ตอน 4 เที่ยว Toledo เมืองหลวงเก่า ก่อนวกเข้ามาดริด

ส่องสเปนวันที่ 11-12 “Toledo เมืองหลวงเก่า” และ “อีกหนึ่งวันใน Madrid”

ท้องฟ้ายามเช้ายังอึมครึม วันนี้เราออกจากแคว้น Andalucía มุ่งหน้าขึ้นเหนือเข้ากรุงมาดริดเมืองหลวงภายในคืนนี้ แต่ก่อนเข้าเมืองหลวงปัจจุบัน เราจะแวะเที่ยว Toledo เมืองหลวงเก่าของสเปน เวลาเดินทางจาก Córdoba ถึง Toledo คือ 5 ชม.เศษ Antonio บอกให้ดูดีๆว่าเส้นทางช่วงที่หลุดจากตอนใต้สเปนเข้าตอนกลางจะเปลี่ยนอย่างฉับพลัน จากทุ่งหญ้าราบเป็นเทือกเขาสูง เส้นทางที่ผ่านมีอุบัติเหตุ 2 – 3 ราย รถบรรทุกคันใหญ่พลิกคว่ำ นอนแอ่งแม้งอยู่สันเขา ลืมเล่าไปว่าตลอดหลายวันในสเปน เห็นอุบัิติเหตุรถยนต์หลายครั้ง สามครั้งเป็นมอเตอร์ไซค์ชนกับรถเก๋ง สองรายในบาร์เซโลนา เสียงรถหวอพยาบาลวิ่งดังลั่นเมือง ส่วนรายที่สามในเซบิญานั้นเศร้า เห็นฝ่ายที่ขี่มอร์เตอร์ไซค์นอนกลางถนนมีผ้าคลุมหัวจดเท้า เอ...คนสเปนก็ดูขับรถมีระเบียบดีนิ ทำไมอุบัติเหตุเยอะจัง

Toledo อยู่ห่างจากกรุงมาดริดราว 71 กม. ถ้าไม่ได้มากับทัวร์ ก็สามารถเที่ยวเองแบบไปเช้าเย็นกลับจากมาดริด ดูตาราง รถโค้ช รถไฟ มีทั้งวัน หรือจะเช่ารถขับมาเองก็ได้ แคว้น Castilla – La Mancha ที่ตั้งเมือง Toledo เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากนิยายผจญภัยของ Don Quixote หรือ the Man of La Mancha บทประพันธ์อมตะของ Miguel de Cervantes Saavedra โตเลโด้ยังมีบุคคลมีชื่อเสียงอีกหนึ่งคือ Domenikos Theotocópoulos ถ้าชื่อฟังดูไม่ใช่สเปน ก็เพราะเขาเกิดบนเกาะ Crete ของกรีกเมื่อปี 1541 มาสเปนเพื่อวาดภาพ ตกหลุมรักสเปนและปักหลักอยู่ที่นี่จนถึงแก่กรรม เนื่องจากชื่อยาวจำยาก คนสเปนเรียกเขาด้วยชื่อสั้นๆ ทำให้ทั้งโลกรู้จักเขาในนาม El Greco (the Greek) จิตรกรมีชื่อเสียงอีกคนของแดนกระทิงดุ

Don Quixote de la Mancha และ Sancho Panza เพื่อนผู้ซื่อสัตย์...ตามจินตนาการของ Picasso

เมือง Toledo ตั้งอยู่บนเขาเหนือแม่น้ำ Tagus มีความเจริญรุ่งเรืองมากในยุคกลางโดยเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมคริสเตียน มุสลิม และยิว โบสถ์โตเลโด้อันงดงามที่เราจะไปดูในวันนี้ก็สร้างในยุคนี้ UNESCO ประกาศให้เมือง Toledo เป็นมรดกโลกในปี 1986

[ซ้าย] วิวเมืองโตเลโด้ถ่ายจากหน้าร้านอาหารมื้อเที่ยงของเรา [ขวา] โรงละคร Tetro de Rojas


วันนี้ไกด์ของเราเป็นสาวสวยชื่อ Helena หนุ่มๆในกลุ่มตั้งใจฟังกันเป็นพิเศษ พูดจาเนิบช้า เรียบร้อย [ขวา] ทางเข้า Toledo Cathedral


โบสถ์โตเลโด้สร้างบนที่โบสถ์เก่าจากศตวรรษที่ 7 เริ่มสร้างในปี 1226 และใช้เวลา 300 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ ระยะเวลาทำให้โบสถ์มีหลากสไตล์ ภายนอกเป็นโกธิคฝรั่งเศส ภายในตกแต่งแบบสเปนผสมบาร็อก


[ซ้าย] ฉากหลังแท่นบูชาสไตล์บาร็อค ส่องสว่างโดยช่องแสง [รูปกลาง] ที่อยู่ตรงข้าม [ขวา] High Altar Reredos เล่าชีวิตของพระเยซูคริสต์ หนึ่งในฉากหลังแท่นบูชาที่สวยที่สุดในสเปน



เอเลน่าบอกโบสถ์โตเลโด้อาจจะไม่ใช่โบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในสเปน แต่มันคือโบสถ์ที่ร่ำรวยที่สุด สมบัติเก่าแก่ล้ำค่ามากมายของโบสถ์อันได้แก่เครื่องทองของโบราณ อีกทั้งภาพเขียนโดย El Greco, Titian, Van Dyck และ Goya ที่เก็บสะสมอยู่ในโบสถ์ ไม่ได้น้อยหน้า El Prado ในมาดริดหรือพิพิธภัณฑ์ดังๆในเมืองอื่น



[ซ้าย] หอระฆังโบสถ์มีระฆังหนักใบใหญ่ชื่อ La Gorda (The Fat One) [กลาง] The Puerta del Pardón หรือประตูแห่งความเมตตา ตกแต่งด้วยรูปปั้นทางศาสนาหลายรูป [ขวา] หอระฆังมองเห็นจากทางเดินเล็กแคบในเมืองเก่า



บรรยากาศเมืองเก่าโตเลโด้ ถนนเล็กแคบเป็นเนินเพราะเมืองตั้งอยู่บนเขา



ฝนเทกระหน่ำก่อนออกจากโตเลโต้ วิวสุดท้ายที่ไกด์พาเดินลงมาเพื่อถ่ายรูปเมืองมองย้อนขึ้นไปจากอีกฝั่งแม่น้ำก็เลยฉ่ำอย่างนี้แหละ


เราวิ่งตรงเข้ากรุงมาดริดจากโตเลโด้ ใช้เวลาราว 1 ชม.เศษ มาถึงยามเย็นเข้าราตรีในมาดริด คืนนี้เราบอกลา Antonio ที่ขับรถพาเราไปตามจุดท่องเที่ยวต่างๆหลายวันอย่างปลอดภัย ก่อนลากัน ให้เห็นหน้าเอลโชเฟอร์ของเราซะหน่อย หนุ่มหล่อร่างท้วม สูงใหญ่ พูดเสียงเบา น่ารักสุดๆ Adiós Antonio


สำหรับวันสุดท้ายกับแทคทีมในกรุงมาดริด หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว เราเริ่มโดยนั่งรถชมเมือง วันนี้รถลดขนาดลงมาแต่ก็ยังใหญ่สบาย เอลโชเฟอร์คนใหม่ชื่อคาร์ลอส หนวดเฟิ้ม สุภาพ และกอนชิต้าไกด์สุภาพสตรีคนที่สองของเรา และกรุงเทพฯไม่ใช่เมืองเดียวที่รถหายติดเมื่อรร.ปิด กอนชิต้าบอกรร.ทั่วสเปนปิดเรียน 5 วันตลอด Holy Week เริ่มจากวันจันทร์นี้เป็นต้นไป ดังนั้นอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ มาดริดรถไม่ติด

[ซ้าย] Puerta de Alcalá อดีตประตูเมือง แกะสลักจากหินแกรนิต [ขวา] การตกแต่งหน้าตึกริมถนน Paseo del Prado


[ซ้าย] ตึกสวยบน Grand Via [กลาง] วิธีตกแต่งกำแพงที่เข้าท่ามาก กำแพงนี้อยู่ติดไซด์ก่อสร้าง...ยังอุตส่าห์มีอารมณ์สวยงามข้างกองอิฐดินและฝุ่น [ขวา] แบนเนอร์นิทรรศการศิลปะ


[ซ้าย] Plaza de la Cibeles ต้นถนน Paseo del Prado ตึกสวยคือกรมไปรษณีย์กลาง สถาปัตยกรรมสไตล์ belle époque [ขวา] แผนที่ทำด้วยหินแกรนิตแสดงการเดินทางค้นพบโลกใหม่ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส อยู่ใต้ Plaza de Colón


[ซ้าย] รูปแกะสลักฐานรูปปั้นโคลัมบัส (Colón ในภาษาสเปน) กลางจัตตุรัสโกลอน [กลาง] ตึก Banco de Espaňa [ขวา] งานประติมากรรมหน้าสนามสู้วัวกระทิง


[ซ้าย] Plaza de Toros Monumental de las Ventas สนามสู้วัวกระทิงใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก [ขวา] ตึกสีสวย


