I am not just a man form Mars !
Group Blog
 
All blogs
 

เบอลิน...ถิ่นน้องหมี # 5



มาเบอร์ลินหนนี้ นอกจากตามเจ้านายมาทำงานแล้ว น้องกระต่ายยังตั้งใจจะมาตามหาน้องหมีเยอรมัน แต่เดินเที่ยวไปหลายที่ยังไม่พบน้องหมีเลย ไม่เป็นไรฮะ ก็เมืองเบอร์ลินกว้างใหญ่มากกว่าที่ผมคิดหลายเท่านี่นา...เอาเถอะ เรายังมีเวลาอีกตั้งหลายวัน คุณๆอย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนนะฮะ

Gendarmenmarkt : หนึ่งในจตุรัสที่สวยที่สุดในยุโรป

วันนี้ผมตื่นแต่เช้า ยังมีอาการง่วงๆเล็กน้อย อาจเป็นเพราะยังปรับเวลาไม่เข้าที่ก็ได้ แต่กระต่ายน้อยก็สู้สุดฤทธิ์ ยังไงก็จะต้องหาพี่หมีให้พบ
ออกจากโรงแรมวันนี้ต้องใช้วิธีเดินอย่างเดียว เพราะบังเอิญสหภาพแรงงานของที่เบอร์ลินเขาประท้วงกัน รถไฟฟ้าใต้ดินหยุดทำการ ตั๋วที่น้องกระต่ายอุตส่าห์ซื้อมาเลยไม่ได้ประโยชน์ แต่ก็ดีฮะ...เดิน เดิน เดิน...ถือเป็นการออกกำลังกาย แถมอากาศเย็นเจี๊ยบแบบนี้ เดินเท่าไหร่ก็ไม่มีเหงื่อ แหม...ดีจริงๆ

เดินไปเดินมา เดินจนหลง แต่ถือว่าโชคดีนะฮะ เพราะผมหลงจนมาพบจตุรัส Gendarmenmarkt เข้าจนได้

จตุรัสชื่อยาวๆนี้ สร้างขึ้นช่วงปลายคริสศตวรรษที่ 17 มีโบสถ์และมหาวิหารรายรอบจตุรัส ความสวยงามไม่เป็นรองใคร จนได้รับสมญานามว่าเป็น ‘จตุรัสที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป’

อาคารรอบจตุรัส Gendarmenmarkt ส่วนมากถูกทำลายด้วยแรงระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันนี้ได้รับการบูรณะจากรัฐบาล และใช้เป็นโรงละครกับหอประชุม สำหรับการแสดงคอนเสิร์ต ละครและโอเปร่าต่างๆ




Postdamer Platz – หัวลำโพงเยอรมัน
เดนมาอีกสักหน่อย ก็มาถึง Postdamer Platz หนึ่งในสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในเบอร์ลิน จะเปรียบก็คงประมาณหัวลำโพงของบ้านเราเห็นจะได้นะฮะ ว่ากันว่าสถานีรถไฟแห่งนี้ เป็นแหล่งศูนย์รวมความเจริญแหล่งล่าสุดของเยอรมัน สินค้า ข้าวของอะไรที่น่าดู ทันสมัย น่าสนใจ น่าซื้อหาไปใช้ จะมีให้เห็นอยู่ที่นี่

สถานีแห่งนี้ยังเป็นชุมทาง นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนเส้นทาง เชื่อมต่อทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ และรถบัสได้ในคราวเดียวกัน แถมถ้าโผล่ออกไปแถวๆด้านหน้าของสถานี เขายังมีซากกำแพงเบอร์ลินมาจัดแสดงเอาไว้อีกด้วยนะฮะ
นอกจากกำแพง ยังมีคนแต่งตัวเลียนแบบทหารรัสเซีย มายืนให้เราไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอีกด้วย...อ๊ะ อ๊ะ...ไม่ได้ถ่ายฟรีๆนะฮะ ต้องจ่ายเงินให้เขาตั้ง 3 ยูโรแน่ะ ถ้าเป็นแบบนี้กระต่ายน้อยไม่ถ่ายก็ได้ฮะ เก็บสตางค์เอาไว้กินขนมดีกว่าเนอะ






