อยู่เพือเรียนรู้ และไปให้ถึงที่สุด

Group Blog
 
All blogs
 

บั้งไฟพญานาค ที่หนองคาย

ตามไปดู คำบอกเล่าเมื่อปีที่ผ่านมา แล้วนักข่าวต่างประเทศก็มาทำข่าว

ณัฐนารถ ปิ่นเฟื่อง

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ ข้าพเจ้าและ ครอบครัวได้เดินทางไปชมบั้งไฟพญานาคที่ อ.โพนพิสัย และทอดผ้าป่าที่ วัดอุทุมพร บ้านเดื่อ ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของ อ.โพนพิสัย โดยมี จ่าสิบตำรวจใจ ผดุงผล ลูกน้องเก่าของสามีได้บอกบุญให้มาทอดผ้าป่าที่นี่


ครอบครัวของข้าพเจ้าได้พักค้างคืนที่บ้านของจ่าสิบตำรวจใจ เพื่อรอ ดูบั้งไฟพญานาค เพราะตรงจุดนี้มีบั้งไฟขึ้นมาก และผู้คนไม่แออัดยัดเยียด เหมือนในตัวอำเภอ หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว พวกเราก็อาบน้ำ อาบท่า เอาเสื่อมาปูริมโขงหน้าวัดอุทุมพร นอนนับดาวไปพลางๆ เพื่อรอดู บั้งไฟ ปีนั้นวันออกพรรษาของไทยกับของลาวไม่ตรงกัน เป็นที่รู้กันว่าบั้งไฟ อาจจะขึ้นน้อย หรือไม่แน่อาจจะไม่ขึ้นเลยก็ได้ แต่ไหนๆ ตั้งใจมาแล้วก็ ต้องดูให้ได้





ปีนั้นวันออกพรรษาของไทยกับของลาวไม่ตรงกัน เป็นที่รู้กันว่าบั้งไฟ อาจจะขึ้นน้อย หรือไม่แน่อาจจะไม่ขึ้นเลยก็ได้ แต่ไหนๆ ตั้งใจมาแล้วก็ ต้องดูให้ได


ข้าพเจ้ารอดูตั้งแต่หกโมงเย็น หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน พระจันทร์ ก็ขึ้นมาให้ชมตอนทุ่มเศษๆ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เห็นบั้งไฟพญานาคเลย รออยู่จนถึงประมาณ ๓ ทุ่ม ได้มีบั้งไฟพญานาคลูกใหญ่พิเศษ ลูกเดียวโดดๆ คล้ายลูกรักบี้ ลอยขึ้นมาจากแม่น้ำโขง ตรงหน้าวัดที่พวกเรานั่งกันอยู่ บั้งไฟ ลอยขึ้นมาช้าๆ อย่างอ้อยอิ่ง เหมือนตั้งใจจะให้เราดูกันชัดๆ ให้เต็มตา เห็น เป็นดวงไฟสีรุ้งสวยงามดูแล้วเย็นตา พวกเราทั้งหมดที่ชมอยู่มีประมาณ ๓๐ คน ต่างก็ร้องด้วยความตื่นเต้น บั้งไฟนี้ลอยขึ้นไปสูงประมาณยอดมะพร้าว แล้วก็ค่อยๆ หายลับไป ทุกคนตื่นเต้นมาก เพราะบั้งไฟลูกนี้ ขึ้นมาจากแม่น้ำ โขงใกล้ฝั่งไทย ห่างจากจุดที่พวกเรานั่งดูอยู่ประมาณแค่ ๑๐ เมตรเท่านั้น
พอตกดึกครอบครัวของข้าพเจ้าหลับกันเกือบหมด เหลือแต่ข้าพเจ้า กับลูกสาวคนสุดท้องยังนั่งตาสว่างอยู่ เพราะหวังว่าอาจจะได้เห็นบั้งไฟอีก แต่ก็ยังไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้ดู ประมาณสักเที่ยงคืน ข้าพเจ้ากับลูกสาวคนเล็กก็ ได้เห็นขอนไม้ใหญ่ ๒ ท่อน ผุดขึ้นมากลางแม่น้ำโขง ตอนนั้นดวงจันทร์อยู่ใน ตำแหน่งตรงศีรษะคือกลางท้องฟ้าพอดี แสงจันทร์ยิ่งสว่างมากขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้มองเห็นท่อนไม้นั้นชัดเจน จึงสังเกตว่า ทำไมไม้สองท่อนนั้นถึงลอยอยู่ กับที่ ไม่ยอมไหลไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าน้ำตรง นั้นเหมือนกับหยุดไหลไปเลย ท้องน้ำดูสงบนิ่ง แม้แต่คลื่นน้อยๆ ก็ไม่มี ทำให้ รู้สึกประหลาดใจมากทีเดียว




