เที่ยวฟินแลนด์ ตอนที่ 7


Day 8 ไปนั่งรถลากที่ใช้เจ้าหมาพันธ์ฮัสกี้ลาก ( Husky dog) เสียอย่างเดียวไม่มีหิมะมาช่วยเพิ่มบรรยากาศ ช่วงบ่ายขับรถชมวิว

รายการสำหรับวันนี้คือ ช่วงเช้าเราจะไปฟาร์มสุนัขพันธ์อัสกี้ ( Husky dog) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักเท่าไหร่นัก ช่วงบ่ายไปขับรถชมวิว ฟาร์มที่ว่านี้ขับรถแค่ 15 นาทีก็ถึง กิจกรรมวันนี้เราไปเพื่อมิเชลเลอร์โดยเฉพาะ แต่ตัวแม่นี่ก็แอบตื่นเต้นไปด้วยเหมือนกัน ฮ่าๆ เพราะว่ามีรายการนั่งรถเลื่อนให้เจ้าพวกนี้มันลากกันด้วย แหมก็เราไม่เคยนั่งเหมือนกันนิ ก็อดตื่นเต้นไม่ได้อ่ะ สนนราคาก็ไม่แพงจนเกินไป ผู้ใหญ่คนละ 25 ยูโร เด็ก 25 ยูโร รวมสามคนก็แค่ 65 ยูโรเท่านั้น เสียอย่างเดียวไม่มีหิมะมาช่วยเพิ่มบรรยากาศ แต่ว่าจะมาช่วงหน้าหนาวนี่ก็ไม่ไหว หนาวเกิน แล้วราคาก็แพงกว่าปกติด้วยอ่ะ

เมื่อเราไปถึงเจ้าก็พบว่าไม่ได้มีแต่เราเท่านั้น มีเพื่อนร่วมทริปของเราอยู่ 2 ชุดรออยู่ก่อนแล้ว เจ้าของฟาร์มเป็นผู้หญิงร่างเล็กแต่ท่าทางแข็งแรงออกมาต้อนรับ พร้อมด้วยผู้ช่วยซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นลูกสาว แต่งตัวทะ มัดทะแมงเช่นกัน ดูไปดูมาคล้ายๆอินเดียนแดงซะมากกว่า เธอพาพวกเราทั้งหมดเข้าไปในบ้าน ภายในบ้านน่ารักมาก มีเตาผิงอยู่ด้านข้างให้ความอบอุ่น กลางคืนคงโรแมนติกไม่น้อย จากนั้นก็เริ่มเล่าประวัติความเป็นหมาของหมาพันธ์นี้ให้ฟังคร่าวๆ

จบจากการบรรยาย ก็พาไปดูบรรดานักวิ่งทั้งหลายที่อยู่ในกรง (กรงละหนึ่งตัว) มีอยู่ทั้งหมด 65 ตัว ตัวที่อายุน้อยที่สุดคือ 8 เดือน แต่ตัวมันใหญ่มาก เจ้าหมาทั้งหลายพอเห็นเจ้านายก็พากันกระดี๊กระด้า วิ่งพล่านไปมา ส่งเสียงเห่ากันขรม เหมือนกับจะรู้ว่า อ่า ได้เวลาที่จะได้ออกมายืดเส้นยืดสายกันอีกแล้วเว๊ยพวกเรา เจ้าของ บอกว่าเจ้าพันธ์นี้ไม่ก้าวร้าว ไม่ทำร้ายคน ที่ต้องบอกซะก่อนเนี่ยก็เพราะว่าถ้ามันออกมาได้ มันจะมาสวัสดีเราๆท่านๆทันทีด้วยการกระโจนขึ้นมาจูบจมูก อันนี้ไม่ต้องขวัญกระเจิงจนวิ่งหนี ให้เราแค่ยกเข่าขึ้นแล้วใช้มือทำท่าลดลง (ไม่ใช่ตีเข่ามันนะ ขืนทำงั้นมีหวังโดนมันผัดแน่เชียว) เป็นการบอกว่าพอแล้วๆ มันก็จะหยุด ถึงตอนนี้ก็เริ่มกลัวนิดๆแล้วล่ะ แหมก็เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนนี่นา เกิดมันหมั่นไส้เรา หรือว่าจูบแล้วไม่หอมถูกใจ ดันอารมณ์เสียงับจมูกเราเข้าให้ก็แย่อ่ะดิ ดั้งยิ่งมีน้อยๆอยู่ ก็ได้แต่หวังให้มันไปจูบคนอื่นแทนแล้วกัน

จากนั้นเจ้าของก็จะเข้าไปเลือกบรรดาผู้โชคดีให้ได้ออกมาทำหน้าทีสารถี แต่ละตัวก็แข่งกันเห่ากันส่งเสียงดังลั่น ถ้าจะแปลก็คงได้ความว่า เจ้านายจ๋าเลือกฉันเถอะจ้ะ เลือกฉันนะ นะ พลีส ฮ่าๆตัวไหนได้รับเลือก ก็ดีอกดีใจ ออกมาได้ก็วิ่งรี่ตรงเข้ามาจูบแขกเหรื่อกันใหญ่ มชล ก็เริ่มจะเหวอๆ มาหลบหลังพ่อ แบบกล้าๆกลัว อยากเล่นก็อยากเล่น ส่วนเจ้าตัวที่ยังไม่ถูกเลือกก็วิ่งพล่านกันใหญ่เชียว เสนอหน้ากันสุดฤทธิ์ เมื่อเห็นว่าหมดหวังแล้วคราวนี้ ก็มีเห่าต่อว่านิดหน่อย แต่พอเห็นว่าหมดหวังแน่ๆแล้วตรู เห่าไปก็เหนื่อยเปล่า ก็หยุดเห่าไปนอนหมอบต่อแบบเซ็งๆ

การเลือกนั้นก็ไม่เลือกที่รักมักที่ชังนะคะ เค้าจะมีระบบคือ จะติ๊กไว้ว่า เจ้าตัวไหนถูกเลือกไปแล้ว คราวนี้ก็หมดสิทธิ์ เค้าจะเลือกเจ้าตัวอื่นตามคิวไปเรื่อยๆ เพื่อความเท่าเทียมกัน แต่ก็อดสงสัยไม่ได้เนอะว่า หมามันจะรู้ระบบมั๊ยนะ คิดว่าคงไม่อ่ะนะ ไม่งั้นทุกทีทีมีคนมา ถ้ามันรู้ว่าคราวที่แล้วฉันออกไปแล้ว คราวนี้ก็อดแน่ งั้นไม่ต้องเห่าให้เสียเวลาดีกว่า แต่เราเห็นว่ามันก็เห่ากันทุกตัวนั่นล่ะ แสดงว่ามันไม่รับรู้ระบบอะไรนี่ด้วยหรอก อิอิ

กรงหมาและบรรดาเพื่อนร่วมทาง



หน้าตาเจ้าหมาจะเป็นแบบนี้ล่ะค่ะ



มชลเริ่มกลัวนิดๆ



กล้าๆกลัวๆ


ต่อจากนั้นก็จะนำบรรดาสารถีมาผูกเชือกเข้ากับตัวรถเลื่อน พร้อมทั้งการสิตวิธีการขับ หรือการบังคับเจ้ารถเลื่อนนี้ หลักๆก็คือเราจะต้องถือเชือกให้ตรง ระหว่างที่วิ่งไปถ้าเห็นว่าเชือกไม่ตรงต้องหยุดทันที โดยใช้เบรกที่มีอยู่ตรงคันบังคับ ไม่งั้นรถมันจะทับหมาได้ ซึ่งเค้าจะถือว่าคนขับหรือคนบังคับเนี่ยต้องระวังอย่างมาก ไม่งั้นจะถือว่าไม่เป็นห่วงสวัสดิภาพของหมา รอบแรกนี่เจ้าของจะเป็นคนบังคับให้ดูเป็นตัวอย่าง รอบถัดไปจึงจะผู้เข้าร่วมเป็นคนขับเอง

พอถึงเที่ยวที่ผู้ร่วมทริปคนอื่นสนใจจะบังคับ บาร์ทกับมชล นั่งหน้า เรานั่งหลัง นั่งไปก็กลัวเหมือนกัน ยิ่งตอนเลี้ยวกลัวว่าจะหกคะเมนเทเรากลิ้งลงมา แต่ก็รอดมาได้ รอบถัดไป บาร์ทขอบังคับเองมั่ง มชล นั่งกับป้าคนหนึ่งข้างหน้า ส่วนเราขอนั่งหลังอีกตามเคย แบบว่าเผื่อไปชนอะไรเนี่ยตรูขอโดนที่หลังแล้วกัน อิอิ ระหว่างนั่งนั้นก็ลุ้นไปด้วย ถึงช่วงเลี้ยวทีก็ใจหายใจคว่ำทุกที่ แต่ในที่สุดก็ผ่านมาได้

พอได้นั่งได้บังคับกันครบทุกคน (ยกเว้นเรา ไม่กล้าอ่ะกลัวไปทับหมาตาย) ก็มาถ่ายรูปคู่กับเจ้าหมาเป็นที่ระ ลึก มชล ชอบมากๆ อยากนั่งอีก แต่เวลาหมดซะแล้ว จากนั้นก็กลับเข้ามาดื่มชากาแฟกัน พร้อมกับให้ดูวิดีโอแสดงการลากเลื่อนในฤดูหนาว ซึ่งเมื่อนั่งรถเลื่อนเสร็จแล้ว ก็จะมีปิคนิคท่ามกลางแคมป์ไฟด้วย เห็นแล้วรู้สึกเสียดายนิดๆ ก็แหมมันน่าโรแมนติกออกนะ ท่ามกลางหิมะสวยงามเชียว อยากจะกลับมาเที่ยวในหน้าหนาวอีก แต่เมื่อนึกถึงความหนาวอย่างร้ายกาจก็ทำให้เราพอจะตัดใจได้บ้าง


คนหน้านี้เจ้าของ กำลังจะปล่อยเข้าลู่วิ่งแล้วจ้ะ



โฉมหน้าเจ้าสองตัวหลัง ลิ้นห้อยเพราะวิ่งมาหลายรอบแล้ว



ขอนั่งเที่ยวทีเจ้าของบังคับเองดีกว่าเพื่อความชัวร์



เพื่อนร่วมทางบังคับ แต่จำเป็นต้องนั่งเพราะ มชล ขออีกรอบ



เหนื่อยมั๊ยตัวเอง



ได้ตุ๊กตาหมาฮัสกี้เป็นที่ระลึก



ดี๊ด้าเพราะได้มาสองตัวเลย


เมื่อได้เวลาสมควร เราก็กลับมาพักผ่อนกันที่บ้าน ปล่อยให้ มชล ได้เล่นตามประสาเด็กบ้าง บ่ายแก่ๆก็ขับรถไปเที่ยวกันรอบๆทะเลสาบใกล้ๆ ระหว่างทางก็ไม่น่าเบื่อ เพราะสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มีดอกหญ้าสีเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง สลับกับทะเลสาบเป็นระยะๆ นานๆจะเห็นบ้านสักหลังนึง จากนั้นเราก็ตามหาจุดชมวิวที่เห็นในแผนที่ ก็ขับรถเข้าป่าไปเรื่อยๆ เหมือนกับว่าจะถึงแล้ว แต่ก็เข้าไม่ถึงซักที มองเห็นแล้วว่ามีหาดอยู่ข้างหน้า แต่เราเข้าไม่ได้ เพราะเป็นบ้านคนแถวนั้นทั้งสิ้น นึกๆก็น่าอิจฉาเนอะ ได้อยู่บ้านน่ารักๆ มีวิวสวยตลอดปี แต่จะว่าไปหน้าหนาวก็คงหนาวใช่เล่น เมื่อลงไปชื่นชมความงามไม่ได้ ก็ตัดสินใจกลับกันบ้านดีกว่า กลับบ้านเร็วหน่อยจะได้มีเวลานั่งเล่นเย็นๆใจ


กระโดดโลดเต้นก่อนไปนั่งรถชมวิวต่อ



ส่วนเราก็เดินถ่ายรูปต้นไม้ใบหญ้าไปเรื่อยเปื่อย



วิวระหว่างทาง



ทุ่งหญ้า



ทะเลสาบ



ที่พักข้างทางระหว่างทะเลสาบและทุ่งหญ้าข้างบน



ใกล้กันมีที่ให้เด็กได้ยืดเส้นยืดสายกันด้วย


พอมาถึงบ้านก็เห็นว่าเค้ามาเปลี่ยนฟิวส์ให้แล้ว ทำกับข้าวได้ตามปกติ วันนี้ก็เลยได้กินหมูทอดกับปลาแซล มอน เอาบวบฝรั่งมาต้มในน้ำซุปไว้ซดคล่องคอให้ชื่นใจ กินข้าวเสร็จให้บาร์ทพา มชล ไปเล่นต่อ เพราะมันยังไม่มืด ส่วนเราก็เตรียมหุงข้าว เตรียมหั่นเครื่องปรุงให้เรียบร้อย สำหรับไว้ผัดข้าวผัดไว้กินกลางทางในวันพรุ่งนี้ เพราะได้เวลาย้ายนิวาสสถานกันอีกแล้ว คราวนี้เราจะเคลื่อนที่ไปถึงแลปแลนด์กันเลย ตามข้อมูลเค้าบอกว่าพื้นที่ด้านบนมีประชากรอยู่บางเบามาก ร้านค้าก็จะน้อยลง เราเลยต้องเตรียมเสบียงให้พร้อม เพราะระยะทางพรุ่งนี้ยังอีกยาวไกลทีเดียว


กระท่อมน้อยกลางทุ่งนา



ดูฟ้าสวยๆรอตอนตอไป





 

Create Date : 14 มกราคม 2553    
Last Update : 14 มกราคม 2553 18:35:17 น.
Counter : 752 Pageviews.  

