ทำไมเด็กไทยหรือคนไทย ทำไมหาตัวเองไม่เจอว่าชอบอะไร
เป็นการตั้งคำถามจากคุณ ninjathai หลังจากได้ดูหนังเรื่อง Final Score ที่พูดถึงชีวิตเด็กเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

คุณ ninjathai ตั้งกระทู้ในพันทิปด้วยข้อสงสัยว่า
ผมแปลกใจน่ะครับ ว่าทำไมแค่ใจตัวว่าเราอยากเป็นไรหรือชอบอะไร ทำไมหลายคนถึงไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอาชีพอะไร ชอบงานแนวไหน

อย่างมอหกเนี้ยเป็นช่วงเอ็นทราน เลือกว่าต่อไปจะเรียนอะไรแล้วจะทำอาชีพไรแท้ แต่ทำไมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองมีความชอบอะไร บ้างคนหนักกว่าเล่นซะจบป.ตรีแล้วยังไม่รู้เราเลือกถูกไหม เศร้าเลย

ลองมาช่วยวิเคราห์หน่อยครับ ว่าทำไมถึงคนเราหาตัวเองไม่เจอว่าตัวเองชอบอะไร ระบบการศึกษาไทยผิดพลาดไหม หรือระบบแนะแนวห่วย หรือครอบครัวที่ปิดกั้น จึงทำให้เด็กๆหาตัวเองไม่เจอ สุดทายก้อะไรก็ได้ สุดท้ายก็ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เลือกไป
-------------------------------------------------------
สำหรับประเด็นนี้ เราว่าระบบสอบ En เพี้ยนๆ ด้วยแหล่ะ

คือ...เมื่อสมัยเราสอบ En เป็นรุ่นแรกที่ต้องใช้เกรดเข้า

สอบสารพัดสอบ....เด็กมันจะเอาเวลาที่ไหนมาค้นหาตัวเองล่ะ

ตลกที่สุดคือ จะเรียนนิเทศฯ ต้องสอบเลข ก เลข กข

ก็อ่าน ก็ทำแบบฝึกหัดอ่ะนะ....แต่ในในก็คิดว่า...
"ไอ้เจ้า....แคนคูลัสเอย สมการ พวกนี้...มันจะช่วยให้ทำหนังได้รางวัลไหม ถึงต้องการให้ใช้สอบ?"

ยิ่งเอาเกรดมาเป็นส่วนช่วยให้การพิจารณาคะแนน....ก้กลายเป็นว่า

เด็กที่วันๆ เอาแต่เรียนจนลืมหาตัวเอง.....มีสิทธิ์ได้เรียนต่อ
ในขณะที่เด็กที่เค้ารุ้ว่า เค้าอยากเป็นอะไร และมีศักยภาพทางสมองและใจ มากพอที่จะพัฒนาต่อไปได้

เค้าไม่มีสิทธิเรียนเพราะ.... คะแนนรวมรายวิชาไม่ถึง

สู้ไอ้พวกเกรดสูงๆ แต่ไม่รุ้จักตัวเองไม่ได้....คะแนนสูงซะอย่างอยากเรียนอะไรก็ลองเรียนได้

ที่น่าเจ็บใจคือ...สายวิชาที่ต้องใช้วิชาเฉพาะสอบ พวกวาดๆ พวกมัณฑศิลป์ อะไรพวกนั้น....เด็กบางคน..ไม่เก่งเลข เก่งภาษา แต่วาดรุปเก่ง มีไอเดียมีความคิดสร้างสรรค์

แต่ไม่ได้เรียนเพราะเด็กที่วาดรุปไม่เก่ง ไม่มีไอเดีย แต่อยากเรียนมัณฑศิลป์ เผอิญเก่งภาษา เก่งเลข เก่งวิทยาศาสตร์กายภาพ ทำคะแนนรวมได้ดีกว่า...
(ทั้งๆ ที่เป็นคะแนนทางวิทย์ชัดๆ) ก็ได้ที่นั่งไป

ตลกอ่ะ ระบบคัดเลือกคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของบ้านเรา

ทีนี้...พอแต่ละสาขาอาชีพ ได้ว่าที่บุคลากรที่เรียนเพราะเรียนค้นหาตัวเอง ไม่ได้เรียนค้นหาวิชาการ
เค้าก็จะเรียนๆ ๆๆ ให้จบ ให้ได้ปริญญาตรี เพื่อไปสมัครงาน บางคน ป.ตรีจบแล้ว แต่ก็ไม่รุ้ว่า ตัวเองชอบอะไร...ไปเจอคณะ ป.โท ที่น่าสนใจและตัวเองอยากทำ

