นิยายแปล..........แปลแหลก แปลกนักแล Present to you by Maxmaya

"ATTITUDE" The pleasure you get from your life is equal to the "ATTITUDE" you put into it
Group Blog
 
All blogs
 

คุยกับพี่ค้ำ

คุยกับพี่ค้ำ

 


“อู้ย กลับมาแล้วหรือค๊ะ แหม เหมือนเดิมเลยนะ ไม่เปลี่ยนแปลงเลยจริง ๆ นี่ไม่คิดที่จะแก่ลงไปบ้างเลยหรือคะ”

 


เสียงร้องทักจากพี่ค้ำ แม่บ้านผู้ดูแลอพาร์ทเม้นท์ที่ผมเคยเช่าอยู่เมื่อปีที่แล้ว ร้องทักผมด้วยความคุ้นเคย ผมเคยเช่าอยู่ที่นี่มาประมาณสองปี แล้วได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียเกือบปี และก็ย้ายกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง พี่ค้ำก็ยังคงเห็นแม่บ้านอยู่เหมือนเดิม เธอบอกว่าเป็นแม่บ้านที่นี่มาสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่เข้ามากรุงเทพฯ ก็จอดป้ายนี้ป้ายเดียวยาวเลย


พี่ค้ำเล่าว่าเธอเข้ามากรุงเทพฯ ก็เพื่อทำงานหาเงินส่งให้ลูก ๆ ทางบ้าน เธอมีลูกสองคน ชาย หนึ่ง หญิงหนึ่ง ลูกชายของเค้าอายุสิบหกปีเข้าไปแล้ว ตอนนี้ เรียนอยู่ที่โรงเรียนเทคนิคแห่งในจังหวัดสุรินทร์


ส่วนลูกสาวนั้นอายุได้สิบสามปี อยู่กับพี่สาวที่สุรินทร์เหมือนกัน  พอถามถึงสามี พี่ค้ำก็เล่าให้ฟังว่า


“โอ๊ย พี่เลิกกับมันไปตั้งนานแล้ว สิบกว่าปีแล้วนี่ มันเป็นคนบ้านเดียวกันกับพีนี่แหละ มันแต่งงานใหม่ไปหลายปีแล้ว ก็กับคนแถวนั้นแหละ พี่ก็รู้จักกับเมียใหม่มันนะ เวลากลับบ้านไปพี่ก็เจอกับมัน แต่ไม่เคยคุยกันหรอก เค้าก็อยู่ส่วนเค้า พี่ก็อยู่ส่วนพี่ ไม่เกี่ยวข้องกัน คนแถวบ้านเค้าก็ว่าพี่นี่ใจดีนะ พี่ก็ไม่รู้จะว่าไง”

 


ผมถามพี่ค้ำต่อว่าทำไมถึงได้เลิกกัน  พี่ค้ำก็เล่าให้ฟังว่า “โอ๊ย พี่นะ ด่าเก่งนะเธอ มันบอกว่าพี่นี่ด่าเก่ง มันไม่ชอบ ปู่ หรือพ่อของแฟนพี่ อุ๊ย แฟนเก่านะ เค้าก็พูดว่าพี่นี่ด่าเก่งเกินไป แม่พี่เองก็บอก พี่เองก็ว่าพี่ด่าเก่ง ก็เอ้า มันมีเรื่องให้ด่าก็ต้องด่ามันซิ จะให้อยู่เฉย ๆ หรือไง ใช่ม๊ะ”

 


