Group Blog
 
All blogs
 

ตอน...ชุดใหม่ที่ไม่ใช่ของเเจก

ระหว่างปิดเทอม ฉันก็ได้ไปอยู่กับปู่ย่า ที่ต่างอำเภอ และนี่ก็คือฮอลิเดย์ของฉันระหว่างปิดเทอมละ แต่ฉันก็ไม่ได้ไปอยู่ตลอดปิดเทอมหรอก ไปแค่สองทิตย์ ก็ต้องกลับมาช่วยงานพ่อแม่

ฉันไปบ้านปู่ ย่า ทุกครั้ง ฉันมีจุดหมายว่าไปครั้งนี้ฉันอยากได้อะไรจากบ้านนั้น อย่างครั้งนี้ฉันก็พกความหวังไปเต็มถุง(ผ้า) (สมัยนั้นฉันไม่มีกระเป๋าหรอก ฉะนั้นบอกว่าเต็มกะเป๋าเหมือนสมัยนี้ไม่ได้ซิเนาะ) ว่าต้องได้ชุดนักเรียนใหม่ๆที่ซื้อตรงจากแม้ค้าในตลาด ไม่ใช่ชุดใหม่ของฉันแต่เก่ามาจากที่อื่นเหมือนที่ฉันเคยได้ ชุดใหม่ที่ฉันอยากใส่ในวันเปิดเทอมเมื่อฉ้ันเข้า ป.๒

ปู่ย่า มีฐานะพอใช้ ถึงแม้มีลูกหลายคน แต่ก็ไม่ยากจน ปู่มีลูกทั้งหมดเก้าคน รวมทั้งพ่อฉันด้วยบางคนก็ได้เรียนสูงอยู่ชั้นมัธยม(และจบปริญญาในตอนนี้) บางคนก็แต่งงานแล้วทำนา ทำสวนอยู่กับบ้าน บางคนก็ทำงานมีเงินเืดือนบ้าง ไม่มีบ้างตามประสาครอบครัวใหญ่ ที่มีอะไรก็ช่วยๆกัน

ฉันอยู่กับปู่ย่า ก็ต้องทำงานช่วยเค้าเหมือนกันน่ะ แต่ก็ไม่ใช่งานหนักอะไรหรอก เด็กๆคนอื่นๆในหมู่บ้านเค้าก็ทำกัน แล้วแต่ฤดูนั้นๆ เช่น ฤดูเกี่ยวข้าว ฉันก็ต้องเกี่ยวข้าว ทำนาฉันก็ต้องช่วยดำนา หรือ งานหลักๆก็ ช่วยเก็บน้ำยาง(พารา)

สมัยนั้น(๒๕๒๔) ฉันจำได้ว่า ปูู่่ยังมีงานอีกอย่างนอกจาก ทำสวนยาง ไร่นา ฉันจำได้เลือนลางว่า ปูู่่ทำ"เหมืองแร่" ด้วย ฉันเคยไปร่อนแร่กับย่าด้วย หนึ่งหรือสองครั้ง ปู่เห็นก็เอ็ดย่า บอกว่าอย่าพาฉันไปอีกน่ะ ที่เหมืองมันอันตราย และอีกอย่าง มันเป็นงานของผู้ชายเค้า ย่าไม่ควรพาฉันไปอีก น่าเสียดายจัง จากนั้นฉ้ันก็ไม่เคยได้ไปเหมืองอีกเลย และฉันก็จำอะไรจากเรื่องราวของเหมืองแร่แทบไม่ได้เลย

อยู่บ้านปู่ย่า ฉันอยู่ดี กินดีทุกวัน ทุกคนรักฉันดี ถึงแม้บางครั้งฉันจะดื้อบ้างก็ตาม และฉันก็ไม่ใช่คนขยัน แต่ก็ไม่ได้ขี้เกียจจนต้องโดนด่า โดนว่าอยู่บ่อยๆ อยู่ที่นั้นฉันก็ช่วยเก็บน้ำยาง อา(ผู้หญิง)เกือบทุกวัน และระหว่างนั้นฉันก็ได้คุยกับอาเรื่องชุดนักเรียนที่ฉันอยากได้(มาก) อาก็รับปากและให้ความหวังฉันว่า ถ้าช่วยทำงานไม่ขี้เกียจ อาก็จะซื้อให้ก่อนกลับบ้าน ฉันได้ยินแค่นั้น ก็ดีใจ และมีกำลังใจที่จะำทำงานโดยไม่บ่น ไม่อู้เลยแม้แต่น้อย

