All Blog
แม่ยายที่รัก ตอนที่ 10



บนเกาะ มัทรีเดินนำรชานนท์เข้ามาที่ช่องหิน รชานนท์เห็นว่า รอบๆบริเวณช่องหินค่อนข้างมืด
“มัทรออยู่นี่นะอย่าไปไหน พ่อจะไปหาฟืนมาให้”
รชานนท์เดินออกไป มัทรีนั่งมองฝนที่เริ่มตกหนักด้วยสีหน้าเครียด
“แม่ มัทขอโทษ แม่ขา”

บริเวณบ้านพักริมทะเล ติรกาที่นั่งมองฟ้าอย่างใจจดจ่อ เสียงฟ้าร้องดังจนติรกาสะดุ้งด้วยความตกใจ ติรกาสีหน้าเครียด
“มัทต้องไม่เป็นอะไรนะลูก”
วันรบมองติรกาและรู้สึกผิดกับที่เกิดขึ้น

ฟ้ามืดแล้ว บนเกาะก็เช่นเดียวกับบนฝั่งที่ฝนยังตกอยู่ มัทรีที่เผลอนั่งหลับอยู่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงฟ้าร้องที่ดังโครมครืน มัทรีมองไปรอบๆ เห็นกองไฟติดอยู่แต่ไม่เห็นรชานนท์ มัทรีตกใจผุดลุกขึ้นอย่างร้อนรนร้องเรียก
“ป๋า ป๋า ป๋า”
รชานนท์ถือมะพร้าวเข้ามา
“มัท”
มัทรีเห็นรชานนท์มาเดินตรงเข้าไปต่อว่าทันที
“ป๋าหายไปไหนมา มัทตกใจแทบแย่”
“พ่อก่อไฟเสร็จ กลัวมัทหิวเลยออกไปหาอะไรมาให้มัทกินน่ะลูก”
“แล้วทำไมไม่ปลุกมัท ถ้าป๋าเป็นอะไรไปจะทำยังไง”
รชานนท์ยิ้มจนมัทรีสงสัย
“ป๋ายิ้มอะไร”
“พ่อดีใจที่มัทห่วงพ่อน่ะสิ”
มัทรีกลัวเสียฟอร์มจึงรีบเปลี่ยนท่าทีทันที
“มัทห่วงตัวเองต่างหาก ถ้าคุณเป็นอะไรไป มัทก็ต้องอยู่คนเดียวน่ะสิ เพราะคุณทำให้มัทต้องมาติดเกาะแบบนี้”
รชานนท์ยอมอ่อนให้
“พ่อขอโทษนะ พ่อได้มะพร้าวมาสองลูก พ่อเปิดให้แล้ว มัทกินก่อนสิ หิวแล้วใช่ไหม”
มัทรียังวางฟอร์มเหมือนเดิม
“มัทไม่หิว”
เสียงท้องของมัทรีร้องดังมาก รชานนท์ยิ้มเก็บอาการแล้วพูด
“ไม่หิวก็ต้องกินสักหน่อย กว่าจะมีใครมาช่วยเราได้คงนาน ฝนมันก็แรงซะด้วย”
มัทรียังวางฟอร์มไม่ยอมกิน เดินออกไปนั่งห่าง ๆ ที่มุมหนึ่ง รชานนท์มองอย่างขำ ๆ แล้วเดินไปวางมะพร้าวทั้งสองลูกที่ข้างๆตัวมัทรี มัทรีเหลือบมอง เสียงท้องของมัทรีร้องดังขึ้นอีกจนมัทรีเริ่มไม่ไหว เหลือบมองรชานนท์ที่นั่งมองไปทางอื่น
