All Blog
แม่ยายที่รัก ตอนที่ 9 (ต่อ)



วันรบรับการ์ดมาแล้วนิ่ง เครียดอยู่จนมัทรีต้องเขย่าแขนวันรบเรียกความรู้สึก
“พี่รบคะ...พี่รบ”
วันรบรู้สึกตัว
“ครับ ว่าไงครับมัท”
“พี่รบชอบการ์ดแบบไหนคะ”
“เอ่อ..แบบป๊อบอัพก็ดีครับ ผมชอบ”
“พี่รบ..เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มีอะไรบอกมัทได้นะ”
“ผมกังวลเรื่องงานน่ะก็เลยเครียดๆ นิดหน่อย”
วริษราเดินเข้ามาทางด้านหลังวันรบ แล้วส่งเสียง
“อยากจะขอดูตัวอย่างการ์ดน่ะค่ะ”
วันรบได้ยินเสียงคุ้นๆ พอหันไปเห็นหน้าวริษรายิ้มให้ วันรบถึงกับตกใจ
“เฮ้ย!”
“มีอะไรเหรอคะพี่รบ!” มัทรีถามแล้วมองหน้าวริษรา
“ รู้จักกันเหรอคะ”
“เอ่อ..”
“ไม่ค่ะ แต่..ฉันคุ้นหน้าคุณจัง เราเคยเจอกันที่ไหนหรือเปล่าคะ” วริษราชิงตอบ
มัทรีหันขวับไปมองหน้าวันรบทันที วันรบรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ครับ... คุณคงจำคนผิด...ไปกันเถอะครับ”
วันรบรีบจูงมือมัทรีออกไปจากร้านทันที วริษรามองตามวันรบแล้วยิ้มร้าย

วันรบกับมัทรีเดินออกจากร้านการ์ดมาที่ลานจอดรถ มัทรีเริ่มสังเกตเห็นท่าทางของวันรบดูแปลกๆก็เอะใจ
“รบไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ เหรอคะ”
วันรบชะงัก ก่อนจะมองมัทรีอย่างชั่งใจ
“ไม่รู้จักจริง ๆ มัทไม่เชื่อผมเหรอ”
“แหม... ทักแค่นี้ต้องทำเครียดเลยเหรอ”
วันรบยังคงนิ่งอยู่เพราะกลัวมัทรีไม่เชื่อ แต่มัทรีเห็นท่าทางวันรบกลับคิดว่าวันรบน้อยใจ
“มัทขอโทษค่ะ... ถ้ารบบอกว่าไม่รู้จักก็ไม่รู้จัก มัทเชื่อใจรบค่ะ”
มัทรียิ้มให้วันรบอย่างเชื่อใจ วันรบยิ้มน้อยๆแต่ในใจรู้สึกผิดที่โกหกมัทรี
ฝ่ายวริษราเดินออกมาจากร้านและยืนมองวันรบกับมัทรีอยู่
“ท่าทางงานนี้จะง่ายกว่าที่คิด”
วริษรายิ้มเยาะและคิดแผนการบางอย่างได้

ในเวลาใกล้เคียงกัน พุทราเดินนำติรกา เตือนใจกับนลินีไปที่บ้านหมอดูแห่งหนึ่ง
“คุณเตือนคะ ทำไมเราถึงไม่ไปขอฤกษ์จากพระล่ะคะ” นลินีถามขึ้น
เตือนใจกำลังจะตอบ แต่พุทราก็เสนอหน้ามาตอบแทนทันที
“เราใช้บริการหมอดูท่านนี้ประจำค่ะ ตั้งแต่รุ่นยาย รุ่นลูกจนถึงรุ่นหลานเลยค่ะ”
นลินีพูดกับเตือนใจอีก
“ที่นี่แม่นมากเหรอคะ คุณเตือน”
พุทราแทรกตอบแทนเตือนใจอีกตามเคย
“มาก ๆ ค่ะ คุณเตือนมาดูทุกฤกษ์ ขึ้นบ้านใหม่ วันเกิด”
เตือนใจได้โอกาสแทรกพุทราขึ้นทันที
“รวมทั้งฤกษ์มรณะด้วยค่ะ”
พุทรายังไม่รู้ตัว
“คุณเตือนดูให้ใครเหรอคะ” พุทราถามขึ้น
“ก็หล่อนน่ะสิ ฉันคุยกับคุณนีเขาอยู่จะแทรกทำไม”
“ก็พุทรากลัวคุณเตือนเหนื่อยนี่คะ”
ติรกาขยับเข้ามาดึงชายเสื้อของเตือนใจเพื่อให้เดินชะลอตามหลังนลินีกับพุทรา
“แม่คะ ทำไมเราต้องมาขอฤกษ์ขอยามเรื่องงานแต่งยัยมัทด้วย”
“อ๊ะ ก็คุณนี เขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงฝ่ายเจ้าบ่าวนี่ ก่อนแกจะจำได้เขานัดกับแกเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาดูฤกษ์ยามกันวันนี้ จะปฏิเสธได้ยังไงล่ะ ถ้าแกปฏิเสธเขาก็ต้องสงสัยสิว่า แกน่ะความจำกลับมาแล้วจะให้ความแตกตอนนี้ไหมล่ะ”
พุทราเข้ามาเสนอหน้าอีก
“ความอะไรแตกคะ”
ติรกากับเตือนใจถึงกับ “เหวอ” ไป
“พุทราโผล่มาเงียบๆ ตกใจหมด” ติรกาพูดขึ้น
“พุทราเรียกคุณๆตั้งนานแล้ว แต่คุณๆ ไม่ได้ยินกันเองค่ะ คุณนีเป็นพยานได้”
เตือนใจกับติรกาหันไปยิ้มกลบเกลื่อนเมื่อเห็นนลินีกำลังมองมา
“ว่าแต่เมื่อกี้คุณเตือนว่าความอะไรจะแตกตอนนี้เหรอคะ” พุทราเสียงดังทะลุขึ้นกลางป้อง
เตือนใจกับติรกามองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะนลินีกำลังมองอย่างรอคำตอบ ติรกาเฉไฉพูดขึ้น “ความ...ความไก่ไม่ทันหายความควายจะมาแทรก เอ๊ย ความลาไม่ทันหาย เอ๊ย ความวัวไม่ทัน
หาย เอ๊ย”
“ถูกแล้ว” เตือนใจ,พุทราและนลินีพูดขึ้นพร้อมกัน
“ยัยติไม่สบายหรือเปล่าเนี่ย ถึงได้พูดเผียดพูดถาก” เตือนใจเล่นมุกกลบเกลื่อนตามติรกา
พุทรากับนลินีร้อง “เอ๊ย”
“พูดผากพูดเถียก” เตือนใจแกล้งทำเป็นพูดผิดอีกครั้ง
“เอ๊ย”
“พูดผิดพูดถูก”
พุทรากับนลินีร้อง “เอ๊ย” อีกอย่างลืมตัว
“ถูกแล้ว! เราจะตลกกันพอหรือยังคะ จะเลยที่นัดเวลาที่นัดหมอดูแล้วนะคะ”
พุทราข้องใจยังไม่เลิก
“แล้วที่ว่าแตก”
“ถ้ายังไม่หยุดถาม ก็หัวเธอนี่แหล่ะ” ติรกา ว่า
“งั้นไม่อยากรู้แล้วค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ”
พุทรารีบเดินนำไป ติรกาสบตากับเตือนใจอย่างหงุดหงิดไม่ค่อยสบายใจ เตือนใจจับมือปราม