สองอาทิตย์็ก็จะผ่านไปแล้ว ถึงเวลาที่พ่อใกล้มารับฉันกลับบ้านแล้วซิ แล้วไหนละ ชุดนักเรียนใหม่เอี่ยมที่อาสัญญาว่าจะซื้อให้ฉันก่อนกลับบ้าน นี่ก็ใกล้เวลากลับทุกทีแล้ว แต่ยังไ่ม่เห็นแม้แต่ชุดเก่าๆของใครที่จะมาให้ฉันเลย

และก็ึถึงเวลาที่ฉันต้องกลับบ้านด้วยน้ำตา เพราะอาผิดสัญญากับฉัน ฉันเสียใจมาก แต่อาก็ยังไม่เลิกให้ความหวังฉัน อาบอกว่า เวลาพ่อมาช่วยงานปู่ที่เหมือง อาจะฝากไปให้น่ะ เพราะช่วงนี้อาไม่ว่างจะออกไปในเมืองเลย พ่อก็บอกฉันแบบนั้นเหมือนกัน ไม่ต้องเสียใจน่ะ เดี๋ยวอา ก็ฝากพ่อไปให้จริงๆแหละ

ึถีงแม้ฉันจะเศร้าและเสียใจในตอนนั้น แต่ลึกๆฉันก็ยังหวังและรอคอยให้อาส่งชุดนักเรียนให้ฉันน่ะ แต่น่าเสียดายที่อาไม่เห็นความสำคัญของชุดนักเรียนนั้น ที่ฉันอยากได้ เพราะทุกครั้งที่พ่อกลับจากบ้านปู่ ฉันไม่เคยเห็นในมือพ่อมีชุดนักเรียนมาฝากฉันเลย ฉันผิดหวังทุกครั้ง ที่เห็นพ่อ กลับบ้านโดยที่ไม่มีชุดนักเรียนมาฝากฉัน

จนถึงวันเปิดเทอมฉันจะได้เข้าเรียน ชั้นป.๒ และปีนี้ก็พิเศษอีกแล้ว เพราะฉันไม่ใช่เด็กฝากเรียนอีกต่อไปแล้ว ฉันมีเลขที่ประจำตัว และได้แจ้งเข้าเรียนถูกต้องเหมือนเด็กๆคนอื่นในห้องเรียนแล้วน่ะ

ก่อนโรงเรียนเปิดหนึ่งวัน พ่อแม่ต้องไปโรงเรียนเพื่อที่จะสั้งซื้อ หนังสือ สมุด ดินสอ และหลายๆอย่างที่ต้องใช้ในการเรียน
ฉันก็ต้องไปด้วยในวันนั้น แต่ฉันไปคนเดียวไม่มีพ่อแม่ไปด้วยเหมือนเด็กคนอื่นๆ พ่อให้เหตุผลว่า ไปก่อนน่ะ เดี่ยวถ้าทันเวลาพ่อก็จะตามไป พ่อต้องกรีดยางก่อน ส่วนแม่ก็ต้องช่วยพ่อเก็บน้ำยาง

ฉันไปแล้วพ่อแม่เด็กๆหลายคนก็ทยอยกลับกันแล้ว ฉันก็ยังไม่เห็นพ่อแม่ฉันมาเลยฉันเริ่มใจไม่ดี เพราะกลัวจะไม่ได้หนังสือเรียน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ รอ รอ แต่ก็ต้องรอเก้อ เพราะพ่อกับแม่ ไม่ได้ไปในวันนั้น
ฉันไม่รู้หรอกว่า พ่อแม่ไม่มีเงินสด ไปซื้อหนังสือให้ฉัน และก็เลยไม่ไปโรงเรียนกับฉันในวันนั้น แต่(ตอนนี้) ฉันก็พอจะเดาออกว่าทำไมท่านถึงทำแบบนี้ พ่อแม่เด็กบางคนที่โรงเรียนก็ทำกัน