ทันใดนั้นเอง ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงจากกลุ่มคนข้างๆ ร้องดังขึ้นว่า "พญานาคๆ ดูพญานาค ๒ ตัว กลางแม่น้ำนั่นสิ" ข้าพเจ้าและลูกหันไปตามเสียงนั้น ก็เห็นคนพูดกำลังดูกล้องส่องทางไกล ท่าทางเขาตื่นเต้นมาก พูดออกมาตลอดเวลาว่า พญานาคๆ ตัวใหญ่จังเลย ข้าพเจ้าก็พลอยตื่นเต้น ไปด้วย รีบกระเถิบเข้าไปใกล้ๆ แล้วขอยืมกล้องส่องทางไกลมาดูบ้าง ซึ่งเขาก็ใจดี ให้ยืมทันที เมื่อข้าพเจ้าส่องกล้องไปตรงจุดที่ขอนไม้ใหญ่ สองท่อนนั้นลอยอยู่ ภาพที่เห็นทำให้ขนลุกไปทั้งตัว เพราะเห็นพญานาค ตัวใหญ่มาก ๒ ตัว อยู่กลางแม่น้ำโขง ข้าพเจ้ารู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง เพราะตื่นเต้นมาก จึงรีบส่งกล้องให้ลูกสาวดูบ้าง ลูกสาวดูแล้วร้องอย่างตื่นเต้นว่า "โอ้โห..ตัวใหญ่จังเลย เห็นหงอนบนหัวด้วย เสียดายนะแม่ เราไม่ได้เอากล้องส่องทางไกลมา" จากนั้นข้าพเจ้าก็ส่องกล้องดูซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รู้เบื่อ ซึ่งเจ้าของกล้องก็ใจดีให้ยืมดูอย่างเต็มอิ่ม




ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเคยคิดว่าพญานาคมีอยู่แต่ในภาพของกล่องไม้ขีด ไฟ และในนิยายปรัมปราเท่านั้น แต่ในคืนนั้นข้าพเจ้าได้เห็นของจริงเข้าแล้ว เห็นจริงๆ แบบจะๆ ด้วยตาเนื้อ นานกว่า ๓ ชั่วโมง จนกระทั่งตี ๓ ของวัน ใหม่ ร่างของพญานาคทั้งสองก็ค่อยๆ จมหายลงไปในลำน้ำโขง


รุ่งเช้า ข้าพเจ้าก็เล่าเรื่องเมื่อคืนให้คนอื่นๆ ฟังด้วยความตื่นเต้น แต่ พวกชาวบ้านฟังแล้วก็เฉยๆ ไม่มีใครตื่นเต้นเลย มีแต่ครอบครัวของข้าพเจ้า และเพื่อนๆ อีก ๖ คนที่มาด้วยเท่านั้นที่ตื่นเต้น พอฟังจบพวกชาวบ้านและจ่าใจก็หัวเราะ บอกว่าพญานาคสองตัวนี้ จะมาสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่วัดอุทุมพร ในวันออกพรรษาเป็นประจำทุกปี ถ้าใครอยากเห็น ก็ให้มาดูใหม่ ได้ในวันออกพรรษาปีหน้า







จ.ส.ต.ใจ ผดุงผล มัคทายก วัดอุทุมพร จ.หนองคาย




"สมัยก่อนผมรับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ตอนนี้เกษียณ มาได้ ๑๐ กว่าปีแล้ว ผมรู้จักกับคุณนายณัฐนารถมานาน ตั้งแต่สามีของท่าน มาเป็นผู้บังคับหมวดต.ช.ด.๔๐๖ อยู่ที่อ.โพนพิสัย เมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๙


บั้งไฟพญานาคมีคนเห็นกันหลายคน ใช่ว่าผมเห็นอยู่แค่คนเดียว ดวงไฟส่วนใหญ่จะขึ้นวันออกพรรษา ชาวบ้านแถบนี้ก็เคารพเลื่อมใส มัน มีมานานแล้ว คนแถวนี้ก็ไม่ได้แตกตื่นอะไร เพราะเห็นจนชินแล้ว เห็น ดวงไฟลอยขึ้นมา แล้วน้ำก็ไหลวนกลางแม่น้ำโขง พอเอาไฟส่องดูในน้ำก็ จะเห็นพญานาคตัวใหญ่มาก เห็นลางๆ ชาวบ้านก็จะยกมือไหว้ แล้วตะโกน บอกว่า "พญานาคขึ้น โชคดี.. โชคดี.."




