All Blog
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 24 จบบริบูรณ์



ในขณะที่แนนนี่กำลังนอนตะแคงหนุนแขนตัวเอง หลับอยู่ในคุกบนหอคอยเมืองเวทย์ ทาฮิร่าและชิกเก้นเดินผ่านกำแพงคุกเข้ามา ทาฮิร่ามองเห็นสภาพหลานเลิฟแล้วรู้สึกสงสารจับจิต

“โถ! แนนนี่ของยาย”
“เวรก๊ำ ... เวรกรรม”
ทาฮิร่าคุกเข่าข้างๆ “แนนนี่ ... แนนนี่”
แนนนี่ลืมตาขึ้น เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น
“ยาย ยายจ๋า นี่แนนนี่ฝันไปหรือเปล่าจ๊ะ”
“ไม่ได้ฝันหรอกลูก ยายมาช่วยหนูแล้วจริงๆ”
“เอ้า ! อย่าเพิ่งคร่ำครวญ ... รีบออกไปกันก่อน แล้วจะคร่ำครวญเท่าไหร่ก็ตามใจ”
ทาฮิร่าหลับตาว่าคาถา แล้วเดินจะทะลุกำแพง แต่ก็ชนโครมออกไปไม่ได้
“เอาแล้วไง” ชิกเก้นหน่าย
“ไม่เป็นไร ลองใหม่อีกที”
ทาฮิร่าว่าคาถาใหม่ แต่ก็ได้ผลอย่างเดิม คือไม่สามารถทะลุกำแพงออกไปได้
“ชักจะกลุ้มแล้วละซี เข้าได้แต่ออกไม่ได้ เวรก๊ำ ...เวรกรรม”
“แนนนี่ก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้เหมือนกัน” แนนนี่บอก
“เฮ้อ ! แย่แล้ว ท่านผู้นำคงลงอาคมไว้หมด ถึงได้เป็นอย่างนี้”
ทันใดนั้นก็มีเสียงคุ้นหูของบาบาร่าดังขึ้น
“จับตัวได้แล้วทั้งยาย ทั้งหลานเลย”
ทั้งสามมองไปที่ลูกกรงหน้าต่าง เห็นบาบาร่าและไทเกอร์มองเข้ามา
“บาบาร่า” ทาฮิร่าพึมพำ
“จันทราสวัสดิ์อีกครั้งนึง ทาฮิร่า ... เจ้าไทเกอร์ เห็นหรือยังว่าฉันเดาไม่ผิด ทาฮิร่าต้องแอบมาช่วยอสูร แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไทเกอร์ ไปตามท่านผู้นำมา”
“อย่า เพื่อเห็นแก่มิตรภาพ ... อย่า...”
“เห็นไม่ได้ อสูรเป็นอันตรายกับพวกเราและเมืองเวทมนตร์”
แนนนี่ฉุนขึ้นมา “คำก็อสูร สองคำก็อสูร แนนนี่ไม่ใช่อสูร”
“ยังจะปากแข็งอีก ถ้าเธอไม่ใช่แล้วใครจะใช่ นังอสูรแนนนี่”
แนนนี่เครียดสุดๆ “แนนนี่ไม่ใช่”
“ใช่ แล้วทาฮิร่าก็เป็นผู้ทรยศ ทาฮิร่าต้องตายพร้อมอสูร”
แนนนี่สุดจะทนไหว ระเบิดอารมณ์ออกมา
“ไม่ ยายต้องไม่เป็นอะไร แนนนี่ไม่ยอม”
จบคำ กำแพงคุกระเบิดออกเปิดทาง บาบาร่าตกตะลึง แล้วรีบตะโกนเรียก
“ทหาร! จับอสูร อสูรหนีไปแล้ว”
“แนนนี่ รีบไปเดี๋ยวนี้”
“ยายต้องไปกับแนนนี่”
บาบาร่าร่ายคาถาจะจับแนนนี่ ทาฮิร่าปล่อยพลังปะทะไว้ เช่นเดียวกับชิกเก้นก็ปะทะเจ้าไทเกอร์ไว้ อีกแรง พ่อมดทหารได้ยินเสียงรีบมา
“หนีไป แนนนี่ เร็วเข้า” ชิกเก้นร้องบอก
“เร็ว! แล้วค่อยกลับมาช่วยยาย ยายไม่เป็นไรหรอก” ทาฮิร่าเร่งเร้า
เหตุการณ์ชุลมุนอยู่สักครู่ แล้วในที่สุดแนนนี่ก็ตัดสินใจหนีไป

ระหว่างนั้นรัดเกล้าและปัทมน กำลังนั่งสวดมนตร์อยู่ แนนนี่ปรากฏตัวขึ้นทางเบื้องหลัง แนนนี่ชะงักที่เห็นรัดเกล้าอยู่ด้วย จึงร่ายคาถาหายตัวไป

แนนนี่ปรากฏตัวขึ้นมาที่หน้าห้องพระ แล้วเคาะประตูเบาๆ
“คุณแม่ขา คุณแม่”
ประตูเปิดออก ปัทมนและรัดเกล้า เบิกตากว้างด้วยความดีใจ
“แนนนี่”
ปัทมนสวมกอดลูกสาวไว้แน่นด้วยความตื้นตันใจ
“แนนนี่ของแม่”
“แนนนี่หายไปไหนมา รู้หรือเปล่าว่าทุกคนเขาเป็นห่วง” รัดเกล้าพูดแบบตำหนิน้องเล็กๆ
“แนนนี่ขอโทษค่ะ เอ้อ ! แนนนี่ไปบ้านคุณยายมา”
ปัทมนชะงัก “จริงซิ คุณยายเป็นยังไงบ้าง”
“ก็...เอ้อ...ท่านยังอยู่ที่นั่นค่ะ”
แนนนี่กับปัทมนรู้กันสองคน ปัทมนมีสีหน้าวิตกกังวลขึ้นมาทันที

ครู่ต่อมา ปัทมน และแนนนี่ พร้อมด้วยธานีเดินออกมาส่งทุกๆ คน
“ขอบคุณมากนะคะคุณจักร น้องเกล้า ภวัตที่อุตส่าห์มาอยู่เป็นเพื่อนคอยแนนนี่”
“โอ๊ะ! เรื่องเล็กมากครับ ถึงไม่ใช่ญาติ เราก็เป็นเหมือนญาติกันอยู่แล้ว” จักรวาลว่า
ธานีมองเกล้ายิ้มๆ “อีกหน่อยได้เป็นญาติกันแน่ๆเลยครับ”
รัดเกล้าเขินจัดฟาดแขนธานีอย่างแรง
“โอ๊ย”
ทุกคนมีสีหน้าแจ่มใส บรรยากาศดูผ่อนคลาย
ภวัตมองแนนนี่ด้วยแววตารักเอ็นดู “พี่ไปละนะ แนนนี่”
“ค่ะ” แนนนี่อมยิ้มเขินๆ
ดารกาลอบมองคนทั้ง 2 ด้วยสายตาไม่พอใจ โดยเฉพาะอาฆาตแนนนี่
ทั้ง 3 เดินออกไป
แนนนี่หันมาตบแขนปีเตอร์ “ขอบใจนะ ปีเตอร์”
“ทีหน้าทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ แนนนี่ ปีเตอร์เป็นห่วงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดเลย”
แนนนี่ซาบซึ้ง รู้สึกตื้นตันใจเล็กๆ “อย่าพูดมาก เดี๋ยวแนนนี่ร้องไห้”
ปีเตอร์หัวเราะ แล้วเปิดประตูรถ
“ขอบใจนะจ้ะ ปีเตอร์” ปัทมนบอก
“ครับ”
ปีเตอร์ขับรถออกไป ปัทมน ดารกา และแนนนี่มองตาม

ทั้ง 4 คนแม่ลูก เดินขึ้นมาชั้นบนของบ้าน
“ผมขอเข้านอนก่อนนะครับ .... ง่วงจัง”
“ไปเถอะลูก”
แนนนี่กอดธานีซึ้งใจ “ขอบคุณมากๆ นะคะ พี่ธานีที่เป็นห่วงแนนนี่มากขนาดนี้”
“เฮ้ย ! เฮ้ย ! มั่วแล้ว” ธานีล้อน้องสาว
ทุกคนยิ้มแย้ม ธานีเดินไปที่ห้อง แล้วหันมาบอกแนนนี่
“ทีหน้าทีหลังจะไปไหน ต้องบอกก่อนรู้มั้ย”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
ธานีเข้าห้องไป ปัทมนหันมามองดารกาสีหน้าอ่อนโยน
“แม่จะพาแนนนี่ไปสวดมนตร์ น้องดาจะสวดด้วยกันมั้ยลูก”
ดารการีบปฏิเสธ “เดี๋ยวน้องดาสวดก่อนนอนดีกว่าค่ะ ยังต้องดูหนังสือสอบอีกเยอะ”
“อย่าคร่ำเคร่งมากนะลูกนะ .... เดี๋ยวจะไม่สบาย”
ดารกายิ้มให้แล้วเดินเข้าห้อง

ปัทมนและแนนนี่เดินเข้าห้องพระ
“ไหน ... เรื่องมันเป็นยังไง เล่าให้แม่ฟังเดี๋ยวนี้”
“คือ ... คุณยายกับชิคเก้นไปช่วยแนนนี่ ตอนนี้ก็เลยถูกจับแทนแนนนี่ไปแล้วค่ะ”
“โอย ! ฉันจะเป็นลม”

ทางด้านภวัตผุดลุกผุดนั่งรอแนนนี่อยู่อย่างใจจดใจจ่อ เดินไปชะเง้อมองที่หน้าต่าง
ภวัตบ่นอย่างหงุดหงิด “มัวแต่ทำอะไรอยู่นะ ทีอยากให้มาก็ไม่มา”
เดินมานั่งบ่นต่ออีก “แล้วพี่จะบอกรักแนนนี่ได้ยังไง”

แนนนี่กับปัทมน อยู่ในห้องกันสองคน ปรารภเรื่องที่เมืองเวทย์
“แล้วคุณยายกับชิคเก้นจะเป็นอะไรหรือเปล่า โธ่เอ๊ย แนนนี่ไม่น่าหุนหันพลันแล่น”
“แนนนี่ผิดไปแล้วค่ะ คุณแม่ แต่แนนนี่สัญญาว่าจะต้องไปช่วยคุณยายกับชิกเก้นมาให้ได้”
“แล้วหนูจะช่วยยังไง”
จู่ๆ ชิกเก้นก็โผล่ขึ้นมาในห้อง “เมี้ยว”
“ชิกเก้น” แนนนี่กับปัทมนร้องออกมาพร้อมกัน อย่างดีใจ
“มาได้ยังไง แล้วคุณยายล่ะ”
“คุณยายถูกลงโทษแค่กักบริเวณอยู่แต่ในบ้าน เพราะนางยืนยันว่าแนนนี่ไม่ใช่อสูร ท่านผู้นำเองก็เห็นว่าคุณยายทาฮิร่าเป็นแม่มดผู้อาวุโสตนนึง เลยตัดสินใจให้รอจนกว่าอสูรตัวจริงเสียงจริงจะอายุครบ 22 ปี... แล้วจะได้รู้กันเสียทีว่าไผเป็นไผ” ชิกเก้นว่า
ปัทมน และแนนนี่ฟังแล้ว ถอนใจอย่างโล่งอกออกมา

วันเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง ไชยอยู่ที่บ้านชะโงกหน้าออกมามอง สีหน้าแปลกใจ เห็นบุษบากำลังสั่งงานชายฉกรรจ์ 7 คน
“ยัยบุษจะทำบ้าอะไรน่ะ”

ไม่นานนักบุษบาเดินยิ้มแย้มเข้ามาในบ้าน ขณะที่ไชยนั่งมองสีหน้าเคร่งขรึม
“ผู้ชายพวกนั้นเป็นใคร หน้าตายังกับมหาโจรทั้งนั้น”
“อ๋อ ! บุษให้คนสวนบ้านเราไปจัดหามาให้ทำงานให้บุษหน่อยค่ะ”
“งานอะไรของเธอ อย่าบอกนะว่า...”
“บุษจ้างพวกมันให้ฉุดนังน้องดาไปทำลายให้สิ้นซาก” บุษบาบอกหน้าเฉย
ไชยฟังแล้วสะดุ้งโหยง “ยัยบุษ”
“นายนนท์บอกว่าถ้าได้ค่าจ้างงามๆ คนพวกนี้จะไม่ทิ้งร่องรอย และจะไม่ปริปากถึงผู้จ้างเด็ดขาด” บุษบาบอก
“พี่ไม่ได้กลัวไอ้พวกนั้น พี่กลัวยัยดารกา”
“โธ่เอ๊ย นี่พี่ไชยยังคิดว่ามันเป็นภูติผีปีศาจอยู่อีกหรือคะ บุษน่ะไม่เชื่อหรอก”
“ยัยบุษ พี่เห็นกับตามาแล้ว พี่แทบเป็นบ้าแล้วต้องแกล้งบ้าไปพักหนึ่งก็เพราะมัน”
“เดี๋ยวก็รู้ค่ะ บุษจะกำจัดนังน้องดาก่อน คิวต่อไปก็จะเป็นนังแนนนี่ทุกคนที่เป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะแย่งภวัต บุษต้องกำจัดให้หมด”
“แล้วจะมาโทษพี่ว่าไม่เตือนไม่ได้นะ”
“อ๋อ ! บุษไม่โทษอยู่แล้ว .... บุษจะมอบสามี 7 คน ให้เป็นของขวัญวันเกิดนังน้องดา”
สีหน้าบุษบาขณะพูดดูโหดเหี้ยมและเลือดเย็น

เวลาผ่านไป บริเวณสนามบ้านปัทมน โป่ง พร และผาด กำลังช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร
“ขนมเค้กมาแล้วค่ะ” พรยกกล่องขนมเค้กมาวางบนโต๊ะ
ปัทมนดูนาฬิกา “เอ๊ะ ...ป่านนี้แนนนี่กับน้องดาน่าจะมาแล้วนะคะ”
“อาจจะรถติดก็ได้ครับ ภวัตก็ยังไม่มาเลย” จักรวาลบอก
“หิวจัง ! เกล้าไปตักอาหารก่อนละ” รัดเกล้าจะเดินไป
“ไม่ต้อง ! พี่บริการเอง”
ธานีเดินไปตักอาหาร ทุกคนคุยกันอย่างสนุกสนาน นอกจากปัทมนซึ่งยังดูมีแววกังวลใจ

ดารกาเดินออกมา บริเวณที่จอดรถ พร้อมด้วยกระเป๋าสะพาย และกระเป๋าหนังสือ พอมาถึงที่จอดรถ แล้วกดรีโมท ดารกาเปิดประตูรถวางกระเป๋าลง
จังหวะนั้นชายฉกรรจ์ 3 คน ซึ่งรอที่อยู่เปิดรถตู้ตรงมาพุ่งชาร์จตัวอย่างรวดเร็ว
คนหนึ่งใช้ผ้าเช็ดหน้าโปะยาสลบ ดารกาดิ้นเดี๋ยวเดียวสลบไป ชายคนนั้นอุ้มดามาใส่รถตู้ แล้วขับไปอย่างรวดเร็ว โดยที่คนอื่นๆ มัวแต่ตกตะลึง

ที่บ้านปัทมน แขกคนสนิททุกคนกำลังพูดคุยกันสนุกสนาน ภวัตเดินเข้ามา สีหน้าดูอารมณ์ดี
“อ้าว ! เจ้าของวันเกิดยังไม่มากันอีกหรือครับ”
“แนนนี่กำลังเลี้ยวเข้าซอย แต่น้องดายังติดต่อไม่ได้เลย” จักรวาลเอ่ยขึ้น
“คุณอาปัทกำลังขึ้นไปสวดมนตร์ค่ะ”
ภวัตมีสีหน้าวิตก “จริงซิ วันนี้ทั้งสองคนอายุครบ 22 ปีพอดี”
“เกี่ยวอะไรกับอายุครบ 22 ด้วย”
ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรต่อ ปีเตอร์ขับรถเข้ามาจอด ทุกคนหันไปมอง
ภวัตหน้าตาหงุดหงิดขึ้นมาทุกที เมื่อเห็นแนนนี่สดชื่นแจ่มใสลงมาจากรถกับปีพร้อมอุปกรณ์ สายรุ้ง ลูกปา และหมวก
“มาแล้วค่ะ มาแล้ว”
ภวัตทำเป็นมองไม่เห็น ทำให้แนนนี่ยิ้มเก้อ
บุษบา กับไชยขับรถเข้ามา โดยทั้งคู่หอบของขวัญคนละ 2 กล่องใหญ่
“Happy birthday จ้ะ แนนนี่ แล้วน้องดาล่ะ” บุษบาทำเป็นแกล้งถาม
“เอ้า นี่ของพี่”
แนนนี่ทำเป็นไม่ได้ยิน “ปีเตอร์ ไปทำพั้นช์กันเถอะ”
“ทุกคนคอยชิมพั้นช์ยี่ห้อแนนนี่ปีเตอร์นะครับ”
ไชยและบุษบาแววตากระด้างขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ แล้วรีบกลบเกลื่อนเมื่อเห็นบรรยากาศทำท่าว่าจะกร่อย
“ไม่เป็นไรค่ะ ... คุณธานีช่วยรับหน่อยค่ะ”
รัดเกล้าและธานีรีบมารับของขวัญไปวางรวมกัน
อิงอรกระซิบบุษบา “เป็นเด็กที่มารยาทแย่มาก คุณอิงว่าต้องขัดเกลาอีกเยอะ”
บุษบาแอ๊บทำตัวเป็นผู้ใหญ่แสนดี “โถ ! แกยังเด็กอยู่ค่ะ...บุษไม่ถือหรอก”
“เด็กกับผี ... เอ๊ย...ปีศาจอะไรล่ะ อายุตั้ง 22 แล้ว” อิงอรว่า
“บุษว่าบุษเข้าใจแกค่ะ”
อิงอรลูบมือลูบแขนบุษบาอย่างชื่นชม “แม่คุณ หนูน่ะแสนดีราวกับแม่พระ ใครได้ไปเป็น
แม่ศรีบ้านศรีเรือนละก็ โชคดีนักหนา”
“คุณอิงต้องบอกหมอภวัตซิคะ” บุษบาบอก
ทั้ง 2 มองไปทางภวัต ซึ่งคุยกับไชย และธานีอยู่ บุษบามองจ้องภวัตด้วยสีหน้ามาดหมาย

เวลาเดียวกัน ยามค่ำในบริเวณรกร้างค่อนข้างเปลี่ยว รถตู้แล่นเข้ามาในพงหญ้ารก แล้วเข้ามาจอดหน้าบ้านร้างซึ่งมีชายฉกรรจ์อีก 4 คนรออยู่ ชายฉกรรจ์ 3 คนเปิดประตูรถ แล้วคนหนึ่งแบกร่างดารกาซึ่งเริ่มรู้สึกตัวแล้วลงมา
ชายคนหนึ่งเปิดประตูบ้าน พาดารกาเข้าไป ชายโฉดที่เหลือตามเข้าไป
ชายคนนั้นโยนดารกาลงบนเตียงในบ้านร้างแห่งนั้น สีหน้าดารกาเต็มไปด้วยความตกใจ แม้จะค่อนข้างมึนๆ อยู่
“พวกแกเป็นใคร”
ทุกคนแสยะยิ้มพร้อมกัน
“พวกเรา 7 คน เป็นว่าที่สามีของเธอน่ะซิ สาวน้อย” 1 ใน 7 บอก
“อย่านะ”
“อะไรจ๊ะหนู ยังไม่ทันแต่ง ก็จะหย่าแล้ว”
“ฉันไม่เคยทำอะไรให้พวกแกเลย ... ปล่อยฉันไปเถอะ”
“หนูไม่ได้ทำอะไรให้ฉัน แต่หนูแย่งแฟนคนอื่น” ชายอีกคนบอก
“ใคร !”
ดารกานึกถึงใบหน้าบุษบาที่มองอย่างอาฆาตขึ้นมาในห้วงความคิด
“นังบุษบา” ดารกาพึมพำ
“เฮ้ย !” ชายหัวโจกพยักหน้าเป็นสัญญาณ
ทุกคนเดินเข้ามาช้าๆ นัยน์ตาหื่นกระหาย ดารกาพยายามหนีเอาตัวรอด
ชายโฉดแต่ละคนดักทางโน้นทางนี้ แล้วดึงเสื้อขาดหลุดลุ่ย แต่ละคนหัวเราะชอบใจ แล้วปล่อยให้ดาหนีออกไป
“เฮ้ย ! น้องชอบเล่นซ่อนหา ตามใจเขาหน่อย” 1 ใน 7 ว่า
ทุกคนเฮฮาตามออกไป

ดารกาซมซานหนีเข้ามาในป่า ทั้ง 7 คนไล่ตาม อย่างย่ามใจ
“ยู้ฮู”
“ดารกา ... ยู้ฮู”
ทั้งหมดร้องเรียก เสียงแบบคนโรคจิต ดารกาพยายามหนี จนในที่สุด ทั้งหมดดักดารกาไว้หมด
ดารกากวาดตามองทุกคนอย่างตื่นตระหนก และหวาดกลัว สีหน้าของแต่ละคนขณะก้าวเข้ามาถึงตัวดารกา ดูหื่นกระหายสุดๆ ดารกาตัดสินใจจะวิ่งแหวกวงล้อมออกไป แต่ไม่พ้น ชาย 2 คนคว้าตัวไว้ได้ แล้วเหวี่ยงลงพื้น
ทุกคนรุมเข้ามาที่ดารกา ซึ่งนอนคว่ำอยู่กับพื้น ทันใดนั้น ก็มีเสียงคำรามก้องราวกับเสียงสัตว์ร้ายดังขึ้น
ทั้ง 7 คนชะงัก เงี่ยหูฟัง แต่เสียงเงียบไป
“เฮ้ย ! ทำเสียงขู่” 1 ใน 7 ว่า
ชายคนที่ 5 จับตัวดารกาพลิกขึ้น แล้วทุกคนสะดุ้งเฮือก ดารกากลายร่างเป็นอสูรหน้าตาน่ากลัว
ชายทั้ง 7 ชายผงะ
“ตัวอะไรวะ”
ดารกาค่อยๆ ลุกขึ้น ร่างขยายสูงใหญ่ เขา เขี้ยว หางผุดขึ้นพร้อมกัน ดวงตาลุกวาวเป็นเปลวไฟ
ดารกาแหงนหน้าขึ้นฟ้าส่งเสียงคำรามก้องดังสนั่น เสียงฟ้าฝนคำรามขานรับตลอดเวลา

เสียงฟ้าร้องครืนครัน สลับกันทั้งฟ้าร้องฟ้าแล่บและฟ้าผ่าปรากฏไปทั่วบริเวณ ทุกคนกำลังช่วยกันขนข้าวของเข้าบ้านกันโกลาหลหนีฟ้าฝน แนนนี่หอบชามแก้วจัดผลไม้ขึ้นจากโต๊ะ แล้วชะงัก
มีเสียงคำรามอสูรดังแทรกฟ้าฝนขึ้นมา
แนนนี่พึมพำ “เสียงอสูร”
“อะไรหรือคะ คุณแนนนี่” พรถาม
“เปล่าจ้ะ”
“เป็นห่วงคุณดาจัง” พรหน้าหมองนิดๆ
“อ๋อ! พี่ดาโทร.มาบอกแล้วจ้ะว่า...วันนี้คงไม่กลับมาเพราะกลัวพายุฝน” แนนนี่รีบแก้ต่างให้
“นั่นน่ะซีคะ....พี่พรก็นึกแล้วเหมือนกัน”

จังหวะหนึ่งเกิดผ่าเปรี้ยงปร้างทางหน้าต่าง แนนนี่รีบจูงปัทมนเข้ามาหลบในห้องพระ
“คุณแม่ขา...เมื่อกี้แนนนี่ได้ยินเสียงคำรามของอสูร”
ปัทมนเข่าออ่อนหมดแรงใจจะขาดรอนๆ “โอย ! แม่จะเป็นลม”
“เสียงเมื่อกี้แสดงว่าพี่ดายังอยู่ในโลกของเรา ... แต่อีกไม่นานก็คงจะไปเมืองเวทมนตร์
ปัทมนเบือนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างพึมพำออกมา
“น่ากลัวเหลือเกิน”

ชาวเมืองเวทมนตร์ รวทั้งท่านผู้นำ กลุ่มแม่มด บาบาร่า ไทเกอร์ ทุกคนออกมายืนกลางแจ้ง แหงนหน้ามองท้องฟ้าที่คำราม และฟ้าผ่าติดต่อกันไม่ยอมหยุดยังกับจะถล่มทลายลงมา บรรยากาศน่ากลัวมากๆ เมฆสีเทาเต็มบริเวณไปหมด

ส่วนที่บริเวณชายป่าแห่งนั้น ทั้ง 7 คนวิ่งหนีกันป่าราบ แต่หนีไม่พ้น ถูกดารกาจับหักคอบ้าง เหยียบบ้าง ตวัดลูกศรที่หางทั้งที่มอดบ้าง และพ่นไฟออกมาเผาบ้างในที่สุด ทุกคนกลายเป็นศพหมด
ดารกาแหงนหน้าขึ้นคำรามลั่น ฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ รับเสียงอสูรดารกา

เวลาเดียวกันแนนนี่หันมามองแม่ “แนนนี่ต้องไปก่อนละนะคะ”
“ระวังตัวนะลูก”
“คุณแม่สวดมนตร์ให้แนนนี่ด้วยนะคะ”
“โถ ! แม่ต้องสวดอยู่แล้วลูก”
แนนนี่ทำท่าจะเดินไป แล้วนึกได้ ทรุดตัวลงก้มกราบแทบเท้าแม่ ปัทมนซึ้งใจนัก ทรุดตัวลงกอดลูก น้ำตาคลอ
“ขอให้พระพุทธคุณช่วยปกปักรักษาให้ลูกรักของแม่จงปลอดภัยนะลูก”
แนนนี่กอดแม่ครู่หนึ่ง แล้วเรียกไม้กวาดมา เดินไปที่หน้าต่างแล้วขี่ออกไป
ปัทมนมองตามด้วยความเป็นห่วงสุดๆ

ดารกายังคงคำรามร้องกู่ก้องชัยชนะ
เสียงเรียกสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ “ดารกาเทวี”
ดารกาหันไปมอง
เห็นอสูรตัวพ่อปรากฏตัวในร่างอสูรแบบเดียวกัน จัดเต็มทั้งเขา เขี้ยว และหาง
“ถึงเพลาของเจ้าแล้ว ... เมืองเวทมนตร์จะต้องพินาศ”
ดารกาเบือนหน้าไป แล้วชู 2 มือขึ้น ลำแสงออกจากนิ้วดารกา เป็นฟ้าแลบสว่าง ทางโน้นที ทางนี้ทีไปทั่วบริเวณ ในที่สุด ก็ไปถึงจุดหนึ่ง สว่างวาบออกมาเป็นนครเวทมนตร์
ดารกามองไปด้วยสีหน้าบ่งบอกถึงชัยชนะ

บาบาร่าเปิดประตูเข้าบ้านทาฮิร่ามาท่ามกลางลมแรงจัด พัดอื้ออึง
“เพราะเธอคนเดียว ทาฮีร่า ที่เลี้ยงอสูรจนมันโตแล้ววกกลับแว้งกัดเรา” บาบาร่าแขวะ
“อสูรไม่ใช่งูซักหน่อย จะได้มาแว้งกัด เวรก๊ำ ... เวรกรรม” ชิกเก้นเถียงแทนนาย
“เงียบเลย ไอ้ชิกเก้น แกก็ตัวดี”
“อ้าว! โทษแม่มดด้วยกันเสร็จ ก็หันมาโทษแมวต่อ เวรก๊ำ ... เวรกรรม ทีไทเกอร์ ก็นั่งตัวลายพร้อยอยู่นี่ ทำไมไม่โทษบ้างล่ะ” ชิกเก้นบ่นอุบ
“เสียใจ! ไทเกอร์เป็นแมวมีระเบียบวินัยเช่นเดียวกับคุณยายบาบาร่าเจ้านายเป็นยังไง แมวก็เป็นอย่างนั้น” ไทเกอร์อวยเจ้านายสุดโต่ง
“เดี๋ยวก็ได้รู้แน่ว่า เจ้านายใครเป็นยังไง หัวเราะทีหลังหัวเราะได้ดังกว่าบาบาร่า เพื่อนเลิฟ” ทาฮิร่าหยัน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่เมืองมนุษย์เวลาเดียวกัน บุษบากำลังแปรงผมจะเข้าบ้าน ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องครืนครั่น ... ฝนตกหนัก มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น บุษเดินมาหยิบดู หน้าตาประหลาดใจ
ที่หน้าจอมีโทรศัพท์ เป็นตัวอักษรยึกยือ ภาษาอสูร
“อะไรน่ะ” รับสาย “ฮัลโหล”
เสียงอีกด้านเป็นเสียงครืดคราด
“ใครน่ะ”
บุษบาถาม แต่ยังคงเป็นเสียงครืดคราดเช่นเดิม
“ไอ้โรคจิต”
บุษบาปิดโทรศัพท์วางลง แล้วเดินไปที่เตียงจะล้มตัวนอน แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงครืดคราดดังอีก
บุษบาหันขวับมามองอย่างตกใจ
โทรศัพท์มีเสียงคำรามออกมา บุษบาค่อยๆ ถอยหลังเดินไปที่ประตู ตาจดจ้องมองโทรศัพท์ไม่กระพริบด้วยความหวาดกลัว รีบเปิดประตูออกไป

บุษบาก้าวออกมา พร้อมๆ กับไชยซึ่งมีสีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความตกใจเช่นกัน บุษบาร้องกรี๊ด
ไชยเองก็ร้องลั่น เมื่อเห็นศพ 7 ศพนอนเกลื่อนกลาดชวนสยดสยอง
“เร็ว ! พี่ไชย หนีเร็ว”
ทั้ง 2 คนวิ่งหนีตายลงบันไดไปอย่างไม่คิดชีวิต

บุษบา และไชยวิ่งกระเจิดกระเจิงออกมาหน้าบ้าน แล้วต้องสะดุ้งเฮือก หยุดชะงัก เห็นดารกายืนหันหลังให้
“นะ .... นะ.... น้อง... น้องดา” บุษบาระล่ำระลัก
ดารกาค่อยๆ หันกลับมา สีหน้าแววตาน่ากลัวชวนสยองอย่างยิ่ง
“พะ ....พะ... พี่ ... พี่บอกแล้วว่า มัน ... มันไม่ใช่คน” ไชยว่า
ดารกาค่อยๆกลายร่าง อสูรตัวพ่อปรากฏขึ้น
“ไปทำลายนครเวทมนตร์ ทางนี้พ่อจัดการเอง”
ดารกาค่อยๆ เลือนหายไป ดวงตาลุกเป็นไฟ

อสูรตัวพ่อเบือนหน้ากลับมามองทั้งสองพี่น้อง บุษบาและไชยพนมมือขอชีวิต ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
“อย่า...อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันกลัวแล้ว”
“ฉันก็กลัวแล้ว จะไม่ทำอีกแล้ว”
อสูรสะบัดมือ ร่างทั้งสองคนกระเด็นไปตกลงบนพื้น เลือดพุ่งออกจากปาก อสูรร้ายหมายจะซ้ำ
เสียงแนนนี่ร้องขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้”
ทั้ง 3 เงยหน้าขึ้นมาดู เห็นแนนนี่ขี่ไม้กวาดผ่านหน้าไป บุษบา และไชย ช็อกจนหมดสติทันที

ที่นครเวทมนตร์ ร่างอสูรดารกายามนี้สูงเทียมฟ้า กำลังทำลายล้างเมืองเวทย์ ด้วยการเหยียบบ้าง ปัดบ้าง ปล่อยแสงใส่บ้านเมืองพินาศพังยับเป็นแถบๆ บางส่วนถูกไฟไหม้ บรรดาพ่อมด และแม่มด หนีตายกันอลหม่าน
อสูรดารกายังคงเดินหน้าทำลายล้าง และคร่าชีวิตพ่อมด แม่มด ราวกับโกรธแค้นกันมานานนักหนา
ทหารมารายงานผู้นำแม่มด ท่านผู้นำเรียกประชุมวิสามัญ
เวลาเดียวกัน แม่มดโสภามาบอกบาบาร่า และทาฮิร่าให้รีบหนี บาบาร่าเยาะเย้ยทาฮิร่า ไหนว่าแนนนี่ไม่ใช่ อสูร และท้าทายให้ไปดูด้วยกัน ว่าใครจะหน้าแตก
ผู้นำแม่มด เปิดประตูออกมา “มันมาแล้วใช่มั้ย โสภา”
“เจ้าค่ะ ท่านผู้นำ”
“เรียกประชุมที่สภาเมืองฯ” ผู้นำแม่มด เดินออกไป..พร้อมสั่ง
“เจ้าค่ะ” โสภารับคำสั่ง