เที่ยวฟินแลนด์ ตอนที่ 6


Day 7 5/06/06 เที่ยวใกล้บ้านที่เมือง Sotkamo แล้วต่อด้วยเมือง Kajaani ต่อด้วยขับรถชมวิวเรื่อยเปื่อย หลงทางไปเจอหมู่บ้านที่มีแต่บ้านน่ารักๆ

มาเล่าเรื่องเที่ยวฟินแลนด์ต่อหลังจากที่หายไปซะนาน ความเดิมตอนที่แล้วนั้นเราเดินทางมายังที่พักแห่งใหม่ซึ่งเป็นแห่งที่สองของทริปนี้ ดังนั้นในวันนี้จึงเป็นวันแรกที่จะออกสำรวจพื้นที่แถวนี้กัน

เมื่อคืนนอนนี้เรานอนหลับสบายมากๆเลย เพราะก่อนนอนไปอบซาวน่า โฮ๊ะๆชักติดใจอยากจะมีเป็นของตัวเองมั่งแล้วสิ (ได้แค่คิดไปก่อน ยังไม่มีปัญญา) ขนาดว่าหลับสบายนะ แต่ก็ยังอุตส่าห์ตื่นมาตีสาม แต่พอมองออกไปข้างนอก โหย มันสว่างเหมือนเก้าโมงเช้าเลยอ่ะ นึกไปนึกมาที่ไหนๆในโลก มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ไม่มีที่ใดจะสมบูรณ์ไปทุกอย่างหรอก ที่นี่ถึงจะสวยในหน้าร้อน แต่ช่วงกลางวันยาวมาก เที่ยงคืนแล้วยังไม่อยากจะมืดเลย ทำให้นอนไม่ค่อยเต็มที แต่พอหน้าหนาวก็หนาวสุดๆ มีแสงแดดแค่สามสี่ชั่วโมงเอง ไปไหนมาไหนก็ต้องห่อตัวเป็นตัวหนอนเดินได้ นอนคิดไปคิดมาจนเผลอหลับไปได้อีก ตื่นมาอีกทีก็แปดโมงกว่าๆ มาจัดการอาหารเช้าเสร็จก็ออกเที่ยวกันต่อทันที

หลังจากเมื่อวานเราขับรถกันมาทั้งวัน วันนี้ก็เลยกะว่าจะไม่ไปไหนไกล เอาแค่ใกล้ๆที่พักก็แล้วกัน โปรแกรมวันนี้คือเที่ยวเมือง Sotkamo เมืองที่เราพักนี่แหละ แล้วก็เมือง Kajaani ที่ห่างไปแค่ 40 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ตอนออกเดินทางเริ่มมีละอองฝนโปรยปรายลงมา อ่าอย่าตกแรงแล้วกัน ไม่งั้นเคืองเชียว โชคดีที่ฝนโปรยไม่นาน แต่ที่แย่คือฟ้าเลยไม่สวยเหมือนเดิม

เราออกจากที่พักเลยหมู่บ้านมาได้นิดหน่อย ก็เจอกับโบสถ์ไม้ประจำเมือง ตั้งโดดเด่นท่ามกลางต้นสนสูงชะ ลูด ตัวโบสถ์ดูเรียบง่าย สะกิดต่อมอยากรู้อยากเห็นของเราขึ้นมาอีกแล้ว ข้างในจะสวยมั๊ยนะ ก็เลยขออนุ ญาตคนขับรถวิ่งลงไปดูนิดนึง มันเหมือนโรคจิตนะ คืออยากรู้อยากเห็นไปซะหมด ข้างในเงียบไม่มีใครเลย ดีเหมือนกันจะได้ดูอย่างสบายๆไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนใคร คงเป็นโบสถ์สร้างใหม่ เห็นได้จากภาพวาดตามผนังที่ยังสดใสอยู่ ตรงแท่นพิธีมีเพียงภาพวาดสีน้ำมันเกี่ยวกับศาสนาอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยภาพบรรดาสาวก มีความเรียบง่าย ไม่ตกแต่งอลังการเหมือนโบสถ์ในยุโรปทั่วไป เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกสองสามภาพ แล้วก็รีบกลับมาที่รถ ไม่งั้นคนรอจะหงุดหงิดได้

หน้าตาโบส์ด้านนอก


ภายใน


ภายใน


Kajaani

จากนั้นก็มุ่งหน้าไปเมือง Kajaani ระหว่างทางก็ผ่านทะเลสาบน้อยใหญ่มาเป็นระยะๆ เมืองนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวกะเค้าเหมือนกันนะ เพราะว่ามีเกาะ Manamansalo เป็นเกาะที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีเพราะมีหาดทรายยาวถึง 7 กิโลเมตร อยู่ในทะเลสาบ Oulujärvi

ตามประวัติบอกว่า เมืองนี้เคยถูกสวีเดนแข้าครอบครองในปี 1651 มีหลักฐานที่พอหลงเหลือให้เห็นคือ ซากกำแพงเมืองเก่าของปราสาทที่สร้างโดยพระเจ้า Karl ที่ 4 แห่งสวีเดน ซึ่งอยู่ที่เกาะ Linnasaari ที่เป็นเกาะกลางน้ำใกล้ๆใจกลางเมืองนั่นเอง และถูกทำลายโดยรัสเซียในปี 1716

นอกจากนั้นยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการส่งออกน้ำมันถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย ในช่วงซัมเมอร์จะมีการแสดงเกี่ยวกับการลำเลียงขนส่งถ่านหินโดยเรือเก่าแก่ในคลอง Ämmäkoskiteer ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งถ่านหินที่สำคัญอีกด้วย

เมื่อรถเริ่มเข้าใกล้ตัวเมือง Kajaani นั้น เรายังไม่เข้าเมืองซะทีเดียว แต่ขอแฉลบไปดูโบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆก่อน (อีกแล้วครับท่าน) นั่นคือโบสถ์ Kajaani Church เป็นโบสถ์ไม้สไตล์นีโอโกธิค สร้างในปี 1897 ออกแบบโดย Jac Ahrenberg ซึ่งสร้างขึ้นแทนที่โบสถ์เดิมซึ่งถูกทำลายโดยรัสเซียในปี 1716 จากนั้นก็ได้มีการสร้างขึ้นใหม่เป็นครั้งที่ 2 พอใช้งานมาได้ประมาณ 160 ปี ก็ถูกรื้อถอนแล้วสร้างใหม่คือโบสถ์ที่เห็นในปัจจุบันนี้นั่นเอง

Kajaani Church


ภายใน


ภายใน


ตัวโบสถ์ด้านนอกดูๆไปแล้วจะว่าคล้ายๆบ้านทรงไทยของเราก็น่าจะได้ เพราะมียอดจั่วแหลมๆ แกะสลักคล้ายๆกัน ภายในโดยรวมดูแล้วสวย มีโคมไฟห้อยระย้าตรงกลาง ช่วยให้ดูเด่นยิ่งขึ้น ตรงแท่นบูชาดูเรียบง่าย มีเพียงภาพวาดเกี่ยวกับศาสนาประดับอยู่ตรงกลาง ด้านในมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ เดาว่าน่าจะเป็นนักศึก ษาเพราะดูยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลย เข้ามาสอบถามว่าต้องการให้เล่ารายละเอียดหรือไม่ ใจจริงอยากเดินดูเอง แต่ไม่อยากให้เค้าเสียน้ำใจก็เลยตกลง รู้สึกว่ารัฐให้ความสำคัญกับโบสถ์หลายๆแห่งมาก เพราะเท่าที่ไปดูมาเกือบทุกโบสถ์ จะมีเจ้าหน้าทีซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวคอยให้ความรู้แก่คนที่เข้าเยี่ยมชมด้วย

ด้านข้างโบสถ์นั้นเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ตรงกลางมีประติมากรรมตั้งเด่นอยู่ สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกให้กับประธานาธิบดี Urho Kaleva Kekkonen ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 8 ของฟินแลนด์ ผู้อยู่ในตำแหน่งนี้นานถึง 25 ปี ตั้งแต่ปี 1956 ถึง 1981 และได้ชื่อว่าอยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟินแลนด์เลยทีเดียว เหตุทีมีประติมากรรมของเค้าที่นี่ ก็เพราะว่าตอนเด็กนั้นเค้าเคยอยู่และเรียนหนังสือที่เมืองนี้นั่นเอง

ประติมากรรม


ถัดจากประติมากรรมนี้ ใกล้ๆกันนั้นมีโบสถ์อีกแห่งหนึ่งคือ โบสถ์ของนิกายออโธด็อกซ์ เป็นโบสถ์ขนาดกลาง รูปทรงคล้ายๆโดม เราไม่ได้เข้าไปดูด้านในเพราะปิด หาข้อมูลในเวปไซต์แล้วเสียดายมากเลยเชียว เพราะด้านในดูสวย มีภาพวาดสวยๆหลายภาพทีเดียว แค่เห็นภาพด้านบนตรงทางเข้ายังสวยเลยอ่ะ เป็นภาพที่ทำด้วยโมเสกประดับอยู่ สวยทีเดียว หากใครสนใจอยากเห็นภาพด้านใน ก็ดูได้ที่เวปไซต์นี้ได้เลย ดูได้แต่ภาพ อ่านไม่ออกเพราะไม่มีภาษาปะกิด Kristuksen kirkastumisen kirkko, Kajaani

โบสถ์นิกายออโธด็อกซ์


ภาพบนผนังหน้าประตูทางเข้า


จากนั้นเราก็ถ่ายรูป เดินเล่น รอให้ มชล เล่นที่สนามเด็กเล่นจนพอใจเราก็เข้าไปในตัวเมืองกันต่อ (ที่นี่ดีจังเลยนะ ไปที่ไหนก็เจอสนามเด็กเล่น) ในเมืองวันนั้นดูเงียบเหงา ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ เดินแป๊บนึงก็ทั่วแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารแบบสมัยใหม่ จะมีเหลือให้เห็นก็แค่เพียงอาคารไม้สีเหลือง ซึ่งเป็นศาลาว่าการเมืองเท่านั้น เนื่องจากได้ถูกทำลายไปในช่วงสงครามฤดูหนาว (Winter war)ในระหว่างปี 1939 –1940

เล่นก่อน




ศาลาว่าการเมือง


มชล


จากใจกลางเมือง เราเดินไปตรงแม่น้ำเพื่อไปดูซากปราสาทเก่า Kajaani Castle ( ภาษาฟินนิชชื่อว่า Kajaanin linna ) เป็นปราสาทหินที่สร้างขึ้นในสมัยที่สวีเดนเข้าครองครองเมืองนี้ ใช้เป็นป้อมปราการป้องกันเมือง ถูกทำลายไปในปี 1716ในช่วงที่รัสเซียแผ่อำนาจเข้ามา เราลงไปเดินเล่นกันพอประมาณ ที่จริงจะนั่งเล่น หรือมานั่งปิคนิคก็ใช้ได้เลย เพราะมันอยู่บนเกาะริมแม่น้ำ เหมาะแก่การนั่งกินลมชมวิวเหมือนกัน แต่เราไม่ได้นั่งกันหรอก เพราะเรามีที่หมายอื่นอยู่ในใจแล้วนั่นเอง

