All Blog
แม่ยายที่รัก ตอนที่ 5 (ต่อ)


โอ่งใบใหญ่สำหรับใส่น้ำอาบใบนั้น ตั้งตระหง่านอยู่นอกชานอาบน้ำที่เปิดโล่ง มัทรียืนมองภาพตรงหน้าอย่างอึ้งๆ ก่อนจะลองตักน้ำขึ้นมาราดมือตัวเอง

“โอย เย็น..” มัทรีสั่น
มัทรีลังเลอยู่พักหนึ่งว่าจะอาบไม่อาบ แล้วเธอก็ฮึดขึ้นมา “สู้ๆ น่ามัทรี”
มัทรีวางขันลงแล้วมองซ้ายมองขวาก่อนจะเริ่มผลัดผ้า เธอพยายามผลัดผ้าถุงอย่างแก้ๆกังๆ เพราะไม่รู้จะเริ่มถอดจากเสื้อหรือกางเกงก่อน ทันใดนั้นก็มีมือผู้ชายยื่นผ้าถุงอีกผืนให้เธอ
“ผืนนี้มียางยืด ใช้ง่ายกว่า” เสียงผู้ชายที่มัทรีคุ้นเคยพูดกับเธอ
มัทรีรับมาดูแล้วเห็นว่าเป็นผ้าถุงที่เย็บยางยืดไว้แล้ว
“ขอบคุณค่ะพี่รบ”
มัทรีตอบโดยอัตโนมัติก่อนจะหันไปหาวันรบแล้วก็เหวอ เพราะเธอเห็นวันรบอยู่ในผ้าถุงกระโจมอกและมีผ้าเช็ดตัวโพกหัวอยู่
มัทรีถามไปขำไป “พี่รบทำอะไร?”
วันรบดัดเสียงเป็นผู้หญิง “กลัวแม่จับได้ว่ามาช่วยมัท เลยทำเนียนเป็นผู้หญิงมาอาบน้ำด้วย”

กระถินแอบดูมัทรี พอเห็นมัทรียืนคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งก็ตกใจ
“แม่ นั่นใครมาอาบน้ำกับยัยนั่น?”
วันทนีย์มองไปแต่ก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
“คนงานมาอาบน้ำล่ะมั้ง? ดีๆ มันจะได้อายคนอื่นที่แม่ไม่ยอมรับมัน”
วันทนีย์กับกระถินหัวเราะอย่างสะใจแล้วเดินออกไปพร้อมกัน

มัทรียังขำสภาพของวันรบอยู่
“นุ่งผ้าเช็ดตัวคิตตี้.. ยังไม่น่ารักเท่านุ่งผ้าถุงเลย” มัทรีขำ
“ไม่ต้องมาแซวเลยมัท ไปเปลี่ยนผ้าถุงได้แล้ว หรือจะให้ผมเปลี่ยนให้”
มัทรียื่นมือไปหยิกแก้มวันรบ
“ปากดี มัทบอกให้เปลี่ยนให้ก็ไม่กล้าหรอก”
มัทรีเดินยิ้ม ๆ เลี่ยงไปที่มุมหนึ่งแล้วหันมามองวันรบ เธอเห็นวันรบวิ่งไปหยิบถังน้ำกับกาต้มน้ำร้อนใบใหญ่มา
วันรบเทน้ำร้อนลงในถังแล้วตักน้ำจากโอ่งมาผสมให้ มัทรีมองภาพตรงหน้าอย่างอบอุ่นใจที่วันรบคอยช่วยเหลือเธอเสมอ

เวลาผ่านไป มัทรีอาบน้ำสระผมเสร็จแล้วเปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดกางเกงเล เธอนั่งเช็ดผมอยู่ที่แคร่ในบ้าน วันรบเข้ามานั่งข้างๆ
“ผมเช็ดให้นะ” วันรบบอก
“ไม่เป็นไรค่ะ... วันนี้พี่รบทำให้มัทมาทั้งวันแล้ว ช่วยมัททำกับข้าว แอบช่วยมัทล้างจาน แล้วยังผสมน้ำร้อนให้อาบอีก”
วันรบมองหน้ามัทรีแล้วยิ้ม
“เพื่อมัท แค่นี้เล็กน้อย”
วันรบหยิบผ้าเช็ดตัวมาเช็ดผมให้มัทรี
“แม่พี่รบคงไม่ชอบมัทจริงๆ” มัทรถอนใจ
“แม่ผมทำเกินไป... อย่างอาบน้ำ อาบในบ้านก็ได้ นี่จงใจแกล้งให้มัทมาอาบตรงนี้”
วันรบเช็ดผมให้มัทรีพร้อมกับคุยไปด้วย
“แล้วเรื่องเงินล่ะคะ? พี่รบจะหลอกแม่แบบนี้จริงๆเหรอ?” มัทรีถาม
“ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ ผมจะเอาเงินที่ไหนเป็นค่าสินสอดล่ะ... ที่จริงมันก็เป็นเงินมรดกที่ผมต้องได้อยู่แล้ว ผมก็แค่เบิกมาใช้ล่วงหน้า”
มัทรีนิ่งไปเพราะหวั่นใจว่าเรื่องจะวุ่นวายมากไปกว่านี้ วันรบเห็นท่าทีของแฟนสาวก็รีบพูดให้คลายกังวล
“มัทอย่าคิดมากเลยนะ... ผมทำเพื่อเราสองคน”
“ค่ะ... เพื่อเราสองคน”
มัทรียิ้มรับ วันรบเช็ดผมให้มัทรีต่อ
มัทรีมองบรรยากาศรอบๆแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนจะยิ้มออกมา
“ได้มาอยู่กลางธรรมชาติแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”
“งั้น... ย้ายมาอยู่ที่นี่กับผมมั้ย?” วันรบชวน
“ที่ไหนที่มีพี่รบ มัทก็อยู่ได้ทั้งนั้น”
มัทรีพูดจบก็ยิ้มหวานให้วันรบ วันรบยิ้มแล้วโอบกอดมัทรีไว้ด้วยความรัก มัทรีนั่งยิ้มอยู่ในอ้อมกอดของวันรบ