ผมซอกแซกถามลึกลงไปอีกว่า แล้วสาเหตุจริง ๆ ที่ต้องเลิกกันนะมันอะไร


“แหม ก็ พี่นี่นะ เป็นลูกคนเล็ก พี่รักพ่อแม่ของพี่ซิ ส่วนมันก็รักพี่ มันอยากอยู่กับพี่สองคน ส่วนพี่อยากอยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ ก็คือ พอแต่งงานกันแล้วมันก็มาอยู่ที่บ้านพี่  ตอนหลังมันก็บอกพี่ว่าอยากจะแยกออกไปอยู่กันสองคนตามประสาผัวเมีย แล้วมันบอกว่าพี่จะมาส่งข้าวปลาอาหารให้พ่อแม่ทุกวันมันก็ไม่ว่า  พี่ก็เลยตกลงแยกออกมาอยู่กันข้างนอก แล้วพี่ก็ไปหาพ่อแม่พี่ทุกวันแหละ  แม่พี่เองแกก็ว่า ว่าให้พี่นั้นอย่าด่าผัวมากนัก และให้อยู่กับเค้าให้มาก ๆ เพราะพ่อแม่นะอยู่กับพี่ไม่ได้นานหรอก วันหนึ่งก็ต้องตายจากไป แต่ผัวของแกนะจะอยู่กับแกไปตลอดชีวิต แกยังพูดต่ออีกว่า เป็นผู้หญิงนะ ยังไงมันก็ต้องพึ่งผู้ชายอยู่วันยังค่ำแหละ ถึงจะเก่งอย่างไรสักวันหนึ่งแกก็ไปไม่รอดได้ด้วยตัวคนเดียวหรอก  เออ เรื่องเก่งนี่ ผัวพี่มันก็ว่าพี่นี่ถือว่าตัวเองเก่ง พี่ก็ว่าพี่เก่ง ก็ลองคิดดูนะ นาสิบไร่พี่ไถ พี่ทำ เดินตามหลังควายวนไปวนมากว่าจะเสร็จ พี่ว่าถ้าพี่เดินเป็นเส้นตรงนี่คงถึงกรุงเทพฯ ไป กลับ ไม่ต้องตีตั๋วรถทัวร์เลยนะเธอ  ตอนเลิกกันมันก็บอกกับชาวบ้านว่า เออ อีค้ำมันเก่ง ก็ให้มันเลี้ยงลูกไปเองก็แล้วกัน  พูดถึงลูกอีก พี่นี่ภูมิใจ๊ ภูมิใจจริง ๆ นะเธอที่ได้มีลูกไว้อย่างละคน คือหญิง คนนึง ชายคนนึง  ทุกวันนี้ที่ทำงานอยู่เนี่ยนะก็เพื่อลูกนี่แหละ  ลูกชายนะตอนนี้มันก็อายุสิบหกเข้าไปแล้ว เรียนอยู่เทคนิคช่างอิเล็ค พี่เคยซื้อทองให้มันใส่เส้นนึง มันก็ใส่อยู่พักนึงแล้วถอดเอาไปให้น้องซะ  มันบอกว่าเพื่อนล้อว่าเป็นผู้ชายทำไมต้องใส่สร้อยด้วย มันไม่อยากเป็นตุ๊ด ไอ้เรารึก็อยากให้มันมีทองหยองใส่กับเขาบ้าง แต่เค้าไม่อยากใส่ก็เรื่องของเค้า “

 


“เออพี่ค้ำ แล้วแฟนพี่นะเค้าส่งเสียให้ลูก ๆ บ้างหรือเปล่าล่ะ”

 


“โอ๊ย มันจะเอาอะไรไปส่ง เพราะมันเองก็มีลูกกับเมียใหม่ของมัน แล้วลูกติดเมียใหม่มันอีกคนนึงด้วย มีบ้างก็แค่ให้ลูกไปโรงเรียนบ้างสิบบาทยี่สิบบาทนาน ๆ ที แต่ก็นาน ๆ ทีนะ

 


แล้วนี่พี่ค้ำคิดว่าจะอยู่กรุงเทพฯไปอีกนานแค่ไหนล่ะ”

 


“พี่ก็ว่าจะอยู่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าลูก ๆ มันจะเรียนจบมีงานมีการทำแล้วพี่ก็จะกลับละ พี่ก็หวังว่าเมื่อเราอายุมากขึ้น ลูก ๆ มันก็จะต้องเลี้ยงดูเราใช่มั๊ยล่ะ พี่ก็หวังไว้อย่างนั้น”

 


ผมไม่เห็นด้วยนักกับความคิดนี้ของพี่ค้ำ แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป  ผมชื่นชมความเป็นแม่ของพี่ค้ำ ความเป็นผู้หญิงแกร่ง เด็ดเดี่ยว สู้ชีวิต ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ชายจนกลายเป็นช้างเท้าหลัง แต่ก็คิดว่าความดันทุรังที่จะเป็นเท้าหน้าของแกก็คงจะไม่เข้าท่านัก จะให้เดินพร้อมกันเรียงหน้ากระดานทั้งสี่ขาผมก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าช้างตัวนั้นมันจะเป็นไปอย่างไร  ถ้าจะให้ดีผมว่า ให้เป็นเท้าซ้ายหรือเท้าขวาของคู่หน้าและคู่หลังอย่างละข้างน่าจะมีกว่านะครับ แล้วเราก็จะได้เดินไปด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง....


 

 




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2554 8:14:09 น.
Counter : 143 Pageviews.  

ชายหนุ่ม, มีดสั้น และ เข็มสอย

ชายหนุ่ม...เข็มสอย... และมีดสั้น


การทำงานบนเรือขุดเจาะน้ำมันอาจจะเป็นงานที่ใฝ่ฝันของใครหลายคน และคงจะมีใครอีกหลายคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานประเภทนี้เลย ผมเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ทำงานลักษณะนี้ที่บนเรือขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งกลางอ่าวไทย ที่ทำงานแห่งนี้จะแบ่งพนักงานออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ตามลักษณะงาน คือ งานที่เกี่ยวกับการขุดเจาะ และ งานจัดการภายใน ในส่วนของงานจัดการภายในก็ได้แก่ การดูแลเรื่อง อาหารการกิน ที่หลับที่นอน และซักรีดเสื้อผ้า เป็นต้น