เวลาเดียวกันอสูรดารกาพ่นควันเผาเมืองเวทย์ต่อ พ่อมด แม่มด ต่างล้มตายเป็นไม้ร่วงร่วง
บาบาร่าขี่ไม้กวาดมากับไทเกอร์ ทาฮิร่ามากับชิกเก้น ทั้ง 4 เบิกตากว้างเมื่อเห็นความหายนะ ตรงหน้า
ทาฮิร่าพึมพำด้วยความตระหนก และสยดสยอง “ช่างตรงตามคำทำนายไม่มีผิดเพี้ยน”
“เวรก๊ำ ... เวรกรรม”
“โน่นไง อสูรหลานรักของทาฮีร่า .... ทำไมไม่ห้ามล่ะ เผื่อหลานจะเชื่อบ้าง” บาบาร่าเยาะ
“ระวัง ! มันหันมาแล้ว” ไทเกอร์ร้องเตือน
อสูรร้ายค่อยๆ หันกลับมาช้าๆ ทาฮิร่าและบาบาร่าเบิกตากว้าง บาบาร่าถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นเต็มตาว่าเป็น...อสูรดารกา
ทาฮร่าได้ที “หลานดารกาของเธอต่างหาก บาบาร่า”
“เวรก๊ำ ... เวรกรรม” ชิกเก้นครวญ
“เป็นไปไม่ได้” บาบาร่าไม่เชื่อ
ดารกาปล่อยซัดลูกไฟใส่ทันที ทั้ง 4 ร้องลั่น กระเด็นมาตกใกล้ๆ กัน
“ต้องเป็นแนนนี่ ที่ปลอมตัวมาใส่ร้ายน้องดา” เกือบจะตายอยู่แล้ว บาบาร่ายังไม่เชื่ออีก
“เอ๊อ! ยังจะดันทุรังเถียงอีก” ทาฮิร่าระอาแกมหน่าย
ดารกาแสยะเขี้ยวตรงเข้ามา ทาฮิร่าและบาบาร่า ผนึกกำลังสู้ แต่ก็ต้องบาดเจ็บกันไป
ทั้ง 2 นาง เตรียมขี่ไม้กวาดหนีอย่างทุลักทุเล

ดารกาปล่อยแสงใส่ จนไม้กวาดหักคนละ สองท่อน 2 สาวสามพันปีหนีหัวซุกหัวซุน
ผู้นำแม่มด นำกำลังทหาร พ่อมด แม่มด เดินออกมาจากหน้าสภานครเวทมนตร์ ระหว่างนั้นทหารคนหนึ่ง ซึ่งได้รับบาดเจ็บวิ่งเข้ามา ทรุดลงตรงหน้า

“ท่านผู้นำ”
“ออสการ์ เอ้า บาดเจ็บมากนี่ ....” หันมาสั่งแม่มดนางหนึ่ง “ไอรีน พาออสการ์ไปทำบาดแผล”
“รีบหนีไป...มันกำลังตรงมาทางหน้าสภาแม่มดนี่แล้ว...ถ้าบาบาร่ากับทาฮีร่าต้านไม่อยู่ละก็...” สีหน้าออสการ์หวาดผวาอย่างหนัก
ไอรีน และทหารอีก 2 คนช่วยกันพยุงออสการ์ไป
ไทเกอร์และชิกเก้นกระโจนมา
“ท่านผู้นำ! ช่วยคุณยายบาร์ของไทเกอร์ด้วย” ไทเกอร์ร้องเสียงหลง
“คุณยายทาของชิกเก้น ท่าทางจะไม่รอดแน่ เวรก๊ำ ...เวรกรรมสู้อุตส่าห์อยู่มาจน 3 พันปี”
“ทุกคน ตามข้ามา”
สิ้นคำของท่านผู้นำแม่มด ทุกคนเรียกไม้กวาดขึ้นขี่ไป ไทเกอร์ ชิกเก้นกระโจนเกาะไม้กวาดห้อยต่องแต่งไป
เวลาเดียวกันนั้นทาฮิร่า และบาบาร่า กำลังแย่เต็มที่ อสูรดารกาปล่อยลำแสงใส่ทาฮิร่า ซึ่งคลานหลบหัวซุกหัวซุน
จังหวะหนึ่งลำแสงพุ่งตรงสู่ทาฮิร่า แนนนี่ม้วนตัวลงมาจากไม้กวาดพายายหลบได้ทันท่วงที ด้วยความหงุดหงิดสุดๆ
“แนนนี่” ทาฮิร่ากับบาบาร่าประสานเสียงอย่างดีใจ

“แนนนี่ไม่ใช่อสูรหรอกเรอะ ... “ บาบาร่าช็อก ผินหน้ามามองดารกาหน้าเศร้า “... โธ่ ! ดารกา”
คราวนี้อสูรดารกาปล่อยลำแสงใส่บาบาร่า แนนนี่โอบ 2 ยายแม่มด คนละข้างหลบได้หวุดหวิด
เป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มผู้นำขี่ไม้กวาดกันมา ทุกคนปล่อยแสงสู้อสูรดารกา
“ท่านผู้นำ” ทาฮิร่าอุทาน
“เรารอดตายแล้ว” บาบาร่าร้องออกมาอย่างดีใจ
ชิกเก้นกระโดดมา “หรือไม่ก็ตายกันหมด เวรก๊ำ ... เวรกรรม”
ลำแสงจากกลุ่มผู้นำ ทำให้อสูรดารกาซวนเซไปมา ครู่หนึ่ง
“อสูรแย่แล้ว” ไทเกอร์ร้องขึ้น
แต่แล้วอสูรตัวพ่อก็ปรากฏตัวเข้าช่วย
“เฮ้ย ! มาได้ไง” ชิกเก้นประหลาดใจ
“มันตามแนนนี่มา”
อสูรดารกาตั้งตัวได้ ปล่อยแสงตอบโต้กลับ
ไม้กวาดหัก พ่อมดแม่มด กลุ่มผู้นำตกลงมาร้องกันโอดโอย อสูรตัวพ่อปล่อยแสงซ้ำเติม
แนนนี่ปล่อยแสงสู้ อสูรผงะ แนนนี่หยิบไม้กวาดพุ่งใส่ทันที ไม้กวาดพุ่งทะลุหัวใจอสูรร้าย ยืนโงนเงนล้มลงตึง
อสูรดารกาตะโกนลั่น เสียงสะท้อนก้องไปทั่วทั้งบริเวณ “พ่ออสูร”
อสูรร้ายขาดใจตายต่อหน้า
อสูรดารกาแค้นจัด หันมาทางแนนนี่ “นังแม่มด ฉันน่าจะฆ่าแกเสียนานแล้ว”
“แนนนี่ดูพี่ดาไม่ผิดเลยมาตั้งแต่ต้น พี่ดานั่นเองที่เป็นอสูร”
ดารกาเรียกอาวุธมาเป็นสามง่าม แนนนี่เรียกไม้กวาดมา แม่มดน้อย และอสูรน้อย เข้าสู่กัน อย่างไม่มีใครยอมกัน
สีหน้าบรรดากองเชียร์ แต่ละคนมองตาไม่กระพริบ

ทางด้านปัทมนในเมืองมนุษย์ยังคงตั้งมั่น ตั้งสมาธิแน่วแน่ สวดมนตร์อยู่ในห้องพระอย่างต่อเนื่อง

การต่อสู้ระหว่างอสูรดารกา กับแม่มดแนนนี่ยังคงดำเนินต่อไป แต่แล้วจังหวะหนึ่งแนนนี่เสียที ถูกลำแสงกระแทกสุดแรงเกิดจนกระเด็นตกลงมา แนนนี่กระอัก แล้วสะอึกออกมาเป็นเลือด
ทาฮิร่าผวาเข้ามาประคอง “แนนนี่”
“แนน .. แนนนี่ยังอ่าน .. คัมภีร์พิฆาตอสูรไม่จบ” แนนนี่พูดเสียงขาดๆ หายๆ เพราะเจ็บหนัก

กลุ่มท่านผู้นำไปเข้าปะทะอสูรดารกาแทน
“แกดูแนนนี่ไว้นะชิกเก้น” ทาฮิร่าลุกขึ้นฮึด “ทาฮิร่าสู้ตาย”
ทาฮิร่าลืมแก่พุ่งเข้าปะทะ
“เอาด้วย” บาบาร่าเข้าร่วมวงไพบูลย์
ทั้งหมดประสานพลังเข้ารุมอสูรดารกา ด้วยลีลาแสนมหัศจรรย์
ส่วนภวัตยืนที่หน้าต่างดูเหตุการณ์ด้วยสีหน้ากังวล แล้วตัดสินใจออกไปจากห้อง

พรเปิดประตูรั้วรับภวัตด้วยความแปลกใจ “คุณหมอภวัต”
“ขอโทษด้วยที่มากดกริ่งปลุกตอนนี้ ... พอดีผมมีธุระกับธานี คือ ... เพิ่งนึกได้น่ะ”
ภวัตพูดพลาง วิ่งเข้าข้างในพลาง โดยพรมองตามงงๆ

ภวัตเข้ามาห้องแนนนี่ หยุดยืนตรงกลางห้อง และส่งเสียงอ้อนวอนเรียกหาพรมวิเศษ

“พรมวิเศษ ผมไม่รู้หรอกว่า คุณอยู่ที่ไหนหรือได้ยินผมหรือเปล่า แต่ผมขอให้คุณมาหาผมเดี๋ยวนี้ ...ผมจะไปช่วยแนนนี่ ผมรักเธอ ผมเป็นห่วงเธอที่สุด
เงียบ
“ด้วยพลังแห่งความรักที่ผมมีต่อแนนนี่ ขอให้คุณมาพาผมไปพบเธอด้วยเถอะ”
หน้าต่างเปิดออกอย่างแรง ภวัตหันไปมอง
ด้วยความรัก ความแน่วแน่จริงใจ และพลังแห่งรัก ทำให้พรมวิเศษปรากฏออกมา ภวัตยิ้มด้วยความตื้นตัน ในขณะที่พรมลอยเข้ามา

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อสูรดารกาปล่อยแสงใส่ทุกคนกระเด็นกระดอน ล้มระเนระนาดบาดเจ็บไปเป็นแถบๆ
จังหวะนั้นภวัตนั่งพรมมาร่อนลงจอด
“แนนนี่”
ภวัตตรงเข้ามาที่แนนนี่ และโอบประคองไว้ด้วยความรัก และห่วงใยสุดแสน
อสูรดารกามองภาพนั้นด้วยความสะเทือนใจ
“พี่ภวัต” แนนนี่ดีใจยิ่งนัก
“น้องดา เลิกคิดทำลายล้างเสียเถอะ นครเวทมนตร์เสียหายมากพอแล้ว เธอฆ่าทั้งมนุษย์ทั้งแม่มดพ่อมดมากมาย อย่าทำบาป มากไปกว่านี้เลย” ภวัตร้องขอ
“ถ้าน้องดายอมเลิก ทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิมไหม .. พี่ภวัตจะรักน้องดามั้ย”
“ก็ตอบไม่ได้ว่า ทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิมหรือไม่ ..แต่ที่ตอบได้คือพี่จะรักน้องดาเหมือนน้องเช่นเดิม”
อสูรร้ายดารกาเงยหน้าครวญครางราวกับได้รับความเจ็บปวดสุดแสน
“น้องดา”
“พี่ภวัตรักนังแนนนี่ พี่ภวัตทำร้ายหัวใจน้องดา น้องดาจะทำลายทุกอย่างไม่ให้เหลือ”
อสูรดารกาชูมือขึ้น แล้วปล่อยลำแสงลงมา พื้นดินบริเวณนั้น แยกออกจากกัน เห็นเปลวไฟเบื้องล่าง ผู้คนในบริเวณที่ไม่ทันระวังต่างร่วงตกลงไป เสียงร้องดังระงม
กลุ่มผู้นำแม่มดต่างก็ร่วงหล่น รวมทั้งทาฮิร่าและบาบาร่า ต่างพยายามปีนป่ายกลับขึ้นมา ต่างหมดแรงสลบไสลบ้างตกไปบ้าง
อสูรดารกาคั่งแค้นอย่างหนัก และยังคงอาละวาดถล่มเมืองเวทย์ ไม่ยอมรามือ ไฟไหม้ไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
“เราจะมีวิธีแก้ไขมั้ยคะ ท่านผู้นำ” แนนนี่ตะโกนถามท่านผู้นำแม่มด
“มี แนนนี่ เจ้าไม่ใช่อสูร แต่เจ้าเกิดปีเดียว วันเดียว เดือนเดียว และเวลาเดียวกับอสูร เพราะเจ้าถูกกำหนดมาให้กำจัดอสูร ให้ตายไปกับมัน” ท่านผู้นำกล่าว
“แนนนี่ปราบอสูร” ทาฮิร่ากับบาบาร่า ประสานเสียงกัน
ภวัตโอบกอดแนนนี่ไว้เพื่อให้กำลังใจ อสูรดารกาเดินจากไป ตลอดทางที่ผ่านมีแต่ความเสียหายทำลายล้าง
“ท่านผู้นำโปรดบอกมาเลยค่ะว่า แนนนี่จะต้องทำอย่างไร มันมุ่งหน้าไปที่สภาแม่มดแล้ว”
“เจ้าต้องสละชีวิต ยอมตายไปกับมัน”
“อะไรนะ” ทุกคนตกใจ
แนนนี่ตัดสินใจเด็ดขาด “แนนนี่จะทำ” น้ำเสียงมุ่งมั่น
ทุกคนยิ่งตกใจ
“แนนนี่ ไม่ได้หรอก ยายไม่ยอมให้หนูทำเด็ดขาด” ทาฮิร่าทั้งรักทั้งห่วงหลานสาว
“แนนนี่” ภวัตหน้าเศร้า
“แนนนี่ทราบค่ะว่าทุกคนเป็นห่วงแนนนี่ แต่ถ้าแนนนี่ไม่ทำ อสูรก็ไม่ถูกกำจัด ความเสียหายจะตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะทุกคนต้องตาย”
“เราทุกคนยอมตาย ใช่ไหม บาบาร่า” ทาฮิร่าหันมาทางเพื่อนเลิฟ
บาบาร่าพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก
“ให้แนนนี่ตายคนเดียวไม่ดีกว่าหรือคะ”
ทาฮิร่าเสียใจร้องไห้ออกมา “ไม่ ยายไม่ยอม”
“คุณยายขา ปล่อยให้แนนนี่ทำเถอะค่ะ ท่านผู้นำก็บอกอยู่แล้วว่าแนนนี่เกิดมาเพื่อกำจัดอสูร”
ทาฮิร่าร้องไห้ใจจะขาดและกอดแนนนี่ไว้แน่น
“ยายไม่ได้เลี้ยงหลานมาเพื่อให้สละชีวิตให้ทุกคนที่พยายามตามล้างตามผลาญหลาน” ทาฮิร่าแดกดัน
บาบาร่า ผู้นำแม่มด พรรคพวกก้มหน้า ทำตาปริบๆ
“พวกเขาจ้องจะฆ่าหลานของยายอย่างเดียว พอมาถึงตอนนี้ก็จะเรียกร้องให้เจ้าเสียสละอีก ในเมื่อจะต้องตาย ก็ตายกันให้หมดซิ อยู่กันมาตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปีแล้ว”
แนนนี่กอดยายไว้แน่น “ยายจ๋า ขอให้แนนนี่ได้ทำเถอะ แนนนี่เต็มใจจะทำแล้วก็อยากให้ยายภูมิใจด้วยว่าเลี้ยงเด็กกำพร้าคนนี้มาไม่เสียหลาย”
ทาฮิร่าสะอึกสะอื้น พูดไม่ออก บาบาร่าต้องโอบไหล่ไว้
แนนนี่หันมาทางภวัต “พี่ภวัต ฝากบอก คุณแม่ คุณลุงจักร พี่ธานี พี่รัดเกล้าและทุกๆคนที่บ้านด้วยว่า แนนนี่รักพวกเขา บอกแม่ว่า แนนนี่ตัดสินใจจะอยู่ที่นี่กับยาย จะไม่กลับไปอีก อย่าบอกท่านว่าแนนนี่ตาย”
ภวัตพูดไม่ออก ด้วยความสะเทือนใจ
“แนนนี่รักพี่ภวัตค่ะ” แนนนี่บอกชายที่เธอสุดชีวิต รักตั้งแต่พบหน้า จวบจนวันนี้ วินาทีนี้
ภวัตดึงแนนนี่มากอดแน่น “แนนนี่”

“แนนนี่รักพี่ภวัต อยากอยู่กับพี่ภวัตไปชั่วชีวิต”
“ฟังนะแนนนี่ ...” ประคองหน้าแนนนี่ไว้ “... พี่รักแนนนี่ รักมาตั้งแต่แรกและจะรักไปจนตลอดชีวิต”
จังหวะนั้นมีเสียงร้องของอสูรดารกาดังขึ้นมาราวกับหัวใจแตกสลาย
“พี่จะรักแนนนี่คนเดียวตลอดไป”
แนนนี่ยิ้มทั้งน้ำตา “เพียงเท่านี้แนนนี่ก็มีความสุขที่สุดแล้ว ถึงตายแนนนี่ก็ไม่เสียดายชีวิตเลยสักนิด ลาก่อนค่ะพี่ภวัต”
ภวัตโอบกอดแนนนี่ไว้ บรรจงจูบตรงหน้าผากอย่างรักใคร่และอาลัยอาวรณ์
แนนนี่ก้มกราบแทบเท้าเหมือนจะบอกลายายครั้งสุดทท้าย
“แนนนี่ไปละนะ ชิกเก้น ฝากดูแลยายให้ดีด้วย”
แนนนี่ตัดสินใจลุกเดินแกมวิ่งไป ทาฮิร่าใจจะขาดเสียให้ได้ และทำท่าจะตามแต่บาบาร่าจับไว้
ภวัตตัดสินใจลุกตามไป

อสูรดารกากำลังกรีดร้องโหยหวน รังสีจากเสียงนั้นทำให้อาคารต่างๆ ในบริเวณนั้นพังทะลาย
ผู้คนที่ซ่อนตัวอยู่พยายามจะหนีเอาชีวิตรอด แต่ก็ต้องเศษอาคารถล่มทับเป็นที่น่าเวทนา
“พี่ดา แนนนี่มาแล้ว”
อสูรดารกาหันมา “อ้อ ! มาแล้วเรอะ นังมารหัวใจ”
“หยุดก่อกรรมทำชั่วเสียที แนนนี่พร้อมจะไปกับพี่ดาแล้ว”
อสูรดารกาแสยะแยกเขี้ยวใส่อย่างแค้นคั่ง
ระหว่างนั้นภวัตตามมา
“น้องดา พาพี่ไปแทนแนนนี่”
“อย่านะ พี่ภวัต กลับไป” แนนนี่ร้องห้าม
“พี่รักแนนนี่ พี่ยอมตายแทนแนนนี่”
อสูรดารกากรีดร้อง “อ๊าย ... ย...ย.... ทำไมพี่ภวัตไม่รักน้องดา”
พอแนนนี่เห็นดารกาเผลอ รีบวิ่งเข้ามาจับแขนไว้ แล้วพาเหาะขึ้นไป
“ไปด้วยกัน”
“ไปไหน”
แนนนี่จับแขนดารกาลอยดิ่งลงไปในแผ่นดินที่แยกออกจากกัน
“แนนนี่ น้องดา” ภวัตช็อก

เวลาเดียวกันนั้น ปัทมนสวดมนตร์อย่างมุ่งมั่น

ดารกากับแนนนี่จมดิ่งลงไปสู่เบื้องล่างที่เต็มไปด้วยไฟลุกโชนอย่างน่ากลัว

ปัทมนตั้งสมาธิสวดมนตร์อยู่อย่างนั้น จังหวะนั้นปัทมนมองเห็นภาพลูกทั้งสอง ดารกาและแนนนี่ กำลังจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ
“ด้วยอำนาจพระพุทธคุณ ได้โปรดช่วยลูกรักของแม่ทั้ง 2 คนด้วย”
ในหุบเหวที่เบื้องล่างเปลวไฟพร้อมจะเผาผลาญทุกสรรพสิ่ง ดารกาจับมือแนนนี่แน่น
“แนนนี่ ฉันตาย..... แกก็ต้องตายด้วย”
“แนนนี่พร้อมจะตายอยู่แล้ว และก็ไม่เสียดายชีวิตเลย”
“นังแม่มด แกเป็นคนทำลายความรักของฉัน”
ปัทมนอยู่ในห้องพระ เริ่มสวดมนตร์มาถึงบทแผ่เมตตา เสียงสะท้อนก้องมาในหุบเหวแห่งนั้น
“ใครมาบ่นอะไรแถวนี้ ฉันไม่ฟัง” ดารกาเสียงกร้าว
แนนนี่สีหน้าชื่นมื่น “คุณแม่ คุณแม่สวดมนตร์ให้พี่ดากับแนนนี่”
“ฉันไม่ฟัง”
ทั้งสอง ดำดิ่งลึกลงไปทุกทีๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ ท่าทางดูอ่อนแรงลงไปทุกขณะ
เสียงปัทมนดังขึ้นมา “น้องดาลูกรัก อย่าสร้างบาปอีกต่อไปเลย ขอพระพุทธคุณและพลังรักจากแม่และคำสั่งสอนอบรมของแม่ จะช่วยให้ลูกกลับใจ หยุดท้ำร้ายทุกคนด้วยเถิด”
แนนนี่กับดารกาอ่อนแรงลงไปอีก แนนนี่ออ่อนระโหยโรยแรงเต็มทีแล้ว
“พี่ดา แนนนี่หมดแรงแล้ว แนนนี่ขออโหสิให้พี่ดานะคะขออย่าให้เรามีเวรมีกรรมต่อกันอีกเลย”
ดารกาก็อ่อนแรงแต่ยังทำเสียงกร้าวใส่ “ฉันไม่อโหสิให้แก แล้วก็ไม่รับคำอโหสิด้วย”
ปัทมนยังคงสวดแผ่เมตตาต่อ
ดารกาซึ่งใกล้จะหมดแรงลงไปทุกทีๆ เวลานั้นแสงแห่งพระพุทธรูปผุดเข้ามาในห้วงความคิด สีพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความเมตตาแผ่รัศมีสว่างเรืองรองออกมา เสียงสวดมนตร์ของแม่เวลานี้กลับฟังสงบเยือกเย็นอย่างประหลาด
อสูรดารกาลืมตาขึ้น สีหน้ากร้าวกระด้างดูอ่อนโยนลง ภาพปัทมนที่รักใคร่เมตตาดารกา มาตั้งแต่เด็กจนโตเข้ามาในห้วงความคิด
มือของดารกาขยับจับมือแนนนี่แน่นมากขึ้น มือแนนนี่ก็ขยับจับมือดารกาเช่นกัน
แนนนี่อ่อนระโหยกำลังจะสิ้นแรงแล้ว
“พี่ดา”
“แนนนี่ พี่ฝากคุณแม่ ฝากพี่ภวัตด้วย พี่ขออโหสิกับทุกคน”
ดารกาพยายามรวบรวมกำลังครั้งสุดท้าย จับแขนแนนนี่ไว้มั่น แล้วเหวี่ยงขึ้นไปสุดแรงเกิด ร่างแนนนี่ ลอยลิ่วๆ ขึ้นสู่เบื้อบน
“พี่ดา”
ในขณะที่ดารกาลอยละลิ่วลงสู่เบื้องล่าง และจมหายลงไปในกองไฟ บรรลัยกัลป์
ร่างของแนนนี่กระเด็นขึ้นมา ดารกาดิ้นรนในกองไฟนั้น แล้วจึงค่อยๆสงบลง
เสียงดารกาดังขึ้นมาจากก้นหุบเหวแห่งเปลวเพลิง
“ทุกๆ คนต่างมีอสูรอยู่ในตัว”
อสูรดารกากลับคืนเป็นดารกาแสนดีคนเดิม เขา เขี้ยว หาง หายไปจนสิ้น เหมือนคนปกติธรรมดานอนตาย
ภวัตยืนโอบกอดแนนนี่อย่างสุดแสนรักที่ปากเหว
“พี่นึกว่าต้องเสียแนนนี่ไปเสียแล้ว”
“พี่ดาค่ะ พี่ดาช่วยแนนนี่ไว้” แนนนี่บอกอย่างตื้นตันใจ
เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาจากก้นเหว ภวัตและแนนนี่เบิกตากว้าง

สักครู่หนึ่ง ท่านผู้นำแม่มดกำลังร่ายคาถาปิดปากเหว
“อัล .... อามีลา ...โฮลา ... อัมอารัล”
หุบเหวปิดเข้าหากัน ผู้คนรีบหนีออกจากบริเวณนั้นวุ่นวาย ชิกเก้นกระโดดไม่ข้าม ตกลงไป ดีว่ามือคว้าขอบไว้ได้
“คุณยาย ช่วยด้วย”
ทาฮิร่าหันมา “ไอ้ชิกเก้น”
ทาฮิร่าหันหลังกลับวิ่งไปช่วยชิกเก้น
“ทาฮิร่า อย่าไป” บาบาร่าร้องห้าม
ทาฮิร่าไม่ฟังเข้าไปอุ้มชิกเก้นออกมาได้อย่างหวุดหวิด
“ชิกเก้น ไม่เป็นอะไรแล้วนะ ไม่เป็นไรแล้ว”
ภวัตและแนนนี่เดินเข้ามาหาทาฮิร่า
“คุณยาย”
สองยายหลานโผกอดกันครู่หนึ่งแล้วนึกได้
ทาฮิร่าก้มมองชิกเก้น “ชิกเก้น ชิคเก้นไม่หายใจ”
“ชิกเก้น” แนนนี่ตกใจ
ทาฮิร่าร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ “ชิกเก้น ลืมตาซิ ลืมตา”
แนนนี่กอดคุณยายไว้น้ำตาไหล เสียใจไม่ต่างกัน “คุณยายขา”
“ชิกเก้น ฉันสั่งให้แกลืมตา ฉันอยากทะเลาะกับแกอีก”
ทาฮิร่าสะอึกสะอื้น ขณะที่ทุกคนต่างเศร้าสลดกันไป

ประตูบ้านทาฮิร่าเปิดออก ทาฮิร่ายังคงน้ำตาไหลพราก อุ้มชิกเก้นเดินเข้ามา
ท่านผู้นำแม่มด บาบาร่า แนนนี่ ภวัต และไทเกอร์รวมทั้งแม่มดผู้ติดตามผู้นำตามเข้ามา บรรยากาศเศร้าสลด สีหน้าแต่ละคนต่างเศร้าหมอง น้ำตาซึม แนนนี่จับมือภวัตแน่น
แนนนี่ร่ายคาถาเป็นเบาะสวยงามให้ทาฮีร่าวางชิคเก้นลง
“ชิกเก้น แกมันใจดำ ทิ้งฉันให้อยู่คนเดียวได้ยังไง” ทาฮิร่าปาดน้ำตา “คอยดูนะฉันจะชุบชีวิตแกให้ได้
“โธ่เอ๊ย ทาฮีร่า คาถาบทง่ายๆ กว่านี้เจ้ายังลืมเลย แล้วจะไปจำคาถาชั้นสูงโต่งอย่างนั้นได้ยังไง” ท่านผู้นำว่า
“ยังไงก็ต้องลองดูละเจ้าค่ะ”
ทาฮีร่าทรุดตัวลงขัดสมาธิ ทุกคนนั่งห่างออกมา
“อัมมา .... อาลาเฟรชา อนาโตมียา”
ทาฮิร่าชี้ไปชิกเก้น ทุกคนมองตามลุ้นเต็มที่ ชิกเก้นยังคงแน่นิ่งไม่ไหวติง
ทาฮิร่าสูดลมหายใจเรียกพลัง “อัมมา .... อนาโตมียา อาลาเฟรชา”
ทาฮิร่าชี้ใหม่ ชิกเก้นยังคงแน่นิ่ง ทาฮิร่าว่าคาถาชี้แล้วชี้อีก แต่ชิกเก้นยังนิ่ง
ในที่สุด ทาฮิร่าถึงกับต้องยกมือปาดเหงื่อ
“ ยายจ๋า”
ท่านผู้นำแตะแขนเป็นเชิงปลอบ “ทาฮิร่า...”
ทาฮิร่าปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ชิกเก้น ขอให้แกไปสู่สุคติเถิด”
จู่ๆ เสียงคุ้นหูเอ่ยขึ้น “เฮ้อ! เมื่อยจัง”
ทุกคนชะงัก แล้วก้มลงไปมอง เห็นชิกเก้นกำลังบิดตัวไปมาด้วยความเมื่อยขบ
“ชิกเก้น” ทุกคนประสานเสียง
“นี่ฉันชุบแกฟื้นใช่มั้ย ดีใจจัง...แนนนี่ นายภวิต เห็นมั้ยว่ายายเก่ง” ทาฮิร่าดี๊ด๊าสุดโต่ง
“โอ๊ย! ชุบเชิบอะไรที่ไหน ชิกเก้นไม่ได้ตายซักหน่อย แค่อยากลองใจคุณยายทาฮิร่าเท่านั้น” ชิกเก้นว่า
“ไอ้ชิกเก้น”
“ข้อแรก ... ชิกเก้นอยากรู้ว่าคุณยายยังจำคาถาชุบชีวิตได้มั้ย ปรากฏว่าก็จำไม่ได้ เวรก๊ำ...เวรกรรม”
“ก็แกไม่ได้ตาย แกจะรู้ได้ยังไงว่าฉันจำไม่ได้”
ขณะที่ทั้งคู่เถียงกัน...คนอื่นลุกเดินออกไปเซ็งๆ เว้นภวัตและแนนนี่
“รู้ละกัน ข้อต่อไปนี้สำคัญที่สุด ‘ไรสุด นั่นคือชิคเก้นอยากรู้ว่าคุณยายรักชิคเก้น...’ไรชิคเก้นมากแค่ไหน ปรากฏว่ามากจนแมวปลื้ม”
“ไอ้ชิกเก้น แกได้ตายจริงๆแน่”
ทาฮิร่าลุกขึ้น ชิกเก้นไหวตัวทันกระโจนหนีไปทางหน้าต่างก่อน
“เวรก๊ำ....เวรกรรม”
ทาฮิร่าตามติด “อย่าหนีนะ ไอ้ชิกเก้น”
ภวัต และแนนนี่มองตาม แล้วหัวเราะ
ในที่สุดภวัตหันมามองแนนนี่ ส่วนแนนนี่ก้มหน้าเขิน
ภวัตล้อ “เอ๊ะ พี่บอกหรือยังว่ารักแนนนี่”
แนนนี่บ่นอุบอิบ “บอกแล้วค่ะ”
“ไม่เป็นไร ต่อไปนี้ พี่จะบอกทุกวันเลยว่ารักแนนนี่”
แนนนี่ยิ่งเขินจัด

เวลาผ่านไป
เช้าวันนี้สมาชิกทุกคนกำลังใส่บาตรอยู่หน้าบ้าน โดยมีปีเตอร์คอยคุมบุษบาตล๊อด ซึ่งบุษบายามนี้ดูสงบเสงี่ยมเจียมตัวกว่าที่เคยเห็นราวกับเป็นคนละคน ทุกคนร่วมใจกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ดารกา
เหมือนกับจะรับรู้ รูปดารกาในกรอบใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายในบ้าน ทอดสายดวงตามองมายังทุกคนอย่างสงบและอ่อนโยน

ส่วนที่เมืองแม่มด ทาฮิร่าและชิกเก้น ลงจากไม้กวาดจะเดินเข้าบ้าน
“อยากจะเอาเด็กมาเลี้ยงอีกมั้ยคุณยาย” ชิกเก้นถามนายหญิง
“ถ้ามี ฉันก็เลี้ยง”
“เรียกว่าไม่เข็ด เวรก๊ำ...เวรกรรม”
“เลี้ยงแม่มดมาเยอะ เลี้ยงแล้วขาดดุลย์ ต้องยกให้พวกมนุษย์ผู้ชายหมด คราวหน้าถ้าเลือกได้ อยากจะลองเลี้ยงพ่อมดดูบ้าง”
“เอากับนางซิ”
จังหวะนั้นที่เท้าทาฮีร่าสะดุดอะไรบางอย่าง
“อุ๊ย!” ทาฮิร่าก้มลงมอง “ตะเกียงแก้ว ตะเกียงแก้วกลับมาอยู่กับฉันอีกแล้ว”
“เวรก๊ำ...เวรกรรม”

หลังจากต้องอกสั่นขวัญแขวนตลอด 22 ปี ที่ผ่านมา ความสุข เสียงหัวเราะ คืนกลับสู่นครเวทมนตร์อีกคราครั้ง

จบบริบูรณ์






Create Date : 11 มีนาคม 2555
Last Update : 11 มีนาคม 2555 21:51:15 น.
Counter : 218 Pageviews.

