Group Blog
 
All Blogs
 

Last Tribe อัลบัม The Uncrowned



Years Released : 2003
Style : Melodic/Progressive Metal
Track Listing
1. Healer 05:21
2. The Chosen One 06:05
3. Sacrifice 06:40
4. The Uncrowned 06:38
5. Otherworld 05:11
6. April Sky 01:34
7. Sound of Kain 05:33
8. Only the Innocent 04:38
9. Full Moon 04:03
10. Call of the Tribe 04:44
Total playing time 56:40
Rating : 9/10

Last Tribe เป็นวง Melodic Power Metal จาก Sweden ฟอร์มโดย Magnus Karlsson เป็นคนเขียนเพลงเล่นกีต้าร์กับคีย์บอร์ดเองทั้งหมด พูดถึงเรื่องฝีมือแล้วผมว่าเจ้านี่มันไม่ธรรมดาเลยทีเดียวมาดูประวัติของเขากัน Magnus Karlsson เกิดที่ทางใต้ของประเทศ Sweden ในปี 1973 เขาเริ่มหัดเล่นกีต้าร์และตั้งวงดนตรีวงแรกตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบ จากนั้นได้เข้าเรียนกีต้าร์คลาสสิกอย่างจริงจังแต่วงดนตรีของเขาได้หันมาเล่นแนว New Wave Of British Heavy Metal แทนประกอบกับที่ตัวเขาเองได้รับอิทธิพลการฟังดนตรีจาก Iron Maiden, Judas Priest, Dio และ Black Sabbath ในปี1989 Magnus ตัดสินใจที่จะอุทิศเวลาทั้งหมดฝึกฝนกับการฝึกกีต้าร์และเขียนเพลงซึ่งในตอนนั้นเขาได้รับอิทธิพลกลุ่มใหม่เป็นมือกีต้าร์ฮีโร่จำพวก Steve Morse, Steve Vai และ Allan Holdsworth เขาได้นำสไตล์การเล่นทั้งทั้งหมดนี่มาพัฒนาให้ดนตรี metal ผสมผสานกับ Folk เพื่อให้ได้สไตล์ดนตรีที่ต่างออกไป หลังจากนั้นในปี 1991 เขาก็เข้าร่วมวงดนตรีแนว Celtic Folk ชื่อว่าวง Hot Pebble ในตอนนั้น Magnus รับหน้าที่เล่นในตำแหน่งแบนโจ ตอนปี 1996 เขาเริ่มไปเรียนที่ Malmo College Of Music จนได้ปริญญาเอกจากสาขา music education ในระหว่างที่เขาศึกษาอยู่ได้เขียนเพลงร่วมกับวงไอริช ชื่อวง Green House กับ Lars Nilsson และ Andreas Ralsgard ออกมาอัลบัมแรกใช้ชื่อว่า Glass of Beer ต่อมาได้ไปเล่นให้กับวง Midnight Sun ใน Nemesis อัลบัมนี้ออกแต่ใน Europe ในช่วงปลายปี 1999 โดยสังกัด Point Music ทำให้ Magnus ได้แจ้งเกิดตั้งแต่นั้นต่อมาเขารับความสนใจจากสื่อและนิตยสาร metal ดังๆอย่าง Young Guitar, Burrn! รวมถึงแฟนเพลงต่างชื่นชมในฝีมือการเล่นกีต้าร์ของเขา จากนั้นเขาได้เล่นกีต้าร์ให้กับวง Midnight Sun ให้อีกอัลบัมชื่อว่า Metalmachine เป็นอัลบัมสุดท้ายถึงได้ตัดสินใจก้าวออกมาเริ่มทำเพลงของตัวเองจริงๆซะที จึงได้รวบรวมสมาชิกชุดแรก Rickard Bengtsson (ร้องนำ อดีต Armageddon), Par Wallmark (เบส), Kristoffer Andersson (กลอง), Lee Day (กีต้าร์) ฟอร์มวง Last Tribe ขึ้นมา

Last Tribe มีผลงานอัลบัมแรกชื่อ The Ritual (2001) ออกกับค่าย Frontiers/Now & Then โปรดิวซ์โดย Anders "Theo" Theander (Pain Of Salvation, Midnight Sun, Sandberg) และ Magnus เอง จัดว่าเป็นงาน Melodic Power Metal ติด Progressive เล็กๆที่ได้รับการตอบรับจากนิตยสาร Heavy Metal และ แฟนเพลงเป็นอย่างดี (87/100 Burrn! - 5/6 Rock it - 8/10 Rock Hard - 6/7 Metal Hammer - 10/12 Heavy Oder Was) ขณะจากที่งานชิ้นแรกกำลังขายดี Magnus เตรียมเขียนเพลงไว้สำหรับงานชุดที่สองชื่อว่า Witch Dance (2002) เป็นงานที่ฟังง่ายเข้มข้นขึ้นกว่าอัลบัมแรกยังคงความเป็น Melodic Power Metal อยู่ มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกในส่วนของกีต้าร์ได้ตัดออกไปหนึ่งตัว ส่วนมือเบสกับกลองได้ Dick Lowgren (เบส), Jaime Salazar (กลอง) ทั้งสองคนนี้เป็นสมาชิกวง Armageddon ที่เคยร่วมงานกับ Rickard มาอยู่ก่อนแล้ว มาถึงปี 2003 Last Tribe ก็ออกอัลบัม The Uncrowned สมาชิกยังคงเหมือนกับอัลบัม Witch Dance

