สองพี่น้องตะลุยฝรั่งเศส ภาค 2 - Rennes



Create Date : 22 พฤษภาคม 2550
Last Update : 22 พฤษภาคม 2550 20:06:17 น.
Counter : 490 Pageviews.

1 comment
สองพี่น้องตะลุยฝรั่งเศส ภาค 1 - Paris
France Trip 28 April-7 May 2007

เรากับพี่สาวไปเที่ยวฝรั่งเศสกันสองคนค่ะ ฝรั่งเศสกำลังอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แดดแรง แต่ลมเย็น อากาศดีค่ะ

เริ่มจากวันแรก พอลงจากเครื่อง ที่สนามบินชาร์ล เดอ โกลล์ เราก็สมบุกสมบันกันไปยังที่พัก ซึ่งเป็น Youth hostel หรือที่ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Auberge de jeunnesse ค่ะ ถ่ายป้ายบนรถไฟมาได้ทันพอดี



กว่าจะไปถึงที่พักก็แทบแย่ เหนื่อยกันสุด ๆ เพราะหลงทางกัน คนฝรั่งเศสนี่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้นะ ถึงพูดได้ก็พูดไม่รู้เรื่อง เราก็เลยถามเป็นภาษาฝรั่งเศสงูๆปลาๆ ทำให้ในที่สุดก็หาโรงแรมเจอ
จากนั้นก็นั่งเมโทรไปลงที่สถานี Les Halles เป็นที่ตั้งของห้างใหญ่ชื่อ Forum Les Halles
ด้านนอกห้างเป็นลานน้ำพุ อากาศดีคนก็มานั่งเล่นกัน เราก็มานั่งเล่นด้วย แต่รอบน้ำพุคนนั่งเต็มเลย ก็เลยหลบไปนั่งใกล้ ๆ
บรรยากาศดีมาก คนร้องรำทำเพลงกันใหญ่






บรรยากาศตรงห้างกับลานโล่งดีมากเลยค่ะ



จากนั้นพี่สาวก็บ่นหิว แต่ไม่อยากทานในห้าง Forum Les Halles อยากไปทานร้านที่ได้บรรยากาศฝรั่งเศสมากกว่า ก็เลยต้องถามทางคนแถวนั้นเพื่อไปย่านที่มีร้านอาหารเยอะ ๆ
จากนั้นก็เลยต้องทะลุห้างไปอีกด้าน เดินตรงออกไปเรื่อย ๆ ก็เจอกับย่านร้านอาหาร คนเดินกันคึกคักขวักไขว่ อากาศดีคนออกมานั่งรับประทานอาหารด้านนอกร้านตรงระเบียงเต็มไปหมด เราสองคนเลยเลือกเลี้ยวเข้าตรอก เจอร้านอาหารเล็ก ๆ สีเหลือง ชื่อร้าน L'epicerie ซึ่งแปลว่าร้านเครื่องเทศ แต่ไม่ได้ขายเครื่องเทศหรอกนะคะ ขายอาหารสไตล์ฝรั่งเศสทั่วไป แต่รสชาติดีค่ะ





พี่สาวเราสั่งเมนูเด็ดโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นอกเป็ดราดซอสลูกพรุน ทานกับผักโขม ทำให้เราได้ทราบว่าภาษาฝรั่งเศส อกเป็ดคือคำว่า Magret (มา-เกร) อร่อยสุด ๆ

ส่วนเราสั่งSalade Nicoise (ซาลาด นิซวส) เป็นสลัดสไตล์ฝรั่งเศส ที่เราชอบคือมีมะกอก กับคูสคูส แล้วก็ปลาแซลมอนรมควันแล่ ที่ให้เยอะมาก สะใจดี แล้วก็น้ำสลัดก็อร่อยมากด้วย เสียดาย เราว่าเราถ่ายรูปมาแล้วนะ แต่หาไม่เจออ่ะค่ะ

เสร็จแล้วก็กลับโรงแรมกัน เหนื่อยมาก ๆ เลย เพราะต้องเปลี่ยนสถานีในเมโทรหลายครั้ง เหม็นอับทึบในอุโมงค์ของสถานีด้วยค่ะเพราะมันเก่า ก็เลยวิงเวียน