เช้าวันใหม่ เตือนใจเอามือปิดหูแล้วส่ายหน้าทำไม่รู้ไม่ชี้
“แม่ไม่ได้ยิน แม่ไม่รู้ แม่ไม่พูด”
ติรกา พุทราและธงฉานยืนล้อมเตือนใจที่นั่งอยู่กลางวง
“เลิกโกหกหนูได้แล้ว ยายมัทหายไปไหน” ติรกาถามเสียงเข้ม
“บอกแล้วไงว่าไม่รู้... ยายมัทอาจจะไปทำงานก็ได้” เตือนใจบอก
“คุณมัทไม่ได้ไปทำงานหรอกค่ะ” พุทราแย้ง
“รู้ได้ยังไง หลานฉันเป็นคนขยันนะ”
ธงฉานรีบยื่นหน้ามาพูดอย่างภูมิใจ
“ผมไปเช็คที่ทำงานน้องมัทมาแล้ว น้องมัทไม่ได้เข้าออฟฟิศตั้งแต่เมื่อวาน แถมพวกของนายวันรบหน้าจืดก็หายไปกันหมด”
เตือนใจอ้าปากค้างเพราะพูดไม่ออก
ติรกาคาดคั้น “ยายมัทไปไหนคะแม่!”
“แม่ไม่รู้”
“ถ้าแม่ไม่พูด หนูก็ต้องใช้วิธีรุนแรง พุทรา! เอาแหวนมา”
พุทราเลิ่กลั่กมองมือตัวเองก็เห็นว่าไม่มีแหวน เธอหันไปมองมือธงฉานเห็นมีแหวนจึงจับมือธงฉานมารูดแหวนออกแล้วส่งให้ติรกา “นี่ค่ะ”
ติรกาแบมือรับ “ดี” ติรกาเห็นแหวนในมือก็ตกใจ “เย้ย...ไม่ใช่แหวนใส่นิ้ว แหวนที่ใช้ถอดน็อตน่ะ แล้วเอาประแจเลื่อนมาด้วย”
“เอามาทำไมคะ” พุทราถาม
“สามร้อย !ให้ไปหยิบไม่ได้ให้ถาม”
“ค่า!” พุทรารีบวิ่งออกไปทันที
สักพักพุทราก็กลับมาพร้อมกับส่งประแจเลื่อนและแหวนให้ติรกา ติรกาถือประแจเลื่อนกับแหวนสองมือด้วยใบหน้าเหี้ยมโหด เตือนใจมองลูกสาวอย่างหวั่นใจแล้วร้องลั่น
“อย่า!”
พชรกับรชานนท์หัวเราะลั่นกลางบ้านของวันรบ วันรบยืนคุยอยู่กับทั้งสองก็หัวเราะไปด้วย
“ไอ้นนท์ ต้องหัวเราะอีกนานไหม เหนื่อยแล้วนะเว้ย” พชรถาม
“หัวเราะไปเรื่อย ๆ พี่ให้ดูอารมณ์ดีเข้าไว้” รชานนท์บอก
วันทนีย์ กระถิน กำนันเรืองและมัทรียืนมองทั้งสามคนอยู่
“ไอ้ลูกหมามันไปพูดอะไร ถึงได้ขำกันขนาดนั้น” วันทนีย์งง
กำนันเรืองรีบเนียน “มันคุยกันถูกคอขนาดนี้ ท่าจะสำเร็จ”
“ถูกคอหรือเมายาจ๊ะพ่อกำนัน” อาไทงง “หัวเราะไม่มีเบรกขนาดนั้น ดูติงต๊องนะพ่อ”
รชานนท์กับพชรที่หัวเราะอยู่ได้ยินก็หยุดกึก รชานนท์โบกมือให้วันรบจัดการสักที วันรบจึงเดินมาหาพวกวันทนีย์
“ตกลงไอ้นักร้องกิมจิมันว่ายังไงบ้าง ยอมยกที่ให้เรามั้ย?”วันทนีย์ถาม
“โหแม่ ที่ราคาร้อยล้านแบบนั้นใครจะยกให้ฟรีๆ” วันรบบอก
“ถ้าเค้าไม่ยกที่ดินให้ แล้วเอ็งขำอะไรกันวะ?” กำนันเรืองข้องใจ
“คุณคันจึงเกากับคุณเบนยางเอือมเค้าตกลงลดราคาที่ดินให้เราจากร้อยล้าน เหลือสิบล้านครับ!” วันรบบอก
“สิบล้าน!?” ทุกคนตกใจ
“ใช่ครับ เหลือแค่สิบล้าน แม่ว่ายังไงครับ”
วันทนีย์ตื่นเต้น “เหลือสิบล้านก็ต้องซื้อสิวะ”
วันทนีย์ กระถินและอาไทเฮลั่นที่รู้ว่าราคาที่ดินถูกลง
“แต่ว่า..”วันรบพูดต่อ
ทุกคนได้ยินก็ชะงักแล้วหันมามองวันรบอย่างลุ้นๆ
“เค้าต้องขึ้นเครื่องกลับเกาหลีตอนเย็น เลยขอให้จ่ายเป็นเงินสดภายวันนี้” วันรบบอก
“เงินสดภายในวันนี้” วันทนีย์ตกใจ “จะบ้าเหรอตารบ ใครจะไปจัดการทัน!”
วันทนีย์มองหน้ากำนันเรืองด้วยความกลุ้มใจ

เงินสดจำนวนสิบล้านบาทอยู่ในกระเป๋า วันทนีย์ยืนกอดอกมองเงินเหล่านั้นด้วยความภาคภูมิใจ
“ถ้าข้าไม่มีบุญคุณกับผู้จัดการแบงค์ ไม่มีทางที่จะถอนเงินสดสิบล้านมาได้ง่ายๆแบบนี้” วันทนีย์คุย
กระถินกับกำนันเรืองนั่งมองเงินสดตรงหน้าอย่างอึ้งๆ
“เกิดมาเพิ่งจะเคยเห็นเงินสิบล้าน” กระถินอึ้ง
กำนันเรืองขยับไปกระซิบกับวันรบ
“เอ็งใช้สามล้าน อย่าลืมนะที่เหลือของพ่อ”
“ตามสบายเลยครับพ่อ”
กำนันเรืองหัวเราะคึกคัก “เสียสิบล้าน ได้คืนเป็นพันล้าน”
พชรแกล้งพูดไม่ชัด “โนๆ หมื่นล้านต่างหาก”
พชร รชานนท์ และกำนันเรืองหัวเราะลั่นที่แผนการใกล้สำเร็จเข้าไปทุกที
มัทรีแอบกระซิบกับวันรบ
“ทำไมมัทรู้สึกแปลกๆ รู้สึกไม่ค่อยดีเลยที่หลอกเอาเงินแม่แบบนี้”
วันรบกระซิบกลับ “ท่องไว้มัท เงินมรดกล่วงหน้าของผม”
แต่มัทรีก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่
พชรเข้ามาจับมือกับวันรบ “ดีใจมากที่ได้เงินสิบล้านจากแม่คุณ ดีใจจริงๆ ฮ่าๆ”
วันรบหันไปหาวันทนีย์ วันทนีย์มองหน้าลูกชายแล้วถามขึ้น
“สัญญาซื้อขายล่ะ? จะเอาเงินไปก็เอาสัญญาคืนมาสิ”
พชร รชานนท์และวันรบชะงักไป
พชรพูดกับรชานนท์เบาๆ “ขืนให้เห็นก็รู้สิว่ามันเป็นสัญญาเก๊น่ะ”
รชานนท์แกล้งพูดไม่ชัด “ผมลืมหนังสือสัญญาไว้ที่โรงแรม... เดี๋ยวให้คุณวันรบตามไปเอาที่โรงแรมแล้วกัน”
วันทนีย์เริ่มเอะใจ รีบเอากระเป๋าเงินกลับมาถือไว้ทันที
“เฮ้ย เอ็งสองคนไม่ได้จะโกงข้านะ”
“เดี๋ยวผมตามพวกเค้าไปเอง ถ้าเค้าโกงผมก็ไม่ให้เงินเค้า... นะแม่” วันรบต่อรอง
วันทนีย์ยังลังเลใจ กำนันเรืองช่วยพูดทันที
“ให้ไอ้หมามันจัดการเถอะแม่ ลูกเราฉลาดไม่โดนหลอกง่ายๆ หรอกน่า”
วันทนีย์ตัดสินใจยอมส่งกระเป๋าเงินให้วันรบ วันรบกำลังจะรับกระเป๋าเงินมา แต่อยู่ๆก็มีมือมาแย่งกระเป๋าไป ทุกคนหันไปเห็นติรกาถือกระเป๋าเงินอยู่ก็ถึงกับอึ้ง
“แม่ แม่มาทำอะไร” มัทรีตกใจ
“มาแฉความเลวของนายวันรบ” ติรกาบอก
“เฮ้ย ๆ เอ็งอยู่ในถิ่นข้านะเว้ย พูดให้มันดีๆหน่อย” วันทนีย์ฉุนที่ลูกชายถูกว่า
“ทำไมต้องพูดดี ในเมื่อลูกชายคุณมันหลอกคุณ เพื่อจะเอาเงินมาเป็นค่าสินสอด”
ติรกาหันมาหาวันรบแล้วมองอย่างดูถูก
“หาเงินจากไหนไม่ได้แล้วใช่มั้ย ถึงต้องมาหลอกเอาเงินแม่ตัวเอง”
“ไม่จริง พี่รบไม่มีทางทำแบบนั้น” กระถินไม่เชื่อ
“พุทรา! ธงฉาน!” ติรกาเรียกเสียงดัง
พุทรากับธงฉานวิ่งเข้ามาล็อคตัวพชรกับรชานนท์เอาไว้แล้วดึงหมวก ดึงหนวด ดึงแว่นออก
ติรกาล้วงไปหยิบปืนพกออกมาจากกระเป๋า ทุกคนเห็นปืนก็ตกใจรีบผงะถอยออกมา ติรกาเล็งปืนไปที่รชานนท์กับวันรบแล้วทำท่าจะยิง
รชานนท์ตกใจจึงพูดไทยคล่องปร๋อออกมา “กระแต คุณจะทำอะไร!”
พชรก็ตกใจจึงหลุดพูดไทยชัดออกมาเช่นกัน “อย่ายิงผมกับไอ้นนท์เลยนะคุณติ!! ผมกลัวแล้ว”
ติรกาฉีดสายน้ำที่พุ่งออกมาจากปากกระบอกปืนใส่ทั้งสามคน

