อยากให้บอลไทยไปบอลโลก
Group Blog
 
All Blogs
 

Gay Team 5พยัคฆ์นักสืบ นิยายสไตล์หลุดๆ (ตอนที่4)

ตลอดวันนั้น อั้นถูกซักถามจากทุกคนที่อยู่ในห้องประชุม และ รับทราบข้อมูลบางส่วนที่ “พอจะรู้ได้” อั้นได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้นว่า ดร.อิศราเป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยที่แม้จะมีผลงานมาก แต่เป็นคนที่ชอบทำตัว Low Profile ดร.อิสรา มีงานวิจัยที่สำคัญต่างๆไม่น้อย มีผลงานทางวารสารวิทยาศาสตร์ และ การแพทย์ ระดับนานาชาติเสมอๆ ในไทย ดร.อิศรามีตำแหน่งงานใน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานแห่งแรกที่เขาเข้าทำงานได้ไม่ถึงสามเดือนหลังจากที่เขากลับจาก สหรัฐอเมริกา สิ่งหนึ่งที่อั้นคิดในตอนนี้ก็คือ
“นี่กูมาเกี่ยว...ได้ยังไงวะ???”

“…… นี่มึงพูดกับกูเหรอไอ้อั้น....”
“เปล่าไอ้อ๋อย กูแค่นึกในใจ”
“งั้นก็แปลก ทำไมกูได้ยินก็ไม่รู้นะ”
“นี่คือข้อดีของการอ่านนิยาย มันง่ายกว่าที่เราจะรู้ว่าตัวละครคิดอะไร”
“หนักหน่อยนะ วันนี้ถูกสอบสวนเกือบทั้งวันเลยนะมึง”
“ไม่เป็นไรหรอกดีแล้วล่ะ มันจะได้ทำให้กูรู้รายละเอียดหลายๆอย่าง”
“แล้วมึงจะทำยังไงต่อไป”
“กูคงนัดเจอพวกมันทั้งหมดก่อน ช่วงนี้ไม่ได้ติดต่อกันเลย บางทีอาจจะมีใครพอจะรู้เรื่องนี้บ้าง”
“เท่าที่รู้นะ ตอนนี้เพื่อนๆ มึงทุกคนก็ไม่มีใครทราบเรื่องเหมือนกัน”
“มึงรู้ได้ยังไงวะ”
“ตอนมึงออกจากห้องประชุมไปให้ปากคำอีกห้องหนึ่งครูปราบบอกกูว่ามีอีกทีมไปสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากเพื่อนมึงอีก 4 คนทุกคนบอกตรงกันว่าไม่รู้เรื่องอะไร ครูปราบเลยบอกว่าอยากจะนัด มึง และ เพื่อนๆ มาคุยพร้อมๆกันอีกสักครั้ง

เสียงเพลงริงโทน ทำนองเพลง “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย” ซาวแทรคประกอบภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิทดังขึ้นมา จากมือถือของอั้น มีคนส่งข้อความเข้ามาในมือถือ โนเกีย 3310 รุ่นแรกของเขา

“วันนี้รู้สึกแย่มาก อยากปรึกษาหน่อย เจอกันร้านอินดี้ 3 ทุ่ม...จากยูหมิ”

“สงสัยวันนี้กูต้องไปก่อนแล้วนะไอ้อ๋อย เพื่อนๆที่เรากำลังพูดถึงกัน เรียกกูแล้ว”
“อ้าวจริงดิ ตอนนี้ก็หมดเวลาราชการแล้ว กูก็ว่างๆอยู่ ไปรถกูก็ได้นะ”
“ก็ดี.....นี่มึงคงไม่ได้กำลังจับตากูอยู่ใช่ไหม”
“เปล่านี่ มือกูล้วงกระเป๋าอยู่ไม่เห็นเหรอ”
“........(-_-“).......น่าจะเป็นตลก มากกว่าตำรวจนะมึงเนี่ย”
“ฮ่าๆๆ จริงๆครูปราบก็ฝากให้มองๆมึงไว้เหมือนกัน แต่ลึกๆแล้วแกคงไม่คิดว่ามึงจะเกี่ยวด้วยหรอก ไม่อย่างนั้นกูก็คงไม่ได้เข้ามาเกี่ยวในคดีนี้”
“ช่างมันเถอะ ถือว่ากูมีนายตำรวจติดตามคอยขับรถให้สักคนก็ดีเหมือนกัน สำหรับคดีที่ไม่มีเบี้ยเลี้ยงอย่างนี้”
“เอาเถอะน่า นี่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าพวกมึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆ พินัยกรรมก็จะสมบูรณ์ทางกฎหมาย นั่นเท่ากับว่าอยู่ๆมึงจะได้ บ้านกับที่ดินฟรีๆหลังหนึ่ง และ หมาอีกหนึ่งตัว”
“หา....หมาด้วยเหรอ”
“ใช่ พินัยกรรมของเขาบอกว่า นอกจากสิทธิในเงินปันผล จากหุ้นและเงินสดในธนาคาร และ ทรัพย์สินในอเมริกาที่เค้าจะบริจาคให้มูลนิธิ พิทักษ์สัตว์ แล้ว อสังหาริมทรัพย์ และ สังหาริมทรัพย์ ที่อยู่ในเมืองไทย ซึ่งมีเพียง บ้านหลังนั้นหลังเดียวที่เป็น อสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ส่วน สังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ได้ของเขาในเมืองไทย ก็มีเพียงสองอย่างคือ จักรยาน1คัน กับ หมาหนึ่งตัว”
“เออ....... เขาไม่ได้ซื้อรถในเมืองไทยไว้สักคันเลยหรือ”
“เสียใจด้วยว่ะ ดร.อิศราซื้อบ้านติดใกล้ๆกับที่ทำงาน เดินทางไปโดยการปั่นจักรยานหรือนั่งรถแทกซี่เท่านั้น”
“นี่กูควรจะดีใจหรือเสียใจดีนะ ได้บ้านชานเมืองหนึ่งหลัง แต่ต้องทำงานฟรีๆหนึ่งชิ้น และ เกือบๆจะเป็นผู้ต้องหา แถมต้องรับภาระเลี้ยงหมาอีกหนึ่งตัว”
“มองโลกในแง่ดีสิวะ มันอาจจะเป็นโอกาสของมึงก็ได้นะ”
“โอกาสอะไรวะ”
“กูเคยดูหนังเรื่อง 28 Days ของ ซานดร้าบุลล็อก เค้าบอกว่าถ้าใครเป็นคนโสดให้ลองหาต้นไม้มาปลูกไว้ในบ้านหรือหาหมามาเลี้ยงสักหนึ่งตัวผ่านไปหนึ่งปี ถ้าทั้งสองอย่างยังมีชีวิตอยู่นั่นหมายถึงมึงพร้อมจะเริ่มความสัมพันธ์อย่างจริงจังได้ เพราะนั่นหมายถึงมึงพร้อมจะดูแลคนอื่นนั้นเอง”
“ขอบใจมากวะ แต่มึงไม่ลองคิดในมุมของหมาบ้างล่ะ ว่ามันจะรู้สึกยังไงถ้าต้องเป็นถูกแปลงสัญชาติจากหมากลายเป็นหนู ไว้ทดลองข้อสงสัยของคน ทั้งๆที่มันอาจไม่เต็มใจ”
“มึงพูดได้มีเหตุผล จริงด้วยว่ะ หมา ย่อมเข้าใจจิตใจของหมา”
“เฮ้ย ชกกันดีกว่าไหม ...ไอ้อ๋อย”
“ฮ่าๆๆ จะว่าไปมึงทำไมไม่หาแฟนสักทีวะ นานมากแล้วนะที่กูไม่เห็นมึงคบกับใคร”
“ทำไมกูจะไม่อยากมีวะ ก็อยากมีเหมือนกันนะ”
“แล้วทำไมไม่มีสักทีล่ะ”
“กูอยากมีแฟนว่ะแต่ขี้เกียจจีบ”
“โถ่ พ่อติ๊ก เจษฎาพร มึงเลิกพูดจาภาษาติ๊กอย่างนี้เสียทีเถอะ ถ้ามึงไม่จีบอยู่เฉยๆแล้วใครจะยอมเป็นแฟนกับมึงวะ”
“ก็ไม่เป็นไรงั้นเป็นเพื่อนกันก็ได้นี่”
“กูขี้เกียจพูดกับมึงแล้ว ไอ้ไข่ย้อย”
“มึงเคยเห็นได้ยังไง”
“กูหมายถึงหนังเรื่องเพื่อนสนิทโว้ย.............”