0 comment
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 23 อวสาน (ต่อ)



ช่วงเช้าวันนั้นภวัตกำลังนั่งอ่านแฟ้มคนไข้ เสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วบุษบาเดินเข้ามา สีหน้าแววตาเศร้าหมอง ภวัตเงยหน้ามอง แต่บุษบาชิงพูดขึ้นก่อน

“ภวัต ... พอมีเวลาให้บุษสักนิดนึงไหมคะ”
ภวัตเหลือบดูนาฬิกา “อย่าให้เกินครึ่งชั่วโมงนะครับ”
บุษบาเดินมานั่ง ทำเป็นอัดอั้นตันใจครู่หนึ่ง
“ภวัต...บุษพอมีความหมายสำหรับคุณบ้างแม้ซักน้อยนิดมั้ยคะ”
“บุษเป็นเพื่อนผม ... เพื่อนย่อมมีความหมายสำหรับเพื่อนเสมอ” ภวัตพูดเสียงอ่อนโยน
บุษบากระตือรือร้นขึ้นมาทันที “ความรักที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน จะเป็นความรักที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน...เป็นความผูกพันที่มั่นคง บุษเชื่ออย่างนั้นค่ะ”
“บุษ” ภวัตอึ้งเจอรุกอีกครั้ง
บุษบาถอนใจโล่งอก “ในเมื่อเรามีใจตรงกันอย่างนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องรออะไรต่อไปแล้ว ... บุษต้องการคู่คิดที่คอยให้คำแนะนำ ...คำปรึกษา ...เพราะตอนนี้พี่ไชยก็เปลี่ยนสภาพจากหมอเป็นคนไข้ไปเรียบร้อย ...บุษขอเวลาสองเดือน สำหรับบินไป ตัดชุดแต่งงาน”
“เดี๋ยวครับ ... เดี๋ยว”
“สองเดือนนานไปหรือคะงั้นเดือนเดียวก็ได้ ถึงจะค่อนข้างขลุกขลัก แต่บุษ...”
“ผมยังไม่มีแผนจะแต่งงานกับใครครับ” ภวัตโพล่งออกมา
บุษบาอึ้ง
“และสำหรับผม...เพื่อนก็คือเพื่อน...คงไม่มีทางจะพัฒนาเป็นอย่างอื่นได้”
“ภวัต!”
“คุณเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมทุกอย่าง วันนึง คุณจะต้องพบคนที่ดีพร้อมเท่าเทียมกัน”
บุษบาผุดลุกขึ้นทันที “ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ จะบอกว่าคุณต้องการ เขี่ยบุษทิ้งเหมือนเขี่ยรองเท้าเก่าๆคู่หนึ่งก็ว่ามาเลย ใช่สิ บุษมันเก่าไปแล้วนี่”
“ไปกันใหญ่แล้ว เราไม่ได้มีอะรกัน ผมจะไปเขี่ยคุณทิ้งได้ยังไง”
“หมายความว่า คุณจะไม่ยอมแต่งงานกับบุษ”
“ถึงจะแต่งก็ไปไม่รอดหรอกครับ ... เพราะ ...”
ภวัตพูดไม่ทันจบบุษบาก็พูดสวนขึ้น “โธ่เอ๊ย...ที่แท้ก็กลัวว่าจะไปไม่รอดนี่เอง...ไม่เป็นไรค่ะ เราแต่งงานกันไปก่อน เรื่องรอดหรือไม่รอดเอาไว้ไปว่ากันทีหลัง”
ภวัตสุดจะทนกับเรื่องนี้ตัดสินใจตัดบท “ผมไม่ได้รักคุณ”
บุษบาเบิกตากว้างตกตะลึงมองภวัต

บุษบากลับมาห้อง น้ำตาไหลพรากสีหน้าคั่งแค้น “ไม่รัก เป็นไปไม่ได้ที่ภวัตจะไม่รักฉัน”
บุษบาเดินกลับไปกลับมาอย่างพลุ่งพล่าน
“เขาต้องรักฉันซิ ผู้หญิงเพอร์เฟ็คท์ขนาดนี้จะหาที่ไหนได้ง่ายๆ...มันต้องมีมือที่ 3 แน่!…แล้วเผลอๆ อาจจะมีมือที่ 4 ด้วย นังดารกา ... นังแนนนี่” นัยน์ตาบุษเป็นประกายสีหน้ามาดหมาย
ดารกาอยู่ที่หอพักกำลังนั่งกอดเข่า ดวงตาทอดมองออกไปข้างหน้าเหมือนตกอยู่ในภวังค์ มีเสียงโทรศัพท์สายในหอพักดังขึ้น ดารกาปล่อยให้ดังครู่หนึ่ง แล้วหยิบขึ้นรับ
“สวัสดีค่ะ...” ชะงัก “ใครนะคะ”
สีหน้าและแววตาของดารกาเป็นประกายกร้าวขึ้น

ไม่นานหลังจากนั้นบุษบาก็พาตัวเองมายืนรอดารกาอยู่ที่ห้องพัก... และยิ้มนิดๆ
“พี่บุษทราบได้ยังไงคะว่า น้องดาอยู่ที่นี่”
“ก็ไม่ได้ลึกลับอะไรนี่จ๊ะ พี่บุษมีเรื่องจะคุยกับน้องดา พี่ขึ้นไปบนห้องน้องดาได้ไหม”
“พี่บุษไม่กลัวหรือคะ ข้างบนเคยมีเพื่อนน้องดากระโดดตึกตาย”
“ถ้ากลัวก็ไม่มาน่ะซิ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญค่ะ” ดารกาเดินนำบุษบาไป

ครู่ต่อมาบุษบามองโดยรอบห้อง “...น่าสบายนี่”
“พี่บุษคงไม่ได้จะมาชมห้องน้องดาใช่มั้ยคะ”
บุษบาทรุดตัวลงนั่ง แล้วมองดารกาหัวจรดเท้า “น้องดาจัดว่าเป็นคนสวยคนนึง”
ดารกายิ้มนิดๆ
“รู้มั้ยว่าภวัตเขาบอกกับพี่ว่าเขาเป็นห่วงน้องดามาก”
“หรือคะ”
“เพราะพอเขาแต่งงานกับพี่บุษแล้ว ก็คงต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน น้องดาอยู่ทางนี้คงไม่มีคนติวให้เหมือนเคย”
ดารกาสะดุ้ง “แต่งงาน พี่ พี่ภวัตจะแต่งงานหรือคะ”
“อ้าว! พี่ภวัตยังไม่ได้บอกน้องดาอีกหรือจ้ะ ... อ้อ ! แต่คงจะรอให้ได้ฤกษ์แน่นอนเสียก่อน ! ตายจริง น้องดาเป็นอะไรน่ะ หน้าซีดเลย”
“เปล่าค่ะ ... แต่พอดีน้องดาจะต้องดูหนังสือสอบ ... พี่บุษกลับไปก่อนดีไหมคะ แล้ววันหลังค่อยคุยกัน”
บุษบาไม่สนยังใส่ต่อ “คนเราน่ะนะ ต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าหวังสูงจนเกินศักดิ์ ... มีกำเนิดต่ำต้อยก็อย่าทะเยอทะยาน ....ถ้าตกลงมาจะเจ็บฟรี” น้ำเสียงเยาะเย้ย หมิ่นและหยามหยัน
ดารกากำมือแน่น “พอที”
“ต๊าย ! ขอโทษ....พี่บุษลืมไปว่า น้องดาเป็นลูกแม่ค้าขายปลา !...โชคดีที่เขาเอามาทิ้งหน้าบ้านเศรษฐีแต่ก็นั่นแหละนะ กาก็คือกา ต่อให้เอาขนนกยูงมาแซมให้ตาย มันก็ยังเป็นกาอยู่นั่นเอง”
บุษบาพูดพลางเดินไปที่ประตู ดารกาหันหลัง ดวงตาดารกาเริ่มเขียวเรืองๆ โกรธจัด แต่พยายามระงับไว้
“เฮ้อ ! น่าเวทนา ทางเดียวที่จะช่วยไม่ให้ตกลงมาชักกระตุกจุกแอ็คๆ ก็คือ เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นใคร”
ใบหน้าดารกาใกล้เปลี่ยนเป็นอสูรเข้าไปอีก
“เป็นลูกแม่ค้าขายปลาก็น่าจะได้กับลูกพ่อค้าขายหมู ... รวยนะนั่นน่ะ” บุษบาพูดขณะจับลูกบิดประตู
“เป็นชาวตลาดก็อยู่กับชาวตลาด อย่าเผยอสะเออะเสนอหน้ามาอยู่กับไฮโซฯ เด็ดขาด... มันเหม็นคาวปลา”
ดารกาแสยะปาก เขี้ยวงอกหันกลับมา จังหวะเดียวกับที่บุษบาเปิดประตูออกไปพอดี ดารกาคำรามลั่น
บุษชะงักเมื่อได้ยินเสียงคำรามราวกับสัตว์ที่บาดเจ็บ เดินกลับมาเอาหูแนบประตู แล้วหัวเราะ
“เสียงเหมือนปลาถูกทุบหัวมั้ง” บุษบาเดินนวยนาดไป

จัดการดารกาจบ บุษบาก็ขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านปัทมน เพื่อปิดจ๊อบมารหัวใจ ขณะที่พรเปิดประตูแล้วเดินมา
“คุณแนนนี่อยู่ไหน พร”
“อยู่บนห้องค่ะ เดี๋ยวพรจะขึ้นไปตามลงมาให้”
“ฉันจะรออยู่ในสวนนะ”
“ค่ะ” พรเดินเข้าไปในบ้าน
“บาดเจ็บสาหัสไปหนึ่ง เหลืออีกหนึ่ง” บุษบาเดินอ้อมไปหลังบ้าน

แนนนี่ประหลาดใจนักที่ได้ยินจากพรมาใครมาขอพบ
“ยัยบุษบาน่ะหรือคะมาขอพบแนนนี่ โอ๊ย! ดินจะถล่ม ฟ้าจะทลาย แล้วให้ไปพบในสวนด้วย”
“ค่ะ”
“สงสัยแกจะคิดว่าแนนนี่เป็นพี่ภวัต”
แนนนี่เดินออกมา โดยพรอมยิ้มตามไปด้วย

บุษนั่งกรีดกรายดูแหวนที่นิ้ว ขณะที่แนนนี่เดินเข้ามาทักทายกวนๆ
“เป็นหิดหรือคะ”
บุษบานิ่วหน้าทันใด แล้วปรับเป็นยิ้มเย้ยนิดๆ “ดูแหวนวงใหม่ 10 กะรัตค่ะ กำลังคิดอยู่ว่าแหวนหมั้นจะเอายังไงดี จะให้เท่านี้หรือว่าใหญ่กว่านี้นิดหน่อย”
“ถามความเห็นแนนนี่หรือเปล่าคะ”
“เออ! ก็ดีเหมือนกัน เพราะคนที่จะเป็นเจ้าบ่าวของพี่น่ะสนิทกับแนนนี่ม้าก ...ก...มาก”
แนนนี่เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
“คุณภวัตไงจ๊ะ” บุษบาลอยหน้าตอบ
“มั่วเว่อร์ พี่ภวัตไม่ตาถั่วขนาดนั้นหรอก ผู้หญิงสวยแต่รูปจูบแล้วเหม็นแบบเจ๊นี่ รับรองว่าไม่อยู่ในสายตาพี่ภวัต”
บุษบาเยาะแกมเย้ย “แล้วใครล่ะที่อยู่ ! เธองั้นเรอะ”
“ก็ไม่แน่เหมือนกันนะเจ๊ ระหว่างยายแก่เหนียงยานอย่างเจ๊ กับสาวน้อยวัยใสอย่างฉัน ผู้ชายร้อยทั้งร้อยเลือกฉันชัวร์”
“นังเด็กนรก!”
“นังผู้ใหญ่อเวจี” แนนนี่ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
“นังเด็กกำพร้า ! พ่อแม่ไม่สั่งสอน”
“แล้วพ่อแม่ของเจ๊ล่ะ ได้ข่าวว่ารีบตายหนีความอับอายขายหน้าที่ลูกสาวชอบไล่ตื้อผู้ชาย เหมือนกันไม่ใช่เรอะ”
บุษบากรี๊ด แนนนี่แกล้งกรี๊ดล้อเลียน
“แกมันร้ายเหมือนนังแม่มด”
แนนนี่ลอยหน้าต่อปาก “อ๊อ...อ ! ก็ฉันเป็นแม่มดนี่ จะให้ร้ายแบบนังอิจฉาอย่างเจ๊ ได้ไง อ้อ!...ในฐานะที่คุ้นเคยกันมา ถ้าเจ๊หาแฟนไม่ได้ก็บอก ...ยังมีปีเตอร์อีกคน”
“อร้ายย” บุษบากรี๊ดแค้นสุดๆ ในขณะที่แนนนี่รีบอุดหู

โดนตอกกลับขนาดนั้น บุษบาจึงพุ่งไปฟ้องภวัตที่บ้านทันที และภวัตกำลังส่งทิชชูให้บุษบาซึ่งกำลังร้องห่มร้องไห้
“ภวัต .... ตั้งแต่เป็นตัวเป็นตนมา บุษไม่เคยเห็นเด็กที่ไหนหยาบคาย ร้ายกาจเหมือนนัง ... เอ๊ย! น้องแนนนี่มาก่อนเลย ... คำนึงก็ว่าบุษเหนียงยาน สองคำก็ว่าเป็นผู้ใหญ่อเวจี”
“เหลวไหลใหญ่แล้ว” ภวัตฉุนแนนนี่
บุษบารีบยุส่ง “แค่นั้นยังไม่พอค่ะ เขาบอกว่าภวัตหลงรักเขาหัวปักหัวปำจนสองตาไม่มีแลใครอีก”
“แนนนี่” ภวัตพึมพำ
“เขาด่าว่าบุษฉอดๆ จนบุษเถียงไม่ทันเลยค่ะ”
“แล้วคุณมีธุระอะไรกับแนนนี่หรือ”
บุษบาอึกอักไปสักครู่หนึ่งเพราะคิดหาข้อแก้ตัวไม่ทัน “เอ้อ ...คือ...อ๋อ! บุษซื้อมะยงชิดไปฝากคุณอาปัทน่ะค่ะ แค่ถามนิดเดียว ว่าคุณแม่อยู่หรือเปล่า เขาก็ใส่บุษเป็นชุด จะเกรงใจว่าบุษเป็นรุ่นพี่บ้างก็ไม่มี... ที่มาเล่าเนี่ย บุษไม่ได้ต้องการให้ภวัตไปดุไปว่าอะไรน้อง แต่อย่างน้อยก็ให้รับรู้บ้างว่า น้องไม่ได้ใสซื่ออย่างที่เห็น”
บุษบาเช็ดน้ำหูน้ำตา ในขณะที่ภวัตสีหน้าเคร่งเครียด

เวลาเดียวกันโป่งยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ริมรั้ว แนนนี่ชะเง้อมอง แล้วกวักมือเรียก
“โป่ง โป่ง มาหา จารย์หน่อย”
“เดี๋ยวไปปิดน้ำก่อนนะ จารย์”
“ไม่ต้อง จารย์ปิดให้เอง” แนนนี่ว่าคาถา น้ำหยุดไหลทันที
“เออ! กลอันนี้ก็ดีนะ จารย์” โป่งเดินมาเกาะรั้ว
“ยัยเจ๊บุษบา กำลังฟ้องพี่ภวัตอยู่ใช่ไหม”
“โอ๊ย ! บ่อน้ำตาแตกเลยละ เมื่อกี้โป่งเดินผ่านหน้าตึก ยังต้องว่ายข้ามน้ำตาแกมาเลย”
“หน็อยแน่ะ ไม่รู้จักแนนนี่เสียแล้ว โป่งไปเถอะ จารย์จะไปรอจัดการยัยบุษบา”
“ครับ” โป่งเดินไป
ในขณะที่แนนนี่หน้าตาถมึงทึง

ครู่ต่อมาบุษบาเดินนวยนาดเข้ามาบ้านแนนนี่ซึ่งจอดรถไว้ “เฮ้อ! ร้องไห้เสียเหนื่อยเลย”
เสียงแนนนี่เรียกดังขึ้น “ยัยบุษแบน”
บุษบาชะงัก หันกลับมา เห็นแนนนี่ยืนมองมาด้วยท่าทางเอาเรื่อง

ภวัตเดินเข้ามาในห้องตะโกนเรียกอย่างฉุนๆ “แนนนี่ ! ออกมาเดี๋ยวนี้”
ภวัตเรียกหลายครั้ง แต่ทุกอย่างเงียบสงบ ภวัตเดินไปที่หน้าต่าง แล้วนิ่วหน้า เห็นแนนนี่กำลังยืนปะทะคารมกับบุษบา ภวัตเพ่งมองหน้าเคร่ง

แนนนี่ท้าวสะเอวเข้ามาใกล้ “เธอฟ้องอะไรพี่ภวัต”
“ก็ไปถามเขาเองซิ แต่รับรองว่าฉันละเลงภาพเธอซะเละไม่มีชิ้นดี ต่อไปนี้ภวัตก็จะเลิกใส่ใจเธอ เธอจะกลายเป็นหมาหัวเน่า โธ่เอ๊ย ! ขนาดพ่อแม่แท้ๆ เขายังไม่ต้องการ แล้วใครที่ไหนเขาจะต้องการเธอ”
แนนนี่โกรธจนมือไม้สั่น
จังหวะนั้นบุษบามองเห็นภวัตเดินเข้ามาช้าๆ เชื่อว่าพอจะไม่ได้ยิน และเห็นตัวเองถนัด
บุษบาจึงยั่วต่อเบาเสียงลงไม่ให้ภวัตได้ยินคำด่า “ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ คุณอาปัท เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม อาจจะเป็นลูกฆาตกรโหดที่ไหนสักคนก็ได้...อาจจะมีเลือดชั่ว”
แนนนี่โกรธจัด
“เอาเลยซิ อยากตบฉันก็ตบเลย นังปีศาจร้าย”
แนนนี่นัยน์ตาลุกวาว “พูดออกมาอีก อัม..อัลลูอัล ...อิวาอิรัล ...แปลเป็นภาษาไทยว่า ปากเน่าปากหนอน”
มีหนอนหลุดร่วงออกมาจากบุษบา ทันควัน บุษบาร้องกรี๊ด ... ยิ่งร้องหนอนยิ่งออกมา
“เห็นหรือยัง ยัยบุษแบน ฉันไม่ต้องตบแกให้เสียมือเลยสักนิด”
“พอที ! แนนนี่” ภวัตตะโกนบอกเสียงขุ่นเขียว
แนนนี่สะดุ้ง แล้วหันขวับมามอง “พี่ภวัต”
“บอกให้หยุดเดี๋ยวนี้”
แนนนี่ว่าคาถา หนอนหายไปทันที บุษบาทรุดตัวลงไปร้องห่มร้องไห้เหมือนคนเสียสติ
ภวัตประคองบุษขึ้นมาอย่างอ่อนโยน แนนนี่มองอย่างเจ็บปวด
“ภวัต! หนอน”
“ไม่มีอะไรแล้ว ... ผมจะพาไปส่งบ้าน ...ขอกุญแจรถด้วย”
บุษบาส่งกระเป๋าให้ ...เอนตัวซบภวัตอย่างหมดแรง แนนนี่เม้มปากด้วยความน้อยใจ และเจ็บใจ
“พี่ภวัต ! มันด่าแนนนี่”
“แต่ที่ฉันเห็นมันไม่ใช่อย่างนั้น”
“ฉัน…พี่ภวัตเรียกตัวเองว่าฉันกับแนนนี่”
“ภวัต ... บุษไม่ไหวแล้ว บุษอยากกลับบ้าน” บุษบาอ้อนทันที
ภวัตประคองบุษขึ้นรถ แล้วตัวเองเข้านั่งที่คนขับ แนนนี่มองตามด้วยความช้ำอกช้ำใจ จังหวะหนึ่งบุษบาเบือนหน้ามามองเย้ยหยัน ขณะที่ภวัตคาดเข็มขัดให้ แนนนี่กำมือแน่น บุษบาเอนตัวซบไหล่ภวัต นัยน์ตาบุษมองแนนนี่เยาะหยัน ขณะที่รถแล่นผ่านไป (Slow)
แนนนี่มองตามน้ำตาไหลพราก

ทาฮิร่ากอดแนนนี่ แล้วลูบหลังอย่างปลอบโยน ขณะที่แนนนี่ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“พวกมนุษย์มันก็เป็นยังงี้แหละหลาน โดยเฉพาะมนุษย์ผู้ชาย โง่ขมโข่ง อ่อนแอและโลเลเป็นไม้หลักปักขี้เลน”
“แทนที่จะพูดให้ดี นางกลับพูดให้เขาตีกันเวรก๊ำ..เวรกรรม” ชิกเก้นบ่นงึมงำ
“แกบ่นอะไรของแกฮึ ชิคเก้น”
“ก็แค่ปรับทุกข์น่ะ คุณย้าย..เบื่อเหลือเกินพวกคนบ้าห้าร้อยจำพวก กับพวกคนดีร้อยจำพวกนี่ ไปดีกว่า”
ชิกเก้นกระโดดออกไป
“ไปซะได้ก็ดี หลังๆ นี่มันชักจะขโมยซีนบ่อยไปแล้ว”
ตลอดเวลาที่นายบ่าวแขวะกันไปมา แนนนี่ยังคงร้องไห้อยู่อย่างนั้น
“คุณยายขา ... แนนนี่มีแต่ความจริงใจและซื่อตรง แต่ทำไมพี่ภวัตไม่เคยมองเห็น”
“ไม่ใช่มองไม่เห็นจ้ะ แต่เขามองข้าม”

ทาฮิร่าแวะมาหารือกับปัทมนเรื่องแนนนี่ ปัทมนมองทาฮิร่าอย่างอ่อนโยน
“คุณยายไม่ผิดหรอกค่ะ คุณยายทำหรือพูดอะไรไปก็เพื่อปกป้องหลานเท่านั้น”
“ปกไปปกมา หลานไปอยู่กินกับมนุษย์หมด จะว่าไปก็จริงของไอ้ชิกเก้นมันเหมือนกัน”
“มันเป็นเรื่องบุพเพสันนิวาสน่ะคะ .. คู่ของใครก็คู่ของเขา ...ไม่มีใครสามารถไปแยกเขาจากกันได้” ปัทมนว่า
“ยายก็ว่าจะเลิกยุ่ง แต่มันก็อดไม่ได้สักที .... เพราะใจมันคิดอย่างนี้ก็เลยปลอบใครไม่ค่อยเป็น...คงต้องอาศัยหนูนั่นแหละ” คุณยาย...ขอร้อง
“ถ้าแนนนี่มาขอคำแนะนำ หนูก็จะลองพูดกับเขาดู”
“ขอบใจนะ ยายเลือกแม่ให้แนนนี่ไม่ผิดจริงๆ”
ปัทมนไหว้ “หนูก็ต้องขอบคุณคุณยายที่พาลูกสาวแสนจะน่ารักมาให้หนู”
ทาฮิร่าชอบอกชอบใจ “ขอบใจกันไปก็ขอบใจกันมา”

ด้านภวัตพยุงบุษบาเข้ามานั่งภายในห้องรับแขก บุษบายังคงยึดมือภวัตไว้แน่น
“เด็กคนนี้น่ากลัวเหลือเกิน ... บุษว่าคุณอยู่ที่นั่นอาจจะไม่ปลอดภัย เอาอย่างนี้มั้ยคะ คุณย้ายมาอยู่ที่นี่...มาทั้งครอบครัวก็ได้”
“ขอบคุณมาก แต่คงไม่มีอะไรหรอกครับ ผมอยู่บ้านนั้นมาตั้งแต่เกิด”
“แต่บุษเป็นห่วงคุณค่ะ นังเด็กผีนั่นมันจ้องคุณตาเป็นมัน วันนึงมันต้องเอาคุณไปอยู่ด้วยแน่ๆ”
ภวัตนิ่งไป บุษบารีบเปลี่ยนเรื่อง “ไหนๆ ก็มาแล้ว ... ภวัตจะขึ้นไปเยี่ยมพี่ไชยหน่อยมั้ยคะ”
“ครับ”
“เชิญค่ะ” บุษบาเดินเกาะแขนภวัตขึ้นข้างบนไป

ไชยอยู่ในห้องกำลังนั่งค้นข้อมูลทางเน็ต ในขณะที่มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“ใคร”
“ภวัตมาเยี่ยมพี่ไชยค่ะ” บุษบาตะโกนเข้ามา
“เข้ามาเลย”
ประตูเปิดออก ภวัตและบุษเดินเข้ามา ภวัตไหว้ไชย ... ไชยรับไหว้
“บุษออกไปก่อน ... พี่อยากคุยกับภวัตตามลำพัง”
“ได้ค่ะ”
บุษบาขยิบตาเป็นสัญญาณให้พี่ชายเรื่องแต่งงาน ไชยมัวแต่สนใจจะคุยกับภวัต บุษบาจำใจเดินออกไปเซ็งๆ
ภวัตมองไชยอย่างแปลกใจ “ท่าทางหมอดีขึ้นมากเลยนะครับ”
“ผมไม่ได้เป็นบ้าอย่างที่คนอื่นเข้าใจ แต่ก็ต้องปล่อยข่าวให้ดูว่าเหมือนมากก็เพราะ ผมไม่ต้องการให้มันรู้”
ภวัตงง “ใครครับ”
“นังดารกา” ไชยโพล่งขึ้นมาทันที
“หมอ” ภวัตอึ้ง
“มันไม่ใช่มนุษย์ ผมขอยืนยันว่ามันไม่ใช่มนุษย์ มันเป็นปีศาจร้ายที่แฝงตัวอยู่ในร่างมนุษย์ คุณอยู่ใกล้ๆกับมัน สนิทสนมกับมัน ลองสังเกตให้ดีซิ”
ภวัตอึ้งไป สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
“ผมน่ะอยากให้มันเป็นมนุษย์จะตาย ผู้หญิงสวยขนาดนั้นใครก็ชอบ ผมเองก็เคยจะจริงจังด้วย แต่ว่า...”ไชยส่ายหน้า “มันเล่นงานผมจนสยอง เชื่อเถอะ มันเป็นปีศาจร้ายจริงๆ”

ภวัตกลับมาบ้านเจอรัดเกล้ากำลังนั่งดูที.วี. อยู่ ภวัตทิ้งตัวลงนั่ง ... สีหน้าแววตาดูสับสนกับอะไรบางอย่าง
“เป็นอะไรไปคะ”
ภวัตหันมาจะอ้าปากตอบ
“ห้ามตอบว่าเปล่า เพราะท่าทางของพี่ภวัตบอกว่ามีอะไรแน่”
ภวัตถอนใจยาวอย่างหนักใจ “ระยะหลังๆ มานี่เกล้าเคยเห็นน้องดาทำอะไรแปลกๆ มั้ย”
รัดเกล้าชะงัก “ทำไมพี่ภวัตถึงถามขึ้นมา”
“ตอบมาเถอะน่า”
“ก็มีเรื่องที่ระยะหลังๆ น้องดาหวงผมมาก จำได้มั้ยคะที่พี่ธานีเคยลูบผมแล้วเกล้าก็เคย ถามเรื่องที่คาดผม”
สองพี่น้องนึกถึงเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นมา
“เกล้ายังจำได้เลยว่า น้องดาแทบจะเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย ..แต่หลังจากนั้นแกก็มาขอโทษ” รัดเกล้าเว้นระยะไปนิดจึงพูดต่อ “พี่ภวัตว่า น้องดาเป็นเด็กเก็บกดมั้ยคะ”
ภวัตโยกหัวน้องสาวอย่างเอ็นดู “วิเคราะห์เก่งเหมือนกันนี่”
รัดเกล้าสีหน้าจริงจังขึ้น “แต่ถ้าคิดให้ดี เกล้าว่าน้องดาไม่น่าจะเป็น เพราะครอบครัวก็รักใคร่กลมเกลียวกันดี คุณอาปัทกับพี่ธานีก็เป็นคนยุติธรรม จะมีก็ยัยแนนนี่ที่เกเรชอบหาเรื่อง แต่ก็ไม่น่าจะร้ายแรงขนาดทำให้น้องดากลายเป็นคนเก็บกด”
“ก็อาจจะมีเรื่องอื่นที่เราไม่รู้” ภวัตลุกขึ้นยืน “พี่จะขึ้นไปอาบน้ำละ เหนียวตัวเต็มที”
ภวัตเดินขึ้นไปข้างบน ขณะที่รัดเกล้ายังใช้ความคิดต่อ

ภวัตเดินเข้ามาในห้อง ทั้งแนนนี่ ทาฮีร่าและชิกเก้น ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน ต่างคนต่างตะลึง
“คุณยาย” แนนนี่อุทาน
“แนนนี่” ทาฮิร่าอึ้ง
ชิกเก้นเอามั่ง “คุณยาย ! แนนนี่
“จะให้ผมเข้าใจว่า ต่างคนต่างมาใช่มั้ยคะ”
“ใช่” ทั้งสามตอบพร้อมกัน
“ถ้าอย่างนั้น ขอเชิญกลับไปให้หมด เชิญครับ” ภวัตสับสนกับเรื่องในวันนี้ กลายเป็นฉุนไปหมด
“แต่แนนนี่อยากจะขอโทษและชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่ภวัต” แนนนี่หน้าเศร้า
“ฉันก็มีเรื่องที่จะทำความเข้าใจกับเธอ” ทาฮิร่าพูดเป็นทางการ
“ส่วนชิกเก้น...”
ชิก้เก้นพูดไม่ทันจบภวัตรีบตัดบท “ผมยังไม่อยากรับฟังใครทั้งนั้น”
“เวรก๊ำ...เวรกรรม”
แนนนี่มองทาฮิร่า และชิกเก้นหน้าตาอ้อนวอน “คุณยายขา...ชิกเก้น...ได้โปรด”
ทาฮิร่าและชิกเก้นมองสายตาวิงวอนของแนนนี่ แล้วหันมาสบตากัน หายแวบไป
แนนนี่ค่อยๆ เบือนหน้ามามองภวัตตาละห้อย ภวัตเมินมองไปอีกทางกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน

2 นายบ่าว ปรากฏตัวในห้องแนนนี่ แล้วทาฮิร่ารีบไปที่หน้าต่างเพื่อดูความเป็นไปทันที
“ทำอะไรน่ะ หา” ชิกเก้นทัก
“สังเกตการณ์” ทาฮิร่าบอก
“เขาเรียกว่า แอบดู”
“สังเกตการณ์” ทาฮิร่าโต้
“แอบดู” ชิกเก้นเถียง

ส่วนเหตุการณ์ที่สองนายบ่าว แอบสังเกตการณ์ดูนั้น แนนนี่หันมามองพอดี ขณะที่ทาฮิร่ากำลังชะเง้อชะแง้ แนนนี่ว่าคาถา บริเวณนั้นกลายเป็นกำแพง
ทาฮิร่าถอนใจเฮือกใหญ่ หันมา
“เป็นไงล่ะ”
“เซ็งแมว” ทาฮิร่าหน้าเนือยๆ
“เค้ามีแต่เซ็งเป็ด”
“แต่ฉันเซ็งแมว”

ด้านแนนนี่เดินมากราบที่แขนภวัต
“พี่ภวัต... แนนนี่กราบขอโทษ ต่อไปแนนนี่จะไม่ผิดสัญญากับพี่ภวัตอีกแล้วแนนนี่จะอดทน อดกลั้น ... แนนนี่จะ ...”
ภวัตหันมามอง ... สีหน้าเย็นชา “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด ! เธอผิดสัญญากับพี่ เพราะฉะนั้นเราไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้ว”
แนนนี่น้ำตาไหลพราก “พี่ภวัต...แนนนี่ขอโอกาสอีกสักครั้ง ... ครั้งเดียวจริงๆ แนนนี่จะอดทนอดกลั้น ต่อให้คุณบุษบาจิกผมตบแนนนี่ แนนนี่จะนิ่งเฉย จะก้มหน้าก้มตาถูกตบโดยไม่ตอบโต้แม้แต่นิดเดียว”
“ถ้าบุษบาทำขนาดนั้น พี่มั่นใจว่า เธอต้องสาปเขาให้เป็นหนอนไปเลย”
“ไม่ค่ะ”
“เธอจะพูด จะสัญญ่งสัญญาอะไรก็ได้ แต่บอกตามตรงว่า พี่หมดความเชื่อถือในตัวเธอแล้ว พี่เสียใจและผิดหวัง”
แนนนี่กอดภวัตร้องไห้สะอึกสะอื้น “แนนนี่จะเป็นเด็กดี แนนนี่จะไม่ใช้คาถา แนนนี่สำนึกตัวแล้ว”
ทว่าภวัตจับแขนแนนนี่ดึงออกจากตัวอย่างเย็นชา เช่นเดียวกับสีหน้าบึ้งตึง
“กลับไปได้ แล้วไม่ต้องมาที่นี่อีก! เราไม่มีเรื่องที่จะพูดกันอีกต่อไป”
แนนนี่เม้มปาก ตัดสินใจวางไพ่ตาย
“งั้นแนนนี่ จะคบกับปีเตอร์! อาจจะรับหมั้นแล้วแต่งงาน”
“เชิญ!”
แนนนี่ไร้เรี่ยวแรง ร่างซวนเซ มองแทบช็อก
“อยากจะคบกับปีเตอร์ หรือใครสักกี่คนก็เป็นเรื่องของเธอ! เธอเป็นแม่มดนี่จะใช้เวทมนตร์เรียกผู้ชายให้มาหลงรักแบบพระสังข์ใช้มนต์เรียกเนื้อเรียกปลาก็ได้! จะทำอะไรก็ตามใจ พี่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธออีก” ภวัตประชด
“พี่ภวัต...พี่ภวัตเกลียดแนนนี่แล้ว...” แนนนี่ร้องไห้เหมือนใจจะขาด
“รู้แล้ว...ก็รีบไป”
แนนนี่มองภวัตอย่างเศร้าโศกเสียใจ
“ถึงพี่ภวัตจะโกรธจะเกลียดแนนนี่ขนาดไหน...แนนนี่ก็จะรักพี่ภวัตตลอดไป”
ภวัตยิ้มเยาะ “มุกนี้ของเธอมันใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วละ”
แนนนี่ทรุดลงไปราวกับเจ็บปวดแสนสาหัส ภวัตเดินออกไปอย่างไม่สนใจ