ท่านไม่ไปด้วย ครูจะได้เห็นว่า ครอบครัวฉันไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะซื้อหนังสือได้ ฉะนั้นครูต้องจดชื่อฉัน(หรือเด็กที่พ่อแม่ไม่มา)ไว้ แล้วทำเรื่องรับหนังสือบริจาค ซึ่งหนังบริจาคก็เป็นหนังสือเก่า ที่ยังใช้ได้

แ่ละมันก็เป็นอย่างที่พ่อแม่ฉันหวัง ครูประจำชั้นมาถามฉันว่า พ่อแม่มาหรือยัง ฉันก็ตอบว่ายัง ครูดูเวลาแล้ว ก็บอกว่า คงไม่มาแล้วละ ฉะนั้นฉันต้องไปลงชื่อขอรับหนังสือบริจาค เพราะรอนานก็เลยเวลา ครูก็จะกลับบ้านแล้ว

ฉันไม่อยากได้หนังสือเก่าเลย แต่ถ้าฉันไม่ให้ครูลงชื่อไว้ ฉันก็ไม่มีหนังสือเรียน ฉันเลยต้องขมขื่น รับหนังสือเก่าอีกปี

ไม่แค่หนังสือหรอก ที่ฉันจะได้รับ ฉันมันอยู่ในฐานะเกือบจน (อย่าว่าอยากจนเลยน่ะ เพราะยังไม่เคยอดข้าว อดน้ำ) ก็ต้องได้รับครบชุดเรื่องเรียน
ตั้งแต่หนังสือ สมุด ดินสอ และ ชุดนักเรียน(ที่ฉันไม่ชอบ)

และวันที่โรงเรียนเปิดก็มาถึง และมันก็เป็นวันที่ฉันจะได้รับหนังสือและชุดนักเรียนด้วย ฉันไม่อยากออกไปหน้าห้องตามที่ครูเรียกเลย มันเป็นจุดเด่นซะจริงๆ แต่ทำไงได้เรื่องเรียนที่ฉันรัก มันสำคัญมากจนทำให้ฉันต้องผลักตัวเองให้ไปรับของ(บริจาค)จากครูประจำชั้นจนได้

ชุดใหม่ของฉัน มันเก๋ซะจริงน่ะ มีชื่อใครติดมาด้วยก้ไม่รู้ ปักมาอย่างดีเชียว แต่น่าเสียดายที่ฉันใช้มันไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ชื่อฉันไง
กลับบ้่าน ฉันก็ต้องค่อยๆเอามีดแกะชื่อนั้นออก (กรรไกรเหรอ ไม่มีอีกแล้วครับท่าน)

ป.๒ ฉันมีชุดนักเรียนในปีนี้สองชุด รวมทั้งชุดเก่่าของป.๑ด้วย ถึงแม้จะเป็นชุดเก่า ที่เค้าบริจาคมา แต่มันก็ช่วยฉันไม่ต้องใส่ชุดเปียกไปโรงเรียนอีก ตอนป๑ฉันมีชุดเดียววันไหนฝนตกชุดเปียก ตากไม่แห้ง ฉันก็จำเป็นต้องใส่ชุดเปียกนั้นไปโรงเรียนอยู่บ่อยๆ แต่ปีนี้ ฉันมีอีกชุด ฉันไม่ต้องกลัวฝนอีกแล้วละ

ความอยากมี อยากดี อยากได้ในวัยเด็กของฉันก็มีไม่มากและไม่กี่อย่างหรอก ส่วนมากก็จะวนเวียนอยู่แต่เรื่่องเรียนนั้นแหละ