และแล้วทั้งคู่ก็ออกจาก อาคารสุขประพฤติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ด้วยรถ บีเอ็มคันเดิม ในเวลา ที่พระอาทิตย์ลับหายไปจากขอบฟ้า ด้วยจุดหมายปลายทางคือพระอาทิตย์อีกดวงที่ยังคงสว่างสไวแม้ในค่ำคืน...ถนนท่าพระอาทิตย์นั่นเอง




 

Create Date : 24 เมษายน 2549    
Last Update : 24 เมษายน 2549 9:28:33 น.
Counter : 236 Pageviews.  

Gay Team 5พยัคฆ์นักสืบ นิยายสไตล์หลุดๆ (ตอนที่3)

“คุณกับพวก มีความเกี่ยวพันกับเรื่องนี้อย่างไร”
“...................ผมเพิ่งรู้เรื่องของเขา ครั้งแรกในห้องนี้…..”
“คุณกำลังจะบอกพวกเราว่าคุณไม่เคยรู้จัก ดร. อิศรามาก่อน”
“ผมพยายามนึกอยู่ แต่ ณ ตอนนี้ยังนึกไม่ออกอยู่ดีนะ”
“แล้วคุณมีคำอธิบาย สำหรับพินัยกรรมฉบับนี้ให้พวกเราไหม”
“เชื่อผมเถอะ ตอนนี้ผมเองก็ต้องการคำอธิบายไม่น้อยไปกว่าพวกคุณ”
“แล้วในส่วนของหุ้นส่วนอีกสี่คนของคุณล่ะ”
“ผมไม่ทราบ”
“คุณแน่ใจ!”
“แน่ใจว่าไม่ทราบน่ะเหรอครับ อืม...ผมแน่ใจมากครับว่าผมไม่ทราบ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณคิดว่าคุณ หรือเพื่อนของคุณ มีความเกี่ยวพันอะไร กับ บุคคลอื่นๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับดร.อิศรา หรือ งานของเขาไหม”
“ถ้าอย่างนั้นผมต้องทราบก่อนว่างานของเขาคืออะไร”
“คุณแน่ใจนะ ว่าคุณไม่ทราบเรื่องงานของ ดร.อิศรา”
“.....(-_-“)........คงจะเป็นอย่างนั้นน่ะครับ เพราะถ้าผมแน่ใจว่าผมไม่รู้จัก ดร.อิศรา ผมก็คงแน่ใจว่าผมไม่รู้เรื่องงานที่เขาทำ ซึ่งคงจะแน่ใจพอๆกับที่ผมแน่ใจว่าผมเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับงานของคุณ..........ดังนั้นผมแน่ใจว่า ผมค่อนข้างแน่ใจครับ”
ชัชวาลยังคงสอบสวน อั้น ต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะบอกว่า อย่ามาล้อเล่นกับเขา
“ถ้าอย่างนั้น คุณไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ อยู่ๆวันหนึ่งคุณก็ได้รับพินัยกรรมจากคนที่ไม่เคยรู้จัก ซึ่งยกทรัพย์สินเกือบจะทั้งหมดของเขาให้คุณ กับพวกฟรีๆ หลังจาก การตายฆ่าตัวตายอย่างผิดธรรมชาติ”
“เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นด้วยกับคุณ ใช่ครับมันแปลกมาก.....................เออ...ผมแน่ใจ...”
“นี่คุณ!!!”

“เอาเถอะ ผู้หมวด เบื้องต้น ผมเชื่อว่าคุณกันต์คงจะเพิ่งทราบเรื่องที่เราคุยกันจริงๆ”
“......ครับท่าน” ร้อยตรีชัชวาลย์ กล่าวยอมรับคำพูดของ พล.ตำรวจตรี อาวุโส
“นี่คงเป็นเหตุผลที่ ท่านให้ผู้ต้องสงสัยอย่างผมได้อ่านอ่านสำนวนคดีใช่ไหมครับท่าน”
“ต้องขอโทษนะคุณกันต์ สำหรับการสอบสวนผู้มีความรู้ด้านการสืบสวน เราคงต้องใช้วิธีพิเศษกว่าธรรมดานิดหน่อย ตอนนี้สำหรับความเห็นเบื้องต้นของผม ผมเชื่อว่าคุณคงยัง ไม่ได้ปกปิดอะไรพวกเรา หวังว่าประสบการณ์เกือบ40ปีในงานของผมคงไม่ทำให้ผมคิดผิด”

การสังเกตอากัปกิริยาของผู้ต้องหาด้วยวิธีเช่นนี้ นับเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับนายตำรวจทุกคนในห้องนี้ โดยเฉพาะหมวดอ๋อยที่รู้สึกทึ่งกับ วิธีสอบสวน ของ “ครูปราบ”ของเขามาก เป็นวิธีสอบสวนที่เขาไม่เคยอ่านพบจากตำราใดๆของกรมตำรวจ หรือ แม้แต่ ตำราที่เขาเคยเรียนจาก การอบรมสัมมนาด้านวิชาสอบสวนผู้ต้องหาที่เขียนโดยครูปราบเอง การเสี่ยงที่จะให้ผู้ต้องหา รับทราบรายละเอียดในสำนวนคดี เพื่อที่จะทำให้เพื่อนของเขาเข้าใจผิดถึงสถานะของตัวเองในคดี ทำให้สามารถสังเกตดูถึงอากัปกิริยาต่างๆ ที่ ไม่สามารถปรุงแต่งได้สำหรับผู้ที่ไม่ทราบเรื่องราว หรือรู้จักผู้ตายมาก่อน บางครั้งเป็นสิ่งที่เป็นข้อมูลที่ดีกว่าหลักฐานวัตถุ หรือ เอกสารใดๆ อย่างไรก็ตาม หมวดอ๋อย เริ่มคิดว่า การจะใช้วิธีที่เสี่ยงเช่นนี้ได้ เพื่อนของเขาคงถูกตรวจสอบจากหน่วยงานด้านการข่าว(ซึ่งคงจะถูกตรวจสอบด้วยระดับเข้มข้นพอสมควร) และ คงยังไม่พบหลักฐานใดๆที่แสดงถึงความเกี่ยวพันกับดร.อิศรา และ ในอีกไม่กี่อึดใจ ตัวแทนจากกระทรวงกลาโหม อย่าง ร้อยตรี ชัชวาลย์ก็ยืนยันความเชื่อของเขา
“จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของเราก็ยังไม่พบความเกี่ยวข้องใดๆ ระหว่าง ดร.อิศรา กับ นายกันต์พันธุ์สืบ,นางสาว อายุรินทร์ มัทสุชิม่า,นายระพีพันธ์ ระเริง,นาย รักธรรม สุจริตชน และ นางสาว สุภาพร ปิยะพันธ์......ในทางเอกสาร ทั้งหมดคือรายชื่อในห้างหุ้นส่วนสืบอิสระ หรือ ชื่อที่สื่อมวลชนและคนทั่วไปเรียกก็คือ Gay Team”
“ขอบคุณครับที่กรุณาแจ้งราษฎรตัวเล็กๆอย่างพวกเรา ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเราถูกตรวจสอบได้อย่างง่ายดายมากในทางปฏิบัติภายใต้รัฐธรรมนูญที่พวกเราภาคภูมิใจ”
“มันคือเหตุผลทางความมั่นคงของชาติน่ะคุณกันต์ ผมหวังว่าคุณคงเข้าใจ” เป็นรอยยิ้มแรกที่ปรากฏบนใบหน้าของร้อยตรีชัชวาลย์ แต่เพียงว่า มันไม่ได้เป็นรอยยิ้มที่เกิดจากมิตรภาพแต่อย่างใด
“ครับผมเข้าใจ จริงๆแล้วหน่วยข่าวกรองของประเทศเราสามารถหาข้อมูลเช่นนี้ ได้มานานหลายทศวรรษ แล้วเพียงแต่มันไม่ได้ถูก ระบุไว้อย่างเป็นทางการในกฎหมายเท่านั้นเอง”
“แต่พวกคุณก็ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะจากการตรวจสอบคุณและเพื่อนๆทุกคนก็ประวัติสะอาดดี สถานะของพวกคุณตอนนี้เราจึงอยากได้ความร่วมมือในฐานะพยาน”
“ฟังดูเหมือนผม คงไม่มีทางเลือก เท่าไหร่ ใช่ไหมครับ”
“ทุกคนมีทางเลือกเสมอ คุณกันต์ สำหรับคุณ อาจเลือกสถานะเป็นผู้ต้องหาก็ได้ ถ้าหากไม่ร่วมมือให้ข้อมูลกับเรามากพอ”
“หึๆๆ ผมเพิ่งทราบว่าคุณก็มีอารมณ์ขัน”
“เอา ล่ะ คุณกันต์ ถึงตอนนี้ผมว่าเรามารู้จักเพื่อนของคุณเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยเผื่อคุณจะนึกอะไรออกนะ คุณกันต์” หลังจากเอ่ยจบประโยค ครูปราบก็พลิกเปิดแฟ้มสีดำอีกแฟ้มหนึ่งที่วางอยู่ต่อหน้า และ “ให้รายละเอียด” ว่า
“ดร.อิสระ อายุ 41ปี โสด เรียนจบจากคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ในระหว่างที่เป็นนิสิตแพทย์อยู่นั้น ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าเค้ามี “งานอดิเรก”คือ การลงทะเบียนเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเปิดอีกแห่งหนึ่ง นั้นคือจุดหักเหในชีวิตของเขา หลังจากเรียนจบ และ ทำงานใช้ทุนให้โรงพยาบาลของรัฐในฐานะวิสัญญีแพทย์อยู่ 5 ปี เค้าก็ไปศึกษาต่อที่คณะ(ถามไอ้อิด) ในสาขาวิศวะพันธุกรรม ที่ บรรดานักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิของเมืองไทยให้ข้อมูลกับผมอย่างไม่เป็นทางการเป็นเสียงเดียวกันว่า ยากมาก หลังจบ phd Genetic engineering เขาก็ทำงานที่อเมริกา อยู่ 7 ปี แต่ข้อมูลที่เรามีบอกแต่เพียงว่า ดร.อิสระ ทำงานอยู่ในหน่วยงานที่สนับสนุนโดยกองทุนวิจัยจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา………เอาล่ะ พอจะนึกอะไรออกบ้างหรือยังคุณกันต์”
อั้นยิ้มเจื่อนๆให้ครูปราบ “ .......(-_-“)........ ท่านครับผมจบมหาวิทยาลัยด้วยเกรดเฉลี่ย 2.22 หมอคนเดียวที่ผมสนิทด้วยคือ คุณหมอที่คลินิกรักษาสิว ดูน่าจะเกี่ยวกับงานของเขาไหมครับ”
“ตั้งแต่ผมรับราชการมาเจอคดีแปลกๆมากมาย ยิ่งในเมืองไทยไม่ต้องห่วงเลย แต่คดีนี้เป็นคดีแปลกๆที่มีเดิมพันสูงมาก เพราะทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็ติดต่อผ่านมาอย่างเป็นทางการผ่านทางสถานทูตว่าอยากทราบรายละเอียดความคืบหน้าในคดีนี้ด้วย ผมจึงอย่างให้คุณร่วมมือกับเรา มันคงทำให้งานของพวกเราง่ายขึ้นมาก และ คุณเองก็คงอยาก คลี่คลายข้อสงสัยของคุณด้วย”
“.........ครับท่าน......แต่ก่อนจะเริ่มงานในคดีนี้ผมมีข้อสงสัยที่สำคัญมากอย่างหนึ่งครับ”
“เชิญเลยคุณกันต์”
“เออ...........คดีนี้จะมีเบี้ยเลี้ยงหรือเปล่าครับ........”