บอย ชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่ซักเสื้อผ้า เขาเป็นชายหนุ่มอายุ 26 ปี รูปร่างสันทัด หน้าตาคมเข้มเข้าขั้นหล่อเหลาตามแบบฉบับหนุ่มเมืองใต้ ยิ้มง่าย กระฉับกระเฉงแข็งแรงสมชาย อาจจะดูไม่เหมาะกับงานซักผ้าของเขานัก เวลาหลังเลิกงานเขาจะใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสามส่วน ตามแขนขาจะมีรอยสักโผล่ให้เห็นอยู่บ้าง เป็นรอยสักที่ไม่ประณีตสวยงามนัก ดูก็รู้ว่าเป็นการสักโดยมือสมัครเล่น ไม่ใช่จากช่างมืออาชีพ ส่วนในเวลาทำงานเขาจะใส่แบบฟอร์มชุดหมีซึ่งจะปกปิดรอยสักต่าง ๆ ของเขาเอาไว้ผมว่ามันดูดีกว่ามาก


เช้านี้เดินผ่านห้องซักรีด ผมสังเกตเห็นบอยนั่งก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่างอยู่ด้วยความตั้งใจ เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ ผมเห็นว่าเขากำลังเย็บซ่อมกางเกงที่ขาดด้วยมือโดยใช้เข็มสอยกับด้ายขาว มันเป็นภาพที่ทำให้ผมต้องหยุดมองด้วยความรู้สึกแปลกใจและประทับใจมากเพราะคิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มอย่างเขาจะตั้งอกตั้งใจทำอะไรอย่างนี้ได้ และเมื่อได้เห็นฝีมือการเย็บของเค้าใกล้ ๆ ผมก็ยิ่งประทับใจมากขึ้นไปอีก ผมรับรองได้ว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ในยุคนี้จะต้องอาย บางคนอาจจะไม่เคยจับเข็มเย็บผ้ามาก่อนเลยด้วยซ้ำไป การซ่อมแซมเสื้อผ้าคงเป็นเรื่องแปลก เพราะเสื้อผ้าของพวกเธอจะถูกเปลี่ยนเป็นแบบใหม่ก่อนที่มันจะมีโอกาสขาด หรือ เก่า ด้วยซ้ำไป


การเดินทางมาทำงานที่เราจะใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นพาหนะเดินทางซึ่งจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง และในช่วงบ่ายของวันนี้มีเฮลิคอปเตอร์มาส่งพนักงานอีกกลุ่มหนึ่ง และเมื่อเฮลิคอปเตอร์มาถึง พนักงานบนเรือต่างก็แปลกใจที่เห็นมีตำรวจสองนายร่วมมาด้วย เพราะปกติแล้วคนที่มาจะต้องเป็นพนักงานของบริษัทเท่านั้น และจะต้องผ่านโปรแกรมการฝึกความปลอดภัยทางทะเลที่บริษัทกำหนดไว้มาก่อนด้วย หลังจากที่ตำรวจได้ลงมาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัท ซึ่งดูเหมือนเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีตำรวจมาในวันนี้ หลังจากการพูดคุยกับตำรวจพักหนึ่งแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ได้เรียกพบบอยให้เข้าไปคุยในออฟฟิส หลังจากนั้น บอย พร้อมด้วยตำรวจที่มาก็กลับเข้าฝั่งพร้อมกันภายใน 1 ชั่วโมงนั้นเลย พวกเรามาทราบทีหลังว่า ในค่ำคืนก่อนที่บอยจะลงมาทำงานนั้น เค้าได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ กลุ่มของบอยได้ไปมีปัญหากับนักเที่ยวกลุ่มอื่น ถึงขั้นชกต่อยกัน มีคนหนึ่งจากกลุ่มตรงข้ามกับบอยถูกแทงด้วยมีดสั้นเข้าที่ท้อง ต้องส่งโรงพยาบาล ในระหว่างชุลมุนนั้นบอยกับเพื่อน ๆ ต่างก็พากันหนีกันไปคนละทาง ส่วนบอยได้เข้าพักที่โรงแรมใกล้ ๆ กับสนามบินเพื่อสะดวกในการเข้ารายงานตัวเพื่อมาทำงานในตอนเช้า จนกระทั่งหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากที่บอยลงมาทำงาน คือวันนี้ วันที่ตำรวจได้ตามลงมาเพื่อจับกุมเขาในฐานะทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย เพราะคนที่ถูกแทงได้เสียชีวิตลงในอีกสองวันต่อมา และจากหลักฐานที่ตำรวจมีก็พิสูจน์ได้ว่า บอยเป็นคนลงมือ และเขาก็เองก็ยอมรับแต่โดยดี


จากเหตุการณ์นั้นก็เป็นอันจบชีวิตการทำงานกลางทะเลของบอยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาคงไม่มีโอกาสที่จะได้กลับเข้ามาทำงานที่นี่อีก เพราะประวัติจากน้ำมือของเค้าเองที่ได้ใช้มีดสั้นส่งมอบความตายให้กับชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นมือเดียวกันกับมือที่เขาใช้เข็มสอยเย็บซ่อมกางเกงที่ขาดอย่างประณีตสวยงาม จากสิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมคิดว่า มือของเราสามารถทำอะไรได้มากมายหลายอย่างทั้งดีและร้าย แต่ทุกอย่างที่มือเราทำลงไปล้วนแล้วแต่เป็นคำสั่งที่มาจากใจของเราทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ก่อนที่เราจะใช้มือทำอะไรลงไป บางทีเราอาจจะลองถามใจตัวเองดูอีกครั้งว่ามันคุ้มแล้วหรือ มันดีแล้วหรือ อย่าเป็นคนมือไวใจง่าย เพราะใจเราสั่งมาอย่างไรมือเราก็ทำไปอย่างนั้น และบางสิ่งเมื่อเราได้ทำลงไปแล้วหากมันเป็นสิ่งที่เลวร้าย มันไม่สามารถที่จะย้อนเวลากลับมาแก้ไขได้อีก ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เราต้องยอมรับและอยู่กับมันตลอดไป .... จริง ๆ นะ เธอ...เพราะฉะนั้น....คิดก่อนทำ....