“แล้วป๋าไม่กินเหรอ”
“ถ้ามัทไม่กิน พ่อก็ไม่กิน”
“อ๋อ..ถ้ามัทกิน ป๋าจะกินใช่ไหม”
“จ๊ะ”
มัทรีได้ทีทำเนียนทันที
“ถ้างั้นมัทกินก็ได้ ป๋าจะได้กินด้วย”
รชานนท์ยิ้มรู้ทันว่ามัทรีวางฟอร์มเอาเป็นข้ออ้าง
“ก็ดีจ๊ะ เพราะพ่อหิวมาก”
คืนนั้น … มัทรียืนอยู่ที่ระเบียงห้องนอนตัวเองด้วยสีหน้าหงุดหงิดขัดใจ เตือนใจเข้ามายืนอยู่ข้างๆ แล้วพูดเบาๆ ยาน ๆเหมือนเสียงผีหลอกมัทรีว่
“มัทรี...”
มัทรีตกใจหันมาเห็นเป็นเตือนใจ
“คุณยาย มัทใจหายหมดเลย คิดว่า..”
เตือนใจยังทำเสียงเย็นๆ ใส่
“เป็นผีเหรอจ๊ะ”
มัทรีกอดเตือนใจ
“คุณยาย...อย่าเล่นแบบนี้สิคะ”
“เรานี่ขี้กลัวตั้งแต่เด็กจนโตเลยนะ”
“มัทกลัวทีไรก็เดือดร้อนคุณยายทุกที ต้องมีมัทเกาะติดเอวคุณยายเสมอ ดีนะคะที่มัทมีทั้งคุณแม่...คุณยาย”
“พ่อนพไม่น่าอายุสั้นนะ เสียไปตั้งแต่มัทยังเล็ก”
“มัทไม่เคยได้เอามะลิไปไหว้พ่อเหมือนคนอื่นเขา ไม่เคยได้จูงมือพ่อ มัทไม่มีพ่อ”
“แต่ตอนนี้มัทก็มีพ่อนนท์แล้วนะ”
“เขาไม่ใช่พ่อของมัท” มัทรียังดื้ออยู่
“ยายถามหน่อย มัทโกรธที่พ่อนนท์ทิ้งมัทไปใช่ไหม”
“แม่ต้องเสียใจ มัทต้องกลายเป็นเด็กไม่มีพ่อพราะเขา”
“แล้ว..ถ้าเกิดว่าแม่เขาความจำไม่ได้เสื่อม แต่เขายอมรับว่าเขารักพ่อนนท์จริงๆ มัทจะทำยังไง”
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะยาย แม่ไม่มีทางอภัยให้เขา”
“ก็ไม่แน่”
มัทรีมองเตือนใจอย่างสังเกต
“ยายพูดแปลก ๆ เหมือนว่าแม่”
“ยายแค่ลองพูดให้คิดหลายๆ ด้าน หมอก็บอกอยู่ว่าแม่เขาเลือกจะจำว่าแต่งงานกับพ่อนนท์ แสดงว่าลึก ๆ แม่เขารักพ่อนนท์มาก คนรักกันก็ต้องให้อภัยกันได้ จริงไหม”
มัทรีคิดตามแล้วตัดสินใจบอกเตือนใจว่า
“ก็ให้แม่จำได้และยืนยันอย่างนั้นซะก่อน มัทถึงจะคิดดูอีกทีค่ะ”
มัทรียังคงมุ่งมั่นที่จะบอกติรกาให้ได้ เตือนใจเหลือบมองที่ระเบียงอีกด้านเห็นวันรบยืนมองด้วยสีหน้าหนักใจ

