All Blog
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 15 จบบริบูรณ์




ไม้เดินมาที่บริเวณชายป่า เขาเตรียมลุยเดี่ยวเข้าไปด้านใน

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แกต้องดูแลพ่อชั้นดีๆ นะ” ไม้หันมาบอกจันทร์
“แกก็ดูแลตัวเองเหมือนกัน นี่แน่ใจนะว่าจะไม่ให้พวกเราเข้าไปช่วย”
“ที่ชั้นเห็นคุณแพรวาต้องมาเป็นอะไรไปทั้งที่ไม่เกี่ยวด้วย ชั้นก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว อย่าให้ชั้นต้องรู้สึกผิดมากไปกว่านี้เลย อีกอย่างแกก็เห็นแล้วว่าเวตาลมันแข็งแกร่งขนาดไหน คนอย่างเราๆ ไม่มีทางสู้มันได้เลย”
จันทร์พยักหน้ารับ
“อย่าเดินออกนอกแผนที่ล่ะ เดี๋ยวจะหลง”
ไม้พยักหน้าอย่างหนักใจ ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในป่าเพียงลำพัง จันทร์ ชาญ มองตามอย่างเป็นห่วง
จันทร์กับชาญกลับมาที่บ้านเมฆ แต่ปรากฏว่าไม่มีวี่แววของเมฆเลย
“พี่เมฆ พี่เมฆ”
“หวังว่าคงไม่ได้ตามไม้ไปหรอกนะ”
จันทร์บ่นอย่างเป็นห่วง
ไม้เดินบุกป่าตามลำพัง ปีนป่ายดูแผนที่หนังเสือบ้างบางครั้ง และบางทีเขาก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรตามเขามาด้วย แต่พอหันไปก็ไม่เห็น
อีกด้านหนึ่งของป่าพันเทพมองเวตาลที่กลับมาในรูปของทิวา
“แปลงร่างได้แล้วนี่ แข็งแรงแล้วละสิ”
“อย่ามาทำรู้เกี่ยวกับตัวข้านัก”
“ชั้นไม่ไหวกับที่นี่แล้วนะ เมื่อไหร่แกจะไปชิงไม้ตะพดซะที”
“ใจเย็นสิเจ้า ข้าต้องการเวลาในการพักรักษาตัวอีกหน่อย”
“ชั้นก็บอกให้ไปชิงไม้ตะพดเพื่อมารักษานั่นไง”
“เจ้ามองทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายแบบนั้นจริงๆ หรือ”
พันเทพส่ายหน้า ไม่ได้ดังใจ
“ตามใจ จะปล่อยให้พวกนั้นบุกมาถึงที่นี่ก็ตามใจ”
“เจ้าคิดว่า...ลูกชายที่เกลียดเจ้า จะยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยเจ้าตามที่เจ้าเมฆนั่นมันว่างั้นหรือ”
พันเทพพยักหน้ายอมรับ
“จริงสิ”
“เจ้าไม่เหลือใครแล้วพันเทพ เจ้ามีเพียงข้า”
พันเทพท้อใจจังหวะนั้นมีเสียงบางอย่างดังขึ้นที่หน้าถ้ำ ทิวาหันไปมองอย่างระแวง พันเทพมองตามอย่างมีความหวัง ทิวาถือไม้ตะพดเดินอาดๆ เข้าไปสำรวจ
ทิวาเดินถือไม้ตะพดอย่างระแวงมาที่หน้าถ้ำมองซ้ายมองขวา ไม้แอบอยู่หลังก้อนหินใหญ่ทิวาจึงไม่เห็น
“มันอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย” ไม้เห็นตะพดในมือทิวา “ นั่นไม้ตะพดนี่ แย่แล้ว พันเทพจะยังมีชีวิตอยู่มั้ย”
ทิวาเดินกลับเข้าไปในถ้ำ พันเทพรีบถามทิวาอย่างมีความหวัง
“ตกลงมีใครมามั้ย”
ทิวาส่ายหน้ายิ้มเยาะ
“อย่าหวังอะไรลมๆ แล้งๆ เลย” พันเทพคอตก “เจ้าเป็นพวกข้า ทำไมยังจะต้องปรารถนาคนอื่นมาช่วยอีก”
พันเทพมองไม้ตะพดในมือทิวา
“ชั้นแค่ไม่ชอบอยู่ที่นี่”
“เพียงไม่นานหรอก เมื่อข้าแข็งแรง ข้าจะกลับไปตามล่าไม้ตะพดวิญญาณมาเป็นของเรา”
พันเทพมองเวตาลอย่างไม่ไว้ใจ
ไม้แอบเข้ามาในถ้ำ ทิวาห้อยหัวหลับเหมือนค้างคาว เมื่อเข้ามาในถ้ำไม้เห็นพันเทพยังอยู่ไม้ดีใจอย่างบอกไม่ถูก พันเทพขยับตัวไม้รีบวิ่งหาที่ซ่อน พันเทพลืมตาขึ้นมามองซ้ายมองขวาไม่มีใครเขาหันไปมองที่ทิวาที่ห้อยหัวหลับมือกำไม้ตะพดไว้ พันเทพค่อยๆ ย่องเพื่อจะเอาไม้ตะพดของตนคืนมา พันเทพหยิบไม้ตะพดออกจากมือทิวาอย่างเบามือ ทิวาขยับตัวพันเทพลุ้นแต่ทิวาก็ไม่ตื่น พันเทพพยายามดึงไม้ออกมาต่อ ไม้แอบดูอยู่ลุ้นๆ แต่แล้วไม้เองก็เป็นคนทำก้อนหินหล่นลงมาทำให้ทิวาตื่นก่อนที่พันเทพจะได้ไม้ตะพด ทิวาตีลังกาลงมาซัดพันเทพจนกระเด็น
“นี่เจ้าจะหักหลังข้าใช่มั้ย”
“ไม้ตะพดของชั้น ชั้นขอคืน”
“เจ้านี่มัน...เลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ” ทิวาฟาดพันเทพสั่งสอน พันเทพสู้ไม่ได้เพราะไร้อาวุธและพลังเวตาลก็เหลือล้น “จำไว้ว่าใครเป็นนาย”
ไม้แอบเข้ามาด้านหนังใช้ไม้ตะพดฟาดเข้ากลางหลังของทิวา
“หยุดซะทีเถอะ”
“ไม้ ไม้มาช่วยพ่อจริงๆ” พันเทพบอกอย่างดีใจ
“ไอ้พวกลอบกัด”
ทิวาแปลงร่างเป็นเวตาลอีกครั้ง
“ข้าจะไม่ไว้ชีวิตพวกเจ้าทั้งสองคน”
แล้วเวตาลกับไม้ก็สู้กันอีกครั้งอย่างดุเดือด เวตาลมีไม้ตะพดเลือดขณะที่ไม้มีไม้ตะพดวิญญาณ ทั้งสองฝ่ายต่างผลัดกับรุกผลัดกันรับ แต่ในที่สุดไม้ก็สู้พลังของเวตาลที่มีมหาศาลไม่ไหวถูกอัดติดผนังถ้ำ ไม้ตะพดกระเด็นหลุดจากมือพันเทพเห็นไม้ตะพดไม้หล่นรีบวิ่งไปเก็บทันที
“ไม้ตะพดวิญญาณ”
แต่พันเทพก็โดนไม้ตะพดเลือดที่เวตาลถืออยู่จ่อที่คอ
“เจ้าก็รู้ เวลานี้เจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอกข้าจะให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้ายพันเทพ ฆ่ามันซะ”
พันเทพนิ่งคิดหันไปมองไม้ที่นอนบาดเจ็บอยู่บนพื้น พันเทพมองเวตาล มองไม้ ไม่มีใครรู้ว่าพันเทพคิดอะไรอยู่
“ฆ่ามันซะ แล้วทุกอย่างก็จะจบ”
พันเทพเดินถือไม้ตะพดเข้าไปหาไม้ช้าๆ ไม้จ้องตาพันเทพเขม็ง
“ยี่สิบกว่าปีที่รอคอย เสียใจด้วยนะไม้”
“พันเทพ”
เวตาลยิ้มเดินตามหลังพันเทพ
“ใช่ ...ชั้นคือพันเทพ คนที่ทิ้งได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง ถ้าแกเลือกอยู่ข้างพ่อตั้งแต่แรก เราคงไม่ต้องเป็นแบบนี้...แล้วเป็นไง ไอ้เมฆมันช่วยอะไรแกได้มั้ย” ไม้มองตาพันเทพอย่างไม่กลัว ”ตายแทนคุณ พ่อหน่อยแล้วกัน อโหสิกรรมวะลูก”
ไม้ยิ้มเศร้าๆ
“ผมยกโทษให้พ่อ”
คำพูดนี้กระแทกใจพันเทพ เขาเงื้อมมือขึ้น เวตาลยืนยิ้มย่ามใจอยู่ด้านหลัง แต่แล้วพันเทพก็ตัดสินใจใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่เขามีหันไปฟาดตะพดไปที่เวตาล เมฆปรากฏตัวขึ้นเพราะคิดว่าพันเทพจะฆ่าไม้จึงเข้ามาขวางทำให้พันเทพพลาดเป้าจากเวตาลไป
“พ่อมาได้ยังไง”
เมฆหันไปมองพันเทพ
“ถามพันเทพสิ ว่าพ่อรู้จักที่นี่ได้ยังไง”
“ชั้นยอมรับว่าตอนที่ถอดจิตตอนนั้นชั้นทำร้ายแก แต่ตอนนี้ชั้นไม่ได้จะทำแบบนั้นกับไม้ แกเข้าใจผิดแล้ว”
“จริงๆ นะพ่อ”
“แต่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว”
เวตาลระเบิดความโกรธที่โดนหักหลังทวีพลังมหาศาลน่ากลัวขึ้นไปอีก
“เจ้าหักหลังข้า”
เวตาลต่อสู้กับทั้งสามคนโดยมีพันเทพคนเดียวที่ถือไม้ตะพด ผลัดกันสู้ช่วยกันซ้ำ แต่สุดท้ายทั้งสามก็สู้เวตาลไม่ได้
“พันเทพ ชั้นจำเป็นต้องใช้ไม้ตะพดเพื่อทำบางอย่าง” พันเทพมองไม้ตะพดในมืออย่างเสียดาย แต่สุดท้ายก็ยื่นให้เมฆ เมฆบอกไม้ “ ไม้ ลูกจำสิ่งที่พ่อจะทำต่อไปนี้ไว้ให้ดี และใช้มันเมื่อจำเป็นเท่านั้น”
“ครับ”
เมฆรวบรวมพลังและใช้ไม้ตะพดทำท่าไม้ตายที่ไม่เคยใช้ที่ไหนกับใคร แสงสว่างวาบรอบตัวเมฆและไม้ตะพดวิญญาณ แต่เมฆดูสงบนิ่งกว่าทุกครั้ง แต่การโจมตีกลับว่องไวมาก เมฆใช้ท่าไม้ตายฟาดไม้ตะพดไปที่ข้อมือเวตาลข้อมือเวตาลขาดกระเด็นไปเป็นมือข้างที่กำไม้ตะพดไว้แน่น เวตาลร้องเสียงหลง ไม้รีบคลานไปแกะไม้ตะพดจากมือเวตาล เวตาลเองด้วยความโมโหจะคว้าไม้ตะพดมาระบายความโกรธของตน พันเทพเห็นผลักไม้ออกไป ตนจึงโดนเวตาลคว้าไปแทน เวตาลใช้กรงเล็บของมืออีกข้างทะลวงหัวใจพันเทพ พันเทพตาค้าง
“เจ้าหมดโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่แล้ว”
ไม้ถึงกับช็อค หลังจากที่รอดชีวิตเพราะพันเทพช่วยเอาไว้
“พ่อออออ”
“ไม้”
เวตาลเหวี่ยงพันเทพที่เลือดท่วมกายทิ้งไป หันมาจะเล่นงานไม้แทน เมฆที่ใช้พลังเกินกว่าที่ร่างกายตัวเองจะรับไหวกระอักเลือดล้มลงกับพื้นมองไม้
“ไม้ รับนี่ไว้ลูก” ไม้รับไม้ตะพดมาจากเมฆ ไม้ถือไม้ตะพดสองอันไว้ในมือพลังมหาศาลของมันค่อยๆ รวบรวม “ทำเหมือนที่พ่อทำเมื่อกี้”
ไม้ค่อยๆ รวบรวมสมาธิ ทำท่าไม้ตายเดียวกับที่เมฆทำเมื่อซักครู่ ไม้เอาไม้ตะพดทั้งสองต่อกันเป็นหนึ่งเดียวราวกับไม้ตะพดดั้งเดิมของฤๅษี เสียงฟ้าคำรามร้อง ลมกรรโชกแรง ราวกับว่าไม้ตะพดที่ต่อกันดึงดูดพลังของทั้งป่ามารวมกันในไม้อันเดียว แสงสว่างวาบไปทั้งถ้ำเวตาล
“ชั้นจะไม่ปล่อยให้แกฆ่าใครอีกแล้ว”
เวตาลคำรามกลับไม่กลัวเกรง ไม้ใช้ไม้ตะพดทั้งสองเป็นอาวุธสู้กับเวตาลพลังของไม้ตะพดถูกต้านโดยพลังของเวตาลแต่ในที่สุดไม้ก็ชนะ ไม้ตะพดเสียบกลางลำตัวเวตาลเหมือนคราวที่ฤๅษีปราบเวตาล ร่างเวตาลแหลกเป็นจุล พอไม้ชนะเวตาลได้ ไม้ก็กลับมาดูพันเทพทันที พันเทพใกล้ตาย เมฆเองก็พยุงตัวเองมาดูใจพันเทพ
“เดี๋ยวออกไปจากที่นี่ ถ้าถึงมือหมอ พ่อก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”
“ขอบคุณมากที่มาช่วย แต่ไม่ต้องพาไปไหนหรอก ลูกพ่อแค่ได้อยู่กับลูกแค่นี้ พ่อก็มีความสุขแล้ว”
“พ่อ...”
“ไม่ต้องห่วง ชั้นจะดูแลแกให้ดี”
พันเทพยิ้มตื้นตันค่อยๆ หลับตาแล้วสิ้นใจไปทั้งน้ำตา ไม้มองการจากไปของพันเทพทั้งน้ำตา เมฆลูบหัวไม้ปลอบแต่ตนก็เกิดกระอักเลือดขึ้นอีก
“พ่อ... พ่ออย่าเป็นอะไรนะ ผมเสียพ่อไปทั้งสองคนไม่ได้”
ไม้หันมาดูเมฆอย่างเป็นห่วง ไม้พาเมฆออกมาจากป่าอย่างทุลักทุเล ไม้อ่อนแรงจากการต่อสู้แทบจะพากันออกไปไม่ไหว
“ลูกทิ้งพ่อไว้ตรงนี้แหละ ไม่งั้นเราจะตายกันทั้งคู่ พ่อไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น”
“ผมไม่มีวันทิ้งพ่อเด็ดขาด ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน”
เมฆเสียเลือดไปมาก อ่อนแรงแทบเดินไม่ไหวแล้วไม้ก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบของใบไม้ ราวกับมีอะไรกำลังเดินทางมาตรงนี้ ไม้ถือไม้ตะพดมองอย่างระแวงว่าจะเป็นสัตว์ร้าย แต่ที่ปรากฏออกมาคือจันทร์กับชาญนั่นเอง ไม้เห็นจันทร์กับชาญก็ยิ้มออก
“ไม้ ลุงเมฆ เป็นไงบ้าง”
“ดูพ่อก่อน”
“ดีนะยังพอจำแผนที่ได้”
“เรียบร้อยมั้ยไม้” ไม้พยักหน้า “ลุงเมฆหายไป คิดอยู่แล้วว่าต้องตามไม้เข้ามาในป่าแน่ๆ พวกชั้นเลยตามเข้ามา”
ชาญชะเง้อมองหาพันเทพ
“แล้วพันเทพล่ะ”
ไม้ก้มหน้าเศร้าๆ ไม่ตอบอะไร
เวลาผ่านไป...โลงตั้งอยู่บนเมรุมีรูปแพรวา พันเทพ ทิวา วางอยู่
“อั๊วขออโหสิกรรมนะ”
“ขอให้ไปสู่สุขคตินะ”
ทุกคนไล่เรียงกันวางดอกไม้จันทร์ จนมาถึงไม้
“หลับให้สบายนะ”
ทั้งหมดไม่มีใครสังเกตว่า แพรวาก็มาร่วมงานศพด้วยเธอยืนใส่แว่นดำแอบดูอยู่ไกลๆ ร้องไห้ที่ไม่เหลือใครแล้ว
ไกรยืนมองควันที่ลอยขึ้นในอากาศอย่างเศร้าๆ ไม้เดินมาหาไกร
“คุณแพรวาคงไปอยู่ในที่ที่ดีนะครับ เพราะเธอเป็นคนดี”
“ชั้นสิ กลายเป็นคนร้ายไปไม่รู้ตัว ทำให้ทุกคนเสียใจไปหมด ทำไมเธอไม่บอกชั้นล่ะไม้ว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นพี่น้องกับแพรวา”
“ผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นคุณจะฟังมั้ย”
“ชั้นต้องเสียทั้งแพรวาและลูกในท้อง เพราะชั้นคนเดียว”
“เรื่องเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นทั้งหมด มันอาจไม่ใช่เพราะคุณคนเดียวหรอกครับ แต่อาจเพราะราตรี ฝาแฝดของคุณแพรวาที่เธอมักจะก่อเรื่องให้คุณแพรวาประจำ”
“แพรวามีฝาแฝดด้วยเหรอ”
“ครับ พวกเธอไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เล็กแต่ผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะมาด้วยวันนี้ อาจจะรู้สึกผิดก็ได้”
“ชั้นไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับแพรวาเลยจริงๆ”
จันทร์ ชาญ เมฆ ยืนคุยกันอยู่ที่ลานวัด
“นี่ตกลงเจ๊กีก็รับลุงเมฆมาทำงานเหมือนเดิมแล้วใช่มั้ยครับ”
“ใช่ แต่คราวนี้กลับไปได้เลื่อนขั้นเป็นขับปอ.แล้วล่ะ”
“อั๊วจะยอมเสียคนขับรถมือดีไปได้ยังไง” เจ๊กีบอก
“เลยกลายเป็นว่าเจ๊กีเป็นเจ้าของสัมปทานคนเดียวทั้งบขส. ปอ. แถมยังมีวินรถตู้กับวินมอเตอร์ไซค์ของพันเทพอีก”
“กลายเป็นเจ๊ใหญ่แทนเจ๊กีก็คราวนี้ล่ะ”
“พวกลื้อก็พูดเกินไป”
“แต่ก็ดีนะ เจ๊กีไม่ได้เก็บค่าวิ่งรถกับพวกไอ้สักแก๊งวินเลย พวกมันก็เลยไม่ต้องไปรับจ้างทำร้ายคนหาเงินมาจ่ายค่าอะไรต่อมิอะไร”
“ขาดก็แต่พี่ศรกับอบเชยนะ ไม่รู้หายไปไหน ไม่ร่ำไม่ลาใครเลย”
“นั่นสิ ไอ้ไม้นี่คงแย่น่าดู เคยไม่มีอบเชยซะที่ไหน”
เจ๊กีก็หน้าหงอยไป
“อย่าว่าแต่ไม้เลย เจ๊กีพอไม่มีพี่ศรมาคอยกวนใจก็ดูหงอยๆ ไปนะ” เมฆบอกเมื่อสังเกตเห็นอาการเจ๊กี
“บ้า ลื้อก็พูดอะไรบ้าๆ อาเมฆ”
“เดี๋ยวชั้นขอตัวก่อนนะ”
“จะไปทำอะไรพี่ชาญ”
“สั่งตัดชุดไว้น่ะสิ เดี๋ยวต้องไปเอา”
“ชุดอะไร”
“ก็ชุดผู้ช่วยลูกผู้ชายน่ะสิ ชั้นว่าลูกผู้ชายควรจะมีผู้ช่วยนะ”
“โห ขนาดนั้นเลยเหรอ”
ทั้งหมดยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
ขณะนั้นไม้นั่งให้อาหารปลาอยู่คนเดียวเหงาๆ แล้วก็นึกถึงตอนที่อยู่กับอบเชย อบเชยทำท่าทางทะเล้นใส่ ตอนที่ยิ้มให้กัน กอดกัน ไม้ยิ่งเศร้า
แพรวาเดินมามองรูปพันเทพ ราตรี ทิวา ที่ตั้งอยู่หน้าเมรุ เธอร้องไห้ออกมา
“ชั้นไม่เหลือใครอีกแล้ว ทำไมทุกคนทิ้งชั้นไปหมดเลย”
แพรวาร้องไห้สะอึกสะอื้น ไกรเดินผ่านมาทางนั้นพอดีเห็นแพรวา เข้าใจว่าเป็นราตรี ไกรเดินเข้าไปหา
“คุณ...ราตรีใช่มั้ยครับ”
แพรวาหันมาเห็นไกรก็ตกใจ
“ค่ะ ใช่ค่ะ ชั้น ...ราตรี”
“เสียใจด้วยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
“คุณ...เหมือนแพรวามาก จนผมแทบพูดไม่ออกเลยนะครับ”
“เหรอคะ”
แพรวาเดินปลีกตัวไปไม่อยากคุยกับไกรมาก ไกรยังไม่คลายความรู้สึกที่เหมือนได้เจอแพรวาอีกครั้ง
วันต่อมาชาญแต่งตัวเป็นคนขับรถบขส.หวีผมเนี้ยบ เดินอาดๆ มา
“แหมๆๆ ตั้งแต่ได้เลื่อนขั้นเป็นคนขับรถนี่ ผมนี่โดนลมไม่กระดิกเลยนะพี่” จันทร์แซว
“แน่นอน แล้วเอ็งล่ะได้เป็นพี่ปรึกษาของคุณไกร แต่ไม่ได้พัฒนาเรื่องการแต่งตัวเลย”
“ตำแหน่งนี้เค้าวัดกันที่สมองเว้ย”
ไม้เดินเข้ามาในชุดนักศึกษา
“ดูไอ้ไม้นั่น แต่งชุดวิทยาลัย เท่ซะไม่มี”
“โชคดีที่เจ๊กีมีสวัสดิการเรื่องค่าเล่าเรียนให้พนักงานดีเด่น ไอ้ไม้เลยมีโอกาสได้เรียนต่อ อย่างพวกเราๆ นี่ หมดสิทธิ์นะ”
“ไงพี่ชาญ หล่อเลยนะ”
“ว่าแต่ตอนนี้ไม่มีใครมีเรื่องมีราวที่ไหนเลยเหรอ ข้าอยากจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยลูกผู้ชายเต็มแก่แล้ว” ชาญกระซิบถามไม้ ไม้ส่ายหน้า
“ไม่มีน่ะดีแล้ว แปลว่าชุมชนเราน่ะดีขึ้น”
ไกรเดินออกมาทักทายไม้
“กำลังจะไปเรียนเหรอไม้”
“ครับ แล้วคุณไกรจะไปไหนครับเนี่ย”
“ผมว่าจะไปเยี่ยมคุณราตรีเค้าที่บ้านหน่อย”
“ได้ข่าวว่าตอนนี้อยู่ตัวคนเดียว น่าสงสารนะ”
“ชั้นเคยทำไม่ดีกับพี่เค้าไว้ ชั้นอยากจะช่วยเหลือเค้าบ้าง”
ที่บ้านพันเทพ แพรวานั่งเหงาๆ อยู่ที่สนามหน้าบ้าน เธอลูบท้องของตัวเองอย่างอ่อนโยน
“ลูกไม่ต้องกลัวว่าลูกจะเหงานะ ลูกยังมีแม่เป็นเพื่อน”
เสียงกริ่งหน้าบ้านดัง คนใช้วิ่งไปเปิดประตู เป็นไกรที่เข้ามาแพรวาตกใจที่เห็นไกรอีกครั้ง
“สวัสดีครับคุณราตรี ผมแวะมาทักทายน่ะครับ กลัวว่าคุณจะเหงา”
“ค่ะ”
“ผมซื้อขนมมาฝากด้วยนะครับ”
แพรวาพาไกรเข้ามานั่งคุยในห้องรับแขก
“คุณอยู่คนเดียวคงเหงามากสินะครับ ถ้าคุณอยากมีเพื่อนหรืออยากไปไหนบอกผมก็ได้นะครับ”
แพรวามองไกร ไม่แน่ใจว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ “ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่ได้มาจีบคุณ สบายใจได้ ผมแค่อยากไถ่โทษที่ทำไม่ดีกับพี่สาวของคุณก็เท่านั้น”
ไกรซึมลงเมื่อนึกถึงแพรวา คนใช้เอาขนมที่ไกรซื้อมาใส่จานมาเสิร์ฟ แพรวาได้กลิ่นอาหารที่ไกรซื้อมาฝากเธอเหม็นเริ่มคลื่นไส้ แต่แพรวาพยายามเก็บอาการไว้
“คุณราตรีเป็นอะไรรึเปล่าครับ”
“เปล่าค่ะ”
“ลองทานนี่สิครับ นี่เจ้าอร่อยเลย”
ไกรเลื่อนจานอาหารไปใกล้แพรวาอีก แพรวาทนไม่ไหวจะอาเจียน
“ขอตัวนะคะ”
แพรวารีบวิ่งออกไป ไกรมองงงๆ เขาลองหยิบอาหารมาดมกลิ่นก็ปกติดี
ไม้เดินมาที่หน้าบ้านของศรนารายณ์ แต่บ้านปิดเงียบสภาพรกร้าง มีคนงานกวาดลานบ้านอยู่
“พ่อลูกเขาคงไม่กลับมาแล้วละมั้ง เก็บของกันไปหมด” คนงานบอก
“เขาบอกมั้ยว่าไปอยู่ที่ไหน” ไม้ถาม
“รู้แค่กรุงเทพ”
ไม้พยักหน้า กำลังเดินจากไป เค้าก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ท่าทางน่ารักสดใสคล้ายอบเชย จากด้านหลัง ไม้ตื่นเต้นรีบวิ่งไปหา
“อบเชย”
แต่พอผู้หญิงคนนั้นหันมาก็ไม่ใช่อบเชย ไม้ซึม
ค่ำวันนั้นเมื่อเมฆกลับเข้ามาในบ้านเห็นไม้นั่งซึมจิบยาของอบเชยอยู่
“นั่นมันยาแก้ช้ำในของอบเชยนี่”
“งั้นก็ถูกโรคแล้วล่ะครับ”
เมฆมองไม้อย่างสงสาร
วันต่อมาไกรพาเจ๊กีมาตรวจที่โรงพยาบาล พยาบาลพาเจ๊กีเข้าห้องไป ไกรยืนมองยิ้มๆ แล้วเขาก็หันไปเห็นแพรวาแว้บๆ ในโรงพยาบาล ไกรเดินตามแพรวามาแล้วก็เห็นเธอหายเข้าไปในแผนกแม่และเด็ก
ไกรหยุดมองแล้วนึกเริ่มสงสัย
ที่ท่ารถบขส. ขณะนั้นชาญดูมวยเชียร์มวยผ่านทีวีอย่างมัน ไม้มานั่งซึมกะทืออยู่ข้างๆ หันหน้าไปคนละทางกับทีวีที่ตั้งอยู่ มวยในทีวีพักโฆษณา
“แหม หมดยกซะก่อนนี่ กำลังมันเลย เดี๋ยวไปเข้าห้องน้ำก่อน ลุ้นจนปวดฉี่ไปหมดแล้ว”
ชาญลุกเดินออกไป ไม้นั่งนั่งเหม่อ แต่พอเบื่อๆ ไม้หันไปที่หน้าจอทีวีจึงเห็นศรนารายณ์กำลังตะโกนโค้ชนักมวยที่ลงแข่ง โดยมีอบเชยนั่งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น
“อบเชยนี่ ...นั่นมันอบเชยนี่”
ไม้ยิ้มดีใจมาก ไม้มองหาว่าถ่ายทอดสดจากที่ไหน
ไม้รีบเดินทางเข้ากรุงเทพวันนั้นเลย กว่าจะถึงสนามมวยก็ค่ำแล้ว ไม้จะเข้าไปในสนามมวยแต่ยามกันไว้
“ปิดแล้วหนุ่มเอ้ย พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
“ปิดแล้วเหรอครับ”
“เออ อยากเชียร์ต้องมาตอนกลางวันโน่น”
ไม้เดินคอตกหันหลังให้สนามมวยจะจากไป จังหวะนั้นอบเชยเดินถือข้าวของออกมาพอดี อบเชยยังไม่เห็นไม้ เธอทักทายยาม
“เมื่อกี้คุยกับใครน่ะลุง”
“พวกบ้านนอกจะมาดูมวยเอาป่านนี้ เลยไล่ให้กลับไป”
“เหรอ…”
อบเชยมองตามไม้ที่เดินจากไป ไม้อยู่ไกลเกินกว่าที่เธอจะจำได้ อบเชยหันมองไปอีกทางรอศรนารายณ์ออกมา ไม้หันกลับมามองที่หน้าสนามมวยอบเชยก็หันหลังให้เขาพอดีอีก
“ส.กระทิงดำจะมีชกอีกวันไหน หนูรู้มั้ย” ยามถามอบเชย
“แป๊บนะคะ”
อบเชยเปิดสมุดโน้ตของตน เธอเปิดไปหน้าที่มีหัวใจที่ไม้พับไว้ให้พอดีลมตีมันปลิวร่วงและปลิวไปตามพื้น อบเชยรีบวิ่งตามไปเก็บ แล้วไม้ก็เป็นคนเก็บมันให้เธอ อบเชยตกใจที่ได้เจอไม้อีกครั้ง ไม้ดูหัวใจที่เขาเก็บได้
“นี่มันที่ชั้นพับให้เธอ…ใช่มั้ย”
“ม่ใช่ ชั้นหัดพับเองต่างหาก”
ไม้ยื่นคืนให้อบเชย
“ชั้นให้”
“นี่มันของๆ ชั้น ชั้นต้องเป็นคนพูดว่า ขอคืนต่างหาก”
อบเชยจะหยิบหัวใจกระดาษ ไม้ดึงคืน
“แล้วถ้าชั้นไม่คืนให้เธอล่ะ”
“เธอจะเก็บมันไว้ทำอะไร มันไม่มีค่าสำหรับเธอไม่ใช่เหรอ เธอเก็บไว้ ไม่ดูแล มันก็ขาดซะเปล่าๆ”
“แล้วถ้าชั้นสัญญาว่าต่อไปนี้ไปจะดูแลมันอย่างดีล่ะ”
“เธอไม่มีสิทธิ์ดูแลมันแล้วล่ะไม้”
ศรนารายณ์เดินมาจากด้านหลังดึงหัวใจกระดาษคืนจากมือไม้
“อาศร”
“ไปกันเถอะอบเชย”

ศรนารายณ์จูงมืออบเชยให้ห่างจากไม้ ไม้รีบเดินตาม
ศรนารายณ์พาอบเชยขึ้นรถเก๋งเก่าๆ ที่จอดอยู่ริมถนน ตนเองเอาของโยนไว้กระโปรงหลัง ไม้ตามมา