Centro de Arte Reina Sofía พิพิธภัณฑ์สำคัญหนึ่งในสามของกรุงมาดริดและสเปน อีกสองแห่งได้เข้าไปดูแล้วในวันแรกที่ชะแว้บมาดริดก่อนขึ้นบิลเบา เข้าชมครบหมดแล้วซิเรา ที่ีนี่มีงานศิลป์ชิ้นสำัคัญที่สุด ถือได้ว่าเป็นภาพเขียนชิ้นเอกแห่งศตวรรษที่ 20 ตามความเห็นของคอศิลปะหลายคน นั่นคือ Guernica ของ Picasso แขวนอยู่ในห้อง 6 ชั้นสอง ถ้ามีเวลาไม่มาก แนะนำให้พุ่งตรงไปที่นี่เลย ภาพนี้ภาพเดียวก็คุ้มค่าตั๋ว เราก็ทำอย่างนี้แหละค่ะ ตอนเขาปล่อยว่างช่วงบ่าย ไม่มีเวลามากพอให้เอ้อระเหยเดินชมตามความสบายน่องของเรา
Guernica ภาพเขียนใหญ่ขนาด 3.50 คูณ 7.80 เมตร งานสไตล์ cubism ภาพคนและสัตว์ล้มตาย บอกเล่าความโกรธแค้นของมนุษย์ต่อความสยดสยองของสงคราม ที่เหยื่อมักจะเป็นประชาชนตาดำๆไม่รู้ิอิโหน่อิเหน่ (แีรงดลใจของ Picasso มาจากเหตุการณ์ในสงครามกลางเมืองสเปน เมื่อนายพลฟรังโกขอความช่วยเหลือจากกองทัพอากาศนาซีเยอรมัน ให้ไปทิ้งระเบิดเมือง Guernika-Lumo ในแคว้นบาสก์เมื่อวันที่ 26 เมษายน 1937) ภาพเขียนนี้แขวนอยู่ในหอศิลป์นิวยอร์กจนถึงปี 1981 ตามความประสงค์ของ Picasso ที่ไม่ต้องการให้นำมันกลับมาสเปนจนกว่าประเทศจะมีประชาธิปไตยอีกครั้ง ภาพถูกย้ายจากปราโด้มาเก็บไว้ ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อย่างถาวรเมื่อปี 1992 (ข้อมูลจากแผ่นพับ Centro de Arte หนังสือนำเที่ยวสเปนของ lonely planet และ eyewitness)

เราเข้าชมพระราชวังหลวง (Palacio Real) ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 18 ตามพระราชโองการของกษัตริย์ฟิลิปที่ห้า เมื่อก่อนเคยเป็นป้อมและปราสาทมุสลิม สถาปนิก Sachetti เริ่มสร้างพระราชวังในปี 1738 แล้วเสร็จในปี 1764 ปัจจุบันวังหลวงแห่งนี้จะใช้เฉพาะงานพระราชพิธีใหญ่โต ส่วนราชวงศ์สเปนจะประทับที่วัง Zarzuela ซึ่งไกด์บอกเล็กกว่านี้นิดนึง

[ซ้าย] โบสถ์ Nuestra Seňora de la Almundena ตรงข้ามวังหลวง [ขวา] Plaza de la Armería หน้าทางเข้าพระราชวัง


[ซ้าย] ทางเข้าด้านหลัง ไกด์พูดติดตลกว่าลานจอดรถของกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส ใช้เวลามีงานพิธีใหญ่ พระราชาและพระราชินีของสเปน และพระราชอาคันตุกะจะเสด็จเข้าวังทางด้านนี้ โดยรถพระที่นั่งเข้ามาถึงภายใน [กลางและขวา] รูปปั้นกษัตริย์เฟอร์นันโด และ พระราชินีอิซาเบล


ภายในพระบรมมหาราชวังของสเปน


[ซ้าย] ห้องแสดงคอนเสิร์ต ไกด์บอกพระราชินีโซเฟียทรงโปรดเพลงคลาสิค และจะทรงเชิญนักดนตรีชื่อดังของโลกมาแสดงในพระราชวัง [ขวา] ไวโอลินราคา 40 ล้านยูโรที่จัดแสดงในห้องติดกัน ไกด์บอกมันเป็นสมบัติของประชาชนสเปนทุกคน แต่พวกเราไม่เคยได้แตะมัน คนที่จะได้สัมผัสมันคือนักดนตรีระดับโลกเท่านั้น


[ซ้าย] โบสถ์ในวัง [ขวา] ห้องจัดแสดงเสื้อเกราะโบราณ


สวนข้างวัง



วันนี้ตอนบ่ายทัวร์ปล่อยให้ว่างตามสบาย เราเผ่นไปสนามฟุตบอลสองแห่ง Vicente Calderon ของทีม Atletico Madrid ทางตอนใต้ของเมือง ก่อนแจ้นลงเมโทรขึ้นเหนือไป Santiago Bernabeu ของ Real Madrid ยกยอดไปเล่าใน La Liag ETC. นะคะ

คืนสุดท้ายในมาดริดกับแทคทีม อาหารค่ำอร่อยมาก เป็น tapas ร้อนๆ แกล้มไวน์แดง เพื่อนๆบอกเค็มชะมัด เรากับเพื่อนอีกคนซัดเกลี้ยง ทุกคนบอกสองคนนี่ไปเที่ยวด้วยกัน กอดคอกันตายเพราะเกลือเลยนะเนี่ย กินเค็มจัดทั้งคู่ พรุ่งนี้ได้เวลาออกลุยเดี่ยว สเปนของแทคทีมใกล้จบแล้ว แต่เรายังมีต่อ เดี๋ยวจะพาไปเที่ยวเมืองบาเลนเซียกันต่ออีกสามวัน อาณาจักรโบราณอีกแห่งของชาวมัวร์




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2550 10:32:30 น.
Counter : 3162 Pageviews.  

ตอน 3 (ต่อ) เที่ยว Andalucía ใต้สุดสเปน

ส่องสเปนวันที่ 9 “Sevilla และอัลคาซาร์ที่ไม่มีนางรำ”

ฺBienvenido Sevilla หลังนั่งรถนาน 3 ชม.จาก Málaga วันนี้ท้องฟ้าใส แดดสวย อากาศอุ่นจนไม่ต้องใส่เสื้อหนาวเป็นวันแรกตั้งแ่ต่เหยียบแดนกระทิงดุ แค่แจ็คเก็ตบางๆก็เกินพอ รายการแรกเมื่อมาถึงเซบิญาคือทานอาหารเที่ยงที่ร้าน San Marco แสนสวยติดริมแม่น้ำ ได้ถ่ายรูปร้านโล่งๆไม่มีคน เพราะเราจะทานอาหารก่อนเวลาชาวกระทิงเขาแทบทุกวัน ไกด์มาพบเราที่ร้าน คนนี้ชื่อ Manuel ใส่แว่นตาดูเป็นผู้ใหญ่ พวกเราตั้งชื่อเล่นให้เรียบร้อยว่าอาจารย์ เห็นหน้าตาย (แต่คนสเปนทุกคนก็หน้าออกแนวนี้หมด) อาจารย์งัดมุขตลกออกมาได้เืรื่อยๆ บอกคนไทยรุ่มรวยอารมณ์ขัน ผิดกับญี่ปุ่น ซีเรียสหมดทุกเรื่อง

Sevilla คือเมืองใหญ่ที่สุดของ Andalucía เป็นเมืองคาสติเลียนสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 14 เมื่อได้รับการผูกขาดค้าขายกับทวีปอเมริกา ทำให้เซบิญากลายเป็นเมืองร่ำรวยที่สุดและทันสมัยที่สุดในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงความรุ่งเรืองทางสถาปัตยกรรมและศิลปะ ศิลปินเก่งกาจหลายคนมาจากเซบิญา โด่งดังที่สุดคือ Velásquez เซบิญาได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงของ Andalucía แคว้นอิสระใหม่ในยุค 1980 เอ็กซ์โป 92 นำนักท่องเที่ยวหลายล้านและความเจริญอีกมากมายมาสู่เซบิญา เช่นสะพานใหม่อีก 8 แห่งข้ามแม่น้ำ Río Guadalquivir รถไฟด่วน AVE สายเซบิญา-มาดริด (ข้อมูลจดเวลาอาจารย์อธิบาย) และถ้าคิดจะไปเที่ยวเซบิญา อากาศเมืองนี้ในเดือนก.ค.และส.ค.ร้อนนนนนนนนนนมาก อาจารย์บอกชาวเซบิญาส่วนใหญ่หนีไปที่อื่นโม้ด มีแต่นักท่องเที่ยวนี่แระ กรูกันมาสู้ความร้อนดุเดือดของที่นี่

ร้าน San Marco ริมแม่น้ำ


[ซ้าย] Avenida de la Constitucíon [ขวา] Plaza de Espaňa ใน Parque de Maria Luisa อาจารย์บอกสะพานโค้งกลางพลาซาใช้ถ่ายทำในหนัง Star Wars ฉากที่มีนาตาลี พอร์ทแมนเดินข้าม


[ซ้าย] หอคอยข้างลาน Plaza de Espaňa [กลาง] ระเบียงสวย [ขวา] ต้นไม้อายุ 400 ปี


ที่แรกที่ไปชมคือหอคอย Giralda และโบสถ์ Sevilla อาจารย์เล่าว่าหลังจากเซบิญาตกอยู่ภายใต้การยึดครองของชาวคริสเตียนในปี 1248 มัสยิดเก่าถูกใช้เป็นโบสถ์ถึงศตวรรษที่ 15 จนเิริ่มทรุดโทรม ผู้นำทางศาสนาได้ประชุมกันและลงความเห็นให้ทุบมัสยิดและ “เนรมิตสิ่งก่อสร้างที่จะทำให้อนุชนรุ่นหลังมองเราว่าเป็นคนวิกลจริตกันเถอะ” พวกเขาได้ดังใจหวังและเนรมิตโบสถ์ใหญ่โตมโหฬารที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลกตอนสร้างเสร็จใหม่ๆ ปัจจุบันโบสถ์เซบิญาใหญ่เป็นอันดับสาม รองจากโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ในโรมซึ่งใหญ่เป็นอันดับสอง ใหญ่ที่สุดในโลกคือโบสถ์เซนต์พอลในลอนดอน