ซากปราสาท


โบสถ์ไม้ Paltaniemi

เป้าหมายที่ว่าคือ โบสถ์ Paltaniemi ไปดูโบสถ์อีกแล้วเจ้าค่ะ ดูจริงดูจังโบสถ์เนี่ย ก็เค้าบอกว่าสวยอีกแล้ว ถ้าไม่ไปก็จะนอนไม่หลับอีก ฮ่าๆ เป็นโบสถ์ไม้เช่นเคย ก็มีไม้เยอะนี่นะจะไปสร้างด้วยหินด้วยปูนทำไม นั่งรถดูวิวสวยๆไปอีกประมาณ 10 กิโล ก็เริ่มเห็นยอดโบสถ์รำไร ตัวโบสถ์ทาสีเหลืองสวยงาม เป็นโบสถ์ในลัทธิลูเธอร์รัน (Lutheran) สร้างเสร็จในปี 1726 จริงๆแล้วภายในดูเรียบง่าย โอ่โถง แต่ที่ทำให้โบสถ์แห่งนี้ดูพิเศษคือ ภายในเต็มไปด้วยภาพเขียนสีสันสดใส ทั้งบนเพดานและผนังด้านข้างนั่นเอง เรียกว่าไม่ต้องมีเครื่องประ ดับมากมายแต่ก็ดูอลังการได้เช่นกัน

โบสถ์ Paltaniemi


ด้านหน้า


ด้านใน


ด้านใน


ลวดลายภายใน


ภาพวาดภายใน


ภาพวาดภายใน


ภาพวาดภายใน


หลงทางแต่ไม่เสียเวลา

ชมโบสถ์เสร็จเราก็กะจะกลับบ้านดีกว่า แต่พอเลี้ยวรถออกมาก็เจอป้ายสัญญลักษณ์บอกว่าเป็นจุดท่องเที่ยว ก็เลยต้องเลี้ยวตามไปดูซะหน่อย เข้าซอยไปเรื่อยๆ เอ๊ะยังไง จากถนนกว้างๆ กลายเป็นทางแคบๆ สองข้างทางเป็นบ้านเป็นที่อยู่อาศัย ไม่เห็นมีวี่แววว่าจะเจอจุดสนใจ หรือว่าเราจะหลงทาง แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่เจอที่ที่ต้องการมาดู แต่ได้เห็นหมู่บ้านน่ารักๆก็คุ้มแล้ว บ้านแต่ละหลังน่ารักมากๆ เป็นบ้านไม้ทั้งหมดเลย สีสันสดใส เหลือง แดง ขาว ฟ้า ยังกะลูกกวาด แถมแต่ละหลังมีพื้นที่หน้าบ้าน ตกแต่งสวนสวยงาม มีมุมนั่งเล่น มีชิงช้า มุมบาร์บีคิวด้วย โอย อยากมีแบบนี้มั่งจัง มองเลยไปหลังบ้านก็เป็นทุ่งโล่งกว้างๆ ดูเพลินตาเพลินใจจริงๆ เออ ไอ้การหลงทางนี่บางทีก็ดีเหมือนกันนะ ทำให้ได้พบเห็นสิ่งที่ดีๆ หรือสวยงามได้เช่นกัน













แล้วในที่สุดเราก็เขียนจบไปได้อีกหนึ่งวัน ฮ่าๆ




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 14 มกราคม 2553 18:33:49 น.
Counter : 762 Pageviews.  

เที่ยวฟินแลนด์ ตอนที่ 5



ในที่สุดก็เข็นออกมาได้อีกหนึ่งตอน เฮ้อ วันนี้ก็มาแบบไม่มีข้อมูลใดๆทั้งสิ้น ไปไหน ทำอะไร แค่นั้นอ่ะ จริงๆก็ไม่มีอะไรมากเพราะตอนนี้แค่ย้ายที่นอนเท่านั้นเอง มาต่อเลยดีกว่านะ

Day 6 04/06/06 เดินทางไปยังที่พักแห่งใหม่
เช้านี้ตื่นกันประมาณแปดโมงครึ่ง ไม่ต้องรีบร้อนเพราะไม่มีรายการเที่ยวอะไรพิเศษหลักๆคือการย้ายไปยังเป้าหมายต่อไป เราจัดการอาหารเช้ากันแบบง่ายๆ เสร็จแล้วก็เก็บสัมภาระไปใส่รถ หน้าที่นี้ยกให้บาร์ทไป ส่วนเราก็มาทำความสะอาดบ้าน เช่น ดูดฝุ่น ทำความสะอาดห้องน้า ไม่ถึงขนาดให้เอี่ยมอ่องหรอก แค่ไม่ให้ดูน่าเกลียดก็พอใช้ได้แล้ว ส่วนมากบังกาโลในยุโรปมักจะตั้งกฎนี้ไว้เสมอ หากไม่ทำแล้วทิ้งความเละเทะเอาไว้ก็จะจะโดนปรับ สำหรับที่นี 90 ยูโรเชียว ถ้าไม่อยากทำและไม่อยากโดนปรับ ก็ระบุไว้ตอนจองทัวร์แล้วก็จ่ายค่าทำความสะอาดไว้ 60 ยูโรก็ได้ แต่สำหรับเรา เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะต้องไปเสียเงิน ทำเองดีกว่าไม่ได้สกปรกอะไรมากมาย ที่สำ คัญประหยัด

หลังจากสำรวจตรวจตราความเรียบร้อยแล้ว เก้าโมงสี่สิบห้าเราก็เริ่มเดินมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเล็กๆที่ชื่อว่า Vuokatti ที่พักแห่งใหม่กันได้ซะที เส้นทางที่เราจะใช้คือ Jyväskylä -Kuopio - lisalmi - Kajaani - Stok- Vuokatti

บ้านพักหลังแรก


มชล หน้าแป้นเตรียมพร้อม

ระหว่างทางเราแวะกินอาหารกลางวันกันที่ ABC เป็นซุปเปอร์มาเก็ตและศูนย์อารหารตลอด 24 ชั่วโมง มีอาหารแบบบุปเฟต์ มีอาหารตามสั่งด้วย ฉันเลือกแบบตักตามสบายดีกว่า จะได้กินหลายๆอย่าง ตักข้าวผัดมา 1 จาน ตักหมูอบ 1 จานเล็ก และสลัดอีก 1 จาน น้ำส้ม 1 ขวด ทั้งหมดนั่นเป็นของฉันกับ มชล ส่วนบาร์ท อยู่ได้ด้วยกาแฟกับขนมปัง 1 ชิ้น รวมกันแล้วแค่ 11.50 ยูโรเอง ค่าอาหารที่นี่เผลอๆจะถูกกว่าเนเธอร์แลนด์ซะอีก

ตั้งแต่มานี่รู้สึกประทับใจกับศูนย์อาหารระห่างทางมากๆ รู้สึกว่าเค้าใส่ใจกับนักเดินทางทุกวัย ที่สำคัญกับเด็กๆ เช่น จัดพื้นที่สำหรับเด็กๆได้นั่งกิน เสร็จแล้วก็ยังมีที่เล่นให้ด้วย แม้กระ ทั่งห้องน้ำ ก็ยังมีที่เฉพาะให้เด็กๆเป็นตัวตุ๊กตาน่ารักๆอีกต่างหาก มิเชลเลอร์จึงไม่เคยเบื่อกับการเข้าห้องน้ำระหว่างทางเลย เรียกว่าไปแวะที่ไหนเธอก็จะขอแวะดูห้องน้ำทุกที่ไป บางทีไม่ปวดก็ต้องเข้า เพราะจะไปดูตุ๊กตาในห้องน้ำนั่นเอง นอกจากนั้นก็ยังเอาใจคนรักหมาอีกด้วยนะเออ ตรงลานจอดรถจะมีที่ไว้สำหรับบรรดาหมาๆทั้งหลาย มานั่งรอ หรือพักให้น้ำให้ท่ากันด้วย ลักษณะคล้ายๆห้องแถว แบ่งเป็นล๊อคๆ ห้องใครห้องมัน เพื่อว่าตัวไหนเกิดไม่ชอบหน้ากันจะได้ไม่ต้องเห็นหน้ากันไง ฮ่าๆๆ

หลังจากได้พักและเพิ่มพลังกันแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ วันนี้ท้องฟ้าสดใส มึดครึ้มเป็นครั้งคราว แต่ที่ขาดไม่ได้คือ กลุ่มเมฆที่จับตัวเป็นกระจุกๆ กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า สวยงามจริงๆ ถนนหนทางโล่งมากๆ นานๆจะมีรถวิ่งสวนมาสักคัน ก็ดีไปอย่าง เวลาถ่ายรูปจะได้ไม่มีอะไรมาบดบัง
ถนนนี้เป็นของเราอีกแล้ว


โล่งซะ


บรรดาก้อนเมฆทั้งหลาย






สิ่งที มชล ตามหาระหว่างทาง


ที่พักหมา

ระหว่างทางเราแวะเมือง Kuopio กันเล็กน้อย เมืองนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ช่วงก่อนเข้าตัวเมืองนั้น จะเห็นบ้านไม้กะทัดรัด น่ารักปลูกเรียงรายเป็นระยะ พอเริ่มเข้าไปในตัวเมืองก็จะเป็นอพาร์ตเมนต์แบบสมัยใหม่ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่คงรูปแบบไม้ไว้ เราไม่ได้ดูอะไรมากที่นี่ เพียงแค่เดินเล่นไปเรื่อยๆ ผู้คนไม่มากนัก เพราะเป็นวันอาทิตย์ ร้านรวงปิดกันหมด ได้ไปแวะโบสถ์ ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำ ตัวโบสถ์สวยสง่า ด้านหน้าเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ มีทางลาดชันนำไปสู่ตัวโบสถ์ สวยมาก ส่วนภายในดูเรียบง่าย ไม่เริดหรูอลังการ ส่วนตึกที่เรียงรายด้านข้างโบสถ์ ก็คล้ายๆกับอาคารในปราสาทเทพนิยาย ในซอกทางเดินแคบๆหลังตึกนั้นฉันพบว่ามีร้านอาหารจีนแทรกตัวอยู่ด้วย ดูซิ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ยังได้เจอคนจีนแทรกตัวอยู่เสมอ
ศาลาว่าการเมือง Kuopio


ตัวโบสถ์มองจากแม่น้ำขึ้นไป


มองจากตัวโบสถ์ บันไดนำไปสู่สวนเล็กๆ ลิบๆที่เห็นเป็นแม่น้ำ


ภายในโบสถ์


โบสถ์


ตึกรามรอบๆโบสถ์




สองพ่อลูก


บ้านระหว่างทาง

จากเมืองนี้เราก็มุ่งหน้าตรงไปเมืองที่เราจะพักกันเลยโดยไม่แวะที่ไหนอีก ประมาณห้าโมงเย็นเราก็มาถึง ที่พักคราวนี้เป็นแบบบ้านแถวชั้นเดียว แต่มีชั้นลอย เอ๊ะ ยังไง คือไอ้ชั้นลอย น่ะมันคือที่นอน ดูแล้วก็น่ารักดี แต่ไอ้ที่ไม่ดีก็ตรงเวลาจะนอนนี่แหละต้องไต่บันไดแบบชันๆขึ้นไป จริงๆแล้วก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของมิเชลเลอร์เค้าล่ะ ขึ้นๆลงๆ สนุกมาก แต่เราหัวใจจะวาย กลัวเค้าจะพลาดหล่นตุ๊บลงมา เฮ่อ ส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านครบกครัน ที่ขาดไม่ได้ก็ซาวน์น่า ถูกใจมั่กๆ
บ้านพักแห่งที่สอง