 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2554 8:08:23 น.
Counter : 162 Pageviews.  

สองคุณยาย บนถนนสายสีลม



ท่ามกลางความร้อนระอุภายใต้ฟ้าอมรของกรุงเทพ เสียงกระหึ่มของรถยนต์ รถไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ เสียงพ่อค้าแม่ขาย ดังมาจากทุกทิศทางบนถนนสีลมซึ่งเป็นถนนสายธุรกิจของกรุงเทพฯ ถนนสายนี้ไม่เคยหลับ ผู้คนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำกิจธุระที่แตกต่างกันไปตลอดเวลา สินค้าต่าง ๆ ที่วางขายมีตั้งแต่ของวางแผงข้างถนน ไปจนถึงของแบลนเนมบนห้างใหญ่ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาที่ถนนสายนี้ก็มีอยู่หลากหลาย ทุกเพศทุกวัยทั้งไทยทั้งเทศ ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในถนนสายนี้มีทั้งอาหาร เสื้อผ้า และบริการต่าง ๆ รวมทั้งขอทาน ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เปิดบริการที่นี่


ที่ริมฟุตบาทใกล้ ๆ กับป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่ง ของถนนสายนี้ คุณยายอายุประมาณ 75 ปีเห็นจะได้ แกนั่งอยู่พร้อมกับกระป๋องใบเล็ก ๆ วางอยู่ตรงหน้า แล้วก็มีประเป๋าสำหรับเก็บสำภาระของใช้ส่วนตัว จำพวกหมากพลูที่แกเตรียมไว้สำหรับเป็นของว่างในยามที่แกทำธุรกิจของแก รอบเอวจะมีกระเป๋าคาดสำหรับเก็บยอดสะสมที่ทำได้ในแต่ละช่วงเวลา อีกข้างหนึ่งจะมีกระป๋องสำหรับบ้วนน้ำหมาก เพื่อสนองนโยบายกรุงเทพฯเมืองสะอาด


ผู้คนเดินกันขวักไขว่ บ้างก็หยุดควาญหาเศษสตางค์หย่อนลงกระป๋องให้ยาย บ้างก็เดินผ่านไปเฉย ๆ อาจจะไม่ได้สังเกตเห็นหรือแกล้งทำเป็นไม่เห็นซะงั้น บ้างก็เดินเลี่ยง ๆ ไป ครู่หนึ่งผ่านไป ในกระป๋องของยายตอนนี้ก็เริ่มมีเหรียญอยู่พอสมควรแล้ว แกก็จัดการเก็บเหรียญที่ได้แบ่งเก็บไว้ในกระเป๋าคาดเอวที่ตอนนี้เริ่มจะเต็มตึงด้วยยอดสะสมที่กำลังทะลุเป้าของวันนี้ แกจะทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่รอให้เงินเหรียญในกระป๋องมีมากเกินไป เพราะหากมีเงินอยู่มากเกินไปคนที่ผ่านไปมาอาจคิดว่าธุรกิจของยายดีแล้ว ก็เลยไม่ร่วมสมทบทุนกับคุณยายก็ได้


อีกฟากหนึ่งของถนน คุณยายอีกคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะอยู่ในวัยใกล้ ๆ กัน แต่คุณยายคนนี้ดูผอมบางกระฉับกระเฉงกว่า ธุรกิจของแกก็คือขายพวงมาลัยสำหรับบูชาพระ แกคงจะไปรับเค้ามาขายแล้วเอากำไรจากแต่ละพวงที่ขายได้ แกขายพวงละ 20 บาท ดูจำนวนพวงมาลัยทั้งหมดของแกก็ประมาณ 100 พวงเห็นจะได้ สิ่งหนึ่งที่คุณยายสองคนนี้มีเหมือนกันก็คือหมากพลู กับกระป๋องสำหรับบ้วนน้ำหมาก คุณยายพวงมาลัย ดูเหมือนจะเก่งในธุรกิจของแกพอสมควรทีเดียว ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง พ่อค้าแม่ขาย เด็กนักเรียน และคนทั่วไป แน่นอนทุกคนที่ซื้อไปจะนำไปถวายพระ ซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจของชาวพุธ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองศิวิไล หรือ เมืองที่ห่างไกลความศิวิไลก็ตาม ที่พึ่งทางใจเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ส่วนฝรั่งตาน้ำข้าวที่เดินผ่านมาผ่านไปถึงแม้จะไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรงของคุณยาย แต่แกก็ไม่วายที่จะเซย์ฮัลโหลเป็นภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน พร้อมชูช่อพวงมาลัยเสนอขายแก่ฝรั่ง ไม่แต่จะเซย์ฮัลโหลอย่างเดียว แกยังส่งยิ้มหวานปากแดงแจ๋เพราะฤทธิ์น้ำหมาก คุณยายพวงมาลัยแกยังมีผ้าเช็ดหน้าอีกผืนหนึ่ง ไว้สำหรับเช็ดน้ำหมากตามมุมปาก ไม่เช่นนั้นแล้วเวลาน้ำหมากยายไหล คนที่ผ่านไปผ่านมาอาจจะคิดว่ายายเป็นกระสือไปก็ได้