 

Create Date : 21 เมษายน 2549    
Last Update : 21 เมษายน 2549 12:41:34 น.
Counter : 197 Pageviews.  

Gay Team 5พยัคฆ์นักสืบ นิยายสไตล์หลุดๆ (ตอนที่2)

mw คันงามวิ่งเลี้ยวขวาเข้าถนนประชาราษฎ์สี่แยกเตาปูน ก่อนมาถึงที่หมาย ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่...
ณ อาคารสุขประพฤติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งสองเข้าไปในอาคาร นายตำรวจสองคนทำความเคารพหมวดอ๋อย ก่อนที่ หมวดอ๋อยจะพาเพื่อนของเค้าขึ้นลิฟต์ไป ชั้น 22
“วันนี้เป็นการประชุมร่วมหลายๆฝ่าย เพราะเป็นเรื่องใหญ่ ทางที่ดีมึงช่วยลดระดับความกวนตีนลงหน่อยกูจะขอบคุณมาก” หมวดอ๋อยกล่าวอย่างเป็นกังวล
“เออ...แต่ทำไมเรื่องสำคัญขนาดนี้ แล้วมายุ่งอะไรกับนักสืบ เอกชน อิสระ....... และ ต๊อกต๋อย อย่าง กูวะ”
“ง่ายมาก เพราะเรื่องนี้มึงเกี่ยวข้องด้วยนะสิ”
“เห้ย อะไรวะ กูไปทำอะไรผิดตั้งแต่เมื่อไหร่ กูไม่เคยยุ่งกับพวก ฮั๊วประมูลงาน นะโว้ย”
“ไอ้บ้าไม่ใช่เรื่องนั้นโว้ย........แต่มึงอยากรู้อะไรไหม”
“อะไรวะ”
“กูเองก็ไม่รู้ว่ามึงเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ยังไง......”
“ขอบใจวะ ช่วยได้มาก ถ้าไม่มีมึงเป็นเพื่อนชีวิตกูจะเป็นยังไงเนี่ย”
“เอาน่า มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่มึงคิดหรอก เดี๋ยวผู้ใหญ่จะเป็นคน บอกที่มาที่ไปของเรื่องนี้เอง”
ทันทีที่ลิฟท์หยุดที่ชั้น 22 ทั้งคู่ก็เดินตามทางเดินทอดยาว ที่สุดทางเดินมีประตูไม้บานใหญ่ ที่ติดป้ายพลาสติกสีน้ำเงินตัวอักษรสีขาวแขวนไว้โดยหมุดอันเล็กๆ เขียนไว้ว่า “กำลังประชุม”
“ขออนุญาตครับ กระผมร้อยตำรวจตรี พรศักดิ์ ครับ รายงานตัวครับ” หมวดอ๋อย รายงานตัวกับผู้บังคับบัญชา
อั้นยิ้มน้อยๆ นานแล้วที่เค้าไม่ได้ยินชื่อจริงของเพื่อนรักคนนี้
“เชิญ” มีเสียงตอบรับมาจากภายใจห้อง
ประตูถูกเปิดออก ห้องประชุมแห่งนี้ไม่กว้างนัก ต่างจากที่เห็นภายนอก กลางห้องมีเพียงโต๊ะประชุมหกเหลี่ยม เป็นโต๊ะไม้กระดานอัด เพียงโต๊ะเดียว ในห้องไม่มีไมโครโฟน ไม่มีกระดานพรีเซนต์เทชั่น หรือ โปรเจคเตอร์ ต่างจากตึกชั้นล่างและ ภาพลักษณ์ของหน่วยงาน ที่เต็มไปด้วย บรรยากาศ และ อุปกรณ์ ไฮเทคมากมาย ซึ่ง ดูเหมือนเจตนาของผู้ที่ต้องการใช้ห้องนี้ คือต้องการใช้เพื่อการ “...พูดคุย....”อย่างเดียวเท่านั้น และที่ อั้น ยังไม่ทราบก็คือ ห้องประชุมเล็กๆแห่งนี้ เคยถูกใช้โดยบุคคลสำคัญระดับชาติ นับไม่ถ้วน โดยหัววาระการประชุมหัวข้อเดียว ที่จะถูกพูดถึงในห้องนี้ คือ “ความมั่นคงของชาติ”
“นี่คือคนที่เรารออยู่ เชิญนั่งก่อนนะ คุณ กันต์ พันสืบ” นายตำรวจ ผมสีเทา นัยตาสีเหล็ก เอ่ยเรียกชื่อจริงของเขาด้วยเสียงที่ดังกังวานไปทั้งห้อง และ จ้องมาทางอั้น
“ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัว และ แนะนำสุภาพบุรุษ และ สุภาพสตรีในห้องนี้ให้คุณรู้จักก่อน” นายตำรวจผมสีเทาท่านนี้ อายุประมาณ ห้าสิบปี เป็นคนอายุ ห้าสิบปีที่ยังดูแข็งแรง มาก ใส่แว่นสายตา กรอบสีเงิน หากไม่ได้อยู่ในชุดตำรวจ ชายคนนี้ดูจะมีบุคลิกเหมือน อาจารย์มหาวิทยาลัยมากกว่า....
ผม พลตำรวจตรี.ปราบ ธรรมพิทักษ์ ผมได้รับหน้าที่มา ….สังเกตการณ์! คดีนี้”
พล ตำรวจตรีปราบ เจ้านายโดยตรงของ หมวดพรศักดิ์ หรือ อ๋อย เพื่อนของเขา อั้นเคยได้ยินจาก หมวดอ๋อยว่า นายตำรวจท่าทางคงแก่เรียนผู้นี้ เคยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง หน่วยคอมมานโดกองปราบปราม ชายผู้ซึ่งคลุกคลีงานทั้ง ฝ่ายปฏิบัติการ และ ด้านการต่อต้านข่าวกรอง เป็นที่รักของน้องๆและผู้ใต้บังคับบัญชา สำหรับผู้ที่สนิทชิดเชื้อ จะเรียกเค้าว่า “ครูปราบ” ส่วน เจ้าของซุ้มมือปืนในแถบ ภาคกลางตอนบน ทั้งอยุธยา และ นครสวรรค์ เคยเรียกเค้า ว่า “สารวัตร ปราบ นักฆ่ามือปืน” เป็นหนึ่งในตำรวจน้อยคนที่ได้ชื่อว่าสุดยอดทั้ง บุ๋น และ บู๊
พลตำรวจตรี ปราบ แนะนำตำรวจอีกสองนายที่นั่งอยู่ด้วย
“นี่ พ.ต.ต. สุหฤทธิ์ สยามวรุณ ผู้เชี่ยวชาญของเราจาก สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ของ DSI และ พ.ต.ต. ยุทธนา บุญตรง สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ จากDSI เช่นเดียวกัน” สองนายตำรวจ มีสีหน้าเรียบเฉย อั้น มองไปตามสายตาของ พลตำรวจตรีปราบ..
“ส่วนสภาพสตรีท่านนี้ คุณสโรชาเธอเป็นผู้ช่วยเลขาธิการของท่านรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ”
เธอคือหญิงสาว ที่ทางมั่นใจ เหมือนผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงทั่วไป อายุของเธออั้นคิดว่าไม่น่าจะเกิน 28-29 ปี ซึ่งดูจากหน้าที่การงานนับว่าเป็นหญิงสาวที่ดูจะมีเส้นทางในอาชีพที่ไปได้สวย แสดงว่านอกจากหน้าตาที่น่าจะเป็นใบเบิกทางอย่างดี ความสามารถของเธอเองก็น่าจะเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นเดียวกัน