วันทนีย์หันไปจ้องหน้าวันรบแล้วพูดอย่างฉุนๆ
“หมายความว่าไงไอ้รบ เอ็งให้สองคนนี้ปลอมตัวมาหลอกข้าเหรอ ?”
วันรบหน้าเสียและพูดอะไรไม่ออก วันทนีย์พูดต่อ
“บอกมาว่าเอ็งไม่ได้ทำ บอกมาว่าเอ็งไม่ได้หลอกแม่! เรื่องน้ำมันเอ็งก็หลอกแม่ใช่ไหม” วันทนีย์หันมาหากำนันเรือง “พ่อก็เข้าไปดูด้วยไม่ใช่เหรอ หรือว่าพ่อก็หลอกแม่”
กำนันเรืองสะดุ้ง “เฮ้ย พ่อไม่รู้เรื่อง ไอ้หมาเอ็งหลอกแม่กับพ่อได้ยังไงวะ ทำแบบนี้พ่อเสียใจ”
รชานนท์ พชร และวันรบมองกำนันเรืองที่เอาตัวรอดด้วยสีหน้าเหวอ
พชรหันมาพูดกับรชานนท์ “ทิ้งกันซะงั้น ไม่มีสัจจะในหมู่คนกลัวเมียจริงๆ”
“เป็นพี่ ๆ ไม่ทำ” รชานนท์ถามกลับ
“ก็ทำแบบนี้แหล่ะ” พชรตอบ
รชานนท์เซ็ง
วันรบนิ่งอย่างรู้สึกผิดแล้วจึงเหลือบมองมัทรี มัทรีพยักหน้าให้วันรบพูดความจริง วันรบมองหน้าแม่ของตัวเองแล้วยกมือขึ้นไหว้ก่อนจะสารภาพ
“ผมขอโทษครับแม่”
วันทนีย์อึ้งเพราะไม่คิดว่าวันรบจะตั้งใจหลอกจริงๆ
“ผมไม่ได้อยากทำแบบนี้ แต่ผม...”
วันทนีย์ไม่ฟังต่อ เธอตบหน้าวันรบดังฉาดทันที ทุกคนอึ้ง
“ตั้งแต่เล็กจนโตเอ็งไม่เคยโกหกแม่ !! แต่เพื่อผู้หญิงคนนั้นเอ็งกลับหลอกแม่ได้ลงคอ! นี่เหรอผู้หญิงที่เอ็งบอกว่าดี ผู้หญิงที่ควรจะมาเป็นแม่ของหลานข้า”
วันทนีย์หันไปชี้หน้ามัทรี
“คนที่คิดจะเป็นแม่คน เค้าไม่สอนให้ลูกโกหกแม่ตัวเองแบบนี้!”
“มัทไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ” วันรบแก้ต่าง
วันทนีย์ไม่สนใจลูกชาย เธอเดินไปหาติรกาทันที
“เอาเงินข้าคืนมา แล้วเอาตัวลูกสาวเอ็งไป”
ติรกาส่งเงินให้วันทนีย์แต่โดยดี
ติรกาหันมาพูดกับวันรบ “เสียใจด้วยนะวันรบ.. ในที่สุดเธอก็หาเงินสินสอดไม่ได้”
“ไม่ใช่แค่ชวดเงินสินสอดนะครับคุณน้า แต่ชวดเจ้าสาวด้วย” ธงฉายเยาะเย้ย “เพราะพรุ่งนี้ครบกำหนด ห้าวันสิบล้าน แล้ว”
มัทรีกับวันรบหน้าเสีย
“ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอกระแต เด็กเค้ารักกัน” รชานนท์ถาม
“คุณไม่เกี่ยว!” ติรกาตะคอกกลับ
“ทำไมจะไม่เกี่ยว ในเมื่อมัทเป็น..” รชานนท์จะพูดแต่ติรการีบพูดแทรก
“คนนอกไม่เกี่ยว”
รชานนท์ชะงักไป
“ลูกฉัน ฉันเลี้ยงมาคนเดียว ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นต้องออกความเห็น” ติรกาบอก
รชานนท์ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสะเทือนใจ
ติรกาไม่สนใจรชานนท์ เธอเข้ามาคว้ามือลากมัทรีออกไปทันที
“กลับบ้านกับแม่”
ธงฉานรีบเดินตามออกไป
“คุณรบมีเวลาถึงพรุ่งนี้ตอนเที่ยงคืน ถ้าอยากแต่งจริง ๆ หาเงินมาให้ได้นะคะคุณรบ” พุทราบอก
“พี่รบ! มัทไม่ไป..พี่รบ” มัทรีขัดขืน
“มัท!” วันรบร้องเรียกด้วยความเสียใจ

ติรกานั่งคุยกับมัทรีในรถของเธอ
“เงินแค่นี้ยังหามาไม่ได้ แล้วต่อไปจะเลี้ยงดูลูกยังไง” ติรกาถาม
“เงินสิบล้านนะคะแม่ ให้เวลาแค่ห้าวัน เป็นใครก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ” มัทรีบอก
พุทราได้ยินก็รีบเสริมอย่างลืมตัว “ใช่”
“ถึงเราจะรู้ว่าข้อแม้ของแม่ทำเพื่อขัดขวางเรา แต่พี่รบก็พยายามจะพิสูจน์ให้แม่เห็นว่าพี่รบจริงใจกับมัทแค่ไหน” มัทรีย้ำ
“พระเอกคนดีจริงๆ เอ..อย่างนี้คุณติก็เป็นแม่ยายตัวร้ายอยู่น่ะสิคะ” พุทรารีบเสริม
ติรกาพูดนิ่งๆ “ห้าร้อย!”
พุทรารีบเปลี่ยนข้างทันที “แต่ที่คุณติพูดก็จริงนะคะ แค่นี้ทำไม่ได้อนาคตคุณมัทต้องลำบากแน่”
มัทรีหันมาหาพุทรา “พี่พุทรามีหลายคดีที่คุณแม่ไม่รู้นะคะ มัทไม่อยาก..หลุดปาก”
พุทรารีบเอามือปิดปากตัวเองทันที ธงฉานที่กำลังขับรถหันหน้ามาคุยด้วย
“คนที่โกหกพ่อแม่เป็นคนใช้ไม่ได้นะครับน้องมัท ทำตัวแบบนั้นแย่มาก”
“ถ้างั้น..” มัทรีพูด ธงฉานได้ยินก็แอบหวังว่ามัทรีจะเห็นด้วยแต่มัทรีพูดต่อ “มัทก็แย่ไม่ต่างจากพี่รบหรอกค่ะ เพราะมัทโกหกแม่บ่อยกว่าพี่รบ”
ธงฉานถึงกับเซ็ง “อ้าว..”
พุทราเป่านกหวีดใส่หูธงฉานดังปรี๊ดแล้วเธอก็กระซิบ “ใครใช้ให้พูด... ขับรถไปเลย”
ติรกายังไม่ยอมแพ้
“แม่ให้เวลา..ให้โอกาสวันรบหาเงินแล้ว... ถ้าคว้าไว้ไม่ได้ก็ไม่ใช่ความผิดของแม่ !”
“แล้วแม่รู้ได้ยังไงว่ามัทมาที่สุพรรณ” มัทรีถาม
ติรกาอึกอักแล้วรีบพูดตัดบท “พุทราบอกแม่”
มัทรีหันไปมองพุทรา แต่พุทราหลบตา “ไม่จริง เรื่องนี้มีแค่คุณยายกับมัทรู้กันสองคน” มัทรีพูดแล้วก็นึกได้ “หรือว่าแม่...”
ติรกาไม่ตอบทำเป็นมองไปทางอื่น มัทรีหันไปหาพุทรา พุทราเห็นสายตาของมัทรีก็ทิ้งตัวพิงเบาะแล้วทำเป็นหลับเพื่อเอาตัวรอดทันที มัทรีเริ่มรู้สึกร้อนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเตือนใจ

วันทนีย์นั่งแสร้งทำเป็นร้องไห้อยู่ที่บันไดบ้านของตัวเอง “ฮือ ๆ ๆ ”
วันรบ รชานนท์ และพชรได้แต่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ ที่ด้านล่าง
“ไอ้รบ แม่แกนั่งร้องไห้มาสามชั่วโมงแล้วนะเว้ย เอาไงดีวะ” พชรถาม
วันรบถึงกับหน้าเครียด
สักพักกระถินถือถาดข้าวกับแก้วน้ำเปล่ามาให้วันทนีย์
“แม่จ๋า ทานข้าวหน่อยนะจ๊ะ”
เสียงท้องของวันทนีย์ร้องขึ้น วันทนีย์มองกับข้าวแล้วพูดเบาๆ กับกระถิน “ตารบล่ะ”
กระถินตอบเสียงเบา “ยืนมองอยู่จ๊ะแม่”
วันทนีย์พยักหน้าแล้วแอ็คติ้งค่อทันที “โฮๆ ๆ ข้าไม่กิน”
“ตั้งแต่เมื่อกลางวันแม่ยังไม่ได้ทานอะไรเลย เดี๋ยวจะเป็นอะไรไปนะจ๊ะ” กระถินบอก
“ก็ให้มันตายไปเลย ลูกชายตัวเองยังเห็นคนอื่นดีกว่า อยู่ไปก็ไม่มีความหมายลูกมันก็ไม่รัก!”
วันรบได้ยินถึงกับสะดุ้ง
“เจอข้อหาอกตัญญูแล้วไอ้รบ” รชานนท์ว่า