มาถึงอัลบัม The Uncrowned นี้แต่ละเพลงก็ยังคงอบอวลไปด้วยเพลง Melodic Power Metal ชั้นเยี่ยมสุดมันส์น่าติดหูรับรองไม่มีเบื่อเพราะแต่ละเพลงมีการเปลี่ยนจังหวะสัดส่วนหลากหลาย มีท่อนช้าๆเพราะๆแทรกอยู่ในตัวเพลง รวมถึงเมโลดี้การร้องและเสียงประสานอันไพเราะโดนใจทุกเพลง เริ่มเพลงแรกด้วย 'Healer' ขึ้นด้วยริฟท์ตรงไปตรงมาสอดแทรกด้วยเทคนิคอันแพรวพราวของ Magnus ทั้งการกัดปิ๊กอุดสายเรียกได้ว่าเพลงแรกต้องขอโชว์เบสิกกันก่อน จังหวะพอโยกตามได้และตอกย้ำด้วยท่อนฮุคสุดมันส์ติดหูแน่นอน เสียงของ Rickard ดูมีพลังหนักแน่นขึ้นมากว่า 2 อัลบัมที่ผ่านมา ต่อกันด้วยเพลง 'The Chosen One' เมนริฟท์ออกขัดๆแต่ชวนโยก ทีเด็ดเพลงอยู่ที่ท่อนโซโล่ครับเมโลดี้ออกไปทางอียิปใช่ว่าจะเร็วอย่างเดียวมีทั้งจังหวะผ่อนลงแล้วโซโล่หวานซึ้งสับเปลี่ยนกันได้น่าทึ่งจริงๆ นอกนั้นตัวเพลงออกจะเนิบๆมากระตุ้นเราอีกทีตรงช่วงก่อนถึงฮุค มีโชว์การร้องประสานของคนในวงทำให้คนฟังฮึกเหิมได้ดีทีเดียวแม้จะช่วงสั้นๆก็เหอะ ลดดีกรีความมันส์ลงมาด้วยเพลงที่สาม 'Sacrifice' เพลงบัลลาดบรรยายถึงอารมณ์ของคนที่กำลังสิ้นหวังหมดหวังกำลังใจ เนรมิตเสียงกีต้าร์ได้ไพเราะจริงๆ ตามต่อด้วยไตเติลแทร็กครับ 'The Uncrowned' เปิดตัวด้วยเสียงคีย์บอร์ดที่ไว้บรรเลงบ่อยในโบส์ถพร้อมท่อนฮุคอันลงตัวติดหูจังหวะลงตัวหนักแน่น เมโลดี้สวยๆฟังกี่รอบๆก็ไม่น่าเบื่อเลยเพราะตัวเพลงมีการเปลี่ยนสัดส่วนไว้ได้ลงตัว ทั้งการร้องประสานเสียงสลับกับ Rickard ตรงก่อนจะเข้าฮุคทำไว้ปลุกอารมณ์ได้ดี ถึงตรงโซโล่เพลงนี้ก็ได้เวลาโชว์เทพของ Magnus คิดลูกโซโล่ได้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆทั้งเมโลดี้สวยฟังแล้วลื่นไหลดีมาก ทั้งความรวดเร็วทั้งสวีปทั้งจิ้มทั้งโยกสายสบัด สารพัดเทคนิคโดยเสียงกลองเป็นแบ๊กกราวน์เล่นให้จังหวะกันลงตัวดีแท้ อัดต่อกันด้วยเพลง 'Otherworld' เริ่มด้วยลิคกีต้าร์บางๆก่อนที่จะอัดกระหน่ำกันทั้งกลองและกีต้าร์ มีคีย์บอร์ดปูพรมรอไว้พร้อมสรรพ ริฟท์กีต้าร์กระชากสุดๆสลับกับเสียงกัดปิ๊กประปราย คิดไอเดียเจ๋งจริงๆครับ Magnus โซโล่ล่อไปเกือบนาทีเลยบอกได้ว่าเค้าพกลูกเล่นแปลกๆมาเพียบเช่นเคย มาถึงเพลงบรรเลงเพลงเดียวในอัลบัม 'April Sky' ใช้กีต้าร์อคูสติกเป็นตัวดำเนินเพลงหลัก ช่วงหลังมีบรรยากาศออกแนวชวนไปรบ มาต่อด้วยเพลงจังหวะเบาๆ 'Sound Of Faith' เปิดท้ายและปิดท้ายด้วยเสียงเกากีต้าร์อคูสติก รึทึ่มหนักแน่น โซโล่หวานตามสไตล์ Magnus เค้า ท่อนฮุคนี่ออกจะเนิบๆเรียบๆแต่ติดหูแน่นอน มีทั้งจังหวะเร่งและจังหวะผ่อนทำได้ไม่เลี่ยนเลย 'Only The Innocent' เพลงนี้จังหวะออกช้าเรียบง่ายจัดเข้าแนวบัลลาดเลยก็ว่าได้ ดนตรีทำได้ลงตัวเปี่ยมไปด้วยเมโลดี้การร้องที่พราะยอดเยี่ยมครับ ลูกโซโล่ยังเหมือนเดิมทั้งหวานทั้งปรี้ยว มาถึงเพลงไฮไลท์อีกเพลงนึงคือ 'Full Moon' เริ่มบรรเลงด้วยเสียงกีต้าร์อคูสติกใสกิ๊กเมโลดี้ออกเศร้าสุดแสนจะไพเราะแถมลูกเล่นคับแก้ว ดนตรีเค้าติดโปรแกรสซีฟเล็กๆ เสียงของ Rickard ร้องได้เข้าถึงอารมณ์ดีมากผมชอบการร้องของเค้าในบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เบ่งพลังเสียงออกมาได้อย่างเต็มเหนี่ยว ยังเปิดโอกาสให้ Dick Lowgren โชว์เสียงรูดเบสอันนุ่มนวลให้ได้ยินเล็กน้อยเพราะดีด้วยครับ กีต้าร์ของ Magnus เป็นตัวชูโรงเลยเล่นฉีกอารมณ์แบบสุดๆเล่นทั้งเล่นริฟท์กระแทกกระทั้น โซโล่กัดปิ๊กจิ๊ดๆ ปิดท้ายโดยเพลง 'Call Of The Tribe' ให้บรรยากาศแนวลึกลับวังเวง เสียงร้องประสานได้กลับมาใช้อีกครั้งตรงท่อนฮุคช่วยเพิ่มความหนักแน่นได้ดี ท่อนฮุคเตะหูไม่เบาเลย ดนตรีจะเน้นจังหวะแบบฮิตๆในสไตล์เมโลดิกเค้าหละ