ครัวเล็กๆ แต่อุปกรณ์ครบครัน


ฮ่าๆๆ ขอหนูสำรวจห้องน้ำหน่อยนะคะ


โห น่านอนจริงๆ จะนอนเตียงไหนดีน้า




ได้ปีนป่ายแบบนี้หนูชอบมั่กๆ

หลังจากเก็บของเข้าบ้านเสร็จ เราก็ออกไปสำรวจรอบๆที่พักกันซะหน่อย รีสอร์ตนี้ตั้ง อยู่ริมทะเลสาบ เสียดายห้องเราไม่ได้อยู่ด้านหน้า แต่ก็ไม่ถึงกับห่างมาก เดินไม่กี่นาทีก็ถึงด้าน หน้าแล้ว ตรงด้านหน้ามีศาลารูปแบบคล้ายๆกระโจมไว้ให้สำหรับมาสังสรรค์ ทำบาบีคิวกันได้ด้วย มีเตาและฟืนไว้เพียบพร้อม น่าสนุกจริงๆ ยามเย็นปิ้งไป กินไป ชมพระอาทิตย์ลับฟ้าที่ริมทะะเลสาบ นั่นคือความฝัน แต่ความจริงคือ วันนี้เรากินกันแบบตามมีตามเกิด เนื่องจากฉันเหนื่อย เอ้อ ขี้เกียจอ่ะนะ ก็เลยเอาข้าวที่เหลือจากเมื่อเช้า ที่ตั้งใจเอามากินกลางทาง แต่ก็ไมได้กิน จะทิ้งก็เสียดาย มันยังไม่บูดนี่หว่า ก็เลยเอามาทำข้าวผัดซะเลย ใส่ทุกอย่างที่เหลือๆเข้าไป เป็นต้นว่า หอมใหญ่ มะเขือเทศ แฮม แล้วก็ไข่ทอด แค่นี้เราก็สามคนก็อิ่มและประหยัดไปด้อีกมื้อนึงแล้ว
ซุ้มบาร์บีคิว


ด้านในมีเตาพร้อมฟืนเรียบร้อย


บรรยากาศริมทะเลสาบ





ก่อนเข้านอนเราไปเอาโปรแกรมกิจกรรมจากรีสอร์ตมาดู มีหลากหลายมาก เช่น ไปซาฟารีเพื่อซุ่มดูหมี ต้องค้างในที่ซุ่มดูด้วยหนึ่งคืน น่าสนนะ แต่ราคาคนละ 130 ยูโร แพงไปหน่อย แถมไม่รับประกันว่าหมีมันจะออกมาเพ่นพ่านให้ดู อีกอย่าง การซุ่มดูจะต้องเงียบมาก ข้อนี้ลืมไปได้เลยที่จะมาให้มิเช เลอร์เงียบเสียง งานนี้ดูแล้วถ้าจะเสียเงินฟรี เลยขอผ่าน กิจ กรรมต่อไปก็คือการไปดูฟาร์มกวาง อันนี้ก็ผ่าน เพราะไว้รอไปดูตอนไปถึงแลปแลนด์ดีกว่า นอกนั้นก็มีพายเรือ ตกปลา จนมาถึงไปฟาร์มสุนัขฮัสกี้ (Husky) ก็คือเจ้าหมาพันธ์ที่ใช้ลากเลื่อนที่เราเห็นในหนังนั่นแหละ อันนี้เข้าท่า เพราะให้เราได้นั่งและหัดขับที่ลากเลื่อนด้วยตัวเองกันด้วย มิเชลเลอร์รู้ก็ตื่นเต้น ตกลงเราเลือกไปฟาร์มเจ้าฮัสกี้ในวันถัดไป วางแผนกันเรียบร้อย ก็ส่งมิเชลเลอร์เข้านอน ส่วนเราก็ไปรีแลกซ์ในห้องซาวน์นา สบายจริงๆ ส่วนพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวเมือง Kajani ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่
อาหารตามมีตามเกิด

มีอะไรมาให้ดูและทายเล่นๆก่อนจบ แต่ไม่มีรางวัล อิอิ
ทายซิอะไรเอ่ย ติ๊กต่อกๆ ตู้เย็นป่าวว้า



เอ ทำไมข้างในเป็นแบบนี้ล่ะ แล้วจะแช่ของได้ไงน้อ

ติ๊กต่อกๆๆๆๆ
...
...
...
...
...
...


มันแช่ของไม่ได้แน่ๆ เพราะมันไม่ใช่ตู้เย็น แต่มันคือที่เห็นตามภาพนี่เลยค่า
มันคือตู้อบเสื้อผ้านั่นเองค่า ซักเสร็จแล้วก็เอามาผึ่งไว้ในนี้ (เครื่องซักผ้าเค้าก็มีให้นะ สบายจิงๆ) จัดการปิดประตูซะ เปิดสวิสเดินเครื่อง แล้วมันก็จะทำงานให้เอง โหย เจอครั้งแรกเราก็งงๆ มันอะไรกันว้า ก็ไม่เคยเห็นนี่นา นี่ล่ะนะ ข้อดีของการไปเที่ยว นอกจากจะได้ความเพลิดเพลิน ยังเป็นการเปิดหูเปิดตา ได้เห็นในสิ่งที่เราไม่มีอีกด้วยน้า แต่วันนี้จบแค่นี้ก่อนนะ มีเวลาแล้วมาเขียนต่อค่า




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 1 มกราคม 2552 2:17:43 น.
Counter : 1916 Pageviews.  

เที่ยวฟินแลนด์ ตอนที่ 4


Day 5 03/06/06 วันที่ 5 มิเชลเลอร์ผจญภัย แล้วต่อด้วยเดินป่าช่วงบ่าย

เช้านี้เราตื่นกันแบบสบายๆ วันนี้เราจะไปเดินเที่ยวป่าแถวๆที่พักนี่เอง เป็นกิจกรรมที่ทางรีสอร์ตจัดไว้ให้เลือกตามใจชอบ โดยช่วงเช้านี้จะเป็นเวลาของมิเชเลอร์โดยเฉพาะ เป็นการเดินป่าแบบเล็กๆ ผจญภัยนิดหน่อย แล้วจบด้วยการปิคนิคแบบชาวฟินแลนด์ ส่วนช่วงบ่ายเป็นเดินป่าสำหรับผู้ใหญ่ ระยะทางไม่ไกลเกินไป พอทนสำหรับคนที่ต้องแบกลูกไว้ด้านหลัง ฮ่าๆๆ

นั่นคือแผนการสำหรับวันนี้ แต่พอตื่นเช้ามาก็ได้มีลุ้นซะแล้ว ว่าจะทำได้มั๊ย อากาศไม่เป็นใจซะเลย ฟ้าไม่แจ่มแถมยังมีละอองฝนพรำๆอีกด้วย ได้แต่ภาวนาอย่าให้ฝนลงหนักกว่านี้เลยนะ เปิดทีวีดูอากาศแล้วก็โล่งใจ ไม่มีฝนตกหนักเลยสบายใจว่างานนี้ไม่มีล้ม จัดการเพิ่มพลังให้กับร่างกาย จากนั้นก็ไปรอตามที่นัดหมาย เจอไกด์รอเราสามคนอยู่ก่อนแล้ว เป็นหนุ่มฟินน์หน้าละอ่อน ช่วยให้ทริปนี้ดูสดใส เอ๊ะเกี่ยวอะไรเนี่ย อ้อ ยังมีสาวน้อยชาวดัชท์ที่มาฝึกงานด้วยอีกหนึ่งคน นับไปนับมามีลูกทัวร์ทริปนี้เพียงครอบครัวเราเท่านั้น ก็บอกแล้วว่าเรามาช่วงที่เค้ายังไม่ปิดเทอม งานนี้จึงไม่ต้องเบียดเสียดกับใคร กลายเป็นว่าเรามีไกด์ส่วนตัวไปเลยดีเหมือนกัน

แนะนำตัวกันเสร็จสรรพ เราก็เริ่มทัวร์กัน เดินมุ่งหน้าไปยังจุดที่ทางรีสอร์ตสร้างไว้สำหรับให้เด็กๆได้ผจญภัยกัน ดูไปคล้ายๆกับการฝึกค่ายทหาร แต่เป็นที่ถูกอกถูกใจของมิเชลเลอร์มั่กๆ มีทั้งการเดินไต่เนินแบบเล็กๆ เดินไต่เชือก ปีนป่าย และโหนเชือกแบบทาร์ซาน เรียกว่ารอบเดียวไม่พอ มีร้องขอรอบสองรอบสามตามมาอีก ถึงตอนนี้ฝนที่โปรยพรำๆก็หายไปแล้ว ตรงตามคำทำนายดีแท้

มชล เริ่มผจญภัย



















จบจากผจญภัยแบบไม่อยากจะจากมาเล๊ย มีงอแงนิดหน่อย แต่ไกด์หนุ่มบอกว่า เดี๋ยวเราจะไปปิคนิคกันเท่านั้นแหละ สาวผมน้อยของเราก็กระดี๊กระด๊า เลิกงอแงทันที เดินตามหนุ่มไปต้อยๆ ไม่นานก็มาถึงที่ตั้งแคมป์กัน ตัวแคมป์ทำด้วยไม้รูปทรงหลี่ยมๆกลมๆแบบกระ โจม คล้ายๆกระโจมของชาวอินเดียนแดงนั่นแหละ ด้านในมีม้านั่งโดยรอบ ตรงกลางมีเตาผิง เอาไว้ก่อไฟให้ความอบอุ่นและทำอา หารไปในตัว ไกด์หนุ่มสาธิตวิธีจุดไฟให้ดู ไม่ต้องมีเชื้อ ไม่ต้องมีกระดาษหนังสือพิมพ์ก็ติดไฟง่ายมาก ใช้เอาท่อนฟืนท่อนใหญ่ๆนี่ล่ะ เอามีดพกติดตัวมาถากหรือขูดนี่ล่ะให้มันเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วก็จุดไฟ แค่นี้เองง่ายจริงๆ จากนั้นก็เอาไส้กรอกที่เตรียมมาให้เราจัดการปิ้งกันได้ แล้วก็บอกวิธีว่าให้วางไม้ปิ้งไว้ด้านข้างๆของเปลวไฟ จะสุกง่ายกว่าและไม่ไหม้ด้วย







ไกด์หนุ่มของ มชล


ระหว่างรอไส้กรอกสุก ไกด์ก็เล่าให้ฟังว่า ในป่าที่ฟินแลนด์จะมีกระท่อมหรือกระโจมแบบนี้ให้เห็นทั่วไป ภายในก็จะมีข้าวของแบบที่เราเห็นนี้ล่ะ ก็สร้างไว้สำหรับให้เป็นที่พักผ่อนเวลาเดินป่ากัน ใครจะเข้าไปใช้ก็ได้ แต่เมื่อจะจากไปก็ดูแลให้เรียบร้อยเหมือนเดิม โดยมาร ยาทก็ควรเอาฟืนมาเติมไว้ให้สำหรับคนที่จะผ่านมาต่อไปด้วย อีกเรื่องที่ทำเอาเราชักหวาดๆก็เรื่องหมีป่า เค้าบอกว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้มีผู้ หญิงเข้าไปเดินป่าแล้วเจอหมีป่าเข้าโดยบังเอิญ แต่โชคดีไม่เป็นอะไร เพราะทั้งคนทั้งหมีไม่ได้คิดว่าจะมาเจอกัน หมีก็ตกใจเลยหนีเข้าป่าไป เราก็เลยถามว่า มีเยอะเลยเหรอ เจ้าหมีป่าเนี่ย แล้วบ่ายนี้เราจะเจอมันมั๊ยอ่ะ เค้าบอก ไม่เจอหรอกคร๊าบ เพราะเราไม่ได้เข้าป่าลึก เออ โล่งใจไปหน่อยตู พอไส้กรอกสุกเราก็จัดการกับมันจนไม่เหลือซาก อร่อยดี หรือว่าเพราะหิวก็ไม่รู้ เดี๋ยวเสร็จแล้วจะไปแวะซุปเปอร์ซื้อมากินอีก

ก็จบกิจกรรมช่วงเช้าไปด้วยความสนุกสนานของมิเชลเลอร์และความอร่อยของไส้กรอก มีเวลากลับมาพักที่บ้านได้อีกสองชั่วโมงก่อนที่จะไปเริ่มเดินกันต่อในช่วงบ่าย รายการนี้ไม่ต้องจ่ายตังเพราะรวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว พอได้เวลาเราก็ไปรอกันที่นัดหมาย ทริปนี้มีลูกทัวร์สูงอายุมาร่วมเดินด้วยอีก 2 คู่ด้วยกัน แต่เห็นอย่างนี้อย่านึกว่าเค้าจะเดินไม่ไหวนะ สบายมาก เดินกันเก่งจริงๆ อย่าดูถูกผู้สูงอายุที่นี่เป็นอันขาดเชียว เพราะเค้าเดินกันจนเป็นนิสัยเลยเดินกันเก่งๆ เราต่างหากที่เหนื่อยเร็วกว่าเค้าซะอีก