วันรุ่งขึ้น โปรแกรมแรกก็คือไป La Tour Eiffel (ลาตูร์ เอฟแฟล) หรือ หอไอเฟลนั่นเอง ทางไปง่าย ๆ ที่จะเห็นวิวหอไอเฟลชัดเจนคือไปลงที่สถานีเมโทร Trocadero ค่ะ ต้องระวังคนดำ และพวกยิปซีนิดนึงนะคะ เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวค่ะ
จากตรงนี้ถ่ายรูปได้เห็นชัดเจนเลยค่ะ ตั้งตระหง่านเลย จากจุดชมวิวตรงนี้ มีบันไดลงสองด้านค่ะ เราลงด้านขวา จากนั้นก็เดินชมวิวไปเรื่อย ๆ จนไปถึงฐานหอไอเฟลค่ะ ได้ข้ามสะพาน เห็นแม่น้ำแซนด้วยค่ะ ตื่นเต้น ๆ แต่ในรูปนี่ท้องฟ้ามืดครึ้มไปหน่อยนะคะ แล้วพอมีแดดทีไรก็ย้อนแสง วันนี้ถ่ายรูปอะไรก็ไม่สวยเลยค่ะ




หลังจากได้เห็นหอไอเฟล พวกเราสองคนก็ไม่ได้อยากจะขึ้นไปหรอก เพราะคิวยาวเหยียด และกว่าจะขึ้นไปได้ก็คงลำบากน่าดู เก็บแรงไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า ยิ่งขี้เหนื่อยอยู่ด้วยค่ะ
เราวางแผนกันจะไปล่องเรือชมแม่น้ำแซน ไม่อยากนั่งเรือ Bateau Mouche อันเลื่องชื่อ เพราะท่าเรือบาโต้มูชนั้นต้องเดินไปอีกไกลหน่อย ก็เลยเลือก Bateaux Parisiens (บาโต้ ปารีเซียง) เป็นเรือล่องแม่น้ำแซนเช่นกัน แต่ราคาย่อมเยากว่า ตัวเรืออาจจะสวยน้อยกว่าบาโต้มูชนิดนึง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ได้ชมแม่น้ำเหมือนกันนี่นา ที่สำคัญ คิวไม่ยาวมากด้วยค่ะ
ล่องจากตรงท่าเรือใกล้หอไอเฟลจนไปถึงวิหาร Notre Dame จริง ๆ ก็เลยไปเล็กน้อยค่ะ แล้วก็ล่องกลับ รวมไปกลับใช้เวลา 1 ชั่วโมงค่ะ
ขอแอบเล่าว่าตอนแรกหาท่าเรือนี้ไม่เจอ เพราะมีท่าเรือหลายอัน เห็นซุ้มนึงเขียนว่าตำรวจก็เลยไปถามว่าจะไปบาโต้ปารีเซียงนี่ท่าเรืออยู่ไหน เค้าก็บอกทางให้เสร็จสรรพ พอมาดูอีกที ปรากฏว่ามันเป็นซุ้มร้านซักรีด แล้วป้ายตำรวจที่เห็นมันต่อท้ายด้วยเบอร์โทรศัพท์ ประมาณว่าเป็นหมายเลขฉุกเฉินที่ร้านนั้นติดไว้ต่างหาก

รูปถ่ายไม่สวยมากนะคะ พอดีถ่ายไม่เก่ง แล้วในเรือก็ถ่ายไม่ถนัดด้วยค่ะ





เราประทับใจการล่องเรือครั้งนี้มากเลยค่ะ เรียบง่ายตามประสาเราสองพี่น้อง แต่ก็ภูมิใจที่สามารถมาเที่ยวกันเองได้ อย่างน้อยก็มาล่องเรือได้ เพิ่งเคยมาเที่ยวกันเองสองคนอย่างนี้ค่ะ ส่วนมากเมื่อก่อนจะไปกับทัวร์ค่ะ