“อาศรครับ พ่อฝากความคิดถึงมาด้วย”
“อืม”
“คือผมมากรุงเทพครั้งแรก ผมยังไม่มีที่พักเลยครับอา”
“ก็กลับบ้านไปซะสิ
ศรนารายณ์ขึ้นนั่งเบาะคนขับแล้วขับออกไป ไม้ได้แต่มองตามเศร้าๆ อบเชยหันไปมองไม้ที่ยืนเก้ออยู่ตรงนั้น เธอมองพ่อแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร ศรนารายณ์ขับรถไปก็แอบมองดูกระจกหลังเพราะเป็นห่วงไม้เหมือนกัน
วันรุ่งขึ้นศรนารายณ์กับอบเชยมาที่สนามมวยแต่เช้า แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นไม้ยังอยู่ และนอนอยู่หน้าสนามมวยนั่นเอง
“ไล่ก็ไม่ยอมไป บอกจะรออยู่นี่ ผมเห็นว่าไม่ได้ดูมีพิษมีภัยก็เลยให้นอนน่ะครับ” ยามบอก
ไม้รู้สึกตัวงัวเงียตื่นขึ้นมา
“อ้าวอาศรมาแล้วเหรอครับ”
“กลับบ้านไปได้แล้วไม้ ทำแบบนี้ไม่มีประโยชน์หรอก เธอไม่เลือกอบเชยมันตั้งแต่แรก จะมาทำอะไรเอาตอนนี้”
“ตอนที่เวตาลจับไปนั่น ผมจำเป็นต้องเลือกแพรวา เพราะเค้าท้องอยู่ ผมต้องเลือกช่วย 2 ชีวิต”
“จริงเหรออบเชย” ศรนารายณ์หันมาถามอบเชย อบเชยพยักหน้ารับ “แล้วเธอเป็นพ่อของเด็กรึเปล่า”
“พ่อ พอเถอะหนูไม่อยากรู้” อบเชยแย้ง
“ผมจะเป็นพ่อของเด็กไปได้ยังไง ในเมื่อผมกับแพรวาเป็นพี่น้องกัน”
อบเชยแปลกใจที่ได้ยินไม้พูดแบบนั้น
“แต่ยังไง...มันก็สายไปแล้วล่ะไม้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เธอก็ทิ้งลูกสาวชั้นไปอยู่ดี”
ศรนารายณ์พาอบเชยเดินเข้าไปด้านใน ไม้จะเดินตามแต่มีคนคุมเข้ามากัน
“เข้าไม่ได้ครับ ตรงนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่”
“อบเชย ชั้นรักเธอนะ”
ไม้ตะสินใจตะโกนบอก อบเชยได้ยินที่ไม้ตะโกนเธอนิ่ง น้ำตาไหลออกมามันเหมือนเป็นสิ่งที่เธอรอฟังมาทั้งชีวิต ศรนารายณ์ทำไม่สนใจพาอบเชยเข้าไปด้านใน ไม้มองเข้าไปในสนามมวยเศร้าๆ แล้วค่อยๆเดินจากมา
ไกรกลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ไกรเดินเข้ามาที่แผนกแม่และเด็กแล้วถามที่เคาน์เตอร์
“คือผมมาหาคนไข้ชื่อราตรีน่ะครับ เธอฝากท้องที่นี่รึเปล่าครับ”
“แป๊บนึงนะคะ” พยาบาลเสิร์จข้อมูลในคอมพิวเตอร์ “ไม่มีคนไข้ชื่อราตรีนะคะ”
“ครับ ขอบคุณครับ” ไกรเริ่มสงสัย เขาจะเดินออกมาแต่เขาก็ตัดสินใจถามเคาน์เตอร์อีกที “เอ่อ ขอโทษนะครับ แล้วแพรวาละครับ ได้ฝากท้องที่นี่รึเปล่า”
“อ๋อ ถ้าเป็นคุณแพรวามีค่ะ เธอมาเรียนวิธีการคลอดและการอุ้มน้องบ่อยๆ น่ะค่ะ”
“แพรวา แน่ใจนะครับว่าชื่อแพรวา”
“แน่ใจสิคะ คุณแพรวาเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้ฝากท้องแต่ขอร่วมกิจกรรมกับเรา”
“ยังไม่ได้ฝากท้อง”
“การฝากท้อง ต้องมีคุณพ่อของเด็กมาเซ็นรับรองด้วยน่ะค่ะ แต่เธอบอกว่าคุณพ่อของเด็กอยู่ต่างประเทศ ยังไม่กลับมา”
“แพรวา...” ไกรถึงกับช็อค แต่ยังไม่กล้าดีใจนัก
ไกรตัดสินใจมาที่บ้านพันเทพ ไกรกดกริ่งหน้าบ้านคนใช้ออกมาเปิดประตู
“อ๋อ คุณน่ะเอง คุณแพรวาไม่อยู่หรอกค่ะ เพิ่งออกไปโรงพยาบาลเมื่อซักครู่นี่เอง คงสวนกันพอดีน่ะค่ะ” คนใช้บอก
“แพรวา”
“คุณคะ...คุณมาเยี่ยมคุณแพรวาบ่อยๆ นะคะ ชั้นละสงสารเธอ ตั้งแต่คุณพันเทพ คุณทิวา คุณราตรี จากไป ถ้าเธอไม่นั่งซึม ก็นั่งร้องไห้”
“ครับ ขอบคุณครับ”
ไกรยิ้มอย่างดีใจรีบขึ้นรถ ขับออกไปทันที
ระหว่างนั้นแพรวาอยู่ที่โรงพยาบาล แพรวาเดินเข้ามาในแผนกแม่และเด็ก ยิ้มทักทายทุกคน
“สวัสดีค่ะคุณแพรวา”
“สวัสดีจ้ะ”
“คุณแพรวาคะ คุณหมอถามมากับดิชั้นว่าตอนนี้สามีคุณแพรวากลับมาจากต่างประเทศรึยังน่ะค่ะ
คุณหมอเป็นห่วงเรื่องการฝากท้อง”
“อ๋อ เหรอคะ” แพรวาซึมลง ไกรเดินเข้ามา
“ผมกลับมาแล้วครับ”
แพรวาตกใจที่เห็นไกร
“คุณน่ะเอง ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกละคะว่าเป็นสามีคุณแพรวา ชั้นจะได้จัดเตรียมเอกสารไว้ให้เลย”
“ไหนครับ ผมต้องเซ็นตรงไหนบ้าง”
“ไกร”
พยาบาลเตรียมเอกสารยื่นให้ไกร
“คุณพ่อเซ็นตรงนี้เลยค่ะ”
ไกรหยิบปากกาเซ็นไม่รอช้า แพรวายังงงๆ ไกรคุกเข่าฟังที่ท้องของแพรวา
“ไงครับลูก ที่พ่อเองนะ”
“ไกร อย่าทำแบบนี้สิ”
แพรวาหันไปมองคนอื่น อย่างอายๆ ทุกคนมองทั้งคู่ ยิ้มมีความสุข
ค่ำวันนั้นเมื่ออบเชยกับศรนารายณ์เดินออกมาจากสนามมวย อบเชยมองหาไม้ไปทั่วหวังว่าเขาจะยังอยู่ ศรนารายณ์เห็นพฤติกรรมลูกตัวเองมองอย่างเห็นใจ อบเชยผิดหวังที่ไม่เห็นไม้
ส่วนที่บ้านพันเทพ แพรวากับไกรนั่งคุยกันภายใต้แสงเทียนกับมื้อค่ำ แพรวายังทำตัวไม่ถูก
“คุณคิดว่าจะหลอกผมสำเร็จเหรอ ผมน่ะฉลาดกว่าที่คุณคิดนะ”
“คุณพูดเหมือนกับว่า ชั้นให้อภัยคุณแล้ว”
“คนที่ยังโกรธกันอยู่ เค้าไม่ยอมให้ผมมาดินเนอร์ในบ้านเค้าแบบนี้หรอก” แพรวาเขินๆ ไกรคว้ามือแพรวาไปจับ “คุณไม่รู้หรอกว่าผมดีใจแค่ไหน...ที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ผมอยากพูดว่าขอโทษกับทุกอย่างที่ผมทำไม่ดีกับคุณโดยที่คุณยังได้ยินมัน” ไกรหยิบแหวนออกจากกระเป๋าเสื้อสวมให้แพรวา “ผมรักคุณ แต่งงานกับผมนะ”
แพรวาพยักหน้ารับตื้นตันจนน้ำตาไหล ไกรค่อยๆ จูบแพรวาที่หน้าผาก แทนความรักที่เค้ามี
วันต่อมาไกรพาแพรวามาหาเจ๊กี ทั้งคู่นั่งจับมือกันโดยมีเจ๊กีนั่งด้วย ไม้ จันทร์ ชาญ ยืนล้อมแล้วยิ้มอย่างมีความสุข
“จัดพิธีแบบจีนก็แล้วกันนะ เดี๋ยวอั๊วจะให้หลวงพ่อดูฤกษ์ดูยามให้ อั๊วละอยากอุ้มอาตี๋น้อยใจจะขาดแล้ว”
“ยังไงก็ได้ค่ะ แล้วแต่คุณแม่เห็นสมควร”
“คุณแม่ คุณเม้อ อะไร เรียกหม่าม้าสิ คนกันเองน่ะ”
“ค่ะหม่าม้า”
“ก็นี่เดี๋ยวให้ไอ้พวกนี้ไปเตรียมของสำหรับพิธีไว้เลย”
“ม้า ยังไม่ได้ดูฤกษ์เลยนะ เตรียมของเลยเหรอ”
“เตรียมพร้อมไว้ยิ่งเร็วยิ่งดี อาไม้ อาชาญ อาจันทร์ ลื้อเตรียม พวกถ้วยชามแก้วน้ำสำหรับงานเลี้ยงไว้ได้เลย”
ไม้มองมือที่จับกันของไกรกับแพรวาแล้วคิดถึงอบเชย
ไม้ จันทร์ ชาญ แยกมาคุยกันอีกมุมหนึ่ง
“เห่อจริงๆ เจ๊กีเนี่ย”
“แหม ลูกชายคนเดียวก็แบบนี้แหละ”
“แล้วเอ็งล่ะไอ้ไม้ ไหนบอกว่ารู้แล้วว่าอบเชยอยู่ไหน แล้วเป็นไงวะ”
ไม้ก้มหน้านิ่ง ไม่ตอบอะไร
“ซึมๆ แบบนี้ อกหักชัวร์”
“ไม่เป็นไรเว้ยไม้ นี่ข้ากับไอ้จันทร์ก็โสดเป็นเพื่อนเอ็งอีกตั้งสองคน”
ไม้ซึมลุกออกไป
“อาการหนัก”
จันทร์กับชาญมองตามอย่างเป็นห่วง
ไม้มาบ้านศรนารายณ์ แล้วเปิดประตูเข้ามาในบ้านที่ร้างไม่มีคนอยู่ แต่ยังเหลือข้าวของเฟอร์นิเจอร์อยู่ เพียงแต่ไม่มีเสื้อในตู้ซักชุด ไม้เดินไปมุมต่างๆ ของบ้าน ไม่ว่ามุมไหนเขาก็เห็นภาพอบเชยยิ้มอยู่ตรงมุมนั้น ไม้ยิ่งเศร้า ไม้เดินเข้าไปในห้องนอนอบเชย
พอเข้ามาในห้องนอนไม้ติดถึงช่วงเวลาต่างๆ ที่เคยอยู่ด้วยกันกับอบเชย ไม้ทิ้งตัวนอนบนที่นอนอบเชย
“ชั้นคิดถึงเธอนะอบเชย”
คืนนั้นอบเชยนั่งหลับอยู่ท้ายรถสองแถวจนกระทั่งรถแล่นมาจอดหน้าบ้าน เด็กรถจึงปลุกอบเชย
“ถึงบ้านน้องแล้ว”
“ขอบคุณค่ะ”
อบเชยลงจากรถสองแถวอย่างงัวเงียแล้วมองบ้านที่ปิดไฟมืดของตัวเอง
“กลับมาจนได้นะอบเชย”
อบเชยถอนหายใจแล้วเดินเข้าบ้านตัวเอง
อบเชยถือกระเป๋าเสื้อผ้าเข้ามาในห้องนอนตัวเองที่ยังปิดไฟมือ แต่อาศัยความคุ้นเคยอบเชยทิ้งกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความเพลียโดยไม่รู้ว่าไม้นอนอยู่ข้างๆ เธอ เสียงไม้ที่ตะโกนว่ารักเธอยังก้องอยู่ในหัวของอบเชย จนเธอหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้นไม้กับอบเชยนอนกอดกัน หน้าใกล้หน้าโดยไม่รู้ตัว ไม้ค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้น เขาเห็นหน้าอบเชยในระยะใกล้ก็ตกใจ
“นี่ชั้นคิดถึงเธอจนเห็นภาพหลอนแล้วเหรอเนี่ย”
ไม้ขยี้ตามองอีกทีอบเชยก็ยังอยู่ ไม้ตกใจลุกขึ้นนั่งเขาเห็นอบเชยนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่ข้างๆ ไม้มองเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของอบเชยก็พอจะเดาเรื่องได้
“เธอกลับมาแล้ว”
ไม้ยิ้มอย่างดีแล้วค่อยๆ ย่องลงจากเตียงให้เบาที่สุด ไม่อยากให้อบเชยตื่น แต่ไม้ดันพลาดตกเตียงซะเองไม้เจ็บแต่ไม่ร้องออกมา อบเชยตื่นขึ้นมาเพราะเสียงตกเตียงของไม้ แล้วอบเชยก็ตกใจที่เห็นไม้
“ว๊าย…เธอมาได้ไงเนี่ย”
ไม้กระโดดเหยงๆ เพราะเจ็บขา ร้อนตัว ไม่รู้จะอธิบายยังไง
“คือชั้น…ชั้น ชั้นละเมอ”
ไม้รีบวิ่งออกไปเพราะเขินในการกระทำของตน อบเชยงงๆ เธอหันไปเห็นที่เตียงมีกุญแจบ้าน กับแม่กุญแจบ้านเธอวางอยู่
“นี่เธอแอบเข้ามานอนในห้องชั้นเหรอเนี่ย”
อบเชยอมยิ้ม ไม้ยิ้มอยู่ริมถนนคนเดียวขณะเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข
ที่ท่ารถบขส.ทุกคนใช้ชีวิตกันปกติในท่ารถ ชาญ จันทร์ ไม้ เล่นหมากรุกอยู่ เจ๊กีเดินจัดแจงดูรถที่กำลังตรวจสภาพ อยู่ๆ ศรนารายณ์ก็บุกมาพร้อมกับอบเชย
“ไม้อยู่ไหน”
ทุกคนในท่ารถหันไปมองศรนารายณ์เป็นตาเดียวอย่างแปลกใจ ไม้เดินมาหาศรนารายณ์ศรนารายณ์โยนนวมให้ไม้คู่นึง
“ถ้าเธอรักอบเชยจริง เอาชนะชั้นให้ได้ ชั้นถึงจะยอมให้เธอทั้งสองได้คบกัน”
ทุกคนในอู่ตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปด้วย
“พ่อ”
“ว่าไง จะชกกับชั้นมั้ย ชกกันด้วยศิลปะมวย ไม่มีอาวุธแบบที่เธอถนัดหรอกนะ”
“ถ้ามันจะทำให้อาศรกลับมาเชื่อใจชั้นอีกครั้ง ชั้นจะทำ”
สนามมวยชั่วคราวถูกสร้างขึ้นกลางลานวัดมีแค่ไม้ปักเป็นมุมสี่ด้าน แล้วเชือกล้อมคร่าวๆ ชาวบ้านต่างฮือมามามุงดูกันใหญ่ ชาญทำหน้าที่เป็นกรรมการลั่นระฆัง ส่วนจันทร์เป็นกรรมการคุมบนเวทีศรนารายณ์กับไม้อยู่คนละมุม เสียงระฆังลั่นขึ้น ทั้งคู่เดินมาเจอกันกลางเวทีจันทร์ให้สัญญาณว่าเริ่มได้ ศรนารายณ์บุกหาไม้อย่างมั่นใจในฝีมือตน รัวหมัดใส่ไม้ ไม้ตั้งตัวไม่ทันพยายามถอยหนี กรรมการเข้ามาห้าม พอเริ่มใหม่ศรนารายณ์ก็บุกอีกต่อยรัวไม้จนไม้ติดเชือกแล้วล้มลงไป คนดูฮือฮากันใหญ่ อบเชยมองไม้อย่างเป็นห่วง
“ใจคอเธอจะไม่สู้ชั้นเลยรึไงไม้ อย่าลืมนะถ้าแพ้เธอก็ลืมเรื่องอบเชยไปได้เลย”
ไม้ค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นขณะที่จันทร์นับ จันทร์เดินกระซิบไม้
“ปรับตัวได้แล้วไม้ มันไม่ต่างอะไรเวลากับสู้พวกอันธพาลเลย มีสติ”
อบเชยตะโกนช่วยไม้
“จำที่ชั้นสอนได้มั้ยไม้”
“ไม้ มีสติอย่าเกร็ง”
“ไม้ สมาธิ”
ไม้เริ่มต้นใหม่ได้ดีกว่าเดิม แต่ก็เหมือนศรนารายณ์ยังเป็นต่อ ไม้ถูกไล่ต้อนแต่ก็ยังแย็บคืนได้บ้าง
“เธอไม่ต้องออมมือให้ชั้นหรอกน่า ชั้นรู้ว่าเธอคือลูกผู้ชาย เธอจะยอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังไง”
ไม้ชกใหม่เริ่มสูสี ชาวบ้านเริ่มเชียร์กันเข้มข้น หนึ่งในนั้นก็คือเจ๊กีที่เอาใจช่วยศรนารายณ์จนออกนอกหน้า
“อาศร ลื้อสู้ๆ นะ”
ศรนารายณ์ได้ยินเสียงเจ๊กีจนเสียสมาธิหันไปมอง เจ๊กียิ้มหวานเป็นกำลังใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่ไม้ปล่อยหมัดซัดศรนารายณ์เต็มๆ ศรนารายณ์เซล้มไป เจ๊กีวิ่งมาดูศรนารายณ์ทันที
“อาศรลื้อเป็นอะไรรึเปล่า” ศรนารายณ์เคลิ้มที่เจ๊กีมาดูแล “อาศร ลื้อปล่อยให้เด็กมันรักกันเถอะ อย่าทำเหมือนที่อั๊วเคยทำเลย”
เจ๊กีกระซิบบอก ศรนารายณ์หน้าเครียดเมื่อได้ยินคำพูดเจ๊กี เพราะมันหมายถึงศักดิ์ศรีที่เขาสั่งสม
มาด้วย เขาตัดสินใจนั่งอยู่อย่างนั้นไม่ลุกขึ้นอีกจนจันทร์นับถึงสิบ จันทร์ชูมือให้ไม้ชนะ คนเฮกันใหญ่
“อั๊วภูมิใจในตัวลื้ออาศร”
เจ๊กียิ้มหวานให้ศรนารายณ์ เหมือนเป็นรางวัลปลอบใจที่คุ้มค่าไม่น้อย
เวลาผ่านไป ไม้กับอบเชยให้อาหารปลาอยู่ที่ท่าน้ำ
“นี่ตกลงเราลองคนนี่ยังไงเนี่ย”
“ชั้นไม่สนใจหรอก ระหว่างเธอกับชั้นเธออยากให้เป็นอะไรก็ได้ แต่ชั้นอยากได้ยินที่เธอบอกชั้นที่สนามมวยอีกทีจะได้มั้ย”
“ได้สิ” ไม้กับอบเชยมองตากันเขิน อบเชยเอียงอาย “ส.กระทิงดำ” ไม้กระซิบบอก
“ห๊า อะไรนะ”
“อ้าว ก็ที่สนามมวยชั้นไม่ได้พูดว่า ส.กระทิงดำ เหรอ”
“ไอ้ไม้บ้า ไม่คุยด้วยแล้ว”
อบเชยจะเดินหนี ไม้ดึงเธอมากอดไว้
“ชั้นรักเธอ”
อบเชยเขิน ยิ้มไม่หุบ
“อีกทีซิ”
“ชั้นรักเธอ”
“พูดไปตลอดชีวิตเลยได้ป่าว”
“ได้สิ”
ไม้กับอบเชย มองตากันซึ้ง ไม้ค่อยๆ ก้มลงมาจูบอบเชย
อีกมุมหนึ่งของท่ารถบขส.เจ๊กีกับศรนารายณ์เดินตามง้อกันเหมือนเด็ก ชาญกับจันทร์ก็เดินกอดคอกันอย่างเพื่อนสนิท เมฆมองดูยิ้มมีความสุข
“สุดท้ายแล้วคนเราก็เลือกที่จะอยู่เพื่อคนอื่น มากกว่าอำนาจที่เฝ้าแย่งชิง การต่อสู้เพื่อตัวเองก็เหมือนกับหมากัดกัน” ไกรกับแพรวาเดินแจกการ์ดแต่งงานให้กับคนที่รู้จักในตลาด “การต่อสู้เพื่อคนอื่นต่างหากที่ทำให้คนมีค่า” อบเชยป้อนข้าวให้ไม้ สองคนยิ้มมีความสุข “หากสุดท้ายปลายทางจบลงด้วยความรัก อำนาจต่างๆ ก็ไม่มีค่าอะไรเลย”

คำพูดของเมฆจบลงพร้อมๆ กับภาพไม้ตะพดที่รวมเป็นหนึ่งเดียว และวางสงบนิ่งอยู่ในตู้บ้านเมฆโดยมีแสงพาดผ่าน

จบบริบูรณ์






Create Date : 02 เมษายน 2555
Last Update : 2 เมษายน 2555 23:44:17 น.
Counter : 232 Pageviews.

