All Blog
แม่ยายที่รัก ตอนที่ 6


มัทรีเดินออกมาที่หน้าบ้าน ก็เห็นว่าบริเวณหน้าบ้านถูกจัดแต่งให้เป็นงานปาร์ตี้เล็ก ๆ ธงฉานกับสมภพกำลังนั่งชนแก้วกันอยู่ โดยมีติรกากับพุทรายืนอยู่ที่มุมหนึ่ง ติรกายืนมองบรรยากาศด้วยรอยยิ้ม รปภ.แจ่มยืนอยู่กับเตือนใจที่กำลังยืนหน้าหงิก

มัทรีเดินเข้าไปถามเตือนใจ “นี่มันอะไรกันคะคุณยาย”
“พี่กับอาสมภพมาจัดปาร์ตี้ปลอบใจให้วันรบจ๊ะน้องมัท” ธงฉานตอบแทน
“ปาร์ตี้ปลอบใจ?” มัทรีงง
“อากับธงฉานมาร่วมนับถอยหลังดูความล้มเหลวของนายวันรบที่หาสินสอดมาไม่ทันเวลาจ๊ะ” สมภพบอก
“เอ้า ระยอง!” ธงฉานยื่นแก้ว
“ชน!” ติรกาแก้มุกให้
สมภพ ธงฉานและติรกาชนแก้วกันด้วยความดีใจ “เย้!”
“มัทว่าดีใจเร็วไปมั้งคะ ระวังจะดีใจเก้อนะคะ” มัทรีมั่นใจ
“หนูมัทไม่ต้องกังวลนะ ถึงวันรบจะพลาดแต่ธงฉานของอาพร้อมจะดูแลหนูมัทเสมอ” สมภพรีบบอก
“คุณอาสมภพอยู่เฉยๆ ดีไหมคะ เก็บผมหงอกไว้กับตัวจะดีกว่านะคะ” มัทรีว่า
“หมายความว่ายังไง” สมภพฉุน
“คุณมัทหมายความว่า แก่แล้วอยู่ส่วนแก่” แจ่มขยายความ
“หรือ..อย่ายุ่งถ้าไม่อยากโดนถอนหงอกน่ะค่ะ” พุทราเสริม
สมภพได้ยินก็ถึงกับสะอึก เตือนใจยิ้มแล้วยกนิ้วให้แจ่มกับพุทราด้วยความชอบใจ
“ตาแจ่ม พุทรา! ยัยมัท นี่จะก้าวร้าวเกินไปแล้วนะ” ติรกาตำหนิ
“ก็อย่าก้าวล้ำเส้นมัทสิคะ ความอดทนมัทมีขีดจำกัดเหมือนกันนะคะ” มัทรีบอก
“ยัยมัทเราเป็นเด็กนะ” เตือนใจปราม
“ขอโทษค่ะ ถ้าเห็นว่ามัทก้าวร้าว แต่ถ้าผู้ใหญ่ทำร้ายจิตใจเด็ก เด็กไม่มีสิทธิ์พูดเลยเหรอคะ รู้ไหมคะว่า ถ้าอยากให้เด็กนับถือ ก็ต้องทำตัวให้น่านับถือด้วย” มัทรีโกรธ “ดีใจกันไปเถอะค่ะ เพราะรบต้องมาทันเวลาแน่นอน”
พูดจบมัทรีก็เดินกลับเข้าบ้านไป
“โดนขนาดนี้ เป็นฉันนะ ฉันอายกลับบ้านไปแล้ว” เตือนใจหันไปทางสมภพกับธงฉาน “นอกจากหน้าหนาจริงๆ ถึงไม่รู้สึก” เตือนใจพูดแล้วเดินออกไป
“นั่น..ยังไม่สำนึก” พุทราเซ็ง
“หนาจริงๆ” แจ่มกับพุทราประสานเสียง
พุทราเชิดใส่แล้วเดินตามเตือนใจออกไปอีกคน
“ผมว่า.” แจ่มเห็นทุกคนที่เหลือหันมามอง “ผมไปเฝ้าประตูดีกว่า” พูดจบแจ่มก็รีบเดินไป “เกือบไปแล้ว”
“คุณติครับ” สมภพเรียก
ติรกาหมดอารมณ์จึงเดินหนีไปโดยไม่สนใจใยดีสมภพกับธงฉานเลย
"เอาไงดีอา” ธงฉานถาม
“กลับสิวะ” สมภพแค้น “ยัยมัทรีรอให้แม่แกอยู่ในกำมือฉันก่อนเถอะ ฉันจะเอาคืนให้สาสม”
“อา..ไอ้วันรบมันจะหาเงินได้ทันไหมอา” ธงฉานเริ่มหวั่นใจ
“ไม่มีทาง แกรอเป็นเจ้าบ่าวได้เลย หน้าอย่างไอ้รบหาเงินสิบล้านมาไม่ได้หรอก” สมภพมั่นใจ