มาถึงตอนนี้ บ่ายกว่า ๆ แล้วค่ะ พี่สาวบ่นหิว (อีกตามเคย) ก็เลยจะไปหาร้านทานกัน ยังไม่มีร้านอะไรในใจเลยค่ะ กะจะไปหาร้านแถว ๆ นั้นทานแหละ เลือกที่ใกล้ ๆ กับเมโทรจะได้ไปที่อื่นต่อง่าย
ระหว่างทาง เจอเหมือนสวนสาธารณะหรืออะไรก็ไม่รู้แหละ สวยดี เป็นทางถนนเล็ก ๆ ต้นไม้เขียวครึ้มสองข้างทาง ก็เลยถ่ายมาด้วยค่ะ ใครทราบบอกด้วยนะคะ



เดินไปเรื่อย ๆ คือเลี้ยวไปทางขวาของหอไอเฟล เดินเลียบ ๆ ไปก็จะเห็นห้องน้ำสาธารณะ มีป้าย RER สาย C (RER เป็นรถไฟที่วิ่งระหว่างปารีสกับชานเมืองค่ะ) ด้านข้างจะมีถนนให้เลี้ยวไป ก็จะเห็นร้านอาหารเรียงรายอีกแล้วค่ะ เลยสุ่มไปร้านนึง ชื่อร้าน Le Bailli de Suffren ไม่รู้จะสั่งอะไรดีก็เลยสั่งแซนด์วิช 3 อันมาแบ่งกันกิน ปรากฏว่า มันคือขนมปังบาแก๊ตยาว ๆ ของฝรั่งเศส ใส่ไส้ แล้วเป็นขนมปังที่เหนียวมาก ๆ ถึงมากที่สุด ปวดกรามเลยค่ะ เราสั่งไส้ ซาลามี ไส้ชีส แล้วก็ไส้หมูบดมาค่ะ แพงมากเลย อันละตั้งสามยูโรกว่า ๆ ตอนแรกงงว่า ถ้าเป็นบาแก๊ตก็น่าจะเขียนว่าบาแก๊ต ไม่น่าเขียนว่าแซนด์วิช เพราะเมื่อวานเราซื้อแซนด์วิชมาทานตอนเย็นที่โรงแรม มันก็ยังเป็นแซนด์วิชขนมปังสามเหลี่ยมแบบที่เราคุ้นเคยกันอ่ะค่ะ
ไม่อร่อยเท่าไหร่ แต่ร้านบรรยากาศดีค่ะ

จากนั้น กว่าจะหาสถานีเมโทรที่ใกล้ ๆ เจอก็แทบแย่ และเป็นสถานีที่สกปรกมากด้วยค่ะ เสร็จแล้วนั่งเมโทรไปลงสถานีหน้าประตูชัย หรือ L'Arc de Triomphe ใหญ่งดงามอลังการค่ะ เราบังคับพี่สาวให้ขึ้นไปข้างบนกัน มันต้องขึ้นบันไดหลายชันเป็นร้อยขั้น พี่ก็เลยไม่ยอม ก็กะว่าจะเดินเล่นที่ถนนชองป์เซลิเซ่ จนไปถึงเสาโอเบลิสก์ (Obelisque) ว่าแต่ มองจากประตูชัยยังไม่เห็นเสาโอเบลิสก์เลยนะเนี่ย รู้ว่ามันอยู่ตรงข้ามกัน แต่มองไม่เห็นเลย สงสัยไกลมาก

กว่าเราจะได้รูปประตูชัยนี่แทบแย่ คนเบียดเสียดยัดเยียดกันสุด ๆ
ย้อนแสงนะคะรูป


พอกำลังเดินเล่น ฝนก็ตก เสียเวลาไปพอควร จากนั้นก็เลยมองหาร้านหอยแมลงภู่ชื่อดังที่อ่านเจอในหนังสือคู่มือ มันมีหลายสาขา สาขานึงก็ในชองป์เซลิเซ่นี่แหละ แต่หาตั้งนานก็มีเจอซักที ก็เลยกะจะเดินไปถึงเสาโอเบลิสก์ ตอนแรกไม่เห็นนะเพราะไกลมาก ก็เลยต้องเดินอีกไกล ไกล ไกล จนเริ่มเห็นลิบ ๆ ละ เดินไปเรื่อย ๆ จนเริ่มเห็นเสาชัดขึ้น สองข้างทางมีต้นไม้เขียวครึ้มเรียงราย สวยมากเลย แอบผ่านร้าน Le Notreด้วย จนไปถึงเสาแล้วก็ถ่ายรูปกันค่ะ เหนื่อยมาก เดินจนขาลากเลย