Jewish Holocaust memorial - อนุสรณ์สถานการสังหารหมู่ชาวยิว
เดินออกมาจากสถานีหัวลำโพงไม่ถึงห้านาที กระต่ายน้อยก็ต้องตื่นตะลึงกับแท่งคอนกรีตนับร้อยนับพัน ที่เรียงตัวกันอย่าง ‘เกือบ’ จะมีระเบียบ
ที่ผมว่าเกือบมีระเบียบ เป็นเพราะว่า แท่งคอนกรีตเหล่านั้นวางเรียงกันเป็นเส้นตรงดีอยู่หรอก แต่ทว่าความสูงนั้นไม่เท่ากัน แถมพื้นที่ตั้งก็ยังสูงต่ำไม่เท่ากันไปด้วย ดูแล้วเหมือนกับผู้คนจำนวนมากมาย บ้างสูงบ้างต่ำ บ้างอ้วนบ้างผอม มายืนรายเรียงอยู่เป็นกลุ่ม

อะไรนะ...ที่นี่คืออะไร กระต่ายน้อยเริ่มสงสัย

หลังจากพยายามเดินไปมาเพื่อค้นหาคำตอบในวงกตคอนกรีต ผมก็ได้พบว่าที่นี่ก็คือ Jewish Holocaust memorial หรืออนุสรณ์สถานการถูกสังหารหมู่ของชาวยิวนั่นเอง

ตายละ...ผมหันมองแท่งคอนกรีตพวกนั้นด้วยความหวาดหวั่น ได้แต่หวังว่าแท่งสี่เหลี่ยมเหล่านี้ คงไม่ใช่สุสานของพวกเขาเหล่านั้นหรอกนะ อึ๊ย !
อนุสรณ์สถานแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 2000 หรือพ.ศ. 2543

เดินทีบริเวณที่สร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของสวน ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารที่ทำการของรัฐบาลนาซี แถมใต้ลงไปจากแท่งคอนกรีตเหล่านี้ยังบังเกอร์ของพวกนาซีซ่อนอยู่อีกด้วยนะฮะ หนึ่งในบังเกอร์เหล่านั้น ก็คือสถานที่ซึ่งอดอล์ฟ ฮิตเล่อร์หลบไปยิงตัวตาย เมื่อทราบข่าวว่าเยอรมันแพ้สงครามนั่นเอง

ปัจจุบันนี้เขาทำเป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เปิดให้เดินลงไปชมได้ด้วยนะฮะ แต่กระต่ายน้อยอย่างผมขอโบกมือลาดีกว่า...เรื่องผีๆ เรื่องน่ากลัวแบบนี้ ผมไม่เอาด้วยละ !



Brandenburger Tor : ประตูชัยเบอร์ลิน
เดินเลยอนุสรณ์สถานชาวยิวมาอีกหน่อยเดียว ก็ถึงสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเบอร์ลิน นั่นก็คือ Brandenburger Tor

Tor ในภาษาเยอรมันแปลว่าประตู ถ้าเรียกประตูชัยนี้ในภาษาอังกฤษ ก็ต้องเรียกว่า Brandenburg Gate ฮะ

ประตูชัยนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเบอร์ลิน สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1788-1791 ประกอบด้วยเสาทรงดอเรียนจำนวน 12ต้น ข้างละ 6ต้น เหนือโค้งประตูเป็นรูปสลักเทพธิดาแห่งชัยชนะ กำลังขับรถศึกมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก สวยงามมากๆ ที่ตลกก็คือ รูปปั้นอยู่สูงขนาดนี้ แถมยังมีขนาดใหญ่โต แต่เมื่อตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีโจรขโมยเอารูปปั้นเทพธิดากับราชรถนี้ไปด้วยนะฮะ ทางการเยอรมันต้องใช้เวลาถึง 8 ปีแน่ะ กว่าจะติดตามเอากลับคืนมาได้

ประตูชัยแห่งเบอร์ลินนับเป็นสถานที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมา ใครไม่ได้มา ถือว่าไม่ถึงเบอร์ลินนะครับ ถ้าคุณๆได้มาเที่ยวในงานเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ เช่นวันรวมชาติของเยอรมัน ที่ประตูแห่งนี้จะมีธงทิวและไฟประดับอย่างสวยงามเลยฮะ

จะว่าไปแล้วประตูแห่งนี้ถือว่าอยู่ยงคงกระพันมาก เพราะท่ามกลางไฟสงครามและฝูงบินระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตร ประตูชัยแห่งนี้กลับไม่เคยถูกระเบิดเลย ทั้งๆที่อาคารโดยรอบต่างโดนกันทั่วหน้า
ถ้าคุณมาเบอร์ลินละก็ อย่าลืมแวะมาชมประตูชัยให้ได้นะครับ







 

Create Date : 04 สิงหาคม 2553    
Last Update : 5 สิงหาคม 2553 21:27:01 น.
Counter : 121 Pageviews.  