หีบไม้ใบใหญ่ที่อยู่กลางหลุมถูกขุดขึ้นมาอีก วันรบ รชานนท์ และพชรตื่นเต้นที่ขุดเจอหีบใหญ่ซึ่งมีกุญแจล็อคอยู่
“เฮ้ยไอ้รบ พ่อแกขโมยเงินเยอะจนต้องใส่หีบใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอวะ” พชรถาม
“มันน่าฟ้องแม่จ๋าจริงๆ” อาไทว่า
“ไอ้รบ เปิดดูเลย” รชานนท์สั่ง
วันรบพยักหน้าแล้วไขกุญแจเปิดหีบออกอย่างช้าๆ
วันรบเปิดหีบออกดูแล้วก็ถึงกับอึ้ง ทุกคนมองไปในหีบแล้วก็อึ้งเช่นกัน

รชานนท์ขับรถมาตามทางหลวงสายสุพรรณบุรี - ราชบุรี โดยที่พชรนั่งถือสมุดบัญชีลูกหนี้เล่มเก่าอยู่ในมือ
“โอ้โห ลูกหนี้พ่อไอ้รบมีเป็นร้อย พ่อแกคิดดอกโหดนะเนี่ย” พชรว่า
“ช่วยผมนับเงินก่อนเถอะพี่ ผมร้อนใจ” วันรบบอก
ในมือของวันรบมีเหรียญบาทอยู่หลายเหรียญ วันรบกับพชรช่วยกันนับเหรียญบาทอยู่ที่เบาะหลัง รชานนท์ขับรถไปก็หันมามองลุ้นเป็นระยะๆ
วันรบหยิบเหรียญบาทที่เหลืออยู่ในมือขึ้นมาหนึ่งเหรียญ
“เงินเก็บผมบวกเงินที่เบิกจากพี่ระ บวกกับของพ่อรวมทั้งหมดเก้าล้านเก้าแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบแปด” วันรบบอก
พชรหยิบเหรียญบาทอีกเหรียญขึ้นมาแล้วพูด
“เก้าล้านเก้าแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า”
วันรบหยิบเหรียญบาทขึ้นมาอีกหนึ่งเหรียญแล้วยิ้มดีใจ
“สิบล้าน!” ทั้งสามคนพูดพร้อมกัน
ทั้งสามเฮลั่นรถทันที
“ไม่น่าเชื่อ...ผมหาเงินสิบล้านเป็นค่าสินสอดได้แล้ว !” วันรบพูดอย่างดีใจ
“ต้องยกความดีความชอบให้พ่อแกไอ้รบ” รชานนท์บอก
“ใช่ ๆ ถ้าไม่มีหีบสมบัติหีบนี้ รับรองแกอดแต่งงานกับน้องมัทแน่!” พชรเสริม
ในหีบสมบัติของกำนันเรืองมีเงินสดปึกใหญ่หลายปึกมัดรวมกัน นอกจากนั้นยังมีสร้อยทองอีกหลายสิบเส้นและทองคำแท่งอีกหลายสิบแท่ง วันรบหยิบมือถือขึ้นมา
“ผมว่าเราโทรไปแจ้งข่าวดีกับว่าที่แม่ยายผมดีกว่า ว่าเรากำลังจะเอาค่าสินสอดไปให้”
“อย่าเพิ่งไอ้รบ... รอให้ไปถึงก่อนแล้วค่อยโทร” รชานนท์บอก
“ใช่ๆ คุณนายไหน้ำปลาจะได้หนีไปไหนไม่ได้” พชรเห็นด้วย
วันรบได้ฟังก็เห็นด้วย ทั้งสามคนหัวเราะลั่นกับความสำเร็จครั้งนี้ ขณะนั้นนาฬิกาในรถบอกเวลา “22.50 น.”