โอ๊ะ รูปนี้มันวิวตอนล่องแม่น้ำแซนนี่นา จริง ๆจะแปะรูปไว้ข้างบน มันมาโผล่ตรงนี้ได้งายเนี่ย

ส่วนนี่คือรูปปั้นของนายพล Charles De Gaulles ซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญของฝรั่งเศสในอดีต มีบทบาทและความสำคัญทางการเมืองฝรั่งเศสมาก ว่ากันว่า เขาทำให้การเมืองการปกครองที่กำลังล้มลุกคลุกคลานในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้เป็นปึกแผ่น แล้วยังได้เป็นชื่อสนามบินอีกนะเออ... รูปปั้นนี้อยู่ระหว่างทางที่จะไปถึงเสาโอเบลิสก์ค่ะ




จากนั้นเมื่อชมเสาโอเบลิสก์กันเต็มอิ่มแล้ว เราสองคนก็เหนื่อยมากและหิวมาก แล้วก็ยังอยากกินหอยแมลงภู่ร้านนั้นด้วย แต่จะให้ลากสังขารกลับไปเดินหาในถนนชองป์เซลิเซ่อีกก็ไม่ไหว จึงตัดสินใจจะไปหาทานที่สาขาในย่าน Opéra ดีกว่า ดังนั้นก่อนอื่นก็ต้องหาเมโทรสถานี Opéra ก่อน...
แล้วมันอยู่ไหนละนี่...เราจึงเดินสะเปะสะปะไปมา แล้วสายตาเราก็พุ่งไปที่หนุ่มฝรั่งเศสสองคน ท่าทางยังเป็นวัยรุ่นอยู่ หน้าตาหล่อกว่าชาวฝรั่งเศสทั่วไปนิดนึง แล้วก็รีบตรงเข้าไปหาเค้า ส่งภาษาฝรั่งเศสถามหาเมโทรรสถานี Concorde เขาก็ก้มลงอ่านแผนที่ แล้วชี้ไปทางนึง ซึ่งต้องข้ามถนนกุกกัก ๆไปแอบไกลทีเดียว ที่บอกไกลเพราะมันเป็นถนนเส้นใหญ่ ไม่ใช่ระยะทางไกล รถก็เยอะมากด้วย ไฟจราจรก็ไม่มี หรือไม่มันก็เสียนี่แหละเพราะจำได้ว่าไม่เห็นเลย จึงนับ หนึ่ง สอง สาม เลยจ้ำ ๆ ข้ามถนนด้วยความรวดเร็ว แล้วหนุ่มคนหนึ่งในสองคนนั้นก็มาสะกิดอีกที แล้วระบุชัดเจนขึ้นว่ามันอยู่ตรงไหน เอ้อ...น่ารักจริง ๆ

แต่มารู้ตัวในขบวนรถว่าสถานีOpéra มันปิดซ่อม จริง ๆ เค้าก็ติดป้ายไว้ที่เมโทรเกือบทุกสถานี แต่ไม่ดูเอง พอดีตอนอยู่บนขบวนเราได้ยินเค้าประกาศออกมาว่าอย่าลืมนะว่าสถานีโอเปร่าปิดอยู่ แอบคิดในใจว่า ยังดีที่เราฟังฝรั่งเศสพอรู้เรื่อง เพราะมันไม่ประกาศเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ดีเลย อย่างนี้นักท่องเที่ยวที่พูดฝรั่งเศสไม่ได้ก็แย่สิ ทีนี้ก็เลยอดไปกินหอยแมลงภู่ ได้แต่ไปเปลี่ยนขบวนที่อีกสถานี แล้วก็กลับโรงแรม ระหว่างทางก็ไปซื้อเค้กมากินเป็นอาหารเย็นแทนเพราะเหนื่อย เหนื่อย เหนื่อย ไม่มีปัญญาไปหาร้านดี ๆ กินแล้ว

