ทำความรู้จักกับวัน “ฮาโลวีน” ภาค ๒ - ความเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์
ความเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์

ในช่วงยุคกลางศาสนจักรได้มีความพยายามในการต่อต้านพวกนอกรีตที่มีส่วนในเทศกาลชามไฮน์ (เทศกาลบูชาเทพชามไฮน์) โดยตั้งให้วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นวันนักบุญ (All Saints’ Day) และวันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นวันแห่งดวงจิต (All Souls’ Day) ซึ่งตามความเชื่อของคาทอลิกแล้ว วันแห่งดวงจิตจะเป็นวันที่ชาวโรมันคาทอลิกจะภาวนาอธิษฐานให้กับดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วที่อยู่ในสถานที่กักวิญญาณที่เรียกว่า “แดนชำระ (Purgatory)” สำหรับรับโทษก่อนขึ้นสวรรค์


เกร็ดความรู้

คำว่า Purgatory หรือ “แดนชำระ” ในภาษาลาตินหมายความว่า ทำให้สะอาด, ทำให้บริสุทธิ์ โดยเป็นหลักคำสอนของคาทอลิกในเรื่อง “โทษชั่วคราว (Temporary Punishment)” ซึ่งเป็นผลของการกระทำสำหรับคนที่ไม่ได้ถูกคลุมด้วยพระคุณของพระเจ้า

แดนชำระ (Purgatory)

     หลักข้อเชื่อในเรื่องของ “แดนชำระ (Purgatory)” ถูกบัญญัติขึ้นในฎีกาแห่งยูเนียน (the Decree of Union) โดยสภาแห่งฟลอเรนส์ (the Council of Florence) และในฎีกาแห่งสภาเทร็น (the Decree of the Council of Trent) ได้จำกัดความหมายของแดนชำระไว้ว่า

เนื่องด้วยศาสนจักรคาทอลิกที่ได้ถูกก่อตั้งโดยพระวิญญาณมาจากพระคำอันศักดิ์สิทธิ์และขนบธรรมเนียบดั่งเดิมอันสืบทอดมาจากปิตาจารย์แห่งคริสตจักร ผู้ซึ่งพร่ำสอนทั้งในสภาและในการประชุมตามที่ต่างๆ ถึงเรื่องของ “แดนชำระ” และ ณ สถานที่นั้นเองที่ดวงวิญญาณจิตได้รับการช่วยเหลือโดยผ่านทางคำวิงวอนด้วยความศัทธา แต่โดยหลักการแล้วการช่วยเหลือดวงวิญญาณจิตในแดนชำระจะเป็นที่ยอมรับในเชิงพิธีกรรมปฏิบัติต่างๆ มากกว่า

โทษชั่วคราว (Temporary Punishment)

     หลักข้อเชื่อในเรื่องของ โทษชั่วคราว (Temporary Punishment) ของศาสนจักรนั้นเป็นสิ่งที่พระคำของพระเจ้าได้ระบุไวเอย่างชัดเจนถึงผลของความบาปที่ได้กระทำถึงแม้ว่าจะได้รับการอภัยจากพระเจ้าแล้วก็ตาม โดยในเว็บไซต์คาทอลิกแห่งหนึ่งของไทยได้อธิบายถึงหลักการของการ “ชดใช้” โทษชั่วคราวว่า

“เราทราบว่าเมื่อคนหนึ่งขโมยทรัพย์สินของอีกคนหนึ่งไปนั้น ไม่พอที่จะได้รับการอภัยโทษสำหรับความเสียใจที่ได้กระทำผิดและสารภาพบาป แต่ยังต้องชดใช้ทรัพย์สินที่ได้ขโมยมาด้วย ดังนั้นจึงต้องกอบกู้ชื่อเสียงของผู้เสียหายกลับคืนมาให้ได้”

     ในพระคัมภีร์ได้ระบุไว้ในหลายๆ ตอนถึงการชดเชยในความผิดบาปที่ได้กระทำของคนของพระเจ้าในพันธะสัญญาเดิม ไม่ว่าจะเป็นโมเสสและอาโรนที่ไม่สามารถเข้าในดินแดนแห่งพันธะสัญญา (กันดารวิถี 20:12) หรือลูกของกษัตริย์ดาวิดที่ต้องตายเพราะพระนามของพระเจ้าได้รับการประณามโดยต่างชาติเพราะกษัตริย์ดาวิด (2 ซามูเอล 12:13-14)