ทางด้านปัทมนกำลังไหว้พระ
“ลูกเหนื่อยหัวใจเหลือเกินแล้ว ใกล้วันเกิดของดารกาเข้ามาทุกที ขอพระพุทธคุณช่วยปกป้องคุ้มครองดารกาด้วยเถิด”
มีเสียงเรียกดังขึ้นมา “คุณแม่ขา” น้ำเสียงสั่นเครือเหมือนคนร้องไห้
ปัทมนหันมามอง แนนนี่ปรากฏตัวขึ้น น้ำตาเปียกชุ่มทั่วใบหน้า
“แนนนี่ เป็นอะไรลูก ทำไมถึงได้ร้องไห้มากมายขนาดนี้”
“พี่ภวัตเกลียดแนนนี่ เขาไม่มีวันให้อภัยแนนนี่อีกแล้ว”
แนนนี่สะอึกสะอื้นตัวโยน เหมือนใจจะขาด
“ไหน มันเรื่องอะไรกัน เล่าให้แม่ฟังซิลูก”
“แนนนี่ทำผิด แนนนี่เป็นคนเลว”
ปัทมนกอดลูกสาวไว้แน่นด้วยความสงสารและเวทนาสุดๆ

ภวัตยืนเหม่อออกไปข้างหน้า ภาพแนนนี่ร้องไห้ เหมือนใจจะขาดโผล่ขึ้นในความคิด
“ถึงพี่ภวัตจะโกรธจะเกลียดแนนนี่ขนาดไหน แนนนี่ก็จะรักพี่ภวัตตลอดไป”
“มุกนี้ของเธอมันใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วละ”
แนนนี่ทรุดลงไปราวกับเจ็บปวดแสนสาหัส พอภาพเหล่านั้นเลือนหายไป ภวัตสีหน้าแววตาเจ็บปวด
“พี่เองก็เจ็บปวดไม่น้อยกว่าแนนนี่”

“ไม่เป็นไร แนนนี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่ก็ยังอยู่นะลูกนะ แนนนี่เจ็บปวดแค่ไหน แม่ยิ่งเจ็บปวดมากกว่าแนนนี่หลายเท่านัก” ปัทมนปลอบแนนนี่
“แนนนี่จะทำยังไงดีคะ” แนนนี่ถามขึ้น
“ร้องไห้เสียให้พอ แล้วตั้งต้นชีวิตใหม่...มาสวดมนตร์ไหว้พระกับแม่จิตใจจะได้สงบเย็นลง แล้วพี่ภวัตเขาก็จะเห็นเอง”
“ไม่มีวันที่เขาจะให้อภัยแนนนี่อีกแล้ว แนนนี่รู้ดี”
“แม่ก็จะไม่รับรองว่าเขาจะให้อภัยแนนนี่หรือไม่ แต่แนนนี่ต้องปรับปรุงตัวเองนะลูกนะ ไม่ใช่เพื่อใคร ...แต่เพื่อตัวของลูกเอง และชาวนครเวทมนตร์ของลูก”
แนนนี่ชะงัก “แม่หมายความว่ายังไงคะ”
“แล้วลูกก็จะเข้าใจจ้ะ” ปัทมนลูบหลังแนนนี่อย่างอ่อนโยน
จังหวะนั้นมีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“ใครจ๊ะ”
“ผาดค่ะ ... คุณดากลับมาบ้านค่ะ”
ปัทมนลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู
“ไปทำอาหารอร่อยๆ ที่คุณดาชอบเตรียมไว้น่ะจ๊ะ”
“ค่ะ” ผาดเดอนออกไป
ปัทมนหันกลับมา “แนนนี่”
ทว่าแนนนี่หายไปแล้ว
“ไปไหนอีกล่ะ”
ปัทมนถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินออกไป)

เวลาต่อมาดารกากำลังยืนอยู่หน้ากระจก เอาผ้าคาดผมออก เห็นเขาขึ้นเด่นชัด ดารกาค่อยๆ แสยะยิ้มออกมา เห็น 2 เขี้ยวแหลมเด่นชัด
“รออีกไม่นาน .... ข้าก็จะยิ่งใหญ่เกินใคร”
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“น้องดา ... เปิดประตูให้แม่หน่อยซิลูก”
ดารกาบึ้งเหมือนไม่พอใจที่ถูกรบกวน

ดารกาคาดผมดังเดิม เขาหดกลับเข้าไป ดารกามองสำรวจความเรียบร้อยแล้วเดินไปเปิดประตู
“น้องดา ...จะกลับมาไม่โทร. บอกแม่ก่อนล่ะลูก แม่จะได้ให้สุเทพขับรถไปรับ”
ดารกาสีหน้าขรึมเฉย “น้องดากลับเองสะดวกกว่าค่ะ”
“หิวมั้ยลูก ... แม่ให้ผาดเขาเตรียม...”
“ไม่หิวค่ะ” ดารกาสวนออกมา
ปัทมนอึ้งไป
“ถ้าคุณแม่ไม่มีอะไรแล้ว น้องดาขอท่องหนังสือนะคะ”
ปัทมนดึงรั้งดารกาเข้ามากอด แล้วน้ำตาซึม “น้องดา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้จำไว้เสมอว่า แม่รักน้องดามากนะลูก รักมากขนาดชีวิตนี้ แม่ก็สละให้น้องได้”
ระหว่างนั้นสีหน้าดารกา บริเวณรอบดวงตามีน้ำชื้นขึ้นมา และแววตาอ่อนลง
จู่ๆ เสียงสดับดังขึ้นในความคิด “ความรักไม่ว่าชนิดไหนจะทำให้เจ้าอ่อนแอ ...เจ้าจะรักใครไม่ได้”
ดวงตา และใบหน้าดารกา กลับมาแข็งกระด้างตามเดิม ผละออกจากอ้อมกอดแม่
“ขอโทษนะคะ”
ดารกาหันหลังให้ ปัทมนต้องเบิกตาโพลง เมื่อมองเห็นหาง ที่ปลายเป็นลูกศรตวัด ปัทมนรีบพุ่งไปที่ประตูทันที ดารกาเดินกลับไปที่เตียง แล้วทรุดตัวลงนั่ง หางตวัดมาอยู่ข้างๆ ตัว

ดารกาก้มลงมอง นัยน์ตาเป็นประกายวาววับสงสัยครามครัน “เห็นหรือเปล่า” ยิ้มเยือกเย็นอย่างไม่พอใจและเป็นกังวลออกมา

ปัทมนรีบก้าวเข้ามาในห้องพระ แล้วปิดประตู เดินมาทรุดตัวก้มลงกราบพระ
“ขออำนาจพรพุทธคุณและผลบุญกุศลที่ลูกเคยทำมา จงช่วยปกป้องคุ้มครองดารกาจากปีศาจร้ายด้วยเถิด”
ปัทมนก้มกราบ 3 ครั้ง
ดารกาคาใจเดินออกมาเพื่อจะตรงมายังห้องปัทมนดูท่าที แต่ในระหว่างทางจะต้องผ่านห้องพระก่อน ดารกาหยุดชะงัก รัศมีรุ่งเรืองส่องผ่านลอดประตูออกมา แสงนั้นเจิดจ้าจนดารกาต้องยกแขนขึ้นป้องหน้า

ในที่สุด ดารกาต้องล่าถอยกลับไป
ที่นครเวทมนตร์ แนนนี่ถือไม้กวาดเดินมาเรื่อยเปื่อย และเดินมาจนถึงอาคารเรียนภายในโรงเรียนเวทมนตร์ แนนนี่มองเข้าไปเห็นท่านผู้นำกำลังอบรมและให้โอวาทนักเรียนที่เรียนจบหลักสูตร

“ในที่สุดพวกเจ้าก็สามารถเรียนจบหลักสูตรแม่มดพ่อมดแล้ว ข้าขอแสดงความยินดี”
แนนนี่ฟังด้วยสีหน้าสดใสมากขึ้น
“เวทมนตร์คือดาบ 2 คม ใช้ในทางที่ดีก็จะเกิดประโยชน์ ถ้าใช้ในทางชั่ว ก็จะเกิดผลร้ายอย่างที่ไม่คาดคิด...เวทมนตร์มีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์ ...
แนนนี่ฟังโอวาทท่านผู้นำแม่มดอย่างเพลินเพริด
จนไม่รู้ตัวว่า จังหวะนั้น มีใครคนหนึ่งกำลังเดินใกล้เข้ามาทุกที
“เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องมีคุณธรรมเพื่อควบคุมเวทมนตร์”
“ช่างกล้านัก...อสูรน้อย”
แนนนี่สะดุ้งเฮือกหันขวับมา เห็นบาบาร่ายืนมองด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย พร้อมกับไทเกอร์
“อาจารย์บาบาร่า”
“ทุกคน! อสูรน้อยอยู่ที่นี่” บาบาร่าตะโกนสุดเสียง
แนนนี่รีบวิ่งหนี เหล่าพ่อมดแม่มด ทุกคนไล่ตาม แล้วจับตัวแนนนี่ได้ในที่สุด หลังจากชุลมุนวุ่นวายครู่หนึ่ง

เย็นวันเดียวกันที่เมืองมนุษย์ ปัทมนเดินเข้ามาภายในห้องอาหาร โดยที่ผาดและพรกำลังช่วยกันจัดโต๊ะ
“อ้าว ! ยังไม่ลงมากันอีกหรือ” ปัทมนถาม
“ยังเลยค่ะ นี่ผาดกำลังจะให้พรขึ้นไปดู”
ธานีเดินเข้ามาพอดี “อะไรกันหรือครับ คุณแม่”
“น้องๆ ยังไม่ลงมาทานข้าวน่ะลูก”
“พรจะขึ้นไปตาม” พรอาสา
“ไม่ต้อง ฉันขึ้นไปเอง” ปัทมนห้าม
“ผมดีกว่าครับ .. คุณแม่”
“ไม่ได้จ้ะ”
ปัทมนรีบลุกเดินไป ทั้งสามคนมองตามอย่างแปลกใจ

ปัทมนเดินมาหน้าประตูห้องแนนนี่ เคาะเรียกเบาๆ “แนนนี่ ... แนนนี่”
“ไม่อยู่ครับ” เสียงชิกเก้นดังลอดออกมา
ปัทมนเปิดประตูเข้าไป
“แนนนี่ไปไหนล่ะ”
“อ้าว ! ไม่ได้อยู่กับคุณแม่หรือครับ”
“เปล่านี่ แม่ก็นึกว่าอยู่ในห้อง”
“อาจจะไปหาคุณยายก็ได้ เดี๋ยวชิคเก้นไปตามให้”
“ไปดูให้หน่อยเถอะจ้ะ ขอบใจมากนะ ชิกเก้น”
“ไม่เป็นไรครับ เวรก๊ำ ... เวรกรรม” ชิกเก้นหายตัวไป

จากนั้นปัทมนเดินมาหน้าประตูห้อง ยืนรวบรวมสมาธิครู่หนึ่งแล้วจึงเคาะประตู
“น้องดา...น้องดา”
“น้องดาไม่หิวค่ะ” เสียงดารกาบอก
“งั้นเดี๋ยวแม่จะเอาขึ้นมาให้ลูกนะ”
“ไม่ต้องค่ะ! เดี๋ยวถ้าหิวน้องดาจะลงไปเอง”
“ตามใจลูก”
ปัทมนเดินออกไป โดยไม่วายหันไปมองอีกครั้งด้วยความกังวล

ชิกเก้นมาโผล่ที่เซฟเฮ้าส์นายหญิงตามคำขอร้องของปัทมน
“เปล๊า ! แนนนี่ไม่ได้มาที่นี่ ฉันก็นึกว่าอยู่กับคุณแม่ปัทมาเค้า” ทาฮิร่าบอกชิกเก้น
“คุณแม่ปัทมาก็นึกว่าอยู่กับคุณยายเหมือนกัน เวรก๊ำ ...เวรกรรม”
“ฉันรู้แล้ว ต้องอยู่กับหมอภวิต นี่คงแอบไปดีกันละซี้”

ทาฮิร่าหายตัวไป ชิกเก้นตามติด มาโผล่ในห้องภวัต
“แนนนี่ไม่ได้มาที่นี่ครับ หรือถ้ามา ผมคงจะไล่กลับไปแล้ว”
“หน็อยแน่ ! บังอาจไล่หลานฉันเรอะ” ทาฮิร่าฉุนจัด
“เขายังไม่ได้ไล่ คุณยาย แนนนี่ไม่ได้มา เขาจะไล่ได้ไง เวรก๊ำ...เวรกรรม”
ภวัตชักเป็นห่วง “แนนนี่ไม่ได้อยู่ที่บ้านหรือครับ”
“ก็ถ้าอยู่ ฉันจะเสด็จมาตามทีนี้มั้ยล่ะยะ เวรก๊ำ ....เวรกรรม”
“คุณย้าย ! นั่นมันของชิคเก้นพูดนะ” ชิกเก้นโวยวาย
“ฉันจะพูดบ้าง มี’ไรมั้ย แกไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไอ้นี่”
ทาฮีร่าหายไป ชิกเก้นหายตาม

สมาชิกบ้านภวัตเตรียมตัวทานข้าวเย็น โป่งยกถาดอาหารมาเสิร์ฟ แต่ละจานเป็นไข่เจียวโปะข้าว
จักรวาล และรัดเกล้ามองจาน แล้วเงยหน้ามองโป่ง
“คือ ... คุณแม่บ้านบานเย็นเค้าไม่อยู่ครับ โป่งก็เลยทำอาหารตามมีตามเกิด”
เสียงภวัตถามขึ้นขณะเดินเข้ามา “ใครไม่อยู่นะ”
“ป้าบานเย็นค่ะ”
“จะไปไหนทำไมไม่บอกไม่กล่าว” จักรวาลบ่นอุบ
“โอ๊ย ! แกไปกลับเร็วมากครับ เดี๋ยวแวบไปเดี๋ยวแวบมาเหมือนคุณยายทาฮีร่ากับอาจารย์แนนนี่ไม่มีผิดเลย”
คนอื่นเฉยๆ แต่ภวัตชะงัก “ป้าบานเย็นน่ะเรอะ”
“ครับ”
“ไปดูที่ห้องซิว่า เสื้อผ้ายังอยู่หรือเปล่า”
“ครับผม” โป่งเดินออกไป
ภวัตนิ่งคิด...ภาพบาบาร่าตอนเจอกันในเมืองแม่มดผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ในขณะที่ภาพแม่บ้านบานเย็นซ้อนเข้ามาอีกที
“ใช่แล้ว”
“อะไรใช่” รัดเกล้ากับจักรวาลประสานเสียง
ภวัตลุกขึ้น “เดี๋ยวผมมานะครับ” เดินขึ้นบนบ้านไป

โป่งเปิดประตูเข้ามา เสื้อผ้าข้าวของบาบาร่าอยู่เหมือนเดิม
“เสื้อผ้าก็ยังอยู่นี่”
ทันทีทันใดของทั้งหมดหายวับ
“เฮ้ย” โป่งตกใจร้องลั่น

โป่งวิ่งเข้ามาในห้องอาหารหน้าตาตื่น
“หายวับไปกับตาเลยครับ”
“อะไรของแก” จักรวาลสงสัย
“เสื้อผ้าข้าวของคุณบานเย็นครับ หายวับไปกับตา”
“โป่งนี่ยิ่งนับวันยิ่งเพี้ยนนะ คุณพ่อขา...เกล้าว่าเราไปหาอะไรทานข้างนอกดีกว่าค่ะ”
“แล้วข้าวไข่เจียวนี่ละลูก...ไหนๆโป่งมันก็อุตส่าห์ทำมาแล้ว...จะทิ้งก็เสียดาย...กินเข้าไปเถอะลูก แล้วภวัตล่ะ”
“โป่งไปตามมั้ยครับ”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวเขาก็ลงมาเอง”
จักรวาลตักกินข้าวไข่เจียว
“ก็อร่อยเหมือนกันนี่”

ภวัตเข้ามาในห้องเรยกหาทาฮิร่าทันที “คุณยาย! คุณยายครับ”
เงียบ ...ภวัตพยายามเรียกแต่ก็เงียบอีก
“ทีเวลาเรียกไม่มา พอไม่เรียกกลับมา”
ขาดคำร่างทาฮิร่าก็ปรากฏตัวขึ้น
“นินทาอะไรฉันยะ พ่อภวิต”
“ผมจำได้แล้วครับ” ภวัตโพล่งออกมา
“หือ”
“ป้าบานเย็นแม่บ้านผมครับ หน้าเหมือนแม่มดที่เมืองเวทมนตร์เปี๊ยบเลยแล้วตอนนี้แกก็หายไปแล้วด้วย ... ผมไปเจอแกพยายามจับอสูรที่นั่น”
“คนที่มีขนตาพะเยิ่บพะยั่บใช่มั้ย”
“ใช่ครับ”
“บาบาร่า” พูดจบทาฮิร่าก็หายตัวไป
“คุณยาย” ภวัตเรียกไว้
ปัทมนกำลังร้องห่มร้องไห้อยู่กับทาฮิร่า
“คุณยาย ! ให้หนูไปด้วยคนนะคะ หนูจะไปยืนยันว่าแนนนี่ไม่ใช่อสูรแน่นอน”
“คุณแม่พูดเหมือนรู้ว่าใครเป็นอสูร” ชิกเก้นแปลกใจ
ปัทมนสะดุ้ง “เปล่า แม่ไม่รู้ ไม่รู้ซักหน่อย”
“หนูรออยู่ที่นี่ ยายจะรีบไปช่วยแนนนี่”
ทาฮิร่าหายวับไป
“คุณยาย บอกแนนนี่ด้วยนะคะว่า แม่เป็นห่วงสุดหัวใจ”
“ถ้านางไม่บอก ชิกเก้นจะบอกให้ห้เองครับ...คุณแม่” ชิกเก้นหายตัวไป

ปัทมนเดินออกมาจากห้อง แล้วเช็ดน้ำตา มีเสียงดารกาถามขึ้นมาจากข้างหน้า
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ คุณแม่”
ปัทสะดุ้งเฮือก แล้วหันขวับไปมอง ดารกายืนอยู่มุมหนึ่ง
ปัทมนพึมพำ “น้องดา”
ดารกายิ้มใสซื่อ “คุณแม่ร้องไห้ทำไม”
“เอ้อ!” ปัทมนมองไปที่บริเวณด่นหลังของดารกา แต่ไม่ปรากฏมีหาง
“เรื่องเกี่ยวกับแนนนี่ใช่ไหมคะ” ดารกาดักคอ
ปัทมนอึกอัก
“คุณแม่ออกมาจากห้องแนนนี่ น้องดาก็เลยเดาเอาว่าต้องเกี่ยวกับแนนนี่”
ปัทมนจำใจต้องพยักหน้ารับ “จ้ะ”
“แนนนี่เป็นอะไรคะ” ดารกาคาดคั้น
“แก ... แกหายไป”
“ตายจริง ...” ดารกาเว้นไปนิดจึงพูดต่อ “จะหายไปไหนได้ คุณแม่ลองติดต่อไปที่ปีเตอร์หรือยังคะ”
ปัทมนสีหน้ามีความหวังขึ้น “จริงซิ แนนนี่อาจจะงอนไปหาปีเตอร์ก็ได้ แม่อาจจะคิดมากไปเอง”
“น้องดาโทร. ให้ก็ได้ค่ะ”
ดารกเดินมาโอบเอวแม่ ปัทมนเกิดความตื้นตันขึ้นมา
“น้องดา ... แม่รักน้องดามากนะลูกนะ”
ดารกายิ้มให้ “น้องดาทราบค่ะ”
สองแม่ลูกเดินลงไปด้วยกัน

ครู่ต่อมาปีเตอร์อยู่ที่คอนโด กำลังรับโทรศัพท์ด้วยความตกใจ
“แนนนี่ไม่ได้มาที่นี่ครับ ปีเตอร์ไม่เจอแนนนี่มาตั้งหลายวันแล้ว เดี๋ยวปีเตอร์จะไปที่บ้านคุณแม่นะครับ ห่วงแนนนี่มากเลย”
ไวเท่าความคิดปีเตอร์พุ่งไปหยิบกุญแจรถรีบเดินออกไป

ช่วงค่ำวันนั้น ทุกคนมารวมอยู่ในห้องรับแขกบ้านปัทมน ปีเตอร์เดินเข้ามาสมทบ ด้วยหน้าตาวิตกกังวลเว่อร์ๆ
“ปีเตอร์มาแล้วครับ”
“เขารอคุณแนนนี่กันครับ ไม่ใช่คุณปีเตอร์”
จักรวาลเอ็ดเอา “ไอ้โป่ง”
โป่งหน้าเจื่อนไป
“เดี๋ยวปีเตอร์จะลงประกาศหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ใครพบแนนนี่ปีเตอร์จะให้ 10 ล้าน” เรื่องเวอร์ต้องนายเปอร์ตี้เท่านั้น ดารกาเหลือบมองเยาะๆ
“คุณจักร ! งั้นเราไปกันเถอะ ค่ะ” อิงอรเอ่ยชวน
“ไปไหนครับ” จักรวาลงง
“ตามหาแนนนี่ไงคะ ตั้ง 10 ล้าน”
ภวัตเดินขึ้นไปข้างบนขณะที่ทุกคนพูดปรึกษากัน ดารกาเดินตามไป

ดารการีบเดินตามภวัตขึ้นมา
“พี่ภวัต”
ภวัตหยุดเดิน หันกลับมา
“พี่ภวัตช่วยแนนนี่ไม่ได้หรอกค่ะ”
“ทำไมน้องดาถึงได้มั่นใจนัก”
“เพราะมันไม่ใช่เรื่องของมนุษย์”
“พี่เชื่อในพลังแห่งความรัก ... พี่เชื่อว่าความรักจะเอาชนะ ทุกสิ่งทุกอย่างได้”
“พี่ภวัต หมายความว่าพี่ภวัตรักแนนนี่”
“ใช่! แล้วยิ่งรู้สึกรุนแรงขึ้นเมื่อแนนนี่หายไป พี่ทำให้แนนนี่ผิดหวังและเสียใจ”
ภวัตจับลูกบิดประตู
“แล้วถ้าน้องดาหายไปล่ะคะ”
“พี่ก็คงเป็นห่วงน้องดา ต้องพยายามตามหาน้องดาเหมือนกัน”
“แต่ไม่ใช่ด้วยความรัก”
“ด้วยความรักเหมือนกัน แต่เป็นความรักของพี่ชายที่มีต่อน้องสาว”
ภวัตเปิดประตูห้องเข้าไป ดารกากำมือแน่น
ภาพอสูรร้ายตัวพ่อปรากฏขึ้นลางๆ
“อย่าใจอ่อน ดารกา”
“พี่ภวัตรักคนอื่น” ดารกาพูดกับอสูร
“ฆ่ามันสิ ฆ่าให้หายแค้น ฆ่ามัน”
สีหน้าดารกาเกรี้ยวกราดนัยน์ตาเป็นสีเขียว น่ากลัว ขณะจับลูกบิดประตู

ภวัตเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงแนนนี่ ภวัตมองไปโดยรอบ ด้วยสีหน้าแววตาเจ็บปวด จนมาหยุดที่รูปแนนนี่ หยิบมาดู “แนนนี่ อย่าเป็นอะไรไปนะ รอให้พี่บอกรักแนนนี่ก่อน ทุกครั้งแนนนี่จะเป็นคนบังคับให้พี่พูด ถ้าแนนนี่กลับมาได้ พี่จะบอกรักแนนนี่โดยที่ไม่ต้องบังคับเลย”
ภวัตพูดพร่ำออกมาด้วยสีหน้าแววตาเจ็บปวด

ที่ด้านนอกดารกา กำลังต่อสู้กับความรู้สึก 2 อย่าง ซึ่งห้ำหั่นกันอยู่ภายใน
มือดารกาจะเปิด ไม่เปิด ดารกา และอสูรร้ายจอมทำลายล้าง ต่อสู้กัน
“เข้าไปฆ่ามัน ดารกา มันจะได้เสริมพลังให้เจ้าเมื่ออายุครบ 22 ปี ฆ่ามัน”
ดูไม่ออกว่าดารกาจะเปิดหรือไม่เปิด
และที่สุดเหมือว่าจะเปิดเข้าไป จู่ๆ แสงสว่างรุ่งเรืองจากห้องพระกระจายออกมา อสูรร้ายร้องลั่น แล้วหายไปด้วยความหวาดกลัว ส่วนดารกาหมดสติลง ธานีขึ้นมาตามพอดี
“น้องดา ! น้องดาเป็นอะไร”
ธานีอุ้มดาเดินลงไป

ที่นครเวทมนตร์ ดวงดาวใหญ่น้อยบนท้องฟ้านครเวทมนตร์
- รับตัวปราสาทสวยงามตั้งอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่าง (ยังไม่ 15 ค่ำดี)
- รับภาพภายในคุกแนนนี่นั่งกอดเข่าพิงผนัง สีหน้าแววตาดูว้าเหว่
แนน ยายจ๋า ... คุณแม่ ..... พี่ภวัต ชาตินี้เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว
มีเสียงไขกุญแจประตู แนนนี่รีบลุกขึ้นทันที ประตูเปิดออก ผู้นำแม่มด และบริวารเดินเข้ามาพร้อมด้วยบาบาร่า
“จะยอมรับหรือยังว่าเป็นอสูร” ท่านผู้นำถาม
“แนนนี่เป็นแม่มด แล้วจะให้ยอมรับว่าเป็นอสูรได้ยังไงเจ้าคะ”
“มุสา ปากแข็ง เจ้านั่นแหละเป็นอสูร แล้วข้าเป็นผู้จับเจ้าได้” บาบาร่าขึ้นเสียง
“บาบาร่า” ผู้นำแม่มดเรียกเป็นเชิงเตือน
“เจ้าค่ะ” บาบาร่าเสียงอ่อย เจ้าค่ะ
“อสูรน้อย บอกมา ว่าใครเป็นผู้เลี้ยงดูเจ้า”
บาบาร่ารีบตอบ “ก็ทา...”
แนนนี่มองหน้าบาบาร่า “คนที่เลี้ยงดูกับคนที่รู้แล้วไม่บอกใคร เพราะต้องการความดีความชอบคนเดียว ... ใครจะผิดมากกว่ากันเจ้าคะ ท่านผู้นำ”
บาบาร่าอึ้งไป
“ผิดทั้ง 2 คนนั่นแหละ พวกมันเป็นใคร”
บาบาร่าทำทีเป็นกระแอมกระไอส่งสัญญาณไม่ให้แนนนี่พูด
“แนนนี่บอกได้แต่ว่าแนนนี่ไม่ใช่อสูร”
“ปากแข็งนัก” ผู้นำแม่มดเว้นนิด “มะรืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ... เราจะกำจัดเจ้า”
พูดจบท่าผู้นำเดินออกไป ทุกคนตาม บาบาร่าหันมามองแว่บหนึ่งก่อนประตูจะปิด แนนนี่พยายามใช้คาถาเพื่อจะพังประตูออกไป คาถาหายตัว แต่ก็ไม่สำเร็จ แนนนี่เอนตัวพิงผนัง แล้วค่อยๆ เลื่อนลงมานั่งร้องไห้

เวลาเดียวกันทาฮิร่ายืนเหม่อมองออกไปที่ภายนอก เห็นยอดหอคอยสูงเสียดฟ้า
“จะเอายังไงดีครับ คุณยาย”
“ฉันก็อับจนปัญญาเหมือนกัน”
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“ใครมา”
“พนันได้เลยว่าป้าขนตาปลิว เวรก๊ำ .. เวรกรรม”
ทาฮิร่าทำมือ ประตูเปิดออก บาบาร่าและไทเกอร์เดินเข้ามา หน้าตาระรื่น
“นั่นไง” ชิกเก้นบอก
“ฉันมีข่าวดีมาบอกจ้ะ วันมะรืนนี้อสูรแนนนี่จะถูกกำจัดแล้ว”
“บาบาร่า เธอต้องช่วยแนนนี่ แนนนี่ไม่ใช่อสูร”
“ถ้าแนนนี่ไม่ใช่อสูรแล้วใครจะเป็น”
“ฉันก็ไม่รู้...อาจจะเป็น...”
“อย่าเอ่ยชื่อดารกาเด็ดขาด เด็กสาวคนนั้นบริสุทธิ์ใสซื่อราวกับน้ำค้าง”
“มันอาจจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น และก่อนจะกล่าวหาใคร เราต้องหาหลักฐานพิสูจน์ก่อน”
“นางก็พูดจาไม่ไร้สาระเป็นเหมือนกัน” ชิกเก้นว่า
“เขาพิสูจน์แล้ว” บาบาร่าบอก
“ยังไง” ทาฮิร่าสงสัย
“เออน่า ! เอาเป็นว่าพิสูจน์แล้วละกัน แล้วเธอกับไอ้ชิกเก้นก็ไม่ควรเข้ามาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม”
“ได้ยินแล้วใช่มั้ย ชิกเก้น” ไทเกอร์พูดขู่
“ไปล่ะ จันทราสวัสดิ์”
บาบาร่าและไทเกอร์เดินออกไป

ดึกมากแล้ว ปัทมนชำเลืองดูดารกาซึ่งนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้น หันมาทางผาด
“ผาดคอยดูน้องดาไว้นะ ฉันจะไปสวดมนตร์”
“ค่ะ”
ปัทมนเดินออกไป ดารกาหรี่ตามองตาม

พระพุทธรูปองค์ประธานในห้องพระส่องแสงดูสว่างเรืองรอง ประตูเปิดออก ปัทเดินมาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลง แล้วก้มกราบ ปัทมนเงยหน้ามองพระพุทธรูป ด้วยสีหน้าแววตาที่ทุกข์หนัก
ผาดเอนตัวลงนอน
“น้าผาด”
“คุณดาไม่ได้หลับหรอกหรือคะ”
“น้องดาไม่เคยหลับหรอก ขอถามอะไรหน่อย ทำไมคุณแม่ถึงได้ชอบสวดมนตร์นัก”
“เพราะสวดแล้วสบายใจมั้งคะ อำนาจพระพุทธคุณจะปกป้องคุ้มครองคุณดา แล้วก็ทุกคนจากสิ่งชั่วร้าย”
ดารกาผุดยิ้มเยือกเย็นออกมาขณะถาม “แล้วถ้าน้องดาเป็นสิ่งชั่วร้ายเสียเองล่ะ”
ผาดสะดุ้ง “ฮื้อ ! … คุณดาละก็”
ดารกาลงนอน...ดวงตาจับจ้องมองเพดานขณะพูด “สิ่งชั่วร้ายอาจจะแฝงอยู่ทุกๆ ที่ โดยที่เราไม่รู้ตัว”
ผาดชำเลืองมองด้วยสีหน้าแววตาไม่ไว้ใจ
“น้าผาดกลัวน้องดาหรือจ้ะ”
“เปล่า เปล่านี่คะ คุณดาเป็นคนดี น้าผาดจะต้องกลัวทำไม”
ดารกาหัวเราะเสียงเย็น แล้วพลิกตัวหันหลังให้
ผาดมองเห็น แล้วเบิกตากว้าง ยกมืออุดปากไม่ให้มีเสียงหลุดออกมา เมื่อเห็นหางโผล่ออกมา กำลังแกว่งไกว ไปมา
ผาดขยี้ตาแล้วมองใหม่ ถอนใจอย่างโล่งอก เมื่อทุกอย่างกลับเป็นปกติ
“สงสัยจะตาฝาด”

ที่ด้านล่างพรยกข้าวต้มมาเสิร์ฟให้สมาชิกที่รวมตัวกันอยู่
“โอ๊ย ! เกล้ากินไม่ลงหรอก” รัดเกล้าเอ่ยขึ้น
“นิดหน่อยก็ยังดีนะคะ” พรคะยั้นคะยอ
“ทำไมป่านนี้ยังไม่มีใครติดต่อมาเลย” ปีเตอร์บ่น
“นายคิดว่าใครจะติดต่อมาล่ะ” ธานีถามกลับ
“ปีเตอร์คิดว่าน่าจะเป็นโจรเรียกค่าไถ่ มันเรียกเท่าไหร่ ปีเตอร์จะจ่ายให้หมด”
“เงินไม่ใช่คำตอบเสมอไปหรอกโดยเฉพาะในกรณีนี้” ภวัตว่า
“กลับไปเถอะปีเตอร์ ดึกแล้ว” รัดเกล้าเอ่ยขึ้น
“ปีเตอร์เป็นห่วงแนนนี่ ถึงกลับไปปีเตอร์ก็คงนอนไม่หลับ”
“งั้นก็ตามใจ” รัดเกล้าหันมาทางภวัต “เกล้าจะขึ้นไปสวดมนตร์กับคุณอาปัทดีกว่า”
“ดีแล้วลูก” จักรวาลบอก
รัดเกล้าเดินขึ้นไป
พรหันมามองอิงอรซึ่งนอนหลับสนิทตลอด “พรปลุกให้กลับไปนอนบ้านดีไหมคะ”
“ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้แกนอนให้สบายเถอะ อุตส่าห์มีน้ำใจมาอยู่เป็นเพื่อน” ธานีบอก
ภวัตลุกขึ้น เดินออกไปข้างนอก ทุกคนมองตามอย่างเข้าใจความรู้สึก
ทางด้านปัทมนกับรัดเกล้า กำลังนั่งสวดมนตร์อยู่ด้วยกัน

ส่วนที่นครเวทมนตร์เวลาเดียวกัน ทาฮิร่ากับชิกเก้นขี่ไม้กวาดมาร่อนลงตรงด้านบนหอคอยที่คุมขังแนนนี่!!






Create Date : 11 มีนาคม 2555
Last Update : 11 มีนาคม 2555 21:49:51 น.
Counter : 176 Pageviews.