เริ่มเดินช่วงแรกยังเป็นแค่ทางลาดเนินธรรมดา ช่วงนี้มิเชลเลอร์ยังเดินเองได้อยู่ ก็ปล่อยให้เค้าเดินเอง แม้จะช้าไปหน่อยแต่ก็ไม่เป็น ไร ไกด์หยุดรอเป็นระยะๆ เดินมาได้ซักพักก็เริ่มเข้าสู่ช่วงลาดชัน ตอนนี้ต้องจับมิเชลเลอร์ใส่เป้หลังบาร์ทไว้ แต่เจ้าตัวก็ทำท่าไม่ยอม จะเดินเอง กว่าจะยอมได้ก็หลอกล่ออยู่นาน ไม่อยากให้เดินเอง กลัวลื่นไหลตกลงไปจะแย่ อีกอย่างก็จะช้าเกินไป กลัวคนอื่นเสียเวลาด้วย แต่โชคดีที่คุณลุงคุณป้าทั้งสองคู่ไม่มีอาการเบื่อหน่าย เลยสบายใจ อ่ะพอถึงช่วงที่เป็นทางลาดชันลงเขา เธอก็ร้องอยากจะลงไปเดินเองมั่ง ก็ต้องปล่อยให้ไปลองดู โดยให้พ่อเค้าอยู่ข้างหน้า แล้วเราตามหลัง คอยระวังไว้ กะว่าเดี๋ยวเถอะ ล้มแล้วอย่ามาร้องนะอยากไม่เชื่อดีนัก แน่ะ ดูสิ มีแบบนี้ด้วย เอ๊ะเป็นแม่ยังไงเนี่ย ฮ่าๆ แต่ปรากฎว่าคุณเธอไม่ล้มค่ะ แถมเดินคล่อง มีหันมาบอกกับเราอีกด้วยแน่ะ ว่าดูซิหนูทำได้ น่านให้มันได้ยังนั้นสิ แล้วก็ท่าทางจะชอบไกด์หนุ่มมากเลย จะคุยกับเค้าตลอด ทั้งๆที่ฟังเค้าก็ไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆก็เจ้าหนุ่มน่ะส่งภาษาปะกิดมาให้ แต่เธอก็บ่ยั่นเลยค่ะ อิอิ แต่ปรากฎว่าคนที่จะแย่เนี่ยกลับเป็นตัวเราเอง ก็แหม วันๆไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเอาซะเลย พอต้องเดินขึ้นเนินสูงลาดชันเข้าก็จะจอดเอาง่ายๆสิคะ เพื่อไม่ให้ขายขี้หน้าคุณลุงคุณป้าทั้งสองคู่ เราก็ควักยาเหลืองประจำกายออกมาสูดๆดมๆเข้าไป ก็เดินได้ต่อ เฮ้อ กะว่ากลับไปต้องฟิตร่างกายซะหน่อย จะได้ลุยต่อ แต่ก็เหมือนเดิมเจ้าเครื่องออกกำลังกายก็กลายเป็นที่ตากผ้าไปซะแระ ฮ่าๆ

เริ่มเดินป่า


สูงชันขึ้นเรื่อยๆ


จะว่าไปบรรยากาศเดินเที่ยวป่าคราวนี้แตกต่างไปจากครั้งที่ผ่านๆมาของเรา (ครั้งก่อนๆก็เดินกันไปเรื่อยๆ ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อย เหนื่อยก็พัก หากไม่รอตูก็เป็นมีเรื่อง ไม่เห็นเดินจูงมือชี้ชวนเหมือนในหนังเลยว่ะ)ก็ตรงที่มีไกด์หนุ่มนี่ล่ะค่ะ อ๊ายยยย ไม่ช่ายๆ ก็แค่มีอาหารตาทำให้มีกำลังใจเดินขึ้นอีกนี๊ดนึงน่า นั่นมันแค่น้ำจิ้ม การเดินเที่ยวครั้งนี้นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินแล้ว ยังได้ความรู้เกี่ยวกับพืชพรรณไม้ในป่าแทบนี้ไปด้วย ตรงนี้แหละที่มันต่างกับครั้งก่อนๆ

ป่าที่เราเดินกันนี้เป็นป่าสน แต่ละต้นก็สูงชะลูดราวกับจะแข่งขันกันว่าใครจะสูงที่สุด ( ช่วงที่เราไปนั้นคือต้นมิถุนา แม้เริ่มจะเข้าฤดูร้อนแล้วแต่อากาศก็ยังคงหนาวอยู่เล็กน้อย ) ส่วนพื้นดินด้านล่าง ก็ปล่อยให้เจ้าต้นบลูเบอร์รี่ครอบครองกันไป เจ้าบลูเบอร์รี่นี่เป็นผลไม้ลูกกลมๆเล็กๆสีแดงจัดจนออกดำทีเดียว มันมีจำนวนมากถึงมากที่สุด เรียกว่ามีที่ว่างตรงไหนเป็นต้องไปจับจองไว้อย่าให้เหลือที่ว่างได้เชียว ช่วงนี้กำลังออกดอกออกผล จะไปแก่และเก็บได้ก็ช่วงประมาณสิงหา - ตุลาโนนแน่ะ อย่างที่บอกว่ามันมีมากเหลือเกิน มีทุกทีมีทุกป่า ใครใคร่เก็บก็เก็บกันไปไม่มีใครว่า มีแรงเท่าไหร่ก็ขนกันไปได้เลย เนื่องจากมันมีมากซะเหลือเกินก็เลยมีเทศกาลแข่งกันเก็บเลยทีเดียวว่าใครจะเก็บได้มากที่สุด ยังนึกเสียดายว่าเราน่าจะมาเที่ยวในช่วงนั้น จะได้ไปเก็บกับเค้ามั่ง ไม่ได้หวังรางวัลหรอก แต่ชอบอ่ะ ชอบกินผลไม้สดๆจากต้น ยิ่งเก็บแล้วกินเดี๋ยวนั้นเลย ยิ่งชอบ ยังจำได้ว่าตอนไปนอร์เวย์เมื่อหลายปีก่อน ไปช่วงปลายกรกฎา-สิงหา เป็นช่วงที่เจ้าลูกราสเบอร์ลี่ (คล้ายๆสตรอเบอร์รี่ แต่ลูกเล็กกว่า นิ่มๆหยุ่นๆ ) สุกพอดี แล้วมันก็มีอยู่เต็มสองข้างทาง ไปทางไหนก็เจอ เราก็เดินแวะเก็บไปเรื่อย (ตอนนั้นยังไม่มีลูกมากวนใจ อิอิ)จนคนข้างๆงง นี่มันจะมาเที่ยวหรือว่ามาเก็บของกินกันแน่ แล้วมันก็บอกว่า อ่ะนี่เอาเงินไป ไปซื้อมากินให้จุกไปเลย อ่ะ แบบนี้มันก็ไม่ได้อารมณ์โว๊ย มันต้องเดินเก็บไปกินไปสิมันถึงจะอร่อยน่ะ





บลูเบอร์รี่สีดำ


นอกจากเจ้าต้นบลูเบอร์รี่แล้ว ก็ยังมีพืชจำพวกมอสอยู่มากมาย กระจายกันเป็นหย่อมๆ เป็นกลุ่มๆ บางชนิดก็มีลักษณะคล้ายๆฝอยขัดหม้อสีเขียวแห้งๆกระจายอยู่ทั่วไป บางชนิดก็เป็นต้นเล็กๆสีเขียวอ่อนขึ้นอยู่เป็นกลุ่มดูคล้ายกำมะหยี่ บางชนิดก็คล้ายกับปะการังในท้องทะเล บางชนิดก็มีรูปใบเป็นแฉกเล็กๆคล้ายดวงดาว มองดูเหมือนมีดาวดวงเล็กๆเกาะอยู่ตามพื้นดิน บางชนิดก็คล้ายต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงแต่เป็นขนาดจิ๋ว เรียกว่าแค่เดินก้มๆเงยๆดูเจ้าพืชพวกนี้ก็ไม่มีเบื่อเลย มิเชลเลอร์ก็ชอบ ชี้ชวนให้เราดูแล้วก็ถามโน่นนี่ไม่มีหยุด เราก็ตอบได้มั่งไม่ได้มั่ง มั่วๆไปมั่งให้ผ่านพ้นไปก็มี อ๊ายยยยย ใครจะไปตอบได้หมดอ่ะ คำถามของเด็กเล็กน่ะมันไม่มีสิ้นสุดซะทีนีนา











นอกจากเจ้ามอสนี่แล้ว (ไม่ใช่พี่มอสสามหนุ่มสามมุมนะ) ก็ยังมีเจ้าจอมปลวกยักษ์กระจายไปทั่ว แต่จริงๆมันคือมดต่างหาก เป็นมดสีส้มๆตัวไม่เล็กไม่ใหญ่เท่าเจ้ามดแดงตูดโด่งหรอก ถ้าไกด์ไม่บอกเราก็นึกว่าเป็นจอมปลวก ก็แหมมันเล่นไปเลียนแบบสร้างบ้านเหมือนเจ้าปลวกเค้านี่นา เออ สัตว์มันก็มีเลียนแบบกันด้วยนะนี่ นึกว่ามีแต่คนเท่านั้น ฮ่าๆ







สู่พื้นราบต้องเดินเองแล้วนะ


งานเลี้ยงย่อมมีการเลิกรา เดินป่าก็ต้องมีการสิ้นสิ้นสุด วุ๊ย มันเข้ากันยังไงเนี่ย แบบว่าอยากจบแต่หามุกจบไม่ลง ก็เลยขอยืมสำนวนเค้ามาใช้หน่อย ก็เป็นอันว่าการเดินป่าของเราก็สิ้นสุดสงด้วยความเพลิดเพลินจำเริญใจของผู้ร่วมทริปทุกคน ขอบและร่ำลาคุณไกด์หนุ่มแล้วก็แยกย้ายกันไปตามอัธยาศัย

กลับถึงที่พัก สองพ่อลูกลงไปเล่นน้ำในอ่างจากูซี่กันเป็นที่สนุกสนาน ส่วนเราก็หาเรื่องทำกิน วันนี้เมื่อยๆเหนื่อยๆ จริงๆขี้เกียจต่างหาก คิดว่าจะทำอะไรกินดีให้มันง่ายสุดๆ ไม่ต้องยุ่งยาก ก็เลยเอาไก่มาผัดกับผงปรุงรสคนอร์ไสตล์กรีก (อันนี้เตรียมมาจากบ้าน) ใส่หอมใหญ่กับพริกปาปริก้าสีแดงลงไป รสชาติก็เค็มๆมันๆกินกับข้าวสวยร้อนๆ ส่วนของเราก็มีแถมหน่อ เอาปลาแซลม่อนรมควันสำเร็จรูปจากซุปเปอร์ มาซอยหอมแดง บีบมะนาวลงไปตัดกับรสเค็มๆแค่นี้ก็อร่อยเหาะแล้ว เสียอย่างเดียวไม่มีพริกขี้หนูมาเพิ่มความจัดจ้าน ได้แค่นี้ก็หรูสุดแล้วเรา ฮ่าๆ

หน้าตาอาหารวันนี้


อิ่มหนำสำราญกันแล้วก็นั่งเล่นนอนเล่นกันเรื่อยเปื่อย พอส่ง มชล เข้านอนแล้ว เราก็มาเตรียมเก็บของ พรุ่งนี้เช้าเราจะออกจากที่นี่ มุ่งหน้าไปยังจุดต่อไปที่เมือง Sotkamo / Vuokattiซึ่งอยู่ตอนกลางของประเทศ

อืม กะว่าตอนนี้คงสั้นๆไม่มีไรมาก แต่ทำไมเขียนไปเขียนมามันยาวไปได้ก็ไม่รู้สิ งั้นจบมันดื้อๆแบบนี้ดีกว่า




 

Create Date : 13 มีนาคม 2551    
Last Update : 13 มีนาคม 2551 20:36:53 น.
Counter : 673 Pageviews.  