เบอลิน...ถิ่นน้องหมี # 4

โบสถ์ประจำเมือง - Kaiser-Wilhelm-Gedachtniskirche church

ออกจาก Checkpoint Charlie ผมไต่ลงสถานีรถไฟใต้ดิน เลือกเดินทางสู่ใจกลางเบอร์ลิน เพราะได้ข่าวว่ามีโบสถ์สวยๆอยู่ที่นั่น ออกจากสถานีรถไฟฟ้า ก็เดินเรื่อยจนกระทั่งมาถึงโบสถ์เก่าอายุหลายร้อยปี ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเบอร์ลิน ผมเงยหน้าขึ้นมองโบสถ์สวยด้วยความตื่นตาตื่นใจ

ต่อมาความตื่นเต้นได้กลายไปเป็นความตกใจเล็กน้อย เพราะเพิ่งสังเกตว่า ยอดแหลมๆของโบสถ์แห่งนี้ดูเหมือนจะถูกทำลาย จนหักพังไปเกือบหมด
เจ้านายเล่าให้ผมฟังภายหลังว่า โบสถ์นี้มีชื่อว่า Kaiser-Wilhelm-Gedachtniskirche church ถ้าจะเรียกเป็นชื่อภาษาอังกฤษก็คือ Emperor William Memorial Church นั่นเอง

โบสถ์โปรแตสแตนท์แห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1891-1865 โดยพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 2 สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระอัยกาคือ พระเจ้าไกเซอร์ วิลเฮล์มที่ 1

สถาปนิกออกแบบโบสถ์ในสไตล์นีโอโรแมนติก ภายในมีกระจกสีกรุโดยรอบ มีภาพประดับทำจากโมเสกสวยงาม ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปี ค.ศ. 1943 ฝูงบินอังกฤษมาทิ้งระเบิดถล่มเบอร์ลิน โบสถ์ถูกทำลายลงด้วยแรงระเบิดและไฟไหม้ เหลือไว้แค่เพียงหอระฆัง

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เยอรมนีก็เริ่มบูรณะโบสถ์นี้ขึ้นมาใหม่ มีการสร้างอาคารใหม่ซ้อนไปบนโครงสร้างเดิม โดยโบสถ์ที่สร้างขึ้นใหม่นี้ยังคงยึดเอาเค้าโครงของศิลปะแบบนีโอโรแมนติกแบบเดิม

ภายในโบสถ์ได้รับการบูรณะและดัดแปลงชั้นล่างสุดเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อเป็นสถานที่แห่งความทรงจำ และแสดงรูปถ่ายของโบสถ์ที่สมบูรณ์ในอดีต รูปภาพที่นำมาแสดงนั้นมีทุกยุคทุกสมัย ใครอยากได้ภาพโบสถ์ไปเก็บเป็นที่ระลึก ก็มีร้านขายโปสการ์ดให้เลือกซื้อได้ตามอัธยาศัยด้วยนะครับ





Berlin Wall : กำแพงแบ่งแยกมนุษยชาติ
เดินชมเมืองเบอร์ลินแล้วจะไม่มาชมกำแพงเบอร์ลิน ก็คงเหมือนมากรุงเทพแล้วไม่ได้ไปวัดพระแก้วนั่นละครับ คุณว่าไหม

งานถึงไม่ชอบก็เลี่ยงยาก หลังจากชมโบสถ์พระเจ้าวิลเฮล์มเรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกเดินทางต่อ เพื่อไปชมกำแพงเบอร์ลินที่มีความทรงจำอันแสนหดหู่ของชาวเยอรมันติดตรึงอยู่ในทุกตารางนิ้ว

ในวันนี้กำแพงเบอร์ลินยังคงมีให้เห็นอยู่เป็นหย่อมๆ ทั่วทั้งเมือง ตรงนั้นตรงนี้...ซากปรักหักพังของกำแพง บอกเล่าประวัติศาสตร์ของประเทศได้เป็นอย่างดี ถือเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ มีชีวิตและเป็นรูปเป็นร่างที่สุด
และเมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ ด้านล่างของกำแพงมีนิทรรศการจัดแสดง ให้ความรู้เรื่องของกำแพงด้วย...ไม่ต้องบอก คุณก็คงจะเดาได้ว่าหดหู่แค่ไหน !