ผมเองก็เลื่อมใสว่า พญานาคมีจริงแน่ๆ เพราะผมเห็นจริง ตอนได้ยินเสียงน้ำแตกกระจาย ทีแรกนึกว่าวัว ควาย ลงไปเล่นน้ำ แต่ความจริง ไม่ใช่ เห็นเป็นเหมือนกับงูใหญ่โผล่ขึ้นมา น้ำตรงนั้นก็พุ่งขึ้นแตกกระจาย เป็นเหมือนน้ำพุอยู่กลางน้ำโขง น้ำจะวนเป็นรัศมีกว้างใหญ่ และไหลพุ่งขึ้นสูงมาก คนเห็นกันเป็นร้อยๆ ยืนยันได้ว่ามีจริง เป็นเรื่องจริง ที่ผมเห็นเองกับตา ไม่ได้โกหก เพราะผมก็ถือศีลถือธรรมอยู่ตามหลักโบราณเป็นประจำ คนไม่เคยเห็นอาจจะไม่เชื่อ แต่ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า เป็นเรื่องจริงแน่นอนครับ.."



จ่าใจยังได้เล่าอีกว่า วัดอุทุมพรเป็นวัดโบราณสร้างมาประมาณพันปี เศษแล้ว แต่ก่อนตรงนี้เป็นเมืองใหญ่มีกษัตริย์ปกครองราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข และเล่าขานสืบต่อกันมาว่ากษัตริย์ที่สร้างวัดอุทุมพรนี้ เมื่อตายไปก็ได้ไปเกิด เป็นพญานาคพร้อมกับมเหสี และได้มาสักการะบูชาพระพุทธเจ้าเป็นประจำ ทุกปี ซึ่งหลังจากเหตุการณ์คราวนั้น ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้มีโอกาสไปชมบั้งไฟ พญานาคที่โพนพิสัยอีกเลย แต่ก็ยังจำสิ่งที่เห็นเมื่อสิบปีก่อนได้อย่างชัดเจน และจ่าใจที่อยู่ที่บ้านเดื่อ อ.โพนพิสัย ก็ยังยืนยันว่า แม้เดี๋ยวนี้ พญานาคทั้ง สองก็ยังคงมาสักการะบูชาพระพุทธเจ้า ที่วัด อุทุมพรอยู่เหมือนเดิม





 

Create Date : 18 ตุลาคม 2550    
Last Update : 10 มีนาคม 2552 14:28:27 น.
Counter : 563 Pageviews.  

ที่มาของวันออกพรรษา

วันออกพรรษา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่ง ระบุตามปฏิทินจันทรคติไทย เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ถัดจากวันออกพรรษา 1 วัน พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ เรียกว่า ตักบาตรเทโว หรือ ตักบาตรเทโวโรหนะ สืบเนื่องจากพุทธประวัติที่ว่า ในวันออกพรรษา พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลก กลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดา วดึงส์ นอกหากนี้แล้วพุทธศาสนิกชนยังนิยมไปฟังธรร มและรักษาอุโบสถศีล (ศีลแปด) ด้วย

วันออกพรรษาเมื่อ สองพันกว่าปีที่แล้ว
วันออกพรรษา พุทธเจ้าเปิดโลก ตอนที่ 1




ฟ้าเปิด






เปิดสวรรค์


เปิดนรก






ภพสาม



ครั้นเวลาล่วงเลยมาถึงสมัยพุทธกาล ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม พอ ใกล้ถึงวันออกพรรษา เหล่าเทวดาก็โจษกันไปทั่วว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเสด็จลงจากดาวดึงส์ จนเสียงอื้ออึงโจษขานดังไปทั่ว พร้อมๆ กับเสียง ดนตรีสวรรค์ดังไปถึงนาคพิภพ ทำให้อาสนะของพญานาค ที่เคยอ่อนนิ่ม กลับแข็งกระด้างขึ้นมา สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น พญานาคและบริวารจึง ออกมาจากนาคพิภพ ขึ้นไปอยู่บนผิวน้ำของแม่น้ำโขง ในวันเทโวโรหณะ ออกพรรษา สายตาก็มองไปบนท้องฟ้า