0 comment
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 15




ไกรกับไม้ยังอยู่ที่ศาลาสวดศพและนั่งอยู่หน้าศพราตรี

“ผมนึกว่าดึกป่านนี้จะไม่มีใครอยู่แล้ว”
“ชั้นนอนเฝ้าแพรวาที่นี่ทุกคืน มันคงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ชั้นจะทำให้ได้ แพรวาต้องตายอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีญาติซักคนมาเยี่ยม เธอควรจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ สำหรับคนดีอย่างเธอ ชั้นก็ทำได้แค่นี้แม้มันจะไม่สามารถชดเชยสิ่งเลวๆ ที่ชั้นเคยทำกับแพรวาได้”
ไม้มองไกรยิ้มเศร้าๆ ไม่พูดอะไร ต่างคนต่างก็เข้าใจกัน
ส่วนอบเชยเมื่อกลับมาบ้านเธอร้องไห้ด้วยความเสียใจ
“ถึงเธอจะตายไปแล้ว เธอก็ยังชนะชั้นอยู่ดี แพรวา แล้วชั้นก็ไม่ใช่ตัวแทนของเธอด้วย ...” อบเชยมองรูปไม้ “ทำไมชั้นต้องเป็นห่วงเธอทุกนาทีด้วยนะไม้ ทั้งที่เธอไม่เคยคิดถึงชั้นเลย”
อบเชยหยิบรูปไม้ออกจากกระเป๋าเสื้อผ้า คว่ำมันลง ปิดกระเป๋าแล้วล้มตัวลงนอน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่บ้านเมฆ เมฆกำลังไหว้พระก่อนนอนได้ยินเสียงเคาะประตูบ้านจึงลุกไปดู เมฆคิดว่าไม้กลับมาแล้วจึงเดินมาเปิดประตู
“กลับมาแล้วเหรอไม้”
พอเปิดประตูเมฆไม่เห็นใคร เมฆงง มองรอบๆ จึงเห็นรอยเท้าประหลาดที่หน้าประตู ซึ่งเมฆพอสังเกตดูแล้วก็รู้ทันที่ว่าเป็นรอยเท้าของเวตาล
“เวตาล”
เมฆหน้าเสีย
วันรุ่งขึ้นอบเชยมองดูห้องของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย เสียงศรนารายณ์ลอยเข้ามาเร่งอบเชย
“ไปกันได้แล้วลูก”
“จ้ะพ่อ เดี๋ยวตามออกไป”
อบเชยมองรูปไม้ที่อยู่บนโต๊ะ เธอสองจิตสองใจจะไม่เอาแล้วเดินออกไป แต่สุดท้ายเธอก็วิ่งกลับมาเก็บมันใส่ในกระเป๋าเหมือนเดิม
ศรนารายณ์กำลังขนของขึ้นรถ อบเชยยืนอย่างกังวลใจศรนารายณ์หันไปเห็น
“เป็นอะไรน่ะเรา เศร้าเรื่องไอ้ไม้อีกรึไง” อบเชยนิ่ง ไม่ตอบพ่อ “โธ่เอ้ยลูก คนเราน่ะนะ ถ้ามันจะเกิดมาคู่กัน ไม่ว่าจะอยู่ไกลกันแค่ไหนยังไงมันก็ต้องมาลงเอยกันจนได้ แต่ถ้ามันไม่ใช่คู่ ดิ้นรนให้ตายยังไงมันก็เหนื่อยเปล่า”
“แล้วตกลงที่ชั้นทำไปทั้งหมดมันจะเหนื่อยเปล่ารึเปล่าล่ะพ่อ”
“พ่อก็ไม่รู้ แต่ถ้าลูกหยุดตามหาซะบ้าง ลูกอาจจะเห็นคำตอบได้ชัดขึ้น” อบเชยถอนหายใจ “ถอนหายใจอีกละ ดูมัน”
“เออนี่พ่อ เมื่อคืนชั้นฝันแปลกๆ เกี่ยวกับเวตาลด้วยล่ะ”
“ฝันว่าอะไร”
“ฝันว่าชั้นเป็นคนทำให้เวตาลฟื้นพลังขึ้นมาอีกครั้ง”
“ฝันก็คือฝันล่ะน่า ลำพังพลังอย่างเราจะไปทำอะไรมันได้”
“นั่นสินะ” อบเชยพยายามคลายกังวลใจ “จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปให้มัน”
“อย่าคิดมากเลยลูก ชุมชนนี้ไม่มีวันสงบหรอก ถ้ายังไม่จบเรื่องไม้ตะพดนั่นซะก่อน”
“แต่ถ้ามีใครเป็นอะไรไปเพราะฝีมือเวตาล ชั้นต้องรู้สึกแย่แน่ๆ”
อบเชยบอกด้วยสีหน้าเป็นกังวล
ศรนารายณ์กับอบเชยขึ้นรถ รถค่อยๆ เคลื่อนออกไป ไม้วิ่งออกกำลังกายผ่านบ้านอบเชยพอดี
ไม้เห็นรถที่ขับออกไป ไม้วิ่งตามรถแต่ด้วยความที่เขาเองยังบาดเจ็บอยู่ จึงวิ่งได้ไม่เร็วนัก ไม้พยายามตะโกนเรียก
“อบเชย อบเชย อบเชย”
ศรนารายณ์กับอบเชย นั่งอยู่บนรถ ศรนารายณ์เปิดเพลงลูกทุ่งฟังอย่างสบายใจ จึงไม่มีใครสังเกตมองหลังรถเลยและไม่มีใครได้ยินเสียงไม้ จนไม้หมดแรงท้อใจจะวิ่งตาม
ขณะนั้นเมฆพยายามจะทำความสะอาดลานบ้านตน แต่แล้วเมฆก็สังเกตเห็นรอยเท้าเวตาลเดินวนไปมารอบบ้านเขา เมฆก้มตัวลงไปดูใกล้ๆ ใจไม่ค่อยดีนัก ไม้เดินเข้ามาในบ้านอย่างท้อใจ
“พ่อ ออกมาทำความสะอาดลานบ้านทำไม ชั้นบอกให้พักผ่อนไง”
“ไม้ มาดูนี่สิ”
ไม้ก้มดูรอยเท้า
“นั่นมันอะไรน่ะ”
“นั่นสิมันอะไร” เมฆมองไปรอบๆ บ้าน
“ชั้นว่าเราต้องระวังตัวให้มากกว่านี้”
“มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อเวตาลนั่นก็บาดเจ็บไม่ใช่น้อย”
“ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน พ่อต้องระวังตัวนะ”
เมฆพยักหน้ารับ
ส่วนที่ถ้ำพันเทพเตรียมตัวจะออกเดินทางตามหาเวตาล
“ไอ้เวตาล วันนี้ชั้นจะต้องตามหาศพแกให้เจอ ชั้นจะต้องเอาไม้ตะพดของชั้นคืนมาให้ได้”
ยังไม่ทันที่พันเทพจะได้ออกจากถ้ำ เงาดำทะมึนก็พาดผ่านเข้ามาตามทางแสงซึ่งก็คือเวตาลนั่นเอง พันเทพหันไปเห็นก็ตกใจ
“เจ้าหาศพข้าไม่เจอหรอก เพราะข้ายังไม่รีบตายไปไหน”
“แก”
“มั่นใจมากขนาดนั้นเลยเหรอว่าข้าตายไปแล้ว แค่แผนตื้นๆ ของเจ้า ทำลายชีวิตข้าไม่ได้หรอก”
เวตาลหัวเราะพร้อมกับเล่าเหตุการณ์หลังจากกินอาหารที่ผสมพิษของพันเทพ ซึ่งตอนนั้นร่างกายเวตาลทรมาน เวตาลเดินโซซัดโซเซหนีเอาชีวิตรอด ไม่ยอมให้ไม้ตะพดพันเทพ
“ถึงข้าจะต้องตาย ข้าก็จะตายไปพร้อมกับไม้ตะพดนี่ ข้าไม่มีทางให้เจ้าคืนไปง่ายๆ หรอก”
เวตาลโซซัดโซเซไปที่ต่างๆ โดยมีพันเทพเดินไล่หลังมา
เวตาลเดินมาถึงริมแม่น้ำอาการแย่เต็มที เวตาลล้มลงอยู่ใกล้ๆกับแมลงที่ตายริมลำธาร
ตาเวตาลเหลือบมองเห็นสัตว์ที่โดนต้นไม้พิษแล้วก็ตายกองอยู่บนพื้น แต่มันก็เหลือบไปเห็นอีกจุดนึงมีดอกไม้งดงาม แมลงต่างๆ ปกติ เป็นบริเวณที่เขานอนอยู่พอดี เวตาลลองเก็บดอกไม้มาดู แล้วยัดมันเข้าปาก
“ถ้าข้ารอดไปได้ ข้าจะมาล้างแค้นเจ้า”
เวตาลบอกอย่างเคียดแค้น แต่พอกินดอกไม้ไป ร่างกายก็ทรมานกว่าเก่า เวตาลลุกวิ่งเหมือนพยายามหนีเจ็บปวด
เวตาลวิ่งหนีมาบนถนนตัดหน้ารถศรนารายณ์ อบเชยพอดี เสียงรถเบรคเอี้ยดเวตาลไม่สนใจ วิ่งหนีเอาตัวรอดไป เวตาลวิ่งหนีมาได้ไม่ไกลนักเขาเจ็บปวดจนอาเจียนออกมาแสดงถึงสิ่งที่เคยกินเข้าไป และเลือดจากภายใน พออาเจียนออกมาเวตาลรู้สึกดีขึ้น จึงบินหนีขึ้นไปบนต้นไม้
ขณะนั้นศรนารายณ์กับอบเชยเดินตามหาสิ่งที่รถของศรนารายณ์ชน อบเชยพูดศรนารายณ์แล้ว
พนมมือไว้เจ้าที่เจ้าทาง ไม่ทันไรก็รู้สึกมีแสงประหลาดมาสู่ตัวเวตาล
เวตาลเผชิญหน้ากับพันเทพหลังจากเล่าเหตุการณ์จบ
“ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก เจ้าประมาทพญาเวตาลมากเกินไป”
เวตาลบุกเข้าหาพันเทพด้วยหวังจะล้างแค้น พันเทพเองก็รับมือไว้แต่พันเทพรู้ตัวดีว่า อีกไม่นานเขาก็ต้องพ่ายให้เวตาลเพราะตนเองไม่มีไม้ตะพด พันเทพจึงวางแผนอย่างเจ้าเล่ห์ ระหว่างที่ต่อสู้กับเวตาล
“แกไม่คิดว่าการที่เราสู้กันจะไร้ประโยชน์เหรอเวตาล”
“อย่ามาทำพูดดีกับข้า ข้าจะฆ่าเจ้า”
“ชั้นไม่ได้กลัวว่าแกจะฆ่า ฉันแค่รู้สึกเปลืองแรงที่เราต้องมาสู้กัน ทั้งที่เราต่างก็ร่วมมือกันเพื่อเอาไม้ตะพดอีกอันมาได้”
“หึ จะให้ข้าเชื่อเรอะ”
“แกกับชั้นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกน่า ไว้ใจได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่เราต่างก็ทำเพื่อบางอย่าง แล้วบางอย่างที่ชั้นพูดถึงอยู่นี่ บังเอิญว่าตอนนี้มันไปในทางเดียวกัน เราทำไมไม่ร่วมมือกันซะล่ะ”
“เจ้ากำลังพูดให้ข้าร่วมมือกับคนที่เพิ่งพยายามจะฆ่าข้างั้นรึ”
“แกอยากมองว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ชั้นคิดว่า คนทุกคนก็ต้องพยายามปกป้องตัวเอง แล้วที่แกเลือกจับชั้นมา แกก็คงเลือกแล้ว ไม่ใช่เหรอ ว่าชั้นคือคนที่มีแนวโน้มจะร่วมมือกับแกได้มากที่สุด”
เวตาลนิ่งคิดมองพันเทพอย่างไม่ไว้ใจ
อีกด้านหนึ่งที่ท่ารถบขส.จันทร์กับชาญหน้าเครียดหลังจากฟังเรื่องที่ไม้เล่า
“ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ว่ะ ถ้าขืนปล่อยไว้ แกจะจิตตกมากแน่ๆ”
“แล้วจะให้ทำยังไง”
“ตามหามันให้เจอ อย่ามัวแต่รอแบบนี้”
“ชั้นไม่ได้อยากรอ แต่พ่อไม่สบาย จะให้ชั้นทำยังไง”
“ข้าเห็นด้วยกับจันทร์ ควรออกตามหามันให้เจอก่อนที่มันจะแข็งแรงกว่านี้ การที่มีรอยเท้าอยู่หน้าบ้านเอ็ง ข้าว่ามันแค่ต้องการขู่เท่านั้น ถ้ามันแข็งแรงจริงๆ แล้วมันไม่ทำแค่นั้นแน่”
“ใช่ อย่างน้อย ฆ่ามันตอนบาดเจ็บก็ง่ายกว่า”
“แต่ประเด็นคือ จะให้ชั้นไปตามหาที่ไหนล่ะ” ไม้มองหน้าจันทร์กับชาญ ถามจะเอาคำตอบแต่ทั้งคู่เงียบ “ไงล่ะพี่ชาญ พี่มีความเห็นมั้ย เป็นพรานเก่าไม่ใช่เหรอ”
ไม้มองหน้าชาญ จันทร์เองก็มองชาญอย่างคาดหวัง
ชาญมาบ้านเมฆและนั่งดูรอยเท้าเวตาลที่ละรอยอย่างตั้งใจ
“ดูจากรอยเท้าพวกนี้แล้ว น่าจะตั้งใจมาดูซะมากกว่า”
“หมายความว่ายังไงตั้งใจมาดู”
“ดูจากรอยเท้าที่เดินเข้ามา แล้วก็มีรอยซ้ำๆ ที่หน้าต่าง ก่อนจะเดินเข้ามาที่ประตู”
“เมื่อวานมีคนมาเคาะประตูกลางดึก พอเปิดมาแล้วไม่มีใคร” เมฆบอก
“ก็น่าจะเป็นแบบนั้น เพราะจากรอยนี่ พอหยุดที่ประตู แล้วไม่มีรอยเท้าที่ก้าวออกมา แปลว่ามันแค่ป่วนแล้วบินออกไป”
“มันมาตัวเดียวรึเปล่า”
“น่าจะแบบนั้น เพราะไม่มีรอยเท้าใครมาด้วย”
“ถ้างั้นพันเทพก็อาจจะหนีไปได้ หรือไม่ก็ตายแล้ว”
ไม้หน้าเสียที่ได้ยินคำว่าตาย
“หรืออาจจะถูกจับขังอยู่ที่ไหนซักแห่งก็ได้ อย่าลืมสิ มันจับพันเทพไปเพื่อเป็นข้อต่อรองบางอย่าง”
“แน่ใจเหรอว่ามันจะจับไปเป็นข้อต่อรอง มันอาจต้องการแค่ไม้ตะพดก็ได้”
“พอแล้ว ชั้นไม่อยากฟังสมมติฐานของใครทั้งนั้น เพราะสุดท้าย ชั้นก็ต้องตามหาเวตาลนั่นให้เจออยู่ดี”
“มันได้ทิ้งร่องรอยอื่นไว้ให้พอจะติดตามไปได้มั้ย” เมฆถาม
ชาญสอดส่องดูตามรอยเท้าเจอเศษใบไม้แห้งร่วงอยู่ ชาญหยิบขึ้นมาดู
“ใบไม้นี่ มันมาจากต้นไม้ที่ขึ้นแถวแหล่งน้ำในป่า”
“แหล่งน้ำตรงไหน ยังไง”
“โอ๊ย ข้าไม่ใช่หมอดูตาทิพย์นะ จะได้รู้ละเอียดขนาดนั้น”
“แปลว่ามันจับพันเทพไว้ในป่า”
“แต่ที่ที่เราอยู่มันก็ล้อมไว้ด้วยป่าทั้งนั้น เราจะไปตามหาเจอได้ยังไง”
“ใจเย็นๆ เรื่องพวกนี้มันต้องค่อยๆ คิดค่อยๆ ทำ แต่ข้าว่าตอนนี้เอ็งต้องระวังตัวไว้ พี่เมฆก็เหมือนกัน ตราบใดที่เราไม่รู้ที่อยู่ของมัน มันอาจจะจู่โจมโดยที่เราไม่รู้ตัว”
ไม้มองหน้าเมฆให้กำลังใจกัน
ระหว่างนั้นเวตาลกลับมาที่ถ้ำพร้อมกับพันเทพ ต่างคนต่างไม่ไว้ใจกัน
“ทำไมแกไม่แปลงเป็นทิวาล่ะ ปกติเวลาแบบนี้แกชอบแปลงเป็นมนุษย์ไม่ใช่เหรอ”
“อย่ามาทำเป็นรู้ใจข้านักเลย”
“แกคงบาดเจ็บ เลยไม่อยากใช้พลังสิ้นเปลืองในการแปลงร่างสินะ” เวตาลนิ่ง ไม่ตอบ “แกรู้มั้ยว่า หากไม้ตะพดสองอันมารวมกันได้มันจะรักษาอาการบาดเจ็บของแกให้หายเป็นปลิดทิ้ง”
“ข้ารู้ ข้าเคยใช้มันรักษาอาการเจ็บปวดของข้า จากบาดแผลของไม้ตะพดมาก่อน”
“ถ้างั้น แกไม่คิดจะไปชิงไม้อีกอันนึงมาเพื่อรักษาอาการรึไง”
“เจ้ากำลังล่อข้าไปให้พวกนั้นฆ่าข้า เพราะเห็นว่าข้ากำลังอ่อนแอ นึกว่าข้าไม่รู้รึ”
“ชั้นหวังดีกับแกต่างหาก ชั้นคนเดียวเอาชนะไอ้พวกขี้ขลาดพวกนั้นได้ที่ไหน”
“หึ ข้าไม่ไว้ใจเจ้า ถ้าเจ้าอยากให้ข้าเชื่อ เจ้าต้องพิสูจน์”
“พิสูจน์ ยังไง”
คืนนั้นขณะที่เมฆเตรียมตัวจะนอน ไม้เดินถือสมุนไพรใส่ถ้วยมาให้เมฆกิน
“นี่พ่อก็ดีขึ้นมากแล้วไม้”
“แต่ยังไงพ่อก็ต้องกิน จะได้แข็งแรงไวๆ” เมฆยกสมุนไพรขึ้นดื่ม “ผมอยากดูแลพ่อให้ดีที่สุด ในเวลาที่ผมยังพอทำได้ แต่ถ้าผมจะตามไปช่วย...” ไม้ลำบากใจที่จะพูด
“ช่วยพันเทพ พ่อจริงๆ ของลูก น่ะเหรอ มันเป็นเรื่องของลูกที่ดีที่ควรจะทำอยู่แล้ว พ่อไม่ว่าอะไรหรอก”
เมฆกับไม้ ยิ้มให้กัน เมฆนอน ไม้ห่มผ้าให้
ทางด้านพันเทพกับเวตาล ขณะนั้นทั้งคู่ยังคุยกันอยู่ในถ้ำที่สว่างด้วยแสงจากกองไฟ
“ให้ชั้นฆ่าไอ้เมฆ มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นหรอก ฝีมือไอ้เมฆก็พอๆ กับชั้น ไม่งั้นชั้นฆ่ามันได้ไปนานแล้ว แล้วไหนจะไม้อีก มันไม่มีทางปล่อยให้คนมาฆ่าไอ้เมฆได้แน่ๆ”
“รีบปฏิเสธ ทั้งที่อยากจะให้ข้าไว้ใจงั้นรึ แบบนี้มันไม่ดีเท่าไหร่”
“ไม่ได้ปฏิเสธ แค่เห็นว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้”
“มีสิ ข้าเพิ่งไปดูเจ้าเมฆนั่นมา มันบาดเจ็บ คนที่บาดเจ็บมักมีจิตที่อ่อน โน้มนำได้ง่าย”
“หมายความว่ายังไง”
“ข้าจะพาดวงจิตมันมาหาเจ้า ถ้าเจ้าฆ่าจิตมันได้ ร่างกายที่ไร้วิญญาณก็ไม่มีทางมีชีวิต”
พันเทพไม่แน่ใจกับวิธีของเวตาลนัก
เวลาผ่านไป...พันเทพนั่งอยู่กับที่เวตาลสัมผัสแขนพันเทพทั้งคู่หลับตาเข้าสู่สมาธิ ขณะนั้นเมฆนอนหลับอยู่ในห้อง ระหว่างนั้นสิ่งของรอบตัวเมฆเริ่มสั่นเหมือนโดนพลังอะไรบางอย่าง อยู่ๆ เมฆก็มาตกลงกลางป่าอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เมฆพยุงตัวเองลุกขึ้นอย่างงงๆ เมฆมองซ้ายมองขวา เห็นแสงรำไรสว่างมาจากที่หนึ่ง เมฆเดินตามแสงนั้นไป
เมฆเดินตามแสงไฟมาจนถึงหน้าถ้ำ มีกองไฟสว่างแต่ไม่มีคนอยู่
“มีคนอยู่แถวนี้มั้ย”
เมฆตะโกนถาม เสียงเหยียบใบไม้แห้งดังขึ้น เมฆหันไปดูแต่ก็ไม่เห็นใคร เสียงดังอีกทาง เมฆหันตาม แต่ก็ไม่เห็นใครอีก เมฆหันมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง
“นั่นใครน่ะ ออกมานะ”
เวตาลก้าวออกมาจากความมืด
“ข้าเองสหาย”
เวตาลปรากฏตัวขึ้นมา เมฆตกใจ
“แก”
“เป็นไง ยังสบายดีอยู่มั้ย”
“แกมาหาชั้น ต้องการอะไร”
“ผิดแล้ว เจ้าต่างหากที่มาหาข้าเพื่อพบปะเพื่อนเก่า”
“ใคร” พันเทพเดินออกมาจากความมืดมองเมฆไม่วางตา “พันเทพ แกเป็นยังไงบ้าง” พันเทพจ้องเมฆเขม็ง แล้วก็เริ่มบุกลุยเมฆโดยไม่พูดไม่จาใดๆ เลย เมฆงงแต่ก็รับมือพันเทพ “นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย”
พันเทพตะลุยสู้เมฆแบบไม่ยั้งมือ ทั้งคู่สู้กันโดยไม่มีไม้ตะพด พันเทพรัวหมัดไม่ยั้งเมฆก็รับมือไหวบ้างไม่ไหวบ้าง ต่างคนสู้กันต่างพลัดกันล้ม
“บอกชั้นที นี่มันเรื่องอะไร” พันเทพไม่ตอบ เวตาลยืนมองอย่างพอใจ เมฆเหลือบไปเห็นไม้ตะพดอยู่ที่เวตาล “มันบังคับให้แกฆ่าชั้น แล้วจะคืนไม้ตะพดให้รึไง”
“ไม่มีใครบังคับชั้นทั้งนั้น”
ที่บ้านเมฆ ขณะนั้นเมฆยังนอนหลับอยู่แต่สีหน้าของเมฆเครียด ตาแม้จะหลับก็ราวกับกำลังกระพริบตลอดเวลา
พันเทพกำลังต่อสู้กับเมฆอยู่หน้าถ้ำ โดยมีเวตาลดูอยู่
“แกรู้มั้ย ไม้กำลังพยายามตามหาเพื่อมาช่วยแก” พันเทพชะงักแต่ก็สู้ต่อ “ไม้เป็นห่วงแกมาก”
“หยุดพูดซักที”
พันเทพหยิบมีดพกขึ้นมาต่อสู้กับเมฆ อาศัยจังหวะที่เมฆเพลี่ยงพล้ำแทงเข้าที่ท้องเมฆ เมฆนิ่งด้วยความเจ็บปวด
“นี่มันไม่ใช่แค่ความฝันใช่มั้ย”
เวตาลหัวเราะชอบใจ
“ชั้นจะฆ่าพวกแกให้ตายทุกคน”
เมฆทรุดลงกับพื้นมองเวตาลที่เดินมา
เมฆยังนอนหลับอยู่แต่มีเลือดค่อยๆ ไหลออกมาจากปาก ไม้เปิดประตูเข้ามาในห้อง เห็นอาการเมฆก็ตกใจ
“พ่อ พ่อเป็นอะไร”
ขณะนั้นเวตาลเดินมายังเมฆที่ทรุดลงกับพื้น มันหยิบไม้ตะพดออกมาจะฟาดลงไปที่เมฆ
“นี่จะเป็นฝัน ที่แกจะไม่มีวันตื่นอีกเลย”
อีกด้านหนึ่งไม้กำลังปลุกเมฆให้ตื่น
“พ่อ พ่อตื่น พ่อเป็นอะไร พ่อ”
เวตาลกำลังจะฟาดไม้ตะพดเพื่อฆ่าเมฆ แต่แล้วร่างเมฆก็หายวับไปก่อน ไม้ปลุกเมฆจนตื่นขึ้นมา เมฆลืมตาแต่เลือดยังกลบปาก
“พ่อ พ่อเป็นอะไร ใครทำอะไรพ่อ”
ไม้เปิดดูแผลเมฆตามตัวแต่ก็ไม่มี เมฆมองหน้าไม้แล้วนึกถึงคำสิ่งที่ไม้พูดกับเขาก่อนที่จะนอน ว่าจะขอไปช่วยพันเทพ เมฆก็เลือกที่จะไม่พูดความจริงออกไป
“คงเป็นแผลข้างในที่มันเพิ่งกำเริบน่ะลูก”
“ผมจะพาพ่อไปหาหมอเดี๋ยวนี้”
“ขอบใจนะไม้ที่ช่วยชีวิตพ่อไว้อีกครั้ง”
“หมายความว่าไงน่ะพ่อ”
“ไม่มีอะไรหรอก”
ไม้พยุงเมฆจะพาไปโรงพยาบาล
ส่วนที่ถ้ำเวตาลทแตะแขนพันเทพค่อยๆ ลืมตา พันเทพก็ลืมตาขึ้นด้วย พันเทพค่อนข้างโล่งใจที่ไม่ได้ฆ่าเมฆซะ
“อีกนิดเดียวเท่านั้น”
“ทีนี้เจ้าไว้ใจข้าได้รึยังล่ะ”
เวตาลมองพันเทพ เชื่อใจมากขึ้น
ไม้พาเมฆไปหาหมอ พอกลับจากโรงพยาบาลไม้พยุงเมฆมานอนบนเตียงพร้อมกับถุงยาจากโรงพยาบาล
“หมอบอกไม่เป็นอะไรได้ยังไง ก็เห็นอยู่ว่าเลือดมันไหลออกมา”
“ช่างเถอะไม้ เขาว่าไม่เป็นอะไรก็ไม่เป็นอะไร อาจจะแค่อาการข้างเคียงของยาละมั้ง เดี๋ยวก็ดีขึ้น
ไม้ไม่ค่อยสบายใจนัก”
คืนนั้นหลังจากดูแลเมฆนอนแล้วไม้ออกมานั่งหน้าบ้านแล้วถอนหายใจออกมา
“อบเชย เธออยู่ไหน ชั้นอยากให้เธออยู่ข้างๆ ชั้นตอนนี้... สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองพ่อผมให้ปลอดภัย ช่วยชี้ทางให้ผมได้ไปช่วยพ่อที่ให้กำเนิดผมด้วย”
ไม้เดินเข้ามาบ้านแต่แล้วไม้ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นฤๅษีเป็นร่างโปร่งแสงนั่งอยู่ข้างๆ เตียงของเมฆ มองดูเมฆหลับ
“ฤๅษี”
“ข้ามาอวยพรคนที่ดูแลไม้ตะพดของข้าเป็นอย่างดี”
“ผมอ่อนแอเกินกว่าที่จะฆ่าเวตาลได้”
“เจ้าอย่าเพิ่งคิดเช่นนั้น มันแค่ยังไม่ถึงเวลา”
“ผมไม่รู้จะไปตามหาเวตาลที่ไหน”
“ใช่ตำราให้เป็นประโยชน์สิ”
“ตำรา”
ไม้ลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึก ไม้ลำดับความคิดถึงสิ่งที่ฝันเมื่อซักครู่
“ตำรา...ตำราอะไร”
วันรุ่งขึ้นไม้จึงมาหาชาญที่ท่ารถบขส.เพื่อปรึกษาเรื่องนี้
“ตำรา”
“ใช่ พอชั้นบอกว่าไม่รู้จะตามหาเวตาลที่ไหน ฤๅษีท่านบอกแค่ว่าให้ใช้ตำราให้เป็นประโยชน์”
“จะตำราอะไรล่ะ” จันทร์บอก
“นั่นสิ”
“มันต้องเป็นตำราที่พิเศษกว่าตำราอื่นสิ”
“ตำราที่พิเศษเหรอ”
“ต้องไปหอสมุดแห่งชาติรึเปล่า”
ชาญส่ายหน้าเอือมระอาดุจันทร์ เขาครุ่นคิด แล้วก็เหมือนจะนึกออก
“หนังเสือไงไม้ ไม้ยังเก็บหนังเสือไว้รึเปล่า”
“ตำรา...หนังเสือ”
ไม้กลับมาค้นตู้ที่บ้านแล้วเขาก็เจอตำราหนังเสือ ไม้หยิบมันออกมากางดู ขณะนั้นจันทร์จิบน้ำอุ่นไปและดูไปด้วย
“นี่มันลายแทงไปป่าอาถรรพ์ ตำราอะไร”
ไม้พิจารณาดูลายแทงอย่างใช้ความคิด
“ท่านฤๅษีครับ ถ้านี่คือสิ่งที่ท่านพยายามจะบอก”
ไม้พยายามพินิจพิเคราะห์หนังเสือแต่ก็ยังไม่เห็นอะไรนอกจากแผนที่เดิมที่ไปป่าอาถรรพ์ ไม้ยื่นให้จันทร์ จันทร์พยายามพินิจพิเคราะห์ดูเช่นกันแต่ก็ไม่เห็นอะไร จันทร์วางแผนที่บนโต๊ะ
“มันไม่มีแผ่นอื่นแล้วใช่มั้ย”
ไม้ส่ายหน้า จันทร์ยกแก้วน้ำทับมุมหนังเสือไว้ไม่ให้ม้วนแล้วก็ค่อยๆ ดู ชาญดึงหนังเสือมาดูบ้างทำให้แก้วน้ำอุ่นของจันทร์หกใส่
“เฮ้ย พี่ชาญ ทำอะไรเนี่ย”
“ก็แค่อยากช่วย”
น้ำอุ่นที่เป็นคราบไหลบนหนังเสือ ค่อยๆ ปรากฏตัวหนังสือขึ้นตามนั้น
“นี่...มีตัวอักษรอะไรขึ้นมาด้วย” ไม้บอก จันทร์กับชาญมุงดู
“ตัวอักษรขึ้นตรงที่โดนน้ำอุ่น...นั่นแปลว่า”
ยังไม่ทันที่จันทร์จะพูดจบ ชาญก็ราดน้ำอุ่นทั้งแก้วลงบนหนังเสือ ตัวอักษรก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็นเป็นภาษาปกากะญอว่า “ถ้ำเวตาล”
“มันเขียนว่าอะไรน่ะพี่ชาญ”
“มันคือทางที่จะไปถ้ำเวตาล”
“ถ้ำเวตาล”
“ถ้ำที่พญาเวตาลอาศัยอยู่มาหลายร้อยปี”
“ถ้างั้นก็อาจจะเป็นที่นั่นจริงก็ได้”
“พวกเราพร้อมลุย”
“พี่ชาญ เรื่องนี้ ชั้นไม่อยากให้มีใครต้องมาเจ็บตัวอีก” ไม้บอก
“เฮ้ย แต่ข้าเต็มใจจะเป็นผู้ช่วยเอ็ง เอ็งก็รู้ข้าอยากใกล้ชิดลูกผู้ชายมานานแล้ว” ชาญบอกแล้วทำเขิน “ไม่คิดเลยว่าฝันจะเป็นจริง”
“แต่คราวนี้ ชั้นให้พี่ไปไม่ได้จริงๆ มันเสี่ยงเกินไป ถ้าจะตายก็ขอตายคนเดียว”
“แกจะไปคนเดียวก็ไป แต่อย่าพูดเรื่องตาย แกจะทำให้คนอื่นยิ่งเป็นห่วง”
“เฮ้ย...ไรวะ ข้าอยากสู้ อยากสู้”
“เอาเป็นว่าถ้าชั้นกลับมา จะให้พี่ชาญเป็นผู้ช่วยชั้นก็แล้วกัน จันทร์ชั้นฝากดูพ่อด้วย”
“ชั้นถามจริงๆ เหอะว่า ที่แกเข้าไปครั้งนี้ เพื่อช่วยพันเทพเท่านั้นใช่มั้ย” จันทร์ถาม
“ไม่ว่าจะชั่วดียังไง อย่างน้อยเค้าก็เป็นคนทำให้ชั้นเกิดมา นี่อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ชั้นจะตอบแทนได้”

ไม้ยิ้มออกมาสีหน้าดูเนือยๆ






Create Date : 02 เมษายน 2555
Last Update : 2 เมษายน 2555 23:42:50 น.
Counter : 138 Pageviews.

0 comment
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 14 (ต่อ)