เช้าวันใหม่ ติรกาออกมาจากห้อง มัทรีรีบเข้ามาประกบทันที
“แม่คะ วันนี้มัทจะพาแม่ไปเที่ยวเกาะใกล้ๆ ไปด้วยกันนะคะ”
“แต่แม่รู้สึกเพลียๆ นะ”
“แม่นอนบนเรือสิคะ มัทขับเรือเอง ไว้ใจมัทได้ค่า”
“อืม..งั้นเดี๋ยวแม่ทำแซนวิชไปด้วยดีไหม”
“เดี๋ยวมัททำให้เองค่ะ เดี๋ยวคุณแม่ไปนอนรอที่สปีดโบ๊ทที่ท่าเรือเลยนะคะ มัทจะรีบตามไป”
“จ๊ะ แล้วใครไปบ้างล่ะลูก” ติรกาจะถามต่อ แต่มัทรีเดินออกไปแล้ว รชานนท์ออกมาจากห้อง เห็นติรกายังยืนอยู่
“ยังไม่ลงไปเหรอครับ กระแต”
“นนท์คะ ยัยมัทชวนไปเที่ยวเกาะใกล้ ๆนี่ ไปด้วยกันไหมคะ”
“ปเล่นน้ำที่เกาะก็ดีนะ แล้วจะไปตอนไหนจ๊ะ”
“ยัยมัทให้ไปรอที่เรือตอนนี้เลยค่ะ เดี๋ยวกระแตจะไปถามคุณแม่ที่ชายหาดว่าท่านจะไปด้วยไหม”
“งั้นเดี๋ยวผมเอาเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนไปไว้ที่เรือก่อนแล้วคุณรีบตามไปนะ”
“ค่ะ”
รชานนท์จะเข้าห้องแต่ไม่วายหันกลับมาหอมแก้มติรกาฟอดใหญ่ ติรกาหันมอง
“ชื่นใจ”
ติรกายิ้มอย่างปลื้มในตัวรชานนท์

ภายในห้องครัว มัทรีทำแซนวิชอย่างรีบร้อนเพราะเห็นติรกากำลังเดินไปทางชายหาด
บริเวณท่าเรือ รชานนท์หอบกระเป๋าใบเล็ก กับเอาผ้าขนหนูคลุมหัวไว้แล้วเดินไปที่สปีดโบ๊ท รชานนท์ปีนลงไปที่เรือแต่ก้าวพลาดจนเท้าเสียหลัก รชานนท์ล้มลงหัวกระแทกขอบเรือจนมึนสลบไป

วันรบเดินเข้ามายืนด้านหลังมัทรีที่กำลังวุ่นกับการทำแซนวิส
“มัททำอะไรครับ”
มัทรีสะดุ้งทันที
“ก็...แซนวิชน่ะค่ะ”
“วันนี้คุณยายจะเผาอาหารทะเลตอนกลางวันไม่ใช่เหรอ”
“มัท..มัทหิวก็เลยทำกินรองท้อง”
“รองท้อง แล้วทำไมต้องใส่ตะกร้าด้วยล่ะ ทำยังกับจะไปปิคนิก”
“ก็แค่สร้างบรรยากาศ แพ็กเกจมันช่วยได้”
“งั้นผมกินด้วยนะ”
วันรบทำท่าจะหยิบแซนวิส
มัทรีรีบดึงกล่องออกทันที
“ไม่ได้นะคะ”
“ทำไมถึงกินไม่ได้ล่ะ หรือว่ามัททำให้ใคร”
“ก็ทำเผื่อคุณยาย คุณแม่ พี่พุทราไงคะ”
มัทรีรีบเอากล่องใส่ตะกร้า จะคว้าเดินออกไป
“มัทจะไปไหน”
“มัทจะไปหาคุณยายค่ะ”
มัทรีรีบเดินออกไป วันรบรีบตามประกบทันที

มัทรีจะเดินไปที่ท่าเรือ วันรบตาม
“มัท คุณยายอยู่ที่ชายหาด” วันรบบอก
มัทรีเห็นว่า วันรบไม่เลิกตามแน่ จึงตัดสินใจวิ่ง
“มัท” วันรบร้องตาม
“พี่รบจะขวางมัทไม่ได้”
มัทรีรีบวิ่งไปที่ท่าเรือ วันรบวิ่งตามจนคว้ามือมัทรีไว้ได้
“มัทจะไปไหน”
“มัทจะบอกความจริงกับแม่”
มัทรีตัดสินใจเอานิ้วจิ้มที่ตาวันรบเพื่อถ่วงเวลา
“ขอโทษนะคะพี่รบ”
วันรบเจ็บตาใช้มือกุมไว้แน่น มัทรีรีบวิ่งไปที่เรือสปีดโบ๊ท วันรบพยายามจะมอง เห็นลางๆว่า มัทรีกำลังวิ่งไปที่เรือ วันรบพยายามจะตามไป แต่ตาก็ไม่เปอื้ออำนวย มัทรีกระโดดลงมาที่เรือ เห็นร่างรชานนท์มีผ้าขนหนูคลุมปิดหัวอยู่จะเข้าไปดู
“มัท”
มัทรีตัดสินใจรีบไปสตาร์ทเรือแล้วขับออกไปทันที วันรบวิ่งมาถึง เรือของมัทรีก็แล่นออกไปแล้ว
“มัท”
วันรบยืนมองอย่างทำอะไรไม่ได้
เตือนใจวิ่งมาด้วยความตกใจ
“ตารบ เกิดอะไรขึ้น”
“มัทพาคุณแม่ยายไปไหนไม่รู้ครับ”
“มัทพาใครไปไหนนะ” ติรกาเดินเข้ามาพอดี
วันรบเห็นติรกาก็ตกใจ
“คุณแม่ยาย...แล้วมัทไปกับใคร”