นลินีกลับมารายงานให้ทุกคนรู้ถึงฤกษ์แต่งงาน พชรถึงกับตกใจกับฤกษ์กระทันหัน
“ปลายเดือนหน้า! เร็วไปไหมเนี่ย”
นลินี วันรบและมัทรีต่างยิ้มแย้มดีใจ วันรบจับมือมัทรี
“ช้าไปด้วยซ้ำพี่ระ ผมรอมานานแล้ว ไม่อยากรอนานอีกแม้แต่นาทีเดียว”
“ก่อนแต่งพูดแบบนี้ทุกคน พอหลังแต่งนะ” พชรพูดขึ้น
“ทำไมคะ...หลังแต่งมันทำไม” นลินีถาม
“จะรู้ว่าความสุขที่แท้จริง มันเป็นยังไง”
พชรเข้ากอดนลินีแล้วทำหน้าเบ้ใส่วันรบกับมัทรี
“แล้วไป เกือบศพไม่สวยแล้วนะคุณน่ะ”
พชรถึงกับโล่งใจที่รอดตัว
“ผมกับมัทจะได้แต่งงานกัน ป๋ากับคุณแม่ยายก็คืนดีกัน ชีวิตมีความสุขจริงๆ”
“พี่ว่ามันไม่น่าจะลงตัวง่ายขนาดนั้นนะ” นลินีว่า
มัทรีกับวันรบมองนลินีอย่างสงสัย
“มีอะไรเหรอครับพี่นี”
“ก็ก่อนที่คุณพุทราจะมาส่งพี่ที่บ้าน เขาไปส่งคุณเตือนใจแม่ยายรบที่บ้านแล้วพี่ก็เห็น”
“เห็นอะไรจ๊ะเมียจ๋า” พชร ถามขึ้นด้วยความอยากรู้
มัทรีกับวันรบรอฟังอย่างตั้งใจ

เย็นวันนั้น วันรบกับมัทรีเข้ามาที่บ้านของติรกา ก็ได้แต่ยืนอึ้งที่เห็นรุจีกำลังจัดอาหารบนโต๊ะ โดยมีรชานนท์ ติรกา เตือนใจ พุทรานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร รุจียิ้มทักทาย
“สวัสดีเจ้า เชิญนั่งเจ้า วันนี้ข้าเจ้ายะข้าวกั๊นจิ้น (หมายถึง ข้าวผสมเลือดหมูนึ่งสุก)มาหื้อทุกคนเจ้า”
“นี่มาทุกมื้อเลยเหรอป๋า” วันรบพูดกับรชานนท์
รชานนท์กุมขมับแล้วบอก
“ตั้งแต่กระแตอนุญาตก็สามเวลาเลยล่ะ”
ติรกาลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร
“ฉันขอตัวนะคะ”
“คุณติเจ้า ข้าเจ้ายะอันหยังผิด คุณติถึง...”
ติรกาพยายามข่มความหงุดหงิดที่คุกครุ่นอยู่
“ฉันปวดหัว”
“กระแต...” รชานนท์จับมือติรกา
“ให้ฉันไปพักเถอะค่ะ”
ติรกากำลังจะไป สมภพกับธงฉานก็เข้ามาในบ้านพอดี
“สวัสดีครับทุกคน” สมภพเอ่ยทักทาย
ธงฉานเข้าไปใกล้มัทรี และเสียงหล่อเก๊ก
“สวัสดีครับน้องมัท พี่ธงฉานมาด้วยความคิดถึง อ่าฮ้า”
วันรบผลักหน้าธงฉานออกห่างแล้วเข้ามาขวาง
“แต่คู่หมั้นผมไม่ได้อยากเห็นหน้าคุณเลย อ่าฮ้า”
“นี่บ้านฉันมันกลายเป็นสวนสาธารณะแล้วเหรอเนี่ย ถึงเข้ามาเดินยั้วเยี้ยเต็มบ้านไปหมด อ่าฮ้า” เตือนใจอ่าฮ้ากับเขาด้วย
“คุณยายครับ ธงฉานมาเพราะว่า”
“อยากกินไก่สดใช่ไหม” เตือนใจโพล่งขึ้น
“สองตัวครับ แผล่บๆ เย่ย..คนนะครับไม่ใช่”
สมภพแทรกขึ้น
“ผมมาเยี่ยมคุณติน่ะครับ แล้วก็เอารายละเอียดเรื่องงานมาให้คุณติน่ะครับ”
สมภพมองไปที่รุจี
“เอ๊ะ คุณคนนี้ใครเหรอครับ ผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย”
“ข้าเจ้าเป็นทาสฮักของคุณนนท์เจ้า”
เตือนใจกับพุทราร้อง “เฮ้ย”
อ้าว..คุณรชานนท์เป็นสามีคุณอาติ แล้วมีทาสรักก็แสดงว่าเป็นเมียน้อยสิครับ แล้วมาอยู่ในบ้านเดียวกันแบบนี้ คุณอาติช่างใจกว้าง” ธงฉานว่า
ติรกายิ่งเครียด
“ฉันขอตัวนะคะ “
ติรกาเดินจากไปทันที
“กระแต” รชานนท์ร้องเรียก
รุจีดึงรชานนท์ไว้
“คุณนนท์เจ้า กิ๋นข้าวก่อนนะเจ้า ข้าเจ้าตั้งใจทำมาเพื่อคุณนะเจ้า”
ติรกาหันกลุบมาหยุดมองแล้วสะบัดหน้างอนเดินขึ้นชั้นบนไป เตือนใจรีบตามติรกาขึ้นไป สมภพสบตากับธงฉานด้วยรอยยิ้มกริ่ม รชานนท์จะตามไปบ้างแต่รุจียึดตัวไว้แน่น มัทรีโมโหแทนติรกา
“นี่คุณ”
“น้องมัทครับ พี่ว่าเราทานข้าวพร้อมกับเขาเลยดีไหมครับ” ธงฉานว่า
วันรบกำลังจะเข้าไปห้าม แต่เสียงข้อความมือถือของวันรบก็เข้ามาพอดี วันรบกดดูข้อความจากวริษรา “ริษคงตัดใจจากพี่รบไม่ได้ สักวันแฟนพี่รบต้องเข้าใจในความรักที่ริษมีต่อพี่รบ ให้ริษได้คุยกับแฟนพี่รบนะคะ”
วันรบถึงกับตกใจสีหน้ากลัดกลุ้มขึ้นทันที พุทรามองสภาพความวุ่นวายตรงหน้าอย่างปวดหัว

ติรกาสีหน้าเครียดเดินเข้ามานั่งที่เตียงในห้องนอน ติรกาหยิบหมอนขึ้นมาแล้วขยำขยี้เพื่อระบายอารมณ์ เตือนใจเดินเข้ามายืนมองติรกา
“ยัยติ”
ติรกาเห็นเตือนใจมองหมอนในมือ
“หนูหงุดหงิดน่ะค่ะแม่ รู้ว่านนท์ไม่ได้สนใจรุจีแต่เห็นแล้วมันก็”
“ขัดหูขัดตา”
ติรกากอดเตือนใจ
“ติปวดหัวจังเลยค่ะแม่”
เตือนใจกอดติรกาด้วยความสงสารลูก

