อยากให้บอลไทยไปบอลโลก
Group Blog
 
All Blogs
 

ตอนที่ 2 คำสาบานณสวนท้อสีม่วง

ช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ ณเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งของประเทศจีน ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าจับจ่ายใช้สอย สำหรับวัยรุ่นชาวจีน ณ ปี ค.ศ. 184 ยิ่งนัก เมืองเล็กๆแห่งนี้มีชื่อว่าเมือง “ตุ้นกวน” บ่ายวันนั้น มีคนเห็นชายหนุ่ม ผิวขาว หูยาว ไว้หนวดจิ๋ม มือที่ยาวเป็นพิเศษของเขา ถือ ออร์กาไนซ์เซอร์โบราณที่ทำจากไม่ไผ่ สายตาที่หวานเยื้อมเป็นพิเศษของเขากำลัง มองหาชายหนุ่มหน้าตาดีพร้อมกับตรงเข้าไปพูดคุย
“น้องสนใจเข้าวงการไหมจ๊ะ”
หนุ่มน้อยหน้าใสมองหน้าเขางงๆ พร้อมกับถามว่า “วงการอะไรครับพี่”
“พี่เป็นโมเดลลิ่ง ประจำเมืองตุ้นกวนของเราคะ พี่กำลังมองหา หนุ่มหน้าตาดีไปประกวด ตุ้นกวนแฟนตาเซียอยู่น้องสนใจไหม จ๊ะ”
หนุ่มน้อย มองหน้าชายหนุ่มหน้าขาวด้วยประกายตามีความหวัง“ หน้าอย่างผมประกวดได้ด้วยเหรอครับ”
หนุ่มหน้าขาวถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะมองหน้าวัยรุ่นชาวจีนหน้าขาวอย่างพินิจพิเคราะห์
“ก็พอจะได้นะจ๊ะ แต่อาจจะต้องฝึกร้องเพลงก่อนพี่ขอเก็บเงินค่าฝึกก่อน 500อีแปะ”
หนุ่มน้อยตกใจเป็นอย่างมาก “ทำไมต้องเก็บก่อนด้วยเหรอครับ ผมไม่มีเงินขนาดนั้นหรอก”
ชายหนุ่มหน้าขาวชักมีสีหน้าไม่พอใจ “เอ๊ะน้องนี่ไม่เชื่อพี่เหรอ แกไม่รู้ใช่ไหมว่าฉันเป็นใคร”
“เออ.......พี่เป็นใครครับ” หนุ่มน้อยชักสีหน้าสลด
“นี่นามบัตรไม้ไผ่ของฉัน”
หนุ่มน้อยหน้าตาดีอ่านด้วยเสียงอันดัง “เล่าปี่ เหี้ยนเต๊ก ........เชื้อพระวงศ์ฮั่น”
“นี่เธอรู้แล้วยังว่าฉันเป็นไฮโซ.....ฉันรู้จักคนดังมากมาย ทั้ง เป็นญาติพระเจ้าเหี้ยนเต้ 10ขันที นี่ซี้กันเลย เจอหน้านี่ยกมือไหว้ฉันกันทุกคน โดยเฉพาะขันทีเบอร์8 ฉายามดดำจีนนี่ซี้กันมาก”
“เออ............งั้นผมไม่เรียนก็แล้วกันครับ”
“กรี๊ด....แกกล้าปฏิเสธฉันเหรอยะ”
“ผมอ่านเรื่องของพี่ ที่บอร์ดประจำเมืองแล้วครับ เรื่องที่พี่มาหลอกคนเรื่องถ่ายแบบผมไปแล้วนะครับ”
และแล้วหนุ่มน้อยก็เดินจากไปพร้อมกับทิ้งให้ “เล่าปี่ เหี้ยนเต๊ก” ถอนหายใจอย่างท้อแท้ หลังจากเรื่องของเขาแพร่ออกไปในเมือง การหากินก็ลำบากมากขึ้น เขาถึงกับต้องทอเสื่อ และ รองเท้าขาย เพื่อเลี้ยงแม่คนหนึ่ง จริงๆแล้วเขาก็เกลียดตัวเองที่เป็นอย่างนี้ แต่ภายในสถานการ์ณ บ้านเมืองไม่สงบ เศรษฐกิจฝืดเคื่อง แต่ละคนล้วนมีภาระที่ยากลำบากไม่มีใครอยากเป็นคนชั่ว แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ เขาแค่อยากหาใครสักคนที่เข้าใจเขา