เสียงนาฬิกาในบ้านเตือนใจบอกเวลา 23.00 น. มัทรีมองนาฬิกา สองมือของเธอประสานกันแน่นด้วยความเครียด เตือนใจเดินมานั่งลงข้างๆ ก่อนจะเอามือวางบนบ่าหลานสาวแล้วบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ
ติรกาเดินมาที่นาฬิกาแล้วเหลือบมองด้วยสีหน้าพอใจ
“อีกหนึ่งชั่วโมงเที่ยงคืน”
“รบต้องมาแน่ ๆ” มัทรีมั่นใจ
ติรกาหงุดหงิดแต่ก็คิดว่าตัวเองชนะแน่เลยพยายามเก็บอาการไว้ ทันใดนั้นมือถือของติรกาก็ดังขึ้น ติรกาหยิบขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์วันรบ ติรกาดูนาฬิกาข้อมือแล้วก็ยิ้มเยาะก่อนจะกดรับสาย
“ว่ายังไงนายวันรบ ใกล้จะเที่ยงคืนแล้วนะ”
มัทรีกับเตือนใจได้ยินชื่อวันรบก็ตกใจ
“จะโทรมาขอเลื่อนเวลาล่ะสิ ขอโทษนะฉันพูดคำไหนก็คำนั้น!!” ติรกาพูดใส่โทรศัพท์ แต่พอนิ่งฟังสักครู่เธอก็อึ้งไป “ว่าไงนะ แกหาเงินสิบล้านได้แล้ว!!”
มัทรีกับเตือนใจมองหน้ากันอย่างมีความหวัง
“รบหาค่าสินสอดได้แล้ว” มัทรีดีใจ
“ปาฏิหาริย์มีจริง! เยส!” เตือนใจยินดีกับหลานสาว
ติรกาเหลือบมองมัทรีกับเตือนใจอย่างไม่พอใจแล้วพูดโทรศัพท์ต่อ
“หาเงินได้ แต่ถ้ามาไม่ทันเที่ยงคืนก็ไม่มีประโยชน์ จากสุพรรณมาราชบุรีไม่ใช่ใกล้ ๆ” ติรกานิ่งฟังแล้วก็อึ้งไปอีก “เป็นไปไม่ได้!!”
ทันใดนั้นทุกคนก็ได้ยินเสียงแตรรถของรชานนท์ดังมาจากถนนหน้าบ้านติรกา

รชานนท์ขับรถเข้ามาในโรงงานโอ่งแม่เตือน ติรกาเห็นก็ถึงกับอึ้ง
“พวกนั้นมาถึงแล้ว” ติรกาช็อค
เตือนใจเฮลั่น
“เสียใจด้วยนะคะแม่ รบหาค่าสินสอดมาได้ทันเวลา หนูบอกแล้วว่ารบทำทุกอย่างเพื่อความสุขของหนู” มัทรีดีใจ
“ถ้าเอาเงินมาให้แม่ไม่ทันเที่ยงคืน ก็ถือว่าผิดสัญญาอยู่ดี”
พูดจบติรกาก็คว้ากระเป๋าของตัวเองแล้ววิ่งออกจากบ้านไปทันที มัทรีกับเตือนใจมองติรกาด้วยความนิ่งสงบเพราะทั้งสองคิดอยู่แล้วว่าติรกาต้องเล่นไม้นี้

ติรกาวิ่งมาที่รถของตัวเองแล้วรื้อหากุญแจรถในกระเป๋าแต่ก็หาไม่เจอ สักพักเตือนใจกับมัทรีก็เดินตามออกมา
“หานี่อยู่เหรอลูก” เตือนใจพูด
ติรกาหันไปก็เห็นแม่ของตัวเองกำลังชูกุญแจรถของเธออยู่
“คิดว่าหนูจะยอมให้แม่หนีเหรอคะ” มัทรีพูดเสียงเข้ม