“ยินดีที่รู้จักคะ คุณกันต์ ดิชั้นชื่นชมทีมของคุณเป็น การส่วนตัวมากคะ ผลงานของพวกคุณสำหรับคดีที่งานประกาศผลรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติคราวนั้น เป็นกระแสข่าวที่น่าสนใจมากจริงๆ”
“ขอบคุณครับ”
อั้นยิ้มรับโดยที่ทำหน้าไม่ค่อยถูก เพราะไม่ทราบว่าเธอกล่าวอย่างจริงใจ หรือ เพียงแค่หยอกล้อเขาเล่น ความรู้สึกภายใต้ดวงตาดับขลับคู่นั้นเป็นสิ่งที่เขาอ่านไม่ออก
“ส่วนสุภาพบุรุษท่านสุดท้ายเป็นแขกของเราจากกระทรวงกลาโหม ร้อยตรี ชัชวาลย์” นายทหารหนุ่มจากกระทรวงกลาโหมผู้นี้แต่งกายด้วยเครื่องแบบ นายทหาร เป็นนายทหารที่ดูมีผิวพรรณดีเกินกว่ามาตรฐานของนายทหารทั่วๆไปที่เราได้เห็นกัน ชัชวาลย์เบนสายตามาจับที่หน้า อั้นด้วยสายตาที่ไม่แสดงความรู้สึก และฉายแววจริงจังออกมา ในประกายตา บรรยากาศรอบห้องคล้ายจะตึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อจุดสนใจของบทสนากำลังจะอยู่ที่นายทหารหนุ่มผู้นี้ ชัชวาลย์ ก้มศรีษะเล็กน้อยให้อั้น ส่วนอั้นทักตอบด้วยรอยยิ้ม
“ขออนุญาตนะครับพี่” ชัชวาลย์ หันไปพูดกับ พ.ต.ต ปราบ ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
“ก่อนที่เราจะชี้แจงรายละเอียดของคดีนี้ให้คุณกันต์ ทราบ ผมขออนุญาต ท่านประธานในที่ประชุมชี้แจง ข้อปฏิบัติภายหลังออกจากห้องประชุมนี้ก่อนนะครับ”
“ตามสบายเลย น้อง” พ.ต.ต. ปราบยิ้มเล็กน้อย
“ผมขอแจ้งให้คุณกันต์ทราบว่า รายละเอียดต่างๆ ที่เรากำลังจะคุยกันในห้องนี้ มีข้อจำกัดหลายประการ เราจึงขอให้คุณงดให้ข่าวใดๆกับสื่อมวลชนต่างๆในทุกประเด็นที่เราจะคุยกัน เพราะว่า ทางเราเห็นตรงกันว่า มันจะเป็นการดีกว่า ถ้าเราจะทำงานในคดีนี้อย่างเงียบๆ ต้องขออภัยที่ต้องกล่าวตรงๆ เพราะเราทราบมาว่า คุณมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อมวลชนหลายแขนง”
อั้นหัวเราะด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ผมไม่ได้เป็นผู้กว้างขวางขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าสายสัมพันธ์ที่คุณว่า หมายถึงการกินเหล้าด้วยกันละก็ ต่อไปผมจะพยายามผสมโซดาเยอะๆ เพื่อป้องกันการหลุดปาก”
ชัชวาลยังคงพูดต่อไปด้วยสีหน้าเป็นปรกติ
“ผมดีใจนะครับ ที่คุณยังคงมีอารมณ์ขัน แต่ผมขอยืนยันในสิ่งที่พูดไปเมื่อสักครู่ว่าเป็นข้อ กำหนดที่คุณ ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”
“นี่เป็นคำขอร้องจากทางราชการหรือเปล่าครับ”
ชัชวาลแววตาเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง
“ไม่ใช่ครับแต่เป็นข้อควร ปฏิบัติตาม ที่ผมมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องแจ้งให้คุณทราบ”
พลตำรวจตรี. ปราบพูดตัดบทการสนทนาของคนทั้งคู่
“เอาล่ะ คุณกันต์ ผมเชื่อว่าคุณคงอยากทราบเรื่องที่พวกเราต้องรบกวนคุณแต่เช้าซะที”
พล.ต.ต.ปราบ ส่งแฟ้มใหม่แฟ้มหนึ่งผ่านทางที่นั่งของ หมวดอ๋อย มาให้เขา
อั้นเปิดแฟ้มออกดู เป็นรูปของชายคนหนึ่ง นอนฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงาน ในสถานที่สักแห่งที่ดูเหมือนห้องทำงานส่วนตัว ในรูปมีของเหลว ที่ดูคล้าย อาเจียน กองอยู่บนโต๊ะ ในรูปสถานที่เกิดเหตุ พบ ถ้วยกาแฟตกแตก และ ผู้คนต่างๆ ที่น่าจะมาจากกองพิสูจน์หลักฐาน และที่ อั้นคิดว่าสิ่งที่น่าสังเกตุ ที่สุดคือ เจ้าหน้าที่ของรัฐในรูป แทบทุกคนใส่หน้ากาก กัน ก๊าซพิษ
พล.ต.ต.ปราบ กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันกังวาน ว่า
“ผู้เสียชีวิต คือ ดร.อิสระ สระมาลัย ปัจจุบัน เป็น หัวหน้าโครงการวิจัย ที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ศพของเขาถูกพบโดยเพื่อนบ้าน ที่สงสัยว่าสุนัขสัตว์เลี้ยงในบ้านของ ดร.อิสระ เห่าเสียงดังและมาตะกุยประตูที่บ้านของเพื่อนบ้าน”
อั้นยิ้ม ในขณะที่สายตาจ้องที่แฟ้มสืบสวนอย่างไม่ลดละ “อืม....หมาเดี๋ยวนี้ฉลาดจริงๆ”
นายตำรวจ สองนายที่นั่งข้างๆ พล.ต.ต. ปราบ ทำสีหน้าประหลาดเหมือนอด ยิ้มไม่ได้ บรรยากาศเคร่งเครียดในห้องดูจะคลายลงไป
“จากการชันสูตรจากกองพิสูจน์หลักฐานเบื้องต้นเราพบว่า ผู้ตายเสียชีวิตจากการได้รับสาร ไฮโรเจนไซยาไนด์ ในระดับที่ทำให้เสียชีวิต”
อั้นอ่านแฟ้ม ออกเสียงดังพอได้ยินกันทั้งห้อง “ซึ่งการเจาะเลือดที่โคนขาหนีบ พบว่าเลือดของผู้ตายมีสีแดงมากกว่าปกติ ซึ่งแสดงถึงการได้รับ สารไซยาไนด์ จนถึงระดับ Lethal*(ทำให้เสียชีวิต) อืมๆ ผมเพิ่งรู้นะครับว่า เวลาพิสูจน์หลักฐานต้องเจาะเลือดที่โคนขาหนีบ”
พล.ต.ตรี ปราบยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ผมเองก็เพิ่งทราบเหมือนกัน คุณ กันต์ เพราะคดีฆ่าตัวตายแบบนี้ เราเองก็ไม่ค่อยได้เจอบ่อยนัก”