     ทางศาสนจักรนั้นเชื่อว่า “กระบวนการสำนึก (Penitential Works)” เป็นส่วนหนึ่งของการกลับใจที่แท้จริง และในสภาแห่งเทร็นได้ยำ้เตือนว่าการปฏิบัติศาสนกิจอย่างสัตย์ซื่อนั้นไม่ได้ลบล้างการลงโทษจากผลของความบาปแห่งการกระทำได้เสมอไป พระเจ้ามีมาตรฐานของพระองค์และพระองค์ทรงบริสุทธิ์และเกลียดชังความบาปและจะต้องมีการลงโทษต่อความบาปที่เกิดขึ้น และในหลักคำสอนนี้เองที่ได้เป็นความเชื่อพื้นฐานของการรับผลที่เกิดขึ้นที่ว่า มนุษย์นั้นไม่สามารถสำนึกในความบาปได้ทั้งหมดในโลกนี้และการลงโทษจึงจะเกิดขึ้นในอีกโลก (แดนชำระ) เพื่อที่มนุษย์จะไม่ถูกพรากจากพระเจ้าไปชั่วนิรันดร์

     อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมการถือปฏิบัติของคริสตชนตั้งแต่ศตวรรษแรกๆ นั้น มีการสวดภาวนาอุทิศให้กับผู้ล่วงลับ ซึ่งหมายถึง ความเชื่อที่ว่าจำต้องชำระวิญญาณให้บริสุทธิ์หลังจากความตาย หนังสือพิธีกรรมยุคแรกๆ มีบทภาวนาอุทิศให้กับผู้ล่วงลับ ท่านแตร์ตู-เลียน (ค.ศ. 160-230) กล่าวถึง “การถวายเครื่องบูชาอุทิศให้กับผู้ล่วงลับ นักบุญซีริลแห่งเยรูซาเล็ม (ค.ศ. 315-386)


     ซึ่งถ้าพิจารณาหลังข้อเชื่อของพวกดรุจด์ที่เชื่อว่า วิญญาณบาปของผู้ที่ล่วงลับไประหว่างปีสามารถที่จะกลับมาเกิดในร่างของสัตว์ต่างๆ ได้ และผ่านเครื่องบูชาและพิธีกรรมที่ทำให้บาปได้รับการอภัยและดวงวิญญาณจะได้รับการปลดปล่อยให้เข้าสู่สวรรค์ได้...

     เมื่อพิจารณาดูหลักการปฏิบัติและความเชื่อของดรุจด์แล้วจะเห็นได้ว่ามีความคล้ายคลึงกับความเชื่อของโรมันคาทอลิกที่สอนในเรื่องของวิญญาณหลังความตายว่า “คนเป็นสามารถที่จะช่วยปลดปล่อยความทุกข์ทรมาณของวิญญาณของคนตายในแดนชำระได้ด้วยวิธีการหลายรูปแบบ” เช่น คำสอนที่ว่าการภาวนาผ่านพระแม่มารีย์นั้นมีพลังที่สามารถปลดปล่อยความทุกข์ทรมานของวิญญาณในแดนชำระได้ เป็นต้น ซึ่งในลักษณะคำสอนและความเชื่อของคาทอลิกในเรื่อง “แดนชำระ” นั้นมีรูปแบบที่คู่ขนานไปกับศาสนาอื่นๆ หลายศาสนา

     นักบุญโอดิโลผู้นำแห่งคณะบาทหลวงแห่งขเตปกครองคลูณีได้รับนิมิตเช่นเดียวกับนักบุญหลายๆ ท่านรวมทั้งผู้ถือศิลอีกหลายท่านว่ามีวิญญาณมากมายที่กำลังทนทุกข์อยู่ในแดนชำระ ด้วยนิมิตนี้เองที่นำให้ท่านเริ่มต้นปฏิบัติกิจที่อยู่นอกกรอบของพระคำของพระเจ้า โดยท่านได้ออกใบประกาศว่าวิญญาณที่อยู่ในแดนชำระมีความเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งกับคลูณี

     ในบทความของคาทอลิกได้ระบุว่า “ในช่วยท้ายของศตวรรษที่ 13 วันแห่งดวงจิต (All Souls’ Day) ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ได้กลายมาเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองในการภาวนาเผื่อผู้ที่ได้ล่วงลับไปในคริสตจักรลาติน” และในบทความนี้ได้มีการกล่าวถึงวันฮาโลวีนไว้ดังนี้ว่า