มัทรีทำฟอร์มหยิบมะพร้าวขึ้นมาเหมือนไม่สนใจแต่พอเปิดได้ก็ดื่มน้ำมะพร้าวอั๊ก ๆ ๆ ๆ และควักเนื้อมะพร้าวขึ้นมากินด้วยความหิวโหย รชานนท์มองขำ ๆ มัทรีเงยหน้าขึ้นมาเห็นรชานนท์กำลังมองอยู่ มัทรีถึงกับเขินแต่ก็ยังทำฟอร์ม
“เอ้า...มัทกินแล้วไง”
มัทรีเอามะพร้าวอีกลูกมาวางคืนให้รชานนท์ รชานนท์รับมากิน มัทรีมองรชานนท์แล้วชะงัก เห็นขมับของรชานนท์มีคราบเลือดไหลลงมาจากขมับยาวมาถึงลำคอ มัทรีตกใจ
“ป๋า ทำไมมีเลือด”
รชานนท์เอามือแตะที่ศีรษะ
“อ้อ..ตอนล้ม มันไปโขกโดนหิน”
มัทรีพูดเสียงดัง
“อย่าเอามือแตะ มือป๋าไม่สะอาด”
มัทรีลืมความโกรธเข้ามาแตะดูที่แผล
“เลือดออกตั้งเยอะ”
“พ่อไม่เป็นไร”
“แผลขนาดนี้ยังไม่เป็นอะไรอีกเหรอคะ”
มัทรีตัดสินใจฉีกแขนเสื้อทั้งสองข้างออก มัทรีใช้ข้างหนึ่งออกไปรองน้ำฝนด้านนอกให้หมาดๆ แล้วเอามาเช็ดแผลทำความสะอาด เสร็จแล้วใช้อีกข้างพันปิดแผลให้ที่ศีรษะของรชานนท์ มัทรีมองอย่างพอใจในผลงาน
“จะได้กันแผลสกปรกด้วย”
“ขอบใจนะลูก”
“ก็ป๋าช่วยมัท ถือว่าเราไม่ติดค้างกัน”
มัทรีกลับมาทำมึนตึงใส่รชานนท์แล้วเดินกลับไปนั่งที่มุมตัวเอง รชานนท์ยิ้มๆ แตะผ้าที่พันอยู่บนศีรษะ