[ซ้ายและกลาง] ทางเข้าโบสถ์ ถ้านับยุค โบสถ์ Sevilla คือโบสถ์โกธิคใหญ่ที่สุดในโลก [ขวา] หอคอย Giralda ที่อยู่ด้านข้างโบสถ์ทิศต.อ. สร้างในยุคมุสลิม


La Giralda คือหอสูง 90 เมตร สิ่งก่อสร้างเดียวของมัสยิดเก่าที่หลงเหลืออยู่ เดิมทีใช้เป็นหอสูงประกาศเวลาสวดมนต์ (สร้างในศตวรรษที่ 12) ส่วนหอระฆังบนสุดที่เห็นในปัจจุบันต่อเติมในปี 1568 ชื่อ Giralda มาจากกังหันบอกทิศทางลมบนยอดหอคอยซึ่งเรียกว่า giraldillo

แหงนคอมองหอคอย Giralda ที่สามารถเดินขึ้นไปชมวิวเมืองเซบิญาทั้งหมด อาจารย์บอกทางขึ้นทำเป็นทางลาดเป็นช่วงๆ เพราะคนโบราณสร้างให้ยามขี่ม้าขึ้นไปได้ แล้วก็ถามว่าขึ้นมั๊ย ทุกคนมองความสูงแล้วก็เงียบ [กลาง] ด้านหน้าโบสถ์จะมี giraldillo จำลองขนาดเท่าจริง เป็นรูปปั้น Faith ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ (รูปปั้นมีขนาดเท่าคนจริง เทียบจากคนที่กำลังเดินเข้าไป) เห็นแล้วก็ให้นึกว่าคนโบราณขนขึ้นไปติดตั้งบนยอดหลังคาสูง 90 เมตรได้ยังไงหว่า ไม่ได้เดินไปดูด้านหน้าของ La Giraldillo แต่เธอคือสัญลักษณ์ของเมืองเซบิญา [ขวา] เห็นเด่นชัดจากทุกมุม


โบสถ์เซบิญาสร้างเสร็จในปี 1507 ของเดิมเป็นสไตล์โกธิคทั้งหมด แต่หลังคาโดมยุบลงมาในปี 1511 และหลังคาโดมที่สร้างใหม่เป็นสไตล์เรอเนซองก์


รูปกลางคือ Capilla Mayor เพชรเม็ดงามของโบสถ์เซบิญา เป็นไม้แกะสลักปิดทองแสนวิจิตรที่อยู่หลังแท่นพิธี เริ่มทำโดย Dancart ประติมากรชาวเฟลมิชในปี 1482 และสานต่อจนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1564 โดยศิลปินอื่น


[ซ้าย] ส่วนบนของ Capilla Mayor [ขวา] หลุมศพ Christopher Columbus หน้าประตูทิศใต้ของโบสถ์ รูปปั้นที่หามโลงศพคือตัวแทน 4 อาณาจักรสเปนเมื่อ 1492 ปีที่โคลัมบัสเดินทางกลับจากโลกใหม่ ได้แก่ Castilla, León, Aragón, Navarra อาจารย์บอกข้างในสุสานคือกระดูกที่เชื่อว่าเป็นของโคลัมบัสซึ่งนำกลับจากคาริบเบียนในปี 1899 แต่สาธารณรัฐคาริบเบียนอ้างว่ากระดูกจริงของโคลัมบัสฝังอยู่ในซานโต โดมิงโกใต้อนุสรณ์สถาน สเปนได้ทำการตรวจสอบดีเอ็นเอกระดูกในโบสถ์เซบิญามาตั้งแต่ปี 2003 นำไปเทียบดีเอ็นเอกระดูกของดิเอโก้น้องชายโคลัมบัสที่ฝังในเซบิญา และพิสูจน์ได้ว่ากระดูกในเซบิญาคือของโคลัมบัส แต่อีกทฤษฏีบอกว่ากระดูกที่ฝังทั้งสองแห่งอาจเป็นของโคลัมบัส เพราะมีการโยกย้ายที่ฝังกระดูกนักสำรวจผู้นี้หลายครั้ง และเป็นไปได้ว่าชิ้นส่วนกระดูกอาจถูกแยกจากกัน


[ซ้าย] Patio de los Naranjos ลานต้นส้มหลังโบสถ์ กลิ่นหอมกรุ่นไปทั้งลาน แต่อาจารย์บอกผลส้มพันธุ์นี้จะไม่กินเพราะขม ส่งออกไปอังกฤษ ให้คนอังกฤษเอาไปทำแยมผิวส้มส่งกลับมาขายในสเปน [ขวา] น้ำพุกลางลานต้นส้มที่คนมุสลิมใช้ชำระล้างตัวก่อนเข้ามัสยิด อยู่ข้างๆ หอคอย Giralda ใต้ท้องฟ้าใส ที่มาของ Sevilla Blue ชื่อเรียกสีฟ้าที่ใช้วาดรูป เพราะความที่แดดใสจนท้องฟ้าเป็นสีนี้แทบทั้งปี แต่ดูจากทิศทางที่ Faith หันหน้าไป อาจารย์บอกเธอทำนายอากาศถูกต้องมาหลายร้อยปีแล้ว และถ้าหันหน้าไปทางนี้ พรุ่งนี้ฝนตก พวกเรามองท้องฟ้าแล้วก็หัวเราะ มุขตลกสเปนอ๊ะเปล่าอาจารย์ พรุ่งนี้คอยติดตามค่ะว่าเทพีแห่งความศรัทธาจะทำให้กะเหรี่ยงศรัทธาในความแม่นยำได้ไหม


[ซ้าย] ทางเข้าวังอัลคาซาร์ Puerta de León (ส่วนที่ทาสีแดง) อาจารย์บอกกษัตริย์ Juan Carlos ยังคงมาประทับที่นี่เวลาเสด็จเซบิญา [ขวา] เดินผ่านสวนเล็กๆหลังประตูกำแพงก่อนเข้าส่วนในของวัง


[ซ้าย] ถัดจากสวนเล็กๆคือ Patio de la Montería ลานนัดชุมนุมก่อนออกไปล่าสัตว์ [กลางและขวา] Patio de las Doncellas (Patio of the Maidens) ลานห้อมล้อมด้วยช่องประตูโค้งทำด้วยปูนปั้นและกระเบื้องอันงดงาม นักโบราณคดีค้นพบสวนดั้งเดิมทำเป็นหลุมต่ำลงไปเมื่อปี 2003 ฝังอยู่ใต้ลานหินอ่อนที่สร้างทับในศตวรรษที่ 16


Patio de las Doncellas และ การตกแต่งเพดานทางเดินที่ล้อมรอบ


ประตูโค้งรูปเกือกม้าและการตกแต่ง Salón de Embajadores (Hall of the Ambassadors) ซึ่งเป็นห้องบัลลังก์ของ Pedro I ซึ่งเป็นผู้สั่งให้้สร้างวังแห่งนี้ในปี 1364 เพิ่มเติมจากวังมุสลิมเดิมที่มีอยู่แล้ว



สวนอัลคาซาร์คือดาวเด่นของวัง สวนเดิมสร้างในศตวรรษที่ 16 และ 17 สวนใหม่ทางทิศต.อ.สร้างเพิ่มในศตรรษที่ 20



ต้นปาล์มในสวนอัลคาซาร์ ม่านต้นไม้ และระเบียงหัวมุมน่ารักดี


เราออกจากวังทางสวน เข้าถนนชื่อ Callejón del Aqua หรือ “ถนนน้ำ” เพราะเมื่อก่อนเคยเป็นรางส่งน้ำเข้าไปสวนอัลคาซาร์ บ้านบางหลังสองข้างทางก็เปิดประตูอวดลานกลางบ้าน มีต้นไม้ดอกไม้สวยงาม เข้าไปไม่ได้หรอกค่ะ เอามือลอดบานประตูเหล็กเข้าไปถ่ายรูป



Antonio บอกคืนนี้ไม่มาขับรถให้นะ ส่งคนอื่นมาแทนเพราะจะขอกลับบ้านไปหาครอบครัว พรุ่งนี้เช้าเจอกัน เนื่องจากพรุ่งนี้จะเริ่มเทศกาล Semana Santa และการฉลองในเซบิญาจะใหญ่โตกว่าทุกเมืองในสเปน กลางเมืองรถจะติดเป็นตังเม แถมมหาชนอีกเพียบ ไกด์ได้ใส่รายการพรุ่งนี้ที่ไปชม Plaza de Espaňa ไว้ในวันนี้แล้ว ทำให้พรุ่งนี้เช้าไม่มีโปรแกรม เราก็ไม่ต้องตื่นแต่ไก่โห่ บอกอันโตนิโอว่าออก 9 โมงครึ่งแทนที่จะเป็น 8 โมงโอเคไหม ทันตามกำหนดการเมือง Cordóba ในวันพรุ่งนี้รึเปล่า โชเฟอร์รูปหล่อของเรายิ้มแป้น พยักหน้าบอกโนพลอมแพลม คงดีใจได้อยู่กับแฟนนานอีกนิด อันโตนิโอยังไม่แต่งงานแต่มีแฟนแล้ว ใกล้แต่งงานกันเต็มที