และในวันแห่งดวงจิต (All Souls’ Day) ที่ 2 พฤศจิกายนให้เราหวังไว้ว่าจะมีกลุ่มคนที่จะไปที่สุสานหรือโบสถ์เพื่อที่จะภาวนาเผื่อผู้ตาย ฮาโลวีนในวันที่ 31 ตุลาคม วันนักบุญวันที่ 1 พฤศจิกายนและวันดวงจิตที่ 2 พฤศจิกายนเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง และวันแห่งนักบุญนั้นถือเป็นวันที่ต้องปฏิบัติศาสนกิจ เราต้องยอมรับว่าเราเป็นคนบาปที่มีหน้าที่ยกย่องเชิดชูนักบุญ และนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องจดจำการตายของเขาเหล่านั้น คือผู้ที่จากโลกนี้ไปด้วยความสัตย์ซื่อ

     แต่เมื่อลองพิจารณาผ่านพระคำของพระเจ้าแล้ว ในพระคัมภีร์ไม่ได้มีการกล่าวถึง “แดนชำระ” เลยแม้แต่น้อย รวมไปถึงการภาวนาผ่านพระแม่มารีย์ด้วยเช่นกัน

     ประวัติศาสตร์ได้บันทึกถึงความสัมพันธ์ของแนวความคิดเกี่ยวกับวันฮาโลวีนและแดนชำระจากหลักข้อปฏิบัติของพิธีกรรมของพวกนอกรีต​(ดรุจด์)ไว้ เช่น:

  • ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ได้มีธรรมเนียมของคาทอลิกจากสหราชอาณาจักรอังกฤษที่จะไปรวมกันในเที่ยงคืนของวันฮาโลวีนเพื่อภาวนาเผื่อดวงวิญญาณของญาติ เพื่อน พี่น้องที่เสียชีวิตไป โดยมีธรรมเนียมการจุดไฟที่หลอดดูดแล้วโยนขึ้นบนฟ้าด้วยคราดเพื่อภาวนาเผื่อดวงวิญญาณในระหว่างที่หลอดนั้นตกลงสู่พื้น โดยเป็นการสื่อภาพของดวงวิญญาณที่หลุดพ้นจากแแดนชำระสู่สวรรค์
  • ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ในประเทศเบลเยี่ยมได้ทำเค้กที่เชื่อว่า “เค้กวิญญาณ (All Souls’ cakes)” โดยมีความเชื่อที่ว่าจำนวนเค้กที่ถูกรับประทานไปในคืนนั้น จะเป็นจำนวนดวงวิญญาณที่เราสามารถช่วยเหลือให้พ้นจากแดนชำระได้ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่พระคัมภีร์ไม่เคยและไม่ได้ระบุถึงเรื่องของการรับประทานเค้กเพื่อช่วยดวงวิญญาณเลย
  • ที่เกาะซิลิลีของอิตาลี ได้มีการรับประทานเค้กรูปหัวกะโหลกและเค้กรูปโครงกระดูกในคืนวันดวงจิต
  • ในประเทศฟิลิปินส์ได้มีการแต่งเพลงสำหรับวันฮาโลวีนไว้ว่า “วิญญาณธรรมดาอย่างพวกเรา ผู้มาจากแดนชำระ และนี่เองที่พวกเรามีหน้าที่ภาวนาวันและคืน ยิ่งท่านให้ทานมาก จำพวกเราต้องเร่งรีบขึ้นไปเพื่อที่ประตูสวรรค์จะไม่ปิดไปชั่วนิรันดร์” พระเยซูเป็นผู้ที่ถือกุญแจแห่งประตูสวรรค์ จะทรงเปิดประตูให้กับผู้ที่วางใจในพระองค์ว่าทรงเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดองค์เดียว 
  • ในฝรั่งเศส วันดวงจิตเป็นวันที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อภาวนาให้กับผู้ตายที่ยังไม่ได้ถูกสวมสง่าราศี

    ภาพเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ฮาโลวีนนั้นมีความสอดคล้องระหว่างความเชื่อและพิธีกรรมของชาวเชลติกโบราณและกรอบความคิดในเรื่อง “แดนชำระ” ของโรมันคาทอลิก ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท่านมาติน ลูเทอร์คัดค้านในเรื่องการ “ขายใบไถ่บาป” เพื่อช่วยดวงวิญญาณที่อยู่ในแดนชำระจนเกิดขึ้นเป็นนิกายโปรแตสแตนท์นั้นเอง




Create Date : 11 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2557 13:57:38 น.
Counter : 271 Pageviews.