มัทรีนั่งทอดน้ำตาคลอ มองน้ำฝนที่ยังหลั่งไหลอยู่ด้านนอก รชานนท์นั่งมองมัทรีอย่างสังเกต เห็นมัทรีแอบปาดน้ำตา
“คิดถึงแม่เหรอ”
“ป่านนี้แม่คงเป็นห่วงมัทแย่แล้ว คุณยายบอกว่าเวลามัทไม่ได้อยู่บ้าน แม่จะไม่หลับจนกว่ามัทจะกลับหรือว่าได้ยินเสียงรถของมัท ถ้าแม่รู้ว่ามัทก่อเรื่อง แม่ต้องโกรธมัทแน่ๆ”
“ไม่มีใครโกรธมัทหรอกเพราะทุกคนรักมัท..พ่อก็รักมัทนะลูก”
คำพูดของรชานนท์แทงใจดำมัทรีจนเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที
“ถ้ารัก..คงไม่ปล่อยให้มัทต้องเป็นลูกไม่มีพ่อ...ไม่ปล่อยให้แม่ต้องเสียใจ คุณไม่รู้หรอกว่าเด็กที่ไม่มีพ่อเหมือนคนอื่นเค้ามันเจ็บปวดแค่ไหน ให้มัทคิดว่าพ่อตายจากมัทไปยังไม่เสียใจเท่าที่รู้ว่ามัทโดนพ่อตัวเองทอดทิ้ง”
“พ่อไม่เคยทิ้งมัท มัทเข้าใจผิดนะลูก”
“ป๋าจะบอกว่าที่แม่เล่าให้มัทฟังเป็นเรื่องโกหกงั้นเหรอ”
“พ่อไม่ได้ว่าอย่างนั้น มัทบอกพ่อได้ไหมว่าแม่เขาเล่าว่ายังไง”
มัทรีคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเล่า
“พอแม่รู้ตัวว่ามีมัทก็ไปหาพ่อ แม่บอกคุณปู่ว่ามีมัท คุณปู่บอกว่าจะบอกให้พ่อติดต่อมา แต่พ่อก็ไม่เคยติดต่อมาเลย ทิ้งให้แม่เลี้ยงมัทคนเดียว”
“แม่เขาไปเจอคุณปู่ด้วยเหรอ พ่อไม่รู้เรื่องนี้เลยนะ”
“ตอนนี้ ป๋าจะพูดอะไรก็พูดได้”
“มัทรู้ไหมว่าจากตรงนี้ถึงปลายทางที่ดวงจันทร์ ทางมันไกลแค่ไหน”
“มัทจะไปรู้ได้ยังไง”
“พ่อก็ไม่รู้หรอกว่ามันไกลแค่ไหน แต่พ่อรู้แค่ว่าปลายทางของพ่อคือการได้แต่งงานกับแม่ของหนู แต่คุณปู่อยากให้พ่อไปเรียนต่อ พ่อก็คิดจะพาแม่ของหนูไปด้วย แต่คุณปู่ให้พ่อเดินทางกระทันหันด้วยเหตุผลว่าที่มหาวิทยาลัยทางโน้นให้พ่อไปรายงานตัวด่วน”
“แล้วแม่ล่ะ พ่อไม่คิดถึงแม่เหรอว่าแม่จะทำยังไงที่มีมัท”
“พ่อไม่รู้จริงๆว่ามีหนู พ่อยอมไปเพราะคุณปู่บอกว่าจะออกทุนให้แม่ตามพ่อไป พ่อเฝ้ารอ..แต่แม่หนูก็ไม่มา สองเดือนที่พ่อรอแต่ได้รับข่าวจากคุณปู่ว่าแม่ของหนูแต่งงานกับหมอนพไปแล้ว พ่อเสียใจมากจนไม่มีกระจิตกระใจจะเรียนหรือทำอะไรได้อีก ถ้าไม่ได้ป้านีมาดูแล พ่อคงเร่ร่อนอยู่ที่โน่นไม่ได้กลับมาเมืองไทย”
มัทรีฟังแล้วถึงกับอึ้งไป
“มัทอาจจะไม่เชื่อ แต่พ่อเสียใจเสมอที่รู้ว่าพ่อไม่เคยได้ดูแลแม่ ดูแลลูก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พ่อจะไม่ยอมเสียโอกาสที่จะได้ดูแลแม่กับมัท”
มัทรีเห็นสีหน้าเสียใจของรชานนท์ มัทรีเริ่มสับสน ได้แต่มองเหม่อมองออกไปด้านนอก รชานนท์มองมัทรีเงียบๆ รู้สึกถึงความผิดของตัวเองที่ทะลักเข้ามาเต็มหัวใจ