ตอนนั้นเมฆบนท้องฟ้าก็ยังฟูฟ่องล่องลอยอยู่เยอะแยะ แต่สักพัก หนึ่งเมฆก็แวบหายไป ท้องฟ้าเริ่มเปิดออก มีลำแสงฉัพพรรณรังสีพุ่งออกมา ท้องฟ้ากลวงเข้าไป เหมือนไม่มีท้องฟ้าในบริเวณนั้น คือท้องฟ้าเปิดจนมอง เห็นสวรรค์ ในลำแสงนั้นก็จะเห็นเหล่าทวยเทพทั้งหลายในภพ ๓ เต็ม ไปหมดเลย ยกเว้นอรูปพรหม ๔ ชั้น อสัญญีสัตตาพรหม หรือพรหมรูปฟัก ที่ไม่ได้มา นอกนั้นมาหมดเลย



ท้าวมหาราชทั้ง ๔ คอยอารักขา นาค ครุฑ ยักษ์ คนธรรพ์

โดยเฉพาะคนธรรพ์จะร้องรำทำเพลง ประโคม ดนตรีตลอด เวลา พลุสวรรค์หลากสี แต่ไม่ได้ดังตุ้มๆ เหมือนพลุในเมืองมนุษย์ แต่ดัง เป็นเสียงดนตรีสวรรค์ ดอกไม้ทิพย์สวยสดงดงาม หอมฟุ้ง ตลบอบอวลไป ทั่วบริเวณสองข้างทาง ก็เต็มไปด้วยทวยเทพทุกชั้น ผู้ปกครองของสวรรค์ ทั้ง ๖ ชั้น เทพอัปสร เรียงกันลงมาเป็นกระบวน ถัดจากนางเทพอัปสรก็จะมีเหล่าเทวดายืนเรียงรายกันเต็มไปหมดเลย มีบันไดทองคำใส บันไดแก้ว เพชร บันไดเงิน ทอดลงมาจากดาวดึงส์จนถึงพื้นโลกมนุษย์







พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ อยู่ตรงกลางบันไดแก้วเพชรที่มี หลากสี ทั้งม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ตามหลังมาด้วย ปัญจสิกขเทวบุตร และมาตุลีเทพ สารถี ส่วนบันไดทองคำใสก็เป็น ของเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ มีท้าว สุยามาผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามา ถือพัดวีชนี ท้าวสักกเทวราชหรือ พระอินทร์ถือปาริฉัตกะ ถัดมาก็ ท้าวสันตดุสิต ผู้ปกครองสวรรค์ ชั้นดุสิต ท้าวนิมมานรมิต ผู้ปกครอง สวรรค์ชั้นนิมมานรดี ถัดมาก็ท้าว ปรนิมมิต ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นปร- นิมมิตวสวัตตี และตามด้วยเหล่า เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลาย




บันไดเงินเป็นของมหาพรหม ซึ่งล้วนแต่งชุดขาว มหาพรหมใน ที่นี้หมายถึงพรหมผู้มีศักดิ์ใหญ่ มี อานุภาพมาก ทั้ง ๑๖ ชั้น ผู้มีศักดิ์ ใหญ่มากที่สุดก็อยู่ข้างหน้า เสด็จมา ทางบันไดที่ดูคล้ายๆ เงินยวง ไม่ใช่ เงินดำๆ แบบเมืองมนุษย์ แล้วก็เนรมิตฉัตรสีขาว ๙ ชั้น ลอยอยู่เบื้องบน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปล่งฉัพพรรณรังสี สว่างไสว เนรมิตพระวรกายให้ใหญ่ กว่าเทวดาและพรหม ในระดับที่มนุษย์อยู่ไกลก็เห็นใกล้ แต่อยู่ใกล้ๆ จะเห็น พอดีๆ คือจะใกล้หรือไกลก็เห็นเท่ากันด้วยพุทธานุภาพ








