัศนัยหัวเราะชอบใจ “เออ คิดว่าคุณตาจะโกรธมั้ยที่ดอกโศกไม่เอาเงินคุณตา แต่เอาเงินคุณนัยแทน”
“คงโกรธค่ะ แต่คุณตายังไม่รู้เรื่องเงินค่ะ” ดอกโศกว่า

สมปองซิ่งตุ๊กๆ มา ผ่านรถสุดเขตที่จอดอยู่ สุดเขตยืนโบกมือให้ สมปองขับเลยแล้วถึงเห็น
“เฮ๊ย...ผู้โดยสาร”
สมปองเลี้ยวรถขวับไปฝั่งตรงข้าม แล่นไปสับสิบยี่สิบเมตรเลี้ยวอีกขวับ จอดรับสุดเขตที่ก้าวขึ้น
“ขับไปเรื่อยๆ ขอถามอะไรหน่อย” สุดเขตสั่ง
สมปองขับออกอย่างเผลอตัว แล้วร้องเสียงดัง “เฮ๊ย...
รถวูบเข้าไปจอดกึก สมปองกระโดดลงหน้าตื่น
“คุณตา...เอ๊ย....ท่าน”
“เอาเถอะไม่ต้องเรียกฉันท่านหรอกเรียกคุณตาก็ได้”
“เฮ้ย ไม่ได้ เดี๋ยวเหากินกบาล เอ้ย กินหัว....ฮะ”
“เรียกได้เท่ากับเรียกว่าคุณตาของอภิรมย์ฤดี” สุดเขตลงจากรถ
“โห....ยาวอ่ะ”
สุดเขตถอนใจ “บอกฉันหน่อยว่าทำไมอภิรมย์ฤดีถึงไม่ยอมไปอยู่กับฉันทั้งๆ ที่บอกฉันตั้งแต่วันก่อนแล้วว่าจะไป”
“โศกมันบอกจะไปอยู่กับคุณตาเหรอฮะ”
“บอก”
“ไม่เห็นรู้เลยบอกว่าไง......ฮะ” สมปองไม่อยากเชื่อ
“บ๊ะ ก็บอกว่าจะไปอยู่กับฉันน่ะสิ แล้วจะขออะไรฉันแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่ง แต่สุดท้ายก็บอกว่าไม่ขอแล้วและไม่ไปอยู่กับฉันด้วย”
สมปอง ตั้งใจฟังมาก สายตาคิดตามตลอด “อ๋อออ...รู้แล้วฮะ สงสัยจะเงินแสนนึง นั่นแหละ”
สุดเขตฉงนก่อนแล้วรับสมอ้าง “ฉันก็ว่าเพราะเงินแสนนั่นแหละ”
สมปองยิ้มกว้างขวาง “ใช่แล้วฮะ” ไหว้ลา “ไปนะฮะ” กระโดดขึ้นรถทันที
“เดี๋ยว ฉันรู้ว่ามีคนให้เงินแสนนั้นแต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ฉันอยากขอบใจเขา”
“เขายังไม่ได้ให้หรอกฮะ แต่เขาบอกว่าจะให้ ก็เพราะเถ้าแก่ไอ้ป้อมยังไม่มาเอาเงิน ตอนนี้คงรอไอ้ป้อมออกมาจากสถานพินิจก่อน”
สมปองพูดจบก็เบิ้ลรถ บรื๋อ...บรื๋อ ตั้งท่าจะไป
คุณตาจับแฮนด์รถไว้มั่น “ใคร”
“ใครเหรอฮะ”
“ใครให้เงิน” สุดเขตสงสัยนัก
“ก็คุณอัศนัยไงฮะ”














Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:26:54 น.
Counter : 232 Pageviews.