“ฆ่าตัวตายเหรอครับ??? ”
“ใช่แล้วเบื้องต้นเราคิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะหลอดทดลองที่เก็บสาร ไซยาไนด์ ก็เป็นสารเคมีที่พบในบ้านของผู้ตายก็เป็นของที่เบิกมาจาก แลปโดยมีลายเซ็นของผู้ตาย และ พยานที่เป็นพนักงานเก็บสต็อกสารเคมีก็ยืนยันว่าผู้ตายมาเบิกสารเคมีดังกล่าวด้วยตัวเอง”
“รมแก๊สพิษฆ่าตัวตาย ดูสมกับเป็นวิธีการฆ่าตัวตายของนักวิทยาศาสตร์ดีนะครับ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเค้าถึงเลือกวิธีตายที่ดูไม่ธรรมดาอย่างนี้”
และแล้ว เสียงที่นุ่มนวลที่สุดในห้องก็พูดขึ้นมา “จริงๆวิธีฆ่าตัวตายแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกนะคะ ในอเมริกา และ ประเทศแถบยุโรบตะวันตก การรมควันฆ่าตัวตาย เป็นเรื่องที่เห็นได้บ่อยๆ มีการรวบรวมสถิติว่า วิธีนี้ เป็นวิธีที่ผู้หญิง “นิยม”ใช้มากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า เพราะเป็นวิธีที่ทรมานน้อยกว่า สำหรับผู้ตายที่ไม่ได้ทำเพราะเรียกร้องความสนใจ วิธีนี้เป็นวิธีที่พวกเขาเลือก ไม่แปลกหรอกคะที่ ดร.อิสระ ฆ่าตัวตายแบบนี้เพราะ เขาเองเคยทำงานและ ศึกษาที่ สหรัฐ อเมริกา เป็นเวลายาวนานกว่าสิบปี”
อั้น มองหน้า สโรชาด้วยความประหลาดใจ “ผมนึกว่าคุณ มาจากกระทรวงต่างประเทศเสียอีก”
“ใช่แล้วคะ แต่ก็เป็นธรรมดาที่เราต้องทำการบ้านทุกแง่มุมก่อนที่จะ มาสังเกตการณ์ใช่ไหมคะ นั้นเป็นวิธีทำงานของพวกเราคะ”
“เป็นความรู้เรื่องการฆ่าตัวตาย ที่เป็นระบบที่สุด ที่ผมเคยได้ยินมาเลยครับ แค่ในเมืองไทย ผมเองยังไม่รู้เลยว่า คนส่วนมากฆ่าตัวตาย ด้วยการใช้พิษมากน้อยแค่ไหน”
สโรชา ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูเป็นผู้หญิงทำงาน ที่มีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม “ถ้าคุณ อยากทราบในข้อนั้นไม่มีปัญหาคะ จริงๆแล้วในไทยเองก็มีคนฆ่าตัวตายโดยยาพิษ ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะ เป็นการกินยาฆ่าแมลง หรือ ยาฆ่าหญ้า”
“..................สมกับเป็นประเทศเกษตรกรรมจริงๆ….” อั้นรำพึงกับตัวเอง
พล.ต.ตรี ปราบหัวเราะ ตอนนี้ท่านเหมือนผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่ง “ถ้า หน่วยงาน มีบุคลากรที่มีความสามารถเทียบเท่าคุณ สโรชา หลายๆคน งานของผมคงเบาแรงขึ้นอีกเยอะ”
“ขอบคุณคะท่าน”
“ผมว่า เราควรจะแจ้งถึงสาเหตุ และ สถานภาพ ที่ทำให้เราต้องคุยกับ นาย กันต์ ในวันนี้นะครับท่าน” ชัชวาลย์ยังคงพูดด้วยสีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดใด
“คงเป็นเรื่องที่การฆ่าตัวตายของดร.อิสรามีผลอย่างมหาศาลโดยตรงกับหน่วยงานของรัฐใช่ไหมครับ”
ทุกคนในห้องหน้าเปลี่ยนสีทันที
ชัชวาลย์ถาม “คุณกันต์ ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น”
“ก็ไม่แปลกหรอกครับ การที่เราทุกคนมารวมกันที่นี่ นั้นก็น่าจะบอกอยู่แล้ว และ ที่ผมมั่นใจว่า ดร.อิสราคง มีความสำคัญมากพอดู เพราะปกติการเสียชีวิตจากพิษ นั้นดูยากมาก หากตรวจไม่ละเอียดบางที แพทย์และ ตำรวจสรุปสำนวนคดีว่าตายโดยไม่ทราบสาเหตุด้วยซ้ำไป การวินิจฉัยพยานวัตถุต้อง ใช้ความรวดเร็วมากไม่อย่างนั้นจะวัตถุพยานจะเสื่อมสลาย หรือ ใช้ตรวจไม่ได้ แพทย์ทั่วไปมีความรู้เรื่องนี้น้อยมาก อีกทั้งห้องปฏิบัติการบางแต่ละแห่งก็มีเครื่องมือไม่เท่ากัน ผมคิดดูแล้วการจะตรวจผู้ตายลึกซึ้งขนาดนี้ น่าจะใช้ห้องแลปที่ทันสมัยพอสมควร การที่หน่วยงานของรัฐระดมมืออาชีพ และ ทำงานด้วยความรวดเร็ว แบบ ผิดปกติขนาดนี้ แสดงว่า ดร.อิสราคงมีความสำคัญกับประเทศเราพอสมควร”
ชัชวาลย์กล่าว “เอาเป็นว่าผมประทับใจในความพยายามแสดงความสามารถของคุณ ก็แล้วกันนะครับ ตามประวัติของคุณ ผมเองก็ไม่นึกว่าคุณจะ มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ด้วย”
“อ้อผมแค่เป็นแฟนหนังสือซี่รี่ย์ ใส่ใจในศพ ของคุณหญิงคุณหมอ กรทิพย์น่ะครับ สนุกนะครับ”
แกบ่นเรื่องนี้บ่อยๆ แล้วเรื่องสำคัญขนาดนี้ เกี่ยวอะไรกับนักสืบตัวเล็กๆอย่างผมล่ะครับ”
“ครูปราบ”หยิบซองสีน้ำตาลขนาดกระดาษ เอ4ขึ้นมาซองหนึ่ง
“ก่อนเสียชีวิต ดร.อิสรา เขียนจดหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง เป็นพินัยกรรมยกทรัพย์สินส่วนตัว และ กรรมสิทธิ์ต่างๆในสังหา และ อสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดของเขา ให้กับ นิติบุคคลแห่งหนึ่ง”
“แล้วยังไงครับท่าน”
“มันเป็นจดหมายของคุณน่ะ คุณกันต์”
“...........หา...........”
ชัชวาลย์มองหน้าอั้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียง ที่บ่งบอกว่า ไม่มีการล้อเล่นอีกต่อไป