เธอ ..... เอ้ย...เขาตัดสินใจไปที่บอร์ดประจำเมืองเพื่อลบกระทู้ของเขาออก มิฉะนั้นอาชีพของเขาก็คงต้องจบลงจริงๆ แต่เมื่อไปที่บอร์ดประกาศประจำเมืองตุ้นกวนเขาก็หน้าซีดเผือด หน้าที่ขาวอยู่แล้วยิ่งขาวซีดลงไปอีก เพราะมีชาวเมืองมามุงดูบอร์ดเป็นจำนวนมาก
“..........หรือว่าฉันต้องหนีออกจากประเทศนี้...........”
เล่าปี่ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเหมือนกระเทยสำนึกผิดเข้า แต่ต้องเก๊กแมนไปถามชาวบ้านข้างหน้าว่า
“เจ้ จ๋า นี่เขาประกาศเรื่องอะไรกันจ๊ะ”
“อ๋อ.... ทางการเค้าเกณท์ ทหารไปปราบโจรโพกผ้าเหลืองน่ะ”
“เอ๋............ปราบโจรเหรอคะ เอ้ย...ครับ ไม่มีเรื่องอื่นแล้วเหรอครับ”
“เรื่องอื่นโดนเอาออกไปหมดแล้ว ณ ช่วงนี้กระแสปราบอำนาจเก่า เอ้ย อำนาจโจรกำลังอินเทรนด์ ป้าว่าเดี๋ยวจะลองส่งไอ้แก่ที่บ้านไปบ้าง เผื่อจะรุ่ง”
เล่าปี่ ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ เฮือกใหญ่โล่งใจที่เรื่องของตัวเองกำลังจะถูกลืม ทันใดนั้นก็มีเสียงอันดังปานภูผาถล่ม ตะคอกเขาว่า
“เป็นผู้ชายเสียเปล่า มาถอนหายใจเรื่องชาติบ้านเมืองอย่างนี้ มันน่าละอายนักนะท่าน”
เล่าปี่ หันไปค้อน ก่อนจะเห็นรูปร่าง บึกบึนลำสันไว้หนวดคมเข้ม มีเครา กระเส่าใจ เขายิ่งนัก จึงอดไม่ได้ว่าจะถามว่า
“พี่ท่านนี้มี ชื่อ แซ่ อันใด”
“ข้า....เตียวหุย เอ๊กเต๊ก คนขายหมูเว้ย”
มิเตอร์ พิเศษ ของเล่าปี่(ปัจจุบันเราเรียกกันว่าเกย์มิเตอร์ )บอกกับเขาว่า บางทีชายหนุ่มลำบึ๊กคนนี้ อาจจะใช่.....บางสิ่งที่เข้ากับเขาได้
“ บางทีเราอาจมี “อุดมการณ์” แบบเดียวกัน ขอเชิญน้องชายท่านนี้ไปแลกเปลี่ยนอุดมการณ์ กับข้าสักครู่จะได้ไหม”
เตียวหุย มองท่าทางการพูดการจาของเล่าปี่ จึงเริ่มล่วงรู้ความใน ก่อนจะนึกในใจว่า ลองหน่อยก็ได้วะ”