เพลงของ Last Tribe ที่เด่นมากเลยคือไลน์กีต้าร์จะเป็นการโชว์ถึงทักษะอันช่ำชองของ Magnus ส่วนดนตรีของเค้านั้นทำได้ไม่ซ้ำซากจำเจฟังทีไรไม่มีเบื่อเลย เพลงแต่ละเพลงล้วนมีจุดเด่นในตัวของมันเเองและต่างออกไป ในอัลบัมนี้ถ้าเป็นแผ่น Japan จะเพิ่มโบนัสแทรกเพลง Blessed by the Dark มาให้ด้วยเพลงนี้พิเศษที่ Magnus เค้าร้องนำเอง นอกจากนี้แล้วเค้ายังร่วมทำโปรเจคกับวง Star Breaker และเป็น Stunt Guitarist ให้ Allde / Lande ซึ่งเป็นโปรเจคการรวมตัวของ 2 นักร้อง metal ชื่อดังอย่าง Sir Russell Allen แห่งวง Symphony X กับ Jorn Lande แห่งวง Masterplan ในอัลบัม The Battle สุดท้ายถ้าใครที่ชอบฟังงานที่มีกีต้าร์จัดจ้านหรือใครที่เป็นมือกีต้าร์ก็น่าจะลองศึกษางาน The Uncrowned ดูนะครับ

Favourite Song : Healer, The Chosen One, The Uncrowned, Otherworld, Full Moon, Call Of The Tribe

Song : The Uncrowned



Song : Otherworld



Song : Full Moon






 

Create Date : 07 มกราคม 2549    
Last Update : 7 มกราคม 2549 14:51:42 น.
Counter : 201 Pageviews.  