เหตุการณ์ในวันนั้นไม่ใช่มนุษย์ทั่วโลกได้เห็นกันหมด แต่เห็นเฉพาะ ผู้มีบุญที่สังกัสสะนคร ซึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถี ในรัศมีแค่ ๓๖ โยชน์เท่านั้น แล้ว มนุษย์ที่เห็นวันนั้นก็มีหลายประเภท คือ ผู้ที่เลื่อมใสก็มี ที่เฉยๆ ก็มี ไม่ เลื่อมใสก็มี ที่เลื่อมใสมากก็เห็นมาก ที่เฉยๆ ก็เห็นหย่อนลงมา ที่ไม่เลื่อมใส ก็เห็นมั่งไม่เห็นมั่ง แต่พวกมีตาทิพย์กายละเอียดเขามองเห็น เพราะฉะนั้น มนุษย์เห็นเฉพาะจุดตรงนั้น แล้ว ณ ตรงนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด บังเกิดขึ้น ก็จะเสด็จลงมาที่สังกัสสะนครนี่แหละ เพราะเป็นเมืองที่เป็นเนิน สามารถเห็นได้รอบทิศ มีจารึกของภิกษุฟาเหียนที่ท่านเดินทางไปค้นหาพระคัมภีร์สืบคำสอนของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าที่อินเดีย ในนั้นกล่าวว่า ท่านเห็น ตำแหน่งที่บันไดทอดมาถึงพื้นมนุษย์ด้วย








มนุษย์เห็นสวรรค์ เห็นนรก
เทวดาเห็นมนุษย์ เห็นนรก
นรกเห็นเทวดา เห็นมนุษย์
ซึ่งกันและกัน

ต่างเกิด สัมมาทิฐิ เกิด หิริ โอตัปปะ
มีความปรารถนาพุทธภูมิ





รูปภพสามโดยรวม ตรงกลางเป็นเขาสุเนรุ




พญานาคก็ได้เห็นการเปิดภพสามครั้งนั้นด้วยความศรัทราในพระพุทธเจ้า







ปรากฏการณ์ "บั้งไฟพญานาค" ที่เกิดขึ้นในวันออกพรรษาของทุกๆ ปี ที่จังหวัดหนองคาย ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวางใน สังคมไทยยุคไฮเทค ซึ่งข้อถกเถียงต่างๆ ก็ล้วนตั้งอยู่บนสมมุติฐานใหญ่ๆ ๒ ประการ คือ

๑. สมมุติฐานที่ไม่เชื่อว่าพญานาคมีจริง กลุ่มนี้เห็นว่า พญานาคเป็น เรื่องปรัมปราที่เล่าสืบต่อๆ กันมา จึงไม่เชื่อว่า ดวงไฟที่ลอยขึ้นมาจากลำน้ำ โขงคือ บั้งไฟพญานาค ดังนั้น จึงมีการตั้งสมมุติฐานกันว่า อาจจะเกิดจาก ฝีมือของมนุษย์ หรือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ สามารถหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มาพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่า เกิด จากอะไรกันแน่

๒. สมมุติฐานที่เชื่อว่าพญานาคมีจริง กลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่เคารพ นับถือพญานาคสืบเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษยาวนานนับพันปี รวมไปถึง ชาวพุทธที่ศึกษาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเกิด ความเชื่อมั่นว่า คนเราตายแล้วไม่สูญ ชีวิตในโลกหน้ามีจริง ซึ่งพญานาคก็เป็น ภพภูมิหนึ่งของชีวิตหลังความตาย ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของกฎแห่งกรรม

ดังนั้น หากเราต้องการพิสูจน์เรื่องพญานาค ก็ควรเปิดใจศึกษาข้อมูล จากทั้งสองฝ่าย แต่จนถึงขณะนี้ กลุ่มแรกก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ใดๆ มายืนยันได้อย่างชัดเจน ส่วนกลุ่มที่สองก็มีหลักฐานเก่าแก่อันทรง คุณค่ายิ่ง คือ พระไตรปิฎก ที่เป็นแหล่งรวบรวมความรู้อันบริสุทธิ์ขององค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สืบต่อกันมาตั้งแต่หลังพุทธปรินิพพานนาน ถึงสองพันกว่าปี

ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงเรื่องราวของพญานาคมากมายหลายแห่ง ด้วยกัน นับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีโอกาส ได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้มากนัก




พญานาคหรือนาคราช หมายถึงกายทิพย์ชนิดหนึ่ง จัดเข้าในเดรัจฉาน ภูมิ เป็นสัตว์ที่เป็นทิพย์ เป็นราชาแห่งงู ประดุจราชาแห่งมนุษย์ ในสุทธกสูตร กล่าวถึงพญานาคว่า มีกำเนิด ๔ อย่างคือ ๑.เกิดในฟองไข่ เรียกว่า อัณฑชะ ๒.เกิดในครรภ์ เรียกว่า ชลาพุชะ ๓.เกิดในสิ่งที่ไม่สะอาดหมักหมม ในเหงื่อ ไคลเรียกว่า สังเสทชะ ๔.เกิดแล้วโตทันที เรียกว่า โอปปาติกะ (สุทธกสูตร มก.๒๗/๕๕๖)