0 comment
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 23



อสูรในร่างสดับอยู่ภายในห้องพิธีกรรม นั่งอยู่ในสภาพไม่สวมเสื้อกำลังหลับตาทำสมาธิใช้พลังซ่อมแซมร่างกายที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ ร่างกายด้านหนึ่งเป็นรอยไหม้จากรังสีพระพุทธคุณ อาการหนักหนาสาหัสเอาการ

พริบตาเท่านั้นรอยไหม้ทั้งหลายค่อยๆ จางลง และหายไปจนหมด อสูรสดับลืมตาขึ้น ฟื้นตัว พลังคืนมาแล้ว คั่งแค้น
“นังเด็กแนนนี่ แกจะเป็นแม่มดหรือไม่ก็ตาม แต่แกไม่ใช่มนุษย์แน่ นังแก่นั่นอีกคน ถึงฉันจะไม่ได้กลิ่นแก แต่แกต้องเป็นแม่มดแน่ๆ” อสูรร้ายนั่งคิดตรึกตรอง “ แต่หากคนละพงศ์พันธุ์กัน มันมาเป็นยายหลานกับนังเด็กแนนนี่ได้ยังไง”
สดับคิดนิ่งในมาดอสูรใหญ่ผู้น่าเกรงขาม อยู่ต่ออีกนิด แล้วส่งส่งพลังจิตเรียกอยู่ในใจ ขณะที่ยังคงลืมตา
“ดารกา...”

เวลาเดียวกัน ดารกากับเพื่อนนักศึกษาแพทย์ กำลังคร่ำเคร่งทำข้อสอบ อยู่ในห้องสอบ มีอาจารย์คุมสอบเดินตรวจตราไปมา สักครู่เสียงสดับดังแว่วลอยมา
“ดารกา... ดารกา”
ดารกาชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วหันไปทำข้อสอบต่อ

ในห้องพระทาฮิร่าลุกนั่งได้แล้ว แต่ยังดูอิดโรยอยู่มาก แนนนี่กำลังฝนสมุนไพรชิกเก้นอยู่ใกล้ๆ และข้างๆ มีย่ามเล็กใส่สมุนไพร อยู่ด้วย
“เจ้าคนที่สู้กับเราเป็นอสูรเหรอจ๊ะยาย”
“ยายคิดว่าอย่างนั้น”
“แล้วมันรู้มั้ยว่ายายเป็นแม่มด”
“น่าจะแค่สงสัย เพราะยายใช้มนต์พรางกลิ่น”
แนนนี่หน้าขรึมลง “มันต้องตามล่าเราอีกแน่เลยจ้ะยาย”
“ยายถึงต้องรีบหายป่วย พาแนนนี่ไปอยู่บ้านยาย ที่นั่นยายใช้มนต์พรางไว้ ไม่มีใครรู้ว่าบ้านของยายอยู่ที่ไหน” ทาฮิร่าบอกท่าทีจริงจัง
“ยายอยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอจ๊ะ ใช้มนต์พรางที่นี่ไว้”
“ที่นี่ไม่ใช่ของยายจ้ะ เป็นของคุณแม่ปัทมน ยายพรางไม่ได้”
แนนนี่พยักหน้าเข้าใจ
“เฮ้อ อสูรทำเอาพลัดที่นา คาที่อยู่กันไปโม้ดดดด เวรก๊ำ...เวรกรรม” ชิกเก้นบ่นพึมพำ

ธานีกับรัดเกล้าเดินเข้าตึก ทั้งคู่อยู่ในชุดทำงาน ธานีถือตะกร้าผลไม้เล็กๆ มีผลไม้สีสวยน่าทาน จะมาเยี่ยมทาฮิร่า ธานีกับรัดเกล้าตรงไปที่ปัทมน ผาดกับพร ทำงานประจำอยู่แถวๆนั้น
ธานีนั่งลงแล้วเอ่ยถาม “คุณยายกับแนนนี่เป็นยังไงบ้างครับ”
ปัทมนนั่งนิ่ง คิดคำพูดที่จะไม่ต้องโกหก
“พี่ภวัตบอกว่าคราวนี้คุณยายป่วยมาก เกล้าห่วง อยากเยี่ยมค่ะอาปัท เยี่ยมแนนนี่ด้วย” รัดเกล้าว่า
ผาด กับพรพยายามจะฟังว่าปัทมนจะพูดอะไรมั้ย เพราะรู้แค่ว่าทาฮิร่าป่วย แต่ไม่เห็นสภาพ สองคนรู้ว่าถูกปิดบัง
“อารับศีล อาขอไม่โกหกนะหนูเกล้า แนนนี่เดี๋ยวอาเรียกลงมาคุยได้ แต่คุณยายอาขอไม่ให้รบกวนท่านจ้ะ ขอไม่พูดอะไรมากกว่านี้ แล้วก็ไม่ต้องถามด้วยว่าคุณยายเป็นอย่างนี้เพราะอะไร”
ธานียิ้มๆ ให้แม่ “ผมกำลังจะถามอยู่พอดีเลยครับ คุณแม่เล่นดักคอซะนี่”
“งั้นเกล้าฝากผลไม้เยี่ยมคุณยายนะคะ”
“ขอบใจจ้ะ”
“ขอบใจผมด้วยครับคุณแม่ นี่หุ้นกันคนละครึ่ง”
ปัทมนกับรัดเกล้าพูดขึ้นพร้อมกัน “หูย... งก”
ทั้งสามคนหัวเราะกัน
ธานีพูดแซวกับรัดเกล้า “พี่ว่าผลไม้นี่เสร็จยายแนนนี่หมดแน่”
แนนนี่โผล่เข้ามาแล้วแกล้งจาม “ฮ้าด...เช่ยย...โดนพี่ชายนินทาอีกและ” มองไปที่ผลไม้ “ฮะ ฮ้า ของชอบทั้งนั้นเลย”
“นั่นไง พูดผิดซะที่ไหน” ธานีว่า
“น้าผาดพี่พรขา ช่วยทำให้แนนนี่หน่อยค่า”
“ได้ค่ะ” ผาดกับพรรับคำพร้อมกัน
“ไหน มาดูซิแนนนี่ ไปสู้กับโจรมา ฟกช้ำดำเขียวตรงไหนบ้าง”
รัดเกล้าถามจากที่ได้รู้จากพี่ชาย แนนนี่มานั่งใกล้รัดเกล้า ดูแขนดูขากันไป
ปัทมนแอบพึมพำขำๆ แต่ไม่มาก “โจรเหรอ”

เวลาเดียวกันจักรวาล และอิงอร นั่งอยู่ในห้องรับแขก โป่งกำลังคุยเว่อร์สุดๆ ออกท่ากำลังภายใน
“อาจารย์แนนนี่สู้ ผัวะๆๆ โจรทำอะไรไม่ได้เลย เก่งสุดๆ”
“โป่งอยู่ด้วยเหรอ” อิงอรถาม
“เปล่าครับ โทรคุยกับ ’จารย์แนนนี่นิดหน่อย แล้วผสมจินตนาการของโป่งเองล้วนๆ แฮ่...”
จักรวาลทั้งขำทั้งระอา “เฮ้อ...อุตส่าห์ฟัง ถ้าจะเอาดีทางเขียนนิยายบอกนะ แกมีแวว”
“รุ่งเลย” โป่งภูมิใจ
“รุ่งริ่งมั้งนะ” อิงอรว่า
ภวัตเดินเข้ามาพอดี “ไม่เห็นป้าบานเย็นอีกแล้ว”
โป่งจะตอบแต่ไม่ทันภวัตตอบเอง “ไปเยี่ยมญาติต่างจังหวัด ฉันเปิดเทปตอบให้”
“แป่วครับ โป่งแป่ว”
“ขอน้ำเย็นแก้วนึง”
“ทันทีครับผม” โป่งเดินไป
“เราไปเยี่ยมคุณยายกันหน่อยมั้ยลูก”
“คุณยายขอร้องครับ ของดเยี่ยม”
“อายุปูนนั้นแล้ว...เป็นอนุสาวรีย์ได้แล้ว ไม่ยอมเข้าโรงพยาบาล อาอิงว่าจะเด้ดสะมอเร่เอาง่ายๆนะคะ”
“ไม่หรอกครับ คุณยายแข็งแรงมาก ยังอยู่ได้อีกหลายพันปี” ภวัตหลุดปาก
“ฮะ อะไรนะคะ”
ภวัตรู้ว่าหลุดไปแล้ว ชิ่งเลย “ผมไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ”
“แล้วเดี๋ยวมาเล่าต่อนะคะ อาอิงจะฝากถามคุณยาย ทำไงให้อายุยืนสักหมื่นปีอะค่ะ”

อสูรสดับนั่งเข้าสมาธิปรับพลังให้เข้าที่และให้สูงขึ้น ดารกาเข้ามา อสูรสดับพูดทั้งที่ยังหลับตา ทำไมเพิ่งมา
“ลูกติดสอบค่ะ”
สดับลืมตาขึ้นมา กลายเป็นตาอสูรร้ายๆ แล้วค่อยๆ คืนเป็นสีตาปกติ
“วันนี้พ่อสู้กับนังเด็กแนนนี่แล้วก็ยายของมัน”
ดารกาหยุดกึกเลย
“ทั้งนังแนนนี่ทั้งยายมันฝีมือร้ายกาจทั้งคู่ นังแนนนี่พลังมันยังไม่อยู่ตัว แต่หากพลังมันสมบูรณ์เมื่อไหร่ มันคือคนที่เจ้าต้องระวังที่สุด”
ดารกาตาลุกวาววับด้วยความถือดีและชิงชังแนนนี่ “ลูกไม่มีวันยอมแพ้มันแน่”
“พ่ออยากรู้ว่านังแนนนี่กับยายมันสัมพันธ์กันได้ยังไง”
ดารกางงๆ
“พ่ออยากรู้ที่มาที่ไปของยายหลานคู่นี้ พ่อว่ามันไม่น่าจะใช่ยายหลานกันจริงๆ”
ดารกาเริ่มเล่าเรื่องแนนนี่และทาฮิร่า

แนนนี่ประคองทาฮิร่าเข้ามาในบ้านบนโลกมนุษย์ ที่ไม่ใครรู้ว่าอยู่ไหน
“ค่อยๆ เดินนะจ๊ะยาย”
“เดี๋ยวกระเทือนตับไตไส้พุงแล้วจะไม่ได้เจอรักแท้” ชิกเก้นร้องเป็นเพลงซะงั้น “รักแท้
คืออะไร ตับไตไส้พุง...”
“ฉันไม่ใช่กระสือนะเจ้าชิกเก้น จะได้มารักกันด้วยตับไตไส้พุงน่ะ”
“ถึงพริกถึงขิงของยุคเจ๊น่ะมันเชยยยยแร้วววว ยุคนี้เขาถึงตับไตไส้พุงกัน ให้รู้ซะมั่งว่าเด็กแนวเขาเป็นยังไง”
“ไม่ต้องมาเกรียน” ทาฮิร่าสวนขึ้น
แนนนี่ชอบใจมาก “ฮ้า ยาย แนวกะเขาเหมือนกัน”
“พูดไปน่ะรู้เหรอ เกรียนแปลว่าไร” ชิกเก้นแซวต่อ
“ไม่รู้ แต่จะให้แกรู้ว่าถึงฉันจะอายุสามพันปี แต่ก็ไม่มีตกเทรนด์”
“อูย อินเทรนด์จริง ไรจริง”
“ฮ่าๆๆๆๆ ให้มันรู้ซะมั่งพี่ชิกเก้น ว่าเล่นอยู่กะใคร” แนนนี่ชอบใจ
จังหวะนั้นเสียงบาบาร่าส่งกระแสจิตเรียก “ทาฮิร่า ทาฮิร่า”
“เดี๋ยวยายมานะ ไปคุยกับเพื่อนหน่อย” ทาฮิร่าขอตัว
“แนนนี่ไม่อยากให้ยายไปเลยอะค่ะ อยากให้พักผ่อนมากๆ”
“ยายไม่เป็นไรหรอก หากตอนสู้กันยายรอดมาได้ ตอนนี้ยิ่งสบายมาก”
ทาฮิร่าจะหายตัว หายไปได้ครึ่งล่างครึ่งเดียว
“นั่นๆ แล้วทำมาคุย” ชิกเก้นทั้งขำทั้งหน่ายนายหญิง
“แนนนี่” ทาฮิร่าขอแรง
แนนดีดนิ้วเปาะ ร่างทาฮิร่าอีกครึ่งจึงหายไป

บาบาร่าคอยอยู่ในที่ลับตา สักครู่สะดุ้งมอง “ว้าย”
เพราะมีแค่ท่อนล่างของทาฮิร่าปรากฏขึ้นมา
“เล่นอะไรยัยทาฮิร่า
ร่างทาฮิร่าครึ่งบนปรากฏคนละที่กับครึ่งล่าง
“อ้าว”
บาบาร่าชักเอือมระอา “นี่ ท่อนล่างอยู่นี่”
ร่างท่อนบนทาลอยมาเชื่อมกับท่อนล่าง ทาฮิร่าสำรวจร่องรอยให้แน่ใจ
“รู้สึกว่าตัวเองเป็นกระสือยังไงไม่รู้” ทาฮิร่าบ่น
“ไม่ต้องไม่รู้ละ เห็นจะๆกับสองตาฉันนี่เลย เป็นแม่มดมีสกุลไม่ชอบ จะไปเป็นกระสือแน่ะ”
“เยอะไปเปล่าเนี่ยเธอ”
ทำเป็นเสียงเข้ม แต่บาบาร่าก็เป็นห่วงจริง “เธอหายไปไหนมา...” ทอดระยะ
ทาฮิร่าเหล่ยิ้มๆ ว่าเพื่อนเลิฟจะว่าไงต่อ
ในที่สุดบาบาร่าก็หลุดปาก แต่ยังเก๊กหน้าขรึม “...ฉันเป็นห่วง”
ทาฮิร่าดีใจ “ขอบใจ ฉันมีเรื่องเล่าให้เธอฟังเยอะเลย”
สีหน้าบาบาร่ากระตือรือร้นมาก “เล่ามา อย่าให้ตกหล่นแม้แต่ฉากเดียวนะ”
“ฉันไปสู้กับอสูรมา”
บาบาร่าร้องดังลั่น “หา”
ทาฮิร่าอุดหูแทบไม่ทัน

เวลาเดียวกัน ดารกาก็เล่าเรื่องแนนนี่กับยายจบแล้ว
“ลูกทราบเรื่องแนนนี่กับยายจากคุณแม่ปัทมนแค่นี้”
อสูรสดับรู้สึกว่าเรื่องของแนนนี่ไม่ค่อยสมจริง แต่คิดว่าดารกาจะโกหก
“แนนนี่เป็นเด็กกำพร้างั้นเหรอ... ดูแล้วไม่น่าจะใช่ มันมีพลังขนาดนั้น มันต้องมีที่มาที่ไปแน่นอน เจ้ารู้อะไรเพิ่มแล้วรีบบอกพ่อ แล้วการจับตัวแนนนี่ยังไม่เลิกล้ม เจ้าอย่ามัวเฉื่อยชา” อสูรสั่ง
“ค่ะ”

ปีเตอร์พูดมือถือกับแนนนี่ มีของเยี่ยมอยู่ใกล้ๆ
“แนนนี่ไม่อยู่บ้านคุณแม่ปัทมนแล้วแล้วไม่บอกปีเตอร์ด้วย ปีเตอร์ไปเยี่ยมเก้อเลย” ปีเตอร์บ่น
แนนนี่นอนคุยมือถือ ชิกเก้นอยู่ใกล้ๆ
“โทษที แนนนี่มัวแต่ห่วงยายจนลืมไป”
“ปีเตอร์ผู้ถูกลืมตลอดปีตลอดชาติ น้อยใจนะ”
“โอ๋ๆๆๆๆ ถึงแนนนี่จะลืมบ้างไรบ้าง แนนนี่ก็รักปีเตอร์นะ”
ปีเตอร์ตาโต “จริงเหรอ งั้นปีเตอร์ขอแต่งงานทางมือถือนี่เลยนะ แล้วไปขอเป็นทางการอีกที”
“นายปีเตอร์!”
“จ๋า...”

ส่วนภวัตพยายามกดมือถือหาแนนนี่ กดมานานแล้วแต่สายไม่ว่าง
ภวัตบ่นๆ หงุดหงิดนิดๆ “คุยกับใครอยู่นะ สายไม่ว่างเลย”
ภวัตกดเรียกซ้ำอีก

แนนนี่กับปีเตอร์เม้าท์มอยคุยมือถือกันต่อ
“แนนนี่เคยบอกว่าไง”
“แต่วันนี้แนนนี่พูดเรื่องรักก่อนนะ ปีเตอร์แค่พูดต่อจากแนนนี่อะ ปีเตอร์ผิดตรงไหน”
“แนนนี่หมายถึงปีเตอร์เป็นเพื่อนรัก อย่ามาแกล้งไม่เข้าใจ”
“งั้นปีเตอร์จะรอวันที่เพื่อนรักเปลี่ยนเป็นรักเพื่อนก็แล้วกัน”
“กระโถน กระโถน จะอ้วกแล้ว”
“จริงใจอะ จะอ้วกใส่กันเลยเหรอ”
“ไม่อ้วกแล้วก็ได้”
“แนนนี่ไม่ออกมาทานไอติมกันหน่อยเหรอ”
“ไม่ละ คราวที่แล้วขัดคำสั่งยายออกไปแล้วเป็นไงล่ะ แนนนี่ทำให้ยายบาดเจ็บแทบตาย รู้สึกผิดไปจนตายเลย”
“งั้นก็คิดถึงมากๆนะแนนนี่ แนนนี่ช่วยคิดถึงปีเตอร์ด้วยนะ”
“อยู่แล้ว บายนะ”
แนนนี่กดตัดสายปุ๊บเสียงเรียกเข้าปั๊บ แนนนี่ดูหน้าจอ ดีใจสุดๆ กระโดดลุกขึ้นนั่ง
“พี่ภวัต”
“เวรก๊ำ...เวรกรรม รถไฟสองขบวนแล่นสวนกันทุกวัน จะมีชนกันมั้ยเนี่ย” ชิกเก้นแซว

ภวัตใส่อารมณ์ทันที “แนนนี่คุยโทรศัพท์นานจัง”
“แนนนี่คุยกับปีเตอร์แป๊บเดียวเอง”
ภวัตเบาเสียงลงไปหน่อย ออกจะหึงๆ “ปีเตอร์อีกแล้ว”
แนนนี่รีบเปลี่ยนเรื่อง “พี่ภวัตคิดถึงแนนนี่ใช่เปล่าคะ ถึงโทรมา”
ภวัตเขินๆ เพราะ คิดถึงจริง “ก็...”
“ต้องบอกก่อนว่าพี่ภวัตคิดถึงแนนนี่ ไม่งั้นแนนนี่จะปิดเครื่องไปเลย”
ภวัตเขิน แต่ในที่สุดก็ตอบ “จ้ะ พี่คิดถึงแนนนี่”
“เย้”
“แนนนี่...ไม่อยากทานไอติมบ้างเหรอ”
แนนนี่ตอบทันที “อยากค่ะ ไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” หายวับไปเลย
“ดูดู๊ ดูเธอทำ สองมาตรฐานจริงๆ ปีเตอร์เอ๊ย...แม้ใครจะเปลี่ยนชื่อแห้วเป็นชื่ออะไรอีกร้อยชื่อ มันก็ยังคือแห้วววววว..นั่นเอง” ปีเตอร์พึมพำ

ทางด้านสองแม่มดแห่งเมืองเวทย์ นั่งขรึมนิ่ง ทาฮิร่าเล่าเรื่องสู้กับอสูรจบแล้ว
ทาฮิร่าจะพูด แต่บาบาร่าขัดขึ้นก่อน “อย่า อย่าพูดถึงคุณน้องดาว่าเป็นอสูร”
“เธอก็อย่าพูดว่าแนนนี่เป็นอสูร”
“จะพูด มีอะไรป่ะ”
ทาฮิร่าอิดหนาระอาใจ
“ไม่ใช่ว่ายัยแนนนี่หลานเธอสู้กับอสูรแล้วจะหมายความว่าแนนนี่ไม่เป็นอสูร” บาบาร่าดื้อแพ่ง
“ฉันเหนื่อย ไม่อยากเถียงกับเธอ”
บาบาร่าไม่สนใจ “แนนนี่อายุยังไม่ครบ 22 อาจยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นอสูร”
“เธออย่าลืมใช้มนต์พรางกลิ่นก็แล้วกัน ไม่งั้นอสูรตามเจอแน่”
ทาฮิร่าหายตัว คราวนี้ท่อนบนไปก่อน ท่อนล่างยังอยู่
“จะหนีความจริงงั้นเหรอยัยทาฮิร่า งั้นท่อนล่างนี่ไม่ต้องเอาไปก็แล้วกัน”
บาบาร่าขยับจะว่าคาถา ร่างท่อนบนของทาฮิร่าปรากฏขึ้นไม่ไกลกับท่อนล่าง แต่คราวนี้ดันไม่ต่อกันซะงั้น
ท่อนบนมือหนึ่งจับกระโปรงของท่อนล่าง อีกมือดีดนิ้ว ท่อนบนหิ้วท่อนล่างหายไปด้วยกัน
บาบาร่ายัวะ ว่าคาถาไม่ทัน “ยัยทาฮิร่านะยัยทาฮิร่า ยัยคนไม่ยอมรับความจริง”

แนนนี่ไปแล้ว ชิกเก้นเดินเหงามากมาย ไปมาอยู่ตัวเดียว
“ไปกันหมดทั้งยายทั้งหลาน ไม่มีใครเห็นใจแมวเล้ยยยยย เวรก๊ำ...เวรกรรม” หันมาเห็น ตกใจตัวลอย ขนตั้ง “แว้ก”
ทาฮิร่าเข้ามา ร่างยังแยกเป็นสองท่อน ท่อนบนหิ้วท่อนล่าง
“จะเป็นแม่มดหรือจะเป็นผี รีบต่อคืนให้ไวเลยคุณย้าย แมวกลัว”
ทาฮิร่าเอา ท่อนล่างมาต่อ เช็กดูให้สนิทดี
“ยามป่วยไข้เวทมนตร์มันก็กะพร่องกะแพร่งมั่งสิ” เริ่มรู้สึกว่าเงียบมาก มองหารอบๆ
ชิกเก้นรู้ตัว เริ่มสยอง “งานเข้าแว้วว”
ทาฮิร่าหน้าเข้ม อย่างเอาเรื่อง “แนนนี่อยู่ไหน”
“แมวจะรู้มั้ยเนี่ย”

ภวัตและแนนนี่กำลังกินไอติมสำเร็จรูปถ้วยกระดาษที่ขายในร้านสะดวกซื้อ อยู่ในบ้านภวัต เสียงมือถือแนนดังขึ้น แนนนี่หันมองตกใจมาก
“ตายแล้ว ยายโทรมา”
“พี่รับให้มั้ย พี่เป็นคนชวนแนนนี่ออกมา พี่ควรโดนคุณยายว่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ แนนนี่รับเอง” พลางกดรับ “ยายจ๋า...”
“กลับบ้านเดี๋ยวนี้ แนนนี่”
“จ้ะยาย” เสียงฝั่งทาปิดมือถือ แนนนี่ปิดตาม “แนนนี่ต้องกลับแล้วค่ะ”
“พี่ไปส่ง”
“ไม่ได้ค่ะ ยายสั่งไม่ให้ใครไปถึงบ้านยาย”
“ไปส่งใกล้ที่สุดก็ได้” ภวัตอ้ออล้อ เพราะห่วงยิ่งนัก
“ก็ไม่ได้ค่ะ”
แนนนี่ทำท่าจะหายตัว เริ่มจะว่าคาถา
ภวัตรีบทักท้วงหาเรื่องถ่วงเวลา “อย่าผิดสัญญา”
แนนนี่นึกได้ ไม่อยากให้ภวัตโกรธ หยุดทันควัน สะบัดมือออกไปจะล้างเวทมนตร์

ทันใดนั้นบุษบาเดินเข้ามาในบ้าน ในรัศมีที่แนนสะบัดมือพอดี พลังของแนนนี่ส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อย ซัดบุษบาเซไปกระแทกข้าวของแถวนั้นอย่างแรง
“อ๊าย” บุษตกใจ
แนนนี่ตกใจ ภวัตก็ตกใจ ประกอบกับจุดที่แนนนี่ยืนเป็นจุดที่สามารถเห็นบุษบาได้ก่อน ภวัตเลยคิดว่าแนนนี่แกล้งบุษอีกแล้ว ภวัตหันมองแนนนี่อย่างตำหนิ แนนนี่จ๋อยสุดๆ
“อีกแล้วนะแนนนี่ นิสัยเอาแต่ใจ ชอบแกล้งคนไม่มีทางสู้นี่ ตกลงว่าเลิกไม่ได้ใช่มั้ย”
บุษบาเข้ามากอดแขนอ้อนภวัต รู้ว่าเป็นต่อ เสแสร้งมากขึ้น
“ภวัต...อย่าดุแนนนี่เลยค่ะ แกคงไม่ได้ตั้งใจน่ะ”
แนนนี่ชักเริ่มเดือด “แนนนี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ คุณป้าไม่ต้องมาแอ๊บเอาความดีความชอบหรอก ยัยคุณป้าจอมปลอม”
บุษบายังแอ๊บเป็นคนดีต่อ “พูดจาไม่น่ารักเลย ฉันเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอนะควรให้เกียรติฉันบ้าง”
“ผู้ใหญ่ไก่เขี่ยน่ะสิ ชิ”
ภวัตทำเสียงดุ “แนนนี่ ขอโทษคุณบุษเดี๋ยวนี้”
“พี่ภวัตอ้ะ เห็นว่าแนนนี่รัก แล้วขู่แนนนี่งั้นเหรอ”
ภวัต เจอแนนนี่บอกรักใส่หน้า ชักไปไม่ค่อยเป็น “พี่ไม่ได้ขู่ แนนนี่ก้าวร้าวคุณบุษ แนนนี่ต้องขอโทษ”
บุษบาแอบทำหน้าเย้ยแนนนี่
“แนนนี่ไม่ขอโทษยัยคุณป้านี่ แต่แนนนี่ขอโทษพี่ภวัต ที่แนนนี่ผิดสัญญา”
ภวัตนิ่ง ชักจะใจอ่อน บุษบาสังเกตก็ดูรู้
“ภวัตคะ...อย่าบังคับเขาเลยค่ะ หากเขาไม่รู้ตัวว่าเขาผิด คำขอโทษก็ไม่มีความหมาย”
แนนนี่ยัวะ เน้นทีละคำ “ฉัน-ไม่-ผิด”
บุษบาแอบทำหน้าใส่แนนนี่ไม่ให้ภวัตเห็น แนนนี่ฉวยมือภวัต สะบัดอีกมือใส่บุษบา จนบุษบานั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ เพราะโดนเวทมนต์
“นั่งอยู่นี่ละ”
ภวัตโกรธ รู้ว่าแนนใช้คาถาอีกแล้ว “แนนนี่!”
บุษบาบิดตัวไปมาจะลุก ลุกไม่ได้ แอ๊บหลุด “อ๊าย...นังเด็กผี นังมารร้าย ภวัตช่วยบุษด้วยค่ะ”
แนนนี่พูดกับบุษบา “รอตามคิวย่ะ ให้นั่งน่ะบุญแค่ไหนแล้ว” ยิ้มยั่ว “หรืออยากจะเอาหัวลงเดินแทนเท้า ฮื้อม์”
“อ๊ายยย... นังบ้า แกมันบ้า”
“คลายมนต์คุณบุษเดี๋ยวนี้นะแนนนี่” ภวัตสั่ง
“ก็บอกแล้วไงคะว่ารอตามคิว” ลากภวัตมา “พี่ภวัตมากับแนนนี่”
แนนนี่ดึงภวัตเดินฉับๆไปแบบคนปกติ

แนนนี่ลากภวัตเข้ามาอีกห้อง ภวัตหน้าขรึม กะว่าจะดุแนนนี่แรงๆ แนนดึงภวัตมาหยุดที่มุมหนึ่ง
ภวัตจะเริ่มดุ “แนนนี่...” แต่อ้าปากค้าง
“อย่าเพิ่งดุแนนนี่ค่ะพี่ภวัต”
ภวัตนิ่งมองว่าแนนจะมาไม้ไหน
แนนท่าทางเรียบร้อยแบบกุลสตรี พาภวัตไปนั่ง แล้วคุกเข่าก้มกราบภวัตที่ตัก ภวัตอึ้งไป
แนนนี่จริงใจมาก “แนนนี่กราบขอโทษพี่ภวัตค่ะที่แนนนี่ผิดสัญญาจะใช้คาถาหายตัว”
แนนนี่สบตาภวัต หน้าใสตาใสแป๋ว จริงใจมาก ภวัตอึ้ง ใจอ่อนไปแล้ว
“แต่ที่พลังแนนนี่ไปโดนคุณบุษบา แนนนี่ไม่เจตนาจริงๆค่ะ แนนนี่แค่จะหยุดคาถา แล้วคุณบุษบาเข้ามาพอดี”
แนนนี่มองภวัต หน้าตาแป๋วสวยใสยิ่งนัก ภวัตใจละลาย
“แนนนี่ไม่โกหกนะคะ พี่ภวัตจะยังโกรธแนนนี่อยู่อีกหรือเปล่าคะ”
ภวัตคอแห้งผาก อึกอัก จนต้องกระแอมกระไอ ดุไปแล้วโดยที่เขาไม่มีความผิด
“ทีหลังเราก็อย่าแรงให้มันมากนักก็แล้วกัน ยังไงคุณบุษก็เป็นเพื่อนพี่”
แนนดีใจ “แปลว่าพี่ภวัตไม่โกรธแนนนี่แล้ว”
ภวัตยิ้ม พยักหน้านิดๆ แนนนี่ลุกขึ้นกระโดดโลดเต้น
“เย้ รักพี่ภวัตที่สุดในโลก”
ภวัตเก้อ ทำหน้าไม่ถูก
แนนนี่สงบลงรีบพูดประจบ
“วันนี้แนนนี่ขออนุญาตหายตัวได้มั้ยคะ ยังไงพี่ภวัตก็ไปส่งแนนนี่ไม่ได้อยู่แล้ว แล้วยังมีคุณบุษาคอยอยู่อีกคน”
“เจ้าเล่ห์นักนะเรา”
“นะคะ...นะค้า... ครั้งนี้ครั้งเดียว” ทำเสียงเล็กเสียงน้อยน่ารัก “จริงจริ๊ง”
“พี่มีทางปฏิเสธเหรอ”
“เย้ ขอบคุณค่ะ” พูดจบก็หายตัวไปเลย
ภวัตยิ้มน้อยๆอย่างระอา แต่ก็รักเธอ

ทาฮิร่ายืนหน้าเคร่งอยู่ แนนนี่นั่งคุกเข่าก้มหน้า ชิกเก้นนั่งหมอบอยู่ข้างๆ อย่างเรียบร้อย ทั้งแนนนี่ทั้งชิกเก้น โดนดุมาได้แล้วระยะหนึ่ง
“แนนนี่ก็รู้ว่าอันตรายมันร้ายแรงขนาดไหน” หันมาเล่นงานบ่าว “เจ้านี่ก็แก่แล้วแก่เลย จะห้ามน้องบ้างก็ไม่มี”
“แมวโดนอย่างไม่ยุติธรรม หลานคุณเธอน้อยซะที่ไหน” ชิกเก้นแอบบ่น
“บ่นอะไร”
“เมี้ยวววว แป๊วววว”
ทาฮิร่าพูดจริงจังกับแนนนี่
“อย่าทำอะไรโดยตั้งอยู่ในความประมาทนะแนนนี่ จำไว้ให้ขึ้นใจ ประมาทเมื่อไหร่ หายนะเมื่อนั้น”
“ค่ะคุณยาย แนนนี่ขอโทษที่ไม่เชื่อฟังยายค่ะ แต่แนนนี่อยากเจอพี่ภวัต แนนนี่คิดถึง”
แนนนี่มองยาย ตาวิบๆ ลองหยั่งดู แนนนี่พูดเสียงอ่อนและอ้อนสุดขีด
“แนนนี่ขออนุญาตให้พี่ภวัตมาที่นี่บ้างได้มั้ยคะยาย”
ทาฮิร่าทอดเสียงอ้อนอ่อนหวานน่ารัก ทาฮิร่านั่งลงอย่างระอาแกมเอ็นดู รู้ว่ายังไงก็ต้องยอมแนนนี่
แนนนี่ลุ้นแอบ “เยส” กับยาย มั่วหน้าตาเฉย “ขอบคุณนะคะยาย”
“ยัง ยังไม่ได้อนุญาต”
“แนนนี่เห็นตายายก็รู้ใจแล้วค่ะ ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ”
“เฮ้อ... ฟ้าดินให้ฉันแพ้เด็กคนนี้ได้ยังไงนะ”
แนนนี่ถลาเข้ากอดหอมแก้มทาฮิร่า
“แต่ชิกเก้นคือผู้แพ้ที่แท้จริง เป็นแมวหัวเน่า ไม่มีใครสนใจ เวรก๊ำ...เวรกรรม” ชิกเก้นงอน
“โอ๋ๆๆ แนนนี่ไงจะ รักชิกเก้นชั่วฟ้าดินสลายเลย”
“จริงอะ”
แนนนี่จูบชิกเก้น ชิกเก้นหันมายิ้มกว้างสุดจะภูมิใจ
ดารกาออกมาจากห้อง เดินไปได้หน่อย มาลีเข้ามา มองลูกด้วยความรักใคร่ ดารกาไม่ค่อยอยากพูดด้วย เพราะเริ่มเป็นอสูรมากขึ้น จิตใจแข็งกระด้างเย็นชาขึ้น ตลอดเวลาที่มาลีพูดด้วย ดาจะหลบเลี่ยงตลอดและเย็นชากับแม่
มาลีพูดเสียงเบา กลัวสดับได้ยิน “ลูก ลูกสบายดีมั้ย”
“สบายดี”
มาลีออกอาการเกรงๆ รู้สึกเหมือนมีพลังแปลกๆออกมาจากลูกสาว “แล้ว...แล้วมีใคร...เอ่อ...ตามทำอะไรลูกมั้ยจ๊ะ”
ดารกาสะดุดใจที่มีใครจะทำอะไร หยุดเดิน “เรียกฉัน...เรียกหนูว่าดารกา อย่าเรียกลูก”
“จ้ะ จ้ะ เดี๋ยวพ่อหนูได้ยิน”
“แล้วใครจะทำอะไรหนู”
“เอ่อ..ปละ...เปล่า ก็แค่ถามดู” มาลีปฏิเสธพัลวัน
“รู้อะไรก็บอกมา” ดารกาคาดคั้น
มาลีเริ่มรู้สึกกลัวลูก “มะ...ไม่...ไม่มีจ้ะ”
ดารกามองมาลี ตาดุ มาลียิ่งรู้สึกหวาดหวั่น
ในที่สุดมาลีก็หลุดพูดเพราะความกลัว “มี..มีคนบอกแม่ว่าหนูตกอยู่ในอันตราย”
ดารกาสนใจฟัง
มาลีต่อ “...เขาให้แม่หาหนังสือ...” คิดชื่อพราะเป็นคำที่ไม่คุ้นปากตัวเอง “หนังสือพิฆาตอสูร”
ดารกาตาลุกโพลง เหมือนคนปกติโกรธ พยายามบังคับหน้าไม่ให้เป็นอสูร มาลีกลัวขึ้นมาอีก
ดารกาถามเสียงเข้ม “ใคร”
มาลีออกอาการลนลาน “แม่...แม่ไม่รู้จักจ้ะ”
ดารกาฉุนเริ่มคาดคั้นคุกคาม “แน่ใจนะว่าไม่รู้จัก”
มาลีกลัวจนตัวสั่น “ไม่รู้จักจริงๆ จ้ะ”
ดารกาดุมากขึ้น “ไม่เชื่อ”
มาลีกลัว
รหว่างนั้นมีเสียงสดับดังขึ้นดุลั่น “มาลี”
มาลีหันมอง แล้วรีบไปที่สดับ ดารกายืนนิ่ง หันหลังให้สดับ หน้าตาโหดร้าย