หลังจากหายไปแลกเปลี่ยนอุดมการณ์กัน ประมาณ หนึ่งชั่วยาม ทั้งคู่ ก็ได้มานั่งที่ร้านกาแฟตุ้นกวนบั๊ค พร้อมกับพูดคุยอย่างสนิทสนมกว่าเดิมมาก
“เจ๊.....เออ....พี่ชายคิดจะ ทำเช่นไรต่อไป….ครับพี่” สังเกตว่าคำว่าเว้ย หายไปจากประโยคของเตียวหุย
“ข้าเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ธุรกิจโมเดลลิ่งในเมืองนี้ก็เริ่มฝืดเคือง ข้าอาจจะต้องออกจากเมืองนี้สักที”
ทันใดนั้นเริ่มมีรังสีอำมหิตจากโต๊ะข้างๆ เมือมีชายหนุ่ม หนวดเครายาวนั่ง หน้าแดงด้วยความโกรธมองมายังโต๊ะ
ของ เล่าปี่ และ เตียวหุย
“อีนี่ เป็นใคร.....”
เตียวหุย หน้าซีดเผือด “เออ......เพื่อน เอ้ย พี่ชายน่ะคุยเรื่องเกณท์ทหารกัน พี่กวนอู นั่งก่อนสิครับ”
“ไม่ต้องมาโกหก หือๆ ดูก็รู้แล้วว่ามันเป็นใคร ที่ทำกันในห้องเมื่อกี้นี้นึกว่าไม่รู้หรือไง อ๋อ คุยเรื่องเกณฑ์ทหารกันเหรอ สองคนยังไม่พอใช่ไหม อยากล่อทั้งกองทัพเลย นะมึ.ง.”
กวนอูยกง้าวขึ้นมา “ผู้ชายมันก็เลวอย่างนี้ทุกคน คนที่แล้วก็ทำกับพี่แบบนี้แหละ เตียวหุยไม่รู้ใช่ไหมว่าพี่จัดการมันยังไง”
เตียวหุยทำหน้าสำนึกผิด “ผมขอโทษครับพี่....ผม..เออไม่ได้ตั้งใจ”
เล่าปี่ได้ยินดังนั้น ก็เริ่มสงสารชายหน้าแดง เนื่องจากเขาเข้าใจถึงความเจ็บปวดเช่นนี้ดีเขาใช่ว่าไม่เคยผ่านมันมาก่อน
“น้องชายท่านนี้โปรดนั่งลงก่อน ข้าเห็นใจท่าน ขอให้เชื่อว่าเราหัวอกเดียวกัน ถ้าข้ารู้ข้าคงไม่ทำ เอางี้ดีกว่ามาถามเจ้าตัวดีว่ามันจะเลือกใคร”
เตียว หุย เริ่ม งีด....เขาไม่นึกว่าจะเจอเหตุการณ์ลำบากใจเช่นนี้มาก่อน
“เออ ขาดเธอก็เหงา ขาดเขาก็คงเสียใจ ไม่อยากจะเลือกใคร อยากเก็บเธอเอาไว้ทั้งสองคน”
“เจ้า น่าจะแซ่ ทา ทา มากกว่า......”
“ยัง!!!!” เตียวหุยตอบไปโดยไม่รู้ว่าอีก พันสองร้อยกว่าปีต่อมา มันจะกลายเป็นมุขคาเฟ่