แพรวาเปิดประตูเข้ามาในห้องไกร เห็นไกรหลับอยู่แพรวาจึงเข้าไปปลุก

“ไกร ไกร”
ไกรสะดุ้งตื่นแล้วต้องตกใจเมื่อเห็นแพรวา
“คุณเข้ามาในห้องผมในยังไง”
“ชู่ววว เรื่องมันยาวค่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้คุณหนีไปกับชั้นก่อน”
“หนีใคร หนีทำไม”
“ก็หนีคนที่ตามล่าคุณไง”
“ผมไม่มีศัตรูที่ไหน”
แพรวาคว้าข้อมือไกร
“ไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวพ่อชั้นจับคุณได้แย่แน่ๆ”
“ทำไม” ไกรสะบัดมือแพรวาออก “ทำไมผมต้องหนีพ่อคุณ”
“คุณหนีไปกับชั้นก่อนไม่ได้เหรอ ที่ชั้นมาที่นี่เพื่อมาช่วยคุณนะ”
“ผมไม่ไปถ้าไม่รู้เหตุผล”
“คุณไม่ไว้ใจชั้นสินะ” ไกรเงียบ ไม่ตอบอะไร “เหตุผล...ก็เพราะสิ่งที่คุณทำกับชั้นไว้ไง ต้องให้ชั้นลง
รายละเอียดอีกรึเปล่าว่าเรื่องอะไร”
“ก็ไม่น่าใช่ผมคนเดียวที่จะโดน แล้วไม้ล่ะ”
“คุณดูถูกชั้นมากเกินไปแล้วนะ ชั้นคือคนที่ต้องรับผลจากอารมณ์ชั่ววูบของคุณ มันแค่บำบัดความโกรธคุณ แต่กับสิ่งนี้มันต้องอยู่กับชั้นทั้งชีวิต”
“คุณพูดอย่างกับคุณไม่เคย...”
แพรวาตบหน้าไกร
“ถ้าชั้นจะบอกว่าชั้นไม่เคยมีอะไรกับใครคุณจะเชื่อชั้นมั้ย แล้วตอนนี้ชั้นก็กำลังท้องกับคุณ คุณจะเชื่อรึเปล่า” ไกรมีสีหน้าลังเล “คุณไม่ต้องตอบละ ชั้นน่าจะรู้มาตั้งแต่แรกว่าคุณเชื่อสิ่งที่คุณคิดมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ชั้นไม่น่าโง่มาช่วยคุณเลย”
แพรวาร้องไห้เดินมาขึ้นรถที่จอดอยู่ ไกรมองเห็นไฟหวอรถตำรวจที่มาจอดอยู่หน้าบ้าน กำลังจับกุมสมุนของพันเทพ ไกรยืนมองเห็นสิ่งที่แพรวาช่วยเขาไว้ทำให้รู้สึกผิด
กลางดึกคืนนั้นที่กระท่อม เวตาลเงยหน้าขึ้นมาบริเวณปากเปื้อนเลือดในมือมีร่างคนตายอยู่
มันทิ้งซากคนตายลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี ไปรวมกับชาวบ้านที่นอนตายอยู่อีกคน
“ข้าพร้อมที่จะตามล่าพวกเจ้าแล้ว”
เวตาลคำราม แล้วเดินออกจากกระท่อม พอเวตาลเดินพ้นประตูบ้านก็กลายร่างเป็นทิวาอีกครั้ง
เช้ามืดวันรุ่งขึ้นแก๊งวินมอเตอร์ไซค์ปีนเข้ามาในบ้านพันเทพ 2 คน แก๊งวินมอเตอร์ไซค์อาศัยความว่องไวจัดการกับสมุนที่เฝ้าประตูของพันเทพจนสลบเหมือด จากนั้นก็เปิดประตูให้สักเข้ามาทางปกติ สักใส่เฝือกที่คอแต่ก็ยังมาทำงานเอง แก๊งวินมอเตอร์ไซค์ทั้งหมดแอบย่องเข้าบ้านพันเทพ
สักเดินนำมาตามแผนผังห้องที่ได้มาจนหยุดยืนหน้าห้องแพรวา สักพยักหน้ากับแก๊งวินมอเตอร์ไซค์ผู้ช่วยให้เข้าไป...สักและสมุนเดินเข้ามาในห้องแพรวา เห็นราตรีนอนใส่ชุดแพรวาอยู่บนเตียงก็เข้าใจว่าเป็นแพรวา
“ใช่ คนนี้แหละ” ราตรีเริ่มรู้สึกตัวงัวเงียขึ้นมา “ระวังมันตื่น” ผู้ช่วยรีบเข้าไปโปะยาสลบราตรีสลบไปอีกรอบ “ไป รีบพาออกไป เร็ว”
ผู้ช่วยของสักอุ้มราตรีออกทางประตูบ้าน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่บ้านศรนารายณ์ อบเชยยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน อบเชยไม่ทันระวังตัว เธอหันไปเจอทิวา ทิวาแตะหน้าผากเธอทีเดียวอบเชยก็นิ่งตัวอ่อนปวกเปียก ทิวาอุ้มอบเชยไป ศรนารายณ์แต่งตัวชุดกีฬาเดินออกมาหน้าบ้าน
“อบเชย อบเชย …เมื่อกี้มันยังอยู่ตรงนี้นี่”
ขณะนั้นไม้วิ่งออกกำลังกายตอนเช้ามาตามถนน เขามองเห็นสักกับพวกท่าทางมีพิรุธ ไม้แอบดู แล้วไม้ก็เห็นผู้ช่วยสักอุ้มราตรีแต่ไม้เข้าใจว่าเป็นแพรวาออกจากรถกะบะ กำลังจะเอาขึ้นไปในห้องแถว
“คุณแพรวา”
พวกของสักเอาแพรวาไปโยนไว้ในห้องแถว ไม้รีบเข้าไปต่อสู้กับสักที่ด้านนอกห้องแถว ไม้ต่อสู้กับพวกสักและแก๊งวินมอเตอร์ไซค์อย่างไม่ยากเย็นนัก
ทิวาโฉบเข้ามาทางหน้าต่างห้องแถว เข้ามาในห้องแถว เห็นราตรี จึงเข้าใจว่าเป็นแพรวา
“นังแพรวา”
ขณะที่ด้านนอกต่อสู้กัน ทิวาอุ้มราตรีไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครเห็น
ไม้ สักและผู้ช่วยของสักต่อสู้กัน จนในที่สุดไม้ก็ล้มสักได้ แก๊งวินมอเตอร์ไซค์อีกสองคนก็ทุลักทุเล ไม้เหยียบยอดอกสัก สักยอมไม่สู้อีกต่อไป
“เมื่อไหร่แกจะเลิกทำงานรับจ้างทุเรศๆ แบบนี้”
“เมื่อวินมีรายได้พอเลี้ยงตัวเองน่ะสิ พันเทพเก็บค่าเช่าวินแพง เราต้องทำงานใช้หนี้ แล้ววินต่างจังหวัด ใครจะขึ้นกันนักหนา”
“ขอให้มันจริงอย่างที่แกว่าเถอะ ที่เป็นแค่เรื่องเงิน ไม่ใช่เพราะนิสัยที่แก้ไม่หาย”
ไม้เดินไปที่ในห้องแถว แต่ไม่เห็นราตรีแล้ว
“แพรวาหายไปไหนแล้ว พวกแกใช่มั้ย พวกแกเอาไปซ่อนใช่มั้ย”
“ไม่ใช่ พวกเราไม่รู้เรื่องแล้วจริงๆ”
ไม้สงสัยเกี่ยวกับการหายไปของหญิงสาว
อบเชยกับราตรีถูกพามาที่ชายป่า ทิวายืนดูหญิงสาวทั้งสองคนที่ถูกผูกแขนห้อยลงมาจากต้นไม้ ทิวาเดินอยู่บนพื้นดินแล้วหัวเราะมีความสุข
“มนุษย์ที่มีความรัก หารู้ไม่ว่าเปิดจุดอ่อนตัวเองให้คนอื่นได้ทิ่มแทง”
เช้าวันรุ่งขึ้นพันเทพยังไม่รู้เรื่องราตรีที่หายตัวไปขณะยืนฟังการรายงานจากสมุน
“คนของเราอยู่ที่โรงพักหมดเลยครับ มีคนโทรแจ้งตำรวจครับ เราเลยยังจับตัวลูกชายเจ๊กีไม่ได้เลย”
“โธ่เว้ย นี่มันบังคับให้ชั้นไปฆ่ามันถึงที่เลยใช่มั้ย”
พันเทพกำหมัดแน่น แค้นไกร
ไม้กลับมาบ้านหยิบไม้ตะพดออกมาเพื่อออกตามหาราตรีที่คิดว่าเป็นแพรวา ไม้ได้ยินเสียงกุกกัก
“ใครน่ะคุณแพรวารึเปล่า คุณแพรวา” ทิวาโผล่ออกมาให้ไม้เห็นหลังไวๆ ทิวายิ้มหลอกล่อไม้
“เวตาล”
ทิวาวิ่งหนีไป ไม้วิ่งตาม อีกทางหนึ่งศรนารายณ์มาตามหาอบเชยที่บ้านเมฆ
“อบเชย อยู่นี่รึเปล่าลูก”
ศรนารายณ์ชะเง้อดูในบ้านไม่เห็นใคร ศรนารายณ์หันไปเห็นไม้ที่กำลังวิ่งตามบางอย่างอยู่ ศรนารายณ์จึงตามไป
ไม้วิ่งตามทิวามาจนถึงชายป่า ทิวาก็หายไป ไม้เดินเข้าไปที่ชายป่า
“ไม้มาที่นี่ทำไมนะ”
ศรนายรายณ์บ่นอย่างแปลกใจขณะเดินตามไม้เข้าไปที่ชายป่า
ไม้เดินเข้ามาที่ชายป่าก็เห็นราตรีกับอบเชยถูกแขวนข้อมือห้อยอยู่บนต้นไม้ก็ตกใจ
“อบเชย คุณแพรวา”
ไม้จะวิ่งเข้าไปช่วย เวตาลก็ออกมาดักหน้าไม้เอาไว้
“ใจเย็นหน่อยสิเจ้า คิดว่าข้าจับสองนางนี่มาเพื่อให้เจ้ามาแก้มัดแล้วก็จบงั้นเหรอ แบบนั้นมันก็ไม่สนุกน่ะสิ”
“แกต้องการอะไรอีก ทำไมต้องจับสองคนนี้มาด้วย เค้าเกี่ยวอะไร”
“เกี่ยวสิ...ความผูกพันของเจ้ากับนางยังไงล่ะ”
เวตาลหันไปทางราตรีและอบเชย เวตาลเพียงเป่าลมเบาๆ ทั้งสองก็รู้สึกตัว
“โอ๊ย อะไรกัน ทำไมชั้นถูกมัดแบบนี้ โอ๊ย...” ราตรีโวยวายทันทีเมื่อรู้สึกตัว
“คุณแพรวา ใจเย็นๆ นะครับ ผมจะหาทางช่วยคุณเอง”
“แพรวาเหรอ” ราตรีก้มมองชุดตัวเองก็เป็นชุดแพรวา จึงนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่โดนของแข็งกระแทกหัว “แพรวา ร้ายนักนะ” ราตรีพึมพำออกมา
“อบเชย เธอไม่ต้องกลัวนะ”
อบเชยนิ่ง ราวกับว่าไม่กลัวความตาย อบเชยหันมองแพรวาที่อยู่ข้างๆ แล้วเหลือบมองท้องของแพรวา
ไม่มีใครสังเกตว่าขณะนั้นศรนารายณ์แอบซุ่มดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ ศรนารายณ์เห็นเวตาล
“นั่นมันตัวอะไรน่ะ คล้ายๆ...ไอ้ตัวประหลาดที่เคยเห็นที่บ้านไอ้พันเทพเลย”
ไม้ห่วงทั้งอบเชยและราตรี
“แกจะให้ชั้นทำยังไงก็ว่ามาเร็วๆ พวกเธอทรมานจะแย่” ไม้ถามเวตาล
“สตรี1 ชีวิต แลกด้วยไม้ตะพด 1 อัน กติกาง่ายๆ แค่นี้เอง เจ้าว่าอย่างไรล่ะ”
“ชั้นมีไม้ตะพดแค่อันเดียวเท่านั้น แกก็น่าจะรู้ว่าอีกอันต้องไปทวงที่ไหน”
“นั่นก็เป็นหน้าที่เจ้า ไม่ใช่หน้าที่ข้า”
“พันเทพไม่ยอมให้ไม้ตะพดใครหรอก ไม่มีทางเลย”
“นั่นก็เป็นปัญหาของเจ้า ไม่ใช่ปัญหาของข้า”
“ไม่ได้การละ ถ้าคุณแพรวาแขวนอยู่นานๆ แบบนี้ ไม่ดีต่อเด็กในท้องแน่ๆ” ไม้คิดในใจแล้วมอบอบเชย ไม้อัดอั้นตันใจเดินวนไปวนมา “แกเอาชั้นไปแทนสองคนนั้นได้มั้ย”
ไม้ต่อลองกับเวตาล
“ชั้นไม่ได้อยากได้แก ชั้นอยากได้ ตะพด เร็ว...เลือก ว่าแกจะช่วยใคร”
ไม้นิ่งมองอบเชย ราตรีดิ้นรนพยายามจะให้รอด
“ชั้นท้องอยู่นะ จะให้เด็กตายไปด้วยงั้นเหรอ”
ไม้จำใจ พูดออกมา
“อบเชย ชั้นขอโทษนะ”
“หมายความว่ายังไง”
“ชั้นขอช่วยคุณแพรวาลงมา แลกกับไม้ตะพดของชั้น”
อบเชยยิ้มเศร้าๆ กับตัวเอง
“คิดอยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้”
“ดีจังเลย หมายความว่าชั้นจะรอดแล้วใช่มั้ย”
“ไหนล่ะไม้ตะพด”
ไม้มองไม้ตะพดในมือแล้วตัดใจยื่นมันออกไป อบเชยถึงกับหลับตาไม่ดูภาพนั้น ขณะที่เวตาลเผลอ ย่ามใจยื่นมือมารับ แล้วไม้ก็เปลี่ยนใจตัดสินใจสู้กับเวตาล ไม้ต่อสู้กับเวตาลไป แล้วใช้พลังไม้ตะพดตัดเชือกให้ราตรี ราตรีพอหลุดลงพื้นได้ก็รีบวิ่งหนี
“คุณแพรวาหนีไปก่อน”
“ชั้นรอดแล้ว ชั้นหลุดจากไอ้ตัวประหลาดได้แล้ว” ราตรีวิ่งเตลิด
“เพื่อแพรวาคนเดียวสินะ”
อบเชยน้ำตาหยด เธอพยายามดิ้นจะให้หลุดเอง ไม้ยังสู้กับเวตาลทั้งคู่แย่งไม้กันไปมา แสงจากอำนาจของตะพดพุ่งกระจัดกระจายทั่วป่า ขณะอบเชยพยายามดิ้นเอาตัวรอด ศรนารายณ์ก็ปีนต้นไม้มาตัดเชือกให้อบเชย
“พ่อ”
“ถึงไม่มีใครช่วยลูก แต่พ่อไม่มีวันทิ้งลูกหรอก”
ศรนารายณ์ตัดเชือกของอบเชยได้แล้วลงจากต้นไม้พากันออกไป ไม้กับเวตาลกำลังแย่งไม้กันอย่างเมามัน เวตาลขึ้นคร่อมไม้กำลังทุบมือไม้กับพื้นเพื่อให้ปล่อยไม้ตะพด ไม้ตะพดหลุดจากมือไม้ แต่เวตาลก็โดนจระเข้ฟาดหางของศรนารายณ์เข้าเต็มเหนี่ยว ถึงกับเซล้ม ไม้คว้าไม้ตะพดคืนมาได้
“อาศร”
“นั่นน่ะของมัน ส่วนนี่” ศรนารายณ์ตบหน้าไม้ “ของเธอ ที่เธอทิ้งขว้างลูกสาวชั้นแบบนี้ ทั้งที่เขาช่วยเธอมาตั้งแต่เธอยังสู้ใครไม่ได้” อบเชยมองไม้เศร้าๆ “ไปเถอะลูก”
ศรนารายณ์จูงอบเชยวิ่งออกไป
“อาศร อบเชย”
เวตาลลุกขึ้นมาโซเซ
“หน้าไหนมันลอบกัดมาทำข้าเช่นนี้” ไม้ฟาดไม้ตะพดซ้ำไปที่เวตาลอีกที “ชั้นบอกแล้วไงว่าไม้ตะพดแค่อันเดียวน่ะ ทำอะไรชั้นไม่ได้หรอก”
ไม้มองเห็นแผลเก่าที่เมฆเคยแทงไม้ตะพดใส่ทิวาเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม้ตัดสินใจแทงไม้ลงไปที่จุดเดิม คราวนี้เวตาลโอดโอย
“ฆ่าแกไม่ได้ แต่ก็เจ็บไม่น้อยใช่มั้ยล่ะ”
ไม้วิ่งหนีออกมา เวตาลเจ็บใจ
ราตรีวิ่งหนีอย่างรักชีวิตจนมาถึงถนน จังหวะนั้นมีรถขับผ่านมาราตรียืนขวางบนถนน
“ช่วยด้วย ช่วยชั้นด้วย ไอ้ตัวประหลาดมันไล่ตามชั้นมา ชั้นด้วย”
“นี่แกหนีออกมาเหรอ ทำไมดื้อด้านแบบนี้” พันเทพเอามือฟาดราตรี
“พ่อหยุดก่อนค่ะ ราตรีค่ะพ่อไม่ใช่แพรวา”
ขณะนั้นเวตาลเดินมาที่ชายป่าอีกมุมทั้งที่บาดเจ็บ
“วันนี้ชั้นต้องได้ไม้ตะพดมาให้ได้ ไม่อันใดก็อันหนึ่ง แผลแค่นี้...ทำอะไรชั้นไม่ได้หรอก” เวตาลเดินมาที่ชายต้นไม้ต้นหนึ่ง มีเต็กกงนอนใกล้ตายอยู่ แผลทีคอเหวอะหวะ “เลือดแกจะช่วยรักษาชั้น”
“อย่า...”
เต็กกงบอกเสียงแผ่ว แต่เวตาลไม่ปราณี
รถของพันเทพและสมุนเข้ามาจอดที่ท่ารถบขส. ทั้งหมดลงจากรถ ยกเว้นราตรีที่นั่งอยู่ไม่กล้าออกมา จันทร์ ชาญ พร้อมเด็กรถอื่นๆ ออกมาประชันหน้ากับพันเทพ
“ไอ้ไกรอยู่ไหน ส่งตัวมาให้ชั้นเดี๋ยวนี้”
“คุณไกรไม่อยู่หรอก มีอะไรไปหาที่โรงพักถือว่าไปเยี่ยมพวกสมุนของแกที่เหลือด้วย”
“เด็กที่นี่ก็ยังปากดีเหมือนเดิมสินะ”
“ปากดีก็เฉพาะกับแกเท่านั้นแหละพันเทพ”
“ก็ดี...ระหว่างที่รอไอ้ไกรมันกลับมาที่นี่ ชั้นจะเผาที่นี่ให้วอดเหมือนกับท่ารถไอ้เต็กกงเป็นไง”
เด็กรถคนอื่นๆ เริ่มแตกตื่น
“ยังไงก็คงต้องผ่านด่านชั้นสองคนให้ได้ก่อนละกัน”
“เดี๋ยวก่อน...” ไกรเดินมาจากด้านหลัง “ถ้าคุณตามหาตัวผมก็ไม่จำเป็นต้องทำร้ายคนอื่น”
“ไอ้ไกร”
“ถ้าคุณอยากจะฆ่าผมให้ได้ เชิญครับ...แต่อย่าเอาคนอื่นเข้ามายุ่ง”
“แกท้าชั้นใช่มั้ย ได้” พันเทพเอาไม้ตะพดจ่อคอหอยไกร “แกควรจะค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ ทรมานที่สุด”
พันเทพเงื้อมตะพดจะแทงไกร จันทร์ดีดน็อตใส่มือพันเทพซะก่อน พันเทพชะงัก
“บ้านเมืองมีกฎหมาย ไม่ใช่ว่าคิดจะฆ่าใครก็ฆ่ากันได้ง่ายๆ นะ”
“ถ้าคิดจะทำอะไรเจ้านายเรา ก็ต้องผ่านเราไปก่อนอยู่ดี”
“ไอ้สองตัวนี่ท่าทางจะอยากโดนนัก จัดให้มันหน่อยซิ”
สมุนพันเทพเข้าต่อสู้กับชาญกับจันทร์ ทั้งคู่ต่อสู้อย่างคล่องแคล่ว
ขณะนั้นไม้กลับมาบ้านอย่างร้อนรน
“ลูกหายไปไหนมา ทำไมกลับมาสภาพนี้”
“แย่แล้วพ่อ เวตาลมันกำลังตามล่าไม้ตะพด ผมต้องตามหาตัวพันเทพให้เจอ เราต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะฆ่าเรา”
“พ่อจะช่วยลูกเอง”
สองพ่อลูกมองตากันอย่างเข้าใจ
ที่ท่ารถบขส.จันทร์กับชาญ ยังต่อสู้ไม่ลดละกับพวกสมุนพันเทพ ทางพันเทพเองก็กำลังจะจัดการกับไกรด้วยไม้ตะพด แต่แล้วทิวาในสภาพคล้ายกึ่งสัตว์ปีกกึ่งคนก็มาที่ท่ารถ
“อยู่ที่นี่เอง”
จันทร์ ชาญเห็นสภาพทิวาก็ตกใจ
“อะไรกันเนี่ย”
“แกมาที่นี่ได้ไง” พันเทพถามอย่างตกใจ
“ข้าไปได้ทุกที่ ที่อยากไป ส่งไม้ตะพดมาให้ข้าเถอะ”
ราตรีเห็นทิวามาจึงดีใจวิ่งออกมาหา
“พี่ทิวา พี่ทิวาช่วยพาไปจากที่นี่ทีสิ”
ทิวาหันหาราตรีแล้วแยกเขี้ยวยิ้ม
“เจอกันอีกแล้วนะ”
“กรี๊ด พี่ทิวาเป็นอะไร”
“แกนี่ต้องเข้ามาแทรกทุกเรื่องเลยนะไอ้เวตาล”
พันเทพผลักไกรออก หันมาเผชิญหน้ากับเวตาลแทน เจ๊กีวิ่งออกมาพาตัวไกรหลบออกไป
“อาไกร ลื้อมาหลบกับม้าก่อนเร็ว”
“เจ้าส่งไม้มาให้เถอะพันเทพ เจ้าก็รู้ว่าเจ้าเพียงลำพังไม่มีทางฆ่าข้าได้ ร่วมมือกับข้าไม่ดีกว่าเหรอ เจ้าจะได้เป็นทาสพญาเวตาลผู้ยิ่งใหญ่” เวตาลบอกกับพันเทพ
“ทำไมชั้นต้องเป็นทาสแก แกต่างหากต้องเป็นทาสชั้น ถ้าไม่ตาย ชั้นไม่มีทางให้ไม้ตะพดแกหรอก”
“พูดแบบนี้ เจ้าไม่เหลือทางเลือกให้ตัวเองเลยนะ ได้...ข้าจะให้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ”
เวตาลแปลงเป็นร่างตัวเอง ทำเอาทุกคนแตกตื่นกันไปหมด
“เฮ้ย...นั่นมันตัวอะไรน่ะ”
“เวตาล”
สมุนพันเทพที่สู้ๆ อยู่เห็นเวตาลก็พากันวิ่งหนีเตลิด ชาวบ้าน เด็กรถ พากันวิ่งหนีตายเพราะกลัวตัวประหลาด
ไม้กับเมฆวิ่งมาตามถนน เห็นชาวบ้านกำลังแตกฮือเหมือนวิ่งหนีอะไรบางอย่างมา
“นี่เกิดอะไรขึ้นเนี่ย วิ่งหนีอะไรกัน”
ไม้ดึงแขนชาวบ้านไว้คนนึง
“ตัวประหลาด มันต้องหลุดมาจากขุมนรกแน่ๆ มันจะมาฆ่าทุกคน”
ชาวบ้านรีบสะบัดมือให้หลุดจากไม้แล้ววิ่งหนีไป
“เวตาลแน่ๆ เลย”
ไม้กับเมฆพากันวิ่งสวนผู้คนไปดูเหตุการณ์
พันเทพกับเวตาลเผชิญหน้ากัน ฟ้าจากที่สว่างก็ครึ้มลงทันตา พญาเวตาลมือเปล่าโบกมือทีเดียวลมสะบัดใส่ทุกคน ทำเอาร่มไม้ตะพดของพันเทพกางออกรับแรงลม พันเทพแทบจะต้านไม่ได้ แต่เขาก็ปล่อยตัวร่มให้หลุดปลิวไปกับลม เหลือแต่ไม้ตะพดเพรียวๆ เวตาลกระทืบเท้าแผ่นดินแยก พันเทพกระโดดเข้าต่อสู้กับเวตาลทันที การต่อสู้ดุเดือดมากและเห็นได้ชัดว่าพลังของเวตาลเหนือพันเทพอยู่
พันเทพโดนเวตาลฟาดจนกระเด็นไปฟาดกับรถที่จอดจนกระแทกกับพื้น แต่พันเทพก็ยังไม่ยอมแพ้
“ไม้ตะพดเป็นของชั้น อำนาจก็เป็นของชั้น ชั้นไม่มีวันให้แกหรอก”
“ต้องขอบใจเลือดของสหายเจ้าที่เจ้าให้ชั้นมา มันเติมเต็มพลังของชั้นได้ดีเหลือเกิน ราวกับได้กลับเป็นหนุ่มอีกครั้ง”
เวตาลปล่อยพลังออกไปจะทำร้ายพันเทพ พันเทพใช้ไม้ตะพดสกัดพลังเอาไว้ แต่แล้วพลังเวตาลก็เหนือกว่าทำเอาพันเทพกระเด็นไปอีก พันเทพสะบักสะบอมจากการต่อสู้ ไม่มีแรงลุกมาต้าน
“เจ้าเป็นคนเรียกร้องความตายเองนะพันเทพ”
ไม้กับเมฆ วิ่งมาถึงพอดีจึงเห็นเวตาลกำลังจะฆ่าพันเทพ ไม้เข้ามาขวางด้วยตะพดของตน เวตาลผงะออก
“ทำแบบนี้พ่อเจ้าจะน้อยใจเอานะ” เวตาลบอกแล้วมองเมฆ
“หยุดปั่นหัวคนอื่นซะที”
“ดูซิว่าแกจะรักพ่อคนไหนมากกว่ากัน”
เวตาลพุ่งเข้าไปทำร้ายเมฆ เมฆปะทะมือด้วยแต่เป็นรอง ไม้เข้าช่วย เวตาลกางกรงเล็บปล่อยพลัง แต่เมฆหลบ แรงนั้นพลาดไปโดนราตรีที่อยู่ด้านหลังเมฆ ราตรีถึงกับทรุด
“ลูก”
พันเทพวิ่งมาหาราตรี เวตาลปล่อยพลังออกมาซ้ำพันเทพ ราตรีที่เจ็บอยู่ ก็ยังเอาร่างตนมาบังพันเทพไว้
“พ่อ”
ยังพูดไม่ทันขาดคำราตรีที่ขวางพลังก็โดนพลังซัดเข้ากลางตัวเต็มๆ ตัวลอยกระเด็นตกพื้นไป ไกรเองที่เข้าใจว่าแพรวาก็ตกใจ ช็อค ไม้เองก็ตกใจที่เห็นราตรีโดนเช่นนั้น
“ลูกพ่อ...”
“แพรวา”
พันเทพหอบร่างที่อ่อนแอของตนมาหาร่างราตรีที่แทบจะสิ้นใจ พันเทพอุ้มราตรีมาวางบนตัก
“ทำไมลูกทำแบบนี้ ห๊า”
“พ่อ”
ราตรีสิ้นใจไปในอ้อมกอดของพันเทพ พันเทพโกรธที่เวตาลฆ่าราตรี เขาเดินถือไม้ตะพดจะกลับไปเล่นงานเวตาลอีกครั้ง ในขณะที่ไม้กับเมฆยังสู้กับเวตาลอยู่
“ไอ้เวตาล แก...”
“เจ้าโทษข้าไม่ได้นะพันเทพ ลูกเจ้าเข้ามารับกรรมเอง”
เมฆกับไม้ เตรียมรับมือเวตาล ไกรเห็นท่าจะเรื่องใหญ่รีบวิ่งไปอุ้มร่างของราตรีเข้ามาไว้ภายใน ไกรเข้าใจว่าคนที่ตายคือแพรวาจึงร้องไห้ฟูมฟายที่ต้องสูญเสียแพรวาที่เขารัก
“ทำไมคุณทำแบบนี้ ฟื้นสิ ฟื้นมาคุยกับผม แพรวา”
“อีเป็นคนดี อั๊วมองอีผิดไปจริงๆ ตอนที่ลื้อป่วยไม่รู้สึกตัว อีก็มาช่วยดูแลลื้อตลอดทั้งวันทั้งคืน”
“แพรวา ทำไม ผมขอโทษคุณได้ยินมั้ย ผมขอโทษ”
ด้านนอกพันเทพสู้กับเวตาลด้วยแรงสุดท้ายที่มี แต่เวตาลก็ซัดพันเทพกระเด็นมาอีกจนได้ และคราวนี้พันเทพก็กระเด็นมากองแทบเท้าของไม้ ไม้นั่งลงพูดกับพันเทพที่นอนบาดเจ็บ
“ถ้าจะฆ่ามันได้ ชั้นต้องมีไม้ตะพดทั้งสองอัน”
พันเทพกำไม้ตะพดในมือแน่น
“ข้าจะฆ่ามันด้วยตัวข้าเอง”
พันเทพพยายามยันตัวลุกขึ้นไม่ยอมแพ้ กลายเป็นว่า เมฆ ไม้ พันเทพ ร่วมสู้กับเวตาล จันทร์ ชาญ ที่ยืนดูอยู่ถึงกับตะลึงที่เห็นไม้ถือไม้ตะพด แล้วเมฆขาไม่เป๋
“แกเห็นอย่างที่ชั้นเห็นมั้ย”
“เห็น ไอ้ไม้มันมีไม้ตะพด”
“ถ้างั้น ลูกผู้ชาย จริงๆ แล้วก็คือ ...”
ทั้งคู่ตาค้าง การต่อสู้ของเมฆ ไม้ พันเทพ สอดคล้องกันด้วยดีและตัดกำลังเวตาลไปได้เยอะ
ห่างออกไปอบเชยมองดูไม้ต่อสู้อย่างเศร้าๆ อบเชยอยากเข้าไปช่วยไม้ใจแทบขาด
“เขาไม่รักเราก็อย่าทำร้ายตัวเองอีกเลยลูก ไอ้ตัวประหลาดนั่นลูกก็เห็น เราไม่มีทางสู้มันได้”
ศรนารายณ์บอก
“ขอดูให้แน่ใจว่าไม้จะไม่เป็นอะไรได้มั้ยพ่อ”

อบเชยบอก ศรนารายณ์มองลูกสาวอย่างเห็นใจ
เมฆ ไม้ พันเทพ ยังต่อสู้กับเวตาล แต่ทุกคนเริ่มดูเหนื่อยล้าอ่อนแรงลงทุกที