Hammerfall อัลบัม Chapter V : Unbent, Unbowed, Unbroken



Years Released : 2005
Style : Power Metal
Track Listing
1. Secrets 06:06
2. Blood Bound 03:49
3. Fury of the Wild 04:44
4. Hammer of Justice 04:38
5. Never, Ever 04:06
6. Born to Rule 04:08
7. The Templar Flame 03:41
8. Imperial (instrumental) 02:30
9. Take the Black 04:47
10. Knights of the 21st Century 10:19
Total playing time 50:48
Rating : 7/10

ตั้งแต่อัลบัม Glory To The Brave ออกในปี 1997 ชื่อเสียงของเหล่าขุนค้อน จากสวีเดนก็ได้ขจรไปทั้วทั้งยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ด้วยสไตล์ดนตรีที่รับอิทธิพลจากเยอรมันเมทัลเป็นพื้นฐานบวกกับการใช้เมโลดี้มันๆ ในอัลบัมนี้เป็น อัลบัมเต็มชุดที่ 5 นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้ในสมัยยุคกลางเหมือนเดิม ทั้งไลน์อัพยังคงเดิม Joacim Cans (Vocals), Oscar Dronjak (Lead & Rhythm Guitar, Backing Vocals), Stefan Elmgren (Lead & Rhythm Guitar, Backing Vocals), Anders Johansson (Drums), Magnus Rosn (Bass) รวมทั้งนักรบเกราะเหล็กกับค้อนยักษ์ที่อยู่คู่วงมาโดยตลอด Artwork สวยงามเช่นเคย 'Secrets' เป็นเพลงเริ่มต้นที่น่าจับตามอง เปิดตัวด้วยเสียงคีย์บอร์ดแบบเรียบๆ จากนั้นเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นค่อยๆเสริมทัพเข้ามาทีละอย่าง เมโลดี้สวยงาม โดยเฉพาะกีต้าร์ 2 ตัวได้ทำงานหนักตลอดทั้งเพลง Stefan กับ Oscar โซโล่คู่กันได้สุดยอด 'Blood Bound' เป็นไตเติลแทรคและซิงเกลแรกของอัลบัมนี้ มีเมโลดี้การร้องที่น่าดึงดูดใจมาก ตรงท่อนฮุคนี่น่าจะร้องตามกันได้หมด ได้ดู mv เพลงนี้แล้วมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคมาช่วยการสร้างฉากน้ำแข็งให้กับวงที่กำลังเล่นอยู่ดูแล้วก็ว่าวง Power Metal สมัยนี้ก็น่าจะมีการใช้เทคโนโลยีนี้ในการทำ mv ดูน่าสนใจดีเลยทีเดียว ท่อนโซโล่เพลงนี้คิดว่าเยี่ยมที่สุดในอัลบัมแล้ว ถึงจะฟังดูไม่ยากแต่เพียบไปด้วยเมโลดี้เพราะๆ 'Fury of the Wild' เปิดอินโทรด้วยริฟท์กีต้าร์อันโดดเด่นเร้าใจ รุกเร้าด้วยเสียงหวดกลองอันแน่นตึบ ทำให้รู้สึกหึกเหิมขึ้นมาทันใด Cans ร้องเพลงในอัลบัมนี้โดยใช้โทนเสียงสูงกว่าอัลบัมที่ผ่านมาซึ่งก็ส่งผลดีให้กับอัลบัมนี้ ท่อนฮุคติดหูดี ส่วนที่ชอบในเพลงก็ตรงที่มันร้องว่า “The Fury of the………Wiiiiiiiiild!!” ฟังดูแล้วเหมือนท้องฟ้ากำลังจะเปิดเลย 'Hammer of Justice' กีต้าร์ rhythm แน่น ริฟท์ไหลลื่นดีจริงๆ ระวังด้วยเพราะว่าเพลงนี้มันอาจทำให้คุณร้องว่า “Justice Calling” โดยไม่รู้ตัว 'Never, Ever' ballad เพราะๆ แนวๆ Always Will Be นั่นแหละ จะต้องมีอยู่แล้วตามธรรมเนียมของวง ไว้ล้างหูก่อนที่จะลุยกันในเพลงต่อไป 'Born to Rule' ขึ้นอินโทรมาบางส่วนไปคล้ายกับเพลง Fury Of The Wild ริฟท์กีต้าร์อันทรงพลังและมีกลองเป็นแบ๊กกราวน์ ท้อนฮุคร้องซ้ำไปซ้ำมา เพลงนี้ไม่ค่อยเท่าไร่ 'The Templar Flame' เพลงโปรดที่สุดในอัลบัมนี้เลย ริฟท์กีต้าร์ลงตัว ตรงท่อนฮุคนี่โดนแน่ๆ “In this world where nothing lives The walls are caving in, life's a sin” Stefan โซโล่ได้หวานหูจริงๆ 'Imperial' เพลงบรรเลงด้วยกีต้าร์ acoustic ไม่ค่อยมีอะไร อาจจะใส่เข้ามาเพื่อเป็นการพักหูจากการเพลงเฮฟวี่ทั้งหลาย แต่ว่าหากจะทำเพลงบรรเพลงทั้งทีก็น่าจะทำมันให้ได้อย่างเพลง In Menmoriam หรือ Raise The Hammer นะจะดูน่าฟังกว่าเยอะเลย 'Take The Black' จังหวะเร็วขึ้นมาหน่อย ริฟท์กีต้าร์ว่องไวน่าดึงดูดเต็มไปด้วยเมโลดิกมีเสียงแบ๊คกราวน์จากคนในวงร่วมร้องพร้อมกันด้วย เหมือนกับจะเป็นการให้คนฟังร่วมร้องตามกับพวกเขาไปด้วย แต่แล้วมันก็จบแบบฉับพลันไปหน่อย 'Knights Of The 21st Century' เพลงยาว 10 นาทีซึ่งพวกเขายังไม่เคยทำมาก่อน เพลงนี้ได้ Mr. Conrad "Cronos" มาเป็นแขกรับเชิญ ขึ้นอินโทรมายังไม่เท่าไร่ พอมาถึงตรงที่ Cans ได้ร้องตอบโต้กับ Conrad ก็พอเข้าท่าแฮะ ยิ่งพอมาร้องประสานกันนี้ทำให้ยิ่งชอบเพลงนี้เข้าไปอีก จังหวะค่อนข้างช้าแต่ก็ยังเฮพวี่อยู่ Oscar, Stefan โซโล่ได้โดดเด่น ถ้าตัดท่อนที่ว่างๆออกแล้วเรียบเรียงใหม่ดีๆจะยอดเลยเพลงนี้