ฟ้ามืดสนิทแล้ว วันรบกับติรกานั่งเครียดไม่แพ้กัน วันรบใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างติรกา ติรกามองวันรบอย่างไม่เข้าใจว่า วันรบจะมาไม้ไหน
“คุณแม่ยายครับ ที่มัททำแบบนี้มันเป็นความผิดของผมเอง ถ้าผมยอมให้มัททำอย่างที่เขาต้องการ มัทก็คงไม่ขับเรือออกไปแบบนี้ ผมขอโทษครับ” วันรบยกมือไหว้ติรกา
ติรกาเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของวันรบก็รู้สึกได้ทันทีว่า วันรบไม่ได้แสแสร้ง
“นายขัดใจยัยมัทเรื่องอะไร”
วันรบมองติรกาอย่างตัดสินใจ
“เรื่องอาการป่วยของคุณแม่ยายน่ะครับ ผมห้ามมัทไม่ให้บอกความจริงเพราะ...”
“เพราะอะไร”
“เพราะผมกลัวว่าถ้าคุณแม่ยายรู้ความจริงแล้วทุกอย่างจะไม่เป็นเหมือนเดิม ผมกลัวทั้งที่ผมรู้ว่า สักวันคุณแม่ยายก็ต้องรู้ความจริงทุกอย่างอยู่ดี ถ้ามัทกลับมาคราวนี้ แล้วเขาอยากจะบอกอะไรก็ตามผมก็จะไม่ขวางอีกต่อไป”
“แล้วนายไม่กลัวเหรอว่าทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม”
“กลัวครับ...แต่ผมเชื่อว่าความรักที่ผมมีต่อมัทจะทำให้คุณแม่ยายเข้าใจ”
“แล้วถ้าฉันไม่เข้าใจล่ะ”
“ผมก็จะไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมจะอดทนเพื่อความรักของผม ผมอยากดูแลคนที่ผมรักและคนๆนั้นคือมัทเพียงคนเดียว”
ติรกามองวันรบอย่างพินิจ
“ฉันจะคอยดู”
“ขอบคุณครับ”
ติรกากับวันรบหันมองไปในทะเลด้วยความหวัง อยากให้ฝนหยุดตกโดยเร็ว

ฟ้ามืดสนิทแล้ว มัทรีนั่งหาวโยที่สายตายังมองฝ่าความมืดออกไปข้างนอก
“มัท..ถ้าง่วงก็นอนเถอะลูก เดี๋ยวพ่อนั่งเฝ้าเองนะ”
มัทรีทำเป็นไม่ได้ยินมองไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ รชานนท์ร้องเพลงกล่อมเบาๆ
“ดึกแล้วหนา หลับเถิดหนอ พ่อจะร้อง เพลงกล่อม กล่อมเบาเบา เจ้าตัวน้อย ค่อยค่อยนอน ฝันดีทำตาพริ้ม ง่วงนอนแล้วอย่างนี้นอนเถอะหนา เจ้าตัวดี จะให้พ่อร้อง ทั้งคืนหรือไร”
มัทรีฟัง ๆ เริ่มสัปหงกจนจนทนไม่ไหวลงไปนอนกับพื้นอย่างยอมแพ้ มัทรีนอนขดตัวใช้แขนตัวเองต่างหมอน รชานนท์มองแล้วตัดสินใจลุกไปนั่งข้างๆ แล้วจับให้มัทรีนอนบนตักอย่างเบามือ รชานนท์ลูบหัวมัทรีอย่างอ่อนโยน
“พ่อจะสอน เจ้าเอาไหม ให้นับดาว อยู่บนฟ้า สุกสดใส คือแสงดาว พ่อจะสอน เจ้าเอาไหม ให้นับดาว หนึ่งและสอง หนึ่งและสอง สามสี่...แปดสิบสอง แปดสิบสาม แปดสิบสี่ ..”
มัทรีหลับตายิ้มอย่างมีความสุข แล้วมัทรีค่อยๆลืมตา น้ำตาคลออย่างปลาบปลื้ม รชานนท์ยังร้องเพลงกล่อมต่อไป
“พ่อจะสอน เจ้าเอาไหม ให้นับดาวอยู่บนฟ้า สุกสดใส คือแสงดาว พ่อจะสอน เจ้าเอาไหม ให้นับดาว หนึ่งและสอง หนึ่งและสอง สามสี่ พ่อจะสอน เจ้าเอาไหม ให้นับดาวอยู่บนฟ้า สุกสดใส คือแสงดาว พ่อจะสอน เจ้าเอาไหม ให้นับดาว”
รชานนท์ค่อยๆเอามือเปิดผมที่สยายปิดหน้าตาของมัทรีอยู่แล้วเอามือวางมือบนศีรษะมัทรี ลูบอย่างเอ็นดูด้วยความรักรชานนท์สีหน้ายิ้มละมุนอย่างมีความสุข
“แปดหมื่นสอง แปดหมื่นสาม...แปดหมื่นสี่”
ขณะที่สายใยของพ่อกับลูกกำลังจะเชื่อมหากัน ที่บริเวณช่องหินด้านบนมีงูตัวหนึ่งกำลังเลื้อยผ่านเข้ามา