เช้าวัดถัดมา เราก็มีโปรแกรมจะไปวิหารโนเทรอดาม (Notre Dame) และ พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ (Louvre) นั่งเมโทรไปลงสถานี Cité จากนั้นก็มะงุมมะงาหราหลงทางอ้อมไปมาเล็กน้อยกว่าจะมาถึงวิหารโนเทรอดาม สวยและขลังจริง ๆ
ถามว่ามันใหญ่มั้ย...มันใหญ่และสวยนะ แต่ก็มีวิหารที่ใหญ่และอลังการกว่านี้ ถ้าจะเทียบกันไปต่าง ๆ นานา แต่ลองนึกดูว่า สมัยก่อนนู้น อยู่ ๆ ก็มีวิหารขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางปารีสเช่นนี้ มันก็ไม่ธรรมดานะ คนคงจะภูมิใจเอามาก ๆ เลย มันดูขลังออกจะตาย



เราใช้เวลาต่อคิวเข้าไปชมในวิหารไม่นานมาก แม้นักท่องเที่ยวจะเยอะสุด ๆ ก็เถอะ เบียดกันเข้าไป พอเข้าไปแล้วชอบมาก ถึงแม้จะมืด ทึม และเย็น แต่มันดูศักดิ์สิทธิ์และขลังอย่างบอกไม่ถูก ชวนให้ขนลุก ที่น่าประทับใจก็เป็นกระจกสีที่ตกแต่งตรงหน้าต่างโค้ง ทำให้วิหารไม่ดูเย็นชาจนเกินไป เราไม่เก่งประวัติศาสตร์ และไม่รู้ประวัติความเป็นมามากเท่าไหร่ อาจจะอธิบายได้ไม่ค่อยดีนะคะ



อีกรูปนะคะ ไม่ชัดเท่าไหร่ มือสั่นตอนถ่ายค่ะ คนเบียดกันเยอะไปหมด



อันนี้พวกรูปแกะสลักสี ๆ ในวิหารค่ะ สวยดี เราไม่ได้ฟังบรรยายหรือว่าหยิบไกด์บุคที่มีอยู่ตรงทางเข้าวิหารมาน่ะค่ะเลยไม่ทราบว่าแต่ละอันมีความสำคัญอย่างไร คนเยอะมากค่ะ เบียดกัน ต้องระวังคนล้วงกระเป๋ากันสุด ๆ เพราะที่นี้เปิดให้เข้าชมฟรีค่ะ แต่มันสวย น่ารัก ประณีตอ่อนช้อยดีเราชอบ



แถมกระจกสีอีกรูปค่ะ



ด้านนอกก็น่าประทับใจตรงลวดลายการแกะที่อ่อนช้อย โดยเฉพาะส่วนรูปปั้นตรงวิหาร เราแอบขนลุกไงไม่รู้ เพราะมันดูน่ากลัวค่ะ




ส่วนนี่ด้านหลังของวิหารค่ะ ลวดลายดูซับซ้อนมาก สวยขลังจริง ๆ



ตอนเที่ยงตั้งใจจะไปกินร้านอิสตันบูล เห็นในหนังสือบอกว่าเป็นร้านอาหารปิ้งย่างแบบตุรกี แต่เราเข้าใจผิดว่ามันไกล หาไม่เจอ อยากมีเวลาไปลูฟว์เยอะ ๆ ก็เลยหาร้านทานแถว ๆนั้น เลยได้ร้านที่อยู่ตรงถนนด้านซ้ายของโนเทรอดาม มีร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมด ร้านที่ไปทานชื่อ L’Ombre de Notre Dame แปลเพราะ ๆ ว่า ใต้ร่มเงาของโนเทรอดาม แพงมาก รสชาติก็งั้น ๆ เราสั่งไก่ย่างซอสลูกพรุนมาแบ่งกับพี่สาว ตบท้ายด้วยของวานเป็น Crêpes nuttela et banana เป็นเครปฝรั่งเศสไส้นุทเทลลาและกล้วย เครปเป็นอาหารเลื่องชื่ออย่างหนี่งของฝรั่งเศสเลยค่ะ อร่อยดี ประทับใจกว่าเจ้าไก่ย่างค่ะ


จากนั้นก็เดินทางไปพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ โดยนั่งเมโทรไปลงที่สถานี Palais Royal Musée de Louvre ซึ่งจะอยู่ด้านหน้าลูฟว์(เกือบ) พอดี ข้ามถนนแล้วเดินตรง ตรง ตรงไป ก็จะเห็นความอลังการของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ เป็นอาคารสวยแบบสถาปัตยกรรมโบราณรียงรายรอบพื้นที่โล่งกว้างเป็นรูปเหลี่ยม ตรงกลางพื้นที่โล่งเป็นปิรามิดแก้ว ค่ะย้อนแสงอีกแล้ว