“พันเทพกับไม้ เธอต้องใช้ไม้พร้อมๆ กัน”
เมฆบอก พันเทพกับไม้ปล่อยพลังจากไม้ตะพดไปที่เวตาลพร้อมๆ กัน ก็ทำเอาเวตาลเซ
เมฆใช้ทักษะการต่อสู้ซัดเวตาลซ้ำให้ล้มลงได้ พันเทพหันมายิ้มกับไม้
“ลูก...”
ไม้หลบตาไม่พูดอะไรตอบกลับไป หันไปมองเมฆแล้วยิ้มให้เมฆ
“พวกเจ้ามันหมาหมู่” เวตาลบอก
“ทำแบบเมื่อกี้นี้อีก” เมฆบอก
ไม้กับพันเทพมองหน้ากันให้สัญญาณแล้วใช้ไม้ตะพด เวตาลก็เซล้มไปอีก เมฆเข้าไปซ้ำอีก
“ถ้าไม่มีข้าซักคน เจ้าสองคนก็หันมาฆ่ากันเอง”
“อย่าไปฟังมัน มันตั้งใจจะทำให้เราแตกคอ”
“ส่งไม้มาให้พ่อสิไม้ พ่อจะฆ่ามันให้เอง” พันเทพบอกกับไม้
“ผมว่าคุณควรจะส่งมันมาให้ผมมากกว่า” ไม้บอก เวตาลหัวเราะชอบใจ
“เห็นมั้ยล่ะ” เวตาลได้จังหวะทีเผลอปล่อยพลังเข้าซัดเมฆจนกระเด็นไป เมฆลงไปกองกับพื้น สะบักสะบอม “มนุษย์ช่างละโมบโลภมากไม่สิ้นสุดซะจริง ข้าชอบมนุษย์ก็ตรงนี้”
“อย่าไปฟังมัน มันกำลังปั่นหัวเรา” เมฆบอก
เวตาลซัดพลังซ้ำไปที่เมฆ เมฆหลบได้แต่ก็บาดเจ็บ
“เจ้าหุบปากซักที ข้าคุยกับเจ้าของไม้ตะพดทั้งสองคนนี้ ที่ไม่เคยมีความไว้ใจซึ่งกันและกัน ทั้งที่มีสายเลือดเดียวกัน แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความอาฆาตชิงชัง แววตาเจ้าหนุ่มก็ดูช่างไม่มีความมั่นใจเอาซะเลย นี่นะหรือคนที่จะฆ่าข้า พญาเวตาลผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีทางใช่เจ้าแน่ๆ” ไม้ไม่กล้าใช้พลังกลัวโดนเมฆ ที่เวตาลล็อคอยู่ เวตาลซัดพลังเข้าที่ไม้ ไม้กระเด็น แล้วหันไปซัดพลังเข้าพันเทพ พันเทพกระเด็นไปอีกทาง “ถ้าข้าจะต้องฆ่าใครในนี้ซักคนก่อน...ข้าคงเลือก” เวตาลมองทั้งสามคน... ไม้มองเมฆที่อยู่ในวงแขนเวตาล “คนที่อ่อนแอที่สุด”
“พ่อ”
เวตาลเงือกรงเล็บขยำคอเมฆ
“ทิวา... ลูกได้ยินพ่อใช่มั้ย” เมฆเรียกทิวา เวตาลชะงัก
“ข้าไม่ใช่ทิวา ข้าคือพญาเวตาล”
“พ่อรู้ลูกได้ยินพ่อ” เวตาลชะงัก แล้วก็มีอาการคล้ายควบคุมตัวเองไม่ได้ เหวี่ยงเมฆเซไปอย่างหงุดหงิด ไม้ถลาเข้าไปหาเมฆที่ล้มลง “ทิวา”
“ข้าไม่มีพ่อ”
เวตาลถลาไปลากพันเทพที่สะบักสะบอมอยู่ แล้วก็กระพือปีก ลมแรงฝุ่นคลุ้ง ทุกคนซวนเซ จนเมื่อสงบลง ทุกคนก็พบว่า เวตาลและพันเทพไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง อบเชยมองดูไม้อยู่ไกลๆ เศร้าๆ ศรนารายณ์เดินเข้าโอบไหล่ลูกตัวเอง แล้วทั้งคู่ก็พากันเดินจากไป ไม้ประคองเมฆอย่างอิดโรย
ไม้พาเมฆกลับบ้านแล้วทำแผลให้
“พ่อจิบสมุนไพรแก้ช้ำในหน่อย มันช่วยได้มากเลย” ไม้ประคองเมฆขึ้นมาจิบสมุนไพร “พ่อต้องพักผ่อนเยอะๆ นะ อย่าเคลื่อนไหวร่างกายมาก”
“รู้แล้วน่า ทำยังกับพ่อไม่เคยโดนซ้อมมายังงั้นล่ะ”
“แค่อยากให้พ่อหายไวๆ”
“แล้วนี่ลูกจะเอายังไงกับเรื่องพันเทพที่โดนเวตาลจับตัวไป”
ไม้ถอนหายใจ เครียด
ไม้เดินออกมาหา ชาญกับจันทร์ ที่อยู่หน้าบ้าน
“ลุงเมฆเป็นไงบ้าง”
“ก็โอเค ต้องพักเยอะๆ”
“แล้วนี่จะเอายังไงเรื่องเวตาลกับพันเทพน่ะ”
“ก็ปล่อยมันไปดิ ชั่วทั้งคู่อยู่แล้วนี่” ไม้ลำบากใจจะพูด จันทร์กระแอมเตือนชาญ “อ้อ ลืมไป ขอโทษที”
“ปล่อยไว้ไม่ได้หรอก เพราะยังไง เดี๋ยวเวตาลก็ต้องมาตามจองล้างจองผลาญไม้อยู่ดี เพราะไม้ตะพดก็ยังอยู่นี่”
“ขอดูไม้ตะพดใกล้ๆ หน่อยได้มั้ย”
“มันใช่เวลารึเปล่าพี่ชาญนี่”
“แหะ แหะ”
“จะให้ไปตามหาเวตาล ก็ไม่รู้จะไปตามที่ไหน อีกอย่างก็อยากรอให้พ่อหายก่อน เพราะถ้าสู้กับเวตาลโดยไม่มีพ่อก็คงไม่ไหว”
“ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครเป็นอะไรไปมากกว่านี้”
ทั้งสามคนมองหน้ากัน เข้าใจ
พันเทพค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นในถ้ำ พันเทพมองไปรอบๆ ถ้ำเห็นทิวานั่งอยู่ข้างกองไฟไม่ไกล เฝ้ามองดูไม้ตะพดเลือดในมืออย่างพิจารณา
“เอาไม้ตะพดของชั้นคืนมานะ”
“รู้สึกตัวก็ทวงของเลยรึ”
“ของของชั้น...ส่งคืนมา”
“เจ้าหวงมันมากเลยสินะ แม้ทิวา...ยังเพิ่งจะเคยได้สัมผัสมัน”
“บอกให้เอาคืนมา”
“ใจเย็นๆ สิพันเทพ ข้าก็ไม่ได้หนีเจ้าไปไหนซักหน่อย เจ้าจะมาเอาไปเมื่อไหร่ก็ได้” พันเทพรีบลุกจะไปเอาไม้ตะพดคืน แต่ร่างกายที่ต่อสู้มามากเมื่อขยับเร็ว ก็ทำเอาสะท้านทั้งร่างกาย “นั่นไง เห็นมั้ยล่ะ ไม่ดูแลตัวเองเลย”
“จะให้ชั้นไว้ใจคนที่เพิ่งฆ่าลูกชั้นรึไง”
“ลูกสาวของเจ้ายินดีที่จะปกป้องเจ้า ข้าตั้งใจจะทำร้ายเธอที่ไหนกัน”
“แต่แกตั้งใจจะฆ่าชั้น”
“เอ้า..ข้าแค่ป้องกันตัว เจ้าคงไม่นับการป้องกันตัวเป็นเจตนาร้ายหรอก...ใช่มั้ย”
พันเทพมองทิวาอย่างไม่ไว้ใจ แล้วค่อยๆ เอามือไปหยิบมีดพับที่ตนซ่อนไว้ในรองเท้า ทิวาเดินเข้ามาใกล้พันเทพเพื่อเกลี้ยกล่อม
“เจ้าอย่าหวาดระแวงข้าไปเลยน่า มองดูข้าสิ...ข้าคือทิวาคนที่เจ้าคุ้นเคยไม่ใช่รึ ยังไงซะ วิญญาณทิวาก็อยู่ในร่างของข้า”
พันเทพหยิบมีดมาชูตระหง่าน
“ถ้าแกคือทิวา แกไม่ฆ่าราตรีลูกของชั้นหรอก เพราะอย่างน้อยทิวามันก็ควรมีสำนึกปกป้องน้องมันบ้าง”
ทิวาพูดโต้กลับพันเทพด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเป็นทิวาคนเก่า
“แค่นี้พ่อยังทำร้ายผมไม่พออีกเหรอ พ่ออยากจะเอาผมเป็นลูกพ่อก็เอามา ดูแลผมทิ้งๆ ขวางๆ ยังไม่พอ พอวันที่พ่ออยากจะหยัดเหยียดให้ผมไปเป็นลูกคนอื่นพ่อก็ไล่ผมไป พอตอนนี้ราตรีตายไป พ่อก็ยังคิดว่าเป็นความผิดผม พ่อเห็นผมเป็นตัวอะไร”
“ทิวา ...นั่นแกจริงๆ เหรอ”
“ใช่ ขนาดผมยอมให้เวตาลดูดวิญญาณแล้ว พ่อก็ยังตามมาทำร้ายผม”
“แกต่างหากที่ทำร้ายตัวเอง แกน่ะมันอยากยิ่งใหญ่ อยากเรียกร้องความสนใจ จนยอมขายวิญญาณตัวเองให้ไอ้เวตาล หน้าไม่อาย”
“ก็เพราะพ่อไม่ใช่เหรอที่สอนให้ผมเห็นแก่ตัว ถีบหัวคนอื่นให้ตัวเองมีอำนาจล้นฟ้า เพราะพ่อทำให้ผมเห็นมาตลอดนี่ไง ผมถึงต้องเป็นแบบนี้ พ่อทำให้ผมเป็นแบบนี้”
“ถ้าชั้นเป็นคนสร้างแกให้เป็นแบบนี้จริงๆ ชั้นก็ขอเป็นคนทำลายแกด้วยมือชั้นเองก็แล้วกัน”
พันเทพใช้มีดในมือจู่โจมเข้าหาทิวา มีดบาดแขนทิวา เลือดสดๆ ไหลดหยด
“พ่อ”
พันเทพไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่ตนทำลงไปมันผิดหรือถูกกันแน่ แต่แล้วทิวาก็ค่อยๆ กลายร่างเป็นเวตาล แผลที่แขนทิวาเกิดขึ้นที่แขนเวตาลเช่นกัน
“เจ้านี่เลวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ทำร้ายได้แม้แต่ลูกที่เลี้ยงมา”
“แก แกฆ่าลูกชั้น ลูกชั้นไม่เกี่ยวอะไรด้วย”
“เจ้าก็ดึงคนที่ไม่เกี่ยวเข้ามายุ่งกับเรื่องการแก่งแย่งไม้ตะพดของแกอยู่แล้วนี่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าไม้ หรือกระทั่งเจ้าทิวา ตั้งแต่เด็กสองคนนั้นยังไม่รู้ความเสียด้วยซ้ำ”
“อย่ามาพูดให้แกดูเลวน้อยลงเลย ยังไงแกก็ฆ่าลูกชั้น ทิวา...แกอยู่ในร่างไอ้เวตาลใช่มั้ย ทำไมแกไม่มีสำนึกที่จะปกป้องน้องแกบ้าง แกน่ะมันไม่ได้เรื่องเหมือนกับพ่อแท้ๆ ของแก”
เวตาลหัวเราะ
“ใจเย็นๆ พันเทพ อย่าเพิ่งรีบสร้างเรื่องให้วุ่นวายนักเลย เจ้ากับข้าคงต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน อย่างน้อยก็จนกว่าจะหายจากบาดเจ็บ”
“จนกว่าชั้นจะได้ไม้ตะพดของชั้นคืนต่างหาก”
พันเทพจ้องไม้ตะพดในมือเวตาลเขม็ง
วันต่อมาจันทร์กับชาญ ทำความสะอาดท่ารถบขส. แล้วคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
“ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าพี่เมฆน่ะ จะมีฝีมือเหนือชั้นขนาดนั้น ทำเอาข้ากระจอกไปเลย”
“มันยังมีเรื่องไม่น่าเชื่ออีกหลายเรื่องเลยล่ะที่มันเกิดขึ้นแล้ว”
“เรื่องไม่น่าเชื่ออะไรของเอ็ง”
“แค่เรื่องไม้ตะพดวิเศษ หรือป่าอาถรรพ์ หรือตัวเวตาลอะไรนั่น ชั้นอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์มา มันไม่ควรจะมีอยู่จริง แต่มันก็มี”
“โธ่เอ้ย ไอ้เจ้าพ่อตำรา ตอนที่ข้าอยู่ที่เผ่าปกากะญอน่ะ หัวหน้าเผ่าบอกข้าเสมอ ว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา เรามันก็แค่ส่วนเล็กๆ ของธรรมชาติทั้งหมด หนังสือมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่คนอย่างเราค้นคว้ามาได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด โลกนอกตำราน่ะ มันกว้างใหญ่กว่าเยอะ ง่ายที่สุดก็ใช้ชีวิตไปตามธรรมชาติซะอะไรเกิดก็แก้ปัญหากันไป”
“โหพี่...พระเอกมากว่ะ เท่โคตร”
ชาญยิ้มภูมิใจ
“มีปัญญานะข้าน่ะ ไม่ธรรมดา”
“ชั้นอยากรู้จริงๆ ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวจะลงเอยยังไง ก็ได้แต่หวังว่าอย่ามีใครต้องตายเพราะการแย่งชิงไม้ตะพดนั่นอีกเลย”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น”
อีกด้านหนึ่งไม้กำลังซ้อมมวยอยู่หลังบ้านพยายามจะให้ตัวเองเก่งขึ้น พอทำไม่ได้ตามที่ตนคาดหวังก็หงุดหงิดขึ้นมา
“ไม้ พักบ้างเถอะลูก ร่างกายเราก็ยังไม่แข็งแรง” เมฆซึ่งเฝ้าดูอยู่บอก
“ถ้าพัก แล้วเวตาลมันโผล่มา ผมก็จะปกป้องพ่อไม่ได้”
“เวตาลมันก็บาดเจ็บ เชื่อว่ามันก็ต้องใช้เวลารักษาตัว”
“แต่ถ้าระหว่างนี้เราฝึก เราอาจจะสู้มันได้”
“ดันทุรังไปก็เสียแรงเปล่า ร่างกายเรายังไม่พร้อมหรอก เชื่อพ่อเถอะ” ไม้นิ่งฟัง “ห่วงก็แต่พันเทพนั่นล่ะ”
ไม้เป็นกังวลนึกเป็นห่วงพันเทพเหมือนกัน
พันเทพเดินมาริมลำธาร เขาออกมาล่าสัตว์ให้เวตาล พันเทพถือซากกระต่ายเดินมาอย่างไม่พอใจนักมา
“แก ไอ้เวตาล ถ้าชั้นไม่ต้องการอยู่เพื่อจะชิงไม้ตะพดจากแก ชั้นไม่ยอมทำอะไรแบบนี้หรอก ชั้นอยากจะฆ่าแกให้ตายไปซะ”
พันเทพวางของจะก้มลงไปล้างหน้าที่ริมลำธาร แต่เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งผิดปกติ คือ แมลงเล็กๆบริเวณริมลำธารนั้นตายหมด ทั้งมด ผีเสื้อ รวมถึงพวกหนูต่างๆ ก็นอนตายอยู่ริมลำธาร
“เอ๊ะ สัตว์พวกนี้ ทำไมมาตายอยู่ตรงนี้เต็มไปหมด”
แล้วพันเทพก็สังเกตเห็นไม้พุ่มต้นหนึ่งมีใบเรี่ยน้ำอยู่ ใกล้ๆ บริเวณนั้นล้อมไปด้วยสัตว์ที่ตาย
“สมุนไพรพิษ ไร้กลิ่น ไร้รส แต่ดอกหอมหวนชวนให้สัตว์และแมลงมารุมตอมและตายในที่สุด”
พันเทพคิดแผนอะไรบางอย่างออก หน้าตาเจ้าเล่ห์มีแผนร้าย
พันเทพขนซากกระต่ายกลับมาที่ถ้ำ เขาโยนซากกระต่ายไว้หน้าทิวาที่นั่งอยู่
“แกไม่ให้อาวุธชั้นไป ชั้นหาได้แค่นี้แหละ”
“แค่นี้ก็ถมเถ” ทิวายกซากกระต่ายขึ้น กัดคอมันทันที พันเทพจ้องตาไม่กระพริบ “มองอะไรนักหนา”
“เปล่า”
“เจ้าคงคิดสินะว่ากรรมช่างตามเจ้ามาเร็วจริงๆ เคยทำกับข้าตอนที่ร่างกายยังอ่อนแอไว้ยังไง เจ้าก็ต้องชดใช้คืนข้าเช่นนั้น”
“ชั้นไม่มีทางยอมเป็นขี้ข้าแกหรอก”
“ทั้งที่ไม้ตะพดอยู่กับข้าอย่างนั้นน่ะหรือ”
“ใช่”
ทิวาเริ่มรู้สึกทรมานเจ็บปวดในร่างกายเพราะพิษที่พันเทพใส่ไว้ในอาหาร ทิวาดิ้นรนทรมานจนกลายร่างเป็นเวตาล พันเทพมองอย่างสะใจ
“แกคิดว่าไม้ตะพดมันจะอยู่กับแกตลอดไปรึไง ไม้ตะพดน่ะ มันอยากอยู่กับเจ้าของ แกไม่รู้เหรอ” พันเทพหัวเราะ
“แก แกวางยาพิษชั้น แกมันชั่วจริงๆ”
เวตาลทุรนทุราย พันเทพเดินเข้าหาเวตาล หวังจะแย่งชิงไม้ตะพดกลับมา พันเทพแย่งไม้ตะพดกับเวตาล เวตาลไม่ยอมปล่อยไม้ตะพดเช่นกัน
“ปล่อยนะ”
“แกไม่มีวันได้สิ่งที่แกต้องการด้วยวิธีสกปรกแบบนี้หรอก”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”
ทั้งคู่ยื้อแย่งไม้ตะพดกัน เวตาลไม่ยอมปล่อยแล้วเวตาลก็ผลักพันเทพล้มลง แล้วเวตาลก็วิ่งหายออกไปจากถ้ำ พันเทพมองตามแล้ววิ่งตามออกไป
พันเทพวิ่งตามออกมาหน้าถ้ำ แต่ไม่เห็นวี่แววของไม้ตะพดและเวตาลอีกแล้ว
“จะตายแล้วยังจะเอาไปอีกรึไง ไม้ตะพดของชั้นแท้ๆ”
พันเทพมองตามร่องรอยของที่เวตาลวิ่งไป แล้วรีบตามไป พันเทพเข้ามาตามร่องรอยของเวตาลในป่า เขาเห็นรอยเท้าที่วิ่งลึกเข้าไป พันเทพเห็นหยดเลือดหยดตามทาง อีกทั้งกิ่งไม้ถูกทึ้ง ถูกดึงไปตลอดทาง จากความทรมาน
“ไอ้เวตาลแกอยู่ไหน อย่าตายอย่างไร้ค่าเลยน่า เอาไม้ตะพดมาคืนข้าดีกว่า”
มีเพียงเสียงหริ่งเรไรร้องก้องในป่า ไม่มีเสียงใดตอบพันเทพมาเลย พันเทพเดินตามรอยมาจนถึงลำธาร ปรากฏว่าร่องรอยเวตาลหายไป ไม่มีรอยเท้า ไม่มีรอยจากกิ่งไม้ รอยเท้าเวตาลสิ้นสุดที่ริมลำธาร พันเทพเห็นแล้วเจ็บใจ
“ไอ้เวตาล ทำไมแกต้องสร้างความลำบากให้ชั้นด้วย แต่ยังไง ชั้นก็จะตามหาศพแกให้เจอ ชั้นไม่ยอมเสียไม้ตะพดของชั้นไปหรอก”
ไม้มาที่บ้านศรนารายณ์ แต่ไม่มีวี่แววของใครอยู่เลย ไม้ถึงกับเศร้า ระหว่างนั้นรถกระบะเก่าๆ ศรนารายณ์แล่นอยู่บนถนนที่สองข้างทางเป็นป่าทึบ อบเชยนั่งข้างคนขับเธอเหม่อมองไปนอกหน้าต่างเศร้าๆ ศรนารายณ์มองลูกสาวแล้วถอนหายใจ แต่แล้วก็มีบางอย่างวิ่งมาบนถนนตัดหน้าศรนารายณ์เบรกเอี๊ยด ทั้งคู่หน้าทิ่ม
“อะไรน่ะพ่อ”
“อะไรก็ไม่รู้ตัดหน้ารถ”
“จริงเหรอ คนรึเปล่า”
“ไม่แน่ใจ”
“แล้วชนมั้ย”
“พ่อว่าพ่อเบรคทันนะ”
อบเชยหน้าเสีย ศรนารายณ์รีบเปิดประตูลงไปดูอบเชยตามลงไปด้วย ศรนารายณ์กับอบเชยเดินมาดูที่หน้ารถ ไม่มีตัวอะไรอยู่ แต่มีคราบเลือด
“ไหนพ่อบอกไม่ชนไง แล้วนี่เลือดอะไร” ศรนารายณ์หน้าเสีย อบเชยก็เช่นกัน “ตกลงมันตัวอะไร”
“ไม่แน่ใจ”
“ไม่ใช่คนใช่มั้ย”
“พ่อไม่รู้ เราลองดูแถวนี้ก่อนมั้ย ถ้าโดนชนจริง อาจจะไปได้ไม่ไกล”
อบเชยพยักหน้าเห็นด้วย อบเชยกับศรนารายณ์เดินตามคราบเลือดมาบริเวณชายป่า
“นี่ไงพ่อ เลือด”
“งั้นคงอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้”
อบเชยเดินมาเจอกองอ้วกที่มีแต่เลือดเต็มไปหมด มีเศษซากของอาหารที่กินอยู่ด้วย
“นี่มันอะไรน่ะพ่อ เลือดกองเบ้อเริ่มเลย”
ศรนารายณ์หันมองรอบด้าน แต่ก็ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดอยู่เลย อบเชยเดินหาแต่ก็ไม่เห็นร่องรอยของเลือดแล้ว
“ไม่มีรอยเลือดไปทางไหนแล้ว จะเป็นไปได้ไง เลือดกองโตขนาดนี้ จะหนีไปไหนได้”
“ถ้าแบบนี้คงไม่ใช่คนแล้วล่ะลูก เพราะถ้าร่องรอยอยู่ๆ ก็หายไปแบบนี้ พ่อว่าคงจะเป็นพวกสัตว์ปีก”
อบเชยยกมือพนม
“เจ้าป่าเจ้าเขา ขออย่าให้มันเป็นอะไรเลยนะคะ”
ลมพัดวูบตีหน้าอบเชยเหมือนรับรู้คำอธิษฐานของเธอ
“ไปกันเถอะลูก”
อบเชยพยักหน้า เดินตามศรนารายณ์ไป
ทั้งคู่เดินกลับมาที่รถแต่พอจะขึ้นรถอบเชยรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
“พ่อ ชั้นว่าเกิดเรื่องไม่ดีแบบนี้ เหมือนเป็นลางอะไรรึเปล่า”
“ลางอะไรล่ะ ลูกก็พูดไปเรื่อย”
“ชั้นว่า เราไว้เดินทางวันหลังดีกว่ามั้ย”
“นี่อาลัยอาวรณ์ไม้ใช่มั้ย อย่าอ้างว่าเป็นเพราะลางสังหรณ์เลย”
“จริงๆ นะพ่อ ชั้นรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้ เราอย่าเพิ่งเดินทางเลยนะพ่อ”
ศรนารายณ์มองหน้าอบเชยนิ่งๆ ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็พาอบเชยกลับบ้าน
คืนนั้นขณะที่อบเชยนอนหลับ จู่ๆ เธอก็ฝันเห็นศรนารายณ์ขับรถอยู่บนถนน และเธอนั่งอยู่ข้างคนขับ แต่แล้วก็เจอรถกระบะอีกคันแหกโค้งเข้ามาชนคันของศรนารายณ์อย่างแรง จนเสียงชนสนั่นหวั่นไหว
อบเชยสะดุ้งตื่นจากฝัน พอนึกได้ว่าฝันเธอก็ถอนหายใจโล่งอก แต่ยังไม่ทันจะสบายใจดีเสียงดังก๊อกแก๊กในตู้เสื้อก็ดังขึ้น อบเชยตกใจแล้วตู้เสื้อผ้าก็ค่อยๆ เปิดประตูเอง อบเชยแทบช็อคเมื่อตัวประหลาดที่ออกมาคือเวตาลนั่นเอง เวตาลท่าทางดูป่วย เดินหลังท่อมๆ มาหาอบเชย
“เวตาล”
“ถือว่าเราหายกัน”
“หายกัน พูดเรื่องอะไรน่ะ”
“ก็เรื่องที่เจ้าขอพรกับเจ้าป่าเจ้าเขาให้ข้ามีชีวิตรอดไง”
อบเชยนึกถึงสิ่งที่ตนพูดในป่า
“แกเองเหรอ”
“หายกันกับที่ข้าช่วยชีวิตเจ้าจากอุบัติเหตุที่เจ้าจะต้องไปเจอ”
“ในฝันเมื่อกี้ ชั้นจะต้องเจอเหรอ”
“ใช่...ข้าเป็นคนดลใจเจ้าให้กลับบ้าน ไม่เสี่ยงเดินทางออกไป”
“ชั้นไม่รู้ว่าเป็นแกนี่ ไม่งั้น ชั้นแช่งให้ตายไปแล้ว”
“เจ้าไม่รู้หรอกว่าอธิษฐานจิตของศัตรูมีค่าแค่ไหน”
“แต่ถ้าเป็นไปได้ ชั้นอยากจะฆ่าแกเดี๋ยวนี้เลย”
“ก็เอาสิ”
“ท้าเหรอ นึกว่าชั้นฝีมือไม่เอาไหนงั้นสิ”
อบเชยเข้าโจมตีเวตาล เวตาลไม่รู้แม่แต่นิด อบเชยเอามีดที่คว้าได้แทงเวตาล เวตาลร้องขู่เสียงดัง
อบเชยสะดุ้งตื่นอีกครั้งเธอมองไปทั่วห้องแต่ไม่เห็นอะไร
“ฝันซ้อนฝันเหรอเนี่ย” อบเชยทบทวนความฝันที่ตัวเองฝัน “เวตาล...”
เสียงก๊อกแก๊กในตู้เสื้อผ้าเหมือนในฝัน อบเชยสะดุ้ง กลัว แต่แล้วก็เป็นของร่วงลงมาแทน ไม่ใช่เวตาล อบเชยถอนหายใจโล่งอกแต่ก็นึกห่วงไม้กับเมฆขึ้นมา
“ถ้าชั้นช่วยเวตาลจริง แล้วไม้ล่ะ ไม้จะตกอยู่ในอันตรายรึเปล่า”
อบเชยกังวลเกี่ยวกับไม้
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นไม้อยู่ที่วัด ไม้มาเคารพศพราตรีที่เข้าใจว่าคือแพรวา ซึ่งดึกแล้วไม้จึงคิดว่าไม่มีใครอยู่แล้ว
“คุณแพรวา ผมขอโทษที่ปกป้องคุณไม่ได้ ผมคงไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อปกป้องใครเลย พ่อก็บาดเจ็บ ส่วนพันเทพ พ่อ... ของคุณก็โดนจับตัวไป แล้วคุณก็ต้องมาจากไป ผมมันไม่เอาไหน”
ขณะนั้นอบเชยแอบฟังไม้พูดอยู่ด้านหลังโลงศพ เธอเศร้าขึ้นมา
“คนสำคัญในชีวิตเธอ ไม่มีชื่อชั้นอยู่เลย จริงๆ น่ะเหรอ”
“รู้มั้ย จริงๆ แล้วเวลาแบบนี้ ผมอยากให้คุณแพรวามาอยู่ข้างๆ ผม แล้วก็บอกว่าสิ่งที่ผมคิดน่ะมัน
ผิด จริงๆ แล้วผมน่ะเก่งพอที่จะช่วยเหลือทุกคนได้” ไม้พูดกับรูปราตรี อบเชยได้ยินสิ่งที่ไม้พูดเธอยิ่งเศร้า
“สำหรับชั้น ไม้คือคนที่เก่งที่สุด แต่คำพูดชั้นคงไม่มีความหมายสินะ”
อบเชยพึมพำออกมาอย่างเศร้าๆ ไม้เองก็เศร้าพูดกับภาพราตรี
“ถ้าขอพรได้ ผมอยากให้คนดีๆ อย่างคุณมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่อีกครั้ง”
อบเชยได้ยินสิ่งที่ไม้พูดยิ่งเสียใจ เธอจะเดินออกไปจากตรงนั้น แต่เท้าเธอก็ไปเตะโดนพวงหรีดพวงหนึ่งล้มลง อบเชยหน้าเสีย ทำให้ไม้ที่อยู่ด้านหน้า นึกว่าเกิดเหตุการณ์ตามคำที่เขาขอ
“นั่นใครน่ะ” อบเชยได้ยินเสียงไม้ทัก เธอรีบวิ่งออกไปทันที ไม้เห็นด้านหลังอบเชยไวๆ ที่วิ่งตามไป “นั่นใครน่ะ” อบเชยวิ่งไม่คิดชีวิต ไม้คิดทบทวน “หรือคุณแพรวายังไม่ตายขึ้นมาจริงๆ เหมือนกับที่เราขอพร”
ไม้รีบวิ่งตามอบเชยไป
อบเชยวิ่งหนีไป ไม้มองผ่านความมืดเห็นด้านหลังไวๆ เข้าใจว่าเป็นแพรวา
“คุณแพรวา นั่นคุณรึเปล่า คุณแพรวา”
อบเชยวิ่งหนีไป น้อยใจไม้มาก
“ทำไมต้องเรียกหาแต่แพรวา ชั้นมันไม่สำคัญกับ ชีวิตเธอบ้างเลยรึไง” อบเชยบ่นกับตัวเอง
“คุณแพรวา”
“ชั้นมีตัวตนอยู่แท้ๆ ยังไม่สำคัญเท่าคน ที่ตายไปแล้วใช่มั้ย”
“คุณแพรวา”
ไม้ใกล้จะจับอบเชยได้แล้ว แต่ไกรก็มาคว้าตัวไม้ไว้ซะก่อน
“ไม้ ไม้ หยุด”
ไม้มองเงาลางๆ ของอบเชยที่คิดว่าเป็นแพรวาหายไปในความมืด
“คุณแพรวา”
“เธอเป็นบ้าไปรึไงไม้”
“แต่ผมเห็นคนวิ่งออกมาจากตรงโลงศพ”
“แพรวาตายไปแล้ว เธออย่าลืมสิ เธอก็เห็นกับตา”
“จริงสินะ”
“คนที่เธอตามมา อาจเป็นพวกเด็กวัดที่ไปแอบหาอะไรกินตอนกลางคืน ที่ศาลามากกว่า”
“ผมลืมคิดเรื่องนั้นไป”
“แพรวาไม่มีวันฟื้นขึ้นมาหรอก ชั้นเป็นคนจัดการศพของเธอเอง”

ไกรพูดออกมาด้วยความเจ็บปวดในใจ





Create Date : 02 เมษายน 2555
Last Update : 2 เมษายน 2555 23:41:56 น.
Counter : 156 Pageviews.

0 comment
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 14




เจ๊กีจอดรถหน้าบ้านตัวเอง แล้วเดินเข้าไปในบ้านอย่างเศร้าๆ ขระนั้นหมอเพิ่งตรวจอาการไกรเสร็จเดินออกมาจากห้อง