0 comment
ทำความรู้จักกับวัน “ฮาโลวีน” ภาค ๑

ทำความรู้จักกับวัน “ฮาโลวีน”

วันฮาโลวีนนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่าเป็นวัน “ปล่อยผี” ของชาวฝรั่ง แต่เมื่อลองศึกษาดูประวัติของวันฮาโลวีนแล้ว เราจะรู้ว่าวันฮาโลวีนนั้นเป็นวันที่มีความเกี่ยวข้องกับคริสเตียนอยู่ด้วย ดังนั้นเราจะมาศึกษาประวัติความเป็นมาของวันฮาโลวีนกันครับ

สารานุกรมอังกฤษได้บัญญัติถึงวันฮาโลวีนไว้ว่า

ในอังกฤษและไอร์แลนด์ในสมัยโบราณ เทศกาลเชลติกของชานไฮน์ได้ถูกริเริ่มขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม ที่ช่วงสิ้นสุดของฤดูร้อน วิญญาณมากมายของผู้ที่เสียชีวิตได้กลับไปเยี่ยมเยี่ยนบ้านของพวกเขาในวันนั้น และเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงก็ได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการออกตระเวณของพวกวิญญาณ ผี แม่มด ปีศาจ แมวดำ ลางร้ายและความชั่วร้ายต่างๆ เท่าที่จะสามารถบรรยายได้ มันเป็นช่วงเวลาของพลังที่เหนือธรรมชาติ ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม วันฮาโลวีนเป็นวันที่ถูกจัดให้เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับฤกษ์ ดวงและโชครางตามความเชื่อที่ว่าจะสามารถขอพลังจากวิญญาณต่างๆ เพื่อช่วยให้พรหรือคำขอสัมฤทธิ์ผล

     “วันฮาโลวีน” นั้นเป็นวันที่เกิดขึ้นจากวันที่คริสเตียนเราเรียกว่าวัน All Hallows’ Day หรือ All Saints’ Day (ซึ่งในมีรากศัพท์มาจากภาษาโกธติก (Gothic) ที่แปลว่า “บริสุทธิ์” หรือ “นักบุญ” นั้นเอง) ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดยโป๊ปเกรกอรีที่ 4 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 835 โดยในวัน All Saints’ Day หรือ All Hallows’ Day จะเป็นวันที่คริสเตียนจะระลึกถึงนักบุญผู้ซึ่งสละชีวิตของตนโดยยืนหยั่ดความเชื่อประกาศเรื่องราวของพระเยซูท่ามกลางการข่มเหงและการทรมานจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต และในเย็นของวันที่ 31 ตุลาคมนั้นถือว่าเป็น Hallows’ Evening นั้นเอง ซึ่งลักษณะการเฉลิมฉลองวัน All Hallows’ Day เป็นไปอย่างหลายหลากตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก

การเปลี่ยนแปลงจาก Hallows’ Day ไปเป็น Halloween

     การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มีการบันทึกหลักฐานอย่างชัดเจนว่าบุคคลใดเป็นผู้เปลี่ยนแปลงหรือเกิดขึ้นเมื่อใด ในหนังสือ Every Day’s a Holiday ได้ระบุจากการศึกษาไว้อย่างชัดเจนว่า “วันฮาโลวีนนั้นถือกำเนิดมาจากการผสมผสานของนิทานปรัมปราพื้นบ้านจากทั่วโลกมากเท่าทีจะมี” และจากการศึกษาของนักประวัติศาสตร์หลายท่านพบว่า “ฮาโลวีน” นั้นถือกำเนิดมาจากการเฉลิมฉลองวันพิเศษของกลุ่มดรุจด์ (Druids)

     ดรุจด์เป็นกลุ่มมีวรรณชั้นสูงที่มีการศึกษาหรือวรรณะพราหมณ์ของศาสนาเชลติก (Celtic Religion) ซึ่งชาวเชลติกเป็นกลุ่มชนชาวอาร์ยัน (Aryan) ที่อพยพจากเอเชียไปตั้งรกรากที่ยุโรป ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงระหว่างความเชื่อของกลุ่มดรุจด์และศาสนาของอินเดียในเรื่องของเทพเจ้า วิถีของเทพและหลักข้อเชื่อต่างๆ เช่นการเวียนว่ายตายเกิด