“ต้องขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณก่อน สถานะของคุณตอนนี้คือ ผู้ถูกสอบสวน ไม่ใช่ เป็นผู้สืบสวน”




 

Create Date : 21 เมษายน 2549    
Last Update : 21 เมษายน 2549 12:32:59 น.
Counter : 162 Pageviews.  

Gay Team 5พยัคฆ์นักสืบ นิยายสไตล์หลุดๆ (ตอนที่1)

“มึงยังไม่ออกมาอีกเหรอวะ”
“เฮ้ยโทษทีว่ะ อีก 5 นาทีแล้วกัน”
“อะไรวะ เมื่อ ครึ่งชั่วโมงที่แล้วมึงก็ พูดอย่างนี้”
“เอาน่า หมวดอ๋อย ใจเย็นๆนะครับ
ตอนนี้ ผมกำลังอาบน้ำ ฟอกสบู่ ถูไข่ อยู่
รับรอง อีก 5 นาทีเจอกันแน่ๆ”
“เร็วๆ นะโว้ยนี่เป็นเรื่อง ราชการสำคัญมาก”
“เอาน่า กูเห็นเรื่องราชการชักช้า ถมไป”
“จริงๆเลยนะมึงนี่ เมื่อคืนกูยังไม่ได้นอนเลย
นี่ยังต้องมารอมึงแต่เช้าอีก รีบๆก็แล้วกัน”
“...........ตืด.....ๆ......ๆ......”
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ก็ขาดหายไป
ชาย ฉกรรจ์ อายุดูราวๆ 25-30 เ
ก็บ มือถือ เข้าไปในชุดเสื้อแจ็กเกตสีดำ
ซึ่ง ใส่ทับกับเสื้อ ยืดสีขาว
ที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กๆว่า “DSI”
พร้อมกับ เครื่องหมายรูปโล่สีฟ้า
เขียนภาษาไทยตัวเล็กๆว่า
“กรมสืบสวนคดีพิเศษ”
เขา เริ่มจุด บุหรี่ ไลท์ ตัวที่ 2
หลังจากบุหรี่ตัวแรกแบนแต๊ดแต๋ไปแล้ว
ด้วย รอยเหยียบแห่งความหงุดหงิด
ขอบตาเขียวคล้ำ พร้อมกับสีหน้าบอกบุญไม่รับ
ชายคนนี้กำลัง ยืนอยู่ข้างรถ BMW สีดำคันงาม
ซึ่งแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เมื่อมาเข้ามาในซอยเล็กๆ แห่งนี้
เนื่องจากไม่สามารถขับเข้าซอย
ที่ไม่กว้างไปกว่าห้องแถวซักหนึ่งคูหา
แห่งนี้ไปได้ เพราะนอกจากมันเป็น
ตรอกที่แคบมากแล้ว ยังมีรถเข็น ขายน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ กาแฟเย็น ผลไม้
และ แผงขายของต่างๆ
และผู้คนซึ่งถึงจะดูไม่มากมาย
แต่ก็เดินจับจ่ายใช้สอยอยู่กระจัดกระจาย
ทั่วไปในซอย ชุมชนแห่งนี้ ดูเหมือนกับเป็นชุมชนผู้มีรายได้ปานกลางชานเมือง อย่างที่เห็นได้ทั่วไปในกรุงเทพ ที่เสาไฟฟ้ามีป้ายเขียนด้วยปากกาเมจิกสีดำ แขวนอยู่ที่ความสูงระดับสายตา โดยมีขนาดตัวหนังสือที่ มองเห็นได้จากระยะไกล พอสมควรเขียนไว้ว่า
“อพาร์ทเมนท์สุขใจ ตรงไปอีก50 เมตร”
อีกประมาณ 5 อึดใจ ( 1อึดใจเท่ากับหนึ่งนาที.......หน่วยวัดโดยผู้เขียน) ชายผิวสีแดง คนหนึ่ง ผมสั้น ไม่เกิน 1 ข้อนิ้วเท่ากันทั้งศีรษะ หนวดเคราขึ้นบางๆ แบบคนที่ยังไม่ได้โกนหนวด ประมาณ2วัน เค้าเดิน ดื่ม นมถั่วเหลือง ยู เอช ที ใส่กล่องออกมาจากซอยที่ผู้คน กำลังจับจ่ายซื้อของรับเช้าวันใหม่ ใส่เสื้อยืดสีเหลืองสดที่เป็นของแถมมาจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ที่มีอักษรสีดำตัวใหญ่อยู่ที่หน้าอกว่า “Kill Bill” กางเกงยีนส์ และ รองเท้าแตะอดิดาสสีดำ ชายคนนี้ เมื่อมองดูแล้วให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ พวกทีมงานในกองถ่ายละคร หรือในกองถ่ายภาพยนตร์ มากกว่า”

“มีอะไร จะมาอวดล่ะ..........หมวดอ๋อย” ชายผมสั้นพูดด้วย สีหน้าอารมณ์ดีมีเลศนัย
“นี่มึงเลิก พูด ให้กูผวนคำ เสียทีเถอะ คุณอั้น วันนี้ไม่ทำงานเหรอวะ”
“ลาออกแล้ว...........”
“หา.........................ออกอีกแล้วเหรอ มึงนี่เปลี่ยนงานบ่อยกว่า นายกด่าสื่อมวลชนอีกนะ”
“ฮ่าๆๆ มุขมึงนี่ดูเป็นอันตรายต่อหน้าที่การงานดีนะ”
“เออ...แต่ก็ดีแล้ว พอดีมีงานมาให้ช่วย งานนี้ มึงอาจจะต้องใช้เวลานานพอสมควรเหมือนกัน”
“หึๆ.... ไม่น่าเชื่อนะ ว่าจะมีงานที่ DSI ทำเองไม่ได้อยู่ด้วย”
“ไม่ใช่ทำไม่ได้ ........ขอใช้คำว่าไม่สะดวกที่จะทำเองดีกว่า มาขึ้นรถก่อนเถอะ รายละเอียดไว้ถึง “ที่” แล้วจะเล่าให้ฟัง”

ชาย สองคน ก้าวขึ้นรถไป และแล้ว BMW คันสีดำก็ออกไปอย่างรวดเร็ว จากซอยเล็กๆที่มีผู้คน จับจ่ายใช้สอยคึกคัก ในวันที่บรรยากาศ สดใส ตอนเช้าตรู่...................

..........................................................................................................................................................................