ในทานูปการสูตร ได้กล่าวถึงเหตุแห่งการเกิดเป็นนาคเอาไว้ว่า เป็น เพราะมนุษย์บางคนได้ฟังมาว่า พญานาคมีอายุยืน มีวรรณะงาม มีความ สุขมาก พวกเขาจึงตั้งความปรารถนาว่า เมื่อตายไปแล้ว ขอให้ได้ไปเกิดเป็น พญานาค ในกำเนิดทั้ง ๔ ตามที่ตัวเองต้องการ และยังได้ให้ทานวัตถุ ๑๐ อย่าง มีข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีป และได้อธิษฐานจิตไปเกิดเป็นพญานาค เมื่อตายไปก็ได้เกิดเป็น พญานาคสมความปรารถนา (ทานูปการสูตร มก.๒๗/๕๖๔)






ในอีกพระสูตรหนึ่งคือ อหิตสูตร ได้แบ่งพญานาคในกำเนิดทั้ง ๔ ดังกล่าว ออกเป็น ๔ ตระกูลด้วยกัน คือ ๑.ตระกูลวิรูปักขะ เป็นพญานาคที่ มีผิวกายเป็นสีทองคำ ๒.ตระกูลเอราปักถะ มีผิวสีเขียว ๓.ตระกูลฉัพยา ปุตตะ มีผิวสีรุ้ง ๔.ตระกูลกัณหาโคตมะ มีผิวสีดำ (อหิตสูตร มก.๓๕/๒๑๕)






พญานาคที่เป็นใหญ่กว่านาคทั้งปวงคือ ท้าววิรูปักข์ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ มหาราช ที่ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา โดยท้าววิรูปักข์จะปกครอง อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของภูเขาสิเนรุ


สำหรับถิ่นที่อยู่อาศัยของนาคแตกต่างกันไป ในอรรถกถาบันทึกไว้ ว่าพญานาคบางจำพวกก็อาศัยอยู่ใต้ทะเลใหญ่ เช่น วรุณนาคราช ที่เคย ประโคมดนตรีถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ในพิภพใต้ทะเลที่กว้างใหญ่ถึง ๕๐๐ โยชน์ และเสวยทิพยสมบัติดุจดั่ง ท้าวสักกะเทวราช

เรื่องราวที่ทุกท่านได้อ่านต่อไปนี้ เป็น ประสบการณ์จริงของผู้ที่เคยเห็น และสัมผัสกับ เรื่องราวของพญานาคในแง่มุมต่างๆ ได้ส่งเรื่อง จริงของตนเอง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะยืนยันว่า บั้งไฟพญานาคมีจริง ว่า พญานาคใต้ลำน้ำโขง ก็มีตัวตน จริงด้วยเช่นกัน
เรื่องก็มีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อหลายพันปีก่อนสมัย พุทธกาล บนผืนแผ่นดินอันสะอาดบริสุทธิ์ของประเทศลาวในปัจจุบัน ชาว เมืองเป็นผู้มีศีลมีธรรม มีจิตใจที่งดงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มีความเคารพผู้ หลักผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ดูแลมารดาบิดากันเป็นปกติ พระราชาผู้ปกครอง บ้านเมืองทรงมีธรรมราชาครบถ้วน ๑๐ ประการ แล้วก็มีปุโรหิตท่านหนึ่ง เป็นคนจิตใจงาม เป็นผู้มีปัญญามาก เวลาจะตัดสินคดีความอะไรก็บริสุทธิ์ ยุติธรรม ท่านชำนาญในไตรเพท มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมบวงสรวงพญานาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เพราะมีความเชื่อว่า นาค เป็นผู้ให้น้ำ ท่านก็ประกอบพิธีอย่างนี้ทุกปีๆ จนกระทั่งหมดอายุขัย