Venus de Milo หรือวีนัสแขนขาดค่ะ รูปปั้นนี่อยู่ในห้องใหญ่ คนรุมเต็มเลย กว่าจะได้ภาพ ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าว่ามันดูลึกลับดีนะ





รูปข้างบนนี้มีแต่ผู้ชายรุมถ่ายเต็มเลยค่ะ
เราอ่านป้ายคำบรรยาย ไม่กล้าแปลเท่าไหร่ ชื่อรูปปั้น Hermaphrodite Endormi ก็ Hermaphroditeผู้หลับใหล แปลงี้ได้มั้ยน้อ...อิอิ ดูรูปปั้นแล้วนึกว่าผู้หญิง แต่อ่านป้ายมันเขียนว่า เป็นบุตรของ Hermes และ Aphrodite ค่ะ
พอละดีกว่า...เดี๋ยวจะแปลผิด แต่ชอบนะ หันก้นให้ซะด้วย




รูปปั้นสวย ๆ อีกค่ะ






เสียดายที่เค้าห้ามถ่ายรูปภาพวาด ภาพเขียนต่าง ๆ ค่ะ ทั้งที่เมื่อราวสองปีก่อน เราเคยมาลูฟว์ ยังสามารถถ่ายภาพได้อยู่เลย งานนี้พี่สาวซึ่งเพิ่งมาครั้งแรก เลยอดเก็บภาพโมนาลิซ่า และภาพเขียนของ ฌาคส์ หลุยส์ เดวิด และอื่น ๆ เลย

เราชอบโซนภาพเขียนมาก มันเดินได้ไม่เบื่อเลย แต่กลายเป็นอากาศร้อนเลยเพราะคนเบียดเสียดกันมาก ภาพเขียนแต่ละภาพมีมนต์สะกดใจทั้งนั้น เห็นแล้วทำให้อยากรู้จักศิลปิน จิตรกรเหล่านั้นจังว่าเป็นคนยังไง ทำไมถึงได้เสก สร้าง ผลงานได้ล้ำเลิศอย่างนี้
ไม่ได้ตามกระแสความฮิตของภาพโมนาลิซ่าหรอกนะ แต่เราว่ามันดูลึกลับดีอ่ะ ผู้หญิงในภาพไม่สวยหรอก แต่ดูพี่แกยิ้มเข้าสิ ขนลุกไงไม่รู้ ภาพก็กรอบไม่ใหญ่มาก คนเบียดมุงดูกันอย่างกับอะไร แต่ก็ประทับใจค่ะ
ลืมบอกไปว่าภาพโมนาลิซ่า ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า La Joconde ค่ะ (ลา โฌ กงด์)
เดินชมภาพกันจนไม่สามารถฝืนสังขารได้อีกต่อไป ก็เลยออกมานั่งพักข้างนอกพิพิธภัณฑ์ ก่อนจะตัดสินใจไปทานข้าวเย็นกันที่ร้าน Istanbul เป็นร้านปิ้งย่างแบบตุรกีที่ในหนังสือคู่มือแนะนำมา ตอนกลางวันหาไม่เจอและเข้าใจผิดว่ามันไกล ตอนนี้อยากกินมาก เลยต้องย้อนกลับไปแถววิหารโนเทรอดามอีกครั้ง งมหาเส้นทางกันแป๊บนึงก็เจอค่ะ หาไม่ยากอย่างที่คิด เดินไปทางขวาของวิหาร ข้ามสะพาน Pont Petit เป็นสะพานเล็ก ๆ มีป้ายเล็ก ๆ บอกไว้ แต่คนท้องถิ่นแถวนั้นจะเรียกกันว่า Petit Pont แปลว่า สะพานเล็ก ๆ แล้วตรงไปเรื่อย ๆ เข้าถนนที่ครึกครื้น ร้านอิสตันบูลจะอยู่ทางขวามือ ราว ๆ ร้านที่สองหรือสามค่ะ