BMW ขับเลียบทางขนาน มุ่งตรงสู่สะพานพระราม 5 จากนั้นจึงค่อยชะลอตัวและ หยุดนิ่ง ชั่วคราว ซึ่งเป็นสภาพปกติ ของการจราจรเวลาเร่งด่วนบริเวณนี้ ระหว่างนั้น หน้าปัดคลื่นวิทยุก็อยู่ ที่ ตัวเลข 105.5 สถานีซึ่งถ่ายทอดเสียงรายการเล่าข่าวยอดนิยมตอนเช้ารายการหนึ่ง ซึ่งผู้จัดรายการกำลังทำหน้าที่ “ให้ความเห็นกับข่าว ประเด็น ที่นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจในเทคโนโลยี
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นาโนเทคโนโลยี................(เสียงค่อยๆเบาลง โดยการหรี่เสียงวิทยุของ ชายผมสั้น)
“อ้าวไอ้อั้น หรี่เสียงทำไมวะ” หมวดอ๋อยถาม
“ก็ นั่งตั้งนานยังไม่ได้คุยกันเลย เป็นไงวะ ไอ้ อ๋อย งานหนักไหมช่วงนี้”
“ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีหรอกว่ะ คงจะหนักอีกทีช่วงฉลองปีใหม่ นอกจากเมื่อคืนร้อยเวร วอ มาบอกว่าวันนี้ผู้ใหญ่นัดคุยแต่เช้า กูเลยต้องรีบมาหามึงน้ำเนิ้มยังไม่ได้อาบเลยนะเนี่ย”
“แล้ว เจ้ วุ้น สบาย ดีใช่ไหมวะ” อั้น ถามถึงแฟนของ อ๋อย ซึ่งทั้งสามคนเป็นเพื่อนเรียนมหาลัยที่เดียวและคณะ เดียวกันมา
“ขานั้นก็สบายดีแหละ แม่งจะไม่สบายดีก็ตอนเจอหน้ากูเท่านั้น แหละ วีนใส่ทั้งวัน”
“อ้าวเจอกันทุกวันเลยเหรอ” อั้นถามในขณะที่สายตามองไปข้างหน้ารถ ซึ่งไม่มีอะไรนอกจากเศษกระดาษสองสามแผ่น
“โอ๊ย ไม่ได้เจอกัน สามสี่วันแล้ว กู กับ เค้าว่างไม่ค่อยตรงกัน”
“ก็มึงมันเหี้ยนี่หว่า...”
“อ้าว ไอ้อั้น มึงไม่มีอะไรทำใช่ไหมเนี่ยอยู่ๆ ก็มาด่ากู”
“พวกมึงก็คบกันมานานแล้วนะ เจ้วุ้นเค้าก็เป็นคนดี กูว่ามึงเลิกเจ้าชู้ แล้วรีบแต่งงาน แต่งการไปดีกว่า”
“มึงเอาที่ไหนมาพูดว่ากูเจ้าชู้ เดี๋ยวนี้กูเลิกแล้วโว้ย แต่กูยังไม่พร้อม มึงก็รู้เงินเดือนตำรวจไม่ได้มากมายอะไร”
“ถึงมึงจะไม่พร้อม บ้านเจ้วุ้นเค้าก็พร้อม และ จะว่าไป บ้านมึงน่ะโคตร พร้อมเลยนะ พ่อมึงเค้าคงไม่ปล่อยให้เมียของลูกอดหรอก ถ้ากูมีเงินสักขี้ตีนของพ่อมึงป่านนี้กูนอนอยู่บ้านเฉยๆไปแล้ว”
“กูเห็นตอนนี้มึงก็นอนเฉยๆอยู่เหมือนกันนี่หว่า” หมวดอ๋อยปะทะคารมกับเพื่อนรักอย่างอารมณ์ดี
“ไม่รู้ละถ้ามึงไม่เลิกทำตัวเหี้ยๆ อย่างนี้กูจะยุ เจ้วุ้นให้ไปหาแฟนใหม่”
“อ้าว เวรแล้ว มึงเอาที่ไหนมาพูด”
“กูรู้ก็แล้วกันแหละ แล้วที่มึงอดนอนเมื่อคืนน่ะมึงก็ไม่ได้ไปทำเหี้ยอะไร หรอก มึงก็คง .... ไม่สิ มึงก็ไปเอาผู้หญิงมาอีกตามเคย”
“เฮ้ยมึงเอาที่ไหนมาพูด” หมวดอ๋อย สะดุ้ง
“กูคบมึงมาตั้งนานทำไมกูจะไม่รู้”
“กูบอกมึงแล้ว ว่าตอนนี้กูเปลี่ยนไปแล้ว”
“ฮ่าๆๆ เท่าที่กูรู้ กูไม่เคยเห็นเหี้ยลอกคราบได้”
“นี่มึงอย่ามากล่าวหากันลอยๆนะครับ ยุคนี้จะกล่าวหาใครมึงต้องแสดงเอกสารด้วย ที่สำคัญหลังมีSEXกูไม่เคยให้ใครเซ็นรับทราบนะโว้ย”
“หึๆ ๆ จะให้โชว์เอกสารเหรอก็ได้นี่ๆไง” ว่าแล้ว อั้นก็หยิบ บัตรจอดรถใบเล็กๆที่อยู่หน้ากระจกรถยนตร์ ฝั่งคนนั่งข้างซ้ายมาให้ หมวดอ๋อยดู
“เห็นไหม นี่ไงบัตรจอดรถ ประทับตรา RCA แสดงว่าเมื่อคืนมึงไป RCA มา”
หมวดอ๋อยสีหน้าไม่เปลี่ยนแต่ แววตาดูหวั่นไหวเล็กน้อย
“เออใช่กูไปแล้วยังไง ในRCA มีอะไรตั้งหลายอย่าง กูอาจจะไปดูหนัง กูอาจจะอยากดูหนังอินดี้ กูอาจจะไปแวะกินกาแฟที่ starbuck กูอาจจะแวะกินก๋วยเตี๋ยว กูอาจจะแวะซื้อหนังสือที่ร้านดวงกมล กูอาจจะอยากกินอาหารญี่ปุ่นที่ ฟูจิ กูอาจจะอยากโยนโบว์ลิ่ง กูอาจจะอยากขับโกคาร์ท กูอาจจะแวะซื้อของที่ท็อปซูเปอร์มาเก็ตก็ได้” หมวดอ๋อยร่ายยาวถึง สถานที่ “เกิดเหตุ”เป็นฉากๆสมกับเป็นตำรวจ

“มึงลืมไปที่หนึ่งมั๊ง คือมึงแวะไปซื้อถุงยางที่ เซเว่น”
หมวดอ๋อยหน้าถอดสี
“เฮ้ย...........มึงรู้ได้ยังไงวะ”
อั้นยิ้มอย่างผู้มีชัย
“รู้สิ นี่มึงเห็นไหม เวลาเข้า บันทึกไว้ว่ามึงเอารถไปจอดตอน 02.26 นาฬิกา ใน RCA ไม่มีรอบหนังฉายดึกขนาดนั้น ไม่ต้องพูดถึงร้านกาแฟ ร้านหนังสือ และที่อื่นๆเลย แต่เป็นไปได้ว่ามึงอาจจะฟิตอยากโยนโบว์ลิ่งตอนเกือบตีสอง หรือ อาจจะเที่ยวเทคแถวนั้น ซึ่งกูตัดความเป็นไปได้ออกไป เพราะมึงบอกกูเองว่ามึงยังไม่ได้อาบน้ำ แต่ ที่แขนมึงไม่มีรอยปั๊มที่เค้าจะปั๊มเวลาเข้าผับ สักรอย นอกจากนั้นร้านต่างๆ เค้าก็ห้ามขายเหล้าตั้งแต่ตีหนึ่งแล้ว เรื่องนี้มึงเป็นตำรวจด้วยมึงคงรู้ดี และที่สำคัญตราประทับว่า “จอดฟรี3ชั่วโมง”โดยไม่มีชื่อร้าน มีตราแบบนี้ที่เดียวใน อาร์ซีเอ ที่เปิดในช่วงเวลานั้น คือ เซเว่นอีเลฟเว่นเท่านั้น เพราะส่วนของ อาคารซุปเปอร์มาร์เก็ตเองที่โรงหนังเฮาส์จะมีตราประทับ 5 ชั่วโมงคอหนังอินดี้อย่างมึงคงรู้ ถ้ามึงไปแถวนั้นมึงก็คงไปประทับตราที่นี่แม้ตอนนั้นจะไม่มีรอบแล้วก็ตาม แสดงว่าตัด สนามโกคาร์ท โบว์ลิ่งแล้วก็ คาราโอเกะไปได้เลย แล้วเหตุผลที่มึงต้องประทับตราจอดรถก็แสดงว่ามึงต้องรู้ตัวว่ามึงต้องอยู่แถวนี้นานแน่ๆ มึงจะอยู่แถว อาร์ซีเอนานๆเพื่อทำอะไรวะตอนตี 2 อย่างนั้น กูไม่คิดหรอกนะว่าผู้ชายหน้าหนวดอย่างมึง จะ อยากกินเวเฟอร์ รสนมตอนดึกๆ”
หมวด อ๋อยแย้งขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
“.................................................. เออ แต่ถ้าจะว่าอย่างนั้นที่มึงสรุปมาก็มีช่องโหว่นะ เพราะเวลาที่กูเข้าไป เป็น ตีสอง ยี่สิบหกนาที ซึ่งตอนนั้นผับต่างๆก็เลิกกันหมดแล้ว กูจะไปเที่ยวผับทำไมละวะ แล้ว มึงก็รู้นี่ว่ากูเป็นตำรวจ กูอาจจะไปเรื่องงาน หรือ สังเกตการคนร้ายก็ได้ อีกข้อหนึ่งที่กูข้องใจมากๆ ....มึงจะมั่นใจได้ยังไงวะ.............ว่ากูแวะ เซเว่นเพื่อไปซื้อถุงยาง”