“คุณไกรน่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 นะครับ ซึ่งผมแนะนำเจ๊กีว่าให้ใส่ผ้าปิดปากตลอดเวลา เพราะเชื้อมันแพร่กันง่าย ยิ่งคนสูงวัยมีโอกาสเป็นหนักกว่าด้วย ผมแนะนำให้จ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลดีกว่าครับ จะได้ไม่ติดกันเดี๋ยวหมอขอตัวก่อนนะครับ”
หมอบอกกับเจ๊กีแล้วเดินออกไป ระหว่างที่หมอเดินออกไปเจ๊กีก็เห็นแพรวาเดินสวนเข้ามา เจ๊กียิ้มออกที่เห็นแพรวา แพรวาส่งยิ้มอย่างไม่สะดวกใจนัก
ที่ตลาดสดขณะนั้นทิวาเดินตาขวางเข้ามาในตลาดสด ท่าทีของทิวาดูไม่เป็นมิตรจนชาวบ้านแตกฮือ ทิวาเดินตรงไปที่ร้านขายเนื้อหมู
“ข้าอยากได้เลือด”
พ่อค้าขายหมูหยิบเลือดหมูสดๆ ที่ใส่ชามไว้ ส่งให้ไกร ไกรดื่มกินมันอักอัก ชาวบ้านฮือฮา บางคนกรีดร้อง
“ไอ้ทิวามันเป็นบ้าไปแล้วรึไงน่ะ”
“อยู่ๆ ก็กินเลือดสดๆ ผีเข้ารึเปล่า”
อีกด้านหนึ่งที่บ้านพันเทพ พันเทพเอาเต็กกงที่ถูกมัดไว้ มาโยนลงบนเตียง
“อะไรของแกอีกเนี่ย ชั้นไม่ใช่ขี้ข้าแกนะ จะได้เอามาโยนตรงโน้นตรงนี้”
“ไม่ใช่ก็เหมือนใช่นั่นแหละ”
พันเทพเอาเทปผ้าปิดปากเต็กกงเอาไว้ไม่ให้พูดอะไร เต็กกงดิ้นอึกอัก โดนมัดมือไพล่หลัง มัดเท้าไปไหนไม่ได้ พันเทพหอบนิ่งคิดกับแผนการตนเอง
คืนนั้นทิวากินเลือดและเนื้อสดอย่างอร่อย แล้วมันก็ลุกขึ้น กลายร่างเป็นเวตาลบินไป เวตาลบินมาบนฟ้า แล้วก็เข้าหน้าต่างห้องนอนพันเทพกลายเป็นทิวาทิวาเห็นร่างหยุกหยิกคล้ายคนหลับนอนอยู่บนเตียง
“พันเทพ พ่อข้า ลาก่อน”
แล้วทิวาก็ขึ้นไปคร่อมร่างนั้นบนเตียง ก้มกัดผ่านผ้าห่ม ที่เริ่มดิ้นๆๆ เลือดท่วมผ้าห่ม เมื่อผ้าห่มเปิดออก กลายเป็นเต็กกง แล้วแหที่กางอยู่ด้านบนก็ถูกทิ้งลงมา พันเทพเข้ามาพร้อมไม้ตะพด เขาฟาดทิวา ที่ดิ้นอยู่ในแห
“คิดว่าจะฆ่ากันได้ง่ายๆ เหรอ ไอ้ลูกทรพี”
ทิวาโดนตี แล้วมันก็กลายร่างเป็นเวตาล อิทธิฤทธิ์ เพิ่มขึ้น แหหลุดออก ร่างเวตาลบอบช้ำจากการโดนตี แล้วเวตาลก็แบกร่างชุ่มเลือดของเต็กกงบินออกหน้าต่างไป
“ฝากไว้ก่อนเหอะ เพื่อนข้า”
พันเทพมองตาม เขาหอบเหนื่อย หงุดหงิดหัวใจที่ไม่อาจเอาชนะเวตาลได้
ส่วนแพรวา เธอเช็ดตัวให้ไกรอย่างทนุถนอม ไกรรู้สึกตัวขึ้นมานิดหน่อย เขาลืมตาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งปิดผ้าปิดจมูก เขาก็ค่อยๆ หลับตาลงคิดว่าคือพยาบาล ไกรหลับต่อไป แพรวาดูแลเขาอย่างดี
วันต่อมาสักกำลังคุยกับแก๊งวินมอเตอร์ไซค์อยู่ วินอีกส่วนดันกลุ่มบริเวณคนที่เดินผ่านแล้วถือของมาขาย ไถเงิน ชาวบ้านไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าโวยวาย
“ช่วงนี้รายได้เราหายไปเยอะ ไม่เห็นมีใครจ้างใครไปตีใครเลย มันเล่นไปตีกันเองซะหมดแบบนี้ เราก็ต้องมารีดไถแบบนี้ล่ะ”
“แล้วรายได้เดือนนี้พอจ่ายค่าเช่าวินมั้ย”
“ก็พอครับ แต่เงินไม่ค่อยเหลือไว้หมุนเลยลูกพี่”
อบเชยเดินผ่านมาบริเวณนั้นพอดี เธอถือขนมไปส่งตามร้านต่างๆ
“นั่นลูกไอ้ศรนารายณ์นี่”
แก๊งวินมอเตอร์ไซค์วิ่งกรูกันเข้าไปสมทบอีก อบเชยงง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย”
“ขยันทำงานแบบนี้ ก็น่าจะมีเงินมาให้เราใช้บ้างนะ”
“อะไรของแก”
“เดินผ่านแถวนี้ รู้มั้ยว่าใครคุม แล้วดูสิท่าทางจะเข้ามาหารายได้ซะด้วย”
“อ๋อ นี่จะมารีดไถเงินว่างั้นเถอะ ทุเรศจริง ไม่รู้จักอายตัวเองกันบ้าง”
“จ่ายมาดีๆ เถอะน่า จะได้จบๆ เราก็ไม่ได้อยากมีเรื่อง”
“ทุเรศ เงินคนอื่น เค้าก็หามาด้วยความยากลำบากทั้งนั้น แกจะมารีดไถกันง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง”
“งั้นก็คงต้องออกแรงกันหน่อยแล้ว”
อบเชยต่อสู้กับแก๊งวินมอเตอร์ไซค์คนเดียว เธอก็พอจะรับมือไหวอยู่บ้างแต่พวกสักมีหลายคนจึงตัดกำลังอบเชยไปมาก อบเชยเสียท่าล้ม สักจะเอาเฟืองจักรยานอาวุธเขาฟาดอบเชยแต่แล้วเขาก็ถูกไม้ตะพดมากันไว้
“รุมรังแกผู้หญิงคนเดียวแบบนี้จะดีเหรอ”
ลูกผู้ชายสู้กับแก๊งวินมอเตอร์ไซค์ ตัวสักเองไม่ยอมลูกผู้ชายควงเฟืองกะว่าฟาดลูกผู้ชายได้เต็มที่ แต่ศรนารายณ์ก็เข้ามาช่วยลูกผู้ชายอีกคน ทำเอาสักเสียหลักเฟืองที่ควงสายโซ่รัดคอตัวเองตาเหลือก แก๊งวินมอเตอร์ไซค์คนอื่นเห็นหัวหน้าเสียท่า จึงรีบพาสักล่าถอยไปในที่สุด
“ขอบคุณมากคุณศรนารายณ์ คุณเก่งเสมอเลย”
“แหม ของมันแน่อยู่แล้ว คราวนี้พวกไอ้สักคงหายซ่าแล้วล่ะ เพราะไอ้สักเจ็บหนักขนาดนั้น”
“คุณดูลูกสาวคุณเถอะ”
ลูกผู้ชายเดินจากไปพร้อมเสียงปรบมือ สรรเสริญของชาวบ้าน
ศรานารายณ์พาอบเชยกลับบ้าน และทายาให้อบเชย
“โอ๊ย...พ่อก็เบามือหน่อยสิ คนนะไม่ใช่กระสอบทราย”
“ก็พ่อมันมือหนักนี่”
ไม้พรวดพราวเข้ามาในบ้าน
“อบเชยเป็นไงบ้าง”
“ข่าวไวจริงนะ...เอ๊านี่มาทายาให้มันหน่อย พ่อทาให้มันบ่นจะแย่”
อบเชยนิ่งไม่สบตาไม้ ไม้เดินมารับยาจากศรนารายณ์ ศรนารายณ์ยืนมองดู
“เอ่อ อาศรมีธุระอะไรค้างอยู่ไม่ใช่เหรอครับ”
“ไม่มีนะ ว่างเลยวันนี้”
“มีจริงๆ”
“เรื่องอะไรวะ ทำไมนึกไม่ออก”
“ก็ เอ่อ... ก็ เจ๊กีไง เจ๊กีบ่นๆ ถึงอาศร เห็นเจ๊บอกว่าไม่เห็นหน้าอาศรนานแล้ว คิดถึง”
“บ๊ะให้มันได้แบบนี้... อบเชย เดี๋ยวพ่อไปก่อนนะ”
ศรนารายณ์รีบพรวดพราดออกไป
“พ่อ เดี๋ยวสิ...” อบเชยหันมามองไม้ ไม้ยิ้มรอ “โกหกผู้ใหญ่ บาป”
“ถ้าไม่ทำแบบนี้ จะได้อยู่กับเธอสองคนมั้ยล่ะ” อบเชยค้อนไม่พูดอะไร “นี่โกรธเรื่องเมื่อคืนใช่มั้ย”
“ชั้นมีหัวใจนะไม้ จะให้ชั้นยิ้มที่เห็นไม้ห่วงคนอื่นมากกว่าชั้น สนใจคนอื่นมากกว่าชั้นเหรอ”
“ชั้นขอโทษ ที่ทิ้งเธอไว้แบบนั้น แต่วันนี้ชั้นก็ไปช่วยเธอไว้นะ ดังนั้นก็หายกัน”
“สัญญาได้มั้ยล่ะ ว่าจะไม่ทำให้ชั้นเสียใจอีก”
“ถ้าเธออยากให้สัญญา ชั้นก็จะสัญญา ...ทีนี้หายโกรธรึยัง”
อบเชยกับไม้ยิ้มให้กัน
ที่บ้านพันเทพ ขณะนั้นราตรีกำลังคุยโทรศัพท์กับคนขับรถที่ไปส่งแพรวา
“ตกลงมันไม่ได้ไปสนามบิน แต่ไปบ้านไอ้ไกร..งจนป่านนี้ยังไม่ออกมาอีกเหรอ ขอบใจมาก” ราตรีวางหู “ชั้นทำขนาดนั้น มันก็ยังไม่เลิกกันอีกรึไง ทำไมนะ ชั้นจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้”
คืนนั้นทิวามาเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ภายนอกบ้านเมฆ เห็นไม้กับเมฆเดินไปเดินมาอยู่ด้านใน ทิวา
สอดส่ายสายตาหาไม้ตะพดในบ้านแต่ก็ยังไม่เห็น ทิวาแอบดูเมฆกับไม้ที่ริมหน้าต่าง เมฆรู้สึกแปลกๆ หันไปดูก็ไม่มีอะไร
“มีอะไรเหรอพ่อ”
“พ่อว่ามันมีอะไรแปลกๆ”
“อะไรแปลก”
“บอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าแต่ลูกเก็บไม้ตะพดไว้ดีแล้วใช่มั้ย”
“ดีแล้วครับ”
“ไม้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าห่วงอย่างอื่น นอกจากไม้ตะพด เข้าใจมั้ยลูก”
“พ่อพูดเหมือนว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี”
“อย่าลืมสิ เวตาลอาจจะจู่โจมเราเมื่อไหร่ก็ได้”
“พ่อหมายถึง ทิวา” เมฆหวั่นใจ “ถ้าถึงเวลานั้น ผมกับทิวา พ่อจะเลือกใคร”
เมฆเดินเลี่ยงไปทางอื่น ไม่กล้าตอบ
เวลาผ่านไป...ภายในบ้านเมฆปิดไฟนอนหลับกันแล้ว ในความมืดมีบางอย่างค่อยๆ ย่องมา เมฆกับไม้ยังหลับสนิททิวาค่อยๆ ย่องมาบริเวณที่ไม้และเมฆนอน
“เจ้าคิดว่าข้ามานี่เพื่อจะมาขโมยไม้ตะพดเหรอ... เจ้าโง่เอ้ย ข้ามาเพื่อฆ่าเจ้าไม้นี่ต่างหาก คำทำนายของฤๅษีที่ว่าเจ้าจะเป็นคนฆ่าข้าน่ะเหรอ ข้าอยากรู้ว่าถ้าเจ้าตายก่อน ไอ้ฤๅษีมันจะว่ายังไง” ทิวาชูมือของตนที่ค่อยๆ กลายเป็นมือเวตาล เล็บยาว แหลมคม น่ากลัว “แล้วข้าก็จะควักหัวใจเจ้าด้วยมือเปล่าด้วย”
ทิวาชูมือจะทะลวงเข้าไปที่หัวใจไม้ แต่แล้วก็ต้องชะงักเพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่ท้อง ทิวาก้มดู มันคือไม้ตะพดเสียบทะลุท้องของทิวา โดยเมฆ
“พ่อ...พ่อแทงผมทำไม”
“ไม่ใช่ แกไม่ใช่ทิวา”
เมฆช้ำใจจนน้ำตาริน ไม้ตื่นขึ้นมาพอดี แผลที่เวตาลโดนไม้ตะพดวิญญาณเหวะจนน่ากลัว
“ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าจะกลับมาฆ่ามันแน่”
ทิวาวิ่งพรวดออกไปจากบ้าน
“พ่อเป็นอะไรรึเปล่า” ไม้ถามเมฆอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรลูก” เมฆมองมือตัวเองที่สั่นระริก
“ขอบคุณพ่อมากนะครับ ถ้าไม่ได้พ่อผมอาจตายไปแล้วก็ได้” เมฆนิ่ง คิด “พ่อกำลังคิดห่วงทิวาที่พ่อทำไปเมื่อกี้ใช่มั้ย”
เมฆกังวลในสิ่งที่ไม้คิดจริงๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อแพรวาตื่นขึ้นมา เธอเริ่มมีอาการแปลกๆ ทั้งคลื่นไส้อาเจียนจนแพรวาเริ่มสังหรณ์ใจบางอย่าง แพรวาจึงตัดสินใจมาที่ร้านขายยา ขณะนั้นอบเชยเอาขนมมาส่งที่ร้านยขายยาเหมือนกัน
“ขนมมาส่งค่ะ”
อบเชยเดินยิ้มร่าเข้ามา
“ดูมีความสุขจังเลยนะ มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอ” เภสัชกรถาม
“ไม้เค้าสัญญาว่าจะไม่ทำชั้นเสียใจอีกน่ะ” อบเชยยิ้มแก้มปริ
“แหม อินเลิฟ” อบเชยยิ้มรับ “นี่เดี๋ยวฝากอบเชยเอาไปวางไว้ด้านหลังให้หน่อยนะ”
“ได้ค่ะ”
อบเชยเดินเข้าไปหลังร้าน แพรวาใส่แว่นดำ ก้มหน้างุดๆ ไม่สบตาใครเดินเข้ามาในร้าน
“หายาอะไรสอบถามได้นะคะ”
“ที่ตรวจตั้งครรภ์น่ะค่ะ”
“ได้ค่ะ” อบเชยเดินออกมาจากหลังร้านเห็นแพรวาพอดี เธอเลยแอบดูแพรวาว่ามาทำอะไร “อันนี้คุณใช้เป็นรึยังคะ ถ้าไม่เป็นชั้นจะได้อธิบายให้”
“ไม่ต้องค่ะ” แพรวายื่นแบงก์ห้าร้อยให้ “ไม่ต้องทอนค่ะ”
แพรวารีบเดินออกไปจากร้าน อบเชยยืนอึ้งกับของที่แพรวาซื้อ
“เดาว่าคงมาซื้อครั้งแรกแน่ๆ ผู้หญิงส่วนใหญ่มาซื้อของแบบนี้ครั้งแรกก็อายแบบนี้แหละ”
เภสัชกรบอก อบเชยไม่ตอบอะไรเพราะมัวคิดถึงเรื่องที่ไปเจอไม้กับแพรวาในม่านรูดที่โรงแรม เรื่องที่แพรวาร้องไห้ฟูมฟายกับไม้เมื่อคืนวานอบเชยแทบจะเข่าอ่อน
แพรวาคว่ำผมตรวจไว้บนเตียงเธอรออย่างกระวนกระวายใจ ดูนาฬิกาว่าได้เวลารึยัง พอได้เวลา แพรวาค่อยๆ เปิดดูลุ้นกับผลตรวจที่ออกมา พอแพรวาเห็นผลตรวจก็มืออ่อนที่ตรวจครรภ์ร่วงจากมือ แพรวาร้องไห้ด้วยความรู้สึกสับสน
“ทำไมเป็นแบบนี้ ทำไม”
พอรู้ว่าท้องแพรวาจึงไม่กล้าอยู่ดูแลไกรต่อ แพรวาจึงมาคุยกับเจ๊กี
“ชั้นคงช่วยไกรได้แค่นี้นะคะ ชั้นต้องขอโทษคุณด้วย”
“ทำไมล่ะ ลื้อกับอาไกรไม่รักกันแล้วเหรอ หรือเป็นเพราะอั๊วที่เคยห้ามพวกลื้อคบกันใช่มั้ย ต่อไปอั๊วจะไม่ไปวุ่นวายอีก ขออย่างเดียวแค่อาไกรกลับมาเป็นคนดีเหมือนเดิม ไม่เป็นอย่างที่อีเป็นตอนนี้”
“ชั้นคงช่วยไม่ได้หรอกค่ะ เพราะชั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้เค้าเป็นแบบนั้น ชั้นต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ ขอโทษนะคะ” แพรวาจะเดินจากไป แล้วนึกขึ้นมาได้จึงหันกลับมา “ชั้นรบกวนอีกเรื่องนึงนะคะ อย่าบอกไกรว่าชั้นเคยมาที่นี่”
แพรวาเดินจากไปอย่างทุกข์ใจที่สุด
ขณะนั้นอบเชยนั่งสับสนอยู่ที่ท่าน้ำวัดพร้อมกับน้ำตาที่ยังไหลออกมาไม่หยุด
“ไม้จะไม่ใช่ของชั้นแล้วจริงๆ ทำไมต้องเป็นแบบนี้”
แพรวาเองก็มาปล่อยอารมณ์ที่นี่เหมือนกัน เธอเดินเข้ามาเจออบเชย
“อบเชย เธอเป็นอะไรรึเปล่า”
อบเชยหันขวับมองแพรวาตาขวาง อบเชยเข้ามาตบแพรวาหน้าหัน แพรวางง ไม่เข้าใจว่าเรื่องอะไร
“ชั้นเกลียดเธอ ชั้นอยากจะฆ่าเธอให้ตายไปซะตรงนี้”
“นี่มันเรื่องอะไร”
“เธอชนะแล้ว...ทำไมต้องตามมาเยาะเย้ยกันด้วย กลัวชั้นเสียใจไม่พอใช่มั้ย”
“อบเชย ช่วยอธิบายหน่อยได้มั้ย” อบเชยมองที่ท้องแพรวาแล้วมองหน้าแพรวา “อบเชย เป็นอะไรไป”
“ชั้นเกลียดเธอ”
อบเชยเดินจากไปทิ้งให้แพรวายืนไม่เข้าใจอยู่คนเดียว
“ชีวิตชั้น มีแต่คนเกลียดเพิ่มขึ้น แล้วก็เรื่องแย่ๆ สินะ”
แพรวาเศร้า ขณะนั้นราตรีเดินเข้ามาในห้องแพรวา เห็นกระเป๋าเดินทางของแพรวายังอยู่
“ยังไม่เดินทางจริงๆ ด้วย มันมีแผนอะไรของมันกันแน่” ราตรีเดินดูในห้อง เท้าก็ไปเหยียบเอาที่ตรวจครรภ์ที่แพรวาทำร่วงไว้ “โอ๊ย ทิ้งอะไรเกะกะเนี่ย” ราตรีเห็นเป็นที่ตรวจครรภ์เลยหยิบขึ้นมาดูแล้วเธอก็ต้องตาโตที่เห็นผล “ท้อง...ยายแพรวาท้องเหรอ ถึงว่าจะหนีกลับเมริกากะว่าแอบไปคลอดไม่ให้พ่อรู้ละสิ...คราวนี้ล่ะ เรื่องใหญ่แน่”
ราตรียิ้มสะใจ
แพรวาเครียดเรื่องท้องจึงมาหาไม้ที่บ้าน
“ไม้...ชั้นจะทำยังไงดี”
“คุณแพรวาบอกเรื่องนี้กับคุณไกรรึยังครับ”
“ชั้นไม่กล้า ชั้นกลัวสิ่งที่เค้าจะตอบกลับมา”
“แต่คุณแพรวาจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไม่ได้ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มากหรือจะให้ผมพูดให้”
“อย่าเลยชั้นว่ามันจะยิ่งไปกันใหญ่”
“ถ้างั้นจะปล่อยไว้แบบนี้เหรอ”
“ชั้นไม่รู้ ชั้นสับสนไปหมดแล้ว ถ้าพ่อรู้เรื่องนี้ ชั้นต้องตายแน่ๆ เลยอ่ะไม้”
“ใจเย็นๆ นะครับ ค่อยๆ คิด”
“ไม้รู้มั้ย ตอนนี้ชั้นไม่เหลือใครเลย มีแต่คนเกลียดชั้น มีไม้คนเดียวที่ยังรับฟังชั้นทุกเรื่อง ทำไมเธอดีกับชั้นนัก พี่น้องชั้นยังไม่ดีกับชั้นแบบไม้เลย”
“ก็คิดซะว่าผมเป็นพี่ชายคนนึงก็แล้วกันครับ มีอะไรปรึกษาผมได้ตลอด ถ้าช่วยได้ผมจะช่วย”
แพรวาเอนซบไหล่ไม้ ไม้ลูบหัวเบาๆ เหมือนพี่ชายห่วงน้องสาว อบเชยแอบดูอยู่ไกลๆ น้ำตาตก ทั้งหมดไม่มีใครรู้ตัวว่า ทิวาแอบดูอยู่ห่างๆ
“ลูกผู้ชายก็มีจุดอ่อนสินะ”
ทิวาพึมพำออกมาแล้วมองแพรวากับอบเชยตาเขม็ง
ศรนารายณ์นั่งหน้าเครียดอยู่ในบ้าน อบเชยเดินซึมเข้ามา
“อบเชย มานั่งข้างๆ พ่อหน่อยสิลูก” อบเชยนั่งข้างๆ ศรนารายณ์ซึมๆ เธอเอนตัวลงนอนหนุนตักพ่อ “เป็นอะไรน่ะเรา”
“เหนื่อย”
“ไปทำอะไรมาถึงเหนื่อย”
“รัก”
“ถ้างั้นคงเหนื่อยใจน่ะสินะ” อบเชยน้ำตาไหล “นั่นร้องไห้เหรอเรา”
“เปล่า เหงื่อต่างหาก”
“อบเชย มีคนติดต่อพ่อให้ไปเป็นคนเทรนด์นักมวยขึ้นชกน่ะ เงินอัดฉีดเยอะน่าดู”
“ก็ไปสิพ่อ พ่อชอบต่อยมวยไม่ใช่เหรอ”
“แต่เราคง...ต้องย้ายเข้ากรุงเทพนะ”
อบเชยชะงักไป
ทางด้านพันเทพ เขาเปิดเอกสารทำงานแต่ไม่มีสมาธิเอาซะเลย พันเทพปิดแฟ้มผลักมันออกห่างตัว
“โว้ย… เรื่องจะชิงไม้ตะพดมาให้ได้ก็ยังไม่จบ ดันมีทิวา เอ้ยไม่ใช่สิไอ้เวตาลนั่นเข้ามาแทรกอีก มันดูดวิญญาณทิวาไปแล้วคงมีพลังเต็มที่คราวนี้อะไรๆ ก็คงยาก” เสียงเคาะประตูดังขึ้น “เข้ามา”
ราตรีเปิดประตูเข้ามาในห้องพันเทพ
“พ่อคะ ช่วงนี้พ่อดูยุ่งๆ นะคะ”
“อืม ก็นิดหน่อย มีอะไรรึเปล่า”
“คือราตรีก็ไม่รู้ว่าควรจะบอกพ่อดีรึเปล่า คือราตรีไปเจอไอ้นี่ที่ห้องแพรวาน่ะค่ะ” ราตรียื่นที่ตรวจครรภ์ให้ พันเทพรับที่ตรวจครรภ์มาดู หน้าเครียด
“สัญลักษณ์แบบนี้มันหมายความว่ายังไง”
“ท้องค่ะ” พันเทพกำที่ตรวจครรภ์แน่นแทบจะบีบให้มันหักคามือ ราตรีสะใจที่เห็นพันเทพโกรธ
“เราควรจะทำยังไงต่อดีคะเนี่ย”
“ให้แพรวามาพบพ่อ เดี๋ยวนี้”
“คงไม่ได้หรอกค่ะ เพราะเห็นออกไปตั้งแต่เช้า ยังไม่กลับเข้ามาเลย”
ประโยคของราตรีเหมือนยิ่งสุมไฟโกรธของพันเทพให้ลุกโชน
แพรวาขับรถมาจอดหน้าบ้าน ประตูเหล็กค่อยๆ เปิด แต่เธอยังไม่ทันได้ขับรถเข้าไป พันเทพกับราตรีก็ออกมาหาเธอซะก่อน พันเทพปรี่มาเปิดประตูรถฝั่งเธอแล้วดึงตัวแพรวาออกมาจากรถ
“ออกมานี่นะแพรวา”
“คะพ่อ”
พันเทพเขวี้ยงที่ตรวจครรภ์ใส่หน้าแพรวา แพรวาตกใจที่พ่อเห็นแล้ว
“นี่มันหมายความว่ายังไง”
“คือ...หนูขอโทษค่ะพ่อ”
พันเทพตบหน้าแพรวาฉาดใหญ่ แพรวาหน้าหัน
“ขอโทษเหรอ ทำไมไม่รู้จักคิด ชั้นเป็นนักการเมืองแล้วลูกสาวก็มีข่าวว่าท้องแพร่ออกไปนี่มันจะเป็นยังไง หาคนดีๆ ให้ ลูกท่านรมต.ก็ไม่เอา ไปหาผู้ชายกระจอกๆ ไหนบอกมาซิว่ามันเป็นใคร” แพรวาปิดปากเงียบ เอาแต่ร้องไห้ “บอกมาว่าเป็นใคร นี่แกยังจะปกป้องมันอีกเหรอ ห๊า โง่รึไง”
“จะใครอีกละคะพ่อ ก็คงไม่พ้นลูกชายเจ๊กีนั่นไง”
“อ๋อ ไอ้นั่นใช่มะ ชั้นบอกแกแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับมัน แกก็ยังทำ”
“พ่ออย่าทำอะไรเค้านะคะ”
“แค่ทำมันน้อยไปสิ ชั้นจะฆ่ามันเลยคอยดู” พันเทพหันไปหาสมุน “พวกแกไปลากคอลูกเจ๊กีมาให้ชั้นเดี๋ยวนี้” สมุนพยักหน้าพร้อมกันแล้วเดินทางออกไป พันเทพหันไปสั่งสมุนที่เหลือ “เอาแพรวาไปขังที่ห้อง อย่าให้หนีไปไหนได้เลยนะ”
“พ่อขา อย่าทำอะไรไกรเลยนะคะพ่อ”
พันเทพสะบัดแขนแพรวาที่มาจับตัวเขาอย่างไม่สนใจ พันเทพเดินเข้าบ้านไป สมุนพาแพรวาเข้าบ้าน ราตรีมองแพรวาอย่างสะใจ
ราตรีกลับเข้าห้องแล้วโทรศัพท์หาสัก
“นี่นายสักใช่มั้ย...ชั้นอยากจะจ้างแกทำงานใหม่...งานก็ไม่ยากหรอกนะ เช้ามืดที่จะถึงนี่แกแค่ส่ง
คนเข้ามาในบ้านชั้น ลักพาตัวคนเดิมเลยที่ชั้นให้แกจัดการคราวที่แล้ว จำได้มะ…นั่นแหละ ก็แค่ลักพาตัวออกไปจากบ้าน ไปซ่อนไว้ซักที่แค่นั้น ที่เหลือชั้นจัดการเอง …ได้ เดี๋ยวชั้นจะให้คนส่งผังบ้าน แล้วห้องที่แกจะต้องเข้าไปหามันไปให้” ราตรีวางหู “หึหึ พอแกหายไปจากบ้านอีก ก็ไม่พ้นหนีตามผู้ชาย คราวนี้ล่ะ
พ่อเดือดกว่าเดิมแน่ ดูซิว่าลูกที่ทำตัวอย่างแกกับอย่างชั้น พ่อจะรักใครมากกว่ากัน”
ราตรีหัวเราะสะใจในแผนตัวเอง
แพรวาร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้อง ราตรีเปิดประตูเข้ามา
“โถๆๆๆ พี่สาวช่างน่าสงสาร กับลูกน้อยที่ไม่มีใครต้องการที่กำลังจะลืมตาดูโลก”
“สะใจมากละสิ”
“แน่นอนสิ ชั้นน่ะรอเวลานี้มาทั้งชีวิต วันที่ลูกสาวแสนดีกลายเป็นลูกสาวไวไฟคุมไม่อยู่”
“ชั้นรู้ว่าเธอเกลียดชั้น แต่ไม่รู้ว่าจะเกลียดถึงขนาดนี้”
“ก็รู้ไว้ซะสิ จริงๆ แค่นี้มันยังน้อยไปนะ ชั้นไม่อยากอยู่ร่วมโลกกับเธอด้วยซ้ำ ชั้นควรจะมีคนเดียวในโลก”
“คำว่าพี่น้อง มันคงไม่มีค่ากับเธอเลยสินะ”
“รู้แล้วก็ไม่น่าถาม เฮ้อ...ป่านนี้ไม่รู้นายไกรนั่นจะเป็นตายร้ายดียังไงนะ พ่อไม่มีทางเก็บมันไว้แน่”
“ไกร” แพรวานึกเป็นห่วงไกร
“ชั้นอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ จังเลย”
ราตรีพูดพร่ำไปแล้วหันหลังให้แพรวา แพรวาเป็นห่วงไกรตัดสินใจเอานาฬิกาปลุกใกล้มือทุบที่ขมับราตรี ราตีสลบไปแพรวาโยนนาฬิกาปลุกทิ้ง
“ขอโทษนะ”
แพรวาหยิบครีมล้างเครื่องสำอางมาทาที่หน้าของราตรีซึ่งแต่งหน้าจัด แล้วก็เช็ดออกอย่างรีบเร่ง
เมื่อจัดการกับราตรีเสร็จแล้ว แพรวาจึงจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมของตนให้เรียบร้อย ตอนนี้เธอเขียนปากจนแดงจัดเหมือนราตรี แล้วเธอก็มองราตรีที่ถูกจับแต่งตัวเป็นแพรวานอนสลบอยู่บนเตียง แพรวาแต่งตัวเป็นราตรีเพื่อหนีออกไปข้างนอกได้ง่ายขึ้น
แพรวาที่แต่งตัวเป็นราตรีจะเอารถออกจากบ้านแต่สมุนดักไว้
“จะไหนครับคุณ...” สมุนไม่แน่นใจ แพรวาจึงพูดจาดุดันแบบราตรี
“ถ้าไม่แน่ใจว่าชั้นเป็นใคร ก็เข้าไปดูนังคนเรียบร้อยในห้องนอนนั่นสิ”
“เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ คุณราตรี ตามสะดวก”
“พ่อให้ชั้นไปดู...ว่าไอ้พวกนั้นน่ะ ตามไปจับลูกเจ๊กีถึงไหนแล้ว”
“อ๋อ เชิญครับ”
สมุนเปิดประตูรั้วให้ แพรวาขับออกไป
แพรวาขับรถมาจอดข้างๆ รั้วบ้านเจ๊กี มองเข้าไปในบ้านเห็นสมุนเต็มหน้าบ้านเจ๊กีไปหมด แพรวามองซ้ายมองขวาเห็นทางไปหลังบ้าน แพรวาลงจากรถไปทางหลังบ้าน
แพรวาปีนเข้ามาทางหลังบ้านเจ๊กีแล้วกระโดดข้ามรั้วมาด้านใน เธอเข้าไปในบ้านจากประตูด้านหลัง...แพรวาเข้ามาในบ้านมืดๆ เธอเห็นโทรศัพท์จึงยกหูโทร.แจ้งความ

“ฮัลโหล คุณตำรวจเหรอคะ ตอนนี้มีคนมาดักรออยู่หน้าบ้านชั้นเต็มเลยค่ะ คุณตำรวจช่วยมาดูหน่อยสิคะ...”




Create Date : 02 เมษายน 2555
Last Update : 2 เมษายน 2555 23:40:49 น.
Counter : 206 Pageviews.

0 comment
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 13 (ต่อ)




ทิวากึ่งเดินกึ่งวิ่งมาบริเวณลานวัดมือเขายังถูกมัดเชือกไว้ด้านหลัง ทิวามองหาสิ่งที่จะแก้มัดเ เด็กวัดกลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นผ่านมา ทิวาเรียก