ภายในห้องรับแขก รชานนท์โวยยอย่างสุดทน
“นี่มันอะไรกันเนี่ย”
“ทั้งแม่รุจี,นายสมภพ,ธงฉานยกขบวนพาเหรดเข้ามาในบ้านป่วนจนยุ่งไปหมดแล้ว” พุทราพูดแทรกขึ้น
“ผมสงสารกระแตมากเลยครับ รุจีมาทีก็หงุดหงิดที พอง้อได้แป๊บเดียวจะดีๆ กัน รุจีก็มาอีกแล้ว คุณแม่ครับช่วยกันรุจีไม่ให้เข้ามาในบ้านได้ไหมครับ”
“ยากค่ะคุณนนท์ พอแม่ต๊อนยอนมาคร่ำครวญ บีบน้ำตาก็พูดไม่ออกแล้วล่ะค่า มื้อเย็นผ่านไป มื้อเช้าก็มาใหม่ พุทราเห็นแล้วอยากจะเป่านกหวีด กรี๊ดใส่หน้าจริงๆ”
“ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ แม่กลัวยัยติจะเครียดจนประสาทแตกซะก่อนน่ะสิ”
เสียงข้อความมือถือของวันรบดัง วันรบกดอ่าน “พรุ่งนี้ริษจะไปหานะคะ ฝันดีนะคะพี่รบ” วันรบสีหน้าเครียด
“คุณติยังไม่หายดี ก็ต้องมาเจอกับเรื่องวุ่น ๆ ไม่ได้พักซะที พุทราอยากจะพาคุณติหนีไปให้ไกลสักร้อยโยชน์”
วันรบปิ๊งไอเดียจากคำพูดของพุทราทันที
“หนี... งั้นเราก็หนีสิครับ”
“หนี” ทุกคนทวนคำพร้อมกัน
วันรบยิ้มรับกับไอเดียสุดแจ่มของตัวเอง

รถตู้แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านพักที่บ้านพักริมทะเล เมื่อประตูรถตู้เปิดออก รชานนท์เดินนำลงมาตามด้วยติรกา เตือนใจ พุทรา วันรบลงมาจากที่นั่งด้านคนขับ มัทรีลงมาจากที่นั่งข้างคนขับ ติรกาโวยขึ้นอย่างหงุดหงิด
“ทำไมเราต้องหนีออกจากบ้านตัวเองด้วย”
“เราไม่ได้หนีนะครับ ผมไม่อยากให้คุณเครียด” รชานนท์บอก
“เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง แล้วคุณยายก็อยากไปพักผ่อนใช่ไหมครับคุณยาย”
“ใช่จ๊ะ”
“คุณติทำงานมาตลอดไม่เคยออกไปเที่ยวกับใครเขาบ้างเลย คร่ำเคร่งกับงานมาก ๆ น่ะหน้าเหี่ยวไวนะคะ” พุทราบอก
“ห้าร้อย เดือนนี้เหลือแค่เก้าพันแปดแล้วนะเธอน่ะ”
“คุณติใจร้าย” พุทราพูดแล้วก็นึกบางอย่างได้
“เอ๊ะ คุณติจำได้ด้วยเหรอคะว่าหักเงินพุทราเท่าไหร่แล้ว ไอ้ยอดที่หักเนี่ยมันตั้งแต่เดือนที่แล้วก่อนคุณติจะตกบันไดนะคะ”
ติรกาชะงัก หันไปสบตากับเตือนใจเพื่อขอความช่วยเหลือ
“ก็ฉันนี่แหล่ะที่บอกยัยติไว้ เพราะเธอน่ะมันชอบลามปาม ฉันก็เลยสอนยัยติให้หักเงินเธอเป็นการสั่งสอนไงจ๊ะ”
“อ๋อ...แล้วถ้าพุทราทำดี ขึ้นเงินเดือนเป็นการชมเชยด้วยหรือเปล่าคะ”
“ขึ้นแน่ แต่ต้องรอให้เธอโดนหักจนไม่มีเงินเดือนเหลือก่อนนะ”
“แบบนั้นเขาไม่เรียกขึ้นเงินเดือนนะคะคุณเตือน พุทราจะรายงานกรมแรงงาน” พุทราเริ่มงอน
“กรมแรงงานเขารับดูแลเรื่องของคนทำงาน แต่ถ้าพุทราไม่มีงานทำ กรมแรงงานจะมาดูแลมั้ยน้า” ติรกาว่า
“อุ้ย...แรงจังค่า”
ทุกคนขำที่พุทราโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง รชานนท์มองติรกาที่ยังหงุดหงิดด้วยสีหน้าเครียด

พุทราวางข้าวต้มชามสุดท้ายบนโต๊ะตรงบริเวณระเบียงบ้านพักริมทะเล รชานนท์จูงมือติรกามาที่โต๊ะ เตือนใจ วันรบ มัทรี ทยอยมานั่งที่โต๊ะ
“กระแต...ยังไม่หายหงุดหงิดอีกเหรอครับ”
“ฉันห่วงที่โรงงานน่ะค่ะ เล่นออกมากันหมดแบบนี้”
“ผมให้พุทราจัดการเรื่องงานที่โรงงานเรียบร้อยแล้ว งานที่ลูกค้าสั่งก็จัดการส่งไปหมดแล้ว ล็อตใหม่ก็ยังมีเวลาอีกสักพัก พักเรื่องงานไว้ก่อนเถอะนะให้ผมทำตามความฝันของผมได้ไหม”
“ความฝันอะไรคะ”
รชานนท์จับมือติรกา
“ก็ความฝันที่ผมจะพาเมียกับลูกไปเที่ยวด้วยกันครั้งแรกในชีวิตไง”
ติรกาอึ้ง
“นะครับกระแต”
ติรกาพยักหน้า
“ถ้างั้น ผมขออีกอย่าง กระแตยิ้มให้ผมชื่นใจหน่อยได้ไหม ไม่งั้นเดี๋ยวลูกจะงอนผมว่าทำให้กระแตหน้าบูดนะ”
มัทรีได้ยินถึงกับร้อนตัวรีบแก้ตัวทันที
“ฉันไม่เคยงอนคุณสักหน่อย”
รชานนท์แปลกใจแล้วก็ปลื้มที่มัทรีลืมตัว
“ครับ..ลูก”
มัทรีอึ้งที่โดนรชานนท์ถือโอกาสมัดมือชก มัทรีอ้าปากหวอจะเถียงแล้วก็หุบปากทันที มัทรีทำเป็นตักข้าวต้มไม่หือไม่อืออีก รชานนท์ยิ้มชอบใจ ติรกามองแล้วก็ยิ้มนิด ๆ ที่พ่อลูกงอนใส่กัน ติรกายิ้มแล้วหันมาเห็นเตือนใจยิ้มล้อเลียน ติรกากระแอมทำเป็นเมินมองไปทางอื่นก็เจอรชานนท์ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ดันมุมปากตัวเองเป็นเชิงบอกให้ติรกายิ้ม พลางส่งสายตาอ้อนวอนเต็มที่ ติรกายอมยิ้ม รชานนท์หอมแก้มติรกา
“กระแตน่ารักที่สุดเลย”
ทุกคนหันมามองอย่างงงๆ ติรกาตีรชานนท์เบาๆ
“นนท์ คนเยอะนะคะ”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย ผมจะหอมเมียตัวเองกี่ที ก็ไม่ผิดนี่ครับ” รชานนท์หอมติรกาอีกหลายฟอด
มัทรีไม่พอใจเผลอวางแก้วกระแทกดัง ปัง ! ทุกคนตกใจแล้วอึ้งกันไป พุทรามองซ้ายมองขวาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ไม่ผิดหรอกค่ะ แต่เห็นใจสาวโสดกับคนชราไม่มีคู่ได้ไหมคะ เห็นแล้วมันอิจฉา”
“อิจฉาก็หาคู่สิจ๊ะ อย่ามาขัดลูกหลานฉันจะมีความสุข ไม่งั้นโบนัสปลายปี ฉันจะเป็นคนพิจารณาให้เองดีไหม” เตือนใจว่าพลางยิ้มเหี้ยมใส่พุทรา
“เชิญสวีทกันให้เต็มที่เลยค่ะ พุทราทนด้ายย”
ติรกาสบตากับรชานนท์แล้วยิ้ม รชานนท์จับมือติรกาอย่างมีความสุข
“ทานข้าวต้มนะครับ”
ติรกายอมทานข้าวต้มอย่างไม่อิดเอื้อน เตือนใจมองดีใจที่เห็นติรกามีคนดูแล มัทรีหน้าตึงมองหน้ารชานนท์อย่างไม่พอใจ วันรบเหลือบมองมัทรี เห็นมัทรีทำหน้าเครียด เล่นเอาวันรบคิดหนัก
“ว่าแต่..เราปิดบ้านหนีกันมาขนาดนี้แล้ว พวกมารจะตามมาผจญเราที่นี่อีกไหมคะ” พุทราพูดขึ้น