เวลาผ่านไป ผู้คนบนถนนสายนี้ก็ยังคงสัญจรไปมาอย่างไม่ขาดสาย พวงมาลัยของคุณยายก็พร่องลงไปจนเกือบจะหมดแล้ว ส่วนคุณยายอีกฟากหนึ่งก็ยังคงเก็บสตางค์จากกระป๋องเข้ากระเป๋าอยู่เรื่อย ๆ ผู้คนบนถนนเริ่มหนาแน่นขึ้นเพราะได้เวลาเลิกงานของคนที่ทำงานออฟฟิสแล้ว เสียงรถยนต์ รถไฟฟ้า และมอเตอร์ไซค์ กระหึ่มเสียงแข่งกัน ผู้คนก็เบียดเสียดแย่งกันขึ้นรถเมล์ รถปิคอัพใหม่รุ่นใหม่ล่าสุดราคาเหยียบล้านที่กำลังโฆษณาและเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ขับมาจอดใกล้ ๆ กับคุณยายขอทาน ชายหนุ่มรูปร่างบึกบึนคนขับรถลงจากรถเดินมาที่คุณยายนั่งอยู่ มือข้างหนึ่งก็สะกิดที่ไหล่ข้างหนึ่งของคุณยาย คุณยายหันไปมอง แล้วรีบหันกลับมากุลีกุจอเก็บข้าวของ กระป๋องเงิน กระป๋องน้ำหมาก และกระเป๋าสัมพาระ วันนี้คงจะหมดเวลาทำงานของคุณยายแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ชายหนุ่มรีบประคองคุณยายขึ้นรถราคาเกือบล้านหายไปท่ามกลางความวุ่นวายของถนนสีลม จุดมุ่งหมายของแกอาจจะเป็นบ้านเล็ก ๆ ในสลัม หรือทาวเฮ้า หรือคอนโดหรูกลางกรุงก็ได้ ใครจะไปรู้ แต่อย่างน้อยก็หวังว่าหนุ่มคนนั้นคงจะปฏิบัติกับยายอย่างเหมาะสม ไม่ว่าเค้าจะเป็นลูก เป็นหลาน หรือเป็นผู้ดูแล จะมีผลประโยชน์ร่วมหรือไม่อย่างไรก็ตาม


ส่วนคนที่สัญจรไปมาบนถนนสายนี้ คนที่หยิบยื่นเศษเหรียญให้กับคุณยายวันแล้ววันเล่า วันนี้หลังจากเลิกงานแล้วก็คงเหมือนกับทุกวัน ทุกคนก็จะมารอรถเมล์กลับบ้าน ไม่มีรถราคาเกือบล้านมารับส่งเหมือนกับคุณยายขอทาน ในขณะที่คุณยายพวงมาลัย ตอนนี้พวงมาลัยขายหมดแล้ว กำลังเก็บข้าวของแล้วก็เดินหายไปในความวุ่นวายของฝูงชน พรุ่งนี้แกก็จะกลับมาใหม่พร้อมพวงมาลัยหอม ๆ ตราบใดที่คนไทยพุธยังคงไหว้พระขอพรตราบนั้นธุรกิจขายพวงมาลัยของยายก็ยังคงไปได้สวย ดูแกมีความสุขกับงาน อย่างน้อยก็เป็นงานสุจริตที่แกภูมิใจ เพราะไม่ได้ขอใครกิน ในขณะที่คุณยายขอทาน แกก็ไม่ได้ไปรีดไถใครเค้ามา ใครใคร่ทำ ทำ แกไม่ได้ไปบังคับ หรือ ทำให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย ลูกค้าของคุณยายพวงมาลัยอิ่มใจที่ได้ซื้อพวงมาลัยไหว้พระ ส่วนลูกค้าของคุณยายขอทานก็อิ่มบุญที่ได้ทำทาน


แล้วคุณล่ะ ถ้าคุณเกิดเดินผ่านถนนสายนี้เห็นคุณยายสองท่านนี้กำลังทำธุรกิจของแกอยู่ คุณคิดว่าคุณจะซื้อพวงมาลัยไหว้พระเพื่อความสบายใจ หรือว่าจะทำทานเอาบุญดีล่ะ ก็สุดแท้แต่คุณนะครับ ……






 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2554 6:02:25 น.
Counter : 281 Pageviews.  