โรงแรมวันนี้อยู่ชานเมืองอีกเช่นเคย ถูกใจนักช็อปที่คันมือมาตั้งแต่ถึงแดนกระทิงดุเพราะทัวร์นี้ไม่เน้นช็อปปิ้ง โชเฟอร์ชาวเซบิญาของเราบอกมีศูนย์การค้า outlet อยู่ใกล้โรงแรม เดินไปนิดเดียว ตอนแรกหาไม่เจอ หลงเข้าไปในมอลล์โรงภาพยนต์ด้านหน้า อันโตนิโอโดนบ่นอยู่พักใหญ่ พอไปหลังมอลล์โรงภาพยนตร์ เห็นอาคารชั้นเดียวไม่มีหน้าต่างแต่กว้างหลายตึกติดกัน มีคนถือถุงเดินเข้าออก พอหลุดเข้าไปข้างใน แม่เจ้าโว้ย...สินค้าทุกประเภท ยี่ห้อดังๆของสเปน ราคาโรงงาน ทีนี้แหละต้องคอยจับเวลาเพื่อต้อนเหล่านักช็อปให้เดินกลับทันทุ่มตรง ตามเวลานัดรถมารับไปทานอาหารค่ำและดูโชว์ฟลาเมนโก้

ล็อบบี้โรงแรมสีแดงดำของเรา และระบำฟลาเมนโก้สวยงามสนุกสนาน


ส่องสเปนวันที่ 10 “Córdoba กลางฝนฉ่ำ”

หัวเรื่องตอนนี้คงบอกให้รู้แล้วว่าการพยากรณ์อากาศของ Faith แม่นยำแค่ไหน จากท้องฟ้าสี Sevilla Blue เมื่อวันวาน กลายมาเป็นอากาศยามเช้าที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ท้องฟ้าเป็นสีเทาดูมัวซัว แต่ก็มีแดดโผล่มาเป็นช่วงๆ ขณะรถโค้ชของเราทิ้งห่างเมืองเซบิญาบนเ้ส้นทางนานราว 2 ชม.สู่เมือง Córdoba และเมื่อมาถึง ฝนก็ตกฉ่ำไปทั่วเมืองที่ดูคล้ายเมืองร้างเพราะเป็นวันเสาร์ อากาศวันนี้ราว 10 องศา เราฝ่าฝนมาดูสุเหร่า Mezquita แห่ง Córdoba สถาปัตยรรมมุสลิมสวยงามอีกแห่งของ Andalucía ที่อยู่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 และมีการก่อสร้างต่อเติมผสมผสานลักษณะสถาปัตยกรรมหลายอย่างตลอดเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา

[ซ้าย] หอระฆัง Torre del Alminar สูง 93 เมตร เหนือ Puerta del Perdón ซึ่งเป็นประตูทางเข้าสุเหร่า [กลาง] Mezquita มีเสากว่า 850 ต้น ทำจากหินแกรนิต หินโมรา และหินอ่อน เสาหลายต้นนำมาจากอาคารโรมันและวิสกอติก [ขวา] โบสถ์คาธอลิกสร้างในศตวรรษที่ 16 โดยต่อเติมจากสุเหร่าเดิม


สถาปัตยกรรมมุสลิมผสมผสานกับคาธอลิกใน Mezquita ที่ถูกใช้เป็นโบสถ์หลังจาก Córdoba เสียเมืองให้พวกคริสเตียน รูปซ้ายมือแถวบนและล่างคือ "มีห์รับ"(เวิ้งสวดมนต์) ที่ถือเป็นสถาปัตกรรมชิ้นเอกบนกระเบื้องเซรามิคของศิลปินชาวมัวร์แท้ๆ



ย่าน Judería ทางเหนือของ Mezquita ย่านชาวยิวที่อยู่มาตั้งแต่ยุคมุสลิม อาคารในย่านนี้ทาผนังสีขาวและแขวนกระถางดอกไม้ตกแต่ง ขนาบข้างซอกซอยเล็กแคบที่นำไปสู่จัตตุรัสเล็กๆ



[ซ้าย] ลานกลางบ้านใน Córdoba ที่จะตกแต่งสวยงามเพื่อประกวด Patio ในครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม บางแห่งก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี โดยมีตู้ให้บริจาคหน้าทางเข้า [ขวา] Mezquita มองจากอีกฝั่งของแม่น้ำ Guadalquivir


ฝนตกหนักไม่หยุดตลอดวันและคืนสุดท้ายของเราใน Andalucía แคว้นชื่อแสนไพเพราะที่ใต้สุดสเปน ดูข่าวทีวีในโรงแรม ขบวนแห่ในเซบิญาต้องยกเิลิกเพราะฝนตกหนักมาก Hotel Occidente Grande ในคืนนี้ของเราอยู่กลางย่านที่อยู่อาศัยผู้มีอันจะกิน คาดเดาเองโดยดูจากขนาดบ้านและอาณาบริเวณตามทางผ่าน (occidente ฟังคล้ายอุบัติเหตุแต่มันแปลว่าตะวันตก) เพื่อนคนหนึ่งบอกสงสัยจะเคยเป็นบ้านคนชรา ไม่ก็อาจจเคยเป็นรพ.อะไรสักอย่างแน่เพราะทำเลดูไม่น่าจะมีโรงแรมมาผุดอยู่ตรงกลาง โรงแรมนี้มีเคเบิล Real Madrid TV คืนเสาร์-อาทิตย์ ฟุตบอลวีคเอนด์ในแดนกระทิงดุ ทีวีธรรมดามีถ่ายทอดแค่คู่เดียว คนสเปนก็ต้องติดเคเบิลถึงจะได้ดูหลายๆคู่ แต่ฟรีทีวีก็มีรายการรายงานผลจากทุกสนามตลอดเวลา พิธีกรบ้าบอลคุยกันโล้งเล้ง เชิญนักฟุตบอลเก่าๆมาด้วย คู่บาซา-เดเปอร์ฯ ถ่ายทอดทีีวีธรรมดา แหม...ตอนน้องเมสหน้าจืดพะอกบอลที่พี่โญ่เปิดมาให้อย่างงามและแปเข้าไปเป็นประตู แม่ยกกรีสสสสสอยู่คนเดียวเงียบๆ นอนเที่ยงคืนอีกตามเคย คืนนี้นอนฟังเสียงฝนตกถึงเช้า




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2550 17:42:52 น.
Counter : 1456 Pageviews.  

ตอน 3 เที่ยว Andalucía ใต้สุดสเปน

ส่องสเปนวันที่ 7 “Granada สวรรค์ของชาวมัวร์ และปราสาทแดง (Alhambra)”

เก็บกระเป๋าโบกมือลาบาร์เซโลนา ส่งจูบหลายที แล้วจะกลับมาหาอีก เรามีโปรแกรมส่องสี่เมืองใน Andalucía เริ่มด้วย Granada กำหนดเที่ยวบิน Spanair จะพาเราไปถึงราวเที่ยงวัน ตอนเช็คอินถามกราวน์ว่า Granada (นึกถึงเพลงของ Jose Carrera ทุกที) เป็นยังไง ซินญอริต้าบอก “โอ้ย...ร้อน แดดแจ๋ทั้งปี ฝนไม่เคยตก” รับบัตรที่นั่ง ผ่านด่านเอ็กซ์เรย์ที่ตรวจยิบ นอกจากกระเป๋าถือและกระเป๋าขึ้นเครื่องที่ต้องตรวจอยู่แร้น เสื้อโค้ทและโลหะทุกชิ้นบนตัว นาฬิกา แว่นตา ต่างหู แหวน สร้อยคอ เข็มขัด ต้องถอดออกมาใส่กระบะที่จนท.วางเีรียงไว้ให้ แล้วเราก็ยกเองไปผ่านเครื่อง ใส่แค่เสื้อผ้าติดกายเดินผ่านเครื่องจับโลหะ มีเสียงปี๊บ ถอยกลับไป เดินผ่านใหม่ ถ้าดังอีก ก็จะตรวจจนเจอว่ามันดังจากตรงไหนในตัว (ไกด์บอกสเปนเริ่มเข้มงวดมากตั้งแต่เจอบึ้มบ่อยๆ) ทุกคนผ่านเรียบร้อยไม่มีปัญหา และเราก็ได้นั่งเล่นที่สนามบิน El Prat จนบ่ายโมงกว่าถึงได้ขึ้นเครื่อง หลังจากเข้าทุกร้านในสนามบิน FCBotiga ของ Barca มาดักรอให้ตูได้เสียเงินอีกแล้ว ของบางอย่างก็ไม่เห็นในร้านใหญ่ที่กัม เนา เพื่อนหญิงรอแล้วรออีกจนได้รองเท้า Camper ยีห้อดังของสเปนมา 2 คู่ เธอบอกถูกกว่าที่ขายในเมืองไทยหลายตังค์ เที่ยวบินล่าช้าพาเรามาถึงกรานาด้าเมื่อบ่ายสอง คนของบริษัททัวร์มารออยู่แล้ว ทันทีที่หลุดออกจากสนามบินเล็กๆของกรานาด้า ฝนก็ปรอยลงมาทันที และแดดที่เห็นตอนเครื่องลดระดับก็หายวับไปเหมือนจะแกล้ง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเทา ลมเย็นพัดวูบวาบ ไม่ใช่อย่างที่คุณกราวน์คนนั้นบอกแม้แต่นิดเดียว (แจ็คพอต หนังสือนำเที่ยวก็บอกกรานาด้าฝนไม่ค่อยตก มีแดดทั้งปี)