“เฮ้ย พวกแกมานี่ซิ”
เด็กวัดวิ่งมากัน 2-3 คน
“แกะเชือกให้หน่อย”
“ไปทำอะไรมา ทำไมโดนมัด”
“บอกให้แกะก็แกะ อย่ามาถามมากเรื่อง” ทิวาบอกอย่างหงุดหงิด
“โกรธอะไร เรายังไม่ได้ทำอะไรให้ซักหน่อย”
“ก็พวกแกพูดมาก ไม่เข้าเรื่อง แกะซิวะ” เด็กวัดมองหน้ากันไม่อยากแกะให้ แล้วก็พากันวิ่งหนีไป
“เฮ้ย จะไปไหน”
“ไม่แกะให้หรอก แกะให้ พี่ก็มาตีพวกเราน่ะสิ ไม่เอาหรอก”
เด็กๆ วิ่งหายกันไป ทิวาเจ็บใจ
“โว้ย อะไรกันวะ”
ทิวาทิ้งตัวลงนั่งหงุดหงิดกับทุกอย่างในชีวิต
อบเชยเข้ามาในหอสมุดของวัด เธอพุ่งตรงไปในหอสมุดเก่าแก่
“ตำนานเวตาล ที่นี่มีรึเปล่า”
อบเชยเดินเข้าไปมองหา...ป้ายเขียนว่าหมวดสารคดีเรื่องสั้น อบเชยค่อยๆ ไล่หาหนังสือเวตาล
อบเชยไล่ดูหนังสือจนพบหนังสือใบลานเก่าเก็บที่ชื่อ “ตำนานเวตาล” ในที่สุด อบเชยยิ้มดีใจเธอรีบเปิดไล่ดูทันที อบเชยไล่ดูจนถึงหัวข้อที่ว่า “การดูดวิญญาณของเวตาล”
ขระนั้นทิวายังนั่งเซ็งอยู่ที่ลานวัด แต่แล้วจู่ๆ เชือกที่มือเค้าก็ค่อยๆ คลาย ทิวาแปลกใจแต่แล้วเวตาลก็ปรากฎตัวขึ้น
“แกมาช่วยชั้น”
“เจ้าเป็นสหายของข้า...ข้าไม่ทิ้งเจ้าให้โดดเดี่ยวหรอก”
“ก็ดี งั้นวันนี้เราไปฆ่าไอ้ไม้กันเลย”
“ใจเย็นก่อนเพื่อนข้า ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่า ร่างกายของข้ายังไม่สมบูรณ์พร้อม”
“แล้วเมื่อไหร่จะสมบูรณ์ ชั้นรอไม่ไหวแล้วนะ”
“ร่างกายข้าจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีมนุษย์ยอมมอบวิญญาณของตนให้ข้า เมื่อข้าได้ดูดวิญญาณแล้ว ข้าจะกลับมาเป็นพญาเวตาลที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง”
ทิวานั่งฟังสิ่งที่เวตาลพูด โดยไม่รู้ว่าเขากำลังถูกเวตาลเกลี้ยกล่อมโดยไม่รู้ตัว
“ถ้ามนุษย์มอบวิญญาณให้กับเวตาลแล้ว จะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ไปพร้อมๆ กับพญาเวตาลด้วยเหรอ”
“ใช่สิ ก็ในเมื่อวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้นอยู่ในตัวข้า เป็นส่วนหนึ่งของข้า ก็ย่อมยิ่งใหญ่ไปพร้อมๆกับข้า แค่ดวงวิญญาณเดียวที่ข้าอยากได้”
“แล้วมีคนมอบวิญญาณให้เจ้าไปรึยัง”
“มีแล้ว...เจ้าไม่ต้องห่วง ไม่นานเกินรอหรอกที่ข้าจะช่วยเจ้าไปฆ่าเจ้าไม้ได้”
ทิวาหลงเชื่อคำเวตาลที่จะได้เป็นใหญ่ เขาเริ่มอยากจะมอบวิญญาณให้เวตาลซะแล้ว เวตาลอมยิ้มที่เห็นทีท่าทิวาอยากจะมอบวิญญาณให้ตน
ส่วนอบเชยขณะนั้นเธอกำลังอ่านเรื่องการดูดวิญญาณของเวตาล
“เวตาลจะสามารถดูดวิญญาณของคนที่มอบวิญญาณให้เวตาลได้เท่านั้น ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อเวตาลได้ดูดวิญญาณแล้ว จะมีอำนาจมากพอจนสามารถแปลงเป็นคนๆ นั้น จึงดูคล้ายกับว่ามนุษย์
คนนั้นจะกลายเป็นคนที่มีอำนาจเหนือธรรมดา ...จึงมีมนุษย์หลายคนเข้าใจผิด ยอมมอบวิญญาณให้เวตาล ทั้งที่ความจริงแล้ว เมื่อมอบวิญญาณให้เวตาลแล้ว ก็จะกลายเป็นร่างที่ไร้ลมหายใจไปเท่านั้นเอง ...ตายเลยเหรอ” อบเชยหน้าเครียดเมื่อรู้ว่าต้องตาย เธอเปิดไล่หาวิธีแก้ไข “ไม่มีวิธีแก้เลยรึไงเนี่ย วิธีฆ่ามันก็ได้”
อบเชยเปิดหาทั้งเล่ม แต่ก็ไม่มี อบเชยท้อ
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเมฆกำลังทำความสะอาดบ้าน ไม้เดินเข้ามาในบ้าน
“กลับมาแล้วเหรอ”
“ชั้นมีของบางอย่าจะให้พ่อ”
“อะไรเหรอ”
“นี่ครับ” ไม้ยื่นไม้ตะพดให้เมฆ
“นี่มัน...”
“ของๆ พ่อ ผมคืนให้ ผมไม่ใช่ทายาทของพ่อ ผมคงสืบทอดทายาทลูกผู้ชายให้พ่อไม่ได้”
“มานี่สิไม้ พ่อก็มีอะไรจะให้เหมือนกัน” เมฆพาไม้มานั่ง หยิบชุดลูกผู้ชายที่ไม้เคยพับคืนไว้ให้เมฆ ส่งคืนให้ไม้ “มันเป็นของเธอ”
“ชั้นรับไว้ไม่ได้หรอก พ่อก็รู้ดีว่าผมเป็นลูกของพันเทพ คนที่ก่อปัญหามากมายให้ชุมชนนี้ ชั้นเป็นลูกผู้ชายไม่ได้ แล้วสาเหตุที่สลับตัวผมกับทิวาก็เห็นอยู่ว่าพันเทพอยากได้ไม้ตะพดวิญญาณขนาดไหน ถ้าพ่อยกให้ผมมันก็จะเข้ากับแผนพันเทพทุกอย่าง”
“ก็ใช่ ต่างตรงแค่ตัวลูกเองจะยอมยกไม้ตะพดวิญญาณให้กับพันเทพรึเปล่า พ่อให้ลูกเป็นคนตัดสินใจเพราะมันเป็นของลูกแล้ว”
“พ่อ...”
ไม้และเมฆโผเข้ากอดกัน เสียงปรบมือดังมาจากด้านหลังพันเทพเดินเข้ามา
“ซาบซึ้งกินใจจริงๆ”
เมฆ ไม้ หันไปมอง เป็นพันเทพที่เดินเข้ามา
“พันเทพ”
“ชั้นมาได้จังหวะพอดีเลยสินะ ตั้งใจจะมาดูหน้าลูกซักหน่อย ไม่คิดว่าจะเจอภาพอะไรที่ซึ้งขนาดนี้”
ทางด้านอบเชยขณะนั้นเธอเดินซึมกลับมาบ้าน เวตาลก็ปรากฎตัวขึ้นมา
“เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอกสาวน้อย เจ้าตีตราวิญญาณของเจ้าให้เป็นของข้าแล้ว”
“ชั้นรู้…แต่ชั้นขอเวลาร่ำลาคนที่ชั้นรักก่อนไม่ได้เหรอ”
“คิดว่ายื้อไป ข้อตกลงระหว่างเราจะเป็นโมฆะรึ”
“ไม่ต้องมาย้ำหรอกน่า ชั้นขอเวลาแค่สั้นๆ ไม่นานหรอก แล้วชั้นจะไปหาแกถึงที่เลยไม่ต้องมาคอยตามชั้นแบบนี้”
“เอาล่ะ…ข้าจะรอ ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าใครจะมาหาข้าก่อน”
“ใครมาหาแกก่อนเหรอ หมายความว่าไง”
ร่างเวตาลค่อยๆ จางหายไปกับอากาศ ทิ้งปริศนาไว้กับอบเชย อบเชยถอนหายใจ
ส่วนที่บ้านเมฆ พันเทพกำลังชวนไม้ให้กลับไปอยู่กับเขา
“ไม้ กลับบ้านกับพ่อ พ่อจากลูกมายี่สิบปีขอเวลาให้พ่อได้ใกล้ชิดลูกบ้าง”
“ชั้นไม่พร้อมที่จะไปไหนทั้งนั้น”
“แต่พ่อคิดถึงลูก อยากใกล้ชิดกับลูก”
“ถ้าคิดถึง ทำไมถึงทำ ทำไมถึงปล่อยให้ผมโตมากับคนอื่นล่ะ”
“โธ่ลูก อย่าน้อยใจไปเลย” พันเทพมองเห็นไม้ตะพดในมือไม้ เขาตื่นเต้นดีใจ “ลูกช่วยบอกพ่อทีว่าในมือลูกนั่นมัน...”
“มันไม่ใช่ของคนบาป”
“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง มันกลายเป็นของลูกของพ่อแล้วจริงๆ ไม้ตะพดวิญญาณ ส่งมันมาสิลูก ส่งมาให้พ่อแท้ๆ ของลูก ไม่ว่าลูกจะเกลียดพ่อยังไง พ่อก็เป็นคนทำให้ลูกเกิดมา ลูกจะไม่ทดแทนบุญคุณพ่อหน่อยเหรอ ส่งไม้มาให้พ่อสิลูก”
ไม้นิ่งคิด เมฆและพันเทพต่างลุ้นในสิ่งที่ไม้จะตัดสินใจ
อีกด้านหนึ่งอบเชยกำลังนั่งซึมอยู่ในบ้าน โศกเศร้ากับชีวิตตัวเองที่จะต้องจากไป ศรนารายณ์เปิดประตูเข้ามา
“ไงลูกพ่อ เหนื่อยมั้ยวันนี้” อบเชยโผเข้าไปกอดพ่อ แน่นเหมือนไม่อยากจากไปไหน “เป็นอะไรลูก ไม่สบายเหรอ”
“ชั้นรักพ่อนะ”
“นี่มาอารมณ์ไหนเนี่ย ซึ้งมาเชียว”
อบเชยไม่กล้าบอกศรนารายณ์เรื่องเวตาล
ส่วนที่บ้านเมฆ เมฆกับพันเทพกำลังลุ้นกับการตัดสินใจของไม้
“คุณรักผมอย่างที่คุณพูดจริงๆ เหรอ” ไม้ถามพันเทพ
“เธอเป็นลูกชั้น ทำไมชั้นจะไม่รักเธอล่ะไม้”
“ถ้างั้น ทำไมคุณไม่ส่งไม้ตะพดเลือดของคุณมาให้ผมล่ะ หรือผมไม่คู่ควรพอ”
“เธอยังเด็กเกินไปที่จะดูแลไม้ตะพดถึงสองอัน”
“หึหึ ไม้ตะพดนี่พ่อเมฆยกให้ผม โดยที่ไม่สนใจว่าผมจะยกไม้ตะพดวิญญาณนี่ให้คุณหรือไม่ พ่อเมฆให้ผมตัดสินใจทุกอย่างเอง”
“ก็เพราะมันโง่ยังไงล่ะ”
“คุณเรียกคนแบบนี้ว่าโง่เหรอ แล้วแบบไหนที่เรียกว่าฉลาด คนที่เลือกไม้ตะพดแล้วปล่อยให้ลูกตัวเองตกเหวลงไปตายงั้นเหรอ” พันเทพนิ่ง เถียงไม่ออก “ผมเกือบตายเพราะพ่อแท้ๆ ของตัวเอง แต่คนที่ยอมเอาชีวิตเข้าเสี่ยง ยอมกินสมุนไพรเพื่อให้ตัวเองมีแรงมาช่วยผมไว้ จนตัวเองต้องมาความจำเสื่อมก็คือพ่อเมฆ แล้วแบบนี้คุณคิดว่าผมควรจะให้ไม้ตะพดวิญญาณกับคุณอีกงั้นเหรอ”
“เธอต้องให้โอกาสชั้นพิสูจน์ตัวเองบ้างสิไม้”
“ผมให้โอกาสคุณมาตลอดชีวิตผมแล้ว คุณก็ยังทำได้แค่นี้ ผมไม่ให้โอกาสคุณอีก ถ้าคุณอยากได้ไม้ตะพดนี่นัก คุณก็ต้องแย่งมันไปจากมือผมเอง”
“ถ้าเธอเลือกจะทำแบบนั้น เธอจะเสียใจไปตลอดชีวิต”
“ไม่มีอะไรน่าเสียใจเท่ากับการมีสายเลือดเดียวกับคุณ”
“ไม้! ได้ ชั้นจะแย่งมันมาจากเธอให้ได้”
ไม้กับพันเทพเริ่มต่อสู้กันอีกครั้ง อย่างดุเดือด แต่แล้วไม้ก็เพลี่ยงพล้ำให้พันเทพจนได้ เพราะพันเทพแกล้งว่าเขาเจ็บแปลบที่หัวใจ ไม้ชะงักเป็นห่วง จึงโดนฤทธิ์ไม้ตะพดเลือดจนนอนนิ่งสลบ พันเทพเกือบจะคว้าไม้ตะพดวิญญาณไปจากมือไม้ได้อยู่แล้ว แต่เมฆก็เข้ามาช่วยผลักพันเทพกระเด็นออกไป เมฆฉวยตะพดวิญญาณเตรียมพร้อมสู้กับพันเทพ
“เจ้าของเค้าไม่ให้ ก็ยังจะดื้อเอาให้ได้นะ แกนี่มันทุเรศจริงเจ้าเล่ห์แม้แต่กับลูกตัวเอง”
“ได้...ชั้นยังไม่เอาวันนี้ก็ได้ แต่ยังไงชั้นก็ต้องได้มันอยู่ดี เพราะว่าถ้าแกไม่เอาไม้ตะพดวิญญาณมาให้ชั้น ทิวาลูกของแกได้ตายแทนแกแน่”
“อย่าทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นนะ”
“แกก็คิดเอาเองละกันว่าชั้นกล้ามั้ย”
พันเทพเดินจากไป เมฆเป็นห่วงไม้รีบไปดูแล
“ไม้ ไม้ เป็นยังไงบ้างลูก”
ไม้ยังสลบอยู่แบบนั้น ทิวาแอบดูเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นเขากำหมัดแน่น ทั้งเจ็บทั้งแค้นที่ทุกคนสนใจแต่ไม้
เวลาผ่านไป ไม้ค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นจึงเห็นอบเชยกำลังเช็ดตัวให้เค้าอยู่
“ไม้ฟื้นแล้วเหรอ”
“พ่อล่ะ”
“ลุงเมฆออกไปหาซื้อยา เลยให้ชั้นคอยดูแลไม้แทน ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลยปล่อยให้ไอ้พันเทพมันทำรุนแรงขนาดนี้ได้ยังไง”
“ใครอยากให้เป็นแบบนี้ล่ะ”
“นี่ถ้าชั้นไม่อยู่ ไม้ต้องสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้นะ”
“พูดเหมือนว่าจะไปไหน”
“คนอย่างชั้นจะไปไหนได้”
“นั่นสิ”
“ชั้นต้มยามาไว้แล้วนะ แล้วชั้นก็เขียนวิธีไว้ให้หากว่าไม้อยากจะต้มกินเอง”
“อืม”
อบเชยยื่นกระดาษที่พับรูปหัวใจที่ไม้เคยพับให้เธอ ให้ไม้
“ชั้นอยากให้ไม้เก็บไว้”
“ก็นี่ชั้นพับให้เธอไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ แต่ชั้นอยากให้ไม้เก็บไว้ จะได้คิดถึงชั้นบ้างเวลาที่ไม่เจอกันไง”
“นี่เป็นอะไรเนี่ย”
“แล้วถ้าเกิดไม้อยากมองผู้หญิงคนไหน...ไม้ก็...” น้ำตาอบเชยไหลออกมา แต่อบเชยยังฝืนใจพูด
“มองได้นะ ถ้าถูกใจก็เป็นแฟนกัน แล้ว...”
“นี่เธอพูดอะไร ชั้นงงไปหมดแล้ว”
“ไม่มีอะไรหรอก ชั้นคงต้องไปแล้วนะ”
อบเชยลุกจะเดินไป ไม้ดึงมือเธอไว้
“เธอจะไปไหน ทำไมต้องพูดอะไรแบบนั้นด้วย ชั้นไม่ชอบเลย”
“ปล่อยเถอะ ถ้าชั้นเห็นหน้าเธอนานกว่านี้ ชั้นอาจจะไปไหนไม่ได้”
ไม้ดึงอบเชยมากอดไว้
“ชั้นไม่ให้เธอไปไหนทั้งนั้น เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ชั้นเจอเรื่องแย่ๆ แค่ไหน แล้วใครจะอยู่ข้างๆ ชั้นล่ะ”
“ชั้น...ต้องไปแล้วล่ะสายแล้ว เดี๋ยวจะเรื่องใหญ่ ชั้นขอโทษนะไม้ที่ผิดสัญญาที่ว่าจะอยู่ข้างๆ เธอตลอดไป”
อบเชยผลักตัวเองออกจากไม้แล้ววิ่งออกไป ไม้จะลุกตามก็ยังมึนหัวอยู่
“อบเชย กลับมาก่อน”
อบเชยวิ่งมาตามถนนน้ำตาริน
“ขอโทษนะไม้ ชั้นยอมตายซะดีกว่าที่จะมอบวิญญาณให้เวตาล อย่างน้อยชั้นอาจจะยังมีความทรงจำเกี่ยวกับเธอหลงเหลืออยู่บ้าง”
ทางด้านพันเทพเมื่อกลับมาจากบ้านเมฆ พันเทพนั่งเครียดอยู่ในห้องทำงาน ทิวาเปิดประตูเข้ามา
“พ่อไม่มีทางได้ครอบครองไม้ตะพดวิญญาณหรอก”
“ใครอนุญาตให้แกเข้ามาในห้องชั้น”
“พ่อจำคำผมไว้ พ่อไม่มีวันได้ไม้ตะพดวิญญาณ คนที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งลูกของตัวเองน่ะ ไม่มีทางมีความสุขหรอก สุดท้ายพ่อก็จะตายไปกับความเห็นแก่ตัวของตัวเอง”
พันเทพลุกขึ้นมาตบทิวาจนหน้าหัน
“ชั้นทนเลี้ยงแกมาตั้ง 20 ปี ไม่ได้ให้แกมาด่าชั้นฉอดๆ แบบนี้ แกขนของออกจากบ้านชั้นไปเลยนะไปอยู่กับพ่อแกโน่น แต่ชั้นก็ไม่แน่ใจหรอกนะ ว่ามันจะอยากให้แกไปอยู่ด้วยรึเปล่าเพราะเวลานี้แกก็แค่คนที่ไม่มีใครต้องการ”
“พ่อ”
“ไม่ต้องมาเรียกชั้นว่าพ่อ ไสหัวไป”
ทิวาเจ็บแค้นกับสิ่งที่พันเทพพูด เขาหันหลังเดินจากพันเทพไปโดยไม่หันมามอง
อบเชยเดินมาที่ชายป่าซึ่งเป็นที่อาศัยของเวตาล แม้ว่าจะไม่อยากมาที่นี่นักแต่อบเชยก็เดินอย่างใจกล้าเข้าไป
“เวตาล...ชั้นมาแล้ว แต่อย่าหวังว่าแกจะได้สิ่งที่ต้องการ”
ไม่มีเสียงตอบโต้ใดๆ จากเวตาล แต่อบเชยเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ที่ชายป่าอีกด้านมีแสงสว่างบางอย่างส่องมาเรืองๆ อบเชยเดินไปที่บริเวณนั้น พอเธอชะโงกไปดู แสงบางอย่างที่จ้ามากก็สว่างเข้าตาเธอจนมองไม่เห็นอะไร
อบเชยตื่นขึ้นมาในสถานที่สีขาวโพลน เธอค่อยๆ ลุกจากพื้น มองไปด้านไหนก็มีแต่สีขาวไปหมด
“ที่นี่ที่ไหนเนี่ย ชั้นตายไปแล้วใช่มั้ย” อบเชยไล่เดินอยู่ในห้องขาวๆ ห้องนั้น “นี่เป็นภายในจิตใจของเวตาลงั้นเหรอ”
อบเชยได้ยินเสียงฝีเท้าค่อยๆ ก้าว ดังจางๆ ค่อยๆ เข้ามาหาเธอ เป็นท่านฤๅษีนั่นเอง
“ท่านฤๅษี นี่ชั้นตายไปแล้วจริงๆ”
“อย่าเพิ่งจินตนาการไกลไปกว่าความจริง”
“ท่านฤๅษี ก็ถูกดูดวิญญาณมาเหมือนกันเหรอ”
“เปล่า…”
“แล้วท่านมาอยู่ในนี้ได้ยังไง”
“ข้าไม่ได้อยู่ที่ใดที่หนึ่ง”
“หมายความว่าไง”
“วันนี้ข้าตั้งใจมาพบเจ้า เจ้าดูนี่สิ”
ฤๅษีโบ้ยมือไปที่ผนัง ภาพบางอย่างก็ปรากฎขึ้นพร้อมกับแสงจ้า ภาพที่เหมือนกับฉายหนังนั้น ค่อยๆ ใหญ่ เต็มจอ จนเห็นทิวาที่หน้าตามุ่งมั่น ใจเต็มไปด้วยความแค้น เข้ามาหาเวตาล
“เวตาล เวตาลอยู่ไหน”
เวตาลปรากฏตัวขึ้น
“เจ้า ไม่ใช่นางที่นัดหมายกับข้า”
“ชั้นไม่สนว่าแกจะนัดใครไว้ แต่หากการมอบวิญญาณให้แกทำให้ชั้นยิ่งใหญ่จริงๆ แล้วละก็ แกต้องดูดวิญญาณชั้นเดี๋ยวนี้”
“แม้ว่าจิตของเจ้าจะเป็นทาสของข้าไปชั่วกัปชั่วกัลป์งั้นเหรอ”
“ชั้นไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้ว มีชีวิตอยู่แล้วก็ตายไปอย่างที่ไม่มีใครรัก มันจะมีค่าอะไรล่ะ ให้ชั้นได้กลายไปเป็นพญาเวตาลผู้ยิ่งใหญ่ดีกว่า”
ทิวาแน่วแน่กับสิ่งที่ตัวเองพูด เวตาลแสยะยิ้ม
ทิวานอนราบกับพื้น เวตาลเดินวนรอบตัวเค้าท่องบางอย่างปากขมุบขมิบ เวตาลเอามือของตนจับที่หน้าผากทิวา แรงบางอย่างสว่างขึ้นรอบตัว...ภาพที่ฉายบนผนังสีขาวหายไป อบเชยยังอยู่กับฤๅษี
“หมายความว่า ทิวาโดนดูดวิญญาณแทนชั้น”
“ใช่”
“ความคิดโง่ๆ”
“คนบางคนยอมตายไปกับอำนาจแม้จะรู้ว่ามันเอาติดตัวไปไม่ได้”
“ขอบคุณท่านฤๅษีที่มาช่วยชั้น”
“ช่วยเหรอ” ฤๅษีหัวเราะ
“มีเรื่องอะไรน่าหัวเราะงั้นเหรอ” ฤๅษียิ้ม “ท่านมีลับลมคมใน”
“ข้าหัวเราะให้กับอนาคต”
“อนาคตอะไร อนาคตของชั้นงั้นเหรอ ท่านรู้อนาคตของชั้น?”
“โชคชะตามักเล่นตลกกับคนนะ ว่ามั้ย”
“หมายความว่าไง”
“ข้าต้องไปแล้ว”
“บอกมาก่อนสิ อนาคตของชั้นจะเป็นยังไง”
“มันเรื่องของเจ้า เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง”
แสงสีขาวจ้าเข้ามาอีกครั้ง อบเชยค่อยๆ รู้สึกตัวและพบว่าตัวเองอยู่ที่บ้านและคนแรกที่เขาเห็นก็คือไม้
“ฟื้นแล้วเหรออบเชย”
“นี่ชั้นฝันไปอีกรึเปล่าเนี่ย”
“ไม่ได้ฝันหรอก ชั้นเป็นห่วงเธอเลยตามไปที่บ้านแล้วชาวบ้านก็มาแจ้งว่าเห็นเธอนอนสลบอยู่ที่ชายป่า เธอไปทำอะไรที่นั่นน่ะอบเชย”
อบเชยคิดทบทวนโผเข้ากอดไม้ ดีใจเหลือเกินที่ได้กลับมาหาไม้อีกครั้ง ศรนารายณ์เดินเข้ามาในห้องพอดี
“เฮ้ยๆๆ น้อยๆหน่อยอบเชย”
อบเชยกับไม้ผละออกจากกันอายๆ
ขณะนั้นร่างของทิวายังนอนแน่นิ่งอยู่ที่ชายป่า เวตาลมองร่างทิวา แล้วเดินหันหลังจากมาด้วยท่าทีที่ผยองกับความสมบูรณ์ของร่างกายตน เมื่อจะเดินออกชายป่าเวตาลค่อยๆ กลายร่างเป็นทิวา
ทิวาเดินเข้ามาในห้องของตนด้วยท่าทีเหมือนเวตาลต่างจากทิวาคนเก่า แต่พอผ่านกระจกก็เห็นว่าเงาสะท้อนคือเวตาล เงาสะท้อนเวตาลในกระจกพูด
“ในที่สุดข้าก็กลับมาเป็นพญาเวตาลผู้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง”
เสียงเคาะประตูห้องทิวาดังขึ้น ทิวาเดินไปเปิด
“พี่ทิวาคุยอยู่กับใคร ชั้นได้ยินเสียงประหลาดๆ” แพรวาถาม
“เปล่านี่”
“แพรวาจะไปทำบุญซักหน่อย ไปทำด้วยกันมั้ย”
ทิวาส่ายหน้า
ที่วัดขณะนั้นเจ๊กีพาไกรมาทำบุญถวายสังฆทานกับหลวงพ่อ
“ขอให้ทุกข์โศก โรคภัย หายไปซะทีนะคะ”
เจ๊กีมองหน้าไกร ไกรมีสีหน้าไม่ค่อยอยากมาเจอหลวงพ่อนัก
“โยมไกรเป็นอะไร ไม่ค่อยอยากมาทำบุญเรอะดูทำหน้าเข้า” หลวงพ่อถาม
“เปล่าครับ” ไกรมองไปทางอื่น
“เห็นแล้วนึกถึงโยมตอนบวชเป็นเณรนะ ร้องไห้งอแงไม่ยอมบวช แต่พอได้บวชแล้วกลับหัวไว ศึกษาธรรมะเข้าใจกว่าพระบางรูปซะอีก”
“อย่าพูดถึงอะไรที่ผ่านไปแล้วเลยครับหลวงพ่อ มองไปข้างหน้าดีกว่า”
“โยมได้ฝึกสมาธิอย่างที่อาตมาได้สอนอยู่มั้ยโยมไกร”
“งานเยอะน่ะครับ ไม่ค่อยได้ปลีกตัวไปทำอะไรหรอก”
“หาเวลาฝึกหน่อยก็ดีนะโยม จิตใจที่ไม่ตั้งมั่น ทำให้เป็นทุกข์”
ไกรเงียบ ไม่ตอบ
“เดี๋ยวอั๊วจะช่วยอาไกรหาเวลาว่างให้มาเยี่ยมหลวงพ่อ มาฝึกซะที่นี่เลยดีมั้ย”
“ไม่ต้องหรอกม้า ยุ่งยากเปล่าๆ”
หลวงพ่อกับเจ๊กีมองหน้ากัน กับท่าทีของไกรที่เปลี่ยนไป
“ไม่มีอะไรยุ่งยากหรอกโยม อยู่ที่ว่าใจเราจะเห็นว่ามันยุ่งยากรึเปล่า”
“หลวงพ่อนี่ก็พูดอะไรเหมือนๆ เดิมนะ สิบกว่าปีผ่านไป ตั้งแต่ผมยังเป็นเณรหลวงพ่อก็พูดแบบนี้ จนเดี๋ยวนี้ก็ยังพูดเหมือนเดิม”
“อะไรที่เป็นสัจธรรม มันไม่เคยเปลี่ยนหรอกโยม”
“หลวงพ่อเคยออกไปดูโลกภายนอกบ้างรึเปล่า มันเปลี่ยนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว โจรขึ้นบ้านมันมีทุกวัน ฆ่าข่มขืน ฉกชิงวิ่งราว คนมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว มีแต่คนเลวๆ เต็มไปหมด ความดีรับมือมันไม่ได้หรอก”
“ทำไมลื้อพูดยังงั้นละอาไกร นี่กับหลวงพ่อนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกโยม การแลกเปลี่ยนทัศนะเป็นสิ่งที่พึงกระทำ …ไม่มีเวลาฝึกสมาธิ หัดประคองสติไว้นะโยม”
ไกรมีสีหน้าเบื่อๆ เจ๊กีมองไกรอย่างไม่สบายใจ
“อาไกร ลื้อออกไปเดินเล่นข้างนอกก่อนไป อั๊วขอปรึกษาเรื่องอะไรกับอาตมาซักหน่อย”
“ลาละครับ”
ไกรเดินออกไปอย่างไม่ใยดี เหมือนลำบากใจที่จะอยู่มานานแล้ว
“ดูสิคะหลวงพ่อ อีเปลี่ยนไปมาก อั๊วไม่รู้จะทำยังไง”
“โมหะ โทสะอาจกำลังครอบงำในใจ”
“แล้วควรต้องทำยังไงคะ”
ไกรออกมาเดินเล่นบริเวณที่รถตนจอดอยู่ ก็เห็นรถแพรวาเข้ามาจอดพอดี แพรวาถือถุงสังฆทานลงมาจากรถ เด็กวัดหนุ่มมาช่วยแพรวายกไกรแอบมองแล้วหึง
“ขอบใจมากนะจ้ะ”
“ผมขอลายเซ็นคุณแพรวาได้มั้ยครับ”
“เอาไปทำไม ชั้นไม่ใช่ดาราซักหน่อย”
“ก็คุณแพรวาสวยนี่ครับ”
เด็กวัดยื่นกระดาษให้แพรวาเซ็น แพรวารับมาเซ็นให้ เด็กวัดได้ลายเซ็นก็รีบวิ่งไปอย่างดีใจ แพรวามองยิ้มๆ
“แม้แต่เด็กวัดก็ยังไม่เว้น”
แพรวาหันมามองไกร
“ชั้นเป็นคนน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
ไกรมองของทำบุญของแพรวา
“เกิดจะกลัวบาปที่ทำไว้ขึ้นมาละสิ ถึงได้เหยียบเข้าวัดได้”
“คุณเปลี่ยนไปมากนะคะไกร”
“อยากรู้มั้ยว่าเหตุผมที่ผมเปลี่ยนไป ใครเป็นคนทำ”
“ถ้าเป็นเพราะชั้น ชั้นก็”
“รู้ตัวด้วยเหรอ...”
“ไกรคะ ทั้งหมดมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ ตอนนี้ชั้นกับไม้ก็แทบจะไม่ได้เจอกัน”
“มันเรื่องของเธอสองคน มาบอกชั้นทำไม”
แพรวาเข้าไปจับมือไกร
“คุณไกร ได้โปรด...ฟังชั้นอีกซักครั้ง ชั้นไม่ชอบให้คุณเป็นแบบนี้เลย”
ไกรสะบัดมือแพรวา
“เธอนี่มันมารยาดีจริงๆ นี่ขนาดในวัดนะ เธอยังกล้าจับมือถือแขนผู้ชาย”
“คุณจะให้ชั้นทำยังไง ทำอะไรก็ผิดไปหมด”
“ชั้นว่าที่นี่ไม่เหมาะกับเธอหรอก”
ไกรฉุดกระชากแพรวาขึ้นรถของแพรวาเอง
“คุณจะทำอะไรน่ะ”
“ผมก็จะพาคนเลวๆ อย่างคุณไปที่ที่เหมาะกับคนอย่างคุณไง”
“อย่านะ”
ไกรขับรถแพรวาออกไป โดยมีแพรวานั่งไปด้วย
“คุณจะพาชั้นไปไหนกันแน่” แพรวาถามอย่างแปลกใจ
“ไปที่ที่คนอย่างคุณควรจะอยู่ไง”
ไกรเหยียบคันเร่งแทบมิด
ไกรขับรถเข้ามาจอดในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง แพรวาหันมามองไกรอย่างตกใจ
“คุณพาชั้นมาที่นี่ทำไม”
“มันเป็นที่ที่เหมาะกับผู้หญิงอย่างคุณไง”
ไกรลงจากรถ แล้วลากแพรวาเข้าไปในห้อง แพรวาพยายามดิ้นแต่ก็ไม่สำเร็จ
ไกรฉุดกระชากลากถูแพรวาเข้ามาในห้อง แพรวาเริ่มไม่ไหวกับไกร เธอสะบัดมือให้หลุด
“คุณเป็นบ้าอะไรคะไกร คุณไม่ใช่คนที่รังแกผู้หญิงแบบนี้”
“อย่ามาบอกว่าผมควรจะเป็นคนยังไง ทั้งที่คุณก็ไม่ดีกว่าผมซักเท่าไหร่ ชอบไม่ใช่เหรอโรงแรมน่ะ นอนกับใครมากี่ครั้งแล้วล่ะ วันที่ผมตื่นมาไม่รู้เรื่องที่นี่คงเป็นเพราะคุณวางยาสินะ”
“ชั้นเปล่า นั่นเป็นเพราะ...”
“จะอ้างคนอื่นอีกละสิ ไม่เบื่อรึไง แก้ตัวอะไรเดิมๆ”
“ไกร ถ้าคุณจะทำแบบนี้เพื่อให้ชั้นรู้สึกเจ็บปวด เหมือนที่คุณรู้สึก ชั้นจะบอกว่าคุณทำสำเร็จแล้ว จริงๆ คุณแค่อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ชั้นก็เจ็บปวดมากพออยู่แล้ว”
“ผมจะบอกอะไรให้นะ ว่าตอนนี้ผมรู้สึกรังเกียจคนแบบคุณมาก สิ่งที่ผมแสดงออกยังไม่เท่าที่ผมรู้สึก และความเจ็บปวดที่คุณรู้สึกอยู่น่ะ ผมว่าไม่พอ ผมจะทำให้คุณเจ็บยิ่งกว่านั้น”
ไกรลากแพรวาขึ้นเตียง แพรวาพยายามดิ้นสุดชีวิตแต่ไม่ทีท่าว่าไกรจะยอมลามือ
“คุณไกรพอเถอะ พอเถอะ”
“ทำไม ผมมันสู้ไอ้ไม้ไม่ได้ตรงไหน”
“ไม้ไม่เคยดูถูกชั้นอย่างที่คุณกำลังทำนี่”
“ดี...งั้นผมจะทำยิ่งกว่าดูถูกซะอีก”
แพรวาสู้แรงไกรไม่ไหว
เวลาผ่านไป...แพรวาซุกตัวในผ้าห่มร้องไห้ไม่หยุดไกรเองก็รู้สึกผิดแต่เขาก็กลบมันด้วยความก้าวร้าว
“เงียบซะทีเถอะน่า”
“คุณช่วยฆ่าชั้นให้ตายไปเลยยังดีกว่า”
“อย่ามาทำแบบนี้น่า ทำอย่างกับเรายังไม่เคย”
“ทำไมชั้นต้องมารับในสิ่งที่ชั้นไม่ได้ทำด้วย” ไกรรู้สึกผิดลึกๆ “คุณคิดว่าชั้นไม่มีหัวใจรึไง ทำไมชั้นไม่เกลียดคุณไปตั้งแต่แรก”
แพรวาร้องไห้สะอึกสะอื้น
ไกรขับมาส่งแพรวาที่หน้าบ้าน แพรวาซังกะตายไม่พูดอะไรซักคำ
“เข้าไปสภาพนี้ เดี๋ยวคนก็รู้หมดหรอก”
“ชั้นมีอะไรต้องเสียอีกเหรอ”
“ผมไปละ”
“ต่อไปนี้ชั้นจะพยายามเกลียดคุณ เหมือนกับที่คุณเกลียดชั้น”
ไกรชะงักกับคำพูดที่เย็นชาของแพรวา เขาลงจากรถไปด้วยสีหน้ากังวล
ขณะนั้นพันเทพอยู่ในห้องทำงาน พันเทพกำลังทำความสะอาดไม้ตะพดเลือด แววตาพันเทพยังโลภที่จะได้ครอบครองไม้ตะพดวิญญาณ
“ทำไมชั้นจะไม่มีวันได้ครอบครองไม้ตะพดวิญญาณ ชั้นทำทุกอย่างมาขนาดนี้แล้ว มันต้องเป็นของชั้น”
เวตาลในคราบทิวาแอบดูพันเทพกับไม้ตะพด ใจอยากได้ไม้ตะพดเลือดใจจะขาด พันเทพรู้สึกตัวว่ามีคนแอบมองอยู่ เขาหันไปดูที่ประตูก็ไม่เห็นใคร