เที่ยวฟินแลนด์ ตอนที่ 3


ในที่สุดก็ได้อัพบล๊อคกะชาวบ้านเค้าซะที เพิ่งได้ตอนที่สามเองง่ะ บอกตัวเองว่า มะเป็นไร ไม่รีบร้อน อิอิ เรื่อยๆมาเรียงๆ คราวนี้เรื่องเยอะ รูปเยอะอีกเช่นเคย ไปเลยดีกว่า

Day 4 02/06/06 ชมโบสถ์ไม้เมืองเกอูรู ( Keuruu ) แล้วต่อด้วย“Petäjävesi Old Church” โบสถ์ไม้เก่าแก่ แล้วจบที่เมือง Jyväkylä

คืนแรกในฟินแลนด์ ทั้งๆที่ก็เหนื่อยแต่ก็นอนไม่ค่อยจะหลับอีก ตื่นมาตอนแรกเห็นแดดจ้า นึกว่าสายแล้ว ที่ไหนได้เพิ่งจะตีสามเองง่ะ โห เรียกว่ากลางคืนนี้สั้นมากจริงๆเลยอ่ะ เอ้า ก็ต้องกล้ำกลืนนอนกันต่อไป แถมหลับยากอีกต่างหาก ผ้าม่านก็ดันเป็นสีขาวอีก ไม่ได้ป้องกันแสงอะไรเล๊ย งงจริงๆ ทำไมเค้าไม่ใช้ม่านสีอื่นนะ แล้วก็พบว่าเป็นแบบนี้ทุกที่ที่เราเข้าพักเลย อันนี้เราไม่ชอบอย่างแรง เพราะหลับไม่สบายอ่ะ ก็หลับๆตื่นๆ พลิกไปพลิกมา จนมาตื่นกันอีกทีก็ปาเข้าไปเก้าโมงเช้า อ๊ายยยย ต้องรีบจัดการอาหารเช้ากันแบบลวกๆอีกแล้ว เพราะทางรีสอร์ตเค้านัดประชุมลูกทัวร์ตอน 10 โมงเช้า เพื่อชี้แจงรายละเอียดว่า ที่นี่เค้ามีกิจกรรมอะไรให้เราทำบ้าง แล้ววันนี้เราก็จะได้พบเพื่อนร่วมทางอีกสามสี่กลุ่มที่เราอาจจะได้เจอกันอยู่บ่อยๆ เพราะมาในช่วงเดียวกันและจะได้พักในที่เดียวกันตลอดระยะเวลาการเดินทางในครั้งนี้อีกด้วย

พอสิบโมงเราก็มาพร้อมกันที่รีเซฟชั่นของรีสอร์ต ก็เจอกับผู้ร่วมทัวร์อีกสามคู่ แน่ล่ะคนดัชท์ทั้งนั้น แล้วก็เป็นผู้สูงอายุหมดเลยยกเว้นเรา อิอิ ( ช่วงนี้เป็นที่นิยมของผู้สูงอายุ และคนหนุ่มสาวเป็นคู่ๆ เพราะไม่ต้องเบียดเสียดหรือแย่งกันเที่ยวในช่วงปิดเทอม ซึ่งช่วงนั้นคนจะเยอะมากๆ ) พอพร้อมหน้าพร้อมตา เจ้าหน้าที่ก็มาแนะนำกิจกรรมต่างๆที่ทางรีสอร์ตมีให้ เช่น การเดินป่าแบบง่ายๆและสนุกสนานของเด็ก และเดินป่าของผู้ใหญ่ หรือชอบตกปลาก็มีให้เลือกซึ่งรวมค่าไลน์เซ่นไว้ให้แล้ว มีการตกปลาในน้ำเข็งด้วยนะ อันนี้น่าสนใจ แต่คงต้องมาใหม่ในหน้าหนาวล่ะเนี่ย หรืออยากพายเรือเล่นก็มีเรือให้เช่าพายเล่นในทะเล ชอบกิจกรรมแบบไหนก็มาลงชื่อทิ้งไว้ได้ ราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด พอจ่ายได้อ่ะนะ เริ่มชอบทัวร์ครั้งนี้ของเราแล้วสิ ชอบที่ว่านอกจากจะได้เห็นบ้านเมืองของเค้าแล้ว ยังได้ทำกิจกรรมอื่นๆตามแบบฉบับของคนที่นี่อีกด้วย ตกลงว่าพรุ่งนี้เราจะไม่ขับรถเที่ยว แต่เราจะไปเดินป่ากัน โดยเลือกเกมเดินป่าแบบเด็กๆในตอนเช้าให้มิเชลเลอร์ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ราคาแบบครอบครัวก็ 15 ยูโรเอง และเลือกเดินป่าสำหรับผู้ใหญ่ในช่วงบ่าย รายการนี้ไม่ต้องจ่ายเงินเพราะรวม อยู่ในค่าทัวร์เรียบร้อยแล้ว เอ๊ะ แล้วจะเอามิเชลเลอร์ไปไว้ไหน อิอิ ก็ไว้หลังพ่อเค้าไง เราเอาเป้แบกเค้าไปด้วย ตอนนี้เค้าโตขึ้นมาหน่อยนึงแล้ว ถ้าเค้าเดินได้ก็ให้เดินไป แต่ถ้าไม่ไหวก็จับใส่หลังให้บาร์ทแบกไป อิอิ

เสร็จจากประชุมเราก็กลับมาตั้งหลักกันที่บ้านก่อนเพื่อหาที่เที่ยวในช่วงบ่าย ให้
บาร์ทดูแผนที่ไปพลางๆ ส่วนเราก็จัดแจงเตรียมอาหารกลางวันรวมถึงเสบียงไว้ระหว่างทาง เรื่องนี้สำคัญ เพราะเรามีลูกเล็กไปด้วยก็ต้องเตรียมให้พร้อม จะให้เค้ามารอกินเมื่อไหร่แบบเรานั้นไม่ได้แน่ ขืนเป็นแบบนั้นเค้าก็จะงอแง พาลเที่ยวไม่สนุกกันพอดี

หลังจากเตรียมเสบียงและกินกลางวันเสร็จแล้ว บาร์ทก็สรุปว่าวันนี้เราจะไปทัวร์ชมโบสถ์กัน แล้วก็บอกว่า เนี่ย เอาใจเธอเลยนะ เห็นว่าชอบดูโบสถ์นักนี่ แหม ไม่ใช่อย่างนั้น ก็โบสถ์ที่นี่มันไม่เหมือนกับในยุโรปทั่วไปนี่น่า โบสถ์ที่นี่ถ้าเป็นโบสถ์เก่า ส่วนใหญ่จะสร้างด้วยไม้ ขนาดก็ไม่ใหญ่โตหรูเริ่ดอลังการงานสร้าง ดูเรียบง่ายแต่ก็สวยมีสเน่ห์ไปอีกแบบ อย่างนี้จะไม่ดูได้ไงล่ะ แล้วบาร์ทก็บอกอีกว่า เอาเหอะ ไม่ได้ให้ไปดูโบสถ์อย่างเดียวหรอก แต่จะเลือกเส้นทางกินลมชมวิวให้ด้วย เออ แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย ก็สรุปว่าบ่ายนี้เราจะไปชมโบสถ์ไม้เก่าแก่ที่เมืองเกอูรู ( Keuruu ) แล้วต่อด้วยโบสถ์ไม้เก่าแก่อีกแห่งซึ่งมีชื่อว่า “Petäjävesi Old Church” ที่ต้องไปเนี่ยเพราะว่ามียี่ห้อขององค์การยูเนสโกได้แปะไว้แล้วตั้งแต่ปี1994 โน่นแนะ จากนั้นไปต่อกันที่เมือง Jyväkylä ชื่อเมืองนี่ต้องสารภาพว่า อ่านไม่ออกจริงๆ แต่จะไปเพราะจากคำบรรยายในหนังสือ เค้าบอกว่าเมืองนี้มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของฟินแลนด์ แล้วก็เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจอีกด้วยสำหรับเราแล้วแปลความหมายว่า มันต้องมีที่ช๊อปปิ้งหรูแน่ๆ อย่างนี้ต้องไปดูซะหน่อย เพราะตั้งแต่มานี่ยังไม่ได้เจอบรรยากาศแบบเมืองใหญ่ๆเลยอ่ะ เจอแต่ถนนหนทางที่โล่งๆกับเหล่าต้นสนข้างทาง วันนี้ต้องขอไปเจอผู้เจอคนซักหน่อย พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันโลด

ออกทัวร์ชมโบสถ์แรกที่เมืองเกอูรู Keuruu

จะว่าไประยะทางจากเมืองหยัมสาที่เราพักไปเมืองเกอูรูประมาณ 60 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ขับแป๊บนึงก็ถึงแล้ว แต่เรื่องอะไรเราจะไปทางตรง พวกเราชอบแบบลดเลี้ยวเคียวคด แวะโน่นแวะนี่ไปเรื่อย ( อันนี้เฉพาะเรื่องเที่ยวนะ เรื่องอื่นไม่เกี่ยว หุหุ) แล้วจากแผนที่จะมีเส้นทางอีกช่วงที่น่าจะสวยเหมาะแก่การขับรถเที่ยวเป็นที่สุด เพราะสองข้างทางจะเต็มไปด้วยทะเล สาบขนาดเล็กมั่งใหญ่มั่งสลับกันไป อย่างนี้ก็ต้องเลี้ยวไปดูกันซะหน่อยละนะ อันนี้ก็ต้องขออธิบายเกี่ยวกับการดูแผนที่นิดนึงนะคะ เผื่อใครสนใจจะขับรถเที่ยวเอง จะได้สังเกตุได้ แต่ใครที่รู้แล้วก็ข้ามไปเลยละกัน สำหรับสีที่ใช้ในแผนที่ ถ้าเป็นเส้นสีแดงก็มักจะเป็นถนนใหญ่หรือถนนไฮย์เวย์ ถ้าเป็นสีเหลืองก็เป็นเส้นเล็กรถสวนกันหรืออาจเป็นมอย์เตอร์เวย์ก็ได้ ส่วนสีขาว จะเป็นถนนเล็กๆเข้าตามหมู่บ้านย่อยๆ ทีนี้ถ้าถนนเส้นไหนสวยๆ เค้าก็จะใช้สีเขียวมาแซมเอา ไว้ด้วย อันนี้ก็เป็นลักษณะแผนที่ท่องเที่ยวของชาวยุโรปเค้า ส่วนของไทยนั้นไม่รู้ว่าเป็นแบบนี้มั๊ย เพราะไม่เคยใช้ จะไปไหนทีก็ใช้ปากนี่แหละ ถามทางก่อนไป ง่ายดีแต่มีหลงได้เหมือนกัน อีกอย่าง ยังไม่เคยขับรถเที่ยวเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ซักที แบบว่าตอนอยู่เมืองไทยไม่มีเวลาให้เที่ยวได้นานๆแบบนี้ ขืนหยุดนานๆขนาดนี้คงโดนเค้าไล่ออกไปนานแล้วล่ะ

เมาท์เพลิน มาต่อกันเลยดีกว่า จากเส้นทางตรงๆก็เลยต้องมีการอ้อมกันนิดหน่อยโดยมาใช้เส้นทางหมายเลข E63 ขับลงมาทางใต้เล็กน้อยประมาณ 18 กิโลเมตร จากนั้น ไปก็ ใช้เส้นทางหมายเลข 343 วกขึ้นไปข้างบน ถนนช่วงนี้ล่ะที่มีทิวทัศน์สวยงามตลอดสองข้างทางจะลัดเลาะไปตามทะเลสาบ จากนั้นก็จะใช้เส้นทางหมายเลข 58 เส้นนี้ก็เช่นกันจะผ่านทะเล สาบขนาดใหญ่อีกเช่นกัน

เราพบว่าไม่ผิดหวังกับแผนการขับรถที่วางไว้เลย เพราะธรรมชาติตลอดสองข้างทางที่ผ่านมานั้น สวยจริงๆ บางช่วงเป็นป่าสนสลับกับทะเลสาบเล็กบ้างใหญ่บ้างเป็นระยะ บางแห่งมีเกาะแก่งเล็กๆกระจายอยู่กลางทะเลสาบ ดูสวยงามไปอีกแบบ บางช่วงก็ผ่านชุมชนที่มีบ้านไม้สีสันสดใส ถนนบางช่วงก็ว่างเปล่ามีแต่รถของเราอยู่คันเดียวเองอ่ะ นานๆจะมีรถสวนหรือตามหลังมาซักคัน เรียกว่าถนนี้เราจอง อุ๊บอิ๊บเลย อิอิ