เช้าวันใหม่ ที่บ้านพักริมทะเล ติรกาผล็อยหลับอยู่ที่เก้าอี้ แต่วันรบมองผ่านออกไปด้านนอกอย่างใจจดใจจ่อ ฝนขาดเม็ดแล้ว วันรบลุกขึ้น พุทรากับเตือนใจรีบเข้ามา
“ฝนหยุดแล้วค่ะ” พุทราพูดขึ้น
ติรกาสะดุ้งตื่นทันที วันรบหันมาพูดกับทุกคน
“ผมจะไปรับมัทเดี๋ยวนี้”
วันรบรีบเดินออกไปทันที
“ฉันไปด้วย” ติรกาพูดขึ้นแล้วหันไปบอกกับพุทรา
“พุทราดูแลคุณแม่ด้วยนะ” -
“ยัยติ แม่ไปด้วย” เตือนใจร้องบอก
“คุณแม่เตรียมของอร่อยไว้ให้ยัยมัทดีกว่าคะ ยัยมัทกลับมาคงหิวมาก”
ติรการีบวิ่งตามวันรบไป
“ขอให้หลานฉันปลอดภัยด้วยเถอะ” เตือนใจพูดขึ้น

เวลาต่อมา วันรบขับเรือมาจอดที่หน้าเกาะแล้วกระโดดลงทันที วันรบหันมารับมือติรกา ติรกากระโดดลงมาลุยทะเลขึ้นไปบนเกาะ ติรกามองหามัทรีและรชานนท์ด้วยความเป็นห่วง
“สองคนนั้นหายไปไหน”
วันรบสังเกตไปรอบๆ พบช่องหินด้านบน
“ข้างบนมีช่องหินอยู่ เขาอาจไปหลบฝนตรงนั้นก็ได้ครับ”