อาหารอร่อยมาก........................เสียดาย ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารไว้ เพราะว่าหิวมากเลยมัวแต่ก้มหน้าก้มตากินค่ะ
จำชื่ออาหารไม่ได้ด้วย ไว้ไปคนใบเสร็จแล้วค่อยมาอัพบล็อกอีกทีนะคะ แต่เป็นแกงแกะอ่ะค่ะ อร่อยดี แล้วก็มีสลัดแบบตุรกี ใส่มะกอก ใส่ผลไม้ แซลมอน ผัก ข้าวเม็ดเล็ก (แต่ใหญ่กว่าคูสคูส) ราดซอสข้น ๆ
นอกจากนั้นก็มีครีมคล้ายโยเกิร์ตสีชมพู รสชาติเปรี้ยว พ่อครัวบอกว่าเอาไว้ทานกับอะไรได้หลายอย่าง ได้กับอาหารเกือบทุกจาน

นี่รูปหน้าร้านค่ะ




อีกรูป



จากนั้นก็ไปเดินเล่นในตรอกเล็ก ๆ แต่สุดแสนจะครึกครื้น ชื่อ Rue de la Huchette เต็มไปด้วยร้านอาหารมากมายโดยเฉพาะพวก Kebab เป็นเนื้อวัว เนื้อไก่ หรือเนื้อแกะย่างห่อด้วยแป้งแผ่น อาหารของพวกแขก ๆ ตุรกี อร่อยดี เคยกินเหมือนกัน พูดแล้วชักน้ำลายสอ เรากับพี่สาวยืนอึ้งตะลึง เพราะร้านอาหารท่าทางน่าอร่อยเยอะแยะมากมาย เราสองคนน่าจะมาเห็นที่นี่ตั้งนานแล้ววววว....แอบเสียใจเล็ก ๆ
จริง ๆ เก็บภาพมาด้วย แต่ว่ามันติดหน้าเราสองคน ด้วยความอายเลยยังไม่กล้าโชว์ ฮิฮิ

โอ้...มีรูปนึง เป็นบาร์ในตรอกนั้นอ่ะค่ะ ดูเค้าตกแต่งเข้าสิ...ว้าว....!!!



วันถัดมา...........

ตั้งใจจะไปเดินเล่นกันก่อน แล้วรับประทานอาหารร้าน Malibu เป็นอาหารแอฟริกัน แบบเซเนกัล เห็นในหนังสือบรรยายซะน่าเจี๊ยะมาก ไก่ย่างสูตรแอฟริกัน ดังมากด้วย จึงนั่งเมโทรกันไปลงที่สถานี Sentier ตรงเข้าถนนที่ชื่อ Marche Montorgueil เป็นถนนที่น่าเดินมาก บรรยากาศดีสุด ๆ ผ่านร้านอาหารฝรั่งเศส อิตาเลียน ญี่ปุ่น จีน ละลานตา แต่จะมีอิตาเลียนและฝรั่งเศสเยอะสุด สองข้างทางก็จะมีร้านขายดอกไม้ ต้นไม้ ขายผักผลไม้ ร้านขายปลา ร้านขายชีสแบบต่าง ๆ เรียงรายกันเป็นตับ ! น่ากินสุด ๆ ตะลึงมาก แล้วก็มีกองถ่ายรายการของญี่ปุ่นกำลังถ่ายทำอยู่ด้วยนะ แต่ไม่ได้ถ่ายมาจ้า

ภาพบรรยากาศน่าเดินที่ถนนนี้



ส่วนนี้ระหว่างทาง เดิน ๆ อยู่ก็มาเจอเจ้าแพะสองตัวนี้จ้า น่ารักมั่กๆ



เดินไปซักสองสามบล็อค ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปที่ Rue.Tiquetone ตรงไปซักแป๊บก็จะเห็นร้านมาลิบู แต่ เพิ่งรู้ว่ามันไม่เปิดกลางวัน....แป่ว !!! เลยไปหากินร้านญี่ปุ่นในซอยอื่นเอา อร่อยดีเหมือนกัน แต่แอบเสียใจที่ไม่ได้กินร้านมาลิบู ตั้งใจมากินสุด ๆ