วันรบมองแม่ตัวเองอย่างลังเลแล้วเขาก็ตัดสินใจจะเดินเข้าไปหา กระถินเห็นก็ตื่นเต้นรีบกระซิบวันทนีย์ “แม่จ๋า...พี่รบมาแล้ว”
วันทนีย์รู้ก็แกล้งร้องไห้หนักขึ้นแล้วโผเข้ากอดกระถิน
“มีแค่กระถินคนเดียวที่รักแม่ กตัญญูกับแม่”
วันทนีย์พูดไปมือก็จิ้มน้ำในแก้วขึ้นมาป้ายหน้าป้ายตาให้เปียกไปด้วย
วันรบเดินมาถึงแล้วนั่งลงที่บันไดขั้นที่ต่ำกว่า เขายกมือไหว้วันทนีย์
“แม่จ๋า..ผมขอโทษ ที่ทำให้แม่เสียใจ ผมสำนึกผิดแล้ว แม่ยกโทษให้ผมนะ” วันรบกล่าว
วันทนีย์สบตากับกระถินแล้วแอบยิ้มให้กัน “ถ้าเอ็งสำนึกผิดจริง ก็ต้องแต่งงานกับนังกระถิน”
“แม่..” วันรบตกใจ
“แม่จะไม่ยอมรับผู้หญิงที่เสี้ยมสอนให้ลูกโกหกแม่!” วันทนีย์บอก
“แม่จ๋า...เรื่องนี้มัทไม่เกี่ยวเลย เป็นความผิดของผมคนเดียว”
“ก็ถ้าเอ็งไม่คิดแต่งงานกับมัน เอ็งก็คงไม่โกหกแม่”
“แม่จ๋า..ถ้าแม่ยอมช่วยผม ผมก็ไม่ต้องโกหกแม่เหมือนกันนะ”
ได้ยินวันรบตอบกลับมาวันทนีย์ก็ยิ่งทำเป็นร้องไห้โฮ
“เห็นไหม กระถิน ลูกข้ามันเถียงข้าเพราะผู้หญิง มันทำร้ายจิตใจแม่!”
วันรบหันไปทางรชานนท์กับพชรอย่างไม่รู้จะทำยังไง วันทนีย์อาศัยจังหวะรีบเอานิ้วจุ่มลงในแก้วน้ำขึ้นมาแปะหน้า ส่วนกระถินก็ช่วยบิ้วท์เต็มที่ “แม่จ๋า อย่าร้องไห้เลยจ๊ะ น้ำตาหนึ่งหยดของแม่จะทำให้พี่รบต้องตกนรกนะจ๊ะ”
วันรบมองวันทนีย์อย่างรู้สึกผิด แล้วก็ก้มหน้าเพราะพูดอะไรไม่ออก วันทนีย์รีบเอานิ้วจุ่มน้ำแล้วเอามาแปะหน้าอีก
“ไม่คิดเลยว่าต้องมาเสียใจเพราะลูกตัวเองแบบนี้ ฮือ ๆ ๆ ๆ”
วันรบเห็นท่าทางของแม่ก็ยิ่งรู้สึกกดดัน
“แม่จ๋า...” วันรบเรียก
ระหว่างนั้นอาไทเดินลงมานั่งบนบันไดขั้นที่อยู่สูงกว่าวันทนีย์ เขามองวันทนีย์เอามือจุ่มแก้วน้ำแล้วมาทาหน้าตัวเองก็งงๆ เลยถามขึ้น
“แม่จ๋า จะล้างหน้าทำไมไม่ไปล้างในห้องน้ำล่ะจ๊ะ”
“อาไท พูดบ้าอะไรของเอ็ง” กระถินท้วง
“ก็อาเห็นแม่จ๋าเอามือจุ่มแก้วน้ำมาล้างหน้าอยู่เนี่ย”
พูดจบอาไทก็ยกแก้วน้ำที่วันทนีย์ยังจุ่มนิ้วคาอยู่ขึ้นมาให้ดู
“ดูสิ แม่จ๋าหน้าเปียกไปหมดแล้ว” อาทไบอก
“เงียบไปเลยอาไท!” กระถินดุ
“กระถินต่างหากที่ต้องเงียบ” วันรบพูด
กระถินอึ้งที่ถูกวันรบตำหนิ
“ไม่ว่ายังไงแม่ก็จะไม่ยอมรับมัทใช่ไหมครับ” วันรบถาม
“ใช่! แล้วอย่าพามันมาเหยียบที่บ้านนี้อีก” วันทนีย์ย้ำ
กระถินเข้าไปจับมือวันรบแล้วพูดด้วยเสียงเศร้า “ฉันรู้ว่าพี่ไม่รักฉัน แต่ฉันไม่อยากเห็นพี่กับแม่ทะเลาะกันเลย... ฉันแต่งงานกับพี่ได้นะจ้ะ... ฉันยอม”
วันรบดึงมือกระถินออก
“พี่ขอโทษนะกระถิน แต่ยังไงพี่ก็จะแต่งงานกับผู้หญิงที่พี่รัก”
“เอ็งจะทิ้งครอบครัวเพื่อผู้หญิงก็ลองดู” วันทนีย์ขู่
“แล้วแม่จะตัดแม่ตัดลูกกับพี่รบ เพราะพี่รบอยากอยู่กับคนที่เขารักเหรอจ๊ะ ร้ายเหมือนแม่ผัวในละครเปี๊ยบ เอาแต่ใจ ไม่มีเหตุผล” อาไทใส่เป็นชุด
“ไอ้อาไท!” วันทนีย์ดุแล้วกันไปพูดกับวันรบ “ยังไม่ทันแต่งมันก็เสี้ยมสอนให้เอ็งหลอกเอาเงินข้า ผู้หญิงเจ้าเล่ห์แบบนั้นข้าไม่เอามาเป็นสะใภ้ให้เสียสกุลหรอกเว้ย”
พูดจบวันทนีย์ก็ลากกระถินออกไปทันที วันรบมองตามด้วยความกลุ้มใจ
“พี่ทำให้แม่เข้าใจมัทผิดไปใหญ่แล้ว” วันรบปรับทุกข์กับน้องชาย
อาไทตบไหล่ปลอบใจ “รู้ว่าไม่ดีวันหลังก็อย่าทำ”
วันรบหันมามอง อาไทยังไม่รู้ตัวยังคงจับไหล่วันรบอยู่ วันรบจึงกระแอม
“ไม่ต้องคิดมากนะพี่รบ” อาไทปลอบ
วันรบกระแอม “มากไป มากไป!”
อาไทรู้สึกตัวจึงรีบปล่อยมือแล้วยิ้มประจบ

มัทรีเดินเข้ามาในบ้านเตือนใจ เธอเห็นเตือนใจนั่งอยู่กับชิ้นส่วนของหมอนทองก็ตกใจ
“คุณยาย! ทำไมเจ้าหมอนทองถึงโดนถอดเป็นชิ้นๆ แบบนี้”
เตือนใจกอดมัทรีด้วยน้ำตาคลอ

“ยัยมัท ยายขอโทษนะลูก ยายพยายามจะไม่บอกแม่เค้าแล้ว แต่ยาย..”
เหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาในหัวของเตือนใจ ตอนนั้นติรกาถอดชิ้นส่วนของมอเตอร์ไซค์ออกทีละชิ้น ทีละชิ้นแล้ววางไว้ที่พื้น เตือนใจเห็นก็ร้องห้าม

“อย่านะติ อย่าทำหมอนทอง”
ติรกาถอดน็อตมือจับที่ชิ้นส่วนเตรียมยกออกแล้วหันมาถาม “ยัยมัทอยู่ไหน”
“แม่..แม่ไม่รู้”
ติรกายกชิ้นส่วนแล้วถอดออก
“ไม่! หมอนทองของแม่!” เตือนใจตกใจ
พุทรารู้สึกสงสารจึงเรียกติรกา “คุณติคะ”
“ถอดอีกเลยครับ ถอด ถอด!” ธงฉานเชียร์
พุทราหมั่นไส้กระทืบเท้าธงฉานเต็มแรง “โอ๊ก”
ติรกาเริ่มขันน็อตอีก
“อย่านะยัยติ เดี๋ยวประกอบคืนไม่ได้” เตือนใจเตือน
ติรกาถามด้วยเสียงโหด “ยัยมัทอยู่ไหน” เธอบิดน็อตไปเรื่อยๆ จนน็อตหลุด
เตือนใจรู้สึกเจ็บจนต้องยอมบอก “อย่า แม่บอกแล้ว..แม่ยอมแล้ว!”