HammerFall เป็นวง Power Metal ที่ออกมากี่อัลบัมฝีมือก็ยังไม่ตกคุณภาพก็เท่าๆกันตลอดมา อัลบัมแรก Glory To The Brave นั้นทำไว้ดีจนกลายเป็นวง Power Metal ระดับหัวแถวและยังคงไว้ซึ่งสไตล์ของตัวเองอยู่เรื่อยมา ในอัลบัมนี้ Joacim Cans จะใช้โทนเสียงสูงขึ้นเป็นพิเศษกว่าอัลบัมที่แล้วมา มีท่อนฮุคและริฟท์กีต้าร์ที่ติดหูเหมือนเดิม

Favourite Song : Blood Bound, Fury Of The Wild, Hammer Of Justice, The Templar Flame, Take The Black

Song : Fury Of The Wild



Song : The Templar Flame






 

Create Date : 11 ธันวาคม 2548    
Last Update : 11 ธันวาคม 2548 14:08:39 น.
Counter : 200 Pageviews.  

Labyrinth อัลบัม Freeman



Years Released : 2005
Style : Progressive Power Metal
Track Listing
1. L.Y.A.F.H. 04:26
2. Deserter 05:03
3. Dive In Open Waters 03:10
4. Freeman 04:16
5. M3 04:10
6. Face And Pay 05:27
7. Malcolm Grey 06:02
8. Nothing New 05:03
9. Infidels 05:55
10. Meanings 03:56
Total playing time 47:28
Rating : 8/10