แต่นั่นละครับ...มาถึงถิ่นของเขาแล้วนี่นา ก็ควรจะดูให้รู้กันไป
กำแพงเบอร์ลิน หรือ Berlin wall เป็นกำแพงที่กั้นเบอร์ลินตะวันตก ออกจากเยอรมนีตะวันออกโดยรอบ สร้างเพื่อจำกัดการเข้าออกระหว่างเขตเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก ทางการลงมือสร้างเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1961 หรือประมาณปีพ.ศ.2504 และตั้งอยู่เป็นระยะเวลา 28 ปี ก่อนจะถูกพังทลายลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532

ช่วงที่กำแพงเบอร์ลินยังคงมีอยู่ มีความพยายามหลบหนีข้ามเขตแดนมากมาย ประมาณได้ราวๆ 5,000 ครั้งนั่นเลยครับ

ว่ากันว่ามีคนเกือบ 200 คนที่ถูกสังหารขณะกำลังหลบหนี และอีกประมาณ 200 คนได้รับบาดเจ็บบาดเจ็บสาหัส

ในช่วงแรกนั้น การหลบหนีเป็นไปไม่ยากมาก เพราะกำแพงยังเป็นเพียงรั้วลวดหนามเตี้ย ๆ บางคนใช้วิธีกระโดดหนีออกมาทางหน้าต่างของตึกที่อยู่ติดกับกำแพง เพื่อข้ามไปอีกฝั่ง แต่หลังจากมีการหลบหนีบ่อยครั้งเข้า ทางการก็สร้างกำแพงขึ้นมาใหม่ กลายเปลี่ยนเป็นคอนกรีตอย่างแน่นหนา หน้าต่างของตึกต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงก็ถูกสั่งให้ก่ออิฐปิดตาย เพื่อสกัดเส้นทางหลบหนีของประชาชน

เฮ้อ...เศร้าอีกแล้วใช่ไหมครับ

นี่ละนะคนประเทศเดียวกัน แต่ถูกแบ่งออกเป็นสองฟากฝั่ง ครอบครัวต้องถูกแยก พี่น้องไม่มีโอกาสได้พบหน้าค่าตากัน เพียงเพราะผลประโยชน์ทางการเมือง...ผมนึกเลยไปถึงเกาหลีเหนือ- เกาหลีใต้ นึกไปถึงเวียดนามเหนือ-เวียดนามใต้ในสมัยก่อน ขอให้เหตุการณ์เช่นนี้อย่าได้เกิดกับประเทศใดอีกเลย

เหตุการณ์ที่เบอร์ลินดำเนินมาเช่นนี้เรื่อยๆ เป็นเวลา 28ปีเต็ม จนกระทั่งวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2532 นาย Günter Schabowski รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ (Minister of Propaganda) ของเยอรมนีตะวันออกได้แถลงข่าวว่า ทางการจะอนุญาตให้ชาวเบอร์ลินตะวันออก สามารถผ่านเข้าออกเขตแดนได้อย่างเสรีอีกครั้งหนึ่ง

ทันทีที่ข่าวนี้ได้แพร่กระจายออกไป ชาวเยอรมันนับหมื่นก็พากันหลั่งไหลไปตามจุดผ่านแดนอัลฟ่า บราโวและชาร์ลี กับจุดอื่น ๆ ของกำแพง เพื่อข้ามไปอีกฝั่งของเมือง เกิดความโกลาหลอลหม่านแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในเวลานั้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังไม่ได้รับคำสั่งจากทางการ จึงไม่ยอมให้ใครผ่านข้ามแดนไปได้ แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เจ้าหน้าที่มีไม่กี่คน ขณะที่ประชาชนมีนับหมื่น สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ต้องยอมปล่อยให้ประชาชนผ่านเขตแดนไปอย่างไม่มีทางเลือก

ภาพบรรยากาศที่ชาวเบอร์ลินตะวันตกออกมาต้อนรับชาวเบอร์ลินตะวันออก เต็มไปด้วยความประทับใจ บรรยากาศในเช้ามืดของวันนั้นเหมือนกับงานเฉลิมฉลอง ชาวเยอรมันจึงถือเอาวันที่ 9 พฤศจิกายนเป็นวันล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