มัทรีทราบเรื่องจากเตือนใจก็ผละออกจากยายของตัวเองก่อนจะเหลือบมองชิ้นส่วนสกายแล็ป มัทรีเห็นดังนั้นก็รู้สึกสงสารเตือนใจขึ้นมา
“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะยาย เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของยาย”
ทันใดนั้นติรกาก็เดินเข้ามา
“ใช่ ความผิดทั้งหมดมันเป็นของวันรบต่างหาก” ติรกาโพล่งขึ้น “วันรบทำให้แม่ตัวเองเสียใจ วันรบทำลายตัวเอง!”
“ที่รบต้องทำแบบนี้ก็เพราะว่าแม่ แม่แกล้งพวกเรา แล้วแม่ยังทำร้ายจิตใจคุณยายอีก” มัทรีว่า
“ที่แม่ทำ...ก็เพื่อความสุขของลูกเหมือนกัน” ติรกาบอก
“ถ้าแม่ทำเพื่อความสุขของมัทจริง ๆ เราคงไม่ต้องทะเลาะกันแบบนี้หรอกค่ะ”
“มัท..แม่กำลังเลือกทางที่ดีที่สุดให้ลูกนะ”
“ทำไมชีวิตของมัท มัทถึงไม่ได้เลือกเอง! แม่ไม่ใช่มัท แม่จะรู้ได้ยังไงว่าแบบไหนมัทถึงจะมีความสุข”
พูดจบมัทรีก็วิ่งขึ้นบ้านไป
“มีความสุขไหม ที่ทำให้ลูกร้องไห้ได้ทุกครั้งที่เจอกัน” เตือนใจถามลูกสาว
“แม่..” ติรกาพูดไม่ออก เธอนั่งลงร้องไห้ด้วยความกลุ้มใจ เตือนใจลูบหัวติรกาเพื่อปลอบใจ
“หนูกลัว..หนูไม่อยากให้ลูกเจ็บเหมือนหนู” ติรกาคร่ำครวญ
“ลูกเคยเจ็บ ไม่ได้หมายความว่าหลานจะเจ็บเหมือนกัน ติเอาอดีตมาทำร้ายตัวเองแม่ไม่ว่าแต่อย่าเอาอดีตของติมาทำร้ายยัยมัท” เตือนใจสอน
ติรกากอดเตือนใจแล้วร้องไห้ด้วยความอัดอั้นใจ

มัทรียืนอยู่ในห้องนอนของเตือนใจ สักพักเธอก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงของเตือนใจอย่างเซ็ง ๆ เตือนใจเดินเข้ามา มัทรีเห็นเตือนใจก็รีบเอามือปิดหูตัวเองทันที
“ถ้ายายจะเข้าข้างแม่ มัทไม่คุยด้วยนะคะ” มัทรีบอก
“ยายไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น แต่ยายเข้าข้างความถูกต้อง”
มัทรียังเอามือปิดหูอยู่ เตือนใจแกล้งเอามือปิดหูตัวเองบ้าง
“นี่มันท่าคุยกันของวัยรุ่นสมัยนี้เหรอ?” เตือนใจแซว
มัทรีทำหน้างอนแต่ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากหู
“อ้อเข้าใจแล้ว ทำแบบนี้ก็จะได้ยินแต่เสียงตัวเอง... มิน่าล่ะ วัยรุ่นสมัยนี้ถึงได้ไม่ฟังเสียงของคนอื่นเลย” เตือนใจพูด
มัทรีได้ยินคำสอนทางอ้อมของยายก็เอามือออกจากหูทันที
“ยายว่ามัทเหรอคะ” มัทรีถาม
เตือนใจปล่อยมือจากหูตัวเองแล้วยิ้มให้หลานสาว
“มัทว่าอะไรนะ ยายไม่ได้ยิน” เตือนใจพูดยิ้มๆ
“ยายอ่ะ ไม่เข้าข้างมัทแล้วยังจะแกล้งมัทอีก”
มัทรีลุกหนีไปนั่งอีกมุม เตือนใจเดินตามไป
“ยายบอกแล้วว่า ยายเข้าข้างความถูกต้อง... วันรบผิดที่ไปหลอกเอาเงินแม่ตัวเอง... แม่เราก็ผิดที่ใจแคบและทิฐิเกินไป... ส่วนมัทก็ผิดที่คิดไม่ดีกับแม่เค้าแบบนั้น” เตือนใจบอก
“แต่มัทกับรบรักกันนะคะยาย... การที่เรารักกันอย่างบริสุทธ์ใจ มันไม่มีความหมายอะไรเลยเหรอคะ”
เตือนใจลูบหัวมัทรีด้วยความสงสาร
“ยายรู้...ความรักของหนูมันบริสุทธ์... แต่มัทอย่าลืมว่าหนูเป็นคนเอาสีไปปรุงแต่งความรักเพื่อหลอกให้คนอื่นเข้าใจว่าหนูกับวันรบมีอะไรกันแล้ว”
มัทรีรู้สึกเศร้าเมื่อนึกถึงเรื่องที่วางแผนให้ทุกคนเข้าใจว่าเธอมีอะไรกับวันรบแล้ว
“เรื่องนั้นมัท...” มัทรีเริ่มพูดไม่ออก
มัทรีน้ำตาคลอเพราะเสียใจที่เรื่องทุกอย่างดูเหมือนไม่มีทางดีขึ้น
เตือนใจเห็นหลานเสียใจก็เข้าไปกอดให้กำลังใจ
“ถ้าหนูกับวันรบเป็นคู่กันจริง ๆ ยายเชื่อว่าวันรบจะต้องหาเงิน 10 ล้านมาได้ก่อนเที่ยงคืนวันพรุ่งนี้ มันต้องมีปาฏิหาริย์ เชื่อยายสิ”

พชรพูดกับก๊วนที่อยู่ในห้องครัวด้วยท่าทีจริงจัง
“ไม่มีหรอกเว้ยปาฏิหาริย์!”
รชานนท์รีบยื่นหน้าเข้ามาสมทบ
“ใช่! โดยเฉพาะกับชายชั่วอย่างพวกเรา คนบนฟ้าไม่มีทางเมตตา”
วันรบยื่นหน้าเข้ามาอีกคน
“คนเคยชั่วครับป๋า... ผมเลิกชั่วมาหลายปีแล้ว”
วันรบ รชานนท์และพชรพูดจบก็นั่งล้างจานกองพะเนินกันต่อ สักพักรชานนท์ก็พูดขึ้นมาอีก
“จะเลิกไม่เลิกก็เหมือนกัน แกมารอปาฏิหาริย์แบบนี้ไม่ได้”
“รอได้ แต่ได้แต่งกับคนอื่น” พชรเสริม
“อ้าวพี่ระ ทำไมพูดงี้ล่ะครับ” วันรบเซ็ง
“อ้าว ถ้าแกหาเงินสิบล้านได้ไม่ทันพรุ่งนี้ รับรองว่าน้องธงฉานน่าสงสารคนนั้นหอบเงินสินสอดมาขอมัทรีแน่นอน” พชรบอก
“แต่ฉันไม่ยอมให้ลูก..เอ่อ..ลูกน้องฉันแต่งงานกับผู้ชายหน้าจืดแต่ใจหื่นอย่างนั้นหรอก” รชานนท์ว่า
“น้องครับ ให้แม่น้องมัทเลิกส่องปืนใส่แกก่อนแล้วค่อยอวดเก่งดีกว่ามั้ย” พชรพูด
รชานนท์เซ็งที่โดนขัดคอเลยยกฟองน้ำล้างจานขึ้นแล้วยื่นไปทางพชร
“ผมล้างปากให้มั้ยพี่ระ”
“ป๋ากับพี่ระอย่าเพิ่งแตกคอกันครับ ช่วยผมก่อน” วันรบอ้อนวอน
“อยากช่วยนะไอ้คุณน้องรบ แต่พี่ไม่มีเงินจะให้ยืมจริงๆ” พชรบอกปัด
“พี่ก็โดนพี่นีคุมเงินจนหมด” รชานนท์บอก
“ทีหลังรู้จักซ่อนเงินเก็บไว้ยากฉุกเฉินเหมือนพี่สิวะไอ้น้อง” พชรคุย
“ซ่อนเงิน...” วันรบงง
แล้ววันรบก็ฉุกคิดกับคำว่า “ซ่อนเงิน”
“พ่อ!!” วันรบปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที

เช้าวันใหม่ที่บ้านวันทนีย์ คนงานหญิงก้มๆเงยๆเก็บอุปกรณ์ทำสวนอยู่ กำนันเรืองก้มๆเงยๆ มองตามด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ทันใดนั้นวันรบก็โผล่มาที่ด้านหลัง
“ก้ม ๆ เงย ๆ ดูอะไรอยู่พ่อ” วันรบทัก
“ก็ดูสาว ๆ ไง...” กำนันเรืองตอบ
กำนันเรืองหันมาเห็นวันรบก็ตกใจแล้วก็รู้ตัวว่าหลุดปากไป
“เอ้อ... พ่อดูสาวๆมันเก็บของน่ะ กลัวมันเก็บไม่ครบ” กำนันเรืองรีบเปลี่ยนเรื่อง “เอ็งมาหาข้ามีอะไร?”
“ผมจะถามพ่อ...”
“ว่า..”
“พ่อคิดเหมือนแม่รึเปล่า ที่ไม่อยากได้มัทรีเป็นลูกสะใภ้” วันรบถาม
“เอ็งก็รู้ว่าข้าเห็นความสุขของคนในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
กำนันเรืองพูดจบแล้วก็มองไปทางคนงานหญิงคนเดิมก่อนจะทำหน้าเหวออ้าปากค้าง วันรบหันมองตาม เขาเห็นคนงานหญิงกำลังนั่งรวบผ้าถุงขึ้นเหนือเข่าแล้วลงนั่งยองๆกับพื้นเพื่อดื่มน้ำ
กำนันเรืองตาลุกวาวมองคนงานอย่างเคลิบเคลิ้ม วันรบเห็นอาการของพ่อก็ได้ทีจึงรีบฉวยโอกาสถาม
“แสดงว่าพ่อโอเคที่ผมจะแต่งงานกับมัท”
“ฮื่อ” กำนันเรืองตอบส่งๆ
“ถ้าผมหาเงินค่าสินสอดได้ พ่อจะไปสู่ขอมัทให้ผม”
“ฮื่อ” กำนันเรืองตอบส่งๆ
“งั้น... ผมขอยืมเงินพ่อ ไปเป็นค่าสินสอดได้มั้ยครับ”
“ฮื่อ...” กำนันเรืองตอบส่งๆ อีกเพราะยังคงมองคนงานหญิงไม่วางตา
วันรบดีใจ “เยส!”
กำนันเรืองเริ่มรู้สึกตัวจึงรีบปฏิเสธ
“เฮ้ย ๆ ไม่ได้เว้ย ไม่ได้”
“ลูกผู้ชายพูดแล้วคืนคำไม่ได้นะพ่อ แล้วมันก็เป็นความสุขของผม ซึ่งเป็นคนในครอบครัวพ่อเหมือนกัน” วันรบบอก
“รู้ว่าความสุขเอ็ง แต่ที่ไม่ได้เพราะข้าไม่มีเงิน ! เอ็งก็รู้แม่เอ็งให้เงินข้าใช้วันละร้อย เงินเก็บก็เข้าบัญชีร่วมหมด จะเอาเงินที่ไหนให้เอ็งยืมวะ”
“เงินที่พ่อเคยเม้มแม่ไว้ไง”
กำนันเรืองเห็นลูกชายรู้ทันก็ถึงกับอึ้งก่อนจะรีบปฏิเสธ
“ไม่มี”
“มี!!” วันรบยืนยัน
“ไม่มี”
“มี!!... ตอนนั้นผม 7 ขวบ” วันรบบอกแล้วเหตุการณ์ในอดีตก็แวบขึ้นมาทันที

วันรบในวัย7ขวบเห็นวันทนีย์กำลังด่ากำนันเรืองอยู่ในบ้าน
“ออกไปตั้งแต่สี่โมงเช้ากลับมาสี่ทุ่มเนี่ยนะ เอาเงินเข้าธนาคาร โกหกแบบนี้อยากตายใช่ไหม” วันทนีย์กระชากไหล่สามี “หันมาคุยกับฉันนี่”
กำนันเรืองหันมาพร้อมกับรอยฟกช้ำบนใบหน้าและสภาพที่สะบักสะบอม
“ว้าย! พ่อจ๋า หน้าไปโดนอะไรมา” วันทนีย์ตกใจ
“เย็นไว้แม่ เรื่องราวนั้นใหญ่หลวง เมื่อเช้าพ่อโดนโจรสองคนดักชิงกระเป๋า” กำนันเรืองบอก
“ต๊าย จับได้ไหมพ่อ”
“ตามถึงดึกได้คืนแค่กระเป๋า”
“สามหมื่นที่เอาไป”
“ไม่เหลือเลยจ๊ะ พ่อขอโทษนะแม่ พ่อไม่กล้ากลับมากลัวแม่โกรธ พ่อสู้กับมันสุดตัว พวกมันรุมต่อย ๆ ๆ จนพ่อเจ็บไปทั้งตัว” กำนันเรืองทำหน้าเศร้า
“ตายแล้ว ไม่เป็นไรหรอกพ่อ ถือว่าฟาดเคราะห์ไป หิวหรือเปล่า แม่จะทำต้มจืดให้ทาน”
“ดีสิจ๊ะ”
“อดใจอีกไม่นาน”
พูดจบวันทนีย์ก็เดินออกไปที่ครัว
กำนันเรืองมองตามพอภรรยาเดินลับไปเขาก็ยิ้มออกมา “รอดตัวไปที..ฮะ ๆ ๆ”
กำนันเรืองมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวังแล้วเขาก็หยิบซองเงินออกมาจากตัวก่อนจะขยับเงินออกมากรีดนิด ๆ อย่างพอใจ แล้วก็หันไปที่เขาควายที่แขวนอยู่ที่ผนัง กำนันเรืองรีบปีนขึ้นไปยัดซองเงินในกะโหลกเขาควายที่แขวนไว้ทันที วันรบในวัย 7 ขวบยืนแอบดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ

กำนันเรืองอึ้งที่รู้ว่าลูกชายรู้เรื่องทั้งหมด แต่เขาก็ยังปฏิเสธเสียงแข็ง
“เอ็งมั่วแล้ว ข้าไม่เคยเม้มเงินแม่เอ็ง”
“หลังจากนั้น พ่อยังบอกแม่ว่าโดนปล้นอีกหลายครั้งครั้งละไม่ต่ำกว่าหมื่น จนแม่ตัดสินใจไปฝากเงินที่ธนาคารเอง” วันรบเล่าฉะฉาน
“ถ้าข้าซ่อนเงินจริง แม่เอ็งต้องเจอแล้ว” กำนันเรืองบอก
“ก็พ่อหลอกผมกับแม่ไม่ให้ไปยุ่ง เพราะมีวิญญาณควายสิงอยู่!”
กำนันเรืองแถ “ข้าโกหกส่ง ๆ ไป ไม่ให้แม่เอ็งเอากะโหลกควายของข้าไปทิ้งต่างหาก ... ข้ายืนยันว่าไม่เคยเม้มเงินแม่เอ็ง”
“งั้นเรื่องที่พ่อแอบเอาเงินไปปล่อยกู้กินดอก แม่จะรู้ไหมน้า” วันรบเริ่มพูดขู่ แล้วเหตุการณ์ในอดีตอีกช่วงก็ผุดขึ้นมาอีก

วันรบในวัยเด็กเห็นกำนันเรืองกำลังรับเงินจากลูกหนี้ที่หน้าบ้าน
“ผมรู้ว่าพ่อปล่อยกู้ไปหลายแสน” วันรบในปัจจุบันพูด
เหตุการณ์ในอดีต วันรับยังเห็นกำนันเรืองเอาเงินขึ้นไปซ่อนไว้ที่หลังเขาควายอีกหลายครั้ง
“แล้วเก็บดอกเบี้ยซ่อนไว้ในบ้านไม่ให้แม่รู้” วันรบในปัจจุบันพูดต่อ “ผ่านไปเป็นสิบปีพ่อก็ต้องมี..” วันรบมองพ่ออย่างจับไต๋ได้ “หลายล้านแน่!”