เราหยุดแวะถ่ายรูปกับเป็นระยะๆ แบบไม่รีบร้อนและ แบบว่าโลกนี้เป็นของเราสามคน ฮ่าๆ แถมอากาศวันนี้ก็เป็นใจ ท้องฟ้ามีเมฆเป็นกลุ่มๆ สวยมาก แล้วทริปนี้เราก็ได้รูปท้องฟ้ามาเป็นกระบุง ฟ้าที่ยุโรปนี่มันสวยจริงๆ คงเป็นเพราะมันมีกลุ่มเมฆนี่เองล่ะนะที่ช่วยเพิ่มความสวยให้กับท้องฟ้า

นี่เป็นการเที่ยวอีกครั้งที่การนั่งในรถนานๆไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อเลย ด้วยวิวสวยๆสองข้างทาง และกลุ่มเมฆสวยๆบนท้องฟ้า ทำให้เพลิดเพลินจำเริญใจ แต่อาจมีการสะดุดบ้าง ตรง ที่ต้องคอยบริการมิเชลเลอร์เป็นระยะๆ หากเค้าเบื่อขึ้นมา เที่ยวกับลูกก็เป็นแบนี้แหละมีทั้งน่ารัก มีทั้งน่าโมโห ใหม่ๆรู้สึกขัดใจ แต่เดี๋ยวนี้ชินซะแล้ว แต่ก่อนคิดว่าถ้าเราต้องเที่ยวนานๆแบบนี้จะเอาไปฝากย่าให้ดูแล แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับทำไม่ได้ ความรู้สึกคืออยากให้เค้าไปด้วย อยากให้เค้าได้เห็นโลกกว้างตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะยังไม่ตื่นเต้นกับธรรมชาติเหมือนเรา แต่เค้าก็มีความตื่นเต้นอย่างอื่นแบบเด็กๆที่ทำให้เราต้องยิ้มและหัวเราะทุกที ที่ตื่นเต้นสุดๆก็ตรงที่เห็นสนามเด็กเล่นนี่ล่ะ พอเห็นปุ๊บก็จะ “มาม่า (ทำเสียงสูงแบบดีใจสุดๆ) สนามเด็กเล่น ขอเล่นหน่อยนะค้า” เป็นแบบนี้ทุกทีบางทีก็รู้สึกสงสารจนต้องจอดรถแวะให้เล่นก่อน แล้วถึงค่อยไปต่อ ยิ่งทริปนี้มีกวางข้างถนนให้เห็นเป็นระยะๆ เค้ายิ่งตื่นเต้น ร้องเรียกโหวกเหวกชวนให้เราสองคนช่วยกันดู แล้วอย่างนี้ฉันจะเอาเค้าไปทิ้งไว้กับย่าแล้วหนีไปเที่ยวกันสองคนได้อย่างที่เคยคิดไว้ได้ยังไง

กิจกรรมระหว่างนั่งรถในทริปนี้อีกอย่างของเราก็คือ คอยจ้องป้ายเขตเมือง พอใกล้เข้าเขตเมืองแต่ละเมืองทีไร เราก็จะคอยเล็งจ้องป้ายเอาไว้พร้อมกันนั้นก็ต้องกะระยะให้ดีเพื่อกดชัตเตอร์ เพราะแต่ละเมืองเนี่ย เค้าก็จะมีจะมีสัญญลักษณ์ที่แตกต่างกันไป มีทั้งแบบเรียบๆ จนถึงแบบสง่างาม เราเห็นว่าแปลกดี ก็เลยจ้องแต่จะถ่ายรูป แล้วก็ไอ้เรื่องถ่ายรูปป้ายเมืองนี่ล่ะ ทำให้ต้องเถียงกับคนขับบ่อยๆ ก็แหม ไอ้เราอยากจะได้ภาพสวยๆ แต่คนขับก็ดันไม่เป็นใจ ขับซะเร็วเชียว จะชะลอๆหน่อยก็ไม่ได้ พอเราว่า ก็บอกว่าเผื่อมีรถตามหลังมามันอันตราย แหม ให้มันได้งี้ดิ กลัวไม่เข้าเรื่อง ดูดิ๊ ทั้งถนนมีแค่รถเราคันเดียวเองง่ะ เออ ถ้ามันรถเยอะก็ว่าไปอย่าง เรียกว่าตลอดทั้งทริปก็จะมีเสียงขัดกันไปเรื่อยอย่างนี้ เถียงกันไปมา แต่ในที่สุด เราก็มาถึงเมืองเกอูรูกันซะที

วิวสวยๆสองข้างทาง

ถนนนี้เป็นของเราสามคน








แวะหยุดถ่ายรูปเป็นระยะๆ ดูซิมีแต่เราเท่านั้น


ป้ายสัญญลักษณ์ประจำเมือง


อันว่าเมืองเกอูรู ( Keuruu ) นี้เป็นเมืองเล็กๆในเขตฟินแลนด์ตอนกลาง (แหม อ่านชื่อเมือง แล้วนึกถึงตอนเป็นเด็กหัดอ่าน กออากา กออูกู จังเลยนะ ฮ่าๆ) ห่างจากเมือง Jyväkylä ประมาณ 50 กิโลเมตร ( เฮ้อ พยายามจะอ่านชื่อเมืองนี้ให้ได้เหมือนกัน แต่อ่านยังไงก็ไม่ได้ซะที ใครที่อยู่ฟินแลนด์ รบกวนอ่านให้ฟังจะขอบคุณมากเลยค่ะ ) ตัวเมืองล้อมรอบไปด้วยทะเลสาบน้อยใหญ่ เรียกว่าเหมาะสำหรับคนที่ชอบเที่ยวแบบธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง วันนี้เราขอบายไม่ได้มาพายเรือ แต่จะมาดูโบสถ์อ่ะนะ

โบสถ์เมืองเกอูรู ( Keuruu )




พอรถเข้าเขตเมืองก็เห็นโบสถ์ที่เราต้องการมาดูทันที ตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนนั่นเอง ไม่ต้องเสียเวลาหา อันนี้เราชอบ แล้วก็ไม่ต้องวนหาที่จอดรถให้ยากด้วย มีที่จอดรถให้เสร็จสรรพ ลงจากรถได้ก็เก็บภาพก่อนทันที ก็แหม ฟ้าแจ่มแบบนี้ แถมมีก้อนเมฆเป็นหย่อมๆ มันสวยจนอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายรูปก่อนเข้าไปข้างใน ที่สำคัญไม่มีผู้คนพลุกพล่านหน้าจอ อันนี้เราชอบ ต่างกับตอนเที่ยวอิตาลี่อย่างสิ้นเชิง ที่ทั้งรถติด ทั้งคนเยอะ กว่าจะได้รูปแบบที่ไม่มีคนที่ไม่รู้จักมายืนหน้าสลอนไปด้วย ฮ่าๆ แต่ที่ฟินแลนด์นี้กลับตรงกันข้ามเลยเชียว หลังจากถ่ายรูปเสร็จก็เข้าไปดูข้างในกัน มีค่าเข้าชมนิดหน่อย คนละ 1 ยูโรเท่านั้น แต่ถ้าไปกันหลายๆคน เค้าก็มีราคาแบบครอบครัวด้วย แค่ 2 ยูโรเอง สำหรับของเราจะจ่ายแบบไหนก็เหมือนกันมันก็ 2 ยูโรอยู่ดี แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ประจำโบสถ์เพื่อนำชมและให้ข้อมูลอีกด้วย แต่หากอยากเดินดูเองก็ได้ ไม่มีปัญหา

โบสถ์นี้มีชื่อตามภาษาฟินนิชว่า Vaha kirkko ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็ The Old church of Keuruu ถือเป็นโบสถ์ไม้ในสไตล์ฟินแลนด์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งนึงของเมืองนี้ สร้างขึ้นในระ หว่างปี 1756 - 1759 โดย Anti Hakola เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง ส่วนการตบแต่งภายในอยู่ในช่วง 1782 - 1785 จึงเสร็จสมบูรณ์ ภาพวาดต่างๆภายในเป็นฝีมือของ Johan Tién ตรงกลางที่เป็นแท่นพิธีนั้น มีภาพ The Last Judgement เป็นภาพที่ทำก๊อปปี้ขึ้นในปี 1824 ส่วนของจริงซึ่งวาดโดย Carl Gustav Sóderstrand นั้น ได้นำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่ง ชาติตั้งแต่ปี 1902 ปัจจุบันโบสถ์นี้ไม่ได้ใช้งานแล้ว นอกจากมีรายการพิเศษเช่น การจัดแสดงคอนเสิร์ตในหน้าร้อนเป็นครั้งคราวเท่านั้น สำหรับใครที่อยากเห็นภายในโบสถ์แบบเต็มที่ ก็เข้าไปชมภาพภายในแบบพาโนรามากันได้ที่นี่เลยค่ะ //www.avoinmuseo.fi/keuruunkirkot/panoraama.htm แต่เสียอย่างเดียวไม่มีภาษาอังกฤษ ให้สังเกตุคำว่าพาโนรามาเอาก็แล้วกันนะ แต่หากใครที่อยู่ใกล้เมืองนี้หรือไปเที่ยวแถวๆนั้น ก็แวะเข้าไปดูเถอะค่ะ รับรองไม่ผิดหวัง แม้จะไม่อลังการงานสร้างเหมือนกับโบสถ์ใหญ่ๆในยุโรปทั่วๆไป อีกทั้งศิลปินหรือผู้ สร้างก็ไม่ได้โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่เราว่ามันก็สวยงาม ดูไม่ซ้ำซากและจำเจดีนะ จากข้างในเราก็ออกมาเดินดูรอบๆด้านนอกกันบ้าง ด้านหลังโบสถ์ติดกับแม่น้ำ ดูร่มรื่น ส่วนด้านข้างของโบสถ์ เห็นมีซากเรือไม้เก่าขนาดใหญ่อยู่ด้วย ในอดีตใช้เป็นพาหนะไว้พาชาวบ้านมาโบสถ์นั่นเอง

ภายในโบสถ์












บางส่วนของโบสถ์ที่หักพังก็ยังเก็บไว้


เรือที่เคยใช้รับส่งชาวบ้านมาโบสถ์




ดูโบสถ์เสร็จ กำลังว่าจะเดินเข้าไปดูในเมืองซะหน่อย แต่ยังไม่ทันได้ไปไหนเลย ดันไปเจอกับดักซะก่อน อิอิ ก็สนามเด็กเล่นอยู่ฝั่งตรงกันข้ามนั่นเอง เลยต้องแวะให้มิเชลเลอร์เล่นก่อน ใกล้ๆกันนั้นก็มีโบสถ์อีกแห่งหนึง เป็นโบสถ์ประจำเมืองแห่งใหม่ เลยแว่บเข้าไปสำรวจซะหน่อย ด้านในเงียบเชียบดี ไม่มีใครเลย ภายในก็ตกแต่งแบบเรียบง่าย ไม่มีอะไรโดดเด่น ก็สวยดีนะ แต่สวยแบบใหม่ๆ ดูไม่ขลังเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เสียเที่ยวซะทีเดียว มีห้องน้ำด้วยเลยถือโอกาสใช้บริการซะเลย เอิ๊กๆ

โบสถ์ด้านตรงข้ามใกล้ๆกัน






เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ซักพัก รอมิเชลเลอร์เล่นจนพอใจ ก็ออกเดินทางกันต่อ ที่จริงยังมีโบสถ์ที่มีอายุเก่ากว่าโบสถ์นี้อีกนะ แต่กลัวว่าจะมีเวลาไม่พอ เลยไม่ได้แวะไป พอกลับมาบ้านแล้วก็มาดูรูปในอินเตอร์เนต ก็เสียดายเหมือนกันนะที่ไมได้ไป แต่ก็ไม่เป็นไรอ่ะนะ เพราะไปเที่ยวนี้ก็ได้ดูโบสถ์จนคุ้มแล้วล่ะ มาต่อที่โบสถ์ถัดไปดีกว่า