เราทานอาหารกลางวันใกล้เคียงเวลาของคนสเปนเป็นวันแรกในทริพ โปรแกรมหลักวันนี้คือไปดูวัง Alhambra (อาลัมบร้า) สถานท่องเที่ยวดังระดับโลกของกรานาด้า ไกด์คนที่สองของเรานั้นมาดนักกีฬา ว่าไปเห็นเขาแบกสกีออกจากโรงแรมไปเก็บที่รถ ก่อนเดินกลับมาแนะนำตัวกับพวกเรา พูดเสียงดังฟังชัด ไม่กระซิบออย่างกอนซาโล ติดสำเนียงสเปนน้อยมาก บอกเขาชื่ออังเคล ถ้าอ่านแบบอังกฤษคือแอนเจิ้ล (Angel) และบอกว่าเขาจะเป็นทูตสวรรค์หรือภูติสวรรค์หลังสิ้นสุดการนำเที่ยว ก็คงเป็นเราที่ตัดสิน มุขตลกป่าวเนี่ย เดาอารมณ์ขันคนสเปนไม่ออกจริงๆ ทัวร์นัดเวลาเ้ข้าชมอาลัมบร้าไว้ห้าโมงเย็น ดังนั้นหลังจากนั่งรถไต่เขาขึ้นมาทานอาหารกลางวันในโรงแรมตรงข้ามอาลัมบร้า เราจะนั่งรถไต่กลับลงเขาไปเดินชมเมืองกรานาด้ากันก่อน (ฟังเหมือนนาน แค่ 10 กว่านาทีเท่านั้นค่ะ)

[ซ้าย] บ้านคนเมืองนี้อยู่ลดหลั่นตามเนินเขา ดูสวยงาม ถนนบางสายในกรานาด้าจะขึ้นด้วย Cuesta ที่แปลว่าทางลาด [ขวา] จัตตุรัสกลางเมือง


[ซ้าย] ทางคนเดินในเมืองกรานาด้า ดูร่มรื่นน่าเดินเหมือนทุกเมือง [ขวา] ไฟถนน (อีกแล้ว) อังเคลบอกสมัยนี้ tapas ทั่วสเปนที่เมื่อก่อนเสิร์ฟฟรีแกล้มเครื่องดื่มแต่เดี๋ยวนี้คิดเงิน มันยังเป็นของฟรีตามบาร์ตาปาสในกรานาด้า ไม่มีร้านไหนคิดเงิน tapas เมื่อคุณเข้าไปนั่งดื่ม ดังนั้นถ้าคืนนี้มีเวลา เชิญเข้าหลายๆบาร์แล้วลอง tapas แกล้มเบียร์หรือไวน์ แถมชี้ให้ดูว่าตรอกไหนมีบาร์ตาปาสติดๆกันมากที่สุด เข้าออกกี่ร้านก็ได้และอย่าเมากลับโรงแรมล่ะ


มณฑลกรานาด้าอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 685 เมตร อยู่ในแคว้น Andalucía มีเทือกเขาสูงที่สุดในสเปนชื่อ Sierra Nevada (อเมริกาเอาชื่อของเขาไปใช้) เป็นสกีรีสอร์ตยอดนิยมของชาวกระทิง อากาศของที่นี่เป็นแบบ alpine เพราะภูมิประเทศอันหลากหลาย อุณหภูมิในหนึ่งวันตามส่วนต่างๆของภูมิภาคจะมีความแตกต่างจาก -16 ถึง 47 องศาเซลเซียส น่าเสียดายที่วันนี้มีหมอกปกคลุม ทำให้ไม่เห็นยอดเขาสูงสุดของ Sierra Nevada

Andalucía ถูกชาวมัวร์ยึดครองนานที่สุดในคาบสมุทรไอบิเรีย และเป็นอาณาจักรมุสลิมแห่งสุดท้ายในยุโรป ก่อนพ่ายต่อกษัตริย์คาธอลิกหลังทำสงครามเป็นเวลานาน Boabdil อิเมียร์คนสุดท้ายของกรานาด้า มอบกุญแจอาณาจักรมุสลิมสุดท้ายแก่กษัตริย์เฟอร์นันโดและพระราชินีอิซาเบลที่เมืองกรานาด้าในปี 1492 อิทธิพลมุสลิมในสเปนจึงมีให้เห็นมากที่สุดใน Andalucía และคนพวกนี้ได้ทิ้งสิ่งก่อสร้างมุสลิมอันเยี่ยมยอดไว้ นั่นคือวัง Alhambra ในกรานาด้า วัง Alcazar ในเซบิญา และสุเหร่า Mezquita ในคอร์โดบา

LA ALHAMBRA สร้างในสมัยของกาหลิบอิสมาลที่หนึ่ง ยูซุฟที่หนึ่ง และโมฮัมหมัดที่ห้าแห่งราชวงศ์นาสริด (Nasrid) ที่ปกครองกรานาด้า ชื่อ Alhambra มาจากภาษาอาราบิค al-qala’at al-hamra ที่แปลว่าปราสาทแดง อาลัมบร้าเป็นป้อมในศตวรรษที่ 9 กาหลิบในราชวงศ์นาสริดเปลี่ยนให้เป็นป้อมกึ่งวังในศตวรรษที่ 13 และ 14 เขตวังจะเชื่อมต่อกับเมืองเล็กๆ (medina) ที่ตอนนี้เหลือเพียงซากเท่านั้น

อาลัมบร้าเป็นสถาปัตยกรรมงดงามเร้าใจ ตกแต่งโดยใช้พื้นที่ แสงธรรมชาติ และน้ำได้อย่างลงตัว วัสดุที่ใช้คือปูนปลาสเตอร์ ไม้ และกระเบื้อง ถ่ายทอดออกมาอย่างวิจิตรผ่านฝีมืออันประณีตของช่างในสมัยนั้น สำหรับชาวมัวร์ กรานาด้าคือเมืองสวรรค์เพราะสองสิ่งที่คนพวกนี้เห็นเมื่อมาถึงที่แห่งนี้ นั่นคือน้ำและพฤษชาติ

ด้านเหนือของอาลัมบร้าจะมีทางเดินที่นำไปสู่ Generalife วังชนบทของอิเมียร์แห่งราชวงศ์นาสริด ตั้งอยู่สูงเหนือตัวเมือง ใกล้สวรรค์ขึ้นมาอีกนิด มีการตีความชื่อ Generalife หรือ Yannat al Arif กันหลากหลาย แ่ต่ที่ใกล้เคียงมากที่สุดเห็นจะเป็น “สวนแห่งแดนสุขาวดี” สวนพฤษชาติเริ่มสร้างในศตวรรษที่ 13 และมีการดัดแปลงหลายครั้งตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา สวนดั้งเดิมเป็นทุ่งหญ้าและไร่ผลไม้

เราเริ่มโดยไปชมสวนสวยและวังฤดูร้อนใน Generalife [ซ้าย] เดินผ่านประตูทางเข้าก็จะเจอ Cypress Walk ทางเดินเข้าสู่สวนและวังฤดูร้อนของกาหลิบ [ขวา] ดอกไม้สวย


นี่คือสวนส่วนล่างหรือสวนใหม่ (Lower or New Gardens) สร้างในปี 1931 ของเดิมคือไร่ผลไม้


วิวจากทางเดินริมสวนใหม่จะเห็นเมืองกรานาด้าอยู่เบื้องล่าง


[ซ้าย] อีกมุมในสวนใหม่ พื้นแบบกรานาด้าจะปูแบบโมเซกโดยใช้กรวดขาวจากแม่น้ำ Darro และกรวดดำจากแม่น้ำ Genil พื้นลานและจัตตุรัสในกรานาด้ายังคงปูด้วยวิธีนี้ [ขวา] ทางเข้าวังฤดูร้อน


[ซ้าย] The Water Courtyard ภายในวังฤดูร้อน ดีไซน์ดั้งเดิมถูกค้นพบหลังเกิดไฟไหม้ในปี 1958 และได้สร้างขึ้นใหม่ สวนนี้เป็นตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบของสวนแบบ Spanish-Muslim [ขวา] Albayzín เมืองมุสลิมเก่า มองจากวังฤดูร้อน


[ซ้าย] วิวภายนอกจะมองผ่าน central mirador ผนังตกแต่งในสไตล์ยุคของกาหลิบ อิสมาเอลที่หนึ่ง [ขวา] วังอาลัมบร้ามองจากหน้าต่างวังฤดูร้อน


มุมต่างๆของ The Water Courtyard


ผนังวังฤดูร้อนที่ตกแต่งอย่างบรรเจิด และซุ้มต้นไม้เหนือทางเดินออกจากวัง เลียบสวนใหม่ที่อยู่ต่ำลงไป


[ซ้าย] เวทีกลางแจ้งสร้างใหม่กลางสวนใหม่ของ Generalife ใช้จัดเทศกาลดนตรีและแด้นซ์ประจำปีของกรานาด้า [ขวา] Cypress Walk ในสวนอาลัมบร้า ตัดแต่งงดงามขนาบข้างทางเดินที่จะนำเราไปบริเวณที่เป็นวัง


สองข้างถนน Calle Real ที่เราเดินไปบริเวณวังของอาลัมบร้า [ซ้าย] Hotel America [ขวา] โรงอาบน้ำของชาวมัวร์ก่อนเข้ามัสยิด


วังแรกที่เราเข้าไปชมคือ Palacio de Carlos V วังเรอเนซองก์ใหญ่โตนี้สร้างในปี 1527 มองจากภายนอกเป็นอาคารสี่เหลี่ยม แต่ข้างในเป็นรูปกลม มีสองชั้นและเสา 32 ต้นที่ล้อมรอบลานกลางแจ้ง ไกด์บอกจะใช้จัดคอนเสิร์ตวงซิมโฟนีในหน้าร้อน และระบบ acoustic นั้นแทบไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียงแรงสูง


[ซ้าย] ดอกวิสทิเรียสีม่วงสวย [กลาง] อังเคลไกด์นักกีฬาของเรา เราแซวว่าเขาหน้าคล้ายนักฟุตบอลเยอรมันคนหนึ่ง เขาบอกมาร์เธอุสใช่ไหม เคยมีคนบอกเขา ถามไปถามมา ได้ความว่าเขาก็มีเชื้อสายเยอรมัน ปู่เป็นคนอาร์เจนตินาเชื้อสายเยอรมันอิตาเลียน หลงเสน่ห์สาวสเปนตอนมาทำงานที่นี่ เลยปักหลัก แต่อังเคลเป็นคนเซบิญาไ่ม่ใช่กรานาด้า [ขวา] ซุ้มต้นไม้เหนือทางเข้า Palacios Nazaries


Palacios Nazaries (The Nasrid Palaces) คือเพชรเม็ดงามแห่งอาลัมบร้า วังแบ่งออกเป็นสามส่วน วัง Mexuar วัง Comares และ วัง Leones

[ซ้าย] Mexuar Palace [ขวา] วิวเมือง Albayzín มองจากทางเดินในวัง


[ซ้าย] ห้องสวดมนต์ในวัง Mexuar จะหันไปทางเมกกะซึ่งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรานาด้า [ขวา] Hall of the Ambassadors ในวัง Comares ลวดลายอาหรับตกแต่งผนังวังอาลัมบร้าไม่ใช่การแกะสลัก แต่เป็นปูนฉาบ (stucco) ช่างยุคนาสริดใช้อิฐเผา ไม้ และปูนผสมกาว แทนการใช้หินเพื่อให้อากาศถ่ายเท ลวดลายกระเบื้องส่วนล่าง เป็นวิธีต่อลายด้วยโมเซคตัดเป็นชิ้นเล็กๆที่เรียกว่า alicatado


[ซ้าย] เงาสะท้อนป้อม Comares ในกระจกสระน้ำนิ่งของ Patio de Arrayanes ไกด์บอกอีก 300 ปีต่อมาจะมีสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่อีกแห่งที่ใช้วิธีสร้างเงาสะท้อนแบบเดียวกัน นั่นคือทัช มาฮาล [ขวา] South Gallery ของวัง Comares


[ซ้าย] ทางเดินรอบลานกลางวัง Leones (Lions) [กลาง] น้ำคือองค์ประกอบสำคัญในดีไซน์ของอาลัมบร้า [ขวา] ลานกลางแจ้งมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง และทางเดินล้อมรอบ


[ซ้าย] Palace of the Lions ได้ชื่อจากน้ำพุสิงโตกลางลาน แต่นี่เป็นรูปยืมจาก wikipekia เพราะตอนเราไปชม น้ำพุสิงโตเข้าโรงซ่อม เห็นแต่ซุ้มผ้าขาวกลางลาน [ขวา] ดีไซน์หลายมุมจะทำเป็นรูปกุญแจ ความหมายคือกุญแจไขประตูสวรรค์


เพดานลวดลายรวงผึ้งและการตกแต่งผนังฮาเร็มในวังสิงโต


[ซ้าย] ป้ายรำลึกถึง Washington Irving นักประพันธ์ชาวอเมริกันที่มาอาลัมบร้าในปี 1829 พักในวังแห่งนี้ กลับไปเขียนนิยายชื่อการผจญภัยในอาลัมบร้า หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศก็แ่ห่กันมาวังงดงามแห่งนี้ อังเคลบอกเขาขอบคุณชาวอเมริกันผู้นี้เพราะคนๆนี้ำทำให้ทั้งโลกรู้จักอาลัมบร้าเร็วขึ้น ทำให้เขามีอาชีพ แหง๋ซิพ่อคุณ ทำงานไม่กี่ชม. ที่เหลือเล่นสกี [ขวา] ป่าสวยข้างวัง


Courtyard of Lindajara คือมุมสุดท้ายก่อนออกจากวังแห่งนาสริด


[ซ้าย] น้ำพุกลางสวน [กลาง] โบสถ์ St. Mary แห่งอาลัมบร้า สร้างในสมัยคริสเตียนบนที่ซึ่งเคยเป็นมัสยิด [ขวา] เรามาถึงบางอ้อว่าทำไมถึงมีโรงแรมชื่อ Hotel America อยู่ใจกลางวังอาลัมบร้า ก็เพราะคุณ Washington Irving นี่เอง ขากลับพวกเราเลยแวะโผล่หน้าเข้าไปดู ล็อบบี้น่ารักดีค่ะ ระดับสองดาว คนไหนจะไปเที่ยวอาลัมบร้า ถ้าไปพักที่นี่ กลับมาบอกด้วย แต่ตกกลางคืนท่าทางจะเงียบน่ากลัวไม่น้อย อยู่ท่ามกลางโบราณสถานหลายร้อยปี ตัวโรงแรมก็โบราณเท่ากันเพราะเป็นส่วนหนึ่งของอาลัมบร้า


(ข้อมูลทั้งหมดจากแผ่นพับแจกพร้อมตั๋ว โน้ตที่จดเวลาอังเคลอธิบาย หนังสือนำเที่ยว Lonely Planet และ Eyewitness)

คลิกสำหรับข้อมูลละเอียดเกี่ยวกับ Alhambra และ Generalife

ความรู้อีกอย่างที่อังเคลบอกเราคือกรานาด้ามีความพิเศษอย่างหนึ่งอันเกิดจากภูมิประเทศ นั่นคือ Sacromonte’s Caves ในสมัยโบราณชาวยิปซีในกรานาด้าจะอยู่ตามถ้ำเล็กมากมายตามสันเขา มองไกลๆคล้ายรังผึ้ง ปัจจุบันถ้ำเหล่านั้นกลายมาเป็นบาร์ฟลาเมนโก้ บาร์ตาปาส ร้านอาหาร คาเฟ่ทันสมัยไปหมดแล้ว บรรยากาศไม่เหมือนที่ไหนในโลก เป็นจุดรวมชีวิตยามราตรีของหนุ่มสาวนักเที่ยวในกรานาด้า ถ้าไม่เหนื่อยเกินไป สมควรแวะไปเป็นอย่างยิ่ง และก็น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ทัวร์พาเราไปพักโรงแรมชานเมืองโน่น ถ้ามีเวลาสักสองสามวันคงไม่พลาดแน่ กรานาด้ามีที่ให้เที่ยวอีกเยอะ ต้องมาเองถึงจะเก็บได้หมด วันนี้หลังจากทานมื้อค่ำ ถึงโรงแรมก็สลบเหมือด (หลังจากดูสเปนบดไอซ์แลนด์รอบคัดเลือกยูโร ถ่ายทอดสดจากมายอร์ก้า ฝนตกหนักจนเกมเริ่มล่าช้า กว่าจะเริ่มก็สี่ทุ่มตรง สเปนชนะไป 1-0 ด้วยประตูของอินิเอสต้า จากลูกเปิดหักมุมของดาวิด บิญา เปี๊ยกค้างคาวคนเก่งของเรา...เฮ) บอลจบ นอนได้ พรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้า นั่งรถเกือบ 2 ชม.ไป Málaga เมืองเกิดของศิลปินชาวสเปนชื่อก้องโลกอีกคนหนึ่ง และดาราหนุ่มรูปหล่อ

ส่องสเปนวันที่ 8 “Málaga บ้านเกิดของยอดศิลปินแห่งยุคใหม่”

ตั้งแต่วันนี้ไปเราจะเดินทางจากเมืองสู่เมืองด้วยรถโค้ช เคยเล่าว่ารถโค้ชที่บาร์เซโลนาขนาดราว 20 ที่สำหรับคน 10 คน รถโค้ชเดินทางระยะไกลนั้นใหญ่กว่า เท่ารถวีไอพี 24 ที่นั่งแต่ดูใหญ่กว่ายังไงพิกล หรืออาจเพราะมีแค่เรา 10 คน ยังไงก็ตาม เชิญเถือกตามสบาย เพื่อนถามเหมือนกันว่า 10 คน ทำไมให้รถใหญ่เบ่อเริ่มอย่างนี้ คำตอบที่ได้คือใหญ่เล็ก ราคาต่างกันนิดเดียว ทางทัวร์เลยจัดคันใหญ่มาให้เพื่อความสบาย และก็สบายจริงๆค่ะ โชเฟอร์รูปหล่อของเราชื่อ Antonio มารอรับเราแต่เช้า เป็นชาวเซบิญา ขับรถนิ่ม เคารพกฏจราจรอย่างสุดๆ ใจเย็นมาก เขาจะขับรถพาเราไปตามเมืองต่างๆในกำหนดการ จนสิ้นสุดที่มาดริด จากนั้นก็ตีรถกลับเส้นทางเดิมโดยรับทัวร์ชุดใหม่ของบริษัทจากมาดริด ได้สัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ แล้วจะค่อยๆเล่าให้ฟัง Antonio เป็นคนน่ารัก พูดเสียงเบา สุภาพเรียบร้อย พวกเราได้รู้คำสเปนเพิ่มขึ้นหลายคำ เขาก็ได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย

มณฑล Málaga อยู่ทางใต้ของ Granada เราใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชม. เส้นทางที่ผ่านส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้า (เห็นมีเลี้ยงวัวกระทิง) และไร่มะกอก หลับๆตื่นๆมาตลอดทาง มาได้กว่าครึ่งทางก็หยุดแวะเข้าห้องน้ำห้องท่าที่ร้านอาหารริมถนนเส้นเล็กที่เลี้ยวเข้ามา Antonio บอกตรงนี้มีวิวสวย ให้เิดินทะลุร้านอาหารออกไประเบียงกว้างด้านหลัง อากาศเย็นเฉียบยามเช้าเคล้าวิวเมืองในหุบเขาข้างล่าง สวยสดชื่นมากค่ะ