ในวันเดียวกัน สมภพมาที่บ้านของติรกาแต่ไม่พบใครเลย จึงเดินเข้าไปสอบถามกับ รปภ.แจ่ม พร้อมกับส่งเงินให้สองพันบาท
“ผมไม่ทราบจริง ๆ ครับ”
สมภพจับแบงค์พันทั้งสองใบโบกตรงหน้ารปภ.แจ่ม
“ไม่รู้..จริง ๆ เหรอ”
“จริงครับ ผมเห็นทุกคนเก็บเสื้อผ้าขึ้นรถไป แต่เขาไม่ได้บอกผมว่าจะไปที่ไหนกันน่ะสิครับ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงสะอึกสะอื้นดังมาจากด้านข้าง ธงฉานกับสมภพหันไปเห็นรุจีที่เอาผมบังหน้าทั้งคู่ถึงกับตกใจร้อง “เฮ้ย”
ธงฉานเอามือไปแหวกผมจนเห็นหน้ารุจี
“รุจี โผล่มาคร่ำครวญอะไรตรงนี้เนี่ย ตกใจหมด”
“ฮึก..ฮือ...คุณนนท์หนีข้าเจ้าไป คุณนนท์บ่หันใจข้าเจ้าเลย คุณนนท์..ฮือ ๆๆ”
“หายตัวกันไปหมดแบบนี้ แผนก็ล่มสิครับอา”
สมภพมองรปภ.แจ่มตัดใจควักอีกหนึ่งพันเป็นสามพันบาท
“รู้อะไรบ้างหรือยัง”
รปภ.แจ่มมองเงินด้วยสีหน้านิ่ง
“ไม่รู้เลยครับ ต้องขอโทษจริง ๆครับ”
“งั้นก็กลับ” สมภพบอก
สมภพเดินออกนำไป ธงฉานเดินตาม โดยมีรุจีก็ต๊อนยอนตามไป รปภ.แจ่มมองตามแล้วยกซองน้ำตาลขึ้นมาดึงเงินออกมา ภายในซองใบนั้นมีแบงค์ใบละพันถึงหกใบ
“คุณรบนี่ใจป้ำ สามพันกับหกพัน..จำนวนมันสู้กันไม่ได้จริงๆ”
ที่แท้... วันรบเป็นคนวางแผนการเดินทางด้วยรอยยิ้มกริ่ม
“ไม่มีใครให้ข้อมูล ไม่มีทางตามมาได้หรอกครับ ขอให้ทุกคนปิดมือถืออย่าได้แพร่งพรายบอกใครแม้แต่นิดเดียว”
“แล้วแม่นีกับพ่อระจะไม่โดนตามไปเค้นถามหาที่อยู่เราเหรอ” เตือนใจถามวันรบ
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ ผมให้พี่ระกับพี่นีกลับกรุงเทพฯไปแล้ว ใครก็ตามไม่ได้แน่”

วริษรายืนอยู่ที่หน้าบ้านของพชร เห็นป้ายกระดาษที่ติดอยู่มีข้อความว่า
“ไม่มีใครอยู่สี่วัน ไม่ต้องถามว่าอยู่ไหน เพราะไม่บอก ไม่ต้องโทรตามเพราะปิดเครื่อง”
วริษรากดมือถือหาวันรบ ได้ยินแต่ให้ฝากข้อความ วริษรากดทิ้งอย่างหัวเสีย
“อยากหนีก็หนีไปยังไงก็ต้องกลับมาอยู่ดี พี่รบไม่พ้นมือริษหรอก”

บริเวณบ้านพักริมทะเล ติรกานอนเอนหลังอย่างสบายๆอยู่ที่มุมเตียงหันหน้าไปทางทะเล เห็นมัทรีกับวันรบจูงมือกันเดินเล่นอยู่ที่ริมทะเล รชานนท์ถือแก้วน้ำส้มมาวางข้างๆ ติรกา
“น้ำสำหรับนางเอกของผม”
“ขอบคุณค่ะ”
“กระแตต้องดื่มให้หมดนะ เพราะผมคั้นสุดฝีมือเลย”
“ไหนว่ามาพักผ่อนไงคะ กระแตเห็นนนท์ทำโน่นทำนี่ไม่หยุดเลย”
“ก็ผมอยากบริการภรรยาผม ไม่ได้เหรอครับ”
“ได้สิคะ รู้ไหมว่านนท์น่ารักมากเลย”
รชานนท์ขยับลงนั่งที่เก้าอี้ตัวเดียวกับติรกา รชานนท์จับมือติรกาขึ้นมามอง
“มือคุณเล็กแค่นี้ แต่คุณก็เลี้ยงลูกสาวของเราจนโตมาขนาดนี้”
รชานนท์กอดติรกา
“คุณคงเหนื่อยมากใช่ไหม กระแต”
ติรกาอึ้งๆ เหลือบมองรชานนท์กลัวว่ารชานนท์จะจับได้ว่าตัวเองความจำกลับมาแล้ว
“ทำไมนนท์พูดเหมือนนนท์ไม่ได้อยู่กับกระแตล่ะคะ”
“ผมมีความจริงอยากจะบอกคุณนะกระแต ความจริงแล้วเราสองคน”
ติรกามองอย่างลุ้นๆ ว่ารชานนท์จะพูดอะไร รชานนท์ยังสองจิตสองใจอยู่
“แต่ผมกลัวว่าถ้าผมพูดไปแล้ว ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม คุณจะไม่รักผมเหมือนตอนนี้”
ติรกามองดูก็รู้ว่า รชานนท์อยากจะบอกความจริงแต่ไม่กล้า
“ถ้าพูดแล้วมันจะทำให้เราไม่เหมือนเดิมก็อย่าพูดเลยนะคะ”
“ตอนนี้คุณมีความสุขไหมครับ”
“กระแตมีความสุขที่สุดเลยค่ะ เหมือนความฝัน...ฝันดีจนกระแตไม่อยากจะตื่นเลย”
รชานนท์กอดติรกาอย่างรู้สึกผิด
“ผมขอโทษนะกระแต คุณเลี้ยงลูกมัทมา คุณคงเหนื่อยมาก”
“ลูกเป็นหัวใจของฉัน”
รชานนท์มองมัทรีด้วยความรัก
“ไม่ใช่หัวใจของคุณคนเดียว แต่ลูกเป็นหัวใจของเรา”