วง Power Metal อีกวงหนึ่งที่มีแฟนเพลงเหนียวแน่น เป็นเสมือนบุกเบิกดนตรีแนว Power Metal ในประเทศอิตาลีเลยก็ว่าได้ กลับมาคราวนี้เป็นอัลบัมเต็มชุดที่ 5 ของพวกเค้าใช้ชื่อว่า Freeman แต่ไหงบนปกมันดันเป็นรูปหุ่นถูกใส่กุญแจมือไว้หว่า... เรื่องนี้ก็คงจะต้องดูกันที่เนื้อหาในอัลบัมว่ามีคอนเซปต์อะไรแอบแฝงไว้หรือปล่าว สำหรับผมเริ่มรู้จักกับวงนี้จากเพลง Chapter 1 ในอัลบัม Sons Of Thunder ติดใจมันตรงที่เสียงร้องอันอบอุ่นและการใช้กีต้าร์อคูสติกเกาแทรกไปกับเพลงที่กำลังอัดกันมันๆได้อย่างลงตัว แต่งานชุดนี้การ mix เสียงอาจฟังดูแปลกไปนิด เสียงมันแหลมมากๆ จุดเด่นของวงนี้ก็คือการเรียบเรียง ดนตรีและทำนองที่สวยงามและติดหู เมโลดี้เพราะๆของกีต้าร์อคูสติกและมีเสียงคีย์บอร์ดนุ่มๆเป็นแบ๊คกราวน์มีให้ฟังกันหมดทุกชุด ด้านเสียงร้องของ Roberto Tiranti (Rob Tyrant) นั้นนุ่มลึกจะพาคุณล่องลอยเข้าสู่บรรยากาศดนตรีที่พวกเข้าสร้างขึ้นมาได้อย่างไม่ทันรู้ตัว เปิดมาด้วยเพลงแรก 'L.Y.A.F.H' คิดว่านะจะเป็นชื่อที่ย่อมาจากท่อนฮุคที่ร้องว่า Light years away from here ไลน์คีย์บอร์ดสวยงามมากเปิดตัวได้แบบอลังการ จังหวะปานกลาง เน้นความนุ่มเป็นหลักแต่ท่อนฮุคหนักแน่น 'Deserts' ขึ้นอินโทรด้วยอคูสติกกีต้าร์ใสๆช้าๆ เพลงนี้เหมือนจะโชว์พลังเสียงของ Rob Tyrant เอาซะมากกว่าภาคดนตรียังคงติด Progressive นิดๆ 'Dive in Open Water' เร่งจะหวะขึ้นมาหน่อย Rob Tyrant ร้องแบบเกรี้ยวกราดกว่าเพลงอื่นแต่ผมคิดว่ามันมันค่อยเข้ากับดนตรีนัก 'Freeman' เพลงที่มีความหมายกับอัลบัมนี้อย่างมาก Rob Tyrant ร้องได้กินใจสุดๆตรงท่อน There is a place for every free man, Who wants to stay out of the flock? นี่มันจิ๊ดสุดๆ 'M3' เปิดตัวด้ยการโซโล่คีย์บอร์ดเมโลดี้สวยๆเป็นเม็ดๆของพี่ Andrew McPauls และใช้เสียงนี้เล่นคลอไปตลอดจนจบเพลง เหมือนกำลังจะพาไปท่องในสวรรค์ จะใช้เสียงกีต้าร์บางมากเน้นที่เสียงร้องเร้าอารมณ์และเกาะหู 'Face And Pay' ใช้ริฟฟ์กีต้าร์ที่ลื่นไหลเป็นเพลงโปรซีฟมีหลายจังหวะทีเดียว อารมณ์คล้ายๆกับเพลง Freeman 'Malcolm Grey' เพลงบัลลาดเสียงกีต้าร์โซโล่ขึ้นเพลงมาได้แบบบาดใจมาก ตามด้วยเสียงคนพูดกึ่งร้อง Rob Tyrant ร้องได้ใจผมอีกแล้วใช้เสียงร้องเหงาๆ เศร้าบีบคั้นอารมณ์สุดๆ แต่ไม่ชอบใจตรงที่มันมีเสียงคนพูดกึ่งร้องนี่สิ หืมมมม 'Nothing New' เพลงช้าใช้เสียงร้องหลายโทนสับไปสับมาทั้งสูงทั้งต่ำได้รสชาติไปอีกแบบ 'Infidels' เพลงโปรแกสซีพพาวเวอร์อารมณ์หนักแน่นฟาดด้วยริฟฟ์หนักแถมมีเสียงกีต้าร์ฮาโมนิกแทรกเข้ากันได้อย่างสร้างสรรค์ 'Meanings' โปรแกสซีพเล็กๆ จังหวะไหลลื่นมากสามารถทำให้อารมณ์ของคุณไหลไปได้กับเพลง ทั้งเสียงร้องและริฟฟ์ต่างลงตัว ท่อนฮุคติดหูง่าย และทิ้งท้ายด้วยเสียงร้องสดๆโชว์พาวแบบไร้เครื่องดนตรีสักชิ้น ฟังแล้วขนลุกซู่เลยแฮะ

สำหรับงานชุดนี้พวกเขาได้ลดสปีดความมันส์ลงไประดับนึง หันไปใส่ใจกับเมโลดี้และถ่วงทำนองมากขึ้นเป็นพิเศษ ดนตรีไม่เข้มเท่ากับอัลบัมก่อนๆ แต่ยังไง Rob Tyrant ร้องกินใจแทบผมได้ทุกเพลง ถ้าใครชอบชุด Labyrinth ชุดก่อน อัลบัมชุดนี้ก็น่าจะเข้าถึงได้ไม่ยากเย็นครับ

Favourite Song : L.Y.A.F.H, Deserter, Freeman, M3, Face And Pay, Meanings

Song : L.Y.A.F.H.



Song : M3






 

Create Date : 09 ธันวาคม 2548    
Last Update : 9 ธันวาคม 2548 21:29:29 น.
Counter : 213 Pageviews.  

Eternal Tears of Sorrow อัลบัม Chaotic Beauty



Years Released : 2000
Style : Melodic Black/Death Metal
Track Listing
1. Shattered Soul 03:57
2. Blood Of Faith Stains My Hands 04:34
3. Autumn's Grief
4. The Seventh Eclipse 04:26
5. Bride Of The Crimson Sea 05:21
6. Black Tears 03:14
7. Tar Of Chaos 03:30
8. Bhan Sidhe 04:13
9. Nocturnal Strains 05:29
Total playing time 39:41
Rating : 9/10