รถของรชานนท์แล่นมาใกล้ถึงหน้าบ้านเตือนใจ รชานนท์ วันรบและพชรยื่นหน้าออกมาจากรถแล้วโบกมือด้วยความดีใจ
“คุณแม่ยายครับ ลูกเขยมาแล้วครับ” วันรบตะโกนลั่น
มัทรีกับเตือนใจดีใจที่เห็นวันรบมาทันเวลา ติรกามองไปที่หมอนทองของเตือนใจก็เห็นว่ากุญแจเสียบคาไว้ เธอจึงตัดสินใจขึ้นไปขี่หมอนทองแล้วสตาร์ทรถทันที
“ฉันไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก!” ติรกาบอก
แล้วติรกาก็ขับรถหนีออกไปทันที
รชานนท์เห็นติรกาขี่มอเตอร์ไซต์ออกไปก็ตกใจ “อ้าวกระแต!! จะหนีไปไหน”
“ขับตามไปเลยป๋า! อย่าให้หนีไปได้!” วันรบบอก
รชานนท์เลี้ยวรถแล้วขับตามติรกาไปทันที

ติรกาขี่หมอนทองหนีพวกวันรบไปตามถนนราชบุรีด้วยความเร็วสูง รชานนท์ขับรถตีคู่มาทางขวาก่อนจะบีบแตรใส่ติรกา
“กระแต จอดรถเดี๋ยวนี้!” รชานนท์ตะโกน
ติรกาไม่ยอมจอด เธอเร่งความเร็วอีก
“จอดให้โง่สิ!” ติรกาตะโกนหลับไป
ทันใดนั้นเสียงแตรรถอีกคันก็ดังขึ้น ติรกาหันไปมอง เธอเห็นมัทรีขับรถของติรกาตีคู่มาอีกด้าน
เตือนใจชะโงกหน้าออกมาจากรถแล้วพูดกับลูกสาว
“ยายติ ขับเร็วแบบนี้มันอันตราย!! จอดเถอะลูก”

ติรกาพยายามเร่งความเร็วหนีรถของรชานนท์และรถของมัทรี เธอก้มดูนาฬิกาข้อมือก็เห็นว่าเป็นเวลาห้าทุ่มพอดี ติรกายิ้มอย่างมีความหวัง
“อีกชั่วโมงเดียวจะพ้นเที่ยงคืน ต้องหนีไปให้ได้!” ติรกาพูดกับตัวเอง
พอติรกาเงยหน้าขึ้นมองถนนก็ถึงกับอึ้งเมื่อเห็นป้ายปิดประกาศว่าทางข้างหน้ามีการซ่อมถนนตั้งอยู่ ทุกคนทั้งที่อยู่ในรถรชานนท์และรถติรกาอึ้งทันที ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเบรกดังลั่น รชานนท์กับมัทรีเบรกรถจอดอยู่กลางถนนก่อนจะถึงทางที่ปิดซ่อมถนน

ติรกาตัดสินใจขับหลบป้ายซ่อมถนนเข้าไปในทางข้างหน้า เธอหันไปมองก็เห็นว่าพวกมัทรีกับพวกวันรบไม่ตามมาก็ยิ้มอย่างสะใจ
“มันต้องใจเด็ดอย่างฉันถึงจะชนะ!”
ติรกาหันกลับมามองถนนแล้วกรี๊ดลั่น เธอเห็นรถบรรทุกคันใหญ่จอดขวางอยู่เต็มถนน ติรกากรี๊ดลั่นก่อนจะหักรถลงข้างทาง ติรกาเลี้ยวหมอนทองลงข้างทางแล้วก็เสียหลักล้มคว่ำไปกับพื้น

กลุ่มวันรบและมัทรีเห็นติรกาล้มคว่ำก็ตกใจจนร้องลั่น
“แม่!!” มัทรีร้องลั่น
“กระแต!!” รชานนท์ตกใจ
ทั้งหมดรีบวิ่งไปหาติรกาทันที

นาฬิกาข้อมือของติรกาบอกเวลา 23.10น. ติรกานอนหมดสติอยู่บนพื้น หมอนทองล้มคว่ำอยู่ไม่ไกล เลือดไหลนองออกมาจากศีรษะของติรกา

ติรกานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล เลือดของเธอยังไหลไม่หยุด หมอและพยาบาลช่วยกันห้ามเลือดกันจ้าละหวั่น
"ห้ามเลือดก่อน" หมอสั่ง
"ความดันคนไข้ลดลงค่ะ" พยาบาลบอก
หมอหันไปดูเครื่องวัดสัญญาณชีพจร ก็เห็นชีพจรค่อย ๆ ลดระดับลงก่อนจะเปลี่ยนเป็นเส้นตรง
"ชีพจรคนไข้หยุดเต้น !” หมอตกใจ

เตือนใจและพุทรายกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
"เจ้าประคู้ณ... ขอให้คุณพระฯ ช่วยคุ้มครองแม่ติด้วยเถิด" เตือนใจยกมือท่วมหัว
"คุณติรกาสัญญาจะให้โบนัสสิ้นปีสามเท่า อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะคะ" พุทรายกมือไหว้ด้วย
"เข้มแข็งไว้นะครับคุณแม่ กระแตจะต้องไม่เป็นอะไร" รชานนท์ให้กำลังใจเตือนใจ
"พุทธังแคล้วคลาด... ธัมมังแคล้วคลาด... สังฆังแคล้วคลาด" พชรยกมือขึ้นพนม
รชานนท์หันไปมองพชรที่กำลังถอดสร้อยพระที่ห้อยคอออกมาใส่ไว้ในมือที่พนมอยู่ที่อก
"ปลุกยังไงก็ไม่มาหรอก พระท่านจำวัดหมดแล้ว" รชานนท์บอก
"แหะ ๆ เผื่อท่านรับจ๊อบรอบมิดไนต์" พชรยิ้มแหยๆ
วันรบส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา ก่อนจะหันไปปลอบมัทรีที่ยืนอยู่หน้าห้องด้วยท่าทางร้อนใจ
"แม่มัทต้องปลอดภัยครับ" วันรบบอก
มัทรีรู้สึกเหมือนจะร้องไห้เพราะใจคอไม่ดี

หมอรับเครื่องปั๊มหัวใจจากพยาบาลแล้วนำมาวางที่อกติรกา
หมอให้สัญญาณ "หนึ่ง... สอง... สาม... เคลียร์"
หมอกดปั๊ม ร่างติรกากระตุกตามแรงของเครื่องปั๊ม ก่อนจะล้มลงนอนแน่นิ่งตามเดิม หมอกดที่ปั๊มบนร่างติรกาอีกครั้ง
"หนึ่ง สอง สาม เคลียร์"
ร่างติรกากระตุกขึ้นมาอีก เส้นชีพจรบนหน้าจอกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะลดลงเป็นเส้นตรงอีกครั้ง หมอเริ่มเครียด พยาบาลสองคนรีบซับเหงื่อให้หมอ
พยาบาลที่เหลือวุ่นวายกับการพยายามช่วยชีวิตติรกา หมอยังคงปั๊มหัวใจให้อีกหลายครั้ง กระทั่งพยาบาลคนหนึ่งหันไปเช็คจอมอนิเตอร์ข้างเตียง
"คลื่นสมองไม่ตอบสนอง ระดับชีพจรไม่ขยับแล้วค่ะหมอ"
หมอมองร่างติรกาด้วยความเครียด ก่อนจะลดเครื่องปั๊มหัวใจในมือลงจนเสียงชีพจรดังยาว เส้นชีพจรบนหน้าจอวิ่งเป็นเส้นตรง หมอเลื่อนมือหยิบผ้าห่มสีขาวเลื่อนขึ้นมาคลุมหน้าติรกา แล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู
"คนไข้เสียชีวิต ห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที"
มัทรี วันรบ รชานนท์ พชร เตือนใจ และพุทราเข้ามาในห้องฉุกเฉินก็เห็นร่างแน่นิ่งของติรกา
"แม่...” มัทรีร้องเสียงดัง
"หมอขอแสดงความเสียใจด้วย เราทำเต็มที่แล้ว" หมอบอก
ทุกคนอึ้งและช็อคไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเฮลั่นห้องฉุกเฉินด้วยท่าทางดีใจ
"นางปิศาจโอ่งน้ำปลาไม่อยู่แล้ว" พชรบอก
"ถ้างั้นคุณรบก็ได้แต่งงานกับคุณมัทสิคะ" พุทราถาม
"พรุ่งนี้เช้าส่งตัวเข้าหอเลยก็ดี ไม่ต้องจัดพิธีให้วุ่นวาย" เตือนใจบอก
"ในที่สุดเราก็ได้อยู่ด้วยกัน" วันรบดีใจ
"มัทจะได้แต่งงานกับรบโดยไม่มีแม่ขัดขวางแล้ว" มัทรีดีใจเช่นกัน
แล้ววันรบกับมัทรีก็กอดกันด้วยความดีใจ พชรร้องโห่เอาฤกษ์เอาชัยเหมือนแห่ขันหมาก ทุกคนขานรับสามครั้ง สักพักหมอและพยาบาลก็เอากลองยาวจากใต้เตียงออกมาตีเป็นจังหวะครึกครื้น รชานนท์ วันรบ มัทรี และพุทรารำแต้กันอย่างสนุกสนาน