สองปีที่ฉันหวัง ที่จะได้ใส่ชุดนักเรียนใหม่เอี่ยมจากตลาดเหมือนเด็กๆคนอื่น แต่สองปีที่ฉันรอเก้อ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันไม่อยากไปเรียนเลย ฉันยังไปโรงเรียนทุกวันไม่เคยขาด และถึงแม้ฉันจะเรียนด้วยหนังสือเก่าๆ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันเรียนแย่แต่อย่างใด กลับตรงกันข้าม การเรียนของฉันกลับอยู่ในขั้นดี ดีกว่าเด็กบางคน ที่มีหนังสือใหม่ ใส่ขุดใหม่ ถึงแม้ฉันผิดหวังที่ พ่อแม่ และอาไม่ได้ให้ของฉันตามสัญญา แต่ฉันก้ไม่เคยทำให้ทานเหล่านั้นผิดหวังในตัวฉันเลย ฉันยังช่วยทำงานเหมือนที่ฉันเคยช่วยทานตลอดมา แต่ฉันก็ยังไม่เลิกหวังที่จะได้ในสิ่งที่ฉันอยากได้หรอกน่ะ ฉันยังหวังเสมอ สักวันหนึ่ง พ่อแม่หรืออาที่เคยสัญากับฉัน คงซื้อชุดนักเรียนใหม่ให้ฉันสักวัน .....




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2551 20:42:13 น.
Counter : 164 Pageviews.  

ตอน...รองเท้าในฝันของฉัน

เรื่องราวนี้ เป็นเรื่องจริงของฉันเองที่อยากเขียน เเละการเขียนของฉันก็ไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย เเค่อยากขีดๆเขียนๆเวลาเหงาคิดถึงบ้าน(ที่เมืองไทย)เเค่นั้นเอง ส่วนการใช้ภาษาอาจจะไม่ดีเท่าไหร่(ก็ความรู้เเค่ ป ๖) ใครผ่านมาอ่านอยากจะติชมก็ยินดีรับฟังค่ะ


รองเท้าในฝันของฉัน เป็นรองเท้าที่ฉันอยากได้ เเต่ฉันไม่เคยได้มันมาใส่ไว้กับเท้าของฉันเลย
ตอนนี้ฉันก็ยังอยากใส่มันน่ะ เเต่มันคงจะตลกน่าดูเลยถ้าฉันซื้อมันมาใส่ตอนนี้ วันเวลาที่ที่ฉันใฝ่ฝันที่จะใส่มัน มันผ่านมา ตั้งยี่สิบสามปีเเล้ว
เพราะฉะนั้น รองเท้าคู่นั้นก็เป็นได้เเค่รองเท้าในฝันจริงๆ

ถ้าหลายคนผ่านมาอ่าน คงอยากรู้รองเท้าคู่นั้นมันเเพงเเละวิเศษขนาดไหนเหรอ ทำไมต้องได้เเต่ฝันที่จะใส่มัน
เปล่าหรอก มันไม่ได้หายาก ไม่เเพง ไม่หรู อะไรหรอก มันเป็นเเค่รองเท้านักเรียนสีดำธรรมดานี่เอง ทำไมต้องฝัน? นั้นซิ ทำไม?

ถ้าเป็นวันนี้ ฉันคงไม่ต้องฝันเพราะฉันสามารถซื้อมาใส่ได้วันละหลายคู่ ฉันก็สามารถ เเต่มันจะช่วยอะไรได้ เพราะตอนนี้ ฉันไม่ได้เป็นนักเรียน เเล้ว เวลามันมาผ่านมายี่สิบกว่าปีเเล้ว ยี่สิบกว่าปีเเล้วที่ฉันจบ(ประถม ๖ มา) เเต่ความฝันก็ยังไม่เคยเลือนหายไปจากใจฉัน

เวลาฉันเห็นเด็กนักเรียนตัวน้อยๆใส่ชุดนักเรียน เเต่งตัวครบชุด พร้อมกระเป๋าถือนักเรียนสีดำ ทำให้ฉันชอบจ้องมองภาพนั้นเป็นเวลานานๆเเละดูเเล้วก็มีความสุขเเทนเด็กๆพวกนั้น เเต่ก็เเอบอิจฉานิดๆว่า ทำไมเค้าเกิดมามีพร้อมทุกอย่าง มีโอกาสดีๆ เเละ มีชีวิตที่ไม่ลำบากเหมือนฉ้น (ในอดีต)