ที่ริมทะเล มัทรีหยุดเดินแล้วมองทางติรกากับรชานนท์ วันรบพลอยชะงักมองตามสายตาของมัทรี
“มัท..คุณแม่เขาก็มีความสุขดีไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าแม่จำเรื่องได้ทุกอย่าง เขาก็คงเอาเปรียบแม่แบบนี้ไม่ได้ จริงสิ ถ้าแม่รู้ความจริง”
วันรบมองมัทรีอย่างสังหรณ์ใจ
“มัท ที่มัทคิดมันไม่ถูกต้องนะ”
“แต่มันเป็นทางเดียวที่แม่จะพ้นจากผู้ชายหลอกลวงคนนั้น”
มัทรีจะเดินเข้าไปหาติรกา วันรบเข้าไปขวางไว้
“ไม่ได้นะมัท...เรากำลังจะแต่งงานกันแล้ว ถ้ามัทพูดเรื่องก็เขาก็จะพังไปด้วย”
“มัทจะเห็นแก่ความสุขตัวเอง แล้วปล่อยให้แม่ต้องโดนทำร้ายไม่ได้หรอกค่ะ”
“ทุกอย่างมันกำลังเป็นไปด้วยดี เชื่อผมนะมัท...อย่าพูด”
มัทรีสายตามุ่งมั่น ดื้อดึงจะไป
“มัทต้องทำเพื่อแม่ของมัท”
วันรบขวางไม่ยอมให้ไป
“ถอยไปนะคะพี่รบ”
วันรบมองตอบด้วยสายตามุ่งมั่นไม่แพ้กัน
“ผมก็ต้องทำเพื่อความรักของเรา”
“พี่รบ”
มัทรีกับวันรบต่างคนต่างมองจ้องตากันอย่างที่ไม่มีใครยอมใคร

ติรกานั่งอยู่ที่ระเบียงคนเดียว มัทรีเหลียวซ้ายมองขวาเห็นว่า ปลอดคนก็เข้าไปหาติรกาทันที
“คุณแม่คะ...มัท”
วันรบเข้ามาประกบอีกข้างทันที
“คุณแม่ยายครับ วันนี้ผมมีดีวีดีหนังเรื่องใหม่ล่าสุดมานำเสนอ ดูหนังไหมครับ เดี๋ยวผมเปิดให้”
“พี่รบ”
“ผมมีทั้งแบบคอมมิดี้ ดราม่าสะเทือนใจก็มีนะครับ”
มัทรีมองวันรบที่ตั้งท่าจะขัดขวางให้ได้
“มืดแล้ว มัทว่าคุณแม่ไปอาบน้ำดีไหมคะ มัทมีครีมทาผิวนำเสนอ หอมมากด้วย”
“ก็ดีจ๊ะ” ติรกาบอก
มัทรีดึงให้ติรกาลุก วันรบจะตาม
“คุณแม่จะไปอาบน้ำนะคะพี่รบ”
วันรบชะงัก มัทรียักคิ้วอย่างเหนือกว่าแล้วพาติรกาเดินออกไป วันรบมองตามคิดๆ จะทำยังไงดี รชานนท์เดินถือแก้วน้ำส้มเข้ามาพอดี วันรบเห็นเตือนใจเดินถือแก้วน้ำส้มเข้ามาด้วย วันรบปิ๊งไอเดียทันที

มัทรีดึงให้ติรกาเข้ามาในห้องพัก มัทรีมองๆจนแน่ใจ
“แล้วเขาไปไหนล่ะคะแม่”
“เขา”
“ผู้ชายคนนั้นน่ะค่ะแม่”
“มัท...คนที่มัทพูดถึงเป็นพ่อของมัทนะ แม่ว่า”
“แม่คะ มัทมีความจริงจะบอกกับแม่ค่ะ”
“ความจริงอะไรเหรอ”
“ก็ผู้ชายคนนั้นความจริงเขาไม่ได้อยู่กับแม่มาตลอดนะคะ”
ติรกาทำสีหน้าแปลกใจแต่ยังทำเป็นเนียนๆ
“มัทพูดอะไรแม่ไม่เข้าใจ”
“การที่แม่ตกบันได ทำให้แม่...”
มัทรีพูดยังไม่ทันจบประโยค วันรบก็เปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมภูมิใจนำเสนอ
“น้ำส้มมาแล้วครับ”
มัทรีหัวเสียขึ้นมาทันทีที่วันรบเข้ามาขัดจังหวะ
“พี่รบ! นี่ห้องคุณแม่นะคะ พี่เข้ามาทำไม”
“พี่ไม่ได้เข้ามาเองนะครับ พี่เข้ามาตามคำสั่งของคุณยาย”
“คุณยาย”
เตือนใจเดินเข้ามา
“ยายให้พ่อรบช่วยยกน้ำส้มมาให้ ทำไมเหรอยัยมัท”
“มัท”
มัทรีมองวันรบ วันรบขยิบตาให้ มัทรีอารมณ์ขึ้นมาทันที
“เสร็จแล้วก็ออกไปสิคะพี่รบ”
“จริงสิ ผมมีเรื่องจะคุยกับมัท ออกไปคุยกับผมหน่อยนะ”
มัทรียังดื้อ
“แต่มัทจะคุยกับคุณแม่”
“มันเป็นเรื่องงานคือ..คุณแก้วโทรมาอยากจะเปลี่ยนแบบห้องพักนิดหน่อยน่ะจ๊ะ”
มัทรีเชื่อทันที แล้วถามวันรบต่อ
“คุณแก้วจะเปลี่ยนตรงไหนเหรอคะ”
“ผมต้องไปเปิดดูแบบก่อน มัทไปดูกับผมหน่อยสิ”
“ค่ะ”
มัทรียอมเดินตามวันรบออกไปอย่างง่ายดาย
เตือนใจหันมาหาติรกา
“ยัยมัทพูดอะไรกับลูก”
“หนูว่า ลูกพยายามจะบอกหนูเรื่องหนูความจำเสื่อมค่ะ”
“มิน่า...ตารบถึงมาขอให้แม่ช่วยพาเข้ามาในห้อง คงคิดจะขวาง”
“ถ้าขวางก็แสดงว่าวันรบไม่อยากให้หนูจำได้สิคะแม่”
“ก็แหงสิ คิดถึงความเป็นจริง ถ้าติจำได้ ติก็คงไม่ให้ตารบแต่งงานกับยัยมัท ถูกไหม”
“ตกลงวันรบนี่เป็นคนดีหรือเปล่าคะแม่”
“ก็ลองคุยกับเขาดูบ้างสิ ปิดหูปิดตามันก็ไม่เห็นไม่ได้ยินหรอกนะ”
“แล้วนี่นนท์เขาไปไหนคะแม่ ไม่เห็นตั้งแต่เย็นแล้ว”
“ลากแม่พุทราออกไปไหนไม่รู้ เห็นว่าจะไปซื้อของในเมืองน่ะ ซื้อของกินมาตุนละมั้ง”
ติรกาพยักหน้ารับรู้