สดับยืนหน้าถมึงทึงเอาเรื่อง มาลีเข้ามาใกล้ๆ สดับจิกผมเหวี่ยงมาลีกระเด็นไป แล้วเดินไปที่ดารกา
“นังมาลีมากวนใจอะไรลูก”
“เปล่าค่ะ แค่ถามทุกข์สุข”
สดับมองดารกาอย่างชั่งใจ ไม่เชื่อที่พูด
“หนูขอร้องพ่ออย่าทำอะไรแม่ อย่างน้อย...เขาก็ยังมีประโยชน์ต่องานของเรา” ดารกาเน้คำว่าเรา
อสูรสดับหัวเราะด้วยความพอใจเป็นอย่างมาก “ความเป็นอสูรของเจ้าเติบโตเร็วมาก”
ดารกาไหว้ลาสดับแล้วเดินออกไป สดับมองตามอย่างพึงพอใจ
สดับพูดกับตัวเอง “ดารกา เจ้านี่แหละจะล้างเผ่าพันธุ์แม่มดจนสูญสิ้น”

มาลีกำลังทำกับข้าวในอาการกลัวสดับเล่นงาน สักครู่สดับเดินช้าๆเข้ามาหยุดยืนมองมาลีด้วยสายตาดุดันข่มขู่ มาลีกลัวลนลานไปหมด
สดับมองไม่พูดไม่จา มาลีกลัวมาก จะร้องไห้อยู่แล้ว สดับมอง หยันๆ แล้วเดินออกไป มาลีหมดแรง ทรุดลงนั่ง เบ้ปากร้องไห้แบบเด็กๆ

ดารกาถือคัมภีร์พิฆาตอสูร มองหน้าดุอย่างเกลียดชัง สักครู่วางลงในถาดโลหะของใช้ในห้องดารกาจ้องคัมภีร์เขม็ง ส่งพลังทำลาย ทันใดนั้นคัมภีร์ก็มีไฟลุกพึ่บท่วม ไฟไหม้คัมภีร์ทั้งเล่ม ดารกาจ้องมองคัมภีร์ที่ไฟลุกท่วม แต่ยังคงรูปเดิม สักครู่ไฟเริ่มรา
ดารกาจ้องเขม็ง เพิ่มแรงพลัง คัมภีร์มีไฟลุกโชนขึ้นมาอีก แต่คัมภีร์ยังคงรูปดังเดิม และพอไฟราและดับไป คัมภีร์ยังปกติเหมือนดิม
ดารกาโกรธหนัก
“มนต์แม่มดมันจะแน่แค่ไหน รอพลังฉันสมบูรณ์กว่านี้ก่อน แกไม่รอดมือฉันแน่”
ดารกาโยนคัมภีร์ไป คัมภีร์ฝังร่างลงในพื้นผิวผนังห้อง ดารกาครุ่นคิดในใจ
“ต้องเป็นนังคุณยายของนังแนนนี่แน่ๆ ที่ไปใช้แม่หาคัมภีร์”

สีหน้าแววตาดารกาดุดัน อย่างอาฆาตมาดร้าย
เช้าวันต่อมา สมาชิกทุกคนยกเว้นดารกา รวมตัวอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว ผาดกับพรช่วยกันเสิร์ฟข้าวต้มเครื่อง แต่ยังไม่ลงมือทาน สักครู่ดารกาก็เดินเข้ามา หน้าตาผ่องใส แต่งตัวสวยมาก

“อ้าว พี่เกล้า พักนี้มาทานข้าวที่นี่บ่อยนะคะ”
รัดเกล้าแทบสำลักน้ำที่ดื่มอยู่ หน้าเฝื่อนไป เหมือนโดนเขาว่าเป็นนัยบ้านตัวไม่มีข้าวกินหรือไง
รัดเกล้าพยายามยิ้มให้ปกติไว้ “ เอ่อ...”
ธานีรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก แต่ไม่มาก เพราะรักน้อง และสงสาร จึงแค่ยิ้มๆ
“เกล้าเป็นคนพิเศษของพี่นะจ๊ะน้องดา พี่จะขอพาเกล้ามาทำความคุ้นเคยกับบ้านเรานะจ๊ะ”
ดารกาปั้นหน้ายิ้มสดใส “ยินดีด้วยนะคะ”
“ขอบใจจ้ะ”
“อะ ลงมือจ้ะ เดี๋ยวจะไปทำงานไปเรียนสายกัน”
ดารกาทานอาหารเงียบๆ หน้าตาบ่งบอกว่าคิดอะไรอยู่ และคิดจะหาที่อยู่ของทาฮิร่ากับแนนนี่
“แนนนี่กับคุณยายไปไหนคะคุณแม่”
รัดเกล้าสะดุดใจ แต่ไม่ให้ใครเห็น ฟังอย่างสนใจ รัดเกล้าเริ่มจับตามอง หลังเคยเห็นความร้ายและความแปลกๆของดารกามาแล้วหลายครั้ง
ดารกามองปัทมนนิ่ง คล้ายๆ คาดคั้น แต่ทำหน้าตาบริสุทธิ์มาก
ปัทมนซ่อนอาการอึกอัก คิดคำตอบที่จะไม่โกหก
“คุณยายมีบ้านใหม่ เลยขอพาแนนนี่ไปพักด้วยสักพักจ้ะ”
ดารกาถามรุกคืบ “บ้านคุณยายอยู่ที่ไหนคะ”
มือของปัทมนที่ถือช้อนดูเกร็งมาก แต่ก็หันมายิ้มแย้ม
“คุณยายยังไม่ได้บอกจ้ะ”
ดารกาซ่อนสายตาผิดหวัง ธานีไม่รู้เรื่องอะไรกับเขา
“ถ้าน้องดาอยากไปเยี่ยมคุณยาย ไว้พี่ถามให้ก็ได้จ้ะ พี่ก็อยากไปเยี่ยมคุณยายกับแนนนี่เหมือนกัน”
ปัทมนตกใจสะดุ้งหน่อยๆ แต่ยังรักษากิริยา รัดเกล้าซ่อนอาการแบบอยากจะบีบคอธานี
“ขอบคุณค่ะ พี่ธานีอย่าลืมนะคะ” ดารกาบอกยิ้มๆ
“ไม่ลืมจ้ะ”
ปัทมนและรัดเกล้า กระอักกระอ่วนกันทั้งคู่
ดารกาทานอาหารในท่าทีเรียบร้อย แต่สีหน้าร้ายกาจ แววตาบ่งบอกความพอใจ

รัดเกล้ากับธานี เดินเคียงกันสองคนออกจากตึกมาด้วยกัน ธานีรู้สึกสบายๆ รัดเกล้าหน้าขรึม คิดเรื่องดารกา เดินพูดกันไป
“พี่ธานีคะ...”
ธานีแซวเล่น “คะ”
“ไม่ต้องยุ่งเรื่องหาบ้านคุณยายได้มั้ยคะ”
“ทำไมล่ะ” ธานีสงสัย
“คุณยายเคยบอกพี่ภวัตว่าอยากพักเงียบๆ จนกว่าจะหายป่วย ไม่อยากให้ใครรบกวน”
“ก็ไว้หลังคุณยายหายป่วยก็ได้นี่ ค่อยไปกัน”
“ไม่ว่าก่อนว่าหลังก็ไม่...ได้มั้ยคะ” รัดเกล้าซีเรียส
“ขอเหตุผล”
“ไม่มีเหตุผล”
ธานีแซวเล่นๆ “งั้นก็ไม่ได้”
รัดเกล้าหวานขึ้นมา “งั้นก็ถือว่าเกล้าขอร้อง...นะคะ”
“โอย...ใจละลาย”
“แล้วจะได้มั้ยล่ะคะ”
“สาวอ้อนหวานๆ อย่างนี้ก็ต้องได้อยู่แล้ว”
รัดเกล้าดีใจมากๆ “ขอบคุณค่ะ”
“แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”
รัดเกล้าหุบปาก “อะไรอีกล่ะคะ”
“เกล้าต้องรับแหวนแทนใจจากพี่”
รัดเกล้าเขิน ทุบธานี
“อย่างนี้ถือว่าตอบรับแล้ว เดี๋ยวไปเลือกแหวนกันเลย”
รัดเกล้ายิ่งเขิน ทุบธานีใหญ่ “นี่ๆๆๆ”
ธานีหัวเราะอย่างมีความสุข

ภวัตขับรถมาตามถนนใหญ่นอกเมือง มีแนนนี่นั่งคู่มาด้วย เพียงสักครู่แนนนี่ก็ชี้ซอยให้ภวัตเลี้ยว เมื่อภวัตเลี้ยวรถเข้าซอย บุษบาชักสีหน้าหงุดหงิดขับรถสะกดรอยตามรถของภวัตมาในระยะห่างพอควร รถของบุษบายังอยู่ที่ถนนใหญ่
“นังแนนนี่ แกนี่มันจอมฉกจริงๆ นี่มารยาถาไถยล่อลวงพี่ภวัตมาทำมิดีมิร้ายละสิ ดีนะที่ฉันรู้ทัน”
รถของภวัติเลี้ยวเข้าซอยบ้านของทาฮิร่า
เพียงครู่เดียวรถภวัตค่อยๆหายแล่นหายไปในกำแพงอากาศ ขณะที่บรรยากาศรายล้อมทางธรรมชาติยังอยู่ครบถ้วน บุษบามาทันเห็นรถของภวัตค่อยๆหายไปก็ตาเหลือกตกใจ บุษบาช็อก หมดสติอยู่ตรงนั้น
ภวัตยังขับรถด้วยสีตายิ้มแย้มแจ่มใสสบายใจ แนนนี่ค่อยๆแอบมองกระจกข้างรถแบบไม่ให้มีพิรุธ กระจกสะท้อนเห็นรถของบุษบาจอดนิ่งอยู่ที่ถนนใหญ่ แนนนี่อมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
แนนนี่พูดในใจ แบบขำๆตามประสาเด็กชอบใจที่แอบฝืนคำสั่งแล้วผู้ใหญ่ไม่รู้
“แนนนี่ขอโทษนะคะพี่ภวัต แนนนี่ผิดสัญญาอีกแล้ว แต่ยายห้ามพาใครอื่นมาบ้านยายนี่นา...คริคริ หลับให้สบายนะคะคุณบุษบานารีศรีสมร...คริคริคริ”
“เย้” แนนนี่ดีใจส่งเสียงดังลั่น
ภวัตพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี “อะไรตกใจหมด จู่ๆก็ร้องขึ้นมา”
“แนนนี่ดีใจ ใกล้ถึงบ้านยายแล้วค่ะ”
ภวัตมองแล้วยิ้มๆผสมระอา
“ลูกเล่นเยอะจริงๆ เรานี่”
บุษบายังหลับอยู่ในรถ ชาวบ้านค่อยๆ เดินเข้ามาดูทีละคนสองคน

ทาฮิรากำลังทำทอดขนมปังหน้าทูน่าอันเล็กๆพอคำ ชิกเก้นได้กลิ่นพูดขึ้น
“ฮื้อฮือ ปลาทูน่านี่...ฮ้อม...โดนใจชิกเก้นจริงๆ คุณยายสอนชิกเก้นทำบ้างสิ”
“หนังหน้าอย่างแกน่ะเหรอจะทำอาหาร ข้าวคลุกปลาทูฉันยังต้องคลุกให้แกทุกวันเลย”
“แป่ว! อีกแล้วชิกเก้น...เวรก๊ำ...เวรกรรม”
ภวัตกับแนนนี่เข้ามาในบ้านพอดี
“ยู้ฮู...มาแล้วจ๊ะยายจ๋า”
“เชิญจ้ะพ่อภวัต ฉันกำลังทอดขนมปังหน้าทูน่าให้ทานจ้ะ”
“ขอบคุณครับ หอมมากเลยครับคุณยาย อย่างนี้ต้องอร่อยแน่ๆ”
ทาฮิร่ายิ้มปลื้มมากกับคำชม
“คอนเฟิร์ม” ชิกเก้นบอก
“แนนนี่ เอาน้ำใบอิซูล่าผสมหัวทินซี่กับเปลือกอูรูญ่าให้พ่อภวัตดื่มก่อนสิ”
แนนนี่เลิกคิ้วน่ารักๆเป็นเชิงถามภวัตว่าเอามั้ย ภวัตฟังดูส่วนผสมแล้วรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นของกินได้
“แปลกมากไปไหมครับคุณยาย ผมขอน้ำธรรมดาดีกว่าครับ”
“นั่นสูตรยาอายุวัฒนะฉบับย่อนะพ่อภวัต”
“น้ำธรรมดาก็เป็นยาอายุวัฒนะครับ”
ทาฮิร่ายังอารมณ์ดี
“ตามใจ งั้นแนนนี่เอาน้ำจากแอ่งยอดเขามุชุมุชุผสมสาหร่ายสกัดมิชิมิชิให้สิ”
แนนนี่เลิกคิ้วเป็นเชิงถามอีกว่าเอามั้ย
“เอ่อ...ผมว่าผมรอทานขนมปังหน้าทูน่าแล้วกันครับ”
แนนนี่แอบขำ
“ทูน่านี่จับมาเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนจากทะเลวูตะวัตตะของเมืองเวทมนต์”
ภวัตขำและพูดเบาๆกับตัวเอง
“ว่าแล้ว...จะกินดีมั้ยนี่”
แนนนี่กระซิบบอก
“แม่มดหูทิพย์นะคะพี่ภวัต”
ภวัตเงียบไป แนนนี่แอบคิกคักชอบใจหลอกภวัตได้ ภวัตเมื่อรู้ว่าถูกหลอก จึงเคาะศีรษะแนนนี่เบาๆ

บนถนนสายเดิม บุษบาค่อยๆรู้สึกตัว มองผ่านกระจกในรถ เห็นชาวบ้านมุงดูรอบๆเพราะคิดว่าบุษบาไม่สบาย แต่บุษบากลับยัวะและรังเกียจ ทุบกระจกไล่ชาวบ้านให้ถอยออกไป
“ออกไป มามุงอะไรเนี่ย จะปล้นฉันเหรอ”
บุษบาขับรถพุ่งออกไป ชาวบ้านแตกกระจายไปคนละทาง
“คนอะไรนี่ สวยซะเปล่า ไอ้เรานึกว่าไม่สบาย จะมาช่วยแท้ๆ” ผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น

ปัทมนกำลังอ่านนิตยสารในระดับไฮแฟชั่นอยู่ภายในบ้าน ธานีเดินเข้ามา ผาด-พรเอาน้ำเย็นมาให้ รับกระเป๋า-เสื้อนอกไป ปัทมนยิ้มให้ ลุกมาดูแลลูกด้วยการถอดเน็กไทให้
“เหนื่อยมั้ยจ๊ะ”
“ไม่เลยครับ” ธานีหอมแก้มแม่แล้วบอก
“ชื่นใจจัง ผู้หญิงอะไรแก้มหอมตลอด”
ปัทหัวเราะเบาๆอย่างมีความสุขมาก
“มีแฟ้มเอกสารสี่ห้าแฟ้มในรถด้วยนะพร” ธานีบอก
“ค่ะ” พรรับคำแล้วเดินไป
ดารกาเข้ามาไหว้ปัทมนและธานี
“น้องดา วันนี้กลับเร็วจังลูก”
“วันนี้ไม่เข้าแล็บค่ะ”
ดารกาหันไปพูดกับธานี
“บ้านคุณยายล่ะคะพี่ธานี”
ธานีอึ้งไปนิด นึกถึงที่รัดเกล้าขอ ปัทมนสีหน้าขรึมลง วิตกนิดๆแต่รู้ว่าดารกาไม่ประสงค์ดีแน่ ธานีเปลี่ยนทำให้เป็นเรื่องขำ
“โอ๊ย น้องดาจ๋า บอกปุ๊บได้ปั๊บก็ไม่ใช่พี่ธานีสิ”
ดารกาซ่อนหน้าผิดหวังอย่างไม่พอใจ
“จอมเฉื่อยมาตั้งแต่เด็ก” ปัทมนบอก
“อ้าว คุณแม่ครับ ไม่เข้าข้างกันเลย”
ธานีพูดกับดารกาอย่าง เอาใจ
“พี่ขอโทษจริงๆจ้ะ วันนี่พี่งานเยอะจนลืมไปเลย”
ดารกาไม่พอใจ พยายามเก็บความรู้สึก แต่ไม่มิด
“น้องดาจะรอค่ะ พี่ธานีอย่าลืมน้องดาบ่อยๆก็แล้วกันค่ะ”
ดารกาเดินไปแล้ว ปัทกับธานีได้แต่มองตาม ปัทมนหน้ากังวลอย่างชัดเจน
“ขาเป็นอะไรของเขา พักนี้หงุดหงิดง่ายจัง”
ปัทมนพยายามทำให้เป็นเรื่องปกติ
“ธานีเป็นผู้ชายอาจไม่ค่อยเข้าใจน้อง ไว้แม่ดูแลน้องเองจ้ะ”
“ครับ จริงครับ”

ภายในห้องพระ ปัทมนกำลังไหว้พระ
“ขอให้กุศลผลบุญที่ลูกเพียรทำมาทั้งหมด และคุณงามความดีที่ลูกพึงมีปกป้องคุ้มครองลูกทุกคนของลูกให้ปลอดจากภยันตรายทั้งหลายด้วยเถิด”

ภายในห้องของดารกาในช่วงเวลาเดียวกัน ดารกากำลังลือกเสื้อผ้าเพื่อจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อ ดารการู้สึกเหมือนมีอะไรเย็นมาไล้ผิวกาย ดารการู้สึกสบายใจจากความเยือกเย็นนั้น ที่แท้ความเย็นนั้นมาจากแรงอธิษฐานของปัทมนนั่นเอง
“เย็นสบายดีจัง มาจากไหนนี่ แอร์ก็ยังไม่ได้เปิดเลย”
ดารการู้สึกว่าเย็นขึ้นๆ จนเย็นเกินไป และเริ่มไม่ชอบและโกรธ
“ลมอะไรนี่ มาจากขั้วโลกหรือไง เย็นจนเลือดจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว”
ดารกาเดินพรวดๆไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาห่อตัวกันหนาว แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

มาลีเดินเบามากๆ มุ่งไปที่ห้องพิธีกรรม
“พักนี้ไม่ยอมออกไปไหนเลยนะพี่ดับ ฉันจะหาคัมภีร์พิฆาตอสูรมาช่วยลูกดารกาได้ไงเนี่ย”

ภายในห้องพิธีกรรม อสูรสดับนั่งหลับตาทำสมาธิเรียกพลังสมบูรณ์ชุดสุดท้ายของอสูร เสียงฟ้าครั่นครืนดังมาแต่ไกลๆ มาลีถึงกับชะงัก มองออกไปนอกบ้าน เห็นฟ้าแลบอยู่ที่ขอบฟ้าไกลๆ
“หน้าร้อนแท้ๆ ฝนดันจะตก อากาศนี่มันวิปริตขึ้นทุกวัน”
มาลีจรดฝีเท้าเงียบกริบไปต่อไป
ภายในห้องอสูรสดับยังบำเพ็ญเพียร เสียงฟ้าครั่นครืนแรงขึ้นๆ ถี่ขึ้นและดังลั่นราวกับฟ้าจะถล่ม ร่างของอสูรสดับ เริ่มมีแสงสีชั่วร้ายวิ่งวนเป็นเกลียวรอบตัว อสูรสดับผุดพรวดขึ้นจากนั่ง หัวเราะสนั่นลั่นโลก เสียงก้องวนไปมา มาลีตกใจฟ้าผ่าเสียหลักล้มลงและค่อยๆยันกายลุกขึ้น แล้วมาลีก็ช็อกสุดๆกับภาพที่เห็นตรงหน้า
อสูรสดับกำลังดันตัวเองออกมาจากร่างสดับ ศีรษะของสดับแยกออกมีหัวอสุรกายแท้ๆ หน้าเป็นสัตว์ปิศาจไม่ใช่หน้าสดับอย่างที่เคยเห็น ผิวกายอย่างสัตว์เลื้อยคลานที่น่าเกลียดๆ สีผิวไม่เหมือนผิวมนุษย์ เอาน่าเกลียดน่าขยะแขยงมากๆ บนหัวมีเขาสองข้าง ตาแดงโรจน์ ฟันแหลมทั้งปาก มีเขี้ยวแบบสัตว์ร้าย ขาอย่างกับขาสัตว์ มีหางแกว่งไกว ปลายหางเป็นลูกศร อสุรกายหัวเราะก้อง
ร่างสดับเป็นรอยแยกลงไปถึงเอวตามแรงดันของอสุรกาย เมื่ออสุรกายผุดออกมาเต็มตัวก็ไปยืนที่หน้าโต๊ะพิธีกรรม
มาลีช็อกค้าง ที่เห็นร่างสดับตัวจริง ค่อยๆ แฟบลงๆ แบบตุ๊กตายางโดนปล่อยลมทีละน้อย มาลีกรีดร้องลั่น
“อ๊ายยยย...แกเป็นตัวอะไรนี่”
มาลีกลัวสุดๆ แต่ยังคลานเร็วพรวดพราดไปที่ร่างแบนแฟบของสดับ
“อ๊าย... พี่ดับ พี่ดับ แกทำอะไรผัวฉัน เอาผัวฉันคืนมานะ”
อสุรกายเดินเข้าหามาลีอย่างประสงค์ร้าย อสุรกายคว้าคอมาลี มาลีตกใจจนเป็นลมคามือ อสุรกายเขย่าคอมาลีจน มาลีค่อยๆฟื้นและรู้สึกตัว มาลีกรี๊ดไม่ออกได้แต่ไอค่อกแค่ก
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าแกจะเข้ามาหาอะไร แกมันทรยศได้แม้แต่กับลูกในไส้ แกจะฆ่าลูก” อสุรกายว่า
มาลีดิ้นส่ายหน้าปฏิเสธ พยายามจะพูด แต่เสียงไม่ออก เพราะอสูรยังบีบคอแน่นมาก มาลีหน้าเขียวหน้าแดง กำลังขาดอากาศหายใจ
“คัมภีร์พิฆาตอสูรไม่ได้อยู่ที่นี่ และแกก็ไม่ต้องเสียเวลาหาต่อไปแกแล้ว”
อสูรบีบคอมาลีแน่นเข้าไปอีก
“เพราะแกกำลังจะตาย”
อสูรเหวี่ยงมาลีอย่างแรงไปกระแทกผนังห้อง ร่างของมาลีกระเด้งมานอนฟุบแน่นิ่งข้างร่างสดับตัวจริง

ภายในบ้าน ทาฮิร่าสะดุ้งเฮือกรับรู้กระแสร้ายบางอย่าง ขณะที่ทุกคนยังคงกินขนมปังหน้าทูน่าอย่างเอร็ดอร่อย
“ยายไปธุระเดี๋ยวนะ” ทาฮิร่าพูดสีหน้าเครียด
- ทาฮิร่าหายตัวไป
“คุณยายเครียดจัง” ภวัตพูดขึ้น
“คงเรื่องไม่ดีแหละค่ะ แนนนี่ก็รู้สึกว่ามีพลังอะไรแปลกๆ แต่แนนนี่ยังไม่เก่ง แยกไม่ได้ว่าพลังอะไร” แนนนี่ว่า

ทาฮิร่าปรากฏขึ้นในห้องพิธีกรรม ขณะนั้นอสูรไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ทาฮิร่ามองไป ตกใจที่เห็นมาลีฟุบอยู่ ทาฮิร่าพรวดเข้าไป และรีบประคองมาลีหงายหน้ามา ทาฮิร่ามองร่างสดับที่แบนแฟบอยู่ก็รู้ได้ในทันที
“อสูรบำเพ็ญเพียรสำเร็จแล้ว” ทาฮิร่าพูดขึ้นอย่างวิตก แล้วมองมาลีที่ยังหายใจรวยรินแบบใกล้ตายเต็มที
“ช่...ว...ย...ดา..รกา...ด้วย... ช่...ว...ย...ดา...ร...กา... ฉั...น...ขอ...อ..โหสิ ...กรรม..ดา..ร...กา...ที่...ทิ้ง...แก...”
มาลีหมดลมหายใจ ตาค้าง ทาฮิร่ามองมาลีอย่างสังเวชใจและปิดตาให้มาลี
“ขอให้เธอไปสู่สุคตินะมาลี อย่างน้อยเธอก็พิสูจน์แล้วว่าเธอรักลูก ฉันจะจัดงานศพให้เธอและ
สามีเธอเอง สำหรับดารกา ฉันอยากช่วย แต่ฉันไม่ทราบจะช่วยสำเร็จหรือเปล่า”
ทาฮิร่าค่อยๆ วางร่างมาลีลง แล้วหันไปกวาดมือว่าคาถาใส่ร่างสดับ ร่างสดับจากที่แฟบค่อยๆพองขึ้นๆ จนเป็นร่างปกติ

เวลาต่อมา ภวัตเดินเข้าบ้านตัวเอง แล้วชะงักที่ห็นว่าบุษบานั่งหน้าเอาเรื่องรออยู่ บุษบาลุกขึ้นแหวขึ้นทันที
“ภวัตไปไหนมาคะ”
ภวัตเริ่มไม่ค่อยพอใจ แต่เก็บไว้
“ไปธุระครับ”
“ธุระที่มียัยเด็กแนนนี่ไปด้วยน่ะหรือคะ ธุระอะไรคะ”
“บุษตามผมไปขนาดนั้น บุษก็น่าจะทราบแล้วสิครับว่าผมไปไหน จะถามผมทำไมอีก”
“บุษจะให้ผู้ร้ายปากแข็งบอกบุษเองสิคะ”
“หากบุษหมายถึงผม ผมไม่ตอบครับ”
“แต่ภวัตต้องตอบ เราเป็นอะไรกันภวัตลืมแล้วหรือคะ”
“ไม่ลืมครับว่าเราเป็นเพื่อนกัน”
บุษบาผิดคาด โกรธจี๊ดขึ้นมาทันที แต่พยายามเก็บอาการ
“เราเป็นคนรักกันนะคะ บุษรักภวัต”
ภวัตเสียงจริงจัง
“คนมีใจให้กันจริงไม่ล่วงล้ำสิทธิกันขนาดนี้หรอกครับ ผมมีสิทธิส่วนตัวของผมนะครับ บุษช่วยนึกถึงด้วย”
บุษบาอึ้งไปทันทีที่รู้ว่าภวัตเอาจริง เสียงจึงอ่อนลง
“ภวัตอย่าเพิ่งโกรธบุษสิคะ บุษทนไม่ได้ที่ภวัตไปกับยัยเด็กแนนนี่ตัวร้ายนั่น ภวัตก็ทราบว่าเขาจ้องแย่งภวัตจากบุษเอาเป็นเอาตายเลย”
“ผมไปธุระคือไปธุระครับ ไม่ได้ไปทำอะไรเสียหายกับแนนนี่ หากบุษคิดอย่างนั้นก็ขอความกรุณาเลิกคิดด้วย”
“แต่บุษทนไม่ได้นี่คะ”
“แล้วผมล่ะครับ ใจคอบุษจะให้ผมทนภาวะหึงหวงนี่ไปตลอดชีวิตเลยหรือครับ”
บุษบาหายบูดทันใดกับคำว่าตลอดชีวิต ทั้งที่ความจริงๆภวัตไม่ได้หมายความอะไรลึกซึ้งขนาดที่บุษบาคิด
“ตลอดชีวิต...แสดงว่าภวัตยังมั่นคงกับบุษ จะแต่งงานกับบุษ”
ภวัตจะชี้แจง แต่บุษบาพูดต่อจนภวัตหาช่องแทรกไม่ได้
“ขอบคุณนะคะภวัต บุษขอโทษที่อารมณ์เสียใส่ภวัต ต่อไปบุษจะระวังให้มากค่ะ เพื่อชีวิตคู่ของเรา”
“บุษ”
บุษบาเดินไปหอมแก้มภวัต
“บุษไปนะคะ”
บุษบาหัวใจพองโต ขณะที่ภวัตนั่งลงอย่างเซ็งๆ กับตัวเอง
“ทำไมพูดไม่ออกสักทีว้า...”

ในบ้านของทาฮิร่า แนนนี่กับชิกเก้นยังคงกินขนมปังหน้าทูน่ากันอย่างอร่อย ทาฮิร่าหายตัวเข้ามาสีหน้านิ่งๆ
“พ่อภวัตของยายกลับไปแล้วค่ะ”
ทาฮิร่ารับทราบพลางเดินไป
“ยายไปไหนมาเหรอจ๊ะ”
ทาฮิร่าไม่ตอบ
“นิ่งๆไม่พูดไม่จาแบบนี้แปลว่ามีเรื่อง” ชิกเก้นพูดขึ้น
ทาฮิร่าเขม่น หันมาตวาดชิกเก้น
“ไม่ต้องแปล ฉันกำลังใช้ความคิด”
ทาฮิร่าเพิ่งสังเกตเห็นว่าแนนนี่ไม่สวมสร้อย ทำให้ทาฮิร่ายิ่งวิตกไปใหญ่
“สร้อยคอไปไหนแนนนี่”
“แนนนี่ขอโทษที่ไม่ได้บอกยายค่ะ แนนนี่คิดว่าคงขาดหล่นวันที่สู้กับอสูรค่ะ”

อสูรสดับหัวเราะดังก้อง ยกมือที่ถือสร้อยของแนนนี่ขึ้นมามองอย่างสมใจ
“สร้อยเส้นนี้จะพาฉันไปหาแก นังแม่มด”

ทาฮิร่าวิตกแล้วบอกว่า
“เราต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านคุณปัทมน”
แนนสงบเสงี่ยม ตามสัญชาติญาณรู้ว่าต้องมีเรื่อง
“ค่ะยาย”
ชิกเก้นแอบพึมพำออกมา
“ชาติที่แล้วของแม่มดมีมั้ยนะ ชิกเก้นว่าพวกเราต้องเคยเป็นยิปซีมาก่อนแน่ๆ”

ทุกคนกำลังเดินเข้าตึก โดยชิกเก้นเดินนำมาก่อน ผาด-พรออกมาช่วยกันหิ้วกระเป๋า แนนนี่เดินเข้าไปกอดแม่
“คิดถึงคุณแม่ที่สุดในโลก”
“แม่ก็คิดถึงแนนนี่ ที่สุดในโลกจ้ะ”
ทาฮิร่าขำๆ ขณะเอ่ยขึ้น “เด็กสุดโต่ง ไม่มีทางสายกลาง”
“เรื่องดีๆ ต้องสุดโต่งค่ะ” แนนนี่ว่า
ทาฮิร่ามองค้อนอย่างเอ็นดู

แนนนี่เดินลั้นลาจะขึ้นไปที่ห้อง ประจวบเหมาะกับดารกาเดินออกมาประจันหน้าแนนนี่ ดารกายิ้มน้อยๆแบบสมใจ แต่สายตาดุเข้ม
“กลับมาแล้วเหรอ”

แนนนี่จ้องดารกาหน้านิ่งอย่างมีมาด ไม่กลัว แต่ไม่ได้ท้าทาย ทั้งสองคนจ้องกันไปมา






Create Date : 11 มีนาคม 2555
Last Update : 11 มีนาคม 2555 21:48:07 น.
Counter : 147 Pageviews.