     ชาวเชลติกได้อาศัยกระจัดกระจายอยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสไปจนถึงอังกฤษและไอร์แลนด์ ชาวเชลติลได้ผสมผสานเทวะศาสตร์ของความเชื่อท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อในเรื่องวิญญาณ ศาสตร์ความลี้ลับของมนตรา พิธีกรรมและการบูชาเทพหรือวิญญาณต่างๆ

     โดยพระในกลุ่มดรุจด์จะถือว่าวันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นวันปีใหม่ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นฤดูหนาว และพวกเขาเชื่อว่าวันที่ 31 ตุลาคมเป็นวันสุดท้ายของปีเก่า ซึ่งชามไฮน์ (Samhain) หนึ่งในเทพเจ้าของชาวเชลติก จะเป็นผู้ที่รวบรวมวิญญาณของปีศาจที่ถูกลงโทษให้กลับเข้าไปอยู่ในร่างของสัตว์ต่างๆ (ซึ่งวิญญาณที่ดีจะกลับไปเกิดเป็นมนุษย์) ในปีถัดไป โดยพระของดรุจด์เชื่อว่าการบูชาเทพเจ้านั้นเป็นพลังที่ทำให้เทพมีพลังในการจัดการกับวิญญาณต่างๆ ได้

     ดรุจด์เชื่อว่าเทพชามไฮน์อนุญาติให้วิญญาณของมนุษย์ที่เสียชีวิตในตลอดทั้ง 12 เดือนทั้งหมดมีโอกาสได้กลับไปหาครอบครัวของตนเองเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนถึงปีใหม่ (คือวันที่ 1 พฤศจิกายน) และผลลัพธ์ของความเชื่อนี้ ชาวเชลติกได้ถ่ายทอดความเชื่อที่ว่าในช่วงของคืนก่อนวันปีใหม่ (วันที่ 31 ตุลาคม) วิญญาณผู้ตาย, สัมพเวสีและแม่มดต่างๆ จะเร่ร่อนกระจัดกระจายไปทั่วโลกเพราะเทพชามไฮนได้ปล่อยวิญญาณให้กลับไปหาคอบครัวนั้นเอง (วันฮาโลวีนของชาวต่างชาติถูกเรียกว่าเป็น “วันปล่อยผี” นั้นเอง)

     การเปลี่ยนเป็นจาก Hallows’ Evening มาเป็น Halloween นั้นอาจเกิดมาจากการเพี้ยนของการออกเสียงซึ่งถ้าตัด s, v และ ing ของคำว่า Hallows’ Evening ออกก็จะกลายเป็น Halloween


Trick-or-Treat

ที่จริงแล้วหลักการ Trick-or-Treat ของฝรั่งนั้นมีหลายตำนานที่ได้เล่ารายละเอียดเอาไว้ แต่ผมจะนำเสนอในตำนานที่ดูจะคล้ายคลึงกับหลักข้อเชื่อของชาว อาร์ยันนะครับ

Trick ความหมายก็คือการเล่นกล

Treat ความหมายก็คือการเลี้ยงหรือดูแล

ทีนี้ถ้าได้อ่านบทความจะเห็นว่าเทพชามไฮน์นั้นได้อนุญาติให้วิญญาณกลับไปเยี่ยมบ้านหรือสถานที่เกิดได้เป็นระยะเวลาสั้นๆ ปัญหาก็คือ วิญญาณเป็นสะสารที่ไร้ตัวตนแล้วมนุษย์อย่างเราจะเห็นได้อย่างไร...ดังนั้น วิญญาณจึงต้องสำแดงตัวตนเพื่อให้คนรู้ว่ามีวิญญาณอยู่หรือมาเยี่ยมด้วยการ Trick คนหรือสำแดงพลังเช่น ทำให้ของลอยหรือปิดเปิดไฟเป็นตน เมื่อคนในบ้านรับรู้ถึงวิญญาณผ่านการ Trick คนก็จะมอบสิ่งที่คนไทยเรียกว่า "บุญ"หรือการ Treat วิญญาณเพื่อให้วิญญาณได้นำการ Treat ของเราไปถวายให้กับ ชามไฮน์เพื่อจะได้เกิดไปเป็นมนุษย์ นั้นเอง




Create Date : 11 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2557 13:53:28 น.
Counter : 329 Pageviews.

0 comment

maxlife
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]