พูดจบวันรบก็มองพ่อด้วยหน้าเจ้าเล่ห์ กำนันเรืองอ้าปากค้างที่รู้ว่าลูกชายรู้เรื่องปล่อยเงินกู้ของตัวเอง
กำนันเรืองเหงื่อแตกพลั่ก จนต้องหยิบผ้าขาวม้าขึ้นมาเช็ดแล้วบิดจนน้ำไหลจ็อก “เอ็งมั่วแล้วไอ้รบ”
“ถ้าพ่อยังไม่ยอมรับ ผมจะบอกเรื่องทั้งหมดกับแม่” วันรบขู่
กำนันเรืองหน้าเหวอเพราะกลัวจะถูกวันทนีย์เอาเรื่องแต่เขาก็ยังพยายามทำใจดีสู้เสือ
“เอาเลย! ข้าไม่กลัวหรอก อย่างมากข้าก็แค่โดนแม่เอ็งด่า แต่ถ้าแม่เอ็งยึดเงินไป เอ็งจะไม่ได้เงินซักแดง!”
วันรบเห็นท่าทีของพ่อก็ถึงกับหน้าเสีย ส่วนกำนันเรืองยิ้มดีใจที่สามารถข่มลูกชายได้

กระถินหอบของมีค่าเดินมาที่รถซึ่งจอดอยู่ที่หน้าบ้านวันทนีย์ วันทนีย์ถือซองโฉนดที่ดินทั้งหมดที่มี โดยมีกำนันเรืองและอาไทเดินตามมา
“แม่จ๋า เราไปเป็นเพื่อนพ่อจ๋าประชุมกับจังหวัดข้าง ๆ ต้องเอาโฉนดที่ดินไปด้วยเหรอจ๊ะ” กระถินถาม
“ตอนนี้ข้าทิ้งอะไรไว้ไม่ได้หรอก ขโมยมันชุม!” วันทนีย์บอก
วันทนีย์เหลือบมองไปด้วยความโกรธ
“เจ้ารบ” วันทนีย์แบมือมาตรงหน้า
วันรบยืนอยู่หน้าวันทนีย์ เขาค่อยๆ ควักซองโฉนดออกมาส่งให้แม่ของตัวเอง “แต่แม่ให้ผมแล้วนะ”
“ให้ได้ก็ยึดคืนได้ มีอะไรไหม!” วันทนีย์เสียงแข็ง
“ไม่มีครับ”
วันรบตอบเสียงอ่อยแล้วเดินไปรวมกลุ่มกับรชานนท์และพชรที่นั่งจ๋อยอยู่ที่มุมหนึ่งบริเวณหน้าบ้าน
“ไปได้แล้วพ่อจ๋า สายแล้วจะร้อน อาไท ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล โทรบอกแม่ทันที” วันทนีย์สั่ง
“ครับผม!” อาไทรับปาก
วันทนีย์กับกระถินขึ้นรถ กำนันเรืองขึ้นไปนั่งประจำที่แล้วก็ขับรถออกไป
วันรบ พชร และรชานนท์ซึ่งกำลังนั่งหงอยเปลี่ยนท่าทีเป็นครึกครื้นขึ้นมาทันที
“ทางสะดวก” วันรบลิงโลด
“ลงมือ!!” รชานนท์กับพชรประสานเสียง
“หยุดก่อน! พวกพี่จะทำอะไรกัน” อาไทเข้ามาถาม
วันรบมองพชรกับรชานนท์แล้วส่งสายตาว่าเดี๋ยวจัดการเอง “ทำอะไรไม่สำคัญ แต่” วันรบควักแบงค์พันออกมาโบกล่อตรงหน้าอาไท อาไทมองตาไม่กระพริบ “สำคัญที่อาไทจะร่วมมือกับพี่ไหม”
“อาจะไม่เห็นแก่เงินทรยศแม่จ๋าเด็ดขาด” อาไทพูด
“แน่ใจ!” วันรบถามย้ำ
“แน่ใจ แล้วถ้าพี่ฝืนคำสั่งแม่อาจะฟ้องแม่จ๋า” อาไทบอก
วันรบมองอย่างเจ้าเล่ห์ “แน่ใจ”
“ชัวร์!” อาไทตอบ
วันรบหันมายิ้มกับรชานนท์และพชรอย่างรู้กัน

เวลาผ่านไป อาไทถูกมัดมือและถูกผ้าเทปปิดปากก่อนจะโดนพชรกับรชานนท์ลากเข้ามาในบ้าน
รชานนท์ชี้ไปที่เสาต้นหนึ่งแล้วถาม “ผูกกับต้นโน้นเลยพี่”
“ป๋า..ต้นนั้นไม่ได้ เห็นผ้าที่ผูกไว้ไหม นั่นน่ะเสาตกน้ำมัน” วันรบบอก
“งั้นเสาโน้นก็ได้” พชรชี้ไป
“พี่ระ เสาโน้นก็ไม่ได้ บนนั้นที่มีหิ้งน่ะ มีโกศของปู่ผม” วันรบบอก
อาไทพยายามจะดิ้นให้หลุด
“แรงอย่างกับช้าง จะเอาไงกับมันดีไอ้รบ” พชรถาม
วันรบมองน้องชายอย่างเซ็ง ๆ แล้วเดินไปนั่งตรงหน้าอาไท “อาไท และถ้าแกให้ความร่วมมือกับพี่ ตั๋วสวนสนุกเล่นแบบไม่จำกัดพร้อมบุฟเฟ่ต์โรงแรมห้าดาวจะเป็นของอาทันที”
อาไทได้ยินก็มีสีหน้าคิดหนัก
“ไม่เอาก็ตามใจ” วันรบตัดบท
“อื้อ..อื้อ..อื้อ..” อาไทส่งเสียง
“มันพูดอะไรนะ” พชรถาม
“ก็เปิดปากสิ” รชานนท์ดึงผ้าเทปออกครึ่งนึง
“โอ้ย ลุงมันเจ็บนะ” อาไทโวย
รชานนท์เคือง จึงออกแรงดึงจนสุดทันที
“โอ้ย นี่!” อาไทร้อง
“ถ้าเรียกลุงอีกคำ ฉันจะจับแกปิ้งเป็นหมูหันเลย” รชานนท์ขู่
“เบาๆ ครับพี่ น้องเจ็บ...” อาไทพูดเสียงนุ่มขึ้น
“ตกลงว่ายังไง” วันรบถาม
อาไททำเป็นคิดหนักก่อนพูด “บุฟเฟ่ต์ห้าดาวขอเพิ่มเป็นสองมื้อได้ไหมพี่”
“ถ้างานพี่สำเร็จ พี่แถมให้เป็นสามมื้อเลย” รชานนท์บอก
อาไทมีท่าทางกระตือรือร้นขึ้นทันที “งั้นจะให้ช่วยอะไรรีบบอกเลยพี่ ชักช้าเสียเวลา”
พชรพูดกับวันรบ “บ้านแกแต่ละคนดีๆ ทั้งนั้น”
วันรบขำ “ รีบเถอะน่าพี่ เดี๋ยวแม่กลับมาจะยุ่ง!”
ทั้งสี่แยกย้ายกันปีนแกะเทปกาวที่ปิดไว้ตามกำแพงบ้านเพื่อหาสร้อยทองแต่ก็ไม่มีใครเจอ

เวลาผ่านไป ทั้งสี่มานั่งเหนื่อยหอบอยู่กลางบ้าน
“ไหนแกว่าพ่อแกซ่อนเงินกับสร้อยทองไว้ในบ้านไง ทำไมหาไม่เจอวะ” พชรถามพร้อมกับหอบไปด้วย
“พ่อเก็บกดมากเพราะแม่คุมทุกบาททุกบัญชี” วันรบบอก “แล้วอยู่ด้วยกันตลอดแบบนี้ พ่อไม่เอาเงินออกมาใช้ให้แม่สงสัยแน่”
“ถ้าไม่เอาออกมาใช้..ก็ต้องเปลี่ยนที่ซ่อน” รชานนท์บอก
“เป็นไปได้..เมื่อปีก่อนแม่จ๋าให้พี่กระถินขึ้นไปปัดฝุ่นเขาควายแล้วไอ้เขาควายเนี่ยมันตกลงมา มีเงินอยู่ในเขาควายตั้งหลายพัน พ่อกำนันบอกว่าเป็นเงินพี่รบ แม่จ๋าก็เลยยึดไปหมดเลย” อาไทบอก
“ที่ๆ ปลอดภัยที่สุดกลายเป็นที่ ๆ อันตรายที่สุดซะแล้ว พี่ระ..ถ้าเป็นพี่ พี่จะซ่อนที่ไหน” วันรบถาม
พชรนิ่งคิด “ก็ต้องซ่อนที่ๆ เมียจะไม่ไปยุ่ง มุมส่วนตัว หรือ...”
วันรบกับรชานนท์นึกได้พร้อมกัน “เสาตกน้ำมัน!”