พันเทพไม่ทันสังเกตเงาสะท้อนในกระจกที่เห็นเป็นเวตาลมองเขาอยู่ แม้จะไม่มีร่างทิวายืนอยู่
ราตรีเดินผ่านหน้าห้องแพรวาได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น ราตรีชะงักฟังให้แน่ใจ แล้วเธอจึงเปิดประตูเข้าไป ในขณะที่แพรวานอนร้องไห้เอาหน้าซุกหมอนอยู่บนเตียง

“เธอเป็นอะไรของเธอน่ะแพรวา”
แพรวาไม่เงยหน้ามามองราตรี
“ไป ออกไป”
“อกหักรึไง”
“บอกให้ออกไป ชั้นไม่อยากเห็นหน้าเธอ”
“บ้า คนมาถามดีๆ แท้ๆ”
ราตรีออกจากห้องไปแล้วปิดประตูปังอย่างไม่พอใจ
ราตรีเดินเข้าไปในห้องครัว เห็นทิวาด้านหลังกำลังก้มหน้าทำอะไรบางอย่างหน้าตู้เย็น
“พี่ทิวาทำอะไรน่ะ”
ทิวาหันหน้ามาราตรีถึงกับกรี๊ด เพราะทิวากำลังกินเนื้อสดๆ คาบอยู่ในปาก
“กรี๊ดดดดด”
“ข้าหิว”
“หิวแล้วทำไมไม่ให้แม่บ้านเตรียมอาหารให้ล่ะ”
ทิวาจัดแจงเอามือเช็ดปากแต่ก็ยังดูสกปรกอยู่ดี
“อิ่มแล้ว”
ทิวาเดินออกจากห้องไป ปล่อยราตรียืนช็อคมองตามอย่างขยะแขยง
พันเทพยังอยู่ในห้องทำงานและกำลังเครียดกับเรื่องไม้ จึงคุยกับรูปถ่ายทิพย์
“ทำไมลูกถึงไม่ยอมให้ไม้ตะพดกับผมล่ะทิพย์ ลูกของเรามันรักคนอื่นมากกว่าผม แต่ผมจะไม่ยอมให้มันจบแบบนี้หรอกยี่สิบปีที่ผมอดทนรอ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ต้องแลกด้วยอะไรผมก็จะเอาไม้ตะพดวิญญาณนั่นมาให้ได้”
ราตรีเปิดประตูพรวดเข้ามาในห้อง โดยไม่เคาะประตู
“พ่อคะ พี่ทิวา...”
พันเทพรีบเอารูปทิพย์เก็บเข้าลิ้นชัก
“ทำไมไม่รู้จักเคาะประตู”
“ขอโทษค่ะ แต่พี่ทิวา...”
“ทิวามันจะเป็นอะไรก็ช่างมัน”
“ห๊า...”
“แล้วเราล่ะ งานการที่วินรถตู้ได้เข้าไปดูบ้างรึเปล่า มัวแต่เถลไถลไปวันๆ นั่นล่ะ” ราตรีจ๋อย “ออกไปได้แล้วไป พ่อจะทำงาน”
“ค่ะ”
ราตรีเดินออกจากห้องไป ราตรีออกมายืนอยู่หน้าห้องไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้าน
“นี่คนบ้านนี้มันเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย ไม่มีใครปกติซักคนชั้นจะบ้าตาย”
อีกด้านหนึ่งที่ห้องทำงานของไกร ไกรนึกถึงคำพูดของแพรวาที่ว่า “ชั้นจะพยายามเกลียดคุณให้เหมือนที่คุณเกลียดชั้น” และนึกถึงที่ตัวเองปล้ำแพรวา ไกรสับสนในตัวเองจึงอาละวาด กวาดข้างของบนโต๊ะจนเสียงดังเอะอะ เจ๊กีเปิดประตูเข้ามา
“เสียงอะไรเอะอะน่ะ...” เจ๊กีเห็นสภาพห้องทำงานไกร “นี่ลื้อเป็นอะไรของลื้ออาไกร ทำไมอาละวาดข้าวของพังแบบนี้ ลื้อไม่เคยก้าวร้าวแบบนี้นะ” ไกรนิ่งรู้สึกผิดที่ทำลงไป “ลื้อมีเรื่องอะไรเล่าให้ม้าฟังสิ เก็บไว้คนเดียวทำไม”
“ไม่มีอะไรครับ”
เจ๊กีถอนหายใจอย่างเป็นห่วง
คืนเดียวกันนั้นเมฆนอนครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งที่พันเทพได้พูดทิ้งไว้...ถ้าไม่ให้ไม้ตะพดวิญญาณกับพันเทพ พันเทพจะฆ่าทิวาซะ...เมฆนอนอย่างกลุ้มใจหันไปมองไม้ตะพดที่ไม้เอามันวางไว้ข้างตัวไม่ห่าง แล้ว มองหน้าไม้ ไม้หลับอยู่ ไม้นอนหลับพลิกตัวหันหลังเหมือนนอนดิ้น
“พ่อจะทำไงดี ทิวา”
ไม้ที่นอนพลิกตัวเหมือนหลับอยู่นั้น ลืมตาขึ้นมาเมื่อได้ยินสิ่งที่เมฆพูด รู้สึกน้อยใจอยู่ลึก
เมฆดูจดหมายนัดเจอที่พันเทพส่งมาไว้ ในกระดาษเขียนไว้ว่า โกดังร้าง บ่ายโมง แล้วลงชื่อ พันเทพ เมฆขยำกระดาษกำแน่น
ส่วนทิวาเขากระวนกระวายเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง ท่าทางคล้ายเวตาล ทิวาเปิดหน้าต่างจะปีนออกไป เสียงกอกแก๊กหน้าประตูห้องดังขึ้นทิวารีบกระโดดขึ้นเตียงทำเป็นหลับ พันเทพเปิดเข้ามา พันเทพมองทิวาทิวาที่หลับแล้วพูดขึ้นมาว่าง
“พรุ่งนี้ชั้นจะเอาแกไปแลกกับไม้ตะพด แกจะได้อยู่กับพ่อแกซะที”
พันเทพเดินออกไปจากห้องทิวา เวตาลในคราบทิวาลืมตาตาโตขึ้นทันที
“นั่นแปลว่าข้าจะได้เจอไม้ตะพด 2 อันในวันพรุ่งนี้สินะ หึหึ”
วันรุ่งขึ้นไม้แต่งตัวดูดีกว่าทุกวัน เดินมานั่งที่โต๊ะกินข้าว
“แต่งตัวแบบนี้ จะไปไหนเหรอลูก” เมฆถาม
“ชั้นว่าจะไปสมัครงานน่ะ ถ้าขืนช้าเดี๋ยวเดือนหน้าเงินจะไม่พอใช้” เมฆรู้สึกผิด
“อยู่ที่นี่พ่อทำให้ลูกต้องลำบาก ถ้าลูกอยากไปอยู่กับพันเทพพ่อของลูกก็ได้นะ”
“ไม่ลำบากเลยพ่อ พ่อเป็นคนเลี้ยงผมมา ผมก็ต้องตอบแทนพ่อสิ ถึงจะถูก...ผมไปนะพ่อ”
เมฆพยักหน้ายิ้มๆ พอไม้ออกไปจากบ้าน เมฆก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า มีชุดลูกผู้ชายแขวนเด่นอยู่ในตู้ เมฆตัดสินใจ
พันเทพเดินมากับทิวาจะขึ้นรถที่จอดอยู่ ทิวาหันมาหาพันเทพ
“นี่พ่อจะพาผมไปไหน”
“เอาเถอะน่า ไปไหนก็ไปเถอะ อย่ามาเรื่องมากเลย” ทิวามองพันเทพตาขวาง “แล้วทำไมหน้าตาเป็นแบบนี้เนี่ย ไม่ค่อยได้นอนรึไง” ทิวาเงียบไม่ตอบ “เออ จะอะไรก็ช่างแก ไปขึ้นรถ”
ทิวาขึ้นรถตามคำสั่งพันเทพ
พันเทพขับรถมาจอดที่โกดังร้าง พันเทพลงจากรถ ทิวาตามลงมาอย่างไม่ไว้ใจ
“มาที่นี่ทำไม”
“ก็นัดคนไว้น่ะสิ”
“ใครกัน”
เมฆเดินออกมาจากกองของระเกะระกะในโกดัง พันเทพมองเห็น
“มาจนได้นะแก นึกว่าจะเบี้ยวซะแล้ว”
“ชีวิตคนทั้งคน ชั้นไม่ปล่อยให้แกทำแบบนั้นหรอก”
“แล้วไม้ตะพดวิญญาณล่ะ” ทิวาหูผึ่งเมื่อได้ยินเกี่ยวกับไม้ตะพด เมฆนิ่ง “ ก็ส่งไม้ตะพดวิญญาณมาซะสิ สั้นๆ ง่ายๆ แลกกับชีวิตทิวาลูกของแก” ทิวาเหลียวมองพันเทพ ตาขุ่นมัวแต่มีแววเจ็บช้ำ “มีอะไรก็ไปเคลียร์กับพ่อแกเองนะ หึหึ” พันเทพบอกทิวา
“ชั้นว่ามันอาจจะไม่ง่ายแบบนั้นก็ได้ เพราะชั้นจะไม่ยอมให้ไม้ตะพดแก และไม่ยอมให้ทิวาเป็นอะไร”
“นั่นอยู่นอกเหนือเงื่อนไข ชั้นไม่มีทางปล่อยให้มันเป็นแบบนั้น”
“ถ้าชั้นยังไม่ตาย ชั้นก็จะไม่ยอมเหมือนกัน” พันเทพหัวเราะ
“แกคงหวังสูงเกินไปแล้วไอ้เมฆ คนอย่างแกจะทำอะไรชั้นได้”
“ก็ลองดู”
เมฆหยิบไม้ตะพดจากที่ซ่อนออกมาควง พร้อมตั้งท่า
“ตกลงแกไม่ทำตามสัญญา ชั้นจะเริ่มจากฆ่าไอ้ทิวาลูกของแกก่อนเป็นไง”
พันเทพจะเอาไม้ตะพดทำร้ายทิวา เมฆรีบเข้าไปดัก การต่อสู้เป็นการที่พันเทพจะทำร้ายทิวาแล้วเมฆเป็นคนปกป้อง และมีการรุกรับสลับกันไป ไม่มีใครยอมใคร โดยพันเทพกับเมฆไม่มีใครรู้ว่าทิวาได้มองวิญญาณตนให้เวตาลไปแล้ว ทิวายืนมองไม้ตะพดทั้งสองด้วยความอยากได้มาก
ขณะนั้นไม้กลับมาบ้านไม่เห็นพ่อ จึงเดินเรียกหา
“พ่อ พ่อ”
อบเชยเดินเข้ามาในบ้าน
“ไม้พอดีว่าพ่อฝากขนมไว้ให้ไม้กับลุงเมฆ”
“อบเชย เห็นพ่อชั้นมั้ย”
“เพิ่งมาถึง ไม่เห็นหรอก”
ไม้สังเกตเห็นไม้ตะพดที่หายไป
“พ่อ! พ่อไปที่ไหน...ต้องมีอะไรพอจะบอกได้ซักอย่างสิ” ไม้เดินหาสิ่งที่จะบอกว่าเมฆไปไหน
“ไม้มาดูนี่สิ” ไม้รีบวิ่งมาหาอบเชย อบเชยเปิดอ่านกระดาษที่พันเทพเขียนนัดเมฆ “หรือว่าพ่อไม้จะไปที่นี่”
“โกดังร้างเหรอ”
ไม้ผลุนผลันออกไปทันที อบเชยรีบวิ่งตามออกไป
“ไม้รอด้วยสิ”
ที่โกดังร้างพันเทพกับเมฆสู้กัน แต่แล้วพันเทพก็พลาดทำไม้ตะพดของตนหล่นไป แต่ยังต้องสู้กับเมฆต่อ ทิวารีบวิ่งไปจะเก็บไม้ตะพด ทิวาจะหยิบได้แล้ว แต่ก็ถูกพันเทพถีบกระเด็นออกไป
“อย่ามายุ่งกับไม้ของชั้น”
เวตาลในร่างทิวามีสีหน้าไม่พอใจนัก เมฆดึงมือทิวามาอยู่ข้างตนอย่างปกป้อง
“แกอย่ารังแกคนที่ไม่มีทางสู้”
“พ่อตัวอย่างงั้นเหรอ”
เมฆกับพันเทพสู้กันต่อ
ขณะนั้นไม้กับอบเชย วิ่งมาหน้าโกดังร้าง
“ต้องเป็นที่นี่แน่ๆ”
ไม้กับอบเชยรีบรุดเข้าไปด้านใน ซึ่งขณะนั้นเมฆใช้มือนึงจับทิวาไว้อย่างปกป้องโดยไม่รู้ว่าทิวากำลังจะลอบขโมยไม้ตะพดจากด้านหลังของเมฆ ไม้กับอบเชยเข้ามาพอดี
“พ่อ ระวัง”
พันเทพกับเมฆต่างหันไปดูไม้ ชะงักการต่อสู้
“ระวังด้านหลังค่ะลุงเมฆ”
ทิวาเกือบจะคว้าไม้ได้ เมฆแย่งคืนมาได้ก่อน
“เอาไม้มา เอาไม้มาให้ลูกสิพ่อ เอามา”
“มันไม่ใช่ทิวา เวตาลมันดูดวิญญาณทิวาไปแล้ว นี่คือเวตาลต่างหาก”
“อะไรนะ”
พันเทพอึ้งกับเรื่องที่ได้ยิน เขาพิจารณาทิวา ที่แววตาท่าทางเปลี่ยนไป
“พ่อ ขอไม้ให้ชั้นเถอะ พ่อรักชั้นมั้ย ส่งไม้มาสิ”
“พ่ออย่าไปเชื่อมัน”
พันเทพยืนงงกับทิวา ทิวาหันมาขู่พันเทพเหมือนสัตว์
“แกคือเวตาลจริงๆ” พันเทพใช้ไม้ตะพดของตนฟาดไปที่ทิวา ทิวากระเด็นออกไป “แค่นี้ก็คงสิ้นฤทธิ์แล้วไอ้เวตาล”
ทิวาค่อยๆ ลุกขึ้นมาค่อยเดินเข้ามาหาพันเทพ
“เจ้าฆ่าเพื่อนเจ้าได้ลงคอเลยเหรอ แต่ข้าเสียใจด้วย เพราะพลังของข้าตอนนี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกเจ้าทั้งหมดรวมกันซะอีก ไม้ตะพดอันเดียวฆ่าข้าไม่ได้หรอก”
“ไอ้เมฆ ส่งไม้ตะพดของแกมาให้ชั้น ชั้นจะฆ่าไอ้เวตาลนี่เอง” พันเทพบอก
“ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ชั้นไม่มีทางให้ไม้ตะพดตกไปอยู่ในมือของแกหรอก” เมฆบอก
“ถ้างั้นแกก็ต้องใช้ไม้ตะพดฆ่ามันพร้อมกับชั้น”
เมฆลังเล ทิวาหันกลับมาหาเมฆ หน้าเป็นทิวาที่น่าสงสาร ขอบตาไม่ดำ ฟันไม่แหลมคม
“พ่อฆ่าชั้นลงเหรอ ชั้นลูกพ่อนะ”
เมฆส่ายหน้าไม่สามารถฆ่าทิวาได้
“ไอ้โง่เอ้ย เดี๋ยวก็ได้ตายกันหมดนี่หรอก”
ทิวาหัวเราะชอบใจ ทิวาใช้พลังแค่โบกมือนิดเดียวลมก็พัดเอาทุกคนกระเด็น ไม้ตะพดกระเด็นหลุดมือทั้งพันเทพ ทั้งเมฆ ทิวาค่อยๆ กลายร่างเป็นพญาเวตาล เวตาลใช้พลังจับพันเทพขึ้นลอยเหนืออากาศ
“ชั้นจะฆ่าแกคนแรก โทษฐานที่กดขี่ข่มเหงชั้นมาตลอด”
เวตาลไม่ทันสังเกตว่าไม้กับอบเชยต่างคลานไปเก็บไม้ตะพดทั้งสองอันที่หล่นอยู่ ไม้เก็บไม้ตะพดวิญญาณได้ อบเชยเก็บไม้ตะพดเลือด อบเชยหันไปมองไม้
“ไม้”
อบเชยโยนไม้ตะพดให้ไม้อีกอัน ไม้รับไม้ตะพดสองอันไว้ในมือ แล้วไม้ก็รู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลอย่างบอกไม่ถูก เวตาลหันมาเห็นไม้ก็ตกใจ เวตาลเห็นเงาของฤๅษีจางๆ ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ไม้
“มันคือคนที่จะฆ่าข้า...ลองดู”
แล้วเวตาลก็ต่อสู้กับไม้ เวตาลเป็นรองแล้วเวตาลก็โดนไม้ตะพดคู่ฟาดจังๆ จนกลายร่างเป็นทิวาล้มไปทางเมฆ ไม้จะเข้ามาซ้ำ ทิวามองเมฆ
“พ่อ...ช่วยด้วย”
เมฆเผลอตัวเข้าไปขวาง ไม้เงื้อมือค้างเสียจังหวะ ไม่กล้าฟาด ทิวากลายร่างเป็นเวตาลอีกครั้งกระแทกฝ่ามือเข้าที่อกไม้ ไม้ฟาดไม้ตะพดทั้งคู่ไปที่เวตาล เกิดแสงจ้า เวตาลกระอักเลือดแล้วจับเมฆเหวี่ยงลอยขึ้นกลางอากาศ ไม้ทั้งที่แย่อยู่ยังห่วงเมฆทิ้งไม้ตะพดลงทั้งสองอัน กระโดดเข้ารับร่างเมฆไว้ก่อนที่จะกระแทกพื้น
เวตาลกระอักเป็นเลือดแล้วนึกถึง ตอนที่ฤๅษีมาบอกว่าเวตาลได้เจอคนที่จะปลิดชีพมันในวันที่เวตาลได้เจอเมฆกับไม้ครั้งแรก มันรีบบินหนีไป พันเทพรีบลุกขึ้นมองเห็นไม้ตะพดที่หล่นจะคว้าไม้ตะพดทั้งสอง แต่คว้าได้แค่ไม้ตะพดของตนอันเดียว พันเทพโดนอบเชยเหยียบมือไว้
“อย่าคิดจะทำแบบนั้นเลยพันเทพ ไม้เป็นคนช่วยแกไว้”
อบเชยรีบหยิบไม้ตะพดอีกอันส่งให้เมฆทันที
“แกไปซะพันเทพ ชั้นไม่มีทางให้ไม้ตะพดแกหรอก แล้วก็ดูแลไม้ตะพดของแกไว้ให้ดีก็แล้วกัน เพราะชั้นว่าศัตรูของแกจริงๆ คงไม่ใช่ชั้นแล้วล่ะ”
พันเทพกังวลใจในสิ่งที่เมฆพูด เมฆกับอบเชยพยุงไม้ที่นอนไร้เรี่ยวแรงลุกขึ้น
“ไม้เป็นไงบ้าง” อบเชยถามอย่างเป็นห่วง
“รู้สึกร้อนไปทั้งตัวเลย”
“กลับบ้านกันลูก”
เมฆกับอบเชยพาไม้กลับบ้าน
“ไม้ มันเป็นยังไงบ้าง ตอนได้จับไม้ตะพดทั้งสองอันแบบเต็มๆ น่ะ” อบเชยถาม
“มันบอกไม่ถูก เหมือนจะควบคุมไม่ได้เลย”
“น่าแปลกอยู่อย่าง ตรงที่เวตาล มันก็มีอำนาจขนาดนั้น ทำไมจู่มันก็หนีไป”
“มันดูท่าทางเหมือนกลัวไม้เลย”
“ไม่ใช่หรอก”
“แต่ลูกก็ทำได้ดีอยู่นะ”
“ดีมากเลยล่ะ”
“ช่างเถอะ...ปัญหาของเราตอนนี้ก็คือ เวตาลจะบุกมาเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วเราก็ไม่ได้มีไม้ตะพดทั้งสองอันที่จะฆ่ามันได้ด้วย”
“ไอ้ทิวา” เมฆรู้สึกผิด
“ศัตรูของเราคือเวตาลนะลูก”
“ถ้ากำจัดเวตาลก็เท่ากับฆ่าทิวาด้วย”
ไม้มองเมฆที่ได้แต่ก้มหน้า เมฆ ไม้ อบเชย ต่างก็กลุ้มใจ
เมื่ออาการดีขึ้นแล้วไม้จึงเดินไปส่งอบเชยที่บ้าน
“เธอต้องระวังตัวให้มากนะอบเชย เวตาลนั่นท่าทางน่ากลัวมากเลย”
“อืม ไม้ก็เหมือนกัน ชั้นเป็นห่วงนะ”
ไม้เองเมื่อได้ยินก็เขินๆ
“เหรอ...อืม”
“แต่ชั้นรู้ ยังไงก็ต้องเป็นเธอ คนที่จะฆ่าเวตาลได้”
อบเชยยิ้มเขินๆ ไม้ยื่นมือมาจับมืออบเชย
“ขอบคุณนะ”
เสียงแตรรถดังขึ้น รถแพรวาเข้ามาจอดข้างๆ ไม้ปล่อยมืออบเชย อบเชยเก็บมือตัวเองมาอย่างเก้อๆ แพรวาไขกระจกลง ตาบวมช้ำ
“ไม้ ชั้นขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ...ชั้นขอเวลาไม่นานหรอก” แพรวาบอกอบเชย ไม้จึงหันมาบอกอบเชย
“เดี๋ยวเธอรอตรงนี้นะ เดี๋ยวชั้นจะไปส่ง”
“ไม่ต้องหรอก ชั้นกลับเองออกบ่อยไป”
“ไม่เอา...บอกให้รอก็รอสิ”
“อืม”
ระหว่างที่ไม้ไปคุยกับแพรวา อบเชยเดินเตะก้อนหินเล่นไปมาแล้วชะเง้อไปดูไม้กับแพรวาที่นั่งคุยกันในรถที่จอดอยู่ไม่ไกล เธอเห็นแพรวาร้องไห้แล้วไม้ก็ดึงแพรวามาลูบตัวปลอบใจอบเชยทนดูไม่ได้หันไปทางอื่น น้ำตาเธอไหล
ไม้หน้าเครียด แพรวาร้องไห้ให้กับสิ่งที่ตัวเองพบเจอมา
“ชั้นขอโทษนะไม้ มันไม่ใช่หน้าที่ไม้ที่ต้องมาฟังแต่ชั้นไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ”
“คุณไกรทำไมเป็นคนแบบนี้ไปได้ ผมจะไปคุยกับคุณไกร ไปอธิบายทุกอย่างให้รู้เรื่อง ก่อนที่เค้าจะหลงผิดไปมากกว่านี้”
“เค้าไม่ฟังอะไรเลยไม้ ชั้นพยายามแล้ว ไม้ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เพราะอีกไม่นาน ชั้นก็คงจะไปจากที่นี่แล้ว”
“หมายความว่ายังไง”
“ชั้นจะกลับไปอยู่ที่อเมริกา ไปอยู่กับแม่ที่โน่น ถ้าชั้นต้องอยู่ที่นี่ต่อไป ชั้นมองหน้าใครไม่ติดหรอก”
“หนีไป...จะช่วยแก้ปัญหาเหรอครับ”
“ก็ดีกว่าต้องเจอหน้ากันไปตลอดชีวิตแน่ๆ” ไม้มองแพรวาอย่างเห็นใจ “ขอบคุณนะไม้ ที่ไม้ดีกับชั้นมาตลอด รับฟังชั้นทุกเรื่องเลย”
“ยังไงเราก็เป็น...พี่น้องกันอยู่แล้ว”
“หมายความว่ายังไงน่ะ”
“เปล่าหรอกครับ วันนึงคุณแพรวาคงจะเข้าใจเอง”
แพรวายิ้มเศร้าๆ ให้ไม้
ไม้เดินกลับมายังจุดที่ให้อบเชยรอ แต่ไม่เห็นอบเชยแล้ว
อบเชยเดินถึงหน้าบ้าน หันไปด้านหลังไม่มีวี่แววของไม้เดินตามมา น้ำตาที่กลั้นไม่อยู่ก็ร่วงเผาะลงมาอีก อบเชยปาดมันทิ้ง
“ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง”
อบเชยเดินเข้าบ้าน ฝนเริ่มลงเม็ดโปรยปราย
ระหว่างไกรมายืนรอแพรวาอยู่หน้าบ้านพันเทพทั้งที่ฝนเริ่มตก แพรวาขับรถจะเข้าบ้านมองเห็นไกรที่ตากฝนเธอทำไม่สนใจแล้วขับเข้าบ้านไป ไกรตะโกนเรียก
“แพรวา แพรวา”
แพรวาไม่จอดรถขับเข้าบ้านไป สมุนพันเทพมาขวางไว้ไม่ให้ไกรตามเข้าไปแล้วจับไกรโยนมาหน้าบ้านปิดประตูสนิท ไกรยืนเศร้าอยู่หน้าบ้าน
แพรวาขับรถเข้ามาจอดแล้วฟุบหน้าร้องไห้กับพวงมาลัย ท่ามกลางฝนที่ตกอยู่นอกรถ มีสัตว์ปีกขนาดใหญ่บินผ่านท้องฟ้าไป สัตว์ปีกขนาดใหญ่บินมาโฉบห้องพันเทพ แล้วก็กลายเป็นทิวาที่เปียกฝนลงมายืนมองพันเทพที่ริมระเบียง มองเห็นพันเทพเคลื่อนไหวด้านใน
ขณะนั้นพันเทพอ่านหนังสือเวตาลอย่างขะมักเขม้น...
“จุดอ่อนของมันอยู่ตรงไหน ทำไมไม่มีหนังสือเล่มไหนบอก”
พันเทพรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างจ้องเขาจากริมระเบียง พันเทพเงยหน้าไปดูก็ไม่มีอะไร พันเทพระแวง คว้าไม้ตะพดมาข้างตัว แล้วมองไปทั่วทั้งห้อง
“เพื่อความปลอดภัยของชั้น ชั้นต้องทำอะไรซักอย่าง”
วันต่อมาเจ๊กีมาเคาะประตูห้องนอนไกร
“อาไกร อาไกร อาม้าจะไปท่ารถแล้วนะ อาไกรลื้อจะไปพร้อมกับอาม้ามั้ย” เงียบ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับ “อาไกร อาไกร”
เจ๊กีเริ่มเป็นห่วง จึงเปิดประตูเข้าไปในห้อง...ไกรนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียง เจ๊กีเดินเข้ามาที่เตียง
“สายป่านนี้แล้วทำไมยังไม่ตื่นอีกอาไกร” เจ๊กีจับตัวไกรแล้วสะดุ้ง “อั๋ยหยา ตัวร้อนจี๋เลย” เจ๊กีรีบโทรศัพท์หาหมอทันที “อาหมอเหรอ อั๊วเองเจ๊กีนะ ลื้อช่วยมาที่บ้านอั๊วด่วนเลยนะ อาไกรไม่สบาย ด่วนนะ”
เจ๊กีมองลูกชายอย่างห่วงใย “ลื้ออย่าเป็นอะไรนะอาไกร”
ไกรเพ้อเพราะพิษไข้
“แพรวา...ผมขอโทษ”
เจ๊กีได้ยินสิ่งที่ไกรเพ้อก็สงสาร
แพรวาลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากห้อง ราตรีเดินขึ้นมาพอดี
“นี่เธอจะไปไหนน่ะ”
“กลับอเมริกา”
“เธอจะบ้าเหรอ พ่อรู้เรื่องนี้รึยัง”
“ชั้นฝากเธอบอกพ่อด้วยก็แล้วกัน”
“บ้าสิ พ่ออาละวาดบ้านแตกแน่ อยากไปก็ไปบอกพ่อเอาเองโน่น”
“เธอเกลียดชั้นนักหนา ทำทุกอย่างก็เพื่อให้ชั้นเสียใจอย่างตอนนี้ พอชั้นจะไปให้พ้นๆ เธอ เธอจะช่วยหน่อยไม่ได้เลยรึไง”
แพรวาไม่สนใจจะไปให้ได้ แล้วสมุนก็เข้ามาขัดคอ
“คุณแพรวาครับ มีคนแก่คนนึงมา ยืนยันจะพบคุณแพรวาให้ได้ ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟังครับ”
“ใครน่ะ”
“ไม่ได้บอกครับ เอาแต่โวยวายพูดภาษาจีนใหญ่เลย”
แพรวาพอจะรู้แล้วว่าเป็นใคร เธอรีบเดินนำสมุนไปทันที
ที่หน้าบ้านพันเทพ เจ๊กีกำลังโวยวายจะเข้าบ้านให้ได้
“ไปตามมารึยัง อั๊วบอกให้ไปตามอาแพรวา”
แพรวาเดินมาหาเจ๊กี
“คุณต้องการอะไร”
“อั๊วขอร้องล่ะ ให้อั๊วยกมือไหว้ก็ได้ ช่วยทำให้อาไกรเป็นเหมือนเดิมที”
“คุณมาผิดคนแล้ว ไม่ใช่ชั้นหรอกที่จะเปลี่ยนเค้าได้”
“เขาไม่สบาย ชื่อเดียวที่ออกมาคือชื่อลื้อ แล้วลื้อจะให้อั๊วไปตามหาใคร”
“ชั้นจะไปจากที่นี่แล้ว ชั้นคงไม่มีเวลามากพอ”
“ลื้อมองดูหนังหน้าอั๊วนะ ลื้อคิดว่าที่อั๊วยอมแบกหน้ามาบ้านศัตรูแบบนี้มันง่ายมั้ย ถ้าไม่ใช่เพราะอั๊วรักอาไกร อยากให้อีกลับมาเป็นคนเดิม อั๊วไม่ได้มาบอกแต่อั๊วมาขอร้อง”
แพรวานิ่งอย่างเห็นใจ ราตรีแอบดูอยู่ห่างๆ

“ยังไม่เลิกกันไปอีกรึไงเนี่ย”




Create Date : 24 มีนาคม 2555
Last Update : 24 มีนาคม 2555 2:14:10 น.
Counter : 597 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]