0 comment
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 22(ต่อ3)



ทางด้านแนนนี่กับชิกเก้นอยู่ที่เมืองมนุษย์ กำลังลั้นลาเล่นหมากฮอร์สอย่างสนุกกันอยู่ ระหว่างนั้นเสียงมือถือแนนนี่ดังขึ้น ก่อนแนนนี่จะกดรับ จ้องหน้าชิกเก้นเขม็ง

“แนนนี่จำได้ทั้งกระดานนะพี่ชิกเก้นว่าตัวไหนอยู่ที่ไหน ห้ามโกง” แนนนี่หันมาสั่งชิกเก้นว่าห้มตุกติก แล้วหันไปรับสาย
ชิกเก้นก็แอบเดินหมากตัวหนึ่ง “ต้องพิสูจน์ว่ารู้จริง ไรจริง”
แนนนี่รับโทรศัพท์ “จ๋า ปีเตอร์”
“แนนนี่ ปีเตอร์ไปดูประกาศรับเข้าทำงานแล้ว แนนนี่กับปีเตอร์ได้ทั้งสองคนเลย” ปีเตอร์บอก
“เหรอ ตื่นเต้นสุดๆ”
“แนนนี่ไปดูมั้ยล่ะ เดี๋ยวปีเตอร์ไปรับ”
“แนนนี่ไม่ได้อยู่บ้านคุณแม่ปัทมน แนนนี่อยู่บ้านยาย”
“บ้านยายอยู่ไหนล่ะ”
“ยายไม่ให้บอกใคร แต่ถึงให้บอกแนนนี่ก็บอกไม่ถูกหรอก”
“งั้นแนนนี่ออกมาเจอปีเตอร์ที่มหา’ลัยได้มั้ย ปีเตอร์ไปรับที่นั่น”
“เอออออ ดีเหมือนกัน แนนนี่อยากเห็นกับตาว่าแนนนี่สอบเข้าทำงานได้”
“อย่าไปนะแนนนี่ อันตรายรอแนนนี่อยู่ แล้วไม่เชื่อฟังคุณยายหรือไง” ชิกเก้นร้องเตือน
“แนนนี่จะมีพี่ชิกเก้นไว้ทำไมล่ะ”
แนนยิ้มเจ้าเล่ห์ชี้ชิกเก้น ทำหน้าแบบที่ชิกเก้นรู้ว่าต้องปลอมตัวอีกแล้ว
“เวรก๊ำ...เวรกรรมของชิกเก้นอีกแล้ว ต้องปลอมตัวอีกละสิ”
“ถูก คราวนี้ปลอมเป็นแนนนี่กับชิกเก้นพร้อมๆกันเลย” แนนนี่ว่าหน้าตายิ้มเจ้าเล่ห์
“เวรก๊ำ...เวรกรรม ฟื้นมาทำไมเนี่ยชิกเก้น น่าจะสลบอีกสักศตวรรษนึง”
“อย่าบ่น รู้นะว่าแอบโกงหมากฮอร์ส”
แนนเลื่อนตัวที่ชิกเก้นโกงไปกินหมากของชิก 3 ต่อ เข้าฮอร์สไปเลย
“ฮ่าๆๆๆ” แนนนี่หัวเราะป่วนอย่างสะใจ
ชิกเก้นเอา 2 ขา ปิดหน้า “โอ๊ย...แพ้อีกแล้วววววว...เวร...”
แนนนี่ชิงพูดก่อน “เวรก๊ำ...เวรกรรม”
แนนนี่หายตัว เสียงหัวเราะยังคงดังแว่วๆ แล้วค่อยๆ หายไปทั้งตัวทั้งเสียง
ทันใดนั้นก็มีแนนนี่โผล่ขึ้นมาแทน เป็นชิกเก้นนั่นเองที่ปลอมตัวเป็นแนนนี่อีกครา
“เมี้ยว” แนนนี่ชิกเก้น ออกอาการแมวอย่างเคยชิน
“เอาไงดี เล่นทั้งของตัวเองทั้งของแนนนี่” ชิกเก้นตัวจริงเริ่มงง
แนนนี่ชิกเก้นพูดขึ้น “เก๊าะต้องเล่นให้แนนนี่แพ้สิ”
ชิกเก้นตัวจริงกับแนนนี่ชิกเก้นผลัดกันหัวเราะคิกคัก “ฮี่ๆๆๆๆๆ”
“คราวนี้ชิกเก้นจะได้ชนะกะเค้าสักที ฮี่ๆๆๆๆๆๆ”
“เวรก๊ำ...เวรกรรม” แนนนี่ชิกเก้นบ่น
“อ้าว พูดจาไม่สามัคคีกับตัวเองซะแร้ววววว” ชิกเก้นตัวจริงบ่น

ปีเตอร์เดินเตร่รอแนนนี่อยู่ในมหา’ลัย สักครู่แนนนี่ก็โผล่มาจากด้านหลัง ตบไหล่เรียก
“แนนนี่มาแล้วจ้า ปีเตอร์”
ปีเตอร์หันไปมา กลายเป็นอสูรสดับ
แนนนี่ตกใจ จะหนี อสูรร้ายเอาบ่วงคล้องตัว แต่คนทั่วไปจะมองไม่เห็น แนนนี่หนีไม่ได้ หายตัวก็ไม่ได้
อสูรโบกมือใส่หน้า แนนนี่สลบไป อสูรสดับรีบรับตัวอุ้มไปเรียกแท็กซี่
“ช่วยเรียกแท็กซี่ให้หน่อยครับ ลูกสาวผมไม่สบาย”
นักศึกษารีบช่วยกันโบกแท็กซี่
ไม่นานหลังจากนั้นปีเตอร์ตัวจริงลดมือถือลงจากหู โทรตามแนนนี่ยิกๆ แบบรอนานแล้ว
“แนนนี่ไม่เคยมาสาย ทำไมวันนี้สายเป็นชั่วโมงเลย ปิดมือถืออีก”

เวลาเดียวกันแนนนี่ปลอมกับชิกเก้นตัวจริงนอนกลิ้งเกลือกอยู่ด้วยกัน ช่วยไถหลังแก้คันให้กัน
ทาฮิร่าหายตัวเข้ามา แนนนี่ปลอมกับชิกเก้นสะดุ้งโหยง
“คุณยาย” แล้วนึกได้เปลี่ยนเป็นเสียงแนนนี่ “คุณยาย กลับเร็วจัง เมี้...” แนนนี่ปลอมจะร้องจะเมี้ยวแล้วนึกได้ รีบปิดปาก
“อุ๋ย งานจะเข้ามั้ยเนี่ย” ชิกเก้นตัวจริงบ่นงุบงิบ
ทาฮิร่ารู้สึกแปลกๆ เพ่งมองแนนนี่เขม็ง และค่อยๆ เห็นชิกเก้นอยู่ภายในตัวแนนนี่ ทาฮิร่าปรี๊ด...โกรธมาก
“เจ้าชิกเก้น !!! บังอาจปลอมตัวตบตาฉันเหรอ”
แนนนี่ชิกเก้นเสียงแหบไปเลย “เวรก๊ำ...เวรกรรม”

ผ่านไปหลายชั่วโมง ปีเตอร์ยังรอแนนนี่ยู่ ระหว่างนั้นมือถือขึ้นดัง ปีเตอร์รีบกดรับ
“ปีเตอร์ครับผม” พอรู้ว่าเป็นทาฮิร่าโทรมา ก็ตกใจ “อะจ๊าก คุณยาย...”
พริบตานั้น ทาฮิร่าหายตัวมาปรากฏขึ้นที่ด้านหลังปีเตอร์ ทาฮิร่ายังถือมือถืออยู่ หน้าดุสุดๆ
ทาฮิร่ามองปีเตอร์อย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ขณะพูดมือถือ “รู้แล้วใช่มั้ยว่าทำความผิด”
ปีเตอร์รู้สึกได้ว่ามีเสียงพูดอยู่ข้างหลัง หันไป อ้าปากค้าง หน้าจ๋อยสุดๆ
“คะ-คะ-คุณยาย...”
ทาฮิร่าปิดมือถือเก็บถามอย่างเอาเรื่อง “แนนนี่อยู่ที่ไหน”
“แนนนี่ยังมาไม่ถึงเลยครับ”
ทาฮิร่าชักสังหรณ์ใจขึ้นมา “อะไรกัน แนนนี่ออกมาเป็นชั่วโมงแล้ว”
“แนนนี่ยังมาไม่ถึงจริงๆครับคุณยาย” ปีเตอร์ยังเถียงต่อ
ทาฮิร่าชักยั๊ว “แล้วเธอก็ไม่โทร.ตาม”
“ถ้าคุณยายโทร. คุณยายจะทราบว่ามือถือแนนนี่ปิด”
ทาฮิร่านิ่งไปยอมรับว่าจริง เพราะโทร.ไปแล้ว
ทาฮิร่าเสียงอ่อนลง “ลองโทร.อีก”
ปีเตอร์กดโทร.ซ้ำที่โทร.แล้ว มีสัญญาณโทรศัพท์ ปีเตอร์ดีใจสุดขีด
“มีสัญญาณแล้วครับคุณยาย”
เสียงทางปลายสายกดรับ
“แนนนี่”

มือสดับจับมือถือแนนนี่แนบหู ในขณะที่แนนนี่นอนสลบอยู่บนแท่นในท่านอนที่สวยงามราวกับเจ้าหญิงนิทรา
สดับหัวเราะในคอ ฟังดูน่ากลัว “นังแนนนี่มันยังพูดกับแกไม่ได้หรอก”

ปีเตอร์ทั้งตกใจทั้งโกรธ “เฮ้ย แกเป็นใคร ทำไมมารับโทรศัพท์ของแนนนี่”
ทาฮิร่าเครียด รู้ได้ทันทีว่าเกิดเรื่องร้ายแน่ๆ กระชากมือถือไป “มานี่ ฉันพูดเอง” กรอกหูพูด
โทรศัพท์ “นั่นใคร”
สดับหัวเราะกึกก้อง สดับยังไม่เคยเห็นทาฮิร่า จึงคิดว่าเป็นบานเย็น
“คู่ปรับของแกยังไงล่ะ นังแม่มด”
ทาฮิร่าสั่นไปทั้งตัว ทั้งโกรธทั้งหวั่นวิตก ห่วงแนนนี่ พูดไปเพ่งจิตไป ปีเตอร์ฟังอย่างร้อนใจอยู่ใกล้ๆ
“แก...ถ้าแนนนี่เป็นอะไร ฉันจะถล่มรัง แกให้ราบ”
“แสดงว่าแกรู้จักรังฉันแล้ว ดี ไปพบกันที่นั่น”
สดับปิดมือถือ แต่ไม่มีทีท่าจะไปไหน ยิ้มร้ายเจ้าเล่ห์ หัวเราะในลำคอ ทาฮิร่าส่งมือถือคืนปีเตอร์ ขณะกำลังยังเพ่งกระแสจิตอยู่
ภาพที่จิตทาฮิร่ามองเห็น เป็นภาพเลือนรางมาก ของสถานที่ที่สดับพาแนนไปไว้ ซึ่งไม่ใช่บ้านสดับ เพ่งเท่าไหร่ก็ดูแทบไม่ออก แต่มีจุดสังเกตเด่น
“มันเอาแนนนี่ไปไว้ที่ไหนครับคุณยาย” ปีเตอร์ถาม
“มองไม่ออกเลย แต่ยายเห็น...” ทาฮิร่าชะงัก ไม่อยากให้ปีรู้ว่าทามีอำนาจจิต “...มันบอกว่ามี...”ทาฮิร่าบอกลักษณะจุดเด่นที่เห็นในจิต ปีเตอร์ดันรู้จักซะงั้น
“ปีเตอร์รู้จักที่นั่นครับ ไม่ไกล ปีเตอร์ซิ่งรถไปให้ครับ”
ทาฮิร่ารีบพุ่งไปพร้อมกับปีเตอร์

แนนนี่ยังสลบอยู่ เพราะมนต์ของอสูรสดับที่ยืนมองอย่างสาสมใจ
“ได้ตัวแกมานี่เท่ากับได้หลายต่อ ได้ตัวล่อแม่มดมากำจัด แล้วยังได้แกเป็นตัวนำอสูรเข้าสู่เมืองแม่มดอีกด้วย”
อสูรสดับหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ เสียงกึกก้อง
สักครู่สดับแบบมือ อุปกรณ์เจาะเลือดของอสูรค่อยๆ ออกมาจากเนื้อบริเวณข้อมือของสดับ เป็นอุปกรณ์ขนาดเหมาะมือที่ออกแบบมาทั้งน่ากลัวน่าหวาดเสียว บริเวณปลายเป็นเหล็กแหลมเพื่อใช้เจาะเลือด
อสูรสดับมองอุปกรณ์ อุปกรณ์ออกมาจนสุดอัน สดับกุมอุปกรณ์ มองแนนนี่

ปีเตอร์เหยียบจนมิด ทาฮิร่านั่งเกร็งพึมพำคาถาไม่ให้ปีเตอร์ได้ยิน
“อุมมา อุมมา เฮโมโกลบินา”

แนนนี่ยังหลับอยู่บนแท่น อสูรสดับเข้ามามองแนนนี่ จากใบหน้าเลื่อนไปตามไหล่ แขน ไปสุดที่ข้อมือ อสูรสดับจับข้อมือแนนนี่ ยกที่เจาะเลือดขึ้น และเจาะเลือดแนนนี่ที่ข้อมือ พร้อมกับหัวเราะเสียงดังกึกก้อง
แนนนี่ยังสลบอยู่อย่างนั้น สดับหัวเราะต่อ มองไปที่ข้อมือ แล้วสดับก็หยุดหัวเราะกึก หน้าเปลี่ยนทันทีทันใด กลายเป็นใบหน้าถมึงทึงแบบผิดคาดสุดๆ
บริเวณข้อมือแนนนี่ที่ถูกเหล็กแหลมเจาะ มีหยดเลือดสีแดงเหมือนเลือดของมนุษย์ ไหลรินเป็นสาย

ด้านปีเตอร์ซิ่งสุดฤทธิ์ ในขณะที่ทาฮิร่านั่งภาวนาด้วยความร้อนใจ ห่วงใยหลานเลิฟสุดๆ ทาฮิร่าไม่แน่ใจว่ามนต์ที่ว่าไปจะช่วยแนนนี่ได้หรือไม่
นึกประหวั่นว่าอาจโดนพลังอสูรบล็อก แต่จริงๆ แล้วเลือดแนนนี่เป็นสีแดงเองโดยธรรมชาติ ไม่ใช่โดยเวทมนตร์ตบตาอสูรสดับที่ทาฮิร่าเสกไปช่วย
ทาฮิร่าพึมพำ ใจจะขาดรอนๆ “บรรพชนแม่มดช่วยปกป้องหลานข้าด้วยเถิด” หันมาทางปีเตอร์ “พ่อเปอร์ตี้ จะถึงหรือยัง เร็วอีกได้มั้ย”
“เร็วสุดแล้วครับ เร็วกว่านี้ก็เหาะแล้วครับคุณยาย”
ทานึกได้ทันใด หลับตาเริ่มทำปากขมุบขมิบร่ายคาถา แต่แล้วนึกได้ว่าไม่รู้ที่ทางก็ตกใจ ว่าคาถายังไม่จบ ลืมตาทันใด
“ว้าย แล้วฉันจะรู้มั้ยว่าไปที่ไหน”
แต่ไม่ทันแล้ว เพราะรถปีเตอร์พุ่งตัวเร็วปรี๊ดเหมือนกับเหาะได้ แต่ยังวิ่งเรี่ยถนน เพราะทาฮิร่าว่าคาถาไม่จบ ปีเตอร์ไม่รู้เรื่องนึกว่ารถเบรกแตก บังคับรถสุดชีวิต
“เฮ้ย เบรกอะไรจะมาแตกตอนนี้” แต่ปีเตอร์ก็ชอบอะไรที่ท้าทาย “ได้...เบรกแตกก็แตกไป ปีเตอร์จะสวมวิญญาณนักซิ่งโมโตครอสก็ได้....”
ปีเตอร์บังคับรถด้วยฝีมือระดับนักแข่งขั้นเทพ ทาฮิร่านั่งหน้านิ่งแต่แอบยิ้มกริ่ม อย่างพอใจ

ด้านสดับเดินหน้าเหี้ยมถมึงทึงเข้ามาหาแนนนี่
“ในเมื่อแกเป็นมนุษย์ แกก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับฉัน”
อสูรสดับเงื้อที่เจาะเลือด กะแทงทะลุหัวใจแนนนี่ ทันใดนั้นก็มีแสงวาบเป็นสายยาวพุ่งแรงเข้ามากระแทกมือสดับ อุปกรณ์เจาะเลือดหลุดมือลอยหวือไปหล่นไกลๆ มีใส่เสียงหล่นดังแว่วๆ มาด้วย สิ่งที่ลอยเข้ามากระแทกมือสดับลอยหวือกลับไปทางเดิม แสงดับไป
อสูรสดับโกรธแค้นสุดๆ หันขวับ เห็นอะไรบางอย่างซึ่งก็คือแม่มดทาฮิร่า แต่สดับยังดูไม่ออก ลอยวืดอย่างรวดเร็วเข้ากระแทก สดับไม่ทันตั้งตัว กระเด็นไปไกลพอควร แต่ไม่ล้ม หมุนตัวกลับมาตั้งหลักได้ มองอย่างโกรธแค้น
ทาฮิร่ายืนจังก้าโกรธหน้าตาเอาเรื่องแบบวันนี้ยอมตาย อสูรสดับแค้นสุดๆ เสียงบรรยากาศสะเทือนเลื่อนลั่นรับอารมณ์โกรธ
อสูรสดับไม่รู้จักทาฮิร่า “แกเป็นใคร”
“พงศ์พันธุ์ชั้นต่ำอย่างแกฉันไม่ให้รู้จักให้ฉันเสื่อมราศีหรอก”
ทาฮิร่าร่ายมนต์เคลือบกันกลิ่นแม่มดแล้ว ทำให้อสูรสดับไม่รู้ว่าทาฮิร่าเป็นใคร แต่มันกลับยิ่งโกรธจัด เสียงฟ้าคำรามครืนครัน สดับพุ่งเข้าชนทาฮิร่าทันที
“อ๊าก”
ปีเตอร์ทะเล่อทะล่าเข้ามาพุ่งเข้าชกสดับอย่างแมนโครต
“อย่ารังแกเด็ก สตรี และคนชรา...”
อสูรสดับชกสวนกลับปีเตอร์สุดแรง กึ่งชกกึ่งฟาดด้วยหมัดพลังอสูร ร่างปีเตอร์กระเด็นลอยไปไกล ปีเตอร์ไม่สำเหนียกว่า ตัวเองกำลังสู้กับพลังเหนือมนุษย์ แต่นึกว่าสู้กับคนตัวโตกว่า และแรงเยอะกว่า เท่านั้น
ร่างปีเตอร์กระเด็นไปกระแทกผนังจนสลบไป
ทาฮิร่าอาศัยจังหวะนั้นรีบร่ายคาถาคลายมนต์อสูร แต่สดับพรวดพราดเข้ามาคว้าคอทาฮิร่าด้วยมือเดียว
แนนนี่ฟื้น อยู่ในอาการงัวเงีย แล้วหายทันใดเมื่อเห็นภาพยายกำลังจะโดนอสูรเหวี่ยงสุดแรงเอาถึงตาย ด้วยพลังความตกใจผสมความโกรธ แนนนี่กระโจนพรวดเดียวด้วยพลังแม่มด ลอยตัวชาร์จสดับอย่างแรง โดยที่แนนนี่ยังไม่รู้ว่าสดับถูกอสูรใช้ร่างเป็นพาหะ สดับถึงกับเสียหลัก จนต้องยอมปล่อยคอทาฮิร่า
แนนนี่ผวาไปดูทาฮิร่า “ยาย”
สดับโผนทะยานเข้ามา
“แนนนี่ หลบไป”
ทาฮิร่าตะโกนบอกพลางผลักร่างแนนนี่อย่างแรง แนนนี่กระเด็นไป ทาฮิร่าจึงโดนพลังอสูรเข้าไปแบบจัดเต็ม รุนแรงสุดๆ
ทาฮิร่ากระอักเลือด แต่กลั้นกลืนไว้ ไม่ให้เลือดไหลออกมา เห็นแค่เลือดตรงมุมปากนิดเดียว ทารีบเช็ด เลือดทาฮิร่าไม่ใช่สีแดง เป็นสีเลือดของแม่มด!!
อสูรสดับพุ่งเข้ามาจะซ้ำทาฮิร่าต่อ ทาฮิร่าไม่ทันตั้งตัว ประกอบกับยังกระอักอยู่ โดนเข้าไปอีกดอก เต็มๆ ร่างแม่มดแห่งเมืองเวทย์กระเด็นลอยไป
แนนนี่โกรธสุดขีด พลังแม่มดอัดเต็มร่าง พุ่งเข้าสู้กับอสูรสดับอย่างไม่กลัวเกรง
“ทำร้ายยายฉัน แกตาย”
สดับกับแนนสู้กันต่ออีกสักพัก ลอยตัวสู้กันในอากาศ แต่เพราะแนนนี่ยังอ่อนด้อยกว่าอสูรสดับ นัก แต่ก็สู้ตายสุดชีวิตปกป้องยาย
ทาฮิร่าสยบความเจ็บปวดทั่วร่างด้วยมนตรา แต่จะหยุดยั้งได้ระดับหนึ่งและชั่วคราวเท่านั้น แล้วกระโจนไปร่วมวงสู้ แต่สุดท้ายทั้งทาฮิร่าและแนนนี่เสียท่าอสูรสดับ ล้มกลิ้งโค่โล่กันไปทั้งคู่ เจ็บจุกสุดๆ
อสูรสดับหัวเราะกึกก้องอย่างผู้ชนะ เข้ารวบคอทาฮิร่ากับแนนนี่คนละมือ ยกลอยสูงขึ้น สุดแขน กำลังจะฟาดลง แต่
เสียงปัทมนซึ่งอยู่ในอาการตกใจสุดๆ ดังขึ้นมา “แนนนี่... คุณยาย...”
รัศมีสีทองอร่ามของพระพุทธคุณแผ่เข้ามา สดับสู้ไม่ได้รีบปล่อยแนนนี่กับทาฮิร่าร่วงลงไปกองกับพื้น
“โอ๊ย” อสูรร้ายร้องขึ้น แล้วร่างสดับก็หายไป

ทาฮิร่ากับแนนนี่สลบไป ปัทมนกับภวัตวิ่งเข้ามา ภวัตพุ่งเข้าไปประคองแนน ในขณะที่ปัทประคองทาฮิร่า
ปัทมนร้องไห้โฮ “คุณยาย...”
ภวัตกอดประคองแนนนี่แบบชายหนุ่มประคองหญิงคนรัก น้ำตาซึม หัวใจเจียนสลาย
“แนนนี่...แนนนี่...อย่าเป็นอะไรนะ พี่จะพาแนนนี่ไปหาหมอ
ภวัตช้อนร่างอุ้มแนนนี่ขึ้นมา เป็นจังหวะที่ปีเตอร์งัวเงียฟื้นขึ้นมาพอดี
ปีเตอร์เจ็บศีรษะ เจ็บไปทั้งตัวบ่นอุบ “โอย...ถือว่าตัวใหญ่กว่าเหรอวะ”
ปีเตอร์เริ่มรับรู้ ได้ว่าไม่มีการต่อสู้ และได้ยินเสียงร้องไห้ จึงหันมอง
“คุณยาย คุณแม่ปัทมน” ปีเตอร์ยันตัวลุกขึ้นวิ่งไปหา
“ปีเตอร์ รีบพาคุณยายไปหาหมอเร็วปีเตอร์”
ปัทมนร้องบอก ปีเตอร์ช้อนร่างหมดสติของทาฮิร่าออกไปที่รถทันที

ไม่นานหลังจากนั้น ทาฮิร่านอนหมดสภาพอยู่ เมื่อทาฮิร่าค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ยังรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์ ที่แท้ทาฮิร่าอยู่ในห้องพระที่บ้านปัทมน โดยมีปัทมน แนนนี่ และภวัต อยู่ข้างๆ ด้วยความห่วงใยสุดๆ
ชิกเก้นอยู่ด้วย ห่วงใยมากเช่นกัน แนนนี่ร้องไห้จนตาบวมช้ำ รีบเช็ดน้ำตา ปัทมนก็หน้าช้ำเพราะร้องไห้ตลอดเวลา เมื่อเห็นทาฮิร่าฟื้น สองแม่ลูกดีใจมาก หัวเราะทั้งที่กำลังร้องไห้
แนนนี่โผเข้าไปกอดยาย ทาฮิร่านิ่วหน้านิดๆ ยังบาดเจ็บภายในมาก แต่ยิ้มซ่อนอาการ
“ยาย... แนนนี่คิดว่ายายจะตายซะแล้ว”
“ใครเขาพูดอย่างนี้กันลูก” ปัทมนเอ็ดอย่างเอ็นดู
“ไม่เป็นไรหรอกคุณปัทมน เด็กรุ่นนี้ก็พูดกันอย่างนี้ละ” ทาฮิร่าว่า
“งั้นผมเป็นเด็กรุ่นนี้บ้าง คุณยายยังดื้อเหมือนเดิมเลยนะครับ ไม่ยอมไปโรงพยาบาล” ภวัตเอ่ยขึ้น
“ฉันกลัวเข็มฉีดยาที่สุดในชีวิต เห็นแล้วเป็นลม” ทาฮิร่าเย้าเล่น
“เวรก๊ำ...เวรกรรม หญิงแกร่งเก่งสารพัด แค่เห็นเข็มฉีดยาเป็นลมซะแระ” ชิกเก้นสบโอกาส
“แกไม่กลัวใช่มั้ย ฉันจะได้จับฉีดยากันโรคพิษแมวบ้า นี่เข้าหน้าร้อนพอดี” ทาฮิร่าขู่บ่าวคู่ใจ
ชิกเก้นสะดุ้ง กระโดดทีเดียวไปหมอบอยู่ใต้โต๊ะหมู่บูชา
“เมี้ยวว ชิกเก้นไม่อาวววดีกว่า”
ทุกคนหัวเราะกัน
ทาฮิร่ากับภวัต “ฉันรู้ว่าแนนนี่ไม่เป็นอะไรมาก” มองสบตาบอกนัยกับภวัต
ภวัตมองตอบ เข้าใจความหมายที่ทาฮิร่าส่งซิกให้ว่า ไม่ต้องห่วงแนนนี่มีพลังพิเศษ
ทาฮิร่าพูดต่อ “และฉันเองก็จะไม่เป็นไร แค่สังขารสึกหรอนิดหน่อย พักสักเดี๋ยวก็หาย”
“ถ้าอย่างนั้นผมกลับโรงพยาบาลนะครับ” ภวัตไหว้ลาทาฮิร่าและปัทมน
ทาฮิร่ายิ้มกับปัทมน ซึ้งใจภวัต
“ขอบคุณนะคะคุณปัทมนที่ไปช่วยแนนนี่กับยาย คุณทราบได้ไง”
“ชิกเก้นโทร.บอกค่ะ บอกสถานที่เสร็จสรรพ”
ชิกเก้นโผล่หน้ามาจากใต้โต๊ะหมู่บูชา “เห็นความดีของแมวบ้างหรือยัง”

“เออ เดี๋ยวจะให้กินปลาทูแม่กลองร้อยตัวเลย” ทาฮิร่าบอก
“ขอแค่อิ่มก็พอ ชิกเก้นไม่อยากหน้าหักเหมือนปลาทู เดี๋ยวไม่หล่อ สาวไม่รัก”
ทุกคนหัวเราะกัน แต่ทาฮิร่ากระอักเลือดออกมา ตกใจกันหมด
“ยาย” แนนนี่ตกใจเอามากๆ
“คุณยาย”
“ยายไม่เป็นไรหรอก เอาเลือดเก่าออกแล้วอีก 3-4 วันก็หาย แนนนี่ไปเอาย่ามสมุนไพรมาให้ยาย”
“จ้ะยาย”
ทาฮิร่าเห็นแนนนี่ออกไปแล้วจึงหันมาพูดกับปัทมน
“วันนี้ฉันเห็นพลังของแนนนี่แล้ว หากแนนนี่เป็นอสูร ฉันบอกตรงๆ ว่าหนักใจมากเมื่อแนนนี่อายุครบ 22 แต่หากแนนนี่เป็นแม่มด แนนนี่จะเป็นแม่มดที่พลังสามารถสู้อสูรได้ และ...” ประกายตาทาฮิร่าขณะพูดดูมีความหวัง “...น่าจะปราบอสูรได้”
ปัทมนฟังแล้วยิ่งหนักใจ ไม่อาจบอกทาฮิร่าเรื่องของดารกาที่ตัวเองรู้ได้ สีหน้าแววตาของปัทมนยามนี้ดูออกว่ากำลังกลัดกลุ้มสุดๆ
“น้องดา...แนนนี่...นี่พี่น้องจะต้องมาฆ่ากันเองหรือนี่ หากน้องดาเป็นอสูรจริง น้องดาต้องถูกเอาชีวิต หากแนนนี่เป็น แนนนี่ก็ต้องถูก เขาฆ่าเหมือนกัน นี่แม่จะช่วยลูกของแม่ได้ยังไง”

ปัทมนเศร้าจับจิต น้ำตาเอ่อล้น ค่อยๆ หยาดรินไหลออกมา หัวใจแม่จะขาดรอนๆ








Create Date : 11 มีนาคม 2555
Last Update : 11 มีนาคม 2555 21:46:21 น.
Counter : 178 Pageviews.