งานอัลบัมเต็มชุดที่ 3 ของวงซึ่งล่าสุดก็ได้ยุบวงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปี 2003 ตอนแรกที่ผมได้เห็นปกแทบ จะไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นพวกมัน เพราะว่าปกชุดนี้ได้ต่างจาก 2 อัลบัมแรกอย่างสิ้นเชิง รวมถึงซาวน์ด และหน้าที่การเขียนเพลงโดย Pasi Hiltula ที่เป็นมือ คีย์บอร์ด จึงทำให้ซาวน์ด คีย์บอร์ดในอัลบัมนี้ โดดเด่นมากกว่าอัลบัมก่อนอยู่มาก และเน้น เมโลดี้ขึ้น เริ่มต้นเพลงแรก 'Shattered Soul' ก็อัดกันกระจุยทั้งกลอง กีต้าร์ คีย์บอร์ด เสียงร้องแหบแบบกดต่ำมีคีย์บอร์ดเป็นพระเอกรองรับไปตลอดทั้งเพลง 'Blood of Faith Stains My Hands' ขึ้นอินโทรมาด้วยโซโล่กีต้าร์อันเปี่ยมไปด้วยเมโลดี้ มีคีย์บอร์ดรองเป็นบางช่วง ท่อนโซโล่มีกีต้าร์กับคีย์บอร์ดผลัดกันโซโล่เร็วไฟแลบแบบไม่ยอมแพ้กัน 'Autumn's Grief' ขึ้นต้นด้วยเสียง เปียนโนใสๆเบิกอารมณ์ แล้วมารุกเข้าด้วยกลองขย่มกระเดื่องอย่างมันท่อนฮุคโดนแน่ๆ คีย์บอร์ดเพิ่มบรรยากาศแบบกอธิค 'The Seventh Eclipse' เพลงนี้มีหลายบรรยากาศ ขึ้นมาด้วยริฟฟ์แบบ Power Metal กับเสียง คีย์บอร์ดกระแทกๆ โครงสร้างเพลงนี้เป็น Power Metal ท่อนฮุคมีคีย์บอร์ดโซโล่แทรกขึ้นมามันไปอีกแบบ 'Bride of the Crimson Sea' ซึ่งเพลงนี้ได้ Kimberly Goss (ร้องนำวง Sinergy) มาร่วมเพิ่มความหลอนด้วย โดยภาพรวมเพลงนี้เป็นกอธิก เมทัลขึ้นอินโทรจะเป็นเสียงเปียนโนบรรเลงเพราะมากพอเข้าตอนร้องจะเน้นเสียงกีต้าร์ลีดคลอตามเป็นช่วงๆ 'Black Tears' มันสุดๆ จะเน้นที่ริฟฟ์ที่รวดเร็วเร้าใจ ทำให้นึกถึงเพลง Embody The Invisible ของ In Flames' ชุด Colony เพลงนี้คีย์บร์ดรับหน้าที่ในท่อนโซโล่ได้ไม่แพ้กีต้าร์ 'Tar of Chaos' ขึ้นมากับบรรยากาศแบบ Black Metal สับสนพอสมควร แต่ท่อนฮุคมันโดน ไม่งั้นละคงเบื่อ 'Bhean Sidhe' คีย์บอร์ดที่อลังการ ติดโปรแกสซีพพาวเวอร์ 'Nocturnal Strains' พาวเวอร์อีกเพลงที่ขึ้นอินโทรมาอย่างเนิบๆ แล้วค่อยมารุกด้วยริฟมันๆ เต็มไปด้วยเมโลดี้ เพราะๆทั้งเพลงท่อนตรงกลางเสียงผู้หญิงร้องโหยหวน เพิ่มความหลอนไปอีกแบบ

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบอัลบัมนี้มากกว่า 2 อัลบัมแรกตรงที่ว่าดนตรีนั้นดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทั้งการเรียบเรียงดนตรี เมโลดี้ ถ้าใครชอบงานของ In Flames ยุคเก่าๆ หรือ Children Of Bodom ก็น่าจะชอบงานชุดนี้ล่ะครับ

Favourite Song : Shattered Soul, Blood Of Faith Stains My Hands, Autumn's Grief, Bride Of The Crimson Sea, Black Tears, Nocturnal Strains


Song : Bride Of The Crimson Sea



Song : Black Tears






 

Create Date : 04 ธันวาคม 2548    
Last Update : 22 เมษายน 2549 17:27:05 น.
Counter : 125 Pageviews.  