วันรบเดินนำมัทรีมานั่งที่ระเบียง
“คุณแก้วจะเปลี่ยนตรงไหนคะ”
วันรบเปิดไอแพดให้มัทรีดู แต่เป็นภาพมัทรีที่วันรบแอบถ่ายไว้อิริยาบถต่างๆ
“พี่รบคะ เปิดแบบที่จะให้แก้ให้มัทดูสิคะ”
“พี่ไม่รู้จะเปิดแบบไหนให้มัทดู เพราะงานของมัทสมบูรณ์แบบมาก”
มัทรีรู้ทันทีว่าโดนหลอก
“พี่รบหลอกมัท”
“พี่แค่ปกป้องความรักของเรา”
“มัทจะไปคุยกับแม่”
มัทรีลุกและกำลังจะเดินไป วันรบลุกตาม เป็นจังหวะเดียวกับที่รชานนท์ก้าวเข้ามาพอดี
“ป๋ากลับมาพอดีเลย คุณแม่ยายถามหาแน่ะครับ”
“พี่รบ”
“มีอะไรกันหรือเปล่า...”
วันรบกระซิบกับมัทรี
“พูดเลย ผมจะได้มีป๋ามาช่วยขวางมัทอีกคน”
มัทรีมองวันรบด้วยความโกรธ
“มัทไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก”
มัทรีเดินไปอีกทาง
“แกกับมัทมีเรื่องอะไรกัน”
“เด็กดื้อน่ะป๋า ป๋ารีบไปหาแม่ยายผมเถอะ ประกบติดอย่าให้มัทมาแทรกได้ก็พอ”
“อะไรของแกวะ”
วันรบทำเป็นหาวใส่
“ผมง่วงแล้ว กู๊ดไนท์ป๋า”
วันรบเดินไป รชานนท์พยายามจะเดาว่าเกิดอะไรขึ้น

มัทรีขับเรือเข้ามาจอดที่หน้าเกาะ รชานนท์ค่อยๆขยับตัวตื่น แต่ยังไม่เอาผ้าขนหนูออก มัทรีมองไปที่ทะเล ไม่เห็นใครตามมาก็สบายใจ ยิ้มกริ่มแล้วปีนลงไปที่ชายหาด ก่อนจะหันมาตะโกนเรียกติรกาด้วยสีหน้าร่าเริง
“ถึงแล้วค่ะคุณแม่”
รชานนท์เหยียดกายลุกขึ้นนั่งแล้วเปิดผ้าออก ดึงหูฟังออก พลางบิดขี้เกียจแล้วมองไปรอบๆ มัทรีตะลึงที่เห็นรชานนท์
“คุณ”
“มาถึงเกาะแล้วเหรอ”
“คุณมาอยู่บนเรือได้ยังไง แล้วคุณแม่ล่ะ คุณแม่ไปไหน” มัทรีถามรัว
รชานนท์หยิบอูคูเลเล่ขึ้นมาสะพาย
“ก็แม่เขาบอกว่าจะไปตามคุณยายให้พ่อมาที่เรือก่อน พ่อเห็นว่านานก็เลยนอนรอแล้วก็หลับไปเลย แล้วนี่แม่กับคุณยายลงไปที่เกาะแล้วเหรอ”
“โอ้ย มัทอยากจะบ้าตาย คุณร่วมมือกับพี่รบใช่ไหม ตั้งใจขัดขวางไม่ให้มัทบอกความจริงกับแม่”
“ความจริง..ความจริงเรื่องอะไร”
มัทรีขัดใจเดินหนีขึ้นฝั่ง รชานนท์กระโดดลงจากเรือตามมัทรีทันที

เตือนใจตกใจมากที่ได้ยินความจริงจากปากวันรบ
“ยัยมัทจะบอกแม่ติเรื่องความจำเสื่อมเหรอ”
ติรกาขยับเข้ามายืนฟังอยู่มุมหนึ่งทางด้านหลังของวันรบ
“ครับ..มัทเขามองว่า การที่ป๋าใกล้ชิดคุณแม่ยายมันเป็นการฉวยโอกาสจากการที่คุณแม่ยายป่วยน่ะครับ”
เตือนใจมองวันรบแล้วถาม
“แล้วตานนท์ฉวยโอกาสจริงๆ เหรอเปล่าล่ะ”
“ไม่ครับ..ป๋าไม่ได้ฉวยโอกาส แต่ป๋ากำลังสร้างโอกาสเพื่อไถ่โทษจากคนที่ป๋ารัก ทั้งคุณแม่ยาย ทั้งมัท ผมไม่เคยเห็นป๋าห่วงและเอาใจใส่ใครเท่ากับคุณแม่ยาย ผมเชื่อว่าป๋าทำเพราะรักครับ”
เตือนใจมองผ่านวันรบไปสบตากับติรกาที่ยืนอยู่ ติรกาหลบตาเดินออกไปอีกทาง เตือนใจเดินตามไป วันรบมองตาม
“แล้วไปด้วยกันแบบนั้น จะเป็นเรื่องไหมเนี่ย” วันรบพูดขึ้น