สำหรับการทุบทำลายตัวกำแพงจริงๆนั้น เริ่มขึ้นในอีกหกเดือนถัดมา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2533 การทุบทำลายไม่ได้เป็นการทำลายลงทั้งหมด หากทางการเบอร์ลินคงเหลือกำแพงบางช่วงเอาไว้เป็นอนุสรณ์ และในภายหลังซากกำแพงบางส่วนก็ถูกนำออกจำหน่ายเป็นของที่ระลึกอีกด้วย บางส่วนก็ถูกนำไปตั้งแสดงนิทรรศการที่ประเทศอื่นเพื่อเป็นอนุสรณ์ เช่น ที่ด้านหน้าสภายุโรป ที่เมืองบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม เป็นต้น

ทั้งหมดนี้แค่วันแรกเท่านั้นเองนะครับ ทั้งๆที่อากาศหนาวจัด แต่ผมก็เดินเที่ยวจนเหนื่อย แข้งขาอ่อนแทบหมดแรง ถึงเดือนนี้เป็นปลายหน้าหนาว เข้าหน้าร้อนแล้วก็ตาม แต่พระอาทิตย์ก็ยังตกเร็ว เวลาแค่หกโมงเย็นกว่าๆ แต่รอบกายผมมืดมิดราวกับเที่ยงคืน

ผมเริ่มหาว หนังตาเริ่มหนักแล้วละครับ...

ผมดูนาฬิกาข้อมือ เป็นเวลาแค่หกโมงเย็นเอง ทำไมผมถึงง่วงนอนขนาดนี้นะ พอนึกมานึกไป...อ้อ...เวลาที่เบอร์ลินช้ากว่าบ้านเราหกชั่วโมง ถ้างั้นประเทศไทยตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้วสินะ

ได้เวลานายเลิกงานแล้วละฮะ ป่านนี้นายคงจะกลับจากศูนย์ประชุมมาที่โรงแรมแล้ว ผมคงต้องรีบกลับไปรับหน้า ก่อนที่นายจะรู้ว่าผมหายไปไหนมา
เบอร์ลินไม่ใช่เมืองเล็กๆอย่างที่ผมคิดเลยสักนิด เดินมาตั้งนาน ยังไม่พบน้องหมีเลย แต่ยังมีเวลาเหลืออีกหลายวัน

พรุ่งนี้เราไปตามหาน้องหมีกันต่อนะฮะคุณ...





 

Create Date : 01 สิงหาคม 2553    
Last Update : 5 สิงหาคม 2553 21:27:33 น.
Counter : 115 Pageviews.  

เบอลิน...ถิ่นน้องหมี # 3

Checkpoint Charlie : จุดผ่านแดนตะวันออก-ตะวันตก

ในวันนี้ Checkpoint Charlie ได้กลายมาเป็นสถานที่สำคัญ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะพลาดไปมิได้ เจ้านายเล่าให้ผมฟังว่า Checkpoint Charlie เป็นจุดผ่านแดนระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและเบอร์ลินตะวันตก ในสมัยที่เยอรมนียังแบ่งเป็นเยอรมนีตะวันตกและตะวันออก ไม่รวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวเหมือนอย่างปัจจุบัน

ที่นี่เป็นจุดเฝ้าระวังของทหารอเมริกันกับโซเวียต จุดเฝ้าระวังพวกนี้มีหลายจุด จุด A, จุด B และจุด C สำหรับชื่อ ‘Charlie’ นั้นย่อมาจากอักษร ‘C’ ในภาษาอังกฤษ เช่นเดียวกับ ‘Alpha’ ที่มาจาก ‘A’ และ ‘Bravo’ ก็มาจาก ‘B’ นั่นเอง

Checkpoint Charlie เป็นจุดตรวจที่มีขนาดใหญ่ มีความสำคัญมาก ใครๆเลยรู้จักเป็นอย่างดี ต่อมาคำนี้เลยกลายมาเป็นแสลงที่ใช้เรียกทหารอเมริกันทุกคนว่า “ชาร์ลี” เพราะ Checkpoint Charlie ถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามเย็น จึงมีนวนิยายและภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องใช้สถานที่แห่งนี้เป็นฉากสำคัญของเรื่อง อย่างเช่น Schindler’s List หนังเรื่องดังของสตีเว่น สปิลเบิร์ก เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองและการสังหารหมู่ชาวยิว ซึ่งกวาดรางวัลยอดเยี่ยมจากสถาบันต่างๆมากมาย ก็มีเหตุการณ์ทั้งสุข เศร้า รัก โศก เกิดขึ้นที่ Checkpoint Charlie แห่งนี้...

เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์อันแสนเศร้า ทางการเยอรมนีเลยสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้น มีชื่อว่า Museum Haus Am Checkpoint Charlie เปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1962 หรือประมาณปี พ.ศ.2505 ราคาบัตรเข้าชมแค่ 12.50 ยูโรเท่านั้นเอง

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ความโหดร้ายของสงคราม การแบ่งแยกดินแดน และความพยายามอุตสาหะ ของชาวเยอรมันสมัยก่อนในการหลบหนีข้ามแดน ไม่ว่าแฝงตัวอยู่ในหีบไม้ หรือกระดานเซิร์ฟบอร์ด ผมเดินชมไปก็รู้สึกหดหู่ไป อารมณ์ในยามนั้นเศร้าสลดใจกับชะตากรรมของชาวยิวมาก

โชคดีนักหนาที่เราเกิดมาเป็นคนไทย...สงครามไม่เคยสวยงาม ทั้งยังทิ้งความโหดร้ายไว้ให้กับมนุษยชาติ ถึงแม้สงครามจะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มนุษย์ก็ไม่เคยจดจำ หลายประเทศยังปรารถนาสงคราม แม้กระทั่งทุกวันนี้

ผมอยากให้ใครๆได้มาเห็นร่องรอยบาดแผลของเชลยศึก หยาดน้ำตาของชาวยิว ซากปรักหักพังที่เกิดจากสงคราม...บางทีโลกนี้อาจจะสงบสุขขึ้นบ้างก็เป็นได้

.... กระต่ายน้อยอย่างผมจึงได้แต่ภาวนา





 

Create Date : 01 สิงหาคม 2553    
Last Update : 5 สิงหาคม 2553 21:28:16 น.
Counter : 86 Pageviews.  

เบอลิน...ถิ่นน้องหมี # 2

U-Bahn-Nachtverkehr - สถานีรถไฟฟ้าสาย ยู

ก่อนจะเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวไปในเมือง เจ้านายก็พาผมไปทำความเข้าใจกับระบบขนส่งมวลชนของเบอร์ลินเป็นอันดับแรก เพราะเมืองนี้มีรถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟเชื่อมต่อกันทั่วราวกับใยแมงมุม ถ้าคุณมีแผนที่อยู่ในมือ และเลือกวางแผนการเดินทางให้ดีแล้วละก็ จะไปไหนมาไหนก็สะดวกสบายมากฮะ

รถไฟฟ้าสายหลักๆของที่นี่คือสาย U และสาย S ส่วนสาย M คือรถราง Metro Tram ชานชาลาแต่ละสถานีดูสว่าง สะอาด โปร่งตา ไม่น่าวังเวงกลัวเหมือนอย่างบางประเทศ

รถไฟฟ้าแต่ละสายจะวิ่งเป็นระยะทางไกลมาก อัตราค่าโดยสารไม่แพงเมื่อเทียบกับแท็กซี่ สายที่เจ้านายของผมขึ้นลงบ่อยๆ คือ U2 สีแดง นั่งจากสถานีชื่อ Stadtmitte ใกล้ๆโรงแรม ไปลงศูนย์ประชุม ICC Berlin ที่สถานี Kaiserdamm ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

ผมสังเกตได้ว่าสถานีรถใต้ดินที่อยู่ในย่านธุรกิจจะมีผู้คนขวักไขว่ ส่วนบางสถานีที่ไกลออกไปหน่อยผู้คนก็ค่อนข้างบางตา

เจ้านายและผมไปถึงวันแรกยังงงกับการซื้อตั๋วจากตู้อัตโนมัติ โชคดีที่เราไปเจอหนุ่มเยอรมันสุดแสนใจดีและมีน้ำใจ เขาจึงช่วยแนะนำเรื่องตั๋วชนิดต่างๆ ว่าเราควรจะซื้อแบบ 7 วันสำหรับใช้ในเมือง Berlin สนนราคา 31.50 ยูโรเท่านั้น ถูกกว่าซื้อแบบเที่ยวเดียวเป็นไหนๆ แต่ถ้าอยากไปหลายๆเมือง มีเวลาจะนั่งรถไฟเที่ยวให้คุ้ม เขาแนะนำว่าควรซื้อตั๋วแบบรวม ที่สามารถใช้ขึ้นรถไฟได้ทุกประเภท ราคาตั๋ว 7 วัน แค่ 61.70 ยูโร