ก่อนกลับขึ้นรถ ซื้อไวน์ท้องถิ่นขวดละไม่กี่ยูโรในซูเปอร์ฯของร้าน ถามเจ้าของร้านว่าขวดไหน “มุย เบียง” เค้าก็เลือกให้ ไม่ผิดหวัง ขอแก้วพลาสติกไปดื่มบนรถ ซินญอร์ถามว่ามีกี่คน ยกนิ้วเต็มสองมือ ส่งใ้ห้ทั้งแถวราว 20 กว่าแก้ว ใจดีจัง คนสเปนไม่ค่อยยิ้มแต่น่ารัก พอกะเหรี่ยงเริ่มรู้แกวว่าชาวกระทิงดุแต่หน้า ใจไม่ดุ เวลาซื้อของในกิ๊ฟช็อปพิพิธภัณฑ์ที่ถุงสวย สติกเกอร์สวย ก็จะขอเพิ่ม บอกเอาไปใส่ให้อามิโก้...ยื่นมาอีกหลายถุง แถมสติกเกอร์ปิดปากซองอีกทั้งแผ่น บางทียังไม่ทันจะขอ เขาถามเองจะเอาไปให้อามิโก้รึเปล่า...แถมให้เป็นปึก ตอนนี้ก็เก็บเป็นของที่ระลึกสะสมอยู่ในกล่องรองเท้ามหาสมบัติของเรา

Málaga คือเมืองใหญ่เป็นอันดับสองในแคว้น Andalucía เป็นเมืองท่าสำคัญมาแต่ยุคโบราณ และรุ่งเรืองที่สุดในยุคมุสลิม เรามาถึงเมือง Málaga ราว 11 โมงกว่า วันนี้จะทานมื้อเที่ยงช้ากันสักนิด ไม่มีใครบ่นเพราะซัดอาหารเช้าจากโรงแรมใน Granada กันมาเต็มคราบ ไกด์ในวันนี้ของเราชื่อ Rafael

[ซ้าย] ทางคนเดินเลียบถนนในสเปนกว้างขวางใหญ่โตทุกเมือง [กลางและขวา] สิ่งก่อสร้างโดดเด่นที่สุดคือโบสถ์มะละกา


เราขึ้นยอดเขา Gibralfaro ไปชมวิวเมือง Málaga จากปราสาทโบราณสร้างในศตวรรษที่ 8 สมัย Abd ar-Rahman I อิเมียร์แห่งคอร์โดบา ปัจจุบันปราสาทเหลือแค่ซากหักพัง และกำแพงโดยรอบที่เราใช้เดินชมวิว

[ซ้าย] Málaga เป็นเมืองท่าน้ำลึกที่เรือใหญ่เข้ามาจอดเทียบท่าไ้ด้ใกล้ แนวต้นไม้ใหญ่เลียบน้ำเป็นทางยาวคือถนน Paseo del Parque ที่เราวิ่งผ่านตอนเข้าเมือง [ขวา] กำแพงปราสาท Gilbralfaro ที่ยังหลงเหลืออยู่


[ซ้าย] ข้างบนนี้มีพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีโมเดลจำลองเมือง Málaga กำแพงเมืองที่เห็นในโมเดล ปัจจุบันถูกทุบทิ้งหมดแล้วเพื่อขยายเมือง ถนน Paseo del Parque เลียบน้ำกำลังมีการแปลงโฉมยกเครื่องให้สวยงามขึ้น [ขวา] เนินทางต.ต.ของยอดเขา Gibralfaro คือ Alcazaba ป้อมกึ่งปราสาทของผู้ปกครองมะละกาสมัยมุสลิม เข้าไปข้างในได้โดยขึ้นลิฟท์จากถนนในเมือง (แต่เห็นมีบันไดขึ้นไปเหมือนกัน ไม่แน่ใจ มองจากถนนข้างล่าง) น่าเสียดายวันนี้กำหนดเวลาไม่เพียงพอเลยไม่ได้เข้าไปดู อาคารทรงกลมคงเดากันออกว่าอะไร สนามสู้วัวกระิทิง โรงแรมที่เราัพักอยู่เลยไปทางขวามือเล็กน้อย ตอนเย็นๆจะพามาดู เขาเปิดให้เข้าชมฟรี (ไม่มีสู้วัวนะคะ แค่ดูสนาม)


ด้านหน้าโบสถ์มะละกา (Cathedral of the Encarnacíon) ที่มีชื่อเล่นว่า La Manquita ซึ่งแปลว่าแขนเดียว เพราะหอคอยทิศใต้ที่สร้างไม่เสร็จเนื่องจากงบหมดตั้งแต่ปี 1765 โบสถ์มีสไตล์หลากหลายเพราะเริ่มสร้างในปี 1528 และใช้เวลาต่อจากนั้นอีกถึงสองศตวรรษ ประตูทิศเหนือเป็นสไตล์โกธิก


การตกแต่งภายในใต้หอคอยหลังคาโดมสูง 40 เมตรเป็นโกธิกและเรอเนซองก์ façade เป็นสไตล์บาร็อคศตวรรษที่ 18




หลังจากเดินชมโบสถ์แขนเดียว ท้องก็เริ่มร้องเพราะนาฬิกาบอกเวลาเกือบบ่ายสอง ภัตตาคารมื้อเที่ยงในวันนี้ก็เดินลัดเลาะถนนแคบๆเล็กๆในเมืองไปไม่ไกล ไกด์บอกเคยเป็นร้านของคนดังชาวมะละกา แต่ตอนนี้ขายกิจการให้หุ้นส่วนไปแล้วเพราะคนดังไม่มีเวลามาคุมผลประโยชน์ แต่ร้านยังคงใช้ชื่อเดิมซึ่งเป็นชื่อของเขาคนนั้น หนึ่งในร้านอร่อยของเมือง พอมาถึง เห็นคิวยาวเหยียด แต่เราจองโต๊ะไว้แล้ว เลยปร๋อเข้าไปได้เลย อ้อ...ร้านชื่อ La Posado de Antonio คนดังคนนั้นคือ Zorro รูปหล่อสามีของเมลานี กริฟฟิฟ Antonio Banderas หนุ่มหล่อลูกมะละกาที่ไปเป็นดาราโด่งดังอยู่ในอเมริกา ราฟาเอลบอกอีกสองสามวันบันเดราสก็จะมามะละกาเพื่อฉลองเทศกาล Semana Santa เขาจะกลับบ้านเกิดทุกปีในช่วงอีสเตอร์พร้อมครอบครัวหากมีเวลา [ซ้าย] มื้อเที่ยงอาหารปิ้งย่างแสนอร่อยในอดีตร้านคนดัง [ขวา] ถนนคนเดิน Marques de Larios ย่านช็อปปิ้งใจกลางเมือง ซึ่งจะใช้เป็นทางขบวนแห่วันปาล์มซันเดย์ไป Plaza Constitucion ที่อยู่สุดทาง เก้าอี้ที่เห็นกองตั้ง แต่ละตัวติดชื่อเจ้าของซึ่งซื้อที่ไว้เรียบร้อยเพื่อนั่งชมพิธีแห่ วันนี้เราขอยืมนั่งให้หายเมื่อย ยังไม่โดนไล่


ถ้าบาร์เซโลนาคือเมืองของ Antoni Gaudí มะละกาก็เป็นเมืองของเจ้าของชื่อในรูปซ้าย Pablo Ruíz Picasso เิกิดใน Málaga เมื่อ 25 ตุลาคมปี 1881 ครอบครัวย้ายไปทางเหนือของสเปนเมื่อเขาอาุุยุ 9 ปี ปิกาโซ่เคยกลับมาอยู่ Málaga จากปี 1891 ถึง 1900 เขาถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 93 ในวันที่ 8 เมษายนปี 1973 โดยไม่ได้กลับมาเหยียบ Málaga อีกเลย แต่ปิกาโซ่แสดงออกให้เห็นเสมอถึงความผูกพันที่เขามีต่อเมืองเกิด ไกด์บอกหนึ่งในเหตุผลที่กลับมาไม่ได้เพราะปิกาโซ่เคยพูดว่าเขานิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ (ขณะนั้นนายพลฟรังโกครองเมือง) ราฟาเอลพูดจบก็หัวเราะหึๆ บอกปิกาโซ่เนี่ยนะคอมมิวนิสต์ โคตรรวย รวยอย่างเดียวไม่่ว่า รวยแล้วไม่แบ่งให้ใคร บางทีก็รวมถึงลูกเมียด้วย อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่นายพลฟรังโกยังไม่สิ้นอำนาจหรือตาย คอมมิวนิสต์ปิกาโซ่ก็กลับสเปนไม่ได้ และฟ้าก็ลิขิตให้ปิกาโซ่ตายก่อนนายพลฟรังโกสามปี ศิลปินเอกจึงไม่ได้กลับมาเห็นบ้านเกิดของเขาก่อนลาโลก สำหรับประวัติโดยละเอียดและผลงานอมตะของจิตรกรยิ่งใหญ่ผู้มีอิทธิพลสูงมากในโลกศิลปะสมัยใหม่ คลิกเวปทางการสุดสวยสุดสร้างสรรค์ของ Pablo Ruíz Picasso