0 comment
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 22(ต่อ2)



ค่ำวันนั้น ภายในห้องพิธีกรรมบ้านสดับ ทั่วทั้งห้องสลัวทึม สักครู่มาลีเปิดประตู แล้วปิดอย่างแผ่วเบาค่อยๆ ย่องเข้ามา มาลีมองหาว่าคัมภีร์น่าจะซ่อนอยู่ที่ไหน กลัวก็กลัว แต่รักลูกมากจนยอมทำตามที่ทาฮิร่าสั่ง

“คัมภีร์นั่นมันจะอยู่ที่ไหนล่ะ แล้วฉันจะรู้มั้ยเนี่ยว่าหน้าตามันเป็นไง”
มาลีหาไปตรงนั้นตรงนี้ จนเริ่มรู้สึกหนาวๆร้อน เพราะอุปาทานจากความกลัว
“ฮึ่ย หนาวจนขนลุกขนพอง ไอ้ห้องผีสิงนี่”
มาลีหันหาไปต่ออีกหน่อย
“คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วยเถอะ ห้องก็แค่นี้ มันเอาไปเก็บไว้ที่ไหนกันถึงหาไม่เจอสักที”
ทางด้านคัมภีร์ฯ ก็พยายามจะดึงตัวเองออกจากที่ฝังอยู่ เป็นรอยนูนขึ้นมา มีแสงเรืองอ่อนๆ
มาลีรู้สึกได้ว่ามีแสงเรืองๆ จึงหันไปมอง เห็นผิวผนังห้องตรงบริเวณนั้นนูนๆ และเรืองแสง แต่ยังไม่หลุดออกมาเป็นคัมภีร์)
มาลีตกใจตาเหลือกร้องลั่น “อ๊าย....ผีหลอก” แล้วเป็นลมหมดสติไป

เวลาเดียวกันนั้นชิกเก้นยังคงสลบ นอนนิ่งอยู่บนที่นอน แนนนี่ร้องไห้อย่างน่าเวทนา ทาฮิร่าน้ำตาซึม ในขณะที่กำลังสาละวนต้มยาอยู่
“พี่ชิกเก้น ฟื้นซี่..ฟื้น...พี่ชิกเก้น...ฮือๆ”
ทาฮิร่าพยายามกลั้น ไม่ร้องไห้ แต่น้ำตาไม่วายเอ่อ
“ชิกเก้น...ใครเป็นอะไรฉันรักษาหายหมด ถ้าฉันรักษาแกไม่ได้ ฉันจะเผาตำราทิ้ง”

รุ่งเช้าวันต่อมา ผาดกับพรกำลังรดน้ำต้นไม้ สักครู่ดารกาเดินมา กำลังจะไปบ้านภวัต
“พี่พรคะ ช่วยตัดกุหลาบให้น้องดาสักสี่ห้าดอกค่ะ น้องดาจะเอาไปฝากป้าบานเย็น”
“ได้ค่ะ” พรเดินไปทำตามสั่ง

จังหวะนั้นเสียงอสูรสดับแว่วลอยลมมา ดารกาชะงักกึก
“ดารกา...”
ดารกาหน้าเครียด หันเดินกลับไปตึก
ผาดมองตาม งงอาการของดารกา พึมพำออกมา “แปลกๆขึ้นทุกวัน”

ด้านชิกเก้นยังสลบไสล นอนหันหลังให้ทาฮิร่า โดยที่ทาฮิร่ากำลังใช้เวทมนตร์ดึงพลังอสูรที่คุมร่างชิกอยู่ให้ออกมา แต่ไม่ง่ายนัก มือทาฮอร่าวาดขึ้นลงอยู่เหนือร่างชิกเก้น เมื่อมือเคลื่อนขึ้นมีควันสีดำบางๆ ลอยออกมาจากร่างชิกเก้น แต่บางครั้งก็ไม่สำเร็จ แนนนี่ลุ้นอยู่ข้างๆ สักครู่แนนนี่รู้สึกว่ามีอะไรกวนใจแปลกๆ
แนนนิ่งสำรวจความรู้สึกของตนเอง แล้วแนนนี่ตกใจ เมื่อรับรู้ว่าภวัตจะมีอันตราย
“พี่ภวัต ! ยาย”
ทาฮิร่าลืมตาขึ้นมามองแนนนี่

เวลาเดียวกันดารกาเปิดประตูเข้ามาในห้อง เห็นสดับรออยู่ ดารการีบเข้าห้องปิดล็อคประตู
“เจ้าทำงานที่พ่อสั่งหรือยัง”
“ยังค่ะ ยังไม่ทันดูงาน ลูกต้องออกไปจัดการกับตะเกียงแก้วเสียก่อน”
“เรียบร้อย?” อสูรสดับดักคอ
ดารกาพูดไม่ค่อยเต็มเสียงนัก เพราะตะเกียงหายไป ไม่ได้ถูกทำลายต่อหน้า
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ดีมาก”
ร่างสดับขยับไปที่หน้ากระจกเงาในห้อง กระจกค่อยๆ สร้างภาพบาบาร่าในคราบบานเย็นขึ้นมา เป็นภาพที่ตลาด ตอนที่ที่สดับกับบานเย็นเจอกัน แต่ ภาพในกระจกมัวลงกว่าเดิม คล้ายมีอะไรบางๆ บัง หน้าบานเย็นไม่ค่อยชัด เสื้อผ้าพอจะดูใกล้เคียงกับชุดแม่บ้าน แต่สีเพี้ยนๆ
ดารกาเห็นภาพแล้วตกใจ พูดเบาๆกับตัวเอง “ป้าบานเย็นหรือเปล่านั่น”
สดับหันมา “นางนี่เป็นแม่มด”
ดารกาตกใจ
“ขณะนี้มันอยู่ในเมืองมนุษย์ พ่อเจอมันที่ตลาด มันเอาคราบมนุษย์สวมบังเนื้อแท้ของมัน เจ้าตามหาให้เจอว่ามันอยู่ที่ไหน แล้วเอาตัวมันมาให้พ่อ”
ดารกาอึ้งสุดๆ หากเป็นบานเย็นที่เธอรู้จัก และบานเย็นอยู่บ้านภวัต ภวัตอาจจะเดือดร้อนไปด้วย ระหว่างที่สดับกับดารกาพูดกัน ภาพบานเย็นจะค่อยๆ เลือนหายไป
อสูรสดับเห็นดารกาเหม่อ จึงเรียกขึ้นเสียงดัง “ดารกา”
ดารกาหลุดจากภวังค์ “คะ”
“ได้ยินที่พ่อพูดหรือเปล่า”
“ได้ยินค่ะ”
สดับจ้องมองดารกาอย่างสำรวจ รู้สึกได้ว่าดารกามีอะไรปั่นป่วนใจ
“แล้วอีกเรื่องที่พ่อเคยพูดไว้”
ดารกาหลบตาวูบ รู้ว่าอสูรร้ายจะพูดเรื่องอะไร สดับจ้องดารกาเขม็ง
“เจ้ามีความรักไม่ได้เด็ดขาดนะดารกา”
ดารกาอึ้ง เจ็บร้าวในใจ
“ได้ยินมั้ย”
ดารกาอึ้งไปไม่มีทีท่าว่าจะยอมตอบ
สดับรู้ว่าดารกาดื้อ “หากเจ้าไม่ฟังพ่อ ดูนี่”
ดารกาเงยหน้ามามอง เห็นอสูรสดับสะบัดมือไปที่กระจก

ภาพภวัตปรากฏขึ้นในกระจก เวลากลางวันที่บ้านภวัต ภวัตเดินคุยหัวเราะกับรัดเกล้า แล้วแยกกัน ภวัตออกไปริมถนน มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นมาอย่างเร็ว แล้วจู่ๆ เบรกแตก เพราะสดับทำให้แตก วิ่งเข้าใส่ภวัต
จังหวะนั้นแนนนี่วิ่งพรวดเข้ามา กันมอเตอร์ไซค์ให้พ้นจากภวัต แต่ทว่ามอเตอร์ไซค์คันนั้นลอยหมุนคว้างกลับเข้ามาชนภวัตอย่างแรงอีกจนได้ ภวัตกระเด็นไป
แนนนี่ไม่รู้ว่าพลังของตัวเองยังไม่อาจเทียบเท่าพลังของอสูรสดับ เพราะยังไม่อายุไม่ครบ 22
ดารกาช็อก ตกใจสุดๆ “ว้าย”
บาบาร่าในคราบบานเย็นกับโป่งวิ่งเข้าไปช่วยภวัต
สดับสะดุดตาด้านหลังบานเย็น จ้องมองเขม็ง แต่ในขณะนั้นโป่งช่วยบังบานเย็น จึงเห็นไม่ถนัด นัก แล้วรัดเกล้าวิ่งออกมาอีกคน จึงยิ่งบังบานเย็นจนมิด
ดารกาใจจะขาด แต่ต้องคุมไว้สุดๆ ไม่ให้สดับเห็น
ภาพในกระจก แนนนี่วิ่งเข้ามา เห็นหน้าชัดเจนมากๆ ดารกาผุดลุกพรวดด้วยความโกรธ ส่วนสดับรู้สึกสะดุดใจแนนนี่มาก
“เด็กนั่น...”
ดารกาแค้นแนนนี่ก็แค้น ห่วงภวัตก็ห่วง
อสูรสดับเข้าไปดูใกล้ๆ สัมผัสกระจกตรงที่มีภาพแนนนี่ สดับหน้าขรึมขึ้น
“พ่อรู้สึกถึงพลังมหาศาลของเด็กผู้หญิงคนนี้...” นึกได้ “..นี่ใช่ไหม...แนนนี่”
ดารกาพยักหน้ารับว่าใช่ น้ำตาหยด พูดไม่ออกเพราะยังห่วงภวัต สดับมองดารกานิ่งไปสักครู่ หน้าตาร้ายกาจบ่งบอกความใจทมิฬสุดๆ ออกมา
“หากเจ้าไม่มีความรัก เจ้าก็ไม่ต้องถูกจองจำอยู่กับความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ อันเกิดจากความรัก”
ดารกายิ่งเจ็บปวด
“อสูรต้องไม่มีความรัก! สิ่งที่เกิดกับชายผู้นั้นวันนี้เป็นแค่การเตือนเจ้านะดารกา หากเจ้ายังดื้อกับพ่อ ผู้ชายคนนั้น...ตาย!”
ดารกาแทบดับดิ้นลงไปตรงนั้น
อสูรสดับหัวเราะดังลั่น เสียงน่ากลัว ชวนขนลุกสยองแสยง
ระหว่างนั้นธานีเดินมา ได้ยินเสียงหัวเราะของสดับแว่วๆ ธานีขนลุก
“น้องดาพาผู้ชายขึ้นมาถึงบนห้องเหรอ...” ธานีไม่เชื่อว่าดารกาจะเป็นอย่างนั้น “เป็นไปไม่ได้”
ธานีเคาะประตูห้อง “น้องดา น้องดา”
ดารการีบปาดน้ำตา แต่ยังไม่ขยับไปไหน
สักครู่ประตูเปิดออกมา ดารกายิ้มให้ธานี
“พี่ได้ยินเสียงผู้ชายหัวเราะดังลั่นในห้องน้องดา หูฝาดไปหรือเปล่าไม่รู้”
“ไม่ฝาดหรอกค่ะ” ทำเป็นยกมือถือให้ดู “น้องดากำลังเลือกเสียงเรียกเข้ามือถือค่ะ”
ธานีขำ ทำท่าขนลุก “อย่าเลือกเสียงหัวเราะนั่นก็แล้วกัน ใครได้ยินมีหวังวิ่งหนีกันทั้งเมืองแน่ พี่เองยังขนลุกไม่หายเลย” เห็นน้องท่าทางกระวนกระวายนิดๆ จึงขอตัว “พี่ไปละ แวะมาถามดูแค่นั้นเอง เป็นห่วงจ้ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ธานีไปแล้ว ดารกาปิดประตู หันกลับสดับยังอยู่ในห้อง
“จำไว้นะดารกา เจ้าต้องตัดใจจากความรักให้เด็ดขาด ถ้ายังอยากให้ผู้ชายคนนั้นมีชีวิตอยู่ต่อไป” สดับสั่งกำชับ
น้ำตาดารกาที่แห้งไปเมื่อครู่ ค่อยๆ เอ่อขึ้นมาอีกหน เจ็บปวดร้าวลึกในใจเหลือแสน ร่างสดับค่อยๆ จางหายไป ดารกาทิ้งตัวลงนอนตัวงอบนเตียง ร้องไห้แทบว่าจะขาดใจตาย

ทางด้านภวัตเข้าเฝือกเขน ขากะเผลก เคล็ดขัดยอกนิดหน่อย โป่งคอยช่วยประคองลงไปนั่ง แนนนี่กับรัดเกล้านั่งห่างออกมา
“ขอบคุณครับพี่โป่ง”
“คราวหน้าจะข้ามถนนต้องมีผู้ใหญ่พาข้ามนะครับ” โป่งล้อ
“อาอิงเสนอตัวนะคะ”
รัดเกล้าแอบขำๆ กับแนนนี่ “จีบพ่อพี่แล้วก็จีบพี่ชายพี่อีก ยกให้เป็นนางพญาเทครัวไปเลย”
“แต่แนนนี่ชอบอาอิงนะคะ ตลกดี รู้สึกอาอิงทำให้มีความสุขตลอดเลย”
“ก็จริง นี่แนนนี่จะให้พี่ยกทั้งพ่อทั้งพี่ให้อาอิงเหรอ”
“ไม่ พี่ภวัตเป็นของแนนนี่ ห้ามยกให้ใคร”
รัดเกล้าได้ฟังก็หน้าขรึมลงเมื่อนึกถึงดารกา แนนนี่มองภวัตคุยกับจักรวาลและอิงอร หน้าตาแนนนี่มีความสุข
รัดเกล้ามองแนนนี่อย่างห่วงใย สักครู่แนนนี่นึกได้
“อุ๊ย แนนนี่ต้องกลับแล้ว แนนนี่ลืมไปว่าชิกเก้นไม่สบาย ฝากลาพี่ภวัตกับลุงจักรอาอิงด้วยนะคะ”
“จ้ะ”
แนนนี่เดินเลี่ยงออกไปที่ลับตา แล้วหายตัวแว้บ

แนนนี่กลับมาบ้านเห็นชิกเก้นยังสลบ นอนหันหลังให้ทาฮิร่า ส่วนทาฮิร่ายังคงถอนพิษอสูรให้ต่อเนื่อง
“ชิกเก้น แกฟื้นขึ้นมานะ ฉันไม่ได้ยินเสียงแกแล้วเหงามากๆ เลย”
“ชิกเก้น แนนนี่ก็คิดถึงเสียงชิกเก้นนะ ไม่ได้ยินแล้วนอนไม่หลับเลย ชิกเก้นตื่นขึ้นมาคุยกันนะ”
ทั้งๆ ที่พูดเล่น แต่ทั้งสองคนยังกังวล
“ชิกเก้น ที่แล้วมาที่แกล่วงเกินฉัน ฉันอภัยให้หมดแล้วนะ...” ทาฮิร่าหน้าเศร้า
ชิกเก้นพูดทั้งๆ ที่ยังคงหลับตา “เสียงนกเสียงกาที่ไหนเนี่ย รบกวนคน..เอ๊ย...แมวจะนอน”
ทาฮิร่ากับแนนนี่น้ำตาไหลทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้
“ชิกเก้น” สองยายหลานประสานเสียง
แนนนี่ลุกขึ้นกระโดดอย่างดีใจ

“พี่ชิกเก้นฟื้นแล้ว พี่ชิกเก้นฟื้นแล้ว” แนนนี่ดีใจร้องเพลงลั่น “ไก่ย่างถูกเผา ไก่ย่างถูกเผา...”
“มันใช่เวลามั้ยเนี่ย เป็นมงคลต้อนรับการฟื้นเหลือเกิ๊นนนนน”
ชิกเก้นเดาะสำนวนฝรั่ง พลางยิ้มให้ทาฮิร่าและแนนนี่อย่างซาบซึ้งใจแมวเป็นที่สุด
“เคยได้ยินแต่น้ำตาจระเข้ วันนี้มีวาสนาได้เห็นน้ำตาแม่มด ฮ่าๆๆๆๆ”
ทาฮิร่ากลับคืนสภาพคู่กัดกับชิกเก้นทันที “ ไม่น่าช่วยมันเล้ยยยย พอมันพูดได้ ฉันอยากจะฆ่ามันทิ้งทุกที”
ชิกเก้นอ่าปากจะพูดวลีติดปาก แนนนี่ลอยหน้าใส่ทาฮิร่า พูดพร้อมชิกเก้น รู้ว่าจะพูดอะไร
“เวรก๊ำ...เวรกรรม”
สองคนกับอีกหนึ่งตัวหัวเราะมีความสุข

สดับโมโหเมื่อเห็นมาลีสลบอยู่ในห้อง คิดได้ทันทีว่ามาลีต้องมาค้นห้องหาบางอย่าง จึงตบมาลีจนร่างกระเด็นเซ แซดๆ
“แกมาทำอะไรในห้องนี้”
มาลีโกหก “เปล่าจ้ะพี่”
สดับตบซ้ำอีก “โกหก แกทำลับๆล่อๆหลายครั้งแล้ว” สดับจิกผมถามคาดคั้น “บอกมา!”
“เปล่าจริงๆจ้ะ ฉันแค่เหนื่อยเผลอหลับไป”
สดับโกรธ เหวี่ยงมาลีกระเด็น จะตามเอาเรื่องต่อ
เสียงดารดาดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน “พ่อคะ”
ทั้งสดับทั้งมาลีชะงัก หันไปมอง ดารกายังหน้าช้ำเพราะร้องไห้ มาลีเกือบเผลอเรียกลูก แล้วนึกได้ จึงไม่เรียก มาลีฉวยโอกาสวิ่งหนีไปตั้งหลักก่อน แต่คิดในใจว่าจะไม่ไปไกล เพื่อจะแอบดู รู้ว่าหากดารกามามักมีเรื่องลับคุยกัน
ไม่นานหลังจากนั้น สดับนั่งอยู่กับดารกาที่หน้าโต๊ะพิธีกรรม
“ลูกมากราบขอร้อง พ่ออย่าทำอะไรพี่ภวัต ลูกจะทำตามคำสั่งของพ่อทุกอย่าง”
อสูรในร่างสดับหัวเราะพอใจ “ดีมาก”
สดับเพ่งกระแสจิต ส่งพลังเรียกคัมภีร์พิฆาตอสูรออกมา
“นี่คือคัมภีร์ของพวกแม่มดที่อสูรขโมยมาได้ มันคือคัมภีร์พิฆาตอสูร”
ดารกาทั้งตกใจทั้งตื่นเต้น
ทั้งคู่ไม่ทันคิดว่าที่นอกห้อง มาลีแอบดูอยู่ รู้สึกตื่นเต้นและดีใจสุดขีด เพราะเห็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์นั้นด้วย
“นี่เอง คัมภีร์พิฆาตอสูร”
อสูรสดับกับดารกามองจ้องที่คัมภีร์ไม่กระพริบตา ส่วนมาลีเนื้อเต้นดีใจที่จะช่วยลูกสาวสุดที่รัก

ภายในบ้านทาฮิร่าที่เมืองมนุษย์ ทาฮิร่า แนนนี่ และชิกเก้น ทั้งสามกำลังหารือกันเรื่องที่ภวัตไปช่วยแนนนี่ แต่เกือบได้รับอันตราย
“พ่อภวิตแขนหักงั้นเหรอ แนนนี่ไปไม่ทันเหรอ” ทาฮิร่าหน้าตาเป็นกังวล
“แนนนี่ไปทันค่ะ ปัดมอเตอร์ไซค์จนพ้นไปแล้ว แต่...” แนนนี่คิดอยู่แวบหนึ่ง “...แปลก...
มอเตอร์ไซค์วกกลับมาชนพี่ภวัตจนได้”
ทาฮิร่าฉุกใจคิดอะไรขึ้นมาได้ และพูดออกมาเบาๆ
“อสูร” แล้วหันมาพูดกับแนนหน้าตาซีเรียสจริงจัง “อย่าออกไปไหนนะแนนนี่ เดี๋ยวยายมา”
“ค่ะ” แนนนี่รับคำ

ทางด้านอสูรในร่างสดับกับดารกายังอยู่ในห้องพิธีกรรม โดยมีมาลีแอบดูอยู่ พริบตานั้น ทาฮิร่าในชุดคุณนายไฮโซก็หายตัวเข้ามา มาลีหันมามอง ยังไม่ทันตั้งตัวหรือพูดอะไร ทาฮิร่าก็จับข้อมือมาลีพาหายตัวไป
แล้วสักครู่ต่อมาทาฮิร่ากับมาลีก็ปรากฏตัวขึ้นในที่ลับตาคนแห่งหนึ่ง
“โอย...ฉันจะเป็นลม คลื่นเหียนเวียนหัวไปหมด บอกหน่อยสิ ฉันมาถึงนี่ได้ไงเนี่ย สองครั้งแล้วนะ” มาลีบ่นอุบ
“ไว้ครั้งที่สามแล้วจะบอก เรื่องคัมภีร์พิฆาตอสูรว่าไง หาเจอรึยัง” ทาฮิร่าถามอย่างร้อนใจ
“เจอแล้ว...” มาลีบอก
ทาฮิร่าดีใจมาก “เหรอ ไหน อยู่ที่ไหน”
“อยู่ที่ไอ้ดับ ผัวฉัน”
“อ้าว” ทาฮิร่าเซ็งเป็ด
“แต่ถึงจะอยู่ที่ฉัน คุณนายเล่นพาฉันมาสายฟ้าแลบแบบเนี้ย ฉันจะหยิบทันมั้ย ใครมันจะบ้าพกไว้กับตัวเล่า” มาลีบ่นอีก
ทาฮิร่าหันไปค้อนใส่มาลี
พอมาลีนึกขึ้นได้ ก็ถามเสียงจริงจังขึ้นบ้าง “อสูรนี่มันมีจริงเหรอ”
“เธอเชื่อว่าผีมีจริงไม่ใช่เหรอ” ทาฮิร่าถามย้อนกลับ
มาลีอึ้งๆ แบบยอมรับ
“อสูรมันก็มีจริงได้” ทาฮิร่าเข้าเรื่องที่จับตัวมาลีมา “ฉันจะรอให้มืด แล้วเธอพาฉันเข้าไปเอคัมภีร์นั่น”
“ไอ้พี่ดับมันซ่อนของเก่ง ไม่รู้จะหาเจอมั้ย” มาลีกังวลใจ
“เอาเถอะน่า พาฉันเข้าไปแล้วฉันหาเอง”

ดารกากลับมาที่หอพัก นั่งนิ่งสีหน้าแววตาร้ายกาจ รีบเปิดกระเป๋าสะพาย หยิบคัมภีร์พิฆาตอสูรออกมา คัมภีร์เล่มนั้นถูกมัดด้วยเชือกซึ่งทำจากรากไม้ผสมหนังสัตว์น่าเกลียดๆ น่าขยะแขยง มีการลงอาคมควบคุมไว้อย่างแน่นหนา เสียงอสูรสดับดังแว่วเข้ามาในห้วงคำนึงของดารกา พูดซ้ำไปซ้ำมาด้วยประโยคเดิม

“เจ้าเอาคัมภีร์พิฆาตอสูรนี่ไปเก็บไว้ พ่อลงเวทมนตร์คุมมันไว้แล้ว เมื่อลูกอายุครบ 22 ปี ลูกจะมีฤทธิ์ทำลายมันได้สำเร็จ ต่อไปแม้จะมีแม่มดหลงเหลืออยู่ มันก็จะไม่มีคัมภีร์พิฆาตอสูรอยู่ในมืออีกต่อไป”
ดารกาเดินไปหาที่ซ่อนคัมภีร์ หาสัก 1-2 ที่ แล้วจึงเจอที่เหมาะ พอหาที่ซ่อนได้เรียบร้อย เสียงอสูรร้ายก็เงียบหายไป ดารกาจัดการซ่อนคัมภีร์ทันที คัมภีร์พิฆาตอสูร ค่อยๆ จมตัวหายลงไปในพื้นผิวของบริเวณที่ซ่อน

ค่ำวันนั้นทาฮิร่าและมาลี ปรากฏตัวขึ้นภายในห้องพิธีกรรม ทาฮิร่าใช้พลังแม่มดดูดดึงคัมภีร์จากตรงนั้นตรงนี้ แต่ไม่มีวี่แววคัมภีร์จะปรากฏออกมาให้เห็นเลยสักจุด
“คัมภีร์ไม่อยู่ที่นี่แล้ว มันรู้ตัว ย้ายคัมภีร์ไปไว้ที่อื่นแล้ว” ทาฮิร่าบ่นอย่างหนักใจ
“ฉันไม่ได้ทำอะไรให้พี่ดับมันจับได้นะ แล้วพี่ดับมันก็ไม่ใช่อสูรด้วย ฉันว่าผัวฉันไม่มีหรอก ไอ้คัมภีร์พิฆาตอสูรอะไรนั่น” มาลีบ่นอีก
ทาฮิร่ามองจ้องหน้ามาลีอย่างเอือมระอา มาลีจะรีบออกไปจากห้อง เพราะกลัวผีขึ้นมา
“เสร็จละยังล่ะ ฉันกลัวผี คืนก่อนที่แอบเข้ามาหาคัมภีร์ให้คุณน่ะ ฉันโดนผีหลอกเป็นลมแหง็กอยู่ในเนี้ย โดนพี่ดับมันตบซะ” มาลีบอก
“ผีหน้าตาเป็นไง” ทาฮิร่าติดใจ
“เป็นผีสี่เหลี่ยม” มาลีว่าทาทีสยองพองขน
ทาฮิร่ารู้ทันทีว่าน่าจะเป็นคัมภีร์ ทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายออกมา
มาลียังพ่นต่อ “...มีแสงด้วย ผุดขึ้นมาจากพื้นอะ แต่ยังไม่ทันเห็นหน้ามัน ฉันเป็นลมซะก่อน”
ทาฮิร่าบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างระอาทั้งตัวเองทั้งมาลี
“พลาดแล้วฉัน ไม่น่าให้ยายนี่ทำแทนเล้ย...”
มาลีไม่รู้ตัวถามขึ้นมา “เอาไงต่อล่ะคุณ”
“เธอหาคัมภีร์ให้ฉันต่อไปก็แล้วกัน”
“ฉันรู้แล้ว นั่นน่ะฉันทำแน่อยู่แล้ว ฉันไม่ยอมให้ลูกฉันเป็นอันตรายหรอก ฉันหมายถึงตอนนี้...จะเอาไงต่อ”
ทาฮิร่าฉวยมือมาลีพาหายตัวไป “กลับ”

ทางด้านดารกา พอหาที่ซ่อนคัมภีร์พิฆาตอสูร ในหอพักได้แล้ว ดารกาก็กลับมาที่บ้านปัทมนทันที และเวลานี้ กำลังยืนกอดอกอยู่ที่หน้าต่าง มองลงไปทางบ้านภวัต
เห็นบรรยากาศอันแสนอบอุ่น สามคนพ่อลูกคุยกัน หัวเราะอย่างมีความสุข โดยมีโป่งถือถาดกาแฟเข้ามา ในขณะที่บาบาร่าในคราบบานเย็นยกเสิร์ฟให้อย่างพินอบพิเทา ดูเป็นแม่บ้านแสนดีไร้พิษสง ดารกาเพ่งมองเป็นพิเศษเฉพาะที่บานเย็นบาบาร่า
ดารกามองภาพนั้นต่ออีกนิดแล้วหันหลังกลับมา สีหน้าดารกาขรึมเคร่ง เริ่มสับสนว้าวุ่นภายในใจ
“ป้าบานเย็นคือแม่มดคนนั้นหรือเปล่า หากใช่ แล้วเราไม่จับไปให้พ่อ...” ดารกาชะงักกึก รีบเปลี่ยนคำใหม่ “...ไอ้อสูรสดับ พี่ภวัตก็พอจะมีคนช่วยคุ้มครองได้บ้าง... แต่ป้าบานเย็นจะมีฤทธิ์ต้านอสูรสดับได้แค่ไหน... แล้วถ้าป้าบานเย็นไม่ใช่แม่มดล่ะ”
ยิ่งคิด ดารกาสับสนว้าวุ่นและลังเลใจ

เวลาเดียวกันนั้นปัทมนกำลังปิดทีวีในห้องรับแขก จะขึ้นนอน ทาฮิร่าก็ปรากฏตัวขึ้นมาในชุดคุณนายไฮโซเมื่อครู่นี้
ปัทมนมองแล้วรู้สึกขำๆ อารมณ์ดี “อุ๊ย คุณยายแต่งชุดนี้แล้วสาวขึ้นสองพันปีเลยนะคะ”
ทาฮิร่าก้มลงดูตัวเอง “อ้าว ลืมเปลี่ยน” ทาฮิร่าดีดนิ้วเปลี่ยนชุดทันที
ปัทมนลงนั่งคุยกับทาฮิร่า เพราะคิดว่าต้องมีเรื่องร้อนใจ
“ฉันคิดว่าแนนนี่กำลังมีอันตราย”
ฟังทาฮิร่าแล้ว ปัทมนรู้สึกห่วงลูก หน้าขรึมลง
ทาฮิร่าพูดต่ออีก ฉันขอพาแนนนี่ไปอยู่ด้วย จนกว่าจะแน่ใจว่าแนนนี่พ้นอันตรายนะคุณปัทมน”
“ค่ะ คุณยาย”
“แต่ก็จะพาแนนนี่มาเจอครอบครัวบ่อยๆ”
“ค่ะ”

ปัทมนขึ้นห้องนอนมา คิดหนัก รู้สึกกังวลและห่วงใย ภาพแสดงความร้ายกาจที่ปัทมนเจอกับตาตัวเอง ผุดขึ้นมาในความคิด 2-3 เหตุการณ์ ปัทมนยิ่งรู้สึกเป็นกังวลมาก
“ลูกดาหรือเปล่านะที่จะเป็นอันตรายกับแนนนี่ โอย...อึดอัดเหลือเกิน จะพูดกับใครก็ไม่ได้ แม้แต่กับคุณยาย ว่าเราเห็นอะไรมาบ้าง”
ปัทมนกลัดกลุ้มเหลือกำลัง

วันต่อมาทั้งสองยายหลานกับอีกหนึ่งบ่าวแมว กำลังช่วยกันกวาดบ้านเช็ดถูบ้าน สักครู่ก็มีเสียงสัญญาณเรียกประชุมจากเมืองเวทมนตร์ดังเข้ามา
“ท่านผู้นำเรียกประชุม” ทาฮิร่าส่งอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ถืออยู่ให้แนนนี่ “ยายไปประชุมก่อน
นะแนนนี่ จำไว้นะ ห้ามออกไปไหน”
“ค่ะ ยาย”
“ชิกเก้นดูแลหลานฉันด้วย”
“ใครน่าจะดูแลใครกันแน่เนี่ย แค่ขนาดก็ผิดกันสุดๆแล้ว เวรก๊ำ...เวรกรรม”
“ฉันสิ” ทาฮิร่าพูดเลียนเสียงชิกเก้น “เวรก๊ำ...เวรกรรม จับฉลากได้แมวพูดมากมาเลี้ยง”
ทาฮิร่าหายตัววับไป
“เวรก๊ำ...เวรกรรม” แนน นี่กับชิกเก้นพูดพร้อมๆ กัน โดยแนนพูดใส่ชิกเก้นอย่างขำๆ

เวลาเดียวกันโป่งกำลังจัดโต๊ะอาหารง่วนอยู่ในห้องอาหาร จักรวาล ภวัต และรัดเกล้าเดินเข้ามา
“วันนี้โป่งบริการ แม่บ้านล่ะ” จักรวาลถามขึ้น
“บอกว่าไปเยี่ยมญาติครับ” โป่งบอก
“อีกแล้วเหรอ” ภวัตประหลาดใจ
“แต่แกไปไม่นานหรอกครับ วันก่อนก็บอกว่าไปเยี่ยมญาติแถวอีสาน โป่งยังทานข้าวไม่หมดจานเลยครับ กลับมาแหล่ว เหลือเชื่อ ไวยิ่งกว่าฟ้าแลบอีก” โป่งว่า
“ก็ป้าบานเย็นบอกว่าไปเยี่ยมญาติแถวอีสาน ไม่ได้บอกว่าไปเยี่ยมญาติที่อีสานสักหน่อย ก็คงเยี่ยมญาติที่เป็นชาวอีสานอยู่แถวๆใกล้บ้านเรานี่ละ” รัดเกล้าแก้ต่างให้
“คุณหมอมีน้องสาวฉลาดจังนะครับ” โป่งแซว
รัดเกล้าขำกิ๊ก “น้อยๆ หน่อยพี่”
โป่งเสิร์ฟทุกอย่างเสร็จก็เดินออกไป เป็นจังหวะเดียวกับที่ธานีโผล่เข้ามา
“มารับไปทำงานแล้วครับคุณรัดเกล้า” ธานีบอก
รัดเกล้าเขินพ่อกับพี่ เข่นเขี้ยวใส่ธานี เสียงไม่ดังนัก “ใครให้บุกมาถึงในนี้”
ธานีพูดตอบเสียงปกติ “เอ๊า ก็เมื่อก่อนเคยบุกได้ทุกวัน”
รัดเกล้าเข้ามาลากธานีออกไป “ก็นั่นมันเมื่อก่อน”
ทั้งคู่ออกไป จักรวาลหันมามองภวัตเป็นเชิงถาม ภวัตยิ้มแหยๆ สองพ่อลูกคุยกันแบบอารมณ์ดี
จักรวาลยังขำไม่เลิก “นั่น...เขาจีบกันตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”
“คุณพ่อต้องถามเขาเองครับ งานนี้ผมไม่เกี่ยว”
“อ้าว เป็นพี่ยังไงไม่รู้เรื่องน้อง”
“คุณพ่อเป็นพ่อยังไม่รู้ แล้วผมเป็นพี่จะรู้มั้ยครับ”
“ย้อนพ่อแน่ะ”
อิงอรเดินนวยนาดเข้ามา ในมือถือจานอาหารเช้าของตัวเองมาด้วย
“คุยอะไรกันคะพ่อลูก น่าร้ากกกกก เชียว”
โดยไม่ได้นัดหมาย จักรวาลกับภวัตมองหน้ากันหุบปาก หันมายิ้มแหะๆ ให้กัน
“ขอร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยนะคะ เอาอาหารมาเองพร้อมค่ะ”
อิงอรรับประทานอย่างสำราญใจ ในขณะที่จักรวาลกับภวัตมองยิ้มๆ คิดในใจว่าชินแระ
อิงอรพูดเชื้อเชิญให้พ่อลูกกินอาหารราวกับเป็นบ้านตัวเอง “เชิญสิคะ เชิญรับประทานเลยค่ะ”
จักรวาลกับภวัตลงมือกินต่อ อิงอรตักอาหารชิ้นที่น่าทานของตัวเองให้จักรวาลลองชิม

ที่นครเวทมนตร์ ท่านผู้นำแม่มดเรียกประชุมตอนย่ำค่ำ ทาฮิร่า กับบาบาร่า รวมอยู่ในกลุ่มพ่อมดแม่มดอื่นๆ รายล้อมฟังอย่างตั้งใจ
“สืบเนื่องจากที่เมื่อหลายเพลาก่อนมีแม่มดแจ้งว่าเห็นผู้แปลกหน้าเข้ามาประชิดถึงกำแพงมนตราของเมืองเวทมนต์ เราจะไม่เห็นผู้แปลกหน้านั้นด้วยตนเอง จึงตัดสินไม่ได้ว่าใช่ผู้แปลกหน้าหรือว่าเป็นเพียงภาพลวงตา แต่เราไม่พึงตกอยู่ในความประมาท หากมีผู้แปลกหน้ามาจริง และรู้ที่ตั้งเมืองเวทมนต์ อสูรก็ย่อมรู้ได้เช่นกัน หรือไม่ผู้แปลกหน้านั้นก็อาจเป็นอสูร เราจึงเรียกชุมนุมพวกท่านทั้งหลายเพื่อเสริมพลังกำแพงมนตรา และปรับหันทิศทางเมืองเวทมนตร์เพื่อลวงตาผู้มิใช่ชาวเมืองเวทมนต์ เชิญทุกท่านร่วมใจกัน ณ บัดนี้”

ผู้นำแม่มดเริ่มทำพิธีกรรมสุดอลังการ ขลังเข้ม และดูศักดิ์สิทธิ์ แม่มดพ่อมดนั่งเป็นวงใหญ่ เทียนมากมายกว่าพนเล่ม ถูกจุดวางรายรอบที่วงพิธี มีคบเพลิงติดเป็นแนวไปตามถนนยาวสุดสายตา เสียงหึ่งๆ จากการสวดมนต์ก้องกระหึ่ม ฟังไม่ออกว่าสวดอะไร
ทันใดนั้นกำแพงนครก็ถูกเพิ่มความแน่นหนาความแข็งแกร่ง มีแสงวูบวาบอุบัติขึ้นชวนตื่นตาตื่นใจ

แล้วสักครู่กำแพงค่อยๆ ใสขึ้นๆ จนดูไม่ออกว่ามีกำแพงบริเวณนั้น ในขณะที่เสียงสวดค่อยๆ เบาลง และเงียบไปในที่สุด








Create Date : 11 มีนาคม 2555
Last Update : 11 มีนาคม 2555 21:45:17 น.
Counter : 164 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]