ผมและเจ้านายอดนึกขอบคุณหนุ่มใจดีคนนั้นไม่ได้ ทั้งที่เขาพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก และเจ้านายผมก็พูดภาษาเยอรมันไม่ได้ แต่ความที่ชายหนุ่มคนนั้นเป็นเจ้าของประเทศ พอเห็นนักท่องเที่ยวมีปัญหา เขาก็พร้อมจะเข้ามาช่วยอธิบายเป็นอย่างดี นี่ละครับ...มิตรภาพไร้พรมแดนอย่างที่ใครเขาว่าไว้จริงๆ

เมื่อได้ตั๋วรถไฟเรียบร้อย คราวนี้ก็ถึงเวลาไปเที่ยวกันแล้วละฮะ

อ้อ...ก่อนที่เราจะออกเดินทาง ผมขออนุญาตแนะนำนิดหนึ่ง สถานีรถประจำทางของที่นี่หลายแห่ง สามารถเดินทะลุถึงกันได้ทางใต้ดิน ผมลองไปมาแล้ว บรรยากาศค่อนข้างน่ากลัว อาจไม่ปลอดภัยนักหากจะเดินคนเดียว โดยเฉพาะในยามวิกาล เพราะอาจจะมีพวกมิจฉาชีพเดินป้วนเปี้ยน คอยฉกชิงวิ่งราวได้ ยังไงระวังหน่อยนะฮะ อย่าเผลอไปเดินคนเดียวล่ะ

และสำหรับสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจมากในสายตานายกระต่ายน้อย ก็คือสัญญาณไฟจราจรของเบอร์ลิน น่ารักอย่าบอกใคร เจาะไฟทำเป็นรูปเด็กน้อยกำลังก้าวเดินสำหรับไฟเขียว และรูปเด็กยืนกางแขนกางขา ส่งสัญญาณให้หยุดเดินสำหรับไฟแดง น่ารักดีจริงๆ

... ผมอดรนทนไม่ไหว เลยบอกเจ้านายให้ถ่ายภาพมาฝากคุณๆด้วยละฮะ





 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 5 สิงหาคม 2553 21:35:06 น.
Counter : 96 Pageviews.  

เบอลิน...ถิ่นน้องหมี # 1

สวัสดีฮะชาวบล็อคแก๊งค์ทั้งหลาย อันตัวผมนั้นคือกระต่ายน้อยสีชมพูผู้แสนสดใสน่ารัก อยู่กับเจ้านายใจดีมานานปี ปกติแล้วชีวิตของผมก็ราบเรียบธรรมดามาโดยตลอด ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสได้ไปเที่ยวกับเจ้านาย ไกลถึงเบอร์ลินโน่น


เรื่องเริ่มต้นที่วันหนึ่งเจ้านายของผมได้รับมอบหมายจากหัวหน้าให้เก็บกระเป๋า แล้วเดินทางไปเยอรมันเพื่อร่วมงานมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว งานยิ่งใหญ่ประจำปีของยุโรป ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่ International Congress Centrum Berlin ศูนย์การประชุมขนาดใหญ่ของเบอร์ลิน ที่มีขนาดใหญ่กว่าเมืองทองธานีบ้านเราหลายเท่า

พอพูดถึงเบอร์ลิน คุณๆนึกถึงอะไรกันบ้างเอ่ย...ไส้กรอกเยอรมัน เบียร์สด เนยแข็ง ไวน์ ช็อกโกเลต ใช่ไหมฮะ

แต่ผมน่ะกลับนึกถึงน้องหมี...ไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดไปแบบนั้น อาจเพราะว่าใครๆพากันพูดว่าเมืองเบอร์ลินนี่นะ...เป็นถิ่นของน้องหมีเขาละ

ไหนๆผมก็มีโอกาสอันดี ติดสอยห้อยตามเจ้านายมาไกลถึงเบอร์ลินแล้ว...จะอยู่เฉยๆทำไมล่ะครับ ไปตามหาน้องหมีเบอร์ลินกันดีกว่า