ตั้งเเต่ไปโรงเรียนชั้นประถมวันเเรก ประถม ๑ เเบบฝากเรียน สมัยนั้นเเถวบ้านฉันไม่มีอนุบาล(ปี 2523) เเต่ฉันก็อยากไปโรงเรียนตั้งเเต่ฉันอายุไม่ถึงเกณ
พ่อเลย พาฉันไปฝากเรียน ฝากไว้ก่อนยังไม่เเจ้งเข้าเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ เพราะอายุฉัน ยังไม่ถึงเกณเรียน (ฉันเเค่ ๖ ปี)
ก็เลยได้เเค่เข้าไปนั้งเรียน กับเด็กๆที่เค้าเเจ้งเข้าเรียนอย่างเป็นทางการเเล้ว (ถึงเกณเข้าเรียน ป๑ ต้องอายุ ๗ ปี)

วันเเรกกับการไปโรงเรียน ฉันก็ดีใจตื่นเต้น เเละเตรียมตัวเตรียมการที่จะไปโรงเรียน ก่อนโรงเรียนเปิด ฉันขอให้พ่อซื้อชุดนักเรียนใหม่ เเละรองเท้านักเรียน พร้อมกระเป๋า เหมือนเด็กคนอื่น ฉัน ขอ..เเต่ไม่ได้ พ่อไม่ได้ไม่อยากให้ เเต่พ่อบอกว่า รอให้เข้าเรียนจริงๆก่อนเเล้วพ่อค่อยซื้อให้ ฉันก็เศร้าเเละผิดหวังทีไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียน ตามที่วาดฝันไว้
เเต่ฉันก็ดีใจ ที่พ่อพาฉันไปฝากเรียนกับครูได้ มีฉันเพียงคนเดียวในห้องที่เป็นเด็กฝากเรียน เเละฉันก็ไม่จำเป็นต้องไปเรียนทุกวันเหมือนเด็กคนอื่นๆ เพราะยังไงฉันก็ไม่มีสิทธิ์สอบ

หลังจากฉันไปนั้งเรียนได้หนึ่งอาทิตย์ คุณครูใหญ่นาย เเสวง ดุ ปากร้าย ใจดี ก็เเวะมาบอกพ่อที่บ้านว่า ให้ไปรับชุดนักเรียนที่ห้องครูใหญ่ให้ฉันด้วย เอามาให้ฉันใส่ไปโรงเรียน จะได้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเด็กคนอื่นๆในห้องเรียน

ฉันได้ชุดนักเรียนที่ใหม่เอี่ยม (เเต่ขี้เหร่ ) มาใส่หนึ่งชุด เเละหนังสืออีกหลายเล่ม ที่จำเป็นต้องมีไว้ใช้ในการเรียน สมุด ดินสอ ล้วนเเต่ครูใหญ่ใจดี เป็นคนบริจาคให้ฉัน ถึงเเม้มันจะเป็นของ เก่ามาจากคนอื่น เเต่สำหรับฉัน ในวันนั้น ของสิ่งนั้นมันมีค่ามากมายจริงๆ
กระเป๋านักเรียนฉันไม่มีหรอก ฉันได้หนังสือมา ก็ ใส่มัน ถุงหูหิ้ว (ถุงพลาสติก) นั้นเเหละ ฉันมันช่างคิดช่างทำ ถุงพลาสติกที่มีหูหิ้ว ฉันก็ดัดเเปลงให้มันเป็นกระเป๋านักเรียน โดยหาเชือกมา ผูกให้มันเป็นสาย พอที่ฉันจะสพายได้ เเค่นี้ฉันก็มีกระเป๋าใส่หนังสือไปโรงเรียนละ กระเป๋าฉันเก๋ไก๋กว่าใคร เปลี่ยนได้ อาทิตย์ละหลายๆสี ขาว เขียว ส้ม เหลือง เเล้วเเต่เเม่จะได้สีอะไรมาจากตลาด

หนึ่งปีเต็มที่ฉันไปเรียน ป.๑ โดยที่รู้ตลอดว่า ถึงวันสอบ ฉันต้องหยุดไป เพราะฉันไม่มีสิทธิ์สอบเหมือนคนอื่น
เเต่ฉันก็ไม่เคยท้อ ฉ้นเดินเท้าเปล่า ท่ามกลางเเดดร้อน บน ถนนลูกรัง ระยะทาง สี่กิโลเมตรไปกลับทุกวัน ฉันไม่เคยขาดเรียนเเม้เเต่วันเดียว เด็ก บางวันฝนตกฉันต้องเดินตากฝนกลับบ้าน ชุดนักเรียนชุดเก่งชุดเดียวของฉันก็เปียกฝน ซักตากเเต่เเห้งไม่ทัน ฉันก็ยอมเอาชุดเปียกๆนั้นมาใส่ไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น ใส่ไปนั้งเรียนจนชุดนั้นมันเเห้งไปเอง