หลังจากเคลียร์กันอยู่นาน ทั้งสามก็เริ่มเห็นใจกัน เล่าปี่ ก็ มีแต่คนในเมืองเกลียดโดยไม่เห็นใจความจำเป็นของเธอ กวนอู ต้องหนีคดีฆ่าคนรักเก่า ที่บ้านเกิด เตียวหุย ไม่อาจตัดใจจากพี่ทั้งสองได้.....
ต่างคน ต่างมีปัญหาส่วนตัว ต่างคนต่าง “เห็น” หัวอกซึ่งกันและกัน....
หลังจากถกความในใจกันยกใหญ่ อีกสองยก... ทั้งสามจึงตัดสินใจทำบางสิ่งที่จะจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติจีน
แน่นอนว่า ยุคนั้น กฏหมายให้เกย์แต่งงานได้ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น...
ทั้งสามจึงตัดสินใจ สาบาน ตนเป็นพี่น้องร่วมสาบานไปพลางๆก่อน
พิธีสาบานตนจัดขึ้นที่สวนท้อ ทั้ง แม้จะไม่ต้องจัดงานแถลงข่าว แต่ด้วยฝีมือ ปาปาราซซี่โบราณ ทำให้ข่าวกระจายไปอย่างรวดเร็ว
ชาวบ้านเข้าใจว่า ผู้กล้าสามคนได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว....... การเป็นพี่น้องร่วมสาบาน สมัยนั้นผู้คนเห็นว่าเป็นเรื่องของ “ชายชาตรี”ที่ดูแมนมากๆเท่านั้นที่ทำกัน ชาวบ้านจึงได้เข้ามาขอเป็นกองทหารอาสา พร้อม ได้รับสปอนเซอร์เป็นม้า ห้าร้อยเชือก จาก เศรษฐีชื่อเตียว สิ เพง บริจาคให้ในนาน เตียวสิเพงคอเปอร์เรชั่น
บรรยากาศในงานผู้คนชื่นมื่น ร้องรำทำเพลง นักดนตรีเจ้งขับกล่อมเพลง จีนโบราณ แสนไพเราะยิ่งนัก ถอดเนื้อความเป็นไทยได้ว่า....
“แต่ เราก็หากันจนเจอ มานานแค่ไหนที่รอเธอมา รู้สึกไหมว่าชีวิตมันล้ำค่า เมื่อมีใครสักคนข้างกาย โว้วๆๆ เย่ๆๆ”
ตำนานแห่งจ๊กก๊กอันยิ่งใหญ่เริ่มต้น ณ วันนั้น
วันที่สวนท้อ ออกดอกบานสะพรั่ง ในฤดูชุนเทียนที่ บางคนสังเกตว่า
สีของดอกท้อวันนั้น.....
........................สีออก ม่วงๆ.........................

สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกเลียนแบบไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดจนกว่าจะได้รับอนุญาติจากผู้แต่งเท่านั้น)




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2550 19:10:42 น.
Counter : 197 Pageviews.  

ตอนที่ 1 สามพี่น้องเตียวบราเธอร์ กับ กำเนิด โจรผ้าเหลือง

ก่อนหน้าปี ค.ศ. 184 ราชวงศ์ฮั่นที่ก่อกำเนิดขึ้นจาก เล่าปัง ซึ่งสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าฮั่น โกโจ ได้ปกครองแผ่นดินจีนและวางรากฐานอย่างยอดเยี่ยมมาจนถึง ยุคของพระเจ้า เลนเต้ ซึ่งเป็นยุคที่กระเทยครองโลก
ขันทีทั้งสิบจัดการมอมเมาฮ่องเต้ ด้วย สุรานารี พริตี้ และ โคโยตี้โบราณ ทำเอาพระเจ้าเลนเต้วันๆเอาแต่ซื้อดริ้งค์ จนไม่เป็นอันบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้า
วันหนึ่งในกระท่อมเล็กๆแห่งหนึ่ง ณ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน พี่น้อง นักดนตรี อายุ ในราวสามสิบขึ้นไป ทั้งสามคนกำลังนั่งปรับทุกข์กันอยู่
เขาคือ เตียว บิ๊ก เตียวบอมบ์ และ เตียว บอย เออ......เพื่อความถูกต้องในเกร็ดประวัติศาสตร์ผมลงชื่อจริงดีกว่าจะครับ เขาคือ เตียว ก๊ก เตียว โป๊ และ เตียว เหลียง
พี่คนโตกล่าวกับน้องๆทั้งสองของเขาว่า “เราต้องมาคุยกันหน่อยแล้วช่วงนี้ อาชีพนักดนตรีของพวกเราเริ่มถึงจุดที่หน้าเป็นห่วง เราควรจะมาช่วยคิดว่าทำอย่างไรเราทั้งสามคน จึงจะสามารถเป็นคนของมหาชนได้สักที น้องทั้งสองของพี่จงช่วยคิดกันทีเถิด”
น้องคนกลาง ซึ่งหน้าตารื่นเริ่งอย่างไม่มีเหตุผลอยู่ตลอดเวลา หัวเราะขึ้นมาดังๆว่า “ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อยากเป็นคนของมหาชน เราก็ต้องไปขออนุญาต เสธ.หนั่นสิครับพี่ วะฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
น้องคนเล็กซึ่งทำใจกับมุขตลกที่ต้องช่วยกันขำในครัวเรือนของพี่คนรอง ไปเสียแล้วกล่าวเอาใจขึ้นมาว่า “ พี่เตียว บอย เอ้ย เตียวโป๊ ตลกจังเลยครับมุขนี้คิดได้ไงครับพี่” จริงๆแล้วน้องคนเล็กเป็นคนจิตใจดีมาก เพราะเขาไม่อยากเบรคพี่รองเนื่องจากอยากให้พี่รองมั่นใจในตัวเองว่าเขาเป็น นักดนตรีหนุ่มอารมณ์ดี หลายครั้งเขาจึงต้องฝืนทนกับมุขตลกที่ต้อง คิด ก่อนขำ ของพี่ชายคนรองเสมอ
“ดีมากเจ้ารอง จงจำมุขนี้ไว้ใช้ในรายการในช่วงมุขเสื่อมด้วยนะ….เอาล่ะเรามาเข้าเรื่องกันเสียที พี่ขอพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันกันก่อน ตอนนี้ในวงการ เอ้ยในราชสำนัก ฮั่นตอนนี้ฟอนเฟาะยิ่งนัก สิบขันที กำลังมีเรทติ้งอำนาจกระฉูด พวกเราก็รวมตัวกันมาจนอายุป่านนี้แล้ว แม่แต่ อาม่าหน้าปากซอยยังไม่รู้ว่าพวกเราเป็นคนในวงการ เอ้ย เป็นคนในยุทธจักร พวกเราควรที่จะมาเบรนสตอร์มวางแผนการตลาด ปรับปรุงอิมเมจกันเสียใหม่ มิฉะนั้น เราอาจจะต้องจำใจกลับไปขายเกี๊ยวกันต่อไป น้องทั้งสองจงช่วยคิดว่าทำอย่างไร เราจึงจะมีแฟนคลับกะเขาบ้างสักที”
น้องรองหยุดยิ้มชั่วครู่ก่อนจะให้ความเห็นว่า “หรือเราควรจะทำรายการสักรายการหนึ่ง ที่เชิญแขกรับเชิญ มา นั่งเงียบๆฟังพวกเราพูดดีไหม ท่านพี่”
“ทุกวันนี้เราก็ทำอย่างนั้นอยู่แล้วมิใช่หรือ พี่รอง” น้องสามกล่าวเตือนให้สติ
“หรือเพื่อให้เข้าสู่ประชาชนระดับรากหญ้า เรา ควรจะให้เสียงเรากระจายไปสู่รถเมล์ตอนเช้า”
“พี่รอง เรื่องของพวกเราเพิ่งเป็นกระทู้แนะนำ ไปเองนะท่านพี่”
พี่ใหญ่ตัดบท“นักปราชญ์โบราณกล่าวไว้ หากจะสร้างกระแส ก็ ต้องดูกระแส เจ้าทั้งสองลองคิดสิว่าตอนนี้กระแสใดกำลังมาแรง”
“จตุคาม จุฬา มะ เทพ ว่ะฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” พี่รองหัวเราะด้วยเสียงอันดัง
“ ยัง... จตุคาม รามเทพ” น้องสามต้องช่วยแก้อีกตามเคย บางทีเขาก็สงสัยว่าถ้าครอบครัวนี้ไม่มีเขาจะอยู่กันยังไง