วิ่งตาม...เจ้าความรัก




สี่โมงครึ่ง เป็นเวลาที่พนักงานออฟฟิสส่วนใหญ่เลิกงานต่างคนต่างพากันออกจากออฟฟิสให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้เพื่อให้หลุดพ้นจากรถติดตามจุดต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ชั่วเวลาเพียงหนึ่งไฟแดงอาจจะหมายถึงหนึ่งชั่วโมงที่คุณจะต้องเสียไปก็เป็นได้ วันนี้เป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ สำหรับคนที่มีครอบครัวก็รีบกลับเพื่อไปพบกับความสุขที่รอคอยอยู่ที่บ้าน ส่วนคนโสด หรือ ไม่โสด แต่ยังไม่มีครอบครัวเป็นของตัวเองก็เป็นโอกาสที่จะได้พากันไปเฮฮา หรือ หาโอกาสโรแมนติคกับคนรัก อย่างไม่ต้องกังวลว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า เพราะเสาร์ อาทิตย์ เป็นสวรรค์ของมนุษย์เงินเดือนทุกคน

เซร่า ก็เช่นกัน วันนี้เซร่ารีบออกจากออฟฟิสก่อนใครเพราะเซร่า รู้ว่าถ้าพลาดรถเมล์เพียงแค่เสี้ยววินาที มันเหมือนกับพลาดเลขท้ายสามตัวเลยทีเดียว เพราะเส้นทางที่เซร่าต้องกลับบ้านนั้นเป็นสุดยอดของความเหนียวหนีด ติดหนึบของการจราจรกรุงเทพฯก็ว่าได้ แต่วันนี้เซร่ารู้สึกโชคดีเหมือนได้ถูกเลขท้ายสองตัว เพราะพอมาถึงป้ายรถเมล์ ไอ้เจ้ารถเมล์คันที่เซร่าใช้บริการเป็นประจำมาพอดี แถมมีที่นั่งเสียด้วย เซร่าไม่รอช้ารีบขึ้นรถทันที ตรงรี่ไปยังเบาะหลังสุดท้าย เพราะไม่ต้องการเบียดเสียดกับคนที่ขึ้นมาใหม่ในระหว่างทางอีก ถ้าโชคดีสภาพการจราจรเป็นใจ เซร่าก็อาจกลับถึงบ้านได้ภายในครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าไม่ดีก็อาจเป็นไปได้ถึงสามชั่วโมงเลยทีเดียว

รถเริ่มออกจากป้าย เซร่าก็เริ่มล่องลอยไปกับความคิด โน่นบ้างนี่บ้างแล้วแต่จิตสำนึกจะพาไป วันนี้เมฆฝนเริ่มตั้งเค้าขึ้นมาอีกแล้ว ช่วงนี้ฝนจะตกตอนเย็นเกือบทุกวัน ดูแล้ววันนี้ก็คงไม่แคล้วตกอีกแน่นอน การจราจรไม่ดีนัก แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย รถเมล์เคลื่อนตัวไปเรื่อย ๆ ช้าบ้างเร็วบ้างตามจังหวะจราจร ผู้คนก็ขึ้นบ้าง ลงบ้างสลับกันไปเรื่อยในทุกป้ายจอด

ฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม รถเมล์เข้าจอดที่ป้ายหน้าพันธ์ทิพย์ หลายคนแย่งกันขึ้นรถเพราะฝนเริ่มตกหนักขึ้น ที่นั่งข้าง ๆ เซร่ามีที่ว่างเพราะคนที่นั่งอยู่ก่อนเพิ่งลงไปที่ป้ายนี้ ชายหนุ่มที่อาศัยความเคล่วคล่องว่องไวได้รีบขึ้นมาจองที่นั่งข้างเซร่า คนอื่น ๆ ก็ตามมาติด ๆ ต่างก็หวังว่าจะได้มีที่นั่ง รถเริ่มออกจากป้ายหลังจากคนสุดท้ายขึ้นรถ ตอนนี้ฝนเริ่มตกหนักขึ้นแล้ว ผู้คนในรถก็เบียดเสียดกันแน่น เซร่ารู้สึกโชคดีที่มีที่นั่งแต่ก็รู้สึกเสียใจกับคนที่ต้องยืนไปตลอดเส้นทาง

