...
Group Blog
 
All blogs
 

#๐๐๓ มึงไม่ใช่พวกกู...

สมัยตอนเรียนมหาลัยนั้น ด้วยความที่ว่ามีคนเยอะมากในหนึ่งชั้นปี ส่วนใหญ่เพื่อนๆก็จะแบ่งกลุ่ม แบ่งเป็นแก๊งๆไปกินข้าว ไปทำโน้นนี่ ตามความต้องการ


แม้ว่ารุ่นพี่มันจะชอบกันบ่อยๆตอนรับน้องว่า ชั้นปีต้องอยู่ด้วยกันอะไรแบบนี้ แต่ก็นั่นละ คนแม่งมีเป็นร้อยจะไปทำทุกอย่างหมดด้วยกันยังไงไหว

บางทีความเป็นกลุ่มก้อนอาจจะชัดเจนไปหน่อย ผมเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ความจำไม่ค่อยดี

วันนึงอาจารย์ก็สั่งงานละก็ให้มาพรีเซนต์ ปี 1 ก็คงเป็นงานง่ายๆ ทำตัดต่อวิดิโอพรีเซนต์ แนะนำคนในกลุ่ม

มันมีกลุ่มนึงมันก็ฉายงานพรีเซนต์ของมันอยู่ ละก็มีคำๆนึงลอยออกมาจากพรีเซนเตชั่น

"มึงไม่ใช่พวกกู"

ตอนนั้นมันทำให้เกิดความสับสน ความไม่เข้าใจให้กับคนที่ดูงานกลุ่มมัน... มึงจะสื่ออะไร? หรือ มึงพูดถึงใคร?

ส่วนผมนั้นก็เกิดความไม่เข้าใจมากๆ... มึงต้องการเหี้ยอะไร..? 

ตลกดีที่ผมยังจำคำที่แม่งไม่มีแก่นสารได้จนทุกวันนี้ แม่งสร้างความแตกแยกได้ดีเป็นอย่างยิ่ง... ไม่รู้ว่ามันเจาะจงตั้งใจจะด่าใครกันแน่ แต่เหมือนแม่งกระจายดาเมจเป็นวงกว้างไปทั้งห้องเลคเชอร์

...

ผ่านมาจนถึงวันนี้ กี่ปีผมไม่บอก...

แต่สถานการณ์ของบ้านเมืองปัจจุบันมันทำให้ผมนึกถึงคำเหี้ยนี่ขึ้นมากอีกครั้ง... แบบไม่อยากนึกถึงเท่าไหร่

ผมคิดว่ามันเริ่มตั้งแต่สถานการณ์กีฬาสีเมื่อหลายๆปีก่อนนะ ที่ทำให้สังคมไทยมันแบ่งแยกกันชัดเจนมากขึ้น 

ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคการเมืองมันก็เป็นขั้วๆค่อนข้างชัดเจนแหละ แต่มันก็คือการเมือง ไม่ใช่คนที่มาสวมชุดกีฬาสีละเสือกมาบ้ามีสปิริตแทนพวกนักการเมืองเหี้ยๆกัน

เร่งเวลาจากตอนนั้นมาสู่สถานการณ์ไม่นานนี้ ของการเป่านกหวีด ผู้คนมากมายออกมาต่อต้านรัฐบาล... และก็มีผู้คนมากมาย คัดค้านการเป่านกหวีดที่เนื่องจากสนับสนุนรัฐบาล

ตัดมาอีกรอบทหารยึดอำนาจประเทศไปเรียบร้อย... อันนี้เกิดความฉิบหายกันทุกฝ่ายชัดเจน

ตอนแรกๆเหมือนจะดูดี แต่ไม่นานนัก เริ่มมีแววการคอรัปชั่น นายกกลายร่างเป็นซูพรีมลีดเดอร์ ประชาชนเริ่มขำไม่ออกกัน

ไม่นานนักก็เริ่มมีเหตุการณ์ เด็กๆถามเพราะสงสัย...ว่าเกิดอัลไลกับบ้านเมืองเรานี้

ไม่ว่าคำตอบของการสงสัย มันจะเป็นใช่หรือไม่ใช่... ผมก็ว่ามันเป็นเรื่องดีเสมอ ที่เราจะสงสัยการทุจริต

ผมไม่เข้าใจการคัดค้านการตรวจสอบทุจริต... ว่ามันจะไม่ดีตรงไหนวะ ก็เพื่อผลประโยชน์ทุกคนทั้งนั้นว่าโดนโกงรึเปล่า..?