(***หมายเหตุ สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจมุขดังกล่าว แล้วรู้สึกไม่สบายใจสามารถส่งข้อสงสัย สักถามมาได้ ผู้เขียนจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดต่อไปว่าควรจะขำ ตรง ประโยคไหนและจังหวะขำที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไรจึงจะเหมาะสม***(ผู้เขียน))

“ใช่แล้วความศักสิทธิ์ เนื่องจากผู้คนหมดหวังต้องไปพึ่งสิ่งศักสิทธิ์ กันหมด ฉะนั้นถ้าเราจะดัง เราก็ควรจะเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียเอง”
“หลักทู่ มากพี่เตียวก๊ก”
“หลัก แหลมต่างหาก” น้องสามกำดาบไว้ในมือแน่น เมือกี้เขาเกือบจะฟันคอพี่รองเสียแล้ว
“น้องทั้งสองของพี่ จงไปหา หน้าแพะ มา”
“...............................................” ทั้งสองเงียบไปพักใหญ่เพราะไม่ทราบว่าพี่ใหญ่พูดอะไร
“เออ.............พี่หมายถึงหน้าม้าน่ะแก้เองก็ได้วะ คือ ให้หน้าม้ามาทำฟอร์มป่วยและให้พี่รักษาให้หายรับรองว่า ข่าวนี้จะแพร่สะพัดไปสู่ ผู้ยากไร้ทั่วแผ่นดินจีน และ แล้ววันที่ฝันของพวกเราจะเป็นจริง นั้นคือวันที่พวกเราจะมีแฟนคลับก็จะมาถึง
“ว่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” น้องรองขำด้วยเสียงอันดังอีกตามเคยซึ่ง แม้แต่ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่ามันขำเรื่องอะไร
“ถ้าถึงวันนั้น เราทั้งสามคนควรจะมีตำแหน่งกัน เป็นแม่ทัพ เจ้าสวรรค์ แม่ทัพเจ้าโลก(หมายถึงเจ้าของโลก) และ แม่ทัพสมุทร”
“ดีมากน้องสามเจ้าคิดว่าเพื่อความเป็นยูนิตี้แฟนคลับเราควรจะมีสัญลักษณ์ด้วยจะดีไหม”
“โพกหัวดีกว่าดู เฮฟวี่ ดี ข้าว่ามันดูทันสมัยมาก” น้องรองพูดถึงแฟชั่นเฮฟว่าที่ทันสมัยมากเมื่อ 15ปีที่แล้ว
“ข้าชอบสีทองแต่มันหายากงั้นย้อมสีผ้าโพกหัวเป็นสีเหลืองแล้วกัน จะได้ดูเด่น เจ้าทั้งสองเห็นด้วยไหม”
“เราทั้งสามเห็นตรงกันพี่ใหญ่”
“คำขวัญ ประจำตระกูลของเรา หากอยากเจริญ พวกเราต้องเชิญแขก เจ้าจงเชิญชาวบ้านที่เดือดร้อนทั่วแผ่นดินมาเป็นแฟนคลับของเรา และวันนี้พวกเราสามพี่น้องจะเขย่า ปฐพีเสียที”
“ว่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
สิ้นเสียงหัวเราะของเจ้ารองชายหนุ่มอารมณ์ดี
ใครจะรู้ว่าวันนั้น กบฎชาวนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน ยุคที่ราชวงศ์ฮั่นปกครองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว......................

(สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามลอกเลียนแบบไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดจนกว่าจะได้รับอนุญาติจากผู้แต่งเท่านั้น)




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2550 19:08:21 น.
Counter : 199 Pageviews.  


ช่างประชันพันธุ์ประชด
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นักเขียน / คอลัมนิสต์
Friends' blogs
[Add ช่างประชันพันธุ์ประชด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.