ด้วยใจที่ผูกพันกับพญานาคมาก กอปรกับบุญกุศลที่ท่านปุโรหิตทำใน ระดับที่ดีของชาวโลก ในยุคที่พระพุทธศาสนายังไม่บังเกิดขึ้น เมื่อละโลกแล้ว ท่านจึงไปเกิดเป็นพญานาค มีกายสีทองสวยงาม เป็นหัวหน้าปกครองชุมชน นาคในระดับล่าง อยู่ใต้ลำน้ำโขง ซึ่งจะเป็นภพซ้อนภพ มีอายุยืนมาก




เหตุการณ์ในวันนั้นไม่ใช่มนุษย์ทั่วโลกได้เห็นกันหมด แต่เห็นเฉพาะ ผู้มีบุญที่สังกัสสะนคร ซึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถี ในรัศมีแค่ ๓๖ โยชน์เท่านั้น แล้ว มนุษย์ที่เห็นวันนั้นก็มีหลายประเภท คือ ผู้ที่เลื่อมใสก็มี ที่เฉยๆ ก็มี ไม่ เลื่อมใสก็มี ที่เลื่อมใสมากก็เห็นมาก ที่เฉยๆ ก็เห็นหย่อนลงมา ที่ไม่เลื่อมใส ก็เห็นมั่งไม่เห็นมั่ง แต่พวกมีตาทิพย์กายละเอียดเขามองเห็น เพราะฉะนั้น มนุษย์เห็นเฉพาะจุดตรงนั้น แล้ว ณ ตรงนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด บังเกิดขึ้น ก็จะเสด็จลงมาที่สังกัสสะนครนี่แหละ เพราะเป็นเมืองที่เป็นเนิน สามารถเห็นได้รอบทิศ มีจารึกของภิกษุฟาเหียนที่ท่านเดินทางไปค้นหาพระคัมภีร์สืบคำสอนของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าที่อินเดีย ในนั้นกล่าวว่า ท่านเห็น ตำแหน่งที่บันไดทอดมาถึงพื้นมนุษย์ด้วย

เพราะฉะนั้นมนุษย์ก็เห็น เทวดาก็เห็น แล้วนาคก็เห็น ท่านจึงเกิดกุศล ศรัทธามาก ได้เปล่งวาจาตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ดังนั้น เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พญานาคก็จะออกมาจาก นาคพิภพมาจำศีลภาวนาใต้ลำน้ำโขง ซึ่งท่านปรารถนาจะให้ใครเห็นหรือไม่ เห็นก็ได้ด้วยอานุภาพของท่าน


ตอนแรกท่านก็มาตามลำพังตนเดียว ต่อมาลูกน้องบริวารเกิดศรัทธา ตามขึ้นมาจำศีลด้วย พอถึงวันออกพรรษา ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระสัมมา สัมพุทธเจ้า จึงบูชาพระพุทธองค์ด้วยประทีป ที่กลั่นจากใจใสๆ ด้วยการ ประพฤติพรหมจรรย์มาตลอด ๑ พรรษา และได้อธิษฐานว่า ด้วยอานิสงส์นี้ ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต


การพ่นไฟของนาคนั้นมีหลายลักษณะ ถ้าพ่นเพราะความโกรธจะพ่น อย่างร้อนแรงโดนที่ไหนก็พังที่นั่น แต่ก็พ่นไม่ได้ทุกตัว ปริมาณที่พ่นไฟก็ไม่ เท่ากัน แล้วแต่ฤทธิ์ของใคร ใครมีบุญมาก มีฤทธิ์มาก ก็พ่นได้มาก หรืออีก แบบหนึ่งที่เราได้ยินบ่อยๆ ในพระไตรปิฎกว่า "บังหวนควัน" คือจะพ่นควัน ที่มีไอร้อนออกมา


แต่การพ่นไฟเป็นประทีปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอีกแบบ การที่พญานาคจะพ่นไฟถวายเป็นพุทธบูชาได้ ต้องประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เสพเมถุนตลอด ๑ พรรษา แล้วก็ระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน วันเทโวโรหณะที่เสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ด้วยใจที่ปลื้มปีติ แล้วพ่นไฟลอยขึ้นไปในอากาศ เมื่อเป็นฟองอยู่ใต้น้ำก็กลม ๆ เนื่องจากเป็นของกึ่งหยาบกึ่งละเอียด ทำให้เวลาลอยพ้นน้ำขึ้นมา ผิวน้ำจะไม่กระเพื่อม คือ เหมือนผ่านอากาศ แล้วลอยขึ้นไปสว่างวาบบนท้องฟ้า