ผมเข้าใจว่าหลายๆคนเริ่มรู้สึกไม่พอใจกับรัฐบาลทหาร แม้ว่าช่วงแรกๆจะออกมาดูดีก็ตาม... การเมืองมันเปลี่ยนขั้วได้เสมอ

เพจต่างๆหลายเพจ พยายามออกมาแสดงหลักฐานการทุจริต.. ผมชอบมากเลยที่อ่านอะไรพวกนี้ การรับข่าวสารสองด้านมันดีเสมอ

แต่บางเพจไม่ได้ต้องการแค่อยากคัดค้านการทุจริต แต่ดันมีการเสี้ยมเพิ่มเติมไปซะอย่างงั้น... บางคนเริ่มคอมเม้นกันอย่างสนุกสนาน ด่าทอ เหน็บแหนม ฝ่ายตรงข้าม

ผมเข้าใจว่าสปิริตกีฬาสีมันเริ่มพลุ่งพล่านกันอีกครั้ง จากการเสี้ยมด้วยอารมณ์สะใจบางอย่าง ที่เห็นฝ่ายตรงกูในตอนนั้น รู้แล้วใช่มั้ยว่ามึงพลาด

ผมว่าเวลานี้มันจบไปได้แล้วมั้ง กีฬาสีเหี้ยๆที่ทำชาติเกือบฉิบหายเพราะคนเกลียดกัน... คนเรามันเปลี่ยนความคิดกันได้

ผมไม่เข้าใจว่าในเมืองอีกฝ่ายเห็นด้วยกับฝั่งเราแล้ว แทนที่จะอยู่ฝั่งเดียวกัน ดันไปไล่เขาแล้วสมน้ำหน้าซ้ำซะงั้น...

แทนที่จะร่วมมือกันต่อต้าน ตรวจสอบคนโกง ที่จะพาชาติฉิบหายวายวอดไปด้วยกัน

แต่กลับเลือกขำอีกฝ่ายแล้วตายห่าไปด้วยกัน

...มันทำให้ผมนึกถึงคำที่ว่า

"มึงไม่ใช่พวกกู"

ทั้งๆที่มึงและกูก็กำลังจะฉิบหายไปด้วยกันนี่อยู่แล้วเนี่ย!...




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2557    
Last Update : 16 มกราคม 2559 1:08:37 น.
Counter : 102 Pageviews.  

#๐๐๒ ประเทศตามใจฉัน

วันปกติ...

ฟุตบาท     = ที่วางขายของ 
ถนนเลน 1 = ที่วางรถเข็นขายของ
ถนนเลน 2 = รถจอดซื้อของ
ถนนเลน 3 = เลนรถวิ่ง

วันที่ควรปกติ...(โดยมีเทศกิจมาตรวจ)
ฟุตบาท = ที่วางขายของแต่พองาม (เกะกะน้อยลง)
ถนนเลน 1 = รถจอด
ถนนเลน 2  = เลนรถวิ่ง (จริงๆเสียที)
ถนนเลน 3 = เลนรถวิ่ง 

ตกลงหน้าที่ของเทศกิจมีไว้ทำไม?? ดูแลความเรียบร้อยบนฟุตบาท แผงลอย ตามสาธารณะ

หรือ มีหน้าที่แค่เก็บส่วยเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ต้องสนใจใคร

...




 

Create Date : 27 มกราคม 2557    
Last Update : 27 มกราคม 2557 15:46:17 น.
Counter : 298 Pageviews.  

#๐๐๑ วัฒนธรรมอุบาทว์ในออฟฟิศ

ครั้งนึงผมเคยทำงานอยู่ที่ออฟฟิศเล็กๆ ขนาดน่ารักๆที่ผังออฟฟิศนั้น มีความกว้างแค่วางโต๊ะตัวนึงกับโถงทางเดินซึ่งลึกเข้าไป


ออฟฟิศนี้มีวัฒนธรรมที่น่าตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ที่ถึงแม้ว่าตามสัญญางานของคุณนั้น จะเป็นการทำงาน 9.00-18.00น. โดยมีช่วงพักเบรคกินข้าว 1 ชม. แต่พนักงานในออฟฟิศนี้แทบจะเห็นแสงสว่างของพระอาทิตย์ตกดินเฉลี่ยไม่เกิน 3 ครั้งต่อจำนวนการทำงาน 2 อาทิตย์