ติรกาที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลลืมตาขึ้นทันทีและกรีดร้องเสียงดัง
"ไม่นะ ฉันยังไม่ตาย ! ฉันยังไม่ตาย !!”
ติรกากระเด้งลุกขึ้นจากเตียงแล้วแหกปากโวยวายราวกับคนสติแตก จนหมอและพยาบาลต้องวิ่งกรูเข้ามาด้วยความตกใจ
"ใจเย็นก่อนค่ะคุณ" พยาบาลเตือนสติ
ติรกาตาพร่าเบอลจนเห็นหน้าหมอเป็นหน้ารชานนท์
"ฉันไม่ยอมให้ไอ้รบแต่งงานกับยายมัท ฉันไม่ยอมให้คุณแย่งลูกไปฉันไม่ยอม.... กรี๊ด"
ติรกากระโดดตะปบหน้าหมอ แล้วข่วนไม่ยั้ง จนพยาบาลต้องรีบเข้ามาช่วยแยกออกไป
"โอ๊ย.... ช่วยผมด้วย" หมอร้อง
"ว้าย ปล่อยคุณหมอนะคะ" พยาบาลเข้ามาห้าม

มัทรี วันรบ รชานนท์ เตือนใจ พชร และพุทราซึ่งยืนรออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินได้ยินเสียงโวยวายภายในห้องก็หันมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ สักพักหมอก็ผลักประตูออกมาในสภาพยับเยินและเต็มไปด้วยรอยข่วน
"ใครเป็นญาติคุณติรกา" หมอถาม
"ฉันเป็นลูกสาวค่ะ" มัทรียกมือ
พชรชี้เตือนใจ "นี่เป็นแม่" เขาชี้วันรบ "ว่าที่ลูกเขย" เขาชี้รชานนท์ "เพื่อนลูกเขย" แล้วชี้ตัวเอง "เจ้านายลูกเขย” พชรกำลังจะชี้พุทรา "แล้วก็...”
"พอ ! หมอไม่ได้สำรวจสำมะโนครัวประชากร" หมอเซ็ง
หมอหันกลับไปทางห้องฉุกเฉิน แล้วเข้าไปช่วยพยาบาลทั้งผลักทั้งดันตัวติรกาที่กำลังโวยวายให้ออกมา
"ปล่อย... ฉันจะเอาลูกคืน" ติรกาโวยวาย
"ลูกสาวคุณอยู่นี่ครับ ราตรีสวัสดิ์" หมอรีบตัดบท
พูดจบหมอและพยาบาลจะปิดประตูหนี แต่วันรบกระโดดไปยื้อไว้
"อ้าว ... หมอปล่อยให้คนเจ็บกลับบ้านเลือดโชกอย่างนี้ได้ไง" วันรบถาม
"แค่ช็อกหมดสติ พึ่งยาดม ยาลม ยาหอมก็พอ" หมอบอก
"แล้วเลือดที่ตัวคุณติรกาล่ะคะ" พุทราถาม
"เลือดวัว ล้างก็ออก" หมอบอก
ทุกคนตกใจพร้อมกัน "เลือดวัว !”
เตือนใจยิ้มเจื่อนๆ "เอ่อ... คงเป็นถุงลาบเลือดของฉันเอง"
"แม่แอบซื้อลาบเลือดมากินอีกแล้วเหรอ" ติรกาถาม
เตือนใจเขินเพราะถูกจับได้ “แม่ฝากไว้กับเจ้าหมอนทองจนลืม สงสัยถุงลาบเลือดจะแตกตอนแม่ติรถคว่ำ แหะๆ"
พชรหันไปเห็นนาฬิกาติดผนังของโรงพยาบาลบอกเวลาห้าทุ่มสามสิบจึงรีบบอกวันรบ
"เฮ้ย ... ใกล้หมดเวลาเคลียร์ค่าสินสอดแล้ว"
วันรบ รชานนท์หันไปหามัทรีแต่ก็ไม่เจอ พวกเขาเห็นหลังไว ๆ ว่าติรกาปิดปากและลากตัวมัทรีให้หนีไป เสียงมัทรีอู้อี้เรียกวันรบดังมาจากทางที่ติรกาหนีไป
"มัท !” วันรบเรียก
"กระแตลักพาตัวมัทรี" รชานนท์ตกใจ
"เค้าเป็นแม่ลูกกันนะคะ" พุทราบอก
"แม่ติกำลังถ่วงเวลา" เตือนใจว่า
วันรบ รชานนท์ พชร เตือนใจ และพุทรารีบตามติรกากับมัทรีไปทันที