ขอเล่นหน่อยนะค้า




เดินทางกันต่อแบบเหงียบเหงา นานๆจึงจะเห็นรถผ่านไปซักคันแบบนี้แหละ


Petäjävesi Old Church
จากเมืองเกอูรู เราใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงโบสถ์ที่มีชื่อเดียวกับ Petäjävesi Old Church ( สังเกตุว่าชื่อโบสถ์ส่วนใหญ่ที่ฟินแลนด์จะไม่มีชื่อเฉพาะ แต่จะเรียกไปตามเมืองหรือหมู่บ้านที่ตั้งอยู่นั่นเอง ) เราไม่ต้องเสียเวลาเข้าซอกซอยไปหา แต่โบสถ์นี่ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่เช่นกัน มองเห็นยอดโบสถ์มาแต่ไกล ที่จริงก่อนถึงตัวโบสถ์ มีป้ายที่จอดรถด้วย แต่เราไม่แน่ใจว่าเป็นที่จอดรถสำหรับผู้ที่จะมาชมโบสถ์หรือว่าสำหรับผู้ที่จะแวะพักรถ เพราะตรงนั้นมีทะเลสาบแล้วก็ที่นั่งพักด้วย แถมไกลจากตัวโบสถ์พอประมาณเชียวล่ะ เราก็เลยไม่จอดขับเลยไปจนถึงจุดที่โบสถ์ตั้งอยู่ แล้วก็แห้วกิน เพราะมันไม่มีทางเข้าอ่ะ จากถนนมันจะมีลำธารเล็กๆแคบๆคั่นอยู่ มีเพียงทางเดินที่เป็นพื้นดินแคบๆให้เดินเข้าไปเท่านั้น เราก็เลยต้องวนกลับไปจอดที่ที่เราผ่านมา แล้วก็ค่อยเดินมายังโบสถ์ แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะ จากการเดินมานี้เอง ทำให้เราได้ถ่ายภาพโบสถ์แบบเต็มๆ แบบมีลำธารด้านข้างเป็นแบ๊คกราวด์ด้วย เหมือนกับภาพที่เค้าถ่ายไว้โปรโมตเลย อิอิ อันนี้เราชอบ

โบสถ์ Petäjävesi นี้เป็นโบสถ์ที่สร้างด้วยไม้เหมือนกันกับโบสถ์เก่าทั่วไปในฟินแลนด์ ที่จริงมันก็เหมาะกับประเทศนี้มากๆเลยล่ะนะ เพราะเค้ามีป่าไม้อุดมสมบูรณ์เหลือเกิน ก็ควรจะใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่ แถมยังเข้ากันกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยป่าไม้อีกด้วย ที่สำคัญรูปทรงก็มีเอกลัษณ์ที่โดดเด่น เห็นแล้วบอกได้ว่านี่มันต้องเป็นโบสถ์ในแถบสแกนดิเนเวียของแท้แน่นอน ไม่ใช่แบบเดียวกับที่เห็นในยุโรปทั่วๆไป ด้วยเหตุนี้จึงสามารถพิชิตตำแหน่งมรดกโลกจากยูเนสโกมาครอบครองเอาไว้ได้ในปี 1994 นั้นแล

จากริมถนนต้องเดินเข้าไปพอประมาณ ระหว่างทางมีต้นไม้ร่มรื่น ตัวโบสถ์ตั้งอยู่ริมลำธารที่ไหลไปสู่ทะเล สาบ Päijänne มีต้นไม้รอบๆ ดูร่มรื่น ตัวโบสถ์นั้นจะแบ่งเป็นสองส่วนด้วย กัน คือส่วนที่เป็นหอระฆัง และต่อด้วยส่วนที่เป็นตัวโบสถ์ลักษณะคล้ายกระท่อมขนาดใหญ่ ตามประวัติบอกว่า เป็นโบสถ์ในลัทธิลูเธอร์รัน ( Lutheran ) สร้างขึ้นในระหว่างปี 1763 -1765 โดยเป็นผลงานของ Jaakko Kelmetinpoika Leppänen เป็นช่างไม้ที่ชื่อเสียงจากเมืองLaukaa สำหรับส่วนที่เป็นหอระฆังนั้นสร้างในปี 1821 และควบคุมการก่อสร้างโดย Erkki Jaakonpoika Leppänen ซึ่งเป็นหลานของ Jaakko ผู้สร้างตัวโบสถ์นั่นเอง













สำหรับการตกแต่งภายในโบสถ์นั้นดูเรียบง่าย แต่ดูมีเอกลักษณ์ในตัว ความสวยงามนั้น มาจากการใช้สีแดงวาดลวดลายตามรอยต่อระหว่างไม้เข้าด้วยกัน ส่วนของประดับภายในโบสถ์ก็ไม่มีมากมาย มีเพียงแท่นพิธีอยู่ด้านหน้า มีภาพเขียน “Last Supper” ซึ่งเป็นฝีมือของCarl Fredrik Blom’s ที่เขียนขึ้นในปี 1843 ก่อนเข้าไปชมด้านในต้องซื้อบัตรด้วย ราคาสำหรับครอบครัวก็ 6 ยูโร ส่วนที่โดดเด่นอีกแห่งหนึ่งภายในโบสถ์นี้ ตรงส่วนที่เป็นฐานของธรรมาสน์ จะมีไม้แกะ สลักเป็นรูปหน้าของ St.Christopher มีสีสันฉุดฉาดค้ำยันตรงส่วนที่เป็นธรรมาส์เอาไว้ ตรงนี้เค้าเรียกว่า The paint of pulpit ซึ่งเป็นฝีมือของนาย Tammelin ช่างไม้จากเมืองหยัมสาในปี 1779 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ www.petajavesi.fi/kirkko/en/index.shtml

ด้านในโบสถ์








ทัวร์เมือง Jyväslylä


จบการทัวร์โบสถ์แล้ว เราก็มุ่งหน้าต่อไปยังเมือง Jyväslylä เมืองที่อ่านไม่ออกนี่ล่ะ เป็นเมืองที่อยู่ในเขตฟินแลนด์ตอนกลาง ตั้งอยู่ด้านเหนือของทะเลสาบ Päijänne ทำให้เมืองนี้มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม นอกจากนั้นเมืองนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เด่นและมีชื่อเสียงในด้านการศึกษา เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ รวมถึงสถาบันการศึกษาต่างๆอีกมากมาย และนอกจากนั้นก็ยังมีชื่อเสียงในเรื่องอาคารและสถาปัตยกรรมต่างๆที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Alvar Aalto ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงในแถบสแกนดิเนียเลยทีเดียว นอกจากนั้นเมืองนี้ยังเป็นสถานที่จัดรายการแข่งรถแรลลี่ชื่อดังอย่าง The Neste Oil Rally Finland ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการแข่ง ขันแรลลี่ระดับโลกของ World Rally Championship อีกด้วย ทั้งหมดน่ะเป็นสรรพคุณของเมืองนี้เค้าล่ะ จริงๆแล้วเค้ามีเยอะกว่านี้อีก แต่ว่าเราจะมาเที่ยว มิได้มาเรียนประวัติศาสตร์ เอาแค่คร่าวๆแค่นี้ก็คงจะพออ่ะนะ เอาเป็นว่า พอเริ่มเข้าเขตเมือง ก็เริ่มมองเห็นทะเลสาบมาแต่ไกล มีเรือใบลอยอยู่เป็นระยะๆ บางแห่งก็มีสะพานข้ามระหว่างเกาะแก่งเข้าด้วยกัน ดูสวยดี ก็ได้แต่ถ่ายรูปแชะๆอยู่ในรถ เสียดายไม่มีที่หยุดรถเหมาะๆให้ถ่ายรูป ได้มาแต่แบบขาดๆเกินๆซะงั้น แต่มิเป็นไรเพราะจุดหมายของเราคือการมาดูเมือง ดูผู้คนและดูที่ชอปปิ้งต่างหากเล่า ก็เลยปล่อยๆไป

หลังจากหาที่จอดรถได้ เราก็เริ่มออกสำรวจเมืองกัน เดินมายังไม่ทันไร เราก็ตื่น เต้นขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นสาวไทยที่เมืองนี้ ที่ตื่นเต้นเนี่ย เพราะว่าตั้งแต่มายังไม่เห็นคนเอเชียเลยซักคน พอได้เห็นแล้วแถมยังเป็นคนไทยอีกก็เลยอดดีใจไม่ได้ เธอบอกว่ามาอยู่ที่นี่ได้ปีกว่าๆ มีคนไทยอยู่พอสมควร ชาวต่างชาติก็เยอะเพราะเป็นเมืองมหาวิทยาลัยด้วย ก็คุยกันพอประมาณแล้วก็ต้องบอกลา เพราะคนข้างๆเริ่มจะหงอยเพราะเราเมาท์กันแต่ภาษาไทย อิอิ แล้วก็เดินต่อบรรยากาศเมืองทั่วๆไปนั้นเป็นแบบลูกผสม รอบๆด้านนอกเป็นอาคารไม้แบบเก่ามีจั่วสลักเสลาลวดลายสวยงาม (ดูเผินๆเหมือนบ้านทรงไทยของเรา) ส่วนด้านในที่เป็นศูนย์การค้านั้นเป็นอาคารแบบสมัยใหม่เหมือนๆเมืองใหญ่ทั่วไป พอเดินถึงส่วนที่เป็นย่านการค้า เราก็ขอแยกตัวเป็นศิลปินเดี่ยวเดินเที่ยวคนเดียว ด้วยว่าเห็นห้างสรรพสินค้าใหญ่โตอยู่ตรงหน้า ต้องขอเข้าไปสำรวจซะหน่อย เข้าไปแล้วก็ไม่ผิดหวัง บรรยากาศห่างกันลิบลับกับห้างที่เมืองดัชท์ ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนๆกับห้างเซ็นทรัลบ้านเรา น่าเดินมาก ฉันจึงอดตื่นเต้นไม่ได้ โดยเฉพาะกับส่วนที่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตนี่ ของก็เยอะ แล้วก็มีส่วนที่คล้ายๆตลาดสดขายอาหารจำพวกเนื้อ หมู ไก่ อาหารทะเลสดๆก็มีให้เลือกซื้อ แถมมีอาหารสำเร็จรูปที่ปรุงเสร็จร้อนๆให้ซื้อติดมือ กลับไปกินที่บ้านได้ด้วย โอย ชอบจริงๆ แน่นอนเราได้ปลาทะเลติดมือออกมาด้วย ซื้อแบบไม่ต้องมีใครมาขัดใจ อิอิ
เริ่มเข้าเมืองแล้ว


ใช้จักรยานเหมือนกันนะ


ขอแวะดูโบสถ์หน่อยนะ



ดูไปเรื่อยๆก่อนกลับที่พัก






ดื่มน้ำชามั๊ยคะ


หลังจากได้ของกินแล้วเราก็สบายใจ มองดูนาฬิกาเวลาบ่ายสามโมงครึ่งกว่าๆแล้ว กลับที่พักดีกว่า ขากลับนี้เราใช้เส้นทางตรงไม่ลดเลี้ยวไปไหนแล้ว ความจริงคนขับรถก็มีเส้นทางใหม่มาเสนอให้อีก แต่เราไม่สนซะแล้ว เพราะห่วงลูกมากกว่า กลัวว่าจะเหนื่อยเกินไป ให้เค้ากลับไปมีเวลาเล่นที่บ้านมั่งจะดีกว่า สรุปว่าวันนี้เรากลับถึงบ้านกันแต่วันแบบสบายๆ ลูกมีเวลาได้เล่นบ้าง วันนี้เรากินข้าวกับปลาทอดที่ได้มาจากในเมืองนั่นเอง

ของีบซะหน่อยนะคะ


ทะเลสาบด้านหน้าก่อนถึงที่พัก ใกล้ถึงบ้าน ตื่นได้แล้วค่ะ




อาหารวันนี้ของเรา ง่ายๆเป็นข้าวกับปลาซาบะและปลาแซลมอล


อิ่มแล้วก็นั่งเล่นนอนเล่น เก็บแรงไว้เดินเที่ยวกันต่อไป แล้วก็ทูบีคอนทินิวค่า




 

Create Date : 15 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มีนาคม 2551 20:34:08 น.
Counter : 1544 Pageviews.  

1  2  

jeab&michelle
Location :
ตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ Netherlands

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






บล๊อคของคนชอบเที่ยวค่ะ พาลูกตระเวนเที่ยวไปทั่ว จนเดี๋ยวนี้ลูกก็ติดเที่ยวด้วยแล้วเหมือนกัน
หนังสือเราเองค่ะ

เที่ยวเนเธอร์แลนด์บายเจี๊ยบ

Promoot jouw pagina ook

web page hit counter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jeab&michelle's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.