จากนั้นก็นั่ง RER สาย C ไปพระราชวังแวร์ซาย หลงขบวนเล็กน้อยแต่ก็ไปถึงปลายทางจนได้ ออกจากสถานีแล้วต้องเดินไกลเหมือนกันค่ะกว่าจะถึงแวร์ซาย

แล้วเราก็คงจะโง่ไปหน่อย(หรือไม่หน่อย) ที่รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้เป็นวันแรงงาน แต่ก็ไม่เฉลียวใจ...เพราะไปถึง ปรากฎว่าตัวพระราชวังปิดหมด !!!! My god ทำกันได้ลงคอ...แต่สวนอันอลังการที่ปกติต้องเสียเงินค่าชมแยกต่างหากจากค่าเข้าชมพระราชวัง ก็เปิดให้ชมฟรี ไม่เห็นอยากจะดูสวนเลยอ่ะค่ะ...อยากมาดูพระราชวัง...กรี๊ดสลบ ฮือๆๆ

สวนนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่ยังไม่มีดอกไม้เลยค่ะ ดังนั้นจึงเห็นแต่เขียว ๆ โล่ง ๆ ยอมรับว่าใหญ่มาก เป็นสนามกอล์ฟได้สบาย ๆ เลย เราเฉยๆ นะ ไม่ได้ประทับใจมาก กำลังผิดหวังด้วย ฮือ

ชมภาพสวนไปพลาง ๆ







จากนั้นเราก็กลับมาที่ย่าน Les Halles เพื่อทานหอยแมลงภู่ในร้านดังที่อยากกินเมื่อสองสามวันก่อน พอดีมันมีสาขาที่นี่ด้วย แล้วพี่สาวก็ศึกษาแผนที่แล้วว่า สาขาที่ Les Halles นี้มันหาง่าย ไม่ไกลจากเมโทร ทีนี้ ไม่นึกว่ามันจะง่ายอย่างนี้ เพราะทันทีที่ออกจากเมโทรสถานี Les Halles ปุ๊บ หันซ้าย ก็เห็นร้านเขียว ๆ ป้าย Leon de Bruxelles กรี๊ด รีบปรี่เข้าไปหาทันที ขณะนั้นเป็นเวลา 5โมงเย็น ปกติร้านอาหารในฝรั่งเศสจะเปิดหกโมงหรือทุ่มขึ้นไป แต่เราสังเกตว่าบางทีร้านในปารีสก็เปิดเร็วเหมือนกันนะ




อาหารกร่อยมาก เราสั่งหอยแมลงภู่ค่ะ สั่งแบบ Au Roquefort ค่ะ เป็นชีสชนิดหนึ่ง กลิ่นแรงแต่...เราชอบ ฮิฮิ
ได้เต็มหม้อใหญ่เลยค่ะ...ด้านล่างเป็นน้ำชีสRoquefort ร้อน ๆ อร่อยที่สุดเลย กว่าจะรู้ตัวก็ทานไปครึ่งหม้อแล้ว ก็เลยรีบถ่ายรูปมา สภาพไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ แหะ ๆ





ทริปในปารีสเราก็หมดแค่นี้...แต่...เมืองต่อไปที่เราจะเดินทางไปในวันถัดไปนี่สิ ชอบสุด ๆ
ชื่อเมือง Rennes ค่ะ อยู่ทางตะวันตกของฝรั่งเศส เป็นเมืองไม่ใหญ่ ไม่เล็ก น่ารัก สงบ สบาย สะอาด ปลื้มมาก ๆ ใครอยากไปเที่ยวฝรั่งเศสแล้วสัมผัสบรรยากาศฝรั่งเศสในอีกรูปแบบ แนะนำ เมือง Rennes เลยค่ะ
เราออกเดินทางไปเมือง Rennes ในวันรุ่งขึ้นค่ะ นั่งแทกซี่ไปลงสถานีรถไฟ Gare de Montparnasse ด้วยรถไฟ TGV ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ

ติดตามตอนต่อไป รีวิว ทริปเมืองRennes นะคะ อีกสองสามวันคงจะมาอัพอีกบล็อกค่ะ อันนี้เริ่มยาวแล้ว



Create Date : 19 พฤษภาคม 2550
Last Update : 22 พฤษภาคม 2550 20:04:49 น.
Counter : 860 Pageviews.

11 comment

mezzanotte
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]