Technique การเรียนภาษาอังกิดยังไงให้เก่ง...แบบM@xm@X
สวัสดีครับวันนี้ก็เป็นการกลับมาจากการหายสาญสูญไปอย่างยาวนานสำหรับบล๊อกนี้...
รอบนี้กลับมาพร้อมกับพัฒนาการที่ไปไกลขึ้นอีกหลายCentimaters กันเลยทีเดียว
เอาละมาเข้ารู..เอ๊ย! เข้าเรื่องกันดีกว่า(จะเอาฮาถึงไหน)

สิ่งที่พี่ M@X จะกล่าวถึงเรยเนี่ยก็คงจะเป็นเรื่องการใช้ภาษาซึ่งเด็กไทยคงจะตุ่มๆ ต่อมๆ กันบ้างแล้วล่ะซินะ เพราะว่าใกล้จะเปิด ASEAN กันแล้ว ต่างบ้านต่างเมืองกำลังจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยกันมากขึ้น แล้วใครที่สามารถสื่อสารกับต่างประชาติได้เนี่ย ไม่ใช่แค่โก้นะ แต่ยังเอาไว้ควงสาวๆ ต่างชาติให้ได้ชื่นใจกันอีกด้วย...ฮั่นแน่ พูดแบบนี้แล้วคงจะมีกำลังใจในการเรียนภาษาอังกิดกันมากขึ้นละสินะ เริ่มกันดีกว่า

ก่อนอื่นเลยนะ ถ้าคิดจะใช้ภาษาอังกิดให้ถูกเนี่ย แนะนำว่าให้ฝึกใช้ภาษาไทยให้ถูกกันก่อนดีกว่าไหม หุหุ "อังกฤษ" นะเฮ้ย ไม่ใช่ "อังกิด" บางคนที่มีการคันอวัยวะเบื้องล่างก็ถามทันทีว่า "สรุปคุณ(มึง)จะมาแนะนำภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยกันแน่ครับ" ขอบอกเลยนะว่า นี้แหละเป็นเทคนิค Technique อย่างหนึ่งที่จะทำให้พวกคุณ(มึง)เรียนภาษาอังกฤษได้เก่งขึ้น เพราะอะไรนะหรอ

1. ฝึกพฤติกรรมการใช้ภาษาให้ถูกต้อง
จำใส่กะโหลกกันไว้ซะว่า "ถ้าอยากจะเก่งภาษา ต้องฝึกใช้ภาษาให้ถูกต้อง" อย่ามาสั่วๆๆ มั่วๆๆ เอาไม่ได้ แหมน้องๆ พี่ๆ หลายคนอาจจะเถี่ยงว่า "เฮ้ย เราก็ใช้ภาษาอังกฤษแบบระวังแล้วนา" ถูกต้องครับ แต่ใช้แบบระวังกันแต่ในการฝึกพฤติกรรมการใช้ภาษาอังกฤษอย่างเดียว แต่ภาษาไทยยังเขียนผิดๆ ถูกๆ มั่วๆ เอาแบบนี้จะเรียกว่าการฝึกพฤติกรรมการใช้ภาษาได้อย่างไง จริงไหม
ระบบของภาษาอังกฤษจริงๆ แล้วมีโครงสร้างที่เป็นระบบ มีหลักการและใช้ตรรกะกันค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ระวังในการฝึก เราก็จะใช้ภาษากันแบบผิดๆ ไม่เราก็ภาษาตายกันไปข้างหนึ่งเลย

เพราะฉะนั้นลองสังเกตุพฤติกรรมการใช้ภาษาของเราให้ดีๆ นะครับ ทั้งการสะกดคำ การลำดับเหตุการณ์ ลักษณะการอธิบายของเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขียนแล้วอ่านเข้าใจไหม ถ้าไม่เข้าใจต้องแก้อย่างไรบ้าง
ลองฝึกแบบนี้กับภาษาไทยดูก่อนครับ ค่อยๆ สร้างโครงสร้างทางความคิดที่เป็นระบบที่ถูกต้องขึ้นมาก่อน แล้วค่อยไปใส่รายละเอียดทีหลัง ถ้าใช้ภาษาไทยแล้วคนไทยด้วยกันยังฟังไม่ออกเลย..อย่างไปคิดไกลกว่านั้นเลยนะ

2. มาฝึกออกกำลังกาย (Exercise) ทางภาษากันดีกว่า
ถ้าจะเปรียบเทียบการฝึกภาษาก็เหมือนกับการออกกำลังกายนั้นแหละ ถ้าออกกำลังกายทุกวัน ร่างกายมันก็แข็งแรง แต่ถ้าอยากจะเล่นบอลเก่งเหมือนโรนัลโด้แต่นอนตีพุงกินขนมทั้งวัน ก็คงเป็นได้แค่โรนัลโด้รุ่นแรกที่ตอนนี้ทำพะโล้เลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้าน