ติรกาลากมัทรีออกมาที่หน้าโรงพยาบาล โดยที่มัทรีพยายามดิ้นมาตลอดทาง
“แม่คะ ทำแบบนี้ไม่ยุติธรรมกับพี่รบเลยนะคะ” มัทรีว่า
“ฉันจะไม่ยอมแพ้วันรบเด็ดขาด” ติรกาพูด
ติรกาหันไปเห็นรถกระบะที่มีแค็ปจอดอยู่ เธอจึงดึงมัทรีไปที่รถ ติรกาเคาะกระจกฝั่งคนขับที่คนขับกำลังนั่งหลับอยู่ คนขับตกใจสะดุ้งตื่น
“ไปส่งฉันที่โรงงานโอ่งเตือนใจ รู้จักไหม” ติรกาถาม
“เอ่อ..อ่า” คนขับรถกระบะอึกอัก
ติรกาควักเงินออกจากกระเป๋ากางเกง “ฉันให้สองพัน”
คนขับเห็นเงินก็ตาวาว “ขึ้นเลยพี่!”
ติรกาล็อคตัวมัทรีแล้วฉุดให้ขึ้นหลังรถ สักพักรถกระบะก็วิ่งออกไป

รถกระบะแล่นไปบนถนนมืดและเปลี่ยว มัทรีมีสีหน้าหวาดกลัว เธอชำเลืองไปทางติรกาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“แม่คะ ให้เขาจอดรถเถอะ” มัทรีบอกแม่
“ฉันยอมตาย! แต่จะไม่ยอมรับเงินค่าสินสอดจากไอ้วันรบเด็ดขาด” ติรกาเสียงแข็ง
“แต่มัทไม่อยากอยู่บนรถคันนี้”
ทั้งคู่นั่งตัวเกร็งอยู่ในรถเก็บศพของหน่วยกู้ภัย ด้านหน้าของทั้งสองมีศพที่ถูกผ้าขาวคลุมตัววางอยู่
ติรกากลัวแต่ก็ทำแข็งใจ “แป๊บเดียวก็ถึงบ้าน! เจ้าหน้าที่เขาก็อยู่กลัวอะไร”
ผู้ชายหน้าเนียนขาวคนหนึ่งดูคล้ายคนหลับนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสองแม่ลูก ที่ตักของเขามีผ้าขาวพาดอยู่
“แม่คะ พี่รบทำตามข้อแม้แม่ทุกอย่าง แม่บอกให้เราเคารพกติกา แม่น่าจะเคารพกติกาด้วยเหมือนกันนะคะ”
“นี่มัทว่าแม่เพราะคนอื่นเหรอ มันไม่ถูกต้อง”
ทันใดนั้นทั้งสองก็ได้ยินเสียงกระแอม ติรกากับมัทรีหันไปมองเพราะคิดว่าเป็นเสียงที่ดังจากชายหน้าเนียนที่นั่งหลับตาอยู่
“คุณเจ้าหน้าที่ว่าจริงไหมคะ ฉันเป็นแม่เห็นว่าอะไรไม่ดีก็ต้องห้ามปราม ปกป้อง” ติรกาเอ่ยถามแบบหาพวก
รถวิ่งผ่านทางขรุขระจนร่างของชายผู้นั้นขยับดูคล้ายกับพยักหน้ารับ
“เห็นไหมเขายังเห็นด้วยกับแม่” ติรกาบอกลูกสาว
มัทรีรีบข้ามไปนั่งข้างชายหน้าเนียน “แต่แบบนี้เขาไม่เรียกว่าปกป้องนะคะพี่ เขาเรียกว่ากีดกันโดยไม่ฟังเหตุผล พี่คิดดูสิคะพวกหนูตามใจแม่ทุกอย่างแต่แม่ก็อคติไม่ยุติธรรมกับหนูเลย”