0 comment
ดอกโศก ตอนที่ 3 (ต่อ)



ในห้องเรียนเช้าวันนั้น ถึงคาบเรียนแล้ว เก้าอี้นักเรียนของอุ๊ ยังว่างอยู่ ดอกโศกตั้งใจเรียน คู่กับเจนนิเฟอร์ สีหน้าดอกโศก นิ่ง สงบ แต่เห็นว่าในใจยังกังวลลึกๆ

อุ๊กลับเข้าห้องนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง มีเสียงสะอื้นดังแผ่วๆ
เพ็ญพักตร์ นั่งมองลูกสาวคนเดียวอย่างเป็นกังวล
อุ๊พลิกตัวขึ้นมา นัยน์ตาแดงช้ำ “คุณแม่...”
เพ็ญพักตร์หันมามอง แล้วเขยิบตัวเข้ามากอดลูกไว้ ตบหลังปลอบโยน
“ทำยังไงต่อคุณแม่”
“ไม่เห็นต้องทำอะไร ทำตัวตามปกติ”
“อุ๊กลัวคุณตา”
เ”กลัวทำไม คุณตาจะทำอะไร”
“ไม่ทราบ แต่...ก็กลัว คุณตาคงไม่รักอุ๊อีกแล้ว อาจจะไม่พูดกับอุ๊เลยก็ได้”
“ปู่ย่าตายายเขาไม่โกรธลูกหลานนานหรอก ความผิดของอุ๊น่ะมันไม่ใช่ความผิดร้ายแรงถึงขนาดต้องตัดเป็นตัดตาย มันก็แค่คนไม่ชอบกัน แกล้งกันนิดๆ หน่อยๆ แบบเด็กๆ” เพ็ญพักตร์แนะทางลูก
“จริงนะคุณแม่ แค่แกล้งกันแบบเด็กๆ ไม่เป็นไรจริงนะคุณแม่” อุ๊ถาม
“จริงลูก” น้ำเสียงเพ็ญพักตร์หนักแน่นมาก “มันไม่ผิดมากหรอกลูกไม่ต้องกลัว ถ้าคุณตาจะทำโทษอุ๊ แม่จะช่วยไม่ต้องกลัว กะอีแค่หลานคนใช้คนหนึ่ง” ประโยคหลังนี้เพ็ญพักตร์ลดเสียงเบาลงเหมือนพูดกับตัวเอง

เย็นวันนั้นเลิกเรียนแล้ว ดอกโศกเดินคู่กับเจนนิเฟอร์ พอจะออกจากโรงเรียน ต้องหยุดชะงัก
เมื่อเห็นคุณตายืนคอย ดอกโศกไหว้ สุดเขตหันหลังกลับดอกโศกตามไป อัศนัยเดินมาถึงพอดี แม้จะผิดหวัง แต่พอใจที่เห็นคุณตาเป็นคนมารับ