Lamb of God อัลบัม As The Palaces Burn



Years Released : 2003
Style : Groove Metal/Metalcore
Track Listing
1. Ruin 03:54
2. As The Palaces Burn 02:24
3. Purified 03:10
4. 11th Hour 03:44
5. For Your Malice 03:43
6. Boot Scraper 04:34
7. A Devil In God's Country 03:14
8. In Defense of Our Good Name 04:10
9. Blood Junkie 04:23
10. Vigil 04:42
Total playing time 37:58
Rating : 9/10

As The Palaces Burn เป็นงานอัลบัมที่ 2 ซึ่ง โปรดิวซ์โดย Devin Townsend จาก Strapping Young Lad, Soilwork, Stuck Mojo และได้ Chris Poland อดีตมือกีต้าร์ Megadeth เป็นแขกรับเชิญเล่นในเพลง Purified ดนตรีในอัลบัมนี้มีจุดเด่นอยู่ตรงริฟฟ์กีต้าร์อันรุนแรงก้าวร้าวและเสียงสำรอกบ้าคลั่ง แค่เพลงแรก 'Ruin' ก็คงทำให้หลายคนหัวสั่นกันแล้วซัดริฟฟ์โหดกันตังแต่ต้นยันจบ ตรงท่อนใกล้ๆจะจบมีการเร่งแบบกระตุกๆจังหวะโคดน่าโยกและดนตรีค่อยๆผ่อนลงเรื่อยๆ 'As the Palaces Burn' ริฟฟ์ไม่เด่นเท่า Ruin แต่ผมชอบตรงท่อนโซโล่มันบ่งบอกถึงความโกลาหลกับเสียงกลองที่พยายามจะฉีกร่างคุณออกเป็นชิ้นๆ 'Purified' อีกหนึ่งเพลงที่น่าโยกหัวมากที่สุดเพลงนึงในอัลบัมนี้กลองรัวกระเดืองอย่างเมามันพร้อมกับริฟฟ์แบบ Brutal ควบกันไป ทีเด็ดอีกอย่างของเพลงนี้ก็คือมีการโซโล่สลับกับริฟฟ์ไหลกันไปได้เรื่อยๆ '11th Hour' เปิดเพลงมานึกว่าคล้ายกับ Purified แท้จิงไม่ใช่ ที่เด่นเพลงนี้น่าจะเป็นท่อนฮุคที่ต้องโดนแน่ๆช่วงหลังของเพลงมีการเร่งจังหวะแบบชักๆมันไปอีกแบบ 'For Your Malice' อินโทรขึ้นมาแบบดิบๆและรุกด้วยกันปั่นรัวกีต้าร์เป็นช่วงๆ เพลงนี้สำรอกได้ชั่วร้ายจิงๆ 'Boot Scraper'ริฟฟ์กระชาก เสียงสำรอกกับกลองแบบกระตุกๆ กีต้าร์เล่นลีดสลับกับริฟท์อยู่ตลอด 'A Devil in Gods Country' ริฟฟ์ออกไปทางเฮฟวี่ เสียงร้องสำรอกแบบบ่นๆ กลองตีได้ดุเด็ดเผ็ดมันมาก 'In Defense of Our Good Name' ดนตรีดำเนินไปเรื่อยๆจังหวะปานกลางพอถึงท่อนกลางกลองสับแหลก จังหวะเลยเปลี่ยนไปหมด เหมือนจะได้ปลดปล่อย 'Blood Junkie' เพลงนี้มีลูกเล่นครบครันทั้ง เสียงร้องมีทุกรูปแบบ สูง ต่ำ บ่นในลำคอ กีต้าร์โดดเด่นมากทั้งโยกและกัดปิ๊ก กลองเปลี่ยนจังหวะอยู่เรื่อยงงกะมันจริง เพลงนี้ผมว่าเยี่ยมที่สุดแล้วในอัลบัม 'Vigil' อินโทรมาด้วยกีต้าอคูสติกนุ่มๆแผงความลึกลับเอาไว้ตามมาด้วยเสียงคำราม เพลงนี้ออกหม่นๆชั่วร้าย พอใกล้จะจบสับกันกระจุยทั้งกลองทั้งกีต้าร์บดริฟฟ์ปลดปล่อยกันอย่างมันทิ้งทวนก่อนจบอัลบัม

โดยภาพรวมในอัลบัมนี้ออกไปทางแนว Death Metal ที่ได้นำซาวน์ Metalcore สมัยใหม่เข้ามาผสมเข้ากันได้อย่างกลมกลืน โดยที่ความคลังในซาวน์ Metalยังไม่จางหายไปหยิบมาฟังทีไรก็โยกหัวไปกับมันได้เสมอเป็นวงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกวงนึงเลยทีเดียว

Favourite Song : Ruin, Purified, 11th Hour, For Your Malice, A Devil in Gods Country, In Defense of Our Good Name, Blood Junkie, Vigil


Song : Blood Junkie



Song : For Your Malice






 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 22 เมษายน 2549 17:28:45 น.
Counter : 297 Pageviews.  


Metalized
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]










"ผลงานทางดนตรีที่ผสมผสานระหว่างสไตล์การเล่น ที่สุดแสนจะหนักหน่วงแบบ Death Metal บวกกับลีลาแนวบังคับในแบบ Hardcore รวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว"

Friends' blogs
[Add Metalized's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.