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาเซร่าก็ยังคงอยู่ในรถเมล์ อีกห้าป้ายรถเมล์ก็จะถึงป้ายที่เซร่าจะต้องลงแล้ว จะเป็นเพราะความแน่นของรถ หรือ ความเย็นจากละอองฝนก็ไม่แน่ ชายหนุ่มที่นั่งข้างเซร่าเริ่มเบียดเข้ามาชิดเซร่ามากยิ่งขึ้น จนเซร่าเริ่มรู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่อาการเบียดแบบปกติแน่ เซร่าตัดสินใจหันไปมองหน้าชายหนุ่มเพื่อส่งสายตาตำหนิ แต่สิ่งที่เซร่าเจอกลับเป็นใบหน้าที่เป็นมิตรและรอยยิ้มเล็ก ๆ ของชายหนุ่มคนนั้น สายตาที่ทำท่าว่าจะแข็งกร้าวของเซร่ากลับต้องอ่อนลงและหลบเลี่ยงประกายตาและรอยยิ้มเล็ก ๆ ของหนุ่มข้าง ๆ ในทันที ใบหน้าของเซร่ารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ดูเหมือนชายหนุ่มจะล่วงรู้แล้วว่าปฏิกิริยาต่อต้านจากเซร่าได้ล่าถอยลงไป เซร่าเริ่มรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มได้เบียดเซร่าเข้ามาอีกครั้งอย่างจงใจที่จะให้เซร่ารู้ เซร่าเริ่มรู้สึกสนุกกับเกมบนรถเมล์ในครั้งนี้แล้วซิ เซร่าจึงได้หันหน้าไปมองหนุ่มข้าง ๆ อีกครั้ง คราวนี้หนุ่มคนนั้นตั้งใจส่งยิ้มให้กับเซร่าโดยตรงและเซร่าเองก็ยิ้มกลับไปอย่างตั้งใจเช่นกัน "ผม นัทครับ" ชายหนุ่มแนะนำตัวเบา ๆ เซร่าได้แต่พยักหน้ารับทราบแต่ก็ไม่ได้บอกชื่อตัวเองออกไป นัทเริ่มที่จะชวนเซร่าคุยด้วยเรื่องไร้สาระ ประเภทดินฟ้าอากาศ ไปเรื่อย จนเซร่าเตรียมตัวที่จะลุก เพราะอีกป้ายเดียวก็จะถึงป้ายที่เซร่าจะต้องลงแล้ว นัทเห็นดังนั้นก็เลยรีบขอเบอร์โทรจากเซร่า แต่เซร่าก็ปฏิเสธไปอย่างนิ่มนวล นัทก็เลยขอให้เบอร์โทรของเขากับเซร่า ซึ่งเซร่าก็ไม่ปฏิเสธ นัทก็เลขเอาปากกาที่เหน็บอยู่ที่กระเป๋าเสื้อของเขา แล้วบรรจงเขียนเบอร์โทรลงบนฝ่ามือของเซร่า ซึ่งเซร่าเองก็ยินดี

ถึงป้ายที่เซร่าต้องลงแล้ว แต่เซร่ายังอยู่ที่ด้านในสุดของรถเพราะมัวแต่จดเบอร์โทรกันอยู่ เซร่ารู้ว่าคงจะลงป้ายนี้ไม่ทันแน่ วันนี้เซร่าคงจะต้องไปลงที่ป้ายหน้าซึ่งก็ไกลออกไปอีกเกือบสองร้อยเมตร เซร่าหันออกไปมองนอกหน้าต่างขณะที่รถกำลังจะเคลื่อนตัวออกจากป้าย นิคซึ่งยืนอยู่ที่ป้าย รถเมล์พร้อมด้วยร่มเห็นว่าเซร่ายังอยู่ในรถเมล์ขณะที่รถกำลังออกตัว เซร่าบอกลานัทพร้อมเตรียมตัวเองไปยังทางออกเพื่อลงรถในป้ายถัดไป ใจนึงก็ยังพะวงอยู่กับนิคเพราะเซร่าเห็นแล้วว่านิคกำลังวิ่งตามรถมายังป้ายถัดไป รถเมล์วิ่งมาถึงป้ายก็เทียบจอด เซร่ารีบลงจากรถ แล้วหาที่หลบฝน ในขณะที่มองย้อนกลับไปเซร่าเห็นนิควิ่งตามมาอย่างตั้งใจ เซร่ารู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ ช่วงนี้นิคซึ่งเป็นคนรักของเซร่าจะออกมารอเซร่าที่ป้ายรถเมล์ทุกวันพร้อมกับร่ม เพราะฝนจะตกตอนเย็นเกือบทุกวัน นิคเป็นคนรักที่คอยเอาใจใส่ห่วงใยต่อเซร่าตลอด เซร่าเองก็เป็นคนรักที่ดีของนิคอย่างที่นิคต้องการเหมือนกัน แต่บางทีความรักมันก็ถูกทดสอบด้วยเหตุการณ์ หรือมารของความรักอยู่เสมอ คนที่หนักแน่นมั่นคงเท่านั้นที่จะสามารถประคองความรักให้ตลอดลอดฝั่งได้

นิควิ่งมาถึงที่เซร่ายืนรออยู่ เขารีบส่งร่มอีกคันหนึ่งให้เซร่า พร้อมกับถามด้วยความเป็นห่วงว่าเซร่าเป็นอย่างไรบ้าง ทำไมถึงลงรถเมล์เลยป้าย เซร่าบอกว่าเพราะรถเมล์คนแน่นเกินไปและเซร่าก็อยู่ข้างในสุดก็เลยออกมาไม่ทัน แล้วทั้งคู่ก็เดินย้อนกลับไปยังป้ายรถเมล์ที่เลยมาเพื่อเข้าบ้าน ในระหว่างทาง เซร่าได้อาศัยน้ำฝนช่วยชะล้างเบอร์โทรของนัทที่ฝ่ามือออกโดยไม่ได้ใส่ใจที่จะจำไว้เลย เซร่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน เซร่าก็รู้สึกรักนิคมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะตอนที่เซร่าเห็นนิควิ่งตามรถเมล์เพื่อเอาร่มมาให้เซร่ากางกันฝนด้วยความห่วงใย ก็เพราะอะไรล่ะที่เค้าถึงได้วิ่งตาม ถ้าไม่ใช่เพราะความรัก...