บริเวณช่องหินด้านบน รชานนท์นั่งหลับโดยมีมัทรีนอนหนุนตักอยู่
“ยัยมัท,มัทครับ” เสียงร้องเรียกของติรกาและวันรบดังขึ้น รชานนท์กับมัทรีได้ยินเสียงก็ค่อยๆ รู้สึกตัว ติรกากับวันรบเข้ามาจนถึงช่องหิน ติรกาเห็นรชานนท์กับมัทรีปลอดภัยก็ดีใจมาก ติรกากับมัทรีโผเข้ากอดกันแน่น
“ยัยมัท”
“แม่”
“ลูกเจ็บตรงไหนหรือเปล่า เรือมันลอยกลับไป แม่ไม่เห็นลูก แม่ใจหายหมดเลย”
“มัทไม่เป็นไรค่ะแม่ แต่ป๋า...”
มัทรีหันไปมองรชานนท์ ติรกากับวันรบหันมองตามไป
“ป๋า...หัวไปโดนอะไรมา”
“ลมมันแรงมาก มันพัดกิ่งไม้มาทางมัท แต่ป๋าเขามาบังมัทไว้ค่ะ”
ติรกาขยับเข้าไปหารชานนท์ แตะที่แผลอย่างเจ็บปวดแทน
“นนท์...เจ็บมากไหม”
รชานนท์ยิ้ม
“ไม่เป็นไรหรอกกระแต เพื่อลูกผมทนได้”
ติรกากอดรชานนท์ มัทรีมองติรกากับรชานนท์อย่างสับสน แต่มัทรีก็ตัดสินใจ
“แม่คะ มัทมีเรื่องจะบอกแม่”
“มัท” เสียงวันรบร้องขึ้นตกใจ มัทรีเข้าใจว่า วันรบจะปรามเรื่องที่มัทรีจะพูด
“พี่รบอย่าขวางมัทเลยค่ะ”
“พี่ไม่คิดจะขวางมัทนะ แต่รอให้เรากลับไปที่ฝั่งก่อนได้ไหม มัทไม่เห็นใจผมก็น่าจะเห็นใจป๋าบ้าง”
“คนที่มัทจะเห็นใจมีเพียงคนเดียวคือแม่ของมัท มัทจะไม่ยอมให้แม่เสียใจ ถ้าแม่จำทุกอย่างได้แล้วรู้ว่าถูกหลอก ถูกสวมรอย แม่จะต้องเป็นทุกข์ไปตลอดชีวิต มัทยอมไม่ได้ค่ะ”
“ มัท แม่ว่า” ติรกาพยายามจะปรามอีกคน
มัทรีดึงติรกาให้มาใกล้กับตัวเอง มัทรีกับติรกายืนหันหน้าออกไปหาวันรบกับรชานนท์
“แม่คะ..ความจริงคือ”
สายตาของวันรบกับรชานนท์เห็นงูอยู่ด้านหลังมัทรี วันรบกับรชานนท์พูดขึ้น
“มัท อย่าขยับนะ”
“ไม่ อย่าคิดจะห้ามมัทซะให้ยาก”
“กระแต พาลูกออกมา” รชานนท์ ร้องบอกติรกา
ติรกามองตามสายตารชานนท์กับวันรบเห็นงูที่กำลังเลื้อยอยู่ก็ตกใจ รีบตั้งสติบอก
“ยัยมัท ออกไปกับแม่ ช้าๆ นะ”
“แม่...ทำไมแม่ไม่ฟังมัท พวกเขากำลังหลอกแม่นะ”
“มัท...ออกไปกับแม่” ติรกาย้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่! จนกว่าแม่จะฟังมัท”
วันรบค่อยๆ ขยับเข้ามาจับมือมัทรี
“มัท..ไปจากที่นี่ ผมขอร้อง”
มัทรีสะบัดกลับหลังหันอย่างงอน
“ไม่”
พอมัทรีหันกลับมาเงยหน้าเห็นงูอยู่ด้านบนก็ตกใจกรี๊ดลั่น งูพุ่งตัวเข้าหามัทรี วันรบตัดสินใจกระโดดพุ่งเข้าชาร์ทมัทรีให้พ้นวิถี งูฉกเข้าที่ต้นแขนของวันรบเต็ม ๆ
“โอ้ย”
“พี่รบ” มัทรีร้องขึ้น
งูเลื้อยหนีไปแล้ว รชานนท์ ติรกา รีบเข้าไปดูวันรบ
“พี่รบ...อย่าเป็นอะไรนะ พี่รบ แม่คะ..ป๋า..ช่วยพี่รบด้วย”
ติรกาเห็นแผลถูกงูกัดก็ตัดสินใจก้มดูดเอาพิษงูออก
“นนท์คะ หาอะไรมารัดแขนด้วยค่ะ”
รชานนท์เอาเศษเสื้อที่เหลือของมัทรีมามัดเหนือต้นแขนวันรบไว้
“ไอ้รบ ไหวมั้ย” รชานนท์ถาม
“ไหวครับพี่” วันรบตอบแต่ตาปรือมาก
“ต้องรีบพาเจ้ารบเข้าฝั่งให้เร็วที่สุด”
รชานนท์ประคองวันรบ ติรกาเข้าช่วย มัทรีรีบตามไปลงเรือทันที










Create Date : 02 เมษายน 2555
Last Update : 2 เมษายน 2555 23:25:25 น.
Counter : 125 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]