แต่เดิมท่านทำลำพังเพียงตนเดียว ต่อมานาคบริวารเกิดกุศลศรัทธา ก็ทำตามบ้าง เพราะฉะนั้นจึงเกิดแสงสว่างขึ้นบนท้องฟ้า ช่วงสั้นบ้าง ยาวบ้าง ดวงโตบ้าง ดวงเล็กบ้าง แล้วแต่อานุภาพของแต่ละท่าน ใครกำลังบารมี อ่อนก็พ่นได้ไม่กี่ดวง แล้วก็สูงไม่มาก แต่ของพญานาคจะสูงทีเดียว ด้วยเหตุนี้ บั้งไฟพญานาคจึงเกิดขึ้นในวันออกพรรษาทุกปี และเริ่มมีมากขึ้นตาม ห้วยหนองคลองบึงต่าง ๆ


นี่คือสิ่งที่เป็นอจินไตยที่เกิดขึ้นจริงด้วยจิตที่เลื่อมใสของพญานาค พญานาคท่านก็รู้จิตใจของมนุษย์ทุกคน ในทุกยุคที่ผ่านมาสองพันห้าร้อย กว่าปี ว่ามนุษย์คิดกันอย่างไร ยุคต้นๆ มนุษย์มีจิตเลื่อมใสพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เชื่อมั่น ส่วนในยุคนี้ เชื่อก็มี เชื่อมั่งไม่เชื่อมั่งก็มี ไม่เชื่อเลยก็มี แต่พญานาคท่านไม่สนใจ เพราะเอาใจไปอยู่กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ปลื้มปกติ ไม่สนใจเสียงการละเล่น ต่างๆ ของมนุษย์ทั้งสองฝั่งริมโขงเลย ใครจะคิด ตำหนิติเตียนหรือจะลบหลู่ ท่านก็เฉยๆ ไม่สนใจ ใจปลื้มอยู่ในบุญ เพราะท่านรู้ว่ามนุษย์ไม่เห็นวันนั้น จะ ให้มาปลื้มอย่างท่านคงยาก


เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันมหาปวารณาของไทย หรือวันออกพรรษาของลาว เราจะเห็นดวงไฟลอยขึ้นมาจากลำน้ำโขง เป็น ประจำทุกปี ปีละครั้ง และมีที่นี่ที่เดียวในโลก เพราะฉะนั้น ณ จุดตรงนี้ ถ้า หากว่าผู้มีบุญทั้งหลายได้ไปดูแล้ว ทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพญานาค ก็จะเป็นทางมาแห่งบุญ แล้วก็เป็นทางไปสู่สวรรค์ ด้วยอานิสงส์แห่งการเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมบัติใหญ่จะไหลมาเทมา เราจะมีดวงปัญญาอันเลิศ มีรัศมีสว่างไสว ผิวพรรณผ่องใส ตอนเป็นมนุษย์ ก็จะรูปหล่อ จะสวยทีเดียว



อย่างไรก็ตาม ในวันนั้นเราน่าจะเปลี่ยนวิธีการใหม่ แทนที่จะไปเถิดเทิง กลองยาวหรืออะไรต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว ให้ลืมไปเสียให้หมด แล้วมาเริ่มใหม่ เริ่มกันตั้งแต่เช้ากันเลย นิมนต์พระมาจากทั่วประเทศ มีกี่หมื่นองค์นิมนต์มาเลย ทั้งสองฝั่งไทยลาวมาใส่บาตรกันในตอนเช้า แล้วบำเพ็ญบุญกุศล ทาน ศีล ภาวนากันตลอดทั้งวัน ตรงนั้นอย่าให้มีเหล้า สุราเมรัย บุหรี่หรือสิ่งไม่ดีต่างๆ ไม่ให้มีเลย ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาดสะอ้าน ถนนหนทาง ให้สะอาดทีเดียว แล้วทำกาย วาจา ใจ ของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส พูดปิยวาจา กล่าวแต่สิ่งที่ดีงามมีสิริมงคล ด้วยถ้อยคำที่ทำให้มีความปกติเบิกบานระลึกถึงกันทั้งสองฝั่งเลย



เพลงเพราะ ๆ ที่เกี่ยวข้อง#
ที่มา //www.dmc.tv/pages/scoop/bangfai_payanaka_menu.html




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2550    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2551 9:54:32 น.
Counter : 1298 Pageviews.  


เภสัช
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เภสัชจุฬ่า รุ่น 57
ออนไลน์ขณะนี้
Friends' blogs
[Add เภสัช's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.