ภาพทางซ้ายคือเหตุผลที่เราใส่ Málaga ในรายการทัวร์ของเราค่ะ พิพิธภัณฑ์ปิกาโซ่แห่งใหม่ล่าสุดที่นักท่องเที่ยวเริ่มแห่กันมาแล้ว** สถานที่เป็นวังศตวรรษที่ 16 การบูรณะตกแต่งใช้เงินกว่า 66 ล้านยูโร หลังจากเดินผ่านประตูเข้าไปก็ห้ามถ่ายรูป ที่นี่เฮี้ยบกว่าที่บาร์เซโลนาเพราะกล้องก็ต้องฝาก ที่โน้นเอาเข้าไปได้แต่ห้ามใช้ แต่เราชอบที่นี่มากกว่าบาร์เซโลนา ผลงานจัดแสดงน้อยกว่าแต่เด็ดๆทั้งนั้น (ที่โน่นก็สุดยอดแต่เยอะ ย่อยไม่ค่อยทัน) ผลงาน 155 ชิ้นในพิพิธภัณฑ์นี้เป็นของสะสมส่วนตัวของ Paul บุตรชายคนแรกของปิกาโซ่ที่เิกิดกับ Olga Koklova ภรรยาคนแรก (ที่แต่งงงานตามกฏหมาย) แต่ผู้มอบให้คือ Christine Ruíz Picasso ลูกสะใภ้ และ Bernard Ruíz Picasso หลานชาย มอบให้หลังจากพอลเสียชีวิต ไกด์บอกถ้าพอลยังไม่ตาย ก็จะไม่มีพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพราะลูกสะใภ้ไม่ใช่เลือดเนื้อของปิกาโซ่ ตัดใจกับสมบัติพวกนี้ได้ง่ายกว่าลูก (ไกด์บอกคงได้ส่วนแบ่งเยอะเหมือนกัน) ปัจจุบันลูกทุกคนของปิกาโซ่ที่ยังมีชีิวิต ไม่มีใครมอบงานของพ่อที่ได้รับเป็นมรดกให้พิพิธภัณฑ์ไหนในโลกแม้แต่ชิ้นเดียว ผลงานทุกชิ้นในพิพิธภัณฑ์ปิกาโซ่มะละกาจะไม่มีลายเซ็นของปิกาโซ่ เพราะมันเป็นงานสะสมที่วาดแล้วก็เก็บเป็นสมบัติของตัวเอง ลูกแบ่งๆกันไปเมื่อพ่อถึงแก่กรรม อีกอย่างคือปิกาโซ่รู้ว่าลายเซ็นของเขามีมูลค่ามากแค่ไหน สุดยอดจิตรกรผู้เก่งธุรกิจเท่าการสร้างสรรค์งานศิลปะ ไม่เคยตวัดชื่อบนรูปที่เขาวาดจนกว่าจะขายเสร็จเรียบร้อยแล้วเท่านั้น ไกด์ยังเล่าด้วยว่าปิกาโซ่เมื่อดังมากๆแล้ว ไม่เคยซื้อของด้วยเงินสด แม้แ่ต่ของในร้านชำ จ่ายเช็คอย่างเดียว แล้วก็ไม่เคยเอาเงินไปเข้าบัญชี ด้วยความมั่นใจว่าลายเซ็นของ Pablo Picasso บนเช็คใบนั้นมีมูลค่าสูงกว่ายอดเงินที่สั่งจ่าย และปิกาโซ่ก็ไม่เคยมีข่าวเสียเรื่องเช็คเด้ง แปลว่าผู้ัรับเลือกเก็บเช็คเอาไว้ขายเมื่อมูลค่าลายเซ็นเพิ่มขึ้น มากกว่าเอาไปขึ้นเงินอ๊ะจิ โห...ปิกาโซ่ไม่ค่อยหลงตัวเองเท่าไหร่เลยเนอะ



** ยังมีพิพิธภัณฑ์ปิกาโซ่อีกแห่งใน Málaga ซึ่งเปิดมานานแล้ว หนังสือนำเที่ยวเล่มเก่าเกิน 2 ปีขึ้นไปจะเขียนถึงแต่ที่นี่ เป็นบ้านที่ปิกาโซ่เกิด เราแค่ได้ดูต้วอาคารจากจัตตุรัสหน้าบ้านตอนเดินชมเมือง มูลนิธิปิกาโซ่ได้ซื้อบ้าน (เป็นคูหาเล็กๆในตึกรอบจัตตุรัส) ทำเป็นสนง.ใหญ่ของมูลนิธิและพิพิธภัณฑ์ มีสามห้อง จัดแสดงผลงานของปิกาโซ่จากปี 1931 ถึง 1971 อีกทั้งงานกราฟฟิกโดยศิลปินเช่น Míro, Bacon, Ernst, Tapies และอีกหลายคน แต่เราไม่ได้เข้าไปชมข้างใน เพื่อนที่เป็นคนกำหนดที่เที่ยวก็นึกว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์นี้ พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีที่ใหม่เพิ่งเปิด ข้อมูลที่บริษัททัวร์อีเมล์มาใ้ห้จากเมืองนอกก็มีรายละเอียดแค่ที่นี่ พอไม่ได้ระบุชื่อ (เพราะไม่รู้) ตัวแทนในมะละกาเลยพามาที่ใหม่เอี่ยม อาคารสวยกว่า หรูกว่า เท่กว่า ผลงานเยอะกว่า แต่อาจจะขลังน้อยกว่านิดเพราะไม่ใช่บ้านที่เขาเกิด เพื่อนคอศิลปะคนไหนชอบปิกาโซ่ คิดจะจัดทัวร์กันเองไปมะละกา ให้ระบุไปว่าขอเข้าชมทั้งสองแห่งถ้าอยากเสพปิกาโซ่แบบเต็มอัตรา พิพิธภัณฑ์ในบ้านที่เขาเกิดชื่อ Casa-Museo Pablo Ruíz Picasso

Avenída Príes ถนนข้างๆโรงแรมที่เราพักค่ะ ชอบมากกกก หลายรูปหน่อยนะคะ ส่วนรูปกลางแถวล่างเป็น hostel บนถนนสายนี้ เล็กๆน่ารักดี



Plaza de Toros ที่บอกจะพามาดู เดินเลยจากโรงแรมมาไม่ไกลบนถนนซุ้มต้นไม้ ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าเขาเปิดให้เข้าไปดู เราเห็นซินญอร่าเดินถือถาดน้ำชาผ่านประตูใหญ่สองบานเปิดอ้า ก็มันไม่ได้แง้มอ๊ะ เลยเดินตามเข้าไป ไว้เขาไล่แล้วค่อยเผ่นออกมา เห็นนักท่องเที่ยวสเปนสองสามคนเดินนำหน้าเรา คุยกันโล้งเล้ง เลยมุดตามออกไปดู ก็ได้เห็นอย่างที่เห็นนี่แหละ สนามสู้วัวกระทิง นี่ขนาดเบบี๋ สนามใหญ่ๆอย่างในมาดริด จุคนได้สองสามหมื่น รูปขวาสุดเป็นป้ายพิพิธภัณฑ์สู้วัวกระทิง Plaza de Toros เกือบทุกแห่งจะมี Museo Taurino ชุดมาธาดอร์ที่นำมาจัดแสดงสวยๆทั้งนั้นเลย


ลานสู้วัวกระทิง และรูปสนามเต็มๆถ่ายซูมจากยอดเขา Gilbralfaro เมื่อเช้า


[ซ้าย] วิวหน้า Hotel Las Vegas ริมทะเลของเรา ถ่ายจากห้องอาหาร ห้องพักเราอยู่ชั้นเดียวกับสระว่ายน้ำ อากาศเย็น ไม่อยากแม้จะเดินออกไปเอาเท้าจุ่มน้ำ แต่ก็มีคนลงไปว่าย เป็นพวกชาวกระทิง...เห็นแล้วหนาวแทน [ขวา] หลังทานข้าวเช้าวันรุ่งขึ้น มีเวลาก่อนออกเดินทางต่อ เลยลงไปเก็บรูปบรรยากาศริมทะเลมะละกาแถวหน้าโรงแรม หาดทรายที่เห็น สร้างขึ้นมานะคะ เขาถมที่ยื่นเข้าไปในทะเลแ้ล้วทำหาดทรายให้ชาวเมืองได้มีที่พักผ่อน


[ซ้าย] นี่ไม่ใช่ถนนค่ะ ทางคนเดินริมชายหาด [ขวา] ถัดออกไปคือถนนหน้าโรงแรมของเราชื่อ Paseo Maritime Picasso


เขียวกับเหลือง เข้ากันได้อย่างนึกไม่ถึง ตึกเขียวเป็นคลีนิกศัลยกรรมพลาสติก ไกด์บอกมะละกาเป็นเมืองที่มีคลีนิคศัลยกรรมเสริมความงามเยอะมาก เพราะที่นี่อากาศดี เป็นเมืองพักร้อนอยู่แล้ว ทำเสร็จก็ได้พักผ่อนไปเลย คลีนิกใหญ่ๆจะมีห้องพักกึ่งโรงแรมให้ด้วย และมันก็เยอะจริงๆอย่างที่เขาบอก เฉพาะบนถนนหน้าโรงแรม นับได้เกือบ 10 คลีนิก


บ้านคนมะละกาก็อยู่ลดหลั่นตามเชิงเขาเหมือนกรานาด้า เช้าวันนี้เรานั่งรถผ่าน Paseo del Parque ฝั่งที่มุ่งหน้าออกจากมะละกา เดินทางไปเซบิญาเมืองหลวงของแคว้น Andalucía เมืองต่อไปในรายการส่องสเปนของเรา




 

Create Date : 26 เมษายน 2550    
Last Update : 25 ตุลาคม 2550 0:19:55 น.
Counter : 2147 Pageviews.  


la liga fan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




อย่าฟังความข้างเดียว เหรียญมีสองด้าน

ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าเราไม่คิดจะช่วยเหลือตัวเองก่อน

A rich man is not one who has the most, but one who need the least.
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add la liga fan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.