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2554    
Last Update : 2 กันยายน 2555 20:04:19 น.
Counter : 167 Pageviews.  

ฉันตายในวันนี้...



ฉันตายในวันนี้... เพราะเธอรู้สึกเบื่อแหนงหน่ายกับฉันเหลือเกิน ก็เลยส่งฉันไปในที่ชอบ
อาจจะเป็นเพราะมีพวกเรามากเกินไป แต่โชคร้าย...ที่ฉันจับได้ไพ่ตาย
ฉันเลยต้องตกอยู่ในถุงพลาสติกสีดำแผ่นดินกลบ
คงจะมีลูกหมาน่ารักตัวอื่นได้ใช้สายคล้องจูงอันเก่าที่ฉันเคยใช้
ปลอกคอของฉันมันเก่า สกปรก และเล็กเกินไป
แต่เธอก็ถอดมันออกก่อนส่งฉันไปที่ปลายฟ้า
ฉันอาจจะยังอยู่ที่บ้านหรือเปล่าถ้าหากว่าฉันไม่ได้กัดรองเท้าของเธอ
ก็ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันทำด้วยหนัง วางอยู่บนพื้น
ฉันก็แค่อยากเล่นกับมันแค่นั้่นเอง
ก็เธอลืมที่จะซื้อของเล่นสำหรับหมาน้อยมาหรือเปล่า
ฉันอาจจะยังอยู่ที่บ้านหรือเปล่านะ ถ้าเธอเจอฉันขณะที่เป็นลูกหมาไร้บ้าน
มีหนังสือ และครูฝึกมากมายที่จะสอนเธอให้สอนฉันให้เชื่อง รู้จักการเดินไปที่ประตู
ฉันอาจจะยังอยู่ที่บ้านหรือเปล่าถ้าฉันไม่ได้นำเอาเห็บเหาเข้าบ้านโดยที่ไม่มียาฆ่าเห็บเหาเหล่านั้นให้ฉันเลย
ฉันไม่สามารถสลัดมันออกไปจากร่างได้หลังจากที่เธอปล่อยให้ฉันต้องอยู่นอกบ้านนานหลายวัน
ฉันอาจจะยังอยู่ที่บ้านหรือเปล่านะถ้าหากว่าฉันไม่ได้เห่า
ซึ่งฉันเพียงแต่อยากตะโกนบอกให้รู้ว่า "ฉันกลัว, ฉันเหงา, ฉันอยู่ที่ตรงนี้! ฉันอยากเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ"
ฉันอาจจะยังอยู่บ้านหรือเปล่าถ้าหากว่าฉันได้ทำให้เธอมีความสุข
แต่การแตะตีฉัน มันไม่ทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะทำให้เธอมีความสุขได้หรอกนะ
ฉันอาจจะยังอยู่บ้านหรือเปล่าถ้าหากเธอมีเวลาใส่ใจสอนสั่งให้ฉันบ้าง
หลังจากหนึ่งหรือสองสัปดาห์แรกเธอก็ไม่ได้ใส่ใจใยดีกับฉันเลย
แต่ฉันกลับใช้เวลาทั้งหมดของฉันเฝ้ารอวันที่เธอจะรักฉันบ้าง

ฉันได้ตายลงแล้วในวันนี้ ......

ด้วยรัก.
จาก
ลูกหมาที่น่ารักของคุณ

*** หยุด! ทำร้ายทารุณสัตว์ ***




 

Create Date : 25 กันยายน 2554    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2554 6:01:39 น.
Counter : 203 Pageviews.  

1  2  

Maxmaya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แม๊กซ์ ครับ อยากเขียนนิยายแต่ไม่เก่ง ก็เลยอาศัยการแปลจากที่คนอื่นเขียนไว้แล้วไปก่อน รวมทั้งงานเขียนอื่น ๆ แล้วแต่อยากจะเขียน ลองติดตามกันดูนะครับ

เปลือย...ใจ ใส่บันทึก เป็นเรื่องราวของ

ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีสามีแล้ว แต่โชคชะตาพาเธอ

ให้ไปพบกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งชักนำชีวิต

ของเธอ ให้ต้องเจอกับเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย

ที่พูดไม่ได้ห้ามใจไม่อยู่ เลยต้องเปลือยใจใส่

ไว้ในบันทึก.....อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร

หลายคน แตกต่างกันไปในรายละเอียด และ

จุดจบ.......

สิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจผลิตภันณ์จาก Dream Cosmetique จาก Link เวชสำอาง ข้างล่างนี้ ท่านจะได้รับส่วนลด 10% ทันที เพียงท่านแจ้งการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ว่าได้ข้อมูลจาก Maxmaya http://www.dreamcosmetique.com/

New Comments
Friends' blogs
[Add Maxmaya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.