ด้านมัทรีกำลังเดินหน้างอลุยน้ำขึ้นมาบนเกาะ รชานนท์ลุยน้ำตามขึ้นมา
“มัท..ฟังพ่อก่อนซิลูก”
มัทรีไม่ฟังเอาแต่เดินหนี
“มัทไม่ฟัง คุณไม่ต้องแก้ตัว”
“มัท..พ่อไม่เคยเอาเปรียบแม่นะ” รชานนท์ยืนยัน
“มัทไม่เชื่อ คุณเป็นคนแบบไหน มัทรู้มัทเห็นมาตลอด ผู้ชายเจ้าชู้อย่างคุณคิดจะหลอกให้แม่ใจอ่อน แล้วคุณก็จะทิ้งให้แม่เสียใจเหมือนที่คุณเคยทำ”
รชานนท์พยายามอธิบาย
“มัท ถ้ามัทไม่ฟังพ่อแล้วมัทจะรู้ได้ยังไงว่าพ่อทำแบบนั้นจริงๆ”
“อ๋อ..นี่คุณจะบอกว่าตัวเองไม่ผิดใช่ไหม เห็นแก่ตัว คอยดูนะ มัทจะบอกความจริงกับแม่ คุณจะต้องชดใช้ความผิดที่คุณหลอกแม่”
“มัท..ลูก”
“อย่าคิดห้ามมัทซะให้ยากเลยค่ะ”
“พ่อไม่ได้คิดจะห้าม แต่ถ้ามัทอยากบอกความจริงกับแม่ มัวแต่เดินหนีแบบนี้มันเสียเวลา พ่อว่าขึ้นเรือแล้วกลับเข้าฝั่งไหม”
มัทรีชะงักคิด แม้จะเห็นด้วยกับที่รชานนท์พูดแต่หันหลังกลับมามองรชานนท์อย่างงอนๆ รชานนท์จะลุยทะเลกลับไปที่เรือ ทันใดนั้น มัทรีเห็นเรือยางที่โดนคลื่นพัดออกไปไกล
“เรือ เรืออย่าไป”
มัทรีรีบวิ่งลงไปในทะเล รชานนท์ตกใจรีบตามมัทรีลงทะเล และร้องเรียกชื่อเพื่อเตือนสติ
“มัท”
มัทรีกับรชานนท์วิ่งไปจนน้ำเริ่มลึก แต่เรือยิ่งไกลออกไปทุกที
“เรือ” มัทรีร้องเรียก
มัทรียังคงวิ่งตามเรือไป รชานนท์ตามมาคว้าตัวมัทรีไว้
“มัท อย่าไปลูก”
“จะดึงมัทไว้ทำไม เพราะคุณคนเดียวเลย คุณทำทุกอย่างพังหมด เห็นไหมว่าเรือมันลอยไปแล้ว”
“แล้วทำไมมัทไม่ทิ้งสมอไว้ล่ะลูก มัทไม่ทิ้งสมอเรือมันก็ลอยสิ” รชานนท์บอก
“มัทจะรู้ไหมว่าต้องทิ้งสมอเรือด้วย ทำไมมัทต้องมาติดเกาะ ทำไมๆๆ มัทเกลียดคุณ” มัทรีร้องโวยวาย
“มัท พ่อไม่ได้เป็นคนทำให้เรามาติดเกาะแบบนี้นะ”
“คุณจะโทษว่าเป็นความผิดมัทใช่ไหม” มัทรีพาลไปหมด
“มัท พ่อไม่ได้ว่ามัท มัทไม่ฟังเอาแต่โวยวายแล้วจะรู้เรื่องไหม”
มัทรียิ่งใส่อารมณ์กับรชานนท์หนักขึ้น
“ใช่สิ มัทไม่ฟังใคร มัทโวยวาย ส่วนเกินชีวิตทำอะไรมันก็ผิดหมด ผิดตั้งแต่เกิดมาเป็นลูกคุณแล้ว”
รชานนท์ได้ยินแล้วสะเทือนใจ มัทรีเดินหัวเสียขึ้นไปบนฝั่ง รชานนท์รีบตามไป

มัทรีเดินจ้ำๆกลับขึ้นมาบนฝั่งอย่างหัวเสีย รชานนท์เดินตามมาติดๆ
“มัท ฟังพ่อก่อนสิลูก พ่อไม่ได้ว่ามัทผิดเลยนะ”
มัทรีหันกลับมาหารชานนท์
“ถ้ามัทไม่ผิด แล้วทำไมคุณต้องทำร้ายมัทด้วย คุณไม่ผิด มัทไม่ผิด..แล้วใครผิด แม่งั้นเหรอ แม่ผิดด้วยเหรอที่อยากให้มัทเกิดมา ผิดมากจนคุณต้องทิ้งเราสองคน ผิดมากใช่ไหม”
“มัท นี่มันคนละเรื่องแล้วนะ มัทฟังพ่อ”
“มัทไม่ฟัง”
รชานนท์หัวเสียกับมัทรีจนลืมตัวและพูดเสียงดัง
“พ่อบอกให้ฟัง”
มัทรีชะงักทันที อึ้งที่โดนรชานนท์ตะคอก รชานนท์เห็นสีหน้ามัทรีก็รู้สึกตัวว่าใช้อารมณ์เกินไป
“มัท พ่อ..ไม่ได้ตั้งใจ”
“ไม่ได้ตั้งใจ คุณจะบอกว่าที่คุณทิ้งแม่ก็ไม่ได้ตั้งใจ ที่มัทเกิดคุณก็ไม่ได้ตั้งใจด้วยใช่ไหม”
รชานนท์อึ้งไปที่เห็นมัทรีน้ำตาคลอ
“พ่อ..พ่อไม่...”
มัทรีเสียงดังแทรกขึ้น
“มัทเกลียดคุณ คุณทำลายชีวิตของมัท”
รชานนท์สะเทือนใจที่ได้ยินเช่นนั้น
“มัท..พ่อ”
“คุณไม่ใช่พ่อของมัท” มัทรีพูดแล้วเดินหนีรชานนท์อีก
“ฟังพ่อก่อนมัท”
ยิ่งรชานนท์เดินตาม มัทรียิ่งเดินหนี มัทรีเดินไปทางโขดหินเตี้ยๆ ไม่สูงนัก รชานนท์ห่วงมัทรีเพราะเห็นว่าตรงข้างหน้าโขดหินค่อนข้างห่าง
“มัท..ตรงนั้นมัน” รชานนท์พยายามจะเตือนมัทรี มัทรีก้าวไปตามโขดหินแต่ไม่วายหันมาเสียงดังใส่
“ไม่ฟัง”
“มัท ตรงนั้นมัน...”
“มัทไม่ฟัง”
หลังมัทรีหันกลับมาใส่อารมณ์กับรชานนท์แล้วหันกลับไปเดินต่อ โดยไม่ได้สังเกตว่า ก้าวต่อไปไม่มีก้อนหินแล้ว มัทรีหน้าทิ่ม รชานนท์ตกใจ รีบวิ่งคว้าตัวมัทรีไว้
“ระวัง”
รชานนท์คว้าตัวมัทรี แต่ตัวเองเสียหลัก หงายหลังจนหน้าผากสะบัดไปชนกับหิน มัทรีตั้งตัวได้เงยหน้าขึ้นมาก็รู้ตัวว่ารชานนท์กอดอยู่ด้วยสีหน้าห่วงใย รชานนท์ห่วงมัทรีจนลืมความเจ็บของตัวเอง
“มัทเป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
มัทรีรีบผละออกจากรชานนท์ขึ้นมานั่ง
“ไม่เป็นไร”
มัทรีลุกขึ้นจะจ้ำหนีอีก รชานนท์จะลุกตาม แต่พอลุกแล้วเกิดอาการมึน รชานนท์เซไปเล็กน้อย มัทรีที่จ้ำไปล่วงหน้า รู้สึกว่ารชานนท์ไม่ตามมา ก็หันกลับไปมองเห็นรชานนท์เซพอดี
“คุณ คุณเป็นอะไร”
รชานนท์ยังคงฝืน ฟ้าครึ้มด้วยเมฆฝนที่ตั้งเค้ามาทะมึน รชานนท์บอก
“พ่อไม่เป็นไร แต่ฟ้ามันครึ้ม ๆ นะ พ่อว่าเราต้องหาที่สำหรับหลบฝน”
มัทรีแม้จะมีสีหน้าเคืองรชานนท์ แต่ก็เห็นจริงกับรชานนท์
“บนโน้นมีช่องหิน คงหลบได้”
มัทรีพูดจบก็เดินไปโดยไม่รอรชานนท์ รชานนท์เดินตามด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม

ฝนบนฝั่งเริ่มตกหนัก วันรบกับติรกาเดินสวนกันไปมาที่ระเบียงบ้านพัก เตือนใจกับพุทรายืนกระวนกระวายไม่แพ้กัน
“นี่มันมืดแล้วนะทำไมสองคนนั้นยังไม่กลับมาอีก เกาะนั้นมันไกลมากเหรอวันรบ” ติรกาถาม
“ไม่ครับ ออกจากฝั่งไปไม่ถึงยี่สิบนาที”
“แล้วทำไมป่านนี้ถึงยังไม่กลับ ถ้ามัทเจอรู้ว่าในเรือไม่ใช่ฉันก็น่าจะกลับมาแล้วสิ”
“หรือว่าคุณนนท์กับคุณมัทมีเรื่องกันจน” พุทราพูดขึ้น
วันรบกับติรกาชะงักถึงกับหน้าเสียในทันที
“แม่พุทรา ถ้าหล่อนปิดปากไม่เป็น ฉันจะจัดการให้ เอาไหม” เตือนใจบอก
พุทรารีบยกมือไหว้อย่างสำนึกผิด
“พุทราขอโทษค่ะ พุทราคิดไปตามเหตุการณ์”
ชาวบ้านวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาที่บ้านพักริมทะเล
“คุณคะ คุณ”
พุทรารู้หน้าที่รีบวิ่งเข้าไปหาชาวบ้านทันที สักครู่เดียว... พุทราก็วิ่งกลับมาด้วยสีหน้าตกใจ ติรกา วันรบ และเตือนใจรู้ทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว พุทรารายงานทันที
“คุณติ ชาวบ้านเขาเจอเรือสปีดโบ๊ทที่คุณมัทขับออกไปค่ะ”
“แล้วยัยมัทล่ะ” ติรกาถามขึ้น
วันรบกับเตือนใจมองอย่างรอคอยคำตอบ
“เขาบอกว่าบนเรือไม่มีคนค่ะ”
วันรบรีบวิ่งไปถามรายละเอียดกับชาวบ้านทันที
“เรืออยู่ไหน พาผมไปที”
ชาวบ้านรีบพาวันรบไป ติรกา เตือนใจ พุทรารีบตามวันรบไป

ฝนยังตกอยู่ ... วันรบวิ่งมาที่ท่าเรือ เห็นเรือยางที่จอดอยู่ วันรบรีบลงไปในเรือ พุทราแวะถามชาวบ้านอีก ติรกา เตือนใจรีบตามวันรบลงไปในเรือด้วย
“กระเป๋ากับกล่องแซนวิชก็ยังอยู่ เรือมันดูปกติไม่มีร่องรอยเสียหาย แล้วมัทกับป๋าหายไปไหน”
พุทรารีบวิ่งมารายงานข่าวคืบหน้าอีก
“คนเรือเขาบอกว่า เขาออกเรือไปแล้วจำได้ว่าเป็นเรือของเรา เขาเห็นลอยอยู่กลางทะเลไม่มีคนขับก็เลยลากเข้ามาค่ะ”
“แล้วยัยมัทหายไปไหน” ติรกาพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเทา
ติรกากับเตือนใจหน้าเสีย ความคิดร้ายๆที่ถูกปรุงแต่งวิ่งเข้ามาเต็มหัวไปหมด
“แม่คะ จะทำยังไงดี มันเกิดอะไรขึ้น ลูกหนูจะเป็นอะไรหรือเปล่า” ติรกาของความเห็นจากเตือนใจ
พุทราปิดปากตัวเองไม่กล้าพูด
ฝนเริ่มตกแรงขึ้น วันรบคิดๆแล้วตัดสินใจและพูดขึ้น
“พุทรา พาคุณแม่ยายกับคุณยายขึ้นไปบนฝั่งก่อน”
วันรบเสียงดังด้วยอารมณ์ร้อนรนจนพุทรางง
“เร็วสิ”
“นายจะทำอะไร” ติรกาถามขึ้น
“ผมจะไปตามหามัทกับป๋า”
“พุทรา พาคุณแม่กลับไปก่อน” ติรกาสั่ง วันรบหันกลับไปมองที่ติรกา
“ฉันจะไปตามหายัยมัทกับนนท์เหมือนกัน”
“อย่าดีกว่าครับ ผมไปเองดีกว่า”
“ฉันจะไปด้วย”
“ไม่ได้ครับ ฝนตกแบบนี้มันอันตราย ผมไปคนเดียวดีกว่า”
“ฉันจะไปด้วย ฉันจะไปหาลูกฉัน” ติรกาดึงดัน
“ผมให้คุณแม่ไปไม่ได้ พุทราพาคุณแม่กลับไป”
“นายไม่มีสิทธิ์มาห้ามฉัน เรื่องวุ่นวายทั้งหมดเป็นเพราะฉัน ถ้าฉันบอกมัท...มัทก็คงไม่ทำแบบนี้”
“คุณแม่ครับ ผมขอร้องกลับไปเถอะครับ ผมไม่อยากเสียเวลา ผมจะไปตามหามัท”
“ถ้าเธอไปได้ ฉันก็ไปได้”
“คุณแม่ยายครับผมขอร้อง ขึ้นไปรอบนฝั่ง”
“ฉันจะไปตามหาลูกฉัน”
“ไม่ได้ครับ มันอันตราย ถ้าคุณแม่ยายเป็นอะไรไป ผมจะตอบมัทกับป๋าว่ายังไง ไม่ได้ครับ”
ติรกาไม่ยอมวันรบรีบวิ่งไปจะสตาร์ทเรือ แต่วันรบเข้าไปแย่งไม่ยอมให้สตาร์ทจนยื้อยุดฉุดแย่งกันไปมา เตือนใจทนไม่ไหวรีบคว้านกหวีดจากคอของพุทราวิ่งเข้าไปเป่าใส่วันรบกับติรกา ปรี๊ด! วันรบกับติรกาชะงักทันที
“ไม่ต้องไปทั้งสองคน กลับขึ้นฝั่ง”
ติรกากับวันรบร้องขึ้น
“คุณแม่ / คุณยาย”
“ ฉันรู้นะว่าเธอสองคนรักและห่วงยัยมัทมาก แต่ช่วยมีสติกันหน่อยได้ไหม”
“คุณยายครับ..ผม”
เตือนใจ พูดกับวันรบ
“ฝนตกแบบนี้ ถ้าเธอออกไปแล้วเจอพายุเป็นอะไรไปแล้วจะช่วยยัยมัทได้ยังไง”
จากนั้นเตือนใจหันไปพูดกับติรกา
“อย่าเพิ่งแตกตื่น มันอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้ รอให้ฝนหยุดแล้วเราค่อยออกตามหา ฉันขอสั่งนะ ห้ามทุกคนออกไปตอนนี้ ขึ้นฝั่งทุกคน”
น้ำเสียงเตือนใจเด็ดขาด วันรบกับติรกายังนิ่งเฉยอยู่
“ถ้าเธอสองคนไม่ฟังฉันก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่ ว่ายายอีก เราขาดกัน พุทรา ขึ้นฝั่ง”
“ค่ะ ค่ะ”
พุทรารีบมาประคองเตือนใจลงจากเรือพาขึ้นฝั่ง วันรบหัวเสียทำอะไรไม่ได้ได้แต่ตะโกนไปในทะเล
“โธ่โว้ย มัท มัทรี”
ติรกาเริ่มเห็นความเป็นห่วงที่วันรบมีต่อมัทรี









Create Date : 24 มีนาคม 2555
Last Update : 24 มีนาคม 2555 1:45:55 น.
Counter : 235 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]