พอเจ้านายออกไปทำงาน ผมก็เตรียมพร้อมจะออกไปเที่ยวบ้าง อยากไปค้นหาน้องหมีกับผมแล้วใช่ไหมล่ะ...มาสิฮะ ผมจะพาคุณไปตะลุยเบอร์ลินด้วยกัน

เมื่อคืนที่ผ่านมา เราเดินทางมาถึงสนามบิน TEGEL อย่างปลอดภัย ด้วยสภาพอากาศที่มีหมอกหนาและฝนโปรยปราย เครื่องบินเลยลงจอดช้ากว่ากำหนดไปเกือบ 90 นาที สนามบินเทเกลไม่ใหญ่มากมายอย่างที่ผมเคยคิด เพราะที่เบอร์ลินนี่มีสนามบินขนาดใหญ่ถึงสามแห่ง กระจายอยู่กันคนละมุมเมือง

เวลาที่ผมมาถึง บังเอิญมีเครื่องลงจอดพร้อมกันหลายสาย สนามบินเลยดูชุลมุนวุ่นวายไปสักหน่อย ทั้งไทยมุง จีนมุง ฝรั่งมุง กว่าเจ้านายผมจะได้รับกระเป๋า ก็ปาเข้าไปเกือบ 4 ทุ่มของที่เบอร์ลิน หรือตีสี่ของเมืองไทยโน่นแน่ะ กระต่ายน้อยอย่าผมเลยเริ่มจะง่วงนอนตาปรือ

เป็นเพราะเรามาถึงดึก แถมครั้งนี้ยังเป็นการมาเบอร์ลินครั้งแรกอีกต่างหาก โรงแรมอยู่ไหนก็ไม่รู้ เจ้านายเลยตัดสินใจขึ้นแท็กซี่ ทั้งที่ทำใจไว้แล้วว่าต้องแพงแน่ๆ แล้วก็จริงเสียด้วย ออกจากสนามบินยังไม่ทันไร มิเตอร์พุ่งพรวดจาก 3 ยูโร ไปถึงหลัก 10 ยูโรกว่าๆ แต่เมื่อคิดว่าดีกว่าจะต้องไปยืนหนาวท่ามกลางสายฝน...กระต่ายอย่างผมเลยยิ้มออก

พอรถเริ่มแล่นเข้าสู่ตัวเมือง เจ้านายเริ่มตื่นเต้นกับบ้านเมืองที่สวยงามราวกับย้อนอดีตกลับไปสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เลยคว้ากล้องขึ้นมาจากกระเป๋าเตรียมถ่ายรูปเมืองในยามค่ำคืน จะได้มีสมาธิ ไม่เครียดกับมิเตอร์และตัวเลขค่าโดยสารที่พุ่งเร็วราวกับจรวด แต่ที่ไหนได้ แบตเตอรี่ของกล้องถ่ายรูป บังเอิญหมดพอดี...เฮ้อ...กระต่ายเซ็งเลยฮะ

ยังโชคดีที่ก่อนแบตเตอรี่จะหมด เจ้านายอุตส่าห์ถ่ายรูปได้หนึ่งรูป ถือเป็นรูปวิวเพียงรูปเดียวที่ถ่ายได้ในคืนนี้ เป็นภาพของสถานีรถไฟชื่อ Postdamer ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรานัก

เมื่อมาถึงโรงแรม มิเตอร์ก็มาแตะที่ 18.90 ยูโรพอดี และแล้วโรงแรม Mercure Hotel & Residenz Berlin Checkpoint Charlie ก็มาปรากฎอยู่ตรงหน้า

โชคดีมากที่ผมกับเจ้านายได้พักอยู่ที่โรงแรมแห่งนี้ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมืองเบอร์ลินเลยทีเดียว รายรอบโรงแรมมีร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากมาย เดินไปไหนมาไหนแสนจะสะดวก

หลังจากพักผ่อนเรียบร้อย การผจญภัยของกระต่ายน้อยสีชมพูก็เริ่มขึ้นในเช้าวันต่อมา...




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 5 สิงหาคม 2553 21:35:30 น.
Counter : 128 Pageviews.  


MidnightGroovy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ว่ากันว่าผู้ชายนั้นมาจากดาวอังคาร
ส่วนผู้หญิงนั้นมาจากดาวเสาร์
แต่ใช่ว่าผู้ชายจากดาวอังคาร
.... จะเหมือนกันหมดนะ

ผมนี่ละ...ที่ไม่อยากเหมือนใคร :P
Friends' blogs
[Add MidnightGroovy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.