คุณอั้นร่ายยาวต่อไปว่า“จะให้กูพูดให้จบก็ได้ ข้อแรก คือมึงไม่ได้ไป “ราชการ”แน่ๆ เพราะมึงบอกเองว่าช่วงนี้ไม่ค่อยมีงาน แล้วร้อยเวรก็ วอ. มาหามึง นั่นแสดงว่าเมื่อคืนไม่ใช่เวรของมึง ในขณะเดียวกันมึงก็ไม่ได้ไปเที่ยวผับ แต่มึงไปรับคนต่างหาก มึงไม่ได้ไปรับคนที่ ผับต่างๆแถวนั้นด้วยเพราะคงไม่มีใครบ้ารอมึงเป็นชั่วโมง ถ้ามีเวลาเป็นชั่วโมงจริงเค้าคงไปหามึงเองมากกว่า แต่มีอยู่ที่หนึ่งที่คนเลิกงานตอนตีสองพอดี คือ ที่ คอกเทลเลาน์ เดอะ ลาเต้ เป็นที่เดียวในอาร์ซีเอที่จะมีคนทำงานเวลานี้ เพราะถึงที่นี่จะปิดตอนตีหนึ่งแต่ตอนเลิก พนักงานยังต้องรอสรุปงานก่อนจนถึงตีสองกว่าๆ โดยเฉพาะแดนเซอร์โคโยตี้เกิร์ล ส่วนเหตุผลที่ทำให้กูมั่นใจว่ามึงไม่ได้อยู่คนเดียวก็คือ บัตรจอดรถถูกวางไว้ที่กระจกด้านฝั่งซ้ายที่กูนั่ง ถ้ามึงอยู่คนเดียวไม่มีทางที่มึงจะวางบัตรจอดรถไว้ตรงนี้ได้ หลังจากมึงปั๊มบัตรที่ เซเว่นแล้วมึงคงส่งบัตรจอดรถให้ “ใคร”อีกคนหนึ่งมากกว่า กูเดาว่าหลังจากที่มึงประหยัดค่าโรงแรมโดยพาน้องเค้ามา “สอบสวน”ในสถานที่ขึ้นชื่ออย่างลานจอดรถ อาร์ซีเอชั้นใต้ดินแล้ว มึงก็คงหัวโล่งจนลืมว่าเอาบัตรจอดรถไว้ที่ไหน และนี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มึงหาบัตรจอดรถไม่เจอจนต้องทิ้งไว้ตรงนี้ แต่ถึงอย่างไงถ้าให้กูเดาเด็กกั้นรถยนต์ก็คงไม่กล้าเก็บค่าปรับมึงหรอกเพราะเค้าเห็นเครื่องแบบของมึงที่แขวนไว้ที่เบาะหลัง”
หมวดอ๋อย ทำหน้าแปลกใจ และ จ้องหน้า เพื่อนรักของเขาเป็นเวลานาน ทั้งๆที่รถกำลังค่อยๆ เคลื่อนตัว
“มึงพูดเหมือนมาแอบดูอยู่เลยว่ะ ทำไมมึงรู้จัก RCA ดีจังเลยวะ”
“อ้อ ......มึงคงไม่รู้ละสิว่ากูเคยทำงานแถวนี้มาก่อน ช่วงกลางวันเป็น โปรโค** เพราะแถวนั้นมันมีสถานีวิทยุขวัญใจเด็กแนว อย่าง Fab Radio อยู่ ส่วนกลางคืนกูก็เคยไปเป็น ดีเจเปิดแผ่นตามผับแถวนั้น นี่อาจเป็นประโยชน์ไม่กี่อย่างที่กูได้จากการที่กูเปลี่ยนงานบ่อยๆ”
“เฮ้อ ถ้าวุ้นเป็นอย่างมึงสักครึ่งหนึ่งกูมีกี่ชีวิตก็คงไม่พอนะเนี่ย ถามจริงๆเถอะ มึ่งนี่ หูตายังกะเชอร์ลอคโฮลม์ กูถามจริงๆเถอ มึงเดาเรื่องทั้งหมดนี้ได้จากบัตรจอดรถแค่ใบเดียวเหรอ”
คุณอั้นตีสีหน้าอายๆ “แหะๆ เปล่า หรอกใครจะไปเดาได้ขนาดนั้นนี่มันไม่ใช่นิยายนะเว้ย กูรู้เพราะมึงทิ้งหลักฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่งไว้ต่างหาก”
“อะไรวะ”
อั้นก้มลงหยิบอะไรบางอย่างที่ฝ่าเท้า บริเวณที่วางเท้าฝั่งของตัวเอง เป็นซองพลาสติกสีชมพู ที่ถูกฉีกแล้ว”
“ คิงไซส์ สตอบอรี่แบบผิวไม่เรียบ ไอ้ อ๋อยมึงนี่รุ่มร่ามจริงๆ ทำลายหลักฐานก็ไม่หมด นี่ถ้าไม่ใช่กูแต่เป็น เจ้วุ้นมานั่ง มึงตายไปแล้ว ปลอกกระสุนตกอยู่อย่างนี้ไม่ต้องเป็นนักสืบหรอกว่ะ เด็ก ป.4 ก็รู้ มึงนี่เป็นเจ้าพนักงานกระทำการโดยประมาทจริงๆ”
หมวดอ๋อยหน้าซีด ความจริงทุกอย่างกระจ่างหมดแล้ว “โถ่.... กูก็คิดว่ามึงเป็นนักสืบเทวดาขนาดนั่น ไอ้นี่ ถ้ามึงบอกกูว่าพบปลอกกระสุนตั้งแต่แรก มึงจะมานั่งวิเคราะห์ให้เมื่อยทำไมวะ ถุย! ตอนแรกพูดจายังกะคุณพ่อ อากาธา คริสตี้มาเอง”
อั้น อดที่จะหัวเราะไม่ได้ “อ้าวไอ้อ๋อย ดูถูกเรอะ มึงจะให้กูบอกก็ได้นะว่าเมื่อคืนมึงไปนอนกับใครมา โคโยตี้เกิรล์ ที่เดอะลาเต้ ที่ชอบ Request คิงไซส์สตอบอรี่ ผิวไม่เรียบ เท่าที่กูรู้จักมีคนเดียวนะโว้ย แต่กูให้ เกียรติน้องเค้า กูเลยไม่อยากจะต้อนมึงเท่านั่นเอง”
หมวดอ๋อย อ้าปากหวอ มองดู อั้นด้วยสายตาแปลกใจ “เห้ย.......นี่ มึงรู้ขนาดนั้นจริงๆเหรอวะ”
คุณอั้นยิ้ม น้อยๆ แต่ ไม่พูดอะไร
หมวดอ๋อย เงียบไปสักพักหนึ่งแล้วะพูดขึ้นมาว่า
“ โอเค เรื่องของกูช่างมันเถอะ แต่เรื่องที่มึงต้องไปคุยกับผู้ใหญ่วันนี้ กูได้ยินคร่าวๆ มาแล้วว่าเรื่องใหญ่วะ”
อั้นสีหน้าเรียบเฉย ไม่ยิ้ม และ หัวเราะ อีกต่อไป “กูรู้ตั้งแต่เห็นมึงแล้วล่ะ หน่วยของมึงไม่เคย ได้งานง่ายๆ เลยนี่หว่า ไหนมึงลองบรีฟให้ ฟังคร่าวๆก่อนได้ไหม”
“รอไปฟังทีเดียวเลยดีกว่า แต่กูคิดว่างานนี้มึงคงต้องมีคนช่วย หึๆ....รู้สึกทางผู้ใหญ่อยากจะพบทีมของมึงด้วย”
อั้น เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “ขนาดนั้นเลยเหรอวะ แต่ กูคงตามตัวพวกมันยากหน่อยนะ เห็นว่าช่วงนี้ พวกมันต่างคนก็ต่างยุ่งๆอยู่เหมือนกัน”
“ฮ่าๆๆๆ เข้าใจ ตั่งแต่ คดีนั้น ทีมของพวกมึงดังกว่าดาราอีกนะ นี่มีสายของเราจาก บาร์แถว พัทยาฝากขอลายเซ็นมึงมาด้วยนะ ฮิๆๆๆๆๆ”
อั้นทำหน้าเซ็งๆ “นี่มึงจะล้อกูไปจนตาย เลยใช่ไหมเนี่ย”
หมวดอ๋อย หัวเราะดังลั่นบีเอ็ม “เค้าขอมาจริงๆ ช่วยเซ็นกำกับให้ด้วยว่า หัวหน้ากลุ่ม Gay Team เค้าจะดีใจมาก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
อั้นถอนหายใจ “เฮ้อ....Gay team กูเกลียดชื่อนี้จัง เมื่อไหร่คนจะลืมไปซะทีวะ”
ฝ่าย หมวดอ๋อย กลับ หยุดหายใจหลังจากหัวเราะจนหน้าแดง เหมือนคนหัวจะระเบิด................

จบตอน1



โปรโค ** (โปรแกรมโคออร์ดิเนเตอร์ หมายถึงผู้ช่วยจัดรายการวิทยุ ทำหน้าที่รับโทรศัพท์ ดูแลอำนวยความสะดวกต่างๆให้DJ)





 

Create Date : 04 มกราคม 2549    
Last Update : 4 มกราคม 2549 15:55:35 น.
Counter : 199 Pageviews.  


ช่างประชันพันธุ์ประชด
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นักเขียน / คอลัมนิสต์
Friends' blogs
[Add ช่างประชันพันธุ์ประชด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.