คนที่กลับบ้านช่วงเวลา 6 โมง ถึง 1ทุ่ม ถือว่าจะเป็นคนที่แปลก.. ทั้งๆที่สิ่งที่เขาทำไม่ผิด

คนที่กลับบ้านช่วงเวลา 4 ทุ่ม ถึง ตี 2 ถือว่าเป็นคนที่ทำงานปกติ.. ทั้งๆที่มันแปลก

ที่น่าขันกว่านั้นก็คือ แม้คุณจะกลับบ้านตี 2 แต่ถ้าคุณมาสายกว่า 9.15 คุณก็จะโดนตักเตือน

หลายๆครั้งที่คนกลับบ้านตอน 6 โมง ถูกคนในออฟฟิศหยอกล้อ โดยการเปิดเสียงอลาร์มในโทรศัพท์ แล้วหัวเราะคิกคัก ผมว่ามันเป็นการกระทำที่เสียมารยาทมาก

ผมว่ามันน่าสมเพสกับคนที่ล้อเขามากกว่าคนที่โดนล้อ..

แน่นอนว่าผมไม่สามารถปรับตัวเขากับวัฒนธรรมนี้ได้ ตราบใดที่ผมทำงานของผมเสร็จ มันไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอยู่ต่อ.. ถึงแม้ว่าคนอื่นจะมองจนเราออกไปจากออฟฟิศแล้วคุยอะไรกันก็เถอะ

น่าแปลกที่คนบางคนสละชีวิตตัวเองเพื่อทำงานโดยที่ไม่มองกลับว่าสิ่งที่เราได้รับนั้นมันคุ้มค่ารึเปล่า

เพื่อนๆผมบางคนก็ยังทำงานในสภาพเช่นนี้อยู่ ขณะที่ผมมองว่า ถ้าผมขืนทำงานแบบนี้ต่อไป ตัวผมในอนาคตคงนั่งเศร้า ว่าเวลาที่ผ่านมาเรามัวไปทำอะไรอยู่

ผมเกิดคำถามมากมายกับคนที่กลับบ้านในช่วงเวลา 4 ทุ่ม ถึงตี 2 ทุกวัน คนเหล่านั้นบางคนก็มีครอบครัวแล้ว

เขากลับบ้าน 4 ทุ่ม เขาจะได้คุยกับลูกหรอ?

เขากลับบ้าน 4 ทุ่ม เขาจะได้กินข้าวกับภรรยาหรอ?

เขากลับบ้าน 4 ทุ่ม เขาจะได้พักผ่อนสมองก่อนนอนหรอ?

เขากลับบ้าน 4 ทุ่ม แปลว่าเขาทำงานเกินอัตราจ้าง ไปเป็น จำนวนครึ่งวัน ฟรีๆอย่างงั้นหรอ?

ผมลองนั่งคิดถึงคำถามเหล่านี้แล้วก็ไปตอบแทนคนเหล่านั้นไม่ได้

ที่ตลกก็คือทุกคนยอมทำตามกฏเกณฑ์อุบาวท์นี้กันหมด เพียงเพราะว่าเห็นคนอื่นๆทำกัน เลยกลัวจะน้อยหน้า (เนื่องจากออฟฟิศมันขนาดเล็ก)

แน่นอนไอ้คนทนไม่ได้มันก็ลาออก.. มันก็เหลือแต่การแข่งขันของคนที่อยู่ต่อ

เมื่อคนใหม่เข้ามา เห็นวัฒนธรรมแบบนี้.. มันอยู่ไม่ได้ ก็ออก มันอยู่ได้ ก็อยู่

ก็กลายเป็นว่าคนที่ยอมในวัฒนธรรมนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ผมเคยถามเพื่อนคนนึงว่า "งานหมดแล้วทำไมไม่กลับ?" มันตอบผมว่า "ก็คนอื่นยังอยู่เลยอยู่"

งงกันไปเลย..

ออฟฟิศเล็กๆนี้มันมีจริงหรือเปล่า.. 

ถ้ามีมันจะอยู่แถวไหนกัน..

แล้ววิชาชีพไหนกันนะ ที่ยอมทำงานถวายหัวจนลืมคนข้างหลังแบบนี้...

...แปลก...




 

Create Date : 13 มกราคม 2557    
Last Update : 14 มกราคม 2557 1:46:33 น.
Counter : 452 Pageviews.  


มำแดว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add มำแดว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.