ติรกายอมไม่ได้จึงข้ามมานั่งอีกข้างของชายคนนั้น ติรกาพูดเสียงดังทันที “ไม่จริง! แม่ไม่ได้อคติ”
สองแม่ลูกสัมผัสร่างของชายหน้าเนียนแล้วรู้สึกว่าตัวเย็น ติรกาจึงเอานิ้วไปอังตรงปลายจมูก จากนั้นก็มองหน้าลูกสาวคล้ายจะบอกว่าร่างที่อยู่ระหว่างเธอทั้งสองไม่มีชีวิตแล้ว
มัทรีกลัวขึ้นสมองรีบกระโจนไปจับพวงมาลัย “จอดค่ะ!”
คนขับตกใจเหยียบเบรกทันที รถจอดกระทันหัน ติรกากับมัทรีกรี๊ดลั่น มัทรีวิ่งลงจากรถด้วยความกลัว ติรกาวิ่งตามลงมา “ยัยมัท รอแม่ด้วย!”

วันรบเบรครถกระทันหันจนทุกคนที่นั่งมาด้วยหน้าคะมำ
“ไอ้รบ เบรกแรงไปเปล่าวะ” พชรถาม
“ก็โน่น” วันรบชี้ไปข้างหน้า
ทุกคนมองตามไปก็เห็นรปภ.แจ่มยืนขวางอยู่ ประตูรั้วด้านหลังแจ่มปิดสนิท
“ห้ามเข้าครับ!” แจ่มพูดเสียงดัง
เตือนใจโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถ
“ตาแจ่ม เปิดประตู”
“เปิดไม่ได้ครับ คำสั่งคุณติห้ามใครเข้าไปจนกว่าจะเที่ยงคืน” แจ่มบอก
“แสดงว่ากระแตอยู่ในบ้าน” รชานนท์มั่นใจ
“เปิดประตูให้ผมเถอะ” วันรบขอ
“ไอ้แจ่ม เปิดประตู” พุทราตะโกนออกมา
แจ่มยืนกางแขนหลังติดประตูในท่าแข็งขัน
“ไม่ครับ ผมจะไม่ยอมโดนหักเงินเดือนครึ่งหนึ่งตลอดปีเด็ดขาด”
“พี่ระ!” รชานนท์หันไปหาพี่เขย
พชรรู้หน้าที่เดินเข้าหาแจ่มพร้อมกับรชานนท์ แจ่มมองทั้งคู่อย่างหวั่นๆ และเอามือจับกระบองที่เอวไว้ตลอด
“อย่านะครับ ผมไม่อยากทำร้ายใคร” แจ่มบอก
“ป๋า ห้าทุ่มห้าสิบห้าแล้วอีกห้านาที” วันรบตะโกนออกมา
รชานนท์กับพชรพุ่งเข้าล็อคตัวแจ่มแล้วจับลากให้พ้นประตูทันที จากนั้นพุทราก็รีบวิ่งไปเปิดประตู
“ตารบ เร็ว!” เตือนใจร้องบอก

วันรบเหยียบคันเร่งพุ่งเข้าไปในบ้านทันที รชานนท์ พชร และพุทรารีบวิ่งตามรถไป








Create Date : 19 มีนาคม 2555
Last Update : 19 มีนาคม 2555 11:17:46 น.
Counter : 145 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]