ก็เอ้า...เรียนต่อด้านนี้ดีกว่า อะไรแบบนั้น

ส่วนตัวเรามองว่า...ถ้าหากมีการคัดเลือกผุ้เข่าเรียนมหาวิทยาลัยโดยใช้.....รูปแบบการทำงานของสาขาอาชีพนั้นมาเป็นตัวคัดเลือกด้วย น่าจะดีกวา

เช่น...เรียนทางศิลป์ เวลาทำงานคุณแทบจะไม่ใช้เลข หรือวิทยาศาสตร์กายภาพเลย....ข้อสอบก็ควรเน้นไปทางด้านศิลป์อย่างเดียวอะไรแบบนั้น

เรียนทางวิทย์ ก็ไม่ต้องไปเน้นอีพวกภาษามากนัก เน้นคำนวนไปเลย

นี่อะไร สังเกตุดูสิ.....คนที่ทำคะแนนวิชาเลข หรือ ภาษาอังกฤษได้เกิน 70 เนี้ย
มีสิทธิ en ติดไปแล้ว 50% เพราะสัดส่วนของเด็กที่สอบสองวิชานี้เกิน 70 มีน้อยมาก

ถ้าไม่แก้ที่ระบบการคัดเลือก...เด็กไทยก็จะ...หาตัวเองไม่เจอแบบเนี้ยะแหล่ะ
เพราะเอาเวลาไปทำใช้กับอะไรก็ไม่รุ้ที่เมื่อจบมา ...แทบจะไม่ได้ใช้ในชีวิต

มีกี่คนกันที่ใช้แคนคูลัสในการทำงาน??



Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2550 15:43:28 น.
Counter : 699 Pageviews.

5 comments
  
ถุ ถุ ถุกต้องนะค๊าบบบบบบบบบ
เห็นด้วยอย่างแรง
เพราะจิ๊บก็เป็นคนนึง
ที่เรียนผิดสาย
ทั้งๆที่ไม่มีใครบังคับเลย
เลือกเอง
555555
โดย: จิ๊บ (มดน้อยในไร่ส้ม จิ๊บๆ ) วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:16:44:39 น.
  



โดย: Plaze วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:3:09:40 น.
  
เอ้อ...พี่เองก็ไม่ได้ทำงานตามที่ใจชอบเหมือนกัน
แต่รุ่นพี่เนี่ย ยังใช้ระบบเดิมสอบเอ็นท์อยู่
(บ่งบอกความแก่) ไอ้ระบบใหม่เนี่ย ไม่ค่อยรู้เรื่อง
โดย: The iora วันที่: 16 มีนาคม 2550 เวลา:11:09:58 น.
  
รู้จักตัวเองว่าชอบอะไรตั้งแต่ ม.2 ถมเรียนมาตรงกะชอบด้วย และยังได้งานที่ตรงกะที่เรียนมาอีก เฮ้อ...อะไรมันจะเจ๋งขนาดน้านน
โดย: nutxnut วันที่: 25 เมษายน 2550 เวลา:16:41:51 น.
  
โอ้โห..
อิจฉา คุณ nutxnut จังเลย

มะแมวว่า
การศึกษาไทย แบบที่คุณ เมษา ว่าไว้นั้น มันก็ถูก

แต่มะแมวว่า คนเราควรรู้รอบด้าน

ไม่ใช่ว่า ไปทางศิลป์ แล้วไม่รู้วิทย์เลย
หรือไปทางวิทย์ แต่ไม่รู้ศิลป์เลย

ความจริง ในชีวิต มันไม่ใช่ ทุกอย่าง มันผสมผสานกันหมด

บางครั้ง แต่ละรายวิชา อาจจะไม่ได้ใช้จริงๆ
แต่มันอาจจะสร้างสรรค์ กระบวนการคิด ได้


แต่ ก็เห็นด้วยกับที่คุณเมษา ว่าไว้

ดังนั้น มะแมวว่า ควรจะพบกันตรงกลาง
ก็คือ คิดเป็นเปอร์เซนไปจะดีกว่า

เช่น คณะนี้ เน้นวิทย์ ก็ให้เปอร์เซนวิทย์ เยอะหน่อย บวกกับสัดส่วนของศิลป์ อีกสักจิ๊ด ให้พอหอมปากหอมคอ

น่าจะเป็นสัดส่วนที่ลงตัวที่สุดนะก๊ะ
โดย: มะแมว (PaTMoNE ) วันที่: 28 กันยายน 2550 เวลา:2:27:27 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

เมษาพาเพลิน
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



โลกใบนี้ก็เหมือนผู้หญิง ยิ่งอายุมาก ก็ยิ่งมีอะไรให้ค้นหามาก มีมุมที่เรามองไม่เห็น มีทั้งสิ่งที่เป็นธรรมชาติและปรุงแต่งตามกาลเวลาของเธอ สักวันฉันจะแบกกล้องท่องโลก


All Blog