ถึงเวลาที่ฉันต้องเศร้าอีกเเล้ว ใกล้วันที่เด็กๆทุกคน จะต้องเข้าสอบเลื่อนชั้น (สอบปิดเทอมใหญ่) ฉันก็อยากเข้าสอบด้วยนี่ ฉันเลยขอพ่ออีกครั้ง ให้พ่อไปพูดกับครูใหญ่ ขอให้ฉันได้สอบด้วย

ฉันเป็นลูกสาวคนเเรกของครอบครัว พ่อรักเเละจะให้ในสิ่งที่ท่านให้ได้เสมอ
พ่อก็เดินผ่าเเดดร้อนๆ ไปโรงเรียน เพื่อคุยกับครูใหญ่ เรื่องให้ฉันได้เข้าสอบด้วย ครูใหญ่ก็ถามความคิดเห็นครูประจำชั้นเรื่องการเรียนของฉัน ครูประจำชั้นก็บอกว่าอยู่ในขั้นดี ให้ลองสอบดู ถ้าผ่านก็ให้ฉันเลื่อนชั้น ไป ป.๒ เหมือนคนอื่นๆได้ เเต่ถ้าไม่ผ่าน ฉันก็ต้องเเจ้งเข้าเรียน ป.๑ ตามปกติของเด็กอายุ ๗ ปี

ถ้าผ่าน ก็ เเจ้งเข้าเรียน ป.๒ เลย

วันสอบ เด็กนักเรียนทุกคนในห้องเรียน เเต่งชุดนักเรียนใหม่ๆไปสอบ เเต่ละคนเเต่งเต็มยศ ตั้งเเต่ ชุดนักเรียน จนไปถึง ถุงเท้ารองเท้านักเรียน มองดูเเล้วมันน่าอิจฉาอะไรอย่างนี้ ฉันก็อยากใส่ชุดใหม่ไปสอบเหมือนกันนี่นา เเต่มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉันไม่มีชุดใหม่นอกจาก ชุดนักเรียนที่ครูใหญ่บริจาคมานี่เเหละ

ซึ่งทั้งเเบบเเละขนาดก็บ่งบอกชัดเชนว่าเป็นของบริจาค คอปกเสื้อก็เเตกต่างจากของเด็กคนอื่นที่ซื้อมาจากตลาด กระโปรงก็เเตกต่างมากมาย ฉันเกลียดกระโปรงตัวนั้นซะจริง ใหญ่ จีบเล็กๆรอบๆ เป็นจุดเด่นของห้องซะ..

ร้องเท้านักเรียนเหรอ!! ฉันต้องฝันเอาว่าฉันได้ใส่ ร้องเท้าในฝันของฉัน ไม่มีค่ะ น่าเสียดาย ที่ไม่มีใครบริจาคฉันเลย
วันนั้น ฉันไม่มีรองเท้านักเรียนใส่ไปสอบ (รองเท้าอื่นใด ก็ไม่มี ไม่เคยมี )
เเต่ฉันก็ไม่ได้เดินเท้าเปล่า ไปสอบน่ะจ๊ะ ฉันมันเด็กเเก่เเดด ไอเดียดีมีอยู่เรื่อย อย่างเช่นวันนี้ ก่อนสอบ ฉันก็อยากใส่รองเท้าไปโรงเรียน ก็มันเป็นวันพิเศษนี่ ฉันก็ได้หารองเท้าหนีบ ขาดๆของเเม่ สมัยนั้น ฉันเคยเห็นเเม่ใส่ เเต่ของยี่ห้องดัง " จำปาทอง " คู่ละ ๗ บาท ใส่ได้นานโขเลยน่ะ เเม่ใส่จนขาด เเละ พื้นบางจนเกือบทลุ เเล้วก็ทิ้ง คู่ที่เเม่ทิ้งนั้นเเหละ ฉันก็ไปเก็บมา ผสมกัน ข้างนั้น สีนี้ ข้างนี้สีนั้น ทั้งสองข้างมันก็ขาดเเละบางจนส่องเเสงมองตะวันเห็นชัด