ทั้งสี่มายืนล้อมเสาตกน้ำมันที่มีหยดน้ำมันติดแน่นเหมือนมีน้ำมันซึมออกมาจากเสาจริงๆ
อาไทมองอย่างกลัวๆ “พี่รบ..แล้วถ้ามันเป็นเสาตกน้ำมันจริงๆ ล่ะ มืดแล้วด้วย..ฉันกลัว”
รชานนท์มองรอบๆ เสา “ไอ้รบ น้ำมันที่มันผุดขึ้นมานี่ มีมดไต่อยู่เต็มเลยว่ะ”
“น้ำมันอะไรวะ หวานจนมดขึ้น” พชรสงสัย
วันรบตัดสินใจยกมือไหว้ “ขอพิสูจน์หน่อยนะครับ” เขาปาดน้ำมันที่อยู่ที่เสามาดม “ผมว่ากลิ่นมันเหมือนกาแฟนะพี่”
รชานนท์รับคราบที่วันรบปาดมาดมแล้วตัดสินใจส่งให้พชร “พี่ระ ต้องชิมแล้วล่ะ”
“เฮ้ย! ถ้ามันเป็นของจริงฉันไม่ตายเหรอ” พชรไม่เล่นด้วย
“พี่ระไม่ชิมก็ได้ ถ้าอยากให้รายชื่ออดีตกิ๊กพี่ทั้งในและนอกบริษัทถึงมือพี่นี” วันรบขู่
“ไอ้รบ ไอ้น้องทรพี!” พชรด่าแล้วรับมาชิม “เฮ้ย! มันเป็นกาแฟว่ะ แต่เหนียว ๆ เหมือนทำให้ข้น”
วันรบกับรชานนท์มองหน้ากัน แล้วรีบลูบคลำที่เสาอย่างตั้งอกตั้งใจ วันรบลูบไปเรื่อยๆ จนสะดุดอะไรบางอย่างที่โคนเสา “ป๋า..ตรงนี้มันไม่เรียบ”
รชานนท์คลำโคนเสาแล้วมองหน้าทุกคนก่อนจะพูดขึ้น
“เราเจอขุมทรัพย์แล้ว”
รชานนท์ใช้ไขควงปากแบนค่อยๆ งัดขอบไม้ออกมา ด้านในของเสาโดนตัดกลวงจนเป็นช่องโดยมีแผ่นไม้ปิดไว้จนแทบดูไม่ออก
วันรบดึงฝาไม้ออกทำให้ทุกคนเห็นว่าข้างในมีแบงค์ร้อย แบงค์ห้าร้อย และแบงค์พันม้วนอัดเรียงกันอยู่ในเสา วันรบดึงออกมา พชรกับอาไทรับไปกางเพื่อนับ
วันรบหยิบแบงค์ร้อยออกมาแล้วบอกทุกคน “สุดท้ายแล้ว”
“เป็นการซ่อนแบบภูมิปัญญาจริงๆ หลอกด้วยสิ่งลี้ลับ ไม่มีใครกล้ามายุ่งแน่นอน” พชรชม
วันรบหันมาหาอาไท “มีตรงไหนในบ้านที่มีวิญญาณสิงอีกไหม”
อาไทคิดก่อนตอบ “รังตุ๊กแกผี บนโน้น” อาไทชี้ไปที่มุมหนึ่งบนเพดานบ้าน ที่มีตุ๊กแกหนึ่งตัวเกาะอยู่ วันรบ พชร รชานนท์เงยหน้ามองตาม
เวลาผ่านไป วันรบปีนบันไดขึ้นไปมามองแล้วหยิบตุ๊กแกโยนลงมา พชร อาไท และรชานนท์กระโดดหลบกันไปคนละทาง
วันรบขำแล้วบอก “ของปลอม!”
วันรบคลำบริเวณมุมที่ตุ๊กแกเกาะอยู่ก่อนจะเจอเชือกเล็ก ๆ ที่ถูกเจาะร้อยไว้กับผนัง วันรบลองเกี่ยวแล้วดึงออกมาก็พบว่าเป็นลิ้นชักเล็ก ๆ ที่ข้างในมีสร้อยทอง เลททองวางเรียงเป็นเส้นยาว
ต่อมา อาไทก็ชี้ไปที่อีกมุมในบ้าน “รักยม คะนองเดช”
รชานนท์อยู่ที่ด้านหลังรักยมซึ่งมีแผ่นไม้ขนาดใหญ่ติดไว้ในลักษณะเหมือนประตู เขาออกแรงเปิดออกจึงพบว่าด้านหลังมีทองกับเงินแปะติดไว้เรียงรายเหลืองอร่าม
ต่อมา อาไทก็พยายามครุ่นคิดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อไปของบ้าน “เฮี้ยนสุด ๆ ดงตานี!” อาไทตอบเสียงดัง
รชานนท์กับพชรมองมาที่วันรบ วันรบบอกทุกคน “ดงกล้วยหลังบ้าน”
ทุกคนมองหน้ากันแล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ไปค้นทันที

วันรบ รชานนท์ และพชรช่วยกันขุดดินในสวนข้างบ้าน ทั้งสามออกแรงขุดไปรอบๆ แต่ก็ไม่เจออะไร
“ขุดจนทั่วแล้วไม่เห็นเจออะไรเลย” พชรบอก
“มันต้องขุดลึกๆสิพี่ ขุดต่อๆ” วันรบสั่ง
ทั้งสามคนออกแรงขุดต่อ
สักพักรชานนท์ก็ขุดไปกระแทกอะไรบางอย่างเข้า
“ไอ้รบ! ฉันเจออะไรก็ไม่รู้ว่ะ”
วันรบกับพชรรีบวิ่งมาหารชานนท์แล้วช่วยกันขุดดินบริเวณนั้นทันที

เวลาผ่านไป หีบไม้ใบใหญ่ซึ่งอยู่ที่กลางหลุมขนาดย่อมเริ่มเผยโฉม วันรบ รชานนท์ และพชรตื่นเต้นที่ขุดจนเจอหีบขนาดใหญ่
“เฮ้ยไอ้รบ พ่อแกขโมยเงินเยอะจนต้องใส่หีบใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอวะ” พชรตื่นเต้น
“อย่ามัวแต่นิ่งไอ้รบ เปิดดูเลย” รชานนท์สั่ง
วันรบพยักหน้าแล้วค่อย ๆ เปิดหีบออก
เมื่อหีบเปิดออก ทั้งสามคนก็ตาโตและอ้าปากค้าง “เฮ้ย!!”
ภายในหีบมีหนังสือวาบหวิวในอดีตและโปสเตอร์วาบหวิบยุคก่อนอยู่เต็ม วันรบยังคงอึ้ง ส่วนรชานนท์กับพชรหัวเราะลั่น
“เนี่ยเหรอของมีค่าที่พ่อแกเอามาซ่อน หนังสือโป๊เก่า ๆ เนี่ยะ” รชานนท์ขำ
“เฮ้ย เก่าแต่คลาสสิค” พชรพูดพร้อมกับหัวเราะ
วันรบกลุ้มใจที่ไม่ได้เงินค่าสินสอด พชรกับรชานนท์รีบหยิบหนังสือวาบหวิวขึ้นมาเปิดดู ทันใดนั้นก็มีของบางอย่างร่วงลงมาจากหนังสือ
วันรบมองตามไปที่พื้นก็เห็นเป็นลูกกุญแจดอกเล็กๆ ตกอยู่ เขารีบก้มไปหยิบขึ้นมา รชานนท์กับพชรเห็นลูกกุญแจก็นิ่งไป
สักพักรชานนท์นึกได้ “นี่มันกุญแจตัวล็อค... แสดงว่าต้องมีของให้ล็อค”
“กล่องสมบัติ !” พชรพูดอย่างตื่นเต้น
ทั้งสามคนมองหน้ากันแล้วลุกไปขุดดินต่อทันที

มัทรีเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายอยู่ภายในห้อง แล้วเธอก็ไปนั่งที่เตียงก่อนจะหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูเห็นว่าเป็นเวลา 20.00 น. แล้ว
“เป็นยังไงบ้างนะ รบ ทำไมเงียบไปแบบนี้” มัทรีพึมพำ
มัทรีมองมือถือที่วางอยู่ เธอหยิบขึ้นมาจะกดโทรออก
“เฮ้!” เสียงธงฉานดังขึ้นมา

มัทรีชะงักมองไปทางหน้าต่างด้วยความสงสัย แล้วก็ตัดสินใจเดินออกจากห้องไป








Create Date : 13 มีนาคม 2555
Last Update : 13 มีนาคม 2555 13:57:48 น.
Counter : 376 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month



มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]