ภาษาเองก็เหมือนกัน ถ้าเราใช้มันบ่อยๆ หรือฝึกฝนมันบ่อยๆ ภาษามันก็จะแข็งแรงเองจริงม่ะ ร่างกายเราเป็นอย่างไร ภาษาเองก็เป็นอย่างนั้น ร่างกายประกอบไปด้วยหลายส่วน ภาษาเองก็ประกอบไปด้วยหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นทั้งการ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยที่เราแต่ละคนอาจจะไม่ได้เก่งกันทุกด้าน เพราะฉะนั้นด้านไหนเราอ่อน(แอ) เราก็ฝึกฝนในด้านนั้นเยอะเป็นพิเศษ แต่อย่างบางคนเขาเป็นมืออาชีพ ก็ฝึกมันเฉพาะทางไปเลย เปรียบเทียบได้เช่นเดียวกับผู้รักษาประตูที่ไม่ต้องไปฝึกฝนการเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้ แต่ฝกฝนในเฉพาะด้านเพราะเขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นสำหรับบางคนที่คิดจะเอาดีทางด้านการแปลหรือเป็นล่าม ก็ฝึกฝนในสายของตัวเองให้เก่งไปเลย

อย่าลืมสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ภาษาด้วยนะ เหมือนคนที่ออกกำลังกายเพราะอยากผอมนั้นแหละ เพราะฉะนั้น  "จงสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองซะว่า พอเปิด ASEAN แล้วเราจะใช้ภาษาในการจีบหญิงแล้วจะควงไปอวดเพื่อนให้มันอกแตกตายไปเลย ห้าห้าห้า" พวกเสี่ยทั้งหลายอย่าคิดแต่เอาฟาดอย่างเดียว คนต่าชาติน่ารักๆ แต่ก็มีศักดิ์ศรีสูงนะจ๊ะ

3. (เริ่มเมื่อยแระ) กุญแจสำคัญเลยนะข้อนี้และแนะนำว่าให้เขียนติดเอาไว้ที่ประตู กระจกหรือใครฮาร์ดคอจะสักไว้ที่ตัวเพื่อเตือนใจก็ได้ สิ่งนี้คือคำว่า "มานะ - Perseverance"
ไม่ใช่มานะ ปิติ ชูใจนะ พวกนั้นช่วยอะไรไม่ได้ เหมือนคนญี่ปุ่นที่จะเอาผ้าคาดหัวแล้วบนผ้านั้นจะมีเป้าหมายที่ตนเองต้องการอยู่ ถามว่าทำไมคนไทยอ่านหนังสือแค่ 6 บรรทัดเอง ก็เพราะว่าขี้เกียจ ไม่มีความมานะพยายามกันไง อ่านนิดๆ หน่อยๆ ก็เบื่อหรือเหนื่อยกันแล้ว

สร้างแรงจูงใจขึ้นมากันนะ แล้วไปให้ถึงเป้า ถามว่าทำไมคนจนถึงเรียนหนังสือกันเก่ง เพราะเขามีเป้าหมายชัดเจนนั้นคือ ต้องการทำให้พ่อแม่สบาย ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป เพราะฉะนั้นพวกคนที่ฐานะค่อนข้างลำบากจึงทุ่มเทกับการเรียนเพราะไม่อยากอยู่ในสภาพเดิมอีกต่อไป พวกไปเรียนเมืองนอกเองก็เหมือนกัน พูดกับใครก็คุยไม่รู้เรื่อง แต่ไม่อยากอยู่ในสภาพนี้อีกแล้ว อยากให้เป็นที่ยอมรับ จึงตั้งใจเรียนกันหนักๆ จนในที่สุดภาษามันก็ผ่าน

ฟังกันให้ดีๆ นะ ภาษามันเป็นศิลปะที่ต้องประกอบด้วยใจของเราที่จะรังสรรค์มันให้ออกมาสวยงาม ถ้าไม่มีใจ ก็ไม่มีแรง พอไม่มีแรงก็ไม่อยากทำอะไร คนเรานะ บางทีก็อยู่ในจุดที่เรียกว่า "อิ่มตัว" ความมานะพยายามจึงเป็นเสมือนกับเครื่องจักรที่จะผลักดันตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าได้

เอาละโม้มาเยอะบทความคราวหน้า มาเอาจริงๆ จังๆ กับภาษาอังกฤษกันดีกว่า
วันนี้เหนื่อยแล้ว...ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ



Create Date : 12 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2556 23:48:52 น.
Counter : 964 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

maxlife
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]