ฉันก็หาเชือกฟาง มาร้อยตรงหูหนีบที่มันขาด ร้อยจนเเน่น พอดีกับเท้าเล็กๆของฉัน มันใจว่าไม่าหลุดเเล้ว ฉันก็ หาไม้มาผูกไว้ใต้พื้นรองเท้าให้มันเป็นที่ยึด ไม่ให้เชือกมันหลุดออกมา ผูกได้เเล้ว ใส่ได้ เเต่มันก็คู่ใหญอยู่น่ะ ตรงส้นเท้านี่เกินออกมายาวน่าดู ก็เท้าเเม่อะ จะให้เท่า เท้าฉันได้ไง เอ้อ...

พื้นรองเท้ายาว ฉันก็ไม่ท้อ ฉันไปเอามีดครัว(มีดที่ใช้ในครัว มีอยู่เล่มเดียวนั้นเเหละทั้งบ้าน) มาตัดส่วนที่ยาวออกมา ตัดให้มันพอดีกับเท้าสวยๆของฉันละ ฉันค่อยๆตัด ให้มันโค้งๆ มนๆ เป็นตัว ลักษณะ ตัว C เเค่นี้ฉันก็ได้รองเท้าคู่เเรกในชีวิตของฉันเเล้วละ เก๋ไก๋ดีไซน์ด้วยฉันเอง

*** สรุป ฉันได้สอบ เเละผ่าน ได้เลื่อนชั้นขึ้น ป.๒ เหมือนคนอื่นๆค่ะ

เเละรองเท้าในฝันของฉัน คือ รองเท้านักเรียนสีดำ รอทั้งปี ( ป.๑ ) ก็ไม่มีให้ใส่ เพราะพ่อเเม่เห็นว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น ก็เลยเฉยกัน จนฉันเลิกขอไปเอง
ตอนเด็กๆ ฉันเป็นคนขาดเเคลนเรื่องรองเท้ามาก เเละ เป็นสิ่งที่ฉันใฝ่ผันที่จะได้มันมาก เเต่ก็ยากเเสนยากที่จะได้มันมา (นอกจากรองเท้า ที่ฉันดีไซน์เองนั้นเเหละ เเบบนั้นหาไม่ยากหรอก ) เพราะเหตุนี้หรือเปล่า เดี๋ยวนี้ฉันเลยกลายเป็นคนบ้ารองเท้าอย่างหนัก ฉันซื้อรองเท้าได้บ่อยมาก เเละมีอยู่ในครอบครองหลายคู่ หลายเเบบ เเละหลายราคา ตั้งเเต่คู่ละ ๑๙ บาท ยัน หมื่นกว่า (เวอร์ป่าวรองเท้าคู่ละหมื่นกว่า เหอๆๆ ไม่เวอร์คะ ) รองเท้าคูเเพงที่สุดของฉันที่มีทั้งหมด เเปดสิบกว่าคู่(ไม่รวมคู่ที่ไม่ชอบใส่) ก็ ราคา 220 ยูโร ( คูณ 49 )

ฉันสัญญากับ สามีเเละตัวเองว่า จะเลิกซื้อรองเท้า เเต่ก็ทำไม่ได้สักที จนวันนี้ไปซื้อของ ฉันต้องพยายามไม่เดินผ่านร้านรองเท้า ไม่งั้นฉันจะกลับบ้านเเบบกระเป๋าฉีกเพราะความบ้ารองเท้าอยู่บ่อยๆ เเบบนี้ต้องรักษาด่วนหรือเปล่าเนี่ย..

.........เรื่องจริงของฉัน ด.ญ มาราตี เเห่งโรงเรียน บ้านบางคราม.........





 

Create Date : 21 เมษายน 2551    
Last Update : 12 ตุลาคม 2554 2:04:54 น.
Counter : 356 Pageviews.  


ramazoti
Location :
Franken Germany

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




อาจจะไม่มีเวลามาพูดคุย เเต่ก็อยากขอบคุณทุกๆข้อความที่มาทักทายคะ
บ้าน maratee ยินดีต้อนรับค่ะ
Friends' blogs
[Add ramazoti's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.