เวลาเดียวกันสมปองขับรถตุ๊กๆ เข้ามาจอดที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ลูกค้าลง ส่งเงินให้แล้วเดินไป
“พี่ๆ....เงินทอนฮะ”
“อ้าว ลืม” ลูกค้าว่า
“หรือจะให้เพิ่มละฮะ” สมปองเย้า
“จะเอาเหรอ ถ้าจะเอาแล้วเรียกทำไม”
สมปองส่งเงินให้ “ไม่เอาหรอกฮะ แล้ววันหลังขึ้นรถผมอีกแล้วกันนะฮะ” สมปองเดินลงรถตรงไปร้านหนังสือ “ป้า ไอ้หมายล่ะ”
“มันรวยอะไรมา เห็นซื้อแมคอันใหญ่มากิน โค้กแก้วใหญ่ มันทอดถุงใหญ่ แถมขนมอะไรไม่รู้ กินเสร็จมันบอกลางาน 7 วัน” ป้าเจ้าของร้านหนังสือเล่าเป็นฉากๆ
สมปองอ้าปากค้าง “หา....ลา 7 วัน มันจะไปไหน”
“เชื่อมั้ย ป้ายังไม่เชื่อหูตัวเองเลย”
“ไปไหน?” สมปองฉงนในใจ
“ไปพักผ่อน” ป้าบอกต่อ
“พักผ่อน! โห...ไฮโซอ่ะ ที่ไหนป้ารู้ป๊ะ” สมปองไม่อยากเชื่อหู
“สมุย” ป้าบอก
“ฮ้า เกาะสมุยเหรอป้า” สมปองยิ่งสงสัยหนัก
“เออ อยู่ที่ไหนยังไม่รู้เลยว่ะ” มองไปเห็นรถสุดเขตแล่นมา “เฮ้ย...”
สมปองหันไปมองด้วย
รถนายพลสุดเขตแล่นเข้ามาจอด ดอกโศกหันมาไหว้คุณตา สมยังคงนั่งเฉย
“สม” สุดเขตต้องเรียก
สมรู้ตัว รีบลงมาจะเปิดประตูให้ดอกโศก ดอกโศกไม่รอเปิดลงไปเอง แล้วปิดเบาๆ ไม่มองหน้าสมเดินตัวตรง ผ่านสมปองหยุดทักเบาๆ สมปองตอบ แต่ปรายสายตามองมาที่รถ
“ไปได้” รถเคลื่อนไปช้าๆ
“โศก คุณตาเค้าจะมารับงี้ทุกวันเหรอ” สมปองสงสัย
“ไม่รู้สิน้าปอง”
“มาชัวร์ เค้าจะเอาแกกลับไปอยู่กะเค้าใช่มั้ย” สมปองยังคาใจ
“น้าหมายล่ะจ๊ะป้า” ดอกโศกไม่สนใจเรื่องคุณตา หันไปทางป้าเจ้าของร้านหนังสือ
“โอ๊ย...จะเหลือเร้อ เงินเยอะซะขนาดนั้น ไปเที่ยวแล้ว”
“ไปไหน” ดอกโศกยิ้มนิดๆ
“เกาะสมุย เออ! แกจะกลับไปอยู่กะเค้าป่ะ”
สองคนคุยกัน โดยไม่รู้ว่าอัศนัยยืน มองจ้องมาจากอีกฟากถนน

เย็นนั้นดอกโศกแวะมาที่บ้านคุณนายประดับ
“ทำไมถึงจะไม่ไปล่ะดอกโศก”
“เพราะ...” ดอกโศกตรึกตรองแล้ว “หนูไม่อยู่ทุกคนที่นั่นจะมีความสุข”
“ทำไม” คุณนายสงสัย
“เพราะเขาเกลียด”
“ทุกคนเลยหรือ” คุณานายประดับไม่อยากเชื่อ
ดอกโศกนิ่งคิด “เกือบค่ะ เกือบทุกคน”
“เท่ากับมีบางคนที่รักแก”
“หนูก็ไม่แน่ใจ” ดอกโศกรู้สึกอย่างนั้น ลังเล สงสัย
“ใคร?”
“คุณตา” ดอกโศกบอก
“ก็เห็นว่าคุณตาดุบางครั้งไม่มีเหตุผล บางครั้งไม่ฟังคำอธิบาย” คุณนายประดับท้วง
“ใช่ค่ะ แต่คุณตาเป็นคนเดียวที่ยังรักหนูบ้าง ส่วนคนอื่นๆ หนูว่าไม่มีเลย เขาเกลียดอย่างเดียว มีคุณตากับอ้น..” นัยน์ตาดอกโศกขณะพูดหมองจัด “เท่านั้น”
“เชื่อฉันนะดอกโศก เจ้าไม่ต้องรักเขาพวกนั้นหรอก แต่อย่าเกลียดตอบเขา แค่หลีกหนีเขาให้ห่างเท่านั้น”
ดอกโศกยิ้มกระจ่างตา ก้าวเดินออกไปยังหน้าบ้านคุณนายประดับ

ใบหน้าดอกโศกยังยิ้มสดใสอยู่ เมื่อก้าวพ้นออกมาจากประตูบ้าน และสบตากับอัศนัยที่ยืนคอยอยู่











Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:24:13 น.
Counter : 204 Pageviews.

0 comment
1  2  

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]